ชาวอินเดียเกือบ 7,000 คน ถูกช่วยกลับจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์อาเซียน ขณะที่หมู่บ้านห่างไกลกลายเป็นฐานแก๊งในประเทศ
ชาวอินเดียเกือบ 7,000 คน ถูกช่วยกลับจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์อาเซียน ขณะที่หมู่บ้านห่างไกลกลายเป็นฐานแก๊งในประเทศ
วิทยากร บุญเรือง
auser15
Tue, 2026-10-06 - 09:05
รัฐบาลอินเดียเปิดเผยต่อรัฐสภาว่า ระหว่างปี 2565 ถึง 2568 มีชาวอินเดียเกือบ 7,000 คนได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับจากขบวนการคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ลาว และเมียนมา โดยส่วนใหญ่ถูกหลอกด้วยประกาศรับสมัครงานปลอมก่อนถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวง ขณะเดียวกัน อินเดียเองก็มีเครือข่ายหลอกลวงในพื้นที่ชนบทที่ขยายตัวจากปัญหาความยากจนและการว่างงาน รวมถึงมีการถ่ายทอดวิธีการหลอกลวงกันเองภายในชุมชน ด้านตำรวจรัฐมหาราษฏระระบุว่ามีชาย 3 คนที่เคยได้รับความช่วยเหลือออกจากพื้นที่ KK Park ในเมียนมา กลับมาก่อตั้งกลุ่มหลอกลวงในอินเดีย แต่ยังไม่มีข้อมูลว่ามีผู้กระทำผิดในลักษณะดังกล่าวจำนวนเท่าใด ทำให้ข้อมูลในปัจจุบันยืนยันได้เพียงว่ามีความเชื่อมโยงกันระหว่างสองพื้นที่ผ่านตัวบุคคลและวิธีการหลอกลวง แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าขบวนการสแกมเมอร์ได้ย้ายฐานจากต่างประเทศมายังอินเดีย
* รัฐบาลอินเดียแจ้งรัฐสภาเมื่อกุมภาพันธ์ 2026 ว่าช่วยพลเมืองกลับได้ 6,998 คนจากศูนย์สแกมในช่วงปี 2022 ถึง 2025 แยกเป็นกัมพูชา 2,533 คน ลาว 2,297 คน และเมียนมา 2,168 คน ก่อนหน้านี้รัฐบาลเปิดเผยตัวเลข 2,471 คน สำหรับช่วงถึงพฤษภาคม 2025 ส่วนจำนวนผู้ที่ยังติดค้าง รัฐบาลระบุว่าไม่ทราบแน่ชัด เพราะผู้ที่ไปถึงศูนย์เหล่านี้เดินทางผ่านนายหน้าที่ไม่สุจริตและเส้นทางผิดกฎหมาย
* ตำรวจนครพิมพรี-จินจ์วาดในรัฐมหาราษฏระจับชาย 3 คนเมื่อปลายมีนาคม 2026 ตำรวจระบุว่าทั้ง 3 คนถูกช่วยออกจาก KK Park เมื่อมกราคม 2026 และใช้ทักษะที่เรียนรู้ที่นั่นตั้งกลุ่มหลอกลวงในนวีมุมไบ โดยบัญชีม้า (บัญชีธนาคารที่ใช้รับเงินแทนผู้หลอก) เกือบ 24 บัญชีเชื่อมกับอย่างน้อย 120 คดีทั่วประเทศ
* งานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อพฤษภาคม 2026 พบว่าความยากจน การว่างงาน และคอร์สสอนหลอกลวงทำให้การหลอกลวงเป็นแหล่งรายได้ของคนหนุ่มสาวในพื้นที่จามตารา ส่วนตำรวจมถุราในรัฐอุตตรประเทศตรวจสอบ 18 หมู่บ้านและควบคุมตัว 312 คน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าผู้ที่กลับจากศูนย์สแกมเข้าไปอยู่ในเครือข่ายเหล่านี้กี่คน
ตำรวจอินเดียบุกทลายฐานแก๊งไซเบอร์ในรัฐราชสถาน เมื่อเดือนมกราคม 2026 หลังพบเครือข่ายส่ง WhatsApp ปลอมอ้างเป็นใบสั่ง e-Challan หลอกเหยื่อดาวน์โหลดไฟล์ APK ก่อนดูดเงินจากบัญชีธนาคาร ตำรวจยึดโทรศัพท์ 70 เครื่อง ซิมการ์ด 467 ซิม และอุปกรณ์ที่ใช้ก่ออาชญากรรมจำนวนมาก | ภาพจาก: NewsCrab
ชาวอินเดียหลายพันคนถูกส่งกลับประเทศหลังถูกหลอกไปทำงานในศูนย์สแกม หรือ "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ซึ่งเป็นสถานที่ที่กลุ่มอาชญากรใช้หลอกลวงคนทางออนไลน์ ในกัมพูชา ลาว และเมียนมา ขณะเดียวกัน อินเดียมีเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในหมู่บ้านชนบทของตัวเองมาหลายปี ตำรวจรัฐมหาราษฏระรายงานคดีหนึ่งที่ผู้ถูกช่วยออกจากศูนย์สแกมในเมียนมาถูกกล่าวหาว่ากลับมาตั้งกลุ่มหลอกลวงในอินเดีย ผู้บัญชาการตำรวจในคดีนี้ระบุว่าเครือข่ายหลอกลวงข้ามประเทศสร้างผู้ปฏิบัติงานที่นำรูปแบบเดียวกันมาใช้ในอินเดีย
"เหยื่อ" ถูกช่วยกลับจากศูนย์สแกมเพิ่มเป็น 6,998 คน หลายคนถูกหลอกด้วยโฆษณางาน
สถานทูตอินเดียในลาว ช่วยเหลือชาวอินเดีย 67 คน จากศูนย์สแกมในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ เมื่อช่วงเดือนมกราคม 2025 | ภาพจาก: @IndianEmbLaos
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 รัฐบาลอินเดียชี้แจงต่อรัฐสภาว่า ระหว่างปี 2022-2025 ได้ช่วยเหลือพลเมืองอินเดียที่ถูกหลอกไปทำงานในศูนย์สแกมในกัมพูชา ลาว และเมียนมา กลับประเทศรวม 6,998 คน แบ่งเป็นกัมพูชา 2,533 คน ลาว 2,297 คน และเมียนมา 2,168 คน โดยคีร์ติ วาร์ธาน ซิงห์ (Kirti Vardhan Singh) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ให้ข้อมูลดังกล่าวในเอกสารตอบกระทู้ถามเรื่องการค้ามนุษย์และการหลอกลวงแรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ตัวเลขชุดนี้ต่างจากที่เคยรายงานก่อนหน้า ซึ่งทำให้เทียบกันโดยตรงไม่ได้ โดยก่อนหน้านั้นสื่ออินเดียเคยสรุปยอดช่วยเหลือระหว่าง มกราคม 2022 - พฤษภาคม 2025 ไว้ที่ 2,471 คน (ลาว 1,089 คน กัมพูชา 800 คน เมียนมา 582 คน) ส่วนในเดือน ธันวาคม 2025 รัฐบาลเคยตอบกระทู้ในราชยสภา (สภาสูง) ว่าช่วยเหลือได้แล้วกว่า 6,700 คน แบ่งเป็นกัมพูชา 2,265 คน ลาว 2,290 คน และเมียนมา 2,165 คน แต่ไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่นับยอดไว้ชัดเจน
ซิงห์ระบุในคำตอบว่ารัฐบาลทราบว่ามีบริษัทที่ไม่น่าไว้ใจเสนองานปลอมเพื่อล่อชาวอินเดียไปกัมพูชา เมียนมา และลาว เพื่อให้ทำอาชญากรรมไซเบอร์และการฉ้อโกงจากศูนย์สแกม มีรายงานว่าผู้ที่ถูกล่อรวมถึงวิศวกรซอฟต์แวร์และคนหางานรุ่นใหม่ และมักพบข้อเสนองานผ่านช่อง Telegram กลุ่ม WhatsApp และโพสต์หางานบนโซเชียลมีเดีย
กรณีล่าสุดที่มีรายงานเกิดขึ้นในรัฐกรณาฏกะ กองบัญชาการไซเบอร์รัฐกรณาฏกะ ช่วยชายหนุ่ม 2 คนที่ถูกหลอกด้วยข้อเสนองานออกจากศูนย์สแกมในเมียนมาที่กลุ่มจีนควบคุม เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2026 มีรายงานว่าการช่วยเหลือประสานงานกับศูนย์ประสานงานอาชญากรรมไซเบอร์อินเดีย สำนักงานบังคับใช้กฎหมาย และสถานทูตอินเดียในเมียนมา ปรานับ โมฮันตี (Pranab Mohanty) อธิบดีตำรวจประจำกองบัญชาการ กล่าวว่าการประสานงานหลายหน่วยงานทำให้ช่วยออกมาได้ในเวลาสั้นมาก
ชายทั้ง 2คน มาจากเขตโกลาร์ รัฐกรณาฏกะ เห็นโฆษณารับสมัครงานต่างประเทศบน Facebook จึงเดินทางไปตามที่นัดหมาย ก่อนถูกพาต่ออีก 440 กิโลเมตรไปยังศูนย์สแกมในรัฐกะเหรี่ยงของเมียนมา และเพิ่งรู้ตัวในวันรุ่งขึ้นว่าไม่ได้ทำงานกับบริษัทจริงตามที่ถูกกล่าวอ้าง ตำรวจรัฐกรณาฏกะจึงเตือนผู้หางานให้ระวังข้อเสนองานเงินเดือนสูงผิดปกติ โดยเฉพาะตำแหน่งไอที ฝ่ายบริการลูกค้า คีย์ข้อมูล และการตลาดออนไลน์ ที่ต้องเดินทางไปต่อยังไทย เมียนมา ลาว หรือกัมพูชา
ในเมียนมา ศูนย์สแกม KK Park ในเขตเมียวดีถูกบุกค้นเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2025 มีผู้คนกว่า 1,500 คนจาก 28 ชาติหนีข้ามไปไทย รวมถึงชาวอินเดียราว 500 คน ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ามีคนทำงานที่ KK Park ราว 20,000 คน ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นชาวจีน
เครือข่ายสแกมในหมู่บ้านอินเดียมีมาก่อนและขยายตัวด้วยปัจจัยภายในประเทศ
ตำรวจอินเดียปิดล้อมหมู่บ้าน 4 แห่งในเมืองมถุรา รัฐอุตตรประเทศ เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2025 ในปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งหลอกลวงทางไซเบอร์ โดยระดมกำลังตำรวจราว 300 นาย และควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 42 คน | ภาพจาก: Jagran
"จามตารา" (Jamtara) เป็นเขตในรัฐฌารขัณฑ์ ที่สื่อในอินเดียรายงานเรื่องการหลอกลวงออนไลน์มาตั้งแต่ปี 2016 ประชากรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรยากจนและคนหนุ่มสาวที่ไม่มีงานทำ งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศนานาชาติไฮเดอราบาด ตีพิมพ์ในวารสาร Humanities and Social Sciences Communications เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ผู้วิจัยวิเคราะห์ข่าว 92 ชิ้นที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2016 และสัมภาษณ์ผู้กระทำผิดจากจามตารา 4 คน
งานวิจัยระบุปัจจัยที่ทำให้การหลอกลวงเป็นทางหารายได้ของคนหนุ่มสาวในพื้นที่ ได้แก่ ความยากจน การว่างงาน การควบคุมของตำรวจที่ไม่เพียงพอ กฎหมายไซเบอร์ที่อ่อน และการทุจริตทางการเมือง ผู้วิจัยพบด้วยว่ามีคอร์สอบรมแบบไม่เป็นทางการที่สอนวิธีหลอกลวง และมีบริการอาชญากรรมไซเบอร์แบบจ้างทำ (cybercrime-as-a-service) ที่ผู้มีประสบการณ์จัดหาเครื่องมือ บัญชีม้า และซิมปลอมให้ผู้เริ่มต้น งานวิจัยระบุว่าธุรกิจหลอกลวงจำนวนมากดำเนินงานแบบครอบครัวและสืบทอดข้ามรุ่น
งานวิจัยระบุว่ารายงานข่าวปี 2023 เริ่มกล่าวถึงการแพร่ของรูปแบบเดียวกันไปยังเขตภรัตปุระ และนุห์ รวมถึงหมู่บ้านใกล้เคียง งานวิจัยอ้างข้อมูลว่าคดีราว 60% มาจากเพียง 5 เขต ได้แก่ ภรัตปุระ 18% มถุรา 12% นุห์ 11% เดโอฆาร 10% และจามตารา 9.6% ผู้วิจัยอ้างข้อมูลกระทรวงมหาดไทยอินเดียด้วยว่าในปี 2023 มีคดีไซเบอร์ที่รายงานในอินเดียมากกว่า 1 ล้านคดี และความเสียหายเกิน 110 ล้านดอลลาร์
ในรัฐอุตตรประเทศ ตำรวจมถุราใช้ฉายา "Mini Jamtara" เรียกกลุ่มหมู่บ้านที่พบคดีหลอกลวงซ้ำๆ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 ตำรวจตรวจสอบเครือข่ายใน 18 หมู่บ้าน ควบคุมตัว 312 คน และตรวจเบอร์โทรศัพท์ 7,000 เบอร์กับบัญชีธนาคาร 1,400 บัญชี การสอบสวนพบว่าเครือข่ายแบ่งงานเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 หาเครื่องมือ เช่น บัญชีม้า ซิมปลอม และบัตรเอทีเอ็ม กลุ่มที่ 2 โทรหาเหยื่อหรือหลอกผ่านเว็บไซต์ปลอม และกลุ่มที่ 3 โอนเงินต่อหลายบัญชีข้ามรัฐเพื่อฟอกเงิน
หมู่บ้านเทวสรัส ในเขตนี้มีประชากรราว 7,000 คน ตำรวจประเมินว่าราว 60% ของประชากรพึ่งรายได้จากการหลอกลวงออนไลน์ทางตรงหรือทางอ้อม เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2025 ตำรวจราว 400 นายค้นหมู่บ้านนานเกือบ 12 ชั่วโมง ระบุตัวผู้ต้องสงสัย 42 คน และจับได้ 37 คน ตำรวจระบุว่าผู้ต้องสงสัยราว 120 คนหนีข้ามชายแดนรัฐราชสถานซึ่งอยู่ห่างราว 5 กิโลเมตร ตำรวจระบุด้วยว่าผู้ถูกระบุตัวจำนวนมากเรียนถึงเพียงชั้นที่ 5 หรือชั้นที่ 8 และการฝึกมักทำในบ้านโดยผู้ที่มีประสบการณ์
ตำรวจกับนักวิจัยมองตรงกันอีกเรื่องหนึ่ง
ข้อมูลที่ชัดที่สุดเกี่ยวกับผู้ถูกช่วยกลับมากระทำผิดมาจากคดีในรัฐมหาราษฏระ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าชาย 3 คน เดินทางไปไทยเมื่อสิงหาคม 2025 หลังเห็นโฆษณางานเงินเดือนสูงในกรุงเทพฯ บนโซเชียลมีเดีย แล้วถูกพาไปยัง KK Park ตำรวจระบุว่าทั้ง 3 คน ถูกบังคับให้ทำสแกมหลอกลงทุนหุ้น สแกมงานเสริม สแกมหลอกรัก และสแกมอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จับกุมทางออนไลน์กับเหยื่อชาวอินเดีย ทั้ง 3 รู้จักกันที่นั่นและแลกเปลี่ยนช่องทางติดต่อ
ตำรวจระบุว่าทั้ง 3 คน ถูกช่วยออกมาในปฏิบัติการร่วมของทางการเมียนมาและหน่วยงานนานาชาติเมื่อมกราคม 2026 และเดินทางกลับอินเดีย หลังกลับมา ทั้ง 3 รวมกลุ่มกันที่ย่านเนรูล ในนวีมุมไบ และเริ่มหลอกลวงร่วมกับผู้ต้องสงสัยบางคนที่เชื่อมโยงกับขบวนการที่ทำงานจาก KK Park
คดีเริ่มจากนักธุรกิจคนหนึ่งและบิดามารดาในพิมพรี-จินจ์วาด ถูกหลอกลงทุนหุ้นผ่านแอปปลอมเมื่อต้นกุมภาพันธ์ 2026 เสียเงิน 2.1 โครร์รูปี (1 โครร์เท่ากับ 10 ล้าน) ผู้หลอกอ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญตลาดหุ้น ตำรวจนครพิมพรี-จินจ์วาด ตามเส้นทางเงินและพบว่าเงินส่วนใหญ่ถูกโอนเข้าบัญชีบริษัทเอกชนในนวีมุมไบ ปลายมีนาคม ตำรวจจับนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อายุ 42 ปีจากเนรูล ซึ่งเป็นผู้จดทะเบียนบริษัทดังกล่าว จากนั้นจับชายจากจาลันธาร์และดาร์จีลิงที่ย้ายมาทำงานกับเขา ตำรวจระบุว่าทั้ง 3 คนคือผู้ที่ถูกช่วยออกจาก KK Park
ตำรวจตรวจค้นสถานที่ในเนรูลและพบชุดเอกสารบัญชีธนาคาร สมุดเช็ค บัตรเดบิต และซิมที่ผูกกับบัญชีม้าเกือบ 24 บัญชี รวมทั้งเครื่องรูดบัตรและตราประทับบริษัทหลายอัน ตำรวจระบุว่าบัญชีเหล่านี้เชื่อมกับอย่างน้อย 120 คดีทั่วประเทศ และมียอดธุรกรรมอยู่ในช่วง 2 โครร์ถึง 18 โครร์รูปี ตำรวจยังพบว่าทั้ง 3 ซื้อชื่อโดเมนเพื่อสร้างเว็บไซต์ธุรกิจปลอม และเตรียมย้ายไปฟาร์มเฮาส์ใกล้มุมไบ ซึ่งอาจอยู่ในพื้นที่คาร์จัต ตำรวจจับผู้ให้การสนับสนุนในพื้นที่เพิ่มอีก 2 คน ปัจจุบัน ทั้ง 3 คนยังถูกคุมขัง
วิโนย กุมาร เชาเบย์ (Vinoy Kumar Choubey) ผู้บัญชาการตำรวจนครพิมพรี-จินจ์วาด กล่าวว่าเครือข่ายหลอกลวงเหล่านี้หลอกใช้เยาวชนอินเดียจำนวนมาก และทำให้เกิดกลุ่มผู้ปฏิบัติงานที่ผ่านการฝึก ซึ่งอาจนำรูปแบบเดียวกันมาใช้ในประเทศ
งานวิจัยจามตาราระบุว่าการหลอกลวงประเภทนี้ใช้การ "หลอกให้เหยื่อเชื่อใจ" (social engineering) เป็นหลัก ซึ่งทำได้ด้วยการฝึกเพียงเล็กน้อยและบทพูดที่เตรียมไว้ โดยอ้างงานปี 2024 ของซาร์การ์และชุกลาที่ศึกษาเหยื่อค้ามนุษย์ในฐานะทั้งเป้าหมายและผู้กระทำในอาชญากรรมไซเบอร์
ข้อมูลที่รัฐเปิดเผยและช่องว่างที่ยังอยู่
ซิงห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงต่อรัฐสภาว่าไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัดของชาวอินเดียที่ติดค้างในประเทศเหล่านี้ เพราะผู้ที่ไปถึงศูนย์สแกมเดินทางด้วยตนเองผ่านนายหน้าที่ไม่สุจริตและช่องทางผิดกฎหมาย
ผู้ที่โทรหลอกจากศูนย์เหล่านี้จำนวนมากเป็นเหยื่อที่ถูกหลอกไปทำงานด้วยข้อเสนองานปลอม และถูกทำร้ายร่างกายเมื่อพยายามออก ทั้งนี้แรงงานจำนวนมากถูกค้ามนุษย์ ส่วนบางคนไปด้วยความสมัครใจเพื่อรายได้สูง และเจ้าหน้าที่ต้องแยกเหยื่อค้ามนุษย์ออกจากผู้ที่สมัครใจทำสแกม
งานวิจัยระบุว่ากฎหมายอาญาฉบับใหม่ของอินเดียนิยามอาชญากรรมองค์กรให้รวมอาชญากรรมไซเบอร์ โดยหมายถึงกลุ่มตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปที่ทำกิจกรรมผิดกฎหมายต่อเนื่องและใช้ความรุนแรงหรือการบังคับเพื่อผลประโยชน์ ทั้งนี้ตำรวจมถุรากำลังประเมินการใช้ข้อหาอาชญากรรมองค์กรร่วมกับข้อหาฉ้อโกงและกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ทริเวนี ซิงห์ (Triveni Singh) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์และอดีตนายตำรวจอินเดีย เห็นว่าการทลายปฏิบัติการเหล่านี้ต้องมุ่งที่โครงสร้างพื้นฐานของเครือข่าย มากกว่าการจับกุมผู้ต้องสงสัยเป็นรายคน.
ที่มา:
UP’s Mini Jamtara: A Mathura Village Where Cyber Fraud Has Become A Way Of Life (Biswajeet Banerjee, Free Press Journal, 14 December 2025)
Nearly 7,000 Indians rescued from Cambodia, Myanmar, Laos cybercrime compounds since 2022: Centre (Scroll Staff, Scroll.in, 6 February 2026)
Rescued from Myanmar’s scam compound, three men arrested in Pune for running a cybercrime operation in India (OpIndia Staff, OpIndia, 11 May 2026)
Understanding Jamtara cybercriminals: poverty, opportunity, and the rise of organized criminal networks (Gargi Sarkar et al., Humanities and Social Sciences Communications, 23 May 2026)
* รายงานพิเศษ
* ต่างประเทศ
* ไอซีที
* สแกมเมอร์
* แก๊งคอลเซ็นเตอร์
* อินเดีย
* อาชญากรรมออนไลน์