#คดีชุมนุมและคดีแสดงออกทางการเมือง
Then to Thailand where TLHR's case schedule show 3 politically motivated cases in court this week
tlhr2014.com/archives/86918

And they also published the situation of “Eye” Kanruthai Khlaion, who is sentenced to over 10 years after recently visitong her in prison,
tlhr2014.com/archives/87166
15/
October 11, 2026 at 7:04 PM
Lastly, 2 cases Lèse-majesté cases in Thai courts this week, witness testimony sessions:
11 activists over the rally & statement in front of the german embassy in Oct 2020
&"Pharadon" who shared a post on FB,

Case details can be found here:
tlhr2014.com/archives/85823
#FreeOurFriends
17/
September 13, 2026 at 8:37 PM
Lastly, one of the legacies of the 1976 coup in Thailand is the greater penalties for Lèse-majesté offences. This still effects our Thai friends & allies to this day as can be seen from the upcoming court cases list for the next 11 days from TLHR
tlhr2014.com/archives/86918
#FreeOurFriends
19/
October 4, 2026 at 8:09 PM
There were at least 150 verdicts in cases against activists in Thailand in 2025 related to protest & political expression. One every 2 working days. Relentless suppression of friends & allies.

But as this piece shows... there were some key wins (acquittals) too.

#FreeOurFriends
คำพิพากษายกฟ้องสำคัญปี 2568 | ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ปี 2568 สถานการณ์การดำเนินคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองยังดำเนินต่อไป แม้แนวโน้มคดีใหม่จะลดน้อยลงมาก แต่คดีจากสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงปี 2563-65
tlhr2014.com
December 26, 2025 at 9:59 PM
While its great to see one activist free... There are still many cases against other activists in the courts in Thailand.
This week there are 5 cases against activists, 1 is under Section 112 against "Fah" who is already jailed.

Details:
tlhr2014.com/archives/85823
17/
September 27, 2026 at 5:36 PM
Some of the heaviest sentences in single cases were handed down by Thai courts in 2025. 14 people got prison sentences over 10 years.

and if that wasn't enough at least 5 activists inc Anon Nampa, "Get" Sophon whose multiple cases mean they also been sentenced for excessive time
#FreeOurFriends
“คดีการเมือง” โทษสูงปี 2568 | ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ในปี 2568 สถานการณ์การดำเนินคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองยังเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยตลอดทั้งปีนี้ พบว่ามีคำพิพากษาในศาลชั้นต่าง ๆ ออกมาไม่น้อยกว่า 150
tlhr2014.com
December 27, 2025 at 11:23 AM
Lastly TLHR highlight the politically motivated cases in court this week.
tlhr2014.com/archives/83746

1 Lèse-majesté case with 22 defendants related to the September 19th & 20th 2020 protest has witness sessions and 5 other cases on other charges related to other protests & Social media posts
18/
June 7, 2026 at 6:38 PM
This month (May 2026) there are at least 13 political cases in Thai courts scheduled
- Hearing on the death of "Bung" Netiporn
- 6 Lese Majesty cases (4 witness exemptions, 1 evidence session, 1 verdict)
- 6 other cases
- Total of 44 defendants.

#FreeOurFriends

tlhr2014.com/archives/83013
May 5, 2026 at 9:10 PM
TLHR have published the court schedule of upcoming cases for April. There are 15 people in court for Lese majesty cases & 30 in other political cases.

#FreeOurFriends
#คดีชุมนุมและคดีแสดงออกทางการเมือง
tlhr2014.com/archives/82667
13/
April 5, 2026 at 10:33 AM
Lastly there are 3 cases in Thai courts this week, there is 1 scheduled evidence examination in a 112 case, and 2 freedom of expression cases, one of which is "Paan" appealing against conviction for being the admin of the Thalufah FB page.
#FreeOurFriends

case list:
tlhr2014.com/archives/83013
14/
May 10, 2026 at 8:11 PM
Also 3 other cases in Thai courts this week
1 man facing verdict in Lèse-majesté case for sharing posts on FB.
Appeal court verdict in a case related to Protest at Myanmar Embassy on February 1, 2021 against the coup.
&
a witness hearing in the case of 22 activists
tlhr2014.com/archives/84136
17/
July 19, 2026 at 8:21 PM
And as it is the turn of the month Thai Lawyers for human rights have published the upcoming court cases related to 112 & other political charges for June. There are at least 15 cases, 53 defendants, 3 of whom were minors at the time of the offence.
#freeOurFriends
tlhr2014.com/archives/83746
23/
May 31, 2026 at 3:51 PM
That's all the events we have for now.

It's a new month & the schedule of cases related to Lèse-majesté & other political cases in Thailand for Oct has been published by TLHR. 4 verdicts are due, the inquest into Bung's death & more #FreeOurFriends
tlhr2014.com/archives/78671

/8
October 3, 2025 at 8:20 PM
To Thailand where Thai Lawyers for Human Rights have updated the list of political prisoners. at least 63 remain in prison on political charges
tlhr2014.com/archives/80978
&
26 people are in court this week in Thailand on 112 or other politically charged cases.
#FreeOurFriends
14/
May 3, 2026 at 9:18 PM
Thai Lawyers for human rights has released the schedule of Politically motivated cases in Thailand for July, there are 2 verdicts, 1 appeals court ruling, 4 witness hearings in Lèse-majesté cases. Inquest into Bung's death continues & 9 other cases
tlhr2014.com/archives/84136
#FreeOurFriends
11/
July 3, 2026 at 7:19 PM
There is one case in Thai courts this week where 4 protesters will hear their appeal verdict in a case related to the supposed arson of a police pickup truck at the "March to Oust Prayut" on the 11th June 2022
#FreeOurFriends

That's all from us for now.

With love & in solidarity always ✊
August 9, 2026 at 7:58 PM
Then Pup's story of her 1st arrest reminds us that our Thai friends continue to be arrested & targeted, indeed this week there are 4 Lèse-majesté cases w/ 18 defendants & 3 other cases related to freedom of expression w/ 12 defendants & the inquest into Bung's death has a hearing
#FreeOurFriends
13/
July 12, 2026 at 8:17 PM
Lastly on the matter of political persecution in Thailand, This week, there are 3 witness hearings in 112 cases, 1 virdict for a 112 case, 2 hearings in cases related to assembly & political expression.
Defendants inc Tawan & Anon Nampa
#FreeOurFriends

tlhr2014.com/archives/84136
12/
July 5, 2026 at 8:52 PM
Mon: Both events in Bangkok
Join Thai friends as they commemorate & demand justice for those killed in the suppression of the 2010 uprising. At Ratchaprasong #15ปีเมษาพฤษภา53
&
Civil society network host Day of seminars “From Tak Bai to Ratchaprasong: Justice should not have an expiration date”
/3
May 18, 2025 at 7:46 PM
112 คดีอาญาพิเศษใส่ไข่ : การเมืองในคดี “อาญา” อันไม่ปกติของม.112 | คนนอกคอก EP.4[คลิป]
112 คดีอาญาพิเศษใส่ไข่ : การเมืองในคดี “อาญา” อันไม่ปกติของม.112 | คนนอกคอก EP.4[คลิป] admin666 Tue, 2025-11-25 - 19:56 เมื่อ 19 พ.ย.2568 ที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบ 5 ปี ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศผ่านสื่อมวลชนว่าจะให้ใช้กฎหมายทุกมาตราในการดำเนินการกับการชุมนุมทางการเมืองของเยาวชนที่ออกมาเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก แต่อีกประเด็นสำคัญในเวลานั้นคือการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์  หลังการประกาศของพล.อ.ประยุทธ์ จำนวนคดีที่เกิดขึ้นจากการแสดงออกทางการเมืองทะยานพุ่งสูงขึ้นไปถึง 1,986 คน 1,338 คดี และ 1 ในข้อหาที่ถูกเอามาใช้ก็คือ “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างน้อย 284 คน ใน 317 คดีหรือเกือบ 1 ใน 4 ของคดีการเมืองช่วงปี 2563-2568  มาตรา 112 เป็นข้อหาที่มีประเด็นโต้แย้งมากที่สุดเมื่อพูดถึงว่าควรจะได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ เหตุผลที่เอามาโต้แย้งเพื่อไม่รวมการนิรโทษฯ มักอ้างกันว่าเป็นเพียงคดี “อาญา” ไม่ใช่คดีทางการเมือง (ซึ่งก็น่าสนใจว่าบรรดาคดีการเมืองทั้งหลายตลอด 20 ปีที่กำลังจะได้นิรโทษฯ จาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ก็เป็นข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญาหรือประมวลกฎหมายแพ่งทั้งนั้น)  อย่างไรก็ตาม ยิ่งไปกว่าเรื่องทางสถิติสัมพันธ์กับสถานการณ์ทางการเมืองตลอด 5 ปีที่ผ่านมาและเหตุผลที่ทำให้คนเกือบ 300 คนถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 จากการแสดงออกทางการเมืองของพวกเขาที่มักถูกย้ำอยู่ในรายงานข่าวคดีต่างๆ ที่คอยย้ำว่าคดีมาตรา 112 เป็นคดีทางการเมืองแล้ว ยังมีอีกประเด็นที่สะท้อนความเป็นการเมืองของคดีมาตรา 112 คือ “กระบวนการพิจารณาคดี” ในศาลที่แปลกแตกต่างออกไปจากคดีอาญาทั่วๆ ไป ทั้งการพิจารณาลับหรือไม่ให้เผยแพร่เนื้อการพิจารณาคดี ไม่ให้จำเลยเรียกพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง การขอประกันตัวแสนยากเย็นและได้บ้างไม่ได้บ้างทั้งที่เงื่อนไขที่ศาลตั้งก็ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในกฎหมาย ฯลฯ และอีกสารพัดที่กล่าวถึงไม่หมด รายการ “คนนอกคอก” ตอนล่าสุด ชวน “ทนายด่าง” หรือ กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความที่เข้ามาช่วยเหลือผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองมานานและเคยทำคดีมาตรา 112 ในความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยนับตั้งแต่คดีของ “ดา ตอร์ปิโด” จนถึงคดีของเหล่าเยาวชนในปัจจุบัน ที่เห็นความแปลกแตกต่างที่เกิดในแต่ละช่วงสมัย อีกทั้งยังต่างไปจากคดี “อาญา” ที่ปกติต้องเจอในสาขาอาชีพทนายความของเขา มาเล่าประสบการณ์ที่เขาต้องเจอว่าคดี มาตรา 112 มันพิเศษใส่ไข่อย่างไร มาตรา 112 เคยถูกแก้ เคยนิรโทษ คดีมาตรา 112 อยู่ในประมวลกฎหมายอาญาหมวดความมั่นคงของรัฐ ว่าด้วยผู้ใดที่ “ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย” พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี แม้หลายคนอาจมองว่าเป็นคดีอาญาทั่วไปที่เกี่ยวกับการแสดงออก แต่หากพิจารณาลึกลงไป มาตรานี้มีลักษณะพิเศษในตัวเอง ทั้งในด้านสถานะของผู้ได้รับความคุ้มครอง อัตราโทษที่สูงกว่าคดีหมิ่นประมาททั่วไป และความละเอียดอ่อนในการตีความและบังคับใช้ ทำให้มาตรา 112 มีความซับซ้อนมากกว่าที่ปรากฏในตัวบทกฎหมาย บทกฎหมายจะเขียนไว้ใกล้เคียงกับความผิดฐานดูหมิ่นและหมิ่นประมาทบุคคล แต่ในทางปฏิบัติกลับเต็มไปด้วยพื้นที่คลุมเครือตั้งแต่ขั้นตอนการกล่าวหา การตีความ ไปจนถึงการใช้อำนาจดุลพินิจ ซึ่งความคลุมเครือนี้เองที่มักนำไปสู่ข้อกังขาในหลายคดี สำหรับคนที่ทำคดี 112 มามากกว่าสิบปี อย่างกฤษฎางค์ นุตจรัส (ทนายด่าง) ทนายความที่ร่วมช่วยเหลือคดีทางการเมืองกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เล่าถึงประสบการณ์ที่เจอระหว่างต่อสู้คดีและได้พบเจอความไม่คงเส้นคงวาเหล่านี้ที่เขามองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่เป็นสิ่งที่เขาเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก กฤษฎางค์ ได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับโทษมาตรา 112 ไว้ว่า เพิ่งมีการเปลี่ยนโทษ จากจำคุกไม่เกิน 7 ปี ไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำกลายมาเป็นโทษแบบที่เห็นในปัจจุบัน หลังการรัฐประหารตอน 6 ตุลาคม 2519 เกิด ซึ่งในการแก้ครั้งนี้ที่ไม่ต้องผ่านสภาใด จนใช้ยาวนานถึง 49 ปี กฤษฎางค์ ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา โทษจำคุกในมาตรา 112 สูดสุดที่ 7 ปี ไม่มีโทษขั้นต่ำ หมายความว่าศาลจะลงโทษแค่ 1 วันก็ได้ แต่หลังจากเกิดการรัฐประหาร พลเอก สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะรัฐประหารในเวลานั้นออกคำสั่งแก้โทษเป็น 3 - 15 ปี โดยรัชกาลที่ 9 ไม่ได้ลงพระนามไม่มีพระบรมราชโองการอะไร ทำให้ผู้พิพากษาต้องกำหนดโทษไม่ต่ำกว่า 3 ปี การลดโทษทำได้ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด  การแก้ไขเพิ่มโทษครั้งนั้น สะท้อนให้เห็นว่าแม้มาตรา 112 มักถูกมองว่าเป็นกฎหมายที่แก้ไขไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงเป็นกฎหมายอาญาธรรมดาเช่นเดียวกับคดีลักวิ่งชิงปล้นที่ใครทำผิดก็ต้องติดคุกติดตะรางและปรับเปลี่ยนเนื้อหาและอัตราโทษให้เหมาะสมกับสภาพสังคม แต่เรื่องหนึ่งที่เคยถกเถียงกันตอนหลังช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ว่าจะใช้โทษที่ปรับให้รุนแรงขึ้นย้อนหลังกลับไปใช้กับคดีที่เกิดขึ้นก่อนแก้ไขหรือเปล่า แต่โชคดีที่ตอนนั้นมีการนิรโทษกรรมก่อน       กฤษฎางค์ เล่าต่อว่า พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกฯ ที่มารับช่วงต่อประกาศนิรโทษกรรมในปี 2522 ทำให้หลายคนรอดจากโทษที่เพิ่มขึ้นมา แต่ในช่วงนั้นถึงรอดจากมาตรา 112 ก็โดน พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์กันอยู่ดี     “กฎหมายสามารถวิวัฒนาการได้ ผมถึงมีความเชื่อว่ามาตรา 112 เนี่ยแก้ไขได้ และหากถามว่ายกเลิกได้ไหม ยกเลิกได้ แต่เราจะทำอย่างไรให้มีกฎหมายที่ปกป้องคุ้มครองสถาบันกษัตริย์ของเรา” ประสบการณ์ว่าความคดี 112 อันอึมครึม กฤษฎางค์ เล่าถึงประสบการณ์ว่าความคดีมาตรา 112 ครั้งแรกว่า ตอนนั้น สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ทาบทามให้เขาไปช่วยคดีของ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอปิโด เขาจึงชวนประเวศ ประภานุกูล เพื่อนทนายไปทำคดีด้วยกัน การสืบพยานในคดีเวลานั้นก็ทำเหมือนที่ทำกับคดีมาตรา 112 ทุกวันนี้ว่าดาพูดอย่างไรทำอะไร ศาลเห็นว่าผิดก็พิพากษาลงโทษ ทางดาก็อุทธรณ์คดีต่อแต่ในชั้นอุทธรณ์คดี ดาอยู่ในคุกมานานกว่าศาลอุทธรณ์จะพิพากษามีคำพิพากษาออกมาดาจึงตัดสินใจถอนอุทธรณ์เพื่อให้คดีสิ้นสุด จนดาได้พ้นโทษออกมา “มันมีความอึมครึม มีการขออนุญาตพิจารณาคดีลับ มีความระมัดระวังในการสืบพยาน คือมีการตัดสินมาเรียบร้อยแล้ว มันขึ้นศาลพอเป็นพิธีเท่านั้นเอง โอกาสในการต่อสู้คดีก็ไม่เยอะไม่เหมือนสมัยนี้” ทนายความเล่าถึงความรู้สึกที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมในคดีมาตรา 112 ครั้งแรก ส่วนคดีที่สอง เป็นคดีของประเวศ เพื่อนทนายความของกฤษฎางค์เอง  คดีของประเวศเกิดขึ้นจากโพสต์บน Facebook หลายโพสต์ คดีนี้นอกจากมาตรา 112 แล้วยังมีข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 เข้ามาด้วย อัยการฟ้องเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนโพสต์ อย่างไรก็ตาม ประเวศต้องประท้วงการพิจารณาคดีของศาลเพราะศาลสั่งพิจารณาคดีลับ เขาเลือกที่จะประกาศว่าจะขอไม่ร่วมกระบวนการพิจารณาคดีนี้และขอถอนกฤษฎางค์ออกจากการเป็นทนายความในคดี และเมื่อการพิจารณาคดีเริ่มขึ้น ประเวศก็ประท้วงด้วยการนั่งหันหลังให้ศาล หรือเคาะโซ่ตรวนที่ล่ามเขาไว้ ประเวศบอกเหตุผลในการประท้วงว่าหากเขาเลือกที่จะสู้คดีก็จะเป็นการยอมรับกระบวนการพิจารณาคดีลับเช่นนี้ “แก(ประเวศ) ก็โดนพิจารณาคดีลับ แกก็ประท้วงโดยปรึกษากับผมว่าจะไม่เข้าร่วมกระบวนการตัดสิน แกใช้คำว่าก็เหมือนปิดประตูตีแมว เขาบอกว่าพี่การพิจารณาคดีอาญาจะต้องพิจารณาต่อหน้าจำเลยและโดยเปิดเผย การพิจารณาโดยเปิดเผยเป็นหลักประกันว่าเขาจะได้รับความยุติธรรมเพราะผู้คนก็เข้ามาดูการพิจารณาคดีได้”        กฤษฎางค์อธิบายถึงความสำคัญของหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยว่า เป็นเหมือนหลักประกันว่าศาล อัยการ ทนายความ จำเลย หรือพยานในคดี จะมายืนอยู่ในแสงไฟที่ทำให้สังคมมองเห็นว่ากระบวนการพิจารณาคดีนี้ยุติธรรมและถ้ากระบวนการทั้งหมดมีความยุติธรรมจริง ผู้คนก็จะเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม         กฤษฎางค์เล่าถึงกรณีของประเวศต่อว่า แม้ประเวศเลือกไม่ร่วมกระบวนการเช่นนี้ แต่สุดท้ายศาลพิพากษายกฟ้องข้อหาตามมาตรา 112 ทั้งหมด แล้วลงโทษจำคุกด้วยมาตรา 116 ราว 15 เดือน แต่ตอนนั้นติดไปแล้ว 8 เดือนระหว่างสู้คดีจึงติดอีกประมาณ 8 เดือนถึงได้พ้นโทษออกมา ทนายความเล่าถึงความแปลกประหลาดในคำพิพากษาในคดีของประเวศว่า ศาลพิจารณาส่วนข้อหามาตรา 112 ว่าโจทก์ฟ้องประเวศทำความผิดตามมาตรา 112 และมาตรา 116 แต่ศาลเห็นว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอให้ลงโทษประเวศตามมาตรา 112 ให้ยกฟ้องข้อหานี้ แล้วศาลไปลงโทษประเวศตามมาตรา 116 เพราะเห็นว่าประเวศโพสต์ข้อความที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญทำให้ประชาชนไม่เลื่อมใส ก่อความวุ่นวาย  ทั้งนี้คดีของประเวศเป็นหนึ่งในคดีที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2560   แต่ 3 ปีต่อมา เมื่อ 15 มิ.ย.2563 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยให้สัมภาษณ์ว่าในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระเมตตาให้ที่จะไม่บังคับใช้มาตรา 112 และในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านั้นก็ไม่มีผู้ที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 เลย จึงอาจกล่าวได้ว่าคดีของประเวศอาจเป็น 1 ในคดีที่ได้รับพระเมตตาครั้งนั้น ก่อนที่ปลายปี 2563 พล.อ.ประยุทธ์กลับมาประกาศว่าจะใช้กฎหมายทุกมาตราในการจัดการกับการชุมนุมประท้วงของกลุ่มเยาวชนและเพิ่งครบรอบ 5 ปีไปเมื่อ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา ความแปลกประหลาดในคดีมาตรา 112  กฤษฎางค์ เล่าว่า คดีมาตรา 112 ที่เขาเจอมีความพิเศษและความกดดันสูงกว่าคดีอาญาทั่วไป บางกรณีศาลจะไม่ให้การประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยเพราะเกรงว่าจะหลบหนี หรือตอนให้ประกันตัวก็ตั้งเงื่อนไขว่าห้ามกระทำแบบเดียวกันอีกเป็นการแสดงให้เห็นว่าศาลคิดเองแล้วว่าจำเลยหรือผู้ต้องหาที่คดีไม่สิ้นสุดเหล่านี้ทำผิดไปแล้ว เพราะการกำหนดเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวจะต้องไม่ไปละลาบละล้วงสิทธิของประชาชน เช่น การห้ามไปชุมนุมซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เหมือนสันนิษฐานไว้ก่อนว่าพวกเขาเหล่านี้มีความผิด นอกจากนั้น ทนายความยังเล่าถึงกรณีที่ฝ่ายจำเลยเรียกพยานหลักฐานเข้ามาในคดีเพื่อยืนยันสิ่งที่จำเลยเคยพูดเอาไว้ว่าจริงเท็จอย่างไร แต่ศาลก็ไม่ออกหมายเรียกให้โดยอ้างว่าไม่เกี่ยวกับคดี โดยยกตัวอย่างกรณีของอานนท์ นำภาที่เคยปราศรัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไว้จนเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดี แต่เมื่ออานนท์อ้างพยานหลักฐานต่างๆ ว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องเท็จศาลก็บอกว่าไม่เกี่ยวกับประเด็น จนกระทั่งทุกวันนี้ศาลก็ยังไม่ออกหมายเรียกหลักฐานมาให้ “มันไม่เกี่ยวยังไงอะท่าน  อัยการฟ้องว่าอานนท์พูดถึงเรื่องรัฐบาลประยุทธ์ออกพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และทรัพย์สินส่วนพระองค์อย่างสิ้นเชิงและแตกต่างไปจากสมัยก่อน 2475 แต่เขาก็ไม่ออกคำสั่งเรียกพยานผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้หรือหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับการโอนทรัพย์สินต่างๆ” นอกจากเรื่องสำนักงานทรัพย์สินฯ ยังมีคดีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ อีกเช่น คดีที่เป็นการวิจารณ์การจัดการวัคซีน หรือประเด็นเรื่องหุ้นในธนาคารไทยพาณิชย์ที่มีประเด็นเกี่ยวพันกับสำนักงานทรัพย์สินฯ ไปจนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ก่อนประกาศใช้ทั้งที่ผ่านการทำประชามติเมื่อปี 2559 มาแล้ว แต่พอขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานอย่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาที่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องนี้หรือขอเอกสารที่เกี่ยวข้อง ศาลก็ไม่ออกหมายเรียกพยานหลักฐานให้   “พวกนี้เขาพยายามต่อสู้ว่าสิ่งที่เขาพูด เขาพยายามจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สง่างาม ซึ่งพวกเขาเชื่อว่ามีกลุ่มบุคคลเข้าไปหาประโยชน์ ซึ่งพระองค์ไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อศาลปฏิเสธเสียแล้วก็เป็นเรื่องที่น่าเสียหาย” กฤษฎางค์เน้นว่า การขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานหลักฐานให้เพื่อใช้ในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองเป็นหลักการที่นักกฎหมายต้องยึดถือ เพราะหากคดีทั่วๆ ไปอย่างการลักวิ่งชิ่งปล้นมีวิธีการพิจารณาคดีอย่างหนึ่งแต่กับคดีมาตรา 112 มีวิธีพิจารณาอีกแบบหนึ่ง คนก็จะไม่ศรัทธารต่อศาลและระบบยุติธรรม เมื่อคนไม่ศรัทธาแล้วก็จะไม่เห็นประโยชน์ที่จะมีศาลอีก         กฤษฎางค์ ยังยกตัวอย่างถึงเรื่องที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีมักขอไปพบผู้บริหารศาลก่อนมีคำสั่งในคดี เช่น เมื่อจำเลยมีเหตุผลต้องขอเลื่อนนัดการพิจารณาคดี ซึ่งเขาเห็นว่ามีเส้นแบ่งอยู่ว่าตกลงแล้วผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนแค่ไปขอปรึกษาหรือไปถามผู้บริหารจะให้หรือไม่กันแน่ แม้ว่าเรื่องนี้ธรรมนูญศาลยุติธรรมจะให้สิทธิผู้พิพากษาไว้ในการขอคำปรึกษาได้ แต่ผู้พิพากษาก็เป็นผู้ที่เห็นสำนวนรู้เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่แล้วเหตุใดจึงต้องปรึกษาอีก แล้วรัฐธมรรมนูญมาตรา 188 ก็ระบุสถานะความเป็นอิสระของผู้พิพากษาเอาไว้ด้วยจึงไม่มีเหตุให้ต้องถามใคร และที่ผ่านมาก็เคยมีผู้พิพากษาที่ฆ่าตัวตายมาแล้วอย่างคณากร เพียรชนะ ที่จะตัดสินพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุหลักฐานไม่เพียงพอแต่ผู้บริหารศาลเห็นไม่ตรงกัน “ผมเข้าใจผู้พิพากษา อัยการว่าความกดดันในคดีโดยเฉพาะคดีการเมือง ไม่ว่าจะเป็นคดีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือคดีมาตรา 112 มันมีแรงกดดันเยอะเพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องประหลาด”  ทนายความยกตัวอย่างว่า คดีอาญาอื่นๆ ที่เขาเคยทำที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองอย่างคดีฆ่าคนตายที่ศาลจังหวัดสีคิ้ว หรือคดีชาวประมงถูกกล่าวหาว่ายิงเรือในทะเลประมง คดีแบบนี้ขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานหลักฐานศาลก็ยังออกให้ พอคดีอาญาที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองแบบนี้พอไปถึงศาลอุทธรณ์หรือฎีกาศาลปล่อยตัวไปก็มีมากว่ากันไปตามรูปคดีตามพยานหลักฐาน ถ้าแบบนี้คนก็จะศรัทธาแม้ว่าสุดท้ายแล้วศาลอาจจะตัดสินลงโทษจำคุกก็ตาม แต่ปกติแล้วเขาก็ไม่ได้เจอศาลสั่งลักษณะนี้ในคดีอื่นๆ นอกจากคดีการเมือง กฤษฎางค์เสริมว่าไม่เพียงแค่คดี มาตรา 112 แต่เขาเจอปัญหาลักษณะเดียวกันนี้ในคดีการเมืองอื่นๆ นับตั้งแต่การรัฐประหาร 2557 ช่วงแรก เช่น คดีเดินขบวนประท้วง หรือคดีที่ใช้ข้อหายุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ศาลก็เคยมีการสั่งไม่ให้ประกันตัวอยู่เหมือนกัน ซึ่งเมื่อเรื่องใดเป็นคดีการเมืองแล้วก็ทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ควรจะเป็นในคดีอาญา  นอกจากปัญหาในกระบวนการพิจารณาแล้ว ทนายความยังเล่าถึงปัญหาในคำพิพากษาของคดีมาตรา 112 บางคดีด้วย เช่น เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ให้การดูหมิ่นในหลวงรัชกาลที่ 4 เป็นการดูหมิ่นกษัตริย์องค์ปัจจุบันด้วย  “ถ้าออกข้อสอบเนติฯ แล้วเด็กจะตกกันหมดเลยเพราะทุกคนไม่คิดว่าคำพิพากษาศาลฎีกาจะเขียนแบบนั้น” กฤษฎางค์อธิบายว่า เพราะมาตรา 112 เขียนใครดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท ผู้สำเร็จแทนราชการ ถ้าใครไปว่า ร.1 จะเอากฎหมายมาตรานี้มาใช้ไม่ได้เพราะกฎหมายอาญาไม่ว่ามาตรา 112 จะเป็นกฎหมายพิเศษหรืออยู่ในหมวดความมั่นคงก็ตาม แต่ความรับผิดทางอาญาต้องตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดและจะมีความผิดต้องมีเจตนา หากไม่มีเจตนาไม่ผิด หรือทำไปโดยสุจริตก็ไม่มีความผิด และที่กฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัดเพราะเป็นกฎหมายอาญามีบทลงโทษการที่คนจะถูกลงโทษจากกฎหมายที่รัฐเขียนขึ้นมาต้องตีความโดยชัดเจน และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังเขียนด้วยว่า การทำคำพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญาต้องรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย ถ้ายังมีข้อสงสัยก็ลงโทษไม่ได้  “ถ้าตัดสินได้ขนาดดูหมิ่น ร.4 แล้วมาเกี่ยวกับรัชกาลปัจจุบันแล้วลงโทษ 112 ความศรัทธาของผู้คนต่อผู้พิพากษาจะหมดไป แต่ศรัทธาที่มีก็ยังไม่สำคัญเพราะเดี๋ยว 70 ก็เกษียรแล้ว แต่คนจะไม่ศรัทธาต่อระบบกฎหมาย เพราะถ้าถามว่าดูหมิ่นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน คนด่าอาจารย์ปรีดี(พนมยงค์) เยอะแยะอย่างนี้โดนด้วยมั้ยเพราะอาจารย์ปรีดีเคยเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเหมือนกัน”      มาตรา 112 แก้ได้ นิรโทษฯ ได้ “เมื่อกฎหมายเป็นแค่เครื่องมือไปหาความยุติธรรม เมื่อไหร่กฎหมายไม่ยุติธรรมเสียแล้ว เราก็ต้องเอาความยุติธรรมมาทำลายกฎหมายนี้” กฤษฎางค์กล่าว  กฤษฎางค์มองว่าการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 เป็นเรื่องที่ทำได้อยู่แล้ว และเป็นช่องทางทางกฎหมายที่ใช้ลดความขัดแย้งกัน อีกทั้งในกฎหมายอาญาก็มีการอภัยโทษหรือขอพระราชทานอภัยโทษอยู่แล้วก็มีการออกฎหมายนิรโทษกรรมที่เป็นกฎหมายพิเศษและในอดีตตอนสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ก็เคยออกกฎหมายนิรโทษกรรมมาก่อนแล้ว เช่น กรณีละครแขวนคอตอน 6 ตุลาฯ คนที่ถูกดำเนินคดีในเวลานั้นไม่ได้มีแค่ข้อหาตามมาตรา 112 แต่ยังโดนข้อหาฆ่าเจ้าพนักงาน มีอาวุธ เผา บุกรุก แล้วก็ยังมีข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยที่มีโทษประหาร ก็ยังสามารถนิรโทษกรรมได้  “การนิรโทษกรรมคือการไม่เอาเรื่องเอาราวกัน ไม่ได้เหมือนที่ทุกคนตาลุกกันว่าพอจะนิรโทษกรรม 112 แล้วบอกเด็กว่าอย่าให้ทำอีกนะ มันคนละเรื่องกัน ทำไมเวลานิรโทษกรรมคณะรัฐประหารไม่เขียนว่าห้ามทำรัฐประหารอีกนะ ผมก็แปลกใจ นิรโทษกรรมทำได้แน่นอน” ทนายความบอกว่าที่ผ่านมาไทยก็เคยมีนิรโทษกรรมมาหลายครั้งแล้วทั้งตอนกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี เคยนิรโทษกรรมผู้พกพาอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ดังนั้นการนิรโทษกรรมโดยการออกเป็นกฎหมายประเทศไทยก็ทำมาหลายครั้งแล้วแม้กระทั่งการรัฐประหารทุกครั้ง  “ผู้เชี่ยวชาญนิรโทษกรรมคงไปถามกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ผมว่าผู้เชี่ยวชาญจริงๆ เรื่องนิรโทษกรรมคือทหาร เพราะเชี่ยวชาญการร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เราควรไปปรึกษากองทัพว่าเขียนกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองยังไง ทำไมถึงผ่าน”  กฤษฎางค์ย้ำว่าการรัฐประหารเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ที่มีโทษประหาร เพราะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติเป็นหมื่นล้านบาทเวลาเศรษฐกิจตกต่ำ ก็ยังนิรโทษกรรมได้  ทนายความเห็นว่า ดังนั้นการนิรโทษกรรมมาตรา 112 ก็ย่อมทำได้แน่นอนและทำแล้วก็ไม่มีความเสียหายอะไร  อีกทั้งยังมีข้อดีที่ทำให้เห็นพระเมตตาและรัฐบาลที่ไม่เอาเรื่องเอาราวกับคนเหล่านี้ แล้วก็เอาคนอย่างอานนท์ที่เป็นทนายความหรือ เก๊ต โสภณ ที่ก็เป็นนักศึกษาแพทย์กลับมาสู่สังคมทำประโยชน์  * สัมภาษณ์ * สิทธิมนุษยชน * มาตรา 112 * กฤษฎางค์ นุตจรัส * คนนอกคอก คนมีคดีมีเรื่องมาเล่า
dlvr.it
November 25, 2025 at 1:11 PM
112 คดีอาญาพิเศษใส่ไข่ : การเมืองในคดี “อาญา” อันไม่ปกติของม.112 | คนนอกคอก EP.4[คลิป]
112 คดีอาญาพิเศษใส่ไข่ : การเมืองในคดี “อาญา” อันไม่ปกติของม.112 | คนนอกคอก EP.4[คลิป]
112 คดีอาญาพิเศษใส่ไข่ : การเมืองในคดี “อาญา” อันไม่ปกติของม.112 | คนนอกคอก EP.4[คลิป] admin666 Tue, 2025-11-25 - 19:56 เมื่อ 19 พ.ย.2568 ที่ผ่านมาเป็นวันครบรอบ 5 ปี ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศผ่านสื่อมวลชนว่าจะให้ใช้กฎหมายทุกมาตราในการดำเนินการกับการชุมนุมทางการเมืองของเยาวชนที่ออกมาเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก แต่อีกประเด็นสำคัญในเวลานั้นคือการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์  หลังการประกาศของพล.อ.ประยุทธ์ จำนวนคดีที่เกิดขึ้นจากการแสดงออกทางการเมืองทะยานพุ่งสูงขึ้นไปถึง 1,986 คน 1,338 คดี และ 1 ในข้อหาที่ถูกเอามาใช้ก็คือ “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างน้อย 284 คน ใน 317 คดีหรือเกือบ 1 ใน 4 ของคดีการเมืองช่วงปี 2563-2568  มาตรา 112 เป็นข้อหาที่มีประเด็นโต้แย้งมากที่สุดเมื่อพูดถึงว่าควรจะได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ เหตุผลที่เอามาโต้แย้งเพื่อไม่รวมการนิรโทษฯ มักอ้างกันว่าเป็นเพียงคดี “อาญา” ไม่ใช่คดีทางการเมือง (ซึ่งก็น่าสนใจว่าบรรดาคดีการเมืองทั้งหลายตลอด 20 ปีที่กำลังจะได้นิรโทษฯ จาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ก็เป็นข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญาหรือประมวลกฎหมายแพ่งทั้งนั้น)  อย่างไรก็ตาม ยิ่งไปกว่าเรื่องทางสถิติสัมพันธ์กับสถานการณ์ทางการเมืองตลอด 5 ปีที่ผ่านมาและเหตุผลที่ทำให้คนเกือบ 300 คนถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 จากการแสดงออกทางการเมืองของพวกเขาที่มักถูกย้ำอยู่ในรายงานข่าวคดีต่างๆ ที่คอยย้ำว่าคดีมาตรา 112 เป็นคดีทางการเมืองแล้ว ยังมีอีกประเด็นที่สะท้อนความเป็นการเมืองของคดีมาตรา 112 คือ “กระบวนการพิจารณาคดี” ในศาลที่แปลกแตกต่างออกไปจากคดีอาญาทั่วๆ ไป ทั้งการพิจารณาลับหรือไม่ให้เผยแพร่เนื้อการพิจารณาคดี ไม่ให้จำเลยเรียกพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง การขอประกันตัวแสนยากเย็นและได้บ้างไม่ได้บ้างทั้งที่เงื่อนไขที่ศาลตั้งก็ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในกฎหมาย ฯลฯ และอีกสารพัดที่กล่าวถึงไม่หมด รายการ “คนนอกคอก” ตอนล่าสุด ชวน “ทนายด่าง” หรือ กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความที่เข้ามาช่วยเหลือผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองมานานและเคยทำคดีมาตรา 112 ในความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยนับตั้งแต่คดีของ “ดา ตอร์ปิโด” จนถึงคดีของเหล่าเยาวชนในปัจจุบัน ที่เห็นความแปลกแตกต่างที่เกิดในแต่ละช่วงสมัย อีกทั้งยังต่างไปจากคดี “อาญา” ที่ปกติต้องเจอในสาขาอาชีพทนายความของเขา มาเล่าประสบการณ์ที่เขาต้องเจอว่าคดี มาตรา 112 มันพิเศษใส่ไข่อย่างไร มาตรา 112 เคยถูกแก้ เคยนิรโทษ คดีมาตรา 112 อยู่ในประมวลกฎหมายอาญาหมวดความมั่นคงของรัฐ ว่าด้วยผู้ใดที่ “ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย” พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี แม้หลายคนอาจมองว่าเป็นคดีอาญาทั่วไปที่เกี่ยวกับการแสดงออก แต่หากพิจารณาลึกลงไป มาตรานี้มีลักษณะพิเศษในตัวเอง ทั้งในด้านสถานะของผู้ได้รับความคุ้มครอง อัตราโทษที่สูงกว่าคดีหมิ่นประมาททั่วไป และความละเอียดอ่อนในการตีความและบังคับใช้ ทำให้มาตรา 112 มีความซับซ้อนมากกว่าที่ปรากฏในตัวบทกฎหมาย บทกฎหมายจะเขียนไว้ใกล้เคียงกับความผิดฐานดูหมิ่นและหมิ่นประมาทบุคคล แต่ในทางปฏิบัติกลับเต็มไปด้วยพื้นที่คลุมเครือตั้งแต่ขั้นตอนการกล่าวหา การตีความ ไปจนถึงการใช้อำนาจดุลพินิจ ซึ่งความคลุมเครือนี้เองที่มักนำไปสู่ข้อกังขาในหลายคดี สำหรับคนที่ทำคดี 112 มามากกว่าสิบปี อย่างกฤษฎางค์ นุตจรัส (ทนายด่าง) ทนายความที่ร่วมช่วยเหลือคดีทางการเมืองกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เล่าถึงประสบการณ์ที่เจอระหว่างต่อสู้คดีและได้พบเจอความไม่คงเส้นคงวาเหล่านี้ที่เขามองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่เป็นสิ่งที่เขาเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก กฤษฎางค์ ได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับโทษมาตรา 112 ไว้ว่า เพิ่งมีการเปลี่ยนโทษ จากจำคุกไม่เกิน 7 ปี ไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำกลายมาเป็นโทษแบบที่เห็นในปัจจุบัน หลังการรัฐประหารตอน 6 ตุลาคม 2519 เกิด ซึ่งในการแก้ครั้งนี้ที่ไม่ต้องผ่านสภาใด จนใช้ยาวนานถึง 49 ปี กฤษฎางค์ ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา โทษจำคุกในมาตรา 112 สูดสุดที่ 7 ปี ไม่มีโทษขั้นต่ำ หมายความว่าศาลจะลงโทษแค่ 1 วันก็ได้ แต่หลังจากเกิดการรัฐประหาร พลเอก สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะรัฐประหารในเวลานั้นออกคำสั่งแก้โทษเป็น 3 - 15 ปี โดยรัชกาลที่ 9 ไม่ได้ลงพระนามไม่มีพระบรมราชโองการอะไร ทำให้ผู้พิพากษาต้องกำหนดโทษไม่ต่ำกว่า 3 ปี การลดโทษทำได้ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด  การแก้ไขเพิ่มโทษครั้งนั้น สะท้อนให้เห็นว่าแม้มาตรา 112 มักถูกมองว่าเป็นกฎหมายที่แก้ไขไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงเป็นกฎหมายอาญาธรรมดาเช่นเดียวกับคดีลักวิ่งชิงปล้นที่ใครทำผิดก็ต้องติดคุกติดตะรางและปรับเปลี่ยนเนื้อหาและอัตราโทษให้เหมาะสมกับสภาพสังคม แต่เรื่องหนึ่งที่เคยถกเถียงกันตอนหลังช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ว่าจะใช้โทษที่ปรับให้รุนแรงขึ้นย้อนหลังกลับไปใช้กับคดีที่เกิดขึ้นก่อนแก้ไขหรือเปล่า แต่โชคดีที่ตอนนั้นมีการนิรโทษกรรมก่อน       กฤษฎางค์ เล่าต่อว่า พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกฯ ที่มารับช่วงต่อประกาศนิรโทษกรรมในปี 2522 ทำให้หลายคนรอดจากโทษที่เพิ่มขึ้นมา แต่ในช่วงนั้นถึงรอดจากมาตรา 112 ก็โดน พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์กันอยู่ดี     “กฎหมายสามารถวิวัฒนาการได้ ผมถึงมีความเชื่อว่ามาตรา 112 เนี่ยแก้ไขได้ และหากถามว่ายกเลิกได้ไหม ยกเลิกได้ แต่เราจะทำอย่างไรให้มีกฎหมายที่ปกป้องคุ้มครองสถาบันกษัตริย์ของเรา” ประสบการณ์ว่าความคดี 112 อันอึมครึม กฤษฎางค์ เล่าถึงประสบการณ์ว่าความคดีมาตรา 112 ครั้งแรกว่า ตอนนั้น สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ทาบทามให้เขาไปช่วยคดีของ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอปิโด เขาจึงชวนประเวศ ประภานุกูล เพื่อนทนายไปทำคดีด้วยกัน การสืบพยานในคดีเวลานั้นก็ทำเหมือนที่ทำกับคดีมาตรา 112 ทุกวันนี้ว่าดาพูดอย่างไรทำอะไร ศาลเห็นว่าผิดก็พิพากษาลงโทษ ทางดาก็อุทธรณ์คดีต่อแต่ในชั้นอุทธรณ์คดี ดาอยู่ในคุกมานานกว่าศาลอุทธรณ์จะพิพากษามีคำพิพากษาออกมาดาจึงตัดสินใจถอนอุทธรณ์เพื่อให้คดีสิ้นสุด จนดาได้พ้นโทษออกมา “มันมีความอึมครึม มีการขออนุญาตพิจารณาคดีลับ มีความระมัดระวังในการสืบพยาน คือมีการตัดสินมาเรียบร้อยแล้ว มันขึ้นศาลพอเป็นพิธีเท่านั้นเอง โอกาสในการต่อสู้คดีก็ไม่เยอะไม่เหมือนสมัยนี้” ทนายความเล่าถึงความรู้สึกที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมในคดีมาตรา 112 ครั้งแรก ส่วนคดีที่สอง เป็นคดีของประเวศ เพื่อนทนายความของกฤษฎางค์เอง  คดีของประเวศเกิดขึ้นจากโพสต์บน Facebook หลายโพสต์ คดีนี้นอกจากมาตรา 112 แล้วยังมีข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 เข้ามาด้วย อัยการฟ้องเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนโพสต์ อย่างไรก็ตาม ประเวศต้องประท้วงการพิจารณาคดีของศาลเพราะศาลสั่งพิจารณาคดีลับ เขาเลือกที่จะประกาศว่าจะขอไม่ร่วมกระบวนการพิจารณาคดีนี้และขอถอนกฤษฎางค์ออกจากการเป็นทนายความในคดี และเมื่อการพิจารณาคดีเริ่มขึ้น ประเวศก็ประท้วงด้วยการนั่งหันหลังให้ศาล หรือเคาะโซ่ตรวนที่ล่ามเขาไว้ ประเวศบอกเหตุผลในการประท้วงว่าหากเขาเลือกที่จะสู้คดีก็จะเป็นการยอมรับกระบวนการพิจารณาคดีลับเช่นนี้ “แก(ประเวศ) ก็โดนพิจารณาคดีลับ แกก็ประท้วงโดยปรึกษากับผมว่าจะไม่เข้าร่วมกระบวนการตัดสิน แกใช้คำว่าก็เหมือนปิดประตูตีแมว เขาบอกว่าพี่การพิจารณาคดีอาญาจะต้องพิจารณาต่อหน้าจำเลยและโดยเปิดเผย การพิจารณาโดยเปิดเผยเป็นหลักประกันว่าเขาจะได้รับความยุติธรรมเพราะผู้คนก็เข้ามาดูการพิจารณาคดีได้”        กฤษฎางค์อธิบายถึงความสำคัญของหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยว่า เป็นเหมือนหลักประกันว่าศาล อัยการ ทนายความ จำเลย หรือพยานในคดี จะมายืนอยู่ในแสงไฟที่ทำให้สังคมมองเห็นว่ากระบวนการพิจารณาคดีนี้ยุติธรรมและถ้ากระบวนการทั้งหมดมีความยุติธรรมจริง ผู้คนก็จะเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม         กฤษฎางค์เล่าถึงกรณีของประเวศต่อว่า แม้ประเวศเลือกไม่ร่วมกระบวนการเช่นนี้ แต่สุดท้ายศาลพิพากษายกฟ้องข้อหาตามมาตรา 112 ทั้งหมด แล้วลงโทษจำคุกด้วยมาตรา 116 ราว 15 เดือน แต่ตอนนั้นติดไปแล้ว 8 เดือนระหว่างสู้คดีจึงติดอีกประมาณ 8 เดือนถึงได้พ้นโทษออกมา ทนายความเล่าถึงความแปลกประหลาดในคำพิพากษาในคดีของประเวศว่า ศาลพิจารณาส่วนข้อหามาตรา 112 ว่าโจทก์ฟ้องประเวศทำความผิดตามมาตรา 112 และมาตรา 116 แต่ศาลเห็นว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอให้ลงโทษประเวศตามมาตรา 112 ให้ยกฟ้องข้อหานี้ แล้วศาลไปลงโทษประเวศตามมาตรา 116 เพราะเห็นว่าประเวศโพสต์ข้อความที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญทำให้ประชาชนไม่เลื่อมใส ก่อความวุ่นวาย  ทั้งนี้คดีของประเวศเป็นหนึ่งในคดีที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2560   แต่ 3 ปีต่อมา เมื่อ 15 มิ.ย.2563 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยให้สัมภาษณ์ว่าในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระเมตตาให้ที่จะไม่บังคับใช้มาตรา 112 และในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านั้นก็ไม่มีผู้ที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 เลย จึงอาจกล่าวได้ว่าคดีของประเวศอาจเป็น 1 ในคดีที่ได้รับพระเมตตาครั้งนั้น ก่อนที่ปลายปี 2563 พล.อ.ประยุทธ์กลับมาประกาศว่าจะใช้กฎหมายทุกมาตราในการจัดการกับการชุมนุมประท้วงของกลุ่มเยาวชนและเพิ่งครบรอบ 5 ปีไปเมื่อ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา ความแปลกประหลาดในคดีมาตรา 112  กฤษฎางค์ เล่าว่า คดีมาตรา 112 ที่เขาเจอมีความพิเศษและความกดดันสูงกว่าคดีอาญาทั่วไป บางกรณีศาลจะไม่ให้การประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยเพราะเกรงว่าจะหลบหนี หรือตอนให้ประกันตัวก็ตั้งเงื่อนไขว่าห้ามกระทำแบบเดียวกันอีกเป็นการแสดงให้เห็นว่าศาลคิดเองแล้วว่าจำเลยหรือผู้ต้องหาที่คดีไม่สิ้นสุดเหล่านี้ทำผิดไปแล้ว เพราะการกำหนดเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวจะต้องไม่ไปละลาบละล้วงสิทธิของประชาชน เช่น การห้ามไปชุมนุมซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เหมือนสันนิษฐานไว้ก่อนว่าพวกเขาเหล่านี้มีความผิด นอกจากนั้น ทนายความยังเล่าถึงกรณีที่ฝ่ายจำเลยเรียกพยานหลักฐานเข้ามาในคดีเพื่อยืนยันสิ่งที่จำเลยเคยพูดเอาไว้ว่าจริงเท็จอย่างไร แต่ศาลก็ไม่ออกหมายเรียกให้โดยอ้างว่าไม่เกี่ยวกับคดี โดยยกตัวอย่างกรณีของอานนท์ นำภาที่เคยปราศรัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไว้จนเป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดี แต่เมื่ออานนท์อ้างพยานหลักฐานต่างๆ ว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องเท็จศาลก็บอกว่าไม่เกี่ยวกับประเด็น จนกระทั่งทุกวันนี้ศาลก็ยังไม่ออกหมายเรียกหลักฐานมาให้ “มันไม่เกี่ยวยังไงอะท่าน  อัยการฟ้องว่าอานนท์พูดถึงเรื่องรัฐบาลประยุทธ์ออกพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และทรัพย์สินส่วนพระองค์อย่างสิ้นเชิงและแตกต่างไปจากสมัยก่อน 2475 แต่เขาก็ไม่ออกคำสั่งเรียกพยานผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้หรือหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับการโอนทรัพย์สินต่างๆ” นอกจากเรื่องสำนักงานทรัพย์สินฯ ยังมีคดีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ อีกเช่น คดีที่เป็นการวิจารณ์การจัดการวัคซีน หรือประเด็นเรื่องหุ้นในธนาคารไทยพาณิชย์ที่มีประเด็นเกี่ยวพันกับสำนักงานทรัพย์สินฯ ไปจนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ก่อนประกาศใช้ทั้งที่ผ่านการทำประชามติเมื่อปี 2559 มาแล้ว แต่พอขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานอย่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาที่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องนี้หรือขอเอกสารที่เกี่ยวข้อง ศาลก็ไม่ออกหมายเรียกพยานหลักฐานให้   “พวกนี้เขาพยายามต่อสู้ว่าสิ่งที่เขาพูด เขาพยายามจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สง่างาม ซึ่งพวกเขาเชื่อว่ามีกลุ่มบุคคลเข้าไปหาประโยชน์ ซึ่งพระองค์ไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อศาลปฏิเสธเสียแล้วก็เป็นเรื่องที่น่าเสียหาย” กฤษฎางค์เน้นว่า การขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานหลักฐานให้เพื่อใช้ในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองเป็นหลักการที่นักกฎหมายต้องยึดถือ เพราะหากคดีทั่วๆ ไปอย่างการลักวิ่งชิ่งปล้นมีวิธีการพิจารณาคดีอย่างหนึ่งแต่กับคดีมาตรา 112 มีวิธีพิจารณาอีกแบบหนึ่ง คนก็จะไม่ศรัทธารต่อศาลและระบบยุติธรรม เมื่อคนไม่ศรัทธาแล้วก็จะไม่เห็นประโยชน์ที่จะมีศาลอีก         กฤษฎางค์ ยังยกตัวอย่างถึงเรื่องที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีมักขอไปพบผู้บริหารศาลก่อนมีคำสั่งในคดี เช่น เมื่อจำเลยมีเหตุผลต้องขอเลื่อนนัดการพิจารณาคดี ซึ่งเขาเห็นว่ามีเส้นแบ่งอยู่ว่าตกลงแล้วผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนแค่ไปขอปรึกษาหรือไปถามผู้บริหารจะให้หรือไม่กันแน่ แม้ว่าเรื่องนี้ธรรมนูญศาลยุติธรรมจะให้สิทธิผู้พิพากษาไว้ในการขอคำปรึกษาได้ แต่ผู้พิพากษาก็เป็นผู้ที่เห็นสำนวนรู้เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่แล้วเหตุใดจึงต้องปรึกษาอีก แล้วรัฐธมรรมนูญมาตรา 188 ก็ระบุสถานะความเป็นอิสระของผู้พิพากษาเอาไว้ด้วยจึงไม่มีเหตุให้ต้องถามใคร และที่ผ่านมาก็เคยมีผู้พิพากษาที่ฆ่าตัวตายมาแล้วอย่างคณากร เพียรชนะ ที่จะตัดสินพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุหลักฐานไม่เพียงพอแต่ผู้บริหารศาลเห็นไม่ตรงกัน “ผมเข้าใจผู้พิพากษา อัยการว่าความกดดันในคดีโดยเฉพาะคดีการเมือง ไม่ว่าจะเป็นคดีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือคดีมาตรา 112 มันมีแรงกดดันเยอะเพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องประหลาด”  ทนายความยกตัวอย่างว่า คดีอาญาอื่นๆ ที่เขาเคยทำที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองอย่างคดีฆ่าคนตายที่ศาลจังหวัดสีคิ้ว หรือคดีชาวประมงถูกกล่าวหาว่ายิงเรือในทะเลประมง คดีแบบนี้ขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานหลักฐานศาลก็ยังออกให้ พอคดีอาญาที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองแบบนี้พอไปถึงศาลอุทธรณ์หรือฎีกาศาลปล่อยตัวไปก็มีมากว่ากันไปตามรูปคดีตามพยานหลักฐาน ถ้าแบบนี้คนก็จะศรัทธาแม้ว่าสุดท้ายแล้วศาลอาจจะตัดสินลงโทษจำคุกก็ตาม แต่ปกติแล้วเขาก็ไม่ได้เจอศาลสั่งลักษณะนี้ในคดีอื่นๆ นอกจากคดีการเมือง กฤษฎางค์เสริมว่าไม่เพียงแค่คดี มาตรา 112 แต่เขาเจอปัญหาลักษณะเดียวกันนี้ในคดีการเมืองอื่นๆ นับตั้งแต่การรัฐประหาร 2557 ช่วงแรก เช่น คดีเดินขบวนประท้วง หรือคดีที่ใช้ข้อหายุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ศาลก็เคยมีการสั่งไม่ให้ประกันตัวอยู่เหมือนกัน ซึ่งเมื่อเรื่องใดเป็นคดีการเมืองแล้วก็ทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ควรจะเป็นในคดีอาญา  นอกจากปัญหาในกระบวนการพิจารณาแล้ว ทนายความยังเล่าถึงปัญหาในคำพิพากษาของคดีมาตรา 112 บางคดีด้วย เช่น เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ให้การดูหมิ่นในหลวงรัชกาลที่ 4 เป็นการดูหมิ่นกษัตริย์องค์ปัจจุบันด้วย  “ถ้าออกข้อสอบเนติฯ แล้วเด็กจะตกกันหมดเลยเพราะทุกคนไม่คิดว่าคำพิพากษาศาลฎีกาจะเขียนแบบนั้น” กฤษฎางค์อธิบายว่า เพราะมาตรา 112 เขียนใครดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท ผู้สำเร็จแทนราชการ ถ้าใครไปว่า ร.1 จะเอากฎหมายมาตรานี้มาใช้ไม่ได้เพราะกฎหมายอาญาไม่ว่ามาตรา 112 จะเป็นกฎหมายพิเศษหรืออยู่ในหมวดความมั่นคงก็ตาม แต่ความรับผิดทางอาญาต้องตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดและจะมีความผิดต้องมีเจตนา หากไม่มีเจตนาไม่ผิด หรือทำไปโดยสุจริตก็ไม่มีความผิด และที่กฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัดเพราะเป็นกฎหมายอาญามีบทลงโทษการที่คนจะถูกลงโทษจากกฎหมายที่รัฐเขียนขึ้นมาต้องตีความโดยชัดเจน และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังเขียนด้วยว่า การทำคำพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญาต้องรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย ถ้ายังมีข้อสงสัยก็ลงโทษไม่ได้  “ถ้าตัดสินได้ขนาดดูหมิ่น ร.4 แล้วมาเกี่ยวกับรัชกาลปัจจุบันแล้วลงโทษ 112 ความศรัทธาของผู้คนต่อผู้พิพากษาจะหมดไป แต่ศรัทธาที่มีก็ยังไม่สำคัญเพราะเดี๋ยว 70 ก็เกษียรแล้ว แต่คนจะไม่ศรัทธาต่อระบบกฎหมาย เพราะถ้าถามว่าดูหมิ่นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน คนด่าอาจารย์ปรีดี(พนมยงค์) เยอะแยะอย่างนี้โดนด้วยมั้ยเพราะอาจารย์ปรีดีเคยเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเหมือนกัน”      มาตรา 112 แก้ได้ นิรโทษฯ ได้ “เมื่อกฎหมายเป็นแค่เครื่องมือไปหาความยุติธรรม เมื่อไหร่กฎหมายไม่ยุติธรรมเสียแล้ว เราก็ต้องเอาความยุติธรรมมาทำลายกฎหมายนี้” กฤษฎางค์กล่าว  กฤษฎางค์มองว่าการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 เป็นเรื่องที่ทำได้อยู่แล้ว และเป็นช่องทางทางกฎหมายที่ใช้ลดความขัดแย้งกัน อีกทั้งในกฎหมายอาญาก็มีการอภัยโทษหรือขอพระราชทานอภัยโทษอยู่แล้วก็มีการออกฎหมายนิรโทษกรรมที่เป็นกฎหมายพิเศษและในอดีตตอนสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ก็เคยออกกฎหมายนิรโทษกรรมมาก่อนแล้ว เช่น กรณีละครแขวนคอตอน 6 ตุลาฯ คนที่ถูกดำเนินคดีในเวลานั้นไม่ได้มีแค่ข้อหาตามมาตรา 112 แต่ยังโดนข้อหาฆ่าเจ้าพนักงาน มีอาวุธ เผา บุกรุก แล้วก็ยังมีข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยที่มีโทษประหาร ก็ยังสามารถนิรโทษกรรมได้  “การนิรโทษกรรมคือการไม่เอาเรื่องเอาราวกัน ไม่ได้เหมือนที่ทุกคนตาลุกกันว่าพอจะนิรโทษกรรม 112 แล้วบอกเด็กว่าอย่าให้ทำอีกนะ มันคนละเรื่องกัน ทำไมเวลานิรโทษกรรมคณะรัฐประหารไม่เขียนว่าห้ามทำรัฐประหารอีกนะ ผมก็แปลกใจ นิรโทษกรรมทำได้แน่นอน” ทนายความบอกว่าที่ผ่านมาไทยก็เคยมีนิรโทษกรรมมาหลายครั้งแล้วทั้งตอนกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี เคยนิรโทษกรรมผู้พกพาอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ดังนั้นการนิรโทษกรรมโดยการออกเป็นกฎหมายประเทศไทยก็ทำมาหลายครั้งแล้วแม้กระทั่งการรัฐประหารทุกครั้ง  “ผู้เชี่ยวชาญนิรโทษกรรมคงไปถามกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ผมว่าผู้เชี่ยวชาญจริงๆ เรื่องนิรโทษกรรมคือทหาร เพราะเชี่ยวชาญการร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เราควรไปปรึกษากองทัพว่าเขียนกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองยังไง ทำไมถึงผ่าน”  กฤษฎางค์ย้ำว่าการรัฐประหารเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ที่มีโทษประหาร เพราะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติเป็นหมื่นล้านบาทเวลาเศรษฐกิจตกต่ำ ก็ยังนิรโทษกรรมได้  ทนายความเห็นว่า ดังนั้นการนิรโทษกรรมมาตรา 112 ก็ย่อมทำได้แน่นอนและทำแล้วก็ไม่มีความเสียหายอะไร  อีกทั้งยังมีข้อดีที่ทำให้เห็นพระเมตตาและรัฐบาลที่ไม่เอาเรื่องเอาราวกับคนเหล่านี้ แล้วก็เอาคนอย่างอานนท์ที่เป็นทนายความหรือ เก๊ต โสภณ ที่ก็เป็นนักศึกษาแพทย์กลับมาสู่สังคมทำประโยชน์  * สัมภาษณ์ * สิทธิมนุษยชน * มาตรา 112 * กฤษฎางค์ นุตจรัส * คนนอกคอก คนมีคดีมีเรื่องมาเล่า
dlvr.it
November 25, 2025 at 1:11 PM