#กรมการปกครอง
สั่งย้ายฟ้าผ่า! อธิบดีกรมการปกครองโยก #นายอำเภอบ้านสร้าง ช่วยราชการวิทยาลัยการปกครอง
.
#น้ำท่วม #น้ำท่วมปราจีนบุรี
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์
www.dailynews.co.th/news/6254811/
October 7, 2026 at 3:34 AM
อธิบดีกรมการปกครอง ยืนยันแชตไลน์หลุด "ช่วยน้ำเงินด้วย" ไม่ใช่ข้อความของตน
อธิบดีกรมการปกครอง ยืนยันแชตไลน์หลุด "ช่วยน้ำเงินด้วย" ไม่ใช่ข้อความของตน auser15 Sun, 2026-06-21 - 14:32 'นฤชา โฆษาศิวิไลซ์' อธิบดีกรมการปกครอง ยืนยันไม่ได้ทำผิดตามที่ 'อดีต ปจ.ภูเก็ต' ยื่นฟ้องศาล ปมสั่งช่วยราชการและแชตไลน์หลุด "ช่วยน้ำเงินด้วย" ไม่ใช่ข้อความของตน ชี้ทำตามระเบียบ-ผู้บังคับบัญชารับทราบ ภาพจาก: ครอบครัวข่าว 3  21 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ในความผิดตามมาตรา 157 กรณีคำสั่งให้ช่วยราชการไม่ชอบ และปมแชตไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ว่า ในส่วนประเด็นไลน์หลุด ยืนยันว่า ไม่ใช่ข้อความของตน และไม่เป็นไปตามข้อกล่าวหา ส่วนเรื่องคำสั่งให้ช่วยราชการนายรุ่งเรืองนั้น มั่นใจว่าทำตามระเบียบขั้นตอนถูกต้องทุกอย่าง ตนได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาให้รับทราบแล้ว และยังไม่มีผู้บังคับบัญชาท่านใดท้วงติง หรือเห็นว่าตนทำผิดระเบียบและกฎหมายข้อไหน นายนฤชา กล่าวอีกว่า สำหรับการฟ้องร้องของนายรุ่งเรือง ตนมองว่าเป็นสิทธิหากเห็นว่าไม่ได้รับความยุติธรรม และตนขอให้รอดูข้อเท็จจริงของผลการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยต่อไป “ผมนอกจากเป็นอธิบดีกรมการปกครองแล้ว ยังมีฐานะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) จากนี้ทุกเรื่องที่พิจารณาว่าเข้าข่ายมูลฐานความผิด ป.ป.ง. ผมจะส่งเรื่องให้ป.ป.ง. ดำเนินการต่อตามหน้าที่ อำนาจ ต่อไปทุกราย นายนฤชา กล่าว * ข่าว * การเมือง * นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ * กรมการปกครอง * แชตช่วยน้ำเงินด้วย
dlvr.it
June 21, 2026 at 7:37 AM
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น — สถ.แจ้งแนวทางคืนเงินค่าป่วยการ อสม. ปี 62 ที่ยังไม่ได้จ่ายกว่า 239 ล้านบาท #อบจ #กรมสงเสรมการปกครองทองถน #News
สถ.แจ้งแนวทางคืนเงินค่าป่วยการ อสม. ปี 62
สถ. หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้จัดทำหนังสือด่วนที่สุดเพื่อแจ้งแนวทางการคืนเงินค่าป่วยการ อสม. ประจำปี 2562 ซึ่งยังคงมีเงินที่ยังไม่ได้จ่ายอยู่กว่า 239 ล้านบาท หนังสือดังกล่าวมี… · Photo : frankieleon · CC BY · Flickr
news.netasgard.com
October 9, 2026 at 9:37 AM
มีเคสสีดอหูพับ ที่กรมอุทยานฯ ย้ายช้างวัยรุ่นออกจากพื้นที่ป่า แล้วน้องตายเพราะสำลักอาหารระหว่างเคลื่อนย้าย กรมอุทฯ ควรโดนด่าจริงที่เคลื่อนย้ายช้างแบบไม่ระมัดระวัง แต่ที่สมควรโดนหรี่ตามองอีกคนคือศาลปกครอง เพราะการย้ายช้างเป็นไปตามคำสั่งศาลปกครองให้คุ้มครองชั่วคราว โดยให้กรมอุทฯ ย้ายช้างสี่ตัวออกจากพื้นที่พิพาท เพราะชาวบ้านไปฟ้องว่าได้รับเดือดร้อนจากช้างป่าที่เข้ามาในที่ทำกินที่ติดกับป่า
February 4, 2026 at 6:12 AM
อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ยื่น ป.ป.ช. สอบ 'ภูมิธรรม–ปลัด มท.' ปมโยกย้ายมิชอบ
อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ยื่น ป.ป.ช. สอบ 'ภูมิธรรม–ปลัด มท.' ปมโยกย้ายมิชอบ auser15 Sat, 2026-05-23 - 13:37 'ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์' อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบ 'ภูมิธรรม–ปลัด มท.' ปมโยกย้ายมิชอบ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง 23 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า วานนี้ (22 พ.ค.) 2569 นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบและไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีการโยกย้ายตนออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก่อนเกษียณอายุราชการ คำร้องดังกล่าวกล่าวหานายภูมิธรรม เวชยชัย ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ขณะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่ามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการเสนอและดำเนินการโยกย้ายผู้ร้องโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามหลักระบบคุณธรรม และอาจเข้าข่ายความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผู้ร้องระบุว่า การโยกย้ายดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการมอบนโยบายในช่วงเวลาอันสั้น โดยไม่ปรากฏเหตุผลเฉพาะรายว่า ผู้ร้องมีข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ไม่มีการประเมินผลการทำงาน ไม่มีการเปิดโอกาสให้ชี้แจง และไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าการย้ายออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองเป็นความจำเป็นแท้จริงของทางราชการ ประเด็นสำคัญของคำร้อง คือ ผู้ร้องเห็นว่าการถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยมิใช่การสับเปลี่ยนตำแหน่งตามปกติ แต่เป็นการลดบทบาท อำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ และโอกาสในทางราชการ โดยเฉพาะเมื่อผู้ร้องใกล้เกษียณอายุราชการ ทำให้ไม่อาจกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมได้ และส่งผลกระทบต่อเกียรติประวัติ ชื่อเสียง และโอกาสหลังเกษียณอายุราชการ คำร้องยังอ้างถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม หรือ ก.พ.ค. ซึ่งมีมติเสียงข้างมากว่า การดำเนินการโยกย้ายดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ผู้ร้องจึงขอให้ ป.ป.ช. รับเรื่องไว้ไต่สวน ตรวจสอบเอกสารและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตรวจสอบว่ามีผู้ใดเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำดังกล่าวหรือไม่ ผู้ร้องยืนยันว่า มิได้ประสงค์ให้ ป.ป.ช. วินิจฉัยความผิดล่วงหน้า แต่ขอให้มีการไต่สวนโดยรอบคอบ เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อคุ้มครองหลักนิติธรรม ระบบคุณธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน และความเป็นธรรมต่อข้าราชการที่ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำคดีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง แต่เป็นคำถามสำคัญต่อ “ระบบคุณธรรม” ในราชการไทยว่า การใช้อำนาจย้ายข้าราชการต้องมีเหตุผลเฉพาะราย ตรวจสอบได้ และต้องไม่กระทบสิทธิ เกียรติประวัติ และความเป็นธรรมของผู้ถูกย้าย เมื่อ ก.พ.ค. มีคำวินิจฉัยว่า การโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ได้รับความเสียหายจึงมีสิทธิร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบต่อไปว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบ หรืออาจถึงขั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมายอาญาหรือไม่ * ข่าว * การเมือง * ป.ป.ช. * กระทรวงมหาดไทย * ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ * กรมการปกครอง * ภูมิธรรม เวชยชัย
dlvr.it
May 23, 2026 at 6:41 AM
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 22-28 ก.ย. 2568
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 22-28 ก.ย. 2568 auser15 Sun, 2025-09-28 - 12:48 เรียกร้องปรับค่าจ้างลูกจ้างเหมาบริการกรมการปกครอง หลังรับเพียงเดือนละ 9,000 บาท ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ นายมังกร ศรีเจริญกูล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีการปรับขึ้นค่าจ้างของลูกจ้างเหมาบริการกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ว่าได้รับการร้องเรียนจากลูกจ้างเหมาบริการสังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งปัจจุบันได้รับเงินเดือนเพียง 9,000 บาท ตามประกาศของกรมการปกครอง พ.ศ. 2565 ทั้งที่ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ค่าครองชีพสูงขึ้นต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ลูกจ้างกลุ่มดังกล่าวถือเป็นกำลังหลักในการสนับสนุนภารกิจของกรมฯ ทั้งงานเอกสาร งานบริการประชาชน และงานเร่งด่วนต่าง ๆ ทั้งนี้ คณะกรรมการค่าจ้างได้ประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 โดยกำหนดอัตราในหลายพื้นที่ เช่น กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ภูเก็ต และระยอง วันละ 400 บาท ขณะที่หลายจังหวัดอยู่ที่ 350 บาท และบางจังหวัดอยู่ที่ 345 บาท แต่ลูกจ้างเหมาบริการของกรมการปกครองกลับได้รับค่าจ้างเฉลี่ยเพียงวันละ 300 บาท ซึ่งต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ทั้งนี้ที่ผ่านมา ลูกจ้างเหมาบริการได้ยื่นหนังสือเรียกร้องปรับค่าจ้างมาแล้วหลายครั้ง เช่น เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ยื่นขอต่อกระทรวงมหาดไทย เดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 สมาคมลูกจ้างส่วนราชการกระทรวงมหาดไทยเรียกร้องปรับค่าจ้างจาก 9,000 บาท เป็น 12,000 บาทต่อเดือน เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 หนังสืองบประมาณของกรมการปกครองยังคงระบุค่าจ้าง 9,000 บาท และล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 การประกาศรับสมัครลูกจ้างเหมาบริการในทุกจังหวัดยังคงใช้เกณฑ์เดิม อย่างไรก็ตามจากข้อมูลจากแบบจัดสรรเงินเดือนกรมการปกครอง ระบุว่ามีลูกจ้างเหมาบริการจำนวน 4,615 อัตรา แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการปรับเพิ่มค่าจ้างใด ๆ ดังนั้นจึงขอให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างลูกจ้างเหมาบริการให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 28/9/2568 สิทธิใหม่ข้าราชการหญิงลาปฏิบัติธรรม 3 เดือน ไม่นับวันลา-เงินเดือนครบ เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2568 คลังสารสนเทศรัฐสภา โดยกลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้เผยแพร่ประกาศของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เกี่ยวกับแนวทางและขั้นตอนการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งอนุญาตให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างหญิงของหน่วยงานภาครัฐ สามารถ ลาพักราชการเพื่อถือศีลและปฏิบัติธรรมได้ การลาปฏิบัติธรรมดังกล่าวกำหนดระยะเวลา ไม่น้อยกว่า 1 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือน ทั้งนี้ ไม่ถือเป็นวันลา และ ผู้ลายังคงได้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ตามปกติ ตลอดระยะเวลาที่ลา โดยจะต้องเข้าปฏิบัติธรรมในสำนักปฏิบัติธรรมที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้การรับรอง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 587 แห่งทั่วประเทศ อาทิ ในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ วัดยานนาวา วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดพิชยญาติการาม และวัดโสมนัสวิหาร ทั้งนี้ที่ผ่านมา ข้าราชการชาย จะสามารถลาพักราชการเพื่ออุปสมบทได้ตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ.2521 ได้เท่านั้น การประกาศครั้งนี้จึงนับเป็น การขยายสิทธิให้แก่ข้าราชการสตรี ให้สามารถใช้ช่วงเวลาแห่งการพัฒนาจิตใจและปฏิบัติธรรมได้โดยไม่เสียสิทธิด้านเงินเดือนและวันลา ถือเป็นครั้งแรกที่สิทธิดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการ ที่มา: Thai PBS, 27/9/2568 “ไอซ์ รัชนก” จี้ สปส. เปิดรายงานการประชุมทุกฉบับ แฉใช้งบ IT ไม่โปร่งใสเกือบพันล้าน ขู่ฟ้อง ม.157 หากไม่คืบ น.ส.รัชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน และโฆษก กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ แถลงตั้งข้อสังเกตถึงการใช้งบประมาณด้าน IT ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ว่ามีความไม่โปร่งใส มูลค่ารวมเกือบ 1,000 ล้านบาท ตัวอย่างโครงการที่ถูกตั้งคำถาม ได้แก่ -ระบบพัฒนาการให้บริการทางการแพทย์ มูลค่า 548 ล้านบาท แม้ดำเนินการเสร็จแล้วแต่ยังไม่เปิดใช้ โดย สปส. อ้างติด PDPA ซึ่งเธอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง -ระบบดับเพลิง Water mist มูลค่า 79 ล้านบาท อ้างว่าระบบเดิมเสื่อมสภาพ ทั้งที่ยังใช้งานได้ถึง 20-30 ปี และผลิตภัณฑ์ NOVEC 1230 ยังมีขายอยู่ -ระบบ IPS ป้องกันความปลอดภัย Data Center กว่า 200 ล้านบาท สปส. อ้างโปรแกรมเดิมหมดอายุ ทั้งที่มีทางเลือกอื่นที่คุ้มค่ากว่า อีกทั้งประธานคณะทำงานยังมีประวัติเป็นอดีตพนักงานขายบริษัทคู่ค้า ขณะที่ น.ส.รัชนก ระบุว่า สปส. ไม่เคยเปิดเผยรายงานหรือมติการประชุมต่อสาธารณะในรอบ 20 ปี ทั้งที่กฎหมายกำหนด จึงเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเพื่อความโปร่งใส พร้อมเตือนว่า หากภายใน 2-3 เดือนยังไม่มีความคืบหน้า จะดำเนินการเอาผิดตามมาตรา 157 ต่อผู้เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม  การใช้งบประมาณต้องมีเหตุผล ไม่ฟุ่มเฟือย และการทำงานของประกันสังคมต้องอาศัยความโปร่งใส โดยเริ่มจากการเปิดเผยรายงานการประชุมและมติที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ที่มา: MCOT News FM 100.5, 26/9/2568 เพื่อไทย ยื่นร่างแก้ กม.สถานบริการ หวังปิดช่องโหว่ทุจริต คุ้มครองแรงงาน-ปรับโซน น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย โพสต์เอ็กซ์ว่า พรรคเพื่อไทยได้ยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.สถานบริการ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพิ่มความโปร่งใส และปลดล็อกศักยภาพภาคเศรษฐกิจกลางคืนของไทย การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.สถานบริการ ที่พรรคเพื่อไทยได้ยื่นเข้าสภาฯ ไปเมื่อวันก่อน เป็นอีกหนึ่งความคืบหน้าจากการที่ดิฉันเข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาปัญหา แนวทางการแก้ไขปัญหาสถานบันเทิง และปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการ เรามีข้อสรุปร่วมกันว่า พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 เป็นกฎหมายที่ล้าสมัย มีหลายประเด็นที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต และไม่สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน จึงได้เสนอแนวทางการปรับปรุงแก้ไขใน 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. ปรับปรุงนิยาม “สถานบริการ” ให้ชัดเจน ครอบคลุมความเป็นจริงของธุรกิจในปัจจุบัน 2. เพิ่มนิยาม “ผู้ทำงาน” เพื่อให้คุ้มครองแรงงานในทุกลักษณะการจ้าง 3. ปรับระบบ Zoning จาก “เขตอนุญาต” เป็น “เขตงดอนุญาต” ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง เพื่อลดโอกาสการทุจริตหรือเรียกรับผลประโยชน์ 4. ปรับอัตราค่าธรรมเนียมให้เหมาะสม พร้อมกำหนดให้นำรายได้เข้าสู่แผ่นดิน เพื่อสนับสนุนการดูแลความสงบเรียบร้อย 5. จัดตั้งคณะกรรมการจังหวัด/กทม. เพื่อลดการใช้อำนาจดุลพินิจที่กระจุกอยู่กับผู้ว่าฯ เพียงผู้เดียว 6. กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแล “ดิฉันเชื่อว่าการปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการปิดช่องโหว่การทุจริต สร้างระบบที่โปร่งใส และสร้างความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ประกอบการและแรงงาน พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคเศรษฐกิจกลางคืนของไทยสามารถแข่งขันและเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ โดยไม่ขัดต่อหลักความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย และประโยชน์สูงสุดของสังคมโดยรวม” ที่มา: ข่าวสด, 26/9/2568 สำนักงานประกันสังคมแจง กมธ.ติดตามงบฯ โครงการ 'เว็บแอป' 850 ล. คิดค่าปรับเอกชนส่งงานช้า 78 ล. กรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ มีการประชุมร่วมกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในวาระการติดตามการบริหารงบประมาณของสำนักงานประกันสังคม โดยผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรามีโอกาสเข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุม จึงสรุปประเด็นที่น่าสนใจในการประชุมครั้งนี้ ดังนี้ นายวรภพ วิริยะโรจน์ รองปรธานคณะกรรมาธิการคนที่สองได้รับมอบหมายปฏิบัติหน้าที่แทนประธานกรรมาธิการ กล่าวว่า ขอทราบความคืบหน้าเรื่องโครงการทำระบบไอทีหลังบ้านของสำนักงานประกันสังคม หรือ เว็บแอป (Web Application) มูลค่า 850 ล้านบาท ผู้แทนจากสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า โครงการล่าช้าจากความยากและความซับซ้อนของงาน เพราะมีปริมาณข้อมูลจำนวนมาก ส่วนการตรวจรับนั้นสัญญาสิ้นสุด 20 ธ.ค 2566 แต่ทางเอกชน ขอสงวนสิทธิ์ตามที่ทำสัญญาในช่วงโควิดระบาด โดยคิดค่าปรับร้อยละ 0 เป็นเวลา 193 วัน ผู้แทนจากสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ดังนั้นจากการที่เอกชนสิ้นสุด 21 ธ.ค. 2566 ถึง 30 ก.ค. 2567 เป็นระยะเวลาที่ได้รับกาคำนวนค่าปรับร้อยละ 0 ต่อมา 8 ก.ค. 2567 เอกชนส่งงานมา ประกันสังคมใช้เวลาในการตรวจรับจำนวนหนึ่งแล้วส่งงานคืนในวันที่ 15 พ.ค. 68 ทางเอกชนได้รับแล้วส่งงานคืนมาวันที่ 27 พ.ค. 2568 พอประกันสังคมรับงานมาครั้งที่ 2 ก็ประชุมแล้วตกผลึกร่วมกันให้คณะกรรมการตรวจรับใช้วิธีตรวจรับตรวจสอบในเรื่องข้อบกพร่องที่แจ้งเอกชนไป ในการตรวจรับช่วงแรกที่จะตรวจเฉพาะข้อบกพร่องมีข้อตกลงร่วมกันว่าถ้ามีข้อบกพร่องประกันสังคมจะคืนงานทันที ต่อมาในครั้งที่ 2 พอประกันสังคมตรวจงานแล้วก็ยังมีข้อบกพร่องจึงส่งกลับไป เอกชนรับเรื่องคืน 15 ก.ค. 2568 เวลาผ่านไปจนถึงวันนี้ทางเอกชนก็ยังไม่ส่งงานคืนมา ค่าปรับก็เดินเรื่อย ๆ ผู้แทนจากสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า สรุป ณ วันที่ 25 ก.ย 2568 ระยะเวลาการปรับนับตั้งแต่ผิดสัญญา หักด้วยระยะเวลาที่คณะกรรมการตรวจรับใช้ หักด้วยจำนวน 193 วันที่ได้รับการช่วยเหลือในช่วงโควิด สรุปคงเหลือค่าปรับ 92 วัน เฉพาะค่าปรับที่ส่งงานล่าช้าคิดเป็นจำนวนเงิน 78 ล้านกว่าบาท ผู้แทนจากสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ส่วนการทำงานของประกันสังคมหลังจากนี้คงต้องใช้ระบบเดิมไปก่อน แต่การใช้ระบบเดิมก็มีค่าใช้จ่าย เราจึงต้องวางแผนแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้กระทบการให้บริการประชาชน ตอนนี้กำลังหารือกับกรมบัญชีกลางว่าจะคิดค่าเสียหายอย่างไร "ส่วนเรื่องที่เอกชนมีการจ้างบริษัทเอกชนรับช่วงงานต่อนั้น ประกันสังคมรับทราบพร้อมทุกคนที่ทราบจากสื่ออนไลน์ เลยรีบมีหนังสือไปถาม เอกชนก็ชี้แจงมา ประกันสังคมก็ส่งเรื่องไปให้กรมบัญชีกลาง ถามว่าเป็นการจ้างช่วงจริงหรือไม่ ตอนนี้รอกรมบัญชีกลางตอบกลับมาว่าเป็นการจ้างช่วงหรือไม่" ผู้แทนจากสำนักงานประกันสังคม กล่าว นอกจากนี้นายวรภพ ยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของโครงการจัดหาระบบดับเพลิงอัตโนมัติแบบหมอกน้ำ (Water Mist) 1 ระบบ พร้อมติดตั้งใช้งานเพื่อทดแทนระบบเดิม ณ ศูนย์คอมพิวเตอร์สำรอง (จังหวัดระยอง) ระยะเวลา 9 เดือน วงเงิน 79,750,000 บาท ผู้แทนจากประกันสังคม ชี้แจงว่า เนื่องจากสารดับเพลิงที่ใช้บริษัทเอกชนที่เป็นเจ้าของระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะเลิกผลิตในปี 2568 ขณะนี้อยู่ระหว่างประกาศเชิญชวนเอกชน นายวรภพ ถามต่อว่า แล้วได้หาเอกชนรายอื่นหรือไม่ว่ามีสารดับเพลิงที่ใช้แทนกันได้หรือไม่ ผู้แทนประกันสังคม ตอบว่า ไม่ได้หาข้อมูล อีกทั้งระบบข้างต้นใช้มาแล้วเป็นระยะเวลา 10 ปี จึงเป็นเหตุผลที่ใช้ประกอบในการตัดสินใจที่จะจัดหาระบบใหม่ หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการอีกหลายรายก็แสดงความคิดเห็นต่อโครงการดังกล่าว โดยมีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน คือ ควรยกเลิกโครงการ และหาสารดับเพลิงจากเอกชนรายอื่นแทน อีกทั้งระบบดับเพลิงมีอายุใช้งานถึง 20 ปี ยังไม่จำเป็นต้องจัดหาระบบใหม่ เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของสำนักงานประกันสังคม ที่มา: สำนักข่าวอิศรา, 25/9/2568 สภาลูกจ้างฯ ยื่นหนังสือ รมว.แรงงาน กังวลแรงงานไทยนับหมื่นถูกเลิกจ้าง หลังต่างชาติชนะการประมูลโครงการ ปตท.สผ. นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย นำสมาชิกสหภาพแรงงานสังกัดสภาฯ และคนงานไทยที่ทำงานก่อสร้างแท่นหลุมผลิต (ปิโตรเลียม) จำนวน 50 คนจาก 14 บริษัท ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และฉะเชิงเทรา ที่รับงานก่อสร้างแท่นหลุมผลิตฯ ให้บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เดินทางมายื่นหนังสือ ถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กรณีแรงงานไทยได้รับผลกระทบจากการประมูลงานของบริษัท ปตท.สผ. หลังบริษัทต่างชาติชนะการประมูล ทำให้ต้องมีการผลิตและใช้คนงานในต่างประเทศ ซึ่งกระทบต่อการจ้างงานของคนไทย นายมนัสกล่าวว่า ได้รับข้อร้องเรียนความเดือดร้อนจากสมาชิกสหภาพแรงงานสังกัดสภาฯ รวมถึงคนงานที่ทำงานก่อสร้างแท่นหลุมผลิตฯ จากกรณีบริษัท ปตท.สผ. ได้เชิญชวนบริษัทเอกชนในประเทศไทย และเชิญผู้เข้าร่วมประมูลจากต่างประเทศการประมูล คือ โครงการบันเดิ้ล 4 สำหรับแท่นหลุมผลิตและท่อส่งก๊าซ มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งปรากฏว่า เงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์การประมูลบางประการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทต่างชาติ กล่าวคือ บริษัทในจีนชนะการประมูล จึงนำกระบวนการผลิตโครงการดังกล่าวไปดำเนินการที่จีนและใช้คนงานชาวจีน ทำให้แรงงานก่อสร้างชาวไทยเป็นลูกจ้างของบริษัทที่รับงานจาก บริษัท ปตท.สผ. ซึ่งอยู่หน้างานตรงแท่นผลิตฯ จำนวนราว 2,800 คนได้รับผลกระทบโดยตรง รวมไปถึงห่วงโซ่ผู้รับเหมา บริษัทขนส่ง ผู้รับผลิตชิ้นส่วน และส่วนอื่นๆ รวมราวกว่า 10,000 คนที่อาจจะได้รับผลกระทบการเลิกจ้าง “ผมในฐานะที่เป็นประธานสภาฯ ซึ่งดูแลพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ได้มีการประชุมกับคณะกรรมการของสภาฯ และได้มีมติเดินทางมายังกระทรวงแรงงาน เพื่อให้ทางกระทรวงแรงงานช่วยประสานไปยังกระทรวงพลังงานที่กำกับดูแลบริษัท ปตท.สผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการช่วยเหลือลูกจ้างในภาคธุรกิจก่อสร้างแท่นหลุมผลิตฯ รวมถึงการชะลอการดำเนินการโครงการดังกล่าว ในช่วงเวลา 4 เดือนนี้ และมาตรการให้ภาครัฐไม่อนุญาตให้บริษัทจากต่างประเทศ นำงานที่ประมูลได้ออกไปผลิตนอกประเทศ” นายมนัสกล่าว นายมนัสกล่าวต่อว่า ครั้งนี้มีสัญญาณมาว่าจะนำงานที่ประมูลออกไปผลิตนอกประเทศ และใช้คนงานจากต่างประเทศในการผลิต ซึ่งทำให้ช่างเชื่อม ช่างประกอบ ที่มีศักยภาพและทักษะฝีมือของไทยตกงานทันที ทักษะที่มีอยู่จะลดลงตาม ดังนั้น จึงต้องรักษาแรงงานที่มีฝีมือไว้ในประเทศไทยเรา โดยย้ำว่า ถ้าไปต่างประเทศ เขาจ้างบุคลากรของเขา แรงงานที่มีฝีมือของไทยก็จะตกงานทันที ถ้าตกงานไม่ได้เป็นเดือน แต่เป็นปี แล้วแรงงานกลุ่มนี้จะไปอยู่ไหน ขณะที่นายนัฐพล วงศ์สุภา ตัวแทนกลุ่มผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรม Oil and Gas ตั้งคำถามว่า เหตุใดบริษัทไทย จึงไม่จ้างบริษัทที่ตั้งอยู่ในไทยทำงานนี้ แต่กลับจ้างบริษัทที่มีฐานผลิตอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลกระทบกับแรงงานไทยในอุตสาหกรรมนี้ และไม่ใช่ผลกระทบจะตกอยู่แค่แรงงานกลุ่มนี้ แต่ยังบานปลายไปถึงครอบครัวที่พวกเขาต้องรับผิดชอบ “ทรัพยากรของเรา บ่อก๊าซ บ่อน้ำมันที่อยู่ในบ้านเรา ทำไมผู้ที่เกี่ยวข้องถึงให้ต่างชาติเข้ามาได้รับประโยชน์ส่วนนี้ แทนที่จะเห็นประโยชน์ส่วนนี้ให้มันเกิดกับคนไทย ธรรมาภิบาลของรัฐบาลในการช่วยเหลือแรงงานยังไม่เป็นรูปธรรม” นายนัฐพล กล่าว ด้านนายทองศรี สายสด อายุ 50 ปี ช่างเชื่อมฝีมือของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง กล่าวว่า เหล่าลูกจ้างมีความกังวลเรื่องดังกล่าวมาก ที่จะได้รับผลกระทบต่อตัวลูกจ้างเองและครอบครัว มีคนตกงานนับหมื่นคน หากตกงานตอนนี้ก็หางานยาก การเดินทางมากระทรวงแรงงานในวันนี้จึงตั้งความหวังที่จะได้งานกลับคืนมา “ทุกวันนี้ทุนจีนเริ่มรุกเข้ามาสัมปทานงานในไทยมากขึ้น รวมถึงคนงานจีนก็มาอยู่ในไทยมาก หากบริษัทในจีนชนะการประมูลงาน ก็จะนำไปผลิตที่จีนโดยใช้คนงานชาวจีน แรงงานไทยอย่างพวกเราก็ตกงาน ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์” นายทองศรี กล่าว ทั้งนี้ นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นผู้รับหนังสือและกล่าวว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเรียนไปยังนางสาว ตรีนุช เทียนทอง ซึ่งจะเข้ามารับตำแหน่งรมว.แรงงานในวันพรุ่งนี้ (26 กันยายน 2568) โดยจะประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการช่วยเหลือแรงงานต่อไป ที่มา: มติชนออนไลน์, 25/9/2568 ก.แรงงาน หนุน ‘บัณฑิต-อาสาสมัคร’ สร้างต้นแบบเครือข่าย นำบริการสู่ท้องถิ่น นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิด การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “สรุปผลการระดมสมอง เพื่อพัฒนาต้นแบบเครือข่ายด้านแรงงาน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมี ว่าที่ร้อยตรี สมศักดิ์ พรหมดำ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน นายสิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน นายณัฐวุฒิ ภัทรประยูร ที่ปรึกษาวิชาการแรงงาน นางสาวกรจิรัฏฐ์ พงจันทร์ศธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติ  ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร นายสมาสภ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานได้ริเริ่มโครงการจ้างบัณฑิตแรงงาน เพื่อเปิดโอกาสให้บัณฑิตจบใหม่และผู้ว่างงานในพื้นที่มีงานทำ พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงการให้บริการของกระทรวงแรงงานในระดับพื้นที่ ทำหน้าที่เป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการทุกมิติของกระทรวงแรงงาน ทั้งด้านการจัดหางาน การพัฒนาฝีมือแรงงาน การคุ้มครองแรงงาน และการสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตผ่านระบบประกันสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยให้ดียิ่งขึ้น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยเฉพาะผลกระทบจากความก้าวหน้าของนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Digital Disruption) “การสัมมนาในครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมกันทบทวนการดำเนินงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะภารกิจของบัณฑิตแรงงาน เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายสมาสภ์ กล่าว ภายหลังพิธีเปิด รองปลัดกระทรวงแรงงาน ยังได้เยี่ยมชมผลงานของบัณฑิตแรงงาน อาสาสมัครแรงงาน และผลิตภัณฑ์จากกิจกรรม “หนึ่งอำเภอ หนึ่งกลุ่มอาชีพ” ที่นำมาจัดแสดงภายในงานด้วย ที่มา: มติชน, 25/9/2568 สภาผู้แทนราษฎร รับหลักการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ จำนวน 2 ฉบับ แก้ไขเพิ่มเติมเวลาทำงานของลูกจ้าง - หนุนเพิ่มสิทธิการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 25 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่มีนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง และนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง สลับกันทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมตามลำดับ โดยที่ประชุมได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน 2 ฉบับในคราวเดียวกัน ซึ่งเสนอโดยนายจรัส คุ้มไข่น้ำ และนางสาววรรณวิภา ไม้สน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน กับคณะ สำหรับร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับมีสาระสำคัญ ได้แก่ การแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2561 ประเด็นระยะเวลาทำงานของลูกจ้าง วันหยุดประจำสัปดาห์ของลูกจ้าง สิทธิลาพักผ่อนประจำปีของลูกจ้าง ตลอดจนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสตรี อาทิ การลาเนื่องจากมีประจำเดือน การลาเพื่อดูแลบุคคลในครอบครัวหรือผู้ที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิด และการกำหนดให้นายจ้างมีสถานที่ที่เหมาะสมแก่การให้นมบุตร การอภิปรายต่อร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ความสนใจร่วมอภิปรายจำนวนมาก อาทิ นายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยถึงความคาดหวังต่อร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ จะช่วยยกระดับแรงงานให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานสอดคล้องกับหลักสากล นายธีระชัย แสนแก้ว สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) มองว่าประเด็นการเพิ่มวันลาทั้งวันลาหยุดพักผ่อน ดูแลบุคคลในครอบครัว ดูแลบุตร และมีสถานที่ให้นมบุตร ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการสร้างสังคมระหว่างลูกจ้างและนายจ้างให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สร้างสิ่งแวดล้อมด้านการทำงานที่ดี นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มองว่าร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ จะเข้ามาแก้ปัญหาการทำงานเกินเวลา การขาดความมั่นคง และสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมของแรงงาน และนายสะถิระ เผือกประพันธ์ สส.ชลบุรี พรรคกล้าธรรม อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ และตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะมีขึ้นถึงกรณีการดูแลบุตรแรกเกิดโดยเฉพาะในช่วงอายุ 0-10 ปี ที่เสี่ยงป่วยด้วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ (RSV) จึงเห็นควรให้บิดาและมารดา สามารถมีสิทธิลาเพื่อดูแลบุตรที่ป่วยด้วยโรคดังกล่าวได้ด้วย รวมถึงย้ำให้คณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความเห็นอย่างรอบด้านทั้งนายจ้างและลูกจ้าง อย่างไรก็ตามภายหลังการอภิปรายอย่างกว้างขวางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติต่อร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับ โดยแยกลงมติในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ ปรากฎผลดังนี้ ที่ประชุมมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งนายจรัส คุ้มไข่น้ำ กับคณะ เป็นผู้เสนอ ด้วยเสียงเห็นด้วย 333 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง 4 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง ทั้งนี้ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 31 คน และกำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 15 วัน ส่วนร่างฯ ที่เสนอโดยนางสาววรรณวิภา ไม้สน กับคณะ ที่ประชุมลงมติเห็นด้วย 329 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง 2 เสียง และไม่ลงคะแนน 4 เสียง ทั้งนี้ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 39 คน กำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 15 วัน ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 24/9/2568 สภาองค์การลูกจ้างฯ หวั่นแรงงานไทย นับหมื่นชีวิตตกงาน หลังต่างชาติชนะประมูลแท่นหลุมผลิตฯ ปิโตรเลียม นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย (สพท.) เปิดเผยว่า ทางสพท.ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือ จากสมาชิกสหภาพแรงงานสังกัดสภาฯ และรวมถึงคนงานที่ทำงานก่อสร้างแท่นหลุมผลิต (ปิโตรเลียม) ในสังกัดจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คน ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการประมูลงานของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. คือโครงการบันเดิ้ล 4 ที่มีจำนวนแท่นและมีมูลค่ามาก ซึ่งต้องใช้คนทำงานที่มีทักษะและความสามารถสูงในการทำงาน และต้องใช้ระยะเวลาในการผลิตติดต่อกัน “เท่าที่สพท. ทราบ บริษัท ปตท.สผ. เชิญชวนบริษัทเอกชนในประเทศไทย และเชิญผู้เข้าร่วมประมูลจากต่างประเทศ เข้าร่วมการประมูล ซึ่งปรากฏว่าเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์การประมูลบางประการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทต่างชาติ คือ ขณะนี้บริษัทชาวจีนแห่งหนึ่ง ได้โครงการประมูลดังกล่าว จึงต้องนำโครงการที่ประมูลได้ จำนวนหลายหมื่นล้านบาทนี้ ไปทำงานที่ประเทศจีน โดยใช้แรงงานชาวจีนก่อสร้าง ทำให้ผู้รับเหมารวมถึงคนงานที่ทำงานก่อสร้างแท่นหลุมผลิตฯ ของปตท.สผ. ซึ่งเป็นช่างฝีมือ ช่างประกอบที่มีทักษะอาจได้รับผลกระทบ” นายมนัส กล่าว นายมนัส กล่าวอีกว่า เมื่อบริษัทต่างชาติชนะการประมูลในโครงการบันเดิ้ล 4 ย่อมมีกระทบต่อธุรกิจคนไทย ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และนำไปสู่การเลิกจ้างลูกจ้างได้ หากผู้เข้าร่วมประมูลจากประเทศไทยประมูลงานได้ ก็จะช่วยบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมและท่อส่งก๊าซ ซึ่งมีลูกจ้างที่เป็นคนไทย จากหลากหลายบริษัทที่มาเหมาช่วง และรวมถึงบริษัทซัพพลายเออร์วัสดุต่างๆ รวมไปถึงครอบครัวของผู้ใช้แรงงาน ที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานทั้งหมด ที่มีมูลค่ามหาศาล จากโครงการบันเดิ้ล 4 ในครั้งนี้ “ปัญหาที่จะส่งผลต่อเนื่องอันเลวร้ายในอนาคตคือ กลุ่มแรงงานคนไทยที่มีความสามารถเชี่ยวชาญในระดับสูงกลุ่มนี้ จะสูญหายไปจากการวงจรการผลิตนี้ ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างผลผลิตต่อเนื่องได้ดี การแข่งขันในระดับโลกหยุดลงไป ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสอย่างยิ่ง” ประธานสพท. กล่าว นายมนัส กล่าวด้วยว่า โดยในวันพรุ่งนี้ (25 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น. ทางสพท. จะนำสมาชิกสหภาพแรงงานสังกัดสภาฯ และรวมถึงคนงานที่ทำงานก่อสร้างแท่นหลุมผลิตฯ กว่า 50 คน เดินทางไปยังกระทรวงแรงงาน เพื่อยื่นหนังสือถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยผ่าน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงแรงงาน และร่วมหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว เพื่อหามาตรการช่วยเหลือลูกจ้างในภาคธุรกิจก่อสร้างแท่นหลุมผลิตฯ รวมถึงมาตรการให้ภาครัฐ ไม่อนุญาตให้บริษัทจากต่างประเทศนำงานที่ประมูลได้ ออกไปผลิตนอกประเทศ เพื่อให้นายสมาสภ์ จะนำเสนอต่อรมว.แรงงาน และประสานไปยังกระทรวงพลังงาน เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการประมูลโครงการดังกล่าวต่อไป ที่มา: ข่าวสด, 24/9/2568 ตั้งข้อสังเกต สนามกอล์ฟ มีมาตรการความปลอดภัยและระบบป้องกันเตือนภัยเพียงพอหรือไม่ หลังเกิดเหตุฟ้าผ่าแคดดี้ นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) หารือกรณีเกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าแคดดี้ในสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้มีทั้งผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ ผ่านประธานวุฒิสภา ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้แคดดี้ 1 รายได้บาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนแคดดี้อีก 3 รายได้รับบาดเจ็บ โดยตนตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุอาจเกิดจากหัวไม้กอล์ฟที่อาจจะเป็นวัสดุทองเหลือง อาจเป็นชนวนที่ทำให้เกิดฟ้าผ่าหรือไม่ ขณะเดียวกัน ตนมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่ใช่เหตุการณ์ที่สะท้อนเรื่องอุบัติเหตุทั่ว ๆ ไป แต่เป็นการสะท้อนถึงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน นางสาววิธาวีร์ กล่าวว่า ต้องมีการตั้งคำถามสำคัญต่อมาตรการความปลอดภัยของสถานประกอบการประเภทสนามกอล์ฟ หรือสถานที่กลางแจ้ง ว่าได้มีการจัดเตรียมเรื่องระบบการป้องกันและการเตือนภัยที่เพียงพอหรือไม่ ดังนั้น ตนจึงขอสอบถามไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จำนวน 4 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรก จะมีการสอบสวนถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นอย่างโปร่งใส หรือไม่ ทั้งในแง่ของการเตรียมความพร้อมเรื่องมาตรการความปลอดภัยของสนามกอล์ฟ และการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้น ส่วนประเด็นที่สอง จะมีการกำหนดแนวทางการแก้ไขและมาตรการป้องกันในอนาคตอย่างไร โดยเฉพาะการติดตั้งระบบเตือนภัยฟ้าผ่า รวมถึงการจัดทำแผนอพยพ การฝึกอบรมบุคลากร เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับความปลอดภัยอย่างสูงสุดอย่างไร ด้านประเด็นที่สาม จะมีการเปิดเผยผลการสอบสวน หรือแนวทางการแก้ไขต่อสาธารณชนให้ได้รับทราบเรื่องนี้หรือไม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว เพราะสนามกอล์ฟเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อจำนวนมากเข้ามาใช้บริการ และประเด็นที่สี่ จะมีการทบทวนกฎหมาย หรือมีมาตรการระบบการป้องกันฟ้าผ่าในประเทศไทย ที่ปัจจุบันมีใช้อยู่หลายฉบับ ซึ่งเนื้อหามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้เจ้าของอาคาร รวมถึงผู้ประกอบการสถานประกอบการประเภทสนามกอล์ฟ หรือสถานที่กลางแจ้ง ได้มีความเข้าใจในการปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่ปล่อยปละละเลยจนทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตของประชาชน ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 23/9/2568 อธิบดีกรมการจัดหางานแจง 6 ขั้นตอนรับแรงงานผู้ลี้ภัยออกจากค่ายไปทำงาน เผยไม่เสียค่าใช้จ่าย-ผู้ประสานงาน นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ผู้ลี้ภัยในศูนย์พักพิงชั่วคราว 9 แห่งใน 4 จังหวัดชายแดนคือแม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรีและราชบุรี ออกมาทำงานข้างนอกได้ว่า จะเริ่มเปิดดำเนินการจริงจังในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 หลังจากที่ได้มีประกาศกระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทยแล้ว โดยมีขั้นตอน 1.ขณะนี้มีแรงงานต่างด้าวในศูนย์พักพิงชั่วคราว 4.2 หมื่นคน และกรมการปกครองได้สำรวจผู้ที่ประสงค์จะทำงานพบว่ามีอยู่ประมาณ 1.2 หมื่นคน 2.นายจ้างที่ประสงค์จ้างต่างด้าวก็จะไปคัดเลือกลูกจ้างในศูนย์พักพิงชั่วคราวฯแล้วนำรายงชื่อแรงงานต่างด้าวมาแจ้งที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดนั้นๆ ว่าจะนำแรงงานต่างด้าวไปทำงานที่ใด ซึ่งสำนักงานจัดหางานจังหวัดนั้นก็จะส่งข้อมูลไปยังจังหวัดปลายทางที่แรงงานต่างด้าวจะไปทำงาน นายพิเชษฐ์กล่าวว่า 3.นายจ้างพาแรงงานต่างด้าวไปแจ้งที่ตัวแทนกรมการปกครองเพื่อขออนุญาตพาแรงงานต่างด้าวออกจากพื้นที่และได้ใบ อน.1 และฝ่ายปกครองก็จะออกหนังสืออนุญาตให้ 4.แจ้งจังหวัดปลายทางว่าได้เข้าพื้นที่แล้ว 5.นายจ้างพาแรงงานต่างด้าวไปตรวจสุขภาพและทำประกันสุขภาพโดยโรงพยาบาลรัฐ 6.ขอใบอนุญาตทำงาน (work permit) และทำงานได้เลย ผู้สื่อข่าวถามว่าแรงงานต่างด้าวเดินทางไปคนเดียวโดยไม่มีครอบครัวเป็นผู้ติดตามใช่หรือไม่ นายพิเชษฐ์กล่าวว่า ใช่เพราะเป็นการเดินทางไปทำงาน ผู้สื่อข่าวถามว่าได้ป้องกันไว้อย่างไรกรณีนายหน้าที่สวมตัวเป็นนายจ้างและไปเอาแรงงานต่างด้าวมาขายต่อ นายพิเชษฐ์กล่าวว่า เมื่อมีการมาแจ้งว่าต้องการลูกจ้างก็จะมีการสัมภาษณ์และแสดงตัวตนที่จังหวัดต้นทาง “เบื้องต้นตัวเลขยังแค่ 1 หมื่นคน กรมการปกครองสำรวจความต้องการเบื้องต้นแล้ว แต่พอเห็นเพื่อนๆออกไปทำงานข้างนอกก็อาจมีความประสงค์เพิ่มขึ้น และตัวเลขอาจขยับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”นายพิเชษฐ์ กล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่านายจ้างต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวว่า แทบไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงแต่เสียค่าธรรมเนียม 100 บาท “เรื่องประกันสุขภาพนั้น ถ้าเป็นกิจการที่อยู่ในประกันสังคมก็ต้องทำประกันสังคม แต่กว่าประกันสังคมจะใช้ได้ต้องใช้เวลา 6 เดือน ดังนั้นจึงต้องทำประกันสุขภาพก่อน แต่ประเภทที่ไม่ได้เป็นกิจการในประกันสังคมก็ต้องทำประกันสุขภาพ”นายพิเชษฐ์ กล่าว นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) กล่าวว่า ยังรู้สึกกังวลใจกรณีที่ให้นายจ้างเข้าไปหาแรงงานในค่ายผู้ลี้ภัย เพราะโดยวิธีปฎิบัติแล้วนายจ้างจะไปด้วยตัวเองจริงหรือไม่หรือจะใช้บริการนายหน้าแทน และหากใช้ระบบนายหน้าแล้วจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ เพราะจริงๆแล้ว ครั้งนี้ไม่ควรเสียค่าใช้จ่ายใดๆนอกจากค่าธรรมเนียมหรือค่าตรวจสุขภาพเท่านั้น “จริงๆแล้วผู้ลี้ภัยจำนวนไม่น้อยเขาเคยออกมาหางานทำข้างนอก พวกเขามีเครือข่ายคนทำงานอยู่ หากเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แมชชิ่ง(จับคู่)กันก่อนจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยตัดระบบนายหน้าออกไปได้ ควรมีการระบุค่าใช้จ่ายต่างๆไว้ให้ชัดเจน และทำสัญญาจ้างให้ชัดเจนด้วย” นายอดิศร กล่าว ที่มา: สำนักข่าวชายขอบ, 22/9/2568  * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์
dlvr.it
September 28, 2025 at 5:54 AM
มิตรสหายส่งมา คือว่าเอาไปแขวนเงียบๆ อีกแล้ว เหลือคืนนี้กับพรุ่งนี้อีกวันสำหรับ ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ การแก้ไข พ.ร.บ. การพนัน ของกรมการปกครอง (ถึง 14 ก.พ. 68)

มีการแก้ไขให้คลุมถึงพนันออนไลน์ แต่ไอ้ที่แก้มันก็แบบ... นี่พี่แก้แล้วจริงเหรอ

law.go.th/listeningDet...
ระบบกลางทางกฎหมาย
ระบบกลางทางกฎหมาย
law.go.th
February 13, 2025 at 10:36 AM
อบจ — อบจ. รับผู้เชี่ยวชาญเพื่อเตรียมรับการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพในปีงบประมาณ 2571 #อบจ #News
อบจ. เร่งรับผู้เชี่ยวชาญเพื่อรองรับการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้เริ่มดำเนินการรวบรวมรายชื่อบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อเตรียมรับการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (รพ.สต.) ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในปีงบประมาณ 2571 ตามแผ… · Photo : denisbin · CC BY-ND · Flickr
news.netasgard.com
October 9, 2026 at 8:28 AM
เสนอยืดเดดไลน์พิสูจน์ 'สัญชาติ' กลุ่มชาติพันธุ์-คนไร้รัฐเกือบ 4 แสน UNHCR ชมไทยแก้ได้จริง ผลจากมติ ครม.67
เสนอยืดเดดไลน์พิสูจน์ 'สัญชาติ' กลุ่มชาติพันธุ์-คนไร้รัฐเกือบ 4 แสน UNHCR ชมไทยแก้ได้จริง ผลจากมติ ครม.67 รายงาน: พัชญ์สิตา รุ่งโรจน์ธนกุล XmasUser Fri, 2026-03-20 - 14:49 เฟซบุ๊กกรมการปกครอง fanpage ซึ่งเป็นช่องการการสื่อสารที่เป็นทางการของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ระบุว่า วันที่ 17 มี.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง มอบหมายให้ วิฑูรย์ สิรินุกูล รองอธิบดีกรมการปกครอง ร่วมกับ ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นันทนีย์ เจษฎาชัยยุทธ์ ผู้แทน UNHCR ประเทศไทย สรชาย ครองยุทธ ปลัดจังหวัดอุบลราชธานี อานนท์ หนุนชู นายอำเภอโขงเจียม ปทิตตา โฉมประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานยุติธรรมจังหวัดอุบลราชธานี ภูธร พันธรังศรี ผู้ประสานงานเครือข่ายฮักน้ำของ ร่วมเปิดโครงการ "รักข้ามโขง ชีวิตคนไร้สถานะ" เพื่อแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ โดยมีการเปิดคลินิกสัญชาติและคลินิกสิทธิมนุษยชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในพื้นที่ การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในราชอาณาจักรเป็นเวลานานและกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร โดยได้ปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากเดิมใช้ระยะเวลา 270 วัน และ 180 วัน เหลือเพียง 5 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาความไร้สัญชาติของพี่น้องชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ผู้อพยพ-ชาติพันธ์ุเฮ ! อยู่เกิน 15 ปี ครม.ไฟเขียวลดขั้นตอนขอสถานะ เข้าเมือง-สัญชาติเด็กเกิดไทย   ทั้งนี้ กรมการปกครองได้เร่งรัดดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการให้สัญชาติไทยและกำหนดสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้มีสิทธิแล้วจำนวน 113,274 ราย และได้รับคำชื่นชมจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ที่ระบุว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถแก้ไขปัญหาภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติได้ดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก และมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับ สปป.ลาว พบว่ามีกลุ่มลาวอพยพที่เข้ามาอยู่อาศัยในลักษณะครอบครัวและมีความสัมพันธ์กับคนไทยจำนวน 5,382 ราย รวมทั้งยังมีกลุ่มญวนหรือเวียดนามอพยพอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติต่อไป จึงได้เกิดโครงการดังกล่าวขึ้นในพื้นที่อำเภอโขงเจียม ในวันนี้ กรมการปกครองได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลให้แก่ประชาชน โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนเพื่อดำเนินการทางทะเบียน จำนวนรวม 224 ราย ประกอบด้วย * การแก้ไขกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีข้อมูลผิดพลาด 93 ราย * การถ่ายบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย 2 ราย * การขอมีสัญชาติไทย 9 ราย * การลงทะเบียนจัดทำทะเบียนประวัติ 0 ใหม่ 8 ราย * คนไทยตกหล่น (ตรวจดีเอ็นเอ) 3 ราย และ * การขอคำปรึกษาจากคลินิกสัญชาติ 109 ราย ขณะเดียวกัน กรมการปกครองยังได้เปิดคลินิกสัญชาติ ให้บริการคำปรึกษาแก่ประชาชนที่ได้รับสิทธิ รวมถึงการออกบัตรประจำตัวให้แก่ผู้ที่ยื่นเอกสารครบถ้วน ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เปิดคลินิกสิทธิมนุษยชน ให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่มีสถานะตกหล่น รวมถึงการรวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานเพื่อยื่นต่อกรมการปกครอง รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้เร่งรัดสำรวจและจัดทำข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งดำเนินการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสิทธิต่างๆ ของผู้ได้รับสัญชาติไทยอย่างเท่าเทียมกัน เช่น สิทธิการศึกษาและสิทธิทางการเมือง ตามนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายใต้แนวคิด "อำเภอพึ่งได้" DOPA 2026 Better Together ในตอนท้าย รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวย้ำว่า กรมการปกครองขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยสามารถดำรงชีวิตได้อย่างถูกต้องตามเงื่อนไขและบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยโครงการจะดำเนินการถึงวันที่ 20 มี.ค. 2569 และหลังจากนี้กรมการปกครองจะสรุปผลและพัฒนาต้นแบบ เพื่อขยายผลการดำเนินงานในพื้นที่ต่อไป จึงเกิดคำถามว่ารัฐบาลใหม่ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยจะสานต่อนโยบายเร่งรัดกระบวนการให้สัญชาติแก่กลุ่มชาติพันธุ์หรือไม่ เนื่องจากนโยบายดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก มติ ครม. ที่นำโดยพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2567 ทั้งนี้ มติ ครม. ดังกล่าวได้รับคำชื่นชมจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (UNHCR) และยูนิเซฟมาตั้งแต่ปี 2567  "สิ่งนี้นับว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญ" แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ประจำประเทศไทยกล่าว และระบุว่า “การดำเนินการนี้จะเป็นการลดจำนวนบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติที่มากที่สุดเท่าที่เคยปรากฎบนโลกนี้" ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มี.ค.จากการรายงานของ The Reporters ผู้แทน UNHCR ประเทศไทยมีการกล่าวชื่นชมประเทศไทยในเรื่องความมุ่งมั่นแก้ปัญหา 'คนไร้รัฐไร้สัญชาติ' จนนานาชาติยอมรับ  ประกาศ ก.มหาดไทย ระบุ นโยบายเร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติ ใช้บังคับถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 69  เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่เกิด-อพยพ อยู่ในไทยมายาวนาน 15 ปีขึ้นไป โดยกฎเกณฑ์ใหม่นี้จะลดระยะเวลาและขั้นตอนการพิจารณาเรื่องการให้สถานะอยู่อาศัยถาวร-การพิจารณาให้สัญชาติกับเด็กที่เกิดในไทย ให้เหลือ 5 วัน เพื่อแก้ปัญหาสัญชาติและการรับรองสถานะบุคคลรวมกว่า 480,000 ราย  ประกาศดังฉบับดังกล่าวระบุตรงข้อที่ 1 ด้วยว่า ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ประกาศ และใช้บังคับเป็นระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป เว้นแต่คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้ขยายระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2569 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ออกไป ให้ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้มีผลใช้บังคับตามระยะเวลาที่ขยายนั้น ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้ลงนามโดย ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ขณะนั้น)  2 วันก่อนที่ราชกิจจานุเบกษาจะเผยแพร่ประกาศฉบับนี้ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดีย "เอ็กซ์" แสดงความยินดีกับพี่น้องชาติพันธุ์ที่รอคอยการแก้ไขปัญหาสัญชาติและการรับรองสถานะ โดยระบุข้อความตอนหนึ่งด้วยว่า "ในจังหวัดเชียงรายมีผู้รอการพิสูจน์สิทธิกว่า 90,000 ราย ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในประเทศ" แพทองธารระบุในโพสต์ดังกล่าวด้วยว่า เดือน ก.ค. 2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เดินทางมาที่จังหวัดเชียงรายเพื่อพบกับพี่น้องชาติพันธุ์และให้คำมั่นว่า จะดูแลพี่น้องชาติพันธุ์ด้วยความเสมอภาค เท่าเทียม โดยสามารถอยู่ในประเทศไทยได้ถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องที่เกี่ยวข้อง * กระทรวงมหาดไทยประกาศลดเวลา-ขั้นตอน รับรองสถานะเข้าเมือง-ให้สัญชาติเด็กเกิดไทย จากรอเกือบปีเหลือ 5 วัน กสม.ชงมหาดไทย ขอให้ต่อมติ ครม.ไปอีกจาก มิ.ย. 69  เหตุยังมีคนติดค้างอีกจำนวนมาก  ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters รายงานคำพูด ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชน ที่เปิดเผยว่า เธอได้ติดตามการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติมาตลอด ต้องชื่นชม กรมการปกครองและสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ออกมติ ครม. 29 ต.ค. 2567 ที่จะทำให้คนไร้สัญชาติกว่า 4.8 แสนคน ได้รับสิทธิสถานะบุคคล ทั้งถิ่นที่อยู่ถาวรและสัญชาติ ส่งผลให้ทำให้ปัญหาคลี่คลายแล้วเสร็จไปแล้วกว่า 1 แสน แต่ยังติดค้างอีกจำนวนมาก โดย กสม.จะเตรียมขอให้ยืดเวลาออกไปจาก 30 มิ.ย. 2569  กรรมการสิทธิมนุษยชนผู้นี้ยังกล่าวกับ The Reporters ด้วยว่า สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีข้อเสนอแนะต่อมติคณะรัฐมนตรี 29 ต.ค. 2567   * รายงานพิเศษ * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * กลุ่มชาติพันธุ์ * คนไร้รัฐ * สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ * กสม. * ปรีดา คงแป้น * กระทรวงมหาดไทย * กระบวนการพิสูจน์สิทธิสัญชาติ * พ.ร.บ.สัญชาติ * สหประชาชาติ * UN
dlvr.it
March 20, 2026 at 9:12 AM
'ไผ่ จตุภัทร์' ฟ้องศาลปกครอง ชี้คำสั่งลงโทษวินัย-งดเยี่ยมญาติใกล้ชิด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
'ไผ่ จตุภัทร์' ฟ้องศาลปกครอง ชี้คำสั่งลงโทษวินัย-งดเยี่ยมญาติใกล้ชิด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย auser15 Wed, 2026-05-20 - 16:49 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผย 'ไผ่ จตุภัทร์' ยื่นฟ้องราชทัณฑ์ต่อศาลปกครอง เหตุเห็นว่าคำสั่งลงโทษวินัย-งดเยี่ยมญาติใกล้ชิดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2569 ที่ศาลปกครองกลาง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ได้เข้ายื่นฟ้องคดีต่อ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ, อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และกรมราชทัณฑ์ กรณีออกคำสั่งจากการลงโทษทางวินัย เนื่องจากในช่วงเดือนกันยายน 2568 จตุภัทร์ทำการประท้วงโดยนำผ้าไปปิดกล้องวงจรปิดในห้องขังและนำกาแฟผสมน้ำไปเขียนข้อความบนกำแพง เนื่องจากเห็นว่าเมื่อถูกกักตัวป้องกันโรคหลังเข้าเรือนจำครบตามกำหนดแล้ว แต่ไม่ได้ถูกจำแนกแดนไป และไม่มีคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ จึงได้ดำเนินการประท้วงดังกล่าว ต่อมาทางเรือนจำลงโทษโดยให้ภาคทัณฑ์และไม่สามารถเยี่ยมญาติแบบใกล้ชิดได้ แต่เขาเห็นว่าคำสั่งลงโทษดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ยื่นฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ความเป็นมา: ไผ่ประท้วงการถูกกักตัวเกินกำหนด เรือนจำสอบวินัยและลงโทษภาคทัณฑ์ เหตุในกรณีนี้โดยสรุป ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2568 จตุภัทร์ถูกย้ายจากเรือนจำอำเภอภูเขียว มาที่แดนแรกรับของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยต้องถูกกักตัวเพื่อเฝ้าระวังโรค ตามนโยบายของเรือนจำ เป็นเวลา 5 วัน โดยการกักโรคดังกล่าวคือการกักตัวในห้องขังตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง กำหนดจำนวนผู้ต้องขังในห้องกักกันโรคแต่ละห้องให้ได้จำนวนน้อยที่สุด เช่น ห้องละ 5 – 10 คน จตุภัทร์ครบกำหนดกักโรคในวันที่ 28 ก.ย. 2568 และควรได้รับการจำแนกแดนในวันถัดมา แต่ปรากฏว่าถูกกักตัวต่อไปในวันที่ 29 ก.ย. 2568 โดยผู้ต้องขังที่ถูกย้ายมาพร้อมกันในห้องกักอื่นได้ถูกจำแนกหรือย้ายแดนไปแล้ว จึงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และพยายามสอบถามถึงสาเหตุ แต่ไม่ได้รับคำตอบใด จึงได้ประท้วงโดยนำเสื้อไปคลุมกล้องวงจรปิดและนำกาแฟผสมน้ำเขียนข้อความบนกำแพง ต่อมา ในช่วงบ่ายวันที่ 29 ก.ย. จตุภัทร์ถูกเจ้าหน้าที่บังคับใส่กุญแจมือไพล่หลัง ใช้ถ้อยคำหยาบคายต่อว่า และพยายามนำเอกสารบันทึกจับกุมมาให้ลงชื่อ แต่เขาปฏิเสธ จากนั้น เขาถูกนำตัวกลับไปห้องกักโรคต่อไป จนวันที่ 1 ต.ค. 2568 จึงถูกจำแนกแดน ล่วงเลยระยะเวลากักโรคไปอีก 3 วัน โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลให้เข้าใจได้ วันที่ 2 ต.ค. 2568 จตุภัทร์ถูกเจ้าหน้าที่นำตัวไปสอบสวนทางวินัย โดยให้อานนท์ นำภา เพื่อนผู้ต้องขัง มาช่วยเป็นผู้บันทึกในการสอบสวน แต่ไม่ได้แจ้งสิทธิในการมีทนายความเข้าร่วม จนวันที่ 8 ธ.ค. 2568 ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้มีคำสั่งลงโทษจตุภัทร์ โดยเห็นว่าป็นการกระทำผิดวินัย ฐานจงใจก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจำ แต่ยังไม่เกิดความเสียหายขึ้นเนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่มีเจตนาที่จะทำให้กิจการของเรือนจำเสียหาย จึงลงโทษโดยการภาคทัณฑ์ จตุภัทร์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โดยเห็นว่าคำสั่งลงโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการแจ้งสิทธิการมีทนายความร่วมการสอบสวนและสิทธิการขอเข้าตรวจสอบเอกสาร ทั้งผู้ออกคำสั่งไม่กำหนดระยะเวลาลงโทษภาคทัณฑ์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถคาดหมายได้ว่าคำสั่งลงโทษจะมีผลถึงเมื่อใด และการกระทำก็ไม่ได้เข้าลักษณะความผิดวินัยฐาน “จงใจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจำ” แต่เป็นเพียงการแสดงถึงความเดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่มีเจตนาก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อมาวันที่ 15 ม.ค. 2569 เรือนจำได้แจ้งคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ดังกล่าวทั้งหมด รวมทั้งส่งรายงานผลการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวให้กรมราชทัณฑ์พิจารณาต่อไป  ต่อมาวันที่ 6 พ.ค. 2569 อธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้มีคำสั่งยกอุทธรณ์ของจตุภัทร์ทั้งหมดเช่นกัน แต่ให้เรือนจำแก้ไขข้อกฎหมายพร้อมฐานความผิดในคำสั่งดังกล่าวให้ถูกต้องด้วย ยื่นฟ้องคดี เห็นว่าคำสั่งขัดต่อหลักความได้สัดส่วน รุนแรงเกินกว่าเหตุ การกระทำไม่ได้ก่อความเสียหาย ถูกงดเยี่ยมญาติใกล้ชิด โดยไม่ระบุเวลาสิ้นสุด จากเหตุการณ์ดังกล่าว จตุภัทร์เห็นว่า คำสั่งลงโทษวินัยผู้ต้องขัง และคำสั่งยกอุทธรณ์ของกรมราชทัณฑ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยสรุปเห็นว่าผู้ฟ้องไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคำสั่งดังกล่าว โดยในการพยายามสอบถามเรื่องการถูกกักตัวเกินระยะเวลา 5 วันตามแนวทางปฏิบัติของเรือนจำ กลับถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำเพิกเฉย การแสดงออกที่เกิดขึ้นเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและดึงดูดความสนใจจากเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาตรวจสอบ และสอบถามถึงสาเหตุการถูกกักตัวเกินกำหนด ภายใต้สถานการณ์ที่ถูกตัดขาดจากช่องทางสื่อสารปกติ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นไปเพื่อปกป้องสิทธิของตน คำสั่งลงโทษดังกล่าว ขัดต่อหลักความได้สัดส่วน (Principle of Proportionality) เนื่องด้วยพฤติการณ์ที่ผู้ฟ้องกระทำประกอบกับมูลเหตุจูงใจกับการลงโทษภาคทัณฑ์ไม่ได้สัดส่วนกัน กล่าวคือ วัสดุที่ผู้ฟ้องคดีใช้คือน้ำผสมกาแฟ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเช็ดล้างทำความสะอาดได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายถาวรหรือทำให้ทรัพย์สินของราชการเสื่อมค่า การคลุมกล้องวงจรปิดก็เป็นเพียงการกระทำชั่วคราว การถูกบันทึกประวัติความผิดทางวินัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในเรือนจำ ย่อมเห็นได้ชัดว่าบทลงโทษนั้นรุนแรงเกินกว่าพฤติการณ์ นอกจากนั้น การกระทำของจตุภัทร์ยังไม่เข้าลักษณะ “จงใจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจำ” ซึ่งโดยสภาพแห่งการกระทำ ไม่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกิจการหรือทรัพย์สินของเรือนจำได้ เนื่องจากสามารถนำออก ลบหรือทำความสะอาดออกได้โดยง่าย ไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินของเรือนจำเกิดความเสียหาย ตลอดจนไม่ปรากฏว่ากิจการของเรือนจำได้รับความเสียหายหรือจะเสียหายจากการกระทำดังกล่าว ทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ยังมีการแก้ไขคำสั่งลงโทษ โดยอาศัยผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ของกรมราชทัณฑ์เป็นฐาน แก้ไขฐานความผิดที่มีความร้ายแรงกว่าฐานเดิมที่ถูกกล่าวหาอันมิใช่การแก้ไขคำสั่งเล็กน้อย แต่ไม่เคยให้โอกาสผู้ฟ้องคดีมีโอกาสชี้แจง จึงเป็นการแก้ไขคำสั่งที่กระทบสิทธิ ทั้งการลงโทษภาคทัณฑ์ตามฐานความผิดใหม่ที่แก้ไขนี้ก็จะต้องปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้ “จงใจทำให้ทรัพย์สินของทางราชการหรือของผู้อื่นเสียหาย” ซึ่งไม่เข้าลักษณะดังกล่าวเช่นกัน นอกจากนั้น การออกคำสั่งลงโทษทางวินัยผู้ต้องขังนั้น เจ้าหน้าที่รัฐต้องกระทำภายใต้กรอบอำนาจที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 69 (1) ประกอบกับกฎกระทรวงการดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 ข้อ 8 เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งหมายให้โทษ “ภาคทัณฑ์” เป็นเพียงมาตรการตักเตือนสำหรับความผิดเล็กน้อย โดยไม่มีบทบัญญัติใดในกฎหมายที่ให้อำนาจผู้บัญชาการเรือนจำนำผลของการภาคทัณฑ์ไปเป็นเหตุในการลิดรอนสิทธิหรือประโยชน์ขั้นพื้นฐานอื่นใดของผู้ต้องขัง โดยการให้งดเยี่ยมญาติใกล้ชิด โดยญาติของจตุภัทร์ถูกปฏิเสธไม่ให้เยี่ยมญาติใกล้ชิด ทั้งคำสั่งยังไม่มีการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของช่วงเวลาภาคทัณฑ์ไว้ ผู้ฟ้องคดียืนยันว่า คำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้เป็นเหตุในการลิดรอนสิทธิการเยี่ยมญาติใกล้ชิด และไม่แน่นอนว่าในอนาคตผู้ฟ้องคดีจะได้รับผลกระทบอื่นนอกเหนือจากการตักเตือนอีกหรือไม่ และมีผลเป็นระยะเวลายาวนานเพียงใด ถือเป็นการใช้อำนาจเกินเลยไปกว่าที่กฎกระทรวงฯ ให้อำนาจไว้ และเป็นการลงโทษซ้ำซ้อนแก่ผู้ฟ้องคดี นอกจากจะขัดต่อหลักความได้สัดส่วน ยังเป็นการละเมิดข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (The Nelson Mandela Rules) ข้อ 39 (1) ผลของการกระทำเช่นนี้ที่ถูกภาคทัณฑ์จะต้องยุติลงเพียงการถูกว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น แต่ผู้ฟ้องคดีกลับถูกตัดสิทธิการเยี่ยมญาติใกล้ชิดเฉกเช่นเดียวกับโทษสถานหนักอื่น ๆ แม้ผู้ฟ้องคดีจะตกอยู่ในสถานะผู้ต้องขังซึ่งถูกระงับอิสรภาพตามกฎหมาย แต่สถานะดังกล่าวหาได้ให้อำนาจรัฐในการพรากเอาศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังไปด้วยไม่ คำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ที่ถูกนำไปใช้ขยายผลกระทบเกินเลยกว่าการว่ากล่าวตักเตือน จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนทางปกครอง และสร้างภาระให้เกิดกับผู้ฟ้องคดีเกินสมควร รวมทั้งผู้ออกคำสั่งลงโทษเอง ยังมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนแจ้งสิทธิการมีทนายความระหว่างถูกสอบสวนวินัยอีกด้วย อีกทั้งมิได้แจ้งสิทธิว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิเข้าตรวจสอบหรือขอรับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา การไม่แจ้งสิทธิพื้นฐานดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้และสิทธิในการได้รับกระบวนการที่เป็นธรรมอย่างมีนัยสำคัญ การอ้างว่าการไม่แจ้งสิทธิไม่ได้เป็นเงื่อนไขความชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นการอ้างที่ผิดพลาด สิทธิในการมีทนายความหรือที่ปรึกษาและสิทธิในการโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของหลักการฟังความสองฝ่ายอันเป็นหัวใจของการพิจารณาทางปกครอง ในการฟ้องคดีนี้ จตุภัทร์ได้ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เรื่อง การลงโทษผู้ต้องขังกระทำผิดวินัย ลงวันที่ 8 ธ.ค. 2568, ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ฉบับลงวันที่ 9 เม.ย. 2569, ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หรือที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันออกระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติให้มีการแจ้งสิทธิที่จะมีทนายความเข้าร่วมการสอบข้อเท็จจริงทางวินัยผู้ต้องขัง เพื่อคุ้มครองสิทธิในกระบวนการสอบสวนวินัยของผู้ต้องขังต่อไป และขอให้กรมราชทัณฑ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีของเงินต้น ทั้งนี้ จตุภัทร์ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 หลังศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน ในคดีมาตรา 112 จากการชุมนุมที่อำเภอภูเขียว และในช่วงปลายเดือนกันยายนนั้น เขาถูกย้ายตัวจากภูเขียวมาคุมขังในกรุงเทพฯ เพื่อร่วมการพิจารณาคดีที่ศาลอาญา ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ศาลฎีกาได้อนุญาตให้ประกันตัวจตุภัทร์ในคดีชุมนุมที่ภูเขียว แต่ต่อมาศาลอาญาและศาลอุทธรณ์กลับไม่อนุญาตให้ประกันตัวเขาในคดีจากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งนายประกันได้ยื่นถอนประกันตัวไปหลังจตุภัทร์ถูกคุมขัง แม้คดียังอยู่ระหว่างสืบพยาน ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด โดยจนถึงปัจจุบันมีการพยายามยื่นขอประกันตัวคดีนี้มาแล้ว 5 ครั้ง และเป็นเพียงคดีเดียวที่เขายังไม่ได้รับการประกันตัว * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน * กระบวนการยุติธรรม * จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา
dlvr.it
May 20, 2026 at 9:56 AM
#กันจอมพลัง เดินหน้ายื่นกรมการปกครองตรวจสอบมูลนิธิที่ตัวเองก่อตั้ง ย้ำโปร่งใสทุกขั้นตอน พร้อมกล่าวทั้งน้ำตา ถึงความตั้งใจที่จะพักการลงพื้นที่ชั่วคราว โดยจะยังไม่วางมือ แต่จะขอไปใช้เวลาอยู่กับบุตรสาว “น้องหมี่เกี๊ยว” และครอบครัวอย่างเต็มที่..
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.dailynews.co.th/news/5236058/
#มูลนิธิธรรมนัส #มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ #กันจอมพลังช่วยสู้
October 24, 2025 at 11:12 AM
สถ. เผยผลสอบทุจริตสอบท้องถิ่น เร่งตรวจสอบ 15,520 คน ที่บรรจุและแต่งตั้งไปแล้ว
สถ. เผยผลสอบทุจริตสอบท้องถิ่น เร่งตรวจสอบ 15,520 คน ที่บรรจุและแต่งตั้งไปแล้ว auser15 Sun, 2026-07-05 - 10:29 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เผยผลสืบสวนทุจริตสอบท้องถิ่น พบผลคะแนนในไฟล์ภาพกระดาษคำตอบไม่ตรงกับผลคะแนนในไฟล์ประมวลผลการสอบภาค ก และภาค ข เร่งตรวจสอบคะแนนผู้ได้บรรจุและแต่งตั้งไปแล้ว 15,520 คน ภายใน 3 วัน ระหว่างวันที่ 4-6 ก.ค.นี้ Thai PBS รายงานว่าเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ออกเอกสารรายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าว สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งใน ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี สืบเนื่องจากการร้องเรียนว่า มีกลุ่มบุคคลและติวเตอร์บางกลุ่มแอบอ้างว่า มีเส้นสายภายในสามารถช่วยเหลือผู้สมัครสอบให้ผ่านการคัดเลือก และเข้ารับราชการท้องถิ่นได้ ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยขบวนการนี้จะเรียกรับเงินตั้งแต่ 350,000 - 800,000 บาท และผลการตรวจค้นพบว่า บ้านหลังดังกล่าวถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับแก้ไขกระดาษคำตอบ เพื่อปรับคะแนนให้ตรงกับรายชื่อของผู้ที่ยอมจ่ายเงิน ซึ่งพบสำเนากระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบประมาณ 3,000 ราย นั้น กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีคำสั่งที่ 674/2569 ลงวันที่ 23 มิ.ย.2569 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อสืบสวนกระบวนการขั้นตอนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2568 ให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ครบถ้วน ชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายโดยได้ดำเนินการสอบพยานบุคคลและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องในหลายประเด็น สรุปผลสืบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น ดังนี้ 1.กระบวนการจัดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น มีขั้นตอนการดำเนินงาน เริ่มตั้งแต่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 8/2560 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 กำหนดให้คณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต.) กำหนด โดยคณะกรรมการดังกล่าวในการประชุมเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2565 มีมติเห็นชอบให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินการสอบแข่งขันในตำแหน่งและอัตราว่างตามที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประสงค์ให้จัดสอบ และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดำเนินการคัดเลือกมหาวิทยาลัยตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารพัสดุภาครัฐ 2.การจัดทำร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) ในการสอบแข่งขัน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้หารือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลางแล้วมีความเห็นว่า ร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) ปี 2568 มีหลักประกันที่สูงกว่าขอบเขตงานจ้าง (TOR) ปี 2566 และเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา ป้องกันการทุจริต สามารถสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นต่อสาธารณชน และผู้ที่เข้าสอบแข่งขันเป็นการดำรงไว้ซึ่งความเสมอภาคในโอกาสและหลักความรู้ความสามารถอันเป็นหัวใจที่สำคัญของระบบคุณธรรม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะที่หน่วยงานของรัฐต้องรักษาไว้ 3.กระบวนการตรวจ และประมวลผลจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่าน 3.1 พบว่าไฟล์บัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้รับจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้าง มีชื่อเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างบันทึกไฟล์เป็นคนสุดท้าย โดยมีประวัติการเข้าใช้ 115 ครั้ง รวมถึงมีชื่อบริษัทเอกชนที่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีการปลอมแปลงกระดาษคำตอบเข้ามาแก้ไขไฟล์ ซึ่งมีข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นผู้รับ flash drive ไฟล์ประมวลผลผู้สอบผ่านภาค ก ภาค ข และภาค ค จากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้าง เพื่อนำไปประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ค และบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งไม่ใช่ flash drive ผู้สอบผ่านภาค ก และภาค ข ที่เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยที่ห้องอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 3.2 ร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) กำหนดให้ผู้รับจ้าง บันทึกคะแนน ทวนสอบคะแนนที่บันทึกส่งมอบผลการประมวลผลการสอบให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ และจัดทำบัญชีประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ค และบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ โดยพบว่า มีข้าราชการผู้รับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกันตรวจทานรหัสผู้เข้าสอบกับตำแหน่งสอบ จำนวนรวมผู้สอบได้แต่ละตำแหน่ง จากไฟล์บัญชีรายชื่อผู้สอบผ่าน ที่ได้รับมอบจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้างจำนวนหลายครั้ง ทั้งก่อนและหลังเสนอคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ค และรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ จึงมีมูลเหตุอันควรเชื่อได้ว่า อาจเกิดการแก้ไขคะแนนคำตอบในขั้นตอนนี้ ระหว่างข้าราชการผู้รับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้รับจ้าง รวมถึงบุคคลอื่น ที่อาจเกี่ยวข้อง โดยไม่พบว่า มีข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นผู้ใดเคยสัมผัสหรือเก็บรักษาคีย์เฉลย ที่ผู้รับจ้างจัดทำและเก็บรักษาไว้ เพื่อใช้สำหรับตรวจกระดาษคำตอบตลอดกระบวนการสอบแข่งขันในครั้งนี้ 3.3 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ร่วมกับคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทย สุ่มตรวจข้อมูลผลคะแนนสอบใน flash drive ซึ่งเก็บไว้ในตู้นิรภัยที่ห้องอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2569 พบว่า ผลคะแนนในไฟล์ภาพกระดาษคำตอบไม่ตรงกับผลคะแนนในไฟล์ประมวลผลการสอบภาค ก และภาค ข ที่ผู้รับจ้างเสนอคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ ประกาศรายชื่อตาม TOR 4.เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและแก้ไขปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น ประธานกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ มอบหมายกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมกับภาคีเครือข่าย ตรวจสอบยืนยันความถูกต้องของผลคะแนนสอบภาค ก และภาค ข ของผู้เข้าสอบแข่งขันที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไปแล้ว จำนวน 15,520 ราย ภายใน 3 วัน (ระหว่างวันที่ 4 - 6 ก.ค.2569) 5.ภายหลังการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการสอบแข่งขันต่อไป ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่า มีบุคลากรในสังกัดเกี่ยวข้องกับการทุจริต กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะดำเนินการทางวินัย ทางแพ่งและทางอาญา กับผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว เพื่อสร้างความโปร่งใส ความเชื่อมั่น และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อสาธารณชนและหน่วยงานของรัฐต่อไป * ข่าว * การเมือง * สังคม * คุณภาพชีวิต * ทุจริตสอบท้องถิ่น * กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
dlvr.it
July 5, 2026 at 3:34 AM
จี้ธนาคารกรุงไทย แก้ปัญหาระบบ New e-LAAS ล่ม
จี้ธนาคารกรุงไทย แก้ปัญหาระบบ New e-LAAS ล่ม auser15 Sat, 2025-07-05 - 13:26 กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาฯ จี้ธนาคารกรุงไทย แก้ปัญหาระบบ New e-LAAS ล่ม พร้อมปกป้องข้าราชการท้องถิ่นไม่ให้ถูกเอาผิดทางวินัย ระบุปัญหาไม่ได้เกิดจากบุคคล แต่เกิดจากระบบไม่เสถียร แนะกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นประสาน สตง.เร่งหาทางออกชั่วคราว สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2568 นายวรภพ วิริยะโรจน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ คนที่สอง สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนางสาวรักชนก ศรีนอก โฆษกคณะ กมธ. และนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการประชุม กมธ. ที่มีการพิจารณาเรื่อง “ติดตามการบริหารงบประมาณในการพัฒนาระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (New e-LAAS) ไม่สามารถใช้งานข้อมูลด้านการคลังได้ ในช่วงเวลาทำการ จนก่อให้เกิดภาระงานซ้ำซ้อน” สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2568 กมธ. ได้เชิญข้าราชการท้องถิ่นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเป็นผู้ใช้งานระบบ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) และธนาคารกรุงไทย ในฐานะบริษัทเอกชนผู้พัฒนาระบบ New e-LAAS เข้าร่วมชี้แจง นายวรภพ กล่าวว่า ข้าราชการท้องถิ่นจาก อปท.ซึ่งเป็นผู้ใช้งานระบบ ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจากเหตุการณ์ระบบ New e-LAAS ล่ม โดยข้าราชการที่รับผิดชอบลงข้อมูลการเงินการคลังหลายรายไม่สามารถยืนยันตัวตนเพื่อเข้าสู่ระบบได้อีกจำนวนมาก ส่วนผู้ที่เข้าใช้งานระบบได้จำเป็นต้องเข้าใช้งานตามเวลาที่ระบบเปิดให้ลงข้อมูลเท่านั้น เพียง 1 วันต่อสัปดาห์ หลายคนต้องรอเข้าใช้งานช่วงกลางคืนจนถึงจนถึงเช้า อีกทั้งยังต้องแบกรับความเสี่ยงต่อการถูกลงโทษทางวินัยจากกรอบเวลาที่กำหนดส่งข้อมูลและเรื่องวินัยการเงินการคลังด้วย นอกจากนี้ ปัญหาระบบ e-LAAS ล่ม ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ระบบ e-LAAS ระบบเก่าก็เคยถูกปิดไปแล้วครั้งหนึ่ง โดยที่ผู้ใช้งานไม่ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าให้สำรองข้อมูลแต่อย่างใด และทำให้ข้อมูลในระบบสูญหายไปในช่วงระหว่างวันที่ 5 ม.ค.-5 ก.พ. 2567 (6 เดือน) ทำให้ข้าราชการท้องถิ่นต้องรับผิดชอบลงข้อมูลย้อนหลัง แต่เมื่อมีระบบ New e-LAAS ระบบใหม่ขึ้นมา แต่ก็ยังไม่มีเสถียรภาพ ดังนั้น ข้าราชการท้องถิ่น จึงขอเรียกร้องให้แบ่งกลุ่มผู้รับผิดชอบงานเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่สามารถยืนยันตัวตนเข้าสู่ระบบ New e-LAAS ได้ ก็ให้ลงข้อมูลการคลังต่อไป ส่วนใครที่ไม่สามารถเข้าระบบดังกล่าวได้ ก็ควรอนุญาตให้ดำเนินการจัดทำข้อมูลการคลังแบบทำมือได้ และไม่ควรถูกเอาผิดทางวินัยการเงินการคลัง เพราะข้าราชการท้องถิ่นถือเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ขณะที่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะผู้จัดจ้างจัดทำระบบ New e-LAAS ยอมรับว่า ปัญหาเกิดจากการออกแบบระบบที่นำข้อมูลทุกอย่างไว้บนฐานข้อมูลเดียวกัน และประมาณการณ์จำนวนผู้เข้าใช้ข้อมูลผิดพลาด รองรับจำนวนผู้เข้าใช้งานพร้อมกันได้น้อยกว่าผู้ใช้งานจริง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะแก้ไขระบบนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน แต่ทาง กมธ. มองว่า การแก้ปัญหามีความล่าช้าและส่งผลต่อการทำงานของท้องถิ่น นายวรภพ กล่าวเพิ่มเติมว่า กมธ. ตั้งข้อสังเกตและมีข้อเสนอแนะ ต่อกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยขอให้เร่งหารือกับ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อให้มีการปรับปรุงคำสั่งหรือแนวทางให้ท้องถิ่นที่ไม่สามารถเข้าใช้งานระบบ New e-LAAS ได้ โดยอนุญาตให้ดำเนินการจัดทำข้อมูลการคลังแบบทำมือไปพลางก่อนได้ และไม่ควรนำเรื่องการลงโทษวินัยมากดดันข้าราชการท้องถิ่น รวมทั้งตรวจสอบการทำงานของธนาคารกรุงไทย อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่า ระบบ New e-LAAS ถูกแก้ไขแล้ว และสามารถใช้งานได้ตามปกติ เป็นไปตามสัญญาว่าจ้าง พร้อมทั้งตรวจสอบว่า ธนาคารกรุงไทย ได้ว่าจ้างบุคคลภายนอก หรือ Outsource โดยไม่มีการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรต่อกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือไม่ ซึ่งถือว่าอาจผิดเงื่อนไขตามสัญญา นางสาวรักชนก ศรีนอก โฆษกคณะ กมธ. กล่าวว่า กมธ. ขอยืนยันว่า จะติดตามเรื่องนี้จนกว่าระบบ New e-LAAS จะกลับมาใช้งานได้ ในระหว่างนี้ กมธ.จะปกป้องข้าราชการท้องถิ่นทั่วประเทศอย่างถึงที่สุด ไม่ให้ถูกลงโทษทางวินัย เพราะความผิดพลาดเกิดขึ้นจากตัวระบบ ไม่ได้เกิดจากผู้ใช้งาน และจะช่วยรักษาผลประโยชน์ของข้าราชการทุกคนอย่างเต็มที่ * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ท้องถิ่น * New e-LAAS * ธนาคารกรุงไทย * อปท.
dlvr.it
July 5, 2025 at 6:29 AM
นายกฯ กำชับมหาดไทย-ตำรวจ ปราบยาเสพติด-เข้มด่านตรวจปืน ตกใจ เหตุยิงโคราช ถาม “อีกแล้วเหรอ”
นายกฯ กำชับมหาดไทย-ตำรวจ ปราบยาเสพติด-เข้มด่านตรวจปืน ตกใจ เหตุยิงโคราช ถาม “อีกแล้วเหรอ” See Think Thu, 2026-08-13 - 13:02 นายกฯ กำชับมหาดไทย-ตำรวจ เป็นทีมเดียวกัน ใช้ One Data ปราบยาเสพติด-เข้มด่านตรวจปืน ตกใจเหตุยิงโคราช ถาม “อีกแล้วเหรอ” ทางด้าน อธิบดีกรมการปกครองยืนยัน ไม่มีการแจกปืนให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน โดยจะเปลี่ยนเป็นให้สิ่งอื่นแทน 13 สิงหาคม 2569 หลายสำนักข่าว ได้แก่ ไทยรัฐ และ เนชั่น รายงานคำพูด อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุยิงภายในงาน ชิม ช้อป ใช้ ที่จังหวัดนครราชสีมา โดยนายกรัฐมนตรีมีท่าทีตกใจพร้อมถามว่า “อีกแล้วเหรอ” ก่อนจะส่ายหน้า  เมื่อถามต่อไปว่า การออกใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนจะต้องมีการประเมินสุขภาพจิตด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ต้องแก้ไขเรื่องของโครงสร้าง ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่  อธิบดี ปค. ยัน ระงับแจกปืนให้กำนัน-ผญบ. จะเปลี่ยนเป็นให้สิ่งอื่นแทน ทางด้านเดอะรีพอร์ตเตอร์รายงานคำพูด นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวถึงกรณีงานเลี้ยงครบรอบ 134 ปี กำนันผู้ใหญ่บ้านเกาะพะงัน ซึ่งมีการจับรางวัลแจกปืนลูกซองยาว 5 กระบอกว่า นโยบายตอนนี้ควบคุมปริมาณอาวุธปืน ตามนโยบายสำคัญของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ระงับการออกใบอนุญาตซื้อขายหรือใบ ป.3 พร้อมยืนยันว่าตามนโยบายของรัฐบาล จะไม่มีการแจกปืนเป็นรางวัลให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน แต่จะเปลี่ยนเป็นให้สิ่งอื่นที่มีมูลค่าทดแทน อาจจะเป็นเงินสด หรือทำสัญลักษณ์แหนบเข็ม และย้ำว่านโยบายเร่งด่วนในขณะนี้คือต้องยกเลิกหรือระงับไว้ก่อน แต่ในระเบียบมีการเปิดช่องไว้ว่าอาจจะเป็นสิ่งอื่นที่มีมูลค่าทดแทนกันได้ ส่วนกรณีที่เกาะพะงันได้รับรางวัลไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น นายนฤชากล่าวว่า ในแต่ละปีต้องมีการดำเนินการตรวจสอบ รวมถึงคนที่ได้รับรางวัลไป สำหรับกรณีที่มอบไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามขั้นตอนต้องไปดำเนินการออกใบ ป.3 แต่วันนี้มีการระงับออกใบ ป.3 ทั้งหมด โดยใช้ฐานข้อมูลจากส่วนกลางจากทั่วประเทศ เมื่อถามถึงคำสั่งทางปกครองที่ออกมาเมื่อวานนี้ (12 ส.ค.) ระบุถึงการระงับโครงการปืนสวัสดิการ ซึ่งมีเสียงสะท้อนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องการเข้าถึงอาวุธปืน นายนฤชากล่าวว่า เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจว่าปืนในโครงการสวัสดิการมีไว้ให้สำหรับสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ในการทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย แต่วันนี้เมื่อเป็นนโยบายสำคัญและเร่งด่วนที่ต้องหยุดและจำกัดปริมาณ จึงจำเป็นต้องระงับโครงการปืนสวัสดิการไว้เช่นเดียวกัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทั้งฝ่ายข้าราชการและประชาชนทั่วไป เมื่อถามต่อว่า ตำรวจมีความกังวลในการจำกัดเรื่องการพกอาวุธปืน และให้เจ้าหน้าที่นำปืนไว้ที่สถานที่ปฏิบัติงาน เมื่อเกิดเหตุอาจไม่ทันการ นายนฤชาระบุว่า เป็นเรื่องที่แต่ละหน่วยปฏิบัติ แต่ในทางการแก้ไขปัญหา คืออนุญาตให้เจ้าหน้าที่เฉพาะที่ปฏิบัติหน้าที่ และหากจะพกพาอาวุธปืนไปได้ต้องมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษร มอบหมายให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ตามอำนาจหน้าที่ของตนเอง ดังนั้นทุก สน. และทุกหน่วยราชการ ต้องไปออกคำสั่งรองรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น เพื่อที่จะพกพาอาวุธไปปฏิบัติหน้าที่ได้ นายกฯ กำชับมหาดไทย-ตำรวจ เป็นทีมเดียวกัน ปราบยาเสพติด-เข้มด่านตรวจปืน วันนี้ (13 สิงหาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 (ภาคกลางและภาคตะวันออก) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ก่อนเริ่มการประชุม นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยผู้เข้าร่วมงานได้ยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากนั้นรับชมวีดิทัศน์สรุปผลการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลของกระทรวงมหาดไทย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า งานด้านความมั่นคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจและมีความกังวลเป็นลำดับต้นๆ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นย่อมสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในการดูแลประชาชน ขณะที่ปัญหาความมั่นคงในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น การทำงานของภาครัฐจึงต้องปรับตัว และไม่สามารถดำเนินงานแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงภายในประเทศ ภายใต้หลัก “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” โดยเน้นการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่ พร้อมย้ำว่า “นายอำเภอกับผู้กำกับต้องเป็นทีมเดียวกัน” และทั้ง “ทีมจังหวัด” และ “ทีมอำเภอ” ต้องทำงานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการทำงานของ “ทีมอำเภอ” นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน หรือ One Data เพื่อให้ข้อมูลมีความเป็นปัจจุบัน ถูกต้อง และตรงกัน โดยนำข้อมูลมารวบรวม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ร่วมกัน เพื่อป้องกันปัญหาก่อนเกิดเหตุ แต่ละพื้นที่ต้องทราบอย่างชัดเจนว่าจุดเสี่ยงอยู่ที่ใด ปัญหาหลักคืออะไร และหน่วยงานหรือบุคคลใดเป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากแต่ละอำเภอมีสภาพปัญหาแตกต่างกัน ทั้งปัญหายาเสพติด ผู้มีอิทธิพล อาชญากรรมออนไลน์ อาวุธปืน และปัญหาเฉพาะพื้นที่ จึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญและกำหนดแนวทางแก้ไขให้ตรงกับสภาพปัญหา ด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติด นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลได้เดินหน้า Operation 90 Days หรือ “ยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” อย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลตามเป้าหมาย ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เร่งแก้ไขปัญหาอาวุธปืนอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดในการสอดส่อง ตรวจค้น และจับกุมการพกพาอาวุธปืนผิดกฎหมาย รวมถึงขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยชะลอการออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) สำหรับประชาชนทั่วไป เนื่องจากอาวุธปืนเป็นสิ่งที่มีอันตรายร้ายแรง และประชาชนทั่วไปไม่มีหน้าที่ต้องนำอาวุธปืนไปใช้ในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนายอำเภอ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตั้งจุดตรวจและจุดสกัด โดยเน้นการตรวจค้นอาวุธปืนเป็นสำคัญ พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้เพิ่มความระมัดระวัง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความพร้อมและความเข้มงวด และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด นายกรัฐมนตรียังระบุว่า ได้มอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติอาวุธปืนฉบับใหม่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีเครื่องมือทางกฎหมายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในส่วนของการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและองค์กรอาชญากรรม นายกรัฐมนตรีกำชับให้ดำเนินการอย่างจริงจังและขยายผลให้ถึงผู้บงการ ผู้สนับสนุน ตลอดจนผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง ภายใต้หลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” กล่าวคือ ไม่ยึดติดกับชื่อหรือสถานะของบุคคล แต่พิจารณาจากพฤติการณ์ หากพบว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาตามหลักนิติธรรม พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกำชับเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับไม่ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หากตรวจพบว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือ หรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำผิด ต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ โดยกำหนดให้งานด้านความมั่นคงต้องมีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน สามารถประเมินผลได้ ทั้งในด้านการลดปัญหา การยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของภาครัฐ “การประชุม Workshop ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการมารับมอบนโยบาย แต่ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่วิธีคิด การวางโครงสร้างการทำงานระหว่างนายอำเภอกับผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร การใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน การวิเคราะห์ปัญหา การกำหนดเป้าหมาย และการนำแนวทางที่ได้กลับไปปฏิบัติจริงในพื้นที่” นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำหลักการสำคัญในการทำงานว่า “ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน วิเคราะห์ปัญหาให้แม่นยำ ทำงานเป็นทีม บังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และวัดผลเพื่อปรับปรุงแผนอย่างต่อเนื่อง” เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากยิ่งขึ้น และเกิดความเชื่อมั่นต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ภายหลังเสร็จสิ้นการมอบนโยบาย นายกรัฐมนตรีได้ร่วมถ่ายภาพกับผู้เข้าร่วมงาน และเยี่ยมชมนิทรรศการการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้ การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 (ภาคกลางและภาคตะวันออก) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีผู้เข้าร่วมจาก 25 จังหวัด ครอบคลุม 209 อำเภอ และ 355 สถานีตำรวจภูธร รวมทั้งสิ้น 564 คน   * ข่าว * การเมือง * อนุทิน ชาญวีรกูล * กระทรวงมหาดไทย
dlvr.it
August 13, 2026 at 6:07 AM
• ราชสำนักฝ่ายนอก (外朝) ประกอบด้วย 3 ฝ่ายหลัก คือ ฝ่ายปกครอง (สภาขุนนางข้าราชเลขาธิการและ 6 กรมหลัก), ฝ่ายกลาโหม (ดูแลกองทัพและตระกูลทหาร) และ ฝ่ายตรวจการแผ่นดิน (สอดส่องความซื่อสัตย์และพิจารณาคดีขุนนาง)

• ราชสำนักฝ่ายใน (内廷) ขุนนางที่คอยดูแลความเรียบร้อยภายในวังหลัง จัดการงานพิธี เสื้อผ้า อาหาร และรับใช้ใกล้ชิดเชื้อพระวงศ์
October 3, 2026 at 2:49 PM
'กรมการปกครอง' แจงข้อเท็จจริง กรณีสุสานยิว ประเด็นไม่ต่อใบอนุญาต ‘จัดตั้งสุสาน’

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6190510/
#ใบอนุญาตจัดตั้งสุสาน #สุสานยิว
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 15, 2026 at 4:12 AM
ศาลสั่งผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม ประกาศ 'เขตภัยพิบัติปลาหมอคางดำ' ภายใน 90 วัน
ศาลสั่งผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม ประกาศ 'เขตภัยพิบัติปลาหมอคางดำ' ภายใน 90 วัน Pazzle Tue, 2026-09-08 - 15:16 ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้กรมประมงทำแผนยับยั้งการระบาดของ "ปลาหมอคางดำ" และให้ รมว.มท. สั่ง ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม ให้ประกาศเป็น "เขตภัยพิบัติ" ปลาหมอคางดำใน 90 วัน โดยศาลปกครองได้ยกคำขอในส่วนที่เรียกร้องให้ CP และผู้เกี่ยวข้องเข้ามารับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ โดยศาลมองว่าผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีในส่วนนี้  8 ก.ย. 2569 มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ศาลชี้ สมุทรสงครามละเลยหน้าที่สั่ง รมว.มท. สั่งผู้ว่าประกาศเขตภัยพิบัติปลาหมอคางดำใน 90 วัน ศาลเห็นว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามไม่ประกาศพื้นที่ อ.อัมพวา อ.เมืองสมุทรสงคราม และอ.บางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินจากปลาหมอคางดำ จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ศาลจึงสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 17 และผู้กํากับดูแลพิจารณาสั่งการผู้ว่าฯ สมุทรสงครามให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เดอะสแตนดาร์ด ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 ในคดีที่ผู้ฟ้องคดีรวม 54 คน ฟ้องกรมประมง ที่ 1 กับพวกรวม 18 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่ากรมประมงที่ 1 กับพวกรวม 18 คน ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายในการควบคุมบุคคลผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร จนนำไปสู่การแพร่ระบาดของสัตว์ดังกล่าวในหลายจังหวัดของประเทศไทย และละเลยไม่ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในการสอบสวนและดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร จนทำให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนส่วนรวมได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐปราบปราม ฟื้นฟู และกำจัดปลาหมอคางดำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมประกาศเป็นเขตภัยพิบัติเพื่อนำเงินมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบหรือไล่เบี้ยจากบริษัทเอกชนที่เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด ภายหลังฟังคำพิพากษา ปรเมษฐ์ แดนดงยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานคดีปลาหมอคางดำในส่วนของคดีปกครองของสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยภายหลังฟังคำพิพากษาว่า ศาลพิพากษาให้คนที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง โดยหลักคือ กรมประมง เเละอธิบดีกรมประมง ให้ปฏิบัติตามแผนการระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของประหมอคางดำต่อไป ทั้งนี้ ศาลสั่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันกำกับดูแลและสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติการของกรมประมงบรรลุผล นอกจากนี้ ศาลยังพิพากษาในประเด็นการประกาศให้พื้นที่ซึ่งมีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ เพื่อให้สามารถนำงบประมาณมาเบิกจ่ายได้โดยเร็ว ศาลชี้ว่าอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ศาลจึงมีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตที่มีการแพร่ระบาด คือจังหวัดสมุทรสงคราม ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ได้แก่ อำเภออัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางคนที โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด นอกจากนี้ ศาลยังพิพากษาในประเด็นการประกาศให้พื้นที่ซึ่งมีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ เพื่อให้สามารถนำงบประมาณมาเบิกจ่ายได้โดยเร็ว ศาลชี้ว่าอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย จึงมีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตที่มีการแพร่ระบาด คือจังหวัดสมุทรสงคราม ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ส่วนเขตจังหวัดอื่น ศาลมองว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีภูมิเนาหรือประกอบอาชีพอยู่ในพื้นนั้น จึงไม่ได้มีคำพิพากษาในส่วนนี้ ขณะที่ข้อหาอื่นๆ และผู้ถูกฟ้องคดีรายอื่น เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือกระทรวงการคลัง ศาลยกฟ้องอย่างไรก็ตาม ปรเมษฐ์ระบุว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นยังไม่มีผลบังคับ โดยคำพิพากษาจะมีผลภายหลัง 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ซึ่งเชื่อว่ายังต้องรอการอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป พร้อมย้ำว่า เป็นการฟ้องเพื่อให้ประเมินความเสียหายและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทั้งนี้ ศาลปกครองยกคำขอในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีขอให้เรียกร้องให้ผู้ร้องสอด (บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)) และผู้เกี่ยวข้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ โดยศาลมองว่าผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีในส่วนนี้  * ข่าว * การเมือง * สิ่งแวดล้อม * สมุทรสงคราม * ปลาหมอคางดำ * ศาลปกครอง
dlvr.it
September 8, 2026 at 8:30 AM
ศาลสั่งผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม ประกาศ 'เขตภัยพิบัติปลาหมอคางดำ' ภายใน 90 วัน
ศาลสั่งผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม ประกาศ 'เขตภัยพิบัติปลาหมอคางดำ' ภายใน 90 วัน
ศาลสั่งผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม ประกาศ 'เขตภัยพิบัติปลาหมอคางดำ' ภายใน 90 วัน Pazzle Tue, 2026-09-08 - 15:16 ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้กรมประมงทำแผนยับยั้งการระบาดของ "ปลาหมอคางดำ" และให้ รมว.มท. สั่ง ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม ให้ประกาศเป็น "เขตภัยพิบัติ" ปลาหมอคางดำใน 90 วัน โดยศาลปกครองได้ยกคำขอในส่วนที่เรียกร้องให้ CP และผู้เกี่ยวข้องเข้ามารับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ โดยศาลมองว่าผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีในส่วนนี้  8 ก.ย. 2569 มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ศาลชี้ สมุทรสงครามละเลยหน้าที่สั่ง รมว.มท. สั่งผู้ว่าประกาศเขตภัยพิบัติปลาหมอคางดำใน 90 วัน ศาลเห็นว่าผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามไม่ประกาศพื้นที่ อ.อัมพวา อ.เมืองสมุทรสงคราม และอ.บางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินจากปลาหมอคางดำ จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ศาลจึงสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 17 และผู้กํากับดูแลพิจารณาสั่งการผู้ว่าฯ สมุทรสงครามให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เดอะสแตนดาร์ด ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 ในคดีที่ผู้ฟ้องคดีรวม 54 คน ฟ้องกรมประมง ที่ 1 กับพวกรวม 18 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่ากรมประมงที่ 1 กับพวกรวม 18 คน ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายในการควบคุมบุคคลผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร จนนำไปสู่การแพร่ระบาดของสัตว์ดังกล่าวในหลายจังหวัดของประเทศไทย และละเลยไม่ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในการสอบสวนและดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลผู้นำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร จนทำให้ผู้ฟ้องคดีและประชาชนส่วนรวมได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐปราบปราม ฟื้นฟู และกำจัดปลาหมอคางดำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมประกาศเป็นเขตภัยพิบัติเพื่อนำเงินมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบหรือไล่เบี้ยจากบริษัทเอกชนที่เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด ภายหลังฟังคำพิพากษา ปรเมษฐ์ แดนดงยิ่ง หัวหน้าคณะทำงานคดีปลาหมอคางดำในส่วนของคดีปกครองของสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยภายหลังฟังคำพิพากษาว่า ศาลพิพากษาให้คนที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง โดยหลักคือ กรมประมง เเละอธิบดีกรมประมง ให้ปฏิบัติตามแผนการระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของประหมอคางดำต่อไป ทั้งนี้ ศาลสั่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันกำกับดูแลและสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติการของกรมประมงบรรลุผล นอกจากนี้ ศาลยังพิพากษาในประเด็นการประกาศให้พื้นที่ซึ่งมีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ เพื่อให้สามารถนำงบประมาณมาเบิกจ่ายได้โดยเร็ว ศาลชี้ว่าอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ศาลจึงมีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตที่มีการแพร่ระบาด คือจังหวัดสมุทรสงคราม ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ได้แก่ อำเภออัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางคนที โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด นอกจากนี้ ศาลยังพิพากษาในประเด็นการประกาศให้พื้นที่ซึ่งมีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ เพื่อให้สามารถนำงบประมาณมาเบิกจ่ายได้โดยเร็ว ศาลชี้ว่าอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย จึงมีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตที่มีการแพร่ระบาด คือจังหวัดสมุทรสงคราม ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ส่วนเขตจังหวัดอื่น ศาลมองว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีภูมิเนาหรือประกอบอาชีพอยู่ในพื้นนั้น จึงไม่ได้มีคำพิพากษาในส่วนนี้ ขณะที่ข้อหาอื่นๆ และผู้ถูกฟ้องคดีรายอื่น เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือกระทรวงการคลัง ศาลยกฟ้องอย่างไรก็ตาม ปรเมษฐ์ระบุว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นยังไม่มีผลบังคับ โดยคำพิพากษาจะมีผลภายหลัง 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ซึ่งเชื่อว่ายังต้องรอการอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป พร้อมย้ำว่า เป็นการฟ้องเพื่อให้ประเมินความเสียหายและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทั้งนี้ ศาลปกครองยกคำขอในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีขอให้เรียกร้องให้ผู้ร้องสอด (บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)) และผู้เกี่ยวข้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐ โดยศาลมองว่าผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีในส่วนนี้  * ข่าว * การเมือง * สิ่งแวดล้อม * สมุทรสงคราม * ปลาหมอคางดำ * ศาลปกครอง
dlvr.it
September 8, 2026 at 8:30 AM
ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด 3 จังหวัดชายแดนใต้
ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด 3 จังหวัดชายแดนใต้ auser15 Sun, 2026-08-23 - 09:31 เช้าวันนี้ (23 ส.ค.) อธิบดีกรมการปกครองเผย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด หลังเกิดเหตุระเบิดพร้อมกันหลายจุดเมื่อคืนที่ผ่านมา (22 ส.ค.) สั่งประชาชนงดออกจากบ้าน ประสานทุกหน่วยติดตามผู้ก่อเหตุ 23 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า เช้าวันนี้ (23 ส.ค.) นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวถึงสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดเหตุหลายจุดในช่วงคืนที่ผ่านมาว่า เราทราบข่าวตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และเร่งกำชับโดยเฉพาะการยกมาตรการรักษาความปลอดภัย และกำลังทั้งหลายที่อยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะ จังหวัดยะลา ได้ให้ยกระดับการเตรียมพร้อมระดับสูงสุด และกำลังหลักในส่วนที่อยู่ในชุดคุ้มครองตำบล ได้กำชับให้ระมัดระวังพื้นที่อย่างสูงสุด โดยเฉพาะการแจ้งเตือนประชาชน ห้ามออกจากพื้นที่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ทั้งหมดก็เป็นเรื่องการแจ้งกำชับและเฝ้าระวัง ในเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัย และรักษาฐานที่มั่นตนเองด้วย อีกทั้งกรมการปกครองและหน่วยที่เกี่ยวข้องออกพื้นที่ติดตามผู้ก่อการร้าย และอีกส่วนก็ปฏิบัติให้เป็นตามแผนมาตราการของแผนพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จจต.) เรื่องที่เกี่ยวข้อง * เมื่อคืนที่ผ่านมา (22 ส.ค.) เกิดเหตุก่อกวนหลายจุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  เมื่อถามว่าระหว่างนี้ หากยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ จะมีประกาศห้ามออกจากพื้นที่จะต้องดูแลอย่างไรบ้าง นายนฤชา กล่าวว่า เรื่องการประกาศเป็นแผนของ จจต. อยู่แล้ว โดยเฉพาะกองทัพภาค ที่จะเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ ดูแลเรื่องนี้ เมื่อถามว่าเบื้องต้นได้รับรายงานจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า ต้องรอรายงานอย่างเป็นทางการ แต่เฉพาะจำนวนที่เกิดเหตุก็ค่อนข้างหนัก รวม 3 จังหวัด เมื่อถามว่าฝ่ายปกครองมีการข่าวหรือไม่ ว่าการก่อเหตุหลายจุดพร้อมกัน ต้องการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือสื่อถึงอะไร นายนฤชา กล่าวว่า ด้านการข่าวเราก็ได้รับแจ้งมาเป็นระยะ และเราได้แจ้งกลับไปที่หน่วยปฏิบัติ ในส่วนของการดำเนินการเมื่อคืนนี้ เป็นเรื่องที่ถือว่าเขาได้เตรียมการ ในเรื่องของการกระจายในพื้นที่ค่อนข้างกว้าง และทุกพื้นที่ก็เฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้เราก็กำชับว่าต้องปฏิบัติอย่างไร ด้วยการยกระดับในขั้นสูงสุดอยู่ตลอดเวลา * ข่าว * การเมือง * ความมั่นคง * ชายแดนใต้
dlvr.it
August 23, 2026 at 2:33 AM
ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด 3 จังหวัดชายแดนใต้
ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด 3 จังหวัดชายแดนใต้
ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด 3 จังหวัดชายแดนใต้ auser15 Sun, 2026-08-23 - 09:31 เช้าวันนี้ (23 ส.ค.) อธิบดีกรมการปกครองเผย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด หลังเกิดเหตุระเบิดพร้อมกันหลายจุดเมื่อคืนที่ผ่านมา (22 ส.ค.) สั่งประชาชนงดออกจากบ้าน ประสานทุกหน่วยติดตามผู้ก่อเหตุ 23 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า เช้าวันนี้ (23 ส.ค.) นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวถึงสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดเหตุหลายจุดในช่วงคืนที่ผ่านมาว่า เราทราบข่าวตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และเร่งกำชับโดยเฉพาะการยกมาตรการรักษาความปลอดภัย และกำลังทั้งหลายที่อยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะ จังหวัดยะลา ได้ให้ยกระดับการเตรียมพร้อมระดับสูงสุด และกำลังหลักในส่วนที่อยู่ในชุดคุ้มครองตำบล ได้กำชับให้ระมัดระวังพื้นที่อย่างสูงสุด โดยเฉพาะการแจ้งเตือนประชาชน ห้ามออกจากพื้นที่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ทั้งหมดก็เป็นเรื่องการแจ้งกำชับและเฝ้าระวัง ในเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัย และรักษาฐานที่มั่นตนเองด้วย อีกทั้งกรมการปกครองและหน่วยที่เกี่ยวข้องออกพื้นที่ติดตามผู้ก่อการร้าย และอีกส่วนก็ปฏิบัติให้เป็นตามแผนมาตราการของแผนพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จจต.) เรื่องที่เกี่ยวข้อง * เมื่อคืนที่ผ่านมา (22 ส.ค.) เกิดเหตุก่อกวนหลายจุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  เมื่อถามว่าระหว่างนี้ หากยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ จะมีประกาศห้ามออกจากพื้นที่จะต้องดูแลอย่างไรบ้าง นายนฤชา กล่าวว่า เรื่องการประกาศเป็นแผนของ จจต. อยู่แล้ว โดยเฉพาะกองทัพภาค ที่จะเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ ดูแลเรื่องนี้ เมื่อถามว่าเบื้องต้นได้รับรายงานจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า ต้องรอรายงานอย่างเป็นทางการ แต่เฉพาะจำนวนที่เกิดเหตุก็ค่อนข้างหนัก รวม 3 จังหวัด เมื่อถามว่าฝ่ายปกครองมีการข่าวหรือไม่ ว่าการก่อเหตุหลายจุดพร้อมกัน ต้องการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือสื่อถึงอะไร นายนฤชา กล่าวว่า ด้านการข่าวเราก็ได้รับแจ้งมาเป็นระยะ และเราได้แจ้งกลับไปที่หน่วยปฏิบัติ ในส่วนของการดำเนินการเมื่อคืนนี้ เป็นเรื่องที่ถือว่าเขาได้เตรียมการ ในเรื่องของการกระจายในพื้นที่ค่อนข้างกว้าง และทุกพื้นที่ก็เฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้เราก็กำชับว่าต้องปฏิบัติอย่างไร ด้วยการยกระดับในขั้นสูงสุดอยู่ตลอดเวลา * ข่าว * การเมือง * ความมั่นคง * ชายแดนใต้
dlvr.it
August 23, 2026 at 2:33 AM
🔥 ไทยจ่อยื่นขอสัญชาติให้ลูกสาวหลักแสนจากแรงงานต่างด้าว 12 จังหวัด
#24hHotNewsAI #THNews
ไทยจ่อยื่นขอสัญชาติให้ลูกสาวหลักแสนจากแรงงานต่างด้าว 12 จังหวัด
รัฐไทยเตรียมเปิดทางให้บุตรของแรงงานข้ามชาติใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี สมุทรปราการ กรุงเทพฯ นครปฐม ปราจีนบุรี ชลบุรี และระยอง ขอสัญชาติไทยได้โดยตรงเมื่อจบปริญญาตรี โดยนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง...
https://24hhotnewsai.com/th/news/ไทยจ่อยื่นขอสัญชาติให้ลูกสาวหลักแสนจากแรงงานต่างด้าว-12-จังหวัด-202608191455
August 19, 2026 at 7:55 AM
ครม. อนุมัติงบ 433 ล้านบาท ให้ 'มหาดไทย' ปกป้องพื้นที่ชายแดน 'ไทย-กัมพูชา'
ครม. อนุมัติงบ 433 ล้านบาท ให้ 'มหาดไทย' ปกป้องพื้นที่ชายแดน 'ไทย-กัมพูชา' Pazzle Tue, 2026-08-18 - 17:29 ครม. อนุมัติงบกลาง 433,519,268 บาท ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จัดการพิทักษ์พื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ครอบคลุม 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท และการปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัลให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา วงเงิน 49,618,050 บาท   18 ส.ค. 2569 ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 433,519,268 บาท ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งบประมาณดังกล่าวครอบคลุม 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท และการปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัลให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา วงเงิน 49,618,050 บาท “หัวใจสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในกรณีเกิดเหตุปะทะ พร้อมทำให้ข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนจากภาครัฐสามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รวดเร็ว ถูกต้อง และทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินที่การสื่อสารมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” นางสาวลลิดากล่าว รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจะครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา และสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครอง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ซึ่งมีบทบาทในการดูแลความสงบเรียบร้อย คุ้มครองประชาชน ตลอดจนดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินในกรณีที่ประชาชนจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่ ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงานงบประมาณได้พิจารณากรอบวงเงิน 493,819,268 บาท ครอบคลุม 4 กิจกรรม ซึ่งรวมการจัดหาอาวุธปืนลูกซอง 1,675 กระบอก วงเงิน 60.3 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน แต่เนื่องจากการจัดหาดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาและขออนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอให้ดำเนินการเฉพาะ 3 กิจกรรมที่มีความพร้อมและมีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน ทำให้วงเงินที่เสนออนุมัติในครั้งนี้อยู่ที่ 433.52 ล้านบาท นางสาวลลิดากล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายให้พื้นที่ชายแดนมีความพร้อมทั้งด้านสถานที่หลบภัย ระบบรับรู้ข่าวสาร การแจ้งเตือนภัย และการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับประชาชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือสถานการณ์ด้านความมั่นคง รวมถึงปัญหาชายแดนในรูปแบบอื่น เช่น การลักลอบเข้าเมือง การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ “รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอันดับแรก งบประมาณครั้งนี้จึงมุ่งไปยังสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและเร่งดำเนินการได้ทันที ทั้งพื้นที่หลบภัยและระบบสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว   * ข่าว * การเมือง * ไทย-กัมพูชา * กัมพูชา * งบกลาง * กระทรวงมหาดไทย
dlvr.it
August 18, 2026 at 10:45 AM