#การเกษียณอายุ
KwayJab (o p p r e s s i o n o f e v i l s p i r i t s )

ผู้อำนวยการโรงเรียนกำลังจะเกษียณอายุราชการ ได้บูรณะศาลเจ้าแม่ประจำโรงเรียน โดยไม่ประกอบพิธีกรรม ศาลเจ้าแมประจำโรงเรียนคือศาลกักขังวิญญาณเพื่อให้โรงเรียนอยู่เย็นเป็นสุขได้พังทลายลง เหตุการร์จะเป็นอย่างไรต่อไป
February 23, 2024 at 12:27 PM
"อิสระภาพทางการเงิน กับ เกษียณ ไม่เหมือนกัน" / เออจริงแฮะ เกษียณรวย เกษียณจน เกษียณใช้กำหนดอายุการทำงานไม่ได้บอกว่าจะรวยหรือจน
May 14, 2025 at 11:22 AM
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 5-11 ต.ค. 2569
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 5-11 ต.ค. 2569 auser15 Sun, 2026-10-11 - 15:41 ใกล้เคาะเกณฑ์ข้าราชการเออร์ลีรีไทร์ ได้มากกว่า 12 เท่า เริ่มอายุ 50 ปี-ผ่อนคลายคน 40 ปี ถ้ามีเหตุจำเป็น นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงความคืบการดำเนินโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) ของข้าราชการพลเรือนสามัญ ว่าตอนนี้รอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำรายละเอียดก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งเหลือข้อสรุปอยู่เพียงประเด็นเดียว คือเรื่องค่าตอบแทนควรให้กี่เท่า เพราะมองว่าอยากให้ได้มากกว่า 12 เท่า ส่วนจะเท่าไหร่นั้นต้องรอหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสรุปเกณฑ์ ส่วนกลุ่มผู้เข้าเกณฑ์เบื้องต้น จะเริ่มที่อายุ 50 ปีขี้นไป แต่ถ้าผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นสนใจเข้าร่วม ต้องมีเหตุจำเป็น เช่น ลาออกเพื่อไปดูแลบิดามารดา หรือมีอาการป่วย โดยหัวหน้าหน่วยงานจะเป็นผู้พิจารณา คาดว่ามาตรการนี้จะสามารถดำเนินการได้ภายในปีงบฯ 70 ซึ่งตั้งเป้าว่าจะสามารถลดอัตราจำนวนลงได้ 5% ต่อปีจากจำนวนข้าราชการทั้งหมด โดยเฟสแรกตั้งเป้าไว้ที่ 5% ก็จะใช้งบประมาณ 7 พันล้านบาท เบื้องต้นอาจใช้งบกลาง จากนั้นปีถัดไปเชื่อว่างบฯ ดำเนินโครงการจะค่อยลดลงเรื่อย ๆ ส่วนกรณีการบริหารทรัพยากรบุคคล หลังมีประกาศยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) คณะรัฐมนตรี ได้มีมติให้โอนบุคลากร 48 คน ไปสังกัดภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) สำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีภารกิจใกล้เคียงกัน โดยจะไปดำเนินงานในหน่วยการบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) เพื่อทำภารกิจทำแผนที่ การปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) ซึ่งหากเสร็จสมบูรณ์ ครม.จะให้ความเห็นชอบ ก่อนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้แผนที่ท้ายกฎหมายลำดับรองภายในไม่เกิน 90 วัน เพราะผ่านมาเป็น 10 ปี One Map ก็ยังไม่สำเร็จ ส่วนการลดหน่วยงานรัฐซ้ำซ้อนตามภูมิภาค ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำลังพิจารณา ซึ่งการดำเนินการจะต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะมีผลกระทบด้านอัตรากำลังและภารกิจ แต่ยืนยันว่าจะต้องดำเนินการและเป็นแผนระยะยาว ส่วนความคืบหน้ามาตรการชะลอลดขนาดอัตรากำลัง เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด (MSF) ได้เร่งรัดการเชื่อมโยงข้อมูล หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการเชื่อมโยงข้อมูลเรื่องร้องเรียงร้องทุกข์ และให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม การรุกล้ำที่ดิน การทุจริตของเจ้าหน้าที่ เพราะแต่ละประเด็นจะมีหลากหลายมิติ จะได้ทำให้การช่วยเหลือประชาชนไม่กระจายกระจายและมีฐานข้อมูลที่ตรงกันทำให้ทุกหน่วยสามารถใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด และง่ายต่อประชาชนเพื่อขอรับบริการรัฐ ทั้งนี้ นายปกรณ์​ ยังเปิดเผยว่า​ ในช่วง​ 6 เดือนที่เข้ามารับตำแหน่ง​รองนายกรัฐมนตรี​ฝ่ายกฎหมาย​ ถือว่าได้ทำตามนโยบายรัฐบาล​ ในเรื่องกฎหมายครบทุกหัวข้อแล้ว ที่มา: สำนักข่าวไทย, 11/10/2569  เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 11 ต.ค. รมว.แรงงาน ยืนยันจดเบอร์ผู้สมัครเข้าคูหาได้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมบริเวณจุดกระจายบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะใช้เป็นศูนย์รวบรวมคะแนนด้วย ตั้งอยู่บริเวณใต้ตึกกระทรวงแรงงานและอาคารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมยืนยันว่าขณะนี้มีความพร้อมเต็มร้อย ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับการจดหมายเลขผู้สมัครเข้าไปในคูหา นายจุลพันธ์ ชี้แจงว่า แม้ระเบียบจะไม่อนุญาตให้นำเอกสารเข้าไปได้ แต่หากผู้มีสิทธิจดหมายเลขด้วยลายมือตนเอง สามารถนำเข้าไปได้ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยเลือกตั้งในอำเภอที่ประสบภัยน้ำท่วม 32 จุด ซึ่งย้ายไปยังอำเภอข้างเคียง พร้อมแจ้งผู้มีสิทธิในแต่ละพื้นที่ผ่านข้อความ SMS เพื่อให้ทราบสถานที่เลือกตั้งใหม่ หากวันพรุ่งนี้เกิดฝนตกหนักหรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ ที่มา: ไทยพีบีเอส, 10/11/2569  เครือข่ายนักสื่อสารแรงงานค้านเลิกจัดสรรภาษีบาปให้ไทยพีบีเอส สสส. และอีก 2 กองทุน ชี้กระทบความเป็นอิสระ เสนอ 5 ข้อต่อรัฐบาล เครือข่ายนักสื่อสารแรงงานออกแถลงการณ์เปิดผนึกถึงรัฐบาล ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ในหัวข้อ "งบประมาณสื่อสาธารณะต้องเป็นอิสระ เงินสุขภาพต้องไม่สะดุด สิทธิประชาชนต้องไม่ถูกลดทอน" เพื่อคัดค้านข้อเสนอแก้ไขกฎหมายที่จะยกเลิกการจัดสรรงบประมาณจากภาษีสุราและยาสูบ หรือที่เรียกว่าภาษีบาป ให้แก่ 4 หน่วยงานและกองทุน ได้แก่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยเปลี่ยนไปจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดินตามปกติ เครือข่ายระบุว่า การเปลี่ยนแหล่งงบประมาณไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคทางการเงิน แต่ส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอิสระในการปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งด้านสุขภาวะ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และความต่อเนื่องของการทำงานเพื่อสังคมและกลุ่มเปราะบาง แม้การรักษาวินัยการคลังและการตรวจสอบการใช้จ่ายจะจำเป็น แต่ต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองความเป็นอิสระขององค์กร และต้องไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจจัดสรรงบประมาณเข้าแทรกแซงหรือควบคุมทิศทางการทำงาน เครือข่ายชี้ผลกระทบสำคัญ 3 ประการ ประการแรก ความเป็นอิสระของไทยพีบีเอสเป็นหลักประกันสิทธิรับรู้ของประชาชน เพราะสื่อสาธารณะตรวจสอบอำนาจรัฐ สะท้อนปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงาน และเป็นพื้นที่สื่อสารของผู้ไม่มีอำนาจต่อรอง หากเปลี่ยนระบบงบประมาณโดยไม่มีกลไกคุ้มครองชัดเจนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแทรกแซงทั้งทางตรงและทางอ้อม ประการที่สอง ปัญหาแรงงาน สังคม และสิ่งแวดล้อม ต้องได้รับการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องค่าจ้างที่เป็นธรรม ความปลอดภัยในการทำงาน การจ้างเหมาช่วง ประกันสังคม แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ ตลอดจนประเด็นเด็ก ผู้สูงอายุ และชุมชน ประการที่สาม การส่งเสริมสุขภาพและสวัสดิการสังคมต้องไม่ขาดช่วง การเปลี่ยนแหล่งงบของ สสส. และกองทุนต่างๆ ต้องมีหลักประกันว่าไม่กระทบการป้องกันโรค การลดปัจจัยเสี่ยง และการดูแลกลุ่มเปราะบาง เครือข่ายยืนยันว่า วินัยการคลัง ความโปร่งใส และความเป็นอิสระของทั้ง 4 หน่วยงานสามารถดำเนินควบคู่กันได้ ผ่านกลไกตรวจสอบของประชาชนและระบบที่มีอยู่เดิม โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนความเป็นอิสระหรือเปิดช่องให้ทุนและฝ่ายการเมืองครอบงำ ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล มี 5 ข้อ ได้แก่ 1. เปิดเผยหลักการ เหตุผล ผลกระทบทางการเงินและสังคม และแผนงบประมาณทดแทนอย่างชัดเจน พร้อมรับฟังความเห็นจากแรงงาน สหภาพแรงงาน นักศึกษา นักวิชาการ องค์กรสื่อ และภาคประชาชนอย่างจริงจังก่อนแก้กฎหมาย 2. คุ้มครองความเป็นอิสระของไทยพีบีเอสด้วยหลักประกันทางกฎหมาย หากเปลี่ยนแหล่งงบประมาณ ต้องมีกลไกรับประกันว่าจะได้รับงบอย่างเพียงพอ ต่อเนื่อง และคาดการณ์ได้ เพื่อไม่ให้งบถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันสื่อสาธารณะ 3. แสดงแผนงบประมาณทดแทนและมาตรการป้องกันงบขาดช่วง เพื่อให้ภารกิจด้านสุขภาพ สวัสดิการผู้สูงอายุ การพัฒนากีฬา และการสื่อสารสาธารณะดำเนินต่อไป โดยไม่กระทบคุณภาพชีวิต คุณภาพงาน และความมั่นคงในการจ้างงานของคนทำงานสื่อและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง 4. สร้างระบบติดตามผลกระทบที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ให้ตัวแทนแรงงาน สหภาพแรงงาน และภาคประชาชนร่วมประเมินการใช้จ่ายและคุณภาพบริการ พร้อมรักษาและพัฒนากลไกเดิม เช่น สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ 5. ชะลอการแก้กฎหมายจนกว่ารัฐบาลจะพิสูจน์ได้ว่าระบบใหม่รักษาความโปร่งใส ความคุ้มค่า ความต่อเนื่องของภารกิจ และความเป็นอิสระขององค์กรได้จริง เครือข่ายระบุว่าไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบงบประมาณ แต่การตรวจสอบต้องไม่ทำลายความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ และไม่ผลักภาระมาสู่การสื่อสารประเด็นแรงงาน สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และความเดือดร้อนของชุมชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใดที่ทำให้สิทธิ เสรีภาพ การสื่อสารสาธารณะ ประสิทธิภาพของสื่อ และคุณภาพชีวิตของแรงงานลดทอนลง ที่มา: voicelabour.org, 10/10/2569  “การบินไทย” สั่งเบรก “พนักงาน” งดโพสต์โซเชียล แสดงความเห็น หลังมีเสียงวิจารณ์ปลดซีอีโอ-ปมทุจริตจัดซื้อไวน์  รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ได้มีคำสั่งจากฝ่ายบริหารของบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) โดยออกเป็นประกาศภายในขอความร่วมมือจากพนักงานทุกคน ให้ใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และงดการโพสต์แสดงความคิดเห็น แชร์ หรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ หรือสร้างความเสียหายต่อบริษัทฯ ตลอดจนบุคคลที่ 3 และหน่วยงานภายนอก ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งนี้ขอให้ติดตาม และเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และการสื่อสารจากช่องทาง ซึ่งเป็นทางการของบริษัทฯ เป็นหลัก เพื่อให้การสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ถูกต้อง และเหมาะสม คำสั่งดังกล่าวได้ออกประกาศภายหลังจากที่คณะกรรมการ(บอร์ด)บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) มีคำสั่งให้นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ และแต่งตั้งนายสัมฤทธิ์ สำเนียง กรรมการ ปฏิบัติหน้าที่แทน มีผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2569 โดยคำสั่งครั้งนั้นส่งผลให้มีพนักงานบางคนโพสต์ข้อความ และแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการปลดนายชาย รวมถึงประเด็นข้อกล่าวหากระบวนการทุจริตจัดซื้อไวน์ด้วย ซึ่งเรื่องนี้แม้จะไม่ได้อยู่ในข้อมูลที่บริษัทฯ รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ก็เป็นประเด็นที่มีกระแสข่าวว่า เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้บอร์ดฯ มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ นอกเหนือจากประเด็นปัญหาการจัดการในภาวะวิกฤติ ที่ทำให้กระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารตกค้าง และเที่ยวบินการบินไทยล่าช้า(ดีเลย์) ล่าสุดมีกระแสข่าวว่าเตรียมมีการแต่งตั้ง พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะกรรมการการบินไทย เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีปัญหากระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารตกค้างและการยกเลิกเที่ยวบิน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนแต่อย่างใด ส่วนเรื่องกระบวนการทุจริตจัดซื้อไวน์นั้น คณะกรรมการฯ ชุดนี้ไม่ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตามเรื่องการจัดซื้อไวน์ในลอตที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ ลงนามจัดซื้อโดยนายชาย เป็นการจัดซื้อรวมกว่า 7 แสนขวด ใช้งบประมาณ 180 ล้านบาท ไม่ใช่ 800 ล้านบาท การจัดซื้อลอตนี้มีทั้งไวน์ และแชมเปญ สำหรับให้บริการผู้โดยสารทุกชั้นโดยสาร ทั้ง Economy, Business, และ First Class เป็นคำสั่งซื้อสำหรับการให้บริการใน 1 ปีของปี 2569 โดยการจัดซื้อไวน์ และแชมเปญ แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 1. จัดซื้อแชมเปญ แบบแข่งขันด้านราคา ซึ่งมีหลายบริษัทร่วมเสนอราคา และ 2. จัดซื้อไวน์ แบบเฉพาะราย เพื่อให้มีความต่อเนื่อง และไวน์เดิมได้รับความพึงพอใจจากผู้โดยสารมาก จึงขยายสัญญาการจัดหาไวน์กับผู้ประกอบการรายเดิม ทั้งนี้การจัดซื้อไวน์ที่ผ่านมา ต้องดำเนินการตามกระบวนจัดซื้อของบริษัทฯ และผ่านการตรวจสอบจากฝ่ายต่างๆ ที่ต้องร่วมกันตรวจสอบ รวมถึงในการจัดซื้อจะคำนึงถึงผลการประเมินความพึงพอใจของผู้โดยสารด้วย จะไม่ใช่การพิจารณา หรือตัดสินใจของประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ คนเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตามการจัดซื้อไวน์ และแชมเปญลอตนี้ มีการคัดเลือกกันมาตั้งแต่ปี 2566 แต่มาได้รับการอนุมัติเมื่อเดือน พ.ย. 2568 ในยุคที่นายชาย เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ โดยปัจจุบันบริษัทฯ เตรียมจัดซื้อไวน์ และแชมเปญ สำหรับให้บริการในปี 2570 ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างขอบเขตงาน (TOR) ที่มา: เดลินิวส์, 9/10/2569  สมาคมพนักงานสำนักงาน กสทช. ออกแถลงการณ์ขอยุติความขัดแย้งในองค์กร 8 ต.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมพนักงานสำนักงาน กสทช. ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1/2569 ประจำเดือนตุลาคม 2569 เรื่อง ขอให้ กสทช. เร่งหาข้อยุติความขัดแย้งระหว่างกันโดยเร็ว เพื่อให้สำนักงาน กสทช. เดินหน้าจัดประชุม กสทช. โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยมีนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. เป็นผู้รับหนังสือ โดยเอกสารแถลงการณ์ระบุว่า ด้วยสถานการณ์ข้อขัดแย้งระหว่าง กสทช. ที่ปรากฏผ่านสื่อกระแสหลัก และสื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลให้เกิดภาวะสุญญากาศของการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. อันส่งผลให้สำนักงาน กสทช. ตกอยู่ในสภาวะความกดดัน ถูกบีบบังคับ พนักงานสำนักงาน กสทช. ทุกคนมีความพร้อมในการสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของ กสทช. ทั้งคณะ แต่พนักงานทุกคนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถเนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ซึ่งพนักงานสำนักงาน กสทช. ทุกคนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น ในนามของสมาคมพนักงาน สำนักงาน กสทช. จึงขอเรียกร้องให้ กสทช. ทั้ง 7 ท่าน ลดทิฐิและข้อขัดแย้งต่างๆ ปล่อยวาง และ/หรือร่วมกันให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เพื่อที่สำนักงาน กสทช. จะได้เดินหน้าจัดประชุม กสทช. อันจะเป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติโดยรวมต่อไป การออกแถลงการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อขัดแย้งเรื่องอำนาจในการจัดประชุม กสทช. โดยเฉพาะบทบาทของนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. และสำนักงาน กสทช. ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงการสนับสนุนงานธุรการและการอำนวยความสะดวกในการประชุมของกรรมการ กสทช. 6 คน เนื่องจากก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเกี่ยวกับมติคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่วินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตั้งแต่ต้น และถือเป็นผู้สละสิทธิ์ โดยศาลพิพากษาว่ามติคณะกรรมการสรรหาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ภายหลังคำพิพากษา ยังคงเกิดข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดประชุม กสทช. โดยเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2569 ปรากฏการจัดประชุม 2 วงภายในสำนักงาน กสทช. ขณะที่วันที่ 6 ต.ค. กรรมการ กสทช. 6 คน ได้แก่ น.ส.พิรงรอง รามสูต รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร นายต่อพงศ์ เสลานนท์ และนายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ได้เดินทางมาจัดประชุมนัดพิเศษ แต่สำนักงาน กสทช. ไม่ได้จัดเตรียมห้องประชุมตามที่ร้องขอ ทำให้ต้องหาห้องประชุมแห่งใหม่ภายในอาคารอำนวยการเพื่อดำเนินการประชุม ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 6 ต.ค. นายไตรรัตน์ได้ลงนามหนังสือเชิญประชุม กสทช. ครั้งที่ 25/2569 ในวันที่ 8 ต.ค. ตามการนัดหมายของ นพ.สรณ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามต่อบทบาทของนายไตรรัตน์ ในฐานะผู้รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติงานของสำนักงาน ว่าเหตุใดจึงไม่สามารถจัดเตรียมการประชุมให้กรรมการทั้ง 6 คนได้ ทั้งที่มีคำพิพากษาศาลปกครองกลางเกี่ยวกับสถานะของ นพ.สรณ ออกมาแล้ว ที่มา: ข่าวสด, 8/10/2569  รมว.แรงงานเปิดฟังความเห็นแผน สปส. 5 ปี ชูวิสัยทัศน์ผู้ร่วมดูแลคนทำงานทุกรูปแบบ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงานประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ต่อการจัดทำแผนปฏิบัติราชการสำนักงานประกันสังคม ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571 – 2575) โดยมีคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด) อนุบอร์ด คณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เครือข่ายผู้ประกันตน นายจ้าง สถานพยาบาล ธนาคาร และสื่อมวลชน เข้าร่วมทั้งในสถานที่และผ่านระบบออนไลน์ จุลพันธ์กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นเป็นอันดับแรก เพื่อสะท้อนว่าทิศทางของแผนปฏิบัติการที่ยกร่างขึ้นมานั้นมีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ โดยหัวใจสำคัญคือวิสัยทัศน์การสร้าง ‘หลักประกันทางสังคมที่ยั่งยืน เชื่อถือได้ และเข้าถึงคนทำงานทุกรูปแบบ’ โดยวางตำแหน่งองค์กรใหม่ ปรับบทบาทจากการเป็นผู้จ่ายสิทธิประโยชน์เมื่อมีคำขอ ไปสู่การเป็นผู้ร่วมดูแลตลอดเส้นทางการทำงาน สำหรับร่างแผนปฏิบัติการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การจัดทำกระบวนงานและระบบดิจิทัลที่เชื่อถือได้ พัฒนาระบบ SSO Core และระบบออนไลน์เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ให้สิทธิประโยชน์เกิดขึ้นแก่ผู้ประกันตนโดยอัตโนมัติทันทีเมื่อเกิดสิทธิ์ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเอกสารและการร้องขอที่ยุ่งยาก การยกระดับการคุ้มครองและบริการเชิงรุก ค้นหาและเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ ที่ไม่สร้างภาระทางการเงินแก่ สปส. แต่เกิดประโยชน์ทันทีแก่ผู้ประกันตน เสริมสร้างความยั่งยืนและธรรมาภิบาลของทั้งสองกองทุน ขยายฐานผู้ประกันตนเพื่อดึงคนเข้าสู่ระบบเฉลี่ยสุขเฉลี่ยทุกข์ ลดความเสี่ยงกองทุนชราภาพในภาวะสังคมสูงวัย ที่มีเงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า โดยปรับอัตราผลตอบแทนการลงทุนให้มากกว่า 5% เพื่อให้เงินเติบโตเพียงพอรองรับการจ่ายบำนาญชราภาพในระยะยาวโดยไม่เกิดปัญหาในอนาคต และล่าสุดได้เสนอกลุ่มแม่บ้าน เกษตรกร และป่าไม้ เข้าสู่ ครม. แล้ว พร้อมเตรียมปรับแก้กฎหมายเพื่อสร้างตะกร้าใหม่ รองรับกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ ยกระดับองค์กรแห่งความเชื่อมั่นและกำลังคน มุ่งเน้นการสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบและติดตามได้ง่าย เพื่อดึงความไว้วางใจของผู้ประกันตนกลับคืนมา จุลพันธ์กล่าวย้ำว่า “วันนี้ต้องยอมรับความจริงๆ ว่า สำนักงานประกันสังคมในช่วงที่ผ่านมา เราเผชิญคลื่นลมพอสมควร ความมั่นใจของผู้ประกันตนของเราลดลง วันนี้สิ่งที่เราจะต้องทำ คือ การสร้างความโปร่งใส การสร้างระบบที่สามารถตรวจสอบ และติดตามได้อย่างง่าย เพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับมาเกิดความมั่นใจ หากเขามีความมั่นใจต่อสำนักงานประกันสังคม กระบวนการในการจ่ายเงินสมทบ กระบวนการในการเข้าสู่การเป็นผู้ประกันตนก็จะเพิ่มมากขึ้น สร้างความแข็งแกร่งกลับคืนมาในระยะยาว” จุลพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายโดยฝากไปยังสำนักงานประกันสังคมและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า แม้การมีแผนระยะยาว 5 ปี จะเป็นเข็มทิศสำคัญขององค์กร แต่ตัวแผนต้องมีความยืดหยุ่น เพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์เฉพาะหน้าและโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมที่ไม่คาดฝัน เช่น เหตุการณ์อุทกภัย เพื่อให้แผนสามารถนำไปปฏิบัติจริง เกิดเสถียรภาพ และตอบโจทย์สวัสดิการของผู้ประกันตนทุกคนได้อย่างครบถ้วนตามกฎหมาย ที่มา: The Standard, 7/10/2569  สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ ขอให้กำหนดหลักเกณฑ์รับเรื่องร้องเรียนไม่ปรากฏชื่อผู้ร้อง เตรียมนำเข้าตรวจสอบใน กมธ.การแรงงาน เซีย จำปาทอง รองประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน คนที่สอง รับหนังสือจากบัณฑิต จันทร์แก้วแร่ ประธานสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ เพื่อขอให้คณะกรรมาธิการนำประเด็นการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการรับเรื่องร้องเรียนที่ไม่ปรากฏชื่อผู้ร้อง เข้าสู่การพิจารณาเชิงนโยบาย สหภาพแรงงานระบุว่า ได้ติดตามประเด็นการใช้อำนาจของนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และได้ใช้สิทธิตรวจดูหนังสือร้องเรียนฉบับหนึ่ง ซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้ร้อง และไม่มีข้อมูลที่ยืนยันได้ว่าผู้จัดทำหนังสือเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพตามที่ระบุไว้ในหนังสือเชิญ ขณะที่นายทะเบียนมีคำสั่งไม่อนุญาตให้คัดสำเนาเอกสารที่มีคำรับรองถูกต้อง โดยอ้างข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 สหภาพแรงงานจึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างพิจารณา นอกจากนี้ สหภาพแรงงานทำหนังสือสอบถามกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานว่า มีหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติในการรับเรื่องร้องเรียนที่ไม่ปรากฏชื่อผู้ร้อง หรือไม่สามารถยืนยันตัวผู้ร้องได้หรือไม่ กรมตอบว่ายังไม่มีระเบียบ คำสั่ง หรือแนวปฏิบัติเฉพาะ โดยให้นายทะเบียนหรือผู้ที่นายทะเบียนมอบหมายใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี สหภาพแรงงานเห็นว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่ปัญหาเรื่องอำนาจตามกฎหมายของนายทะเบียน แต่เป็นเรื่องการกำหนดมาตรฐานการใช้ดุลพินิจก่อนเริ่มกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงควรกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อให้การใช้อำนาจเป็นมาตรฐานเดียวกัน โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เซียกล่าวหลังรับหนังสือว่า คณะกรรมาธิการจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยจะพิจารณารายละเอียดการรับเรื่องร้องเรียนของนายทะเบียนที่ผ่านมา และเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมาชี้แจง เพื่อพิจารณาแนวทางและหลักเกณฑ์การรับเรื่องร้องเรียนให้ชัดเจน และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะนี้ซ้ำในอนาคต ที่มา: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 7/10/2569  พรรคประชาธิปัตย์ รับร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติฯ เสนอระบบข้อมูลรวมศูนย์ รองรับการบริหารจัดการแรงงานต่างสัญชาติกว่า 3 ล้านคน นางการดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ พร้อม สส. พรรคประชาธิปัตย์ นางการดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ รับยื่นร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติแห่งชาติ พ.ศ. .... จาก นายศักดิ์ชัย ธรรมปรีชาถาวร นายกสมาคมการค้าผู้นำเข้าและให้บริการแรงงานต่างด้าว (สนบต.) เพื่อประกอบการศึกษา วิเคราะห์ และพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติของประเทศไทย อย่างเป็นระบบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจัดทำขึ้นจากแนวคิดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติให้มีเอกภาพ เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การรักษาความมั่นคงของรัฐ และการบริหารราชการแผ่นดินในระยะยาว ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร การเคลื่อนย้ายประชากรระหว่างประเทศ และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของโลกที่เพิ่มขึ้น โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศ ความมั่นคงของชาติ และการบริหารราชการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้เป็นหลัก แนวคิดสำคัญของร่างกฎหมาย คือ การปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการจากรูปแบบที่แยกส่วนตามภารกิจของหลายหน่วยงาน ไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติในทุกบริบทอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การเข้าเมือง การพำนัก การทำงาน การใช้บริการ การเปลี่ยนสถานะ และการเดินทางออกจากประเทศ โดยเชื่อมโยงกระบวนงาน ข้อมูล และการกำกับติดตาม ตั้งแต่วันที่เดินทางเข้าประเทศจนถึงวันที่เดินทางออกจากประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมุ่งสู่ผลสัมฤทธิ์ร่วมของประเทศ ทั้งนี้ มีการเสนอให้จัดตั้ง สำนักงานการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติแห่งชาติ (สนตช.) เป็นหน่วยงานของรัฐในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติแห่งชาติ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ทิศทาง เป้าหมาย และมาตรฐานเชิงนโยบายระดับชาติ ขณะที่ สนตช. จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการวางและกำกับกระบวนงานกลาง มาตรฐานการปฏิบัติงาน ระบบข้อมูลกลาง ระบบอิเล็กทรอนิกส์กลาง การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล กรอบระยะเวลา และตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ ภายใต้กรอบนโยบายและหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการนโยบาย สำหรับหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าว มิได้มุ่งนำอำนาจตามกฎหมายเฉพาะของทุกกระทรวงหรือหน่วยงานมารวมไว้ที่ สนตช. ทั้งหมด โดยหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายเฉพาะยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของตน และเชื่อมโยงประสานการทำงานผ่านกระบวนงานและระบบกลาง ทั้งนี้ บุคคลต่างสัญชาติที่ได้รับอนุญาตให้พำนักและดำรงชีพอยู่ในราชอาณาจักรต้องปฏิบัติตามกฎหมายและเงื่อนไขที่กำหนด รวมทั้งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการใช้บริการสาธารณะตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิและงบประมาณที่รัฐจัดสรรไว้สำหรับประชาชนไทย นางการดี เลียวไพโรจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาแรงงานต่างชาติหรือต่างสัญชาติเป็นจำนวนมาก โดยมีข้อมูลประมาณกว่า 3 ล้านคน และประมาณ 3 ใน 4 เป็นแรงงานชาวเมียนมา แม้ภาครัฐสามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างเป็นระบบในส่วนหนึ่ง แต่ยังมีข้อจำกัดในการทราบจำนวนบุคคลต่างสัญชาติที่อยู่ในระบบการทำงานของประเทศไทยอย่างครบถ้วน ซึ่งนำมาสู่ประเด็นด้านการจ้างงาน สุขภาพ และสวัสดิการต่าง ๆ พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติ และตระหนักถึงความท้าทายของประเทศไทยในปัจจุบัน ทั้งจำนวนประชากรที่ลดลง สังคมผู้สูงอายุ และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงเห็นว่าเป็นโอกาสในการพิจารณาข้อเสนอเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยการมีข้อมูลที่รวมศูนย์เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงระบบและเชิงนโยบาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต มีความจำเป็นและควรดำเนินการอย่างเร่งด่วน การบริหารจัดการบุคคลต่างสัญชาติจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เฉพาะด้านเศรษฐกิจและสังคม แต่รวมถึงด้านสาธารณสุขและความมั่นคงของประเทศ หากไม่สามารถเชื่อมโยงการบริหารจัดการให้เป็นระบบเดียวกัน จะทำให้ภาครัฐบริหารจัดการได้ยากและอาจเกิดปัญหาอื่นตามมาในอนาคต ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะศึกษาและวิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวอย่างถี่ถ้วน และจะดำเนินการเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ที่มา: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 7/10/2569  หนุนใช้ระนองโมเดลเป็นต้นแบบจัดการแรงงานต่างด้าว นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายให้ข้อสังเกตต่อรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่องแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว กรณีศึกษา จังหวัดระนอง : ความท้าทาย นโยบาย และผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ของคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ว่าจากรายงานผลการศึกษาพบว่า ในปี 2567 จังหวัดระนองมีแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาประมาณ 36,000 คน และเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 38,000 คน ในช่วงต้นปี 2568 โดยกระจายตัวทำงานในภาคเกษตร ปศุสัตว์ แปรรูปสัตว์น้ำ ประมง และก่อสร้าง ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่าเศรษฐกิจของระนองจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือจะจัดระบบอย่างไรให้การจ้างงานถูกต้อง คนไทยมีโอกาสประกอบอาชีพ แรงงานได้รับความคุ้มครอง และท้องถิ่นได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม จึงตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ 5 ประการ นางสาวอัจฉรพรรณ กล่าวต่อว่าประการแรกคือใช้ข้อมูลการจ้างงานจริงกำหนดนโยบาย โดยสำรวจความต้องการแรงงานจากผู้ประกอบการและแรงงานในแต่ละพื้นที่ ก่อนปรับปรุงกฎหมายหรือกำหนดจำนวนแรงงาน ประการที่สอง เปิดช่องงาน ผู้ช่วย อย่างมีเงื่อนไข สำหรับงานที่พื้นที่มีความต้องการ เช่น ผู้ช่วยช่างหรือผู้ช่วยเสริมสวย พร้อมกำหนดขอบเขตชัดเจน ป้องกันการทำงานเกินสิทธิและการใช้นอมินี ประการที่สาม ให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมบริหารจัดการ โดยให้ผู้ว่าจ้างแจ้งความต้องการผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจัดสรรภาษีหรือค่าธรรมเนียมจากการจ้างงานบางส่วนกลับคืนพื้นที่ เพื่อรองรับบริการสาธารณะ ประการที่สี่ ลดขั้นตอนและต้นทุนระบบ MOU เพื่อจูงใจให้เข้าสู่ระบบถูกกฎหมาย ลดปัญหาการจ้างงานนอกระบบ พร้อมพิจารณาปรับปรุงประสิทธิภาพหน่วยงานเดิมควบคู่กับข้อเสนอจัดตั้งกรมกิจการแรงงานต่างด้าว เพื่อลดความซ้ำซ้อน และประการที่ห้า เชื่อมการจ้างงานกับหลักประกันสุขภาพ โดยให้นายจ้างร่วมรับผิดชอบ และจัดสรรงบประมาณชดเชยค่ารักษาพยาบาลแก่หน่วยบริการตามจริง หลังพบสถานพยาบาลในระนองมีภาระค่ารักษาผู้ป่วยต่างด้าวสะสมกว่า 20 ล้านบาทในช่วงปี 2564-2568 โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ไม่มีเงินซื้อบัตรประกันสุขภาพ จึงต้องผูกระบบการจ้างงานเข้ากับหลักประกันสุขภาพตั้งแต่แรกรับ โดยให้นายจ้างร่วมรับผิดชอบ และมีงบประมาณชดเชยให้แก่หน่วยบริการสาธารณสุขตามจริง เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านสุขอนามัยในชุมชน นางสาวอัจฉรพรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า เห็นควรผลักดันให้จังหวัดระนองเป็นเมืองต้นแบบในการทดสอบและพัฒนาระบบบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการกำหนดนิยามงานผู้ช่วย การใช้กลไกท้องถิ่นเชื่อมโยงข้อมูลและจัดสรรรายได้ และการสร้างระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุม โดยต้องประเมินผลอย่างต่อเนื่องว่ามาตรการเหล่านี้สามารถลดต้นทุนและขั้นตอน คุ้มครองสิทธิแรงงาน และรักษาโอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทยได้อย่างแท้จริงหรือไม่ ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 6/10/2569  คนไทยไม่อยากเกษียณตอน 60 ปี สนใจ Micro-Retirement พักงาน 3 เดือนถึง 1 ปี เทรนด์แรงวัยทำงาน ผลสำรวจจาก T. Rowe Price Thailand Retirement Survey 2026 สำรวจคนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป 1,000 คนทั่วประเทศ พบว่า ร้อยละ 68 สนใจการเกษียณแบบยืดหยุ่น และร้อยละ 51 มองว่าอายุเกษียณควรกำหนดจากการวางแผนของแต่ละคน ไม่ใช่ตัวเลขอายุที่ตายตัว ผลสำรวจพบว่า เทรนด์ที่มาแรงที่สุดคือ Micro-Retirement หรือการเกษียณระยะสั้น โดยพักเบรกจากการทำงานประมาณ 3 เดือนถึง 1 ปี แล้วค่อยกลับมาหางานทำใหม่ ซึ่งมีคนไทยสนใจมากถึงร้อยละ 83 โดยเป้าหมายหลักที่ทำให้อยากเกษียณระยะสั้น คือต้องการ work-life balance อยากลดความกดดันจากงาน และฟื้นฟูสุขภาพ แต่การพักงานคือการหยุดสร้างรายได้ ดังนั้น ร้อยละ 50 ของวัยทำงานจึงระบุว่าตนเองอยากมีสินทรัพย์สะสมอย่างน้อย 2,000,000 บาทก่อนลาออกไปพัก ส่วนใหญ่ไม่ได้อยากหายจากตลาดงานนาน โดยร้อยละ 45 พร้อมกลับมาทำงานทันทีหรือภายใน 3-6 เดือน อีกแนวคิดคือ Unretirement หรือการกลับมาทำงานหลังเกษียณ มีคนไทยสนใจร้อยละ 69 เหตุผลหลักคืออยากมีรายได้เข้ามาเหมือนเดิมร้อยละ 60 อยากลดแรงกดดันทางการเงินร้อยละ 52 และอยากลองทำงานใหม่ร้อยละ 46 ที่น่าสนใจคือ ร้อยละ 41 อยากเริ่มธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง เทียบกับร้อยละ 15 ในสิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือ Flex-Ready Gap หรือช่องว่างระหว่างความอยากพักงานกับความพร้อมทางการเงิน โดยร้อยละ 86 อยากรักษาหรือยกระดับคุณภาพชีวิตหลังเกษียณ แต่มีเพียงร้อยละ 31 ที่รู้ว่าต้องมีเงินเท่าไร และในกลุ่มที่อยากเกษียณแบบยืดหยุ่น มีเพียงร้อยละ 49 ที่รู้สึกพร้อมทางการเงิน และร้อยละ 27 ที่รู้ตัวเลขเป้าหมายชัดเจน ท้ายที่สุด การเกษียณอาจไม่ใช่ วันที่เราหยุดทำงาน แต่คือ วันที่เรามีอิสระมากพอที่จะเลือก และอิสระแบบนั้นเริ่มจากการวางแผนตั้งแต่วันนี้ ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 6/10/2569  ห่วงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 11 ต.ค. คาบเกี่ยววันหยุดยาว ขออำนวยความสะดวกผู้ใช้สิทธิ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเลื่อนเลือกตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคม จากวันที่ 27 กันยายน เป็นวันที่ 11 ตุลาคม 2569 โดยเห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนั้น เนื่องจากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประสบปัญหาน้ำท่วม ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางไปใช้สิทธิ อย่างไรก็ตาม นายเทวฤทธิ์ กังวลว่าวันเลือกตั้งใหม่คาบเกี่ยวช่วงวันหยุดยาว ผู้มีสิทธิบางส่วนอาจเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยว อีกทั้งผู้ประกันตนมาตรา 33 อาจมีสถานที่เลือกตั้งต่างจากพื้นที่ทำงาน โดยเฉพาะลูกจ้างของบริษัทที่มีหลายสาขา จึงขอให้หน่วยงานจัดการเลือกตั้งเตรียมมาตรการอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิได้มากที่สุด ส่วนการนับคะแนน นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า เป็นอีกเรื่องที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากเดิมไม่ได้กำหนดให้มีการนับคะแนนบริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้ง จึงต้องติดตามว่าจะมีการผ่อนผันให้สามารถนับคะแนนหน้าหน่วยได้หรือไม่ เพราะผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งสามารถเข้ามาตรวจสอบกระบวนการได้ และถือเป็นประเด็นสำคัญต่อความโปร่งใสของการเลือกตั้ง นอกจากนี้ นายเทวฤทธิ์ ยังกล่าวถึงเป้าหมายจำนวนผู้มาใช้สิทธิ ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตั้งเป้าหมายให้การเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้มาใช้สิทธิมากกว่าปี 2566 ซึ่งครั้งนั้นมีผู้มาใช้สิทธิจริงเพียงประมาณกว่า 100,000 คน จากผู้มีสิทธิกว่า 10 ล้านคน ถือว่าน้อยมาก ซึ่งหากครั้งนี้น้อยกว่าเดิมถือว่าสอบตก จึงหวังว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิได้มากขึ้น นายเทวฤทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการประชาสัมพันธ์และการลงทะเบียนที่มีความล่าช้า รวมถึงกรณีช่วงท้ายของการลงทะเบียนที่มีผู้ลงทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเห็นว่าควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเกิดจากสาเหตุใด และมีข้อพิรุธเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งหรือไม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากกองทุนประกันสังคมมีขนาดเกือบเทียบเท่างบประมาณรายจ่ายประจำปี และเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของผู้ประกันตน อีกทั้งการเปิดให้ลูกจ้างและนายจ้างเลือกตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่โดยตรง ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและมีข้อมูลหลายด้านที่ถูกนำมาเปิดเผยมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกันตนจึงควรออกมาใช้สิทธิ และพิจารณาเลือกบุคคลที่สามารถตอบโจทย์การบริหารกองทุน รวมถึงสร้างหลักประกันให้ระบบประกันสังคมมีความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 5/10/2569  9 เดือนแรกปี 2569 กองถ่ายต่างชาติแจ้งขออนุญาต 423 เรื่อง เงินสะพัด 7,510 ล้าน-จ้างงานในประเทศ นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรึ เปิดเผยว่า ข่าวดี ข้อมูลสถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2569 (มกราคม – กันยายน) ยอดแจ้งขออนุญาตพุ่งสูงถึง 423 เรื่อง สร้างรายได้เข้าประเทศแล้วกว่า 7,510 ล้านบาท ทำลายสถิติรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้สำเร็จตอกย้ำศักยภาพประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็น “Filming Paradise” ระดับโลก  “การเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของสตูดิโอภาพยนตร์และบริษัทผู้สร้างระดับโลก โดยปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดกองถ่ายต่างชาติ ได้แก่ ความพร้อมด้านสถานที่ถ่ายทำที่มีความหลากหลาย ศักยภาพของบุคลากรและทีมงานไทย โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับงานโปรดักชันขนาดใหญ่ ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำ (Cash Rebate) ของกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ (Thailand Film Office: TFO) ที่ให้สิทธิประโยชน์คืนเงินสูงสุดถึง 30% รวมถึงแรงจูงใจเพิ่มเติมจากการจ้างงานบุคลากรไทย การถ่ายทำในต่างจังหวัด และการใช้บริการหลังการถ่ายทำ (Post-production) ในประเทศ” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สำหรับตลาดหลักที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด 10 อันดับแรก ประกอบด้วย 1. สหรัฐอเมริกา – 38 เรื่อง รายได้ 2,379 ล้านบาท (ครองอันดับ 1 ในแง่มูลค่าการลงทุน) 2.สหราชอาณาจักร – 27 เรื่อง รายได้ 1,679 ล้านบาท 3.ฟินแลนด์ – 1 เรื่อง รายได้ 448 ล้านบาท (โดดเด่นด้วยมูลค่าการลงทุนต่อเรื่องสูง) 4.เขตบริหารพิเศษฮ่องกงฯ – 18 เรื่อง รายได้ 382 ล้านบาท 5.เยอรมนี – 15 เรื่อง รายได้ 379 ล้านบาท 6.อินเดีย – 44 เรื่อง รายได้ 341 ล้านบาท 7.สเปน – 3 เรื่อง รายได้ 336 ล้านบาท 8.จีน – 52 เรื่อง รายได้ 253.23 ล้านบาท (เป็นประเทศที่มีจำนวนกองถ่ายเข้ามามากที่สุด) 9.สิงคโปร์ – 24 เรื่อง รายได้ 253.20 ล้านบาท 10.ฝรั่งเศส – 17 เรื่อง รายได้ 185 ล้านบาท ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดการณ์ว่า ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 จะยังคงมีกองถ่ายทำต่างประเทศทยอยเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง  ถือว่ามีโอกาสสูงที่รายได้รวมตลอดทั้งปี 2569 พุ่งแตะระดับ 8,000 – 10,000 ล้านบาท ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 5/10/2569  * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์
dlvr.it
October 11, 2026 at 8:47 AM
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 5-11 ต.ค. 2569
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 5-11 ต.ค. 2569
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 5-11 ต.ค. 2569 auser15 Sun, 2026-10-11 - 15:41 ใกล้เคาะเกณฑ์ข้าราชการเออร์ลีรีไทร์ ได้มากกว่า 12 เท่า เริ่มอายุ 50 ปี-ผ่อนคลายคน 40 ปี ถ้ามีเหตุจำเป็น นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงความคืบการดำเนินโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) ของข้าราชการพลเรือนสามัญ ว่าตอนนี้รอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำรายละเอียดก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งเหลือข้อสรุปอยู่เพียงประเด็นเดียว คือเรื่องค่าตอบแทนควรให้กี่เท่า เพราะมองว่าอยากให้ได้มากกว่า 12 เท่า ส่วนจะเท่าไหร่นั้นต้องรอหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสรุปเกณฑ์ ส่วนกลุ่มผู้เข้าเกณฑ์เบื้องต้น จะเริ่มที่อายุ 50 ปีขี้นไป แต่ถ้าผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นสนใจเข้าร่วม ต้องมีเหตุจำเป็น เช่น ลาออกเพื่อไปดูแลบิดามารดา หรือมีอาการป่วย โดยหัวหน้าหน่วยงานจะเป็นผู้พิจารณา คาดว่ามาตรการนี้จะสามารถดำเนินการได้ภายในปีงบฯ 70 ซึ่งตั้งเป้าว่าจะสามารถลดอัตราจำนวนลงได้ 5% ต่อปีจากจำนวนข้าราชการทั้งหมด โดยเฟสแรกตั้งเป้าไว้ที่ 5% ก็จะใช้งบประมาณ 7 พันล้านบาท เบื้องต้นอาจใช้งบกลาง จากนั้นปีถัดไปเชื่อว่างบฯ ดำเนินโครงการจะค่อยลดลงเรื่อย ๆ ส่วนกรณีการบริหารทรัพยากรบุคคล หลังมีประกาศยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) คณะรัฐมนตรี ได้มีมติให้โอนบุคลากร 48 คน ไปสังกัดภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) สำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีภารกิจใกล้เคียงกัน โดยจะไปดำเนินงานในหน่วยการบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) เพื่อทำภารกิจทำแผนที่ การปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) ซึ่งหากเสร็จสมบูรณ์ ครม.จะให้ความเห็นชอบ ก่อนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้แผนที่ท้ายกฎหมายลำดับรองภายในไม่เกิน 90 วัน เพราะผ่านมาเป็น 10 ปี One Map ก็ยังไม่สำเร็จ ส่วนการลดหน่วยงานรัฐซ้ำซ้อนตามภูมิภาค ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำลังพิจารณา ซึ่งการดำเนินการจะต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะมีผลกระทบด้านอัตรากำลังและภารกิจ แต่ยืนยันว่าจะต้องดำเนินการและเป็นแผนระยะยาว ส่วนความคืบหน้ามาตรการชะลอลดขนาดอัตรากำลัง เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด (MSF) ได้เร่งรัดการเชื่อมโยงข้อมูล หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการเชื่อมโยงข้อมูลเรื่องร้องเรียงร้องทุกข์ และให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม การรุกล้ำที่ดิน การทุจริตของเจ้าหน้าที่ เพราะแต่ละประเด็นจะมีหลากหลายมิติ จะได้ทำให้การช่วยเหลือประชาชนไม่กระจายกระจายและมีฐานข้อมูลที่ตรงกันทำให้ทุกหน่วยสามารถใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด และง่ายต่อประชาชนเพื่อขอรับบริการรัฐ ทั้งนี้ นายปกรณ์​ ยังเปิดเผยว่า​ ในช่วง​ 6 เดือนที่เข้ามารับตำแหน่ง​รองนายกรัฐมนตรี​ฝ่ายกฎหมาย​ ถือว่าได้ทำตามนโยบายรัฐบาล​ ในเรื่องกฎหมายครบทุกหัวข้อแล้ว ที่มา: สำนักข่าวไทย, 11/10/2569  เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 11 ต.ค. รมว.แรงงาน ยืนยันจดเบอร์ผู้สมัครเข้าคูหาได้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมบริเวณจุดกระจายบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะใช้เป็นศูนย์รวบรวมคะแนนด้วย ตั้งอยู่บริเวณใต้ตึกกระทรวงแรงงานและอาคารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมยืนยันว่าขณะนี้มีความพร้อมเต็มร้อย ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับการจดหมายเลขผู้สมัครเข้าไปในคูหา นายจุลพันธ์ ชี้แจงว่า แม้ระเบียบจะไม่อนุญาตให้นำเอกสารเข้าไปได้ แต่หากผู้มีสิทธิจดหมายเลขด้วยลายมือตนเอง สามารถนำเข้าไปได้ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยเลือกตั้งในอำเภอที่ประสบภัยน้ำท่วม 32 จุด ซึ่งย้ายไปยังอำเภอข้างเคียง พร้อมแจ้งผู้มีสิทธิในแต่ละพื้นที่ผ่านข้อความ SMS เพื่อให้ทราบสถานที่เลือกตั้งใหม่ หากวันพรุ่งนี้เกิดฝนตกหนักหรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ ที่มา: ไทยพีบีเอส, 10/11/2569  เครือข่ายนักสื่อสารแรงงานค้านเลิกจัดสรรภาษีบาปให้ไทยพีบีเอส สสส. และอีก 2 กองทุน ชี้กระทบความเป็นอิสระ เสนอ 5 ข้อต่อรัฐบาล เครือข่ายนักสื่อสารแรงงานออกแถลงการณ์เปิดผนึกถึงรัฐบาล ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ในหัวข้อ "งบประมาณสื่อสาธารณะต้องเป็นอิสระ เงินสุขภาพต้องไม่สะดุด สิทธิประชาชนต้องไม่ถูกลดทอน" เพื่อคัดค้านข้อเสนอแก้ไขกฎหมายที่จะยกเลิกการจัดสรรงบประมาณจากภาษีสุราและยาสูบ หรือที่เรียกว่าภาษีบาป ให้แก่ 4 หน่วยงานและกองทุน ได้แก่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยเปลี่ยนไปจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดินตามปกติ เครือข่ายระบุว่า การเปลี่ยนแหล่งงบประมาณไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคทางการเงิน แต่ส่งผลโดยตรงต่อความเป็นอิสระในการปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งด้านสุขภาวะ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และความต่อเนื่องของการทำงานเพื่อสังคมและกลุ่มเปราะบาง แม้การรักษาวินัยการคลังและการตรวจสอบการใช้จ่ายจะจำเป็น แต่ต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองความเป็นอิสระขององค์กร และต้องไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมืองใช้อำนาจจัดสรรงบประมาณเข้าแทรกแซงหรือควบคุมทิศทางการทำงาน เครือข่ายชี้ผลกระทบสำคัญ 3 ประการ ประการแรก ความเป็นอิสระของไทยพีบีเอสเป็นหลักประกันสิทธิรับรู้ของประชาชน เพราะสื่อสาธารณะตรวจสอบอำนาจรัฐ สะท้อนปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงาน และเป็นพื้นที่สื่อสารของผู้ไม่มีอำนาจต่อรอง หากเปลี่ยนระบบงบประมาณโดยไม่มีกลไกคุ้มครองชัดเจนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแทรกแซงทั้งทางตรงและทางอ้อม ประการที่สอง ปัญหาแรงงาน สังคม และสิ่งแวดล้อม ต้องได้รับการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องค่าจ้างที่เป็นธรรม ความปลอดภัยในการทำงาน การจ้างเหมาช่วง ประกันสังคม แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ ตลอดจนประเด็นเด็ก ผู้สูงอายุ และชุมชน ประการที่สาม การส่งเสริมสุขภาพและสวัสดิการสังคมต้องไม่ขาดช่วง การเปลี่ยนแหล่งงบของ สสส. และกองทุนต่างๆ ต้องมีหลักประกันว่าไม่กระทบการป้องกันโรค การลดปัจจัยเสี่ยง และการดูแลกลุ่มเปราะบาง เครือข่ายยืนยันว่า วินัยการคลัง ความโปร่งใส และความเป็นอิสระของทั้ง 4 หน่วยงานสามารถดำเนินควบคู่กันได้ ผ่านกลไกตรวจสอบของประชาชนและระบบที่มีอยู่เดิม โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนความเป็นอิสระหรือเปิดช่องให้ทุนและฝ่ายการเมืองครอบงำ ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล มี 5 ข้อ ได้แก่ 1. เปิดเผยหลักการ เหตุผล ผลกระทบทางการเงินและสังคม และแผนงบประมาณทดแทนอย่างชัดเจน พร้อมรับฟังความเห็นจากแรงงาน สหภาพแรงงาน นักศึกษา นักวิชาการ องค์กรสื่อ และภาคประชาชนอย่างจริงจังก่อนแก้กฎหมาย 2. คุ้มครองความเป็นอิสระของไทยพีบีเอสด้วยหลักประกันทางกฎหมาย หากเปลี่ยนแหล่งงบประมาณ ต้องมีกลไกรับประกันว่าจะได้รับงบอย่างเพียงพอ ต่อเนื่อง และคาดการณ์ได้ เพื่อไม่ให้งบถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันสื่อสาธารณะ 3. แสดงแผนงบประมาณทดแทนและมาตรการป้องกันงบขาดช่วง เพื่อให้ภารกิจด้านสุขภาพ สวัสดิการผู้สูงอายุ การพัฒนากีฬา และการสื่อสารสาธารณะดำเนินต่อไป โดยไม่กระทบคุณภาพชีวิต คุณภาพงาน และความมั่นคงในการจ้างงานของคนทำงานสื่อและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง 4. สร้างระบบติดตามผลกระทบที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ให้ตัวแทนแรงงาน สหภาพแรงงาน และภาคประชาชนร่วมประเมินการใช้จ่ายและคุณภาพบริการ พร้อมรักษาและพัฒนากลไกเดิม เช่น สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ 5. ชะลอการแก้กฎหมายจนกว่ารัฐบาลจะพิสูจน์ได้ว่าระบบใหม่รักษาความโปร่งใส ความคุ้มค่า ความต่อเนื่องของภารกิจ และความเป็นอิสระขององค์กรได้จริง เครือข่ายระบุว่าไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบงบประมาณ แต่การตรวจสอบต้องไม่ทำลายความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ และไม่ผลักภาระมาสู่การสื่อสารประเด็นแรงงาน สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และความเดือดร้อนของชุมชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใดที่ทำให้สิทธิ เสรีภาพ การสื่อสารสาธารณะ ประสิทธิภาพของสื่อ และคุณภาพชีวิตของแรงงานลดทอนลง ที่มา: voicelabour.org, 10/10/2569  “การบินไทย” สั่งเบรก “พนักงาน” งดโพสต์โซเชียล แสดงความเห็น หลังมีเสียงวิจารณ์ปลดซีอีโอ-ปมทุจริตจัดซื้อไวน์  รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ได้มีคำสั่งจากฝ่ายบริหารของบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) โดยออกเป็นประกาศภายในขอความร่วมมือจากพนักงานทุกคน ให้ใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และงดการโพสต์แสดงความคิดเห็น แชร์ หรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ หรือสร้างความเสียหายต่อบริษัทฯ ตลอดจนบุคคลที่ 3 และหน่วยงานภายนอก ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งนี้ขอให้ติดตาม และเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และการสื่อสารจากช่องทาง ซึ่งเป็นทางการของบริษัทฯ เป็นหลัก เพื่อให้การสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ถูกต้อง และเหมาะสม คำสั่งดังกล่าวได้ออกประกาศภายหลังจากที่คณะกรรมการ(บอร์ด)บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) มีคำสั่งให้นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ และแต่งตั้งนายสัมฤทธิ์ สำเนียง กรรมการ ปฏิบัติหน้าที่แทน มีผลตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2569 โดยคำสั่งครั้งนั้นส่งผลให้มีพนักงานบางคนโพสต์ข้อความ และแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการปลดนายชาย รวมถึงประเด็นข้อกล่าวหากระบวนการทุจริตจัดซื้อไวน์ด้วย ซึ่งเรื่องนี้แม้จะไม่ได้อยู่ในข้อมูลที่บริษัทฯ รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ก็เป็นประเด็นที่มีกระแสข่าวว่า เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้บอร์ดฯ มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ นอกเหนือจากประเด็นปัญหาการจัดการในภาวะวิกฤติ ที่ทำให้กระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารตกค้าง และเที่ยวบินการบินไทยล่าช้า(ดีเลย์) ล่าสุดมีกระแสข่าวว่าเตรียมมีการแต่งตั้ง พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะกรรมการการบินไทย เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีปัญหากระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารตกค้างและการยกเลิกเที่ยวบิน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนแต่อย่างใด ส่วนเรื่องกระบวนการทุจริตจัดซื้อไวน์นั้น คณะกรรมการฯ ชุดนี้ไม่ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตามเรื่องการจัดซื้อไวน์ในลอตที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ ลงนามจัดซื้อโดยนายชาย เป็นการจัดซื้อรวมกว่า 7 แสนขวด ใช้งบประมาณ 180 ล้านบาท ไม่ใช่ 800 ล้านบาท การจัดซื้อลอตนี้มีทั้งไวน์ และแชมเปญ สำหรับให้บริการผู้โดยสารทุกชั้นโดยสาร ทั้ง Economy, Business, และ First Class เป็นคำสั่งซื้อสำหรับการให้บริการใน 1 ปีของปี 2569 โดยการจัดซื้อไวน์ และแชมเปญ แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 1. จัดซื้อแชมเปญ แบบแข่งขันด้านราคา ซึ่งมีหลายบริษัทร่วมเสนอราคา และ 2. จัดซื้อไวน์ แบบเฉพาะราย เพื่อให้มีความต่อเนื่อง และไวน์เดิมได้รับความพึงพอใจจากผู้โดยสารมาก จึงขยายสัญญาการจัดหาไวน์กับผู้ประกอบการรายเดิม ทั้งนี้การจัดซื้อไวน์ที่ผ่านมา ต้องดำเนินการตามกระบวนจัดซื้อของบริษัทฯ และผ่านการตรวจสอบจากฝ่ายต่างๆ ที่ต้องร่วมกันตรวจสอบ รวมถึงในการจัดซื้อจะคำนึงถึงผลการประเมินความพึงพอใจของผู้โดยสารด้วย จะไม่ใช่การพิจารณา หรือตัดสินใจของประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ คนเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตามการจัดซื้อไวน์ และแชมเปญลอตนี้ มีการคัดเลือกกันมาตั้งแต่ปี 2566 แต่มาได้รับการอนุมัติเมื่อเดือน พ.ย. 2568 ในยุคที่นายชาย เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ โดยปัจจุบันบริษัทฯ เตรียมจัดซื้อไวน์ และแชมเปญ สำหรับให้บริการในปี 2570 ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างขอบเขตงาน (TOR) ที่มา: เดลินิวส์, 9/10/2569  สมาคมพนักงานสำนักงาน กสทช. ออกแถลงการณ์ขอยุติความขัดแย้งในองค์กร 8 ต.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมพนักงานสำนักงาน กสทช. ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1/2569 ประจำเดือนตุลาคม 2569 เรื่อง ขอให้ กสทช. เร่งหาข้อยุติความขัดแย้งระหว่างกันโดยเร็ว เพื่อให้สำนักงาน กสทช. เดินหน้าจัดประชุม กสทช. โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยมีนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. เป็นผู้รับหนังสือ โดยเอกสารแถลงการณ์ระบุว่า ด้วยสถานการณ์ข้อขัดแย้งระหว่าง กสทช. ที่ปรากฏผ่านสื่อกระแสหลัก และสื่อสังคมออนไลน์ ส่งผลให้เกิดภาวะสุญญากาศของการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. อันส่งผลให้สำนักงาน กสทช. ตกอยู่ในสภาวะความกดดัน ถูกบีบบังคับ พนักงานสำนักงาน กสทช. ทุกคนมีความพร้อมในการสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของ กสทช. ทั้งคณะ แต่พนักงานทุกคนไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถเนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ซึ่งพนักงานสำนักงาน กสทช. ทุกคนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น ในนามของสมาคมพนักงาน สำนักงาน กสทช. จึงขอเรียกร้องให้ กสทช. ทั้ง 7 ท่าน ลดทิฐิและข้อขัดแย้งต่างๆ ปล่อยวาง และ/หรือร่วมกันให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เพื่อที่สำนักงาน กสทช. จะได้เดินหน้าจัดประชุม กสทช. อันจะเป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติโดยรวมต่อไป การออกแถลงการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อขัดแย้งเรื่องอำนาจในการจัดประชุม กสทช. โดยเฉพาะบทบาทของนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. และสำนักงาน กสทช. ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงการสนับสนุนงานธุรการและการอำนวยความสะดวกในการประชุมของกรรมการ กสทช. 6 คน เนื่องจากก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเกี่ยวกับมติคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่วินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตั้งแต่ต้น และถือเป็นผู้สละสิทธิ์ โดยศาลพิพากษาว่ามติคณะกรรมการสรรหาดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ภายหลังคำพิพากษา ยังคงเกิดข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดประชุม กสทช. โดยเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2569 ปรากฏการจัดประชุม 2 วงภายในสำนักงาน กสทช. ขณะที่วันที่ 6 ต.ค. กรรมการ กสทช. 6 คน ได้แก่ น.ส.พิรงรอง รามสูต รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร นายต่อพงศ์ เสลานนท์ และนายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ได้เดินทางมาจัดประชุมนัดพิเศษ แต่สำนักงาน กสทช. ไม่ได้จัดเตรียมห้องประชุมตามที่ร้องขอ ทำให้ต้องหาห้องประชุมแห่งใหม่ภายในอาคารอำนวยการเพื่อดำเนินการประชุม ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 6 ต.ค. นายไตรรัตน์ได้ลงนามหนังสือเชิญประชุม กสทช. ครั้งที่ 25/2569 ในวันที่ 8 ต.ค. ตามการนัดหมายของ นพ.สรณ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามต่อบทบาทของนายไตรรัตน์ ในฐานะผู้รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติงานของสำนักงาน ว่าเหตุใดจึงไม่สามารถจัดเตรียมการประชุมให้กรรมการทั้ง 6 คนได้ ทั้งที่มีคำพิพากษาศาลปกครองกลางเกี่ยวกับสถานะของ นพ.สรณ ออกมาแล้ว ที่มา: ข่าวสด, 8/10/2569  รมว.แรงงานเปิดฟังความเห็นแผน สปส. 5 ปี ชูวิสัยทัศน์ผู้ร่วมดูแลคนทำงานทุกรูปแบบ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงานประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ต่อการจัดทำแผนปฏิบัติราชการสำนักงานประกันสังคม ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571 – 2575) โดยมีคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด) อนุบอร์ด คณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เครือข่ายผู้ประกันตน นายจ้าง สถานพยาบาล ธนาคาร และสื่อมวลชน เข้าร่วมทั้งในสถานที่และผ่านระบบออนไลน์ จุลพันธ์กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นเป็นอันดับแรก เพื่อสะท้อนว่าทิศทางของแผนปฏิบัติการที่ยกร่างขึ้นมานั้นมีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ โดยหัวใจสำคัญคือวิสัยทัศน์การสร้าง ‘หลักประกันทางสังคมที่ยั่งยืน เชื่อถือได้ และเข้าถึงคนทำงานทุกรูปแบบ’ โดยวางตำแหน่งองค์กรใหม่ ปรับบทบาทจากการเป็นผู้จ่ายสิทธิประโยชน์เมื่อมีคำขอ ไปสู่การเป็นผู้ร่วมดูแลตลอดเส้นทางการทำงาน สำหรับร่างแผนปฏิบัติการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การจัดทำกระบวนงานและระบบดิจิทัลที่เชื่อถือได้ พัฒนาระบบ SSO Core และระบบออนไลน์เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ให้สิทธิประโยชน์เกิดขึ้นแก่ผู้ประกันตนโดยอัตโนมัติทันทีเมื่อเกิดสิทธิ์ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเอกสารและการร้องขอที่ยุ่งยาก การยกระดับการคุ้มครองและบริการเชิงรุก ค้นหาและเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ ที่ไม่สร้างภาระทางการเงินแก่ สปส. แต่เกิดประโยชน์ทันทีแก่ผู้ประกันตน เสริมสร้างความยั่งยืนและธรรมาภิบาลของทั้งสองกองทุน ขยายฐานผู้ประกันตนเพื่อดึงคนเข้าสู่ระบบเฉลี่ยสุขเฉลี่ยทุกข์ ลดความเสี่ยงกองทุนชราภาพในภาวะสังคมสูงวัย ที่มีเงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า โดยปรับอัตราผลตอบแทนการลงทุนให้มากกว่า 5% เพื่อให้เงินเติบโตเพียงพอรองรับการจ่ายบำนาญชราภาพในระยะยาวโดยไม่เกิดปัญหาในอนาคต และล่าสุดได้เสนอกลุ่มแม่บ้าน เกษตรกร และป่าไม้ เข้าสู่ ครม. แล้ว พร้อมเตรียมปรับแก้กฎหมายเพื่อสร้างตะกร้าใหม่ รองรับกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ ยกระดับองค์กรแห่งความเชื่อมั่นและกำลังคน มุ่งเน้นการสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบและติดตามได้ง่าย เพื่อดึงความไว้วางใจของผู้ประกันตนกลับคืนมา จุลพันธ์กล่าวย้ำว่า “วันนี้ต้องยอมรับความจริงๆ ว่า สำนักงานประกันสังคมในช่วงที่ผ่านมา เราเผชิญคลื่นลมพอสมควร ความมั่นใจของผู้ประกันตนของเราลดลง วันนี้สิ่งที่เราจะต้องทำ คือ การสร้างความโปร่งใส การสร้างระบบที่สามารถตรวจสอบ และติดตามได้อย่างง่าย เพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับมาเกิดความมั่นใจ หากเขามีความมั่นใจต่อสำนักงานประกันสังคม กระบวนการในการจ่ายเงินสมทบ กระบวนการในการเข้าสู่การเป็นผู้ประกันตนก็จะเพิ่มมากขึ้น สร้างความแข็งแกร่งกลับคืนมาในระยะยาว” จุลพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายโดยฝากไปยังสำนักงานประกันสังคมและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า แม้การมีแผนระยะยาว 5 ปี จะเป็นเข็มทิศสำคัญขององค์กร แต่ตัวแผนต้องมีความยืดหยุ่น เพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์เฉพาะหน้าและโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมที่ไม่คาดฝัน เช่น เหตุการณ์อุทกภัย เพื่อให้แผนสามารถนำไปปฏิบัติจริง เกิดเสถียรภาพ และตอบโจทย์สวัสดิการของผู้ประกันตนทุกคนได้อย่างครบถ้วนตามกฎหมาย ที่มา: The Standard, 7/10/2569  สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ ขอให้กำหนดหลักเกณฑ์รับเรื่องร้องเรียนไม่ปรากฏชื่อผู้ร้อง เตรียมนำเข้าตรวจสอบใน กมธ.การแรงงาน เซีย จำปาทอง รองประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน คนที่สอง รับหนังสือจากบัณฑิต จันทร์แก้วแร่ ประธานสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ เพื่อขอให้คณะกรรมาธิการนำประเด็นการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการรับเรื่องร้องเรียนที่ไม่ปรากฏชื่อผู้ร้อง เข้าสู่การพิจารณาเชิงนโยบาย สหภาพแรงงานระบุว่า ได้ติดตามประเด็นการใช้อำนาจของนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และได้ใช้สิทธิตรวจดูหนังสือร้องเรียนฉบับหนึ่ง ซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้ร้อง และไม่มีข้อมูลที่ยืนยันได้ว่าผู้จัดทำหนังสือเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพตามที่ระบุไว้ในหนังสือเชิญ ขณะที่นายทะเบียนมีคำสั่งไม่อนุญาตให้คัดสำเนาเอกสารที่มีคำรับรองถูกต้อง โดยอ้างข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 สหภาพแรงงานจึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างพิจารณา นอกจากนี้ สหภาพแรงงานทำหนังสือสอบถามกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานว่า มีหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติในการรับเรื่องร้องเรียนที่ไม่ปรากฏชื่อผู้ร้อง หรือไม่สามารถยืนยันตัวผู้ร้องได้หรือไม่ กรมตอบว่ายังไม่มีระเบียบ คำสั่ง หรือแนวปฏิบัติเฉพาะ โดยให้นายทะเบียนหรือผู้ที่นายทะเบียนมอบหมายใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี สหภาพแรงงานเห็นว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่ปัญหาเรื่องอำนาจตามกฎหมายของนายทะเบียน แต่เป็นเรื่องการกำหนดมาตรฐานการใช้ดุลพินิจก่อนเริ่มกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงควรกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อให้การใช้อำนาจเป็นมาตรฐานเดียวกัน โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เซียกล่าวหลังรับหนังสือว่า คณะกรรมาธิการจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยจะพิจารณารายละเอียดการรับเรื่องร้องเรียนของนายทะเบียนที่ผ่านมา และเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมาชี้แจง เพื่อพิจารณาแนวทางและหลักเกณฑ์การรับเรื่องร้องเรียนให้ชัดเจน และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะนี้ซ้ำในอนาคต ที่มา: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 7/10/2569  พรรคประชาธิปัตย์ รับร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติฯ เสนอระบบข้อมูลรวมศูนย์ รองรับการบริหารจัดการแรงงานต่างสัญชาติกว่า 3 ล้านคน นางการดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ พร้อม สส. พรรคประชาธิปัตย์ นางการดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ รับยื่นร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติแห่งชาติ พ.ศ. .... จาก นายศักดิ์ชัย ธรรมปรีชาถาวร นายกสมาคมการค้าผู้นำเข้าและให้บริการแรงงานต่างด้าว (สนบต.) เพื่อประกอบการศึกษา วิเคราะห์ และพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติของประเทศไทย อย่างเป็นระบบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจัดทำขึ้นจากแนวคิดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติให้มีเอกภาพ เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ การรักษาความมั่นคงของรัฐ และการบริหารราชการแผ่นดินในระยะยาว ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร การเคลื่อนย้ายประชากรระหว่างประเทศ และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของโลกที่เพิ่มขึ้น โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศ ความมั่นคงของชาติ และการบริหารราชการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้เป็นหลัก แนวคิดสำคัญของร่างกฎหมาย คือ การปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการจากรูปแบบที่แยกส่วนตามภารกิจของหลายหน่วยงาน ไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติในทุกบริบทอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การเข้าเมือง การพำนัก การทำงาน การใช้บริการ การเปลี่ยนสถานะ และการเดินทางออกจากประเทศ โดยเชื่อมโยงกระบวนงาน ข้อมูล และการกำกับติดตาม ตั้งแต่วันที่เดินทางเข้าประเทศจนถึงวันที่เดินทางออกจากประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมุ่งสู่ผลสัมฤทธิ์ร่วมของประเทศ ทั้งนี้ มีการเสนอให้จัดตั้ง สำนักงานการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติแห่งชาติ (สนตช.) เป็นหน่วยงานของรัฐในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติแห่งชาติ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ทิศทาง เป้าหมาย และมาตรฐานเชิงนโยบายระดับชาติ ขณะที่ สนตช. จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการวางและกำกับกระบวนงานกลาง มาตรฐานการปฏิบัติงาน ระบบข้อมูลกลาง ระบบอิเล็กทรอนิกส์กลาง การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล กรอบระยะเวลา และตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ ภายใต้กรอบนโยบายและหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการนโยบาย สำหรับหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าว มิได้มุ่งนำอำนาจตามกฎหมายเฉพาะของทุกกระทรวงหรือหน่วยงานมารวมไว้ที่ สนตช. ทั้งหมด โดยหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายเฉพาะยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของตน และเชื่อมโยงประสานการทำงานผ่านกระบวนงานและระบบกลาง ทั้งนี้ บุคคลต่างสัญชาติที่ได้รับอนุญาตให้พำนักและดำรงชีพอยู่ในราชอาณาจักรต้องปฏิบัติตามกฎหมายและเงื่อนไขที่กำหนด รวมทั้งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการใช้บริการสาธารณะตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิและงบประมาณที่รัฐจัดสรรไว้สำหรับประชาชนไทย นางการดี เลียวไพโรจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพาแรงงานต่างชาติหรือต่างสัญชาติเป็นจำนวนมาก โดยมีข้อมูลประมาณกว่า 3 ล้านคน และประมาณ 3 ใน 4 เป็นแรงงานชาวเมียนมา แม้ภาครัฐสามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างเป็นระบบในส่วนหนึ่ง แต่ยังมีข้อจำกัดในการทราบจำนวนบุคคลต่างสัญชาติที่อยู่ในระบบการทำงานของประเทศไทยอย่างครบถ้วน ซึ่งนำมาสู่ประเด็นด้านการจ้างงาน สุขภาพ และสวัสดิการต่าง ๆ พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลต่างสัญชาติ และตระหนักถึงความท้าทายของประเทศไทยในปัจจุบัน ทั้งจำนวนประชากรที่ลดลง สังคมผู้สูงอายุ และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงเห็นว่าเป็นโอกาสในการพิจารณาข้อเสนอเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยการมีข้อมูลที่รวมศูนย์เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงระบบและเชิงนโยบาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต มีความจำเป็นและควรดำเนินการอย่างเร่งด่วน การบริหารจัดการบุคคลต่างสัญชาติจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เฉพาะด้านเศรษฐกิจและสังคม แต่รวมถึงด้านสาธารณสุขและความมั่นคงของประเทศ หากไม่สามารถเชื่อมโยงการบริหารจัดการให้เป็นระบบเดียวกัน จะทำให้ภาครัฐบริหารจัดการได้ยากและอาจเกิดปัญหาอื่นตามมาในอนาคต ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะศึกษาและวิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวอย่างถี่ถ้วน และจะดำเนินการเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ที่มา: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 7/10/2569  หนุนใช้ระนองโมเดลเป็นต้นแบบจัดการแรงงานต่างด้าว นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายให้ข้อสังเกตต่อรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่องแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว กรณีศึกษา จังหวัดระนอง : ความท้าทาย นโยบาย และผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ของคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ว่าจากรายงานผลการศึกษาพบว่า ในปี 2567 จังหวัดระนองมีแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาประมาณ 36,000 คน และเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 38,000 คน ในช่วงต้นปี 2568 โดยกระจายตัวทำงานในภาคเกษตร ปศุสัตว์ แปรรูปสัตว์น้ำ ประมง และก่อสร้าง ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่าเศรษฐกิจของระนองจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือจะจัดระบบอย่างไรให้การจ้างงานถูกต้อง คนไทยมีโอกาสประกอบอาชีพ แรงงานได้รับความคุ้มครอง และท้องถิ่นได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสม จึงตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ 5 ประการ นางสาวอัจฉรพรรณ กล่าวต่อว่าประการแรกคือใช้ข้อมูลการจ้างงานจริงกำหนดนโยบาย โดยสำรวจความต้องการแรงงานจากผู้ประกอบการและแรงงานในแต่ละพื้นที่ ก่อนปรับปรุงกฎหมายหรือกำหนดจำนวนแรงงาน ประการที่สอง เปิดช่องงาน ผู้ช่วย อย่างมีเงื่อนไข สำหรับงานที่พื้นที่มีความต้องการ เช่น ผู้ช่วยช่างหรือผู้ช่วยเสริมสวย พร้อมกำหนดขอบเขตชัดเจน ป้องกันการทำงานเกินสิทธิและการใช้นอมินี ประการที่สาม ให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมบริหารจัดการ โดยให้ผู้ว่าจ้างแจ้งความต้องการผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจัดสรรภาษีหรือค่าธรรมเนียมจากการจ้างงานบางส่วนกลับคืนพื้นที่ เพื่อรองรับบริการสาธารณะ ประการที่สี่ ลดขั้นตอนและต้นทุนระบบ MOU เพื่อจูงใจให้เข้าสู่ระบบถูกกฎหมาย ลดปัญหาการจ้างงานนอกระบบ พร้อมพิจารณาปรับปรุงประสิทธิภาพหน่วยงานเดิมควบคู่กับข้อเสนอจัดตั้งกรมกิจการแรงงานต่างด้าว เพื่อลดความซ้ำซ้อน และประการที่ห้า เชื่อมการจ้างงานกับหลักประกันสุขภาพ โดยให้นายจ้างร่วมรับผิดชอบ และจัดสรรงบประมาณชดเชยค่ารักษาพยาบาลแก่หน่วยบริการตามจริง หลังพบสถานพยาบาลในระนองมีภาระค่ารักษาผู้ป่วยต่างด้าวสะสมกว่า 20 ล้านบาทในช่วงปี 2564-2568 โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ไม่มีเงินซื้อบัตรประกันสุขภาพ จึงต้องผูกระบบการจ้างงานเข้ากับหลักประกันสุขภาพตั้งแต่แรกรับ โดยให้นายจ้างร่วมรับผิดชอบ และมีงบประมาณชดเชยให้แก่หน่วยบริการสาธารณสุขตามจริง เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านสุขอนามัยในชุมชน นางสาวอัจฉรพรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า เห็นควรผลักดันให้จังหวัดระนองเป็นเมืองต้นแบบในการทดสอบและพัฒนาระบบบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการกำหนดนิยามงานผู้ช่วย การใช้กลไกท้องถิ่นเชื่อมโยงข้อมูลและจัดสรรรายได้ และการสร้างระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุม โดยต้องประเมินผลอย่างต่อเนื่องว่ามาตรการเหล่านี้สามารถลดต้นทุนและขั้นตอน คุ้มครองสิทธิแรงงาน และรักษาโอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทยได้อย่างแท้จริงหรือไม่ ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 6/10/2569  คนไทยไม่อยากเกษียณตอน 60 ปี สนใจ Micro-Retirement พักงาน 3 เดือนถึง 1 ปี เทรนด์แรงวัยทำงาน ผลสำรวจจาก T. Rowe Price Thailand Retirement Survey 2026 สำรวจคนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป 1,000 คนทั่วประเทศ พบว่า ร้อยละ 68 สนใจการเกษียณแบบยืดหยุ่น และร้อยละ 51 มองว่าอายุเกษียณควรกำหนดจากการวางแผนของแต่ละคน ไม่ใช่ตัวเลขอายุที่ตายตัว ผลสำรวจพบว่า เทรนด์ที่มาแรงที่สุดคือ Micro-Retirement หรือการเกษียณระยะสั้น โดยพักเบรกจากการทำงานประมาณ 3 เดือนถึง 1 ปี แล้วค่อยกลับมาหางานทำใหม่ ซึ่งมีคนไทยสนใจมากถึงร้อยละ 83 โดยเป้าหมายหลักที่ทำให้อยากเกษียณระยะสั้น คือต้องการ work-life balance อยากลดความกดดันจากงาน และฟื้นฟูสุขภาพ แต่การพักงานคือการหยุดสร้างรายได้ ดังนั้น ร้อยละ 50 ของวัยทำงานจึงระบุว่าตนเองอยากมีสินทรัพย์สะสมอย่างน้อย 2,000,000 บาทก่อนลาออกไปพัก ส่วนใหญ่ไม่ได้อยากหายจากตลาดงานนาน โดยร้อยละ 45 พร้อมกลับมาทำงานทันทีหรือภายใน 3-6 เดือน อีกแนวคิดคือ Unretirement หรือการกลับมาทำงานหลังเกษียณ มีคนไทยสนใจร้อยละ 69 เหตุผลหลักคืออยากมีรายได้เข้ามาเหมือนเดิมร้อยละ 60 อยากลดแรงกดดันทางการเงินร้อยละ 52 และอยากลองทำงานใหม่ร้อยละ 46 ที่น่าสนใจคือ ร้อยละ 41 อยากเริ่มธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง เทียบกับร้อยละ 15 ในสิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือ Flex-Ready Gap หรือช่องว่างระหว่างความอยากพักงานกับความพร้อมทางการเงิน โดยร้อยละ 86 อยากรักษาหรือยกระดับคุณภาพชีวิตหลังเกษียณ แต่มีเพียงร้อยละ 31 ที่รู้ว่าต้องมีเงินเท่าไร และในกลุ่มที่อยากเกษียณแบบยืดหยุ่น มีเพียงร้อยละ 49 ที่รู้สึกพร้อมทางการเงิน และร้อยละ 27 ที่รู้ตัวเลขเป้าหมายชัดเจน ท้ายที่สุด การเกษียณอาจไม่ใช่ วันที่เราหยุดทำงาน แต่คือ วันที่เรามีอิสระมากพอที่จะเลือก และอิสระแบบนั้นเริ่มจากการวางแผนตั้งแต่วันนี้ ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 6/10/2569  ห่วงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 11 ต.ค. คาบเกี่ยววันหยุดยาว ขออำนวยความสะดวกผู้ใช้สิทธิ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเลื่อนเลือกตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคม จากวันที่ 27 กันยายน เป็นวันที่ 11 ตุลาคม 2569 โดยเห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนั้น เนื่องจากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประสบปัญหาน้ำท่วม ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางไปใช้สิทธิ อย่างไรก็ตาม นายเทวฤทธิ์ กังวลว่าวันเลือกตั้งใหม่คาบเกี่ยวช่วงวันหยุดยาว ผู้มีสิทธิบางส่วนอาจเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยว อีกทั้งผู้ประกันตนมาตรา 33 อาจมีสถานที่เลือกตั้งต่างจากพื้นที่ทำงาน โดยเฉพาะลูกจ้างของบริษัทที่มีหลายสาขา จึงขอให้หน่วยงานจัดการเลือกตั้งเตรียมมาตรการอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิได้มากที่สุด ส่วนการนับคะแนน นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า เป็นอีกเรื่องที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากเดิมไม่ได้กำหนดให้มีการนับคะแนนบริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้ง จึงต้องติดตามว่าจะมีการผ่อนผันให้สามารถนับคะแนนหน้าหน่วยได้หรือไม่ เพราะผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งสามารถเข้ามาตรวจสอบกระบวนการได้ และถือเป็นประเด็นสำคัญต่อความโปร่งใสของการเลือกตั้ง นอกจากนี้ นายเทวฤทธิ์ ยังกล่าวถึงเป้าหมายจำนวนผู้มาใช้สิทธิ ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตั้งเป้าหมายให้การเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้มาใช้สิทธิมากกว่าปี 2566 ซึ่งครั้งนั้นมีผู้มาใช้สิทธิจริงเพียงประมาณกว่า 100,000 คน จากผู้มีสิทธิกว่า 10 ล้านคน ถือว่าน้อยมาก ซึ่งหากครั้งนี้น้อยกว่าเดิมถือว่าสอบตก จึงหวังว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิได้มากขึ้น นายเทวฤทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการประชาสัมพันธ์และการลงทะเบียนที่มีความล่าช้า รวมถึงกรณีช่วงท้ายของการลงทะเบียนที่มีผู้ลงทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเห็นว่าควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเกิดจากสาเหตุใด และมีข้อพิรุธเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งหรือไม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากกองทุนประกันสังคมมีขนาดเกือบเทียบเท่างบประมาณรายจ่ายประจำปี และเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของผู้ประกันตน อีกทั้งการเปิดให้ลูกจ้างและนายจ้างเลือกตัวแทนเข้ามาทำหน้าที่โดยตรง ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและมีข้อมูลหลายด้านที่ถูกนำมาเปิดเผยมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกันตนจึงควรออกมาใช้สิทธิ และพิจารณาเลือกบุคคลที่สามารถตอบโจทย์การบริหารกองทุน รวมถึงสร้างหลักประกันให้ระบบประกันสังคมมีความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 5/10/2569  9 เดือนแรกปี 2569 กองถ่ายต่างชาติแจ้งขออนุญาต 423 เรื่อง เงินสะพัด 7,510 ล้าน-จ้างงานในประเทศ นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรึ เปิดเผยว่า ข่าวดี ข้อมูลสถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2569 (มกราคม – กันยายน) ยอดแจ้งขออนุญาตพุ่งสูงถึง 423 เรื่อง สร้างรายได้เข้าประเทศแล้วกว่า 7,510 ล้านบาท ทำลายสถิติรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้สำเร็จตอกย้ำศักยภาพประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็น “Filming Paradise” ระดับโลก  “การเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของสตูดิโอภาพยนตร์และบริษัทผู้สร้างระดับโลก โดยปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดกองถ่ายต่างชาติ ได้แก่ ความพร้อมด้านสถานที่ถ่ายทำที่มีความหลากหลาย ศักยภาพของบุคลากรและทีมงานไทย โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับงานโปรดักชันขนาดใหญ่ ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำ (Cash Rebate) ของกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ (Thailand Film Office: TFO) ที่ให้สิทธิประโยชน์คืนเงินสูงสุดถึง 30% รวมถึงแรงจูงใจเพิ่มเติมจากการจ้างงานบุคลากรไทย การถ่ายทำในต่างจังหวัด และการใช้บริการหลังการถ่ายทำ (Post-production) ในประเทศ” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สำหรับตลาดหลักที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด 10 อันดับแรก ประกอบด้วย 1. สหรัฐอเมริกา – 38 เรื่อง รายได้ 2,379 ล้านบาท (ครองอันดับ 1 ในแง่มูลค่าการลงทุน) 2.สหราชอาณาจักร – 27 เรื่อง รายได้ 1,679 ล้านบาท 3.ฟินแลนด์ – 1 เรื่อง รายได้ 448 ล้านบาท (โดดเด่นด้วยมูลค่าการลงทุนต่อเรื่องสูง) 4.เขตบริหารพิเศษฮ่องกงฯ – 18 เรื่อง รายได้ 382 ล้านบาท 5.เยอรมนี – 15 เรื่อง รายได้ 379 ล้านบาท 6.อินเดีย – 44 เรื่อง รายได้ 341 ล้านบาท 7.สเปน – 3 เรื่อง รายได้ 336 ล้านบาท 8.จีน – 52 เรื่อง รายได้ 253.23 ล้านบาท (เป็นประเทศที่มีจำนวนกองถ่ายเข้ามามากที่สุด) 9.สิงคโปร์ – 24 เรื่อง รายได้ 253.20 ล้านบาท 10.ฝรั่งเศส – 17 เรื่อง รายได้ 185 ล้านบาท ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดการณ์ว่า ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 จะยังคงมีกองถ่ายทำต่างประเทศทยอยเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง  ถือว่ามีโอกาสสูงที่รายได้รวมตลอดทั้งปี 2569 พุ่งแตะระดับ 8,000 – 10,000 ล้านบาท ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 5/10/2569  * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์
dlvr.it
October 11, 2026 at 8:47 AM
ชีวิตคนเราสั้นมาก ถ้าเทียบกับอายุของโลกนี้
แต่ถ้าเทียบกับเงินเก็บเพื่อการเกษียณ ชีวิตเราช่างยาวนาน

....ดูทรงแล้วเราไม่ควรอายุยืน เดี๋ยวเงินหมดก่อนตาย
May 29, 2026 at 8:10 AM
"เกษียณอายุคุณแซงคัสสิครับ ถึงผมจะนิสัยไม่ดีไปบ้างแต่ก็ไม่ได้ใจร้ายถึงขั้นไม่ยอมให้คุณได้พักผ่อนใช้ชีวิตกับลูกหลานสักหน่อยครับ"

“…เว้นเสียแต่ทางกระทรวงจะขอร้องให้คุณอยู่ต่อน่ะ คนเก่ง ขยันรักการทำงานเช่นคุณใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ ครับ"

เรเวนหยอกล้อตบท้ายด้วยคำเยินยอคล่องปาก กระนั้นก็ไม่ใช่ว่าเขาพูดโกหก ในสายตาของเขา คนตรงหน้าก็น่านับถือในฐานะคนทำงาน
October 8, 2026 at 1:02 PM
#เล่าลิเก กราบขอบคุณเทคโนโลยีบันทึกภาพและไลฟ์สดทั้งปวง ที่ทำให้ฉันได้เห็นดาวร้ายในดวงใจวัยชราสองสามคน (ที่ปัจจุบันน่าจะเกษียณแล้วแหละดูจากอายุอานาม) ดาวตลกที่ตัวจริงตายแล้วแต่การแสดงของเขายังโลดแล่นอยู่ในคลิป หรือกลอนลิเกสไตล์หอมหวลที่หาดูไม่ได้จากเวทีลิเกวัยรุ่น5555555 - (ต่อ)

ภาพประกอบ ดาวร้ายสายชล เพชรเมืองอินทร์ คณะขวัญใจ มาลัยนาค
December 11, 2024 at 2:22 AM
ปิดฉากอายุราชการแบบไร้ความสงบ! เปิดไทม์ไลน์มรสุมข่าว #วีระพันธ์ดีอ่อน อดีตผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี ตั้งแต่ปมฉาวแต่งตั้งนักธุรกิจจีนเป็นที่ปรึกษา จนต้องหิ้วพวงมาลัยสยบดราม่า สู่บทสรุปวันเกษียณด้วยการทิ้งคำสั่งเด้งด่วน "นายอำเภอบ้านสร้าง" อ้างไร้ภาวะผู้นำ-ดีแต่ทำคอนเทนต์ จนชาวบ้านลุกฮือเปิดศึกต้าน!...
.
#นายอำเภอบ้านสร้าง #ที่ปรึกษาจีน #น้ำท่วมปราจีนบุรี
www.dailynews.co.th/news/6262327/
October 9, 2026 at 10:34 AM
จากที่ไปอ่านจากราชบัณฑิตมาได้ความดังนี้ค่ะ

เกษียณ ใช้ได้แบบเดียว เพราะต้นคำมาจากสันสกฤต กษีณ ที่หมายถึงสิ้นไป ก็คือแทนว่าสิ้นจากอายุราชการ สิ้นจากการทำงาน

เกษียร มาจาก กษีร ที่แปลว่าน้ำนม อาทิ ที่ให้มีกวนเกษียรสมุทร

และอันนี้เพิ่งรู้เลยค่ะ เกษียน มาจากคำว่าเขียน เป็นเหมือนการเขียนคำสั่งสั้น ๆ ค่ะ
วันนี้เจอคนเขียนคำว่า เกษียณ เป็น กระเษียร ตอนแรกตกใจเขาเขียนผิดรึเปล่า สักพักเริ่มไม่แน่ใจ หรือมันสะกดได้หลายแบบนะ 😂
March 11, 2026 at 3:36 PM
[ Identity V #คลังมโนพล็อตโจอิบ #โจเซฟนาอิบ 📷🤕 ]

AU เกมไล่ล่าในคฤหาสน์

โจเซฟกับนาอิบที่เป็นคู่รักวัยเกษียณอายุจากการเล่นเกม คนหนึ่งเป็นเซอร์ old meta ถูกแบนบ้างเนิฟบ้างจนแทบไม่มึคนเรียกตัวไปเล่นเกม ส่วนอีกคนก็เป็นฮันที่ไม่มีสกิลใดๆ ในการไล่ล่า แล้วเซอร์สมัยนี้ก็สกิลล้ำขึ้นทุกวัน ฮันที่แทบไม่ทีสกิลอะไรเลยก็ไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยง(?)
June 16, 2024 at 4:39 PM
วิธีบริหารเงินอย่างชาญฉลาดเพื่ออนาคตที่มั่นคง
.
1. วางแผนการเงิน
2. บันทึกรายรับ-รายจ่าย
3. ลงทุนเพื่ออนาคต
4. ลดหนี้สิน
5. วางแผนเกษียณอายุ
7. ติดตามและปรับปรุงแผนการเงิน
#เป้าหมาย #ความสําเร็จ #แรงบันดาลใจ #พัฒนาตัวเอง #ตั้งเป้าหมาย #การเงิน #ลงทุน
December 5, 2024 at 10:31 AM
สวัสดีครับ
ผมอายุ 57 เกษียณแล้วกำลังเริ่มการเดินทางบทใหม่ของชีวิต ผมสนใจและเรียนรู้การใช้ AI เพื่อเล่าเรื่องราวผ่านงาน storytelling และ motion
เรื่องราวการเดินทาง
ของคนหนึ่งคนและสุนัขหนึ่งตัว 🐶ทุกงานเริ่มจากความคิดเล็ก ๆแล้วค่อย ๆ สร้างขึ้นด้วย AI ทีละขั้น
ถ้าคุณสนใจการเดินทาง
การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
และการเล่าเรื่องอย่างอบอุ่น
ยินดีมากครับ ถ้าจะกดติดตามและเดินไปด้วยกัน
May 8, 2026 at 8:05 AM
ซึ่งในการประเมินนอกจากเอกสารผลงานต่างๆ เขาก็จะเอามาสัมภาษณ์ดูทัศนคติกันด้วยอะไรแบบนี้ แล้ววันนี้เห็นในที่ประชุมคือกรรมการเป็นผอ.ทุกคนที่เราไปตกไว้ทั้งนั้นเลย ถ้าเราได้เข้าไปถึงรอบสัมภาษณ์น่าจะแฮปปี้มาก ประเด็นคือ หนึ่ง อายุราชการเรายังเข้าโครงการนี้ไม่ได้ สอง ปีนี้ผอ.ทุกคนที่เราตกไว้จะเกษียณแล้ว 555
July 21, 2026 at 9:44 AM
รองนายกเผยแนวทาง 'ใช้ประกันสุขภาพ-เร่งเออร์ลี่รีไทร์' ข้าราชการ
รองนายกเผยแนวทาง 'ใช้ประกันสุขภาพ-เร่งเออร์ลี่รีไทร์' ข้าราชการ auser15 Wed, 2026-07-08 - 10:13 'ปกรณ์ นิลประพันธ์' รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยแนวทางลดรายจ่ายประจำภาครัฐ ทั้งการปรับระบบรักษาพยาบาลข้าราชการเป็นประกันสุขภาพ และโครงการเกษียณก่อนกำหนดที่มุ่งเป้าตำแหน่งที่เทคโนโลยีทดแทนได้ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผย ณ ทำเนียบรัฐบาล ว่าได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ศึกษาแนวทางเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือเออร์ลี่รีไทร์ โดยตั้งเป้าให้มีผลบังคับใช้ภายในปีงบประมาณ 2570 ระบุว่าเป็นนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาไว้แล้ว เนื่องจากรายจ่ายประจำของภาครัฐเพิ่มสูงขึ้นมาก ส่งผลให้งบประมาณสำหรับการลงทุนและช่วยเหลือประชาชนลดน้อยลง นายปกรณ์ระบุว่าโครงการนี้จะดำเนินการควบคู่กับการปรับลดอัตราตำแหน่งในระบบราชการให้เหลือเท่าที่จำเป็น โดยยกตัวอย่างตำแหน่งที่อาจถูกลดจำนวน เช่น พนักงานพิมพ์และงานธุรการ เนื่องจากเทคโนโลยีสามารถเข้ามาทดแทนงานประจำวันเหล่านี้ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอน และจะเริ่มต้นจากข้าราชการพลเรือนก่อน หากได้ผลดีจึงจะขยายไปยังหน่วยงานอื่น เช่น ท้องถิ่นและองค์การมหาชน สำหรับเกณฑ์อายุ นายปกรณ์ระบุว่าเดิมกำหนดให้มีอายุราชการเหลือไม่น้อยกว่า 2 ปี หรืออายุ 55 ปีขึ้นไป แต่เมื่อพิจารณาจากศักยภาพในการปรับทักษะใหม่ เห็นว่าคนอายุ 40 ปีจะสามารถรีสกิลตัวเองได้ดีกว่า จึงไม่ควรปิดกั้นว่าจะต้องมีอายุเท่าใด โดยยืนยันว่าจะไม่มีการบังคับ แต่จะใช้สิ่งจูงใจและการอัพสกิลรีสกิลเป็นแนวทางหลัก พร้อมเปิดเผยว่าขณะนี้อยู่ระหว่างหารือร่วมกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กรมบัญชีกลาง และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในส่วนของสวัสดิการรักษาพยาบาล นายปกรณ์เปิดเผยว่ารัฐบาลเตรียมเปลี่ยนจากระบบสวัสดิการปัจจุบันมาใช้ระบบประกันสุขภาพแทน เนื่องจากสามารถควบคุมวงเงินงบประมาณได้ชัดเจนในแต่ละปี พร้อมมองว่าจะเป็นการส่งเสริมธุรกิจประกันภัยภายในประเทศและเกื้อหนุนเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็น Medical Hub ได้ในอนาคต โดยระบบใหม่นี้จะเริ่มใช้กับข้าราชการที่บรรจุใหม่ก่อน ส่วนข้าราชการเดิมจะมีสิทธิเลือกได้ ขณะที่สิทธิการรักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัวข้าราชการยังคงไว้ตามเดิม เนื่องจากยังไม่ได้มีการหารือรายละเอียดในประเด็นนี้ ที่มาเรียบเรียงจาก: ข่าวสด | กรุงเทพธุรกิจ   * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ข้าราชการ * ประกันสุขภาพ * เกษียณก่อนกำหนด * เออร์ลี่รีไทร์
dlvr.it
July 8, 2026 at 3:20 AM
ทนายความสาธารณะนิวยอร์กหยุดงานประท้วงเรียกร้องขึ้นค่าจ้างและประกันสุขภาพ
ทนายความสาธารณะนิวยอร์กหยุดงานประท้วงเรียกร้องขึ้นค่าจ้างและประกันสุขภาพ วิทยากร บุญเรือง auser15 Wed, 2026-07-29 - 09:25 ทนายความสาธารณะผู้ว่าความให้ผู้มีรายได้น้อยในนครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นพนักงานขององค์กรไม่แสวงหากำไรที่รับงบฯ จากเมือง ได้รวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน ครอบคลุมแรงงานกฎหมายกว่า 3,500 คน หลังสัญญาจ้างของนายจ้าง 5 แห่งหมดอายุพร้อมกันเมื่อ 30 มิถุนายน 2026 ข้อเรียกร้องหลักคือขึ้นค่าจ้าง รักษาสิทธิประกันสุขภาพและสวัสดิการหลังเกษียณ สิทธิทำงานทางไกล และยกเลิกแอปพลิเคชันติดตามตำแหน่งเพื่อบันทึกเวลาเข้าออกงาน ขณะที่ฝ่ายบริหารย้ำต้องรักษาเสถียรภาพการเงิน ส่วนสหภาพชี้ว่าองค์กรได้รับงบประมาณจากเมืองเพิ่มขึ้น * คนทำงานกลุ่มนี้เป็นลูกจ้างประจำขององค์กรไม่แสวงหากำไรที่รับงบประมาณจากนครนิวยอร์ก ว่าความให้ผู้ที่ไม่มีเงินจ้างทนาย ครอบคลุมทั้งคดีอาญา คดีครอบครัว คดีที่อยู่อาศัย และคดีคนเข้าเมือง สมาชิกสหภาพไม่ได้มีเฉพาะทนายความ แต่รวมนักสังคมสงเคราะห์ นักสืบ และเจ้าหน้าที่สนับสนุนด้วย เช่น องค์กรในเขตบรุกลินมีสมาชิกสหภาพกว่า 500 คน โดยเป็นทนายความราว 280 คน * ข้อเรียกร้องร่วมของทุกองค์กรคือค่าจ้างและสวัสดิการ ที่องค์กรในย่านฮาร์เล็ม สหภาพระบุว่าฝ่ายบริหารเสนอปรับค่าครองชีพเพียง 1% ตลอดอายุสัญญา 3 ปี ไม่รับประกันแผนประกันสุขภาพที่ไม่มีเบี้ยประกันและไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนแรกตลอดอายุสัญญา และเสนอโครงสร้างสิทธิหลังเกษียณแบบแบ่งชั้น ให้ผู้ที่เกษียณแล้วคงสิทธิไว้ ส่วนพนักงานปัจจุบันที่จะเกษียณในอนาคตไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว สหภาพนี้ลงคะแนนอนุมัติการหยุดงานด้วยคะแนน 97% ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ขององค์กร * ฝ่ายบริหารของแต่ละองค์กรระบุว่าต้องรักษาความมั่นคงทางการเงินไว้ควบคู่กับการขึ้นค่าจ้าง โดยองค์กรในฮาร์เล็มเคยให้เหตุผลว่าค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นทำให้แบกรับแผนเดิมไม่ไหว ขณะที่สหภาพชี้ไปที่เงินไม่ผูกเงื่อนไขเกือบ 2 ล้านดอลลาร์จากงบเมือง ส่วนองค์กรในบรุกลินระบุว่างบที่เพิ่มขึ้นทำให้ขึ้นเงินเดือนได้ และได้ข้อตกลงเบื้องต้นแล้ว ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการบังคับใช้แอปพลิเคชันติดตามตำแหน่งเพื่อบันทึกเวลาทำงาน ทนายความและบุคลากรสายกฎหมายของ Neighborhood Defender Service (NDS) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่รับงบประมาณจากนครนิวยอร์กมาว่าความให้ผู้ที่ไม่มีเงินจ้างทนาย ครอบคลุมทั้งคดีอาญา คดีครอบครัว คดีที่อยู่อาศัย และคดีคนเข้าเมือง หยุดงานประท้วงเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2026 | ภาพจาก: New York Amsterdam News/Karen Juanita Carrillo  เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 ทนายความและบุคลากรสายกฎหมายของ Neighborhood Defender Service (NDS) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่รับงบประมาณจากนครนิวยอร์กในย่านฮาร์เล็ม นครนิวยอร์ก หยุดงานประท้วงอย่างเป็นทางการ หลังการเจรจาสัญญาจ้างฉบับใหม่กับฝ่ายบริหารไม่ได้ข้อยุติภายในเส้นตายเวลา 8.00 น. สื่อ New York Amsterdam News รายงานว่าสมาชิกสหภาพชุมนุมหน้าที่ทำการเลขที่ 317 Lenox Avenue การหยุดงานครั้งนี้เกิดขึ้นหลังองค์กรทนายความสาธารณะในเขตบรุกลินเพิ่งยุติการหยุดงานได้เพียง 2 วัน ขณะที่องค์กรทนายความสาธารณะในเขตบร็องซ์ก็กำลังจะถึงเส้นตายการเจรจาในอีกไม่กี่วัน ทนายความสาธารณะในนครนิวยอร์กมีสถานะเป็นพนักงานประจำขององค์กรไม่แสวงหากำไร ซึ่งรับงบประมาณจากเมืองมาทำหน้าที่ว่าความให้ผู้ที่ไม่มีเงินจ้างทนาย งานของพวกเขาครอบคลุมคดีอาญา คดีครอบครัว คดีที่อยู่อาศัย และคดีคนเข้าเมือง องค์กรเหล่านี้มีฐานะเป็นนายจ้าง มีสัญญาจ้างรวมกับสหภาพแรงงาน และมีการเจรจาต่อรองเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการตามรอบสัญญาเช่นเดียวกับสถานประกอบการทั่วไป ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตลอดเดือนกรกฎาคม 2026 จึงเป็นข้อพิพาทแรงงานของลูกจ้างกับผู้บริหารองค์กร ทนายความสาธารณะกับการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน คนทำงานขององค์กรที่มีข้อพิพาทอยู่ในเวลานี้ เป็นสมาชิกของสมาคมทนายความและผู้สนับสนุนทางกฎหมาย (Association of Legal Advocates and Attorneys: ALAA) ซึ่งเป็นองค์กรในสังกัด สหภาพแรงงานยานยนต์ (United Auto Workers: UAW) Local 2325 ตามรายงานของสื่อ Law360 ALAA ดูแลแรงงานสายกฎหมายมากกว่า 3,500 คน ในเขตมหานครนิวยอร์ก และสมาชิกยังรวมถึงองค์กรกฎหมายไม่แสวงหากำไรอีกหลายแห่ง เช่น Legal Aid Society of New York City, New York Legal Assistance Group, Urban Justice Center, CAMBA Legal Services, Center for Appellate Litigation และ Office of the Appellate Defender สัญญาจ้างรวมของสมาชิกใน 5 องค์กรหมดอายุพร้อมกันเมื่อ 30 มิถุนายน 2026 ได้แก่ Brooklyn Defender Services (BDS), Neighborhood Defender Service (NDS), The Bronx Defenders, Center for Family Representation (CFR) และ Catholic Migration Services (CMS) กระบวนการที่ปรากฏในข่าวเป็นกลไกมาตรฐานของการต่อรองแบบสหภาพแรงงาน เริ่มจากการเจรจาสัญญาฉบับใหม่ก่อนสัญญาเดิมหมดอายุ ตามด้วยการโหวตอนุมัติการหยุดงานเมื่อการเจรจาไม่คืบหน้า จากนั้นเป็นการประกาศเส้นตาย และการหยุดงานพร้อมชุมนุมหน้าที่ทำการ ข้อตกลงที่ได้จากโต๊ะเจรจามีสถานะเป็นข้อตกลงเบื้องต้น ซึ่งยังไม่มีผลบังคับจนกว่าสมาชิกสหภาพจะลงคะแนนรับรอง ข้อเรียกร้องที่ปรากฏในข้อพิพาทเหล่านี้เป็นประเด็นแรงงานทั่วไป ทั้งฐานเงินเดือน เงินสมทบเกษียณ วันลาป่วย ประกันสุขภาพ และเงื่อนไขการทำงาน กรณีหนึ่งที่ชัดเจนคือที่บรุกลิน ซึ่งฝ่ายบริหารเคยกำหนดให้พนักงานใช้แอปพลิเคชันติดตามตำแหน่งเพื่อบันทึกเวลาเข้าออกงานเมื่อปีก่อน และยกเลิกสิทธิการทำงานทางไกลเมื่อเดือนกันยายน 2025 ทั้ง 2 เรื่องกลายเป็นข้อเรียกร้องบนโต๊ะเจรจาในรอบนี้ การหยุดงานที่บรุกลินและข้อตกลงเบื้องต้น สหภาพแรงงานของ BDS เริ่มหยุดงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2026 หลังสัญญาเดิมหมดอายุไปได้ 2 สัปดาห์เศษ สื่อ Queens Daily Eagle รายงานว่าสมาชิกสหภาพมีมากกว่า 500 คน ประกอบด้วยทนายความ นักสังคมสงเคราะห์ และเจ้าหน้าที่สนับสนุน โดยสื่อ New York Amsterdam News ระบุว่าในจำนวนนี้เป็นทนายความราว 280 คน BDS เป็นองค์กรทนายความสาธารณะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเมือง และให้บริการแก่ผู้คนมากกว่า 40,000 คนต่อปีในเขตบรุกลินและควีนส์ แรงกดดันเพิ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในเมือง 31 คน ซึ่งจำนวนมากมาจากเขตควีนส์ เรียกร้องให้ BDS เร่งหาข้อยุติ ก่อนที่ความติดขัดในศาลจะส่งผลต่อผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการผู้แทนทางกฎหมาย ทั้ง 2 ฝ่ายเจรจาต่อเนื่องตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคมถึงวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม และได้ข้อตกลงเบื้องต้นในคืนวันที่ 21 กรกฎาคม พนักงานกลับเข้าทำงานในเช้าวันที่ 22 กรกฎาคม สหภาพระบุว่าข้อตกลงนี้ครอบคลุมการปรับฐานค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงขึ้น การขึ้นค่าจ้างโดยรวม การเพิ่มเงินสมทบเกษียณ การคุ้มครองด้านประกันสุขภาพ การรับประกันสิทธิทำงานทางไกลสำหรับพนักงานส่วนใหญ่ การเพิ่มวันลาป่วย และโครงการช่วยเหลือหนี้เพื่อการศึกษา รวมถึงการยกเลิกการบังคับให้พนักงานใช้แอปพลิเคชันติดตามตำแหน่ง ไบรอัน โฮลบรูก (Brian Holbrook) รองประธานฝ่ายสื่อสารของสหภาพ BDS ให้สัมภาษณ์สื่อ Queens Daily Eagle ว่าสัญญาฉบับใหม่มีความคืบหน้าหลายด้านเมื่อเทียบกับฉบับเดิม สหภาพยังระบุในแถลงการณ์ว่าฝ่ายบริหารควรดำเนินการเรื่องเหล่านี้โดยที่ไม่ต้องรอให้เกิดการหยุดงาน ลิซา ชไรเบอร์สดอร์ฟ (Lisa Schreibersdorf) ผู้อำนวยการบริหารของ BDS ระบุว่างบประมาณด้านการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่เพิ่มขึ้นจากงบเมืองรอบล่าสุด ทำให้องค์กรสามารถเสนอการขึ้นเงินเดือนและคงเงื่อนไขการสมทบค่าประกันสุขภาพของพนักงานไว้ได้ โดยกล่าวขอบคุณนายกเทศมนตรีมัมดานี (Mamdani) สำหรับงบประมาณด้านการว่าความสาธารณะที่เพิ่มขึ้น ชไรเบอร์สดอร์ฟระบุด้วยว่าองค์กรทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของผู้ที่เผชิญความเสี่ยงเรื่องการถูกแยกจากครอบครัว การถูกคุมขัง และการถูกส่งกลับประเทศ BDS รับช่วงสัญญาการว่าความคดีอาญาของ Queens Defenders เมื่อปีก่อน หลังจาก ลอรี ซีโน (Lori Zeno) ผู้อำนวยการบริหารขององค์กรดังกล่าวถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหายักยอกทรัพย์ขององค์กร ซีโนรับสารภาพเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ศาลรัฐบาลกลางในบรุกลิน ข้อตกลงเบื้องต้นนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ชไรเบอร์สดอร์ฟเตรียมเกษียณจากตำแหน่งเมื่อสิ้นปี หลังถูกสหภาพกล่าวหาว่าพยายามชักชวนผู้แทนสหภาพให้เริ่มกระบวนการถอนสภาพสหภาพ ซึ่งเป็นกระบวนการยกเลิกการรับรองสหภาพในสถานประกอบการ สหภาพ BDS ระบุว่าตามข้อตกลงเบื้องต้น สหภาพจะมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้อำนวยการบริหารคนใหม่ ข้อพิพาทที่ฮาร์เล็มและองค์กรที่ยังไม่มีข้อสรุป สหภาพแรงงานของ NDS ในฮาร์เล็มเป็นตัวแทนของแรงงานมากกว่า 230 คน ตามรายงานของสื่อ New York Amsterdam News ขณะที่สื่อ Queens Daily Eagle รายงานตัวเลขไว้ที่ราว 120 คน สมาชิกของสหภาพนี้ไม่ได้อยู่ในนครนิวยอร์กทั้งหมด เนื่องจาก NDS มีสำนักงานทั้งในฮาร์เล็มและบร็องซ์ ในเมืองดีทรอยต์และเวย์นเคาน์ตี รัฐมิชิแกน และในเมืองซานมาร์คอส รัฐเทกซัส จาห์นาวี ภาสการ์ (Jahnavi Bhaskar) ทนายความอาวุโสของ NDS ในฮาร์เล็มและประธานสาขาของ UAW Local 2325 ระบุว่าการโหวตอนุมัติการหยุดงานครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ขององค์กร โดยผ่านด้วยคะแนน 97% และองค์กรไม่เคยมีการกำหนดเส้นตายการหยุดงานมาก่อน ภาสการ์ระบุว่าสหภาพเจรจามาตั้งแต่เดือนเมษายน รวมแล้ว 17 ถึง 18 วัน เป็นเวลากว่า 80 ชั่วโมง โดยข้อเรียกร้องหลักคือการรับประกันแผนประกันสุขภาพในรูปแบบเดิม ประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้มี 3 เรื่อง สหภาพต้องการคงแผนประกันสุขภาพที่ไม่มีเบี้ยประกันและไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่ผู้ป่วยต้องจ่ายเองก่อนประกันจะเริ่มจ่าย แต่ระบุว่าข้อเสนอล่าสุดของฝ่ายบริหารไม่รับประกันแผนดังกล่าวตลอดอายุสัญญา 3 ปี เรื่องที่สองคือค่าจ้าง โดยสหภาพระบุว่าฝ่ายบริหารเสนอการปรับค่าครองชีพเพียง 1% ตลอดอายุสัญญา ซึ่งสหภาพเห็นว่าตามไม่ทันอัตราเงินเฟ้อ เรื่องที่สามคือสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพหลังเกษียณ ซึ่งสหภาพระบุว่าฝ่ายบริหารเสนอโครงสร้างแบบแบ่งชั้น ให้ผู้ที่เกษียณแล้วคงสิทธิไว้ ส่วนพนักงานปัจจุบันที่จะเกษียณในอนาคตจะไม่ได้รับสิทธินี้ ปิยาลี บาซัก (Piyali Basak) ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการของ NDS ฮาร์เล็ม และ แชนนอน เอ็ม. แองเกลโร (Shannon M. Anglero) รองผู้อำนวยการบริหาร ระบุในแถลงการณ์ต่อสื่อ New York Amsterdam News ว่าองค์กรเจรจาโดยสุจริตใจมาเกือบ 4 เดือน และได้ข้อตกลงเบื้องต้นในหลายหมวดแล้ว ทั้งสวัสดิการทันตกรรม กองทุนด้านสุขภาพจิต ข้อผูกพันการจ้างงานผู้ที่เคยได้รับผลกระทบจากระบบยุติธรรม และนโยบายด้านเทคโนโลยี ทั้ง 2 คนระบุว่าองค์กรต้องการข้อตกลงที่ให้ทั้งประกันสุขภาพที่มีคุณภาพ ค่าจ้างที่สูงขึ้น และความมั่นคงทางการเงินขององค์กร และระบุว่าหากเกิดการหยุดงานชั่วคราว องค์กรมีแผนรองรับโดยให้ทนายความระดับหัวหน้างานและผู้บังคับบัญชาดูแลคดีต่อ พร้อมเปิดสายติดต่อฉุกเฉินไว้ตามปกติ ก่อนหน้านี้ในรายงานของสื่อ City & State New York เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ฝ่ายบริหารระบุว่าองค์กรไม่สามารถแบกรับแผนประกันสุขภาพแบบเดิมได้ต่อไปเนื่องจากค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น สหภาพโต้แย้งคำอธิบายดังกล่าวโดยชี้ไปที่เงินไม่ผูกเงื่อนไขเกือบ 2 ล้านดอลลาร์ที่องค์กรได้รับจากงบประมาณนครนิวยอร์กรอบที่สิ้นสุดเมื่อ 30 มิถุนายน 2026 และเห็นว่าเงินก้อนนี้ควรถูกใช้กับพนักงานในทุกสำนักงาน ภาสการ์ระบุว่าสหภาพไม่ต้องการละทิ้งลูกความและบริการที่ให้อยู่ และหวังว่าจะได้ข้อตกลงก่อนถึงเส้นตาย เอลินอร์ อาร์. เททัม (Elinor R. Tatum) ผู้จัดพิมพ์และบรรณาธิการบริหารของสื่อ New York Amsterdam News เป็นกรรมการในคณะกรรมการของ NDS องค์กรที่เหลืออีก 3 แห่ง ยังอยู่ระหว่างการเจรจา สหภาพแรงงานของ The Bronx Defenders ซึ่งมีทนายความราว 300 คน ประกาศจะหยุดงานประท้วงเช่นกัน หากไม่ได้ข้อตกลงกับฝ่ายบริหาร สหภาพนี้เคยหยุดงานมาแล้วเมื่อปี 2025 และรอบนี้ต้องการสัญญาอายุ 2 ปี ขณะที่ฝ่ายบริหารต้องการสัญญาอายุ 5 ปี ฝ่ายบริหารขององค์กรระบุต่อสื่อ Law360 ว่าไม่สามารถให้ความเห็นต่อรายละเอียดของการเจรจาที่ยังดำเนินอยู่ได้ แต่ยืนยันว่ามุ่งจัดทำสัญญาที่เป็นธรรม เช่นเดียวกับที่เคยทำเมื่อ 2 ปีก่อนและการเปิดเจรจาค่าจ้างใหม่ในปี 2026 นี้ ส่วนสหภาพแรงงานของ CFR และ CMS ยังไม่มีการโหวตอนุมัติการหยุดงาน อย่างไรก็ตาม สหภาพของ CFR ชุมนุมประท้วงเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2026 และระบุผ่านโพสต์บน Instagram ว่าองค์กรไม่ได้บรรจุตำแหน่งที่ว่างอยู่ 60 อัตรา ทำให้พนักงานปัจจุบันรับภาระคดีในระดับที่ไม่อาจแบกรับได้ เทห์รา โคลส์ (Tehra Coles) ผู้อำนวยการบริหารของ CFR ระบุต่อสื่อ Law360 ว่าข้อเสนอล่าสุดขององค์กรครอบคลุมการขึ้นเงินเดือนในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ การรับรองวันลาพักร้อนระยะยาวแบบได้รับค่าจ้าง วันลาเพื่อการไว้อาลัย การยกยอดวันลาพักร้อนโดยไม่จำกัด การลดค่าใช้จ่ายด้านประกันสุขภาพ การสมทบเข้ากองทุนหนี้เพื่อการศึกษาของ UAW และโบนัสตามอายุงาน โดยทั้ง 2 ฝ่ายมีกำหนดกลับสู่โต๊ะเจรจาในวันที่ 29 กรกฎาคม 2026 นี้ ที่มา: Brooklyn Defender Services strike ends after tentative labor deal reached (Noah Powelson, Queens Daily Eagle, 22 July 2026)  Public defenders in Harlem could walk off job as July 24 strikes (Karen Juanita Carrillo, New York Amsterdam News, 23 July 2026)  500-Member NYC Public Defender Union Ends Strike (Andrea Keckley, Law360, 23 July 2026)    * รายงานพิเศษ * แรงงาน * ต่างประเทศ * ทนายความ * สหรัฐอเมริกา * หยุดงานประท้วง * สหภาพแรงงาน
dlvr.it
July 29, 2026 at 2:36 AM
ประธานอำนวยการการเงิน D-Wave Quantum Inc. จอห์น มาร์โควิช จะเกษียณอายุในเดือนกันยายน การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารประกาศผ่านข่าวประชาสัมพันธ์

#ธุรกิจควอนตัม #ผู้นำควอนตัม #ข่าว
ประธานอำนวยการการเงิน D-Wave จอห์น มาร์โควิช ประกาศเกษียณอายุเดือนกันยายน
thequantuminsider.com
August 26, 2026 at 9:19 AM
CFO ของ D-Wave จอห์น มาร์โควิช เกษียณอายุหลังจากนำการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณชน (IPO) ในปี 2022 และรักษาทุนกว่า 900 ล้านดอลลาร์ SVP เกร็ก โกลคอฟ ขึ้นบรรจุเข้าสู่บทบาทใหม่ โดยนำประสบการณ์ด้านการเงินเทคโนโลยีมากกว่า 25 ปี

#ควอนตัมคอมพิวติ้ง #DWave #ข่าว
D-Wave Quantum ประกาศการเปลี่ยนแปลง CFO หลังการระดมทุน $900 ล้าน
iq.fp2.dev
August 26, 2026 at 3:46 PM
มติ ป.ป.ช.เลือก 'นิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ' เป็นเลขาธิการ ป.ป.ช.คนใหม่
มติ ป.ป.ช.เลือก 'นิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ' เป็นเลขาธิการ ป.ป.ช.คนใหม่ auser15 Wed, 2026-08-19 - 16:32 ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์เลือก "นิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ" เป็นเลขาธิการ ป.ป.ช.คนใหม่ แทน "สุรพงษ์ อินทรถาวร" ที่เกษียณราชการ 19 สิงหาคม 2569 Thai PBS รายงานว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์เห็นชอบเลือก นายนิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.คนใหม่ แทน นายสุรพงษ์ อินทรถาวร ที่จะเกษียณอายุราชการ ในช่วงสิ้นปีงบประมาณ 2569 นับจากสำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2569 รับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหาเพื่อดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีผู้สมัครจำนวน 2 คน คือ นายนิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ และ พ.ต.ต.ชัชนพ ผดุงกาญจน์ โดยเปิดให้ผู้เข้ารับการสรรหาสัมภาษณ์ และแสดงวิสัยทัศน์ ในวันที่ 11 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ทั้งนี้นายนิติพันธ์ ปัจจุบันอายุ 53 ปี จบการศึกษา บริหารธุรกิจบัณฑิตสาขาการจัดการ มหาวิทยาลัย Suffolk University เมืองบอสตัน มลรัฐแมสซาซูแซตส์ , คณะนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง , นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับประวัติการทำงาน ข้าราชการสังกัดสำนักงาน ป.ป.ช. ตั้งแต่ 2 เม.ย.2544 ก่อนหน้านั้นเป็นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนของ BOI และปฏิบัตินัดที่ราชการกลุ่มเศรษฐกิจการลงทุน ก่อนที่จะย้ายมาสังกัดสำนักงาน ป.ป.ช. * ข่าว * การเมือง * นิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ * ป.ป.ช.
dlvr.it
August 19, 2026 at 9:36 AM
มติ ป.ป.ช.เลือก 'นิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ' เป็นเลขาธิการ ป.ป.ช.คนใหม่
มติ ป.ป.ช.เลือก 'นิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ' เป็นเลขาธิการ ป.ป.ช.คนใหม่
มติ ป.ป.ช.เลือก 'นิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ' เป็นเลขาธิการ ป.ป.ช.คนใหม่ auser15 Wed, 2026-08-19 - 16:32 ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์เลือก "นิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ" เป็นเลขาธิการ ป.ป.ช.คนใหม่ แทน "สุรพงษ์ อินทรถาวร" ที่เกษียณราชการ 19 สิงหาคม 2569 Thai PBS รายงานว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์เห็นชอบเลือก นายนิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.คนใหม่ แทน นายสุรพงษ์ อินทรถาวร ที่จะเกษียณอายุราชการ ในช่วงสิ้นปีงบประมาณ 2569 นับจากสำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2569 รับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหาเพื่อดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีผู้สมัครจำนวน 2 คน คือ นายนิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ และ พ.ต.ต.ชัชนพ ผดุงกาญจน์ โดยเปิดให้ผู้เข้ารับการสรรหาสัมภาษณ์ และแสดงวิสัยทัศน์ ในวันที่ 11 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา ทั้งนี้นายนิติพันธ์ ปัจจุบันอายุ 53 ปี จบการศึกษา บริหารธุรกิจบัณฑิตสาขาการจัดการ มหาวิทยาลัย Suffolk University เมืองบอสตัน มลรัฐแมสซาซูแซตส์ , คณะนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง , นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับประวัติการทำงาน ข้าราชการสังกัดสำนักงาน ป.ป.ช. ตั้งแต่ 2 เม.ย.2544 ก่อนหน้านั้นเป็นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนของ BOI และปฏิบัตินัดที่ราชการกลุ่มเศรษฐกิจการลงทุน ก่อนที่จะย้ายมาสังกัดสำนักงาน ป.ป.ช. * ข่าว * การเมือง * นิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ * ป.ป.ช.
dlvr.it
August 19, 2026 at 9:36 AM
ทนายความสาธารณะนิวยอร์กหยุดงานประท้วงเรียกร้องขึ้นค่าจ้างและประกันสุขภาพ
ทนายความสาธารณะนิวยอร์กหยุดงานประท้วงเรียกร้องขึ้นค่าจ้างและประกันสุขภาพ
ทนายความสาธารณะนิวยอร์กหยุดงานประท้วงเรียกร้องขึ้นค่าจ้างและประกันสุขภาพ วิทยากร บุญเรือง auser15 Wed, 2026-07-29 - 09:25 ทนายความสาธารณะผู้ว่าความให้ผู้มีรายได้น้อยในนครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นพนักงานขององค์กรไม่แสวงหากำไรที่รับงบฯ จากเมือง ได้รวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน ครอบคลุมแรงงานกฎหมายกว่า 3,500 คน หลังสัญญาจ้างของนายจ้าง 5 แห่งหมดอายุพร้อมกันเมื่อ 30 มิถุนายน 2026 ข้อเรียกร้องหลักคือขึ้นค่าจ้าง รักษาสิทธิประกันสุขภาพและสวัสดิการหลังเกษียณ สิทธิทำงานทางไกล และยกเลิกแอปพลิเคชันติดตามตำแหน่งเพื่อบันทึกเวลาเข้าออกงาน ขณะที่ฝ่ายบริหารย้ำต้องรักษาเสถียรภาพการเงิน ส่วนสหภาพชี้ว่าองค์กรได้รับงบประมาณจากเมืองเพิ่มขึ้น * คนทำงานกลุ่มนี้เป็นลูกจ้างประจำขององค์กรไม่แสวงหากำไรที่รับงบประมาณจากนครนิวยอร์ก ว่าความให้ผู้ที่ไม่มีเงินจ้างทนาย ครอบคลุมทั้งคดีอาญา คดีครอบครัว คดีที่อยู่อาศัย และคดีคนเข้าเมือง สมาชิกสหภาพไม่ได้มีเฉพาะทนายความ แต่รวมนักสังคมสงเคราะห์ นักสืบ และเจ้าหน้าที่สนับสนุนด้วย เช่น องค์กรในเขตบรุกลินมีสมาชิกสหภาพกว่า 500 คน โดยเป็นทนายความราว 280 คน * ข้อเรียกร้องร่วมของทุกองค์กรคือค่าจ้างและสวัสดิการ ที่องค์กรในย่านฮาร์เล็ม สหภาพระบุว่าฝ่ายบริหารเสนอปรับค่าครองชีพเพียง 1% ตลอดอายุสัญญา 3 ปี ไม่รับประกันแผนประกันสุขภาพที่ไม่มีเบี้ยประกันและไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนแรกตลอดอายุสัญญา และเสนอโครงสร้างสิทธิหลังเกษียณแบบแบ่งชั้น ให้ผู้ที่เกษียณแล้วคงสิทธิไว้ ส่วนพนักงานปัจจุบันที่จะเกษียณในอนาคตไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว สหภาพนี้ลงคะแนนอนุมัติการหยุดงานด้วยคะแนน 97% ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ขององค์กร * ฝ่ายบริหารของแต่ละองค์กรระบุว่าต้องรักษาความมั่นคงทางการเงินไว้ควบคู่กับการขึ้นค่าจ้าง โดยองค์กรในฮาร์เล็มเคยให้เหตุผลว่าค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นทำให้แบกรับแผนเดิมไม่ไหว ขณะที่สหภาพชี้ไปที่เงินไม่ผูกเงื่อนไขเกือบ 2 ล้านดอลลาร์จากงบเมือง ส่วนองค์กรในบรุกลินระบุว่างบที่เพิ่มขึ้นทำให้ขึ้นเงินเดือนได้ และได้ข้อตกลงเบื้องต้นแล้ว ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการบังคับใช้แอปพลิเคชันติดตามตำแหน่งเพื่อบันทึกเวลาทำงาน ทนายความและบุคลากรสายกฎหมายของ Neighborhood Defender Service (NDS) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่รับงบประมาณจากนครนิวยอร์กมาว่าความให้ผู้ที่ไม่มีเงินจ้างทนาย ครอบคลุมทั้งคดีอาญา คดีครอบครัว คดีที่อยู่อาศัย และคดีคนเข้าเมือง หยุดงานประท้วงเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2026 | ภาพจาก: New York Amsterdam News/Karen Juanita Carrillo  เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 ทนายความและบุคลากรสายกฎหมายของ Neighborhood Defender Service (NDS) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่รับงบประมาณจากนครนิวยอร์กในย่านฮาร์เล็ม นครนิวยอร์ก หยุดงานประท้วงอย่างเป็นทางการ หลังการเจรจาสัญญาจ้างฉบับใหม่กับฝ่ายบริหารไม่ได้ข้อยุติภายในเส้นตายเวลา 8.00 น. สื่อ New York Amsterdam News รายงานว่าสมาชิกสหภาพชุมนุมหน้าที่ทำการเลขที่ 317 Lenox Avenue การหยุดงานครั้งนี้เกิดขึ้นหลังองค์กรทนายความสาธารณะในเขตบรุกลินเพิ่งยุติการหยุดงานได้เพียง 2 วัน ขณะที่องค์กรทนายความสาธารณะในเขตบร็องซ์ก็กำลังจะถึงเส้นตายการเจรจาในอีกไม่กี่วัน ทนายความสาธารณะในนครนิวยอร์กมีสถานะเป็นพนักงานประจำขององค์กรไม่แสวงหากำไร ซึ่งรับงบประมาณจากเมืองมาทำหน้าที่ว่าความให้ผู้ที่ไม่มีเงินจ้างทนาย งานของพวกเขาครอบคลุมคดีอาญา คดีครอบครัว คดีที่อยู่อาศัย และคดีคนเข้าเมือง องค์กรเหล่านี้มีฐานะเป็นนายจ้าง มีสัญญาจ้างรวมกับสหภาพแรงงาน และมีการเจรจาต่อรองเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการตามรอบสัญญาเช่นเดียวกับสถานประกอบการทั่วไป ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตลอดเดือนกรกฎาคม 2026 จึงเป็นข้อพิพาทแรงงานของลูกจ้างกับผู้บริหารองค์กร ทนายความสาธารณะกับการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน คนทำงานขององค์กรที่มีข้อพิพาทอยู่ในเวลานี้ เป็นสมาชิกของสมาคมทนายความและผู้สนับสนุนทางกฎหมาย (Association of Legal Advocates and Attorneys: ALAA) ซึ่งเป็นองค์กรในสังกัด สหภาพแรงงานยานยนต์ (United Auto Workers: UAW) Local 2325 ตามรายงานของสื่อ Law360 ALAA ดูแลแรงงานสายกฎหมายมากกว่า 3,500 คน ในเขตมหานครนิวยอร์ก และสมาชิกยังรวมถึงองค์กรกฎหมายไม่แสวงหากำไรอีกหลายแห่ง เช่น Legal Aid Society of New York City, New York Legal Assistance Group, Urban Justice Center, CAMBA Legal Services, Center for Appellate Litigation และ Office of the Appellate Defender สัญญาจ้างรวมของสมาชิกใน 5 องค์กรหมดอายุพร้อมกันเมื่อ 30 มิถุนายน 2026 ได้แก่ Brooklyn Defender Services (BDS), Neighborhood Defender Service (NDS), The Bronx Defenders, Center for Family Representation (CFR) และ Catholic Migration Services (CMS) กระบวนการที่ปรากฏในข่าวเป็นกลไกมาตรฐานของการต่อรองแบบสหภาพแรงงาน เริ่มจากการเจรจาสัญญาฉบับใหม่ก่อนสัญญาเดิมหมดอายุ ตามด้วยการโหวตอนุมัติการหยุดงานเมื่อการเจรจาไม่คืบหน้า จากนั้นเป็นการประกาศเส้นตาย และการหยุดงานพร้อมชุมนุมหน้าที่ทำการ ข้อตกลงที่ได้จากโต๊ะเจรจามีสถานะเป็นข้อตกลงเบื้องต้น ซึ่งยังไม่มีผลบังคับจนกว่าสมาชิกสหภาพจะลงคะแนนรับรอง ข้อเรียกร้องที่ปรากฏในข้อพิพาทเหล่านี้เป็นประเด็นแรงงานทั่วไป ทั้งฐานเงินเดือน เงินสมทบเกษียณ วันลาป่วย ประกันสุขภาพ และเงื่อนไขการทำงาน กรณีหนึ่งที่ชัดเจนคือที่บรุกลิน ซึ่งฝ่ายบริหารเคยกำหนดให้พนักงานใช้แอปพลิเคชันติดตามตำแหน่งเพื่อบันทึกเวลาเข้าออกงานเมื่อปีก่อน และยกเลิกสิทธิการทำงานทางไกลเมื่อเดือนกันยายน 2025 ทั้ง 2 เรื่องกลายเป็นข้อเรียกร้องบนโต๊ะเจรจาในรอบนี้ การหยุดงานที่บรุกลินและข้อตกลงเบื้องต้น สหภาพแรงงานของ BDS เริ่มหยุดงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2026 หลังสัญญาเดิมหมดอายุไปได้ 2 สัปดาห์เศษ สื่อ Queens Daily Eagle รายงานว่าสมาชิกสหภาพมีมากกว่า 500 คน ประกอบด้วยทนายความ นักสังคมสงเคราะห์ และเจ้าหน้าที่สนับสนุน โดยสื่อ New York Amsterdam News ระบุว่าในจำนวนนี้เป็นทนายความราว 280 คน BDS เป็นองค์กรทนายความสาธารณะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเมือง และให้บริการแก่ผู้คนมากกว่า 40,000 คนต่อปีในเขตบรุกลินและควีนส์ แรงกดดันเพิ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในเมือง 31 คน ซึ่งจำนวนมากมาจากเขตควีนส์ เรียกร้องให้ BDS เร่งหาข้อยุติ ก่อนที่ความติดขัดในศาลจะส่งผลต่อผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการผู้แทนทางกฎหมาย ทั้ง 2 ฝ่ายเจรจาต่อเนื่องตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคมถึงวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม และได้ข้อตกลงเบื้องต้นในคืนวันที่ 21 กรกฎาคม พนักงานกลับเข้าทำงานในเช้าวันที่ 22 กรกฎาคม สหภาพระบุว่าข้อตกลงนี้ครอบคลุมการปรับฐานค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงขึ้น การขึ้นค่าจ้างโดยรวม การเพิ่มเงินสมทบเกษียณ การคุ้มครองด้านประกันสุขภาพ การรับประกันสิทธิทำงานทางไกลสำหรับพนักงานส่วนใหญ่ การเพิ่มวันลาป่วย และโครงการช่วยเหลือหนี้เพื่อการศึกษา รวมถึงการยกเลิกการบังคับให้พนักงานใช้แอปพลิเคชันติดตามตำแหน่ง ไบรอัน โฮลบรูก (Brian Holbrook) รองประธานฝ่ายสื่อสารของสหภาพ BDS ให้สัมภาษณ์สื่อ Queens Daily Eagle ว่าสัญญาฉบับใหม่มีความคืบหน้าหลายด้านเมื่อเทียบกับฉบับเดิม สหภาพยังระบุในแถลงการณ์ว่าฝ่ายบริหารควรดำเนินการเรื่องเหล่านี้โดยที่ไม่ต้องรอให้เกิดการหยุดงาน ลิซา ชไรเบอร์สดอร์ฟ (Lisa Schreibersdorf) ผู้อำนวยการบริหารของ BDS ระบุว่างบประมาณด้านการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่เพิ่มขึ้นจากงบเมืองรอบล่าสุด ทำให้องค์กรสามารถเสนอการขึ้นเงินเดือนและคงเงื่อนไขการสมทบค่าประกันสุขภาพของพนักงานไว้ได้ โดยกล่าวขอบคุณนายกเทศมนตรีมัมดานี (Mamdani) สำหรับงบประมาณด้านการว่าความสาธารณะที่เพิ่มขึ้น ชไรเบอร์สดอร์ฟระบุด้วยว่าองค์กรทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของผู้ที่เผชิญความเสี่ยงเรื่องการถูกแยกจากครอบครัว การถูกคุมขัง และการถูกส่งกลับประเทศ BDS รับช่วงสัญญาการว่าความคดีอาญาของ Queens Defenders เมื่อปีก่อน หลังจาก ลอรี ซีโน (Lori Zeno) ผู้อำนวยการบริหารขององค์กรดังกล่าวถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหายักยอกทรัพย์ขององค์กร ซีโนรับสารภาพเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ศาลรัฐบาลกลางในบรุกลิน ข้อตกลงเบื้องต้นนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ชไรเบอร์สดอร์ฟเตรียมเกษียณจากตำแหน่งเมื่อสิ้นปี หลังถูกสหภาพกล่าวหาว่าพยายามชักชวนผู้แทนสหภาพให้เริ่มกระบวนการถอนสภาพสหภาพ ซึ่งเป็นกระบวนการยกเลิกการรับรองสหภาพในสถานประกอบการ สหภาพ BDS ระบุว่าตามข้อตกลงเบื้องต้น สหภาพจะมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้อำนวยการบริหารคนใหม่ ข้อพิพาทที่ฮาร์เล็มและองค์กรที่ยังไม่มีข้อสรุป สหภาพแรงงานของ NDS ในฮาร์เล็มเป็นตัวแทนของแรงงานมากกว่า 230 คน ตามรายงานของสื่อ New York Amsterdam News ขณะที่สื่อ Queens Daily Eagle รายงานตัวเลขไว้ที่ราว 120 คน สมาชิกของสหภาพนี้ไม่ได้อยู่ในนครนิวยอร์กทั้งหมด เนื่องจาก NDS มีสำนักงานทั้งในฮาร์เล็มและบร็องซ์ ในเมืองดีทรอยต์และเวย์นเคาน์ตี รัฐมิชิแกน และในเมืองซานมาร์คอส รัฐเทกซัส จาห์นาวี ภาสการ์ (Jahnavi Bhaskar) ทนายความอาวุโสของ NDS ในฮาร์เล็มและประธานสาขาของ UAW Local 2325 ระบุว่าการโหวตอนุมัติการหยุดงานครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ขององค์กร โดยผ่านด้วยคะแนน 97% และองค์กรไม่เคยมีการกำหนดเส้นตายการหยุดงานมาก่อน ภาสการ์ระบุว่าสหภาพเจรจามาตั้งแต่เดือนเมษายน รวมแล้ว 17 ถึง 18 วัน เป็นเวลากว่า 80 ชั่วโมง โดยข้อเรียกร้องหลักคือการรับประกันแผนประกันสุขภาพในรูปแบบเดิม ประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้มี 3 เรื่อง สหภาพต้องการคงแผนประกันสุขภาพที่ไม่มีเบี้ยประกันและไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนแรกที่ผู้ป่วยต้องจ่ายเองก่อนประกันจะเริ่มจ่าย แต่ระบุว่าข้อเสนอล่าสุดของฝ่ายบริหารไม่รับประกันแผนดังกล่าวตลอดอายุสัญญา 3 ปี เรื่องที่สองคือค่าจ้าง โดยสหภาพระบุว่าฝ่ายบริหารเสนอการปรับค่าครองชีพเพียง 1% ตลอดอายุสัญญา ซึ่งสหภาพเห็นว่าตามไม่ทันอัตราเงินเฟ้อ เรื่องที่สามคือสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพหลังเกษียณ ซึ่งสหภาพระบุว่าฝ่ายบริหารเสนอโครงสร้างแบบแบ่งชั้น ให้ผู้ที่เกษียณแล้วคงสิทธิไว้ ส่วนพนักงานปัจจุบันที่จะเกษียณในอนาคตจะไม่ได้รับสิทธินี้ ปิยาลี บาซัก (Piyali Basak) ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการของ NDS ฮาร์เล็ม และ แชนนอน เอ็ม. แองเกลโร (Shannon M. Anglero) รองผู้อำนวยการบริหาร ระบุในแถลงการณ์ต่อสื่อ New York Amsterdam News ว่าองค์กรเจรจาโดยสุจริตใจมาเกือบ 4 เดือน และได้ข้อตกลงเบื้องต้นในหลายหมวดแล้ว ทั้งสวัสดิการทันตกรรม กองทุนด้านสุขภาพจิต ข้อผูกพันการจ้างงานผู้ที่เคยได้รับผลกระทบจากระบบยุติธรรม และนโยบายด้านเทคโนโลยี ทั้ง 2 คนระบุว่าองค์กรต้องการข้อตกลงที่ให้ทั้งประกันสุขภาพที่มีคุณภาพ ค่าจ้างที่สูงขึ้น และความมั่นคงทางการเงินขององค์กร และระบุว่าหากเกิดการหยุดงานชั่วคราว องค์กรมีแผนรองรับโดยให้ทนายความระดับหัวหน้างานและผู้บังคับบัญชาดูแลคดีต่อ พร้อมเปิดสายติดต่อฉุกเฉินไว้ตามปกติ ก่อนหน้านี้ในรายงานของสื่อ City & State New York เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ฝ่ายบริหารระบุว่าองค์กรไม่สามารถแบกรับแผนประกันสุขภาพแบบเดิมได้ต่อไปเนื่องจากค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น สหภาพโต้แย้งคำอธิบายดังกล่าวโดยชี้ไปที่เงินไม่ผูกเงื่อนไขเกือบ 2 ล้านดอลลาร์ที่องค์กรได้รับจากงบประมาณนครนิวยอร์กรอบที่สิ้นสุดเมื่อ 30 มิถุนายน 2026 และเห็นว่าเงินก้อนนี้ควรถูกใช้กับพนักงานในทุกสำนักงาน ภาสการ์ระบุว่าสหภาพไม่ต้องการละทิ้งลูกความและบริการที่ให้อยู่ และหวังว่าจะได้ข้อตกลงก่อนถึงเส้นตาย เอลินอร์ อาร์. เททัม (Elinor R. Tatum) ผู้จัดพิมพ์และบรรณาธิการบริหารของสื่อ New York Amsterdam News เป็นกรรมการในคณะกรรมการของ NDS องค์กรที่เหลืออีก 3 แห่ง ยังอยู่ระหว่างการเจรจา สหภาพแรงงานของ The Bronx Defenders ซึ่งมีทนายความราว 300 คน ประกาศจะหยุดงานประท้วงเช่นกัน หากไม่ได้ข้อตกลงกับฝ่ายบริหาร สหภาพนี้เคยหยุดงานมาแล้วเมื่อปี 2025 และรอบนี้ต้องการสัญญาอายุ 2 ปี ขณะที่ฝ่ายบริหารต้องการสัญญาอายุ 5 ปี ฝ่ายบริหารขององค์กรระบุต่อสื่อ Law360 ว่าไม่สามารถให้ความเห็นต่อรายละเอียดของการเจรจาที่ยังดำเนินอยู่ได้ แต่ยืนยันว่ามุ่งจัดทำสัญญาที่เป็นธรรม เช่นเดียวกับที่เคยทำเมื่อ 2 ปีก่อนและการเปิดเจรจาค่าจ้างใหม่ในปี 2026 นี้ ส่วนสหภาพแรงงานของ CFR และ CMS ยังไม่มีการโหวตอนุมัติการหยุดงาน อย่างไรก็ตาม สหภาพของ CFR ชุมนุมประท้วงเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2026 และระบุผ่านโพสต์บน Instagram ว่าองค์กรไม่ได้บรรจุตำแหน่งที่ว่างอยู่ 60 อัตรา ทำให้พนักงานปัจจุบันรับภาระคดีในระดับที่ไม่อาจแบกรับได้ เทห์รา โคลส์ (Tehra Coles) ผู้อำนวยการบริหารของ CFR ระบุต่อสื่อ Law360 ว่าข้อเสนอล่าสุดขององค์กรครอบคลุมการขึ้นเงินเดือนในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ การรับรองวันลาพักร้อนระยะยาวแบบได้รับค่าจ้าง วันลาเพื่อการไว้อาลัย การยกยอดวันลาพักร้อนโดยไม่จำกัด การลดค่าใช้จ่ายด้านประกันสุขภาพ การสมทบเข้ากองทุนหนี้เพื่อการศึกษาของ UAW และโบนัสตามอายุงาน โดยทั้ง 2 ฝ่ายมีกำหนดกลับสู่โต๊ะเจรจาในวันที่ 29 กรกฎาคม 2026 นี้ ที่มา: Brooklyn Defender Services strike ends after tentative labor deal reached (Noah Powelson, Queens Daily Eagle, 22 July 2026)  Public defenders in Harlem could walk off job as July 24 strikes (Karen Juanita Carrillo, New York Amsterdam News, 23 July 2026)  500-Member NYC Public Defender Union Ends Strike (Andrea Keckley, Law360, 23 July 2026)    * รายงานพิเศษ * แรงงาน * ต่างประเทศ * ทนายความ * สหรัฐอเมริกา * หยุดงานประท้วง * สหภาพแรงงาน
dlvr.it
July 29, 2026 at 2:36 AM
วุฒิสภารับทราบรายงาน 'พลังผู้สูงอายุ' เสนอเร่งปรับนิยามผู้สูงอายุเป็น 65 ปี
วุฒิสภารับทราบรายงาน 'พลังผู้สูงอายุ' เสนอเร่งปรับนิยามผู้สูงอายุเป็น 65 ปี auser15 Wed, 2026-04-08 - 09:34 วุฒิสภา รับทราบรายงานพลังผู้สูงอายุ เสนอเร่งปรับนิยามผู้สูงอายุเป็น 65 ปี ขยายอายุเกษียณตามศักยภาพ และเปลี่ยนภาพลักษณ์ผู้สูงอายุจากภาระ สู่พลังของสังคม NBT COnnext รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ในการประชุมวุฒิสภา ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการศึกษาวิจัย เรื่อง “พลังผู้สูงอายุ” ซึ่งคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมมีมติเห็นชอบข้อเสนอแนะ และส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ รองประธานคณะกรรมาธิการ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุกว่า 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20.94 ของประชากร เข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ และคาดว่าในปี 2576 จะเพิ่มเป็นร้อยละ 28 สู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด ขณะที่อัตราการเกิดต่ำและมีผู้เสียชีวิตมากกว่าการเกิด ส่งผลกระทบต่อกำลังแรงงานและเศรษฐกิจในระยะยาว  ผลการศึกษามุ่งส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุให้พึ่งพาตนเอง มีส่วนร่วม และมีความมั่นคง ตามแนวคิด 3 ด้าน คือ สุขภาพ การมีส่วนร่วม และความมั่นคง โดยพบว่าดัชนีพลังผู้สูงอายุของไทยปี 2567 อยู่ที่ 64.6 คะแนน และด้านการมีส่วนร่วมต่ำสุด ขณะเดียวกันผู้สูงอายุกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ยังอยู่ในแรงงานนอกระบบ ขาดหลักประกัน ทั้งนี้ ได้เสนอแนวทาง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านนโยบาย เสนอขยายอายุเกษียณตามศักยภาพ พัฒนาระบบจ้างงานผู้สูงอายุ เพิ่มเบี้ยยังชีพ และยกระดับระบบสุขภาพ รวมถึงพัฒนาเมืองให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ ด้านกฎหมาย เสนอปรับนิยามผู้สูงอายุเป็น 65 ปี แก้กฎหมายแรงงาน และส่งเสริมการจ้างงานพร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี และด้านกิจกรรม เน้นพัฒนาทักษะอาชีพและดิจิทัล รวมถึงสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมในสังคม ด้าน สมาชิกวุฒิสภา เสนอให้ยกเลิกเกณฑ์เกษียณอายุ 60 ปี ปรับเป็นตามศักยภาพ เพิ่มการลงทุนศูนย์เด็กเล็กทุกตำบล ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ และพัฒนาทักษะดิจิทัลควบคู่การลดช่องว่างระหว่างวัย พร้อมเสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ ปรับกฎหมายเกษียณและสิทธิประโยชน์ทางภาษี พัฒนาระบบจัดหางานและโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับทักษะแรงงานสูงวัย เพื่อรองรับวิกฤตโครงสร้างประชากรในอนาคต * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สังคมสูงวัย * วุฒิสภา * ผู้สูงอายุ
dlvr.it
April 8, 2026 at 2:38 AM
นักเศรษฐศาสตร์ชี้ระบบบำนาญชราภาพสั่นคลอนหากไม่ขยายอายุเกษียณ
นักเศรษฐศาสตร์ชี้ระบบบำนาญชราภาพสั่นคลอนหากไม่ขยายอายุเกษียณ auser15 Sun, 2025-12-07 - 14:48 นักเศรษฐศาสตร์ระบุอีก 25 ปี ผู้สูงอายุเกิน 60 ปีทั่วโลก ทะลุ 2,100 ล้านคน ชี้ระบบบำนาญชราภาพสั่นคลอนหากไม่ขยายอายุเกษียณ สร้างไทยเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์และกิจการดูแลผู้สูงวัย  การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนทุกช่วงวัย การออมหลังเกษียณเพื่อความมั่นคงชีวิต ลดความเสี่ยงภาระการคลัง ลงทุนทางด้านสุขภาพและการศึกษา เพิ่มจีดีพีระยะยาว           7 ธันวาคม 2568 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า จากข้อมูลวิจัยของสหประชาชาติพบว่า ในอีก 25 ปีข้างหน้าในปี ค.ศ. 2050 ประชากรโลกที่มีอายุเกิน 60 ปีจะทะลุ 2,100 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรโลก ระบบบำนาญชราภาพของหลายประเทศทั่วโลกจะประสบปัญหาความยั่งยืนทางการเงิน มีความจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบบำนาญชราภาพเพื่อให้เกิดเสถียรภาพของระบบ ขณะที่สถานการณ์สังคมสูงวัยในไทยนั้นหนักกว่าสถานการณ์ของโลกโดยรวม สัดส่วนของประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในไม่กี่ปีข้างหน้า ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างแรงงานและทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประชากรวัยทำงานที่ลดลง เกิดภาวะการขาดแคลนแรงงาน ต้องอาศัยแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นอีก พร้อมกับอัตราส่วนพึ่งพิงผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10.7 ในปี 2537 เป็นร้อยละ 31.1 ในปี 2567 ซึ่งหมายความว่าประชากรในวัยทำงานทุก ๆ 100 คน จะต้องแบกรับภาระในการดูแลผู้สูงอายุถึง 31 คน อย่างไรก็ตาม โครงสร้างประชากรสูงวัยของโลกทำให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทยเช่นเดียวกัน ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์และกิจการดูแลผู้สูงวัยได้ และจะเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคต แต่การพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์และกิจการดูแลผู้สูงวัยดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานที่สังคมไทยต้องจัดระบบสวัสดิการสำหรับผู้สูงวัยในประเทศให้มีความเพียงพอและมีคุณภาพไปด้วยในขณะเดียวกัน   จากแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์มหภาควิจัยข้อมูลระหว่างประเทศ (Cross Country) หลายงานวิจัยได้ข้อสรุปว่า สถานะสุขภาพของประชากรเป็นตัวแปรที่สำคัญในการอธิบายความแตกต่างของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลของการประมาณการที่สำคัญระบุว่า อายุขัยเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดที่เพิ่มร้อยละ 10 ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3-0.4 ต่อปี ประเทศที่มีอายุขัยเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดสูงสุด (77 ปี) มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าประเทศที่มีอายุขัยเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดต่ำสุด (49 ปี) ถึงร้อยละ 1.6 ต่อปี ความแตกต่างนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามระยะเวลาที่ผ่านไป การลงทุนในสุขภาพและบริการทางแพทย์ให้กับประชาชนจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แม้นประชากรสูงวัยแต่มีสุขภาพดีและอายุยืนยาว ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Longevity Economy อันจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ธุรกิจ กิจการและการจ้างงานใหม่ๆเพื่อตอบสนองต่อลักษณะของเศรษฐกิจดังกล่าว   การปฏิรูปโครงสร้างทางสถาบันเศรษฐกิจและระบบสวัสดิการให้เหมาะสมกับโครงสร้างประชากรสังคมสูงวัยของไทยมีความสำคัญมากกว่ามาตรการหรือนโยบายประชานิยมที่อาจช่วยเพียงบรรเทาปัญหาเท่านั้น การปฏิรูประบบการออมโดยเฉพาะการออมแบบบังคับเพื่อรองรับความชราภาพของสังคมไทยจำเป็นต้องให้สอดคล้องกับความพร้อมทางการเงินการคลัง ระบบสวัสดิการชราภาพของประเทศอีกด้วย การบูรณาการระบบสวัสดิการสังคม สวัสดิการชราภาพที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น จะทำให้เกิดการแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวมากกว่า เช่น การขยายฐานสมาชิกมาตรา 40 ของกองทุนประกันสังคม โดยจ่ายเงิน 100-300 บาทต่อเดือนก็จะได้รับความคุ้มครองกรณีชราภาพด้วย ส่วน การมีนโยบายขยายเวลาเกษียณอายุทำงานภาคเอกชนเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้สำหรับสังคมไทยที่เข้าสู่สังคมชราภาพอย่างรวดเร็ว   การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนทุกช่วงวัยพร้อมสร้างระบบการออมหลังเกษียณจะเป็นแนวทางที่แก้ปัญหาความยากจนในวัยเกษียณได้อย่างยั่งยืน มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่ามาตรการให้ความช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์เป็นครั้งคราว การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนทุกช่วงวัยนั้นต้องอยู่บนรูปแบบสวัสดิการที่มาจาก 4 ฐาน คือ สวัสดิการจากฐานทรัพยากรธรรมชาติ ต้องให้ประชาชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเสมอภาคกัน สวัสดิการจากฐานชีวิตวัฒนธรรมในการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน สวัสดิการจากฐานประกัน เช่น ระบบประกันสังคม การสร้างระบบการออมและการประกันการมีรายได้เมื่อเกษียณอายุการทำงานหรือชราภาพ สวัสดิการจากฐานสิทธิ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้มีการพัฒนาระบบค่าจ้างขั้นต่ำและเงินเดือนขั้นต่ำที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ควรส่งเสริมศักยภาพแรงงานในการมีส่วนร่วมพัฒนาระบบสวัสดิการ การยกระดับและขยายขอบเขตของสวัสดิการสำหรับแรงงานทุกกลุ่ม ส่งเสริมให้แรงงานลูกจ้างสามารถรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงาน เป็นต้น   รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนทุกช่วงวัยพร้อมกับการเพิ่มการออมสำหรับเกษียณอายุจะช่วยเพิ่มความมั่นคงในคุณภาพชีวิตของประชาชนและสังคมโดยรวม การมีเงินออมสำหรับวัยชราภาพจะช่วยลดภาระทางการคลังของรัฐ ภาระทางการเงินที่ลดลงของภาครัฐและประชาชนจะทำให้มีเงินมากขึ้นในการลงทุนทางด้านการศึกษาและสุขภาพ การลงทุนดังกล่าวจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้ในระยะยาว สัดส่วนการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนทางด้านศึกษาและสุขภาพเทียบกับจีดีพีมากเท่าไหร่ เราก็จะได้คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ที่ดีขึ้นอันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว D.W. Dunlop ได้ทำการศึกษาวิจัยและพบว่า ระดับสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นจากการลงทุนในโภชนาการ การลงทุนในการศึกษาและการลดมลพิษ ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศลดลง กรณีประเทศมีผลิตภาพของแรงงานต่ำเนื่องจากระดับสุขภาพต่ำ ส่งผลให้มีรายได้น้อยและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพน้อยตามไปด้วย นอกจากนี้ C.E. Phelps ได้ทำการศึกษาวิจัยและพบว่า รายได้ต่อหัวของประชากรที่เพิ่มขึ้นทำให้ประชาชนมีอำนาจในการซื้อบริการสุขภาพมากขึ้นย่อมส่งผลให้ระดับสุขภาพดีขึ้นด้วย ประชาชนใช้รายได้ต่อหัวที่เพิ่มขึ้นเพื่อการศึกษาที่สูงขึ้น ระดับการศึกษาที่สูงขึ้นนำมาสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ประชาชนที่มีระดับรายได้สูงขึ้นเสริมสร้างสุขภาพของตนเองให้ดีขึ้นได้ด้วยการบริหารจัดการกับชีวิตตัวเองให้เหมาะสม สุขภาพที่ดีขึ้น การศึกษาที่ดีขึ้น ก็นำมาสู่รายได้ที่มากขึ้นอีกในอนาคต   * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * นักเศรษฐศาสตร์ชี้ระบบบำนาญชราภาพสั่นคลอนหากไม่ขยายอายุเกษียณ
dlvr.it
December 7, 2025 at 7:52 AM