#ขยายเครือข่าย
#VRKN_CO

❤️ : เนียนรู้จัก
🔁 : ขยายเครือข่ายคนรู้จักของยัยนิ่ม

(แม่ยัยนิ่มคิดตำแหน่งโคไม่ค่อยออกTT สนใจโคตำแหน่งอื่นๆชวนคุยกันได้ใน dm เลยนะคะ😭🙏✨)
April 3, 2026 at 3:25 AM
ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ก้าวสู่ตำแหน่ง MD มณีแดง 💎❤️ ก้าวสู่ความสำเร็จ สร้างทีม ขยายเครือข่าย เติบโตไปด้วยกัน เริ่มต้นวันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่า! 🚀

📲 สนใจร่วมทีม LineOA: @375geqbr

#ไกรสรมณีแดง #มณีแดง #MDมณีแดง #นักธุรกิจมณีแดง #สร้างทีมขยายเครือข่าย #สุขภาพดีมีรายได้ #สร้างอนาคตไปด้วยกัน

📱👉https://shorturl.asia/1fpwi6
October 9, 2026 at 5:54 AM
Nu Quantum แนะนำวิธีการใหม่เพื่อขยายคอมพิวเตอร์ควอนตัมผ่านการเชื่อมต่อเครือข่าย โดยเลียนแบบวิธีการของระบบคลาสสิกและระบบ AI ที่เชื่อมต่อโปรเซสเซอร์เข้าด้วยกัน

#เครือข่ายควอนตัม #การปรับขนาดควอนตัม #ข่าว
Nu Quantum เสนอสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่เชื่อมต่อเครือข่าย
quantumzeitgeist.com
October 7, 2026 at 3:06 PM
SpaceX ซื้อคลื่นความถี่ 800MHz เพื่อเสริมบริการอินเทอร์เน็ตมือถือในสหรัฐ ขยายโครงข่ายร่วมกับอินเทอร์เน็ตดาวเทียม
SpaceX ซื้อคลื่นความถี่ 800MHz เพื่อเสริมบริการอินเทอร์เน็ตมือถือในสหรัฐ ขยายโครงข่ายร่วมกับอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Body SpaceX ประกาศซื้อสิทธิ์การใช้งานคลื่นความถี่ต่ำช่วง 800MHz ในสหรัฐอเมริกา ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่ง SpaceX บอกว่าการมีคลื่นความถี่นี้จะทำให้ Starlink Mobile เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา คลื่น 800MHz นี้จะนำมาเสริมกับโครงข่ายอินเทอร์เน็ตดาวเทียมของ Starlink ทำให้การเชื่อมต่อจากโทรศัพท์ไปยังดาวเทียมรองรับพื้นที่กว้างขึ้น เพราะคลื่นความถี่ต่ำสามารถผ่านสิ่งกีดขวาง เช่น ผนังอาคาร ที่เดิมเป็นอุปสรรคของอินเทอร์เน็ตดาวเทียม นอกจากนี้ยังสามารถขยายตลาดได้ง่ายเพราะอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือในตลาดรองรับอยู่แล้ว นอกจากนี้ SpaceX ยังเพิ่งได้รับการอนุมัติจาก FCC หน่วยงานกำกับดูแลการสื่อสารของสหรัฐ ให้สามารถส่งดาวเทียมของ Starlink ขึ้นสู่วงโคจรได้อีก 15,000 ดวง ซึ่งจะนำมาใช้กับเครือข่ายความถี่ 2GHz ดาวเทียมเป็นรุ่นที่ 2 รองรับแบนด์วิธมากกว่ารุ่นก่อนหน้า 100 เท่า ประกาศนี้ทำให้ราคาหุ้นของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ในสหรัฐทั้ง Verizon, T-Mobile และ AT&T ปรับลดลง 9-13% โดยนักวิเคราะห์อาจเกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในเครือข่ายโทรศัพท์มือถือสหรัฐ ที่มา: SpaceX และ CNBC arjin Sat, 10/10/2026 - 10:23
www.blognone.com
October 10, 2026 at 6:03 AM
2 ตำแหน่ง สร้างรายได้ไร้ขีดจำกัด 🚀💰
MC ผู้บริโภค • MD นักธุรกิจ
เปลี่ยนการใช้จ่ายให้กลายเป็นโอกาส สร้างทีม ขยายเครือข่าย เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ❤️🔥
#มณีแดง #ไกรสรมณีแดง #MC #MD #สร้างรายได้ #สร้างทีม #ขยายเครือข่าย #ธุรกิจออนไลน์ #รายได้หลายระดับ #โอกาสสร้างรายได้

📱👉https://shorturl.asia/tpri8e
October 6, 2026 at 12:00 AM
2 ตำแหน่ง สร้างรายได้ไร้ขีดจำกัด 🚀💰
MC ผู้บริโภค • MD นักธุรกิจ
เปลี่ยนการใช้จ่ายให้กลายเป็นโอกาส สร้างทีม ขยายเครือข่าย เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ❤️🔥
#มณีแดง #ไกรสรมณีแดง #MC #MD #สร้างรายได้ #สร้างทีม #ขยายเครือข่าย #ธุรกิจออนไลน์ #รายได้หลายระดับ #โอกาสสร้างรายได้

📱👉https://shorturl.asia/tpri8e
October 6, 2026 at 12:00 AM
การทำให้เกิดความไม่ส่วนกลับในระบบตัวนำยิ่งยวดและระบบโฟโตนิกช่วยให้สามารถนำทางข้อมูลควอนตัมแบบทิศทาง ขยายข้อมูล และปรับปรุงการวัดปริมาณ—ซึ่งช่วยยกระดับคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ปรับขนาดได้และเครือข่ายควอนตัมแบบกระจาย

#ไม่ส่วนกลับควอนตัม #ฮาร์ดแวร์ควอนตัม #ข่าว
ความไม่ส่วนกลับในเทคโนโลยีควอนตัม
www.nature.com
October 7, 2026 at 10:38 AM
👀 rumors from the International Luxury Travel Market event is that BKK Suvarnabhumi airport is in talks with Alaska Airlines, which has been expanding internationally since its acquisition of Hawaiian Airlines, to start a direct Seattle-Bangkok flight.
October 23, 2025 at 4:06 AM
เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ยื่นข้อเสนอพัฒนาสิทธิประโยชน์บัตรทอง
เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ยื่นข้อเสนอพัฒนาสิทธิประโยชน์บัตรทอง auser15 Sat, 2025-07-05 - 13:42 เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ฯ ยื่นหนังสือต่อ “สมศักดิ์” เสนอพัฒนาสิทธิประโยชน์บัตรทอง ชูประเด็น "ยาต้านไวรัสเอชไอวี รักษาทุกที่ทุกสิทธิ" พร้อมขยายเกณฑ์การรักษา “ไวรัสตับอักเสบซี” ครอบคลุมทุกวัย เพิ่มการเข้าถึงยาไวรัสตับอักเสบบี และขยายการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในกลุ่มเสี่ยง รวมถึงข้อเสนอพัฒนาระบบบริการในพื้นที่ กทม. นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปี 2568 จัดโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ กรุงเทพฯ ทางเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ได้ร่วมยื่นหนังสือ "ข้อเสนอสิทธิประโยชน์ และการพัฒนาระบบบริการ ปี 2568" ต่อ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ซึ่งข้อเสนอที่ยื่นดังกล่าวเป็นการมุ่งปรับปรุงและพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ใน  3 ส่วนในระบบบริการ ทั้งนี้ ส่วนแรกเป็นข้อเสนอเพิ่มสิทธิประโยชน์ ขอให้เพิ่มเข้าถึง “การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี” อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยขยายเกณฑ์การรักษาที่จำกัดเฉพาะผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย รวมถึงให้สามารถรับการรักษาได้มากกว่า 1 ครั้ง พร้อมเพิ่มทางเลือกยาใหม่สำหรับผู้ป่วยที่ดื้อยา หรือไม่สามารถใช้ยาที่มีในระบบได้ สำหรับ “โรคไวรัสตับอักเสบบี” แม้จะมีการกำหนดสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุม แต่การเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยและยารักษายังมีข้อจำกัด เพราะถูกรวมอยู่ในงบเหมาจ่ายรายหัว ดังนั้นเพื่อให้เกิดการเข้าถึง จึงขอให้มีการรวมจัดซื้อยารักษา เช่น TAF, TDF และ Entecavir ในระดับประเทศ พร้อมปรับการจ่ายชดเชยค่าตรวจปริมาณไวรัส (HBV Viral Load) ให้เป็นการเบิกจ่ายตรง นอกจากนี้ขอให้ขยายสิทธิการได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยได้รับ และไม่มีภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันโรคตั้งแต่ต้นทาง นอกจากนี้ยังเสนอให้ขยายสิทธิการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ตัวเอง (Systemic Lupus Erythematosus: SLE) และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ โดยสามารถเข้ารับการตรวจ HPV DNA ได้ตั้งแต่อายุ 25 ปี และตรวจซ้ำทุก 3 ปี เพื่อเฝ้าระวังและลดความเสี่ยงในการเกิดโรค นายอภิวัฒน์ กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอพัฒนาระบบบริการ ให้ขยายนโยบาย ‘บัตรประชาชนใบเดียว รักษาได้ทุกที่’ ครอบคลุมถึง ‘ยาต้านไวรัสเอชไอวี รักษาได้ทุกที่และทุกสิทธิ’ โดยให้ สปสช. เป็นหน่วยกลางในการบริหารจัดการบริการเอชไอวีร่วมกับทุกกองทุนสุขภาพ นอกจากนี้ขอให้ดำเนินการเชิงรุกในการประสานงานกับหน่วยงานต้นสังกัดของพนักงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายค่ารักษาที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ รวมถึงสนับสนุนให้หน่วยบริการทุกระดับ ทั้ง รพ.สต., ร้านยาคุณภาพ และภาคประชาสังคม สามารถให้บริการยาต้านไวรัสได้ โดยต้องมีระบบกำกับคุณภาพที่ชัดเจน ในส่วนของข้อเสนอการพัฒนาหน่วยบริการ ทางเครือข่ายฯ ยังขอให้มีการจัดบริการตามสิทธิประโยชน์โดยไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่ง สปสช. ควรร่วมมือกับกรมควบคุมโรค สมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย และภาคีที่เกี่ยวข้อง วางแผนสื่อสารที่มีประสิทธิภาพไปยังหน่วยบริการ เพื่อให้เข้าใจและให้บริการตามแนวทางมาตรฐาน เช่น การปรับสูตรยา หรือการตรวจวินิจฉัยต่าง ๆ โดยมีแผนร่วมยุติการตีตราและเลือกปฏิบัติ เพราะเอชไอวีหรือเพศสภาวะด้วย สำหรับในส่วนของบริการสุขภาพที่เป็นสิทธิประโยชน์อยู่แล้ว ในการเข้ารับบริการของผู้ติดเชื้อก็ขอให้ไม่มีการเลือกปฏิบัติ อาทิ บริการทันตกรรม บริการฟอกไต เป็นต้น เนื่องจากที่ผ่านมาในการรับบริการผู้ติดเชื้อฯ มักถูกจัดให้อยู่ในลำดับท้ายของการเข้ารับบริการ นอกจากนี้ในระยะยาวของการพัฒนาหน่วยบริการ เราอยากเห็นการบูรณาการสิทธิประโยชน์ของทุกกองทุน เพื่อให้ประชาชนไม่ว่าจะมีสิทธิใด ได้รับบริการอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะผู้ประกันตน ควรได้รับสิทธิปรึกษาและรับยาสำหรับเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการที่ร้านยาคุณภาพ เช่นเดียวกับผู้ใช้สิทธิบัตรทอง พร้อมทั้งหาแนวทางขยายขอบเขตการให้บริการบัตรทองร่วมกับสำนักงานประกันสังคม ตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ทุกกองทุนเดินหน้าร่วมกัน สู่ความเป็นธรรมด้านสุขภาพอย่างแท้จริง นายอภิวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมในส่วนข้อเสนอในการพัฒนาระบบบริการในกรุงเทพมหานครว่า ควรขับเคลื่อนเชิงรุกมากยิ่งขึ้น ซึ่งหน่วยนวัตกรรมบริการสุขภาพ เช่น ร้านยาที่ให้บริการเจ็บป่วยเล็กน้อย 32 อาการ ให้ขยายขอบเขตบริการจ่ายยาต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเชื่อมโยงระบบกับโรงพยาบาลหลักในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนพัฒนารูปแบบบริการ หน่วยบริการตามมาตรา 3 เพื่อเติมเต็มช่องว่างในระบบบริการของ กทม. อีกเรื่องสำคัญคือการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ให้ประชาชนและหน่วยบริการในพื้นที่เข้าใจนโยบายบัตรประชาชนใบเดียว รักษาได้ทุกที่ เพื่อใช้สิทธิได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ขอให้ สปสช. ประสานกับหน่วยงานหลักใน กทม. เช่น สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย และผู้ว่า กทม. ผลักดันให้ศูนย์บริการสาธารณสุข ยกระดับเป็นโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความครอบคลุมการให้บริการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนในเมืองได้มากยิ่งขึ้น และในท้ายนี้สิ่งที่อยากให้เร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว คือเรื่องใบส่งตัวที่ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการรักษา และกำลังเป็นปัญหามากในพื้นที่ กทม. * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีประเทศไทย * เอชไอวี * เอดส์ * สปสช. * สุขภาพ
dlvr.it
July 5, 2025 at 6:47 AM
เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงออกแถลงการณ์วันผู้ย้ายถิ่น จี้ไทยปรับระบบขึ้นทะเบียนแรงงาน
เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงออกแถลงการณ์วันผู้ย้ายถิ่น จี้ไทยปรับระบบขึ้นทะเบียนแรงงาน auser15 Fri, 2025-12-19 - 10:03 เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (MMN) ออกแถลงการณ์วันผู้ย้ายถิ่นสากล 18 ธ.ค. ชี้แรงงานข้ามชาติถูกมองเป็นแรงงานชั่วคราว ขาดความมั่นคง ระบบขึ้นทะเบียนซับซ้อน ค่าใช้จ่ายสูง เรียกร้องรัฐบาลไทยปรับปรุงกระบวนการ ขยายใบอนุญาตทำงานอย่างน้อย 2 ปี บังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานจริงจัง เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (MMN) ออกแถลงการณ์เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเนื่องในวันผู้ย้ายถิ่นสากล "นโยบายการย้ายถิ่นที่ครอบคลุมและเป็นธรรม จะช่วยหลอมรวมความพึ่งพาซึ่งกันและกันของประเทศในลุ่มน้ำโขง ให้กลายเป็นจุดแข็งร่วมของทั้งภูมิภาค" ระบุว่า เนื่องในวันผู้ย้ายถิ่นสากลประจำปี 2568 เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Migration Network: MMN) ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ย้ายถิ่น ต่อต้านการเลือกปฏิบัติและความหวาดกลัวคนต่างชาติ พร้อมทั้งผลักดันนโยบายการย้ายถิ่นที่คุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติอย่างรอบด้าน เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตขึ้นจากแรงงานของผู้ย้ายถิ่นจากประเทศเพื่อนบ้านมาอย่างยาวนาน แรงงานข้ามชาติมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจและช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาประเทศมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ แรงงานข้ามชาติยังคงถูกมองว่าเป็นแรงงานชั่วคราว ขาดความมั่นคง และสามารถถูกเลิกจ้างหรือแทนที่ได้ง่าย ความยุ่งยากซับซ้อนในการขอและรักษาสถานะการเข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การจ้างงานที่ไม่มั่นคง และการที่แรงงานจำนวนมากโดยเฉพาะแรงงานนอกระบบไม่สามารถเข้าถึงระบบประกันสังคมได้ ส่งผลให้แรงงานข้ามชาติจำนวนมากยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางและขาดการคุ้มครองที่เหมาะสม องค์กรสมาชิกของเครือข่าย MMN อย่างมูลนิธิการศึกษาเพื่อพัฒนา (Foundation for Education and Development) ซึ่งทำงานในพื้นที่อำเภอแม่สอดและภาคใต้ของไทย สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้แรงงานข้ามชาติจำนวนมากไม่สามารถรักษาสถานะทางกฎหมายของตนเองได้ นอกจากนี้ เหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ ยังส่งผลให้เอกสารสำคัญของแรงงานข้ามชาติจำนวนมากสูญหายไปกับกระแสน้ำ มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ (MAP Foundation) ซึ่งเป็นองค์กรสมาชิกของ MMN และทำงานร่วมกับเครือข่ายมาอย่างยาวนานในจังหวัดเชียงใหม่และอำเภอแม่สอด ได้สะท้อนสถานการณ์ที่แรงงานข้ามชาติเผชิญ ผ่านเสียงสะท้อนจากผู้ฟังรายการวิทยุชุมชนรายหนึ่งว่า “นายจ้างไม่ยอมจัดการเรื่องการขึ้นทะเบียนให้ และบอกให้ฉันไปจ้างนายหน้าเอง ทั้งที่มีการหักเงินประกันสังคมจากค่าจ้างของฉันทุกเดือน แต่ฉันก็ไม่รู้เลยว่านายจ้างได้ขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินประกันสังคมให้ฉันจริงหรือไม่” แรงงานข้ามชาติจำนวนไม่น้อยต้องกู้เงินมาใช้จ่ายเป็นค่าขึ้นทะเบียน บางคนเล่าให้เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิ MAP Foundation ฟังว่า ยังใช้หนี้จากการขึ้นทะเบียนเมื่อปีก่อนไม่หมด แต่ต้องจ่ายค่าขึ้นทะเบียนใหม่อีกแล้ว เมื่อเทียบกับรายได้ที่ได้รับ ค่าใช้จ่ายด้านเอกสารถือว่าสูงเกินไป ส่งผลให้แรงงานข้ามชาติหลายคนไม่สามารถส่งเงินกลับไปดูแลครอบครัวในประเทศต้นทางได้อย่างเพียงพอ สมาคมแรงงานยองชิอู (Yaung Chi Oo Workers Association) อีกหนึ่งองค์กรสมาชิกของ MMN ทำงานในพื้นที่อำเภอแม่สอด ระบุว่า นายจ้างมีแนวโน้มเอาเปรียบแรงงานข้ามชาติจากเมียนมาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้สัญญาจ้างงานระยะสั้นแบบรายเดือนซ้ำ ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบตามกฎหมาย แรงงานหญิงในโรงงานอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าในแม่สอดได้สะท้อนถึงสภาพการทำงานที่ไม่มั่นคงมากขึ้นว่า “ตอนนี้นายจ้างสามารถเลิกจ้างเราได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องมีเหตุผล บางครั้งอ้างว่าไม่มีงาน บางครั้งคนงานสิบคนถูกเลิกจ้างเพียงเพราะมาสายสองนาที ตอนเช้ายังมีงานทำ แต่ตอนเย็นกลับถูกแจ้งว่าไม่ต้องมาทำงานแล้ว” “เมื่อเราถูกเลิกจ้าง ค่าจ้างที่ทำงานมาก็ยังไม่ได้รับ และนายจ้างมักบอกให้รอรับเงินในเดือนถัดไป ไม่มีหนังสือเลิกจ้างให้เป็นหลักฐาน พวกเราถูกบังคับให้เซ็นต์ชื่อในเอกสารที่ระบุว่าเราลาออกเอง ใบอนุญาตทำงานของเรายังถูกยกเลิกโดยที่เราไม่รู้ตัว และกว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็สายเกินไปแล้ว การพยายามเอาตัวรอดในแต่ละวันโดยไม่มีทั้งงานและเอกสาร เป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง” ข้อเสนอ ในโอกาสวันผู้ย้ายถิ่นสากล ประจำปี 2568 เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Migration Network: MMN) ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพ เข้าใจ และเห็นคุณค่าของความหลากหลายทางสังคม พร้อมทั้งขอเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. ปรับปรุงกระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติให้เข้าถึงได้ง่าย โปร่งใส และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม 2. ขยายระยะเวลาใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติให้มีอายุอย่างน้อยสองปี 3. บังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อย่างจริงจัง เพื่อให้แรงงานข้ามชาติได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเป็นรูปธรรม * ข่าว * สังคม * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง * MMN * แรงงานข้ามชาติ
dlvr.it
December 19, 2025 at 3:09 AM
MMN ยินดีไทยขยายประกันสังคมคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ เสนอ 6 ข้อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึง
MMN ยินดีไทยขยายประกันสังคมคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ เสนอ 6 ข้อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึง auser15 Mon, 2026-09-07 - 14:29 เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (MMN) ออกแถลงการณ์ยินดีต่อมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบขยายความคุ้มครองประกันสังคมครอบคลุมแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตร งานบ้าน และเศรษฐกิจนอกระบบ ชี้เป็นก้าวสำคัญลดช่องว่างการคุ้มครองทางสังคม แต่เตือนยังมีอุปสรรคด้านภาษาและการเข้าถึงข้อมูล พร้อมเสนอมาตรการสนับสนุน 6 ข้อ ภาพจาก: ILO/Thierry Falise (CC BY-NC-ND 2.0) เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Migration Network: MMN) ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีต่อการที่คณะรัฐมนตรีไทยเห็นชอบในหลักการต่อข้อเสนอให้ขยายความคุ้มครองภายใต้กองทุนประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานทุกคน รวมถึงแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในภาคเกษตรกรรม งานบ้าน และภาคเศรษฐกิจนอกระบบอื่นๆ โดยระบุว่าในฐานะเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานเพื่อคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติ MMN ได้เรียกร้องมาอย่างต่อเนื่องให้ยกเลิกข้อจำกัดตามกฎหมายที่ทำให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์กรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ว่างงาน คลอดบุตร เสียชีวิต และชราภาพ พร้อมระบุว่าการเปลี่ยนแปลงที่เสนอนี้มีศักยภาพที่จะช่วยให้แรงงานข้ามชาติจำนวนมากมีหลักประกันทางสังคมที่ดีขึ้น โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติหญิงซึ่งมีสัดส่วนสูงในกลุ่มแรงงานภาคเศรษฐกิจนอกระบบที่ได้รับค่าจ้างต่ำ แถลงการณ์ระบุว่า ระยะเวลา 180 วันระหว่างการประกาศในราชกิจจานุเบกษากับการเริ่มดำเนินนโยบาย เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกองทุนประกันสังคมให้แก่แรงงานข้ามชาติและนายจ้าง โดยปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติที่มีสิทธิเข้าสู่ระบบประกันสังคมเพียงประมาณหนึ่งในสี่เท่านั้นที่ขึ้นทะเบียน และแม้แต่แรงงานที่ขึ้นทะเบียนแล้วก็ยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ตนพึงได้รับค่อนข้างจำกัด เนื่องจากอุปสรรคด้านภาษา นอกจากนี้ แรงงานยังรายงานอยู่บ่อยครั้งว่านายจ้างหักเงินสมทบประกันสังคมจากค่าจ้าง แต่ไม่ได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนหรือไม่ได้จ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้าง โดยกลุ่มแรงงานภาคเกษตรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล และแรงงานทำงานบ้านที่นายจ้างมักไม่มองว่าตนเองมีสถานะเป็นนายจ้าง ยิ่งทำให้การเข้าถึงและเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปได้ยากขึ้น แถลงการณ์ยังระบุว่า เนื่องจากแรงงานข้ามชาติหลายคนมีประสบการณ์เกี่ยวกับระบบคุ้มครองทางสังคมในประเทศต้นทางค่อนข้างจำกัด จึงอาจขาดความรู้ความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสังคม โดยแรงงานข้ามชาติรายหนึ่งสะท้อนว่า "เราไม่สามารถตรวจสอบสิทธิหรือประวัติการส่งเงินสมทบทางออนไลน์ได้ง่ายเหมือนแรงงานไทย" ทั้งนี้ MMN ระบุว่าจะยังคงทำงานร่วมกับแรงงานข้ามชาติเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกองทุนประกันสังคม บันทึกและสะท้อนปัญหาที่แรงงานเผชิญ ตลอดจนสร้างโอกาสให้แรงงานสามารถสื่อสารโดยตรงกับสำนักงานประกันสังคม สำหรับข้อเสนอแนะ MMN เรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการ 6 ประการ เพื่อเสริมสร้างการเข้าถึงและประสิทธิผลของระบบประกันสังคม ประกอบด้วย หนึ่ง เพิ่มความเข้มแข็งในการติดตามตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้นายจ้างปฏิบัติตามหน้าที่ในการขึ้นทะเบียนและจ่ายเงินสมทบอย่างถูกต้อง สอง เพิ่มการประชาสัมพันธ์และการเข้าถึงแรงงาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียนครั้งแรก สาม ลดความซับซ้อนและระยะเวลาในกระบวนการขึ้นทะเบียนและการขอรับสิทธิประโยชน์ สี่ จัดให้มีล่ามและเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะเฉพาะด้านในการให้ความช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ ณ สำนักงานประกันสังคมเพิ่มมากขึ้น ห้า รับรองว่าแพลตฟอร์มออนไลน์ของกองทุนประกันสังคมสามารถเข้าถึงและใช้งานได้สำหรับแรงงานข้ามชาติ และหก เสริมสร้างความร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ เพื่อเข้าถึงแรงงานข้ามชาติในภาคเศรษฐกิจนอกระบบจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน แหล่งเกษตรกรรมสำคัญ และเขตเมือง เช่น กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (MMN) ก่อตั้งขึ้นในปี 2546 เป็นเครือข่ายระดับอนุภูมิภาคที่ประกอบด้วยองค์กรภาคประชาสังคมและสถาบันวิจัย ซึ่งทำงานเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของแรงงานข้ามชาติและครอบครัวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.mekongmigration.org * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * แรงงานข้ามชาติ * เครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง * MMN * ประกันสังคม * Mekong Migration Network
dlvr.it
September 7, 2026 at 7:34 AM
สหรัฐขยายคว่ำบาตร “ปรินซ์ กรุ๊ป” ลุยปราบเครือข่ายฟอกเงินไซเบอร์เอเชีย

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5970159/
#อาชญากรรมไซเบอร์ #ปรินซ์กรุ๊ป
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
June 24, 2026 at 4:04 AM
งานเครือcaปีหน้าแน่นมาก แง่นึงก็ดีที่จะมีงานไปทั้งปีแต่การมีงานถี่แบบนี้ก็สงสัยว่าคนมีกำลังซื้อรึเปล่า(…) รู้สึกว่างานมันเอมไปทางคอมเมอเชียลมากแล้วมันจะมีเสียงบ่นว่าขายงานไม่ออกเพิ่มขึ้นมากกว่ารึเปล่านะ //มองด้วยสายตาว่าถึงงานขยายตัวแต่งบคนซื้อไม่น่าเพิ่มตามขนาดนั้นอ่ะนะ
November 30, 2025 at 2:23 PM
T-Mobile ให้บริการเชื่อมต่อโทรศัพท์กับดาวเทียม Starlink แล้ว เริ่มที่ iPhone
T-Mobile ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ในอเมริกา เปิดให้ลูกค้าสามารถทดสอบเชื่อมต่อสัญญาณกับดาวเทียม Starlink ได้แล้ว โดยสถานะบริการยังเป็นเบต้า เริ่มต้นที่ iPhone รุ่นที่รองรับ (iPhone 14 ขึ้นไป) และต้องอัปเดตเป็นระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุด iOS 18.3 T-Mobile ประกาศความร่วมมือกับ Starlink มาตั้งแต่ปี 2022 และเริ่มทยอยเปิดบริการเริ่มที่การส่ง SMS ผ่านดาวเทียมเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นโทรศัพท์ที่รองรับมีเฉพาะซัมซุง ยังไม่มี iPhone การทำงานของระบบเชื่อมต่อจะไม่ได้ใช้ดาวเทียมเป็นค่าเริ่มต้น แต่จะเปลี่ยนมาเชื่อมต่อกับ Starlink ต่อเมื่อไม่พบสัญญาณของเครือข่าย T-Mobile เท่านั้น ทั้งนี้ T-Mobile บอกว่ามีแผนขยายบริการให้รองรับสมาร์ทโฟนทุกรุ่นที่สามารถเชื่อมต่อดาวเทียมได้ ที่มา: Bloomberg Topics: T-Mobile SpaceX Starlink Satellite Telecom iPhone Apple iOS 18
www.blognone.com
January 29, 2025 at 6:57 AM
ใครมีสิทธิเป็น 'นางสาว' เพศ อัตลักษณ์ และการรับรองทางกฎหมายในสังคมไทย
ใครมีสิทธิเป็น 'นางสาว' เพศ อัตลักษณ์ และการรับรองทางกฎหมายในสังคมไทย จุฑาภัค จันทรนคร วอล์เตอร์ส   sarayut Mon, 2026-03-23 - 17:46 บทนำ “กระเทยควรมีสิทธิใช้คำนำหน้าว่า ‘นางสาว’ หรือไม่” คำถามนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นถกเถียงร้อนแรงของสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา หลังมีการเรียกร้องให้รัฐเปิดทางให้หญิงข้ามเพศสามารถใช้คำนำหน้าที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองได้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดการอภิปรายอย่างกว้างขวางทั้งในสื่อมวลชนและเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีทั้งผู้ที่สนับสนุนในฐานะการขยายสิทธิของบุคคล และผู้ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับผลกระทบต่อโครงสร้างของระบบกฎหมายไทย (TNN Thailand, 2026) แม้ประเทศไทยมักถูกมองว่าเป็นสังคมที่เปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศ แต่ในทางกฎหมาย บุคคลข้ามเพศยังไม่สามารถเปลี่ยนเพศหรือคำนำหน้าในเอกสารราชการได้ ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีระบบ การรับรองเพศทางกฎหมาย (legal gender recognition) ที่อนุญาตให้บุคคลแก้ไขเพศในทะเบียนราษฎรหรือเอกสารทางราชการ ส่งผลให้บุคคลข้ามเพศจำนวนมากต้องใช้เอกสารที่ไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของตนเอง ซึ่งอาจสร้างอุปสรรคในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การสมัครงาน การติดต่อราชการ ไปจนถึงการเดินทางระหว่างประเทศ (Human Rights Watch, 2021) อย่างไรก็ตาม การถกเถียงเรื่องการเปลี่ยนคำนำหน้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคำถามเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลเท่านั้น หากแต่เชื่อมโยงไปถึงคำถามที่ลึกกว่านั้นเกี่ยวกับโครงสร้างของกฎหมายและการนิยามคำว่า “เพศ” ในสังคมสมัยใหม่ ระบบกฎหมายจำนวนมากทั่วโลกยังคงตั้งอยู่บนการแบ่งเพศแบบสองขั้วระหว่างชายและหญิง ซึ่งถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดสิทธิ หน้าที่ และมาตรการคุ้มครองในหลายบริบท ตั้งแต่กฎหมายครอบครัวไปจนถึงนโยบายสาธารณะด้านกีฬาและความปลอดภัย (WHO, 2019) ในขณะเดียวกัน หลายประเทศได้เริ่มทดลองแนวทางใหม่ในการรับรองเพศทางกฎหมาย บางประเทศเลือกใช้ระบบ self-identification ที่อนุญาตให้บุคคลกำหนดเพศทางกฎหมายตามอัตลักษณ์ของตนเอง ขณะที่บางประเทศยังคงกำหนดเงื่อนไขทางการแพทย์ เช่น การรักษาด้วยฮอร์โมนหรือการผ่าตัดยืนยันเพศ ก่อนที่จะสามารถเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายได้ แนวทางที่แตกต่างกันเหล่านี้สะท้อนความพยายามของรัฐในการหาสมดุลระหว่างการเคารพอัตลักษณ์ของบุคคลและการรักษาความชัดเจนของระบบกฎหมาย ข้อถกเถียงดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย หากแต่เป็นประเด็นที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ ตั้งแต่การกำหนดกฎการแข่งขันกีฬา การจัดสรรเรือนจำ ไปจนถึงการอภิปรายในวงการสตรีนิยมเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “ผู้หญิง” ในโลกที่อัตลักษณ์ทางเพศมีความหลากหลายมากขึ้น (Butler, 1990) บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ประเด็นการรับรองเพศทางกฎหมายผ่านกรอบสหสาขาวิชา โดยเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงของความเข้าใจทางจิตเวชเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศ ต่อด้วยการเปรียบเทียบกฎหมายของประเทศต่าง ๆ การถกเถียงเกี่ยวกับแนวคิด self-identification กรณีศึกษานโยบายสาธารณะ เช่น กีฬาและระบบเรือนจำ และการอภิปรายในทฤษฎีสตรีนิยมเกี่ยวกับการนิยามคำว่า “ผู้หญิง” การทำความเข้าใจประเด็นเหล่านี้อาจช่วยให้เห็นว่าการถกเถียงเรื่องคำนำหน้าทางเพศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาษา แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำถามที่กว้างกว่านั้นเกี่ยวกับวิธีที่สังคมสมัยใหม่จัดการกับความหลากหลายของมนุษย์ภายใต้กรอบของรัฐและกฎหมาย จาก “Gender Identity Disorder” สู่ความเข้าใจใหม่ทางจิตเวช ในช่วงศตวรรษที่ 20 วงการแพทย์และจิตเวชศาสตร์มักอธิบายอัตลักษณ์ทางเพศที่ไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิดผ่านกรอบของความผิดปกติทางจิต ภายใต้คำวินิจฉัยที่เรียกว่า Gender Identity Disorder (GID) แนวคิดนี้ปรากฏอยู่ทั้งในระบบจำแนกโรคขององค์การอนามัยโลก (ICD) และคู่มือวินิจฉัยโรคทางจิตเวชของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (DSM) ในบริบททางประวัติศาสตร์ การจัดประเภทดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากเจตนาที่จะตีตรา แต่สะท้อนความพยายามของวงการแพทย์ในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ยังมีข้อมูลจำกัด ในช่วงเวลานั้น นักวิชาการจำนวนมากมองว่าความไม่สอดคล้องระหว่างเพศกำเนิดกับอัตลักษณ์ทางเพศเป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษาทางจิตเวช ในขณะเดียวกันตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา งานวิจัยด้านจิตเวชและสาธารณสุขเริ่มตั้งคำถามกับกรอบคิดดังกล่าว นักวิจัยพบว่า ความทุกข์ทางจิตใจที่พบในบุคคลข้ามเพศจำนวนมากไม่ได้เกิดจากอัตลักษณ์ของตนเองโดยตรง แต่สัมพันธ์กับปัจจัยทางสังคม เช่น การเลือกปฏิบัติ การถูกตีตรา และความรุนแรงทางสังคม (Robles et al., 2016) ตัวอย่าง จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Psychiatry พบว่าความเครียดและภาวะซึมเศร้าในบุคคลข้ามเพศมีความสัมพันธ์อย่างมากกับประสบการณ์การถูกปฏิเสธจากครอบครัวและสังคม มากกว่าการมีอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างจากเพศกำเนิดเอง (Robles et al., 2016) ผลการศึกษาลักษณะนี้นำไปสู่การถกเถียงในวงการแพทย์ระดับนานาชาติว่า การจัดให้บุคคลข้ามเพศอยู่ในหมวดโรคทางจิตเวชอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะในแง่ของการสร้างตราบาปทางสังคม การถกเถียงดังกล่าว culminated ในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญขององค์การอนามัยโลก ในปี 2019 เมื่อ WHO ประกาศปรับปรุงระบบจำแนกโรค ICD-11 โดยย้ายภาวะที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ทางเพศออกจากหมวดโรคทางจิตเวช และใช้คำใหม่ว่า Gender Incongruence แทน ภายใต้ ICD-11 ภาวะดังกล่าวถูกจัดอยู่ในหมวด สุขภาพทางเพศ (sexual health) แทนหมวดความผิดปกติทางจิต ซึ่งสะท้อนความเข้าใจใหม่ว่าการเป็นบุคคลข้ามเพศไม่ใช่โรคทางจิต แต่เป็นความหลากหลายทางอัตลักษณ์ของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม WHO ไม่ได้ลบหมวดนี้ออกจากระบบจำแนกโรคทั้งหมด เหตุผลสำคัญคือ การมีรหัสทางการแพทย์ยังจำเป็นต่อการเข้าถึงบริการรักษา เช่น การรักษาด้วยฮอร์โมน การผ่าตัดยืนยันเพศ และการเบิกค่ารักษาพยาบาลในระบบประกันสุขภาพ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงของ ICD-11 มีเป้าหมายสองประการพร้อมกัน คือ 1 ลดการตีตราทางจิตเวช 2 คงช่องทางการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ นอกจากงานวิจัยด้านจิตเวชแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังพยายามศึกษาปัจจัยทางชีววิทยาที่อาจเกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ทางเพศ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์พบว่าบางส่วนของโครงสร้างสมองในบุคคลข้ามเพศมีลักษณะทางสถิติที่แตกต่างจากกลุ่มชายหรือหญิงตามชีววิทยา ซึ่งสะท้อนความซับซ้อนของพัฒนาการทางเพศในมนุษย์ (Flint et al., 2019) ผลการศึกษาดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าอัตลักษณ์ทางเพศสามารถอธิบายได้ด้วยชีววิทยาเพียงอย่างเดียว แต่ชี้ให้เห็นว่าเพศเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของหลายปัจจัย เช่น ชีววิทยา, พัฒนาการทางสมอง, ประสบการณ์ทางสังคม, วัฒนธรรม ดังนั้น ความเข้าใจร่วมสมัยของวงการแพทย์จึงมองว่าอัตลักษณ์ทางเพศเป็นปรากฏการณ์ที่มีความซับซ้อนมากกว่าการแบ่งเพศแบบสองขั้วอย่างง่าย การเปลี่ยนแปลงของ ICD-11 จึงไม่เพียงเป็นการแก้ไขคำวินิจฉัยทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่กว้างขึ้น ซึ่งพยายามลดการตีตราและสร้างระบบสุขภาพที่ตอบสนองต่อความหลากหลายของมนุษย์มากขึ้น กฎหมายการรับรองเพศทางกฎหมายในโลก: การเปรียบเทียบแนวทางระหว่างประเทศ เมื่อประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศได้รับความสนใจมากขึ้นในระดับสากล หลายประเทศเริ่มพัฒนากฎหมายเพื่อรับรองสถานะทางกฎหมายของบุคคลข้ามเพศ ในขณะเดียวกัน แนวทางที่ใช้ในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งในด้านเงื่อนไข กระบวนการ และหลักการทางกฎหมาย นักวิชาการด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนมักแบ่งระบบการรับรองเพศทางกฎหมายออกเป็นสามแนวทางหลัก ได้แก่ 1. โมเดลทางการแพทย์ (medical model) 2. โมเดลการประกาศตนเอง (self-identification) 3. โมเดลผสม (hybrid model) แต่ละโมเดลสะท้อนแนวคิดที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอัตลักษณ์ส่วนบุคคลและโครงสร้างทางกฎหมายของรัฐ 1. โมเดลทางการแพทย์ (Medical Model) ในระบบนี้ การเปลี่ยนเพศในเอกสารราชการจะต้องอาศัยหลักฐานทางการแพทย์ เช่น การรับรองจากแพทย์ การรักษาด้วยฮอร์โมน หรือการผ่าตัดยืนยันเพศ ประเทศที่ใช้แนวทางนี้ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ตัวอย่างใน ญี่ปุ่น กฎหมายว่าด้วยการรับรองเพศกำหนดให้บุคคลที่ต้องการเปลี่ยนเพศทางกฎหมายต้องผ่านการผ่าตัดก่อน และต้องได้รับการอนุมัติจากศาลครอบครัว จึงจะสามารถแก้ไขข้อมูลในทะเบียนครอบครัวได้ แนวทางนี้ตั้งอยู่บนหลักคิดว่าการเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายควรมีหลักฐานทางชีววิทยาที่ชัดเจน เพื่อรักษาความแน่นอนของกฎหมาย ในอีกบริบทหนึ่งโมเดลนี้ก็ถูกวิจารณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชน เนื่องจากการผ่าตัดอาจมีค่าใช้จ่ายสูงและไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงได้ 2. โมเดลการประกาศตนเอง (Self-Identification Model) โมเดลนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดว่าบุคคลควรมีสิทธิในการกำหนดเพศทางกฎหมายของตนเองโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางการแพทย์ ประเทศที่ใช้แนวทางนี้ ได้แก่ เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ มอลตา เบลเยียม สเปน ตัวอย่างที่ถูกกล่าวถึงบ่อยคือ กฎหมายของสเปนในปี 2023 ซึ่งอนุญาตให้บุคคลสามารถเปลี่ยนเพศในเอกสารราชการได้โดยการประกาศตนเองต่อหน่วยงานรัฐโดยไม่ต้องมีเอกสารทางการแพทย์ (Spanish Gender Law, 2023) แนวทางนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรสิทธิมนุษยชน เนื่องจากช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงการรับรองทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การใช้ self-identification ในบางประเทศก็ทำให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบต่อพื้นที่เฉพาะเพศ เช่น การแข่งขันกีฬา เรือนจำ พื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิง 3. โมเดลผสม (Hybrid Model) บางประเทศเลือกใช้แนวทางที่อยู่ระหว่างสองโมเดลข้างต้น โดยอนุญาตให้เปลี่ยนเพศทางกฎหมายได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แต่ยังต้องมีหลักฐานบางรูปแบบ เช่น การรับรองจากแพทย์ หรือการใช้ชีวิตในเพศนั้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง ประเทศที่ใช้แนวทางนี้ ได้แก่ เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ แคนาดา ตัวอย่างใน แคนาดา หลายจังหวัดอนุญาตให้บุคคลเปลี่ยนเพศในเอกสารราชการได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ต้องมีเอกสารรับรองจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ (Canadian Human Rights Commission, 2023) แนวทางนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้างสมดุลระหว่างการเคารพอัตลักษณ์ของบุคคลและการรักษาความชัดเจนของระบบกฎหมาย ภาพรวมของแนวโน้มระดับโลก การเปรียบเทียบกฎหมายของประเทศต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่า ไม่มีโมเดลใดที่ถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานสากล ประเทศในยุโรปตะวันตกจำนวนมากมีแนวโน้มใช้ระบบ self-identification มากขึ้น ขณะที่ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ยังคงใช้โมเดลทางการแพทย์ ความแตกต่างนี้สะท้อนบริบททางวัฒนธรรมและกฎหมายของแต่ละภูมิภาค รวมถึงวิธีที่สังคมมองความสัมพันธ์ระหว่างชีววิทยา อัตลักษณ์ และกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ การออกแบบกฎหมายเกี่ยวกับการรับรองเพศจึงไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันทั่วโลกได้ แต่ต้องพิจารณาความสมดุลระหว่างสิทธิของบุคคลและความชัดเจนของโครงสร้างทางกฎหมายของรัฐ การทบทวนแนวคิด Self-Identification และผลกระทบต่อบุคคลข้ามเพศที่ผ่าตัดแล้ว ในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา หลายประเทศเริ่มนำแนวคิดที่เรียกว่า self-identification มาใช้ในกฎหมายเกี่ยวกับการรับรองเพศทางกฎหมาย แนวทางนี้เปิดโอกาสให้บุคคลสามารถเปลี่ยนเพศในเอกสารราชการตามอัตลักษณ์ของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการประเมินทางการแพทย์หรือการผ่าตัดยืนยันเพศ (Gender self-identification laws, 2024) แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากหลักการด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งมองว่าอัตลักษณ์ทางเพศเป็นเรื่องของตัวบุคคล และรัฐไม่ควรกำหนดเงื่อนไขทางการแพทย์เพื่อรับรองตัวตนของใคร เมื่อกฎหมายลักษณะนี้เริ่มถูกนำไปใช้จริงในหลายประเทศ ก็เกิดคำถามใหม่เกี่ยวกับผลกระทบในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่กฎหมายต้องใช้คำว่า “ผู้หญิง” หรือ “ผู้ชาย” เป็นเกณฑ์กำหนดสิทธิ กรณีศึกษาที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางคือ สหราชอาณาจักร ซึ่งมีการถกเถียงเกี่ยวกับ self-identification มาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2025 ศาลสูงสุดของสหราชอาณาจักรได้วินิจฉัยในคดี For Women Scotland v. Scottish Ministers ว่าคำว่า “sex” ในกฎหมาย Equality Act ควรถูกตีความตามเพศทางชีววิทยา ไม่ใช่เพียงการประกาศอัตลักษณ์ของบุคคล (UK Supreme Court, 2025) คำพิพากษานี้สะท้อนความพยายามของศาลในการรักษาความชัดเจนของกฎหมาย โดยเฉพาะในบริบทที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ เช่น พื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิง การจัดสรรเรือนจำ หรือการแข่งขันกีฬา ในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐอเมริกาก็เผชิญข้อถกเถียงในลักษณะคล้ายกัน หลายรัฐได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดเพศในเอกสารราชการ ตัวอย่างเช่น กฎหมายของรัฐแคนซัสที่กำหนดให้เอกสารของรัฐต้องระบุเพศตามเพศกำเนิด ซึ่งนำไปสู่การฟ้องร้องจากองค์กรสิทธิมนุษยชนทันที (Reuters, 2026) สิ่งที่น่าสังเกตคือ ข้อถกเถียงเกี่ยวกับ self-identification ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อบุคคลที่ใช้ระบบดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อ บุคคลข้ามเพศที่ผ่านการผ่าตัดยืนยันเพศมาแล้ว บุคคลกลุ่มนี้จำนวนมากต้องผ่านกระบวนการทางการแพทย์ที่ยาวนาน ตั้งแต่การประเมินทางจิตเวช การรักษาด้วยฮอร์โมน ไปจนถึงการผ่าตัด ซึ่งบางครั้งอาจใช้เวลาหลายปีและต้องใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจจำนวนมาก เมื่อข้อถกเถียงเรื่อง self-identification ขยายตัวในสังคม บุคคลข้ามเพศที่ผ่านการผ่าตัดแล้วจึงมักถูกเหมารวมอยู่ในประเด็นเดียวกันกับการกำหนดเพศตามความสมัครใจ ทั้งที่ประสบการณ์ชีวิตของสองกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก นักวิชาการบางคนจึงตั้งข้อสังเกตว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ประสบการณ์ของบุคคลข้ามเพศที่ผ่านกระบวนการทางการแพทย์ถูกลดทอน เนื่องจากสังคมไม่แยกความแตกต่างระหว่างบุคคลที่ผ่านกระบวนการเปลี่ยนเพศทางการแพทย์  กับบุคคลที่กำหนดเพศตามอัตลักษณ์โดยไม่ใช้กระบวนการทางการแพทย์ ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเริ่มกลับมาทบทวนว่าแนวทาง medical model ซึ่งกำหนดให้การเปลี่ยนเพศทางกฎหมายต้องผ่านการรับรองทางการแพทย์ อาจยังมีบทบาทสำคัญในบางบริบทของกฎหมาย ผู้สนับสนุนแนวทางดังกล่าวมองว่า การมีหลักฐานทางการแพทย์ช่วยสร้างความชัดเจนให้กับระบบกฎหมาย โดยเฉพาะในกรณีที่รัฐต้องกำหนดนโยบายเกี่ยวกับพื้นที่เฉพาะเพศ เช่น เรือนจำหญิง หรือการแข่งขันกีฬา ในทางกลับกัน ฝ่ายที่สนับสนุน self-identification เห็นว่าการกำหนดเงื่อนไขทางการแพทย์อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อสิทธิของบุคคลข้ามเพศ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์ได้ ข้อถกเถียงนี้จึงสะท้อนคำถามสำคัญของสังคมร่วมสมัยว่า กฎหมายควรยึดอัตลักษณ์ของบุคคลเป็นหลักหรือควรใช้หลักฐานทางการแพทย์เป็นเกณฑ์กำหนดสถานะทางกฎหมาย คำตอบของคำถามนี้อาจไม่ได้มีเพียงทางเลือกเดียว แต่ต้องอาศัยการออกแบบนโยบายที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการเคารพศักดิ์ศรีของบุคคลและความชัดเจนของระบบกฎหมาย กรณีศึกษานโยบายสาธารณะ: กีฬาและเรือนจำหญิง หนึ่งในพื้นที่ที่ข้อถกเถียงเรื่องการกำหนดเพศทางกฎหมายปรากฏชัดที่สุดคือบริบทของ กีฬาแข่งขัน เนื่องจากการแข่งขันกีฬามีการแบ่งประเภทตามเพศเพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขัน การเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศจึงส่งผลต่อกฎเกณฑ์ขององค์กรกีฬาโดยตรง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา องค์กรกีฬาระดับนานาชาติหลายแห่งได้พยายามกำหนดเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าร่วมแข่งขันของนักกีฬาข้ามเพศ ตัวอย่างเช่น International Olympic Committee (IOC) ซึ่งเคยกำหนดแนวทางให้ trans women สามารถเข้าร่วมการแข่งขันประเภทหญิงได้ หากระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเป็นระยะเวลาหนึ่ง (IOC, 2021) ในทางกลับกันแนวทางดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในวงการกีฬา เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์บางส่วนให้เหตุผลว่าปัจจัยทางสรีรวิทยาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น เช่น มวลกล้ามเนื้อ ความหนาแน่นของกระดูก และความจุปอด อาจยังคงส่งผลต่อสมรรถนะทางกายภาพแม้ระดับฮอร์โมนจะถูกปรับแล้ว ด้วยเหตุนี้ องค์กรกีฬาบางแห่งจึงเริ่มปรับนโยบาย ตัวอย่างเช่น World Rugby ได้ประกาศในปี 2020 ว่า trans women จะไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันในประเภทหญิงระดับนานาชาติได้ โดยให้เหตุผลด้านความปลอดภัยของผู้เล่นและความเป็นธรรมในการแข่งขัน กรณีของกีฬาแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการกำหนดนโยบายที่ต้องพิจารณาทั้งสิทธิของบุคคลและหลักการแข่งขันที่เป็นธรรม ในอีกบริบทหนึ่ง ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศได้กลายเป็นหัวข้อถกเถียงในระบบ เรือนจำหญิง ของหลายประเทศ สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญข้อถกเถียงนี้อย่างชัดเจน หลังจากมีกรณีผู้ต้องขังที่เกิดเป็นชายแต่ระบุอัตลักษณ์เป็นหญิงถูกย้ายไปอยู่ในเรือนจำหญิง และต่อมาถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุล่วงละเมิดต่อผู้ต้องขังหญิงรายอื่น เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องทบทวนนโยบายเกี่ยวกับการจัดสรรเรือนจำสำหรับผู้ต้องขังข้ามเพศ และกำหนดเกณฑ์ใหม่ที่พิจารณาทั้งสถานะทางกฎหมาย ประวัติอาชญากรรม และการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย แนวทางนี้สะท้อนความพยายามของรัฐในการสร้างสมดุลระหว่างการเคารพอัตลักษณ์ของบุคคลกับการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ต้องขังหญิง กรณีศึกษาในทั้งสองบริบทแสดงให้เห็นว่า การกำหนดเพศทางกฎหมายไม่ได้ส่งผลเพียงต่อเอกสารราชการ แต่มีผลต่อการออกแบบนโยบายสาธารณะในหลายด้าน ตั้งแต่กีฬา การบริหารเรือนจำ ไปจนถึงการจัดพื้นที่เฉพาะเพศในสังคม ด้วยเหตุนี้ การถกเถียงเรื่องการรับรองเพศทางกฎหมายจึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นของอัตลักษณ์ส่วนบุคคล แต่ยังเกี่ยวข้องกับคำถามเชิงโครงสร้างว่า ระบบกฎหมายควรจัดการกับความหลากหลายทางเพศอย่างไรในบริบทของนโยบายสาธารณะ การถกเถียงในทฤษฎีสตรีนิยม: การนิยามคำว่า “ผู้หญิง” ในโลกสมัยใหม่ หนึ่งในข้อถกเถียงที่เข้มข้นที่สุดเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในเวทีการเมืองหรือกฎหมาย แต่ยังเกิดขึ้นภายในวงการ ทฤษฎีสตรีนิยม (feminist theory) เอง นักคิดในสายสตรีนิยมมีมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับคำถามพื้นฐานว่า “ผู้หญิง” ควรถูกนิยามอย่างไรในสังคมร่วมสมัย แนวคิดหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากในวงการสังคมศาสตร์คือแนวคิดของ Judith Butler นักปรัชญาและนักทฤษฎีเพศสภาพซึ่งเสนอว่าเพศไม่ได้เป็นเพียงข้อเท็จจริงทางชีววิทยา แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นผ่านวัฒนธรรม ภาษา และการปฏิบัติทางสังคม Butler อธิบายแนวคิดนี้ผ่านทฤษฎีที่เรียกว่า gender performativity ซึ่งเสนอว่าเพศเกิดขึ้นจากการกระทำและบทบาททางสังคมที่ถูกทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง (Butler, 1990) จากมุมมองนี้ เพศจึงไม่ใช่หมวดหมู่ที่คงที่ หากแต่เป็นกระบวนการที่ถูกสร้างและเปลี่ยนแปลงได้ตามบริบททางวัฒนธรรม แนวคิดดังกล่าวมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวด้านสิทธิของบุคคลข้ามเพศ เนื่องจากเปิดพื้นที่ให้สังคมยอมรับอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลาย ในอีกด้านหนึ่ง นักสตรีนิยมบางสายเสนอข้อกังวลที่แตกต่างออกไป กลุ่มที่มักถูกเรียกว่า gender-critical feminism ให้เหตุผลว่าเพศทางชีววิทยายังคงมีความสำคัญในหลายบริบททางสังคม เช่น นโยบายที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางเพศ สุขภาพของผู้หญิง หรือโควตาทางการเมือง นักคิดในสายนี้ตั้งคำถามว่า หากคำว่า “ผู้หญิง” ถูกกำหนดจากอัตลักษณ์เพียงอย่างเดียว อาจส่งผลให้หมวดหมู่ทางกฎหมายที่ใช้คุ้มครองผู้หญิงสูญเสียความชัดเจน ตัวอย่างเช่น นโยบายที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองผู้หญิงจากความรุนแรงทางเพศอาจต้องพึ่งพาความหมายของคำว่า “ผู้หญิง” ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ทางชีววิทยาและสังคม การถกเถียงระหว่างสองแนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ แต่สะท้อนคำถามเชิงทฤษฎีที่ลึกกว่านั้นเกี่ยวกับธรรมชาติของเพศในสังคมมนุษย์ เพศควรถูกนิยามจากชีววิทยาหรือจากอัตลักษณ์ของบุคคลหรือเป็นการผสมผสานของทั้งสองมิติ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ข้อถกเถียงนี้เริ่มปรากฏในเวทีนโยบายสาธารณะและกฎหมายของหลายประเทศ ตัวอย่างเช่น การอภิปรายในรัฐสภาหลายแห่งเกี่ยวกับกฎหมายการรับรองเพศทางกฎหมายมักสะท้อนมุมมองที่แตกต่างกันของนักคิดในสองสายนี้ ฝ่ายหนึ่งให้ความสำคัญกับการยอมรับอัตลักษณ์ของบุคคลและการลดการเลือกปฏิบัติ ขณะที่อีกฝ่ายเน้นความสำคัญของหมวดหมู่ทางกฎหมายที่ชัดเจนเพื่อใช้ในการออกแบบนโยบายคุ้มครองผู้หญิง ดังนั้น การถกเถียงภายในทฤษฎีสตรีนิยมจึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของนโยบายเกี่ยวกับเพศในหลายประเทศ เพราะเป็นพื้นที่ที่สังคมพยายามหาคำตอบต่อคำถามพื้นฐานว่า คำว่า “ผู้หญิง” ควรถูกนิยามอย่างไรในโลกที่อัตลักษณ์ทางเพศมีความหลากหลายมากขึ้น การอภิปรายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นเรื่องเพศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกฎหมายหรือชีววิทยา แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปรัชญา สังคมศาสตร์ และความเข้าใจของสังคมต่อความหลากหลายของมนุษย์ ในท้ายที่สุด การออกแบบกฎหมายเกี่ยวกับเพศจึงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งมิติของสิทธิส่วนบุคคลและความชัดเจนของโครงสร้างทางกฎหมาย เพื่อให้สามารถรองรับความหลากหลายของสังคมได้โดยไม่ทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งถูกละเลย ทางเลือกเชิงนโยบาย: การออกแบบกฎหมายที่สร้างสมดุลระหว่างอัตลักษณ์และโครงสร้างทางกฎหมาย เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ของหลายประเทศ จะเห็นได้ว่าการออกแบบกฎหมายเกี่ยวกับการรับรองเพศทางกฎหมายไม่ใช่เพียงคำถามทางสิทธิบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นคำถามเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับการทำงานของระบบกฎหมายทั้งหมด ระบบกฎหมายสมัยใหม่จำนวนมากยังคงตั้งอยู่บนการแบ่งเพศแบบสองขั้ว เนื่องจากกฎหมายหลายประเภทใช้หมวดหมู่ทางเพศเป็นเกณฑ์ในการกำหนดสิทธิ หน้าที่ และการคุ้มครอง เช่น กฎหมายครอบครัว นโยบายการแข่งขันกีฬา หรือมาตรการคุ้มครองผู้หญิงจากความรุนแรง ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงพยายามพัฒนาแนวทางที่สร้างสมดุลระหว่างสองหลักการสำคัญ ได้แก่ การเคารพอัตลักษณ์ของบุคคลและความชัดเจนของระบบกฎหมาย แนวทางหนึ่งที่ถูกเสนอในหลายประเทศคือ โมเดลการรับรองเพศแบบมีเงื่อนไขทางการแพทย์บางประการ โดยอนุญาตให้บุคคลที่ผ่านกระบวนการเปลี่ยนเพศทางการแพทย์ เช่น การรักษาด้วยฮอร์โมนหรือการผ่าตัด สามารถเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายได้ ผู้สนับสนุนแนวทางนี้มองว่า การมีหลักฐานทางการแพทย์ช่วยสร้างความชัดเจนให้กับระบบกฎหมาย ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้บุคคลข้ามเพศที่ดำรงชีวิตในเพศใหม่อย่างจริงจังได้รับการรับรองทางกฎหมาย นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนบางส่วนชี้ให้เห็นว่า การกำหนดเงื่อนไขทางการแพทย์อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อบุคคลบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์ได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านสุขภาพหรือเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ บางประเทศจึงพยายามพัฒนา โมเดลกฎหมายแบบหลายชั้น (multi-layer approach) ซึ่งแยกการรับรองอัตลักษณ์ออกจากนโยบายเฉพาะด้าน ตัวอย่างเช่น การรับรองเพศในเอกสารราชการ อาจใช้หลักการเคารพอัตลักษณ์ของบุคคล ขณะที่นโยบายในบางบริบท เช่น กีฬา หรือระบบเรือนจำ อาจใช้เกณฑ์เพิ่มเติมเพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเป็นธรรม แนวทางลักษณะนี้สะท้อนความพยายามของรัฐในการจัดการกับความซับซ้อนของประเด็นเพศในสังคมร่วมสมัย โดยยอมรับว่าบริบทต่าง ๆ อาจต้องใช้เกณฑ์ที่แตกต่างกัน ในท้ายที่สุด การออกแบบกฎหมายเกี่ยวกับเพศจึงไม่สามารถยึดหลักการเพียงด้านเดียวได้ แต่ต้องพิจารณาทั้งมิติของสิทธิ ความปลอดภัย ความเป็นธรรม และความชัดเจนของระบบกฎหมาย บทเรียนจากหลายประเทศแสดงให้เห็นว่า การถกเถียงเรื่องเพศทางกฎหมายไม่ได้เป็นเพียงข้อขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย แต่เป็นกระบวนการที่สังคมกำลังพยายามหาวิธีจัดการกับความหลากหลายของมนุษย์ในกรอบของรัฐสมัยใหม่ การหาจุดสมดุลระหว่างอัตลักษณ์ส่วนบุคคลและโครงสร้างทางกฎหมายจึงอาจเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของนโยบายสาธารณะในศตวรรษที่ 21 บทสรุปและข้อเสนอเชิงนโยบาย ในท้ายที่สุด การถกเถียงเรื่องการใช้คำนำหน้าทางเพศของบุคคลข้ามเพศมิใช่เพียงข้อขัดแย้งเชิงอัตลักษณ์ส่วนบุคคล หากแต่สะท้อนความท้าทายของรัฐในการออกแบบกฎหมายให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมร่วมสมัย ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างหลักสิทธิมนุษยชน ความชัดเจนของกฎหมาย และความไว้วางใจของสังคมโดยรวม ทางออกเชิงนโยบายจึงควรมุ่งไปสู่แนวทางแบบขั้นตอน (phased approach)  โดยในระยะเริ่มต้นอาจยึดหลักเกณฑ์ทางการแพทย์เป็นฐานสำหรับการเปลี่ยนคำนำหน้า เพื่อรักษาความชัดเจนทางกฎหมายและลดความขัดแย้งในสังคม  ขณะเดียวกันรัฐควรพัฒนากฎหมายลำดับรองหรือมาตรการทางสังคมเพื่อรองรับบุคคลข้ามเพศที่ยังไม่สามารถหรือไม่ประสงค์เข้ารับการผ่าตัด เช่น การรับรองอัตลักษณ์ในเอกสารบางประเภท หรือมาตรการคุ้มครองการเลือกปฏิบัติในชีวิตประจำวัน แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ลดแรงต้านทางสังคม และเปิดพื้นที่ให้เกิดการทบทวนเชิงวิชาการและเชิงกฎหมายในระยะยาว อันนำไปสู่การพัฒนาระบบกฎหมายที่สามารถรองรับความหลากหลายของมนุษย์ได้อย่างสมดุลและยั่งยืน     บรรณานุกรม Butler, J. (1990). Gender Trouble: Feminism and the Subversion of Identity. New York: Routledge. Canadian Human Rights Commission. (2023). Gender identity and gender expression in Canada. Ottawa: Government of Canada. Flint, J., Greenspan, R., & Kendler, K. (2019). How Genes Influence Behavior. Oxford University Press. Human Rights Watch. (2021). People Can’t Be Fit into Boxes: Thailand’s Need for Legal Gender Recognition. New York: Human Rights Watch. International Olympic Committee. (2021). IOC Framework on Fairness, Inclusion and Non-Discrimination on the Basis of Gender Identity and Sex Variations. Lausanne: IOC. Robles, R., Fresán, A., Vega-Ramírez, H., Cruz-Islas, J., Rodríguez-Pérez, V., & Domínguez-Martínez, T. (2016). Removing transgender identity from the classification of mental disorders: A Mexican field study for ICD-11. The Lancet Psychiatry. United Nations Development Programme. (2018). Legal Gender Recognition in Thailand: A Policy Review. Bangkok: UNDP Thailand. World Health Organization. (2019). International Classification of Diseases 11th Revision (ICD-11): Gender Incongruence. Geneva: WHO. World Rugby. (2020). Transgender Women in Women’s Rugby: Safety and Fairness Review. Dublin: World Rugby. Reuters. (2026). U.S. state debates legal definition of sex in official documents. Reuters News Agency. TNN Thailand. (2026). Debate over allowing transgender women to change legal title to “Miss” sparks discussion in Thailand.   * บทความ * การเมือง * วัฒนธรรม * สิทธิมนุษยชน * คำนำหน้านาม * สิทธิทางเพศ * เพศสภาพ
dlvr.it
March 23, 2026 at 12:43 PM
"สำหรับรุ่นพี่ที่ผ่านฤดูกาลในสถาบันแห่งนี้มามากกว่าผม... สีซากุระที่ 'ชัด' เกินไปแบบนี้ เป็นสัญญาณเตือนถึงเรื่องดีหรือเรื่องร้ายหรือครับ?"

เอียงคอถามด้วยความสงสัยแบบรุ่นน้องผู้ด้อยประสบการณ์ ทั้งที่ในใจกำลังเริ่มประเมินบางอย่างผ่านออร่าที่เขามองเห็นได้ด้วยดวงตาที่ผิดปกตินี้ ซึ่งกำลังแผ่ขยายมาจากตัวอีกฝ่ายด้วยความรื่นรมย์

คนคนนี้...จะมาเป็นเครือข่ายบุญคุณชั้นมังไกคนแรกของเขาได้คุ้มค่าไหมนะ?
April 2, 2026 at 6:14 AM
ชาวอินเดียเกือบ 7,000 คน ถูกช่วยกลับจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์อาเซียน ขณะที่หมู่บ้านห่างไกลกลายเป็นฐานแก๊งในประเทศ
ชาวอินเดียเกือบ 7,000 คน ถูกช่วยกลับจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์อาเซียน ขณะที่หมู่บ้านห่างไกลกลายเป็นฐานแก๊งในประเทศ วิทยากร บุญเรือง auser15 Tue, 2026-10-06 - 09:05 รัฐบาลอินเดียเปิดเผยต่อรัฐสภาว่า ระหว่างปี 2565 ถึง 2568 มีชาวอินเดียเกือบ 7,000 คนได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับจากขบวนการคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ลาว และเมียนมา โดยส่วนใหญ่ถูกหลอกด้วยประกาศรับสมัครงานปลอมก่อนถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวง ขณะเดียวกัน อินเดียเองก็มีเครือข่ายหลอกลวงในพื้นที่ชนบทที่ขยายตัวจากปัญหาความยากจนและการว่างงาน รวมถึงมีการถ่ายทอดวิธีการหลอกลวงกันเองภายในชุมชน ด้านตำรวจรัฐมหาราษฏระระบุว่ามีชาย 3 คนที่เคยได้รับความช่วยเหลือออกจากพื้นที่ KK Park ในเมียนมา กลับมาก่อตั้งกลุ่มหลอกลวงในอินเดีย แต่ยังไม่มีข้อมูลว่ามีผู้กระทำผิดในลักษณะดังกล่าวจำนวนเท่าใด ทำให้ข้อมูลในปัจจุบันยืนยันได้เพียงว่ามีความเชื่อมโยงกันระหว่างสองพื้นที่ผ่านตัวบุคคลและวิธีการหลอกลวง แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าขบวนการสแกมเมอร์ได้ย้ายฐานจากต่างประเทศมายังอินเดีย * รัฐบาลอินเดียแจ้งรัฐสภาเมื่อกุมภาพันธ์ 2026 ว่าช่วยพลเมืองกลับได้ 6,998 คนจากศูนย์สแกมในช่วงปี 2022 ถึง 2025 แยกเป็นกัมพูชา 2,533 คน ลาว 2,297 คน และเมียนมา 2,168 คน ก่อนหน้านี้รัฐบาลเปิดเผยตัวเลข 2,471 คน สำหรับช่วงถึงพฤษภาคม 2025 ส่วนจำนวนผู้ที่ยังติดค้าง รัฐบาลระบุว่าไม่ทราบแน่ชัด เพราะผู้ที่ไปถึงศูนย์เหล่านี้เดินทางผ่านนายหน้าที่ไม่สุจริตและเส้นทางผิดกฎหมาย * ตำรวจนครพิมพรี-จินจ์วาดในรัฐมหาราษฏระจับชาย 3 คนเมื่อปลายมีนาคม 2026 ตำรวจระบุว่าทั้ง 3 คนถูกช่วยออกจาก KK Park เมื่อมกราคม 2026 และใช้ทักษะที่เรียนรู้ที่นั่นตั้งกลุ่มหลอกลวงในนวีมุมไบ โดยบัญชีม้า (บัญชีธนาคารที่ใช้รับเงินแทนผู้หลอก) เกือบ 24 บัญชีเชื่อมกับอย่างน้อย 120 คดีทั่วประเทศ * งานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อพฤษภาคม 2026 พบว่าความยากจน การว่างงาน และคอร์สสอนหลอกลวงทำให้การหลอกลวงเป็นแหล่งรายได้ของคนหนุ่มสาวในพื้นที่จามตารา ส่วนตำรวจมถุราในรัฐอุตตรประเทศตรวจสอบ 18 หมู่บ้านและควบคุมตัว 312 คน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าผู้ที่กลับจากศูนย์สแกมเข้าไปอยู่ในเครือข่ายเหล่านี้กี่คน ตำรวจอินเดียบุกทลายฐานแก๊งไซเบอร์ในรัฐราชสถาน เมื่อเดือนมกราคม 2026 หลังพบเครือข่ายส่ง WhatsApp ปลอมอ้างเป็นใบสั่ง e-Challan หลอกเหยื่อดาวน์โหลดไฟล์ APK ก่อนดูดเงินจากบัญชีธนาคาร ตำรวจยึดโทรศัพท์ 70 เครื่อง ซิมการ์ด 467 ซิม และอุปกรณ์ที่ใช้ก่ออาชญากรรมจำนวนมาก | ภาพจาก: NewsCrab  ชาวอินเดียหลายพันคนถูกส่งกลับประเทศหลังถูกหลอกไปทำงานในศูนย์สแกม หรือ "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ซึ่งเป็นสถานที่ที่กลุ่มอาชญากรใช้หลอกลวงคนทางออนไลน์ ในกัมพูชา ลาว และเมียนมา ขณะเดียวกัน อินเดียมีเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในหมู่บ้านชนบทของตัวเองมาหลายปี ตำรวจรัฐมหาราษฏระรายงานคดีหนึ่งที่ผู้ถูกช่วยออกจากศูนย์สแกมในเมียนมาถูกกล่าวหาว่ากลับมาตั้งกลุ่มหลอกลวงในอินเดีย ผู้บัญชาการตำรวจในคดีนี้ระบุว่าเครือข่ายหลอกลวงข้ามประเทศสร้างผู้ปฏิบัติงานที่นำรูปแบบเดียวกันมาใช้ในอินเดีย "เหยื่อ" ถูกช่วยกลับจากศูนย์สแกมเพิ่มเป็น 6,998 คน หลายคนถูกหลอกด้วยโฆษณางาน สถานทูตอินเดียในลาว ช่วยเหลือชาวอินเดีย 67 คน จากศูนย์สแกมในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ เมื่อช่วงเดือนมกราคม 2025 | ภาพจาก: @IndianEmbLaos เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 รัฐบาลอินเดียชี้แจงต่อรัฐสภาว่า ระหว่างปี 2022-2025 ได้ช่วยเหลือพลเมืองอินเดียที่ถูกหลอกไปทำงานในศูนย์สแกมในกัมพูชา ลาว และเมียนมา กลับประเทศรวม 6,998 คน แบ่งเป็นกัมพูชา 2,533 คน ลาว 2,297 คน และเมียนมา 2,168 คน โดยคีร์ติ วาร์ธาน ซิงห์ (Kirti Vardhan Singh) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ให้ข้อมูลดังกล่าวในเอกสารตอบกระทู้ถามเรื่องการค้ามนุษย์และการหลอกลวงแรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัวเลขชุดนี้ต่างจากที่เคยรายงานก่อนหน้า ซึ่งทำให้เทียบกันโดยตรงไม่ได้ โดยก่อนหน้านั้นสื่ออินเดียเคยสรุปยอดช่วยเหลือระหว่าง มกราคม 2022 - พฤษภาคม 2025 ไว้ที่ 2,471 คน (ลาว 1,089 คน กัมพูชา 800 คน เมียนมา 582 คน) ส่วนในเดือน ธันวาคม 2025 รัฐบาลเคยตอบกระทู้ในราชยสภา (สภาสูง) ว่าช่วยเหลือได้แล้วกว่า 6,700 คน แบ่งเป็นกัมพูชา 2,265 คน ลาว 2,290 คน และเมียนมา 2,165 คน แต่ไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่นับยอดไว้ชัดเจน ซิงห์ระบุในคำตอบว่ารัฐบาลทราบว่ามีบริษัทที่ไม่น่าไว้ใจเสนองานปลอมเพื่อล่อชาวอินเดียไปกัมพูชา เมียนมา และลาว เพื่อให้ทำอาชญากรรมไซเบอร์และการฉ้อโกงจากศูนย์สแกม มีรายงานว่าผู้ที่ถูกล่อรวมถึงวิศวกรซอฟต์แวร์และคนหางานรุ่นใหม่ และมักพบข้อเสนองานผ่านช่อง Telegram กลุ่ม WhatsApp และโพสต์หางานบนโซเชียลมีเดีย กรณีล่าสุดที่มีรายงานเกิดขึ้นในรัฐกรณาฏกะ กองบัญชาการไซเบอร์รัฐกรณาฏกะ ช่วยชายหนุ่ม 2 คนที่ถูกหลอกด้วยข้อเสนองานออกจากศูนย์สแกมในเมียนมาที่กลุ่มจีนควบคุม เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2026 มีรายงานว่าการช่วยเหลือประสานงานกับศูนย์ประสานงานอาชญากรรมไซเบอร์อินเดีย สำนักงานบังคับใช้กฎหมาย และสถานทูตอินเดียในเมียนมา ปรานับ โมฮันตี (Pranab Mohanty) อธิบดีตำรวจประจำกองบัญชาการ กล่าวว่าการประสานงานหลายหน่วยงานทำให้ช่วยออกมาได้ในเวลาสั้นมาก ชายทั้ง 2คน มาจากเขตโกลาร์ รัฐกรณาฏกะ เห็นโฆษณารับสมัครงานต่างประเทศบน Facebook จึงเดินทางไปตามที่นัดหมาย ก่อนถูกพาต่ออีก 440 กิโลเมตรไปยังศูนย์สแกมในรัฐกะเหรี่ยงของเมียนมา และเพิ่งรู้ตัวในวันรุ่งขึ้นว่าไม่ได้ทำงานกับบริษัทจริงตามที่ถูกกล่าวอ้าง ตำรวจรัฐกรณาฏกะจึงเตือนผู้หางานให้ระวังข้อเสนองานเงินเดือนสูงผิดปกติ โดยเฉพาะตำแหน่งไอที ฝ่ายบริการลูกค้า คีย์ข้อมูล และการตลาดออนไลน์ ที่ต้องเดินทางไปต่อยังไทย เมียนมา ลาว หรือกัมพูชา ในเมียนมา ศูนย์สแกม KK Park ในเขตเมียวดีถูกบุกค้นเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2025 มีผู้คนกว่า 1,500 คนจาก 28 ชาติหนีข้ามไปไทย รวมถึงชาวอินเดียราว 500 คน ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ามีคนทำงานที่ KK Park ราว 20,000 คน ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นชาวจีน เครือข่ายสแกมในหมู่บ้านอินเดียมีมาก่อนและขยายตัวด้วยปัจจัยภายในประเทศ ตำรวจอินเดียปิดล้อมหมู่บ้าน 4 แห่งในเมืองมถุรา รัฐอุตตรประเทศ เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2025 ในปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งหลอกลวงทางไซเบอร์ โดยระดมกำลังตำรวจราว 300 นาย และควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 42 คน | ภาพจาก: Jagran "จามตารา" (Jamtara) เป็นเขตในรัฐฌารขัณฑ์ ที่สื่อในอินเดียรายงานเรื่องการหลอกลวงออนไลน์มาตั้งแต่ปี 2016 ประชากรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรยากจนและคนหนุ่มสาวที่ไม่มีงานทำ งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศนานาชาติไฮเดอราบาด ตีพิมพ์ในวารสาร Humanities and Social Sciences Communications เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ผู้วิจัยวิเคราะห์ข่าว 92 ชิ้นที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2016 และสัมภาษณ์ผู้กระทำผิดจากจามตารา 4 คน งานวิจัยระบุปัจจัยที่ทำให้การหลอกลวงเป็นทางหารายได้ของคนหนุ่มสาวในพื้นที่ ได้แก่ ความยากจน การว่างงาน การควบคุมของตำรวจที่ไม่เพียงพอ กฎหมายไซเบอร์ที่อ่อน และการทุจริตทางการเมือง ผู้วิจัยพบด้วยว่ามีคอร์สอบรมแบบไม่เป็นทางการที่สอนวิธีหลอกลวง และมีบริการอาชญากรรมไซเบอร์แบบจ้างทำ (cybercrime-as-a-service) ที่ผู้มีประสบการณ์จัดหาเครื่องมือ บัญชีม้า และซิมปลอมให้ผู้เริ่มต้น งานวิจัยระบุว่าธุรกิจหลอกลวงจำนวนมากดำเนินงานแบบครอบครัวและสืบทอดข้ามรุ่น งานวิจัยระบุว่ารายงานข่าวปี 2023 เริ่มกล่าวถึงการแพร่ของรูปแบบเดียวกันไปยังเขตภรัตปุระ และนุห์ รวมถึงหมู่บ้านใกล้เคียง งานวิจัยอ้างข้อมูลว่าคดีราว 60% มาจากเพียง 5 เขต ได้แก่ ภรัตปุระ 18% มถุรา 12% นุห์ 11% เดโอฆาร 10% และจามตารา 9.6% ผู้วิจัยอ้างข้อมูลกระทรวงมหาดไทยอินเดียด้วยว่าในปี 2023 มีคดีไซเบอร์ที่รายงานในอินเดียมากกว่า 1 ล้านคดี และความเสียหายเกิน 110 ล้านดอลลาร์ ในรัฐอุตตรประเทศ ตำรวจมถุราใช้ฉายา "Mini Jamtara" เรียกกลุ่มหมู่บ้านที่พบคดีหลอกลวงซ้ำๆ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 ตำรวจตรวจสอบเครือข่ายใน 18 หมู่บ้าน ควบคุมตัว 312 คน และตรวจเบอร์โทรศัพท์ 7,000 เบอร์กับบัญชีธนาคาร 1,400 บัญชี การสอบสวนพบว่าเครือข่ายแบ่งงานเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 หาเครื่องมือ เช่น บัญชีม้า ซิมปลอม และบัตรเอทีเอ็ม กลุ่มที่ 2 โทรหาเหยื่อหรือหลอกผ่านเว็บไซต์ปลอม และกลุ่มที่ 3 โอนเงินต่อหลายบัญชีข้ามรัฐเพื่อฟอกเงิน หมู่บ้านเทวสรัส ในเขตนี้มีประชากรราว 7,000 คน ตำรวจประเมินว่าราว 60% ของประชากรพึ่งรายได้จากการหลอกลวงออนไลน์ทางตรงหรือทางอ้อม เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2025 ตำรวจราว 400 นายค้นหมู่บ้านนานเกือบ 12 ชั่วโมง ระบุตัวผู้ต้องสงสัย 42 คน และจับได้ 37 คน ตำรวจระบุว่าผู้ต้องสงสัยราว 120 คนหนีข้ามชายแดนรัฐราชสถานซึ่งอยู่ห่างราว 5 กิโลเมตร ตำรวจระบุด้วยว่าผู้ถูกระบุตัวจำนวนมากเรียนถึงเพียงชั้นที่ 5 หรือชั้นที่ 8 และการฝึกมักทำในบ้านโดยผู้ที่มีประสบการณ์ ตำรวจกับนักวิจัยมองตรงกันอีกเรื่องหนึ่ง ข้อมูลที่ชัดที่สุดเกี่ยวกับผู้ถูกช่วยกลับมากระทำผิดมาจากคดีในรัฐมหาราษฏระ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าชาย 3 คน เดินทางไปไทยเมื่อสิงหาคม 2025 หลังเห็นโฆษณางานเงินเดือนสูงในกรุงเทพฯ บนโซเชียลมีเดีย แล้วถูกพาไปยัง KK Park ตำรวจระบุว่าทั้ง 3 คน ถูกบังคับให้ทำสแกมหลอกลงทุนหุ้น สแกมงานเสริม สแกมหลอกรัก และสแกมอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จับกุมทางออนไลน์กับเหยื่อชาวอินเดีย ทั้ง 3 รู้จักกันที่นั่นและแลกเปลี่ยนช่องทางติดต่อ ตำรวจระบุว่าทั้ง 3 คน ถูกช่วยออกมาในปฏิบัติการร่วมของทางการเมียนมาและหน่วยงานนานาชาติเมื่อมกราคม 2026 และเดินทางกลับอินเดีย หลังกลับมา ทั้ง 3 รวมกลุ่มกันที่ย่านเนรูล ในนวีมุมไบ และเริ่มหลอกลวงร่วมกับผู้ต้องสงสัยบางคนที่เชื่อมโยงกับขบวนการที่ทำงานจาก KK Park คดีเริ่มจากนักธุรกิจคนหนึ่งและบิดามารดาในพิมพรี-จินจ์วาด ถูกหลอกลงทุนหุ้นผ่านแอปปลอมเมื่อต้นกุมภาพันธ์ 2026 เสียเงิน 2.1 โครร์รูปี (1 โครร์เท่ากับ 10 ล้าน) ผู้หลอกอ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญตลาดหุ้น ตำรวจนครพิมพรี-จินจ์วาด ตามเส้นทางเงินและพบว่าเงินส่วนใหญ่ถูกโอนเข้าบัญชีบริษัทเอกชนในนวีมุมไบ ปลายมีนาคม ตำรวจจับนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อายุ 42 ปีจากเนรูล ซึ่งเป็นผู้จดทะเบียนบริษัทดังกล่าว จากนั้นจับชายจากจาลันธาร์และดาร์จีลิงที่ย้ายมาทำงานกับเขา ตำรวจระบุว่าทั้ง 3 คนคือผู้ที่ถูกช่วยออกจาก KK Park ตำรวจตรวจค้นสถานที่ในเนรูลและพบชุดเอกสารบัญชีธนาคาร สมุดเช็ค บัตรเดบิต และซิมที่ผูกกับบัญชีม้าเกือบ 24 บัญชี รวมทั้งเครื่องรูดบัตรและตราประทับบริษัทหลายอัน ตำรวจระบุว่าบัญชีเหล่านี้เชื่อมกับอย่างน้อย 120 คดีทั่วประเทศ และมียอดธุรกรรมอยู่ในช่วง 2 โครร์ถึง 18 โครร์รูปี ตำรวจยังพบว่าทั้ง 3 ซื้อชื่อโดเมนเพื่อสร้างเว็บไซต์ธุรกิจปลอม และเตรียมย้ายไปฟาร์มเฮาส์ใกล้มุมไบ ซึ่งอาจอยู่ในพื้นที่คาร์จัต ตำรวจจับผู้ให้การสนับสนุนในพื้นที่เพิ่มอีก 2 คน ปัจจุบัน ทั้ง 3 คนยังถูกคุมขัง วิโนย กุมาร เชาเบย์ (Vinoy Kumar Choubey) ผู้บัญชาการตำรวจนครพิมพรี-จินจ์วาด กล่าวว่าเครือข่ายหลอกลวงเหล่านี้หลอกใช้เยาวชนอินเดียจำนวนมาก และทำให้เกิดกลุ่มผู้ปฏิบัติงานที่ผ่านการฝึก ซึ่งอาจนำรูปแบบเดียวกันมาใช้ในประเทศ งานวิจัยจามตาราระบุว่าการหลอกลวงประเภทนี้ใช้การ "หลอกให้เหยื่อเชื่อใจ" (social engineering) เป็นหลัก ซึ่งทำได้ด้วยการฝึกเพียงเล็กน้อยและบทพูดที่เตรียมไว้ โดยอ้างงานปี 2024 ของซาร์การ์และชุกลาที่ศึกษาเหยื่อค้ามนุษย์ในฐานะทั้งเป้าหมายและผู้กระทำในอาชญากรรมไซเบอร์ ข้อมูลที่รัฐเปิดเผยและช่องว่างที่ยังอยู่ ซิงห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงต่อรัฐสภาว่าไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดของชาวอินเดียที่ติดค้างในประเทศเหล่านี้ เพราะผู้ที่ไปถึงศูนย์สแกมเดินทางด้วยตนเองผ่านนายหน้าที่ไม่สุจริตและช่องทางผิดกฎหมาย ผู้ที่โทรหลอกจากศูนย์เหล่านี้จำนวนมากเป็นเหยื่อที่ถูกหลอกไปทำงานด้วยข้อเสนองานปลอม และถูกทำร้ายร่างกายเมื่อพยายามออก ทั้งนี้แรงงานจำนวนมากถูกค้ามนุษย์ ส่วนบางคนไปด้วยความสมัครใจเพื่อรายได้สูง และเจ้าหน้าที่ต้องแยกเหยื่อค้ามนุษย์ออกจากผู้ที่สมัครใจทำสแกม งานวิจัยระบุว่ากฎหมายอาญาฉบับใหม่ของอินเดียนิยามอาชญากรรมองค์กรให้รวมอาชญากรรมไซเบอร์ โดยหมายถึงกลุ่มตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปที่ทำกิจกรรมผิดกฎหมายต่อเนื่องและใช้ความรุนแรงหรือการบังคับเพื่อผลประโยชน์ ทั้งนี้ตำรวจมถุรากำลังประเมินการใช้ข้อหาอาชญากรรมองค์กรร่วมกับข้อหาฉ้อโกงและกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ทริเวนี ซิงห์ (Triveni Singh) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์และอดีตนายตำรวจอินเดีย เห็นว่าการทลายปฏิบัติการเหล่านี้ต้องมุ่งที่โครงสร้างพื้นฐานของเครือข่าย มากกว่าการจับกุมผู้ต้องสงสัยเป็นรายคน. ที่มา:  UP’s Mini Jamtara: A Mathura Village Where Cyber Fraud Has Become A Way Of Life (Biswajeet Banerjee, Free Press Journal, 14 December 2025)  Nearly 7,000 Indians rescued from Cambodia, Myanmar, Laos cybercrime compounds since 2022: Centre (Scroll Staff, Scroll.in, 6 February 2026)  Rescued from Myanmar’s scam compound, three men arrested in Pune for running a cybercrime operation in India (OpIndia Staff, OpIndia, 11 May 2026) Understanding Jamtara cybercriminals: poverty, opportunity, and the rise of organized criminal networks (Gargi Sarkar et al., Humanities and Social Sciences Communications, 23 May 2026)  * รายงานพิเศษ * ต่างประเทศ * ไอซีที * สแกมเมอร์ * แก๊งคอลเซ็นเตอร์ * อินเดีย * อาชญากรรมออนไลน์
dlvr.it
October 6, 2026 at 2:15 AM
ดีลมูลค่ามหาศาลใน Gastech2026 แต่ใครกันแน่ที่ต้องแบกรับภาระจากภาวะ 'โลกเดือด'?
ดีลมูลค่ามหาศาลใน Gastech2026 แต่ใครกันแน่ที่ต้องแบกรับภาระจากภาวะ 'โลกเดือด'? ภาพจาก กรีนพีซ ประเทศไทย admin666 Wed, 2026-09-16 - 21:57 16 ก.ย. 2569 ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย กรีนพีซ ประเทศไทย และองค์กรเครือข่ายจัดเสวนาสะท้อนปัญหาจากการขยายตัวอุตสาหกรรมพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ที่ส่งผลต่อภาวะโลกรวนและกระทบต่อการดำรงชีวิตมนุษย์ และขณะนี้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ Gastech2026 อยู่ที่ไบเทคบางนา กรุงเทพ โดยมีทั้งหน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจมาร่วมทำข้อตกลงในการขยายอุตสาหกรรมพลังงาน การเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นในชื่อ “ภาพลวงตาของอุตสาหกรรมฟอสซิล : สำรวจอำนาจของภาคธุรกิจ เส้นทางการเงินและต้นทุนที่ซ้อนเร้นในงาน Gastech2026” โดยมีทั้งองค์กรภาคประชาสังคมและตัวแทนจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานก๊าซในพื้นที่มานำเสนอปัญหาของอุตสาหกรรมพลังงานที่กำลังขยายเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการพัฒนาที่กระทบต่อการทำมาหากินและสุขภาพของชุมชนรอบๆ ทั้งฉะเชิงเทรา ระยอง และปราจีนบุรี ดีลใน Gastech2026 มีเพื่อขยายอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล  มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านสภาพอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากกรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวถึง การประชุม Gastech2026 เป็นการประชุมที่รัฐบาลและบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจพลังงานฟอสซิลมาทำข้อตกลงและขยายสัญญาการซื้อขายก๊าซระยะยาว การสร้างวาทกรรมใหม่ให้กับการคงอยู่และขยายตัวของอุตสาหกรรม LNG เอาไว้ต่อไปหลังเกิดวิกฤตสงครามที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ  มนูญ วงษ์มะเซาะห์ แม้ว่าเดิมทีการประชุม Gastech เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เกิดการพูดคุยทำข้อตกลงเพื่อขยายอุตสาหกรรมฟอสซิล จากเดิมที่เคยเป็นเพียงการประชุมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในลอนดอนเมื่อปี 2015 แต่ก็พัฒนามาจนกลายเป็นเวทีประชุมขนาดใหญ่ระดับโลก โดยปีนี้กระทรวงพลังงานของไทยก็เป็นเจ้าภาพหลักพร้อมโฆษณาว่าเป็นงานโชว์นิทรรศการและการประชุมแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีแก๊ส และเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน อีกทั้งยังรวมถึงเรื่องดาต้าเซนเตอร์และเอไอด้วย โดยมีสปอนเซอร์และผู้ร่วมจัดหลักของงานเป็นบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง Chevron Exxon และ Shell ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดวาระของการประชุมพร้อมกับมีบริษัทด้านพลังงานของไทยเป็นผู้ร่วมจัดด้วยเช่น ปตท. และ Gulf ด้วย มนูญกล่าวว่าเวทีนี้จึงเป็นการรวมผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลระดับโลกและระดับประเทศมาเจอกัน ทำให้มีเรื่องต้องจับตาเช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายลงทุนของอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย และยังมีเรื่อง “ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593” หรือ PDP 2026 ซึ่งแผนดังกล่าวนี้ยังคงมีการคาดการณ์ถึงการใช้พลังงานจากแก๊สอยู่ตลอดในทุกฉากทัศน์ของแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในแผน PDP2026  “คำถามสำคัญที่เราถามก็คือใครจะต้องจ่ายค่าความสูญเสียหรือภาระระลอกใหม่จากการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่เกิดขึ้นในการประชุม Gastech ครั้งนี้ จึงไปตั้งคำถามกับสิ่งที่รัฐบาลไทยไปส่งเสริมกำลังสร้างภาระให้กับประชาชนด่านหน้าในภาคตะวันออกทั้งฉะเชิงเทรา ระยอง ปราจีนบุรี และชลบุรีที่อยู่ในเขต EEC” ตัวแทนจากกรีนพีซกล่าว บริษัทพลังงานต้องร่วมรับผิดชอบภาวะ "โลกเดือด" มนูญกล่าวถึงบริษัทพลังงานรายใหญ่ที่มาเป็นผู้ร่วมจัดงาน Gastech ก็ถือเป็นอาชญากรทางด้านสิ่งแวดล้อมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดติด 10 อันดับแรกของโลก ไม่ว่าจะเป็น Chevron อันดับ 4 Exxon อันดับ 5 และ Shell อันดับ 9  ส่วนบริษัทในเอเชียที่เข้าร่วมอกจากของประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียแล้ว ของไทยก็ยังมีบริษัทบ้านปูและบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.อันดับที่ 100 และ 125 ตามลำดับ  “วิกฤตโลกเดือดไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่มันเกิดโดยมีผู้ก่อ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการรับผิดรับชอบต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจและต้องคำนึงถึงความสำคัญในการมุ่งไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สะอาดและเป็นธรรมเพื่อลดวิกฤตโลกเดือดให้กับประชาชนอีก 99%” มนูญกล่าวว่างาน Gastech ที่พื้นที่ของการทำข้อตกลงเพื่อขยายการทำอุตสาหกรรมฟอสซิล เพราะงานในปี 2015 เปโตรไชน่าลงนามข้อตกลงหลายฉบับเพื่อซื้อขาย LNG ในระยะยาวและยังมีบริษัทอื่นๆ จำนวนมากที่เข้าไปทำข้อตกลงเพื่อขยายอุตสาหกรรมฟอสซิลและโครงสร้างการผลิตและใช้พลังงานฟอสซิลด้วยเช่นกัน ใน Gastech ปีนี้เพียงแค่ผ่านมา 1 วันบริษัทอย่าง BGrimm Power PCL ก็ทำข้อตกลงในการทำห่วงโซ่อุปทานของกังหันก๊าซที่ใช้ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานก๊าซ และเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยก็ออกมายอมรับว่าสามารถบรรลุข้อตกลงมูลค่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และช่วยตอกย้ำศักยภาพของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานโลกด้วย นอกจากเรื่องมูลค่าทางธุรกิจจากข้อตกลงที่เกิดขึ้นภายในงาน ตัวแทนจากกรีนพีซยังยกตัวอย่างการกำหนดวาทกรรมและวาระการผลิตการใช้พลังงานฟอสซิลต่อไปมากมายจากทั้งรัฐบาลไทยและบริษัทเอกชนไทยและต่างประเทศด้วย เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทยที่บอกว่าแก๊สยังต้องไปต่อและเป็นส่วนสำคัญในอุตสหากรรมของไทย  หรือบริษัทพลังงานรายใหญ่ 5 รายพูดในงานว่าจำเป็นต้องฟื้นฟูห่วงโซ่อุปทานของแก๊ซกลับขึ้นมาหลังเกิดวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง โดย Shell ได้พูดถึงการทำสัญญาซื้อขายระยะยาวให้มากขึ้นเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน หรือ Chevron เองก็พูดในงานไปในทางเดียวกัน ส่วน Exxon ก็พูดถึงการเพิ่มกำลังผลิต LNG เป็นสองเท่าและมองว่าเอเชียจะเป็นตลาดสำคัญในอนาคตเนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นจากธุรกิจดาต้าเซนเตอร์และการใช้เอไอ ไปจนถึงการผูกเรื่องความมั่นคงทางพลังงานกับการรักษาตลาด LNG เอาไว้ ไทยยังวางแผนใช้ก๊าซต่อไปเรื่อยๆ  ส่วนผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง ปตท.ก็ยังมองว่ายังต้องนำเข้า LNG อีก 20-30 ปีโดยทำควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนและยังสำคัญต่อไทย ส่วน BGrimm บอกว่าพลังงานจากก๊าซธรรมชาติยังสามารถอยู่ร่วมกับการใช้พลังงานหมุนเวียนได้เพราะต้องใช้พลังงาน 24 ชั่วโมง ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ก็กล่าวถึงการจัดหา LNG ในระยะยาวไปจนถึงการใช้พื้นที่รองรับ LNG ในมาบตาพุด 2 และมาบตาพุด 3 โดยเชื่อมโยงกับความพยายามเชื่อมพาวเวอร์กริดในอาเซียนด้วย มนูญมองว่าวาทกรรมเหล่านี้เป็นมองภาพการขยายตัวอุตสาหกรรมพลังงานก๊าซ และเมื่อเทียบกับแผน PDP2026 ก็เห็นชัดเจนว่าทุกช่วงและทุกทางเลือกยังคงมีการใช้พลังงานก๊าซทั้งหมด จากแผนจะเห็นภาพชัดว่าการใช้ก๊าซในการผลิตพลังงานจะคงอยู่กับคนไทยไปอีกนาน และจะยังคงมีการนำเข้า LNG อยู่  ภาพจากสไลด์ของมนูญแสดงให้เห็นการวางฉากทัศน์การเปลี่ยนผ่านพลังงานในแผน PDP2026 โดยการใช้ก๊าซถูกระบุใน CCGT มนูญกล่าวว่าจาก แผน PDP2026 ที่ยังคงใช้พลังงานก๊าซเช่นนี้ประกอบกับการทำข้อตกลงต่างๆ ในงาน Gastech ที่ทำให้เห็นความพยายามขยายอุตสาหกรรมก๊าซและใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด ทำให้องค์กรภาคประชชนตั้งข้อสังเกตว่าแผนพลังงานของไทยอาจจะไม่ได้ไปด้วยกันกับแผนลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็น Net Zero ภายในปี 2050 ได้ มนูญได้กล่าวถึงข้อเรียกร้อง 5 ข้อที่มีต่อรัฐบาล กระทรวงพลังงานและภาคธุรกิจ * ยุติการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลและเร่งการเปลี่ยนผ่านไปพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะที่ ปตท.ประกาศ LNG Hub จะต้องทบทวนใหม่และมุ่งไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม * ต้องยุติการฟอกเขียวที่ไม่แก้ปัญหาโลกเดือด อย่างเช่น โครงการดักจับคาร์บอน  * ปฏิรูปการจัดทำแผน PDP2026 จะต้องมีภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย เพราะที่ผ่านมาประชาชนกลับถูกกีดกันและแผนนี้ยังไม่สอดคล้องกับข้อตกลงปารีสในการลดก๊าซเรือนกระจก และแผน PDP ต้องมีกลไกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนหรือถูกครอบงำจากการกำหนดนโยบายจากธุรกิจพลังงาน * ยกระดับทำกฎหมายประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์หรือ SEA โดยเฉพาะโครงการที่จะกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน หรือผู้มีส่วนได้เสียอื่นใดที่จะได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมจะต้องทำกระบวนการ SEA ก่อน * ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องยกระดับธรรมาภิบาลการลงทุน บังคับให้ภาคธุรกิจรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงคุ้มครองผู็ที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก “เราไม่อยากเห็นพี่น้องของเราถูกตั้งค่าหัวหรือถูกใช้ SLAPP (ฟ้องคดีปิดปาก) จากการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องผลประโยชน์สาธารณะรวมถึงภาคธุรกิจหรือสถาบันการเงินมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิบัติตามคำชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนตามกรอบที่จะต้องเคารพ เยียวยาในการดำเนินธุรกิจ โดยไม่ใช่ภาคสมัครใจแต่ต้องเป็นภาคบังคับ” มนูญกล่าว โรงไฟฟ้ากำลังจะมาแย่งชิงทรัพยากรกับชุมชน จิราพัชร ช้ำเกตุ ตัวแทนกลุ่มฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์กล่าวถึงการต่อสู้ของภาคประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทราในการคัดค้านโรงไฟฟ้าก๊าซของบริษัทบูรพาพาวเวอร์มาตลอด 18-19 ปี ตั้งแต่ยังเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินจนเปลี่ยนมาเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซในทุกวันนี้ เพราะให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้เข้าสู่ระบบเมื่อไหร่ก็จะมีโอกาสเกิดโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มขึ้นอีก เพราะโรงไฟฟ้าบูรพาเกือบเป็นโรงไฟฟ้าแห่งสุดท้ายแล้วที่ยังอยู่ในระบบตอนนี้ จิราพัชร ช้ำเกตุ ส่วนการต่อสู้ของชุมชนไม่ได้มีเพียงแค่ประเด็นโรงไฟฟ้าบูรพาอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆ ในพื้นที่ด้วย เพราะผลกระทบต่อพื้นที่และเกษตรกรในพื้นที่ที่มีอยู่แต่เดิมก็มีคำถามแล้วว่าจะจัดการอย่างไร แต่เมื่อมีโรงไฟฟ้าบูรพาเพิ่มขึ้นมาอีกจะจัดการอย่างไร จึงมีทั้งการประท้วงและยื่นหนังสือการติดตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ไปจนถึงการใช้สิทธิทางกฎหมายในการฟ้องร้องดำเนินคดี รวมถึงจัดทำข้อมูลจัดเวทีชุมชน ก็เป็นการยกระดับการต่อสู้ของภาคประชาชนและภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศด้วย “การต่อสู้ของคนในชุมชนจึงไม่ใช่แค่เรื่องโรงไฟฟ้าบูรพา แต่เป็นการพูดถึงระบบที่เชื่อมโยงกัน เช่น เรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ในการเกษตรและอากาศที่ใช้หายใจซึ่งเป็นทรัพยากรใช้ร่วมกันอยู่กับโรงไฟฟ้าบูรพา”  จิราพัชรกล่าวว่าประเด็นที่ภาคประชาชนชี้แจงเข้าไปในรายงาน EIA และภาครัฐทั้งหลายเป็นการตอกย้ำปัญหาของชุมชุน โดยเฉพาะเรื่องน้ำที่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าอ่างเก็บน้ำซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทางที่จะถูกเอามาใช้กับโรงไฟฟ้าบูรพามีน้ำไม่เพียงพอแล้วต่อการใช้ของชุมชนแม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูกาลที่ยังมีน้ำ ถ้ามีโรงไฟฟ้าบูรพาเพิ่มขึ้นมาอีกจะใช้มีการแย่งชิงทรัพยากรของชุมชนอีกแค่ไหน ชุมชนต้องแบกรับความเสี่ยงอีกนานเท่าไหร่ ยิ่งไปกว่านั้นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ก็ส่งผลกระทบกับเกษตรกรในพื้นที่แล้ว มะม่วงไม่ติดดอกแล้ว เกษตรอินทรีย์ก็ได้ผลผลิตน้อยลง ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวเองเพราะไม่มีเอกชนรายไหนยอมรับว่าตัวเองทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและทำให้เกิดผลกระทบในพื้นที่ทำให้คนในชุมชนต้องแบกรับปัญหาไว้เองทั้งที่คนในชุมชนไม่ควรต้องมาแบกรับภาระเหล่านี้แทน จิราพัชรกล่าวว่า เมื่อการพัฒนาไม่สอดคล้องกับชุมชนยิ่งทำให้ความเปราะบางของชุมชนเพิ่มมากขึ้นและยังเพิ่มขึ้นอีกจากอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลทั้งหลาย ดังนั้นเวลาพูดเรื่องโรงไฟฟ้าบูรพาจึงไม่ใช่แค่มีคำถามว่าโรงไฟฟ้าจะสร้างผลกระทบแค่ไหน แต่พื้นที่ยังสามารถรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้มากกว่านี้อีกหรือไม่ด้วย จิราพัชรกล่าวถึงข้อเสนอและข้อเรียกร้องว่า ถ้าการเข้ามาของโรงไฟฟ้าบูรพาจะยิ่งซ้ำปัญหาของพื้นที่ดังนั้นคนในพื้นที่ต้องการคือไม่มีโรงไฟฟ้าก๊าซโรงใหม่แล้วก็การใช้พลังงานฟอสซิลในแผน PDP และต้องมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่ได้เข้าไปร่วมออกแบบแผนพลังงาน  ชาวประมงระยองได้ผลกระทบจากอุตสาหกรรม LNG มาหลายสิบปี  ปวัตร กาญจนะวงศ์ จากเครือข่ายชุมชนประมงเรือเล็กระยอง กล่าวถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ระยองตั้งแต่สมัยเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมก๊าซและปิโตรเคมีหลังพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยปี 2516 ทำให้มีการถมทะเลและสร้างท่าเรือน้ำลึก จนกระทั่งเกิดอีสเทิร์นซีบอร์ดทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตแรง ตามมาด้วยการเกิดขึ้นของ EEC   ปวัตร กาญจนะวงศ์ ปวัตรกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาทั้งการถมทะเลและการก่อมลพิษอีกทั้งเมื่อกระแสน้ำเปลี่ยนเกิดน้ำขุ่นทั้งปีทำให้พื้นที่ทำกินของชาวประมงลดน้อยลงจนต้องออกทะเลไปไกลขึ้นเพื่อทำประมง จนปี 2556 เกิดเหตุน้ำมันรั่วเข้าเกาะเสม็ดเหตุการณ์นี้ทำให้สัตว์น้ำหายไป 8 ปีและชายหาดเต็มไปด้วยก้อนคาร์บอน จนปลายปี 2564 เมื่อสัตว์น้ำเริ่มกลับมาชาวบ้านในระยองก็เริ่มมีความหวังจะได้กลับมาทำมาหากินแต่ปี 2565 ก็เกิดเหตุน้ำมันรั่วซ้ำอีกทำให้ทะเลระยองกลับสู่สภาพสัตว์น้ำหายไปหมด  อีกทั้งน้ำเสียจากโรงงานต่างๆ และน้ำจากการหล่อเย็นยังถูกปล่อยลงทะเลจนทะเลระยองกลายเป็นสีดำ มีสัตว์แปลกๆ พัดขึ้นมาเต็มหาดอย่างที่ชาวระยองไม่เคยเห็น ในขณะที่ชาวระยองกำลังสูญเสียรายได้ทุกวันนี้จับปูกันได้แบบนับตัวจากเดิมที่เคยออกทะเลครั้งหนึ่งได้กันหลายสิบกิโล แต่หน่วยงานรัฐก็ไม่พูดอะไร ตัวแทนจากเครือข่ายชุมชนประมงยังกล่าวถึงวิกฤตซ้ำซ้อนจากความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้เกิดคลื่นลมแรงมากขึ้นทะเลกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้นจนกระทบต่อการทำมาหากิน อีกทั้งเมื่อชาวประมงออกทะเลไปลึกขึ้นก็ต้องเจอกับคลื่นลมแรงมากขึ้นด้วย ผลกระทบเหล่านี้ทำให้ชุมชนประมงเปราะบางมาก  “การฟื้นตัวทางธรรมชาติมีอยู่ทะเลฟื้นตัวได้แต่พอโดนกระทำซ้ำๆ มันฟื้นตัวไม่ทัน โดยเฉพาะชุมชนมันส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมด้วยชุมชนก็เลยไม่เหลือเกราะป้องกันและศักยภาพในการตั้งรับต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้ทัน”  “อุปสรรคใหญ่คือโครงสร้างอำนาจไม่เท่ากัน วันนี้เราเห็นทุนขนาดใหญ่ รัฐเปิดโอกาสให้เขาสนับสนุน งดเว้นภาษี งดเว้นทุกอย่างนำแรงงานจากต่างประเทศเข้ามา คนในพื้นที่กลับถูกมองข้าม คนที่อยู่มาดั้งเดิมกลับถูกละเลย กระบวนการ EIA EHIA ก็ไม่ได้รับฟังอย่างเต็มที่ ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดรวมถึงโรงงานก็อ้างว่ากฎหมาย EIA กำหนดให้รับฟังแค่รัศมี 5 กิโล 10 กิโลแค่นั้น แต่จริงๆ มันกระทบทั้งหาดระยองยาว 20-30 กิโล” ปวัตรเสนอว่า อยากให้รัฐบาลหยุดขยายพลังงานฟอสซิลที่จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงอยากให้เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังหมุนเวียนอย่างโซลาร์ภาคประชาชนให้มากขึ้น และรัฐต้องทำกฎหมาย SEA รวมถึงผลักดันกฎหมายการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษหรือ PRTR เพื่อจัดการมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ และยกเลิก EEC หรือเขตเศรษฐกิจอื่นๆ เพราะพื้นที่ไม่มีศักยภาพในการรับมือการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ข้ามกฎหมายควบคุมที่มี นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอต่อสถาบันการเงินด้วยคือ ให้หยุดสนับสนุนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานฟอสซิลเพราะการดำเนินงานของบริษัท  “สถาบันทางการเงินควรรับผิดชอบต่อคาร์บอนฟุตปริ้นท์ที่เกิดขึ้นด้วย อยากให้คุณตระหนักไว้ว่าคุณสนับสนุนบริษัทที่ทำก๊าซฟอสซิล เท่ากับว่าคุณคือหุ้นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตให้กับโลก สิ่งแวดล้อมและกับผู้คนด้วย” ปวัตรกล่าว เสียงประชาชนปราจีนฯ ที่ถูกโยนทิ้งน้ำเน่าจากโรงงานขยะทุนจีน สุเมธ เหรียญพงษ์นาม จากกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง กล่าวว่าสำหรับปราจีนบุรีตอนนี้มีผลกระทบรายวันที่หนักมากไม่มีคนควบคุมดูแลอาชากรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ถ้าภาพของงาน Gastech คือการจับมือกันระหว่างรัฐบาลกับบริษัทใหญ่ สำหรับจังหวัดปราจีนบุรีก็มีภาพของรัฐบาลผู้ออกนโยบาย และนายทุน ชนชั้นนำในจังหวัดที่จับมือกับทุนจีนทั้งถูกกฎหมายและทุนจีนเทา จนถึงทุนจีนเถื่อน  สุเมธกล่าวว่าจังหวัดปราจีนเป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์จะขาดก็เพียงแค่ไม่มีทะเลเท่านั้น อีกทั้งรายได้ต่อหัวของประชาชนในจังหวัดยังสูงเป็นอันดับ 6 เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่กลุ่มทุนกลับลงไปซ้ำเติมปัญหาสิ่งแวดล้อมในจังหวัด ทุกวันนี้ก็จะเห็นข่าวไฟไหม้ ปล่องควันจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 โรง และกำลังจะมีโรงไฟฟ้าขยะเพิ่มอีก 3 โรง เป็นวิกฤตที่กำลังเพิ่มขึ้นในจังหวัด   นอกจากนั้น ตัวแทนกลุ่มปราจีนฯ เห็นว่าการลงทุนอุตสาหกรรมที่เข้ามาในจังหวัดไม่ได้มีความหลากหลายอย่างระยอง แต่ปราจีนบุรีมีแค่ประเทศเดียวที่มาลงทุนคือ ทุนจีนแต่กลุ่มนี้ไม่ได้เอาเทคโนโลยีมาลงให้กับประชาชนมาก กลายเป็นว่าโรงงานที่มาคือโรงงานคัดแยกขยะ(ประเภท 105) กับโรงงานรีไซเคิล(ประเภท 106) เป็นส่วนใหญ่ และแม้ว่าโรงงานเหล่านี้จะจดจัดตั้งอย่างถูกกฎหมายก็ยังมีการปล่อยผลมลพิษออกมาอยู่ อีกทั้งภายในโรงงานถูกกฎหมายเหล่านี้ก็แอบทำโรงหลอมขยะเถื่อนข้างในใช้เตาเผารุ่นเก่าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและไม่มีระบบการป้องกัน สุเมธยกตัวอย่างว่า ตอนไปตรวจพื้นที่ตำบลหนองกี่นักเรียนอนุบาลต้องใส่หน้ากากเรียนกัน เพราะควันจากโรงหลอมทุนจีน หรือแหล่งน้ำข้างบ้านเด็กก็เจอว่ามีโรงงานจีนที่ปล่อยน้ำเสียออกมา “บางทีประชาชนเองก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้ข้อมูลอะไรหรือไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตเขา แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมไป Gastech เหมือนกัน แต่นายกฯ ไม่รับฟังข้อเสนอของเรา ไม่ฟังเสียงประชาชน”   สุเมธกล่าวต่อว่า เมื่อจะมีการเปิดโรงงานต่างๆ ก็ไม่เคยถามประชาชนว่าอยากได้โรงงานหรืออุตสาหกรรมแบบนี้หรือไม่ อยากให้มาแก้ปัญหาที่เป็นอยู่หรือไม่ แต่เสียงของประชาชนถูกกลืนหายไปในส่วนไหนของการพัฒนา  “รัฐบาลของเราเอง ส่วนราชการของเราเองกลับเอาเสียงของเราโยนลงไปในน้ำเน่า ซึ่งมันก็จะหายไปไม่มีทางดังขึ้นมา นี่คือสิ่งที่เราได้รับผลกระทบในจังหวัดปราจีนบุรี การแก้ปัญหามันแก้เพื่อให้โรงงานอยู่ได้หรือให้ประชาชนได้คลายความทุกข์” ดังนั้นสุเมธจึงได้กล่าวถึงข้อเสนอว่า ถ้ารัฐบาลไม่ฟังเสียงของประชาชนแล้วผลักดัน EEC ต่อไปจะทำให้ปราจีนบุรีต้องเจอปัญหาอีกมาก จึงอยากให้อนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีและเป็นประธานบอร์ด EEC ยกเลิกคำสั่งขยาย EEC เพื่อตัดวงจรนี้ และให้ประชาชนได้เข้าไปบริหารจังหวัดตนเองเพื่อให้พวกเขาได้อยู่อย่างมีความสุข ใครคือผู้ตัดสินใจขยายอุตสาหกรรมก๊าซ? ดาวอน ฮวัง ตัวแทนของ Solutions for Our Climate (SFOC) จากประเทศเกาหลีใต้ ทำงานติดตามเส้นทางเงินลงทุนจากกองทุนสาธารณะที่ใช้จ่ายให้กับอุตสาหกรรมก๊าซ โดยเริ่มจากชวนคุยถึงประเด็น “ใครเป็นผู้จ่ายเงินเพื่อทำให้ก๊าซเกิดขึ้น” เพราะผู้ที่ตัดสินใจให้เงินทุนในการสร้างสถานีรับก๊าซทุกแห่ง ท่อส่งก๊าซทุกเส้น และโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซทุกโรง มักจะอยู่ห่างไกลจากสถานที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ และทำให้เกิดผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ ที่วิทยากรคนอื่นๆ เล่าไว้อย่างไร ดาวอนได้กล่าวถึงแนวคิดของการประชุม Gastech ว่าเป็น “จุดที่ความต้องการพลังงานทั่วโลกมาพบกับอุปทาน” โดยประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงในงานคือการมองว่าอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความต้องการพลังงานเติบโตเร็วที่สุดในโลก  ดาวอนเล่าย้อนไปว่า ในการประชุมเมื่อปีที่แล้วตัวแทนรัฐบาลไทยซึ่งมีตำแหน่งระดับเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเองก็ยังเคยไปขึ้นเวทีพูดในทำนองว่า LNG เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ดีที่สุด ซึ่งผู้ที่จะได้รับผลกำไรจากคำอธิบายเช่นนี้ก็คือบรรดา ธนาคาร หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก และบริษัทพลังงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของ SFOC อธิบายกลไกว่า เนื่องโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมก๊าซมีราคาแพงและมีความเสี่ยงสูง ทำให้การสร้างสถานีรับก๊าซ ท่อส่งก๊าซ หรือโรงไฟฟ้าสักแห่งหนึ่ง เท่ากับการผูกเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไว้เป็นเวลาหลายทศวรรษ จึงไม่มีใครรับประกันได้ว่าการดำเนินโครงการจะคุ้มค่าทางการเงิน ทำให้กลายเป็นความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์ไม่เต็มใจจะแบกรับ ดาวอนกล่าวต่อว่า นี่คือจุดที่กองทุนสาธารณะอย่างหน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกและธนาคารของรัฐเข้ามามามีบทบาทเติมช่องว่างนั้น ด้วยการให้กู้ยืม การค้ำประกัน และการประกันความเสี่ยง รัฐไม่เริ่มลงทุน อุตสาหกรรมก๊าสก็ไม่ได้ไปต่อ “การทำเช่นนี้ทำให้พวกเขาทำ 2 เรื่องไปพร้อมกัน ประการแรก พวกเขาทำให้โครงการที่อาจไม่สามารถหาเงินทุนได้ กลายเป็นโครงการที่ธนาคารยอมให้เงินทุน ประการที่สอง การเข้ามาของพวกเขาส่งสัญญาณถึงความปลอดภัย และกระตุ้นให้เงินทุนเอกชนที่รออยู่ข้างสนามไหลตามกองทุนสาธารณะเข้ามา” ดาวอนชี้ว่าโครงการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลเหล่านี้จำนวนมากจะไม่มีวันไปถึงขั้นการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายหากไม่มีเงินจากกองทุนสาธารณะเหล่านั้นเข้ามา กองทุนสาธารณะจึงไม่ได้เพียงให้เงินทุนแก่อุตสาหกรรมก๊าซ แต่ทำให้อุตสาหกรรมก๊าซเกิดขึ้นได้ “ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ส่วนมากมีสิ่งที่เรียกว่า “หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก” ซึ่งเป็นสถาบันของรัฐที่มีหน้าที่ช่วยให้บริษัทในประเทศได้งานในต่างประเทศ หน่วยงานนี้ให้กู้ยืม ค้ำประกัน และประกันความเสี่ยง เพื่อให้เมื่อบริษัทในประเทศยื่นประมูลโครงการในต่างประเทศ บริษัทนั้นจะเข้าร่วมพร้อมการสนับสนุนจากรัฐบาล” ดาวอนอธิบายถึงแหล่งที่มาของเงินจากกองทุนสาธารณะ ดาวอนยกตัวอย่างประเทศของเธอเองว่า ความสำเร็จด้านการส่งออกของเกาหลีใต้สร้างขึ้นบนอุตสาหกรรมหนัก ได้แก่ การต่อเรือ เหล็ก และการก่อสร้างโรงงาน เมื่อบริษัทวิศวกรรมเกาหลีต้องการสร้างสถานีรับก๊าซหรือโรงไฟฟ้าในกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้มีแรงจูงใจที่จะช่วยเหลือด้านเงินทุน เพราะสัญญาก่อสร้างจะตกเป็นของบริษัทเกาหลี ผลที่ตามมาเมื่อมีโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมก๊าซในต่างประเทศก็จะมีคำสั่งซื้อกลับมาที่เกาหลีใต้ ดาวอนอธิบายต่อว่า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งเกาหลี หรือ KEXIM ซึ่งเป็นธนาคารที่รัฐบาลให้การสนับสนุนมีขั้นตอนที่ KEXIM จะออกเอกสารที่เรียกว่า “หนังสือแสดงความสนใจ” หรือ “หนังสือแสดงเจตจำนง” สิ่งนี้ส่งสัญญาณให้บริษัทเกาหลีทราบว่าธนาคารพร้อมจะพิจารณาให้เงินทุนแก่ข้อตกลงของบริษัทนั้น โดยผลในทางปฏิบัติ หนังสือเหล่านี้ก็คือรายการซื้อของของธนาคารที่ทำให้เห็นว่ากำลังจะมีโครงการอะไรเกิดขึ้นบ้าง เกาหลีสร้าง ไทยจ่าย ดาวอนกล่าวว่า เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วรายการของธนาคาร KEXIM มีโครงการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่รอการจัดหาเงินทุนอยู่ 11 โครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่จะมีการประกาศการตัดสินใจให้เงินทุนขั้นสุดท้าย ได้แก่  * ไทย - สถานีนำเข้า LNG 1 แห่งในประเทศไทย * อินโดนีเซีย - โครงการปิโตรเคมี 5 โครงการและโรงผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วมที่ใช้ถ่านหินและก๊าซ 1 แห่ง  * เวียดนาม - โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซ 4 โครงการ  ดังนั้นการให้เงินทุนแก่โครงการเหล่านี้จึงเป็นรอยนิ้วมือแรก หากติดตามดูสักโครงการหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบก็จะพบว่าเกาหลีเข้ามามีส่วนในทุกขั้นตอน ทั้งการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท ผู้ให้เงินทุน และผู้ก่อสร้าง  ดาวอนกล่าวถึงการสร้างสถานีรับ LNG แห่งที่สามที่มาบตาพุด ที่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีกำหนดเปิดในปี 2029 โครงการนี้สัญญาก่อสร้างมูลค่าประมาณ 1.5 ล้านล้านวอน(ประมาณ 3.64 หมื่นล้านบาท) จะตกเป็นของบริษัทเกาหลี คือ POSCO E&C ดาวอนชี้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าควรจะต้องกังวล เพราะการสร้างสถานีรับก๊าซเพิ่มเป็นแห่งที่สามทั้งที่รัฐบาลไทยเองประเมินว่าสถานีรับ 2 แห่งเดิมเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศถึงปี 2030 แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเพิ่มอีก แต่สถานีที่สามนี้ก็จะถูกสร้างขึ้นโดยผู้รับเหมาต่างชาติโดยชำระค่าก่อสร้างด้วยเงินจากประชาชนตลอดหลายปีหลังจากนั้น และการลงทุนของเกาหลีใต้ในลักษณะเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในเวียดนามด้วยเช่นกัน “โครงสร้างแบบเดียวกันกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตราบใดที่ยังมีคนยืนยันว่าภูมิภาคนี้ต้องการก๊าซเพิ่ม หน่วยงานและบริษัทเกาหลีก็ไม่น่าจะปล่อยให้โอกาสผ่านไป” ดาวอนกล่าว มีแค่สัญญาในกระดาษ แต่ไม่หยุดใช้ก๊าซ ตัวแทนจาก SFOC กล่าวว่า แม้บริษัทและธนาคารของเกาหลีใต้เหล่านี้จะประกาศคำมั่นสัญญา ต่อสาธารณะว่าจะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 ทุกแห่งและถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ แต่คำมั่นก็ไม่ใช่แผนงาน ไม่มีกรอบเวลา มีแค่คำมั่นในกระดาษ ไม่มีสถาบันใดในกลุ่มนี้กำหนดวันที่จะหยุดให้เงินทุนหรือหยุดก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับน้ำมันและก๊าซ  ดาวอนกล่าวถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากข้อผูกพันระยะยาวในสัญญาซื้อขาย LNG  เพราะราคาพลังงานไม่ได้อยู่นิ่ง แม้วันที่ลงนามในสัญญาราคาก๊าซอาจถูก แต่เมื่อเกิดแรงกระแทกต่อตลาดเชื้อเพลิงชนิดเดียวกันนี้ราคาอาจสูงขึ้นเกินกว่าจะจ่ายไหว และสัญญาระยะเวลา 20 ปีไม่ได้ปรับตามราคาที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ๆ รวมถึงสถานีรับก๊าซหรือโรงไฟฟ้าที่สร้างขึ้นเพื่อดำเนินงานเป็นเวลา 40 ปีก็เช่นเดียวกัน ทำให้ประเทศที่รับซื้อจะถูกผูกติดอยู่หลายทศวรรษและแบกรับความเสี่ยงด้านราคา ขณะที่ผู้ให้เงินทุนสร้างไม่ได้แบกรับความเสี่ยงเหล่านี้ด้วย ดาวอนย้อนกลับไปที่งาน Gastech มิลานเมื่อปีที่แล้ว งานครั้งนั้นทำให้เกิดข้อตกลงด้านพลังงานระยะยาวระหว่างสหภาพยุโรปและ ExxonMobil และงาน Gastech ในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ก็จะเกิดสิ่งเดียวกันในอาเซียน ที่ข้อตกลงที่เกิดขึ้นในห้องประชุมตลอดสัปดาห์นี้อาจกำหนดทิศทางระบบพลังงานและงบประมาณสาธารณะของประเทศในอาเซียนไปอีก 30 ปี ตัวแทนจาก SFOC ทิ้งท้ายว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานจากก๊าซฟอสซิลไม่ได้เกิดขึ้นจากพลังของธรรมชาติ แต่มาจากสถาบันต่างๆ เป็นผู้ตัดสินใจ มีการลงนามอนุมัติกันในห้อง มีกองทุนสาธารณะอยู่ในใจกลางของแทบทุกทางเลือก เงินก้อนเดียวกันนี้สามารถนำไปสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่พวกเขาเคยให้คำมั่นไว้แล้วแทนได้ “กองทุนสาธารณะคือคานงัด มันทำให้การขยายตัวครั้งนี้เกิดขึ้นได้ และมันก็สามารถหยุดการขยายตัวนี้ได้เช่นกัน เงินมาจากเกาหลี และการตัดสินใจหยุดก็ต้องมาจากเกาหลีเช่นกัน เราขอเรียกร้องให้ผู้ให้เงินทุนภาครัฐและบริษัทพลังงานของรัฐเกาหลี หยุดให้เงินสนับสนุนการขยายตัวของก๊าซที่กำลังเร่งให้ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น และถอนตัวจากโครงการเหล่านี้”  * ข่าว * สิ่งแวดล้อม * Gastech 2026 * สุเมธ เหรียญพงษ์นาม * โลกเดือด * ภาวะโลกร้อน * มนูญ วงษ์มะเซาะห์ * ปวัตร กาญจนะวงศ์
dlvr.it
September 16, 2026 at 6:44 PM
ชาวอินเดียเกือบ 7,000 คน ถูกช่วยกลับจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์อาเซียน ขณะที่หมู่บ้านห่างไกลกลายเป็นฐานแก๊งในประเทศ
ชาวอินเดียเกือบ 7,000 คน ถูกช่วยกลับจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์อาเซียน ขณะที่หมู่บ้านห่างไกลกลายเป็นฐานแก๊งในประเทศ
ชาวอินเดียเกือบ 7,000 คน ถูกช่วยกลับจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์อาเซียน ขณะที่หมู่บ้านห่างไกลกลายเป็นฐานแก๊งในประเทศ วิทยากร บุญเรือง auser15 Tue, 2026-10-06 - 09:05 รัฐบาลอินเดียเปิดเผยต่อรัฐสภาว่า ระหว่างปี 2565 ถึง 2568 มีชาวอินเดียเกือบ 7,000 คนได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับจากขบวนการคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ลาว และเมียนมา โดยส่วนใหญ่ถูกหลอกด้วยประกาศรับสมัครงานปลอมก่อนถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวง ขณะเดียวกัน อินเดียเองก็มีเครือข่ายหลอกลวงในพื้นที่ชนบทที่ขยายตัวจากปัญหาความยากจนและการว่างงาน รวมถึงมีการถ่ายทอดวิธีการหลอกลวงกันเองภายในชุมชน ด้านตำรวจรัฐมหาราษฏระระบุว่ามีชาย 3 คนที่เคยได้รับความช่วยเหลือออกจากพื้นที่ KK Park ในเมียนมา กลับมาก่อตั้งกลุ่มหลอกลวงในอินเดีย แต่ยังไม่มีข้อมูลว่ามีผู้กระทำผิดในลักษณะดังกล่าวจำนวนเท่าใด ทำให้ข้อมูลในปัจจุบันยืนยันได้เพียงว่ามีความเชื่อมโยงกันระหว่างสองพื้นที่ผ่านตัวบุคคลและวิธีการหลอกลวง แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าขบวนการสแกมเมอร์ได้ย้ายฐานจากต่างประเทศมายังอินเดีย * รัฐบาลอินเดียแจ้งรัฐสภาเมื่อกุมภาพันธ์ 2026 ว่าช่วยพลเมืองกลับได้ 6,998 คนจากศูนย์สแกมในช่วงปี 2022 ถึง 2025 แยกเป็นกัมพูชา 2,533 คน ลาว 2,297 คน และเมียนมา 2,168 คน ก่อนหน้านี้รัฐบาลเปิดเผยตัวเลข 2,471 คน สำหรับช่วงถึงพฤษภาคม 2025 ส่วนจำนวนผู้ที่ยังติดค้าง รัฐบาลระบุว่าไม่ทราบแน่ชัด เพราะผู้ที่ไปถึงศูนย์เหล่านี้เดินทางผ่านนายหน้าที่ไม่สุจริตและเส้นทางผิดกฎหมาย * ตำรวจนครพิมพรี-จินจ์วาดในรัฐมหาราษฏระจับชาย 3 คนเมื่อปลายมีนาคม 2026 ตำรวจระบุว่าทั้ง 3 คนถูกช่วยออกจาก KK Park เมื่อมกราคม 2026 และใช้ทักษะที่เรียนรู้ที่นั่นตั้งกลุ่มหลอกลวงในนวีมุมไบ โดยบัญชีม้า (บัญชีธนาคารที่ใช้รับเงินแทนผู้หลอก) เกือบ 24 บัญชีเชื่อมกับอย่างน้อย 120 คดีทั่วประเทศ * งานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อพฤษภาคม 2026 พบว่าความยากจน การว่างงาน และคอร์สสอนหลอกลวงทำให้การหลอกลวงเป็นแหล่งรายได้ของคนหนุ่มสาวในพื้นที่จามตารา ส่วนตำรวจมถุราในรัฐอุตตรประเทศตรวจสอบ 18 หมู่บ้านและควบคุมตัว 312 คน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าผู้ที่กลับจากศูนย์สแกมเข้าไปอยู่ในเครือข่ายเหล่านี้กี่คน ตำรวจอินเดียบุกทลายฐานแก๊งไซเบอร์ในรัฐราชสถาน เมื่อเดือนมกราคม 2026 หลังพบเครือข่ายส่ง WhatsApp ปลอมอ้างเป็นใบสั่ง e-Challan หลอกเหยื่อดาวน์โหลดไฟล์ APK ก่อนดูดเงินจากบัญชีธนาคาร ตำรวจยึดโทรศัพท์ 70 เครื่อง ซิมการ์ด 467 ซิม และอุปกรณ์ที่ใช้ก่ออาชญากรรมจำนวนมาก | ภาพจาก: NewsCrab  ชาวอินเดียหลายพันคนถูกส่งกลับประเทศหลังถูกหลอกไปทำงานในศูนย์สแกม หรือ "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ซึ่งเป็นสถานที่ที่กลุ่มอาชญากรใช้หลอกลวงคนทางออนไลน์ ในกัมพูชา ลาว และเมียนมา ขณะเดียวกัน อินเดียมีเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในหมู่บ้านชนบทของตัวเองมาหลายปี ตำรวจรัฐมหาราษฏระรายงานคดีหนึ่งที่ผู้ถูกช่วยออกจากศูนย์สแกมในเมียนมาถูกกล่าวหาว่ากลับมาตั้งกลุ่มหลอกลวงในอินเดีย ผู้บัญชาการตำรวจในคดีนี้ระบุว่าเครือข่ายหลอกลวงข้ามประเทศสร้างผู้ปฏิบัติงานที่นำรูปแบบเดียวกันมาใช้ในอินเดีย "เหยื่อ" ถูกช่วยกลับจากศูนย์สแกมเพิ่มเป็น 6,998 คน หลายคนถูกหลอกด้วยโฆษณางาน สถานทูตอินเดียในลาว ช่วยเหลือชาวอินเดีย 67 คน จากศูนย์สแกมในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ เมื่อช่วงเดือนมกราคม 2025 | ภาพจาก: @IndianEmbLaos เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 รัฐบาลอินเดียชี้แจงต่อรัฐสภาว่า ระหว่างปี 2022-2025 ได้ช่วยเหลือพลเมืองอินเดียที่ถูกหลอกไปทำงานในศูนย์สแกมในกัมพูชา ลาว และเมียนมา กลับประเทศรวม 6,998 คน แบ่งเป็นกัมพูชา 2,533 คน ลาว 2,297 คน และเมียนมา 2,168 คน โดยคีร์ติ วาร์ธาน ซิงห์ (Kirti Vardhan Singh) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ให้ข้อมูลดังกล่าวในเอกสารตอบกระทู้ถามเรื่องการค้ามนุษย์และการหลอกลวงแรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัวเลขชุดนี้ต่างจากที่เคยรายงานก่อนหน้า ซึ่งทำให้เทียบกันโดยตรงไม่ได้ โดยก่อนหน้านั้นสื่ออินเดียเคยสรุปยอดช่วยเหลือระหว่าง มกราคม 2022 - พฤษภาคม 2025 ไว้ที่ 2,471 คน (ลาว 1,089 คน กัมพูชา 800 คน เมียนมา 582 คน) ส่วนในเดือน ธันวาคม 2025 รัฐบาลเคยตอบกระทู้ในราชยสภา (สภาสูง) ว่าช่วยเหลือได้แล้วกว่า 6,700 คน แบ่งเป็นกัมพูชา 2,265 คน ลาว 2,290 คน และเมียนมา 2,165 คน แต่ไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่นับยอดไว้ชัดเจน ซิงห์ระบุในคำตอบว่ารัฐบาลทราบว่ามีบริษัทที่ไม่น่าไว้ใจเสนองานปลอมเพื่อล่อชาวอินเดียไปกัมพูชา เมียนมา และลาว เพื่อให้ทำอาชญากรรมไซเบอร์และการฉ้อโกงจากศูนย์สแกม มีรายงานว่าผู้ที่ถูกล่อรวมถึงวิศวกรซอฟต์แวร์และคนหางานรุ่นใหม่ และมักพบข้อเสนองานผ่านช่อง Telegram กลุ่ม WhatsApp และโพสต์หางานบนโซเชียลมีเดีย กรณีล่าสุดที่มีรายงานเกิดขึ้นในรัฐกรณาฏกะ กองบัญชาการไซเบอร์รัฐกรณาฏกะ ช่วยชายหนุ่ม 2 คนที่ถูกหลอกด้วยข้อเสนองานออกจากศูนย์สแกมในเมียนมาที่กลุ่มจีนควบคุม เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2026 มีรายงานว่าการช่วยเหลือประสานงานกับศูนย์ประสานงานอาชญากรรมไซเบอร์อินเดีย สำนักงานบังคับใช้กฎหมาย และสถานทูตอินเดียในเมียนมา ปรานับ โมฮันตี (Pranab Mohanty) อธิบดีตำรวจประจำกองบัญชาการ กล่าวว่าการประสานงานหลายหน่วยงานทำให้ช่วยออกมาได้ในเวลาสั้นมาก ชายทั้ง 2คน มาจากเขตโกลาร์ รัฐกรณาฏกะ เห็นโฆษณารับสมัครงานต่างประเทศบน Facebook จึงเดินทางไปตามที่นัดหมาย ก่อนถูกพาต่ออีก 440 กิโลเมตรไปยังศูนย์สแกมในรัฐกะเหรี่ยงของเมียนมา และเพิ่งรู้ตัวในวันรุ่งขึ้นว่าไม่ได้ทำงานกับบริษัทจริงตามที่ถูกกล่าวอ้าง ตำรวจรัฐกรณาฏกะจึงเตือนผู้หางานให้ระวังข้อเสนองานเงินเดือนสูงผิดปกติ โดยเฉพาะตำแหน่งไอที ฝ่ายบริการลูกค้า คีย์ข้อมูล และการตลาดออนไลน์ ที่ต้องเดินทางไปต่อยังไทย เมียนมา ลาว หรือกัมพูชา ในเมียนมา ศูนย์สแกม KK Park ในเขตเมียวดีถูกบุกค้นเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2025 มีผู้คนกว่า 1,500 คนจาก 28 ชาติหนีข้ามไปไทย รวมถึงชาวอินเดียราว 500 คน ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ามีคนทำงานที่ KK Park ราว 20,000 คน ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นชาวจีน เครือข่ายสแกมในหมู่บ้านอินเดียมีมาก่อนและขยายตัวด้วยปัจจัยภายในประเทศ ตำรวจอินเดียปิดล้อมหมู่บ้าน 4 แห่งในเมืองมถุรา รัฐอุตตรประเทศ เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2025 ในปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งหลอกลวงทางไซเบอร์ โดยระดมกำลังตำรวจราว 300 นาย และควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 42 คน | ภาพจาก: Jagran "จามตารา" (Jamtara) เป็นเขตในรัฐฌารขัณฑ์ ที่สื่อในอินเดียรายงานเรื่องการหลอกลวงออนไลน์มาตั้งแต่ปี 2016 ประชากรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรยากจนและคนหนุ่มสาวที่ไม่มีงานทำ งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศนานาชาติไฮเดอราบาด ตีพิมพ์ในวารสาร Humanities and Social Sciences Communications เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ผู้วิจัยวิเคราะห์ข่าว 92 ชิ้นที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2016 และสัมภาษณ์ผู้กระทำผิดจากจามตารา 4 คน งานวิจัยระบุปัจจัยที่ทำให้การหลอกลวงเป็นทางหารายได้ของคนหนุ่มสาวในพื้นที่ ได้แก่ ความยากจน การว่างงาน การควบคุมของตำรวจที่ไม่เพียงพอ กฎหมายไซเบอร์ที่อ่อน และการทุจริตทางการเมือง ผู้วิจัยพบด้วยว่ามีคอร์สอบรมแบบไม่เป็นทางการที่สอนวิธีหลอกลวง และมีบริการอาชญากรรมไซเบอร์แบบจ้างทำ (cybercrime-as-a-service) ที่ผู้มีประสบการณ์จัดหาเครื่องมือ บัญชีม้า และซิมปลอมให้ผู้เริ่มต้น งานวิจัยระบุว่าธุรกิจหลอกลวงจำนวนมากดำเนินงานแบบครอบครัวและสืบทอดข้ามรุ่น งานวิจัยระบุว่ารายงานข่าวปี 2023 เริ่มกล่าวถึงการแพร่ของรูปแบบเดียวกันไปยังเขตภรัตปุระ และนุห์ รวมถึงหมู่บ้านใกล้เคียง งานวิจัยอ้างข้อมูลว่าคดีราว 60% มาจากเพียง 5 เขต ได้แก่ ภรัตปุระ 18% มถุรา 12% นุห์ 11% เดโอฆาร 10% และจามตารา 9.6% ผู้วิจัยอ้างข้อมูลกระทรวงมหาดไทยอินเดียด้วยว่าในปี 2023 มีคดีไซเบอร์ที่รายงานในอินเดียมากกว่า 1 ล้านคดี และความเสียหายเกิน 110 ล้านดอลลาร์ ในรัฐอุตตรประเทศ ตำรวจมถุราใช้ฉายา "Mini Jamtara" เรียกกลุ่มหมู่บ้านที่พบคดีหลอกลวงซ้ำๆ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 ตำรวจตรวจสอบเครือข่ายใน 18 หมู่บ้าน ควบคุมตัว 312 คน และตรวจเบอร์โทรศัพท์ 7,000 เบอร์กับบัญชีธนาคาร 1,400 บัญชี การสอบสวนพบว่าเครือข่ายแบ่งงานเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 หาเครื่องมือ เช่น บัญชีม้า ซิมปลอม และบัตรเอทีเอ็ม กลุ่มที่ 2 โทรหาเหยื่อหรือหลอกผ่านเว็บไซต์ปลอม และกลุ่มที่ 3 โอนเงินต่อหลายบัญชีข้ามรัฐเพื่อฟอกเงิน หมู่บ้านเทวสรัส ในเขตนี้มีประชากรราว 7,000 คน ตำรวจประเมินว่าราว 60% ของประชากรพึ่งรายได้จากการหลอกลวงออนไลน์ทางตรงหรือทางอ้อม เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2025 ตำรวจราว 400 นายค้นหมู่บ้านนานเกือบ 12 ชั่วโมง ระบุตัวผู้ต้องสงสัย 42 คน และจับได้ 37 คน ตำรวจระบุว่าผู้ต้องสงสัยราว 120 คนหนีข้ามชายแดนรัฐราชสถานซึ่งอยู่ห่างราว 5 กิโลเมตร ตำรวจระบุด้วยว่าผู้ถูกระบุตัวจำนวนมากเรียนถึงเพียงชั้นที่ 5 หรือชั้นที่ 8 และการฝึกมักทำในบ้านโดยผู้ที่มีประสบการณ์ ตำรวจกับนักวิจัยมองตรงกันอีกเรื่องหนึ่ง ข้อมูลที่ชัดที่สุดเกี่ยวกับผู้ถูกช่วยกลับมากระทำผิดมาจากคดีในรัฐมหาราษฏระ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าชาย 3 คน เดินทางไปไทยเมื่อสิงหาคม 2025 หลังเห็นโฆษณางานเงินเดือนสูงในกรุงเทพฯ บนโซเชียลมีเดีย แล้วถูกพาไปยัง KK Park ตำรวจระบุว่าทั้ง 3 คน ถูกบังคับให้ทำสแกมหลอกลงทุนหุ้น สแกมงานเสริม สแกมหลอกรัก และสแกมอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จับกุมทางออนไลน์กับเหยื่อชาวอินเดีย ทั้ง 3 รู้จักกันที่นั่นและแลกเปลี่ยนช่องทางติดต่อ ตำรวจระบุว่าทั้ง 3 คน ถูกช่วยออกมาในปฏิบัติการร่วมของทางการเมียนมาและหน่วยงานนานาชาติเมื่อมกราคม 2026 และเดินทางกลับอินเดีย หลังกลับมา ทั้ง 3 รวมกลุ่มกันที่ย่านเนรูล ในนวีมุมไบ และเริ่มหลอกลวงร่วมกับผู้ต้องสงสัยบางคนที่เชื่อมโยงกับขบวนการที่ทำงานจาก KK Park คดีเริ่มจากนักธุรกิจคนหนึ่งและบิดามารดาในพิมพรี-จินจ์วาด ถูกหลอกลงทุนหุ้นผ่านแอปปลอมเมื่อต้นกุมภาพันธ์ 2026 เสียเงิน 2.1 โครร์รูปี (1 โครร์เท่ากับ 10 ล้าน) ผู้หลอกอ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญตลาดหุ้น ตำรวจนครพิมพรี-จินจ์วาด ตามเส้นทางเงินและพบว่าเงินส่วนใหญ่ถูกโอนเข้าบัญชีบริษัทเอกชนในนวีมุมไบ ปลายมีนาคม ตำรวจจับนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อายุ 42 ปีจากเนรูล ซึ่งเป็นผู้จดทะเบียนบริษัทดังกล่าว จากนั้นจับชายจากจาลันธาร์และดาร์จีลิงที่ย้ายมาทำงานกับเขา ตำรวจระบุว่าทั้ง 3 คนคือผู้ที่ถูกช่วยออกจาก KK Park ตำรวจตรวจค้นสถานที่ในเนรูลและพบชุดเอกสารบัญชีธนาคาร สมุดเช็ค บัตรเดบิต และซิมที่ผูกกับบัญชีม้าเกือบ 24 บัญชี รวมทั้งเครื่องรูดบัตรและตราประทับบริษัทหลายอัน ตำรวจระบุว่าบัญชีเหล่านี้เชื่อมกับอย่างน้อย 120 คดีทั่วประเทศ และมียอดธุรกรรมอยู่ในช่วง 2 โครร์ถึง 18 โครร์รูปี ตำรวจยังพบว่าทั้ง 3 ซื้อชื่อโดเมนเพื่อสร้างเว็บไซต์ธุรกิจปลอม และเตรียมย้ายไปฟาร์มเฮาส์ใกล้มุมไบ ซึ่งอาจอยู่ในพื้นที่คาร์จัต ตำรวจจับผู้ให้การสนับสนุนในพื้นที่เพิ่มอีก 2 คน ปัจจุบัน ทั้ง 3 คนยังถูกคุมขัง วิโนย กุมาร เชาเบย์ (Vinoy Kumar Choubey) ผู้บัญชาการตำรวจนครพิมพรี-จินจ์วาด กล่าวว่าเครือข่ายหลอกลวงเหล่านี้หลอกใช้เยาวชนอินเดียจำนวนมาก และทำให้เกิดกลุ่มผู้ปฏิบัติงานที่ผ่านการฝึก ซึ่งอาจนำรูปแบบเดียวกันมาใช้ในประเทศ งานวิจัยจามตาราระบุว่าการหลอกลวงประเภทนี้ใช้การ "หลอกให้เหยื่อเชื่อใจ" (social engineering) เป็นหลัก ซึ่งทำได้ด้วยการฝึกเพียงเล็กน้อยและบทพูดที่เตรียมไว้ โดยอ้างงานปี 2024 ของซาร์การ์และชุกลาที่ศึกษาเหยื่อค้ามนุษย์ในฐานะทั้งเป้าหมายและผู้กระทำในอาชญากรรมไซเบอร์ ข้อมูลที่รัฐเปิดเผยและช่องว่างที่ยังอยู่ ซิงห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงต่อรัฐสภาว่าไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดของชาวอินเดียที่ติดค้างในประเทศเหล่านี้ เพราะผู้ที่ไปถึงศูนย์สแกมเดินทางด้วยตนเองผ่านนายหน้าที่ไม่สุจริตและช่องทางผิดกฎหมาย ผู้ที่โทรหลอกจากศูนย์เหล่านี้จำนวนมากเป็นเหยื่อที่ถูกหลอกไปทำงานด้วยข้อเสนองานปลอม และถูกทำร้ายร่างกายเมื่อพยายามออก ทั้งนี้แรงงานจำนวนมากถูกค้ามนุษย์ ส่วนบางคนไปด้วยความสมัครใจเพื่อรายได้สูง และเจ้าหน้าที่ต้องแยกเหยื่อค้ามนุษย์ออกจากผู้ที่สมัครใจทำสแกม งานวิจัยระบุว่ากฎหมายอาญาฉบับใหม่ของอินเดียนิยามอาชญากรรมองค์กรให้รวมอาชญากรรมไซเบอร์ โดยหมายถึงกลุ่มตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปที่ทำกิจกรรมผิดกฎหมายต่อเนื่องและใช้ความรุนแรงหรือการบังคับเพื่อผลประโยชน์ ทั้งนี้ตำรวจมถุรากำลังประเมินการใช้ข้อหาอาชญากรรมองค์กรร่วมกับข้อหาฉ้อโกงและกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ทริเวนี ซิงห์ (Triveni Singh) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์และอดีตนายตำรวจอินเดีย เห็นว่าการทลายปฏิบัติการเหล่านี้ต้องมุ่งที่โครงสร้างพื้นฐานของเครือข่าย มากกว่าการจับกุมผู้ต้องสงสัยเป็นรายคน. ที่มา:  UP’s Mini Jamtara: A Mathura Village Where Cyber Fraud Has Become A Way Of Life (Biswajeet Banerjee, Free Press Journal, 14 December 2025)  Nearly 7,000 Indians rescued from Cambodia, Myanmar, Laos cybercrime compounds since 2022: Centre (Scroll Staff, Scroll.in, 6 February 2026)  Rescued from Myanmar’s scam compound, three men arrested in Pune for running a cybercrime operation in India (OpIndia Staff, OpIndia, 11 May 2026) Understanding Jamtara cybercriminals: poverty, opportunity, and the rise of organized criminal networks (Gargi Sarkar et al., Humanities and Social Sciences Communications, 23 May 2026)  * รายงานพิเศษ * ต่างประเทศ * ไอซีที * สแกมเมอร์ * แก๊งคอลเซ็นเตอร์ * อินเดีย * อาชญากรรมออนไลน์
dlvr.it
October 6, 2026 at 2:15 AM
กรอบงานสำหรับการรับรองความรู้ศูนย์ของสถานะที่พัวพันกันร่วมกันในเครือข่ายควอนตัม โดยบรรลุความปลอดภัยตามทฤษฎีข้อมูลที่ไม่ขึ้นกับพลังการคำนวณ และขยายองค์ประกอบการเข้ารหัสลับไปยังการตั้งค่าควอนตัมแบบกระจายหลายฝ่าย

#เข้ารหัสควอนตัม #เครือข่ายควอนตัม #วิจัย
การพิสูจน์ความรู้ศูนย์แบบทฤษฎีข้อมูลสำหรับเครือข่ายควอนตัมผ่านการรับรองการพัวพันกัน
arxiv.org
September 30, 2026 at 11:57 AM
Quditto ทำให้เป็นไปได้ในการเลียนแบบเครือข่ายไฮบริด QKD-PQC แบบอัตโนมัติและขยายได้บนโครงสร้างพื้นฐานมาตรฐาน โดยสามารถปรับใช้ระบบ 200 โหนดในประมาณ 6 นาทีพร้อมการจัดการวัสดุการเข้ารหัสลับที่ปลอดภัยโดยอ้างอิงจากอินเทอร์เฟซที่เป็นมาตรฐาน

#การเข้ารหัสลับควอนตัม #การเข้ารหัสลับหลังควอนตัม #การวิจัย
การเลียนแบบเครือข่ายไฮบริด QKD-PQC ที่ขยายได้ผ่านการจัดการคลาวด์โดยแท้
arxiv.org
September 30, 2026 at 11:53 AM
ชลบุรีเปิด 'ศูนย์ซ่อมสร้างอุปกรณ์การแพทย์' ต้นแบบใช้กองทุนสุขภาพท้องถิ่น ดูแลผู้ป่วยถึงชุมชน
ชลบุรีเปิด 'ศูนย์ซ่อมสร้างอุปกรณ์การแพทย์' ต้นแบบใช้กองทุนสุขภาพท้องถิ่น ดูแลผู้ป่วยถึงชุมชน
ชลบุรีเปิด 'ศูนย์ซ่อมสร้างอุปกรณ์การแพทย์' ต้นแบบใช้กองทุนสุขภาพท้องถิ่น ดูแลผู้ป่วยถึงชุมชน auser15 Sat, 2026-05-23 - 10:19 เทศบาลตำบลหนองตำลึง จ.ชลบุรี เปิด “ศูนย์ซ่อมสร้าง ดัดแปลงเตียง รถเข็น และอุปกรณ์ทางการแพทย์" ผ่าน กปท.ชลบุรี ซ่อมแซมอุปกรณ์ทางการแพทย์ นำกลับมาใช้ประโยชน์ ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน เพิ่มโอกาสผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุเข้าถึงอุปกรณ์ฟื้นฟูจำเป็นใกล้บ้าน ด้าน สปสช. ชูตัวอย่างท้องถิ่น ภาคีเครือข่ายบูรณาการ 3 กองทุนสุขภาพ ขยายการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืน เทศบาลตำบลหนองตำลึง จัดพิธีเปิด “ศูนย์ซ่อมสร้างดัดแปลง เตียง รถเข็น และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เทศบาลตำบลหนองตำลึง” เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา โดยมี นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี (อบจ.ชลบุรี) ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พล.ร.ต.หญิง อำไพวัลย์ สวยสม ประธานศูนย์ปันน้ำใจสาธุ มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กองทัพเรือ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และ นายสรรเสริญ ชลอำนวย นายกเทศมนตรีตำบลหนองตำลึง ตลอดจนผู้บริหารท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ ร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้ นายวิทยา กล่าวว่า การเปิดศูนย์ซ่อมสร้าง ดัดแปลงเตียง รถเข็น และอุปกรณ์ทางการแพทย์ของเทศบาลตำบลหนองตำลึง ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก “กองทุนหลักประกันสุขภาพจังหวัดชลบุรี” หรือชื่อเดิมคือ กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด โดยต่อยอดจากเดิมที่มีศูนย์ให้ยืมอุปกรณ์ทางการแพทย์อยู่แล้ว แต่เห็นว่าอุปกรณ์ที่ชำรุดจากโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการหลายชิ้นยังสามารถซ่อมและนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ จึงพัฒนาเป็น “ศูนย์ซ่อมสร้างฯ” ควบคู่กับศูนย์ให้ยืมฯ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวมีต้นแบบจาก “ศูนย์ปันน้ำใจสาธุ” ที่นำเตียงและรถวีลแชร์เก่ามาซ่อมก่อนส่งต่อให้ผู้ป่วยติดเตียงและผู้ที่มีความจำเป็นใช้งาน ปัจจุบันจังหวัดชลบุรีมีศูนย์ซ่อมสร้างฯ แล้วกว่า 40 แห่ง และยังสามารถขยายผลเพิ่มเติมได้ โดยอยากให้ อบต. เทศบาล และ รพ.สต. ในพื้นที่ ร่วมกันเสนอโครงการผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพจังหวัด เพื่อจัดตั้งศูนย์ให้ยืมอุปกรณ์ ศูนย์ซ่อมสร้างฯ หรือจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับประชาชนในพื้นที่ต่อไป “ผมอยากเห็นพื้นที่อื่นทำแบบเทศบาลตำบลหนองตำลึง เพราะหากทุกท้องถิ่นร่วมกันดำเนินการ จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนที่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เหล่านี้ วันนี้ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วน รวมถึงเทศบาลตำบลหนองตำลึง ที่ให้ความสำคัญและจัดตั้งศูนย์ให้ยืมฯ และศูนย์ซ่อมสร้างฯ เป็นต้นแบบให้ท้องถิ่นอื่นในจังหวัดชลบุรีได้เข้ามาเรียนรู้ และนำไปขยายผลต่อในพื้นที่ของตนเอง” นายก อบจ.ชลบุรี กล่าว นายวิทยา กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนหลักประกันสุขภาพจังหวัดชลบุรี ไม่ได้มีบทบาทเฉพาะด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพเท่านั้น แต่ยังดูแลการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การสนับสนุนซ่อมแซมบ้านผู้พิการหรือผู้ยากไร้ รวมถึงจัดหาผ้าอ้อมผู้ใหญ่สำหรับผู้ป่วยติดเตียงกรณีที่ท้องถิ่นมีงบไม่เพียงพอ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง โดย อบจ.ชลบุรี ได้ประชาสัมพันธ์ให้ท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆ เข้าใจบทบาทของกองทุนฯ มากขึ้น เพื่อร่วมกับ อบจ. และ สปสช. ขยายเครือข่ายดูแลสุขภาพประชาชนให้ครอบคลุม ผ่านการทำงานร่วมกับอาสาสมัครและภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างใกล้ชิด นายสรรเสริญ กล่าวว่า ปัจจุบันในพื้นที่เทศบาลตำบลหนองตำลึงมีผู้สูงอายุ จำนวน 2,769 คน คนพิการ 472 คน ผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูทางด้านการแพทย์ 120 คน และผู้ป่วยที่จำเป็นต้องฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ 135 คน ซึ่งเทศบาลตำบลหนองตำลึงจะพยายามทำเต็มกำลังความสามารถของเทศบาลที่จะทำได้ เพื่อประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ขึ้น ลดค่าใช้จ่าย และเข้าถึงบริการได้ง่าย ทั้งเรื่องผ้าอ้อมผู้ใหญ่ที่ปีนี้ดำเนินการมาเป็นปีที่ 4 แล้ว การขอรับงบประมาณสนับสนุนจาก อบจ. เพื่อซ่อมแซมบ้านให้ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และผู้ยากไร้ ตลอดจนอุปกรณ์การแพทย์ที่ผู้ป่วยไม่สามารถจัดหาเองได้ และหวังว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการที่ยั่งยืน ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปดำรงชีวิตอย่างอิสระและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป พล.ร.ต.หญิง อำไพวัลย์ กล่าวว่า ศูนย์ปันน้ำใจสาธุมีเป้าหมายในการช่วยเหลือผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง โดยเปิดให้ยืมอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปใช้ที่บ้านฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งดำเนินงาน 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ รับบริจาคอุปกรณ์เก่าหรือชำรุดมาซ่อมแซมและส่งต่อให้ชุมชนได้นำกลับไปใช้ประโยชน์ สนับสนุนหน่วยงานและงานสาธารณกุศลต่าง ๆ เช่น สนับสนุนเตียงให้โรงพยาบาลช่วงโควิด-19 รวมถึงช่วยเหลือวัดและผู้ด้อยโอกาส และส่วนสำคัญที่สุดคือ “ศูนย์ซ่อม” ซึ่งถือเป็นหัวใจของศูนย์ให้ยืมอุปกรณ์ฯ เพราะหากไม่มีระบบซ่อมแซม การดำเนินงานก็จะไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ปัจจุบันเรามีเครือข่ายรวม 44 ศูนย์ทั่วจังหวัดชลบุรี ซึ่งขอชื่นชมเทศบาลตำบลหนองตำลึงที่มีความตั้งใจจัดตั้งทั้งศูนย์ให้ยืมฯ และศูนย์ซ่อมสร้างฯ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในชุมชนอย่างจริงจัง โดยทางศูนย์ฯ จะร่วมเดินหน้าขยายโอกาสการเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้ประชาชนต่อไป ตราบใดที่ยังได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพจังหวัดชลบุรี นางศิริลักษ์ พูลสวัสดิ์ หนึ่งในผู้ใช้บริการยืมอุปกรณ์ทางการแพทย์จากเทศบาลตำบลหนองตำลึง กล่าวว่า พี่ชายของตนมีอาการเส้นเลือดในสมองแตกและเป็นผู้ป่วยติดเตียงมานานประมาณ 1 เดือน ตอนแรกไม่ทราบว่ามีโครงการแบบนี้ ไม่รู้จะไปหาอุปกรณ์ที่ไหน ต่อมาทางเทศบาลทราบข้อมูลจึงประสานมาว่าจะเอาอุปกรณ์ที่จำเป็นมาให้ มีทั้งเตียงผู้ป่วย ที่นอนลม เครื่องดูดเสมหะ และเครื่องออกซิเจน รวมถึงผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ทั้งนี้การที่มีโครงการให้ยืมอุปกรณ์เหล่านี้มาใช้ถือเป็นประโยชน์อย่างมาก อีกทั้งเทศบาลยังช่วยอำนวยความสะดวก เอามาให้ถึงบ้านโดยที่ทางญาติผู้ป่วยไม่ต้องวิ่งไปเอาเอง ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวผู้ป่วยมากๆ ทพ.อรรถพร  กล่าวว่า ปัจจุบัน สปสช. มีงบประมาณที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) สำหรับงานสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค กองทุนหลักประกันสุขภาพจังหวัด หรือเดิมคือกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด และกองทุน LTC สำหรับดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงระยะยาว โดยจังหวัดชลบุรีถือเป็นตัวอย่างของการบูรณาการทั้ง 3 กองทุนร่วมกันจนเกิดเป็นศูนย์ซ่อมสร้างฯ ในวันนี้ ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ลดความแออัดในโรงพยาบาล เพราะประชาชนสามารถนำอุปกรณ์มาซ่อมหรือขอคำแนะนำการใช้งานได้ที่ศูนย์ใกล้บ้าน อีกทั้งการผลิตและซ่อมอะไหล่ภายในประเทศ ยังช่วยสร้างการหมุนเวียนเศรษฐกิจในพื้นที่อีกด้วย * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ศูนย์ซ่อมสร้างอุปกรณ์การแพทย์ * สปสช. * กปท.
dlvr.it
May 23, 2026 at 3:26 AM
นักวิจัยได้สาธิตโปรโตคอลการซิงโครไนซ์นาฬิกาควอนตัมด้วยโพลาไรเซชัน ซึ่งขยายความเชื่อถือได้ของการซิงโครไนซ์จากดาวเทียมถึงพื้นดินขึ้น 40% ภายใต้สภาวะการสูญเสียสูงและการขาดแคลนโฟตอน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตควอนตัมที่เกิดขึ้นใหม่

#เครือข่ายควอนตัม #การสื่อสารควอนตัม #วิจัย
การซิงโครไนซ์นาฬิกาควอนตัมด้วยโพลาไรเซชันสำหรับช่องสัญญาณดาวเทียมที่มีการสูญเสีย
arxiv.org
September 30, 2026 at 3:12 AM
นักวิจัยจาก Harvard สำเร็จในการขยายเวลา dephasing ของควบิตช่องว่างเซลิคอนขึ้น 3.2 เท่า โดยใช้สนามอะคูสติกต่อเนื่องแทนชีพจรไมโครเวฟ ซึ่งทำให้สามารถป้องกันความสอดคล้องที่เข้ากันได้กับเครือข่ายโพรงโฟนนิกสำหรับการเก็บข้อมูลควอนตัม

#เครือข่ายควอนตัม #ควบิตเพชร #ข่าว
สนามอะคูสติกขยายเวลาความสอดคล้องของควบิตเพชรสำหรับเครือข่ายโฟนนิก
postquantum.com
September 23, 2026 at 12:26 PM
เครือข่ายประสาทควอนตัมค่าเชิงซ้อนที่เป็นนวัตกรรมใหม่ขยายไปยังไกลเกินกว่าสถาปัตยกรรมค่าจริงแบบดั้งเดิม โดยเพิ่มประสิทธิภาพในการแสดงออกและประสิทธิภาพของพารามิเตอร์ผ่านการออกแบบแบบมีโครงสร้าง ได้รับการสาธิตอย่างประสบความสำเร็จบนตัวประมวลผลควอนตัมตัวนำยิ่งยวดพร้อมประสิทธิภาพการเรี...
เครือข่ายประสาทควอนตัมค่าเชิงซ้อน
www.nature.com
September 23, 2026 at 6:11 PM