#กระทรวงเกษตร
ใครคุมกระทรวงเกษตร คนนั้นได้ใจเกษตรกร
เราช็อคกับคะแนนพรรคแป้งมาก
February 9, 2026 at 5:49 AM
พี่แขกนี่แกก็ปั่นทั้งวันวส่า พรรคส้มจับมือพรรคธรรมนัส เป็นพวกเดียวกัน ส้มเขียวๆ

พรรคที่พี่อวยเป็นรบ.มา 2 ปีกว่า พี่ให้มันนั่งคุมกระทรวงเกษตรนะ
ชอบฉิบหายการสร้างเรื่องใหม่ปิดทับความจริงเดิม
April 15, 2026 at 3:48 AM
กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture; ย่อ: USDA)

มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลพัฒนา เกี่ยวกับการทำฟาร์มเกษตรป่าไม้และอาหาร ฟาร์มปศุสัตว์ โคนมก็อยู่ในการดูแลเช่นกัน

ขอบคุณที่ติดตามและตั้งคำถามให้ค่ะ
December 7, 2024 at 4:29 PM
ผ่านมา 24 ชั่วโมง ยังไม่ move on จากพระโค อีกเหรอนี่

พระโคอะไร ชอบแบ่ง ที่ทำงาน ร่วมกับคนอื่น

>> พระโคเวิร์กกิ้งสเปซ

// สงสัยต้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ประกาศกฎกระทรวง ห้ามเล่นมุกพระโค หลังผ่านพระราชพิธี ไปแล้ว 24 ชั่วโมง 😓
พระโคผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

พระโคตมะ
พระโคที่วิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ปัจจุบัน

พระโค(ร)มายอง
May 10, 2025 at 7:07 AM
มหาดไทย + เกษตร จบ
เสือกไปยกกระทรวงเบอร์ต้นๆ ให้พวกมันแล้วไม่ยอมรับว่าสิ่งนี้ส่งผล
เห็นชัดๆ ว่า ส้มแทรกการเมืองท้องถิ่นได้ยากจริง แล้วที่ไปไม่ค่อยถึงจริงคือกลุ่มแม่บ้าน อสม. อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่เป็นสายการเมืองเล็กจิ๋ว แต่สายสัมพันธ์แน่นปั๊ก รู้จักกันหมดเป็นเครือข่าย แต่คนเข้าเก่งอย่างไม่น่าให้อภัย (ไม่ได้ชม) คือ น้ำเงิน เขียว
February 8, 2026 at 2:53 PM
อยู่ๆ ก็รีบ! #คัดค้านมาตรา69

>>>

ใครที่เคยตามเรื่อง ม.69 โปรดอย่ากระพริบตาธรรมนัสทิ้งทวนก่อนหมดบารมีในกระทรวงเกษตร

โดยจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการประมงแห่งชาติ ในวันที่ 4 มีนาคม 2569 แบบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่รู้เรื่องอะไรเลยจ้า
February 24, 2026 at 9:27 AM
คือ การทำขาวประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานราชการนี่นะ อย่างข่าวว่ากระทรวงเกษตรฯเอาผลไม้ไทยไปโชว์ในมหกรรมอาหารที่ดูไบ คุณจะอยากได้ภาพอะไรประกอบข่าว ก็ภาพผลไม้สวยๆ ดูน่ากินปะ อีหน่วยงานส่งภาพมาเป็นสิบๆ ภาพ ทุกภาพคือผู้บริหารยืนเรียงกัน กูยังไม่เห็นลไม้สักรูปเลย
February 4, 2026 at 5:41 AM
วัชระ เพชรทอง อดีต สส.ปชป. เข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีการโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง ว่าเข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่
#themainstreamth #วัชระเพชรทอง #ปปช #สุริยะจึงรุ่งเรืองกิจ #กรมฝนหลวง
themainstream.news/politics/182...
วัชระ เพชรทอง ยื่น ป.ป.ช. สอบ สุริยะ ปมโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง ส่อผิดจริยธรรม
วัชระ เพชรทอง อดีต สส.ปชป. เข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีการโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง ว่าเข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่
themainstream.news
April 30, 2026 at 10:03 AM
Young Smart Farmer ไทย: ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่
Young Smart Farmer ไทย: ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ธัญณ์ณภัทร์ เจริญพานิช   sarayut Thu, 2026-02-19 - 21:50 นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ประเทศไทยได้ส่งเสริมการพัฒนา “เกษตรกรรุ่นใหม่” หรือ Young Smart Farmer (YSF) ภายใต้การดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเป้าหมายในการสร้างกำลังสำคัญทดแทนเกษตรกรรุ่นเก่า และจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันกลับเข้าสู่อาชีพเกษตรกรรม โครงการดังกล่าวมุ่งพัฒนาเกษตรกรอายุระหว่าง 17–45 ปี ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างเครือข่าย และการถ่ายทอดองค์ความรู้โดยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ครอบคลุมการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาดสินค้าเกษตร โดยมีเป้าหมายปลายทางคือการพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรสากล ซึ่งในเชิงโครงสร้างการดำเนินงาน กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ (ศบพ.) จังหวัดละ 1 ศูนย์ รวม 77 ศูนย์ทั่วประเทศ และขยายผลสู่ระดับอำเภอและชุมชน ทำให้เกิดเครือข่ายศูนย์บ่มเพาะรวม 592 ศูนย์ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มีนาคม 2565) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาเครือข่าย YSF ในแต่ละจังหวัดและเชื่อมโยงกับหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย และสถาบันการเงินในการยกระดับเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตร[1]  ในด้านหนึ่ง นโยบายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการพัฒนาเกษตรกรและระบบเกษตรสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพและสามารถเชื่อมโยงกับตลาดและระบบเศรษฐกิจได้หลากหลายกว่าการเกษตรเชิงเดี่ยวแบบเดิม อีกทั้งเป็นความพยายามดึงแรงงานกลับเข้าสู่ภาคเกษตร อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง การส่งเสริมดังกล่าวยังคงวางตำแหน่งเกษตรกรรุ่นใหม่ในฐานะแรงงานหรือผู้ผลิตเชิงเทคนิค (Technical Producer) ที่อยู่ภายใต้กรอบการกำกับของรัฐและทุน มากกว่าการเป็นผู้มีอำนาจกำหนดทิศทางการผลิตและชีวิตทางเศรษฐกิจของตนเอง ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการพัฒนาทักษะหรือศักยภาพรายบุคคล หากแต่อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบเกษตรไทยและการทำให้การพัฒนาเกษตรกรนั้นไม่แยกตัวออกจากความสัมพันธ์ทางสังคมและสถาบันที่เป็นจริง[2] ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรกับชุมชน/สังคมที่เป็นอยู่ ตลาดทั้งในชุมชนท้องถิ่นและระดับชาติ การเข้าถึงแหล่งทุนและสถาบันการเงิน ตลอดจนนโยบายของรัฐที่สำคัญในการพัฒนาเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการเติบโตของเกษตรกรรุ่นใหม่บนฐานที่เกษตรกรรุ่นใหม่มุ่งหวังในฐานะมนุษย์และผู้ผลิตเพื่อการดำรงชีพในสังคมบริบทของตนเองมากกว่าการเป็นเพียงผู้ผลิตเชิงเทคนิคและผู้ประกอบการด้านการเกษตรในแง่ของตลาดและเศรษฐกิจทุนนิยมเท่านั้น แม้ในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐจะดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ เช่น เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรอัจฉริยะ และการสนับสนุน Startup เกษตร แต่โครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่มุ่งเน้นการสร้าง “เกษตรกรต้นแบบ” มากกว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ส่งผลให้เกษตรกรรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยสามารถเริ่มต้นอาชีพได้ แต่ไม่สามารถยืนหยัดในภาคเกษตรได้อย่างมั่นคง และในที่สุดหวนกลับไปเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการที่มีความมั่นคงมากกว่า นอกจากนี้ โครงสร้างการผลิตของเกษตรไทยยังพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยวและปัจจัยการผลิตจากภายนอกอย่างมาก ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงและเกษตรกรมีอำนาจต่อรองต่ำในห่วงโซ่อุปทาน แม้เกษตรกรรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งพยายามปรับตัวหาทางเลือกใหม่ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสานหรือการแปรรูปเพิ่มมูลค่า แต่การเข้าถึงที่ดินทำกิน เงินทุนและตลาดที่มั่นคงและยืนอยู่บนฐานที่เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถเป็นเจ้าของและจัดการได้เองยังคงเป็นอุปสรรคหลักที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยความสามารถส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว และการทำเกษตรผสมผสานและเกษตรอินทรีย์ที่มีมูลค่าสูงและได้รับการรับรองนั้นต้องอาศัยทั้งทุนและระยะเวลาในการคืนทุนช่วงใหญ่ ดังนั้น หากขาดโครงสร้างสนับสนุนและหนุนเสริมในช่วงตั้งต้นของเกษตรกรรุ่นใหม่ก็ยากที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ที่ฐานต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจน้อยอดทนฝ่าฟันทำการเกษตรแบบที่มุ่งหวังตั้งใจไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง นอกจากนี้ การทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาโครงการระยะสั้นและการอุดหนุนแบบเฉพาะกิจหรือโครงการประชานิยมของรัฐบาลในแต่ละสมัย อย่างการแข่งขันการเลือกตั้งล่าสุดในปี 2569 ที่แต่ละพรรคต่างมีการชูนโยบายการเกษตรแบบประชานิยมเป็นส่วนใหญ่ เช่น เงินช่วยเหลือเกษตรกรหรือการประกันรายได้ พักหนี้/ล้างหนี้เกษตรกร คูปองเกษตร เกษตรมูลค่าสูง การจัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกรและการเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก.-4.01 เป็นโฉนด เป็นต้น ก็เป็นการทำให้เกษตรกรเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐเท่านั้น เพราะฐานเสียงในกลุ่มเกษตรกรไทยนั้นมีมากกว่า 12.3 ล้านคน หรือราว 18.66% ของประชากรทั้งประเทศ[3] ดังนั้น นโยบายด้านการเกษตรแบบประชานิยมจึงเป็นเรื่องหนึ่งที่แต่ละพรรคการเมืองให้ความสนใจ ทั้งนี้ แม้ว่าพรรคประชาชนจะเป็นเพียงพรรคเดียวที่นำเสนอนโยบายเกี่ยวกับ Young Smart Farmer (YSF) อาทิ การสร้างบทบาทและสนับสนุนให้เครือข่าย YSF ในแต่ละจังหวัดได้ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมโดยจัดสรรงบประมาณประมาณ 20 ล้านบาทให้แก่เครือข่าย YSF ในแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการลงพื้นที่ติดตามและดูแลเกษตรกรรายย่อย การจัดกิจกรรมและฝึกอบรม การแปรรูปและกิจกรรมการตลาดตามความเหมาะสมของพื้นที่และสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ 10,000 คนทั่วประเทศ เป็นต้น[4]  ก็ถือว่าเป็นนโยบายที่มองเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรรุ่นใหม่กับสังคมมากขึ้น แต่ยังขาดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและมองเกษตรกรเป็นผู้ผลิตเชิงเทคนิคของรัฐอยู่ โจทย์ปัญหาพื้นฐานของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่สำคัญและยังคงเป็นความท้าทายที่รอการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอยู่ เช่น การไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง การขาดแหล่งทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของภาคเกษตร โดยเฉพาะเกษตรอินทรีย์และปลอดสาร และการขาดระบบตลาดที่เป็นธรรม แนวนโยบายสำคัญในอนาคตจึงควรปรับจากการ “พัฒนาเกษตรกรรายบุคคลและกลุ่มเกษตรกรในฐานะผู้ผลิตและผู้ประกอบการ” ไปสู่การ “ปรับโครงสร้างระบบเกษตรทั้งระบบ” โดยเฉพาะการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อเกษตรกรรุ่นใหม่ ตั้งแต่การจัดการที่ดินหรือปฏิรูปการจัดการที่ดินเพื่อให้เกษตรกรรุ่นใหม่เข้าถึงที่ดินเริ่มต้นอาชีพ การพัฒนาระบบสินเชื่อและกองทุนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงภาคเกษตรและรองรับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันและอนาคตที่จะเกิดโดยไม่ผลักภาระความเสี่ยงไปสู่เกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว การเสริมสร้างระบบสหกรณ์และเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ในระดับพื้นที่ การพัฒนาตลาดทางเลือกและกลไกราคาที่เป็นธรรม การส่งเสริมการแปรรูปและสร้างอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในระดับท้องถิ่นโดยรัฐลงทุนและถือหุ้นร่วมกับรัฐได้ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท้องถิ่นและการจ้างงานในพื้นที่ และการเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับโครงการจากรัฐเท่านั้น ท้ายที่สุด การส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะนโยบายดึงคนกลับชนบท หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม เพื่อสร้างระบบเกษตรอาหาร สังคมและสิ่งแวดล้อมที่มั่นคง เป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว   อ้างอิง [1] กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. (2565). ก.เกษตรฯ ให้ความสำคัญการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มีความรู้ความสามารถ ด้านวิชาการเกษตรทั้งระบบ รองรับการเป็นครัวโลกในอนาคต. https://www.moac.go.th/news-preview-441091792366 [2] Kurtuluş Gemici, Karl Polanyi and the antinomies of embeddedness, Socio-Economic Review, Volume 6, Issue 1, January 2008, Pages 5–33, https://doi.org/10.1093/ser/mwl034 [3] อรอุมา ศรีสมัย. (2569). พรรคใหญ่แข่งเดือดประชานิยม ดูด12 ล้านเสียงเกษตรเทคะแนน. ฐานเศรษฐกิจ. https://www.thansettakij.com/ [4] พรรคประชาชน. (2569). พัฒนาเกษตรไทยด้วยเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmers). https://election69.peoplesparty.or.th/policy/4/C-5-4-03/ * บทความ * เศรษฐกิจ * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ธัญณ์ณภัทร์ เจริญพานิช * สมาร์ทฟาร์เมอร์ * Young Smart Farmer
dlvr.it
February 19, 2026 at 2:58 PM
#โลกทวิตวันนี้
เผยผลสอบ “ปลาหมอคางดำ” ระบาด กระทรวงเกษตรฯ ไม่พบหลักฐาน แพร่ระบาดจากแหล่งใด | ทันข่าว

วันนี้ (18 มี.ค. 68) นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง พบกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ #ปลาหมอคางดำ ระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้สอบข้อเท็จจริงแล้ว ไม่พบพยานและหลักฐานว่าแพร่ระบาดจากแหล่งใด

#ThaiPBS

(ทวิตต้นทางมีคลิปข่าว)
x.com/ThaiPBS/stat...
Thai PBS on X: "เผยผลสอบ “ปลาหมอคางดำ” ระบาด กระทรวงเกษตรฯ ไม่พบหลักฐาน แพร่ระบาดจากแหล่งใด | ทันข่าว วันนี้ (18 มี.ค. 68) นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง พบกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ #ปลาหมอคางดำ ระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้สอบข้อเท็จจริงแล้ว ไม่พบพยานและหลักฐานว่าแพร่ระบาดจากแหล่งใด #ThaiPBS https://t.co/nlEcTkFm33" / X
เผยผลสอบ “ปลาหมอคางดำ” ระบาด กระทรวงเกษตรฯ ไม่พบหลักฐาน แพร่ระบาดจากแหล่งใด | ทันข่าว วันนี้ (18 มี.ค. 68) นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง พบกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ #ปลาหมอคางดำ ระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้สอบข้อเท็จจริงแล้ว ไม่พบพยานและหลักฐานว่าแพร่ระบาดจากแหล่งใด #ThaiPBS https://t.co/nlEcTkFm33
x.com
March 18, 2025 at 12:36 PM
‘สุริยะ’ ของบ 1.65 แสนล้านโครงการ ‘ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย’

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6231365/
#สุริยะจึงรุ่งเรืองกิจ #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #สถานการณ์น้ำ
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 29, 2026 at 7:49 AM
ก.เกษตร แจงไทยยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วม UPOV 1991 อยู่ระหว่างศึกษาข้อดีข้อเสียและรับฟังความเห็น
ก.เกษตร แจงไทยยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วม UPOV 1991 อยู่ระหว่างศึกษาข้อดีข้อเสียและรับฟังความเห็น auser15 Wed, 2026-09-23 - 11:24 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แจงไทยยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วม UPOV 1991 อยู่ระหว่างศึกษาข้อดีข้อเสียและรับฟังความเห็น ยืนยันร่างกฎหมายใหม่เปิดทางเกษตรกรรายย่อยเก็บเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสำคัญไว้ปลูกต่อ ขณะที่ภาคประชาสังคมแย้ง สิทธิดังกล่าวภายใต้ UPOV 1991 มีเงื่อนไขและไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แฟ้มภาพเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกและองค์กรผู้บริโภค สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ว่า  นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากข้อกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ไทยจะเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับปี 1991 หรือ UPOV 1991 ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วม โดยกรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างศึกษาข้อดีข้อเสีย ทบทวน พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 และรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย กรมวิชาการเกษตรเริ่มรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายตั้งแต่ปี 2567 จัด Focus Group มากกว่า 8 ครั้งทั่วประเทศ และในปี 2569 จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอีก 2 ครั้ง ที่จังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพฯ โดยกระบวนการจัดทำร่างกฎหมายยังดำเนินต่อไป และเปิดรับความคิดเห็นถึงกลางปี 2570 สำหรับข้อกังวลเรื่องสิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ นายกฤษยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ จะเปิดทางให้เกษตรกรรายย่อยเก็บเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสำคัญ เช่น ข้าว ข้าวโพด และถั่ว ไว้ปลูกต่อในพื้นที่ของตนเองได้ ส่วนพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์ท้องถิ่น พันธุ์ที่เกษตรกรเก็บรักษาเอง และพันธุ์สาธารณะ เกษตรกรยังสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ ส่วนหลักของ UPOV 1991 กำหนดให้สิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ครอบคลุมการผลิตหรือขยายพันธุ์ การเสนอขาย การจำหน่าย การส่งออกและนำเข้าส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง ขณะเดียวกันเปิดให้ประเทศสมาชิกกำหนดข้อยกเว้นในกฎหมายภายใน เพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองกลับมาใช้ขยายพันธุ์ในพื้นที่ของตนเองได้ ภายใต้ขอบเขตและเงื่อนไขที่กำหนด ด้านนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การพิจารณา UPOV 1991 ต้องมองถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของพันธุ์พืชเศรษฐกิจที่ไทยพัฒนาขึ้น ไม่เฉพาะข้าว แต่รวมถึงทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม และไม้ดอกไม้ประดับ โดยเห็นว่าระบบคุ้มครองในระดับสากลจะช่วยปกป้องสิทธิในพันธุ์พืชของไทย และเพิ่มโอกาสสร้างมูลค่าให้สินค้าเกษตร นายอานนท์ระบุว่า หากไทยจะตัดสินใจเข้าร่วม UPOV 1991 ในอนาคต จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ ไม่เพิ่มภาระหรือต้นทุน และต้องช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและรายได้ พร้อมยืนยันว่า หากแนวทางใดพบว่ามีความเสี่ยงทำให้เกษตรกรเสียประโยชน์ ก็พร้อมยุติแนวทางดังกล่าว ด้าน น.ส.ธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีข้อมูลผลกระทบต่อภาคเกษตรของเวียดนาม โดยระบุว่า จากการประสานและอ้างอิงข้อมูลกับหน่วยงานคุ้มครองพันธุ์พืชของเวียดนาม พบว่าหลังเวียดนามเข้าร่วม UPOV ในปี 2549 มีการเข้าถึงพันธุ์ที่มีศักยภาพและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาพันธุ์เพื่อลดอายุเก็บเกี่ยว เพิ่มผลผลิต และการเติบโตของธุรกิจเมล็ดพันธุ์ภาคเอกชน ข้อมูลการศึกษาที่กรมวิชาการเกษตรนำมาประกอบการชี้แจง ระบุว่า ในช่วงปี 2549-2559 การปรับปรุงพันธุ์พืชมีส่วนทำให้ผลิตภาพต่อพื้นที่ของข้าวในเวียดนามเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.7% และข้าวโพดเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.1% โดยกรมวิชาการเกษตรเห็นว่า กรณีเวียดนามเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ควรนำมาประกอบการพิจารณาทั้งประโยชน์และผลกระทบ ก่อนที่ไทยจะตัดสินใจเกี่ยวกับ UPOV 1991 ต่อไป ขณะที่นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย โต้แย้งคำชี้แจงของกระทรวงเกษตรฯ โดยระบุว่า สิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไว้ปลูกต่อภายใต้ UPOV 1991 ไม่ได้เป็นข้อยกเว้นที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ต้องกำหนดไว้ในกฎหมายของประเทศสมาชิก และยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องคำนึงถึงสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ จึงกังวลว่า อาจทำให้สิทธิของเกษตรกรลดลงเมื่อเทียบกับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยในปัจจุบัน ไบโอไทยยังตั้งข้อสังเกตถึงการขยายสิทธิไปยังพันธุ์ที่ได้มาจากพันธุ์คุ้มครองเดิมเป็นสำคัญ หรือ EDV รวมถึงขอบเขตการคุ้มครองผลผลิตในบางกรณี โดยเห็นว่าการพิจารณาเข้าร่วม UPOV 1991 จำเป็นต้องประเมินผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย สิทธิในการใช้พันธุ์พืช และต้นทุนการผลิตอย่างรอบด้าน * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * UPOV 1991 * FTA * การค้าเสรี
dlvr.it
September 23, 2026 at 4:28 AM
ก.เกษตร แจงไทยยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วม UPOV 1991 อยู่ระหว่างศึกษาข้อดีข้อเสียและรับฟังความเห็น
ก.เกษตร แจงไทยยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วม UPOV 1991 อยู่ระหว่างศึกษาข้อดีข้อเสียและรับฟังความเห็น
ก.เกษตร แจงไทยยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วม UPOV 1991 อยู่ระหว่างศึกษาข้อดีข้อเสียและรับฟังความเห็น auser15 Wed, 2026-09-23 - 11:24 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แจงไทยยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วม UPOV 1991 อยู่ระหว่างศึกษาข้อดีข้อเสียและรับฟังความเห็น ยืนยันร่างกฎหมายใหม่เปิดทางเกษตรกรรายย่อยเก็บเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสำคัญไว้ปลูกต่อ ขณะที่ภาคประชาสังคมแย้ง สิทธิดังกล่าวภายใต้ UPOV 1991 มีเงื่อนไขและไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แฟ้มภาพเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกและองค์กรผู้บริโภค สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ว่า  นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากข้อกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ไทยจะเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับปี 1991 หรือ UPOV 1991 ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วม โดยกรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างศึกษาข้อดีข้อเสีย ทบทวน พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 และรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย กรมวิชาการเกษตรเริ่มรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายตั้งแต่ปี 2567 จัด Focus Group มากกว่า 8 ครั้งทั่วประเทศ และในปี 2569 จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอีก 2 ครั้ง ที่จังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพฯ โดยกระบวนการจัดทำร่างกฎหมายยังดำเนินต่อไป และเปิดรับความคิดเห็นถึงกลางปี 2570 สำหรับข้อกังวลเรื่องสิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ นายกฤษยืนยันว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ จะเปิดทางให้เกษตรกรรายย่อยเก็บเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสำคัญ เช่น ข้าว ข้าวโพด และถั่ว ไว้ปลูกต่อในพื้นที่ของตนเองได้ ส่วนพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์ท้องถิ่น พันธุ์ที่เกษตรกรเก็บรักษาเอง และพันธุ์สาธารณะ เกษตรกรยังสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ ส่วนหลักของ UPOV 1991 กำหนดให้สิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ครอบคลุมการผลิตหรือขยายพันธุ์ การเสนอขาย การจำหน่าย การส่งออกและนำเข้าส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง ขณะเดียวกันเปิดให้ประเทศสมาชิกกำหนดข้อยกเว้นในกฎหมายภายใน เพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองกลับมาใช้ขยายพันธุ์ในพื้นที่ของตนเองได้ ภายใต้ขอบเขตและเงื่อนไขที่กำหนด ด้านนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การพิจารณา UPOV 1991 ต้องมองถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของพันธุ์พืชเศรษฐกิจที่ไทยพัฒนาขึ้น ไม่เฉพาะข้าว แต่รวมถึงทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม และไม้ดอกไม้ประดับ โดยเห็นว่าระบบคุ้มครองในระดับสากลจะช่วยปกป้องสิทธิในพันธุ์พืชของไทย และเพิ่มโอกาสสร้างมูลค่าให้สินค้าเกษตร นายอานนท์ระบุว่า หากไทยจะตัดสินใจเข้าร่วม UPOV 1991 ในอนาคต จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ ไม่เพิ่มภาระหรือต้นทุน และต้องช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและรายได้ พร้อมยืนยันว่า หากแนวทางใดพบว่ามีความเสี่ยงทำให้เกษตรกรเสียประโยชน์ ก็พร้อมยุติแนวทางดังกล่าว ด้าน น.ส.ธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีข้อมูลผลกระทบต่อภาคเกษตรของเวียดนาม โดยระบุว่า จากการประสานและอ้างอิงข้อมูลกับหน่วยงานคุ้มครองพันธุ์พืชของเวียดนาม พบว่าหลังเวียดนามเข้าร่วม UPOV ในปี 2549 มีการเข้าถึงพันธุ์ที่มีศักยภาพและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาพันธุ์เพื่อลดอายุเก็บเกี่ยว เพิ่มผลผลิต และการเติบโตของธุรกิจเมล็ดพันธุ์ภาคเอกชน ข้อมูลการศึกษาที่กรมวิชาการเกษตรนำมาประกอบการชี้แจง ระบุว่า ในช่วงปี 2549-2559 การปรับปรุงพันธุ์พืชมีส่วนทำให้ผลิตภาพต่อพื้นที่ของข้าวในเวียดนามเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.7% และข้าวโพดเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2.1% โดยกรมวิชาการเกษตรเห็นว่า กรณีเวียดนามเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ควรนำมาประกอบการพิจารณาทั้งประโยชน์และผลกระทบ ก่อนที่ไทยจะตัดสินใจเกี่ยวกับ UPOV 1991 ต่อไป ขณะที่นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย โต้แย้งคำชี้แจงของกระทรวงเกษตรฯ โดยระบุว่า สิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไว้ปลูกต่อภายใต้ UPOV 1991 ไม่ได้เป็นข้อยกเว้นที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ต้องกำหนดไว้ในกฎหมายของประเทศสมาชิก และยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องคำนึงถึงสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ จึงกังวลว่า อาจทำให้สิทธิของเกษตรกรลดลงเมื่อเทียบกับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยในปัจจุบัน ไบโอไทยยังตั้งข้อสังเกตถึงการขยายสิทธิไปยังพันธุ์ที่ได้มาจากพันธุ์คุ้มครองเดิมเป็นสำคัญ หรือ EDV รวมถึงขอบเขตการคุ้มครองผลผลิตในบางกรณี โดยเห็นว่าการพิจารณาเข้าร่วม UPOV 1991 จำเป็นต้องประเมินผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย สิทธิในการใช้พันธุ์พืช และต้นทุนการผลิตอย่างรอบด้าน * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * UPOV 1991 * FTA * การค้าเสรี
dlvr.it
September 23, 2026 at 4:28 AM
เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย เรียกร้องไม่เข้าร่วม UPOV 1991
เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย เรียกร้องไม่เข้าร่วม UPOV 1991 รายงานข่าวและภาพโดยแมวส้ม auser15 Fri, 2026-09-25 - 14:42 เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย เรียกร้องไม่เข้าร่วม UPOV 1991 หวั่นเอื้อนายทุนผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืช กระทบเกษตรกร-ค่าครองชีพ ในโต๊ะเจรจา FTA 25 กันยายน 2569 ที่สำนักงานใหญ่ พรรคเพื่อไทย เครือข่ายเครือข่ายนักศึกษา-ประชาชน คัดค้าน UPOV 1991 นำโดยนิสิตจุฬาฯ และนักศึกษาธรรมศาสตร์ เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยร่วมผลักดันไม่เข้าร่วมอนุสัญญา “UPOV 1991” ในการเจรจา FTA ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 นี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรรายย่อยและไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เครือข่ายระบุว่ามีข้อกังวลหลักเกี่ยวกับ UPOV 1991 คือ มีเนื้อหาเอื้อให้นายทุนผูกขาดการเกษตร เปิดช่องให้ทุนต่างชาตินำพันธุ์พืชไทยไปจดทะเบียนเป็นของตัวเอง และห้ามเกษตรกรขยายพันธุ์พืชเอง ให้อำนาจรัฐดำเนินคดีกับเกษตรกรที่เก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้ปลูกต่อหรือจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไทยต้องพึ่งพานายทุน เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย และอาจส่งผลให้ราคาอาหารในประเทศเพิ่มสูงขึ้นตาม ตัวแทนนักศึกษาที่มายื่นหนังสือในวันนี้ให้สัมภาษณ์ว่า ประเด็นปัญหาการเข้าร่วม UPOV 1991 ของประเทศไทย ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะให้สิทธิกับนายทุนอย่างเดียวในการคุ้มครองพันธุ์พืชต่าง ๆ สาระสำคัญคือห้ามเกษตรกรนำเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาทำการเพาะขยายพันธุ์พืชเอง ต้องซื้อจากบริษัทพันธุ์ตลอดเวลา และยังเปิดช่องให้ทุนต่างชาติสามารถนำพันธุ์พืชไทย ไม่ว่าจะข้าวไทย สมุนไพรพื้นบ้าน หรือสิ่งที่คนไทยคิดค้นและพัฒนาขึ้นมา ให้สามารถนำไปปรับได้เล็กน้อยและนำไปจดสิทธิบัตร และคนไทยก็จะไม่สามารถเอามาใช้ได้อีก กล่าวคือ กฎหมายนี้จะเอื้อให้ทุนต่างชาติมากวาดเอาพันธุ์พืชไทยไป และคนไทยจะต้องกลับไปซื้อพันธุ์พืชของตัวเองเพื่อมาปลูก และค่าครองชีพก็จะสูงขึ้นตาม เกษตรกรรายย่อยก็จะพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ตัวแทนนักศึกษากล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ประชาชน หรือเกษตรกร ได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งหมด แต่กรณีนี้ยังเป็นข่าวที่เงียบและไม่มีการพูดถึง ซึ่งการเจรจาจะเกิดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน 2569 จึงอยากให้ทุกคนมาร่วมกันให้ความสนใจและทำให้ UPOV 1991 ไม่ถูกลงนาม เพราะถ้าหากลงนามไปแล้วจะถอยกลับมายาก และประเทศไทยก็จะเสียความมั่นคงทางอาหาร เพราะต้องใช้การนำเข้าและซื้อเมล็ดพันธุ์จากนายทุนต่างชาติ และเกษตรกรไทยก็จะพึ่งพาตัวเองไม่ได้อีกเลย สำหรับหนังสือที่ยื่นต่อพรรคเพื่อไทยมีเนื้อหาระบุว่า “ขอให้พรรคเพื่อไทยร่วมผลักดันไม่รับอนุสัญญา UPOV 1991 เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรรายย่อยและไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เนื่องจากในวันที่ 28 กันยายน 2569 ถึง 6 ตุลาคม 2569 จะมีการเปิดเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (EU) โดยหนึ่งในสาระสำคัญคือ ให้ประเทศไทยเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจดสิทธิบัตรคุ้มครองพันธุ์พืชและคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ โดยอนุสัญญานี้จะทำให้บริษัทต่างชาติขนาดใหญ่สามารถมีโอกาสถือสิทธิบัตรพันธุ์พืชไทย กลายเป็นผู้ผูกขาดพันธุ์พืชในประเทศ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เนื่องจากการเก็บเมล็ด พันธุ์จากผลการเพาะปลูกมาปลูกใหม่ในรอบต่อไปจะถูกทำให้ผิดกฎหมาย เมื่อเกษตรกรต้องพึ่งพาบริษัทในการผลิตเมล็ดพันธุ์จะทำให้บริษัทไม่กี่แห่งมีอำนาจในการควบคุมราคาของเมล็ดพันธุ์และทำให้เกษตรกรรายย่อยเกิดภาระค่าใช้จ่ายมหาศาล รวมทั้งยังอาจส่งผลให้ราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นตามมา เรานักศึกษา-ประชาชน เห็นพ้องกันว่าอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพืชใหม่ (UPOV 1991) จะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อรายได้ของเกษตรกรรายย่อยและเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ทั่วไป จึงขอให้พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในฐานะพรรคที่มีจุดยืนปกป้องเกษตรกรและดูแลปากท้องประชนชนมาอย่างยาวนาน รับฟัง ปัญหาและความกังวลของภาคประชาชนและเกษตรกร และร่วมผลักดันในการไม่รับอนุสัญญา UPOV 1991 ในระหว่างการเปิดเจรจากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรบ (EU)” * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * UPOV 1991 * พรรคเพื่อไทย * FTA ไทย-อียู
dlvr.it
September 25, 2026 at 7:44 AM
เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย เรียกร้องไม่เข้าร่วม UPOV 1991
เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย เรียกร้องไม่เข้าร่วม UPOV 1991
เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย เรียกร้องไม่เข้าร่วม UPOV 1991 รายงานข่าวและภาพโดยแมวส้ม auser15 Fri, 2026-09-25 - 14:42 เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย เรียกร้องไม่เข้าร่วม UPOV 1991 หวั่นเอื้อนายทุนผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืช กระทบเกษตรกร-ค่าครองชีพ ในโต๊ะเจรจา FTA 25 กันยายน 2569 ที่สำนักงานใหญ่ พรรคเพื่อไทย เครือข่ายเครือข่ายนักศึกษา-ประชาชน คัดค้าน UPOV 1991 นำโดยนิสิตจุฬาฯ และนักศึกษาธรรมศาสตร์ เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยร่วมผลักดันไม่เข้าร่วมอนุสัญญา “UPOV 1991” ในการเจรจา FTA ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 นี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรรายย่อยและไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เครือข่ายระบุว่ามีข้อกังวลหลักเกี่ยวกับ UPOV 1991 คือ มีเนื้อหาเอื้อให้นายทุนผูกขาดการเกษตร เปิดช่องให้ทุนต่างชาตินำพันธุ์พืชไทยไปจดทะเบียนเป็นของตัวเอง และห้ามเกษตรกรขยายพันธุ์พืชเอง ให้อำนาจรัฐดำเนินคดีกับเกษตรกรที่เก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้ปลูกต่อหรือจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไทยต้องพึ่งพานายทุน เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย และอาจส่งผลให้ราคาอาหารในประเทศเพิ่มสูงขึ้นตาม ตัวแทนนักศึกษาที่มายื่นหนังสือในวันนี้ให้สัมภาษณ์ว่า ประเด็นปัญหาการเข้าร่วม UPOV 1991 ของประเทศไทย ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะให้สิทธิกับนายทุนอย่างเดียวในการคุ้มครองพันธุ์พืชต่าง ๆ สาระสำคัญคือห้ามเกษตรกรนำเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาทำการเพาะขยายพันธุ์พืชเอง ต้องซื้อจากบริษัทพันธุ์ตลอดเวลา และยังเปิดช่องให้ทุนต่างชาติสามารถนำพันธุ์พืชไทย ไม่ว่าจะข้าวไทย สมุนไพรพื้นบ้าน หรือสิ่งที่คนไทยคิดค้นและพัฒนาขึ้นมา ให้สามารถนำไปปรับได้เล็กน้อยและนำไปจดสิทธิบัตร และคนไทยก็จะไม่สามารถเอามาใช้ได้อีก กล่าวคือ กฎหมายนี้จะเอื้อให้ทุนต่างชาติมากวาดเอาพันธุ์พืชไทยไป และคนไทยจะต้องกลับไปซื้อพันธุ์พืชของตัวเองเพื่อมาปลูก และค่าครองชีพก็จะสูงขึ้นตาม เกษตรกรรายย่อยก็จะพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ตัวแทนนักศึกษากล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ประชาชน หรือเกษตรกร ได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งหมด แต่กรณีนี้ยังเป็นข่าวที่เงียบและไม่มีการพูดถึง ซึ่งการเจรจาจะเกิดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน 2569 จึงอยากให้ทุกคนมาร่วมกันให้ความสนใจและทำให้ UPOV 1991 ไม่ถูกลงนาม เพราะถ้าหากลงนามไปแล้วจะถอยกลับมายาก และประเทศไทยก็จะเสียความมั่นคงทางอาหาร เพราะต้องใช้การนำเข้าและซื้อเมล็ดพันธุ์จากนายทุนต่างชาติ และเกษตรกรไทยก็จะพึ่งพาตัวเองไม่ได้อีกเลย สำหรับหนังสือที่ยื่นต่อพรรคเพื่อไทยมีเนื้อหาระบุว่า “ขอให้พรรคเพื่อไทยร่วมผลักดันไม่รับอนุสัญญา UPOV 1991 เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรรายย่อยและไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เนื่องจากในวันที่ 28 กันยายน 2569 ถึง 6 ตุลาคม 2569 จะมีการเปิดเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (EU) โดยหนึ่งในสาระสำคัญคือ ให้ประเทศไทยเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจดสิทธิบัตรคุ้มครองพันธุ์พืชและคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ โดยอนุสัญญานี้จะทำให้บริษัทต่างชาติขนาดใหญ่สามารถมีโอกาสถือสิทธิบัตรพันธุ์พืชไทย กลายเป็นผู้ผูกขาดพันธุ์พืชในประเทศ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เนื่องจากการเก็บเมล็ด พันธุ์จากผลการเพาะปลูกมาปลูกใหม่ในรอบต่อไปจะถูกทำให้ผิดกฎหมาย เมื่อเกษตรกรต้องพึ่งพาบริษัทในการผลิตเมล็ดพันธุ์จะทำให้บริษัทไม่กี่แห่งมีอำนาจในการควบคุมราคาของเมล็ดพันธุ์และทำให้เกษตรกรรายย่อยเกิดภาระค่าใช้จ่ายมหาศาล รวมทั้งยังอาจส่งผลให้ราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นตามมา เรานักศึกษา-ประชาชน เห็นพ้องกันว่าอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพืชใหม่ (UPOV 1991) จะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อรายได้ของเกษตรกรรายย่อยและเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ทั่วไป จึงขอให้พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในฐานะพรรคที่มีจุดยืนปกป้องเกษตรกรและดูแลปากท้องประชนชนมาอย่างยาวนาน รับฟัง ปัญหาและความกังวลของภาคประชาชนและเกษตรกร และร่วมผลักดันในการไม่รับอนุสัญญา UPOV 1991 ในระหว่างการเปิดเจรจากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรบ (EU)” * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * UPOV 1991 * พรรคเพื่อไทย * FTA ไทย-อียู
dlvr.it
September 25, 2026 at 7:44 AM
เครือข่ายเกษตรกรบุก ก.เกษตร ค้านเงื่อนไขคุ้มครองพันธุ์พืชเอื้อเอกชน ในเจรจา FTA ไทย-อียู
เครือข่ายเกษตรกรบุก ก.เกษตร ค้านเงื่อนไขคุ้มครองพันธุ์พืชเอื้อเอกชน ในเจรจา FTA ไทย-อียู
เครือข่ายเกษตรกรบุก ก.เกษตร ค้านเงื่อนไขคุ้มครองพันธุ์พืชเอื้อเอกชน ในเจรจา FTA ไทย-อียู auser15 Wed, 2026-09-23 - 16:40 เครือข่ายเกษตรกรจากทั่วประเทศยื่นหนังสือถึงกระทรวงเกษตรฯ ขอให้ไทยไม่รับข้อเสนอของสหภาพยุโรป ที่ให้แก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้เป็นตามอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งจะทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อหรือแบ่งปันกันได้เหมือนเดิม เกรงต้นทุนสูงขึ้นและกระทบความมั่นคงทางอาหาร โดยการเจรจา FTA รอบที่ 10 จะมีขึ้นปลายเดือนกันยายนนี้ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ที่กรุงเทพฯ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก แจ้งข่าวว่า เครือข่ายเกษตรกรจากทั่วประเทศเกือบ 200 คน ร่วมเดินขบวนจากลานคนเมืองไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือถึงนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แสดงข้อกังวลต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ในประเด็นการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งจะมีการเจรจารอบที่ 10 ระหว่างวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 เครือข่ายเกษตรกรระบุว่า ข้อเสนอของสหภาพยุโรปใน Article X.51 จะมีผลให้ไทยต้องแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งจะกระทบภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสิทธิของเกษตรกรในการเก็บรักษาและนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อ ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหารและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากบริษัทและสมาคมเมล็ดพันธุ์มาแล้วกว่า 3 เวทีในปีนี้ โดยมีตัวแทนบริษัทข้ามชาติด้านเมล็ดพันธุ์ร่วมเป็นวิทยากรด้วย นายอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก (ประเทศไทย) กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรายย่อยที่ถือครองที่ดินแปลงเล็ก โดยยกตัวอย่างอินเดียที่ใช้เหตุผลเรื่องเกษตรกรยากจนจำนวนมากในการเจรจา FTA เพื่อรักษาสิทธิการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ ซึ่งไทยก็มีเหตุผลไม่ต่างกัน พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดศูนย์วิจัยพืชไร่และพืชสวนของกรมวิชาการเกษตรที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจึงไม่มีพันธุ์พืชของเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ เช่น พันธุ์ข้าวโพดของเกษตรกรในจังหวัดน่านหรือแม่แจ่ม นางสาวเสาวนีย์ สุทธิชล เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า หัวใจของการแก้กฎหมายครั้งนี้คือการให้บริษัทหรือนักปรับปรุงพันธุ์จดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ไว้ โดยผู้อื่นจะนำไปขยายพันธุ์ ขาย หรือแลกเปลี่ยนไม่ได้ จากเดิมที่ชาวนาซื้อเมล็ดพันธุ์ครั้งเดียวแล้วเก็บไว้ปลูกต่อได้ตลอด แต่ภายใต้กติกาใหม่ การแบ่งปันแลกเปลี่ยนพันธุ์กับเพื่อนบ้านซึ่งเป็นวิถีดั้งเดิมของสังคมเกษตรไทยอาจกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ด้านนางยุพิน คะเสนา เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า กลุ่มเกษตรอินทรีย์อยู่ได้เพราะเก็บเมล็ดพันธุ์เอง โดยปัจจุบันจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ต้องเก็บเมล็ดพันธุ์เผื่อไว้ถึง 2-3 รอบ หากเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดในราคาที่แพงขึ้น 2-6 เท่า เกษตรกรจะอยู่ไม่ได้ พร้อมยกตัวอย่างว่าปัจจุบันกลุ่มไม่สามารถปลูกมะละกอพันธุ์แขกดำได้ เนื่องจากเสี่ยงต่อการปนเปื้อนข้ามพันธุ์จนผิดเงื่อนไขมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ขณะที่การส่งตรวจยืนยันแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่นางสาวเกษศิรินทร์ พิบูลย์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่ากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยดีอยู่แล้วทั้งในด้านการคุ้มครองสิทธิเกษตรกรและนักปรับปรุงพันธุ์ การแก้กฎหมายตาม UPOV 1991 จึงเท่ากับลดทอนสิทธิเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของภาคเกษตรไทย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บรรษัทไม่กี่กลุ่ม นางสาวปรกชล อู่ทรัพย์ ระบุว่า การที่กรมวิชาการเกษตรยกตัวอย่างเวียดนามซึ่งเข้าร่วม UPOV แล้วสามารถสร้างฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ได้นั้นถูกเพียงครึ่งเดียว เนื่องจากนักพัฒนาพันธุ์ส่วนใหญ่ในเวียดนามเป็นบริษัทข้ามชาติ ขณะที่ประเทศที่เทียบเคียงได้กับไทยในแง่จำนวนเกษตรกรรายย่อยคืออินเดีย ซึ่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปเช่นกัน แต่ไม่ได้นำสิทธิเกษตรกรไปแลกกับการค้าเสรี และไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV 1991 พร้อมระบุว่ากฎหมายของไทยคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ตามกรอบองค์การการค้าโลกอยู่แล้ว ขณะที่สิทธิของเกษตรกรได้รับการรับรองในความตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ ทั้งสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร (ITPGRFA) และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชาวนาและบุคคลอื่นที่ทำงานในชนบท (UNDROP) ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องหลักของเครือข่ายเกษตรกร คือประเทศไทยต้องไม่ยอมรับข้อผูกพันให้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 ไม่แก้กฎหมายภายในให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว และไม่ยอมรับข้อความในรูปแบบอื่นที่มีผลในทางปฏิบัติเทียบเท่ากับการปฏิบัติตาม UPOV 1991 โดยเสนอให้ใช้แนวทางการเจรจาเช่นเดียวกับ FTA ของอินเดีย หรือความตกลงกับกลุ่มประเทศ EFTA ที่ไม่ได้ยอมรับเงื่อนไข UPOV 1991 สำหรับบรรยากาศการยื่นหนังสือ นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับหนังสือข้อเรียกร้องที่หน้ากระทรวง พร้อมระบุว่ากระทรวงจะเปิดเวทีเพื่อรับฟังข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เครือข่ายเกษตรกรแสดงความผิดหวังต่อคำตอบดังกล่าว โดยระบุว่าพรรคเพื่อไทยเคยยืนยันต่อสาธารณะมาโดยตลอดว่าจะไม่รับ UPOV ในการเจรจา FTA และมองว่าข้อมูลที่กระทรวงแถลงก่อนหน้านี้มาจากข้าราชการกรมวิชาการเกษตรเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งนำเสนอเพียงข้อดี โดยละเลยผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรที่เคยศึกษาเรื่องนี้จนได้ข้อสรุปมาแล้ว นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังระบุว่าไม่พอใจที่นักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นแกนผลักดัน UPOV โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียกล่าวหาว่ากลุ่มเกษตรกรปลุกปั่นและสร้างความวุ่นวาย * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * UPOV1991 * FTA ไทย-อียู * FTA * การค้าเสรี * เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
dlvr.it
September 23, 2026 at 9:45 AM
เครือข่ายเกษตรกรบุก ก.เกษตร ค้านเงื่อนไขคุ้มครองพันธุ์พืชเอื้อเอกชน ในเจรจา FTA ไทย-อียู
เครือข่ายเกษตรกรบุก ก.เกษตร ค้านเงื่อนไขคุ้มครองพันธุ์พืชเอื้อเอกชน ในเจรจา FTA ไทย-อียู auser15 Wed, 2026-09-23 - 16:40 เครือข่ายเกษตรกรจากทั่วประเทศยื่นหนังสือถึงกระทรวงเกษตรฯ ขอให้ไทยไม่รับข้อเสนอของสหภาพยุโรป ที่ให้แก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้เป็นตามอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งจะทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อหรือแบ่งปันกันได้เหมือนเดิม เกรงต้นทุนสูงขึ้นและกระทบความมั่นคงทางอาหาร โดยการเจรจา FTA รอบที่ 10 จะมีขึ้นปลายเดือนกันยายนนี้ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ที่กรุงเทพฯ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก แจ้งข่าวว่า เครือข่ายเกษตรกรจากทั่วประเทศเกือบ 200 คน ร่วมเดินขบวนจากลานคนเมืองไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือถึงนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แสดงข้อกังวลต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ในประเด็นการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งจะมีการเจรจารอบที่ 10 ระหว่างวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 เครือข่ายเกษตรกรระบุว่า ข้อเสนอของสหภาพยุโรปใน Article X.51 จะมีผลให้ไทยต้องแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งจะกระทบภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสิทธิของเกษตรกรในการเก็บรักษาและนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อ ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหารและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากบริษัทและสมาคมเมล็ดพันธุ์มาแล้วกว่า 3 เวทีในปีนี้ โดยมีตัวแทนบริษัทข้ามชาติด้านเมล็ดพันธุ์ร่วมเป็นวิทยากรด้วย นายอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก (ประเทศไทย) กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรายย่อยที่ถือครองที่ดินแปลงเล็ก โดยยกตัวอย่างอินเดียที่ใช้เหตุผลเรื่องเกษตรกรยากจนจำนวนมากในการเจรจา FTA เพื่อรักษาสิทธิการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ ซึ่งไทยก็มีเหตุผลไม่ต่างกัน พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดศูนย์วิจัยพืชไร่และพืชสวนของกรมวิชาการเกษตรที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจึงไม่มีพันธุ์พืชของเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ เช่น พันธุ์ข้าวโพดของเกษตรกรในจังหวัดน่านหรือแม่แจ่ม นางสาวเสาวนีย์ สุทธิชล เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า หัวใจของการแก้กฎหมายครั้งนี้คือการให้บริษัทหรือนักปรับปรุงพันธุ์จดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ไว้ โดยผู้อื่นจะนำไปขยายพันธุ์ ขาย หรือแลกเปลี่ยนไม่ได้ จากเดิมที่ชาวนาซื้อเมล็ดพันธุ์ครั้งเดียวแล้วเก็บไว้ปลูกต่อได้ตลอด แต่ภายใต้กติกาใหม่ การแบ่งปันแลกเปลี่ยนพันธุ์กับเพื่อนบ้านซึ่งเป็นวิถีดั้งเดิมของสังคมเกษตรไทยอาจกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ด้านนางยุพิน คะเสนา เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า กลุ่มเกษตรอินทรีย์อยู่ได้เพราะเก็บเมล็ดพันธุ์เอง โดยปัจจุบันจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ต้องเก็บเมล็ดพันธุ์เผื่อไว้ถึง 2-3 รอบ หากเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดในราคาที่แพงขึ้น 2-6 เท่า เกษตรกรจะอยู่ไม่ได้ พร้อมยกตัวอย่างว่าปัจจุบันกลุ่มไม่สามารถปลูกมะละกอพันธุ์แขกดำได้ เนื่องจากเสี่ยงต่อการปนเปื้อนข้ามพันธุ์จนผิดเงื่อนไขมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ขณะที่การส่งตรวจยืนยันแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่นางสาวเกษศิรินทร์ พิบูลย์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่ากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยดีอยู่แล้วทั้งในด้านการคุ้มครองสิทธิเกษตรกรและนักปรับปรุงพันธุ์ การแก้กฎหมายตาม UPOV 1991 จึงเท่ากับลดทอนสิทธิเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของภาคเกษตรไทย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บรรษัทไม่กี่กลุ่ม นางสาวปรกชล อู่ทรัพย์ ระบุว่า การที่กรมวิชาการเกษตรยกตัวอย่างเวียดนามซึ่งเข้าร่วม UPOV แล้วสามารถสร้างฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ได้นั้นถูกเพียงครึ่งเดียว เนื่องจากนักพัฒนาพันธุ์ส่วนใหญ่ในเวียดนามเป็นบริษัทข้ามชาติ ขณะที่ประเทศที่เทียบเคียงได้กับไทยในแง่จำนวนเกษตรกรรายย่อยคืออินเดีย ซึ่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปเช่นกัน แต่ไม่ได้นำสิทธิเกษตรกรไปแลกกับการค้าเสรี และไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV 1991 พร้อมระบุว่ากฎหมายของไทยคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ตามกรอบองค์การการค้าโลกอยู่แล้ว ขณะที่สิทธิของเกษตรกรได้รับการรับรองในความตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ ทั้งสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร (ITPGRFA) และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชาวนาและบุคคลอื่นที่ทำงานในชนบท (UNDROP) ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องหลักของเครือข่ายเกษตรกร คือประเทศไทยต้องไม่ยอมรับข้อผูกพันให้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 ไม่แก้กฎหมายภายในให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว และไม่ยอมรับข้อความในรูปแบบอื่นที่มีผลในทางปฏิบัติเทียบเท่ากับการปฏิบัติตาม UPOV 1991 โดยเสนอให้ใช้แนวทางการเจรจาเช่นเดียวกับ FTA ของอินเดีย หรือความตกลงกับกลุ่มประเทศ EFTA ที่ไม่ได้ยอมรับเงื่อนไข UPOV 1991 สำหรับบรรยากาศการยื่นหนังสือ นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับหนังสือข้อเรียกร้องที่หน้ากระทรวง พร้อมระบุว่ากระทรวงจะเปิดเวทีเพื่อรับฟังข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เครือข่ายเกษตรกรแสดงความผิดหวังต่อคำตอบดังกล่าว โดยระบุว่าพรรคเพื่อไทยเคยยืนยันต่อสาธารณะมาโดยตลอดว่าจะไม่รับ UPOV ในการเจรจา FTA และมองว่าข้อมูลที่กระทรวงแถลงก่อนหน้านี้มาจากข้าราชการกรมวิชาการเกษตรเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งนำเสนอเพียงข้อดี โดยละเลยผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรที่เคยศึกษาเรื่องนี้จนได้ข้อสรุปมาแล้ว นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังระบุว่าไม่พอใจที่นักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นแกนผลักดัน UPOV โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียกล่าวหาว่ากลุ่มเกษตรกรปลุกปั่นและสร้างความวุ่นวาย * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * UPOV1991 * FTA ไทย-อียู * FTA * การค้าเสรี * เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
dlvr.it
September 23, 2026 at 9:45 AM
สส.เชียงใหม่ เสนอลดงบภารกิจบินรับส่งผู้บริหารฯ ของกรมฝนหลวง ชี้ควรทุ่มแก้ภัยแล้ง-ไฟป่า
สส.เชียงใหม่ เสนอลดงบภารกิจบินรับส่งผู้บริหารฯ ของกรมฝนหลวง ชี้ควรทุ่มแก้ภัยแล้ง-ไฟป่า auser15 Tue, 2026-09-08 - 12:50 'การณิก จันทดา' สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายเสนอให้พิจารณาปรับลดงบประมาณของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในส่วนของภารกิจการบินสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานราชการอื่น ลง 13.5% พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการนำเครื่องบินของกรมฝนหลวงมาใช้รับส่งผู้บริหารและคณะ ขณะที่ภารกิจสำคัญด้านการแก้ภัยแล้ง ไฟป่า และฝุ่น PM2.5 ยังมีความจำเป็นต่อประชาชน 8 กันยายน 2569 สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยเริ่มพิจารณามาตรา 14 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานในกำกับ วงเงิน 53,050,306,600 บาท ในการอภิปรายมาตรา 14 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การณิก จันทดา สส.เชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 2 พรรคประชาชน ได้อภิปรายเสนอให้พิจารณาปรับลดงบประมาณของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในส่วนของภารกิจการบินสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานราชการอื่น การณิกกล่าวว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจ 5 ด้าน โดยหนึ่งในนั้นคือการบินสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเห็นว่าควรมีการพิจารณาปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ การณิกระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 เครื่องบินของกรมฝนหลวงมีภารกิจบินขึ้นลงรวม 2,928 ชั่วโมง ในจำนวนนี้เป็นการใช้เครื่องบินเพื่อรับส่งรัฐมนตรีและคณะถึง 886 ชั่วโมง หรือคิดเป็นประมาณ 30% ของภารกิจการบินทั้งหมดของกรมฝนหลวง ส่วนปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ภารกิจดังกล่าวลดลงบางส่วน เนื่องจากรัฐมนตรีชุดใหม่มีเครื่องบินสำหรับเดินทางของตนเอง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลถึงวันที่ 30 มิถุนายน พบว่ายังมีการใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงเพื่อสนับสนุนผู้บริหาร คิดเป็น 13.5% ของภารกิจทั้งหมด และใช้งบประมาณไปแล้วประมาณ 8 ล้านบาท สส.เชียงใหม่ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ภารกิจการบินของกรมฝนหลวงไม่ได้มีเพียงการสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ยังมีการนำเครื่องบินไปสนับสนุนผู้บริหารและหน่วยงานราชการอื่นด้วย การณิก ยังยกตัวอย่าง การใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงในอดีต เพื่อสะท้อนว่าภารกิจการบินสนับสนุนผู้บริหารและหน่วยงานราชการอื่นเคยถูกนำไปใช้อย่างไร โดยกรณีหนึ่งคือการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีการใช้เครื่องบินขนส่งถุงยังชีพและมีเที่ยวบินขึ้นลงถึง 198 เที่ยวบิน เธอตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการใช้เครื่องบินขนาดเล็กของกรมฝนหลวงกับภารกิจดังกล่าว อีกกรณีที่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างในอดีต คือการใช้เครื่องบินสนับสนุนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเดินทางไปติดตามการบูรณาการความร่วมมือด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในจังหวัดเชียงรายและพะเยา การณิก ยังกล่าวถึงภารกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยระบุว่า นอกจากรัฐมนตรีแล้ว ยังมีเลขานุการรัฐมนตรีใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงเพื่อเดินทางไปปฏิบัติภารกิจกับกรมฝนหลวงด้วย “เงินงบประมาณที่ตั้งไว้ควรใช้สำหรับสร้างฝนเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร หรือในช่วงที่เกิดไฟป่าภาคเหนือ ก็ควรใช้เครื่องบินขึ้นไปดัดแปรสภาพอากาศเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ให้เครื่องบินของกรมฝนหลวงมีไว้สำหรับรับส่ง VIP และคณะ หรือบินไปเปิดงานของผู้บริหารกระทรวง” อย่างไรก็ตาม การณิกย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าผู้บริหารจะไม่สามารถใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงได้เลย โดยเห็นว่าสามารถใช้ได้ในกรณีเร่งด่วน เช่น การเดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ หรือการประชุมในวาระเร่งด่วนที่ไม่สามารถรอได้ แต่หากเป็นภารกิจที่ไม่เร่งด่วน ผู้บริหารและคณะยังสามารถเดินทางด้วยเครื่องบินพาณิชย์ได้ เพื่อไม่ให้เบียดบังภารกิจหลักของกรมฝนหลวง เธอยังชี้ถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่า เมื่อเฉลี่ยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามจำนวนผู้โดยสาร เครื่องบินพาณิชย์ที่รองรับผู้โดยสารจำนวนมากอาจมีการปล่อยคาร์บอนต่อคนต่ำกว่าเครื่องบินขนาดเล็กประมาณ 5-14 เท่า จึงควรพิจารณาทั้งความคุ้มค่าของงบประมาณและผลกระทบด้านมลพิษควบคู่กัน การณิกจึงเสนอให้พิจารณาปรับลดงบประมาณในส่วนของภารกิจการบินสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานราชการอื่น ลง 13.5% และนำทรัพยากรไปใช้กับภารกิจหลักของกรมฝนหลวง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาภัยแล้ง ไฟป่า และฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * การณิก จันทดา * กรมฝนหลวงและการบินเกษตร * งบประมาณ 70 * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
dlvr.it
September 8, 2026 at 5:56 AM
สส.เชียงใหม่ เสนอลดงบภารกิจบินรับส่งผู้บริหารฯ ของกรมฝนหลวง ชี้ควรทุ่มแก้ภัยแล้ง-ไฟป่า
สส.เชียงใหม่ เสนอลดงบภารกิจบินรับส่งผู้บริหารฯ ของกรมฝนหลวง ชี้ควรทุ่มแก้ภัยแล้ง-ไฟป่า
สส.เชียงใหม่ เสนอลดงบภารกิจบินรับส่งผู้บริหารฯ ของกรมฝนหลวง ชี้ควรทุ่มแก้ภัยแล้ง-ไฟป่า auser15 Tue, 2026-09-08 - 12:50 'การณิก จันทดา' สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายเสนอให้พิจารณาปรับลดงบประมาณของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในส่วนของภารกิจการบินสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานราชการอื่น ลง 13.5% พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการนำเครื่องบินของกรมฝนหลวงมาใช้รับส่งผู้บริหารและคณะ ขณะที่ภารกิจสำคัญด้านการแก้ภัยแล้ง ไฟป่า และฝุ่น PM2.5 ยังมีความจำเป็นต่อประชาชน 8 กันยายน 2569 สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยเริ่มพิจารณามาตรา 14 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานในกำกับ วงเงิน 53,050,306,600 บาท ในการอภิปรายมาตรา 14 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การณิก จันทดา สส.เชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 2 พรรคประชาชน ได้อภิปรายเสนอให้พิจารณาปรับลดงบประมาณของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในส่วนของภารกิจการบินสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานราชการอื่น การณิกกล่าวว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจ 5 ด้าน โดยหนึ่งในนั้นคือการบินสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเห็นว่าควรมีการพิจารณาปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ การณิกระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 เครื่องบินของกรมฝนหลวงมีภารกิจบินขึ้นลงรวม 2,928 ชั่วโมง ในจำนวนนี้เป็นการใช้เครื่องบินเพื่อรับส่งรัฐมนตรีและคณะถึง 886 ชั่วโมง หรือคิดเป็นประมาณ 30% ของภารกิจการบินทั้งหมดของกรมฝนหลวง ส่วนปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ภารกิจดังกล่าวลดลงบางส่วน เนื่องจากรัฐมนตรีชุดใหม่มีเครื่องบินสำหรับเดินทางของตนเอง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลถึงวันที่ 30 มิถุนายน พบว่ายังมีการใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงเพื่อสนับสนุนผู้บริหาร คิดเป็น 13.5% ของภารกิจทั้งหมด และใช้งบประมาณไปแล้วประมาณ 8 ล้านบาท สส.เชียงใหม่ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ภารกิจการบินของกรมฝนหลวงไม่ได้มีเพียงการสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ยังมีการนำเครื่องบินไปสนับสนุนผู้บริหารและหน่วยงานราชการอื่นด้วย การณิก ยังยกตัวอย่าง การใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงในอดีต เพื่อสะท้อนว่าภารกิจการบินสนับสนุนผู้บริหารและหน่วยงานราชการอื่นเคยถูกนำไปใช้อย่างไร โดยกรณีหนึ่งคือการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีการใช้เครื่องบินขนส่งถุงยังชีพและมีเที่ยวบินขึ้นลงถึง 198 เที่ยวบิน เธอตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการใช้เครื่องบินขนาดเล็กของกรมฝนหลวงกับภารกิจดังกล่าว อีกกรณีที่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างในอดีต คือการใช้เครื่องบินสนับสนุนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเดินทางไปติดตามการบูรณาการความร่วมมือด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในจังหวัดเชียงรายและพะเยา การณิก ยังกล่าวถึงภารกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยระบุว่า นอกจากรัฐมนตรีแล้ว ยังมีเลขานุการรัฐมนตรีใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงเพื่อเดินทางไปปฏิบัติภารกิจกับกรมฝนหลวงด้วย “เงินงบประมาณที่ตั้งไว้ควรใช้สำหรับสร้างฝนเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร หรือในช่วงที่เกิดไฟป่าภาคเหนือ ก็ควรใช้เครื่องบินขึ้นไปดัดแปรสภาพอากาศเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ให้เครื่องบินของกรมฝนหลวงมีไว้สำหรับรับส่ง VIP และคณะ หรือบินไปเปิดงานของผู้บริหารกระทรวง” อย่างไรก็ตาม การณิกย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าผู้บริหารจะไม่สามารถใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงได้เลย โดยเห็นว่าสามารถใช้ได้ในกรณีเร่งด่วน เช่น การเดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ หรือการประชุมในวาระเร่งด่วนที่ไม่สามารถรอได้ แต่หากเป็นภารกิจที่ไม่เร่งด่วน ผู้บริหารและคณะยังสามารถเดินทางด้วยเครื่องบินพาณิชย์ได้ เพื่อไม่ให้เบียดบังภารกิจหลักของกรมฝนหลวง เธอยังชี้ถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่า เมื่อเฉลี่ยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามจำนวนผู้โดยสาร เครื่องบินพาณิชย์ที่รองรับผู้โดยสารจำนวนมากอาจมีการปล่อยคาร์บอนต่อคนต่ำกว่าเครื่องบินขนาดเล็กประมาณ 5-14 เท่า จึงควรพิจารณาทั้งความคุ้มค่าของงบประมาณและผลกระทบด้านมลพิษควบคู่กัน การณิกจึงเสนอให้พิจารณาปรับลดงบประมาณในส่วนของภารกิจการบินสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานราชการอื่น ลง 13.5% และนำทรัพยากรไปใช้กับภารกิจหลักของกรมฝนหลวง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาภัยแล้ง ไฟป่า และฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * การณิก จันทดา * กรมฝนหลวงและการบินเกษตร * งบประมาณ 70 * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
dlvr.it
September 8, 2026 at 5:56 AM
สภาผู้แทนราษฎร ถกงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2 วันที่ 2
สภาผู้แทนราษฎร ถกงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2 วันที่ 2 auser15 Tue, 2026-09-08 - 09:49 สภาผู้แทนราษฎร เตรียมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระที่ 2 วันนี้ เริ่มมาตรา 14 งบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงินกว่า 53,000 ล้านบาท 8 กันยายน 2569 NBT Connext รายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (8 ก.ย.) เวลา 09.00 น. พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2 ต่อเนื่องจากการประชุมวานนี้ (7 ก.ย. 2569) ซึ่งที่ประชุมพิจารณาถึงมาตรา 13 งบประมาณของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และหน่วยงานในกำกับ ก่อนพักการประชุมเวลา 00.39 น. รวมเวลาพิจารณา 15 ชั่วโมง 39 นาที เรื่องที่เกี่ยวข้อง * สภาผู้แทนราษฎร เริ่มพิจารณาวาระ 2 ร่างงบฯ ปี 70 กมธ.ปรับลด 1.11 หมื่นล้านบาท-จัดสรรใหม่วงเงินเท่ากัน  * แจงงบกลางเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน 1.2 หมื่นล้าน ไม่ซ้ำซ้อน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน  * สภาผู้แทนราษฎร ถกร่างงบฯ ปี 70 วาระ 2 วันแรก เห็นชอบมาตรา 1-8 ตามที่ กมธ.เสนอ  วันนี้ (8 ก.ย.) ที่ประชุมเข้าสู่การพิจารณามาตรา 14 งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงินประมาณกว่า 53,000 ล้านบาท ครอบคลุมภารกิจส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการดูแลและช่วยเหลือเกษตรกร โดยคาดว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะอภิปรายรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณ พร้อมเสนอข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ เพื่อให้การใช้งบประมาณ มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * งบประมาณ 70 งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
dlvr.it
September 8, 2026 at 2:53 AM
สภาผู้แทนราษฎร ถกงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2 วันที่ 2
สภาผู้แทนราษฎร ถกงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2 วันที่ 2
สภาผู้แทนราษฎร ถกงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2 วันที่ 2 auser15 Tue, 2026-09-08 - 09:49 สภาผู้แทนราษฎร เตรียมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระที่ 2 วันนี้ เริ่มมาตรา 14 งบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงินกว่า 53,000 ล้านบาท 8 กันยายน 2569 NBT Connext รายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (8 ก.ย.) เวลา 09.00 น. พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2 ต่อเนื่องจากการประชุมวานนี้ (7 ก.ย. 2569) ซึ่งที่ประชุมพิจารณาถึงมาตรา 13 งบประมาณของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และหน่วยงานในกำกับ ก่อนพักการประชุมเวลา 00.39 น. รวมเวลาพิจารณา 15 ชั่วโมง 39 นาที เรื่องที่เกี่ยวข้อง * สภาผู้แทนราษฎร เริ่มพิจารณาวาระ 2 ร่างงบฯ ปี 70 กมธ.ปรับลด 1.11 หมื่นล้านบาท-จัดสรรใหม่วงเงินเท่ากัน  * แจงงบกลางเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน 1.2 หมื่นล้าน ไม่ซ้ำซ้อน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน  * สภาผู้แทนราษฎร ถกร่างงบฯ ปี 70 วาระ 2 วันแรก เห็นชอบมาตรา 1-8 ตามที่ กมธ.เสนอ  วันนี้ (8 ก.ย.) ที่ประชุมเข้าสู่การพิจารณามาตรา 14 งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงินประมาณกว่า 53,000 ล้านบาท ครอบคลุมภารกิจส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการดูแลและช่วยเหลือเกษตรกร โดยคาดว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะอภิปรายรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณ พร้อมเสนอข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ เพื่อให้การใช้งบประมาณ มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * งบประมาณ 70 งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
dlvr.it
September 8, 2026 at 2:53 AM