#นารีพิฆาตพระ
#สีกากอล์ฟ รับสารภาพ คบพระผู้ใหญ่หลายรูป อดีตเจ้าคณะพิจิตร เป็นรายแรก อ้างปมขาดความอบอุ่นพ่อทิ้งแต่เด็ก แฉบัญชีเงินฝากหลายปีรวม 385 ล้านบาท เคยชอปปิงวันเดียว 3 ล้านบาท "อดีตเจ้าคณะพิจิตร" คือรักแรกที่เจ็บที่สุด...
.
ติดตามทั้งหมดต่อได้ที่ www.dailynews.co.th/news/4922450/
#พระเทพวัชรสิทธิเมธี #ข่าวพระ #นารีพิฆาตพระ
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
July 17, 2025 at 9:30 AM
นารีพิฆาต หรือ เหยื่อของระเบียบศีลธรรมชายเป็นใหญ่?: กรณีสีกากอล์ฟผ่านกรอบวิเคราะห์อำนาจในสถาบันสงฆ์
นารีพิฆาต หรือ เหยื่อของระเบียบศีลธรรมชายเป็นใหญ่?: กรณีสีกากอล์ฟผ่านกรอบวิเคราะห์อำนาจในสถาบันสงฆ์ กฤต พิริยธัชกุล วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล   sarayut Sat, 2025-08-02 - 21:04 กรณีข่าวความสัมพันธ์ระหว่างสตรีคนหนึ่งซึ่งถูกเรียกขานในสังคมไทยว่า “สีกากอล์ฟ” กับพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ กลายเป็นกระแสสั่นสะเทือนทั้งวงการสงฆ์และสาธารณชนในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ไม่เพียงในฐานะ “ข่าวฉาว” หากแต่เป็น “ระเบิดลูกใหญ่” ที่จุดระเบิดความจริงที่ซ่อน “เงื่อน” อยู่ในโครงสร้างศีลธรรม ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และมายาคติทางเพศที่ฝังแน่นในสถาบันศาสนาไทยมาช้านาน ที่ไม่เพียงเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระหว่างสตรีกับบุรุษในสมณเพศ แต่ยังโยงใยกับโครงสร้างอำนาจ และวาทกรรมที่ครอบงำการรับรู้ในสังคมพุทธไทยร่วมสมัยด้วย ในโลกของวาทกรรม ความจริงอาจไม่เคยถูกเล่าด้วยน้ำเสียงเท่าเทียมกัน กรณีนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้หญิงในพื้นที่ศาสนายังคงถูกทำให้กลายเป็น “ผู้ต้องหาโดยอัตโนมัติ” แม้ในความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยการยินยอมของทั้งสองฝ่าย ส่วนในพื้นที่สาธารณะและสื่อกระแสหลัก คำว่า “สีกา” ถูกหยิบยกมาใช้อย่างเด่นชัด โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงสตรีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เสื่อมเสียในสถาบันสงฆ์ คำดังกล่าวไม่เพียงแค่ระบุสถานะของเพศหญิงในความสัมพันธ์กับพระสงฆ์เท่านั้น หากแต่ยังแฝงด้วยอคติทางศีลธรรมที่มีนัยประณาม กล่าวโทษและตีตราเพศหญิงในฐานะ “ผู้ยั่วยุ” “ผู้ล่อลวง” หรือกระทั่ง “นารีพิฆาต” อันเป็นภาพจำที่สังคมชายเป็นใหญ่ใช้ผลิตซ้ำเพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่พระสงฆ์ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยอยู่เสมอ (Gross, 1993) ในขณะที่อีกฝ่ายคือพระสงฆ์ผู้ใหญ่ในสมณศักดิ์ กลับถูกนำเสนอว่าเป็น “เหยื่อ” ที่ถูกหญิงพรากจากธรรมะ ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือไม่ก็ตาม ประเด็น “สีกากอล์ฟ” กับพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยอย่างรุนแรง ข่าวการมีเพศสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ลับเบื้องหลัง การส่งทรัพย์สิน การแบล็กเมล์ ไปจนถึงข้อหา “กรรโชกทรัพย์” และ “ร่วมฟอกเงิน” ได้ถูกนำเสนอในลักษณะที่ชี้นำว่าสตรีผู้นี้เป็น “ตัวร้าย” หรือถึงขั้น “นารีพิฆาต” ที่มีเจตนาบ่อนทำลายศาสนา การกล่าวโทษผู้หญิงในบริบทนี้จึงไม่ใช่เพียงการตีตราเฉพาะบุคคล แต่เป็นกลไกทางอำนาจที่ฝังรากอยู่ในวาทกรรมแบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchal Discourse) ทำให้ผู้หญิงในพื้นที่ศาสนาและจารีต ถูกมองในฐานะ “ผู้ก่อบาป” โดยที่เพศชายในบทบาทพระสงฆ์ กลับได้รับการคุ้มครองผ่าน “ผ้าเหลือง” และโครงสร้างศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจเหนือการวิพากษ์ พระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ แม้บางรูปจะมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวอย่างลึกซึ้ง หรือผิดวินัยในระดับร้ายแรง กลับไม่ได้รับการกล่าวถึงอย่างเข้มข้นในแง่มุมของ “ผู้สมยอม” หรือ “ผู้ล่วงละเมิดศีลธรรม” มากเท่าฝ่ายหญิงที่ถูกกล่าวหา จากข้อมูลที่เปิดเผยโดยสื่อมวลชนระบุว่าพระที่เกี่ยวข้องสามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มพระที่มีความสัมพันธ์ในเชิงเมถุนอย่างชัดเจนกับสีกากอล์ฟ และบางรูปลาสิกขาแล้ว แต่ยังมีบางรูปดำรงตำแหน่งสำคัญ (2) กลุ่มพระที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทางวินัย ซึ่งถือว่าร้ายแรง และ(3) กลุ่มพระที่มีพฤติกรรมที่ยังไม่ชัดเจนในรายละเอียด ทว่าการพูดถึงพระเหล่านี้มักอยู่ในเชิง “ผ่าน ๆ” หรือกล่าวถึงในลักษณะพยายามปกป้อง กล่าวคือ แม้จะมีหลักฐานการมีเพศสัมพันธ์ที่สีกากอล์ฟอ้างว่ามีการบันทึกไว้ รวมถึงหลักฐานการโอนเงิน พระจำนวนมากก็ยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาในระดับเดียวกับผู้หญิงที่ตกเป็นข่าว และนี่ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงโครงสร้างความเหลื่อมล้ำในกระบวนการตรวจสอบศีลธรรมทางสังคม ที่มุ่งวิพากษ์เพศหญิงในฐานะผู้ล่อลวง ขณะที่พระสงฆ์ผู้ครองสมณศักดิ์ระดับสูงกลับได้รับการปกป้องด้วยถ้อยคำ เช่น “ตกเป็นเหยื่อ” “ถูกหลอก” “วิบากกรรม” จนทำให้เสียงส่วนใหญ่ในสังคมมุ่งโจมตีสตรีรายนี้ด้วยถ้อยคำหยาบคาย รุนแรง และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างถึงที่สุด โดยไม่ตั้งคำถามถึงบทบาทและความรับผิดชอบของอีกฝ่ายที่เป็นบุคคลในสถานะ “เจ้าพนักงานตามกฎหมาย” และมีอำนาจเหนือกว่าในเชิงศีลธรรม วัฒนธรรม และสถาบัน พระสงฆ์ผู้ครองสมณศักดิ์นั้น ไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนแห่งศรัทธา แต่ยังอยู่ในสถานะ “เจ้าพนักงาน” ตามกฎหมาย เมื่อเรื่องราวรั่วไหลสู่สาธารณะ ฝ่ายพระสงฆ์กลับเป็นผู้ไปแจ้งความดำเนินคดีโดยใช้กระบวนการยุติธรรมในฐานะผู้เสียหาย ขณะที่หญิงสาวกลับต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรง ทั้งที่จากหลักฐานเบื้องต้น ไม่ได้มีการบังคับขู่เข็ญหรือละเมิดสิทธิในลักษณะที่เป็นขบวนการอาชญากรรมอย่างที่กล่าวหาใด ๆ ทำให้เธอกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรง โดยยังไม่มีการพิสูจน์ที่โปร่งใสต่อสาธารณะ ความไม่เท่าเทียมนี้สอดคล้องกับ Gross (1993) และ Mahmood (2005) เรียกว่า “Moral Gender Bias” หรืออคติทางศีลธรรมที่ฝังอยู่ในโครงสร้างวาทกรรมแบบชายเป็นใหญ่ของศาสนา เมื่อเพศหญิงถูกสร้างให้เป็น “ต้นเหตุแห่งบาป” และเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุธรรมของเพศชาย ผู้หญิงจึงถูกประณามซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านวาทกรรมศีลธรรมที่เลือกปฏิบัติอย่างมีระบบนั่นเอง กรณีของสีกากอล์ฟจึงกลายเป็นภาพแทนของ “นารีพิฆาต” ที่ล่อลวงพระผู้มีสมณศักดิ์ กลุ่มชายในสมณเพศที่ร่วมสัมพันธ์กลับถูกเลี่ยงพูดถึง “ทั้งที่ความสัมพันธ์เช่นนี้ต้องอาศัยการยินยอมทั้งสองฝ่าย” และในกรอบวินัยสงฆ์ พระสงฆ์ต่างหากที่มีพันธะในการรักษาศีล ไม่ใช่ฝ่ายหญิง ด้วยเหตุนี้ การกล่าวโทษฝ่ายหญิงเพียงฝ่ายเดียวจึงสะท้อนโครงสร้างอำนาจอันไม่เท่าเทียมที่ฝังรากอยู่ในสังคมพุทธไทยมายาวนาน ภายใต้คำบังหน้าเรื่อง “การเผยแผ่ธรรมะ” หรือ “การดูแลญาติโยม” ได้เกิดโครงสร้างของการใช้ความศักดิ์สิทธิ์เป็นเกราะคุ้มกันในการละเมิดวินัยสงฆ์ โดยไม่ปรากฏการตรวจสอบอย่างแท้จริง ในขณะที่ชนชั้นผู้นำในวงการสงฆ์กลับหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงประเด็นนี้โดยตรง ซึ่งนี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือ“ภาวะรับรู้เชิงอุปาทาน” ที่ทำให้สังคมยอมรับ “ความผิด” ในคราบของ “ความดี” เพียงเพราะผู้กระทำอยู่ในร่างของ “สมณะ” เมื่อพิจารณามิติแห่งอำนาจและโครงสร้าง คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของบุคคลสองคน หากแต่เป็นกระจกสะท้อนความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศในโครงสร้างศาสนา ที่ผู้หญิงมักถูกวาดภาพว่าเป็น “มารศาสนา” หรือ “ผู้ล่อลวงพระ” มาแต่โบราณ จนถึงปัจจุบันที่แนวคิดแบบปิตาธิปไตย (Patriarchy) ยังคงฝังแน่นในระบบความคิดของผู้คน ยิ่งไปกว่านั้น ความใกล้ชิดระหว่างพระชั้นผู้ใหญ่กับสีกากอล์ฟ แทบไม่ต่างจากความสัมพันธ์เชิงชู้สาวในโลกฆราวาส แต่กลับปราศจากเสียงตั้งคำถามจากผู้คนรอบข้าง สิ่งนี้ไม่ใช่เพราะ “ไม่มีใครรู้” แต่เพราะทุกคน “รู้แต่ไม่กล้าพูด” โดยเฉพาะบุคคลในตำแหน่งที่มีบทบาทรับรู้ความเคลื่อนไหวทั้งหมดอย่างใกล้ชิด เช่น คนขับรถ ซึ่งในอีกด้านหนึ่งคือพยานเงียบที่รู้ดีที่สุดว่าพระรูปนั้นไปไหน มาพร้อมกับใคร และแวะเวียนหาใครบ่อยเพียงใด แต่การไม่พูดของเขา ไม่ใช่ความไม่รู้ แต่เป็นผลผลิตของระบบที่กดทับด้วยพลังของความศักดิ์สิทธิ์ที่สังคมมอบให้แก่ผ้าเหลืองโดยไม่ตั้งคำถาม หรือความศักดิ์สิทธิ์ที่กลืนกิน “ความรับผิดชอบ” ไปจนหมดสิ้น ในที่สุดสิ่งที่เรากำลังเห็น ไม่ใช่การล่มสลายของพุทธศาสนา แต่คือการลอกเปลือกของความศักดิ์สิทธิ์จอมปลอมที่สังคมไทยยังลังเลที่จะยอมรับว่า ศรัทธาไม่ได้ทำให้คนดีขึ้นเสมอไป หากผู้ครองศรัทธานั้นไม่ได้รับการตรวจสอบด้วยความจริง ซึ่งนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัวของพระรูปใดรูปหนึ่ง แต่คือสัญญะของ ระบบอุปถัมภ์เชิงเพศ ที่ฝังรากในสถาบันสงฆ์ไทย กล่าวคือเป็นระบบที่ผู้มีอำนาจสามารถกำหนดบรรทัดฐานทางศีลธรรมได้เอง โดยใช้ความศักดิ์สิทธิ์เป็นเกราะกำบัง ทำให้เรื่องผิด กลายเป็นเรื่องเงียบ และเรื่องเงียบ กลายเป็นเรื่องที่ไม่ควรถาม ท้ายที่สุดความผิดปกติจึงกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เพราะสังคมไทยไม่รู้เท่าทัน แต่เพราะผ้าเหลืองได้กลายเป็น สัญลักษณ์ของอำนาจที่ห่อหุ้มความวิปริตไว้ในความเงียบงัน และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด การนิ่งเงียบของคณะสงฆ์กลาง และการไม่ให้ความเห็นใด ๆ ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตลอดจนท่าทีของสื่อมวลชนกระแสหลักที่รายงานข่าวในลักษณะลดทอนความน่าเชื่อถือของหญิงสาวเพียงฝ่ายเดียว กลับยิ่งตอกย้ำว่า ในพื้นที่ของศาสนาและสาธารณะนั้น “ความเท่าเทียมทางเพศ” ยังเป็นเพียงวาทกรรมที่ยังไม่ถูกนำไปใช้จริง ขณะที่หลายคนอาจบอกว่าการกระทำของฝ่ายหญิงไม่เหมาะสม แต่คำถามสำคัญคือ เหตุใดพระสงฆ์ผู้ควรดำรงตนในศีล จึงมีส่วนร่วมในความสัมพันธ์ลับเช่นนี้ตั้งแต่ต้น? หากฝ่ายหญิงสมยอม พระสงฆ์ก็ต้องสมยอมเช่นกัน เหตุใดจึงถูกลงโทษด้วยมาตรฐานที่แตกต่าง? ทำไมจึงไม่มีบทลงโทษทางวินัยสงฆ์ที่ชัดเจน? ทำไมถึงไม่มีการสึกทันที หรือแม้แต่คำชี้แจงต่อสาธารณะ? แม้จะมีบางรูปที่สึกออกมาแล้วหลังจากข่าวแพร่สะพัด แต่นั่นเป็นเพียงการจัดการเฉพาะราย ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างที่เอื้อให้พระสงฆ์บางรูปมีอำนาจล้นเหลือ สามารถสะสมทรัพย์สิน ติดต่อกับผู้หญิงนอกรูปแบบได้โดยไม่มีใครกล้าตรวจสอบ กลไกนี้จึงไม่ใช่เพียงการล่าเหยื่อแบบพรานเบ็ดในผ้าเหลือง หากแต่เป็นการใช้โครงสร้างศาสนาเป็นเครื่องมือครอบงำความคิดสาธารณะ ปราบปรามเสียงของผู้หญิงด้วย และทำให้ศาสนาเป็นพื้นที่อำนาจที่ถูกปกป้องเกินควร ความผิดและการดำเนินการตามกฎหมายสงฆ์ จากหลักวินัยของพระพุทธศาสนา (พระวินัยปิฎก) พระภิกษุที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับสตรี ย่อมตก “อาบัติปาราชิก” ซึ่งเป็นอาบัติขั้นสูงสุด ส่งผลให้ต้องพ้นจากความเป็นพระทันที ไม่มีสิทธิกลับมาบวชได้อีก หากมีหลักฐานชัดเจน เช่น ภาพ วิดีโอ คลิปเสียงหรือคำรับสารภาพ การพิจารณาของคณะสงฆ์จะต้องลงโทษอย่างเด็ดขาดตามพระธรรมวินัย ทว่าความเป็นจริงกลับเป็นอีกเรื่อง บางรูปถูกขอให้ลาสิกขาเงียบ ๆ บางรายหลีกเลี่ยงการตรวจสอบด้วยเครือข่ายสายสัมพันธ์ในคณะสงฆ์ หรืออ้างว่าถูกแบล็กเมล์ ในทางปฏิบัติ พระสงฆ์ที่ผิดวินัยร้ายแรงมักถูกขอให้ ลาสิกขาโดยสมัครใจ เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการทางพระธรรมวินัยที่เข้มงวด หรือบางกรณีอาจถูก “สึกโดยคำสั่ง” หากพบว่าเข้าข่ายความผิดชัดเจน การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับการสอบสวนโดยเจ้าคณะผู้ปกครอง ซึ่งในทางโครงสร้างก็อาจเผชิญปัญหาความเกรงใจหรือสายสัมพันธ์เชิงอำนาจที่แฝงอยู่ในสถาบันสงฆ์ กรณีที่พระสงฆ์ยังคงดำรงตำแหน่ง อาจต้องถูกถอดถอนจากตำแหน่งตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม หากมีการพิสูจน์ว่าละเมิดวินัยอย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากระบวนการนี้มักล่าช้า และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส ซึ่งสะท้อนการใช้อำนาจในแบบ “เลือกปฏิบัติ” และไม่เท่าเทียม สุดท้ายก็สะท้อนไปที่ปัญหาขาดกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจภายในสถาบันสงฆ์ ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และแก้ไขเพิ่มเติม แต่ในเชิงการบังคับใช้พบว่ายังขาดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพล มักจะเห็นว่าพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่มักจะได้รับการคุ้มกันหรือการจัดการแบบเงียบ ๆ ส่วนในทางโลก ก็ยังไม่มีบทบัญญัติกฎหมายที่จะเอาผิดพระสงฆ์ในกรณีลักษณะนี้ได้ นอกจากจะเข้าองค์ประกอบของกฎหมายอาญา เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ หรือหลอกลวงฉ้อโกง ซึ่งในกรณีนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายแผ่นดิน แม้จะมีการเรียกร้องให้มหาเถรสมาคมหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแสดงจุดยืน แต่ความเงียบยังคงเป็นคำตอบเดียวที่ประชาชนได้รับ การไม่วิพากษ์โครงสร้าง การหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ และการปกป้องภาพลักษณ์ของสถาบันศาสนา กลับค่อย ๆ บ่อนเซาะรากฐานแห่งศรัทธาอย่างไม่รู้ตัว สถาบันศาสนาไม่ควรดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจหรือสมณศักดิ์ หากแต่ต้องยืนอยู่บนความไว้วางใจของสาธารณะ ซึ่งไม่สามารถเยียวยาได้ด้วยความเงียบอีกต่อไป ข้อเสนอเพื่อรื้อโครงสร้างปัญหา 1. จัดตั้งกลไกตรวจสอบพระสงฆ์อย่างเป็นอิสระและโปร่งใส คณะสงฆ์ควรมีหน่วยงานกลางที่เป็นอิสระในการตรวจสอบพฤติกรรมไม่เหมาะสมของพระสงฆ์ โดยไม่ขึ้นต่อสายการบังคับบัญชาหรือสมณศักดิ์ กล่าวคือ ต้องมีคณะตรวจสอบภายนอกที่ไม่อยู่ภายใต้อำนาจของคณะสงฆ์ เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส 2. ปลดชนักแห่งภาพลักษณ์นิยมของศาสนาที่ปกปิดความผิด ความพยายามรักษาภาพลักษณ์ของศาสนาด้วยการปกปิด ปฏิเสธ หรือนิ่งเงียบต่อความผิดพลาดของบุคลากรทางศาสนา อาจทำลายศรัทธาได้มากกว่าการยอมรับและแก้ไขอย่างตรงไปตรงมา ควรส่งเสริมการวิพากษ์ในเชิงสร้างสรรค์ และเปิดรับเสียงจากภายนอกและฟื้นฟูศรัทธาอย่างแท้จริง 3. สร้างวัฒนธรรมรับผิดชอบร่วม (Collective Accountability)ไม่ว่าพระหรือฆราวาส หากอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจควรมีความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อศาสนาและสังคม ไม่ควรใช้บทบาททางศาสนาหรือเพศมาเป็นเกราะกำบังการตรวจสอบ หากมีส่วนทำให้เกิดปัญหาศีลธรรม ควรแสดงความรับผิดชอบทั้งในระดับส่วนตัวและเชิงโครงสร้าง 5. สื่อมวลชนควรเสนอข่าวอย่างเท่าเทียมและรอบด้าน หลีกเลี่ยงการเน้นบุคคลใดบุคคลหนึ่งในฐานะผู้ผิดหรือผู้ล่อลวงเพียงฝ่ายเดียว ควรวิเคราะห์และนำเสนอให้เห็นถึงโครงสร้างของปัญหา ระบบอำนาจ และความไม่เท่าเทียมที่เอื้อให้เกิดกรณีเหล่านี้ หลีกเลี่ยงการตีตราเพียงฝ่ายเดียว ควรชี้ให้เห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจและโครงสร้างที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้อย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนจะฝากว่า เราควรตระหนักว่าระบบศาสนาในสังคมไทยไม่ได้ดำรงอยู่โดยลำพังเพื่อให้ประชาชนแสวงหาการหลุดพ้นหรือบรรลุนิพพานตามอุดมคติทางพุทธศาสนาเท่านั้น หากแต่ศาสนามักถูกผนวกรวมเข้ากับกลไกรัฐ และถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอำนาจในการควบคุมสังคม การสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจของรัฐ และเป็นกลไกทางวัฒนธรรมในการผลิตซ้ำกรอบศีลธรรมแบบอนุรักษนิยม (Jackson & Cook, 1999; Tambiah, 1976) ดังนั้นการที่พระสงฆ์ได้รับการปกป้องมากกว่าการตรวจสอบ จึงไม่ใช่เพียงผลของคติความเชื่อทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงโครงสร้างพันธมิตรเชิงอำนาจระหว่างรัฐกับศาสนา ที่ค้ำจุนกันในฐานะกลไกการรักษาระเบียบสังคมและความสงบเรียบร้อยอย่างลึกซึ้ง     อ้างอิง (References) Gross, R. M. (1993). Buddhism After Patriarchy: A Feminist History, Analysis, and Reconstruction of Buddhism. State University of New York Press. Jackson, P. A. & Cook, N. M. (1999). Genders and Sexualities in Modern Thailand. Chiang Mai : Silkworm Books. Mahmood, S. (2005). Politics of Piety: The Islamic Revival and the Feminist Subject. Princeton University Press. https://doi.org/10.2307/j.ctvct00cf Tambiah, S. J. (1976). World Conqueror and World Renouncer: A Study of Buddhism and Polity in Thailand Against a Historical Background. Cambridge University Press.  https://doi.org/10.1017/CBO9780511558184 * บทความ * การเมือง * สังคม * วัฒนธรรม * กฤต พิริยธัชกุล * สีกากอล์ฟ * พุทธศาสนา * กฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์
dlvr.it
August 2, 2025 at 2:16 PM
LIVE โหนกระแส นารีพิฆาตสงฆ์#7 !!! พระผู้ใหญ่เริงรักสีกา
https://price.thaixl.com/472/
สด โหนกระแส นารีพิฆาตสงฆ์#7 ! พระผู้ใหญ่เริงรักสีกา
LIVE โหนกระแส นารีพิ [...]
price.thaixl.com
July 18, 2025 at 9:15 PM
LIVE โหนกระแส นารีพิฆาตสงฆ์#6 !!! พระผู้ใหญ่เริงรักสีกา
https://price.thaixl.com/462/
สด โหนกระแส นารีพิฆาตสงฆ์#6 ! พระผู้ใหญ่เริงรักสีกา
LIVE โหนกระแส นารีพิ [...]
price.thaixl.com
July 18, 2025 at 9:54 AM
LIVE โหนกระแส นารีพิฆาตสงฆ์#5 !!! พระผู้ใหญ่เริงรักสีกา
https://price.thaixl.com/435/
สด โหนกระแส นารีพิฆาตสงฆ์#5 ! พระผู้ใหญ่เริงรักสีกา
LIVE โหนกระแส นารีพิ [...]
price.thaixl.com
July 17, 2025 at 9:59 AM
LIVE โหนกระแส นารีพิฆาตสงฆ์#4 !!! พระผู้ใหญ่เริงรักสีกา
https://price.thaixl.com/394/
สด โหนกระแส นารีพิฆาตสงฆ์#4 ! พระผู้ใหญ่เริงรักสีกา
LIVE โหนกระแส นารีพิ [...]
price.thaixl.com
July 15, 2025 at 10:39 PM
LIVE โหนกระแส นารีพิฆาตสงฆ์#3 !!! พระผู้ใหญ่เริงรักสีกา
https://price.thaixl.com/384/
สด โหนกระแส นารีพิฆาตสงฆ์#3 ! พระผู้ใหญ่เริงรักสีกา
LIVE โหนกระแส นารีพิ [...]
price.thaixl.com
July 15, 2025 at 10:38 AM
LIVE โหนกระแส นารีพิฆาตสงฆ์#2 !!! พระผู้ใหญ่เริงรักสีกา
https://price.thaixl.com/282/
สด โหนกระแส นารีพิฆาตสงฆ์#2 ! พระผู้ใหญ่เริงรักสีกา
LIVE โหนกระแส นารีพิ [...]
price.thaixl.com
July 12, 2025 at 1:34 AM
LIVE โหนกระแส นารีพิฆาตสงฆ์!!! พระผู้ใหญ่เริงรักสีกากอล
https://price.thaixl.com/257/
สด โหนกระแส นารีพิฆาตสงฆ์! พระผู้ใหญ่เริงรักสีกากอล
LIVE โหนกระแส นารีพิ [...]
price.thaixl.com
July 11, 2025 at 1:39 AM
ใครคือ “เหยื่อ” ในกรณี สีกา “ก” นารีพิฆาตสงฆ์
ใครคือ “เหยื่อ” ในกรณี สีกา “ก” นารีพิฆาตสงฆ์ สุมาลี มหณรงค์ชัย   sarayut Fri, 2025-07-18 - 14:30 ช่วงปีนี้มีแต่ข่าวลบเกี่ยวกับวงการสงฆ์จนเป็นเหตุให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อพุทธศาสนา จึงไม่แปลกใจที่ตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษา ผู้เขียนได้ยินเสียงบ่นจากวัดว่าผู้คนใส่บาตรน้อยลง คนไปเวียนเทียนบางตา และหลายคนปฏิเสธที่จะสนทนาธรรม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มไม่นับถือศาสนาอยู่แล้ว  เหตุการณ์ “นารีพิฆาตสงฆ์” ทำให้เพื่อนของผู้เขียนบางคนถึงกับนอนไม่หลับและตำหนิพระปาราชิกอย่างหนัก (พระปาราชิกคือพระที่ทำผิดวินัยขั้นร้ายแรงจนขาดจากความเป็นพระ) โดยเฉพาะเพื่อนที่เคยบวชเรียนมานานและทำงานอยู่ในวงการพุทธศาสนา ผู้เขียนเป็นสตรีที่อยู่รอบนอกพุทธศาสนาเถรวาทมาแต่ต้น  บทความนี้ขอแสดงความคิดเห็นในฐานะนักวิชาการหญิงที่ไม่มีศรัทธาในสมมติสงฆ์ท่านใดเป็นพิเศษ  เหตุการณ์ “นารีพิฆาตสงฆ์” อาจเป็นจุดระเบิดที่ทำให้บางคนรู้สึกเจ็บปวดใจจนไม่เหลือศรัทธาในพุทธศาสนาอีกแล้ว  แต่สำหรับผู้เขียน วิกฤตครั้งนี้คือ “โอกาส” ที่เราจะได้ “ปฏิรูป” ศรัทธาของตนเองขึ้นมาอีกครั้งจากการตั้งคำถามซื่อ ๆ ผ่านการวิเคราะห์เหตุการณ์ข่าวอย่างตรงไปตรงมาและหาคำตอบไปด้วยกัน  เนื่องจากผู้เขียนต้องการให้เนื้อหามีความกระชับ บทความนี้จึงจะกล่าวถึงเฉพาะกรณีพระปาราชิกที่เกี่ยวข้องกับสีกา “ก” ตามข่าวอื้อฉาวเท่านั้น เริ่มต้นที่คู่กรณีโดยตรงคือนารีผู้พิฆาตสงฆ์กับพระเถระที่เกี่ยวข้อง  การที่ผู้หญิงคนหนึ่ง (ในบริบทนี้คือสีกา “ก”) เก็บภาพถ่ายและคลิปอนาจารของตนเองกับพระเถระผู้ใหญ่ที่มีสัมพันธ์สวาทกัน ซึ่งไม่ได้มีแค่พระรูปเดียวและในเวลาเดียว แต่เธอสะสมภาพเหล่านั้นเก็บไว้หลายปีโดยไม่มีการลบทิ้ง  ตรงนี้มีนักจิตวิทยาให้ความเห็นว่าสีกาคนนี้อาจมีความผิดปกติทางจิต เพราะสิ่งที่เธอทำเป็นสิ่งที่ผู้หญิงปกติทั่วไปที่ยังมีความละอายในเรือนร่างไม่คิดทำ (ไม่ต้องมองถึงความละอายในบาป ซึ่งผู้หญิงจำนวนมากก็จะมีสำนึกตรงนี้เช่นกัน) ไม่ว่าสีกา “ก” จะเก็บภาพเหล่านั้นไว้เพื่อทำคะแนน สะสมแต้ม เล่นเกม ต่อรอง หรือแสดงความเหนือกว่าเพศชาย แต่ภาพเหล่านั้นคือรอยประทับแห่งกรรมที่ไม่ถูกลบล้าง รอคอยวันเวลาที่จะถูกเปิดเผยและทำให้วิบากเป็นไปตามกรรม ซึ่งแม้จะใช้เวลานานสักหน่อยกว่ากรรมจะส่งผล แต่วันนี้สิ่งที่ชาวพุทธได้เห็นก็คือ เธอไม่ได้เป็นผู้ชนะ กลับเป็นผู้พ่ายแพ้และแปดเปื้อน   มลทินที่สีกา “ก” กระทำต่อบุคคลที่อยู่ในร่มผ้ากาสาวพัสตร์ แม้ผู้คนในชาตินี้จะลืมไปในไม่ช้า แต่ภาพประทับแห่งมลทินในใจเธอจะตามติดเป็นเงาไปทุกหนแห่งและอีกหลายภพชาติไม่อาจนับประมาณ ตราบที่เราเชื่อในวงล้อแห่งการเวียนว่ายตายเกิดและการเกิดดับต่อเนื่องของกระแสชวนจิต (ขณะจิตเสพอารมณ์) ตามหลักอภิธรรม เพราะเธอเสพอารมณ์แห่งราคะไว้อย่างรุนแรงและต่อเนื่องหลายต่อหลายปี แม้ต่อให้ชาติหน้าไม่มีอยู่จริง ชาตินี้สีกา “ก” ก็เป็นผู้พ่ายแพ้และแปดเปื้อนไปเรียบร้อยแล้ว  เนื่องจากเจตนาคือกรรมเป็นคำสอนของพุทธศาสนา (นิพเพธิกสูตร, องฺ.ฉกฺก. (ไทย) 22/63/577) ซึ่งแม้เราไม่รู้ว่าเจตนาในการเก็บภาพเหล่านี้ของเธอคืออะไร แต่สิ่งที่พออนุมานได้ก็คือ ไม่น่าจะใช่เจตนาในทางสร้างสรรค์ เพราะถ้าเจตนาเป็นไปในทางสร้างสรรค์ ผลลัพธ์คงไม่ออกมาในรูปแบบนี้   เพราะฉะนั้น เหตุการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นความแม่นยำของวงจรกิเลส-กรรม-วิบาก และทำให้เราเห็น “ความยุติธรรม” และ “ความตรงไปตรงมา” ของหลักกรรมตามคำสอนพุทธศาสนามิใช่หรือ ในส่วนของพระเถระที่มีสัมพันธ์สวาทกับสีกา ก. นั้น มีความพยายามของชาวพุทธฝ่ายจารีตที่ออกมาปกป้องและชี้ว่าพวกท่านเป็นเหยื่อของนารีพิฆาต  นานาเหตุผลถูกนำมาแสดงเพื่อทำให้ชาวพุทธเชื่อว่า เหตุการณ์นี้เป็นความผิดของผู้หญิงคนเดียว  พระเถระเป็นผู้อ่อนต่อโลก ไม่ทันมารยาหญิง หรือมีเมตตามากเกินไป  คำถามที่เกิดขึ้นจากการเสพข่าวนี้ก็คือ ก็ในเมื่อยอมรับว่าพระเถระจำนวนมากเป็นผู้อ่อนต่อโลก แล้วเหตุใดชาวพุทธจึงยังสร้าง ขยาย หรือสนับสนุนระบบที่เอื้อให้พระเถระอ่อนต่อโลกเหล่านี้เป็นผู้มียศ ศักดิ์ และอำนาจเต็มในการครอบครองและจัดการทรัพย์สินเงินทองที่มาจากศรัทธาของญาติโยม  เมื่อระบบปกครองสงฆ์ถูกทำให้เป็นการเมืองที่มีสมณศักดิ์ ตำแหน่งปกครองก็เป็นที่มาของผลประโยชน์ รายได้ และลาภสักการะอันเชื้อเชิญกิเลสอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน     การอวยยศต่อศักดิ์ให้พระที่บวชเรียนมานาน อ่อนน้อมแลภักดี หรือมีคุณูปการในการสร้างถาวรวัตถุนั้น มีประโยชน์ในทางการปกครองคณะสงฆ์แน่นอน  แต่ประโยชน์ที่ว่านี้คือประโยชน์ในทางโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดวางอำนาจและจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างกลุ่ม มิได้มีความเชื่อมโยงกับพระธรรมวินัยที่พระศาสดาทรงวางไว้เลย  ระบบซึ่งรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ปัจเจกบุคคลจึงทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับอำนาจกลายเป็นเหยื่อของอัตตาได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตุนี้ ชาวพุทธที่มีปัญญาย่อมมองออกว่า แท้จริงนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระอาจมิได้เป็นเหยื่อของสีกา และสีกาก็มิได้เป็นนารีพิฆาตสงฆ์ แต่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายล้วนเป็นเหยื่อของกิเลสที่ถูกบ่มเพาะอยู่ในระบบปกครองสงฆ์ที่นำวิธีคิดแบบชาวโลกนิยมวัตถุไปครอบงำหรือสวมทับพระธรรมวินัย  ถ้าจะแก้ปัญหาให้ถึงรากก็ต้องมองปัญหาให้ตรงจุด  หากระบบอวยยศพระเป็นเรื่องของขนบแบบชาวโลกที่จำเป็นในทางสังคม เราจะทำให้ระบบเช่นนี้เข้ากับพระธรรมวินัยได้อย่างไร ไม่ใช่ขัดกับพระธรรมวินัยและไปหล่อเลี้ยงกิเลสตัณหาส่วนบุคคลอย่างที่เป็นอยู่  เราจะสร้างระบบตรวจสอบที่ช่วยกลั่นกรองให้ระบบรวมศูนย์อำนาจขับเคลื่อนไปกับพระธรรมวินัยที่เน้นกระจายอำนาจตามหลักอนัตตาได้อย่างไร ในส่วนของผู้เสพข่าวที่เป็นชาวพุทธเถรวาท นี่อาจเป็นเวลาที่ดีที่สุดอีกครั้งหนึ่งที่เราจะได้ตั้งคำถามต่อตนเองว่า เรารักพระพุทธเจ้าหรือรักสมมติสงฆ์คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากกว่า หรือเรามีศรัทธาตั้งมั่นต่อพระธรรมวินัยหรือต่อพระเถระรูปใดรูปหนึ่งกันแน่  เหตุการณ์พระเถระชั้นผู้ใหญ่หลงสาว เล่นการพนัน ฉันบวบ หรือมั่วสีกา เหล่านี้คือมูลเหตุของความเสื่อมในพระธรรมวินัยเช่นนั้นหรือ หรือว่าเป็นแค่ฉากทัศน์ซ้ำ ๆ ทางพุทธศาสนาที่แสดงให้เห็นว่าวัตถุนิยมกับสมมติสงฆ์มักเข้ากันได้ดี แต่สมมติสงฆ์ไม่ได้มีความหมายเท่ากับอริยสงฆ์   สิ่งที่พึงคิดต่อเป็นอย่างยิ่งก็คือ วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นมาจากความสับสนของตัวเราเองที่ตั้งตรรกะไว้ไม่ตรงทางหรือไม่  หรือใช่ตัวเราไหมที่เชื่อไปเองว่าพระที่บวชนาน มีสมณศักดิ์สูง ดูภูมิฐานมีบารมี ท่านเหล่านี้คงจะเป็นพระดีที่เข้าใกล้ความเป็นอริยสงฆ์  เราเองหรือไม่ที่ขาดความเข้าใจในความหมายที่แตกต่างกันระหว่างสมมติสงฆ์กับอริยสงฆ์  ซึ่งแม้เราในฐานะแห่งปุถุชนจะไม่มีทางรู้ว่าอริยสงฆ์เป็นพระแบบใด  แต่สิ่งหนึ่งที่เราแน่ใจได้ก็คือ อริยสงฆ์เป็นภิกษุผู้ที่กำลังเดินออกจากโลก  พวกท่านจะไม่หมกมุ่นวุ่นวายอยู่กับฐานะ ยศ ศักดิ์ สิทธิอำนาจ และสถานภาพแบบชาวโลก  ส่วนสมมติสงฆ์นั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง หากเราเข้าใจตามนี้ วิกฤติศรัทธาในคำสอนพุทธจะไม่เกิดขึ้นเลย เพราะเหตุการณ์ลบ ๆ ทั้งหลายล้วนสามารถอธิบายได้ด้วยพุทธธรรมที่เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยทั้งสิ้น  การกอบกู้ศรัทธาก็อาจไม่จำเป็น เพราะพระธรรมวินัยเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าประทานไว้เพื่อให้เราตรวจสอบและพิสูจน์ด้วยตนเองอยู่แล้ว  สำหรับผู้เขียน ศรัทธาที่มีต่อพระพุทธเจ้าจะสั่นคลอนก็ต่อเมื่อพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและนำมาเผยแพร่เป็นความเท็จหรือขัดกับข้อเท็จจริงทางธรรมชาติ  ซึ่งตราบใดที่พระธรรมของพระพุทธเจ้ายังแสดงให้เห็นสัจธรรมของชีวิต และพระวินัยของพระพุทธองค์แสดงให้เห็นถึงอันตรายของวงจรกิเลสและนำเสนอวิธีระงับป้องกัน ตราบนั้นพระธรรมวินัยก็จะเป็นความจริงสากลที่อยู่พ้นจากความเสื่อมสูญและแปดเปื้อนทั้งปวง   กรณีทั้งหลายที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า พระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าไม่มีปัญหา แต่ปัญหาเกิดขึ้นจากการนำวิธีคิดแบบชาวโลกไปจัดระเบียบวิถีแห่งธรรม แต่ยังทำไม่สำเร็จ เพราะวิธีคิดแบบชาวโลกนั้นทำให้เกิดระบบรวมศูนย์อำนาจที่บ่มเพาะตัณหาและสร้างตัวตน แทนที่จะเป็นระบบที่ปล่อยวางตัวตนและละทิ้งตัณหา  ดังนั้น แทนที่ชาวพุทธทั้งหลายจะบังเกิดความท้อแท้ผิดหวังต่อสมมติสงฆ์บางหมู่บางคน เราควรคิดหาวิธีการที่จะทำให้ระบบปกครองคณะสงฆ์ไทยเข้าได้กับพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า (หรืออย่างน้อยที่สุดไม่ทำให้ขัดแย้งกัน) และปฏิรูปศรัทธาของตนเองด้วยการให้ความสำคัญแก่พระธรรมวินัยมากกว่าสมมติสงฆ์คนใดคนหนึ่ง   เพียงเท่านี้ ต่อให้มีธิดาพญามารสวยบาดตาบาดใจปรากฏขึ้นมาพิฆาตสมมติสงฆ์อีกกี่รูป เธอเหล่านั้นก็จะไม่สามารถทำให้ศรัทธาของชาวพุทธสั่นคลอน และไม่อาจทำให้พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ดีแล้วถึงกาลเสื่อมสูญได้เลย หนทางที่จะรักษาพุทธศาสนาไว้ให้ยาวนานจึงต้องเริ่มที่การปฏิรูปศรัทธาของชาวพุทธเอง และไม่ทำให้สมมติสงฆ์ตกเป็นเหยื่อของระบบรวมศูนย์อำนาจที่ในด้านหนึ่งทำให้พระบางรูปเป็นผู้มีสิทธิอำนาจเหนือการควบคุม แต่ในอีกด้านกลับสร้างอัตตาที่ไม่ประสีประสาต่อโลกและไม่รู้เท่าทันกิเลสของตนเอง  เมื่อใดก็ตามที่ค่านิยมของโลกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวิถีของธรรม ปัญหาย่อมเกิดขึ้นเสมอ  ดังที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า “เราไม่ขัดแย้งกับโลก แต่โลกขัดแย้งกับเรา” (ปุปผสูตร, สํ.ข. (ไทย) 17/94/178)  ประโยคนี้ฟังเหมือนเข้าใจง่ายแต่กลับแฝงความหมายที่สุดแสนจะลึกซึ้ง   แม้ปัญหาในระบบการปกครองสงฆ์ไทยปัจจุบันจะหนักหนาเกินกว่าใครคนใดคนหนึ่งจะแก้ไขได้ แต่อย่างน้อยชาวพุทธที่มีปัญญาก็ไม่ควรสนับสนุนระบบรวมศูนย์อำนาจที่บ่มเพาะอัตตา แต่พึงเคารพพระธรรมวินัยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญแก่ปัจเจกบุคคลใดแม้แต่พระพุทธองค์เอง  หากเราเคารพและเชื่อมั่นในพระธรรมวินัย เราก็ไม่ควรเห็นตัวตนของผู้ใดสำคัญกว่าหลักการแห่งสัจธรรม  การวางทัศนคติให้ถูกต้องเท่านั้นจึงจะช่วยให้พุทธศาสนาดำรงไว้และตั้งมั่นอยู่ได้อย่างยั่งยืน               * บทความ * การเมือง * สังคม * สิทธิมนุษยชน * สุมาลี มหณรงค์ชัย * สีการกอล์ฟ * พุทธศาสนา * นารีพิฆาตสงฆ์
dlvr.it
July 18, 2025 at 7:46 AM
สรุปรวมให้แล้ว! พระสงฆ์ที่ต้องสึกไปเพราะ #สีกากอลฟ์ จนถึงขณะนี้รวมแล้ว 9 รูป โดยมี 5 รูปเป็นถึง ‘พระราชาคณะชั้นเทพ’..
.
ติดตามรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ www.dailynews.co.th/news/4917287/
#ข่าวพระ #นารีพิฆาตพระ
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
July 15, 2025 at 10:41 AM
เคสเรื่องฉาวระหว่างพระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปกับสีกาคนหนึ่ง สังเกตดีๆ ว่ามีความเนียนชักนำกระแสสังคมให้มองว่าเป็น “ความผิดส่วนบุคคล อย่าเหมารวม”

มีพระมาแขวนป้ายสีกา ก ว่าเป็นนารีพิฆาต มีชาวบ้านมาพูดว่าแยกแยะได้และมองว่าศาสนาดีอยู่แล้ว ความผิดที่เกิดเป็นเรื่องของตัวพระเท่านั้น
July 10, 2025 at 5:22 AM
นารีพิฆาต หรือ เหยื่อของระเบียบศีลธรรมชายเป็นใหญ่?: กรณีสีกากอล์ฟผ่านกรอบวิเคราะห์อำนาจในสถาบันสงฆ์
นารีพิฆาต หรือ เหยื่อของระเบียบศีลธรรมชายเป็นใหญ่?: กรณีสีกากอล์ฟผ่านกรอบวิเคราะห์อำนาจในสถาบันสงฆ์
นารีพิฆาต หรือ เหยื่อของระเบียบศีลธรรมชายเป็นใหญ่?: กรณีสีกากอล์ฟผ่านกรอบวิเคราะห์อำนาจในสถาบันสงฆ์ กฤต พิริยธัชกุล วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล   sarayut Sat, 2025-08-02 - 21:04 กรณีข่าวความสัมพันธ์ระหว่างสตรีคนหนึ่งซึ่งถูกเรียกขานในสังคมไทยว่า “สีกากอล์ฟ” กับพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ กลายเป็นกระแสสั่นสะเทือนทั้งวงการสงฆ์และสาธารณชนในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ไม่เพียงในฐานะ “ข่าวฉาว” หากแต่เป็น “ระเบิดลูกใหญ่” ที่จุดระเบิดความจริงที่ซ่อน “เงื่อน” อยู่ในโครงสร้างศีลธรรม ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และมายาคติทางเพศที่ฝังแน่นในสถาบันศาสนาไทยมาช้านาน ที่ไม่เพียงเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระหว่างสตรีกับบุรุษในสมณเพศ แต่ยังโยงใยกับโครงสร้างอำนาจ และวาทกรรมที่ครอบงำการรับรู้ในสังคมพุทธไทยร่วมสมัยด้วย ในโลกของวาทกรรม ความจริงอาจไม่เคยถูกเล่าด้วยน้ำเสียงเท่าเทียมกัน กรณีนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้หญิงในพื้นที่ศาสนายังคงถูกทำให้กลายเป็น “ผู้ต้องหาโดยอัตโนมัติ” แม้ในความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยการยินยอมของทั้งสองฝ่าย ส่วนในพื้นที่สาธารณะและสื่อกระแสหลัก คำว่า “สีกา” ถูกหยิบยกมาใช้อย่างเด่นชัด โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงสตรีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เสื่อมเสียในสถาบันสงฆ์ คำดังกล่าวไม่เพียงแค่ระบุสถานะของเพศหญิงในความสัมพันธ์กับพระสงฆ์เท่านั้น หากแต่ยังแฝงด้วยอคติทางศีลธรรมที่มีนัยประณาม กล่าวโทษและตีตราเพศหญิงในฐานะ “ผู้ยั่วยุ” “ผู้ล่อลวง” หรือกระทั่ง “นารีพิฆาต” อันเป็นภาพจำที่สังคมชายเป็นใหญ่ใช้ผลิตซ้ำเพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่พระสงฆ์ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยอยู่เสมอ (Gross, 1993) ในขณะที่อีกฝ่ายคือพระสงฆ์ผู้ใหญ่ในสมณศักดิ์ กลับถูกนำเสนอว่าเป็น “เหยื่อ” ที่ถูกหญิงพรากจากธรรมะ ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือไม่ก็ตาม ประเด็น “สีกากอล์ฟ” กับพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยอย่างรุนแรง ข่าวการมีเพศสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ลับเบื้องหลัง การส่งทรัพย์สิน การแบล็กเมล์ ไปจนถึงข้อหา “กรรโชกทรัพย์” และ “ร่วมฟอกเงิน” ได้ถูกนำเสนอในลักษณะที่ชี้นำว่าสตรีผู้นี้เป็น “ตัวร้าย” หรือถึงขั้น “นารีพิฆาต” ที่มีเจตนาบ่อนทำลายศาสนา การกล่าวโทษผู้หญิงในบริบทนี้จึงไม่ใช่เพียงการตีตราเฉพาะบุคคล แต่เป็นกลไกทางอำนาจที่ฝังรากอยู่ในวาทกรรมแบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchal Discourse) ทำให้ผู้หญิงในพื้นที่ศาสนาและจารีต ถูกมองในฐานะ “ผู้ก่อบาป” โดยที่เพศชายในบทบาทพระสงฆ์ กลับได้รับการคุ้มครองผ่าน “ผ้าเหลือง” และโครงสร้างศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจเหนือการวิพากษ์ พระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ แม้บางรูปจะมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวอย่างลึกซึ้ง หรือผิดวินัยในระดับร้ายแรง กลับไม่ได้รับการกล่าวถึงอย่างเข้มข้นในแง่มุมของ “ผู้สมยอม” หรือ “ผู้ล่วงละเมิดศีลธรรม” มากเท่าฝ่ายหญิงที่ถูกกล่าวหา จากข้อมูลที่เปิดเผยโดยสื่อมวลชนระบุว่าพระที่เกี่ยวข้องสามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มพระที่มีความสัมพันธ์ในเชิงเมถุนอย่างชัดเจนกับสีกากอล์ฟ และบางรูปลาสิกขาแล้ว แต่ยังมีบางรูปดำรงตำแหน่งสำคัญ (2) กลุ่มพระที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทางวินัย ซึ่งถือว่าร้ายแรง และ(3) กลุ่มพระที่มีพฤติกรรมที่ยังไม่ชัดเจนในรายละเอียด ทว่าการพูดถึงพระเหล่านี้มักอยู่ในเชิง “ผ่าน ๆ” หรือกล่าวถึงในลักษณะพยายามปกป้อง กล่าวคือ แม้จะมีหลักฐานการมีเพศสัมพันธ์ที่สีกากอล์ฟอ้างว่ามีการบันทึกไว้ รวมถึงหลักฐานการโอนเงิน พระจำนวนมากก็ยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาในระดับเดียวกับผู้หญิงที่ตกเป็นข่าว และนี่ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงโครงสร้างความเหลื่อมล้ำในกระบวนการตรวจสอบศีลธรรมทางสังคม ที่มุ่งวิพากษ์เพศหญิงในฐานะผู้ล่อลวง ขณะที่พระสงฆ์ผู้ครองสมณศักดิ์ระดับสูงกลับได้รับการปกป้องด้วยถ้อยคำ เช่น “ตกเป็นเหยื่อ” “ถูกหลอก” “วิบากกรรม” จนทำให้เสียงส่วนใหญ่ในสังคมมุ่งโจมตีสตรีรายนี้ด้วยถ้อยคำหยาบคาย รุนแรง และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างถึงที่สุด โดยไม่ตั้งคำถามถึงบทบาทและความรับผิดชอบของอีกฝ่ายที่เป็นบุคคลในสถานะ “เจ้าพนักงานตามกฎหมาย” และมีอำนาจเหนือกว่าในเชิงศีลธรรม วัฒนธรรม และสถาบัน พระสงฆ์ผู้ครองสมณศักดิ์นั้น ไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนแห่งศรัทธา แต่ยังอยู่ในสถานะ “เจ้าพนักงาน” ตามกฎหมาย เมื่อเรื่องราวรั่วไหลสู่สาธารณะ ฝ่ายพระสงฆ์กลับเป็นผู้ไปแจ้งความดำเนินคดีโดยใช้กระบวนการยุติธรรมในฐานะผู้เสียหาย ขณะที่หญิงสาวกลับต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรง ทั้งที่จากหลักฐานเบื้องต้น ไม่ได้มีการบังคับขู่เข็ญหรือละเมิดสิทธิในลักษณะที่เป็นขบวนการอาชญากรรมอย่างที่กล่าวหาใด ๆ ทำให้เธอกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรง โดยยังไม่มีการพิสูจน์ที่โปร่งใสต่อสาธารณะ ความไม่เท่าเทียมนี้สอดคล้องกับ Gross (1993) และ Mahmood (2005) เรียกว่า “Moral Gender Bias” หรืออคติทางศีลธรรมที่ฝังอยู่ในโครงสร้างวาทกรรมแบบชายเป็นใหญ่ของศาสนา เมื่อเพศหญิงถูกสร้างให้เป็น “ต้นเหตุแห่งบาป” และเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุธรรมของเพศชาย ผู้หญิงจึงถูกประณามซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านวาทกรรมศีลธรรมที่เลือกปฏิบัติอย่างมีระบบนั่นเอง กรณีของสีกากอล์ฟจึงกลายเป็นภาพแทนของ “นารีพิฆาต” ที่ล่อลวงพระผู้มีสมณศักดิ์ กลุ่มชายในสมณเพศที่ร่วมสัมพันธ์กลับถูกเลี่ยงพูดถึง “ทั้งที่ความสัมพันธ์เช่นนี้ต้องอาศัยการยินยอมทั้งสองฝ่าย” และในกรอบวินัยสงฆ์ พระสงฆ์ต่างหากที่มีพันธะในการรักษาศีล ไม่ใช่ฝ่ายหญิง ด้วยเหตุนี้ การกล่าวโทษฝ่ายหญิงเพียงฝ่ายเดียวจึงสะท้อนโครงสร้างอำนาจอันไม่เท่าเทียมที่ฝังรากอยู่ในสังคมพุทธไทยมายาวนาน ภายใต้คำบังหน้าเรื่อง “การเผยแผ่ธรรมะ” หรือ “การดูแลญาติโยม” ได้เกิดโครงสร้างของการใช้ความศักดิ์สิทธิ์เป็นเกราะคุ้มกันในการละเมิดวินัยสงฆ์ โดยไม่ปรากฏการตรวจสอบอย่างแท้จริง ในขณะที่ชนชั้นผู้นำในวงการสงฆ์กลับหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงประเด็นนี้โดยตรง ซึ่งนี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือ“ภาวะรับรู้เชิงอุปาทาน” ที่ทำให้สังคมยอมรับ “ความผิด” ในคราบของ “ความดี” เพียงเพราะผู้กระทำอยู่ในร่างของ “สมณะ” เมื่อพิจารณามิติแห่งอำนาจและโครงสร้าง คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของบุคคลสองคน หากแต่เป็นกระจกสะท้อนความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศในโครงสร้างศาสนา ที่ผู้หญิงมักถูกวาดภาพว่าเป็น “มารศาสนา” หรือ “ผู้ล่อลวงพระ” มาแต่โบราณ จนถึงปัจจุบันที่แนวคิดแบบปิตาธิปไตย (Patriarchy) ยังคงฝังแน่นในระบบความคิดของผู้คน ยิ่งไปกว่านั้น ความใกล้ชิดระหว่างพระชั้นผู้ใหญ่กับสีกากอล์ฟ แทบไม่ต่างจากความสัมพันธ์เชิงชู้สาวในโลกฆราวาส แต่กลับปราศจากเสียงตั้งคำถามจากผู้คนรอบข้าง สิ่งนี้ไม่ใช่เพราะ “ไม่มีใครรู้” แต่เพราะทุกคน “รู้แต่ไม่กล้าพูด” โดยเฉพาะบุคคลในตำแหน่งที่มีบทบาทรับรู้ความเคลื่อนไหวทั้งหมดอย่างใกล้ชิด เช่น คนขับรถ ซึ่งในอีกด้านหนึ่งคือพยานเงียบที่รู้ดีที่สุดว่าพระรูปนั้นไปไหน มาพร้อมกับใคร และแวะเวียนหาใครบ่อยเพียงใด แต่การไม่พูดของเขา ไม่ใช่ความไม่รู้ แต่เป็นผลผลิตของระบบที่กดทับด้วยพลังของความศักดิ์สิทธิ์ที่สังคมมอบให้แก่ผ้าเหลืองโดยไม่ตั้งคำถาม หรือความศักดิ์สิทธิ์ที่กลืนกิน “ความรับผิดชอบ” ไปจนหมดสิ้น ในที่สุดสิ่งที่เรากำลังเห็น ไม่ใช่การล่มสลายของพุทธศาสนา แต่คือการลอกเปลือกของความศักดิ์สิทธิ์จอมปลอมที่สังคมไทยยังลังเลที่จะยอมรับว่า ศรัทธาไม่ได้ทำให้คนดีขึ้นเสมอไป หากผู้ครองศรัทธานั้นไม่ได้รับการตรวจสอบด้วยความจริง ซึ่งนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัวของพระรูปใดรูปหนึ่ง แต่คือสัญญะของ ระบบอุปถัมภ์เชิงเพศ ที่ฝังรากในสถาบันสงฆ์ไทย กล่าวคือเป็นระบบที่ผู้มีอำนาจสามารถกำหนดบรรทัดฐานทางศีลธรรมได้เอง โดยใช้ความศักดิ์สิทธิ์เป็นเกราะกำบัง ทำให้เรื่องผิด กลายเป็นเรื่องเงียบ และเรื่องเงียบ กลายเป็นเรื่องที่ไม่ควรถาม ท้ายที่สุดความผิดปกติจึงกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เพราะสังคมไทยไม่รู้เท่าทัน แต่เพราะผ้าเหลืองได้กลายเป็น สัญลักษณ์ของอำนาจที่ห่อหุ้มความวิปริตไว้ในความเงียบงัน และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด การนิ่งเงียบของคณะสงฆ์กลาง และการไม่ให้ความเห็นใด ๆ ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตลอดจนท่าทีของสื่อมวลชนกระแสหลักที่รายงานข่าวในลักษณะลดทอนความน่าเชื่อถือของหญิงสาวเพียงฝ่ายเดียว กลับยิ่งตอกย้ำว่า ในพื้นที่ของศาสนาและสาธารณะนั้น “ความเท่าเทียมทางเพศ” ยังเป็นเพียงวาทกรรมที่ยังไม่ถูกนำไปใช้จริง ขณะที่หลายคนอาจบอกว่าการกระทำของฝ่ายหญิงไม่เหมาะสม แต่คำถามสำคัญคือ เหตุใดพระสงฆ์ผู้ควรดำรงตนในศีล จึงมีส่วนร่วมในความสัมพันธ์ลับเช่นนี้ตั้งแต่ต้น? หากฝ่ายหญิงสมยอม พระสงฆ์ก็ต้องสมยอมเช่นกัน เหตุใดจึงถูกลงโทษด้วยมาตรฐานที่แตกต่าง? ทำไมจึงไม่มีบทลงโทษทางวินัยสงฆ์ที่ชัดเจน? ทำไมถึงไม่มีการสึกทันที หรือแม้แต่คำชี้แจงต่อสาธารณะ? แม้จะมีบางรูปที่สึกออกมาแล้วหลังจากข่าวแพร่สะพัด แต่นั่นเป็นเพียงการจัดการเฉพาะราย ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างที่เอื้อให้พระสงฆ์บางรูปมีอำนาจล้นเหลือ สามารถสะสมทรัพย์สิน ติดต่อกับผู้หญิงนอกรูปแบบได้โดยไม่มีใครกล้าตรวจสอบ กลไกนี้จึงไม่ใช่เพียงการล่าเหยื่อแบบพรานเบ็ดในผ้าเหลือง หากแต่เป็นการใช้โครงสร้างศาสนาเป็นเครื่องมือครอบงำความคิดสาธารณะ ปราบปรามเสียงของผู้หญิงด้วย และทำให้ศาสนาเป็นพื้นที่อำนาจที่ถูกปกป้องเกินควร ความผิดและการดำเนินการตามกฎหมายสงฆ์ จากหลักวินัยของพระพุทธศาสนา (พระวินัยปิฎก) พระภิกษุที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับสตรี ย่อมตก “อาบัติปาราชิก” ซึ่งเป็นอาบัติขั้นสูงสุด ส่งผลให้ต้องพ้นจากความเป็นพระทันที ไม่มีสิทธิกลับมาบวชได้อีก หากมีหลักฐานชัดเจน เช่น ภาพ วิดีโอ คลิปเสียงหรือคำรับสารภาพ การพิจารณาของคณะสงฆ์จะต้องลงโทษอย่างเด็ดขาดตามพระธรรมวินัย ทว่าความเป็นจริงกลับเป็นอีกเรื่อง บางรูปถูกขอให้ลาสิกขาเงียบ ๆ บางรายหลีกเลี่ยงการตรวจสอบด้วยเครือข่ายสายสัมพันธ์ในคณะสงฆ์ หรืออ้างว่าถูกแบล็กเมล์ ในทางปฏิบัติ พระสงฆ์ที่ผิดวินัยร้ายแรงมักถูกขอให้ ลาสิกขาโดยสมัครใจ เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการทางพระธรรมวินัยที่เข้มงวด หรือบางกรณีอาจถูก “สึกโดยคำสั่ง” หากพบว่าเข้าข่ายความผิดชัดเจน การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับการสอบสวนโดยเจ้าคณะผู้ปกครอง ซึ่งในทางโครงสร้างก็อาจเผชิญปัญหาความเกรงใจหรือสายสัมพันธ์เชิงอำนาจที่แฝงอยู่ในสถาบันสงฆ์ กรณีที่พระสงฆ์ยังคงดำรงตำแหน่ง อาจต้องถูกถอดถอนจากตำแหน่งตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม หากมีการพิสูจน์ว่าละเมิดวินัยอย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากระบวนการนี้มักล่าช้า และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส ซึ่งสะท้อนการใช้อำนาจในแบบ “เลือกปฏิบัติ” และไม่เท่าเทียม สุดท้ายก็สะท้อนไปที่ปัญหาขาดกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจภายในสถาบันสงฆ์ ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และแก้ไขเพิ่มเติม แต่ในเชิงการบังคับใช้พบว่ายังขาดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพล มักจะเห็นว่าพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่มักจะได้รับการคุ้มกันหรือการจัดการแบบเงียบ ๆ ส่วนในทางโลก ก็ยังไม่มีบทบัญญัติกฎหมายที่จะเอาผิดพระสงฆ์ในกรณีลักษณะนี้ได้ นอกจากจะเข้าองค์ประกอบของกฎหมายอาญา เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ หรือหลอกลวงฉ้อโกง ซึ่งในกรณีนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายแผ่นดิน แม้จะมีการเรียกร้องให้มหาเถรสมาคมหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแสดงจุดยืน แต่ความเงียบยังคงเป็นคำตอบเดียวที่ประชาชนได้รับ การไม่วิพากษ์โครงสร้าง การหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ และการปกป้องภาพลักษณ์ของสถาบันศาสนา กลับค่อย ๆ บ่อนเซาะรากฐานแห่งศรัทธาอย่างไม่รู้ตัว สถาบันศาสนาไม่ควรดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจหรือสมณศักดิ์ หากแต่ต้องยืนอยู่บนความไว้วางใจของสาธารณะ ซึ่งไม่สามารถเยียวยาได้ด้วยความเงียบอีกต่อไป ข้อเสนอเพื่อรื้อโครงสร้างปัญหา 1. จัดตั้งกลไกตรวจสอบพระสงฆ์อย่างเป็นอิสระและโปร่งใส คณะสงฆ์ควรมีหน่วยงานกลางที่เป็นอิสระในการตรวจสอบพฤติกรรมไม่เหมาะสมของพระสงฆ์ โดยไม่ขึ้นต่อสายการบังคับบัญชาหรือสมณศักดิ์ กล่าวคือ ต้องมีคณะตรวจสอบภายนอกที่ไม่อยู่ภายใต้อำนาจของคณะสงฆ์ เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส 2. ปลดชนักแห่งภาพลักษณ์นิยมของศาสนาที่ปกปิดความผิด ความพยายามรักษาภาพลักษณ์ของศาสนาด้วยการปกปิด ปฏิเสธ หรือนิ่งเงียบต่อความผิดพลาดของบุคลากรทางศาสนา อาจทำลายศรัทธาได้มากกว่าการยอมรับและแก้ไขอย่างตรงไปตรงมา ควรส่งเสริมการวิพากษ์ในเชิงสร้างสรรค์ และเปิดรับเสียงจากภายนอกและฟื้นฟูศรัทธาอย่างแท้จริง 3. สร้างวัฒนธรรมรับผิดชอบร่วม (Collective Accountability)ไม่ว่าพระหรือฆราวาส หากอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจควรมีความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อศาสนาและสังคม ไม่ควรใช้บทบาททางศาสนาหรือเพศมาเป็นเกราะกำบังการตรวจสอบ หากมีส่วนทำให้เกิดปัญหาศีลธรรม ควรแสดงความรับผิดชอบทั้งในระดับส่วนตัวและเชิงโครงสร้าง 5. สื่อมวลชนควรเสนอข่าวอย่างเท่าเทียมและรอบด้าน หลีกเลี่ยงการเน้นบุคคลใดบุคคลหนึ่งในฐานะผู้ผิดหรือผู้ล่อลวงเพียงฝ่ายเดียว ควรวิเคราะห์และนำเสนอให้เห็นถึงโครงสร้างของปัญหา ระบบอำนาจ และความไม่เท่าเทียมที่เอื้อให้เกิดกรณีเหล่านี้ หลีกเลี่ยงการตีตราเพียงฝ่ายเดียว ควรชี้ให้เห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจและโครงสร้างที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้อย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนจะฝากว่า เราควรตระหนักว่าระบบศาสนาในสังคมไทยไม่ได้ดำรงอยู่โดยลำพังเพื่อให้ประชาชนแสวงหาการหลุดพ้นหรือบรรลุนิพพานตามอุดมคติทางพุทธศาสนาเท่านั้น หากแต่ศาสนามักถูกผนวกรวมเข้ากับกลไกรัฐ และถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอำนาจในการควบคุมสังคม การสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจของรัฐ และเป็นกลไกทางวัฒนธรรมในการผลิตซ้ำกรอบศีลธรรมแบบอนุรักษนิยม (Jackson & Cook, 1999; Tambiah, 1976) ดังนั้นการที่พระสงฆ์ได้รับการปกป้องมากกว่าการตรวจสอบ จึงไม่ใช่เพียงผลของคติความเชื่อทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงโครงสร้างพันธมิตรเชิงอำนาจระหว่างรัฐกับศาสนา ที่ค้ำจุนกันในฐานะกลไกการรักษาระเบียบสังคมและความสงบเรียบร้อยอย่างลึกซึ้ง     อ้างอิง (References) Gross, R. M. (1993). Buddhism After Patriarchy: A Feminist History, Analysis, and Reconstruction of Buddhism. State University of New York Press. Jackson, P. A. & Cook, N. M. (1999). Genders and Sexualities in Modern Thailand. Chiang Mai : Silkworm Books. Mahmood, S. (2005). Politics of Piety: The Islamic Revival and the Feminist Subject. Princeton University Press. https://doi.org/10.2307/j.ctvct00cf Tambiah, S. J. (1976). World Conqueror and World Renouncer: A Study of Buddhism and Polity in Thailand Against a Historical Background. Cambridge University Press.  https://doi.org/10.1017/CBO9780511558184 * บทความ * การเมือง * สังคม * วัฒนธรรม * กฤต พิริยธัชกุล * สีกากอล์ฟ * พุทธศาสนา * กฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์
dlvr.it
August 2, 2025 at 2:16 PM
ใครคือ “เหยื่อ” ในกรณี สีกา “ก” นารีพิฆาตสงฆ์
ใครคือ “เหยื่อ” ในกรณี สีกา “ก” นารีพิฆาตสงฆ์
ใครคือ “เหยื่อ” ในกรณี สีกา “ก” นารีพิฆาตสงฆ์ สุมาลี มหณรงค์ชัย   sarayut Fri, 2025-07-18 - 14:30 ช่วงปีนี้มีแต่ข่าวลบเกี่ยวกับวงการสงฆ์จนเป็นเหตุให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อพุทธศาสนา จึงไม่แปลกใจที่ตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษา ผู้เขียนได้ยินเสียงบ่นจากวัดว่าผู้คนใส่บาตรน้อยลง คนไปเวียนเทียนบางตา และหลายคนปฏิเสธที่จะสนทนาธรรม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มไม่นับถือศาสนาอยู่แล้ว  เหตุการณ์ “นารีพิฆาตสงฆ์” ทำให้เพื่อนของผู้เขียนบางคนถึงกับนอนไม่หลับและตำหนิพระปาราชิกอย่างหนัก (พระปาราชิกคือพระที่ทำผิดวินัยขั้นร้ายแรงจนขาดจากความเป็นพระ) โดยเฉพาะเพื่อนที่เคยบวชเรียนมานานและทำงานอยู่ในวงการพุทธศาสนา ผู้เขียนเป็นสตรีที่อยู่รอบนอกพุทธศาสนาเถรวาทมาแต่ต้น  บทความนี้ขอแสดงความคิดเห็นในฐานะนักวิชาการหญิงที่ไม่มีศรัทธาในสมมติสงฆ์ท่านใดเป็นพิเศษ  เหตุการณ์ “นารีพิฆาตสงฆ์” อาจเป็นจุดระเบิดที่ทำให้บางคนรู้สึกเจ็บปวดใจจนไม่เหลือศรัทธาในพุทธศาสนาอีกแล้ว  แต่สำหรับผู้เขียน วิกฤตครั้งนี้คือ “โอกาส” ที่เราจะได้ “ปฏิรูป” ศรัทธาของตนเองขึ้นมาอีกครั้งจากการตั้งคำถามซื่อ ๆ ผ่านการวิเคราะห์เหตุการณ์ข่าวอย่างตรงไปตรงมาและหาคำตอบไปด้วยกัน  เนื่องจากผู้เขียนต้องการให้เนื้อหามีความกระชับ บทความนี้จึงจะกล่าวถึงเฉพาะกรณีพระปาราชิกที่เกี่ยวข้องกับสีกา “ก” ตามข่าวอื้อฉาวเท่านั้น เริ่มต้นที่คู่กรณีโดยตรงคือนารีผู้พิฆาตสงฆ์กับพระเถระที่เกี่ยวข้อง  การที่ผู้หญิงคนหนึ่ง (ในบริบทนี้คือสีกา “ก”) เก็บภาพถ่ายและคลิปอนาจารของตนเองกับพระเถระผู้ใหญ่ที่มีสัมพันธ์สวาทกัน ซึ่งไม่ได้มีแค่พระรูปเดียวและในเวลาเดียว แต่เธอสะสมภาพเหล่านั้นเก็บไว้หลายปีโดยไม่มีการลบทิ้ง  ตรงนี้มีนักจิตวิทยาให้ความเห็นว่าสีกาคนนี้อาจมีความผิดปกติทางจิต เพราะสิ่งที่เธอทำเป็นสิ่งที่ผู้หญิงปกติทั่วไปที่ยังมีความละอายในเรือนร่างไม่คิดทำ (ไม่ต้องมองถึงความละอายในบาป ซึ่งผู้หญิงจำนวนมากก็จะมีสำนึกตรงนี้เช่นกัน) ไม่ว่าสีกา “ก” จะเก็บภาพเหล่านั้นไว้เพื่อทำคะแนน สะสมแต้ม เล่นเกม ต่อรอง หรือแสดงความเหนือกว่าเพศชาย แต่ภาพเหล่านั้นคือรอยประทับแห่งกรรมที่ไม่ถูกลบล้าง รอคอยวันเวลาที่จะถูกเปิดเผยและทำให้วิบากเป็นไปตามกรรม ซึ่งแม้จะใช้เวลานานสักหน่อยกว่ากรรมจะส่งผล แต่วันนี้สิ่งที่ชาวพุทธได้เห็นก็คือ เธอไม่ได้เป็นผู้ชนะ กลับเป็นผู้พ่ายแพ้และแปดเปื้อน   มลทินที่สีกา “ก” กระทำต่อบุคคลที่อยู่ในร่มผ้ากาสาวพัสตร์ แม้ผู้คนในชาตินี้จะลืมไปในไม่ช้า แต่ภาพประทับแห่งมลทินในใจเธอจะตามติดเป็นเงาไปทุกหนแห่งและอีกหลายภพชาติไม่อาจนับประมาณ ตราบที่เราเชื่อในวงล้อแห่งการเวียนว่ายตายเกิดและการเกิดดับต่อเนื่องของกระแสชวนจิต (ขณะจิตเสพอารมณ์) ตามหลักอภิธรรม เพราะเธอเสพอารมณ์แห่งราคะไว้อย่างรุนแรงและต่อเนื่องหลายต่อหลายปี แม้ต่อให้ชาติหน้าไม่มีอยู่จริง ชาตินี้สีกา “ก” ก็เป็นผู้พ่ายแพ้และแปดเปื้อนไปเรียบร้อยแล้ว  เนื่องจากเจตนาคือกรรมเป็นคำสอนของพุทธศาสนา (นิพเพธิกสูตร, องฺ.ฉกฺก. (ไทย) 22/63/577) ซึ่งแม้เราไม่รู้ว่าเจตนาในการเก็บภาพเหล่านี้ของเธอคืออะไร แต่สิ่งที่พออนุมานได้ก็คือ ไม่น่าจะใช่เจตนาในทางสร้างสรรค์ เพราะถ้าเจตนาเป็นไปในทางสร้างสรรค์ ผลลัพธ์คงไม่ออกมาในรูปแบบนี้   เพราะฉะนั้น เหตุการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นความแม่นยำของวงจรกิเลส-กรรม-วิบาก และทำให้เราเห็น “ความยุติธรรม” และ “ความตรงไปตรงมา” ของหลักกรรมตามคำสอนพุทธศาสนามิใช่หรือ ในส่วนของพระเถระที่มีสัมพันธ์สวาทกับสีกา ก. นั้น มีความพยายามของชาวพุทธฝ่ายจารีตที่ออกมาปกป้องและชี้ว่าพวกท่านเป็นเหยื่อของนารีพิฆาต  นานาเหตุผลถูกนำมาแสดงเพื่อทำให้ชาวพุทธเชื่อว่า เหตุการณ์นี้เป็นความผิดของผู้หญิงคนเดียว  พระเถระเป็นผู้อ่อนต่อโลก ไม่ทันมารยาหญิง หรือมีเมตตามากเกินไป  คำถามที่เกิดขึ้นจากการเสพข่าวนี้ก็คือ ก็ในเมื่อยอมรับว่าพระเถระจำนวนมากเป็นผู้อ่อนต่อโลก แล้วเหตุใดชาวพุทธจึงยังสร้าง ขยาย หรือสนับสนุนระบบที่เอื้อให้พระเถระอ่อนต่อโลกเหล่านี้เป็นผู้มียศ ศักดิ์ และอำนาจเต็มในการครอบครองและจัดการทรัพย์สินเงินทองที่มาจากศรัทธาของญาติโยม  เมื่อระบบปกครองสงฆ์ถูกทำให้เป็นการเมืองที่มีสมณศักดิ์ ตำแหน่งปกครองก็เป็นที่มาของผลประโยชน์ รายได้ และลาภสักการะอันเชื้อเชิญกิเลสอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน     การอวยยศต่อศักดิ์ให้พระที่บวชเรียนมานาน อ่อนน้อมแลภักดี หรือมีคุณูปการในการสร้างถาวรวัตถุนั้น มีประโยชน์ในทางการปกครองคณะสงฆ์แน่นอน  แต่ประโยชน์ที่ว่านี้คือประโยชน์ในทางโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดวางอำนาจและจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างกลุ่ม มิได้มีความเชื่อมโยงกับพระธรรมวินัยที่พระศาสดาทรงวางไว้เลย  ระบบซึ่งรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ปัจเจกบุคคลจึงทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับอำนาจกลายเป็นเหยื่อของอัตตาได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตุนี้ ชาวพุทธที่มีปัญญาย่อมมองออกว่า แท้จริงนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระอาจมิได้เป็นเหยื่อของสีกา และสีกาก็มิได้เป็นนารีพิฆาตสงฆ์ แต่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายล้วนเป็นเหยื่อของกิเลสที่ถูกบ่มเพาะอยู่ในระบบปกครองสงฆ์ที่นำวิธีคิดแบบชาวโลกนิยมวัตถุไปครอบงำหรือสวมทับพระธรรมวินัย  ถ้าจะแก้ปัญหาให้ถึงรากก็ต้องมองปัญหาให้ตรงจุด  หากระบบอวยยศพระเป็นเรื่องของขนบแบบชาวโลกที่จำเป็นในทางสังคม เราจะทำให้ระบบเช่นนี้เข้ากับพระธรรมวินัยได้อย่างไร ไม่ใช่ขัดกับพระธรรมวินัยและไปหล่อเลี้ยงกิเลสตัณหาส่วนบุคคลอย่างที่เป็นอยู่  เราจะสร้างระบบตรวจสอบที่ช่วยกลั่นกรองให้ระบบรวมศูนย์อำนาจขับเคลื่อนไปกับพระธรรมวินัยที่เน้นกระจายอำนาจตามหลักอนัตตาได้อย่างไร ในส่วนของผู้เสพข่าวที่เป็นชาวพุทธเถรวาท นี่อาจเป็นเวลาที่ดีที่สุดอีกครั้งหนึ่งที่เราจะได้ตั้งคำถามต่อตนเองว่า เรารักพระพุทธเจ้าหรือรักสมมติสงฆ์คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากกว่า หรือเรามีศรัทธาตั้งมั่นต่อพระธรรมวินัยหรือต่อพระเถระรูปใดรูปหนึ่งกันแน่  เหตุการณ์พระเถระชั้นผู้ใหญ่หลงสาว เล่นการพนัน ฉันบวบ หรือมั่วสีกา เหล่านี้คือมูลเหตุของความเสื่อมในพระธรรมวินัยเช่นนั้นหรือ หรือว่าเป็นแค่ฉากทัศน์ซ้ำ ๆ ทางพุทธศาสนาที่แสดงให้เห็นว่าวัตถุนิยมกับสมมติสงฆ์มักเข้ากันได้ดี แต่สมมติสงฆ์ไม่ได้มีความหมายเท่ากับอริยสงฆ์   สิ่งที่พึงคิดต่อเป็นอย่างยิ่งก็คือ วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นมาจากความสับสนของตัวเราเองที่ตั้งตรรกะไว้ไม่ตรงทางหรือไม่  หรือใช่ตัวเราไหมที่เชื่อไปเองว่าพระที่บวชนาน มีสมณศักดิ์สูง ดูภูมิฐานมีบารมี ท่านเหล่านี้คงจะเป็นพระดีที่เข้าใกล้ความเป็นอริยสงฆ์  เราเองหรือไม่ที่ขาดความเข้าใจในความหมายที่แตกต่างกันระหว่างสมมติสงฆ์กับอริยสงฆ์  ซึ่งแม้เราในฐานะแห่งปุถุชนจะไม่มีทางรู้ว่าอริยสงฆ์เป็นพระแบบใด  แต่สิ่งหนึ่งที่เราแน่ใจได้ก็คือ อริยสงฆ์เป็นภิกษุผู้ที่กำลังเดินออกจากโลก  พวกท่านจะไม่หมกมุ่นวุ่นวายอยู่กับฐานะ ยศ ศักดิ์ สิทธิอำนาจ และสถานภาพแบบชาวโลก  ส่วนสมมติสงฆ์นั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง หากเราเข้าใจตามนี้ วิกฤติศรัทธาในคำสอนพุทธจะไม่เกิดขึ้นเลย เพราะเหตุการณ์ลบ ๆ ทั้งหลายล้วนสามารถอธิบายได้ด้วยพุทธธรรมที่เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยทั้งสิ้น  การกอบกู้ศรัทธาก็อาจไม่จำเป็น เพราะพระธรรมวินัยเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าประทานไว้เพื่อให้เราตรวจสอบและพิสูจน์ด้วยตนเองอยู่แล้ว  สำหรับผู้เขียน ศรัทธาที่มีต่อพระพุทธเจ้าจะสั่นคลอนก็ต่อเมื่อพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและนำมาเผยแพร่เป็นความเท็จหรือขัดกับข้อเท็จจริงทางธรรมชาติ  ซึ่งตราบใดที่พระธรรมของพระพุทธเจ้ายังแสดงให้เห็นสัจธรรมของชีวิต และพระวินัยของพระพุทธองค์แสดงให้เห็นถึงอันตรายของวงจรกิเลสและนำเสนอวิธีระงับป้องกัน ตราบนั้นพระธรรมวินัยก็จะเป็นความจริงสากลที่อยู่พ้นจากความเสื่อมสูญและแปดเปื้อนทั้งปวง   กรณีทั้งหลายที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า พระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าไม่มีปัญหา แต่ปัญหาเกิดขึ้นจากการนำวิธีคิดแบบชาวโลกไปจัดระเบียบวิถีแห่งธรรม แต่ยังทำไม่สำเร็จ เพราะวิธีคิดแบบชาวโลกนั้นทำให้เกิดระบบรวมศูนย์อำนาจที่บ่มเพาะตัณหาและสร้างตัวตน แทนที่จะเป็นระบบที่ปล่อยวางตัวตนและละทิ้งตัณหา  ดังนั้น แทนที่ชาวพุทธทั้งหลายจะบังเกิดความท้อแท้ผิดหวังต่อสมมติสงฆ์บางหมู่บางคน เราควรคิดหาวิธีการที่จะทำให้ระบบปกครองคณะสงฆ์ไทยเข้าได้กับพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า (หรืออย่างน้อยที่สุดไม่ทำให้ขัดแย้งกัน) และปฏิรูปศรัทธาของตนเองด้วยการให้ความสำคัญแก่พระธรรมวินัยมากกว่าสมมติสงฆ์คนใดคนหนึ่ง   เพียงเท่านี้ ต่อให้มีธิดาพญามารสวยบาดตาบาดใจปรากฏขึ้นมาพิฆาตสมมติสงฆ์อีกกี่รูป เธอเหล่านั้นก็จะไม่สามารถทำให้ศรัทธาของชาวพุทธสั่นคลอน และไม่อาจทำให้พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ดีแล้วถึงกาลเสื่อมสูญได้เลย หนทางที่จะรักษาพุทธศาสนาไว้ให้ยาวนานจึงต้องเริ่มที่การปฏิรูปศรัทธาของชาวพุทธเอง และไม่ทำให้สมมติสงฆ์ตกเป็นเหยื่อของระบบรวมศูนย์อำนาจที่ในด้านหนึ่งทำให้พระบางรูปเป็นผู้มีสิทธิอำนาจเหนือการควบคุม แต่ในอีกด้านกลับสร้างอัตตาที่ไม่ประสีประสาต่อโลกและไม่รู้เท่าทันกิเลสของตนเอง  เมื่อใดก็ตามที่ค่านิยมของโลกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวิถีของธรรม ปัญหาย่อมเกิดขึ้นเสมอ  ดังที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า “เราไม่ขัดแย้งกับโลก แต่โลกขัดแย้งกับเรา” (ปุปผสูตร, สํ.ข. (ไทย) 17/94/178)  ประโยคนี้ฟังเหมือนเข้าใจง่ายแต่กลับแฝงความหมายที่สุดแสนจะลึกซึ้ง   แม้ปัญหาในระบบการปกครองสงฆ์ไทยปัจจุบันจะหนักหนาเกินกว่าใครคนใดคนหนึ่งจะแก้ไขได้ แต่อย่างน้อยชาวพุทธที่มีปัญญาก็ไม่ควรสนับสนุนระบบรวมศูนย์อำนาจที่บ่มเพาะอัตตา แต่พึงเคารพพระธรรมวินัยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญแก่ปัจเจกบุคคลใดแม้แต่พระพุทธองค์เอง  หากเราเคารพและเชื่อมั่นในพระธรรมวินัย เราก็ไม่ควรเห็นตัวตนของผู้ใดสำคัญกว่าหลักการแห่งสัจธรรม  การวางทัศนคติให้ถูกต้องเท่านั้นจึงจะช่วยให้พุทธศาสนาดำรงไว้และตั้งมั่นอยู่ได้อย่างยั่งยืน               * บทความ * การเมือง * สังคม * สิทธิมนุษยชน * สุมาลี มหณรงค์ชัย * สีการกอล์ฟ * พุทธศาสนา * นารีพิฆาตสงฆ์
dlvr.it
July 18, 2025 at 7:46 AM