#คดีฮั้วสว
'4 ปรมาจารย์ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม แฉอัปยศ! "คดีฮั้ว สว." ส่
https://price.thaixl.com/9714/
‘4 ปรมาจารย์ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม แฉอัปยศ! “คดีฮั้ว สว.” ส่
'4 ปรมาจารย์ ฝ่ายอนุ [...]
price.thaixl.com
October 1, 2026 at 10:58 PM
สิทธิโชติ เผย วันเลือกระดับประเทศ กกต.สั่งพิมพ์เอกสารใหม่ กัน ‘โพยฮั้ว’ แต่กลุ่มฮั้วรู้ก่อนจึงเตรียมตัวทัน
สิทธิโชติ เผย วันเลือกระดับประเทศ กกต.สั่งพิมพ์เอกสารใหม่ กัน ‘โพยฮั้ว’ แต่กลุ่มฮั้วรู้ก่อนจึงเตรียมตัวทัน See Think Wed, 2026-09-30 - 19:20 30 ก.ย. 2569 สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หนึ่งในเสียงข้างน้อยในมติ กกต. 5:2 เสียงในคดีโกงเลือก สว. ร่วมเวทีเสวนา “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” ซึ่งจัดโดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา โดยเนื้อหาที่เขากล่าวถึงเน้นไปที่บทบาทของ กกต. โดยพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่และกลไกการทำงานในคดีโกงเลือก สว.  สิทธิโชติเคยรับราชการเป็นผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม และเคยเป็นประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ประเด็นแรกที่ กกต.เสียงข้างน้อยรายนี้พูดถึงคือ กฎหมายที่ให้อำนาจฝ่ายปกครองเป็นคนบริหารจัดการ ตั้งแต่การรับสมัครในระดับอำเภอ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพาคนมาสมัคร  ตามกฎหมายกำหนดให้นายอำเภอเป็นประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งในระดับอำเภอ ส่วนระดับจังหวัดกำหนดให้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด โดยในแต่ละระดับมีกรรมการอยู่ 7 ท่าน โดยทางจังหวัดจะเป็นคนแต่งตั้ง ส่วนเลขานุการของแต่ละระดับจะเป็นคนของ กกต.  “เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีอำเภอทั้งประเทศ 928 อำเภอ มีผู้สมัครทั้งสิ้น 48,226 คน เริ่มต้นจาก 20 อาชีพในแต่ละอำเภอ การที่จะรับสมัครให้เข้ากลุ่มอาชีพให้ถูก ก็เริ่มปวดหัวตั้งแต่ตรงนี้แล้ว อันนี้คือระบบกฎหมาย (ให้อำนาจ) ท่านจะเห็นว่ามันไปตกอยู่ในมือฝ่ายปกครองตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว” “แม้กฎหมายจะเขียนไว้ว่าในการรับสมัครระดับอำเภอ ห้ามเปิดเผยว่ามีใครมาสมัครแล้วกี่คนอย่างไร อาชีพไหนบ้าง แต่ผมเชื่อว่าในตอนรับสมัครระดับอำเภอ มันมีการจัดการ มันจึงทำให้กลุ่มที่จะเข้า (มาสมัคร) ทะลักกันมา พอ (กลุ่มอาชีพใด) น้อยก็เอา (คน) มาเข้า”    อย่างไรก็ตาม สิทธิโชคกล่าวด้วยว่า เข้าใจว่าท่านที่พิจารณาให้กฎหมายโยกภารกิจนี้ไปให้ฝ่ายปกครองจัดการ คงเห็นว่า กกต.ทำเองไม่ได้ จากที่ กกต.มีเจ้าหน้าที่ทั้งประเทศแค่พันกว่าคน แต่เผอิญว่าบ้านเราฝ่ายปกครองมีปัญหาในการบริหารจัดการ ปัญหาจึงเริ่มต้นมาตั้งแต่จุดนั้น ทั้งนี้ ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย เคยออกมาเปิดข้อมูลระบุว่าในช่วงรัฐบาล ‘อนุทิน 1’ มีการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยล็อตใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อย่างน้อย 395 ตำแหน่ง และเคยตั้งข้อสังเกตด้วยว่าการย้ายข้าราชการระดับสูงหลายตำแหน่งมีความเกี่ยวโยงกับคดีใหญ่ เช่น เขากระโดงและฮั้ว สว. และภายหลังมีการโยกย้ายข้าราชการแล้ว ทิศทางของคดีต่างๆ นั้นก็ดูมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนอย่างที่ประจักษ์กันอยู่ในสังคม    สิทธิโชค กล่าวต่อไปถึงปัญหาเรื่องกลุ่มอาชีพ ว่ามีคนร้องเรียนที่ จ.สมุทรสาคร กรณีมีคนที่ทำนาเกลือมาสมัครเข้าในกลุ่มอาชีพเกษตรกร ต่อมานายอำเภอซึ่งเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับอำเภอได้ประกาศรายชื่อว่าบุคคลนี้เป็นผู้สมัคร จากนั้นก็มีการร้องเรียนนายอำเภอว่า “รับสมัครให้ผู้สมัครรายนี้โดยมิชอบ เนื่องจากคนทำนาเกลือไม่ควรจะอยู่ในกลุ่มเกษตรกร” จึงขอให้ศาลฎีกาสั่งเพิกถอน ศาลฏีกาก็วินิจฉัย แต่เป็นการวินิจฉัยในแง่ของ “วิธีการ” ว่าเมื่อกฎหมายเปิดโอกาสให้เป็นอาชีพหลายกลุ่ม คนหนึ่งคนอาจมีโอกาสสมัครเข้าได้หลายอาชีพ จะเข้ากลุ่มใดก็ได้แล้วแต่ความประสงค์ของบุคคลนั้น ศาลฎีกายกคำร้อง เนื่องจากนายอำเภอทำถูกต้องตามกระบวนการแล้ว  “แต่คำวินิจฉัยของศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยว่า “เนื้อหา” ที่เขาลงในกลุ่มอาชีพมันใช่ไหม” สิทธิโชคกล่าวต่อไปว่า กรณีเช่นนี้ ผู้ร้องควรต้องมาร้องที่ กกต. แล้ว กกต.ก็จะต้องมาวินิจฉัยจากพยานหลักฐาน ว่าผู้สมัครรายดังกล่าวเข้าถูกกลุ่มอาชีพหรือไม่ ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขากล่าวต่อไปว่า เมื่อพูดถึงประเด็นเรื่องกลุ่มอาชีพถูกต้องหรือไม่ กกต.ก็มักจะอ้างคำพิพากษาของศาลฎีกาข้างต้นนี้มาโดยถือว่า “เมื่อรับสมัครมาแล้วนายอำเภอรับมาแล้ว ถือว่าชอบหมด”  “ซึ่งผมก็เคยคัดค้านในที่ประชุมอยู่เหมือนกันว่าประเด็นนี้เราต้องพิจารณาที่ “เนื้อหา” โดยต้องตั้งกรรมการสืบสวนขึ้นมาว่ามันเป็นการสมัครถูกกลุ่มหรือไม่ เพราะฉะนั้นประชาชนอย่าเพิ่งเข้าใจผิดและสิ้นหวัง ในประเด็นนี้ กกต.ยังวินิจฉัยได้อยู่” เผยวันเลือกระดับประเทศ พบพิรุธส่อโกง กกต.สั่งพิมพ์เอกสารใหม่ หวังกันโพยฮั้ว แต่กลุ่มฮั้วรู้ก่อน  สิทธิโชคกล่าวต่อไปถึงปัญหาของการเลือกในรอบระดับประเทศที่ เลขาธิการ กกต.เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง ว่าสภาพก็เป็นอย่างที่ทุกท่านเห็น “คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งหมดก็อยู่ที่เมืองทองธานี เราก็เห็นว่ามันมีเอกสารซึ่งลักษณะเหมือนโพย…ทิ้งในห้องน้ำก็มี ในรอบเช้าเสร็จแล้วก็ทิ้งไว้ จนเจ้าหน้าที่เราก็มารายงานว่ามันเยอะมาก ส่อไปในทางไม่ค่อยสุจริตแล้วล่ะ กกต.เลยประชุมด่วน ว่าถ้าเช่นนั้น ในรอบบ่าย…เราจะปริ้นต์ใบเอกสารแนะนำตัว สว.3 ใหม่เลย เราจะไม่ให้เอกสารใดหลุดเข้าไปอีก” ณ ตอนนั้น ตัวเขาเพิ่งเข้ามาเป็น กกต.ได้เพียง 2 เดือน ยอมรับว่ายังไม่ทัน แต่ก็พยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการจัดทำเอกสารแนะนำตัวใหม่  แต่หลังจากที่ กกต.มีมติ ก็ให้ผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับประเทศเป็นผู้ดำเนินการ และได้พิจารณาว่า จะบอกผู้สมัครในช่วงไหน เพื่อไม่ให้สามารถเตรียมตัวได้ทัน “แต่การบริหารจัดการตรงนั้นไม่ดี (ทำให้ผู้สมัคร) รู้ตัวล่วงหน้า ทีนี้ละครับ เขียนตามแขน ฉีกกระดาษกัน วุ่นวายไปหมดตามที่ปรากฏในคลิป” ย้อนที่มาของ “คณะ 26” และ “ชุดที่ 36”  ประเด็นเรื่องที่มาของคณะที่ 26 สิทธิโชติอธิบายว่า ตามปกติแล้วเรามีคณะสืบสวนและไต่สวนของ กกต.อยู่ 25 คณะ แต่เราเห็นว่าคดีฮั้ว สว. มีการร้องเรียนกันทั่วประเทศและข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากทุกจังหวัดหลังทำสำนวนเสร็จ ถูกยกคำร้องหมด  “เหตุผลที่ยกก็คือ พยานหลักฐานไปไม่ถึง เพราะในแต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอก็จะมี “ผู้บริหารจัดการ” ส่งผลให้พยานไม่มาบ้าง หรือถ้ามา ก็เปลี่ยนคำให้การ ตัดตอนไปหมดว่าตัวเองตั้งใจมาสมัครเอง”  “เราดูสำนวนเราก็รู้ แต่พอให้การจริงๆ ไม่มี…ไม่มายืนยัน ตามหาเส้นเงินก็ไม่ได้ ในระดับอำเภอนี่ทำอะไรยากไปหมดนะครับ” สิทธิโชติเล่าต่อไปว่า เขาก็หารือกับคณะกรรมการ กกต.เพื่อไม่ให้ปัญหานี้ผ่านเลยไป และให้ความเป็นธรรมกับแผ่นดิน จึงพิจารณากฎหมาย กกต.ที่ให้อำนาจ กกต.แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนได้ จากนั้นก็ได้หารือกับ 3 หน่วยงาน คือ ตำรวจ ดีเอสไอ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เพื่อตรวจสอบเรื่องเส้นเงิน สัญญาณโทรศัพท์ และการสอบปากคำในหลายๆ อำเภอ  ทว่า ประมาณ 6 เดือนหลังเลือก สว.เสร็จ มีการคัดค้านในที่ประชุม กกต.ว่า “เราไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ตั้งสำนวนแบบนี้ เดี๋ยวความลับจะรั่วไหล เดี๋ยวนู่นเดี๋ยวนี่ อ้างกันสารพัน”  เมื่อเห็นว่าในที่ประชุมมีความเห็นแตกต่างกัน สิทธิโชติจึงเสนอว่าให้ตั้งเป็น “อนุกรรมการ” ขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อคอยซัพพอร์ตด้านข้อมูล  “ถ้าคณะกรรมการสืบไต่ตามปกติของเรา ประสงค์ที่จะได้ข้อมูลเส้นเงิน-โทรศัพท์ เราก็อาศัยคณะอนุกรรมการชุดนี้ช่วย เลขาธิการ กกต.เป็นประธานคณะอนุฯ ชุดนี้ ท่านเชื่อไหมครับว่า พอตั้งคณะอนุฯ ขึ้นมา 2-3 เดือน มีผู้ใหญ่ของตำรวจโทรมาหาผมแล้วบอกว่า ท่านตั้งคณะอนุฯ ชุดนี้ขึ้นมาจะทำงานจริงไหม เพราะว่าประชุมครั้งเดียว แล้วก็ไม่มีทำอะไรเลย ผมตกใจเลยครับ ไม่มีมาใช้บริการ ….ที่เราจะได้ข้อมูลอย่างรวดเร็วเลย เราทิ้ง (เวลา) ไปอีก รวมแล้วเกือบปีนะ 7-8 เดือน” สิทธิโชติเล่าต่อไปว่า แต่คณะชุดนี้ได้มาพบเขาแล้วบอกว่า เนื่องจากมีคนไปร้องที่ดีเอสไอไว้เยอะเหมือนกัน เขาก็เลยบอกอธิบดีดีเอสไอไปว่าท่านทำให้เต็มที่ไปก่อนแล้วกัน แล้วเดี๋ยว กกต.คงจะต้องหารือกันอีกสักครั้ง ว่าจะเราจะทำอย่างไรได้บ้างที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้ง สิทธิโชติเล่าต่อไปว่า ดีเอสไอก็ไปสอบสวนมาอย่างเต็มที่ ท้ายที่สุดแล้วก็มีหนังสือมาแจ้งมาที่ กกต.ว่า บัดนี้การสอบสวนได้พยานหลักฐานแน่นหนาแล้ว พร้อมถามว่า กกต.จะรับโอนสำนวนมาหรือไม่เพื่อจะดำเนินการต่อไป เนื่องจากถ้าหน่วยงานอื่นมาทำเรื่องสอบสวนเกี่ยวกับคดีเลือกตั้ง จะต้องแจ้ง กกต. เพื่อให้ กกต.ตัดสินใจว่า จะรับโอนสำนวนหรือไม่ หรือ กกต.จะทำสำนวนเอง หรือจะให้เขาทำ “เผอิญว่า ณ เวลานั้น ขออนุญาตพูดตรงๆ ว่าดีเอสไอก็อยู่ในการดูแลของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ผู้ถูกกล่าวหาก็อยู่อีกพรรคหนึ่ง ซึ่งเราเห็นว่ามันเป็นปัญหาทางการเมืองผสมมา ยุ่งกันไปหมด ผมก็พูดในที่ประชุมว่าถ้า กกต.กระโดดเข้าไปรับลูกตอนนี้ มันเหมือนกับ take side (เลือกข้าง) จะทำให้คนเชื่อว่าเราไม่เป็นกลาง” สิทธิโชติกล่าวว่า จากปัญหาทางการเมืองที่กล่าวไปเขาจึงเสนอในที่ประชุมให้ทอดระยะเวลาให้เรื่องเงียบ รอพิจารณาต้นสายปลายเหตุก่อน และเสนอให้ใช้อำนาจ “ตามกรณีที่มีความปรากฏ” เพื่อเรียกเอกสารจากหน่วยงานต่าง ๆ แต่ไม่รับโอนสำนวน “ในเมื่อเราปฏิเสธดีเอสไอ…เราก็ใช้อำนาจตามกฎหมายในการเรียกเอกสารทุกหน่วยงาน เราไม่รับโอนสำนวน คือเราไม่ take side เขา แต่เราจะทำของเราเองคือการตั้งคณะสืบไต่ฯ คณะ 26 ขึ้นมาโดยเราเห็นว่านอกจากเจ้าหน้าที่ กกต.แล้ว เราต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภายนอก คือ ขอเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมา 3 คน ที่เหลืออีก 6 คนเป็นคนของเราทั้งสิ้น” สิทธิโชติกล่าวถึงการทำงานของ คณะที่ 26 ระบุว่า พยานที่เคยให้การกับดีเอสไอไปแล้ว ก็ถูกสอบปากคำใหม่ทั้งหมด รวมถึงพยานที่ 16/26 ซึ่งภายหลังกลับคำให้การโดยระบุว่าถูกข่มขู่ สิทธิโชติ ผู้เป็น กกต.เสียงข้างน้อย เชื่อถือในพยานปากนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าพยานรายนี้ให้การในแนวทางเดิมถึง 3 ครั้งในระยะเวลาที่ห่างกัน โดยไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการถูกข่มขู่เลย “พยานที่ 16/26 ที่ท่านกลับคำให้การ ท่านให้การกับดีเอสไอ 2 ครั้งนะครับ แล้วเราเรียกมาอีก ท่านก็คือยืนยันกับเรา (กกต.) อีกเป็นครั้งที่ 3 เพราะฉะนั้นช่วงเวลามันก็ห่างกัน ครั้งที่ 1,2,3 ทำไมผมซึ่งเป็น กกต.เสียงข้างน้อยจึงเชื่อ (พยานปากนี้) เพราะว่า (การให้การ) มันมีเวลาที่ห่างกัน สามารถที่จะบอกได้ว่าถูกกดดันอย่างไร (แต่พยานรายนี้) มาให้การสามครั้ง ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย” ประเด็นเรื่องที่มาของคณะที่ 36 นั้น สิทธิโชติกล่าวว่า เมื่อคณะ 26 ทำสำนวนเสร็จ ในแง่กระบวนการส่งของ กกต.ก็คือ จะมีคณะอนุกรรมการชุดหนึ่งที่ช่วยกลั่นกรองข้อมูลจากการสอบสวนว่าเห็นด้วยหรือไม่ มีข้อเท็จจริงหรือข้อทักท้วงประการใด เพื่อช่วยกลั่นกรอง กกต.ชุดใหญ่อีกชั้นหนึ่ง สิทธิโชติกล่าวว่า กกต.มีคณะอนุฯ นี้อยู่แล้ว 35 คณะ แต่เนื่องจากคดีโกง สว.เป็นกรณีพิเศษ กกต.จึงให้ตั้งมาอีกคณะ เพราะฉะนั้นการตั้งคณะที่ 36 “ไม่ใช่ว่าตั้งขึ้นมาซ้ำซ้อน หรือให้มาตีกัน (กับคณะ 26) แต่สิ่งที่เขามาหักล้างพยานกันนั้น เกิดจากความเห็นของแต่ละคณะของเขาเอง โดยวิธีการเราทำแบบนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ตั้งเป็นกรณีพิเศษ 7 คนเท่านั้นเอง “ข้อเท็จจริงที่ต้องพูดก็คือว่า ประธานคณะ 36 ซึ่งมี กกต.ท่านหนึ่งตั้งขึ้นมา ท่านไม่เรียกประชุมเลย ประมาณ 45 วันตั้งแต่ตั้ง ผมไม่ทราบว่าดีเลย์ทำไม ผมก็ถามว่าไปไหน ทำไมช้า เขาบอกไปต่างประเทศ…ทำให้คณะนี้พิจารณาช้า…พิจารณาช้ามีผลอย่างไร กกต.กำลังครบวาระเต็มไปหมด ต้องแต่งตั้งคนมาแทน นี่คือข้อเท็จจริงเหมือนกัน”  สิทธิโชติกล่าวว่า ในเรื่องความเห็นของอนุกรรมการแต่ละท่าน จะไม่ขอก้าวล่วง เพราะแต่ละท่านมีดุลยพินิจพิจารณาตามหลักฐาน แต่จริงๆ แล้วท่านก็ไม่ได้ยกเสียทั้งหมดเลย “คณะ 36 ก็เห็นด้วยกับคณะ 26 อยู่บ้าง เป็นบางส่วน แต่เป็นส่วนน้อย”  สิทธิโชติยังชี้แจงถึงกรณีที่สำนักงาน กกต.ออกเอกสารข่าว ระบุว่าไม่มีการขอเส้นเงินระหว่างประชุม และไม่รับสำนวนว่า ในระหว่างที่อนุฯ กำลังพิจารณาสำนวนนั้น เมื่ออนุฯ พิจารณาเสร็จ จะต้องส่งมาให้ กกต. ทันที แต่ในระหว่างที่พิจารณาอยู่ดีเอสไอได้มีหนังสือแจ้งว่าดีเอสไอมีสำนวนการฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งภาพถ่าย เส้นเงิน และเส้นโทรศัพท์ เกี่ยวพันกับผู้ถูกกล่าวหา 8 คน โดยดีเอสไอแจ้ง กกต.ว่า หาก กกต.สนใจพยานหลักฐาน ขอให้มีมติแจ้งไป และดีเอสไอจะได้คัดสำเนาส่งมาให้ กกต.  แต่ต่อมา กกต.จึงเป็นมติ 4 ต่อ 3 ที่ กกต.ไม่รับ เนื่องจาก ยังไม่มีสำนวน เพราะสำนวนยังอยู่ที่อนุฯ 36 แต่ตนก็เห็นว่า กกต.มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน และเมื่อดีเอสไอแจ้งมาแล้ว และคณะอนุฯ 36 ที่ร้อยตำรวจเอก ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ที่ทำหน้าที่แทนเลขาธิการฯ ก็มีหนังสือมา ที่ประสงค์พยานหลักฐานเหล่านี้ เพื่อมาวิเคราะห์ ทั้งพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และความผิด ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อ กกต.ทั้งสิ้น แต่สุดท้ายก็แพ้มติไป จนนำมาสู่การให้สัมภาษณ์ที่ตนได้ให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ทั้งหมด   ทั้งนี้ มีรายงานข่าวเพิ่มเติมจากสื่อมวลชนหลายสำนัก ว่า สิทธิโชติกล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีฮั้ว สว.อีก 3 สำนวนว่า ประธาน กกต.กำลังเร่งรัดอยู่คาดว่าน่าจะเร็วๆ นี้ ภายในต้นเดือนหน้าจะสามารถเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ให้พิจารณาได้ ซึ่งทั้ง 3 สำนวนได้ผ่านการพิจารณาของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26 แล้ว แต่ตนไม่แน่ใจว่าได้ผ่านขั้นตอนของคณะกลั่นกรองแล้วหรือยัง หากผ่านขั้นตอนนั้นก็จะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ได้ พร้อมระบุว่าไม่มีปัญหาอะไรเป็นไปตามกระบวนการ ขณะนี้ตนยังไม่เห็นสำนวน จึงยังไม่สามารถบอกอะไรได้ แต่หลักเกณฑ์การพิจารณาก็เหมือนกัน  เมื่อถามว่า การออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องคดีฮั้ว สว. จะถูกมองเรื่องความแตกแยกของ กกต.หรือไม่ สิทธิโชติกล่าวว่า คงไม่ เพราะเป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นเฉพาะเรื่อง แต่เรื่องอื่นยังสามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่มีความแตกแยก "พี่ๆ ทุกคนเป็นคนดีหมด" ไม่กระทบการทำงานร่วมกันในอนาคต  * ข่าว * การเมือง * คดีฮั้วเลือก สว. * สมาชิกวุฒิสภา * คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) * สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
dlvr.it
September 30, 2026 at 12:33 PM
สิทธิโชติ เผย วันเลือกระดับประเทศ กกต.สั่งพิมพ์เอกสารใหม่ กัน ‘โพยฮั้ว’ แต่กลุ่มฮั้วรู้ก่อนจึงเตรียมตัวทัน
สิทธิโชติ เผย วันเลือกระดับประเทศ กกต.สั่งพิมพ์เอกสารใหม่ กัน ‘โพยฮั้ว’ แต่กลุ่มฮั้วรู้ก่อนจึงเตรียมตัวทัน
สิทธิโชติ เผย วันเลือกระดับประเทศ กกต.สั่งพิมพ์เอกสารใหม่ กัน ‘โพยฮั้ว’ แต่กลุ่มฮั้วรู้ก่อนจึงเตรียมตัวทัน See Think Wed, 2026-09-30 - 19:20 30 ก.ย. 2569 สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หนึ่งในเสียงข้างน้อยในมติ กกต. 5:2 เสียงในคดีโกงเลือก สว. ร่วมเวทีเสวนา “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” ซึ่งจัดโดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา โดยเนื้อหาที่เขากล่าวถึงเน้นไปที่บทบาทของ กกต. โดยพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่และกลไกการทำงานในคดีโกงเลือก สว.  สิทธิโชติเคยรับราชการเป็นผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม และเคยเป็นประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ประเด็นแรกที่ กกต.เสียงข้างน้อยรายนี้พูดถึงคือ กฎหมายที่ให้อำนาจฝ่ายปกครองเป็นคนบริหารจัดการ ตั้งแต่การรับสมัครในระดับอำเภอ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพาคนมาสมัคร  ตามกฎหมายกำหนดให้นายอำเภอเป็นประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งในระดับอำเภอ ส่วนระดับจังหวัดกำหนดให้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด โดยในแต่ละระดับมีกรรมการอยู่ 7 ท่าน โดยทางจังหวัดจะเป็นคนแต่งตั้ง ส่วนเลขานุการของแต่ละระดับจะเป็นคนของ กกต.  “เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีอำเภอทั้งประเทศ 928 อำเภอ มีผู้สมัครทั้งสิ้น 48,226 คน เริ่มต้นจาก 20 อาชีพในแต่ละอำเภอ การที่จะรับสมัครให้เข้ากลุ่มอาชีพให้ถูก ก็เริ่มปวดหัวตั้งแต่ตรงนี้แล้ว อันนี้คือระบบกฎหมาย (ให้อำนาจ) ท่านจะเห็นว่ามันไปตกอยู่ในมือฝ่ายปกครองตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว” “แม้กฎหมายจะเขียนไว้ว่าในการรับสมัครระดับอำเภอ ห้ามเปิดเผยว่ามีใครมาสมัครแล้วกี่คนอย่างไร อาชีพไหนบ้าง แต่ผมเชื่อว่าในตอนรับสมัครระดับอำเภอ มันมีการจัดการ มันจึงทำให้กลุ่มที่จะเข้า (มาสมัคร) ทะลักกันมา พอ (กลุ่มอาชีพใด) น้อยก็เอา (คน) มาเข้า”    อย่างไรก็ตาม สิทธิโชคกล่าวด้วยว่า เข้าใจว่าท่านที่พิจารณาให้กฎหมายโยกภารกิจนี้ไปให้ฝ่ายปกครองจัดการ คงเห็นว่า กกต.ทำเองไม่ได้ จากที่ กกต.มีเจ้าหน้าที่ทั้งประเทศแค่พันกว่าคน แต่เผอิญว่าบ้านเราฝ่ายปกครองมีปัญหาในการบริหารจัดการ ปัญหาจึงเริ่มต้นมาตั้งแต่จุดนั้น ทั้งนี้ ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย เคยออกมาเปิดข้อมูลระบุว่าในช่วงรัฐบาล ‘อนุทิน 1’ มีการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยล็อตใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อย่างน้อย 395 ตำแหน่ง และเคยตั้งข้อสังเกตด้วยว่าการย้ายข้าราชการระดับสูงหลายตำแหน่งมีความเกี่ยวโยงกับคดีใหญ่ เช่น เขากระโดงและฮั้ว สว. และภายหลังมีการโยกย้ายข้าราชการแล้ว ทิศทางของคดีต่างๆ นั้นก็ดูมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนอย่างที่ประจักษ์กันอยู่ในสังคม    สิทธิโชค กล่าวต่อไปถึงปัญหาเรื่องกลุ่มอาชีพ ว่ามีคนร้องเรียนที่ จ.สมุทรสาคร กรณีมีคนที่ทำนาเกลือมาสมัครเข้าในกลุ่มอาชีพเกษตรกร ต่อมานายอำเภอซึ่งเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับอำเภอได้ประกาศรายชื่อว่าบุคคลนี้เป็นผู้สมัคร จากนั้นก็มีการร้องเรียนนายอำเภอว่า “รับสมัครให้ผู้สมัครรายนี้โดยมิชอบ เนื่องจากคนทำนาเกลือไม่ควรจะอยู่ในกลุ่มเกษตรกร” จึงขอให้ศาลฎีกาสั่งเพิกถอน ศาลฏีกาก็วินิจฉัย แต่เป็นการวินิจฉัยในแง่ของ “วิธีการ” ว่าเมื่อกฎหมายเปิดโอกาสให้เป็นอาชีพหลายกลุ่ม คนหนึ่งคนอาจมีโอกาสสมัครเข้าได้หลายอาชีพ จะเข้ากลุ่มใดก็ได้แล้วแต่ความประสงค์ของบุคคลนั้น ศาลฎีกายกคำร้อง เนื่องจากนายอำเภอทำถูกต้องตามกระบวนการแล้ว  “แต่คำวินิจฉัยของศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยว่า “เนื้อหา” ที่เขาลงในกลุ่มอาชีพมันใช่ไหม” สิทธิโชคกล่าวต่อไปว่า กรณีเช่นนี้ ผู้ร้องควรต้องมาร้องที่ กกต. แล้ว กกต.ก็จะต้องมาวินิจฉัยจากพยานหลักฐาน ว่าผู้สมัครรายดังกล่าวเข้าถูกกลุ่มอาชีพหรือไม่ ซึ่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขากล่าวต่อไปว่า เมื่อพูดถึงประเด็นเรื่องกลุ่มอาชีพถูกต้องหรือไม่ กกต.ก็มักจะอ้างคำพิพากษาของศาลฎีกาข้างต้นนี้มาโดยถือว่า “เมื่อรับสมัครมาแล้วนายอำเภอรับมาแล้ว ถือว่าชอบหมด”  “ซึ่งผมก็เคยคัดค้านในที่ประชุมอยู่เหมือนกันว่าประเด็นนี้เราต้องพิจารณาที่ “เนื้อหา” โดยต้องตั้งกรรมการสืบสวนขึ้นมาว่ามันเป็นการสมัครถูกกลุ่มหรือไม่ เพราะฉะนั้นประชาชนอย่าเพิ่งเข้าใจผิดและสิ้นหวัง ในประเด็นนี้ กกต.ยังวินิจฉัยได้อยู่” เผยวันเลือกระดับประเทศ พบพิรุธส่อโกง กกต.สั่งพิมพ์เอกสารใหม่ หวังกันโพยฮั้ว แต่กลุ่มฮั้วรู้ก่อน  สิทธิโชคกล่าวต่อไปถึงปัญหาของการเลือกในรอบระดับประเทศที่ เลขาธิการ กกต.เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง ว่าสภาพก็เป็นอย่างที่ทุกท่านเห็น “คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งหมดก็อยู่ที่เมืองทองธานี เราก็เห็นว่ามันมีเอกสารซึ่งลักษณะเหมือนโพย…ทิ้งในห้องน้ำก็มี ในรอบเช้าเสร็จแล้วก็ทิ้งไว้ จนเจ้าหน้าที่เราก็มารายงานว่ามันเยอะมาก ส่อไปในทางไม่ค่อยสุจริตแล้วล่ะ กกต.เลยประชุมด่วน ว่าถ้าเช่นนั้น ในรอบบ่าย…เราจะปริ้นต์ใบเอกสารแนะนำตัว สว.3 ใหม่เลย เราจะไม่ให้เอกสารใดหลุดเข้าไปอีก” ณ ตอนนั้น ตัวเขาเพิ่งเข้ามาเป็น กกต.ได้เพียง 2 เดือน ยอมรับว่ายังไม่ทัน แต่ก็พยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการจัดทำเอกสารแนะนำตัวใหม่  แต่หลังจากที่ กกต.มีมติ ก็ให้ผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับประเทศเป็นผู้ดำเนินการ และได้พิจารณาว่า จะบอกผู้สมัครในช่วงไหน เพื่อไม่ให้สามารถเตรียมตัวได้ทัน “แต่การบริหารจัดการตรงนั้นไม่ดี (ทำให้ผู้สมัคร) รู้ตัวล่วงหน้า ทีนี้ละครับ เขียนตามแขน ฉีกกระดาษกัน วุ่นวายไปหมดตามที่ปรากฏในคลิป” ย้อนที่มาของ “คณะ 26” และ “ชุดที่ 36”  ประเด็นเรื่องที่มาของคณะที่ 26 สิทธิโชติอธิบายว่า ตามปกติแล้วเรามีคณะสืบสวนและไต่สวนของ กกต.อยู่ 25 คณะ แต่เราเห็นว่าคดีฮั้ว สว. มีการร้องเรียนกันทั่วประเทศและข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากทุกจังหวัดหลังทำสำนวนเสร็จ ถูกยกคำร้องหมด  “เหตุผลที่ยกก็คือ พยานหลักฐานไปไม่ถึง เพราะในแต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอก็จะมี “ผู้บริหารจัดการ” ส่งผลให้พยานไม่มาบ้าง หรือถ้ามา ก็เปลี่ยนคำให้การ ตัดตอนไปหมดว่าตัวเองตั้งใจมาสมัครเอง”  “เราดูสำนวนเราก็รู้ แต่พอให้การจริงๆ ไม่มี…ไม่มายืนยัน ตามหาเส้นเงินก็ไม่ได้ ในระดับอำเภอนี่ทำอะไรยากไปหมดนะครับ” สิทธิโชติเล่าต่อไปว่า เขาก็หารือกับคณะกรรมการ กกต.เพื่อไม่ให้ปัญหานี้ผ่านเลยไป และให้ความเป็นธรรมกับแผ่นดิน จึงพิจารณากฎหมาย กกต.ที่ให้อำนาจ กกต.แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนได้ จากนั้นก็ได้หารือกับ 3 หน่วยงาน คือ ตำรวจ ดีเอสไอ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เพื่อตรวจสอบเรื่องเส้นเงิน สัญญาณโทรศัพท์ และการสอบปากคำในหลายๆ อำเภอ  ทว่า ประมาณ 6 เดือนหลังเลือก สว.เสร็จ มีการคัดค้านในที่ประชุม กกต.ว่า “เราไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ตั้งสำนวนแบบนี้ เดี๋ยวความลับจะรั่วไหล เดี๋ยวนู่นเดี๋ยวนี่ อ้างกันสารพัน”  เมื่อเห็นว่าในที่ประชุมมีความเห็นแตกต่างกัน สิทธิโชติจึงเสนอว่าให้ตั้งเป็น “อนุกรรมการ” ขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อคอยซัพพอร์ตด้านข้อมูล  “ถ้าคณะกรรมการสืบไต่ตามปกติของเรา ประสงค์ที่จะได้ข้อมูลเส้นเงิน-โทรศัพท์ เราก็อาศัยคณะอนุกรรมการชุดนี้ช่วย เลขาธิการ กกต.เป็นประธานคณะอนุฯ ชุดนี้ ท่านเชื่อไหมครับว่า พอตั้งคณะอนุฯ ขึ้นมา 2-3 เดือน มีผู้ใหญ่ของตำรวจโทรมาหาผมแล้วบอกว่า ท่านตั้งคณะอนุฯ ชุดนี้ขึ้นมาจะทำงานจริงไหม เพราะว่าประชุมครั้งเดียว แล้วก็ไม่มีทำอะไรเลย ผมตกใจเลยครับ ไม่มีมาใช้บริการ ….ที่เราจะได้ข้อมูลอย่างรวดเร็วเลย เราทิ้ง (เวลา) ไปอีก รวมแล้วเกือบปีนะ 7-8 เดือน” สิทธิโชติเล่าต่อไปว่า แต่คณะชุดนี้ได้มาพบเขาแล้วบอกว่า เนื่องจากมีคนไปร้องที่ดีเอสไอไว้เยอะเหมือนกัน เขาก็เลยบอกอธิบดีดีเอสไอไปว่าท่านทำให้เต็มที่ไปก่อนแล้วกัน แล้วเดี๋ยว กกต.คงจะต้องหารือกันอีกสักครั้ง ว่าจะเราจะทำอย่างไรได้บ้างที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้ง สิทธิโชติเล่าต่อไปว่า ดีเอสไอก็ไปสอบสวนมาอย่างเต็มที่ ท้ายที่สุดแล้วก็มีหนังสือมาแจ้งมาที่ กกต.ว่า บัดนี้การสอบสวนได้พยานหลักฐานแน่นหนาแล้ว พร้อมถามว่า กกต.จะรับโอนสำนวนมาหรือไม่เพื่อจะดำเนินการต่อไป เนื่องจากถ้าหน่วยงานอื่นมาทำเรื่องสอบสวนเกี่ยวกับคดีเลือกตั้ง จะต้องแจ้ง กกต. เพื่อให้ กกต.ตัดสินใจว่า จะรับโอนสำนวนหรือไม่ หรือ กกต.จะทำสำนวนเอง หรือจะให้เขาทำ “เผอิญว่า ณ เวลานั้น ขออนุญาตพูดตรงๆ ว่าดีเอสไอก็อยู่ในการดูแลของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ผู้ถูกกล่าวหาก็อยู่อีกพรรคหนึ่ง ซึ่งเราเห็นว่ามันเป็นปัญหาทางการเมืองผสมมา ยุ่งกันไปหมด ผมก็พูดในที่ประชุมว่าถ้า กกต.กระโดดเข้าไปรับลูกตอนนี้ มันเหมือนกับ take side (เลือกข้าง) จะทำให้คนเชื่อว่าเราไม่เป็นกลาง” สิทธิโชติกล่าวว่า จากปัญหาทางการเมืองที่กล่าวไปเขาจึงเสนอในที่ประชุมให้ทอดระยะเวลาให้เรื่องเงียบ รอพิจารณาต้นสายปลายเหตุก่อน และเสนอให้ใช้อำนาจ “ตามกรณีที่มีความปรากฏ” เพื่อเรียกเอกสารจากหน่วยงานต่าง ๆ แต่ไม่รับโอนสำนวน “ในเมื่อเราปฏิเสธดีเอสไอ…เราก็ใช้อำนาจตามกฎหมายในการเรียกเอกสารทุกหน่วยงาน เราไม่รับโอนสำนวน คือเราไม่ take side เขา แต่เราจะทำของเราเองคือการตั้งคณะสืบไต่ฯ คณะ 26 ขึ้นมาโดยเราเห็นว่านอกจากเจ้าหน้าที่ กกต.แล้ว เราต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานภายนอก คือ ขอเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมา 3 คน ที่เหลืออีก 6 คนเป็นคนของเราทั้งสิ้น” สิทธิโชติกล่าวถึงการทำงานของ คณะที่ 26 ระบุว่า พยานที่เคยให้การกับดีเอสไอไปแล้ว ก็ถูกสอบปากคำใหม่ทั้งหมด รวมถึงพยานที่ 16/26 ซึ่งภายหลังกลับคำให้การโดยระบุว่าถูกข่มขู่ สิทธิโชติ ผู้เป็น กกต.เสียงข้างน้อย เชื่อถือในพยานปากนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าพยานรายนี้ให้การในแนวทางเดิมถึง 3 ครั้งในระยะเวลาที่ห่างกัน โดยไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการถูกข่มขู่เลย “พยานที่ 16/26 ที่ท่านกลับคำให้การ ท่านให้การกับดีเอสไอ 2 ครั้งนะครับ แล้วเราเรียกมาอีก ท่านก็คือยืนยันกับเรา (กกต.) อีกเป็นครั้งที่ 3 เพราะฉะนั้นช่วงเวลามันก็ห่างกัน ครั้งที่ 1,2,3 ทำไมผมซึ่งเป็น กกต.เสียงข้างน้อยจึงเชื่อ (พยานปากนี้) เพราะว่า (การให้การ) มันมีเวลาที่ห่างกัน สามารถที่จะบอกได้ว่าถูกกดดันอย่างไร (แต่พยานรายนี้) มาให้การสามครั้ง ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย” ประเด็นเรื่องที่มาของคณะที่ 36 นั้น สิทธิโชติกล่าวว่า เมื่อคณะ 26 ทำสำนวนเสร็จ ในแง่กระบวนการส่งของ กกต.ก็คือ จะมีคณะอนุกรรมการชุดหนึ่งที่ช่วยกลั่นกรองข้อมูลจากการสอบสวนว่าเห็นด้วยหรือไม่ มีข้อเท็จจริงหรือข้อทักท้วงประการใด เพื่อช่วยกลั่นกรอง กกต.ชุดใหญ่อีกชั้นหนึ่ง สิทธิโชติกล่าวว่า กกต.มีคณะอนุฯ นี้อยู่แล้ว 35 คณะ แต่เนื่องจากคดีโกง สว.เป็นกรณีพิเศษ กกต.จึงให้ตั้งมาอีกคณะ เพราะฉะนั้นการตั้งคณะที่ 36 “ไม่ใช่ว่าตั้งขึ้นมาซ้ำซ้อน หรือให้มาตีกัน (กับคณะ 26) แต่สิ่งที่เขามาหักล้างพยานกันนั้น เกิดจากความเห็นของแต่ละคณะของเขาเอง โดยวิธีการเราทำแบบนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ตั้งเป็นกรณีพิเศษ 7 คนเท่านั้นเอง “ข้อเท็จจริงที่ต้องพูดก็คือว่า ประธานคณะ 36 ซึ่งมี กกต.ท่านหนึ่งตั้งขึ้นมา ท่านไม่เรียกประชุมเลย ประมาณ 45 วันตั้งแต่ตั้ง ผมไม่ทราบว่าดีเลย์ทำไม ผมก็ถามว่าไปไหน ทำไมช้า เขาบอกไปต่างประเทศ…ทำให้คณะนี้พิจารณาช้า…พิจารณาช้ามีผลอย่างไร กกต.กำลังครบวาระเต็มไปหมด ต้องแต่งตั้งคนมาแทน นี่คือข้อเท็จจริงเหมือนกัน”  สิทธิโชติกล่าวว่า ในเรื่องความเห็นของอนุกรรมการแต่ละท่าน จะไม่ขอก้าวล่วง เพราะแต่ละท่านมีดุลยพินิจพิจารณาตามหลักฐาน แต่จริงๆ แล้วท่านก็ไม่ได้ยกเสียทั้งหมดเลย “คณะ 36 ก็เห็นด้วยกับคณะ 26 อยู่บ้าง เป็นบางส่วน แต่เป็นส่วนน้อย”  สิทธิโชติยังชี้แจงถึงกรณีที่สำนักงาน กกต.ออกเอกสารข่าว ระบุว่าไม่มีการขอเส้นเงินระหว่างประชุม และไม่รับสำนวนว่า ในระหว่างที่อนุฯ กำลังพิจารณาสำนวนนั้น เมื่ออนุฯ พิจารณาเสร็จ จะต้องส่งมาให้ กกต. ทันที แต่ในระหว่างที่พิจารณาอยู่ดีเอสไอได้มีหนังสือแจ้งว่าดีเอสไอมีสำนวนการฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งภาพถ่าย เส้นเงิน และเส้นโทรศัพท์ เกี่ยวพันกับผู้ถูกกล่าวหา 8 คน โดยดีเอสไอแจ้ง กกต.ว่า หาก กกต.สนใจพยานหลักฐาน ขอให้มีมติแจ้งไป และดีเอสไอจะได้คัดสำเนาส่งมาให้ กกต.  แต่ต่อมา กกต.จึงเป็นมติ 4 ต่อ 3 ที่ กกต.ไม่รับ เนื่องจาก ยังไม่มีสำนวน เพราะสำนวนยังอยู่ที่อนุฯ 36 แต่ตนก็เห็นว่า กกต.มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน และเมื่อดีเอสไอแจ้งมาแล้ว และคณะอนุฯ 36 ที่ร้อยตำรวจเอก ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ที่ทำหน้าที่แทนเลขาธิการฯ ก็มีหนังสือมา ที่ประสงค์พยานหลักฐานเหล่านี้ เพื่อมาวิเคราะห์ ทั้งพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และความผิด ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อ กกต.ทั้งสิ้น แต่สุดท้ายก็แพ้มติไป จนนำมาสู่การให้สัมภาษณ์ที่ตนได้ให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ทั้งหมด   ทั้งนี้ มีรายงานข่าวเพิ่มเติมจากสื่อมวลชนหลายสำนัก ว่า สิทธิโชติกล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีฮั้ว สว.อีก 3 สำนวนว่า ประธาน กกต.กำลังเร่งรัดอยู่คาดว่าน่าจะเร็วๆ นี้ ภายในต้นเดือนหน้าจะสามารถเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ให้พิจารณาได้ ซึ่งทั้ง 3 สำนวนได้ผ่านการพิจารณาของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26 แล้ว แต่ตนไม่แน่ใจว่าได้ผ่านขั้นตอนของคณะกลั่นกรองแล้วหรือยัง หากผ่านขั้นตอนนั้นก็จะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ได้ พร้อมระบุว่าไม่มีปัญหาอะไรเป็นไปตามกระบวนการ ขณะนี้ตนยังไม่เห็นสำนวน จึงยังไม่สามารถบอกอะไรได้ แต่หลักเกณฑ์การพิจารณาก็เหมือนกัน  เมื่อถามว่า การออกมาแสดงความคิดเห็นเรื่องคดีฮั้ว สว. จะถูกมองเรื่องความแตกแยกของ กกต.หรือไม่ สิทธิโชติกล่าวว่า คงไม่ เพราะเป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นเฉพาะเรื่อง แต่เรื่องอื่นยังสามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่มีความแตกแยก "พี่ๆ ทุกคนเป็นคนดีหมด" ไม่กระทบการทำงานร่วมกันในอนาคต  * ข่าว * การเมือง * คดีฮั้วเลือก สว. * สมาชิกวุฒิสภา * คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) * สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
dlvr.it
September 30, 2026 at 12:33 PM
กกต.เสียงข้างน้อยชี้ช่องโหว่การจัดเลือก สว. ทำให้บริหารจัดการฐานคะแนนได้

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6235036/
#กกต #คดีฮั้วสว
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 30, 2026 at 6:38 AM
‘ณัฐพงษ์’ บุกยื่น ป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวน กกต. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบในคดีฮั้ว สว.

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6220927/
#ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #คดีฮั้วสว
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 25, 2026 at 9:46 AM
พรรคประชาชนยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ขอให้ตรวจสอบ-ไต่สวน กกต. กรณีวินิจฉัยคดีฮั้วเลือก สว.
พรรคประชาชนยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ขอให้ตรวจสอบ-ไต่สวน กกต. กรณีวินิจฉัยคดีฮั้วเลือก สว.
พรรคประชาชนยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ขอให้ตรวจสอบ-ไต่สวน กกต. กรณีวินิจฉัยคดีฮั้วเลือก สว. auser15 Fri, 2026-09-25 - 16:47 พรรคประชาชนยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ขอให้ตรวจสอบ-ไต่สวน กกต. กรณีวินิจฉัยคดีฮั้วเลือก สว. ชี้เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายการเมือง พร้อมแนะผู้สมัคร สว.ยื่นฟ้องคู่ขนานเพื่อให้คดีเดินหน้าเร็ว 25 กันยายน 2569 Thai PBS รายงานว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน นำ สส.พรรคประชาชน เข้ายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน กรณีใช้ดุลพินิจ-วินิจฉัยคดีฮั้วเลือก สว. โดยระบุว่า เพิกเฉยต่อพยานหลักฐาน ทั้งที่ชี้ชัดถึงขบวนการและโพยใบสั่ง นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ส่งมอบพยานหลักฐาน ผ่านการแนบท้ายหนังสือคำร้อง ส่วนผลการพิจารณารับหรือไม่รับคำร้องขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช. แม้จะมีเสียงสะท้อนและวิเคราะห์ถึงการเกิดขึ้น ยากที่จะไต่สวน กกต. จึงแนะให้ผู้สมัคร สว. ยื่นคำร้อง เพื่อทวงคืนความยุติธรรมคู่ขนานไปด้วย ขณะที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยืนยันการใช้ทุกช่องทางตรวจสอบ กกต. ถือเป็นบทบาทและหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งจากนี้ไปจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมีปมฮั้วเลือก สว.รวมอยู่ด้วย นายพริษฐ์ เชื่อว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จะพิจารณาคำร้องของ กกต. เพื่อสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 77 คน ตามพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึง ในขณะเดียวกันจะเดินหน้าเสนอแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ * ข่าว * การเมือง * พรรคประชาชน * คดีฮั้วเลือก สว. * คดีฮั้ว สว. * ป.ป.ช. * กกต.
dlvr.it
September 25, 2026 at 9:51 AM
พรรคประชาชนยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ขอให้ตรวจสอบ-ไต่สวน กกต. กรณีวินิจฉัยคดีฮั้วเลือก สว.
พรรคประชาชนยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ขอให้ตรวจสอบ-ไต่สวน กกต. กรณีวินิจฉัยคดีฮั้วเลือก สว. auser15 Fri, 2026-09-25 - 16:47 พรรคประชาชนยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ขอให้ตรวจสอบ-ไต่สวน กกต. กรณีวินิจฉัยคดีฮั้วเลือก สว. ชี้เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายการเมือง พร้อมแนะผู้สมัคร สว.ยื่นฟ้องคู่ขนานเพื่อให้คดีเดินหน้าเร็ว 25 กันยายน 2569 Thai PBS รายงานว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน นำ สส.พรรคประชาชน เข้ายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 คน กรณีใช้ดุลพินิจ-วินิจฉัยคดีฮั้วเลือก สว. โดยระบุว่า เพิกเฉยต่อพยานหลักฐาน ทั้งที่ชี้ชัดถึงขบวนการและโพยใบสั่ง นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ส่งมอบพยานหลักฐาน ผ่านการแนบท้ายหนังสือคำร้อง ส่วนผลการพิจารณารับหรือไม่รับคำร้องขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช. แม้จะมีเสียงสะท้อนและวิเคราะห์ถึงการเกิดขึ้น ยากที่จะไต่สวน กกต. จึงแนะให้ผู้สมัคร สว. ยื่นคำร้อง เพื่อทวงคืนความยุติธรรมคู่ขนานไปด้วย ขณะที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยืนยันการใช้ทุกช่องทางตรวจสอบ กกต. ถือเป็นบทบาทและหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งจากนี้ไปจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยมีปมฮั้วเลือก สว.รวมอยู่ด้วย นายพริษฐ์ เชื่อว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จะพิจารณาคำร้องของ กกต. เพื่อสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 77 คน ตามพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึง ในขณะเดียวกันจะเดินหน้าเสนอแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ * ข่าว * การเมือง * พรรคประชาชน * คดีฮั้วเลือก สว. * คดีฮั้ว สว. * ป.ป.ช. * กกต.
dlvr.it
September 25, 2026 at 9:51 AM
จี้กกต.-ผู้สมัครสว.ที่เสียประโยชน์ยื่นฟัน! 229 คนด้วยข้อกล่าวหามาตรา 62 วรรคหนึ่ง

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6220309/
#สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย #คดีฮั้วสว
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 25, 2026 at 7:50 AM
'สนธิ ลิ้มทองกุล' พร้อมเครือข่าย ยื่นหนังสือจี้ กกต.ทบทวนมติคดีฮั้ว สว.ใหม่ทั้งหมด
'สนธิ ลิ้มทองกุล' พร้อมเครือข่าย ยื่นหนังสือจี้ กกต.ทบทวนมติคดีฮั้ว สว.ใหม่ทั้งหมด
'สนธิ ลิ้มทองกุล' พร้อมเครือข่าย ยื่นหนังสือจี้ กกต.ทบทวนมติคดีฮั้ว สว.ใหม่ทั้งหมด auser15 Fri, 2026-09-25 - 15:07 'สนธิ ลิ้มทองกุล' นำเครือข่ายรวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย ยื่นหนังสือต่อ กกต. เรียกร้องให้ทบทวนมติคดีฮั้วเลือก สว. ใหม่ทั้งหมด ชี้พยานหลักฐานเชื่อมโยงเป็นขบวนการ พร้อมขอให้ยื่นศาลฎีกาดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และขู่ดำเนินคดีหากยังเพิกเฉย ย้ำพฤติกการณ์ของ กกต.เป็นตัวการสำคัญให้เกิดการทุจริตเสียเอง ภาพจาก: ผู้จัดการออนไลน์  25 กันยายน 2569 ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า  นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยเครือข่าย "รวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย" นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล และนายนิติธร ล้ำเหลือ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ปฏิบัติหน้าที่และยุติการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีการพิจารณาคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ทั้งนี้ เมื่อเวลา 11.00 น. นายนิติธร ล้ำเหลือ ได้อ่านรายละเอียดของหนังสือบนเวทีปราศรัยชั่วคราว ก่อนยื่นให้ กกต. โดยเนื้อความในหนังสือระบุว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 215 กำหนดให้ กกต. ต้องใช้อำนาจโดยสุจริต เที่ยงธรรม และกล้าหาญ พร้อมย้ำว่า กกต. มีหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้ง สืบสวนไต่สวน และยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตหรือทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม เครือข่ายฯ อ้างว่า การเลือก สว. ปี 2567 ปรากฏพยานหลักฐานจำนวนมาก ทั้งโพยรายชื่อ การเดินทางและพักโรงแรมร่วมกัน การสื่อสารผ่านสมาร์ตโฟน เส้นทางการเงิน ภาพจากกล้องวงจรปิด คำให้การพยานกว่า 750 ปาก เอกสารกว่า 75,000 หน้า รวมถึงหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลพิกัดโทรศัพท์ ซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นการดำเนินการในลักษณะ "บล็อกโหวต" และการจัดตั้งเป็นขบวนการ ในหนังสือยังระบุว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เคยตั้งข้อกล่าวหาบุคคลรวม 229 ราย ก่อนที่ กกต. จะตั้งคณะที่ 36 พิจารณาสำนวนใหม่ และท้ายที่สุดมีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกร้องเพียง 77 ราย ประกอบด้วย สว. ปัจจุบัน 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย นายสนธิและเครือข่ายเห็นว่า เกณฑ์ตามมาตรา 62 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ใช้เพียงมาตรฐาน "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้" ไม่ใช่การพิสูจน์จนสิ้นสงสัย จึงมองว่าพยานหลักฐานที่มีอยู่เพียงพอให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย พร้อมดำเนินคดีอาญาควบคู่กัน นอกจากนี้ หนังสือยังตั้งข้อสังเกตว่า กกต. เสียงข้างมากอาจใช้ดุลพินิจไม่ครบถ้วน ตัดตอนพยานหลักฐาน และยังไม่ได้ดำเนินการต่อพยาน 3 ปากที่กลับคำให้การ รวมทั้งเรียกร้องให้ กกต. ทบทวนมติเดิมทั้งหมด หากไม่ดำเนินการ เครือข่ายภาคประชาชนจะยื่นคำร้องทุกข์กล่าวโทษต่อผู้เกี่ยวข้องในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป "ประการสำคัญ ก่อนประกาศผลเลือก ได้เกิดเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมอย่างเปิดเผย ปรากฏต่อสาธารณะผ่านสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง เป็นที่รับรู้รับทราบกันโดยทั่วไป ทั้งยังเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเลือกตั้งว่า มิได้เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม แต่ กกต. มิได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกตั้ง และสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่ "จึงพิจารณาโดยสุจริตว่า กกต. เป็นตัวการสำคัญ หรือผู้สนับสนุน ให้เกิดการทุจริตการเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม ทั้งยังมีพฤติการณ์ที่ทำให้เชื่อได้ว่า ใช้อำนาจหน้าที่ ใช้ดุลพินิจ ปกป้องผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด" เนื้อความตอนหนึ่งของหนังสือระบุ * ข่าว * การเมือง * สนธิ ลิ้มทองกุล * กกต. * คดีฮั้ว สว. * คดีฮั้วเลือก สว. * เครือข่ายรวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย
dlvr.it
September 25, 2026 at 8:11 AM
'สนธิ ลิ้มทองกุล' พร้อมเครือข่าย ยื่นหนังสือจี้ กกต.ทบทวนมติคดีฮั้ว สว.ใหม่ทั้งหมด
'สนธิ ลิ้มทองกุล' พร้อมเครือข่าย ยื่นหนังสือจี้ กกต.ทบทวนมติคดีฮั้ว สว.ใหม่ทั้งหมด auser15 Fri, 2026-09-25 - 15:07 'สนธิ ลิ้มทองกุล' นำเครือข่ายรวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย ยื่นหนังสือต่อ กกต. เรียกร้องให้ทบทวนมติคดีฮั้วเลือก สว. ใหม่ทั้งหมด ชี้พยานหลักฐานเชื่อมโยงเป็นขบวนการ พร้อมขอให้ยื่นศาลฎีกาดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และขู่ดำเนินคดีหากยังเพิกเฉย ย้ำพฤติกการณ์ของ กกต.เป็นตัวการสำคัญให้เกิดการทุจริตเสียเอง ภาพจาก: ผู้จัดการออนไลน์  25 กันยายน 2569 ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า  นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยเครือข่าย "รวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย" นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล และนายนิติธร ล้ำเหลือ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ปฏิบัติหน้าที่และยุติการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีการพิจารณาคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ทั้งนี้ เมื่อเวลา 11.00 น. นายนิติธร ล้ำเหลือ ได้อ่านรายละเอียดของหนังสือบนเวทีปราศรัยชั่วคราว ก่อนยื่นให้ กกต. โดยเนื้อความในหนังสือระบุว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 215 กำหนดให้ กกต. ต้องใช้อำนาจโดยสุจริต เที่ยงธรรม และกล้าหาญ พร้อมย้ำว่า กกต. มีหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้ง สืบสวนไต่สวน และยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตหรือทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม เครือข่ายฯ อ้างว่า การเลือก สว. ปี 2567 ปรากฏพยานหลักฐานจำนวนมาก ทั้งโพยรายชื่อ การเดินทางและพักโรงแรมร่วมกัน การสื่อสารผ่านสมาร์ตโฟน เส้นทางการเงิน ภาพจากกล้องวงจรปิด คำให้การพยานกว่า 750 ปาก เอกสารกว่า 75,000 หน้า รวมถึงหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลพิกัดโทรศัพท์ ซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นการดำเนินการในลักษณะ "บล็อกโหวต" และการจัดตั้งเป็นขบวนการ ในหนังสือยังระบุว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เคยตั้งข้อกล่าวหาบุคคลรวม 229 ราย ก่อนที่ กกต. จะตั้งคณะที่ 36 พิจารณาสำนวนใหม่ และท้ายที่สุดมีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกร้องเพียง 77 ราย ประกอบด้วย สว. ปัจจุบัน 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย นายสนธิและเครือข่ายเห็นว่า เกณฑ์ตามมาตรา 62 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ใช้เพียงมาตรฐาน "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้" ไม่ใช่การพิสูจน์จนสิ้นสงสัย จึงมองว่าพยานหลักฐานที่มีอยู่เพียงพอให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย พร้อมดำเนินคดีอาญาควบคู่กัน นอกจากนี้ หนังสือยังตั้งข้อสังเกตว่า กกต. เสียงข้างมากอาจใช้ดุลพินิจไม่ครบถ้วน ตัดตอนพยานหลักฐาน และยังไม่ได้ดำเนินการต่อพยาน 3 ปากที่กลับคำให้การ รวมทั้งเรียกร้องให้ กกต. ทบทวนมติเดิมทั้งหมด หากไม่ดำเนินการ เครือข่ายภาคประชาชนจะยื่นคำร้องทุกข์กล่าวโทษต่อผู้เกี่ยวข้องในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป "ประการสำคัญ ก่อนประกาศผลเลือก ได้เกิดเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมอย่างเปิดเผย ปรากฏต่อสาธารณะผ่านสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง เป็นที่รับรู้รับทราบกันโดยทั่วไป ทั้งยังเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเลือกตั้งว่า มิได้เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม แต่ กกต. มิได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกตั้ง และสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่ "จึงพิจารณาโดยสุจริตว่า กกต. เป็นตัวการสำคัญ หรือผู้สนับสนุน ให้เกิดการทุจริตการเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม ทั้งยังมีพฤติการณ์ที่ทำให้เชื่อได้ว่า ใช้อำนาจหน้าที่ ใช้ดุลพินิจ ปกป้องผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด" เนื้อความตอนหนึ่งของหนังสือระบุ * ข่าว * การเมือง * สนธิ ลิ้มทองกุล * กกต. * คดีฮั้ว สว. * คดีฮั้วเลือก สว. * เครือข่ายรวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย
dlvr.it
September 25, 2026 at 8:11 AM
คดีฮั้วสว. การเลือกตั้งสส.รอบล่าสุด ตึกสตง.
มีความบัดซบอย่างหนึ่งคือเป็นการทุจริตที่เกี้ยเซี๊ยะกันจบตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง
ความเลวร้ายของมันคือทำให้เราอยู่ในระบบที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อผลของการกระทำใดๆ
เมื่อจัดการที่ปลายทางได้ ก็ไม่มีความเสี่ยงในการทุจริตแต่แรก ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทุจริตแต่แรก
นี่เราอยู่ในประเทศแบบนั้น
September 21, 2026 at 3:53 PM
เช็กชื่อ ‘ใครรอด-ใครร่วง’ กกต.เปิดมติข้อกล่าวหาที่ 4-7 ส่งศาลฎีกาฟันคดีฮั้วสว.

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6205335/
#คดีฮั้วสว #กกต
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 20, 2026 at 8:44 AM
กกต.เปิดมติการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ข้อกล่าวหาที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 36 คน ยกคำร้อง 135 คน
กกต.เปิดมติการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ข้อกล่าวหาที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 36 คน ยกคำร้อง 135 คน
กกต.เปิดมติการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ข้อกล่าวหาที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 36 คน ยกคำร้อง 135 คน auser15 Sun, 2026-09-20 - 14:50 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในข้อกล่าวหาที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 36 คน ยกคำร้อง 135 คน 20 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในข้อกล่าวหาที่ 3 เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้ ข้อกล่าวหาที่ 3 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 “แนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด” 1.คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา จำนวน 36 คน โดยมีผลการลงมติ ดังนี้ - มติ 6 ต่อ 1 จำนวน 16 คน - มติ 5 ต่อ 2 จำนวน 15 คน - มติ 4 ต่อ 3 จำนวน 5 คน 2.คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา (ยกคำร้อง) จำนวน 135 คน โดยมีผลการลงมติ ดังนี้ - มติเอกฉันท์ จำนวน 7 คน - มติ 6 ต่อ 1 จำนวน 2 คน - มติ 5 ต่อ 2 จำนวน 121 คน - มติ 4 ต่อ 3 จำนวน 5 คน * ข่าว * การเมือง * คดีฮั้วเลือก สว. * คดีฮั้ว สว. * กกต.
dlvr.it
September 20, 2026 at 7:55 AM
กกต.เปิดมติการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ข้อกล่าวหาที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 36 คน ยกคำร้อง 135 คน
กกต.เปิดมติการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ข้อกล่าวหาที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 36 คน ยกคำร้อง 135 คน auser15 Sun, 2026-09-20 - 14:50 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในข้อกล่าวหาที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 36 คน ยกคำร้อง 135 คน 20 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในข้อกล่าวหาที่ 3 เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้ ข้อกล่าวหาที่ 3 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 “แนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด” 1.คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา จำนวน 36 คน โดยมีผลการลงมติ ดังนี้ - มติ 6 ต่อ 1 จำนวน 16 คน - มติ 5 ต่อ 2 จำนวน 15 คน - มติ 4 ต่อ 3 จำนวน 5 คน 2.คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา (ยกคำร้อง) จำนวน 135 คน โดยมีผลการลงมติ ดังนี้ - มติเอกฉันท์ จำนวน 7 คน - มติ 6 ต่อ 1 จำนวน 2 คน - มติ 5 ต่อ 2 จำนวน 121 คน - มติ 4 ต่อ 3 จำนวน 5 คน * ข่าว * การเมือง * คดีฮั้วเลือก สว. * คดีฮั้ว สว. * กกต.
dlvr.it
September 20, 2026 at 7:56 AM
นักปรัชญาชายขอบ: ปัญหาของปัญญาชนเชียร์พรรคส้ม
นักปรัชญาชายขอบ: ปัญหาของปัญญาชนเชียร์พรรคส้ม นักปรัชญาชายขอบ   sarayut Sat, 2026-09-19 - 07:21 ผมขอเริ่มสนทนาปัญหานี้จากความเห็นของ “สมบัติ บุญงามอนงค์” ที่ว่า   "พรรคเพื่อไทยต้องประเมิน หลังวันที่ 14 ก.ย. ผมบอกเลยว่าอีกไม่กี่วันเราจะได้เห็นท่าทีของพรรคเพื่อไทยในกรณีฮั้ว สว. เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่รู้ละเอียด และอาจจะมีอินไซด์บางอย่าง หรือนี่อาจจะเป็นเหตุผลหรือเปล่าที่พรรคเพื่อไทย ถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาลทั้งๆ ที่ถีบหัวเขาส่งแล้ว เตรียมมีดไปปาดคอเขา เราต้องไม่ลืมว่าเพื่อไทยคือคนที่เข้าใจเรื่องฮั้ว สว. มากที่สุด เขาไม่เคยออกมาปกป้องในคดีฮั้ว สว. และพรรคเพื่อไทย จะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้สูงสุด" (ที่มาhttps://www.facebook.com/photo/?fbid=1543774347791055&set=a.479371834231317)   ผมเชื่อว่าสมบัติน่าจะรู้ดีว่าพรรคส้ม ก็ “เข้าใจเรื่องทุจริตฮั้ว สว.มากที่สุด” เช่นกัน เพราะตอนโหวตอนุทินพรรคส้มก็ออกมาพูดเองว่าพวกเขาเปิดประเด็นฮั้ว สว.ก่อนพรรคแดงเสียอีก แต่กลับไม่เคยมีการตั้งคำถามอย่าง “ซีเรียส” เลยว่าทำไมพรรคส้มที่รู้ปัญหาทุจริตฮั้ว สว. มาก่อนพรรคแดงขนาดนั้น จึงยัง “ดันทุรัง” โหวตให้ฝ่ายต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. มีอำนาจ แทนที่จะร่วมมือกับพรรคแดงขจัดฝ่ายทุจริตตั้งแต่แรก (มีเพียงแค่วิจารณ์พรรคส้มโหวตอนุทินแบบ “ผ่านๆ” แล้วหันมาเชียร์วาระการเมือง “มีเราไม่มีเทา” ต่อทันที) อีกคนคือ “ใบตองแห้ง” อ้างว่าการตั้งรัฐบาลตระบัดสัตย์ข้ามขั้วของพรรคแดงมี “วาระซ่อนเร้นทางการเมือง” แน่นอน คือ “การดีลกลับบ้าน” ของทักษิณ ชินวัตร แต่ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าการโหวตอนุทิน ชาญวีรกูลของพรรคส้ม มีวาระซ่อนเร้นอะไร แต่ใบตองแห้งเชื่อจริงๆ หรือว่าพรรคส้มไม่มีวาระซ่อนเร้นใดๆ เลย  คำถามคือ พรรคส้ม “ทำการเมืองบริสุทธิ์สะอาด” ไม่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองใดๆ เลยจริงหรือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ทุกคนก็เห็นอย่างชัดแจ้งว่าเป้าหมายไม่ใช่นายกฯ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือ “ทักษิณ” เห็นได้จากพรรคส้มจัดวาระการอภิปราย “ปัญหานิรโทษกรรม 112” ไว้หลังเที่ยงคืน ขณะที่อภิปราย “ชั้น 14” ช่วงเช้าตอนเริ่มเปิดประชุมสภา และการอภิปรายของรังสิมันต์ โรม ก็ “บิดเบือนหลักการ” อย่างชัดแจ้ง โดยการโจมตีว่ากรณีชั้น 14 ทำหลักนิติรัฐฉิบหาย ทำกฎหมายบ้านเมืองพังพินาศ ฯลฯ ทั้งๆ ที่คดีชั้น 14 เป็นคดีจากรัฐประหาร ไม่ได้เป็นไปตามหลักนิรัฐแต่แรก แต่ขณะที่พรรคส้มโจมตีชั้น 14 ว่าทำหลักนิติรัฐพังพินาศ ถามว่าพรรคส้มโจมตีด้วย “จิตสำนึกปกป้องหลักนิติรัฐ” จริงไหม คำตอบคือ “ไม่จริง” เพราะหลังจากนั้นไม่นาน พรรคส้มก็โหวตฝ่ายที่ต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. ที่ทำลายหลักนิติรัฐและหลักการประชาธิปไตยชัดแจ้งมากกว่า และมีอภิสิทธิ์เชิงโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ 2560 มากกว่าเป็นรัฐบาล นี่ไม่ใช่ “วาระซ่อนเร้นทางการเมือง” ของพรรคส้มหรอกหรือ ซึ่งเป็นวาระซ่อนเร้นที่ไม่ซื่อตรงต่อหลักการอย่างชัดแจ้ง เฉพาะกรณีคดีทุจริตฮั้ว สว. ถ้ามองในแง่ “การเมือง” ว่าใครหวังจะได้ประโยชน์จากเรื่องฮั้ว สว. บ้าง เราควรพูดตรงไปตรงมาว่าทั้งพรรคแดงและพรรคส้มต่างก็หวังประโยชน์ทางการเมืองทั้งนั้น หรือต่างก็มี “วาระซ่อนเร้นทางการเมือง” ของฝ่ายตัวเองทั้งนั้น กล่าวคือ ถ้าพรรคแดงดำเนินคดีทุจริตฮั้ว สว.สำเร็จในตอนนั้น คะแนนนิยมก็จะกลับคืนมาได้ จากที่เสียไปกับ “เคสอังเคิล” ที่ถูกโจมตีอย่างหนัก ส่วนพรรคส้มก็น่าจะ “มองออก” อยู่แล้วว่าพรรคแดงต้องการฟื้นคะแนนนิยมทางการเมืองจากการดำเนินคดีทุจริตฮั้ว สว. จึงหันไปจับมือทำ MOA โหวตอนุทินแลกเสียง สว.ฮั้วยกมือสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างคะแนนนิยม และหวังว่าจะชนะเลือกตั้ง และตั้งรัฐบาลได้ราบรื่นมากขึ้น ซึ่งก็เป็น “ผลประโยชน์ทางการเมือง” ที่พรรคส้มคาดหวังมากเช่นกัน  หากเราสังเกตจากคำให้สัมภาษณ์ จะเห็นว่าธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจผู้นำจิตวิญญาณพรรคส้ม “อ่านขาด” แต่แรกแล้วว่าเกมการเมืองผ่านการจับมือทำ MOA จะทำให้พรรคแดงกลายเป็นพรรคอันดับ 3 พรรคน้ำเงินจะขึ้นมาเป็นพรรคอันดับ 2 แทน ซึ่งสะท้อนว่าคนที่ “ชูอุดมการณ์ประชาธิปไตย” อย่างธนาธร ก็ไม่ได้มีปัญหาใดๆ หรือไม่รังเกียจใดๆ เลยที่ “พรรคต้องคดีทุจริตฮั้ว สว.” จะเข้มแข็งหรือใหญ่โตขึ้น แต่บรรดาปัญญาชน สื่อมวลชน อินฟลูเอ็นเซอร์ทางการเมืองที่เชียร์พรรคส้ม กลับแสร้งมองไม่เห็น “ผลประโยชน์ทางการเมือง” ที่พรรคส้มคาดหวัง เพราะเชื่อตามคำพูดของแกนนำพรรคส้มว่าทั้งหมดนั้นคือ “การทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนเท่านั้น” จึงไม่เคยตั้งคำถามและวิจารณ์พรรคส้ม “อย่างซีเรียส”  เลยว่าการเอาความคาดหวังเรื่องสร้างคะแนนนิยมจากการแก้รัฐธรรมนูญไปแลกกับการโหวตให้ฝ่ายต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. มีอำนาจ “ตัดจบ” คดีของพวกเขาได้ มัน “คุ้มค่า” หรือไม่ คุ้มค่าอย่างไร หรือไม่เคยวิจารณ์อย่างจริงจังเลยว่าพรรคส้มเอาผลประโยชน์ทางการเมืองที่คาดหวังว่าจะได้ ไปแลกกับโอกาสมีอำนาจ “ตัดจบ” คดีของฝ่ายทุจริตฮั้ว สว. ที่ทั้งทำผิดกฎหมาย ทั้งทำลายหลักนิติรัฐและหลักการประชาธิปไตยโต้งๆ ได้อย่างไร พวกปัญญาชน สื่อมวลชน และอินฟลูฯ ที่เชียร์พรรคส้ม ไม่เคยตั้งคำถามตรงไปตรงมาเช่นนี้เลย แค่วิจารณ์เบาๆ “พอเป็นพิธี” เท่านั้นเอง ยิ่งกว่านั้น พวกปัญญาชน สื่อมวลชน และอินฟลูฯ เชียร์พรรคส้มยัง “แสร้งหลับตาข้างหนึ่ง” ไม่วิจารณ์ปัญหาที่พรรคส้ม “ร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ” เพื่อเปลี่ยนรัฐบาลพรรคแดงเป็นน้ำเงิน เพราะพวกเขามองว่าการที่พรรคแดงตั้งรัฐบาลตาม ”กติกาที่ทุกพรรคเลือกลงแข่ง“ ไม่ต่างจาก ”การที่พรรคส้มโหวตอนุทินในสถานการณ์ที่รัฐพันลึกแทรกแซงกติกาโดยตรงเพื่อเปลี่ยนรัฐบาลแดงเป็นน้ำเงิน“ เลย แต่ให้เราลองสมมติในทางกลับกันว่า ถ้าพรรคส้มเป็นรัฐบาล แล้วรัฐพันลึกใช้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญสอยนายกฯ พรรคส้ม และใช้องคมนตรีเบรกพรรคส้มยุบสภา เพื่อล้มรัฐบาลพรรคส้ม แล้วเอาพรรคน้ำเงินที่ต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. ขึ้นเป็นรัฐบาลแทน โดยพรรคแดงโหวตให้ครบทุกเสียง รับรองได้เลยว่าพวกปัญญาชน สื่อมวลชน และอินฟลูฯ ที่เชียร์พรรคส้ม จะออกมาดิ้นพล่านโวยวายเหมือนประเทศนี้จะล่มสลายอย่างแน่นอน นี่คือพฤติกรรมของ “การยึดฝ่ายเป็นความถูกต้อง” เหนือการยึดหลักการและกติกาที่ทุกฝ่ายเลือกลงแข่ง พูดอีกอย่าง ถ้าวันนั้นหากทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า "ทุจริตฮั้ว สว.เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ" เหมือนวันนี้ เพราะมันทำลายหลักนิติรัฐและหลักการประชาธิปไตยเห็นโต้งๆ และออกมาร่วมมือกันสนับสนุนการดำเนินคดีของพรรคแดง และกดดัน กกต.เหมือนวันนี้ คดีนี้อาจส่งฟ้องศาลไปแล้วอนุทินก็คงไม่รอด เพราะถูกบีบบออกมาเป็นฝ่ายค้านแล้ว และภูมิใจไทยอยู่ในช่วงขาลงต่ำสุดแล้ว แต่เพราะ “อคติเกลียดพรรคแดง”  บวกกับการชูวาทกรรมการเมืองปลอมๆ แบบ "ขาว-ดำ/เทา-ไม่เทา" บนการโจมตีพรรคแดงเลวร้ายเกินจริงจนเชื่อถือไม่ได้ใดๆ อีกแล้ว ก่อนโหวตอนุทินพวกนายแบกนางแบกเตือนว่า "จะปล่อยคดีเขากระโดงและฮั้ว สว.เลยเหรอ" ฝ่ายคนดีมีอุดมการณ์ออกมาด่ายับ ที่น่าอนาถคือ ไป "ดีลทำ MOA โหวตอนุทินแลกเสียง สว.ฮั้วให้หนุนแก้ รธน." ไว้ก่อนแล้ว ยังออกมาแสดงละครประกาศต่อสาธารณะหลอกพรรคแดงออกมาด่ากันอย่างเมามัน ปั่นกระแสว่า “พรรคแดงจะเอาประยุทธ์มาเป็นนายกฯ” เพื่อเร่งรีบโหวตอนุทินให้ได้ วันนั้นจึง "ปล่อยให้การทุจริตฮั้ว สว. เป็นปัญหาของพรรคแดงตามลำพัง" วันนี้บอก "ทุจริตฮั้ว สว. เป็นปัญหาของทุกฝ่าย" ด่า "พรรคแดงปล่อยพวกทุจริต เป็นลูกน้องพวกทุจริต" บลาๆ สรุป จากข้อเท็จจริงที่ว่ามามันคือ "การเมืองแบบยึดฝ่ายเราเป็นศูนย์กลางความถูกต้อง" ในทุกเรื่อง ฝ่ายเราถูกต้องซะอย่างจะ "เอาชนะคู่แข่งอย่างไม่เลือกวิธีการ" ก็ได้ จะบอกว่าการทุจริตฮั้ว สว.ตอนนั้นไม่สำคัญ ตอนนี้สำคัญกว่าก็ได้ ต้องทำตามฝ่ายเราเท่านั้นถึงถูกต้อง วันนั้นเพราะความเลวของพรรคแดง จึงต้องโหวตอนุทิน วันนี้แดงมันเลวที่ไม่ออกมาต่อต้านทุจริตเหมือนฝ่ายเรา แต่หากจะพูดโตรงไปตรงมา คดีทุจริตฮั้ว สว. เป็นเกมการเมืองของทั้งแดง-ส้ม-น้ำเงิน คำถามคือใครได้ประโยชน์? ตอนแรก มองกันแค่ว่าคดีทุจริตฮั้ว สว.เป็น "เกมการเมือง" ของพรรคแดงต้องการเล่นงานพรรคน้ำเงิน หลังบีบออกมาเป็นฝ่ายค้าน ถ้าจะมองแบบนั้น มันก็เป็นเกมการเมืองของทุกพรรคนั่นแหละ เพราะพรรคน้ำเงินก็เอา สว.ฮั้วมาหลอกทำ MOA กับพรรคส้ม เพื่อให้พรรคส้มโหวตอนุทินแลกกับ สว.ฮั้วยกมือสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ (อย่างที่ธนาธรยืนยันว่า สว.คือกุญแจไขไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญและ "พรรคภูมิใจไทยก็มีกุญแจดอกนี้ในมือ" นี่คือ "เหตุผลที่แท้จริง" ว่าทำไมต้องโหวตอนุทิน)  แต่เมื่อพรรคส้มกับพรรคน้ำเงินตกลงโหวตอนุทินแลกเสียง สว.ฮั้วหนุนแก้รัฐธรรมนูญแล้ว มัน "แถลงอย่างเป็นสาธารณะ" ไม่ได้ เพราะจะโดนข้อหา "แทรกแซง สว." ก็เลยเล่นละครประกาศเงื่อนไขหลอกแดงออกมาด่า ปั่นกระแสเรื่องแดงจะเอาประยุทธ์มาเป็นนายกฯ หลอกประชาชนทั้งประเทศ เพื่อให้ประชาชนเห็นด้วยว่าส้มจำเป็นต้องโหวตอนุทิน คำถามคือ ระหว่างเกมการเมืองของพรรคแดงที่ดำเนินคดีทุจริตฮั้ว สว. กับเกมของพรรคส้มกับพรรคน้ำเงินที่ตกลงทำ MOA โหวตอนุทินแลกเสียง สว.ฮั้ว อะไรคือ “เกมการเมืองสกปรก” ล่ะ ก็ดูจาก “เกมไหนไม่ผิดกฎหมาย เกมไหนเลี่ยงกฎหมาย” และดูว่าใครได้ประโยชน์เป็นด้านหลัก  เกมการเมืองของพรรคแดง คือการใช้กฎหมายเอาผิดคดีทุจริตฮั้ว สว. แล้วถูกกล่าวหาว่าผิกกฎหมาย แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้ยกคำร้องไปแล้ว ถ้าเกมการเมืองพรรคแดงสำเร็จ ใครได้ประโยชน์? ก็ประชาชนได้ประโยชน์ พรรคแดงได้คะแนนนิยม แต่เกมการเมืองของพรรคส้มกับพรรคน้ำเงินเลี่ยงกฎหมาย (เขียนใน MOA ตรงๆ ไม่ได้ว่าให้ สว.โหวตหนุนแก้ รธน.เพราะต้อง "เลี่ยงกฎหมาย") แต่ถ้าเป้าหมายของพรรคส้มสำเร็จ ก็แก้รัฐธรรมนูญได้ ประชาชนได้ประโยชน์ พรรคส้มได้คะแนนนิยม แต่...กลายเป็นว่าเกมการเมืองฝ่ายพรรคน้ำเงินสำเร็จ ประชาชนรับกรรม พรรคน้ำเงินได้ประโยชน์เกินคาด อนุทินเป็นนายกฯ สองสมัยติดต่อกันครั้งแรก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่มีแววจะได้เป็นเลย เพราะนอกจากตกเป็นฝ่ายค้านแล้ว ยังถูกดำเนินคดีใหญ่ 2 คดี โอกาสรอดเป็นไปได้ยากสุดๆ  ส่วน “ปัญหาใหญ่” ที่ใม่พูดถึงกันเลย คือ ปัญหาที่พรรคส้มที่ชูธง "มีเราไม่มีเทา" แต่ไป "เลือกเล่นในเกมการเมืองสกปรกที่เลี่ยงกฎหมาย" ผลคือถูกพวกเทาหลอก และพวกเทาได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ดังนั้น “ปัญหาการทำผิดหลักการของพรรคส้ม” จึงซับซ้อนและใหญ่กว่าที่คิด ถ้าไม่ตั้งคำถาม ไม่คิดก็จะมองไม่เห็น จะเห็นแค่ “ความเลวร้ายของพรรคอื่น” ที่ชาวส้มชี้ให้เห็นเท่านั้น ขณะเดียวกันปัญหาการทำผิดหลักการของพรรคส้ม ก็สะท้อนปัญหาของปัญญาชน สื่อมวลชน และอินฟลูฯ ที่เชียร์พรรคส้มด้วยเช่นกัน เพราะวันนั้นทำไมพวกเขาถึง “ไม่ซีเรียสกับปัญหาทุจริตฮั้ว สว.เหมือนวันนี้” ก็เพราะพวกเขารู้กันทั้งนั้นว่า “พรรคส้มทำ MOA โหวตอนุทินแลกเสียง สว.ฮั้วยกมือแก้รัฐธรรมนูญ” จึงไม่มีใครกระโตกกระตาก พูดถึงบ้างพอผ่านๆ ไม่ออกมา “ขยี้” เรื่องนี้จริงจังเหมือนวันนี้ การดำเนินคดีฮั้ว สว. ของพรรคแดงจึงไม่สำคัญหรือมีคุณค่าใดๆ ในสายตาพวกเขา  พูดอีกอย่าง เพราะวันนั้นพวกเขาเชื่อมั่นในไอเดีย “Grand Compromise” ของผู้นำจิตวิญญาณพรรคส้มมากกว่า จึงถูก “ลัทธิบูชาตัวบุคคลบังตา”  แต่วันนี้ “สำนึกทางจริยธรรม” ในการต่อต้านทุจริตฮั้ว สว.ของพวกเขาพุ่งสูงลิบ พร้อมๆ กับชี้นิ้วไปที่พรรคแดงว่าปล่อยพวกทุจริต เป็นลูกน้องพวกทุจริต จะว่าไปก็น่าเศร้า โลกเขาเถียง “เรื่อง AI กับอนาคตมนุษยชาติ” แล้ว แต่บ้านเรายังออกจาก “กะลาการเมืองแบบร่วมมือ รปห.รถถัง และร่วมมือ รปห.เงียบ” ไม่ได้เลย ผ่านยุค “คนดีชูการเมืองศีลธรรม” ร่วมมือกับรัฐประหารรถถังที่ให้กำเนิด “ระบอบประยุทธ์” มาแล้ว ยังมาติดกับดัก “คนดีชูการเมืองอุดมการณ์” ร่วมมือกับรัฐประหารเงียบให้กำเนิด “ระบอบสีน้ำเงิน” ขึ้นมาอีก แต่ตลกร้ายที่ทั้งพวกคนดีชูการเมืองศีลธรรม และคนดีชูการเมืองอุดมการณ์ ต่างโยนบาปให้ “ระบอบทักษิณ” หรือพรรคแดงเป็นต้นเหตุของปัญหาแทบทั้งหมด เพราะสำหรับพวกคนดีที่ชูการเมืองศีลธรรม ก็อ้างความผิดของพรรคแดง เพื่อร่วมมือกับรัฐประหารรถถังขจัดพรรคแดงให้ได้ และสำหรับพวกคนดีที่ชูการเมืองอุดมการณ์ ก็อ้างความผิดของพรรคแดง เพื่อร่วมมือกับรัฐประหารเงียบขจัดพรรคแดงให้ได้ อยากเห็นพรรคแดงกลายเป็นพรรคอันดับ 3 จนหน้ามืดตามัว ไม่มีปัญหาใดๆ หรือไม่รังเกียจใดๆ เลยที่จะโหวตให้พรรคน้ำเงินที่ต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. (ซึ่งทำลายหลักนิติรัฐโต้งๆ และมีอภิสิทธิ์เชิงโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ 2560 มากกว่าพรรคใดๆ) เป็นรัฐบาลมีอำนาจมา “ตัดจบ” คดีของพวกตนเอง จนเป็นพรรคที่เข้มแข็งหรือใหญ่โตขึ้น นี่คือเนื้อแท้ของการเมืองแบบคนดีชูอุดมการณ์ วันนั้นพรรคแดงดำเนินคดีทุจริตฮั้ว สว. พวกคนดีชูอุดมการณ์บอกว่า “คดีฮั้ว สว.ใครเป็นรัฐบาลก็ไม่เกี่ยว” เพื่อให้ “ความชอบธรรม” กับการที่พวกตนโหวตฝ่ายต้องคดีทุจริตเป็นรัฐบาล แต่ครั้นพรรคน้ำเงินได้เป็นรัฐบาลและพวกเขามีอำนาจ “ตัดจบ” คดีของพวกตนเองได้แล้ว วันนี้พวกคนดีชูอุดมการณ์กลับชี้นิ้วไปที่พรรคแดงว่าทำไมยังร่วมรัฐบาลกันอยู่ ดังนั้น การเมืองแบบคนดีชูอุดมการณ์จึงไม่เปิดให้มี “ทางเลือกอื่น” เลย เช่น การแก้ปัญหาปากท้องและการพัฒนาด้านอื่นๆ ภายใต้ “ข้อจำกัด” ของระบบการเมืองตามที่เป็นอยู่จริง จึง “ตีตรา” ว่าการยังร่วมรัฐบาลเท่ากับค้ำระบอบสีน้ำเงินเท่านั้น เป็นลูกน้องพวกทุจริตเท่านั้น ไม่มีคุณค่าในด้านอื่นๆ เลย     * บทความ * การเมือง * นักปรัชญาชายขอบ * ปัญญาชน * พรรคส้ม * พรรคประชาชน
dlvr.it
September 19, 2026 at 12:29 AM
นักปรัชญาชายขอบ: ปัญหาของปัญญาชนเชียร์พรรคส้ม
นักปรัชญาชายขอบ: ปัญหาของปัญญาชนเชียร์พรรคส้ม
นักปรัชญาชายขอบ: ปัญหาของปัญญาชนเชียร์พรรคส้ม นักปรัชญาชายขอบ   sarayut Sat, 2026-09-19 - 07:21 ผมขอเริ่มสนทนาปัญหานี้จากความเห็นของ “สมบัติ บุญงามอนงค์” ที่ว่า   "พรรคเพื่อไทยต้องประเมิน หลังวันที่ 14 ก.ย. ผมบอกเลยว่าอีกไม่กี่วันเราจะได้เห็นท่าทีของพรรคเพื่อไทยในกรณีฮั้ว สว. เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่รู้ละเอียด และอาจจะมีอินไซด์บางอย่าง หรือนี่อาจจะเป็นเหตุผลหรือเปล่าที่พรรคเพื่อไทย ถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาลทั้งๆ ที่ถีบหัวเขาส่งแล้ว เตรียมมีดไปปาดคอเขา เราต้องไม่ลืมว่าเพื่อไทยคือคนที่เข้าใจเรื่องฮั้ว สว. มากที่สุด เขาไม่เคยออกมาปกป้องในคดีฮั้ว สว. และพรรคเพื่อไทย จะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้สูงสุด" (ที่มาhttps://www.facebook.com/photo/?fbid=1543774347791055&set=a.479371834231317)   ผมเชื่อว่าสมบัติน่าจะรู้ดีว่าพรรคส้ม ก็ “เข้าใจเรื่องทุจริตฮั้ว สว.มากที่สุด” เช่นกัน เพราะตอนโหวตอนุทินพรรคส้มก็ออกมาพูดเองว่าพวกเขาเปิดประเด็นฮั้ว สว.ก่อนพรรคแดงเสียอีก แต่กลับไม่เคยมีการตั้งคำถามอย่าง “ซีเรียส” เลยว่าทำไมพรรคส้มที่รู้ปัญหาทุจริตฮั้ว สว. มาก่อนพรรคแดงขนาดนั้น จึงยัง “ดันทุรัง” โหวตให้ฝ่ายต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. มีอำนาจ แทนที่จะร่วมมือกับพรรคแดงขจัดฝ่ายทุจริตตั้งแต่แรก (มีเพียงแค่วิจารณ์พรรคส้มโหวตอนุทินแบบ “ผ่านๆ” แล้วหันมาเชียร์วาระการเมือง “มีเราไม่มีเทา” ต่อทันที) อีกคนคือ “ใบตองแห้ง” อ้างว่าการตั้งรัฐบาลตระบัดสัตย์ข้ามขั้วของพรรคแดงมี “วาระซ่อนเร้นทางการเมือง” แน่นอน คือ “การดีลกลับบ้าน” ของทักษิณ ชินวัตร แต่ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าการโหวตอนุทิน ชาญวีรกูลของพรรคส้ม มีวาระซ่อนเร้นอะไร แต่ใบตองแห้งเชื่อจริงๆ หรือว่าพรรคส้มไม่มีวาระซ่อนเร้นใดๆ เลย  คำถามคือ พรรคส้ม “ทำการเมืองบริสุทธิ์สะอาด” ไม่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองใดๆ เลยจริงหรือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ทุกคนก็เห็นอย่างชัดแจ้งว่าเป้าหมายไม่ใช่นายกฯ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือ “ทักษิณ” เห็นได้จากพรรคส้มจัดวาระการอภิปราย “ปัญหานิรโทษกรรม 112” ไว้หลังเที่ยงคืน ขณะที่อภิปราย “ชั้น 14” ช่วงเช้าตอนเริ่มเปิดประชุมสภา และการอภิปรายของรังสิมันต์ โรม ก็ “บิดเบือนหลักการ” อย่างชัดแจ้ง โดยการโจมตีว่ากรณีชั้น 14 ทำหลักนิติรัฐฉิบหาย ทำกฎหมายบ้านเมืองพังพินาศ ฯลฯ ทั้งๆ ที่คดีชั้น 14 เป็นคดีจากรัฐประหาร ไม่ได้เป็นไปตามหลักนิรัฐแต่แรก แต่ขณะที่พรรคส้มโจมตีชั้น 14 ว่าทำหลักนิติรัฐพังพินาศ ถามว่าพรรคส้มโจมตีด้วย “จิตสำนึกปกป้องหลักนิติรัฐ” จริงไหม คำตอบคือ “ไม่จริง” เพราะหลังจากนั้นไม่นาน พรรคส้มก็โหวตฝ่ายที่ต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. ที่ทำลายหลักนิติรัฐและหลักการประชาธิปไตยชัดแจ้งมากกว่า และมีอภิสิทธิ์เชิงโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ 2560 มากกว่าเป็นรัฐบาล นี่ไม่ใช่ “วาระซ่อนเร้นทางการเมือง” ของพรรคส้มหรอกหรือ ซึ่งเป็นวาระซ่อนเร้นที่ไม่ซื่อตรงต่อหลักการอย่างชัดแจ้ง เฉพาะกรณีคดีทุจริตฮั้ว สว. ถ้ามองในแง่ “การเมือง” ว่าใครหวังจะได้ประโยชน์จากเรื่องฮั้ว สว. บ้าง เราควรพูดตรงไปตรงมาว่าทั้งพรรคแดงและพรรคส้มต่างก็หวังประโยชน์ทางการเมืองทั้งนั้น หรือต่างก็มี “วาระซ่อนเร้นทางการเมือง” ของฝ่ายตัวเองทั้งนั้น กล่าวคือ ถ้าพรรคแดงดำเนินคดีทุจริตฮั้ว สว.สำเร็จในตอนนั้น คะแนนนิยมก็จะกลับคืนมาได้ จากที่เสียไปกับ “เคสอังเคิล” ที่ถูกโจมตีอย่างหนัก ส่วนพรรคส้มก็น่าจะ “มองออก” อยู่แล้วว่าพรรคแดงต้องการฟื้นคะแนนนิยมทางการเมืองจากการดำเนินคดีทุจริตฮั้ว สว. จึงหันไปจับมือทำ MOA โหวตอนุทินแลกเสียง สว.ฮั้วยกมือสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างคะแนนนิยม และหวังว่าจะชนะเลือกตั้ง และตั้งรัฐบาลได้ราบรื่นมากขึ้น ซึ่งก็เป็น “ผลประโยชน์ทางการเมือง” ที่พรรคส้มคาดหวังมากเช่นกัน  หากเราสังเกตจากคำให้สัมภาษณ์ จะเห็นว่าธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจผู้นำจิตวิญญาณพรรคส้ม “อ่านขาด” แต่แรกแล้วว่าเกมการเมืองผ่านการจับมือทำ MOA จะทำให้พรรคแดงกลายเป็นพรรคอันดับ 3 พรรคน้ำเงินจะขึ้นมาเป็นพรรคอันดับ 2 แทน ซึ่งสะท้อนว่าคนที่ “ชูอุดมการณ์ประชาธิปไตย” อย่างธนาธร ก็ไม่ได้มีปัญหาใดๆ หรือไม่รังเกียจใดๆ เลยที่ “พรรคต้องคดีทุจริตฮั้ว สว.” จะเข้มแข็งหรือใหญ่โตขึ้น แต่บรรดาปัญญาชน สื่อมวลชน อินฟลูเอ็นเซอร์ทางการเมืองที่เชียร์พรรคส้ม กลับแสร้งมองไม่เห็น “ผลประโยชน์ทางการเมือง” ที่พรรคส้มคาดหวัง เพราะเชื่อตามคำพูดของแกนนำพรรคส้มว่าทั้งหมดนั้นคือ “การทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนเท่านั้น” จึงไม่เคยตั้งคำถามและวิจารณ์พรรคส้ม “อย่างซีเรียส”  เลยว่าการเอาความคาดหวังเรื่องสร้างคะแนนนิยมจากการแก้รัฐธรรมนูญไปแลกกับการโหวตให้ฝ่ายต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. มีอำนาจ “ตัดจบ” คดีของพวกเขาได้ มัน “คุ้มค่า” หรือไม่ คุ้มค่าอย่างไร หรือไม่เคยวิจารณ์อย่างจริงจังเลยว่าพรรคส้มเอาผลประโยชน์ทางการเมืองที่คาดหวังว่าจะได้ ไปแลกกับโอกาสมีอำนาจ “ตัดจบ” คดีของฝ่ายทุจริตฮั้ว สว. ที่ทั้งทำผิดกฎหมาย ทั้งทำลายหลักนิติรัฐและหลักการประชาธิปไตยโต้งๆ ได้อย่างไร พวกปัญญาชน สื่อมวลชน และอินฟลูฯ ที่เชียร์พรรคส้ม ไม่เคยตั้งคำถามตรงไปตรงมาเช่นนี้เลย แค่วิจารณ์เบาๆ “พอเป็นพิธี” เท่านั้นเอง ยิ่งกว่านั้น พวกปัญญาชน สื่อมวลชน และอินฟลูฯ เชียร์พรรคส้มยัง “แสร้งหลับตาข้างหนึ่ง” ไม่วิจารณ์ปัญหาที่พรรคส้ม “ร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ” เพื่อเปลี่ยนรัฐบาลพรรคแดงเป็นน้ำเงิน เพราะพวกเขามองว่าการที่พรรคแดงตั้งรัฐบาลตาม ”กติกาที่ทุกพรรคเลือกลงแข่ง“ ไม่ต่างจาก ”การที่พรรคส้มโหวตอนุทินในสถานการณ์ที่รัฐพันลึกแทรกแซงกติกาโดยตรงเพื่อเปลี่ยนรัฐบาลแดงเป็นน้ำเงิน“ เลย แต่ให้เราลองสมมติในทางกลับกันว่า ถ้าพรรคส้มเป็นรัฐบาล แล้วรัฐพันลึกใช้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญสอยนายกฯ พรรคส้ม และใช้องคมนตรีเบรกพรรคส้มยุบสภา เพื่อล้มรัฐบาลพรรคส้ม แล้วเอาพรรคน้ำเงินที่ต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. ขึ้นเป็นรัฐบาลแทน โดยพรรคแดงโหวตให้ครบทุกเสียง รับรองได้เลยว่าพวกปัญญาชน สื่อมวลชน และอินฟลูฯ ที่เชียร์พรรคส้ม จะออกมาดิ้นพล่านโวยวายเหมือนประเทศนี้จะล่มสลายอย่างแน่นอน นี่คือพฤติกรรมของ “การยึดฝ่ายเป็นความถูกต้อง” เหนือการยึดหลักการและกติกาที่ทุกฝ่ายเลือกลงแข่ง พูดอีกอย่าง ถ้าวันนั้นหากทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า "ทุจริตฮั้ว สว.เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ" เหมือนวันนี้ เพราะมันทำลายหลักนิติรัฐและหลักการประชาธิปไตยเห็นโต้งๆ และออกมาร่วมมือกันสนับสนุนการดำเนินคดีของพรรคแดง และกดดัน กกต.เหมือนวันนี้ คดีนี้อาจส่งฟ้องศาลไปแล้วอนุทินก็คงไม่รอด เพราะถูกบีบบออกมาเป็นฝ่ายค้านแล้ว และภูมิใจไทยอยู่ในช่วงขาลงต่ำสุดแล้ว แต่เพราะ “อคติเกลียดพรรคแดง”  บวกกับการชูวาทกรรมการเมืองปลอมๆ แบบ "ขาว-ดำ/เทา-ไม่เทา" บนการโจมตีพรรคแดงเลวร้ายเกินจริงจนเชื่อถือไม่ได้ใดๆ อีกแล้ว ก่อนโหวตอนุทินพวกนายแบกนางแบกเตือนว่า "จะปล่อยคดีเขากระโดงและฮั้ว สว.เลยเหรอ" ฝ่ายคนดีมีอุดมการณ์ออกมาด่ายับ ที่น่าอนาถคือ ไป "ดีลทำ MOA โหวตอนุทินแลกเสียง สว.ฮั้วให้หนุนแก้ รธน." ไว้ก่อนแล้ว ยังออกมาแสดงละครประกาศต่อสาธารณะหลอกพรรคแดงออกมาด่ากันอย่างเมามัน ปั่นกระแสว่า “พรรคแดงจะเอาประยุทธ์มาเป็นนายกฯ” เพื่อเร่งรีบโหวตอนุทินให้ได้ วันนั้นจึง "ปล่อยให้การทุจริตฮั้ว สว. เป็นปัญหาของพรรคแดงตามลำพัง" วันนี้บอก "ทุจริตฮั้ว สว. เป็นปัญหาของทุกฝ่าย" ด่า "พรรคแดงปล่อยพวกทุจริต เป็นลูกน้องพวกทุจริต" บลาๆ สรุป จากข้อเท็จจริงที่ว่ามามันคือ "การเมืองแบบยึดฝ่ายเราเป็นศูนย์กลางความถูกต้อง" ในทุกเรื่อง ฝ่ายเราถูกต้องซะอย่างจะ "เอาชนะคู่แข่งอย่างไม่เลือกวิธีการ" ก็ได้ จะบอกว่าการทุจริตฮั้ว สว.ตอนนั้นไม่สำคัญ ตอนนี้สำคัญกว่าก็ได้ ต้องทำตามฝ่ายเราเท่านั้นถึงถูกต้อง วันนั้นเพราะความเลวของพรรคแดง จึงต้องโหวตอนุทิน วันนี้แดงมันเลวที่ไม่ออกมาต่อต้านทุจริตเหมือนฝ่ายเรา แต่หากจะพูดโตรงไปตรงมา คดีทุจริตฮั้ว สว. เป็นเกมการเมืองของทั้งแดง-ส้ม-น้ำเงิน คำถามคือใครได้ประโยชน์? ตอนแรก มองกันแค่ว่าคดีทุจริตฮั้ว สว.เป็น "เกมการเมือง" ของพรรคแดงต้องการเล่นงานพรรคน้ำเงิน หลังบีบออกมาเป็นฝ่ายค้าน ถ้าจะมองแบบนั้น มันก็เป็นเกมการเมืองของทุกพรรคนั่นแหละ เพราะพรรคน้ำเงินก็เอา สว.ฮั้วมาหลอกทำ MOA กับพรรคส้ม เพื่อให้พรรคส้มโหวตอนุทินแลกกับ สว.ฮั้วยกมือสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ (อย่างที่ธนาธรยืนยันว่า สว.คือกุญแจไขไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญและ "พรรคภูมิใจไทยก็มีกุญแจดอกนี้ในมือ" นี่คือ "เหตุผลที่แท้จริง" ว่าทำไมต้องโหวตอนุทิน)  แต่เมื่อพรรคส้มกับพรรคน้ำเงินตกลงโหวตอนุทินแลกเสียง สว.ฮั้วหนุนแก้รัฐธรรมนูญแล้ว มัน "แถลงอย่างเป็นสาธารณะ" ไม่ได้ เพราะจะโดนข้อหา "แทรกแซง สว." ก็เลยเล่นละครประกาศเงื่อนไขหลอกแดงออกมาด่า ปั่นกระแสเรื่องแดงจะเอาประยุทธ์มาเป็นนายกฯ หลอกประชาชนทั้งประเทศ เพื่อให้ประชาชนเห็นด้วยว่าส้มจำเป็นต้องโหวตอนุทิน คำถามคือ ระหว่างเกมการเมืองของพรรคแดงที่ดำเนินคดีทุจริตฮั้ว สว. กับเกมของพรรคส้มกับพรรคน้ำเงินที่ตกลงทำ MOA โหวตอนุทินแลกเสียง สว.ฮั้ว อะไรคือ “เกมการเมืองสกปรก” ล่ะ ก็ดูจาก “เกมไหนไม่ผิดกฎหมาย เกมไหนเลี่ยงกฎหมาย” และดูว่าใครได้ประโยชน์เป็นด้านหลัก  เกมการเมืองของพรรคแดง คือการใช้กฎหมายเอาผิดคดีทุจริตฮั้ว สว. แล้วถูกกล่าวหาว่าผิกกฎหมาย แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้ยกคำร้องไปแล้ว ถ้าเกมการเมืองพรรคแดงสำเร็จ ใครได้ประโยชน์? ก็ประชาชนได้ประโยชน์ พรรคแดงได้คะแนนนิยม แต่เกมการเมืองของพรรคส้มกับพรรคน้ำเงินเลี่ยงกฎหมาย (เขียนใน MOA ตรงๆ ไม่ได้ว่าให้ สว.โหวตหนุนแก้ รธน.เพราะต้อง "เลี่ยงกฎหมาย") แต่ถ้าเป้าหมายของพรรคส้มสำเร็จ ก็แก้รัฐธรรมนูญได้ ประชาชนได้ประโยชน์ พรรคส้มได้คะแนนนิยม แต่...กลายเป็นว่าเกมการเมืองฝ่ายพรรคน้ำเงินสำเร็จ ประชาชนรับกรรม พรรคน้ำเงินได้ประโยชน์เกินคาด อนุทินเป็นนายกฯ สองสมัยติดต่อกันครั้งแรก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่มีแววจะได้เป็นเลย เพราะนอกจากตกเป็นฝ่ายค้านแล้ว ยังถูกดำเนินคดีใหญ่ 2 คดี โอกาสรอดเป็นไปได้ยากสุดๆ  ส่วน “ปัญหาใหญ่” ที่ใม่พูดถึงกันเลย คือ ปัญหาที่พรรคส้มที่ชูธง "มีเราไม่มีเทา" แต่ไป "เลือกเล่นในเกมการเมืองสกปรกที่เลี่ยงกฎหมาย" ผลคือถูกพวกเทาหลอก และพวกเทาได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ดังนั้น “ปัญหาการทำผิดหลักการของพรรคส้ม” จึงซับซ้อนและใหญ่กว่าที่คิด ถ้าไม่ตั้งคำถาม ไม่คิดก็จะมองไม่เห็น จะเห็นแค่ “ความเลวร้ายของพรรคอื่น” ที่ชาวส้มชี้ให้เห็นเท่านั้น ขณะเดียวกันปัญหาการทำผิดหลักการของพรรคส้ม ก็สะท้อนปัญหาของปัญญาชน สื่อมวลชน และอินฟลูฯ ที่เชียร์พรรคส้มด้วยเช่นกัน เพราะวันนั้นทำไมพวกเขาถึง “ไม่ซีเรียสกับปัญหาทุจริตฮั้ว สว.เหมือนวันนี้” ก็เพราะพวกเขารู้กันทั้งนั้นว่า “พรรคส้มทำ MOA โหวตอนุทินแลกเสียง สว.ฮั้วยกมือแก้รัฐธรรมนูญ” จึงไม่มีใครกระโตกกระตาก พูดถึงบ้างพอผ่านๆ ไม่ออกมา “ขยี้” เรื่องนี้จริงจังเหมือนวันนี้ การดำเนินคดีฮั้ว สว. ของพรรคแดงจึงไม่สำคัญหรือมีคุณค่าใดๆ ในสายตาพวกเขา  พูดอีกอย่าง เพราะวันนั้นพวกเขาเชื่อมั่นในไอเดีย “Grand Compromise” ของผู้นำจิตวิญญาณพรรคส้มมากกว่า จึงถูก “ลัทธิบูชาตัวบุคคลบังตา”  แต่วันนี้ “สำนึกทางจริยธรรม” ในการต่อต้านทุจริตฮั้ว สว.ของพวกเขาพุ่งสูงลิบ พร้อมๆ กับชี้นิ้วไปที่พรรคแดงว่าปล่อยพวกทุจริต เป็นลูกน้องพวกทุจริต จะว่าไปก็น่าเศร้า โลกเขาเถียง “เรื่อง AI กับอนาคตมนุษยชาติ” แล้ว แต่บ้านเรายังออกจาก “กะลาการเมืองแบบร่วมมือ รปห.รถถัง และร่วมมือ รปห.เงียบ” ไม่ได้เลย ผ่านยุค “คนดีชูการเมืองศีลธรรม” ร่วมมือกับรัฐประหารรถถังที่ให้กำเนิด “ระบอบประยุทธ์” มาแล้ว ยังมาติดกับดัก “คนดีชูการเมืองอุดมการณ์” ร่วมมือกับรัฐประหารเงียบให้กำเนิด “ระบอบสีน้ำเงิน” ขึ้นมาอีก แต่ตลกร้ายที่ทั้งพวกคนดีชูการเมืองศีลธรรม และคนดีชูการเมืองอุดมการณ์ ต่างโยนบาปให้ “ระบอบทักษิณ” หรือพรรคแดงเป็นต้นเหตุของปัญหาแทบทั้งหมด เพราะสำหรับพวกคนดีที่ชูการเมืองศีลธรรม ก็อ้างความผิดของพรรคแดง เพื่อร่วมมือกับรัฐประหารรถถังขจัดพรรคแดงให้ได้ และสำหรับพวกคนดีที่ชูการเมืองอุดมการณ์ ก็อ้างความผิดของพรรคแดง เพื่อร่วมมือกับรัฐประหารเงียบขจัดพรรคแดงให้ได้ อยากเห็นพรรคแดงกลายเป็นพรรคอันดับ 3 จนหน้ามืดตามัว ไม่มีปัญหาใดๆ หรือไม่รังเกียจใดๆ เลยที่จะโหวตให้พรรคน้ำเงินที่ต้องคดีทุจริตฮั้ว สว. (ซึ่งทำลายหลักนิติรัฐโต้งๆ และมีอภิสิทธิ์เชิงโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ 2560 มากกว่าพรรคใดๆ) เป็นรัฐบาลมีอำนาจมา “ตัดจบ” คดีของพวกตนเอง จนเป็นพรรคที่เข้มแข็งหรือใหญ่โตขึ้น นี่คือเนื้อแท้ของการเมืองแบบคนดีชูอุดมการณ์ วันนั้นพรรคแดงดำเนินคดีทุจริตฮั้ว สว. พวกคนดีชูอุดมการณ์บอกว่า “คดีฮั้ว สว.ใครเป็นรัฐบาลก็ไม่เกี่ยว” เพื่อให้ “ความชอบธรรม” กับการที่พวกตนโหวตฝ่ายต้องคดีทุจริตเป็นรัฐบาล แต่ครั้นพรรคน้ำเงินได้เป็นรัฐบาลและพวกเขามีอำนาจ “ตัดจบ” คดีของพวกตนเองได้แล้ว วันนี้พวกคนดีชูอุดมการณ์กลับชี้นิ้วไปที่พรรคแดงว่าทำไมยังร่วมรัฐบาลกันอยู่ ดังนั้น การเมืองแบบคนดีชูอุดมการณ์จึงไม่เปิดให้มี “ทางเลือกอื่น” เลย เช่น การแก้ปัญหาปากท้องและการพัฒนาด้านอื่นๆ ภายใต้ “ข้อจำกัด” ของระบบการเมืองตามที่เป็นอยู่จริง จึง “ตีตรา” ว่าการยังร่วมรัฐบาลเท่ากับค้ำระบอบสีน้ำเงินเท่านั้น เป็นลูกน้องพวกทุจริตเท่านั้น ไม่มีคุณค่าในด้านอื่นๆ เลย     * บทความ * การเมือง * นักปรัชญาชายขอบ * ปัญญาชน * พรรคส้ม * พรรคประชาชน
dlvr.it
September 19, 2026 at 12:29 AM
‘วัส’ กาง 3 ทางออกคดีฮั้ว สว. ต้องมองช้างทั้งตัว เชียร์ศาลฎีกาเค้นหาคนคิดโพย-คนบงการ

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6194538/
#วัสติงสมิตร #คดีฮั้วสว
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 16, 2026 at 9:00 AM
หอบหลักฐานสู้ต่อ! กลุ่ม สว.สำรอง ยื่นร้องศาลฎีกา คัดค้านมิติ กกต. ยกคำร้องฮั้วเลือก สว.

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6193875/
#คดีฮั้วสว #สว
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 16, 2026 at 7:05 AM
‘ณัฐพงษ์’ ยกความเห็น ‘สิทธิโชติ’ มัดขบวนการฮั้ว สว. โยงภูมิใจไทย

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6193825/
#คดีฮั้วสว #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 16, 2026 at 6:31 AM
เผยยังมีคำร้องฮั้ว สว. อีก 3 สำนวน "ปชน.-คณะก้าวหน้า-ไอลอว์ และ สว.อิสระ"
เผยยังมีคำร้องฮั้ว สว. อีก 3 สำนวน "ปชน.-คณะก้าวหน้า-ไอลอว์ และ สว.อิสระ"
เผยยังมีคำร้องฮั้ว สว. อีก 3 สำนวน "ปชน.-คณะก้าวหน้า-ไอลอว์ และ สว.อิสระ" auser15 Wed, 2026-09-16 - 16:44 กกต.เผยยังมีคำร้องฮั้ว สว. อีก 3 สำนวน "1.กลุ่ม สว.พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับจังหวัด 2.กลุ่ม สว.พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับประเทศ และ 3.กลุ่ม สว.อิสระ" 16 กันยายน 2569 หลายสื่อ อาทิ ไทยรัฐออนไลน์ และ ข่าวสด รายงานตรงกันว่า จากกรณี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) แถลงผลการลงมติผู้ถูกร้องเป็นรายบุคคลเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีมติเสียงข้างมากสั่งส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 77 ราย จากผู้ถูกร้องทั้งหมดในคดีฮั้วเลือก สว. มีมากถึง 427 ราย ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ก.ย. นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยัน ว่า ตนเองและนายชาย นครชัย กกต. ที่เป็นเสียงข้างน้อยที่ลงมติเห็นควรให้ส่งฟ้องแกนนำและผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอว่ามีส่วนร่วมในคดีฮั้วเลือก สว. ทั้งนี้ จากการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 ก.ย. นายณรงค์ ได้กล่าวตอนหนึ่งถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ของ กกต. ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในคดีฮั้วเลือก สว. ปี 2567 ว่า คณะอนุกรรมการฯ ได้เสนอส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คนกลุ่มฮั้ว สว.สีน้ำเงิน และพรรคภูมิใจไทย พร้อมระบุว่ายังมีอีก 3 สำนวนที่คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 กำลังดำเนินการไต่สวนยังไม่เสร็จสิ้น รายงานข่าวจากสำนักงาน กกต. แจ้งว่า สำหรับ 3 สำนวนดังกล่าว คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ได้ดำเนินการไต่สวนในช่วงเวลาใกล้เคียงกับสำนวน 229 คน โดยเป็นเรื่องการนัดประชุมกันเพื่อเตรียมการเลือก สว. ของ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่ม สว.พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับจังหวัด 2.กลุ่ม สว.พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับประเทศ และ 3.กลุ่ม สว.อิสระ สำหรับการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 สืบเนื่องมาจากนายสิทธิโชติ ได้เสนอต่อที่ประชุม กกต. ให้แต่งตั้งคณะนี้ขึ้นมาเพิ่มจากเดิมที่มีอยู่ 25 คณะ เนื่องจากเป็นคดีสำคัญ และมีผู้ร่วมกระทำผิดจำนวนมาก กระทั่งมีการแต่งตั้ง ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ร่วมทำงานกับดีเอสไอจนได้ข้อสรุปในสำนวนหนาถึง 75,722 หน้า และเสนอส่งฟ้อง 229 คน ทำให้นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ในขณะนั้น ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อมาพิจารณามติของคณะอนุฯ ชุดที่ 26 อีกชั้นหนึ่ง แหล่งข่าวจาก กกต. เปิดเผยว่า การทำงานของคณะอนุฯ ชุดที่ 26 ไม่ได้มีอะไรพิรุธ เนื่องจากเห็นว่าต้องทำคดีที่ใหญ่ให้เสร็จสิ้นก่อน และมาดำเนินการในส่วนอื่นตามมา ต้องเรียงลำดับคำร้องที่มีเข้ามา และทำตามหน้าที่อำนาจที่ได้รับมอบหมาย ที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงสิ่งผิดปกติ ทั้งการดึงบุคลากรหลายคนของดีเอสไอมาร่วมในคณะ และนำสำนวนการสืบสวนของดีเอสไอมาประกอบทันที รวมถึงการสอบพยานที่เกิดขึ้นในอาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งที่ตามหลักการ กกต. ต้องเป็นผู้ดำเนินการเอง นอกจากนี้ ในกรณีของ นาย อ. นักการเมืองจาก จ.ขอนแก่น ที่เข้าให้การกับดีเอสไอ โดยกล่าวอ้างว่าแกนนำพรรคภูมิใจไทยมีส่วนเกี่ยวข้องและใช้ที่ทำการพรรคเป็นสถานที่จัดประชุมฮั้ว สว.นั้น พบว่า คณะอนุฯ ชุดที่ 26 เชื่อข้อมูลของ นาย อ. โดยไม่มีการเรียก รปภ. หรือเจ้าหน้าที่พรรคมาสอบคำให้การ และไม่ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบสถานที่จริงแต่อย่างใด ส่วนเรื่องที่ร้องเรียนการจัดประชุมผู้สมัคร สว. ที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งมีการร้องเรียนเข้ามาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่การสืบสวนของคณะอนุฯ ชุดที่ 26 กลับเป็นไปอย่างล่าช้า ทั้งที่พบข้อมูลเบื้องต้นว่ามีผู้ออกเงินจัดเลี้ยงอาหารและค่าสถานที่ให้ โดยผู้สมัคร สว. ไม่ได้เสียค่าใช้จ่าย แม้จะมี สว. บางรายอ้างว่าได้จ่ายเงินเองด้วยการหย่อนใส่กล่องหน้าห้องประชุมและซื้ออาหารรับประทานเองก็ตาม แต่ผู้จัดงานกลับไม่ได้ออกมาชี้แจง ซึ่งเข้าข่ายการจัดเลี้ยงอันมีความผิดตามกฎหมายแล้วอย่างชัดเจน หลังจากนี้กกต.จะพิจารณาว่าจะให้คณะอนุฯชุดที่ 26 ดำเนินการต่อ หรืออาจจะเปลี่ยนชุดอนุกรรมการไต่สวนใหม่ เนื่องจาก ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.ทำหน้าที่ประธานอนุไต่สวนชุดที่ 26 ได้เกษียณอายุราชการในสิ้นเดือน ก.ย.นี้. * ข่าว * การเมือง * กกต. * คดีฮั้ว สว. * คดีฮั้วเลือก สว.
dlvr.it
September 16, 2026 at 9:50 AM
เผยยังมีคำร้องฮั้ว สว. อีก 3 สำนวน "ปชน.-คณะก้าวหน้า-ไอลอว์ และ สว.อิสระ"
เผยยังมีคำร้องฮั้ว สว. อีก 3 สำนวน "ปชน.-คณะก้าวหน้า-ไอลอว์ และ สว.อิสระ" auser15 Wed, 2026-09-16 - 16:44 กกต.เผยยังมีคำร้องฮั้ว สว. อีก 3 สำนวน "1.กลุ่ม สว.พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับจังหวัด 2.กลุ่ม สว.พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับประเทศ และ 3.กลุ่ม สว.อิสระ" 16 กันยายน 2569 หลายสื่อ อาทิ ไทยรัฐออนไลน์ และ ข่าวสด รายงานตรงกันว่า จากกรณี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) แถลงผลการลงมติผู้ถูกร้องเป็นรายบุคคลเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีมติเสียงข้างมากสั่งส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียง 77 ราย จากผู้ถูกร้องทั้งหมดในคดีฮั้วเลือก สว. มีมากถึง 427 ราย ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ก.ย. นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยัน ว่า ตนเองและนายชาย นครชัย กกต. ที่เป็นเสียงข้างน้อยที่ลงมติเห็นควรให้ส่งฟ้องแกนนำและผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอว่ามีส่วนร่วมในคดีฮั้วเลือก สว. ทั้งนี้ จากการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 ก.ย. นายณรงค์ ได้กล่าวตอนหนึ่งถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ของ กกต. ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในคดีฮั้วเลือก สว. ปี 2567 ว่า คณะอนุกรรมการฯ ได้เสนอส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คนกลุ่มฮั้ว สว.สีน้ำเงิน และพรรคภูมิใจไทย พร้อมระบุว่ายังมีอีก 3 สำนวนที่คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 กำลังดำเนินการไต่สวนยังไม่เสร็จสิ้น รายงานข่าวจากสำนักงาน กกต. แจ้งว่า สำหรับ 3 สำนวนดังกล่าว คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ได้ดำเนินการไต่สวนในช่วงเวลาใกล้เคียงกับสำนวน 229 คน โดยเป็นเรื่องการนัดประชุมกันเพื่อเตรียมการเลือก สว. ของ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่ม สว.พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับจังหวัด 2.กลุ่ม สว.พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับประเทศ และ 3.กลุ่ม สว.อิสระ สำหรับการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 สืบเนื่องมาจากนายสิทธิโชติ ได้เสนอต่อที่ประชุม กกต. ให้แต่งตั้งคณะนี้ขึ้นมาเพิ่มจากเดิมที่มีอยู่ 25 คณะ เนื่องจากเป็นคดีสำคัญ และมีผู้ร่วมกระทำผิดจำนวนมาก กระทั่งมีการแต่งตั้ง ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ร่วมทำงานกับดีเอสไอจนได้ข้อสรุปในสำนวนหนาถึง 75,722 หน้า และเสนอส่งฟ้อง 229 คน ทำให้นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ในขณะนั้น ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อมาพิจารณามติของคณะอนุฯ ชุดที่ 26 อีกชั้นหนึ่ง แหล่งข่าวจาก กกต. เปิดเผยว่า การทำงานของคณะอนุฯ ชุดที่ 26 ไม่ได้มีอะไรพิรุธ เนื่องจากเห็นว่าต้องทำคดีที่ใหญ่ให้เสร็จสิ้นก่อน และมาดำเนินการในส่วนอื่นตามมา ต้องเรียงลำดับคำร้องที่มีเข้ามา และทำตามหน้าที่อำนาจที่ได้รับมอบหมาย ที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงสิ่งผิดปกติ ทั้งการดึงบุคลากรหลายคนของดีเอสไอมาร่วมในคณะ และนำสำนวนการสืบสวนของดีเอสไอมาประกอบทันที รวมถึงการสอบพยานที่เกิดขึ้นในอาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งที่ตามหลักการ กกต. ต้องเป็นผู้ดำเนินการเอง นอกจากนี้ ในกรณีของ นาย อ. นักการเมืองจาก จ.ขอนแก่น ที่เข้าให้การกับดีเอสไอ โดยกล่าวอ้างว่าแกนนำพรรคภูมิใจไทยมีส่วนเกี่ยวข้องและใช้ที่ทำการพรรคเป็นสถานที่จัดประชุมฮั้ว สว.นั้น พบว่า คณะอนุฯ ชุดที่ 26 เชื่อข้อมูลของ นาย อ. โดยไม่มีการเรียก รปภ. หรือเจ้าหน้าที่พรรคมาสอบคำให้การ และไม่ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบสถานที่จริงแต่อย่างใด ส่วนเรื่องที่ร้องเรียนการจัดประชุมผู้สมัคร สว. ที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งมีการร้องเรียนเข้ามาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่การสืบสวนของคณะอนุฯ ชุดที่ 26 กลับเป็นไปอย่างล่าช้า ทั้งที่พบข้อมูลเบื้องต้นว่ามีผู้ออกเงินจัดเลี้ยงอาหารและค่าสถานที่ให้ โดยผู้สมัคร สว. ไม่ได้เสียค่าใช้จ่าย แม้จะมี สว. บางรายอ้างว่าได้จ่ายเงินเองด้วยการหย่อนใส่กล่องหน้าห้องประชุมและซื้ออาหารรับประทานเองก็ตาม แต่ผู้จัดงานกลับไม่ได้ออกมาชี้แจง ซึ่งเข้าข่ายการจัดเลี้ยงอันมีความผิดตามกฎหมายแล้วอย่างชัดเจน หลังจากนี้กกต.จะพิจารณาว่าจะให้คณะอนุฯชุดที่ 26 ดำเนินการต่อ หรืออาจจะเปลี่ยนชุดอนุกรรมการไต่สวนใหม่ เนื่องจาก ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.ทำหน้าที่ประธานอนุไต่สวนชุดที่ 26 ได้เกษียณอายุราชการในสิ้นเดือน ก.ย.นี้. * ข่าว * การเมือง * กกต. * คดีฮั้ว สว. * คดีฮั้วเลือก สว.
dlvr.it
September 16, 2026 at 9:50 AM