#กิตติพงษ์
จีงๆ มันคือกระเบนกิตติพงษ์ พาดหัวผิดอีกแล้วคุณพี่ 😭
August 19, 2026 at 4:03 AM
‘รักชนก-กิตติพงษ์’ ย้ำจุดยืนพรรคประชาชน เคียงข้าง-ปกป้องผลประโยชน์พี่น้องทหาร ระบุมีนโยบายชัดเจนเป็นระบบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถกองทัพ ‘ไอซ์’ ซัดให้ย้อนดูฝ่ายโจมตีพรรคส้ม โหวตกฎหมายสกัดทารุณกรรมในกองทัพอย่างไร

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5472096/
#รักชนก #กิตติพงษ์ #พรรคประชาชน
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
‘รักชนก-กิตติพงษ์’ ย้ำจุดยืนพรรคประชาชน เคียงข้าง-ปกป้องผลประโยชน์พี่น้องทหาร | เดลินิวส์
‘รักชนก-กิตติพงษ์’ ย้ำจุดยืนพรรคประชาชน เคียงข้าง-ปกป้องผลประโยชน์พี่น้องทหาร ระบุมีนโยบายชัดเจนเป็นระบบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถกองทัพ ‘ไอซ์’ ซัดให้ย้อนดูฝ่ายโจมตีพรรคส้ม โหวตกฎหมายสกัดทารุณกรรมในกอ...
www.dailynews.co.th
January 5, 2026 at 8:48 AM
ช่วยบอกทาง
ร้านขายรถฮาเลย์ตรง A-Square ที่มี flowhouse และมี Blueprint Livehouse ที่ให้เราชมคอนเสิร์ตดีๆ

MRT ลงศูนย์สิริกิตติ์แล้วนั่งวินมา 20 บาท
BTS ลงสถานีพร้อมพงษ์ ทางออก 6
มาชวนทุกคนไปดูเราแสดงดนตรีวันที่1ธันวาค่ะ เราไปเล่นเบส เป็นงานไลฟ์ของ rockademy โรงเรียนสอนดนตรีที่จัดขึ้นให้นักเรียนได้ลองแสดงจริงค่ะ Setlistจะเป็นpunk alter จัดที่ AAS Metro davidson //เขียนผิด bts พร้อมพง ค่ะมันเกิดจากทำ Stage Calแล้วมันต้องได้ลองเล่นเองบ้างละ อยากรู้ว่าน้องไซจะรสยังไงบนเวที มาจอยกันได้คับ งานเฟรนลี่มากๆ
November 19, 2024 at 8:39 AM
“Miss World” “Miss World” “Value” match results

hard sell ทรู คอร์ปอเรชั่น จึงประกาศปรับกลยุทธ์การใช้พรีเซ็นเตอร์ เริ่มจากการใช้ Miss World 2025 คนแรกของไทย มารับตำแหน่ง world ambassador Value alignment that impacts marketing ความจริงใจ (Authenticity) (Immunity Marketing) world map โอลิเวอร์ –…
“Miss World” “Miss World” “Value” match results
hard sell ทรู คอร์ปอเรชั่น จึงประกาศปรับกลยุทธ์การใช้พรีเซ็นเตอร์ เริ่มจากการใช้ Miss World 2025 คนแรกของไทย มารับตำแหน่ง world ambassador Value alignment that impacts marketing ความจริงใจ (Authenticity) (Immunity Marketing) world map โอลิเวอร์ – กิตติพงษ์ วีระเตชะ Meaning: บมจ. Miss World AI About 2025 2025 Year 2018 Miss World Monitoring Social Emotions Read moreRead moreRead more และการเลือกใช้คำว่า world Meaning: แต่เป็น mentality ที่ต้องการยกระดับคนไทยให ้มองไปไกลกว่าความเป็นไทย และนำค่านิยมใหม่ที่โลกใ ห้ความสนใจเข้ามาผสมผสาน "World Citizen, World Citizen, World Citizen" ไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ต่างประ Mentality "Thank you." โอลิเวอร์กล่าว Meaning: บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น Corporate campaign ต้องไม่ hard sell โอลิเวอร์เน้นย้ำว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็น corporate campaign และ social branding มากกว่าการตลาดเชิงพาณิชย์ โดยไม่ได้มุ่งเน้นการ meaning “Marketing and Social Branding” 5G Reply about 5G “Selling”
yojanasewa.com
January 29, 2026 at 11:51 AM
สส.ปชน. วิจารณ์ปมคำพูด “ปิดไมค์” แม่ทัพภาค 4 ชี้กระทบความเชื่อมั่นรัฐ-ตั้งคำถามแนวทางใช้กำลัง
สส.ปชน. วิจารณ์ปมคำพูด “ปิดไมค์” แม่ทัพภาค 4 ชี้กระทบความเชื่อมั่นรัฐ-ตั้งคำถามแนวทางใช้กำลัง auser15 Tue, 2026-04-14 - 09:09 'รอมฎอน-กิตติพงษ์' สส.พรรคประชาชน วิจารณ์คำพูดนอกไมค์ของแม่ทัพภาคที่ 4 กรณีคดีลอบยิง 'กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ' สส.พรรคประชาชาติ ชี้สะท้อนทัศนคติด้านความมั่นคงที่น่ากังวล กระทบความเชื่อมั่นต่อรัฐ และเรียกร้องให้ทบทวนบทบาทผู้บังคับบัญชา เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 รอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ และนาวาโท กิตติพงษ์​ ปิยะวรรณโณ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์โซเชียล [1] [2] แสดงความไม่เห็นด้วยกับวาทะของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 หลังถูกผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์กรณีเหตุลอบสังหาร กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ว่า ฝ่ายความมั่นคงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวใช่หรือไม่ โดยแม่ทัพภาค 4 ปิดไมค์พร้อมตอบคำถามดังกล่าวว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผมทำ ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” เรื่องที่เกี่ยวข้อง * กอ.รมน.ชี้ผิดวินัย-อาญา เจ้าหน้าที่ให้ยืมรถหลวง ปมยิง 'สส.กมลศักดิ์'  นายรอมฎอน ปันจอร์ ระบุว่า คำพูดช่วง “ปิดไมค์” ของแม่ทัพภาคที่ 4 ระหว่างแถลงข่าวคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นสำคัญที่บดบังสาระของการแถลงทั้งหมด แม้จะมีความคืบหน้าคดีที่เชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่และอดีตเจ้าหน้าที่ของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกองทัพ รอมฎอนเห็นว่า ถ้อยคำลักษณะ “ถ้าผมทำจะไม่ปล่อยให้รอด” แม้ดูเหมือนเป็นการปฏิเสธ แต่กลับสะท้อนท่าทีที่อาจตีความได้ว่าเป็นการท้าทายระบบตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และตั้งคำถามต่อแนวคิดการใช้กำลังในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ว่าเหมาะสมหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามไปยังผู้บังคับบัญชา รวมถึงรัฐบาล ว่ารับรู้หรือเห็นชอบกับแนวคิดดังกล่าวหรือไม่ โดยย้ำว่าการใช้กำลังของรัฐต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและความชอบธรรมทางการเมือง เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ ด้าน นาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ระบุว่า คำพูดของแม่ทัพภาค 4 มีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นสาธารณะ เนื่องจากออกมาจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงในพื้นที่ โดยมองว่า แม้อาจมีเจตนาสื่อว่า กอ.รมน. ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุลอบสังหาร แต่ลักษณะการสื่อสารกลับไม่สามารถคลายข้อสงสัยของสังคมได้ อีกทั้งยังอาจถูกตีความว่าไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐ และหลักความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ด้าน กิตติพงษ์ระบุว่า เหตุการณ์ลอบสังหารผู้แทนราษฎรถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่กระทบความรู้สึกปลอดภัยของประชาชน และคำพูดในลักษณะดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลต่อการใช้อำนาจของรัฐ ทั้งนี้ สังคมคาดหวังให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติ และลดปัญหาการลอยนวลพ้นผิด นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่า แนวทางด้านความมั่นคงที่ใช้อยู่มีส่วนทำให้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยืดเยื้อยาวนานหรือไม่ พร้อมเสนอให้มีการทบทวนแนวทางแก้ไขปัญหา โดยเพิ่มกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม และดำเนินนโยบายภายใต้หลักนิติรัฐ ความโปร่งใส และความไว้วางใจของประชาชน   * ข่าว * การเมือง * ความมั่นคง * กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ * รอมฎอน ปันจอร์ * นรธิป โพยนอก * กิตติพงษ์​ ปิยะวรรณโณ * กองทัพภาคที่ 4 * ชายแดนใต้
dlvr.it
April 14, 2026 at 2:12 AM
'กิตติพงษ์' ทวงสัญญารัฐบาลเพิ่มเงินเดือนพลทหาร เสนอแนวทางดึงคนสมัครทหาร แก้ปัญหาจัดซื้ออาวุธ
'กิตติพงษ์' ทวงสัญญารัฐบาลเพิ่มเงินเดือนพลทหาร เสนอแนวทางดึงคนสมัครทหาร แก้ปัญหาจัดซื้ออาวุธ admin666 Fri, 2026-04-10 - 14:01 'กิตติพงษ์' สส.พรรคประชาชนติงนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลเขียนมาเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ทวงให้เพิ่มเงินเดือนพลทหารตามที่เคยหาเสียงด้วย พร้อมเสนอมาตรการดึงดูดคนมาสมัครทหาร และแนวทางจัดซื้ออาวุธของกองทัพต้องรวมศูนย์ไม่ปล่อยแต่ละเหล่าแยกซื้อกันเอง 10 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการแถลงนโยบายของรัฐบาล กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน อภิปรายถึงนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลว่าเป็นเพียงการเอาภารกิจปกติของหน่วยงานความมั่นคงมาเขียนไว้ในข้อ 9 และ 10 ส่วนเรื่องการจัดหาการวิจัย ก็เป็นเพียงภาพกว้างที่ไม่ให้รายละเอียดใดๆ ทำยังไงก็ไม่ผิดนโยบาย ตัวชี้วัดคืออะไรก็ไม่รู้ รัฐบาลทราบหรือไม่ว่าปัญหาของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยคืออะไร กิตติพงษ์กล่าวถึงประเด็นทหารอาสา 100,000 นาย แต่กองทัพยังคงปมปัญหาด้านกำลังพลที่มีมาต่อเนื่องอย่างการเสียชีวิตในค่ายทหารที่เกิดซ้ำมาถึง 17 ปี มีผู้เสียชีวิต 25 ราย ซึ่งบางรายก็ได้รับความเป็นธรรม แต่บางรายครอบครัวก็ยังคงมีความสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมของศาลทหารแม้แต่พี่น้องทหารด้วยกันเอง ยกเว้นทหารยศสูงไม่กี่คนที่เห็นต่างออกไป ที่ผ่านมาพรรคประชาชนเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาลทหารทั้ง พ.ร.บ. ปปชง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร และพ.ร.บ.วิ ปปช. แต่กลับไม่มีพรรคการเมืองใดที่มีความกล้าหาญที่จะแก้ไขเรื่องนี้ แล้วยังมีการส่งนายพลเข้ามาใน กมธ. เพื่อปกป้องอำนาจของตัวเอง จึงขอเรียกร้องกับรัฐบาลว่าให้คืนความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนและทหารในเรื่องศาลทหารด้วย ส่วนในนโยบายที่จะมีทหารอาสาจำนวน 100,000 นายปฏิบัติหน้าที่ 4 ปี แต่กลับมีการตัดเรื่องเพิ่มเงินเดือนพลทหารจาก 11,000 บาทเป็น 12,000 บาทออกไปจากที่พรรคภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลนี้จะทำเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ แต่ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะจัดการกับเรื่องอัตรากำลังพลอย่างไร จะยังคงอัตราบรรจุทหาร 130,357 นาย แล้วรับแบบบังคับเกณฑ์บางส่วน หรือจะปรับลดอัตรากำลังพลทหารลงเหลือ 100,000 นาย หากเป็นแบบหลังก็จะสนับสนุนและเห็นด้วย แต่ก็ต้องระวังให้มากด้วยว่าการปรับลดอัตราจะไม่กระทบต่อขีดความสามารถของกองทัพในการป้องกันอธิปไตยและป้องกันประเทศ นอกจากนั้นในแต่ละปีรัฐบาลจะเปิดรับทหารอาสาจำนวนเท่าไหร่ บรรจุลงตรงไหน แล้วจะใช้งบประมาณเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ กมธ.การทหารเคยทำรายงานออกมาแล้วว่าจะสามารถจัดการเรื่องเปลี่ยนเป็นเปิดรับสมัครทหาร 100% ได้อย่างไรไว้แล้ว “ท่านยังสัญญาไว้ในช่วงหาเสียงด้วยว่าจะเพิ่มเงินเดือนให้พลทหารจากเดิม 11,000 บาท เป็น 12,000 บาท ตอนนี้ท่านตัดออกจากการแถลงนโยบายก็ไม่รู้ว่าท่านจะทำหรือไม่ หากไม่ทำ ชาวบ้านเขาจะตำหนิเอานะครับว่าท่านเป็นพวกพูดแล้วไม่ทำพลัส” อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเพิ่มเงินเดือนหรือไม่ เพราะจากอัตราเงินเดือนเดิมที่ 11,000 บาท ตอนนี้พลทหารได้รับเพียง 4,000 - 6,000 บาท เพราะถูกหักไปเป็นค่าประกอบเลี้ยงหรือค่าอาหาร หากอยากให้พลทหารได้รับเงินเดือนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยรัฐบาลต้องแยกงบประมาณค่าอาหารออกจากงบเงินเดือน กิตติพงษ์กล่าวถึงประเด็นเบี้ยเลี้ยงในการออกไปปฏิบัติราชการสนามที่ไม่ขึ้นมาเป็น 10 ปีแล้ว ▪️ตั้งแต่ชั้นยศพันเอกพิเศษขึ้นไปได้ 270 บาท/วัน▪️ยศสิบตรีถึงพันเอก 240 บาท/วัน▪️พลอาสา 240 บาท/วัน▪️พลทหาร 200 บาท/วัน “เรากำลังพูดถึงเบี้ยเลี้ยงของพี่น้องทหารที่ต้องจากลูกจากเมียจากพ่อจากแม่ไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศชาติ ค่าตอบแทนที่พวกเขาได้รับกลับน้อยไม่สมศักดิ์ศรีไม่คุ้มค่าความเสี่ยงที่พี่น้องทหารต้องแบกรับ ดังนั้นผมขอฝากรัฐบาลที่ตอนหาเสียงอ้างว่ารักชาติกว่าใครเขา ขอให้ท่านรักชาติในทางที่พี่น้องทหารได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นด้วยไม่ต้องมากมายแต่อย่างน้อยแค่พูดได้ว่าสมเหตุสมผล” กิตติพงษ์กล่าวต่อถึงประเด็นการซ้อมทรมานในค่ายทหารที่ทางกองทัพเองก็มีระเบียบเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ แต่ไม่เพียงพอ และเสนอว่าจะต้องมีมาตรการเพิ่มเติมคือ ▪️ให้ปฏิบัติหน้าที่แบบเช้าไปเย็นกลับ เช่นเดียวกับนายทหารชั้นประทวนและชั้นสัญญาบัตร เพราะเหตุที่เกิดขึ้นส่วนมากมักเกิดขึ้นหลัง 5 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า▪️ติดกล้องวงจรปิด แต่ก็ต้องระวังไม่ให้กระทบสิทธิความเป็นส่วนตัวของกำลังพล▪️ตรวจเยี่ยมหน่วยโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพราะหากแจ้งล่วงหน้าก็จะเกิดผักชีโรยหน้า▪️ให้สิทธิพลทหารในการเลือกหน่วยกรมกองได้ มาตรการเหล่านี้นอกจากจะลดปัญหาซ้อมทรมานได้แล้วยังสร้างแรงจูงใจในการดึงดูดให้คนเข้ามาสมัครเป็นพลทหารอาสาอีกด้วย เฉพาะมาตรการเช้าไปเย็นกลับกับมาตรการให้สิทธิพลทหารเลือกหน่วยได้เอง จะทำให้พลทหารสามารถกลับไปดูแลพ่อแม่พบปะเพื่อนฝูงได้ทำให้พวกเขาไม่รู้สึกว่าค่ายทหารเป็นที่จองจำพวกเขา อีกทั้งปัจจุบันมีพลทหารที่ติดยาเสพติดและมีปัญหาจิตเวชจำนวนมากเพราะระบบบังคับเกณฑ์ทหารทำให้กองทัพไม่สามารถมีกำลังพลที่มีคุณภาพเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ถ้าเป็นการสมัครใจกองทัพก็สามารถคัดเลือกกำลังพลที่กองทัพต้องการได้เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพตั้งแต่ฐานราก นอกจากนั้นกิตติพงษ์ยังได้กล่าวถึงส่วนของจำนวนนายพลในกองทัพไทยที่ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 1,500 นาย จากที่กระทรวงกลาโหมเคยชี้แจงในก กมธ.ทหารมีนายพลอัตราผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาพิเศษที่ปิดอัตราได้เลยโดยไม่กระทบกับภารกิจกองทัพอยู่ที่ 700 อัตรา และกระทรวงก็มีแผนปิดอัตราเหล่านี้อยู่ด้วย จึงขอฝากถึง รมว.กลาโหมให้ปิดอัตรานายพลเหล่านี้หรือลดงบประมาณส่วนรถยนต์ประจำตำแหน่งนายพลที่มีอยู่ถึง 400 ล้านบาทได้ รวมถึงงบส่วนที่ถูกเรียกว่า “เงินนอกงบประมาณประเภทสอง” ที่ตรวจสอบไม่ได้ก็จะมีงบประมาณไปช่วยเหลือประชาชนได้อีกมาก ประเด็นต่อมาที่เขาเสนอคือเรื่องการจัดซื้ออาุวธยุทโธปกรณ์ที่รัฐบาลยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่เขียนนโยบายมาแบบที่ไม่ต้องเขียนก็ได้ เขาจึงจะให้รัฐบาลต้องทำอย่างน้อย 3 เรื่องคือ 1. “สมุดปกขาวรวมเล่ม จัดหารวมศูนย์” คือต้องรวมแผนจัดหากองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก เรือ อากาศที่แยกกันอยู่มารวมกัน เพราะตอนนี้อาวุธยุทโธปกรณ์แบบเดียวกันจัดหามาในราคาที่ต่างกัน และยังเสียงบประมาณมากไปกับการซ่อมบำรุงแบบแยกส่วน อะไหล่แบบเดียวกันที่ใช้ร่วมกันได้ก็ต้องแยกกันซื้ออะไหล่แยกจัดเก็บและแยกกันใช้ และเมื่อแยกกันแบบนี้ทำให้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ซื้อมาไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้และในปัจจุบันการที่อาุวธยุทโธปกรณ์ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้จะทำให้กองทัพเสียเปรียบในสนามรบ นอกจากนั้นกองทัพต้องทำมาตรฐานสำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วย 2. อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ - ไทยซึ่งมีหน่วยงานรัฐและเอกชนที่สามารถผลิตอากาศยานไร้คนขับ รถหุ้มเกราะ เรือรบ เครื่องกระสุน และอาวุธปืนได้ แต่ด้วยปัญหาข้อกฎหมายและมาตรการทางภาษี รวมถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภายในกองทัพที่เอื้อต่อผู้ประกอบการจากต่างประเทศทำให้คนไทยไม่ได้รับโอกาสในการขายสินค้าให้กับกองทัพไทยได้ เพราะ TOR กำหนดว่าต้องเป็นอาวุธที่เคยใช้งานจริงในประเทศผู้ผลิตมาก่อน หรือการวิจัยพัฒนาที่ไปเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ผลิต แต่เมื่อผลิตออกมาแล้วกองทัพจะซื้อเองหรือไม่ ทำให้ไม่มีเอกชนลงทุน ดังนั้นรัฐบาลจะต้องแก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ และ พ.ร.บ.เทคโนโลยีป้องกันประเทศ และกำหนดมาตรการทางภาษีใหม่ไม่ให้เอกชนไทยเสียเปรียบ แล้วมีการงดเว้นภาษีอาวุธจากต่างประเทศ แต่การนำวัตถุดิบมาประกอบเองในประเทศกลับเสียภาษี รวมถึงต้องเพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพ เพื่อให้เอกชนสบายใจที่จะลงทุนพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ “อยากให้นึกถึงกรณีที่มีการรบต่อเนื่อง ถ้าเราไม่สามารถสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศได้เพราะเขาไม่ขายให้หรือสั่งซื้อแล้วต้องใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะได้ของ แบบนี้เสร็จสิครับแพ้แน่นอน เรื่องนี้ไม่ได้ทำเอาเท่ แต่เป็นความอยู่รอดของประเทศ ดังนั้นรัฐบาลต้องทำ” 3. ต้องมี Offset policy เนื่องจากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายตั้งแต่ว่าจะเอาองค์ความรู้มาจากไหนและจะผลิตอย่างไร ดังนั้นในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อเครื่องบินรบแบบกริพเพ่นหรือเรือรบฟรีเกต ที่คู่สัญญานอกจากจะต้องทำโครงการให้เสร็จสิ้นแล้วจะต้องเสนอแนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถของเอกชนไทยร่วมด้วย เช่นการถ่ายทอดเทคโนโลยี เปิดโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศ ส่งมอบทรัพย์สินทางปัญญาหรือการวิจัยร่วม วิธีเหล่านี้จะเป้นทางลัดให้กับเอกชนไทยไม่ต้องวิจัยด้วยตัวเองและใช้เวลาในการพัฒนานานนับ 10 ปี กิตติพงษ์มองว่า การที่รัฐบาลไทยวางนโยบายแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกับอาวุธที่แม้จะช่วยเหลือการค้าระหว่างประเทศได้ แต่จะทำให้เอกชนไทยเสียโอกาสในการพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น และถึงที่สุดนโยบายแลกเปลี่ยนสินค้าเป็นเพียงมาตรการหนึ่งใน Offset policy ซึ่งในทางสากลเป็นนโยบายที่มีน้ำหนักน้อยเพราะไม่ทำให้เอกชนเก่งขึ้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่านโยบายแลกเปลี่ยนสินค้านี้จะมาจากทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ได้รับการยกย่องเชิดชูและให้ความหวังไว้ ซึ่งนโยบายแลกเปลี่ยนสินค้านี้ไม่เพียงพอที่จะพัฒนาเอกชนและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว เขาทิ้งท้ายว่านโยบายด้านความมั่นคงจะต้องมีความละเอียดรอบคอบและรอบด้าน แต่นโยบายของรัฐบาลที่นำเสนอมายังไม่เพียงพอในการยกระดับความมั่นคงของประเทศได้ และไม่ติดใจหากรัฐบาลจะนำข้อเสนอของพรรคประชาชนไปทำให้เป็นรูปธรรมเพื่อให้ไทยมีกองทัพที่เข้มแข็ง พลทหารปลอดภัย และอุตสาหกรรมไทยก้าวหน้า * ข่าว * การเมือง * ความมั่นคง * แถลงนโยบาย * กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ * รัฐบาลอนุทิน * เกณฑ์ทหาร * จัดซื้ออาวุธ
dlvr.it
April 10, 2026 at 7:08 AM
อดีตลูกจ้างการบินไทย ร้อง กมธ.แรงงาน เปิดเวทีเจรจาปมถูกเลิกจ้างจากแผนฟื้นฟูกิจการ ไม่เป็นธรรม
อดีตลูกจ้างการบินไทย ร้อง กมธ.แรงงาน เปิดเวทีเจรจาปมถูกเลิกจ้างจากแผนฟื้นฟูกิจการ ไม่เป็นธรรม ภาพปก: ทีมสื่อ เซีย จำปาทอง  XmasUser Fri, 2025-10-31 - 16:31 อดีตลูกจ้างการบินไทย ร้อง กมธ.แรงงาน ช่วยเปิดเวทีเจรจาอย่างสันติระหว่างนายจ้างและอดีตลูกจ้าง ปมถูกเลิกจ้างจากแผนฟื้นฟูกิจการอย่างไม่เป็นธรรม และยังไม่ได้รับการเยียวยา แม้ผ่านมากว่า 4 ปี ด้านกระทรวงแรงงานรับเป็นเจ้าภาพหลักประสานเปิดเวทีเจรจา   31 ต.ค. 2568 ทีมสื่อเซีย จำปาทอง เมื่อวานนี้ (30 ต.ค.) เมื่อเวลา 9.50 น. ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา กิตติมา เผ่าพงษ์ อดีตกรรมการสหภาพแรงงานพนักงานบริษัทการบินไทย และผู้ได้รับผลกระทบจากการฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เข้ายื่นหนังสือต่อ เซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน และเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน คนที่ 3 และชยพล สท้อนดี สส.พรรคประชาชน เพื่อขอติดตามความคืบหน้าและเรียกร้องความเป็นธรรมจากการถูกเลิกจ้าง หนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาขอให้คณะกรรมาธิการแรงงาน เปิดเวทีเจรจาอย่างสันติ ตามแนวทางของการประชุมคณะกรรมาธิการแรงงาน ครั้งที่ 31 เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2568 ซึ่งมีมติสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.ขอให้บริษัทพิจารณารับอดีตพนักงานกลับเข้าทำงานตามความเหมาะสม 2. จัดทำแนวทางร่วมกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อบริหารจัดการหนี้สินของสหกรณ์ออมทรัพย์การบินไทย และ 3. พิจารณามาตราการเยียวยาเพิ่มเติมแก่ผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม กิตติมา กล่าวว่า หลังจากถูกเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันควรจากแผนฟื้นฟูกิจการมากว่า 4 ปี เธอและอดีตลูกจ้างอีกหลายคนยังไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรมตามแนวทางของคณะกรรมาธิการแรงงานแต่อย่างใด จึงเดินทางมายื่นหนังสือเพื่อขอติดตามความคืบหน้า และขอให้คณะกรรมาธิการช่วยเปิดเวทีหารือระหว่างผู้บริหารบริษัทกับผู้ได้รับผลกระทบ โดยเธอยืนยันพร้อมส่งตัวแทนเข้าร่วมเจรจาอย่างสร้างสรรค์บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและสันติวิธี “พวกเราเชื่อว่าการดำเนินการตามมติของท่านกรรมาธิการจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด และจะสะท้อนให้เห็นว่า ภาพลักษณ์ของการบินไทยที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อพนักงานและสังคม ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้ถือหุ้นว่าองค์กรนี้จะยังมีธรรมาภิบาล และไม่ทิ้งคนที่เคยร่วมสร้างองค์กรไว้ข้างหลังอย่างไม่ใยดี” กิตติมา กล่าว ด้านเซีย จำปาทอง กล่าวภายหลังรับยื่นหนังสือว่าจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการแรงงาน พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือในรายละเอียดต่อไป โดยประเด็นสำคัญคือการเปิดเวทีพูดคุยระหว่างฝ่ายบริหารของบริษัทการบินไทยกับอดีตพนักงาน เพื่อหามาตรการดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม เซียกล่าวอีกว่า อดีตลูกจ้างกลุ่มนี้เคยร่วมสร้างผลงานและผลกำไรให้กับบริษัทมาอย่างยาวนาน จนสามารถดำเนินกิจการต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อบริษัทสามารถฟื้นฟูกิจการได้สำเร็จ ก็ไม่ควรทอดทิ้งผู้ที่เคยร่วมทำงานมา พร้อมทั้งยืนยันว่าจะผลักดันให้ประเด็นนี้ถูกบรรจุในวาระการประชุม และร่วมกันหาทางออกที่เป็นธรรมต่อไป ต่อมา เวลา 12.30 น. ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ N 405 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา มีการพิจารณาประเด็นดังกล่าวในการประชุมคณะกรรมาธิการแรงงาน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ ผู้ตรวจราชการกรม ผู้อำนวยการกองคุ้มครองแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นักวิชาการแรงงานปฏิบัติการ และตัวแทนฝ่ายกฎหมายของบริษัทการบินไทย อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมมีข้อสรุปว่าจะจัดให้มีเวทีพูดคุยหาทางออกร่วมกัน โดยมอบหมายให้กระทรวงแรงงานเป็นเจ้าภาพหลักในการเชิญทั้งฝ่ายอดีตพนักงานที่ได้รับความเดือนร้อน และฝ่ายบริษัทการบินไทย มาประชุมหาทางออกร่วมกันต่อไป * ข่าว * แรงงาน * การบินไทย * เลิกจ้างไม่เป็นธรรม * สิทธิแรงงาน * กรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร * เซีย จำปาทอง * กระทรวงแรงงาน * ชยพล สท้อนดี
dlvr.it
October 31, 2025 at 9:41 AM
รวมถาม-ตอบ ปม 2 ครอบครัว แลกประโยชน์ ‘เขากระโดง-อัลไพน์’
รวมถาม-ตอบ ปม 2 ครอบครัว แลกประโยชน์ ‘เขากระโดง-อัลไพน์’ See Think Mon, 2025-03-24 - 20:19 อินโฟกราฟิก: กิตติยา อรอินทร์ 24 มี.ค. 2568 ที่รัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 26 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นการประชุมในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประชาไทประมวลประเด็นที่ดินเขากระโดงและที่ดินอัลไพน์ ที่ฝ่ายค้านมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี รวมถึงคำตอบที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยชี้แจงต่อสภา   ปชน.โยงปมอัลไพน์-เขากระโดง 2 ครอบครัวแลกผลประโยชน์  กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า จุลพงษ์ อยู่เกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงข้อพิพาทการครอบครองที่ธรณีสงฆ์ของบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ซึ่งก่อนหน้านี้ แพทองธาร เป็นกรรมการบริษัท และมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้คืนที่ดินกับวัดธรรมิการาม จุลพงษ์ระบุว่า ที่ผ่านมาแพทองธารไม่เคยแสดงเจตนาที่จะทำเรื่องดังกล่าวให้ถูกต้องตามกฎหมาย ฉวยโอกาสให้บริษัทของตัวเองประกอบธุรกิจสนามกอล์ฟเพื่อแสวงหากำไรจากที่ดินของวัด และเมื่อเป็นนายกฯ ก็ใช้อำนาจหน้าที่กับข้าราชการเพื่อชะลอการเพิกถอนการโอนที่ดินให้ยาวนานที่สุด และพบประเด็นการเตรียมทำเรื่องเพื่อฟ้องร้องเรียกค่าเสียในกรณีดังกล่าว รวมถึงนำไปเป็นเครื่องมือต่อรองแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มการเมืองในรัฐบาลชุดปัจจุบัน “หากมีใครหน้าไหนมาเสนอในลักษณะยื่นหมูยื่นแมว ประเคนเงินภาษีของประชาชนไปชดเชยให้กับครอบครัวของนายกฯ ที่ต้องคืนที่ดินอัลไพน์ให้กับวัด แลกกับไม่ต้องเพิกถอนที่ดินเขากระโดงเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เรายอมให้เอาเปรียบประชาชนไม่ได้เด็ดขาด” ทางด้าน สปริงนิวส์รายงานคำพูดจุลพงษ์กล่าวตอนหนึ่งไว้ด้วยว่า “แทนที่จะสั่งการให้ถูกต้องกลับยังรู้เห็นเป็นใจเรื่อยมา และที่ร้ายกว่านั้นก็ยังจงใจให้หน่วยงานของรัฐ ละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและคำพิพากษาของศาลมาโดยตลอด นายกฯ คนนี้ยังต้องการเอาเงินภาษีของประชาชนมาจ่ายเป็นค่าเสียหายให้กับตนเองและบุคคลในครอบครัว ช่างเป็นเวรกรรมของคนไทย เมื่อนายกฯ ยังแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัว ครอบครัว และผลประโยชน์ส่วนรวมไม่ได้” เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ‘เขากระโดง’ ศึก รฟท. VS กรมที่ดิน ส่อยาว สะเทือนพรรคร่วม 2 เจ้ากระทรวง ? นายกฯ แจงปมที่ดินอัลไพน์ ยันไม่มีการแทรกแซง   “เรื่องที่ดินอัลไพน์เกิดนานมากๆ แล้ว ตอนบริษัทครอบครัวของดิฉันซื้อ ดิฉันอายุ 11 ขวบ และไม่ได้เป็นกรรมการบริษัท ยืนยันการซื้อที่ดินทุกแปลง ครอบครัวไม่เคยซื้อที่ดินที่ไม่ได้มีการออกโฉนดโดยหน่วยงานของรัฐ ทุกอย่างทำถูกต้องตามกฎหมาย และไม่เคยก้าวก่ายแทรกแซงใดๆ” ส่วนเรื่องเขากระโดง “เป็นกรณีพิพาทระหว่างกรมที่ดิน การรถไฟแห่งประเทศไทย และพี่น้องประชาชน ในฐานะนายกฯ จะกำชับเรื่องนี้อย่างดี ให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน ทุกขั้นตอนจะต้องดำเนินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขอให้มั่นใจว่าดิฉันจะทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง” อนุทินแจง 2 เรื่องไม่เกี่ยวกัน ไม่มีแลกผลประโยชน์ อนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ชี้แจงเรื่องดังกล่าว โดยมีเนื้อหาคำชี้แจงดังนี้ “รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยไม่ใช่กิจการของครอบครัวคนใดคนหนึ่ง จะมาแบ่งปันผลประโยชน์ไม่ได้ทั้งสิ้น ขอยืนยันว่านายกรัฐมนตรีไม่เคยเข้ามาแทรกแซงหรือสั่งการใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย หรือตัวกระผมเอง ให้ทำการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทอัลไพน์ หรือคนในครอบครัวของท่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว” เรื่องอยู่ในศาลปกครอง ฝ่ายการเมืองแทรกแซงไม่ได้ อนุทินกล่าวต่อไปว่า กรณีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่ตั้งของสนามกอล์ฟอัลไพน์นั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปีแล้ว ผ่านมาหลายรัฐบาลแล้ว และมีคำพิพากษาของศาล ซึ่งมีบุคคลหลายท่านต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลนั้นไปแล้ว ประเด็นทั้งหมดก็คือเรื่องของการเพิกถอนเรื่องเอกสารสิทธิ์ได้มายุติในรัฐบาลแพทองธาร ด้วยนโยบายของท่านที่ให้ดำเนินการตามกฎหมาย ยึดความถูกต้องเป็นหลัก อนุทินกล่าวต่อไปว่า ในขณะที่ดำเนินการนั้น ตนได้ถามอธิบดีกรมที่ดินว่ามีความกดดันหรือไม่ ในการที่มีเรื่องนี้ขึ้นมาทั้งเขากระโดงและอัลไพน์ อธิบดียืนยันกับตนและคณะทำงานของตนว่าไม่มีความกดดันทั้งสิ้น และยินดีทำปฏิบัติตามหน้าที่ และขณะนี้ก็ได้มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินสนามกอลฟ์อัลไพน์ ซึ่งลงนามโดยท่านรองปลัดมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจโดยตรงในเรื่องนี้ “ดังนั้น แทนที่จะกล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารทำเพื่อประโยชน์ของท่านและบุคคลในครอบครัวของท่าน จริงๆ แล้วควรจะต้องชื่นชมนายกฯ ที่ได้ให้นโยบายแก่กระทรวงมหาดไทย และกรมที่ดิน ผ่านทางผม ให้ยึดถือกฎหมายเป็นหลัก ไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบใดๆ ที่จะไปถึงตัวท่านเองและครอบครัว” อนุทินกล่าวต่อไปว่า ต้องถือว่านายกรัฐมนตรีและครอบครัวของท่านคือหนึ่งในผู้เสียหายเช่นเดียวกับผู้ที่เป็นลูกบ้านอัลไพน์รายอื่นๆ ซึ่งท่านจะต้องไปใช้สิทธิ์ในทางศาลเพื่อขอรับค่าทดแทนในการทำนิติกรรม ที่เป็นความบกพร่องของกรมที่ดินในอดีต รมว.มหาดไทยกล่าวถึงกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดงว่า เป็นกรณีที่กรมที่ดินปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครอง ให้กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการมาสอบสวน และคณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินที่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ฟ้องต่อศาลปกครอง ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็ยังคงสิทธิไว้ที่จะไปดำเนินการฟ้องศาลต่อ เพื่อจะให้ศาลมีคำสั่งในการเพิกถอนหรือไม่เพิกถอนใดๆ อนุทินกล่าวต่อไปว่า ณ ขณะนี้ ตามคำพิพากษาของศาลปกครองที่ระบุไว้ว่า การดำเนินการของคณะกรรมการมาสอบสวนตามมาตรา 61 นั้น เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ได้ผลอย่างไรศาลไม่อาจก้าวล่วงได้ ขนาดศาลยังมิอาจก้าวล่วงได้ แล้วนับประสาอะไรกับนายกฯ รองนายกฯ รมว.มท. จะไปสั่งการก้าวล่วงให้มีการดำเนินการเป็นอื่นได้ “โดยสรุป กรณีปัญหาที่ดินเขากระโดงอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลปกครอง กรณีการเพิกถอนสิทธิที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์กับกรณีที่ดินเขากระโดงไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด ไม่มีการแลกผลประโยชน์ใดๆ แม้แต่น้อย ทั้งสองกรณีเป็นกรณีที่กรมที่ดินต้องดำเนินการตามคำสั่งของศาล ทั้งสองกรณีเกิดขึ้นมาก่อนที่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร และตัวผมเอง ในฐานะ รมว.มหาดไทย จะมารับตำแหน่ง ดังนั้นก็อยากจะเรียนว่า ข้อกล่าวหาจากการอภิปรายของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้อภิปรายเมื่อเช้านี้ ไม่มีมูลข้อเท็จจริงแต่ประการใดครับ” กรมที่ดินเผยแพร่ข่าวทันทีหลังอภิปราย ยันไม่มีแทรกแซง กรมที่ดินเผยแพร่เอกสารข่าวชี้แจง ตามที่มีการอภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับการถือหุ้นของนายกรัฐมนตรีในบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเป็นการขาดความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ เนื่องจากมีการถือครองที่ดินที่เป็นที่ธรณีสงฆ์นั้น กรมที่ดินขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้ การถือหุ้นในบริษัทอัลไพน์ฯ นายกรัฐมนตรีได้รับโอนหุ้นของบริษัทอัลไพน์ฯ มาจากผู้ถือหุ้นเดิมก่อนเข้ารับตำแหน่ง โดยการโอนดังกล่าวเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินแต่อย่างใด ซึ่งสถานะทางกฎหมายของที่ดิน ณ ขณะนั้นเมื่อมีการรับโอนหุ้นดังกล่าว สถานะของที่ดินที่เป็นประเด็นยังไม่ถูกเพิกถอนและยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาทางกฎหมาย การเพิกถอนที่ดินให้กลับเป็นที่ธรณีสงฆ์หลังจากนายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง มิได้มีการสั่งการหรือกระทำการใดๆ ที่เป็นการแทรกแซงหรือชะลอการเพิกถอนที่ดินดังกล่าว ตรงกันข้าม กระบวนการเพิกถอนที่ดินให้กลับเป็นที่ธรณีสงฆ์ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วภายใต้การดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ   * ข่าว * การเมือง * ที่ดินเขากระโดง * เขากระโดง * สนามกอล์ฟอัลไพน์ * อภิปรายไม่ไว้วางใจ * พรรคภูมิใจไทย * พรรคเพื่อไทย * อนุทิน ชาญวีรกูล * แพทองธาร ชินวัตร ติดตาม "ประชาไท Prachatai.com" ได้ทุกช่องทาง Facebook, X/Twitter, Instagram, YouTube, TikTok หรือสั่งซื้อสินค้า https://prachataistore.net
dlvr.it
March 24, 2025 at 2:14 PM
สถานการณ์ราคาพลังงานยังวุ่นไม่เลิก มีให้ลุ้นราคาแทบทุกวัน ล่าสุดสส.พรรคส้มโพสต์เฟซบุ๊ก โชว์หนังสือราชการขอปรับงบจัดหาน้ำมันดีเซลจากลิตรละ 38 บาท เป็นลิตรละ 60 บาท

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5731166/
#กิตติพงษ์ปิยะวรรณโณ #พรรคประชาชน #วิกฤติน้ำมัน #ราคาน้ำมัน
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
พลังงานตอบ 'ดีเซล' จะไป 60 บาทมั้ย! หลังสส.พรรคส้มโพสต์เฟซบุ๊ก | เดลินิวส์
สถานการณ์ราคาพลังงานยังวุ่นไม่เลิก มีให้ลุ้นราคาแทบทุกวัน ล่าสุดสส.พรรคส้มโพสต์เฟซบุ๊ก โชว์หนังสือราชการขอปรับงบจัดหาน้ำมันดีเซลจากลิตรละ 38 บาท เป็นลิตรละ 60 บาท
www.dailynews.co.th
March 29, 2026 at 8:18 AM
oh no, j'ai ouvert youtube short une demie seconde, j'ai vu des vidéos split en deux, et j'ai pas compris la raison, c'est pour faire de la vue sans que les bots identifiant le réupload le remarquent ?
December 23, 2025 at 4:16 PM
พี่เจ๋ง กิตติพงษ์ อรรถจิรานนท์
November 16, 2023 at 2:41 AM
PerspectiveTV
วันอาทิตย์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗
meb เจ้าของแพลตฟอร์ม E-book ที่มีรายได้สูงสุดในไทย ตอนที่ ๒

youtu.be/zf5t7zql31g

#PerspectiveTV #BlackDot #meb #readAwrite #ebook
MEB เจ้าของแพลตฟอร์ม E-book ที่มีรายได้สูงสุดในไทย EP2 | PERSPECTIVE [18 ก.พ. 67]
เปอร์สเปกทิฟสัปดาห์นี้ยังอยู่กับ “คุณโก๋ กิตติพงษ์ แซ่ลิ้ม” และ “คุณไช้ รวิวร มะหะสิทธิ์” สองผู้ก่อตั้ง MEB เจ้าของแพลตฟอร์ม E-book ที่มีรายได้สูงสุดในไทย ม...
youtu.be
February 27, 2024 at 2:22 AM
PerspectiveTV
วันอาทิตย์ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗
ผู้ก่อตั้ง meb แพลตฟอร์ม E-book และเว็บไซต์เขียนและอ่านนิยายชื่อดัง

youtu.be/zLhVj3B2jmg

#PerspectiveTV #Blackdot #meb #readAwrite #ebook
ผู้ก่อตั้ง MEB แพลตฟอร์ม E-book และเว็บไซต์เขียนและอ่านนิยายชื่อดัง | PERSPECTIVE [11 ก.พ. 67]
รับชมเรื่องราวของ "คุณไช้ รวิวร มะหะสิทธิ์" และ "คุณโก๋ กิตติพงษ์ แซ่ลิ้ม" สองผู้ก่อตั้ง MEB แพลตฟอร์ม E-book และเว็บไซต์เขียนและอ่านนิยายชื่อดังอย่าง readAw...
youtu.be
February 20, 2024 at 2:21 AM
สส.ปชน. วิจารณ์ปมคำพูด “ปิดไมค์” แม่ทัพภาค 4 ชี้กระทบความเชื่อมั่นรัฐ-ตั้งคำถามแนวทางใช้กำลัง
สส.ปชน. วิจารณ์ปมคำพูด “ปิดไมค์” แม่ทัพภาค 4 ชี้กระทบความเชื่อมั่นรัฐ-ตั้งคำถามแนวทางใช้กำลัง
สส.ปชน. วิจารณ์ปมคำพูด “ปิดไมค์” แม่ทัพภาค 4 ชี้กระทบความเชื่อมั่นรัฐ-ตั้งคำถามแนวทางใช้กำลัง auser15 Tue, 2026-04-14 - 09:09 'รอมฎอน-กิตติพงษ์' สส.พรรคประชาชน วิจารณ์คำพูดนอกไมค์ของแม่ทัพภาคที่ 4 กรณีคดีลอบยิง 'กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ' สส.พรรคประชาชาติ ชี้สะท้อนทัศนคติด้านความมั่นคงที่น่ากังวล กระทบความเชื่อมั่นต่อรัฐ และเรียกร้องให้ทบทวนบทบาทผู้บังคับบัญชา เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 รอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ และนาวาโท กิตติพงษ์​ ปิยะวรรณโณ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์โซเชียล [1] [2] แสดงความไม่เห็นด้วยกับวาทะของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 หลังถูกผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์กรณีเหตุลอบสังหาร กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ว่า ฝ่ายความมั่นคงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวใช่หรือไม่ โดยแม่ทัพภาค 4 ปิดไมค์พร้อมตอบคำถามดังกล่าวว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผมทำ ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” เรื่องที่เกี่ยวข้อง * กอ.รมน.ชี้ผิดวินัย-อาญา เจ้าหน้าที่ให้ยืมรถหลวง ปมยิง 'สส.กมลศักดิ์'  นายรอมฎอน ปันจอร์ ระบุว่า คำพูดช่วง “ปิดไมค์” ของแม่ทัพภาคที่ 4 ระหว่างแถลงข่าวคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นสำคัญที่บดบังสาระของการแถลงทั้งหมด แม้จะมีความคืบหน้าคดีที่เชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่และอดีตเจ้าหน้าที่ของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกองทัพ รอมฎอนเห็นว่า ถ้อยคำลักษณะ “ถ้าผมทำจะไม่ปล่อยให้รอด” แม้ดูเหมือนเป็นการปฏิเสธ แต่กลับสะท้อนท่าทีที่อาจตีความได้ว่าเป็นการท้าทายระบบตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และตั้งคำถามต่อแนวคิดการใช้กำลังในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ว่าเหมาะสมหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามไปยังผู้บังคับบัญชา รวมถึงรัฐบาล ว่ารับรู้หรือเห็นชอบกับแนวคิดดังกล่าวหรือไม่ โดยย้ำว่าการใช้กำลังของรัฐต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและความชอบธรรมทางการเมือง เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ ด้าน นาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ ระบุว่า คำพูดของแม่ทัพภาค 4 มีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นสาธารณะ เนื่องจากออกมาจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงในพื้นที่ โดยมองว่า แม้อาจมีเจตนาสื่อว่า กอ.รมน. ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุลอบสังหาร แต่ลักษณะการสื่อสารกลับไม่สามารถคลายข้อสงสัยของสังคมได้ อีกทั้งยังอาจถูกตีความว่าไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐ และหลักความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ด้าน กิตติพงษ์ระบุว่า เหตุการณ์ลอบสังหารผู้แทนราษฎรถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่กระทบความรู้สึกปลอดภัยของประชาชน และคำพูดในลักษณะดังกล่าวยิ่งเพิ่มความกังวลต่อการใช้อำนาจของรัฐ ทั้งนี้ สังคมคาดหวังให้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติ และลดปัญหาการลอยนวลพ้นผิด นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่า แนวทางด้านความมั่นคงที่ใช้อยู่มีส่วนทำให้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยืดเยื้อยาวนานหรือไม่ พร้อมเสนอให้มีการทบทวนแนวทางแก้ไขปัญหา โดยเพิ่มกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม และดำเนินนโยบายภายใต้หลักนิติรัฐ ความโปร่งใส และความไว้วางใจของประชาชน   * ข่าว * การเมือง * ความมั่นคง * กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ * รอมฎอน ปันจอร์ * นรธิป โพยนอก * กิตติพงษ์​ ปิยะวรรณโณ * กองทัพภาคที่ 4 * ชายแดนใต้
dlvr.it
April 14, 2026 at 2:12 AM
'กิตติพงษ์' ทวงสัญญารัฐบาลเพิ่มเงินเดือนพลทหาร เสนอแนวทางดึงคนสมัครทหาร แก้ปัญหาจัดซื้ออาวุธ
'กิตติพงษ์' ทวงสัญญารัฐบาลเพิ่มเงินเดือนพลทหาร เสนอแนวทางดึงคนสมัครทหาร แก้ปัญหาจัดซื้ออาวุธ
'กิตติพงษ์' ทวงสัญญารัฐบาลเพิ่มเงินเดือนพลทหาร เสนอแนวทางดึงคนสมัครทหาร แก้ปัญหาจัดซื้ออาวุธ admin666 Fri, 2026-04-10 - 14:01 'กิตติพงษ์' สส.พรรคประชาชนติงนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลเขียนมาเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ทวงให้เพิ่มเงินเดือนพลทหารตามที่เคยหาเสียงด้วย พร้อมเสนอมาตรการดึงดูดคนมาสมัครทหาร และแนวทางจัดซื้ออาวุธของกองทัพต้องรวมศูนย์ไม่ปล่อยแต่ละเหล่าแยกซื้อกันเอง 10 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการแถลงนโยบายของรัฐบาล กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน อภิปรายถึงนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลว่าเป็นเพียงการเอาภารกิจปกติของหน่วยงานความมั่นคงมาเขียนไว้ในข้อ 9 และ 10 ส่วนเรื่องการจัดหาการวิจัย ก็เป็นเพียงภาพกว้างที่ไม่ให้รายละเอียดใดๆ ทำยังไงก็ไม่ผิดนโยบาย ตัวชี้วัดคืออะไรก็ไม่รู้ รัฐบาลทราบหรือไม่ว่าปัญหาของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยคืออะไร กิตติพงษ์กล่าวถึงประเด็นทหารอาสา 100,000 นาย แต่กองทัพยังคงปมปัญหาด้านกำลังพลที่มีมาต่อเนื่องอย่างการเสียชีวิตในค่ายทหารที่เกิดซ้ำมาถึง 17 ปี มีผู้เสียชีวิต 25 ราย ซึ่งบางรายก็ได้รับความเป็นธรรม แต่บางรายครอบครัวก็ยังคงมีความสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมของศาลทหารแม้แต่พี่น้องทหารด้วยกันเอง ยกเว้นทหารยศสูงไม่กี่คนที่เห็นต่างออกไป ที่ผ่านมาพรรคประชาชนเสนอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาลทหารทั้ง พ.ร.บ. ปปชง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร และพ.ร.บ.วิ ปปช. แต่กลับไม่มีพรรคการเมืองใดที่มีความกล้าหาญที่จะแก้ไขเรื่องนี้ แล้วยังมีการส่งนายพลเข้ามาใน กมธ. เพื่อปกป้องอำนาจของตัวเอง จึงขอเรียกร้องกับรัฐบาลว่าให้คืนความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนและทหารในเรื่องศาลทหารด้วย ส่วนในนโยบายที่จะมีทหารอาสาจำนวน 100,000 นายปฏิบัติหน้าที่ 4 ปี แต่กลับมีการตัดเรื่องเพิ่มเงินเดือนพลทหารจาก 11,000 บาทเป็น 12,000 บาทออกไปจากที่พรรคภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลนี้จะทำเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ แต่ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะจัดการกับเรื่องอัตรากำลังพลอย่างไร จะยังคงอัตราบรรจุทหาร 130,357 นาย แล้วรับแบบบังคับเกณฑ์บางส่วน หรือจะปรับลดอัตรากำลังพลทหารลงเหลือ 100,000 นาย หากเป็นแบบหลังก็จะสนับสนุนและเห็นด้วย แต่ก็ต้องระวังให้มากด้วยว่าการปรับลดอัตราจะไม่กระทบต่อขีดความสามารถของกองทัพในการป้องกันอธิปไตยและป้องกันประเทศ นอกจากนั้นในแต่ละปีรัฐบาลจะเปิดรับทหารอาสาจำนวนเท่าไหร่ บรรจุลงตรงไหน แล้วจะใช้งบประมาณเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ กมธ.การทหารเคยทำรายงานออกมาแล้วว่าจะสามารถจัดการเรื่องเปลี่ยนเป็นเปิดรับสมัครทหาร 100% ได้อย่างไรไว้แล้ว “ท่านยังสัญญาไว้ในช่วงหาเสียงด้วยว่าจะเพิ่มเงินเดือนให้พลทหารจากเดิม 11,000 บาท เป็น 12,000 บาท ตอนนี้ท่านตัดออกจากการแถลงนโยบายก็ไม่รู้ว่าท่านจะทำหรือไม่ หากไม่ทำ ชาวบ้านเขาจะตำหนิเอานะครับว่าท่านเป็นพวกพูดแล้วไม่ทำพลัส” อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเพิ่มเงินเดือนหรือไม่ เพราะจากอัตราเงินเดือนเดิมที่ 11,000 บาท ตอนนี้พลทหารได้รับเพียง 4,000 - 6,000 บาท เพราะถูกหักไปเป็นค่าประกอบเลี้ยงหรือค่าอาหาร หากอยากให้พลทหารได้รับเงินเดือนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยรัฐบาลต้องแยกงบประมาณค่าอาหารออกจากงบเงินเดือน กิตติพงษ์กล่าวถึงประเด็นเบี้ยเลี้ยงในการออกไปปฏิบัติราชการสนามที่ไม่ขึ้นมาเป็น 10 ปีแล้ว ▪️ตั้งแต่ชั้นยศพันเอกพิเศษขึ้นไปได้ 270 บาท/วัน▪️ยศสิบตรีถึงพันเอก 240 บาท/วัน▪️พลอาสา 240 บาท/วัน▪️พลทหาร 200 บาท/วัน “เรากำลังพูดถึงเบี้ยเลี้ยงของพี่น้องทหารที่ต้องจากลูกจากเมียจากพ่อจากแม่ไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศชาติ ค่าตอบแทนที่พวกเขาได้รับกลับน้อยไม่สมศักดิ์ศรีไม่คุ้มค่าความเสี่ยงที่พี่น้องทหารต้องแบกรับ ดังนั้นผมขอฝากรัฐบาลที่ตอนหาเสียงอ้างว่ารักชาติกว่าใครเขา ขอให้ท่านรักชาติในทางที่พี่น้องทหารได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นด้วยไม่ต้องมากมายแต่อย่างน้อยแค่พูดได้ว่าสมเหตุสมผล” กิตติพงษ์กล่าวต่อถึงประเด็นการซ้อมทรมานในค่ายทหารที่ทางกองทัพเองก็มีระเบียบเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ แต่ไม่เพียงพอ และเสนอว่าจะต้องมีมาตรการเพิ่มเติมคือ ▪️ให้ปฏิบัติหน้าที่แบบเช้าไปเย็นกลับ เช่นเดียวกับนายทหารชั้นประทวนและชั้นสัญญาบัตร เพราะเหตุที่เกิดขึ้นส่วนมากมักเกิดขึ้นหลัง 5 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า▪️ติดกล้องวงจรปิด แต่ก็ต้องระวังไม่ให้กระทบสิทธิความเป็นส่วนตัวของกำลังพล▪️ตรวจเยี่ยมหน่วยโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพราะหากแจ้งล่วงหน้าก็จะเกิดผักชีโรยหน้า▪️ให้สิทธิพลทหารในการเลือกหน่วยกรมกองได้ มาตรการเหล่านี้นอกจากจะลดปัญหาซ้อมทรมานได้แล้วยังสร้างแรงจูงใจในการดึงดูดให้คนเข้ามาสมัครเป็นพลทหารอาสาอีกด้วย เฉพาะมาตรการเช้าไปเย็นกลับกับมาตรการให้สิทธิพลทหารเลือกหน่วยได้เอง จะทำให้พลทหารสามารถกลับไปดูแลพ่อแม่พบปะเพื่อนฝูงได้ทำให้พวกเขาไม่รู้สึกว่าค่ายทหารเป็นที่จองจำพวกเขา อีกทั้งปัจจุบันมีพลทหารที่ติดยาเสพติดและมีปัญหาจิตเวชจำนวนมากเพราะระบบบังคับเกณฑ์ทหารทำให้กองทัพไม่สามารถมีกำลังพลที่มีคุณภาพเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ถ้าเป็นการสมัครใจกองทัพก็สามารถคัดเลือกกำลังพลที่กองทัพต้องการได้เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพตั้งแต่ฐานราก นอกจากนั้นกิตติพงษ์ยังได้กล่าวถึงส่วนของจำนวนนายพลในกองทัพไทยที่ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 1,500 นาย จากที่กระทรวงกลาโหมเคยชี้แจงในก กมธ.ทหารมีนายพลอัตราผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาพิเศษที่ปิดอัตราได้เลยโดยไม่กระทบกับภารกิจกองทัพอยู่ที่ 700 อัตรา และกระทรวงก็มีแผนปิดอัตราเหล่านี้อยู่ด้วย จึงขอฝากถึง รมว.กลาโหมให้ปิดอัตรานายพลเหล่านี้หรือลดงบประมาณส่วนรถยนต์ประจำตำแหน่งนายพลที่มีอยู่ถึง 400 ล้านบาทได้ รวมถึงงบส่วนที่ถูกเรียกว่า “เงินนอกงบประมาณประเภทสอง” ที่ตรวจสอบไม่ได้ก็จะมีงบประมาณไปช่วยเหลือประชาชนได้อีกมาก ประเด็นต่อมาที่เขาเสนอคือเรื่องการจัดซื้ออาุวธยุทโธปกรณ์ที่รัฐบาลยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่เขียนนโยบายมาแบบที่ไม่ต้องเขียนก็ได้ เขาจึงจะให้รัฐบาลต้องทำอย่างน้อย 3 เรื่องคือ 1. “สมุดปกขาวรวมเล่ม จัดหารวมศูนย์” คือต้องรวมแผนจัดหากองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก เรือ อากาศที่แยกกันอยู่มารวมกัน เพราะตอนนี้อาวุธยุทโธปกรณ์แบบเดียวกันจัดหามาในราคาที่ต่างกัน และยังเสียงบประมาณมากไปกับการซ่อมบำรุงแบบแยกส่วน อะไหล่แบบเดียวกันที่ใช้ร่วมกันได้ก็ต้องแยกกันซื้ออะไหล่แยกจัดเก็บและแยกกันใช้ และเมื่อแยกกันแบบนี้ทำให้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ซื้อมาไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้และในปัจจุบันการที่อาุวธยุทโธปกรณ์ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้จะทำให้กองทัพเสียเปรียบในสนามรบ นอกจากนั้นกองทัพต้องทำมาตรฐานสำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วย 2. อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ - ไทยซึ่งมีหน่วยงานรัฐและเอกชนที่สามารถผลิตอากาศยานไร้คนขับ รถหุ้มเกราะ เรือรบ เครื่องกระสุน และอาวุธปืนได้ แต่ด้วยปัญหาข้อกฎหมายและมาตรการทางภาษี รวมถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภายในกองทัพที่เอื้อต่อผู้ประกอบการจากต่างประเทศทำให้คนไทยไม่ได้รับโอกาสในการขายสินค้าให้กับกองทัพไทยได้ เพราะ TOR กำหนดว่าต้องเป็นอาวุธที่เคยใช้งานจริงในประเทศผู้ผลิตมาก่อน หรือการวิจัยพัฒนาที่ไปเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ผลิต แต่เมื่อผลิตออกมาแล้วกองทัพจะซื้อเองหรือไม่ ทำให้ไม่มีเอกชนลงทุน ดังนั้นรัฐบาลจะต้องแก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ และ พ.ร.บ.เทคโนโลยีป้องกันประเทศ และกำหนดมาตรการทางภาษีใหม่ไม่ให้เอกชนไทยเสียเปรียบ แล้วมีการงดเว้นภาษีอาวุธจากต่างประเทศ แต่การนำวัตถุดิบมาประกอบเองในประเทศกลับเสียภาษี รวมถึงต้องเพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างของกองทัพ เพื่อให้เอกชนสบายใจที่จะลงทุนพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ “อยากให้นึกถึงกรณีที่มีการรบต่อเนื่อง ถ้าเราไม่สามารถสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศได้เพราะเขาไม่ขายให้หรือสั่งซื้อแล้วต้องใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะได้ของ แบบนี้เสร็จสิครับแพ้แน่นอน เรื่องนี้ไม่ได้ทำเอาเท่ แต่เป็นความอยู่รอดของประเทศ ดังนั้นรัฐบาลต้องทำ” 3. ต้องมี Offset policy เนื่องจากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายตั้งแต่ว่าจะเอาองค์ความรู้มาจากไหนและจะผลิตอย่างไร ดังนั้นในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อเครื่องบินรบแบบกริพเพ่นหรือเรือรบฟรีเกต ที่คู่สัญญานอกจากจะต้องทำโครงการให้เสร็จสิ้นแล้วจะต้องเสนอแนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถของเอกชนไทยร่วมด้วย เช่นการถ่ายทอดเทคโนโลยี เปิดโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศ ส่งมอบทรัพย์สินทางปัญญาหรือการวิจัยร่วม วิธีเหล่านี้จะเป้นทางลัดให้กับเอกชนไทยไม่ต้องวิจัยด้วยตัวเองและใช้เวลาในการพัฒนานานนับ 10 ปี กิตติพงษ์มองว่า การที่รัฐบาลไทยวางนโยบายแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกับอาวุธที่แม้จะช่วยเหลือการค้าระหว่างประเทศได้ แต่จะทำให้เอกชนไทยเสียโอกาสในการพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น และถึงที่สุดนโยบายแลกเปลี่ยนสินค้าเป็นเพียงมาตรการหนึ่งใน Offset policy ซึ่งในทางสากลเป็นนโยบายที่มีน้ำหนักน้อยเพราะไม่ทำให้เอกชนเก่งขึ้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่านโยบายแลกเปลี่ยนสินค้านี้จะมาจากทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ได้รับการยกย่องเชิดชูและให้ความหวังไว้ ซึ่งนโยบายแลกเปลี่ยนสินค้านี้ไม่เพียงพอที่จะพัฒนาเอกชนและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว เขาทิ้งท้ายว่านโยบายด้านความมั่นคงจะต้องมีความละเอียดรอบคอบและรอบด้าน แต่นโยบายของรัฐบาลที่นำเสนอมายังไม่เพียงพอในการยกระดับความมั่นคงของประเทศได้ และไม่ติดใจหากรัฐบาลจะนำข้อเสนอของพรรคประชาชนไปทำให้เป็นรูปธรรมเพื่อให้ไทยมีกองทัพที่เข้มแข็ง พลทหารปลอดภัย และอุตสาหกรรมไทยก้าวหน้า * ข่าว * การเมือง * ความมั่นคง * แถลงนโยบาย * กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ * รัฐบาลอนุทิน * เกณฑ์ทหาร * จัดซื้ออาวุธ
dlvr.it
April 10, 2026 at 7:08 AM
อดีตลูกจ้างการบินไทย ร้อง กมธ.แรงงาน เปิดเวทีเจรจาปมถูกเลิกจ้างจากแผนฟื้นฟูกิจการ ไม่เป็นธรรม
อดีตลูกจ้างการบินไทย ร้อง กมธ.แรงงาน เปิดเวทีเจรจาปมถูกเลิกจ้างจากแผนฟื้นฟูกิจการ ไม่เป็นธรรม
อดีตลูกจ้างการบินไทย ร้อง กมธ.แรงงาน เปิดเวทีเจรจาปมถูกเลิกจ้างจากแผนฟื้นฟูกิจการ ไม่เป็นธรรม ภาพปก: ทีมสื่อ เซีย จำปาทอง  XmasUser Fri, 2025-10-31 - 16:31 อดีตลูกจ้างการบินไทย ร้อง กมธ.แรงงาน ช่วยเปิดเวทีเจรจาอย่างสันติระหว่างนายจ้างและอดีตลูกจ้าง ปมถูกเลิกจ้างจากแผนฟื้นฟูกิจการอย่างไม่เป็นธรรม และยังไม่ได้รับการเยียวยา แม้ผ่านมากว่า 4 ปี ด้านกระทรวงแรงงานรับเป็นเจ้าภาพหลักประสานเปิดเวทีเจรจา   31 ต.ค. 2568 ทีมสื่อเซีย จำปาทอง เมื่อวานนี้ (30 ต.ค.) เมื่อเวลา 9.50 น. ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา กิตติมา เผ่าพงษ์ อดีตกรรมการสหภาพแรงงานพนักงานบริษัทการบินไทย และผู้ได้รับผลกระทบจากการฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เข้ายื่นหนังสือต่อ เซีย จำปาทอง สส.พรรคประชาชน และเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน คนที่ 3 และชยพล สท้อนดี สส.พรรคประชาชน เพื่อขอติดตามความคืบหน้าและเรียกร้องความเป็นธรรมจากการถูกเลิกจ้าง หนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาขอให้คณะกรรมาธิการแรงงาน เปิดเวทีเจรจาอย่างสันติ ตามแนวทางของการประชุมคณะกรรมาธิการแรงงาน ครั้งที่ 31 เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2568 ซึ่งมีมติสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.ขอให้บริษัทพิจารณารับอดีตพนักงานกลับเข้าทำงานตามความเหมาะสม 2. จัดทำแนวทางร่วมกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อบริหารจัดการหนี้สินของสหกรณ์ออมทรัพย์การบินไทย และ 3. พิจารณามาตราการเยียวยาเพิ่มเติมแก่ผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม กิตติมา กล่าวว่า หลังจากถูกเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันควรจากแผนฟื้นฟูกิจการมากว่า 4 ปี เธอและอดีตลูกจ้างอีกหลายคนยังไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรมตามแนวทางของคณะกรรมาธิการแรงงานแต่อย่างใด จึงเดินทางมายื่นหนังสือเพื่อขอติดตามความคืบหน้า และขอให้คณะกรรมาธิการช่วยเปิดเวทีหารือระหว่างผู้บริหารบริษัทกับผู้ได้รับผลกระทบ โดยเธอยืนยันพร้อมส่งตัวแทนเข้าร่วมเจรจาอย่างสร้างสรรค์บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและสันติวิธี “พวกเราเชื่อว่าการดำเนินการตามมติของท่านกรรมาธิการจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด และจะสะท้อนให้เห็นว่า ภาพลักษณ์ของการบินไทยที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อพนักงานและสังคม ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้ถือหุ้นว่าองค์กรนี้จะยังมีธรรมาภิบาล และไม่ทิ้งคนที่เคยร่วมสร้างองค์กรไว้ข้างหลังอย่างไม่ใยดี” กิตติมา กล่าว ด้านเซีย จำปาทอง กล่าวภายหลังรับยื่นหนังสือว่าจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการแรงงาน พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าหารือในรายละเอียดต่อไป โดยประเด็นสำคัญคือการเปิดเวทีพูดคุยระหว่างฝ่ายบริหารของบริษัทการบินไทยกับอดีตพนักงาน เพื่อหามาตรการดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม เซียกล่าวอีกว่า อดีตลูกจ้างกลุ่มนี้เคยร่วมสร้างผลงานและผลกำไรให้กับบริษัทมาอย่างยาวนาน จนสามารถดำเนินกิจการต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อบริษัทสามารถฟื้นฟูกิจการได้สำเร็จ ก็ไม่ควรทอดทิ้งผู้ที่เคยร่วมทำงานมา พร้อมทั้งยืนยันว่าจะผลักดันให้ประเด็นนี้ถูกบรรจุในวาระการประชุม และร่วมกันหาทางออกที่เป็นธรรมต่อไป ต่อมา เวลา 12.30 น. ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ N 405 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา มีการพิจารณาประเด็นดังกล่าวในการประชุมคณะกรรมาธิการแรงงาน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ ผู้ตรวจราชการกรม ผู้อำนวยการกองคุ้มครองแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นักวิชาการแรงงานปฏิบัติการ และตัวแทนฝ่ายกฎหมายของบริษัทการบินไทย อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมมีข้อสรุปว่าจะจัดให้มีเวทีพูดคุยหาทางออกร่วมกัน โดยมอบหมายให้กระทรวงแรงงานเป็นเจ้าภาพหลักในการเชิญทั้งฝ่ายอดีตพนักงานที่ได้รับความเดือนร้อน และฝ่ายบริษัทการบินไทย มาประชุมหาทางออกร่วมกันต่อไป * ข่าว * แรงงาน * การบินไทย * เลิกจ้างไม่เป็นธรรม * สิทธิแรงงาน * กรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร * เซีย จำปาทอง * กระทรวงแรงงาน * ชยพล สท้อนดี
dlvr.it
October 31, 2025 at 9:41 AM