กมธ.งบฯ 70 เผยปรับลดงบรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่ม 9 หน่วยงาน เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า
กมธ.งบฯ 70 เผยปรับลดงบรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่ม 9 หน่วยงาน เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า
auser15
Fri, 2026-08-21 - 16:00
คณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เผยปรับลดงบประมาณรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่มให้ 9 หน่วยงาน "ได้แก่ งบกลาง-เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น / กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช / สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา / สำนักงานตำรวจแห่งชาติ / สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อพัฒนาสังคม / กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง / กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม / สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร / และสำนักงานอัยการสูงสุด" เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า
21 สิงหาคม 2569 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รายงานว่า ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล โฆษกคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แถลงข่าวเกี่ยวกับสรุปผลการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยคณะ กมธ.ได้พิจารณาครบถ้วนทุกหน่วยงาน รวมถึงการที่ให้คณะอนุ กมธ. ทั้ง 7 คณะ ได้ชี้แจงต่อคณะ กมธ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เป็นการสรุปตัวเลขยอดงบประมาณทั้งหมดในการปรับลดและปรับเพิ่ม โดยในการพิจารณาได้มีการปรับลดทั้งสิ้นเป็นวงเงินงบประมาณ 11,162,736,500 บาท พิจารณาแปรเพิ่มจำนวนเท่ากันคือ 11,162,736,500 บาท ดังนี้
1. คณะอนุ กมธ.ฝึกอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ฯ ปรับลด 3,202,188,000 บาท
2. คณะอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ ICT และทุนหมุนเวียน ปรับลด 3,333,980,100 บาท
3. คณะอนุ กมธ.ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ปรับลด 1,484,254,200 บาท
4. คณะอนุ กมธ.ท้องถิ่น เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฯ ปรับลด 1,470,141,200 บาท
5. คณะอนุ กมธ.จังหวัด/กลุ่มจังหวัด อบจ. กทม. และเมืองพัทยา และรัฐวิสาหกิจ ปรับลด 242,825,800 บาท
6. คณะอนุ กมธ.ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยี ปรับลด 585,810,700 บาท
7. คณะอนุ กมธ.แผนงานบูรณาการ หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการและกองทุนในกำกับ ปรับลด 843,536,500 บาท รวมทั้งสิ้น 11,162,736,500 บาท
ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ได้มีการพิจารณาว่ายอดที่ได้ปรับลดดังกล่าวจะนำไปปรับเพิ่มให้กับหน่วยงานใด โดยมีทั้งสิ้น 9 หน่วยงานที่ได้รับการพิจารณาจัดสรรงบประมาณแปรเพิ่มเติม ได้แก่
1. งบกลาง ซึ่งเป็นเงินสำรองใช้จ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็น จำนวน 6,044,956,400 บาท
2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวน 148,835,700 บาท
3. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รายการวัสดุการศึกษาเพื่อไปสนับสนุนการศึกษา จำนวน 96,310,100 บาท
4. ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โครงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารเพื่อสนองงานตามพระราชดำริฯ จำนวน 96,766,800 บาท
5. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อพัฒนาสังคม จำนวน 4,219,800 บาท
6. กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จำนวน 500,000,000 บาท
7. กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จำนวน 4,000,000,000 บาท
8. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร การส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน จำนวน 24,321,000 บาท
9. สำนักงานอัยการสูงสุด ค่าจ้างเหมาบริการ จำนวน 247,326,700 บาท
ทั้งนี้ สิ่งที่คณะ กมธ.ได้พิจารณานั้นไม่ได้มีตัวเลขที่เป็นเป้าจากทางรัฐบาลว่าจะต้องปรับลดให้ได้ยอดวงเงินเท่าไร แต่ กมธ.และอนุ กมธ.ทุกคน คำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่พี่น้องประชาชนจะได้รับ ซึ่งคำถามที่คณะอนุ กมธ.ทั้ง 7 คณะ ตั้งคำถามในการพิจารณานั้นจะตั้งหลักแรกว่า หากได้รับงบประมาณแล้ว พี่น้องประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไร และมีการใช้เงินงบประมาณอย่างคุ้มค่า ตรงเป้าหรือไม่ หากโครงการใด หน่วยงานไม่สามารถตอบชี้แจงถึงความคุ้มค่า ประโยชน์ ความจำเป็นที่เร่งด่วนได้ รวมถึงไม่สามารถชี้แจงได้ว่าซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นหรือไม่ อนุ กมธ.ก็จะมีการปรับลดตามเหตุผลความจำเป็น โดยคณะอนุ กมธ.ได้รายงานว่า ในการปรับลดในแต่ละคณะจะไม่กระทบกับการบริการของหน่วยงานราชการที่มีให้กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น เงินงบประมาณที่ได้มีการปรับลดดังกล่าว มาจากเรื่องของเป้าหมาย ความคุ้มค่า ตรงจุดและสามารถที่จะอำนวยความสะดวกสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้ทั้งสิ้น
สำหรับการประชุมคณะ กมธ.เมื่อวานนี้ ได้มีการพิจารณารายการอุทธรณ์เป็นเงินจำนวนมากถึง 3,000 ล้านบาท ซึ่ง กมธ.ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียด ถี่ถ้วน รอบด้าน และได้ซักถามอย่างรอบคอบในการพิจารณาปรับลดวงเงินเพราะเป็นวงเงินมากถึง 3,000 ล้านบาทของกรมควบคุมมลพิษ เหตุผลสำคัญคือคดีคลองด่าน ซึ่งอยู่กับพวกเรามาเป็นระยะเวลาหลาย 10 ปี และได้มีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดว่าให้ไปชำระหนี้ หลังจากที่มีการเจรจาต่อรองกันแล้วเป็นวงเงินสูงถึง 10,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้แบ่งออกเป็น 3 งวด งวดที่ 1 เป็นเงิน 4,000 ล้านบาท งวดที่ 2 และงวดที่ 3 งวดละ 3,000 ล้านบาท ในประเด็นที่ กมธ.มีการถกเถียงกันคือในเงินงวดที่ 2 ซึ่งมาขอตั้งงบในงบรายจ่ายปี 2570 ผ่านทางกรมควบคุมมลพิษเป็นเงินงบประมาณถึง 3,000 ล้านบาท หลังจากที่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน รอบคอบแล้วทาง กมธ.เห็นว่ายังมีประเด็นเรื่องของการฟ้องคดีเพื่ออายัดสิทธิเรียกร้อง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดและยังไม่มีความชัดเจนกับคำสั่งหรือผลคดีในท้ายที่สุดว่าจะออกมาเป็นอย่างไร กมธ.จึงเห็นว่า หากจัดสรรงบประมาณ 3,000 ล้านบาทนี้ไปให้กรมควบคุมมลพิษ แต่สุดท้าย คดีผลที่สุดอาจจะยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณในปี 2570 ก็จะเป็นการเสียโอกาสในการใช้เงินงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน คณะ กมธ.จึงมีมติว่าปรับลดงบประมาณ 3,000 ล้านบาท จากกรมควบคุมมลพิษ แต่เพื่อทำให้เกิดความสบายใจและไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบของทางรัฐบาล วันนี้จึงได้มีการพูดคุยกันว่าเงินที่ปรับลดในส่วนนี้จะคืนไปที่งบกลาง ซึ่งในยอดเงินงบกลางที่ได้รับการแปรเพิ่มเข้าไปเป็นวงเงินรวมทั้งหมด 6,000 ล้านบาท ก็จะได้มีข้อสังเกตของคณะ กมธ.ไว้อย่างชัดเจนว่าเงิน 3,000 ล้านบาทนี้จะต้องกันแล้วเตรียมไว้ในกรณีที่เกิดความฉุกเฉินจำเป็นที่ทางกรมควบคุมมลพิษจะต้องนำเงินจำนวนนี้ไปจ่ายตามคำสั่งของศาล หากศาลมีคำสั่งเป็นที่สิ้นสุด เราก็จะมีเงินจำนวนนี้สามารถไปชำระหนี้ตามกฎหมายได้
สำหรับการพิจารณางบประมาณกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ตนในฐานะวิปรัฐบาล ได้มีน้อง ๆ นักศึกษาหลายคนส่งเรื่องเข้ามาว่าต้องการให้พิจารณาเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาในปี 2570 ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาในเรื่องของการจัดสรรเงินงบประมาณให้เงินกู้ยืมให้กับน้อง ๆ นักศึกษาเป็นอย่างมาก ในปีนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสูงถึง 9,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ จะเห็นว่าเป็นเงินที่สูงมาก จึงต้องการตอกย้ำให้พี่น้องประชาชน น้อง ๆ นักศึกษาได้เกิดความสบายใจว่า รัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งและเห็นความสำคัญและต้องการให้เงินนี้ไปถึงพี่น้องประชาชนมากที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อพิจารณาคือประสิทธิภาพของการบริหารกองทุน เรามียอดเงินที่ครบกำหนดชำระอยู่ในกองทุนสูงถึงกว่า 220,000 ล้านบาท และมียอดเงินต้นค้างชำระสะสม จำนวนถึง จำนวนถึง 110,000 ล้านบาท คำถามคือ หากเรามีประสิทธิภาพในการบริหารเงินของกองทุนมากกว่านี้ และสามารถตามเก็บเงินผู้ที่เรียนจบไปแล้ว มีรายได้แล้ว กลับมาคืนของกองทุน เราจะมีเงินหมุนเวียนที่ไม่จำเป็นต้องเป็นภาระของรัฐบาลต่อไปในอนาคต ดังนั้น จึงฝากเป็นประเด็นข้อสังเกตของรัฐบาลว่า ปีนี้กองทุนได้รับเงินงบประมาณมากถึง 9,000 ล้านบาท จึงต้องการเห็นการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดกับน้อง ๆ นักศึกษาทั่วประเทศ ทั้งนี้ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรสัปดาห์หน้าในวันที่ 27 – 28 สิงหาคม 2569 จะเป็นการพิจารณาลงมติหลายมาตรา และจะสรุปเล่มรายงานจากการพิจารณาของคณะ กมธ. พร้อมที่จะส่งให้กับประธานรัฐสภาเพื่อบรรจุระเบียบวาระการประชุมต่อไป ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการบรรจุระเบียบวาระเพื่อการพิจารณาในวาระ 2 - 3 ในวันที่ 7 8 และ 9 กันยายน 2569 ซึ่งจะเป็นการลงมติรายมาตรา อย่างครบถ้วนและเป็นไปตามกรอบกำหนดเวลาที่ทางสภากำหนด จึงมั่นใจว่าจะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รวมถึงประกาศใช้ทันกำหนดเวลาเพื่อเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม นี้ อย่างแน่นอน
ส่วนในสัปดาห์หน้า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 จะเป็นการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนวจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งได้มีการพูดคุยประสานงานกับประธานวิปฝ่ายค้านเรียบร้อยแล้วในเรื่องของการจัดสรรเวลา โดยเราต้องการเห็นการติดตามตรวจสอบการทำงานของฝ่ายค้าน จึงได้ให้เวลาฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ เป็นเวลา 8 ชั่วโมง ส่วนฝ่ายรัฐบาลนั้นได้มีการพูดคุยว่ากรอบเวลาของคณะรัฐมนตรีน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้กับฝ่ายค้านได้ตรวจสอบและใช้เวลาในการอภิปราย และมีการตอบข้อซักถามระหว่างฝ่ายค้านกับคณะรัฐมนตรีได้อย่างเต็มที่ โดยคาดว่าจะเริ่มการประชุมตั้งแต่ช่วง 09.00 นาฬิกา และเสร็จสิ้นการพิจารณาและลงมติในเวลาประมาณ 21.00 นาฬิกา
* ข่าว
* การเมือง
* เศรษฐกิจ
* งบประมาณ 70
* งบประมาณรายจ่ายประจำปี
* งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570