#กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
๒๔ กุมภาพันธ์...
#วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า
เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนและเกษตรกร
งดการจุดไฟ ลดควันไฟที่เกิดจากการเผาป่า
สร้างความตระหนักถึงอันตราย
และผลกระทบของควันที่เกิดจากไฟป่า

ด้วยความปรารถนาดีจาก
#กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อส.)

#สายด่วนพิทักษ์ป่า 📞1️⃣3️⃣6️⃣2️⃣
(ตลอด ๒๔ ชั่วโมง)
February 24, 2024 at 9:30 PM
กมธ.งบฯ 70 เผยปรับลดงบรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่ม 9 หน่วยงาน เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า
กมธ.งบฯ 70 เผยปรับลดงบรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่ม 9 หน่วยงาน เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า auser15 Fri, 2026-08-21 - 16:00 คณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เผยปรับลดงบประมาณรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่มให้ 9 หน่วยงาน "ได้แก่ งบกลาง-เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น / กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช / สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา / สำนักงานตำรวจแห่งชาติ / สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อพัฒนาสังคม / กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง / กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม / สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร / และสำนักงานอัยการสูงสุด" เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า 21 สิงหาคม 2569 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รายงานว่า ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล โฆษกคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แถลงข่าวเกี่ยวกับสรุปผลการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยคณะ กมธ.ได้พิจารณาครบถ้วนทุกหน่วยงาน รวมถึงการที่ให้คณะอนุ กมธ. ทั้ง 7 คณะ ได้ชี้แจงต่อคณะ กมธ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เป็นการสรุปตัวเลขยอดงบประมาณทั้งหมดในการปรับลดและปรับเพิ่ม โดยในการพิจารณาได้มีการปรับลดทั้งสิ้นเป็นวงเงินงบประมาณ 11,162,736,500 บาท พิจารณาแปรเพิ่มจำนวนเท่ากันคือ 11,162,736,500 บาท ดังนี้ 1. คณะอนุ กมธ.ฝึกอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ฯ ปรับลด 3,202,188,000 บาท 2. คณะอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ ICT และทุนหมุนเวียน ปรับลด 3,333,980,100 บาท 3. คณะอนุ กมธ.ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ปรับลด 1,484,254,200 บาท 4. คณะอนุ กมธ.ท้องถิ่น เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฯ ปรับลด 1,470,141,200 บาท 5. คณะอนุ กมธ.จังหวัด/กลุ่มจังหวัด อบจ. กทม. และเมืองพัทยา และรัฐวิสาหกิจ ปรับลด 242,825,800 บาท 6. คณะอนุ กมธ.ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยี ปรับลด 585,810,700 บาท 7. คณะอนุ กมธ.แผนงานบูรณาการ หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการและกองทุนในกำกับ ปรับลด 843,536,500 บาท รวมทั้งสิ้น 11,162,736,500 บาท ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ได้มีการพิจารณาว่ายอดที่ได้ปรับลดดังกล่าวจะนำไปปรับเพิ่มให้กับหน่วยงานใด โดยมีทั้งสิ้น 9 หน่วยงานที่ได้รับการพิจารณาจัดสรรงบประมาณแปรเพิ่มเติม ได้แก่ 1. งบกลาง ซึ่งเป็นเงินสำรองใช้จ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็น จำนวน 6,044,956,400 บาท 2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวน 148,835,700 บาท 3. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รายการวัสดุการศึกษาเพื่อไปสนับสนุนการศึกษา จำนวน 96,310,100 บาท 4. ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โครงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารเพื่อสนองงานตามพระราชดำริฯ จำนวน 96,766,800 บาท 5. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อพัฒนาสังคม จำนวน 4,219,800 บาท 6. กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จำนวน 500,000,000 บาท 7. กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จำนวน 4,000,000,000 บาท 8. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร การส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน จำนวน 24,321,000 บาท 9. สำนักงานอัยการสูงสุด ค่าจ้างเหมาบริการ จำนวน 247,326,700 บาท ทั้งนี้ สิ่งที่คณะ กมธ.ได้พิจารณานั้นไม่ได้มีตัวเลขที่เป็นเป้าจากทางรัฐบาลว่าจะต้องปรับลดให้ได้ยอดวงเงินเท่าไร แต่ กมธ.และอนุ กมธ.ทุกคน คำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่พี่น้องประชาชนจะได้รับ ซึ่งคำถามที่คณะอนุ กมธ.ทั้ง 7 คณะ ตั้งคำถามในการพิจารณานั้นจะตั้งหลักแรกว่า หากได้รับงบประมาณแล้ว พี่น้องประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไร และมีการใช้เงินงบประมาณอย่างคุ้มค่า ตรงเป้าหรือไม่ หากโครงการใด หน่วยงานไม่สามารถตอบชี้แจงถึงความคุ้มค่า ประโยชน์ ความจำเป็นที่เร่งด่วนได้ รวมถึงไม่สามารถชี้แจงได้ว่าซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นหรือไม่ อนุ กมธ.ก็จะมีการปรับลดตามเหตุผลความจำเป็น โดยคณะอนุ กมธ.ได้รายงานว่า ในการปรับลดในแต่ละคณะจะไม่กระทบกับการบริการของหน่วยงานราชการที่มีให้กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น เงินงบประมาณที่ได้มีการปรับลดดังกล่าว มาจากเรื่องของเป้าหมาย ความคุ้มค่า ตรงจุดและสามารถที่จะอำนวยความสะดวกสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้ทั้งสิ้น สำหรับการประชุมคณะ กมธ.เมื่อวานนี้ ได้มีการพิจารณารายการอุทธรณ์เป็นเงินจำนวนมากถึง 3,000 ล้านบาท ซึ่ง กมธ.ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียด ถี่ถ้วน รอบด้าน และได้ซักถามอย่างรอบคอบในการพิจารณาปรับลดวงเงินเพราะเป็นวงเงินมากถึง 3,000 ล้านบาทของกรมควบคุมมลพิษ เหตุผลสำคัญคือคดีคลองด่าน ซึ่งอยู่กับพวกเรามาเป็นระยะเวลาหลาย 10 ปี และได้มีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดว่าให้ไปชำระหนี้ หลังจากที่มีการเจรจาต่อรองกันแล้วเป็นวงเงินสูงถึง 10,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้แบ่งออกเป็น 3 งวด งวดที่ 1 เป็นเงิน 4,000 ล้านบาท งวดที่ 2 และงวดที่ 3 งวดละ 3,000 ล้านบาท ในประเด็นที่ กมธ.มีการถกเถียงกันคือในเงินงวดที่ 2 ซึ่งมาขอตั้งงบในงบรายจ่ายปี 2570 ผ่านทางกรมควบคุมมลพิษเป็นเงินงบประมาณถึง 3,000 ล้านบาท หลังจากที่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน รอบคอบแล้วทาง กมธ.เห็นว่ายังมีประเด็นเรื่องของการฟ้องคดีเพื่ออายัดสิทธิเรียกร้อง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดและยังไม่มีความชัดเจนกับคำสั่งหรือผลคดีในท้ายที่สุดว่าจะออกมาเป็นอย่างไร กมธ.จึงเห็นว่า หากจัดสรรงบประมาณ 3,000 ล้านบาทนี้ไปให้กรมควบคุมมลพิษ แต่สุดท้าย คดีผลที่สุดอาจจะยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณในปี 2570 ก็จะเป็นการเสียโอกาสในการใช้เงินงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน คณะ กมธ.จึงมีมติว่าปรับลดงบประมาณ 3,000 ล้านบาท จากกรมควบคุมมลพิษ แต่เพื่อทำให้เกิดความสบายใจและไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบของทางรัฐบาล วันนี้จึงได้มีการพูดคุยกันว่าเงินที่ปรับลดในส่วนนี้จะคืนไปที่งบกลาง ซึ่งในยอดเงินงบกลางที่ได้รับการแปรเพิ่มเข้าไปเป็นวงเงินรวมทั้งหมด 6,000 ล้านบาท ก็จะได้มีข้อสังเกตของคณะ กมธ.ไว้อย่างชัดเจนว่าเงิน 3,000 ล้านบาทนี้จะต้องกันแล้วเตรียมไว้ในกรณีที่เกิดความฉุกเฉินจำเป็นที่ทางกรมควบคุมมลพิษจะต้องนำเงินจำนวนนี้ไปจ่ายตามคำสั่งของศาล หากศาลมีคำสั่งเป็นที่สิ้นสุด เราก็จะมีเงินจำนวนนี้สามารถไปชำระหนี้ตามกฎหมายได้ สำหรับการพิจารณางบประมาณกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ตนในฐานะวิปรัฐบาล ได้มีน้อง ๆ นักศึกษาหลายคนส่งเรื่องเข้ามาว่าต้องการให้พิจารณาเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาในปี 2570 ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาในเรื่องของการจัดสรรเงินงบประมาณให้เงินกู้ยืมให้กับน้อง ๆ นักศึกษาเป็นอย่างมาก ในปีนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสูงถึง 9,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ จะเห็นว่าเป็นเงินที่สูงมาก จึงต้องการตอกย้ำให้พี่น้องประชาชน น้อง ๆ นักศึกษาได้เกิดความสบายใจว่า รัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งและเห็นความสำคัญและต้องการให้เงินนี้ไปถึงพี่น้องประชาชนมากที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อพิจารณาคือประสิทธิภาพของการบริหารกองทุน เรามียอดเงินที่ครบกำหนดชำระอยู่ในกองทุนสูงถึงกว่า 220,000 ล้านบาท และมียอดเงินต้นค้างชำระสะสม จำนวนถึง จำนวนถึง 110,000 ล้านบาท คำถามคือ หากเรามีประสิทธิภาพในการบริหารเงินของกองทุนมากกว่านี้ และสามารถตามเก็บเงินผู้ที่เรียนจบไปแล้ว มีรายได้แล้ว กลับมาคืนของกองทุน เราจะมีเงินหมุนเวียนที่ไม่จำเป็นต้องเป็นภาระของรัฐบาลต่อไปในอนาคต ดังนั้น จึงฝากเป็นประเด็นข้อสังเกตของรัฐบาลว่า ปีนี้กองทุนได้รับเงินงบประมาณมากถึง 9,000 ล้านบาท จึงต้องการเห็นการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดกับน้อง ๆ นักศึกษาทั่วประเทศ ทั้งนี้ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรสัปดาห์หน้าในวันที่ 27 – 28 สิงหาคม 2569 จะเป็นการพิจารณาลงมติหลายมาตรา และจะสรุปเล่มรายงานจากการพิจารณาของคณะ กมธ. พร้อมที่จะส่งให้กับประธานรัฐสภาเพื่อบรรจุระเบียบวาระการประชุมต่อไป ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการบรรจุระเบียบวาระเพื่อการพิจารณาในวาระ 2 - 3 ในวันที่ 7 8 และ 9 กันยายน 2569 ซึ่งจะเป็นการลงมติรายมาตรา อย่างครบถ้วนและเป็นไปตามกรอบกำหนดเวลาที่ทางสภากำหนด จึงมั่นใจว่าจะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รวมถึงประกาศใช้ทันกำหนดเวลาเพื่อเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม นี้ อย่างแน่นอน ส่วนในสัปดาห์หน้า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 จะเป็นการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนวจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งได้มีการพูดคุยประสานงานกับประธานวิปฝ่ายค้านเรียบร้อยแล้วในเรื่องของการจัดสรรเวลา โดยเราต้องการเห็นการติดตามตรวจสอบการทำงานของฝ่ายค้าน จึงได้ให้เวลาฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ เป็นเวลา 8 ชั่วโมง ส่วนฝ่ายรัฐบาลนั้นได้มีการพูดคุยว่ากรอบเวลาของคณะรัฐมนตรีน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้กับฝ่ายค้านได้ตรวจสอบและใช้เวลาในการอภิปราย และมีการตอบข้อซักถามระหว่างฝ่ายค้านกับคณะรัฐมนตรีได้อย่างเต็มที่ โดยคาดว่าจะเริ่มการประชุมตั้งแต่ช่วง 09.00 นาฬิกา และเสร็จสิ้นการพิจารณาและลงมติในเวลาประมาณ 21.00 นาฬิกา * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * งบประมาณ 70 * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
dlvr.it
August 21, 2026 at 9:07 AM
กมธ.งบฯ 70 เผยปรับลดงบรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่ม 9 หน่วยงาน เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า
กมธ.งบฯ 70 เผยปรับลดงบรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่ม 9 หน่วยงาน เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า
กมธ.งบฯ 70 เผยปรับลดงบรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่ม 9 หน่วยงาน เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า auser15 Fri, 2026-08-21 - 16:00 คณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เผยปรับลดงบประมาณรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่มให้ 9 หน่วยงาน "ได้แก่ งบกลาง-เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น / กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช / สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา / สำนักงานตำรวจแห่งชาติ / สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อพัฒนาสังคม / กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง / กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม / สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร / และสำนักงานอัยการสูงสุด" เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า 21 สิงหาคม 2569 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รายงานว่า ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล โฆษกคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แถลงข่าวเกี่ยวกับสรุปผลการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยคณะ กมธ.ได้พิจารณาครบถ้วนทุกหน่วยงาน รวมถึงการที่ให้คณะอนุ กมธ. ทั้ง 7 คณะ ได้ชี้แจงต่อคณะ กมธ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เป็นการสรุปตัวเลขยอดงบประมาณทั้งหมดในการปรับลดและปรับเพิ่ม โดยในการพิจารณาได้มีการปรับลดทั้งสิ้นเป็นวงเงินงบประมาณ 11,162,736,500 บาท พิจารณาแปรเพิ่มจำนวนเท่ากันคือ 11,162,736,500 บาท ดังนี้ 1. คณะอนุ กมธ.ฝึกอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ฯ ปรับลด 3,202,188,000 บาท 2. คณะอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ ICT และทุนหมุนเวียน ปรับลด 3,333,980,100 บาท 3. คณะอนุ กมธ.ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ปรับลด 1,484,254,200 บาท 4. คณะอนุ กมธ.ท้องถิ่น เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฯ ปรับลด 1,470,141,200 บาท 5. คณะอนุ กมธ.จังหวัด/กลุ่มจังหวัด อบจ. กทม. และเมืองพัทยา และรัฐวิสาหกิจ ปรับลด 242,825,800 บาท 6. คณะอนุ กมธ.ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยี ปรับลด 585,810,700 บาท 7. คณะอนุ กมธ.แผนงานบูรณาการ หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการและกองทุนในกำกับ ปรับลด 843,536,500 บาท รวมทั้งสิ้น 11,162,736,500 บาท ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ได้มีการพิจารณาว่ายอดที่ได้ปรับลดดังกล่าวจะนำไปปรับเพิ่มให้กับหน่วยงานใด โดยมีทั้งสิ้น 9 หน่วยงานที่ได้รับการพิจารณาจัดสรรงบประมาณแปรเพิ่มเติม ได้แก่ 1. งบกลาง ซึ่งเป็นเงินสำรองใช้จ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็น จำนวน 6,044,956,400 บาท 2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวน 148,835,700 บาท 3. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รายการวัสดุการศึกษาเพื่อไปสนับสนุนการศึกษา จำนวน 96,310,100 บาท 4. ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โครงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารเพื่อสนองงานตามพระราชดำริฯ จำนวน 96,766,800 บาท 5. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อพัฒนาสังคม จำนวน 4,219,800 บาท 6. กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จำนวน 500,000,000 บาท 7. กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จำนวน 4,000,000,000 บาท 8. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร การส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน จำนวน 24,321,000 บาท 9. สำนักงานอัยการสูงสุด ค่าจ้างเหมาบริการ จำนวน 247,326,700 บาท ทั้งนี้ สิ่งที่คณะ กมธ.ได้พิจารณานั้นไม่ได้มีตัวเลขที่เป็นเป้าจากทางรัฐบาลว่าจะต้องปรับลดให้ได้ยอดวงเงินเท่าไร แต่ กมธ.และอนุ กมธ.ทุกคน คำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่พี่น้องประชาชนจะได้รับ ซึ่งคำถามที่คณะอนุ กมธ.ทั้ง 7 คณะ ตั้งคำถามในการพิจารณานั้นจะตั้งหลักแรกว่า หากได้รับงบประมาณแล้ว พี่น้องประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไร และมีการใช้เงินงบประมาณอย่างคุ้มค่า ตรงเป้าหรือไม่ หากโครงการใด หน่วยงานไม่สามารถตอบชี้แจงถึงความคุ้มค่า ประโยชน์ ความจำเป็นที่เร่งด่วนได้ รวมถึงไม่สามารถชี้แจงได้ว่าซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นหรือไม่ อนุ กมธ.ก็จะมีการปรับลดตามเหตุผลความจำเป็น โดยคณะอนุ กมธ.ได้รายงานว่า ในการปรับลดในแต่ละคณะจะไม่กระทบกับการบริการของหน่วยงานราชการที่มีให้กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น เงินงบประมาณที่ได้มีการปรับลดดังกล่าว มาจากเรื่องของเป้าหมาย ความคุ้มค่า ตรงจุดและสามารถที่จะอำนวยความสะดวกสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้ทั้งสิ้น สำหรับการประชุมคณะ กมธ.เมื่อวานนี้ ได้มีการพิจารณารายการอุทธรณ์เป็นเงินจำนวนมากถึง 3,000 ล้านบาท ซึ่ง กมธ.ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียด ถี่ถ้วน รอบด้าน และได้ซักถามอย่างรอบคอบในการพิจารณาปรับลดวงเงินเพราะเป็นวงเงินมากถึง 3,000 ล้านบาทของกรมควบคุมมลพิษ เหตุผลสำคัญคือคดีคลองด่าน ซึ่งอยู่กับพวกเรามาเป็นระยะเวลาหลาย 10 ปี และได้มีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดว่าให้ไปชำระหนี้ หลังจากที่มีการเจรจาต่อรองกันแล้วเป็นวงเงินสูงถึง 10,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้แบ่งออกเป็น 3 งวด งวดที่ 1 เป็นเงิน 4,000 ล้านบาท งวดที่ 2 และงวดที่ 3 งวดละ 3,000 ล้านบาท ในประเด็นที่ กมธ.มีการถกเถียงกันคือในเงินงวดที่ 2 ซึ่งมาขอตั้งงบในงบรายจ่ายปี 2570 ผ่านทางกรมควบคุมมลพิษเป็นเงินงบประมาณถึง 3,000 ล้านบาท หลังจากที่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน รอบคอบแล้วทาง กมธ.เห็นว่ายังมีประเด็นเรื่องของการฟ้องคดีเพื่ออายัดสิทธิเรียกร้อง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดและยังไม่มีความชัดเจนกับคำสั่งหรือผลคดีในท้ายที่สุดว่าจะออกมาเป็นอย่างไร กมธ.จึงเห็นว่า หากจัดสรรงบประมาณ 3,000 ล้านบาทนี้ไปให้กรมควบคุมมลพิษ แต่สุดท้าย คดีผลที่สุดอาจจะยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณในปี 2570 ก็จะเป็นการเสียโอกาสในการใช้เงินงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน คณะ กมธ.จึงมีมติว่าปรับลดงบประมาณ 3,000 ล้านบาท จากกรมควบคุมมลพิษ แต่เพื่อทำให้เกิดความสบายใจและไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบของทางรัฐบาล วันนี้จึงได้มีการพูดคุยกันว่าเงินที่ปรับลดในส่วนนี้จะคืนไปที่งบกลาง ซึ่งในยอดเงินงบกลางที่ได้รับการแปรเพิ่มเข้าไปเป็นวงเงินรวมทั้งหมด 6,000 ล้านบาท ก็จะได้มีข้อสังเกตของคณะ กมธ.ไว้อย่างชัดเจนว่าเงิน 3,000 ล้านบาทนี้จะต้องกันแล้วเตรียมไว้ในกรณีที่เกิดความฉุกเฉินจำเป็นที่ทางกรมควบคุมมลพิษจะต้องนำเงินจำนวนนี้ไปจ่ายตามคำสั่งของศาล หากศาลมีคำสั่งเป็นที่สิ้นสุด เราก็จะมีเงินจำนวนนี้สามารถไปชำระหนี้ตามกฎหมายได้ สำหรับการพิจารณางบประมาณกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ตนในฐานะวิปรัฐบาล ได้มีน้อง ๆ นักศึกษาหลายคนส่งเรื่องเข้ามาว่าต้องการให้พิจารณาเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาในปี 2570 ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาในเรื่องของการจัดสรรเงินงบประมาณให้เงินกู้ยืมให้กับน้อง ๆ นักศึกษาเป็นอย่างมาก ในปีนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสูงถึง 9,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ จะเห็นว่าเป็นเงินที่สูงมาก จึงต้องการตอกย้ำให้พี่น้องประชาชน น้อง ๆ นักศึกษาได้เกิดความสบายใจว่า รัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งและเห็นความสำคัญและต้องการให้เงินนี้ไปถึงพี่น้องประชาชนมากที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อพิจารณาคือประสิทธิภาพของการบริหารกองทุน เรามียอดเงินที่ครบกำหนดชำระอยู่ในกองทุนสูงถึงกว่า 220,000 ล้านบาท และมียอดเงินต้นค้างชำระสะสม จำนวนถึง จำนวนถึง 110,000 ล้านบาท คำถามคือ หากเรามีประสิทธิภาพในการบริหารเงินของกองทุนมากกว่านี้ และสามารถตามเก็บเงินผู้ที่เรียนจบไปแล้ว มีรายได้แล้ว กลับมาคืนของกองทุน เราจะมีเงินหมุนเวียนที่ไม่จำเป็นต้องเป็นภาระของรัฐบาลต่อไปในอนาคต ดังนั้น จึงฝากเป็นประเด็นข้อสังเกตของรัฐบาลว่า ปีนี้กองทุนได้รับเงินงบประมาณมากถึง 9,000 ล้านบาท จึงต้องการเห็นการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดกับน้อง ๆ นักศึกษาทั่วประเทศ ทั้งนี้ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรสัปดาห์หน้าในวันที่ 27 – 28 สิงหาคม 2569 จะเป็นการพิจารณาลงมติหลายมาตรา และจะสรุปเล่มรายงานจากการพิจารณาของคณะ กมธ. พร้อมที่จะส่งให้กับประธานรัฐสภาเพื่อบรรจุระเบียบวาระการประชุมต่อไป ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการบรรจุระเบียบวาระเพื่อการพิจารณาในวาระ 2 - 3 ในวันที่ 7 8 และ 9 กันยายน 2569 ซึ่งจะเป็นการลงมติรายมาตรา อย่างครบถ้วนและเป็นไปตามกรอบกำหนดเวลาที่ทางสภากำหนด จึงมั่นใจว่าจะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รวมถึงประกาศใช้ทันกำหนดเวลาเพื่อเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม นี้ อย่างแน่นอน ส่วนในสัปดาห์หน้า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 จะเป็นการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนวจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งได้มีการพูดคุยประสานงานกับประธานวิปฝ่ายค้านเรียบร้อยแล้วในเรื่องของการจัดสรรเวลา โดยเราต้องการเห็นการติดตามตรวจสอบการทำงานของฝ่ายค้าน จึงได้ให้เวลาฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ เป็นเวลา 8 ชั่วโมง ส่วนฝ่ายรัฐบาลนั้นได้มีการพูดคุยว่ากรอบเวลาของคณะรัฐมนตรีน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้กับฝ่ายค้านได้ตรวจสอบและใช้เวลาในการอภิปราย และมีการตอบข้อซักถามระหว่างฝ่ายค้านกับคณะรัฐมนตรีได้อย่างเต็มที่ โดยคาดว่าจะเริ่มการประชุมตั้งแต่ช่วง 09.00 นาฬิกา และเสร็จสิ้นการพิจารณาและลงมติในเวลาประมาณ 21.00 นาฬิกา * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * งบประมาณ 70 * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
dlvr.it
August 21, 2026 at 9:07 AM
ชี้ปัญหาช้างป่ารุนแรงขึ้น เสนอรัฐเพิ่มกำลัง-งบประมาณ แก้ปัญหาเชิงรุก
ชี้ปัญหาช้างป่ารุนแรงขึ้น เสนอรัฐเพิ่มกำลัง-งบประมาณ แก้ปัญหาเชิงรุก auser15 Mon, 2026-08-17 - 14:53 รองประธาน กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ชี้ปัญหาช้างป่ารุนแรงขึ้น หลังประชากรช้างเพิ่มจำนวน - ออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ ย้ำรัฐต้องเพิ่มบุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือ เร่งฟื้นฟูแหล่งอาหารและน้ำ ลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง แฟ้มภาพกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 17 สิงหาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายโชคชัย กิตติธเนศวร รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวในรายการทันข่าววุฒิสภา ถึงแนวทางจัดการปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน หลังประชาชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีได้รับผลกระทบจากช้างป่า โดยระบุว่า ปัญหาช้างป่ามีความซับซ้อนและมีแนวโน้มแก้ไขได้ยากขึ้น เนื่องจากจำนวนช้างเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 8 ต่อปี ปัจจุบันมีช้างป่ากว่า 900 ตัวในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก โดยเฉพาะบางพื้นที่ของจังหวัดจันทบุรี ช้างป่าออกนอกเขตอนุรักษ์เป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร และเข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน นายโชคชัย กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีประชาชนเสียชีวิตจากเหตุช้างป่า 2 คน บาดเจ็บ 1 คน และมีช้างป่าตาย 5 ตัว สะท้อนว่าการบริหารจัดการปัจจุบันยังต้องปรับไปสู่การป้องกันเชิงรุก เนื่องจากประชาชนได้รับความเสียหายจากช้างป่าที่เข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตร และบางครั้งทำร้ายประชาชนจนเสียชีวิต จนเกิดความรู้สึกโกรธแค้นและนำไปสู่การทำรั้วไฟฟ้าเพื่อป้องกันช้าง อย่างไรก็ตามมองว่ารั้วไฟฟ้าที่ใช้ป้องกันช้างไม่ควรเป็นระบบที่ปล่อยกระแสไฟฟ้ารุนแรงจนเป็นอันตรายต่อสัตว์ พร้อมยกกรณีการใช้กระแสไฟฟ้าที่ไม่เหมาะสมจนทำให้ช้างป่าตายถึง 3 ตัวว่า เป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้าและสะท้อนถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลมาตรการป้องกันอย่างถูกต้อง สำหรับแนวทางแก้ไข นายโชคชัย กล่าวว่าปัจจุบันกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสานการทำงานเพื่อแก้ปัญหา โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก มุ่งผลักดันช้างกลับเข้าสู่พื้นที่ป่า ทั้งนี้สาเหตุสำคัญที่ทำให้ช้างออกจากป่าคือแหล่งอาหารและแหล่งน้ำในป่าขาดความอุดมสมบูรณ์ ช้างจึงออกมากินพืชผลทางการเกษตร ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องดำเนินการควบคู่ทั้งการจัดการช้างและการฟื้นฟูแหล่งอาหารในพื้นที่ป่า โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นายโชคชัย ยังกล่าวถึงกรณีอาสาสมัครในชุมชนต้องช่วยดูแลและผลักดันช้างป่ากว่า 40 ตัวว่า ภาครัฐต้องเป็นหน่วยงานหลักที่แก้ปัญหา โดยชุดผลักดันช้างควรใช้กำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นหลัก ทั้งจากอุทยานแห่งชาติฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ขณะที่ประชาชนควรทำหน้าที่เป็นหน่วยสนับสนุน พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐจัดสรรบุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือที่จำเป็น เช่น โดรนและกล้องติดตามสัตว์ เพื่อรับมือกับปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการทำงานของกรมอุทยานแห่งชาติฯ รวมถึงหน่วยงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า เพื่อให้การจัดการปัญหาช้างป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อประชาชน และสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ช้างป่ากับการดำรงชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน * ข่าว * สิ่งแวดล้อม * ช้างป่า
dlvr.it
August 17, 2026 at 7:55 AM
ชี้ปัญหาช้างป่ารุนแรงขึ้น เสนอรัฐเพิ่มกำลัง-งบประมาณ แก้ปัญหาเชิงรุก
ชี้ปัญหาช้างป่ารุนแรงขึ้น เสนอรัฐเพิ่มกำลัง-งบประมาณ แก้ปัญหาเชิงรุก
ชี้ปัญหาช้างป่ารุนแรงขึ้น เสนอรัฐเพิ่มกำลัง-งบประมาณ แก้ปัญหาเชิงรุก auser15 Mon, 2026-08-17 - 14:53 รองประธาน กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ชี้ปัญหาช้างป่ารุนแรงขึ้น หลังประชากรช้างเพิ่มจำนวน - ออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ ย้ำรัฐต้องเพิ่มบุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือ เร่งฟื้นฟูแหล่งอาหารและน้ำ ลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง แฟ้มภาพกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 17 สิงหาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายโชคชัย กิตติธเนศวร รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวในรายการทันข่าววุฒิสภา ถึงแนวทางจัดการปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน หลังประชาชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีได้รับผลกระทบจากช้างป่า โดยระบุว่า ปัญหาช้างป่ามีความซับซ้อนและมีแนวโน้มแก้ไขได้ยากขึ้น เนื่องจากจำนวนช้างเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 8 ต่อปี ปัจจุบันมีช้างป่ากว่า 900 ตัวในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก โดยเฉพาะบางพื้นที่ของจังหวัดจันทบุรี ช้างป่าออกนอกเขตอนุรักษ์เป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร และเข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน นายโชคชัย กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีประชาชนเสียชีวิตจากเหตุช้างป่า 2 คน บาดเจ็บ 1 คน และมีช้างป่าตาย 5 ตัว สะท้อนว่าการบริหารจัดการปัจจุบันยังต้องปรับไปสู่การป้องกันเชิงรุก เนื่องจากประชาชนได้รับความเสียหายจากช้างป่าที่เข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตร และบางครั้งทำร้ายประชาชนจนเสียชีวิต จนเกิดความรู้สึกโกรธแค้นและนำไปสู่การทำรั้วไฟฟ้าเพื่อป้องกันช้าง อย่างไรก็ตามมองว่ารั้วไฟฟ้าที่ใช้ป้องกันช้างไม่ควรเป็นระบบที่ปล่อยกระแสไฟฟ้ารุนแรงจนเป็นอันตรายต่อสัตว์ พร้อมยกกรณีการใช้กระแสไฟฟ้าที่ไม่เหมาะสมจนทำให้ช้างป่าตายถึง 3 ตัวว่า เป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้าและสะท้อนถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลมาตรการป้องกันอย่างถูกต้อง สำหรับแนวทางแก้ไข นายโชคชัย กล่าวว่าปัจจุบันกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสานการทำงานเพื่อแก้ปัญหา โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก มุ่งผลักดันช้างกลับเข้าสู่พื้นที่ป่า ทั้งนี้สาเหตุสำคัญที่ทำให้ช้างออกจากป่าคือแหล่งอาหารและแหล่งน้ำในป่าขาดความอุดมสมบูรณ์ ช้างจึงออกมากินพืชผลทางการเกษตร ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องดำเนินการควบคู่ทั้งการจัดการช้างและการฟื้นฟูแหล่งอาหารในพื้นที่ป่า โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นายโชคชัย ยังกล่าวถึงกรณีอาสาสมัครในชุมชนต้องช่วยดูแลและผลักดันช้างป่ากว่า 40 ตัวว่า ภาครัฐต้องเป็นหน่วยงานหลักที่แก้ปัญหา โดยชุดผลักดันช้างควรใช้กำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นหลัก ทั้งจากอุทยานแห่งชาติฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ขณะที่ประชาชนควรทำหน้าที่เป็นหน่วยสนับสนุน พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐจัดสรรบุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือที่จำเป็น เช่น โดรนและกล้องติดตามสัตว์ เพื่อรับมือกับปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการทำงานของกรมอุทยานแห่งชาติฯ รวมถึงหน่วยงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า เพื่อให้การจัดการปัญหาช้างป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อประชาชน และสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ช้างป่ากับการดำรงชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน * ข่าว * สิ่งแวดล้อม * ช้างป่า
dlvr.it
August 17, 2026 at 7:55 AM
‘กรมอุทยานฯ’ ยัน ภารกิจจับเสือตรวจ DNA ไม่ใช่การล่าเสือ เพียงแค่หาสาเหตุของพฤติกรรมทำร้ายคน

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6084679/
#กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช #เสือห้วยขาแข้ง
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 6, 2026 at 3:23 AM
‘สุชาติ’ แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าห้วยขาแข้ง ถูกเสือโคร่งทำร้ายเสียชีวิต

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6081901/
#สุชาติชมกลิ่น #กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช #เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 5, 2026 at 4:06 AM
เสนอเพิ่มแหล่งอาหารในป่า แก้วิกฤตช้างป่า ลดผลกระทบต่อชุมชน
เสนอเพิ่มแหล่งอาหารในป่า แก้วิกฤตช้างป่า ลดผลกระทบต่อชุมชน auser15 Wed, 2026-07-29 - 11:17 รองประธาน กมธ. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ระบุปัญหาช้างป่ารุกแปลงเกษตรรุนแรงมากขึ้น เสนอเพิ่มแหล่งอาหารในป่า พร้อมตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ ช่วยคนและช้างอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน ภาพจาก: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ว่า นายโชคชัย กิตติธเนศวร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤตช้างป่าไทยและแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้าง ว่าปัจจุบันปัญหาช้างป่ามีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะหลายจังหวัดในภาคตะวันออกและบางพื้นที่ของภาคใต้ เนื่องจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติภายในป่าลดลง ส่งผลให้ช้างออกจากป่ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน นายโชคชัย กล่าวว่า แนวทางสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ คือการเพิ่มแหล่งอาหารให้ช้างภายในพื้นที่ป่า โดยจัดทำแปลงพืชอาหารขนาดเล็กกระจายตามแนวชายป่า เพื่อลดความจำเป็นที่ช้างจะออกมาหาอาหารในพื้นที่ของชุมชน นายโชคชัย กล่าวต่อว่าคณะกมธ.อยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาปัญหาช้างป่า ผลกระทบที่เกิดขึ้น และแนวทางการแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยจะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการบริหารจัดการ รวมถึงพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหา และส่งเสริมให้คนกับช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน * ข่าว * สิ่งแวดล้อม * ช้างป่า * ช้าง
dlvr.it
July 29, 2026 at 4:21 AM
เสนอเพิ่มแหล่งอาหารในป่า แก้วิกฤตช้างป่า ลดผลกระทบต่อชุมชน
เสนอเพิ่มแหล่งอาหารในป่า แก้วิกฤตช้างป่า ลดผลกระทบต่อชุมชน
เสนอเพิ่มแหล่งอาหารในป่า แก้วิกฤตช้างป่า ลดผลกระทบต่อชุมชน auser15 Wed, 2026-07-29 - 11:17 รองประธาน กมธ. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ระบุปัญหาช้างป่ารุกแปลงเกษตรรุนแรงมากขึ้น เสนอเพิ่มแหล่งอาหารในป่า พร้อมตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ ช่วยคนและช้างอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน ภาพจาก: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ว่า นายโชคชัย กิตติธเนศวร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤตช้างป่าไทยและแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้าง ว่าปัจจุบันปัญหาช้างป่ามีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะหลายจังหวัดในภาคตะวันออกและบางพื้นที่ของภาคใต้ เนื่องจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติภายในป่าลดลง ส่งผลให้ช้างออกจากป่ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน นายโชคชัย กล่าวว่า แนวทางสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ คือการเพิ่มแหล่งอาหารให้ช้างภายในพื้นที่ป่า โดยจัดทำแปลงพืชอาหารขนาดเล็กกระจายตามแนวชายป่า เพื่อลดความจำเป็นที่ช้างจะออกมาหาอาหารในพื้นที่ของชุมชน นายโชคชัย กล่าวต่อว่าคณะกมธ.อยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาปัญหาช้างป่า ผลกระทบที่เกิดขึ้น และแนวทางการแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยจะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการบริหารจัดการ รวมถึงพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหา และส่งเสริมให้คนกับช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน * ข่าว * สิ่งแวดล้อม * ช้างป่า * ช้าง
dlvr.it
July 29, 2026 at 4:21 AM
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอแสดงความยินดีกับ " | ด่วน.com อัพเดทข่าวด่วน ทั่วไ
https://price.thaixl.com/885/
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอแสดงความยินดีกับ ” ข่าวเด่น| อัพเดทข่าวด่วน ทั่วไ
👌 กรมอุทยานแห่งชาติ [...]
price.thaixl.com
August 3, 2025 at 4:48 AM
ขอกองทุนสิ่งแวดล้อม หนุนงบพัฒนาระบบเฝ้าระวังโดยชุมชน แก้ปัญหาช้างป่าบุกรุก จ.จันทบุรี
ขอกองทุนสิ่งแวดล้อม หนุนงบพัฒนาระบบเฝ้าระวังโดยชุมชน แก้ปัญหาช้างป่าบุกรุก จ.จันทบุรี auser15 Sat, 2026-04-25 - 15:42 สว.โชติชัย ขอกองทุนสิ่งแวดล้อม สนับสนุนงบพัฒนาระบบเฝ้าระวังช้างป่าโดยชุมชน ด้วยการประมวลผลภาพช้างป่าแบบอัตโนมัติ และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ช่วยเกษตรกรจันทบุรีลดความเสียหายได้ถึงร้อยละ 70 แฟ้มภาพกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 25 เมษายน 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายโชติชัย บัวดิษ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงปัญหาช้างป่าบุกรุกสวนผลไม้ในพื้นที่อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ว่า ปัจจุบันมีช้างป่าเข้ามาในพื้นที่ชุมชนกว่า 40 ตัว โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่หมู่ที่ 9 บ้านคลองตาอิน ทำให้ชุมชนในพื้นที่ต้องคอยเฝ้าระวังในการอยู่อาศัยและทำมาหากินกันอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลของผลไม้ เนื่องจากช้างป่ามักจะทำลายพืชผลทางการเกษตร ซึ่งการผลักดันช้างออกนอกพื้นที่ทำได้ยากและเสี่ยงเกิดความขัดแย้ง รวมถึงอันตรายจากการใช้ไฟฟ้าป้องกัน ทางชุมชนจึงได้ศึกษาระบบเฝ้าระวังช้างป่าโดยชุมชน โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ด้วยการประมวลผลภาพช้างป่าแบบอัตโนมัติ โดยใช้กล้อง Camera Trap และระบบแจ้งเตือนภัยช้างป่าล่วงหน้า ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ระบบเฝ้าระวังดังกล่าวสามารถช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากช้างป่าลงมากินและทำลายพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่ได้ถึงร้อยละ 70 ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกองทุนสิ่งแวดล้อม ช่วยสนับสนุนงบประมาณพัฒนาระบบเฝ้าระวังดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ชุมชนและช้างอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย ลดความสูญเสีย และสร้างความยั่งยืนในพื้นที่ * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ช้างป่า * จันทบุรี * กองทุนสิ่งแวดล้อม
dlvr.it
April 25, 2026 at 8:48 AM
เผยกรมอุทยานฯ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 'จัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป' โดยไม่แจ้งล่วงหน้า
เผยกรมอุทยานฯ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 'จัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป' โดยไม่แจ้งล่วงหน้า auser15 Sun, 2025-08-03 - 11:55 เผยเมื่อช่วงปลายเดือน ก.ค. 68 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จัด “ประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปแยกเป็นรายหมู่บ้าน” แต่ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่าพวกตนไม่ทราบมาก่อนว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นการจัดรับฟังความคิดเห็นในการจัดตั้งอุทยานฯ 3 สิงหาคม 2568 ประชาไทได้รับแจ้งว่า ตามที่ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จัด “ประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปแยกเป็นรายหมู่บ้าน” ใน ต.เฉลิม อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่า พวกตนไม่ทราบมาก่อนว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นการจัดรับฟังความคิดเห็นในการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป อันเป็นขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 สำหรับการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ ชาวบ้านได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียง 1 วันว่าทางหัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (เตรียมการ) ขอนัดประชุมที่มัสยิด  และชาวบ้านต่างไม่ทราบว่าเป็นการประชุมในเรื่องใด เมื่อชาวบ้านมาถึงที่ประชุม จึงทราบจากป้ายไวนิลที่ติดไว้หน้าห้องว่า นี่เป็นการประชุมรับฟังความคิดเห็นในการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป โดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ให้ชาวบ้านที่มาประชุมลงชื่อ แต่มีชาวบ้านบางคนไม่ยอมลงชื่อเพราะกังวลว่าจะถูกเอาชื่อไปแอบอ้าง เมื่อเริ่มประชุม เจ้าหน้าที่อุทยานฯ พยายามให้ชาวบ้านตอบว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป แต่มีชาวบ้านหลายคนค้านว่า การจัดทำแนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปยังไม่เสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่จึงยังไม่ควรมาจัดรับฟังความคิดเห็นแบบนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็อ้างว่า ได้จัดรับฟังความคิดเห็นไปแล้วกับทาง ต.ลาโล๊ะ อ.รือเสาะ และ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ และชาวบ้านของทั้งสองตำบลก็เห็นชอบกับการจัดตั้งอุทยานฯ เรียบร้อยแล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่า เจ้าหน้าที่ได้นำเอาแผนผังแปลงที่ดินทำกินของชาวบ้าน ที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสำรวจไปแล้วมาแสดงบนจอหน้ากระดาน (ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านไม่เห็นด้วยการเดินสำรวจแปลงที่ดินทำกินในลักษณะนี้ เพราะไม่ใช่วิธีการในการกำหนดแนวเขตอุทยานฯ ร่วมกันกับชุมชนอย่างเสมอหน้า) โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้แสดงแผนที่ให้ชาวบ้านเห็นเลยว่า เส้นแนวเขตอุทยานฯ ที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าปรับแก้ใหม่แล้วนั้นอยู่ตรงไหน นี่ยังไม่นับรวมว่าเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ยังไม่ได้มีการทำเครื่องหมายแสดงสัญลักษณ์แนวเขตอุทยานฯ ให้ชาวบ้านเห็นบนภูมิประเทศจริง (บนผืนดิน) ก่อนการจัดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ เท่ากับว่า เจ้าหน้าที่จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในการกำหนดพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป โดยที่ชาวบ้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ทราบเลยว่าเส้นแนวเขตอุทยานอยู่ตรงไหน ที่ผ่านมาแม้ชาวบ้านจะไม่ต้องการจะเข้าการสำรวจแปลงที่ดินทำกินโดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แต่ก็จำต้องเข้าร่วมเพราะถูกขู่ว่าหากใครไม่เข้าร่วม ที่ดินจะไม่ถูกกันออกจากการกำหนดเป็นอุทยานฯ ให้ อีกทั้งการสำรวจนี้ยังมีข้อกังขาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การที่แบบฟอร์มการสำรวจที่ใช้ในแต่พื้นที่มีเนื้อหาต่างกันหลายเวอร์ชั่น ดูไม่มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ที่ลงชื่อในแบบสำรวจก็เป็นเพียงลูกจ้างไม่ใช่ข้าราชการประจำที่มีอำนาจหน้าที่ที่จะสามารถรับผิดชอบได้หากที่ดินของชาวบ้านต้องกลายเป็นอุทยานฯ อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ยอมรับว่า ผลการสำรวจต้องส่งต่อไปยังหน่วยเหนือ และไม่รู้ว่าทางหน่วยเหนือจะกันที่ชาวบ้านออกจากการเป็นอุทยานฯ ให้หรือไม่ (ซึ่งต่างจากตอนแจ้งชาวบ้านให้เข้าร่วมการสำรวจ ที่เจ้าหน้าที่สัญญาว่าหากเข้าร่วม ก็จะกันที่ดินของทุกรายออกจากการเป็นอุทยานฯ) ต่อมาชาวบ้านในที่ประชุมสรุปกันว่า ขอให้ทางเจ้าหน้าที่เลื่อนการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ออกไปก่อน  อย่างไรก็ดี ทางเจ้าหน้าที่พยายามให้ชาวบ้านยกมือลงมติว่าจะเลื่อนการรับฟังความคิดเห็นออกไปหรือไม่ เมื่อชาวบ้านยกมือเพื่อบอกว่าเลื่อน เจ้าหน้าที่ได้ถ่ายรูปชาวบ้านขณะยกมือ ชาวบ้านจึงขอให้เจ้าหน้าที่ลบรูปที่ถ่ายออกเสีย เพราะเกรงว่าเจ้าหน้าที่จะนำเอารูปนั้นไปอ้างว่าชาวบ้านเห็นด้วยกับการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช * อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป * ระแงะ * นราธิวาส
dlvr.it
August 3, 2025 at 4:58 AM
อธิบดีกรมอุทยานฯ พิจารณาปลด ‘ทราย สก๊อต’ เหตุพฤติกรรมไม่เหมาะสม พร้อมมีบริษัทภูเก็ตฟ้อง
thematter.co/brief/242190...
อธิบดีกรมอุทยานฯ พิจารณาปลด ‘ทราย สก๊อต’ เหตุพฤติกรรมไม่เหมาะสม พร้อมมีบริษัทภูเก็ตฟ้อง
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงจำนวนมากบนโลกออนไลน์คือเรื่องของ ‘ทราย สก๊อต’ หรือ สิรณัฐ สก๊อต (อดีต)ที่ปรึกษาอธิบดีอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช…
thematter.co
April 21, 2025 at 8:56 AM
Rede internacional de tráfico de panteras negras é desmantelada; originária do Camboja, com destino a Myanmar - The Reporters share.google/m2pvZR4VsJR0...
รวบเครือข่ายค้า ‘เสือดำ’ ข้ามชาติ พบต้นทางจากกัมพูชาเตรียมส่งเมียนมา
CIB ผนึก DSI-กรมอุทยานฯ รวบเครือข่ายค้า ‘เสือดำ’ ข้ามชาติ กลางห้างแม่สอด พบต้นทางจากกัมพูชาเตรียมส่งเมียนมา เตรียมขยายผลเพิ่มเติมวันนี้ (9 เม.ย. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แถลงผลการจับกุมขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติรายใหญ่ หลังวางแผนล่อจับขณะส่งมอบลูกเสือดำเพศเมีย มูลค่าประเมินเฉพาะตัวสัตว์สูงกว่า 5 แสนบาทสืบเนื่องจากวันที่ 5 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสมีการว่าจ้างขนส่ง 'แมวดำ' จากชายแดนกัมพูชาผ่านไทยไปยัง อ.แม่สอด ทว่าพฤติกรรมสัตว์ดุร้ายผิดปกติและไม่กินอาหารแมว จึงแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบจนยืนยันว่าเป็น “ลูกเสือดำ” ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองและอยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ของอนุสัญญาไซเตส (CITES)บก.ปทส. จึงติดตามจนถึง อ.แม่สอด พบผู้ต้องหาชาวเมียนมา 2 ราย ขับรถมารับกรงเสือบริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง จึงแสดงตัวเข้าจับกุมทันที เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ อ้างว่ารับคำสั่งจากหญิงรายหนึ่งให้มารับสัตว์ไปส่งยังพื้นที่ชเวก๊กโก ประเทศเมียนมา พร้อมยึดของกลางลูกเสือดำ (Panthera pardus) เพศเมีย อายุประมาณ 7 เดือน จำนวน 1 ตัวสำหรับเสือดำ กฎหมายไทยจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองลำดับที่ 159 ตามกฎกระทรวง พ.ศ.2567 ขณะที่ตามกฎหมายสากล อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ของ CITES ห้ามค้าขายระหว่างประเทศเด็ดขาด ซึ่งบทลงโทษการครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มาตรา 17อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เร่งขยายผลไปถึงเครือข่ายซึ่งพบความเชื่อมโยงทั้งในเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา พร้อมเตือนอย่าหลงเชื่อร่วมขบวนการลักลอบขนส่งสัตว์ป่า เพราะมีโทษหนักและเป็นภัยต่อความมั่นคงทางทรัพยากร
share.google
April 10, 2026 at 10:55 PM
‘กรมอุทยานฯ-ป่าไม้’ แถลงการณ์โต้รับส่วยหลังติดโผภาคเอกชน 3 สถาบัน

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5862702/
#กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช #กรมป่าไม้
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
May 15, 2026 at 7:20 AM
กรมอุทยานฯ แถลงปมสลด "สีดอหูพับ" สิ้นใจระหว่างเคลื่อนย้าย เผยผลชันสูตรสำลักอ้อยทำระบบหายใจล้มเหลว ยันเจ้าหน้าที่ทำตามขั้นตอน-คำสั่งศาลปกครอง เตรียมล้อมคอกสั่งยุติย้ายช้างป่าทั่วประเทศจนกว่าคู่มือจะเสร็จ

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5670296/
#กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช #สีดอหูพับ
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
กรมอุทยานฯ เผยผลสอบ 'สีดอหูพับ' สิ้นใจ 'สำลักอ้อย' ใช้ 'ยาซึม' ไม่เกินขนาด | เดลินิวส์
กรมอุทยานฯ แถลงปมสลด "สีดอหูพับ" สิ้นใจระหว่างเคลื่อนย้าย เผยผลชันสูตรสำลักอ้อยทำระบบหายใจล้มเหลว ยันเจ้าหน้าที่ทำตามขั้นตอน-คำสั่งศาลปกครอง เตรียมล้อมคอกสั่งยุติย้ายช้างป่าทั่วประเทศจนกว่าคู่มือจะเสร...
www.dailynews.co.th
March 9, 2026 at 6:57 AM
"กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช" ประกาศรับสมัครพนักงานราชการทั่วไป 356 อัตรา โดยเงินเดือนเริ่มต้น 13,660-23,600 บาท และสามารถสมัครตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค.-12 ก.พ. 69

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5541455/
#กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช #สมัครงาน2569
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
รีบคว้าโอกาส! กรมอุทยานฯ เปิดรับสมัครงานราชการครั้งใหญ่ 356 อัตรา | เดลินิวส์
"กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช" ประกาศรับสมัครพนักงานราชการทั่วไป 356 อัตรา โดยเงินเดือนเริ่มต้น 13,660-23,600 บาท และสามารถสมัครตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค.-12 ก.พ. 69
www.dailynews.co.th
January 27, 2026 at 9:16 AM
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เผยทีมสัตวแพทย์ได้เคลื่อนย้ายลูกช้างป่าเพศเมียชื่อ "ข้าวต้ม" ที่พลัดหลงโขลง พื้นที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู-กาญจนบุรี มายังศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก จ.สุพรรณบุรี อย่างปลอดภัยแล้ว

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5136812/
#น้องข้าวต้ม #ลูกช้าง
#ช้างป่า #เดลินิวส์
September 23, 2025 at 4:01 AM
"13.00 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช อภูมิความเห็นเฉียงกับการป้องกัน-เฝ้าระวังช้างป่ารบกวนนักท่องเที่ยว #ป่าและสัตว์ป่า" https://fefd.link/c1OdO
January 26, 2026 at 10:00 AM
twitter.com/pr_prdnp/sta...
鹿児島の山の中でアオスジアゲハがいっぱい飛んでるの見たことあるけど、これはそれ以上だ
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช on X: "มาชมฝูงดอกไม้บินได้ "ผีเสื้อแสนสวย" ที่บ้านกร่าง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยช่วงเวลาเหมาะสมคือ​ ช่วงสายประมาณ​ 10.00​ น. เป็นช่วงเวลาที่จะได้เห็นผีเสื้อจำนวนมากออกมาโชว์ปีกหลากสีสัน #อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน #ผีเสื้อ #บ้านกร่าง #กรมอุทยานแห่งชาติ https://t.co/DBKa4u87EM" / X
มาชมฝูงดอกไม้บินได้ "ผีเสื้อแสนสวย" ที่บ้านกร่าง อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยช่วงเวลาเหมาะสมคือ​ ช่วงสายประมาณ​ 10.00​ น. เป็นช่วงเวลาที่จะได้เห็นผีเสื้อจำนวนมากออกมาโชว์ปีกหลากสีสัน #อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน #ผีเสื้อ #บ้านกร่าง #กรมอุทยานแห่งชาติ https://t.co/DBKa4u87EM
x.com
May 23, 2025 at 5:25 AM
[Trailer] ภารกิจปล่อยวัวแดงคืนสู่ธรรมชาติ - Returning Banteng to the Wild
กว่า 30 ปี ที่ “วัวแดง” เคยหายไปจากผืนป่าสลักพระ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินหน้าภารกิจฟื้นฟูวัวแดงอีกครั้ง ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ผ่านความร่วมมือของหลายหน่วยงาน อาทิ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF ประเทศไทย) รวมถึงองค์กรภาคีอีกหลายหน่วยงาน พร้อมการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สัตวแพทย์รุ่นใหม่ ผ่านการฝึกปฏิบัติจริง ทั้งการตรวจสุขภาพ และการเคลื่อนย้ายวัวแดงเข้าสู่คอกปรับสภาพ (Soft-release) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ทั้งหมดนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ภารกิจสำคัญ 🐃 การปล่อยวัวแดงคืนสู่ธรรมชาติ ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 นี้ 🎬 ชม Teaser เบื้องหลังการเตรียมความพร้อม และติดตามภารกิจการฟื้นคืนของวัวแดงสู่ผืนป่าสลักพระ แล้วพบกับ เรื่องราวฉบับเต็มเร็ว ๆ นี้
www.youtube.com
March 10, 2026 at 10:20 AM
ขอกองทุนสิ่งแวดล้อม หนุนงบพัฒนาระบบเฝ้าระวังโดยชุมชน แก้ปัญหาช้างป่าบุกรุก จ.จันทบุรี
ขอกองทุนสิ่งแวดล้อม หนุนงบพัฒนาระบบเฝ้าระวังโดยชุมชน แก้ปัญหาช้างป่าบุกรุก จ.จันทบุรี
ขอกองทุนสิ่งแวดล้อม หนุนงบพัฒนาระบบเฝ้าระวังโดยชุมชน แก้ปัญหาช้างป่าบุกรุก จ.จันทบุรี auser15 Sat, 2026-04-25 - 15:42 สว.โชติชัย ขอกองทุนสิ่งแวดล้อม สนับสนุนงบพัฒนาระบบเฝ้าระวังช้างป่าโดยชุมชน ด้วยการประมวลผลภาพช้างป่าแบบอัตโนมัติ และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ช่วยเกษตรกรจันทบุรีลดความเสียหายได้ถึงร้อยละ 70 แฟ้มภาพกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 25 เมษายน 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายโชติชัย บัวดิษ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงปัญหาช้างป่าบุกรุกสวนผลไม้ในพื้นที่อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ว่า ปัจจุบันมีช้างป่าเข้ามาในพื้นที่ชุมชนกว่า 40 ตัว โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่หมู่ที่ 9 บ้านคลองตาอิน ทำให้ชุมชนในพื้นที่ต้องคอยเฝ้าระวังในการอยู่อาศัยและทำมาหากินกันอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลของผลไม้ เนื่องจากช้างป่ามักจะทำลายพืชผลทางการเกษตร ซึ่งการผลักดันช้างออกนอกพื้นที่ทำได้ยากและเสี่ยงเกิดความขัดแย้ง รวมถึงอันตรายจากการใช้ไฟฟ้าป้องกัน ทางชุมชนจึงได้ศึกษาระบบเฝ้าระวังช้างป่าโดยชุมชน โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ด้วยการประมวลผลภาพช้างป่าแบบอัตโนมัติ โดยใช้กล้อง Camera Trap และระบบแจ้งเตือนภัยช้างป่าล่วงหน้า ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ระบบเฝ้าระวังดังกล่าวสามารถช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากช้างป่าลงมากินและทำลายพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่ได้ถึงร้อยละ 70 ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกองทุนสิ่งแวดล้อม ช่วยสนับสนุนงบประมาณพัฒนาระบบเฝ้าระวังดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ชุมชนและช้างอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย ลดความสูญเสีย และสร้างความยั่งยืนในพื้นที่ * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ช้างป่า * จันทบุรี * กองทุนสิ่งแวดล้อม
dlvr.it
April 25, 2026 at 8:48 AM
เผยกรมอุทยานฯ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 'จัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป' โดยไม่แจ้งล่วงหน้า
เผยกรมอุทยานฯ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 'จัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป' โดยไม่แจ้งล่วงหน้า
เผยกรมอุทยานฯ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 'จัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป' โดยไม่แจ้งล่วงหน้า auser15 Sun, 2025-08-03 - 11:55 เผยเมื่อช่วงปลายเดือน ก.ค. 68 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จัด “ประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปแยกเป็นรายหมู่บ้าน” แต่ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่าพวกตนไม่ทราบมาก่อนว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นการจัดรับฟังความคิดเห็นในการจัดตั้งอุทยานฯ 3 สิงหาคม 2568 ประชาไทได้รับแจ้งว่า ตามที่ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จัด “ประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปแยกเป็นรายหมู่บ้าน” ใน ต.เฉลิม อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่า พวกตนไม่ทราบมาก่อนว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นการจัดรับฟังความคิดเห็นในการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป อันเป็นขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 สำหรับการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ ชาวบ้านได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียง 1 วันว่าทางหัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (เตรียมการ) ขอนัดประชุมที่มัสยิด  และชาวบ้านต่างไม่ทราบว่าเป็นการประชุมในเรื่องใด เมื่อชาวบ้านมาถึงที่ประชุม จึงทราบจากป้ายไวนิลที่ติดไว้หน้าห้องว่า นี่เป็นการประชุมรับฟังความคิดเห็นในการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป โดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ให้ชาวบ้านที่มาประชุมลงชื่อ แต่มีชาวบ้านบางคนไม่ยอมลงชื่อเพราะกังวลว่าจะถูกเอาชื่อไปแอบอ้าง เมื่อเริ่มประชุม เจ้าหน้าที่อุทยานฯ พยายามให้ชาวบ้านตอบว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป แต่มีชาวบ้านหลายคนค้านว่า การจัดทำแนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปยังไม่เสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่จึงยังไม่ควรมาจัดรับฟังความคิดเห็นแบบนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็อ้างว่า ได้จัดรับฟังความคิดเห็นไปแล้วกับทาง ต.ลาโล๊ะ อ.รือเสาะ และ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ และชาวบ้านของทั้งสองตำบลก็เห็นชอบกับการจัดตั้งอุทยานฯ เรียบร้อยแล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่า เจ้าหน้าที่ได้นำเอาแผนผังแปลงที่ดินทำกินของชาวบ้าน ที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสำรวจไปแล้วมาแสดงบนจอหน้ากระดาน (ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านไม่เห็นด้วยการเดินสำรวจแปลงที่ดินทำกินในลักษณะนี้ เพราะไม่ใช่วิธีการในการกำหนดแนวเขตอุทยานฯ ร่วมกันกับชุมชนอย่างเสมอหน้า) โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้แสดงแผนที่ให้ชาวบ้านเห็นเลยว่า เส้นแนวเขตอุทยานฯ ที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าปรับแก้ใหม่แล้วนั้นอยู่ตรงไหน นี่ยังไม่นับรวมว่าเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ยังไม่ได้มีการทำเครื่องหมายแสดงสัญลักษณ์แนวเขตอุทยานฯ ให้ชาวบ้านเห็นบนภูมิประเทศจริง (บนผืนดิน) ก่อนการจัดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ เท่ากับว่า เจ้าหน้าที่จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในการกำหนดพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป โดยที่ชาวบ้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ทราบเลยว่าเส้นแนวเขตอุทยานอยู่ตรงไหน ที่ผ่านมาแม้ชาวบ้านจะไม่ต้องการจะเข้าการสำรวจแปลงที่ดินทำกินโดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แต่ก็จำต้องเข้าร่วมเพราะถูกขู่ว่าหากใครไม่เข้าร่วม ที่ดินจะไม่ถูกกันออกจากการกำหนดเป็นอุทยานฯ ให้ อีกทั้งการสำรวจนี้ยังมีข้อกังขาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การที่แบบฟอร์มการสำรวจที่ใช้ในแต่พื้นที่มีเนื้อหาต่างกันหลายเวอร์ชั่น ดูไม่มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ที่ลงชื่อในแบบสำรวจก็เป็นเพียงลูกจ้างไม่ใช่ข้าราชการประจำที่มีอำนาจหน้าที่ที่จะสามารถรับผิดชอบได้หากที่ดินของชาวบ้านต้องกลายเป็นอุทยานฯ อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ยอมรับว่า ผลการสำรวจต้องส่งต่อไปยังหน่วยเหนือ และไม่รู้ว่าทางหน่วยเหนือจะกันที่ชาวบ้านออกจากการเป็นอุทยานฯ ให้หรือไม่ (ซึ่งต่างจากตอนแจ้งชาวบ้านให้เข้าร่วมการสำรวจ ที่เจ้าหน้าที่สัญญาว่าหากเข้าร่วม ก็จะกันที่ดินของทุกรายออกจากการเป็นอุทยานฯ) ต่อมาชาวบ้านในที่ประชุมสรุปกันว่า ขอให้ทางเจ้าหน้าที่เลื่อนการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ออกไปก่อน  อย่างไรก็ดี ทางเจ้าหน้าที่พยายามให้ชาวบ้านยกมือลงมติว่าจะเลื่อนการรับฟังความคิดเห็นออกไปหรือไม่ เมื่อชาวบ้านยกมือเพื่อบอกว่าเลื่อน เจ้าหน้าที่ได้ถ่ายรูปชาวบ้านขณะยกมือ ชาวบ้านจึงขอให้เจ้าหน้าที่ลบรูปที่ถ่ายออกเสีย เพราะเกรงว่าเจ้าหน้าที่จะนำเอารูปนั้นไปอ้างว่าชาวบ้านเห็นด้วยกับการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช * อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป * ระแงะ * นราธิวาส
dlvr.it
August 3, 2025 at 4:58 AM