สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 5-11 ต.ค. 2569
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 5-11 ต.ค. 2569
auser15
Sun, 2026-10-11 - 15:41
ใกล้เคาะเกณฑ์ข้าราชการเออร์ลีรีไทร์ ได้มากกว่า 12 เท่า เริ่มอายุ 50 ปี-ผ่อนคลายคน 40 ปี ถ้ามีเหตุจำเป็น
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงความคืบการดำเนินโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) ของข้าราชการพลเรือนสามัญ ว่าตอนนี้รอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำรายละเอียดก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งเหลือข้อสรุปอยู่เพียงประเด็นเดียว คือเรื่องค่าตอบแทนควรให้กี่เท่า เพราะมองว่าอยากให้ได้มากกว่า 12 เท่า ส่วนจะเท่าไหร่นั้นต้องรอหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสรุปเกณฑ์
ส่วนกลุ่มผู้เข้าเกณฑ์เบื้องต้น จะเริ่มที่อายุ 50 ปีขี้นไป แต่ถ้าผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นสนใจเข้าร่วม ต้องมีเหตุจำเป็น เช่น ลาออกเพื่อไปดูแลบิดามารดา หรือมีอาการป่วย โดยหัวหน้าหน่วยงานจะเป็นผู้พิจารณา คาดว่ามาตรการนี้จะสามารถดำเนินการได้ภายในปีงบฯ 70 ซึ่งตั้งเป้าว่าจะสามารถลดอัตราจำนวนลงได้ 5% ต่อปีจากจำนวนข้าราชการทั้งหมด โดยเฟสแรกตั้งเป้าไว้ที่ 5% ก็จะใช้งบประมาณ 7 พันล้านบาท เบื้องต้นอาจใช้งบกลาง จากนั้นปีถัดไปเชื่อว่างบฯ ดำเนินโครงการจะค่อยลดลงเรื่อย ๆ
ส่วนกรณีการบริหารทรัพยากรบุคคล หลังมีประกาศยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) คณะรัฐมนตรี ได้มีมติให้โอนบุคลากร 48 คน ไปสังกัดภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) สำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีภารกิจใกล้เคียงกัน โดยจะไปดำเนินงานในหน่วยการบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) เพื่อทำภารกิจทำแผนที่ การปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) ซึ่งหากเสร็จสมบูรณ์ ครม.จะให้ความเห็นชอบ ก่อนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้แผนที่ท้ายกฎหมายลำดับรองภายในไม่เกิน 90 วัน เพราะผ่านมาเป็น 10 ปี One Map ก็ยังไม่สำเร็จ
ส่วนการลดหน่วยงานรัฐซ้ำซ้อนตามภูมิภาค ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำลังพิจารณา ซึ่งการดำเนินการจะต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะมีผลกระทบด้านอัตรากำลังและภารกิจ แต่ยืนยันว่าจะต้องดำเนินการและเป็นแผนระยะยาว
ส่วนความคืบหน้ามาตรการชะลอลดขนาดอัตรากำลัง เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด (MSF) ได้เร่งรัดการเชื่อมโยงข้อมูล หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการเชื่อมโยงข้อมูลเรื่องร้องเรียงร้องทุกข์ และให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม การรุกล้ำที่ดิน การทุจริตของเจ้าหน้าที่ เพราะแต่ละประเด็นจะมีหลากหลายมิติ จะได้ทำให้การช่วยเหลือประชาชนไม่กระจายกระจายและมีฐานข้อมูลที่ตรงกันทำให้ทุกหน่วยสามารถใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด และง่ายต่อประชาชนเพื่อขอรับบริการรัฐ
ทั้งนี้ นายปกรณ์ ยังเปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนที่เข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ถือว่าได้ทำตามนโยบายรัฐบาล ในเรื่องกฎหมายครบทุกหัวข้อแล้ว
ที่มา: สำนักข่าวไทย, 11/10/2569
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 11 ต.ค. รมว.แรงงาน ยืนยันจดเบอร์ผู้สมัครเข้าคูหาได้
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมบริเวณจุดกระจายบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะใช้เป็นศูนย์รวบรวมคะแนนด้วย ตั้งอยู่บริเวณใต้ตึกกระทรวงแรงงานและอาคารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมยืนยันว่าขณะนี้มีความพร้อมเต็มร้อย
ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับการจดหมายเลขผู้สมัครเข้าไปในคูหา นายจุลพันธ์ ชี้แจงว่า แม้ระเบียบจะไม่อนุญาตให้นำเอกสารเข้าไปได้ แต่หากผู้มีสิทธิจดหมายเลขด้วยลายมือตนเอง สามารถนำเข้าไปได้
นอกจากนี้ ยังมีหน่วยเลือกตั้งในอำเภอที่ประสบภัยน้ำท่วม 32 จุด ซึ่งย้ายไปยังอำเภอข้างเคียง พร้อมแจ้งผู้มีสิทธิในแต่ละพื้นที่ผ่านข้อความ SMS เพื่อให้ทราบสถานที่เลือกตั้งใหม่ หากวันพรุ่งนี้เกิดฝนตกหนักหรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์
ที่มา: ไทยพีบีเอส, 10/11/2569
เครือข่ายนักสื่อสารแรงงานค้านเลิกจัดสรรภาษีบาปให้ไทยพีบีเอส สสส. และอีก 2 กองทุน ชี้กระทบความเป็นอิสระ เสนอ 5 ข้อต่อรัฐบาล
เครือข่ายนักสื่อสารแรงงานออกแถลงการณ์เปิดผนึกถึงรัฐบาล ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ในหัวข้อ "งบประมาณสื่อสาธารณะต้องเป็นอิสระ เงินสุขภาพต้องไม่สะดุด สิทธิประชาชนต้องไม่ถูกลดทอน" เพื่อคัดค้านข้อเสนอแก้ไขกฎหมายที่จะยกเลิกการจัดสรรงบประมาณจากภาษีสุราและยาสูบ หรือที่เรียกว่าภาษีบาป ให้แก่ 4 หน่วยงานและกองทุน ได้แก่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยเปลี่ยนไปจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดินตามปกติ
เครือข่ายระบุว่า การเปลี่ยนแหล่งงบประมาณไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคทางการเงิน แต่ส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอิสระในการปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งด้านสุขภาวะ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และความต่อเนื่องของการทำงานเพื่อสังคมและกลุ่มเปราะบาง แม้การรักษาวินัยการคลังและการตรวจสอบการใช้จ่ายจะจำเป็น แต่ต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองความเป็นอิสระขององค์กร และต้องไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจจัดสรรงบประมาณเข้าแทรกแซงหรือควบคุมทิศทางการทำงาน
เครือข่ายชี้ผลกระทบสำคัญ 3 ประการ ประการแรก ความเป็นอิสระของไทยพีบีเอสเป็นหลักประกันสิทธิรับรู้ของประชาชน เพราะสื่อสาธารณะตรวจสอบอำนาจรัฐ สะท้อนปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงาน และเป็นพื้นที่สื่อสารของผู้ไม่มีอำนาจต่อรอง หากเปลี่ยนระบบงบประมาณโดยไม่มีกลไกคุ้มครองชัดเจนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแทรกแซงทั้งทางตรงและทางอ้อม ประการที่สอง ปัญหาแรงงาน สังคม และสิ่งแวดล้อม ต้องได้รับการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องค่าจ้างที่เป็นธรรม ความปลอดภัยในการทำงาน การจ้างเหมาช่วง ประกันสังคม แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ ตลอดจนประเด็นเด็ก ผู้สูงอายุ และชุมชน ประการที่สาม การส่งเสริมสุขภาพและสวัสดิการสังคมต้องไม่ขาดช่วง การเปลี่ยนแหล่งงบของ สสส. และกองทุนต่างๆ ต้องมีหลักประกันว่าไม่กระทบการป้องกันโรค การลดปัจจัยเสี่ยง และการดูแลกลุ่มเปราะบาง
เครือข่ายยืนยันว่า วินัยการคลัง ความโปร่งใส และความเป็นอิสระของทั้ง 4 หน่วยงานสามารถดำเนินควบคู่กันได้ ผ่านกลไกตรวจสอบของประชาชนและระบบที่มีอยู่เดิม โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนความเป็นอิสระหรือเปิดช่องให้ทุนและฝ่ายการเมืองครอบงำ
ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล มี 5 ข้อ ได้แก่
1. เปิดเผยหลักการ เหตุผล ผลกระทบทางการเงินและสังคม และแผนงบประมาณทดแทนอย่างชัดเจน พร้อมรับฟังความเห็นจากแรงงาน สหภาพแรงงาน นักศึกษา นักวิชาการ องค์กรสื่อ และภาคประชาชนอย่างจริงจังก่อนแก้กฎหมาย
2. คุ้มครองความเป็นอิสระของไทยพีบีเอสด้วยหลักประกันทางกฎหมาย หากเปลี่ยนแหล่งงบประมาณ ต้องมีกลไกรับประกันว่าจะได้รับงบอย่างเพียงพอ ต่อเนื่อง และคาดการณ์ได้ เพื่อไม่ให้งบถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันสื่อสาธารณะ
3. แสดงแผนงบประมาณทดแทนและมาตรการป้องกันงบขาดช่วง เพื่อให้ภารกิจด้านสุขภาพ สวัสดิการผู้สูงอายุ การพัฒนากีฬา และการสื่อสารสาธารณะดำเนินต่อไป โดยไม่กระทบคุณภาพชีวิต คุณภาพงาน และความมั่นคงในการจ้างงานของคนทำงานสื่อและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
4. สร้างระบบติดตามผลกระทบที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ให้ตัวแทนแรงงาน สหภาพแรงงาน และภาคประชาชนร่วมประเมินการใช้จ่ายและคุณภาพบริการ พร้อมรักษาและพัฒนากลไกเดิม เช่น สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ
5. ชะลอการแก้กฎหมายจนกว่ารัฐบาลจะพิสูจน์ได้ว่าระบบใหม่รักษาความโปร่งใส ความคุ้มค่า ความต่อเนื่องของภารกิจ และความเป็นอิสระขององค์กรได้จริง
เครือข่ายระบุว่าไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบงบประมาณ แต่การตรวจสอบต้องไม่ทำลายความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ และไม่ผลักภาระมาสู่การสื่อสารประเด็นแรงงาน สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และความเดือดร้อนของชุมชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใดที่ทำให้สิทธิ เสรีภาพ การสื่อสารสาธารณะ ประสิทธิภาพของสื่อ และคุณภาพชีวิตของแรงงานลดทอนลง
ที่มา: voicelabour.org, 10/10/2569
“การบินไทย” สั่งเบรก “พนักงาน” งดโพสต์โซเชียล แสดงความเห็น หลังมีเสียงวิจารณ์ปลดซีอีโอ-ปมทุจริตจัดซื้อไวน์
รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ได้มีคำสั่งจากฝ่ายบริหารของบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) โดยออกเป็นประกาศภายในขอความร่วมมือจากพนักงานทุกคน ให้ใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และงดการโพสต์แสดงความคิดเห็น แชร์ หรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ หรือสร้างความเสียหายต่อบริษัทฯ ตลอดจนบุคคลที่ 3 และหน่วยงานภายนอก ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งนี้ขอให้ติดตาม และเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และการสื่อสารจากช่องทาง ซึ่งเป็นทางการของบริษัทฯ เป็นหลัก เพื่อให้การสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ถูกต้อง และเหมาะสม
คำสั่งดังกล่าวได้ออกประกาศภายหลังจากที่คณะกรรมการ(บอร์ด)บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) มีคำสั่งให้นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ และแต่งตั้งนายสัมฤทธิ์ สำเนียง กรรมการ ปฏิบัติหน้าที่แทน มีผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2569 โดยคำสั่งครั้งนั้นส่งผลให้มีพนักงานบางคนโพสต์ข้อความ และแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการปลดนายชาย รวมถึงประเด็นข้อกล่าวหากระบวนการทุจริตจัดซื้อไวน์ด้วย ซึ่งเรื่องนี้แม้จะไม่ได้อยู่ในข้อมูลที่บริษัทฯ รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ก็เป็นประเด็นที่มีกระแสข่าวว่า เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้บอร์ดฯ มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ นอกเหนือจากประเด็นปัญหาการจัดการในภาวะวิกฤติ ที่ทำให้กระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารตกค้าง และเที่ยวบินการบินไทยล่าช้า(ดีเลย์)
ล่าสุดมีกระแสข่าวว่าเตรียมมีการแต่งตั้ง พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะกรรมการการบินไทย เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีปัญหากระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารตกค้างและการยกเลิกเที่ยวบิน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนแต่อย่างใด ส่วนเรื่องกระบวนการทุจริตจัดซื้อไวน์นั้น คณะกรรมการฯ ชุดนี้ไม่ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตามเรื่องการจัดซื้อไวน์ในลอตที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ ลงนามจัดซื้อโดยนายชาย เป็นการจัดซื้อรวมกว่า 7 แสนขวด ใช้งบประมาณ 180 ล้านบาท ไม่ใช่ 800 ล้านบาท
การจัดซื้อลอตนี้มีทั้งไวน์ และแชมเปญ สำหรับให้บริการผู้โดยสารทุกชั้นโดยสาร ทั้ง Economy, Business, และ First Class เป็นคำสั่งซื้อสำหรับการให้บริการใน 1 ปีของปี 2569 โดยการจัดซื้อไวน์ และแชมเปญ แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 1. จัดซื้อแชมเปญ แบบแข่งขันด้านราคา ซึ่งมีหลายบริษัทร่วมเสนอราคา และ 2. จัดซื้อไวน์ แบบเฉพาะราย เพื่อให้มีความต่อเนื่อง และไวน์เดิมได้รับความพึงพอใจจากผู้โดยสารมาก จึงขยายสัญญาการจัดหาไวน์กับผู้ประกอบการรายเดิม ทั้งนี้การจัดซื้อไวน์ที่ผ่านมา ต้องดำเนินการตามกระบวนจัดซื้อของบริษัทฯ และผ่านการตรวจสอบจากฝ่ายต่างๆ ที่ต้องร่วมกันตรวจสอบ รวมถึงในการจัดซื้อจะคำนึงถึงผลการประเมินความพึงพอใจของผู้โดยสารด้วย จะไม่ใช่การพิจารณา หรือตัดสินใจของประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ คนเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตามการจัดซื้อไวน์ และแชมเปญลอตนี้ มีการคัดเลือกกันมาตั้งแต่ปี 2566 แต่มาได้รับการอนุมัติเมื่อเดือน พ.ย. 2568 ในยุคที่นายชาย เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ โดยปัจจุบันบริษัทฯ เตรียมจัดซื้อไวน์ และแชมเปญ สำหรับให้บริการในปี 2570 ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างขอบเขตงาน (TOR)
ที่มา: เดลินิวส์, 9/10/2569
สมาคมพนักงานสำนักงาน กสทช. ออกแถลงการณ์ขอยุติความขัดแย้งในองค์กร
8 ต.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมพนักงานสำนักงาน กสทช. ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1/2569 ประจำเดือนตุลาคม 2569 เรื่อง ขอให้ กสทช. เร่งหาข้อยุติความขัดแย้งระหว่างกันโดยเร็ว เพื่อให้สำนักงาน กสทช. เดินหน้าจัดประชุม กสทช. โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยมีนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. เป็นผู้รับหนังสือ
โดยเอกสารแถลงการณ์ระบุว่า ด้วยสถานการณ์ข้อขัดแย้งระหว่าง กสทช. ที่ปรากฏผ่านสื่อกระแสหลัก และสื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลให้เกิดภาวะสุญญากาศของการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. อันส่งผลให้สำนักงาน กสทช. ตกอยู่ในสภาวะความกดดัน ถูกบีบบังคับ
พนักงานสำนักงาน กสทช. ทุกคนมีความพร้อมในการสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของ กสทช. ทั้งคณะ แต่พนักงานทุกคนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถเนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ซึ่งพนักงานสำนักงาน กสทช. ทุกคนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ดังนั้น ในนามของสมาคมพนักงาน สำนักงาน กสทช. จึงขอเรียกร้องให้ กสทช. ทั้ง 7 ท่าน ลดทิฐิและข้อขัดแย้งต่างๆ ปล่อยวาง และ/หรือร่วมกันให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เพื่อที่สำนักงาน กสทช. จะได้เดินหน้าจัดประชุม กสทช. อันจะเป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติโดยรวมต่อไป
การออกแถลงการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อขัดแย้งเรื่องอำนาจในการจัดประชุม กสทช. โดยเฉพาะบทบาทของนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. และสำนักงาน กสทช. ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงการสนับสนุนงานธุรการและการอำนวยความสะดวกในการประชุมของกรรมการ กสทช. 6 คน
เนื่องจากก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเกี่ยวกับมติคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่วินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตั้งแต่ต้น และถือเป็นผู้สละสิทธิ์ โดยศาลพิพากษาว่ามติคณะกรรมการสรรหาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ภายหลังคำพิพากษา ยังคงเกิดข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดประชุม กสทช. โดยเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2569 ปรากฏการจัดประชุม 2 วงภายในสำนักงาน กสทช.
ขณะที่วันที่ 6 ต.ค. กรรมการ กสทช. 6 คน ได้แก่ น.ส.พิรงรอง รามสูต รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร นายต่อพงศ์ เสลานนท์ และนายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ได้เดินทางมาจัดประชุมนัดพิเศษ แต่สำนักงาน กสทช. ไม่ได้จัดเตรียมห้องประชุมตามที่ร้องขอ ทำให้ต้องหาห้องประชุมแห่งใหม่ภายในอาคารอำนวยการเพื่อดำเนินการประชุม
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 6 ต.ค. นายไตรรัตน์ได้ลงนามหนังสือเชิญประชุม กสทช. ครั้งที่ 25/2569 ในวันที่ 8 ต.ค. ตามการนัดหมายของ นพ.สรณ
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามต่อบทบาทของนายไตรรัตน์ ในฐานะผู้รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติงานของสำนักงาน ว่าเหตุใดจึงไม่สามารถจัดเตรียมการประชุมให้กรรมการทั้ง 6 คนได้ ทั้งที่มีคำพิพากษาศาลปกครองกลางเกี่ยวกับสถานะของ นพ.สรณ ออกมาแล้ว
ที่มา: ข่าวสด, 8/10/2569
รมว.แรงงานเปิดฟังความเห็นแผน สปส. 5 ปี ชูวิสัยทัศน์ผู้ร่วมดูแลคนทำงานทุกรูปแบบ
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงานประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ต่อการจัดทำแผนปฏิบัติราชการสำนักงานประกันสังคม ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571 – 2575) โดยมีคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด) อนุบอร์ด คณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เครือข่ายผู้ประกันตน นายจ้าง สถานพยาบาล ธนาคาร และสื่อมวลชน เข้าร่วมทั้งในสถานที่และผ่านระบบออนไลน์
จุลพันธ์กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นเป็นอันดับแรก เพื่อสะท้อนว่าทิศทางของแผนปฏิบัติการที่ยกร่างขึ้นมานั้นมีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ โดยหัวใจสำคัญคือวิสัยทัศน์การสร้าง ‘หลักประกันทางสังคมที่ยั่งยืน เชื่อถือได้ และเข้าถึงคนทำงานทุกรูปแบบ’ โดยวางตำแหน่งองค์กรใหม่ ปรับบทบาทจากการเป็นผู้จ่ายสิทธิประโยชน์เมื่อมีคำขอ ไปสู่การเป็นผู้ร่วมดูแลตลอดเส้นทางการทำงาน
สำหรับร่างแผนปฏิบัติการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การจัดทำกระบวนงานและระบบดิจิทัลที่เชื่อถือได้ พัฒนาระบบ SSO Core และระบบออนไลน์เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ให้สิทธิประโยชน์เกิดขึ้นแก่ผู้ประกันตนโดยอัตโนมัติทันทีเมื่อเกิดสิทธิ์ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเอกสารและการร้องขอที่ยุ่งยาก
การยกระดับการคุ้มครองและบริการเชิงรุก ค้นหาและเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ ที่ไม่สร้างภาระทางการเงินแก่ สปส. แต่เกิดประโยชน์ทันทีแก่ผู้ประกันตน
เสริมสร้างความยั่งยืนและธรรมาภิบาลของทั้งสองกองทุน ขยายฐานผู้ประกันตนเพื่อดึงคนเข้าสู่ระบบเฉลี่ยสุขเฉลี่ยทุกข์ ลดความเสี่ยงกองทุนชราภาพในภาวะสังคมสูงวัย ที่มีเงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า โดยปรับอัตราผลตอบแทนการลงทุนให้มากกว่า 5% เพื่อให้เงินเติบโตเพียงพอรองรับการจ่ายบำนาญชราภาพในระยะยาวโดยไม่เกิดปัญหาในอนาคต และล่าสุดได้เสนอกลุ่มแม่บ้าน เกษตรกร และป่าไม้ เข้าสู่ ครม. แล้ว พร้อมเตรียมปรับแก้กฎหมายเพื่อสร้างตะกร้าใหม่ รองรับกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์
ยกระดับองค์กรแห่งความเชื่อมั่นและกำลังคน มุ่งเน้นการสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบและติดตามได้ง่าย เพื่อดึงความไว้วางใจของผู้ประกันตนกลับคืนมา
จุลพันธ์กล่าวย้ำว่า “วันนี้ต้องยอมรับความจริงๆ ว่า สำนักงานประกันสังคมในช่วงที่ผ่านมา เราเผชิญคลื่นลมพอสมควร ความมั่นใจของผู้ประกันตนของเราลดลง วันนี้สิ่งที่เราจะต้องทำ คือ การสร้างความโปร่งใส การสร้างระบบที่สามารถตรวจสอบ และติดตามได้อย่างง่าย เพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับมาเกิดความมั่นใจ หากเขามีความมั่นใจต่อสำนักงานประกันสังคม กระบวนการในการจ่ายเงินสมทบ กระบวนการในการเข้าสู่การเป็นผู้ประกันตนก็จะเพิ่มมากขึ้น สร้างความแข็งแกร่งกลับคืนมาในระยะยาว”
จุลพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายโดยฝากไปยังสำนักงานประกันสังคมและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า แม้การมีแผนระยะยาว 5 ปี จะเป็นเข็มทิศสำคัญขององค์กร แต่ตัวแผนต้องมีความยืดหยุ่น เพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์เฉพาะหน้าและโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมที่ไม่คาดฝัน เช่น เหตุการณ์อุทกภัย เพื่อให้แผนสามารถนำไปปฏิบัติจริง เกิดเสถียรภาพ และตอบโจทย์สวัสดิการของผู้ประกันตนทุกคนได้อย่างครบถ้วนตามกฎหมาย
ที่มา: The Standard, 7/10/2569
สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ ขอให้กำหนดหลักเกณฑ์รับเรื่องร้องเรียนไม่ปรากฏชื่อผู้ร้อง เตรียมนำเข้าตรวจสอบใน กมธ.การแรงงาน
เซีย จำปาทอง รองประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน คนที่สอง รับหนังสือจากบัณฑิต จันทร์แก้วแร่ ประธานสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ เพื่อขอให้คณะกรรมาธิการนำประเด็นการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการรับเรื่องร้องเรียนที่ไม่ปรากฏชื่อผู้ร้อง เข้าสู่การพิจารณาเชิงนโยบาย
สหภาพแรงงานระบุว่า ได้ติดตามประเด็นการใช้อำนาจของนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และได้ใช้สิทธิตรวจดูหนังสือร้องเรียนฉบับหนึ่ง ซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้ร้อง และไม่มีข้อมูลที่ยืนยันได้ว่าผู้จัดทำหนังสือเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพตามที่ระบุไว้ในหนังสือเชิญ ขณะที่นายทะเบียนมีคำสั่งไม่อนุญาตให้คัดสำเนาเอกสารที่มีคำรับรองถูกต้อง โดยอ้างข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 สหภาพแรงงานจึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างพิจารณา
นอกจากนี้ สหภาพแรงงานทำหนังสือสอบถามกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานว่า มีหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติในการรับเรื่องร้องเรียนที่ไม่ปรากฏชื่อผู้ร้อง หรือไม่สามารถยืนยันตัวผู้ร้องได้หรือไม่ กรมตอบว่ายังไม่มีระเบียบ คำสั่ง หรือแนวปฏิบัติเฉพาะ โดยให้นายทะเบียนหรือผู้ที่นายทะเบียนมอบหมายใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
สหภาพแรงงานเห็นว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่ปัญหาเรื่องอำนาจตามกฎหมายของนายทะเบียน แต่เป็นเรื่องการกำหนดมาตรฐานการใช้ดุลพินิจก่อนเริ่มกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงควรกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อให้การใช้อำนาจเป็นมาตรฐานเดียวกัน โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้
เซียกล่าวหลังรับหนังสือว่า คณะกรรมาธิการจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยจะพิจารณารายละเอียดการรับเรื่องร้องเรียนของนายทะเบียนที่ผ่านมา และเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมาชี้แจง เพื่อพิจารณาแนวทางและหลักเกณฑ์การรับเรื่องร้องเรียนให้ชัดเจน และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะนี้ซ้ำในอนาคต
ที่มา: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 7/10/2569
พรรคประชาธิปัตย์ รับร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติฯ เสนอระบบข้อมูลรวมศูนย์ รองรับการบริหารจัดการแรงงานต่างสัญชาติกว่า 3 ล้านคน
นางการดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ พร้อม สส. พรรคประชาธิปัตย์ นางการดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ รับยื่นร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติแห่งชาติ พ.ศ. .... จาก นายศักดิ์ชัย ธรรมปรีชาถาวร นายกสมาคมการค้าผู้นำเข้าและให้บริการแรงงานต่างด้าว (สนบต.) เพื่อประกอบการศึกษา วิเคราะห์ และพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติของประเทศไทย อย่างเป็นระบบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจัดทำขึ้นจากแนวคิดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติให้มีเอกภาพ เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การรักษาความมั่นคงของรัฐ และการบริหารราชการแผ่นดินในระยะยาว ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร การเคลื่อนย้ายประชากรระหว่างประเทศ และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของโลกที่เพิ่มขึ้น โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศ ความมั่นคงของชาติ และการบริหารราชการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้เป็นหลัก
แนวคิดสำคัญของร่างกฎหมาย คือ การปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการจากรูปแบบที่แยกส่วนตามภารกิจของหลายหน่วยงาน ไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติในทุกบริบทอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การเข้าเมือง การพำนัก การทำงาน การใช้บริการ การเปลี่ยนสถานะ และการเดินทางออกจากประเทศ โดยเชื่อมโยงกระบวนงาน ข้อมูล และการกำกับติดตาม ตั้งแต่วันที่เดินทางเข้าประเทศจนถึงวันที่เดินทางออกจากประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมุ่งสู่ผลสัมฤทธิ์ร่วมของประเทศ
ทั้งนี้ มีการเสนอให้จัดตั้ง สำนักงานการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติแห่งชาติ (สนตช.) เป็นหน่วยงานของรัฐในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติแห่งชาติ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ทิศทาง เป้าหมาย และมาตรฐานเชิงนโยบายระดับชาติ ขณะที่ สนตช. จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการวางและกำกับกระบวนงานกลาง มาตรฐานการปฏิบัติงาน ระบบข้อมูลกลาง ระบบอิเล็กทรอนิกส์กลาง การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล กรอบระยะเวลา และตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ ภายใต้กรอบนโยบายและหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการนโยบาย
สำหรับหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าว มิได้มุ่งนำอำนาจตามกฎหมายเฉพาะของทุกกระทรวงหรือหน่วยงานมารวมไว้ที่ สนตช. ทั้งหมด โดยหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายเฉพาะยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของตน และเชื่อมโยงประสานการทำงานผ่านกระบวนงานและระบบกลาง ทั้งนี้ บุคคลต่างสัญชาติที่ได้รับอนุญาตให้พำนักและดำรงชีพอยู่ในราชอาณาจักรต้องปฏิบัติตามกฎหมายและเงื่อนไขที่กำหนด รวมทั้งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการใช้บริการสาธารณะตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิและงบประมาณที่รัฐจัดสรรไว้สำหรับประชาชนไทย
นางการดี เลียวไพโรจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาแรงงานต่างชาติหรือต่างสัญชาติเป็นจำนวนมาก โดยมีข้อมูลประมาณกว่า 3 ล้านคน และประมาณ 3 ใน 4 เป็นแรงงานชาวเมียนมา แม้ภาครัฐสามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างเป็นระบบในส่วนหนึ่ง แต่ยังมีข้อจำกัดในการทราบจำนวนบุคคลต่างสัญชาติที่อยู่ในระบบการทำงานของประเทศไทยอย่างครบถ้วน ซึ่งนำมาสู่ประเด็นด้านการจ้างงาน สุขภาพ และสวัสดิการต่าง ๆ พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติ และตระหนักถึงความท้าทายของประเทศไทยในปัจจุบัน ทั้งจำนวนประชากรที่ลดลง สังคมผู้สูงอายุ และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงเห็นว่าเป็นโอกาสในการพิจารณาข้อเสนอเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยการมีข้อมูลที่รวมศูนย์เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงระบบและเชิงนโยบาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต มีความจำเป็นและควรดำเนินการอย่างเร่งด่วน การบริหารจัดการบุคคลต่างสัญชาติจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เฉพาะด้านเศรษฐกิจและสังคม แต่รวมถึงด้านสาธารณสุขและความมั่นคงของประเทศ หากไม่สามารถเชื่อมโยงการบริหารจัดการให้เป็นระบบเดียวกัน จะทำให้ภาครัฐบริหารจัดการได้ยากและอาจเกิดปัญหาอื่นตามมาในอนาคต ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะศึกษาและวิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวอย่างถี่ถ้วน และจะดำเนินการเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
ที่มา: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 7/10/2569
หนุนใช้ระนองโมเดลเป็นต้นแบบจัดการแรงงานต่างด้าว
นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายให้ข้อสังเกตต่อรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่องแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว กรณีศึกษา จังหวัดระนอง : ความท้าทาย นโยบาย และผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ของคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ว่าจากรายงานผลการศึกษาพบว่า ในปี 2567 จังหวัดระนองมีแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาประมาณ 36,000 คน และเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 38,000 คน ในช่วงต้นปี 2568 โดยกระจายตัวทำงานในภาคเกษตร ปศุสัตว์ แปรรูปสัตว์น้ำ ประมง และก่อสร้าง ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่าเศรษฐกิจของระนองจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือจะจัดระบบอย่างไรให้การจ้างงานถูกต้อง คนไทยมีโอกาสประกอบอาชีพ แรงงานได้รับความคุ้มครอง และท้องถิ่นได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม จึงตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ 5 ประการ
นางสาวอัจฉรพรรณ กล่าวต่อว่าประการแรกคือใช้ข้อมูลการจ้างงานจริงกำหนดนโยบาย โดยสำรวจความต้องการแรงงานจากผู้ประกอบการและแรงงานในแต่ละพื้นที่ ก่อนปรับปรุงกฎหมายหรือกำหนดจำนวนแรงงาน ประการที่สอง เปิดช่องงาน ผู้ช่วย อย่างมีเงื่อนไข สำหรับงานที่พื้นที่มีความต้องการ เช่น ผู้ช่วยช่างหรือผู้ช่วยเสริมสวย พร้อมกำหนดขอบเขตชัดเจน ป้องกันการทำงานเกินสิทธิและการใช้นอมินี ประการที่สาม ให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมบริหารจัดการ โดยให้ผู้ว่าจ้างแจ้งความต้องการผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจัดสรรภาษีหรือค่าธรรมเนียมจากการจ้างงานบางส่วนกลับคืนพื้นที่ เพื่อรองรับบริการสาธารณะ ประการที่สี่ ลดขั้นตอนและต้นทุนระบบ MOU เพื่อจูงใจให้เข้าสู่ระบบถูกกฎหมาย ลดปัญหาการจ้างงานนอกระบบ พร้อมพิจารณาปรับปรุงประสิทธิภาพหน่วยงานเดิมควบคู่กับข้อเสนอจัดตั้งกรมกิจการแรงงานต่างด้าว เพื่อลดความซ้ำซ้อน และประการที่ห้า เชื่อมการจ้างงานกับหลักประกันสุขภาพ โดยให้นายจ้างร่วมรับผิดชอบ และจัดสรรงบประมาณชดเชยค่ารักษาพยาบาลแก่หน่วยบริการตามจริง หลังพบสถานพยาบาลในระนองมีภาระค่ารักษาผู้ป่วยต่างด้าวสะสมกว่า 20 ล้านบาทในช่วงปี 2564-2568 โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ไม่มีเงินซื้อบัตรประกันสุขภาพ จึงต้องผูกระบบการจ้างงานเข้ากับหลักประกันสุขภาพตั้งแต่แรกรับ โดยให้นายจ้างร่วมรับผิดชอบ และมีงบประมาณชดเชยให้แก่หน่วยบริการสาธารณสุขตามจริง เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านสุขอนามัยในชุมชน
นางสาวอัจฉรพรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า เห็นควรผลักดันให้จังหวัดระนองเป็นเมืองต้นแบบในการทดสอบและพัฒนาระบบบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการกำหนดนิยามงานผู้ช่วย การใช้กลไกท้องถิ่นเชื่อมโยงข้อมูลและจัดสรรรายได้ และการสร้างระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุม โดยต้องประเมินผลอย่างต่อเนื่องว่ามาตรการเหล่านี้สามารถลดต้นทุนและขั้นตอน คุ้มครองสิทธิแรงงาน และรักษาโอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทยได้อย่างแท้จริงหรือไม่
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 6/10/2569
คนไทยไม่อยากเกษียณตอน 60 ปี สนใจ Micro-Retirement พักงาน 3 เดือนถึง 1 ปี เทรนด์แรงวัยทำงาน
ผลสำรวจจาก T. Rowe Price Thailand Retirement Survey 2026 สำรวจคนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป 1,000 คนทั่วประเทศ พบว่า ร้อยละ 68 สนใจการเกษียณแบบยืดหยุ่น และร้อยละ 51 มองว่าอายุเกษียณควรกำหนดจากการวางแผนของแต่ละคน ไม่ใช่ตัวเลขอายุที่ตายตัว
ผลสำรวจพบว่า เทรนด์ที่มาแรงที่สุดคือ Micro-Retirement หรือการเกษียณระยะสั้น โดยพักเบรกจากการทำงานประมาณ 3 เดือนถึง 1 ปี แล้วค่อยกลับมาหางานทำใหม่ ซึ่งมีคนไทยสนใจมากถึงร้อยละ 83 โดยเป้าหมายหลักที่ทำให้อยากเกษียณระยะสั้น คือต้องการ work-life balance อยากลดความกดดันจากงาน และฟื้นฟูสุขภาพ
แต่การพักงานคือการหยุดสร้างรายได้ ดังนั้น ร้อยละ 50 ของวัยทำงานจึงระบุว่าตนเองอยากมีสินทรัพย์สะสมอย่างน้อย 2,000,000 บาทก่อนลาออกไปพัก ส่วนใหญ่ไม่ได้อยากหายจากตลาดงานนาน โดยร้อยละ 45 พร้อมกลับมาทำงานทันทีหรือภายใน 3-6 เดือน
อีกแนวคิดคือ Unretirement หรือการกลับมาทำงานหลังเกษียณ มีคนไทยสนใจร้อยละ 69 เหตุผลหลักคืออยากมีรายได้เข้ามาเหมือนเดิมร้อยละ 60 อยากลดแรงกดดันทางการเงินร้อยละ 52 และอยากลองทำงานใหม่ร้อยละ 46 ที่น่าสนใจคือ ร้อยละ 41 อยากเริ่มธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง เทียบกับร้อยละ 15 ในสิงคโปร์
อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือ Flex-Ready Gap หรือช่องว่างระหว่างความอยากพักงานกับความพร้อมทางการเงิน โดยร้อยละ 86 อยากรักษาหรือยกระดับคุณภาพชีวิตหลังเกษียณ แต่มีเพียงร้อยละ 31 ที่รู้ว่าต้องมีเงินเท่าไร และในกลุ่มที่อยากเกษียณแบบยืดหยุ่น มีเพียงร้อยละ 49 ที่รู้สึกพร้อมทางการเงิน และร้อยละ 27 ที่รู้ตัวเลขเป้าหมายชัดเจน
ท้ายที่สุด การเกษียณอาจไม่ใช่ วันที่เราหยุดทำงาน แต่คือ วันที่เรามีอิสระมากพอที่จะเลือก และอิสระแบบนั้นเริ่มจากการวางแผนตั้งแต่วันนี้
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 6/10/2569
ห่วงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 11 ต.ค. คาบเกี่ยววันหยุดยาว ขออำนวยความสะดวกผู้ใช้สิทธิ
นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเลื่อนเลือกตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคม จากวันที่ 27 กันยายน เป็นวันที่ 11 ตุลาคม 2569 โดยเห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนั้น เนื่องจากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประสบปัญหาน้ำท่วม ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางไปใช้สิทธิ อย่างไรก็ตาม นายเทวฤทธิ์ กังวลว่าวันเลือกตั้งใหม่คาบเกี่ยวช่วงวันหยุดยาว ผู้มีสิทธิบางส่วนอาจเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยว อีกทั้งผู้ประกันตนมาตรา 33 อาจมีสถานที่เลือกตั้งต่างจากพื้นที่ทำงาน โดยเฉพาะลูกจ้างของบริษัทที่มีหลายสาขา จึงขอให้หน่วยงานจัดการเลือกตั้งเตรียมมาตรการอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิได้มากที่สุด
ส่วนการนับคะแนน นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า เป็นอีกเรื่องที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากเดิมไม่ได้กำหนดให้มีการนับคะแนนบริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้ง จึงต้องติดตามว่าจะมีการผ่อนผันให้สามารถนับคะแนนหน้าหน่วยได้หรือไม่ เพราะผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งสามารถเข้ามาตรวจสอบกระบวนการได้ และถือเป็นประเด็นสำคัญต่อความโปร่งใสของการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ นายเทวฤทธิ์ ยังกล่าวถึงเป้าหมายจำนวนผู้มาใช้สิทธิ ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตั้งเป้าหมายให้การเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้มาใช้สิทธิมากกว่าปี 2566 ซึ่งครั้งนั้นมีผู้มาใช้สิทธิจริงเพียงประมาณกว่า 100,000 คน จากผู้มีสิทธิกว่า 10 ล้านคน ถือว่าน้อยมาก ซึ่งหากครั้งนี้น้อยกว่าเดิมถือว่าสอบตก จึงหวังว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิได้มากขึ้น
นายเทวฤทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการประชาสัมพันธ์และการลงทะเบียนที่มีความล่าช้า รวมถึงกรณีช่วงท้ายของการลงทะเบียนที่มีผู้ลงทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเห็นว่าควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเกิดจากสาเหตุใด และมีข้อพิรุธเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งหรือไม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากกองทุนประกันสังคมมีขนาดเกือบเทียบเท่างบประมาณรายจ่ายประจำปี และเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของผู้ประกันตน อีกทั้งการเปิดให้ลูกจ้างและนายจ้างเลือกตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่โดยตรง ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและมีข้อมูลหลายด้านที่ถูกนำมาเปิดเผยมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกันตนจึงควรออกมาใช้สิทธิ และพิจารณาเลือกบุคคลที่สามารถตอบโจทย์การบริหารกองทุน รวมถึงสร้างหลักประกันให้ระบบประกันสังคมมีความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 5/10/2569
9 เดือนแรกปี 2569 กองถ่ายต่างชาติแจ้งขออนุญาต 423 เรื่อง เงินสะพัด 7,510 ล้าน-จ้างงานในประเทศ
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรึ เปิดเผยว่า ข่าวดี ข้อมูลสถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2569 (มกราคม – กันยายน) ยอดแจ้งขออนุญาตพุ่งสูงถึง 423 เรื่อง สร้างรายได้เข้าประเทศแล้วกว่า 7,510 ล้านบาท ทำลายสถิติรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้สำเร็จตอกย้ำศักยภาพประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็น “Filming Paradise” ระดับโลก
“การเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของสตูดิโอภาพยนตร์และบริษัทผู้สร้างระดับโลก โดยปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดกองถ่ายต่างชาติ ได้แก่ ความพร้อมด้านสถานที่ถ่ายทำที่มีความหลากหลาย ศักยภาพของบุคลากรและทีมงานไทย โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับงานโปรดักชันขนาดใหญ่ ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำ (Cash Rebate) ของกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ (Thailand Film Office: TFO) ที่ให้สิทธิประโยชน์คืนเงินสูงสุดถึง 30% รวมถึงแรงจูงใจเพิ่มเติมจากการจ้างงานบุคลากรไทย การถ่ายทำในต่างจังหวัด และการใช้บริการหลังการถ่ายทำ (Post-production) ในประเทศ” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สำหรับตลาดหลักที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด 10 อันดับแรก ประกอบด้วย
1. สหรัฐอเมริกา – 38 เรื่อง รายได้ 2,379 ล้านบาท (ครองอันดับ 1 ในแง่มูลค่าการลงทุน)
2.สหราชอาณาจักร – 27 เรื่อง รายได้ 1,679 ล้านบาท
3.ฟินแลนด์ – 1 เรื่อง รายได้ 448 ล้านบาท (โดดเด่นด้วยมูลค่าการลงทุนต่อเรื่องสูง)
4.เขตบริหารพิเศษฮ่องกงฯ – 18 เรื่อง รายได้ 382 ล้านบาท
5.เยอรมนี – 15 เรื่อง รายได้ 379 ล้านบาท
6.อินเดีย – 44 เรื่อง รายได้ 341 ล้านบาท
7.สเปน – 3 เรื่อง รายได้ 336 ล้านบาท
8.จีน – 52 เรื่อง รายได้ 253.23 ล้านบาท (เป็นประเทศที่มีจำนวนกองถ่ายเข้ามามากที่สุด)
9.สิงคโปร์ – 24 เรื่อง รายได้ 253.20 ล้านบาท
10.ฝรั่งเศส – 17 เรื่อง รายได้ 185 ล้านบาท
ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดการณ์ว่า ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 จะยังคงมีกองถ่ายทำต่างประเทศทยอยเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง ถือว่ามีโอกาสสูงที่รายได้รวมตลอดทั้งปี 2569 พุ่งแตะระดับ 8,000 – 10,000 ล้านบาท ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 5/10/2569
* ข่าว
* เศรษฐกิจ
* สังคม
* แรงงาน
* คุณภาพชีวิต
* สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์