#ปลัดกระทรวงแรงงาน
เด้ง 'บุญสงค์' จากปลัด ก.แรงงานไปเป็น ผู้ตรวจราชการพิเศษ สำนักนายกฯ
เด้ง 'บุญสงค์' จากปลัด ก.แรงงานไปเป็น ผู้ตรวจราชการพิเศษ สำนักนายกฯ ภาพปก: บุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ (ที่มา: กระทรวงแรงงาน) XmasUser Tue, 2025-08-05 - 20:14 ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติ ย้ายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวง กระทรวงแรงงาน ไปดำรงตำแหน่ง ‘ผู้ตรวจราชการพิเศษ’ ประจำสำนักนายกฯ   5 ส.ค. 2568 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานวันนี้ (5 ส.ค.) สรุปผลการประชุม คณะรัฐมนตรี เมื่อ 5 ส.ค. 2568 ระบุว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สุชาติ ตันเจริญ สั่งและปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ในส่วนของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ รับโอน บุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ปลัดกระทรวงแรงงาน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ในกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2562 เรื่อง การยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ บางฉบับที่หมดความจำเป็น ลงวันที่ 9 ก.ค. 2562 โดยให้ได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและสิทธิประโยชน์ตามที่ได้รับอยู่เดิม ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งตั้งเป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมการโอน และรองนายกรัฐมนตรี (ภูมิธรรม เวชยชัย) รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบด้วยแล้ว นอกจากกรณีของบุญสงค์ แล้ว ครม. ยังมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง 2 ราย คือ  1. บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 2. อนงค์มาถ จ่าแก้ว ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้ง กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ท้ายที่สุด คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง ข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้ 1. ยุพราช บัวอินทร์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายชัยชนะ เดชเดโช) 2. เมฆินทร์ เอี่ยมสอาด ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข  (นายชัยชนะ เดชเดโช)] ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป * ข่าว * การเมือง * บุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ * กระทรวงแรงงาน * คณะรัฐมนตรี * สำนักนายกรัฐมนตรี
dlvr.it
August 6, 2025 at 12:56 AM
เม.ย. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 236,260 คน ถูกเลิกจ้าง 41,938 คน
เม.ย. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 236,260 คน ถูกเลิกจ้าง 41,938 คน
เม.ย. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 236,260 คน ถูกเลิกจ้าง 41,938 คน auser15 Mon, 2025-06-16 - 11:18 เม.ย. 68 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,079,071 คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 236,260 คน ถูกเลิกจ้าง 41,938 คน 16 มิถุนายน 2568 ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือน เมษายน 2568 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่าเดือนเมษายน 2568 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 12,079,071 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.87 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 11,857,864 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,094,441 คน) ลดลงร้อยละ -0.13 สถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนเมษายน 2568 มีผู้ว่างงานจำนวน 236,260 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.24 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 228,840 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 227,546 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.83  โดยมีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ มีจำนวน 64,738 คน ลดลงร้อยละ -2.24 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 66,223 คน) และลดลงร้อยละ -7.55 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 70,026 คน) ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนเมษายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 1.92 และอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนมีนาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.90 สถานการณ์การเลิกจ้าง เดือนเมษายน 2568 มีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้าง จากสำนักงานประกันสังคม มีจำนวน 41,938 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.68 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 37,552 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 42,629 คน) ลดลงร้อยละ -1.62 และอัตราการเลิกจ้างของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างของระบบประกันสังคมในเดือนเมษายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.34 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ตลาดแรงงาน * ประกันสังคม * เลิกจ้าง * ว่างงาน
dlvr.it
June 16, 2025 at 5:18 AM
มิ.ย. 69 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 289,797 คน ถูกเลิกจ้าง 41,428 คน
มิ.ย. 69 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 289,797 คน ถูกเลิกจ้าง 41,428 คน auser15 Sun, 2026-08-16 - 16:56 เดือน มิ.ย. 69 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,239,356  คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 289,797 คน ถูกเลิกจ้าง 41,428 คน ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือนมิถุนายน 2569 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า เดือนมิถุนายน 2569 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 2,239,356 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.78 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 12,114,583 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,189,960 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.41 สถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนมิถุนายน 2569 คาดการณ์ว่ามีผู้ว่างงานจำนวน 289,797 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.08 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 251,832 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 275,036 คน (f)) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.37 โดยมีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ (ณ เดือนพฤศจิกายน 2568) จำนวน 65,057 คน ลดลงร้อยละ -4.25 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 67,944 คน) และลดลงร้อยละ -6.78 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 69,790 คน) ดังแผนภาพที่ 6 ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนมิถุนายน 2569 คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 2.37 และอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ร้อยละ 0.90 สถานการณ์การเลิกจ้าง เดือนมิถุนายน 2569 คาดการณ์ว่ามีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างจากสำนักงานประกันสังคม มีจำนวน 41,428 คน ลดลงร้อยละ -2.73 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 42,589 คน) และเมื่ อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 43,310 คน (f)) ลดลงร้อยละ -4.35 และอัตราการเลิกจ้างของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างของระบบประกันสังคมในเดือนมิถุนายน 2569 คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 0.34 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ตลาดแรงงาน * ประกันสังคม * เลิกจ้าง * ว่างงาน
dlvr.it
August 16, 2026 at 10:00 AM
มิ.ย. 69 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 289,797 คน ถูกเลิกจ้าง 41,428 คน
มิ.ย. 69 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 289,797 คน ถูกเลิกจ้าง 41,428 คน
มิ.ย. 69 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 289,797 คน ถูกเลิกจ้าง 41,428 คน auser15 Sun, 2026-08-16 - 16:56 เดือน มิ.ย. 69 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,239,356  คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 289,797 คน ถูกเลิกจ้าง 41,428 คน ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือนมิถุนายน 2569 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า เดือนมิถุนายน 2569 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 2,239,356 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.78 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 12,114,583 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,189,960 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.41 สถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนมิถุนายน 2569 คาดการณ์ว่ามีผู้ว่างงานจำนวน 289,797 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.08 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 251,832 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 275,036 คน (f)) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.37 โดยมีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ (ณ เดือนพฤศจิกายน 2568) จำนวน 65,057 คน ลดลงร้อยละ -4.25 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 67,944 คน) และลดลงร้อยละ -6.78 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 69,790 คน) ดังแผนภาพที่ 6 ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนมิถุนายน 2569 คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 2.37 และอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ร้อยละ 0.90 สถานการณ์การเลิกจ้าง เดือนมิถุนายน 2569 คาดการณ์ว่ามีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างจากสำนักงานประกันสังคม มีจำนวน 41,428 คน ลดลงร้อยละ -2.73 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 42,589 คน) และเมื่ อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 43,310 คน (f)) ลดลงร้อยละ -4.35 และอัตราการเลิกจ้างของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างของระบบประกันสังคมในเดือนมิถุนายน 2569 คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 0.34 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ตลาดแรงงาน * ประกันสังคม * เลิกจ้าง * ว่างงาน
dlvr.it
August 16, 2026 at 10:00 AM
พ.ค. 69 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 275,036 คน ถูกเลิกจ้าง 43,310 คน
พ.ค. 69 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 275,036 คน ถูกเลิกจ้าง 43,310 คน auser15 Thu, 2026-07-09 - 09:57 เดือน พ.ค. 69 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,189,960 คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 275,036 คน ถูกเลิกจ้าง 43,310 คน ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า เดือนพฤษภาคม 2569 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 12,189,960 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.60 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 12,117,683 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,159,853 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.25 สถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนพฤษภาคม 2569 คาดการณ์ว่ามีผู้ว่างงานจำนวน 275,036 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.01 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกัน ของปีที่ผ่านมา (จำนวน 245,549 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 257,355 คน (f)) เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.87 โดยมีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ (ณ เดือนพฤศจิกายน 2568) จำนวน 65,057 คน ลดลงร้อยละ -4.25 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 67,944 คน) และลดลงร้อยละ -6.78 เมื่อเทียบกับเดือนที่ ผ่านมา (จำนวน 69,790 คน) ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนพฤษภาคม 2569 คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 2.26 และอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 1.00 สถานการณ์การเลิกจ้าง เดือนพฤษภาคม 2569 คาดการณ์ว่ามีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างจากสำนักงานประกันสังคม มีจำนวน 43,310 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.18 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 43,231 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 42,248 คน (f)) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.51 และอัตราการเลิกจ้างของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างของระบบประกันสังคมในเดือนพฤษภาคม 2569 คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 0.36 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ตลาดแรงงาน * ประกันสังคม * เลิกจ้าง * ว่างงาน
dlvr.it
July 9, 2026 at 3:04 AM
เม.ย. 69 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 257,355 คน ถูกเลิกจ้าง 42,248 คน
เม.ย. 69 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 257,355 คน ถูกเลิกจ้าง 42,248 คน auser15 Tue, 2026-06-09 - 18:57 เดือน เม.ย. 69 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,159,853 คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 257,355 คน ถูกเลิกจ้าง 42,248 คน ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือนเมษายน 2569 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า  เดือนเมษายน 2569 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 12,159,853 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.67 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 12,079,071 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,126,101 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.28 สถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนเมษายน 2569 คาดการณ์ว่ามีผู้ว่างงานจำนวน 257,355 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.93 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 236,260 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 242,437 คน (f)) เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.15 โดยมีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ (ณ เดือนพฤศจิกายน 2568) จำนวน 65,057 คน ลดลงร้อยละ -4.25 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 67,944 คน) และลดลงร้อยละ -6.78 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 69,790 คน) ดังแผนภาพที่ 6 ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนเมษายน 2569 คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 2.12 และอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ร้อยละ 0.90 สถานการณ์การเลิกจ้าง เมษายน 2569 คาดการณ์ว่ามีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างจากสำนักงานประกันสังคม มีจำนวน 42,248 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.74 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 41,938 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 42,439 คน (f)) ลดลงร้อยละ -0.45 และอัตราการเลิกจ้างของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างของระบบประกันสังคมในเดือนเมษายน 2569 คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 0.35 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ตลาดแรงงาน * ประกันสังคม * เลิกจ้าง * ว่างงาน
dlvr.it
June 9, 2026 at 12:02 PM
มี.ค. 69 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 242,437 คน ถูกเลิกจ้าง 42,439 คน
มี.ค. 69 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 242,437 คน ถูกเลิกจ้าง 42,439 คน auser15 Tue, 2026-06-09 - 18:12 เดือน มี.ค. 69 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,126,101 คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 242,437 คน ถูกเลิกจ้าง 42,439 คน ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือนมีนาคม 2569 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า เดือนมีนาคม 2569 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 12,126,101 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.26 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จานวน 12,094,441 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,070,900 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.46 สถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนมีนาคม 2569 คาดการณ์ว่ามีผู้ว่างงานจานวน 242,437 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.54 เมื่อเทียบกับเดือน เดียวกันของปีที่ผ่านมา (จานวน 227,546 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จานวน 232,045 คน (f)) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.48 ดังแผนภาพที่ 4 และ 5 โดยมีจ านวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ (ณ เดือน พฤศจิกายน 2568) จานวน 65,057 คน ลดลงร้อยละ -4.25 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 67,944 คน) และลดลงร้อยละ -6.78 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 69,790 คน) ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนมีนาคม 2569 คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 2.00 และอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 1.00 สถานการณ์การเลิกจ้าง เดือนมีนาคม 2569 คาดการณ์ว่ามีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างจากสำนักงานประกันสังคม มีจานวน 42,439 คน ลดลงร้อยละ -0.45 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 42,629 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 44,216 คน (f)) ลดลงร้อยละ -4.02 และอัตราการเลิกจ้างของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างของระบบประกันสังคมในเดือนมีนาคม 2569 คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 0.35 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ตลาดแรงงาน * ประกันสังคม * เลิกจ้าง * ว่างงาน
dlvr.it
June 9, 2026 at 11:17 AM
ก.พ. 69 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 232,045 คน ถูกเลิกจ้าง 44,216 คน
ก.พ. 69 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 232,045 คน ถูกเลิกจ้าง 44,216 คน auser15 Sat, 2026-04-18 - 19:45 เดือน ก.พ. 69 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,070,900 คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 232,045  คน ถูกเลิกจ้าง 44,216 คน ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 2,070,900 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.11 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 12,057,371 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,110,856 คน) ลดลงร้อยละ -0.33 สถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนกุมภาพันธ์ 2569 คาดการณ์ว่ามีผู้ว่างงานจำนวน 232,045 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.01 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 223,099 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 229,227 คน (f)) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.23 โดยมีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ (ณ เดือนพฤศจิกายน 2568) จำนวน 65,057 คน ลดลงร้อยละ -4.25 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 67,944 คน) และลดลงร้อยละ -6.78 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 69,790 คน) ดังแผนภาพที่ 6 ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 1.92 และอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 0.90 ถานการณ์การเลิกจ้าง เดือนกุมภาพันธ์ 2569 คาดการณ์ว่ามีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างจากสำนักงานประกันสังคม มีจำนวน 44,216 คน ลดลงร้อยละ -1.46 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 44,872 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 44,437 คน (f)) ลดลงร้อยละ -0.50 และอัตราการเลิกจ้างของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างของระบบประกันสังคมในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 0.3 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ตลาดแรงงาน * ประกันสังคม * เลิกจ้าง * ว่างงาน
dlvr.it
April 18, 2026 at 12:50 PM
ม.ค. 69 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 229,227 คน ถูกเลิกจ้าง 44,437 คน
ม.ค. 69 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 229,227 คน ถูกเลิกจ้าง 44,437 คน auser15 Sat, 2026-04-18 - 19:31 เดือน ม.ค. 69 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,110,856 คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 229,227 คน ถูกเลิกจ้าง 44,437 คน ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือนมกราคม 2569 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า เดือนมกราคม 2569 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 12,110,856 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.83 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 12,011,357 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,183,749 คน) ลดลงร้อยละ -0.60 สถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนมกราคม 2569 คาดการณ์ว่ามีผู้ว่างงานจำนวน 229,227 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.03 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 224,666 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 217,415 คน (f)) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.43 โดยมีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ (ณ เดือนพฤศจิกายน 2568) จำนวน 65,057 คน ลดลงร้อยละ -4.25 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 67,944 คน) และลดลงร้อยละ -6.78 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 69,790 คน) ดังแผนภาพที่ 6 ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนมกราคม 2569 คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 1.89 และอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.70 สถานการณ์การเลิกจ้าง เดือนมกราคม 2569 คาดการณ์ว่ามีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างจากสำนักงานประกันสังคม มีจำนวน 44,437 คน ลดลงร้อยละ -1.89 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 45,293 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 41,154 คน (f)) เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.98 และอัตราการเลิกจ้างของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างของระบบประกันสังคมในเดือนมกราคม 2569 คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 0.37 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ตลาดแรงงาน * ประกันสังคม * เลิกจ้าง * ว่างงาน
dlvr.it
April 18, 2026 at 12:41 PM
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 23-29 มี.ค. 2569
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 23-29 มี.ค. 2569 auser15 Sun, 2026-03-29 - 09:32 MOU ไทย–เกาหลี ผลักดันคุณวุฒิวิชาชีพ "ช่างเชื่อม" ร่วมกัน เปิดโอกาสแรงงานฝีมือไทยสู่ตลาดต่างประเทศ นางดวงดาว ขาวเจริญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) เรื่อง “การยอมรับคุณวุฒิช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือร่วมกัน” ระหว่าง Human Resources Development Service of Korea และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) โดยมี Mr. Kim Gyu Seog Acting President, Human Resources Development Service of Korea นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ประธานกรรมการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ นางสาวจุลลดา มีจุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณะกรรมการสถาบันฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ ห้องประชุมอินฟินิตี้ บอลรูม 2 ชั้น 1 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างโอกาสให้แรงงานไทยสามารถไปทำงานในต่างประเทศ โดยใช้ “คุณวุฒิวิชาชีพ” เป็นเครื่องมือในการยืนยันศักยภาพ ทักษะ และมาตรฐานฝีมือแรงงาน อีกทั้งยังสะท้อนถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างสองหน่วยงานที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี มีความเข้าใจในระบบซึ่งกันและกัน และสนับสนุนการพัฒนากำลังคนอย่างเป็นรูปธรรม จนนำไปสู่การยอมรับคุณวุฒิร่วมกันในครั้งนี้ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสาธารณรัฐเกาหลี ประเทศไทย นายจ้าง และแรงงานช่างเชื่อมไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการนำร่องการสรรหาแรงงานช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือเข้าสู่ตลาดแรงงานสาธารณรัฐเกาหลี โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือในระดับนโยบายและปฏิบัติการ ครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการจ้างงานและแรงงาน สาธารณรัฐเกาหลี Korea Research Institute for Vocational Education and Training (KRIVET) สำนักงานนายกรัฐมนตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาอาชีพ ตลอดจนสมาคมช่างเชื่อมจากทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ การยอมรับคุณวุฒิช่างเชื่อมร่วมกันระหว่าง HRDKorea และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพแรงงานไทยให้มีมาตรฐานสากล สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานต่างประเทศได้อย่างตรงจุด ช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะของสาธารณรัฐเกาหลี ลดภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงของแรงงานไทยในการไปทำงานต่างประเทศ เพิ่มทางเลือกในตลาดแรงงาน พร้อมทั้งส่งเสริมให้แรงงานไทยมีคุณวุฒิเทียบเท่าระดับช่างฝีมือ (craftsman) ของสาธารณรัฐเกาหลี อันจะนำไปสู่การยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยในระยะยาวต่อไป ที่มา: FM91 Trafficpro, 29/3/2569 ยังไม่ทราบชะตากรรม 3 ลูกเรือไทย รมว.ต่างประเทศยันประสานงานอิหร่านให้การช่วยเหลือเต็มที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกเรือมยุรี นารี อีก 3 คน ว่า ขณะนี้ยังคงติดตามจากฝ่ายอิหร่านอยู่ และอย่างที่ตนเคยบอกฝ่ายอิหร่านเข้าถึงเรือได้แล้ว แต่ยังไม่แน่ใจในชะตากรรมของ 3 ลูกเรือ ซึ่งตอนนี้ตนก็ติดตามกับเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย และเพิ่งมีหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ว่าให้ช่วยเร่งรีบเข้าให้การช่วยเหลือ เพราะเราต้องการทราบถึงชะตากรรมของลูกเรือทั้ง 3 คน โดยเร็วที่สุด เมื่อถามย้ำว่า ยังไม่มีการยืนยันสถานะของ 3 ลูกเรือใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ก็ยังติดตามอยู่ พร้อมยืนยันว่า จะทำอย่างเต็มที่ ที่มา: สำนักข่าวไทย, 28/3/2569 ร่างแรงงานไทยเสียชีวิตในอิสราเอล ถึงประเทศแล้ว ดูแลสิทธิประโยชน์-ส่งกลับภูมิลำเนา เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 27 มีนาคม 2569 นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน และ Mrs. Dvora Dorsman Yarkoni รองหัวหน้าสำนักงานสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ร่วมพิธีรับร่างและไว้อาลัย นายชัยวัฒน์ แววนิล แรงงานไทยที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนจะส่งกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่จังหวัดชัยภูมิ ต่อไป ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์ แววนิล อายุ 33 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดชัยภูมิ เดินทางไปทำงานภาคเกษตรในรัฐอิสราเอล และเสียชีวิตจากเหตุระเบิด เมื่อวันที่ 18 มีนาคม โดยร่างได้ถูกส่งกลับประเทศไทยด้วยเที่ยวบิน LY093 เดินทางถึงประเทศไทยเมื่อเวลา 12.45 น. ที่ผ่านมา นายพิเชษฐ์ เปิดเผยว่า ในส่วนของสิทธิประโยชน์และการเยียวยา ทายาทผู้เสียชีวิตจะได้รับการดูแลทั้งจากต่างประเทศและในประเทศไทย ประกอบด้วย 1. สิทธิประโยชน์จากประเทศอิสราเอล - เงินชดเชยจากสถาบันประกันภัยอิสราเอล (อยู่ระหว่างการพิจารณา) - ค่าจ้างค้างจ่ายและเงินชดเชย (ปิซูอิม) อยู่ระหว่างดำเนินการ 2. สิทธิประโยชน์ในประเทศไทย - กองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ : เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 40,000 บาท - สำนักงานประกันสังคม : เงินสะสมกรณีชราภาพ จำนวน 71,459.14 บาท (ยังไม่รวมดอกผล) ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะสำนักงานแรงงานจังหวัดชัยภูมิ เร่งให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ชิด ทั้งการอำนวยความสะดวกด้านเอกสาร การรับสิทธิประโยชน์ และการประสานงานที่เกี่ยวข้อง โดยนายพิเชษฐ์ กล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่ากระทรวงแรงงานจะเร่งดำเนินการให้ทายาทได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด และขอให้แรงงานไทยที่ยังทำงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานยังคงติดตามสถานการณ์แรงงานไทยในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยมีคนไทยขอรับความช่วยเหลืออพยพแล้ว 1,479 คน และขณะนี้มีแรงงานเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว 98 คน ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 27/3/2569 สภาการพยาบาล ประกาศอยู่เคียงข้าง “พยาบาล” ถูกเพื่อนวิชาชีพแสดงพฤติกรรมด้อยค่า หลังจากเกิดเหตุความรุนแรงในโรงพยาบาลกับ “พยาบาลวิชาชีพ” แม้จะไม่ใช่ทางร่างกาย แต่เป็นความรุนแรงทางคำพูด พฤติกรรม จนส่งผลให้เกิดข้อร้องเรียน ล่าสุดผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 8 ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเองที่ รพ.บึงกาฬ หารือกับทุกฝ่าย ทั้งพยาบาล และแพทย์ที่ถูกร้อง เบื้องต้นมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงนั้น ล่าสุดทางฝั่ง “สภาการพยาบาล” ได้โพสต์เฟชบุ๊กกรณี วิชาชีพพยาบาล/พยาบาลได้รับกล่าวถึงและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม จากกรณี วิชาชีพพยาบาล/พยาบาล ได้รับกล่าวถึงและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม 2 เหตุการณ์ ซึ่งเป็นประเด็นในขณะนี้ สภาการพยาบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบหมายผู้เกี่ยวข้องดำเนินการ สภาการพยาบาล ในนามของ “พยาบาลทั่วประเทศ” เชื่อในเกียรติและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ทุกอาชีพ ทุกวิชาชีพ ล้วนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และพึงได้รับการปฏิบัติที่ดี ที่เหมาะสม การให้เกียรติแก่ผู้อื่นเป็นสิ่งที่อารยชนพึงกระทำยิ่ง การได้รับการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม และได้รับการดูถูกเหยียดหยาม สภาการพยาบาลพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างสมาชิกทุกคน เพื่อพิทักษ์ปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของวิชาชีพและความเป็นมนุษย์ ที่มา: Hfocus, 27/3/2569 สส.ปีกแรงงานพรรคประชาชน จี้รัฐเร่งดูแลคนทำงานท่ามกลางวิกฤตน้ำมัน เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา เซีย จำปาทอง และไหม ธนพน วิจันทร์ ส.ส. สัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร กรณีวิกฤตราคาน้ำมันจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกำหนดมาตรการรองรับและดูแลพี่น้องแรงงานที่กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน นายเซียกล่าวว่า วิกฤตราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นได้ผลักดันค่าครองชีพให้เพิ่มสูงตาม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงในการทำงานของแรงงาน เนื่องจากผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับลดต้นทุนด้านแรงงาน ทั้งการลดค่าล่วงเวลา (OT) การสั่งหยุดกิจการชั่วคราว ไปจนถึงการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พร้อมกันนี้ เซียจึงเสนอแนวทางคุ้มครองแรงงาน 5 ประการ ได้แก่ กระทรวงแรงงานต้องสำรวจสถานประกอบการแต่ละแห่งทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ ว่ามีผลกระทบอย่างไรบ้าง ต้องมีมาตรการคุ้มครองการจ้างงาน ดูแลรายได้ของแรงงาน ป้องกันการเลิกจ้างลอยแพ ไม่จ่ายค่าชดเชย ต้องมีแผนรองรับแรงงานที่เดินทางกลับจากภัยสงคราม เช่น การสร้างงาน การฝึกอาชีพ การเยียวยา ต้องมีมาตรการควบคุมและบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงาน ต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างโปร่งใส และตรงไปตรงมา "การแก้ไขปัญหาพลังงาน ท่านต้องไม่ลืมคนทำงาน เพราะแรงงานคือหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทุก ๆ วิกฤต ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือพี่น้องแรงงาน รัฐต้องไม่เอาใจแต่กลุ่มทุน ปล่อยให้สินค้าขึ้นตามอำเภอใจ และทิ้งคนทำงานไว้ข้างหลังเหมือนที่ผ่าน ๆ มา" เซีย สส.ปีกแรงงาน กล่าวกลางสภา ด้านธนพรกล่าวว่า วิกฤตพลังงานในปัจจุบันมีแนวโน้มส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างแรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคบริการ การท่องเที่ยว แรงงานนอกระบบ และแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากระทรวงแรงงานยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในกรณีการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและดูแลพี่น้องแรงงาน ธนพรจึงเสนอให้กระทรวงแรงงานเร่งบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีการชดเชยและเยียวยาแรงงานที่ได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง พร้อมทั้งเร่งสร้างตำแหน่งงานรองรับผู้ว่างงานโดยเร็ว นอกจากนี้ เธอยังเสนอให้เร่งบังคับใช้ “สูตรแคร์” ซึ่งล่าช้ามานานกว่า 10 เดือน เพื่อให้ผู้ประกันตนมาตรา 39 กว่า 570,000 คน ได้รับสิทธิประโยชน์โดยทันที “วิกฤตน้ำมันรอบนี้รัฐบาลไม่ควรยื้อหรือพรากสิทธิของแรงงานออกไป… รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานต้องมีความกล้าหาญที่จะนำเรื่องสูตรแคร์เข้าไปเป็นวาระในการประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า… ซึ่งท่าน]ประกาศใช้ได้ทันที จะทำให้ผู้ประกันตนที่อยู่ในระบบมาตรา 39 เขาได้รับสิทธิประโยชน์กว่า 5.7 แสนคน…” ธนพร กล่าว ขณะเดียวกัน เธอยังเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เร่งควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน “วันนี้น้ำดื่มขึ้นราคานะคะท่านประธาน มันเป็นปัจจัยสำคัญเป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องบริโภค วันนี้มันสร้างภาระให้กับพี่น้องประชาชน แรงงานทุกกลุ่ม” ธนพร ตัวแทนแรงงานหญิงกล่าวทิ้งท้ายกลางสภา ที่มา: พรรคประชาชน, 25/3/2569 บริษัท เดลต้า อีเล็กโทรนิกส์ฯ ผนึกสิทธิสร้างเสริมป้องกันบัตรทอง ตรวจสุขภาพพนักงาน 2.5 หมื่นคน บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ จัดกิจกรรมงาน “Open House Wellness Activity 2026: มิติใหม่แห่งการดูแลพนักงาน” เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา พร้อมเปิดตัว “กิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค ปี 2569” เพื่อดูแลสุขภาพให้กับพนักงานฯ  อาทิ บริการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (HPV)” เป็นต้น โดย ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมด้วย นพ.สุรทิน มาลีหวล ผอ.สปสช.เขต 6 ระยอง เยี่ยมชมการจัดกิจกรรม โดยมี นายฉี ฮาว หวง หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เดลต้าฯ พร้อมเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ น.ส.รตนภัส เวชชากุล หัวหน้าฝ่ายการสร้างแบรนด์นายจ้างและสื่อสารภายในองค์กร ในฐานะตัวแทนผู้บริหารบริษัท เดลต้าฯ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับสุขภาพของพนักงาน จึงได้จัดกิจกรรมเพื่อให้บริการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค โดยได้รับความร่วมมือจาก สปสช. ภายใต้สิทธิประโยชน์บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ซึ่งครอบคลุมการดูแลผู้ประกันตนซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทฯ ด้วย โดยเฉพาะ “บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA Test” เนื่องจากพนักงานทั้งหมดกว่า 2.5 หมื่นคน มีสัดส่วนเป็นพนักงานหญิงถึง 80% โดยใช้ชุดตรวจ และเก็บสิ่งส่งตรวจได้ด้วยตนเอง (HPV self-sampling) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ยกระดับห้องพยาบาลสู่ “Wellness Center” โดยมีแพทย์รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตบำบัดมาให้คำปรึกษา เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มคุณภาพการดูแลสุขภาพให้กับพนักงาน นอกจากนี้ 1 ในห้องพยาบาลที่มีอยู่ 8 แห่งของบริษัทที่ตั้งอยู่ที่อาคาร 8 ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “หน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค” ในระบบบัตรทอง “จากที่ห้องพยาบาลของบริษัทฯ ได้เข้าร่วมเป็นหน่วยบริการฯ กับ สปสช. ทำให้ทางบริษัทฯ ได้รับทราบข้อมูลสิทธิประโยชน์สุขภาพต่างๆ ในระบบบัตรทอง และสามารถส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ให้กับพนักงาน ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการได้ ซึ่งหากพนักงานมีสุขภาพดี ก็จะส่งผลดีต่อบริษัทฯ” หัวหน้าฝ่ายการสร้างแบรนด์นายจ้างและสื่อสารภายในองค์กร กล่าว นพ.เขตโสภณ จัตวัฒนกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิครินทร์ กล่าวว่า โรงพยาบาลศิครินทร์ เป็นโรงพยาบาลที่เป็นคู่สัญญากับสำนักงานประกันสังคมในการดูแลผู้ประกันตน และร่วมเป็นสถานพยาบาลกับ สปสช. ในการให้บริการสร้างเสริมสุขภาพฯ โดยเฉพาะการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ที่ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลา 3 ปี และให้บริการคัดกรองแล้วประมาณ 1 แสนคน โดยในส่วนบริษัท เดลต้าฯ โรงพยาบาลตั้งเป้าว่า จะตรวจคัดกรองพนักงานหญิงกลุ่มเป้าหมายอายุ 30-50 คนทุกสิทธิการรักษา ให้ครบ 100% ซึ่งจัดทีมเข้าให้บริการทุก 2 สัปดาห์ โดยหากผลตรวจมีความผิดปกติ ก็จะแนะนำเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิ “โรงพยาบาลศิครินทร์มีความร่วมมือกับ สปสช.เขต 6 ระยอง มาอย่างต่อเนื่อง และจะร่วมมือต่อไป เพื่อค้นหาผู้มีความเสี่ยง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการรักษา ซึ่งหากสถานประกอบการใดมีความประสงค์ที่จะจัดกิจกรรมตรวจคัดกรองให้กับพนักงาน ก็สามารถติดต่อมายังโรงพยาบาลได้ ซึ่งยินดีและพร้อมไปให้บริการทั่วประเทศ” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิครินทร์ กล่าว พนักงานหญิงบริษัท เดลต้าฯ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ช่วยให้พนักงานสามารถเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้สะดวกมากขึ้น โดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล อีกทั้งยังไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถติดตามผลตรวจได้ผ่านระบบออนไลน์ในแอปพลิเคชัน DeltaHi ของบริษัท นอกจากนี้ ภายในงานยังมีบูธให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรค รวมถึงข้อมูลสิทธิประโยชน์ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่พนักงานหรือผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการได้อีกด้วย ทพ.อรรถพร  กล่าวว่า สิทธิด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เป็นสิทธิพื้นฐานของคนไทยมากว่า 20 ปี แต่ในทางปฏิบัติยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน ที่เข้าถึงบริการได้ยากจากข้อจำกัดเรื่องเวลาสปสช. จึงสนับสนุนให้หน่วยบริการให้บริการสร้างเสริมสุขภาพฯ เชิงรุกในสถานประกอบการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้พนักงานเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น โดยสามารถให้บริการสร้างเสริมสุขภาพฯ ที่เป็นสิทธิประโยชน์บัตรทองควบคู่กับสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสังคมได้ ขณะเดียวกัน สปสช. ยังเปิดให้ห้องพยาบาลในสถานประกอบการร่วมขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการในระบบบัตรทอง ซึ่งจะทำให้พนักงานเข้าถึงสิทธิ เช่น ชุดตรวจคัดกรองโรค ถุงยางอนามัย ที่เป็นสิทธิประโยชน์บัตรทอง “วันนี้ขอเชิญชวนสถานประกอบการที่มีห้องพยาบาล สมัครเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการในระบบบัตรทอง เพื่อให้พนักงานเข้าถึงสิทธิและมีสุขภาพที่ดี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อพนักงานและบริษัทเอง อย่างไรก็ตามหากยังไม่สะดวกเข้าร่วม พนักงานสามารถรับบริการ เช่น ชุดตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ได้ที่โรงพยาบาลของรัฐ หรือร้านยาที่มีสัญลักษณ์ ‘30 บาทรักษาทุกที่’ ได้เช่นกัน” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว ที่มา: สปสช., 25/3/2569 อดีตนักสนุกเกอร์อาชีพ ยื่นปลดล็อกสนุกเกอร์ออกจาก พ.ร.บ.การพนัน จี้เร่งแก้กฎหมายส่งเสริมกีฬา นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สส.นนทบุรี และ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รับการยื่นเรื่องเสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายเพื่อส่งเสริมกีฬาสนุกเกอร์จาก นายอรรถสิทธิ์ มหิทธิ (บิ๊ก สระบุรี) อดีตนักสนุกเกอร์อาชีพ เพื่อผลักดันไปถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรให้นำเข้าสู่การพิจารณาของสภา นายอรรถสิทธิ์ ระบุว่าปัจจุบันกีฬาสนุกเกอร์ยังอยู่ในบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพนัน พ.ศ. 2478 (บัญชีแนบท้าย ข. ลำดับที่ 23 - บิลเลียด) ส่งผลให้สถานะทางกฎหมายไม่ถูกยอมรับเป็นกีฬาอย่างเต็มรูปแบบ และต้องอยู่ภายใต้การอนุญาตของเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากีฬาและระบบเยาวชน รวมถึงการยกระดับสู่มาตรฐานสากล ทั้งนี้ เห็นว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันมาเป็นเวลานาน จึงทำให้กีฬาสนุกเกอร์อยู่ในลักษณะพื้นที่ไม่ชัดเจนทางกฎหมาย และอาจนำไปสู่ปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ รวมถึงเป็นการจำกัดโอกาสของเยาวชนในการเข้าถึงการฝึกซ้อมและแข่งขันอย่างเปิดเผย สำหรับแนวทางแก้ไข เสนอให้ดำเนินการ 2 ระยะ ระยะสั้น เสนอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาผ่อนปรนเงื่อนไขตามกฎหมายลำดับรอง เช่น การลดค่าธรรมเนียม และการขยายเวลาการเปิดสถานฝึกซ้อม ส่วนระยะยาว ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 โดยตัดกีฬาสนุกเกอร์ออกจากบัญชีแนบท้าย และกำหนดสถานะเป็นกีฬาอย่างชัดเจน ด้าน น.ส.รักชนก กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนสามารถเล่นและฝึกฝนกีฬาสนุกเกอร์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และขอให้ สส.ทุกพรรคการเมืองร่วมกันสนับสนุนหลักการของร่างกฎหมายที่พรรคประชาชนเตรียมเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ขณะที่นายนนท์ ระบุว่า พร้อมร่วมผลักดันข้อเสนอดังกล่าวในกระบวนการนิติบัญญัติต่อไป ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 25/3/2569 กรมการจัดหางาน ย้ำแรงงานต่างด้าว ห้ามประกอบอาชีพสงวน “เร่ขายสินค้าหรือเข็นรถขายของ” แม้มีใบอนุญาตทำงานถูกต้อง ฝ่าฝืน ดำเนินคดีเด็ดขาด นายสนธ กาลาศรี ผู้ตรวจราชการกรม กรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า จากการที่พบเป็นแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทย เนื่องจากการประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานไร้ทักษะ จากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป คนเกิดน้อยลง และคนรุ่นใหม่อยู่ในระบบการศึกษานานขึ้น รัฐบาลจึงอนุญาตให้สถานประกอบการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานเพื่อแก้ปัญหานี้ได้ แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาตทำงาน ได้รับวีซ่าทำงานอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำว่า แม้แรงงานจะเข้ามาอย่างถูกต้อง แต่ห้ามทำอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย ซึ่งปัจจุบันมีระบุไว้ใน 4 บัญชี รวมกว่า 40 อาชีพ โดยเฉพาะงานเร่ขายสินค้า รวมถึงการรถเข็นขายของ ขายผลไม้ ขายหมูปิ้ง เป็นหนึ่งในอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทยเท่านั้น ซึ่งแรงงานต่างด้าวไม่สามารถทำอาชีพนี้ได้เลย ต่อให้มีใบอนุญาตทำงานถูกต้องก็ตาม เพราะใบอนุญาตจะระบุประเภทงานที่ทำได้ ซึ่งต้องไม่ใช่งานในบัญชีอาชีพสงวน ผู้ตรวจราชการกรม กรมการจัดหางาน กล่าวย้ำว่า หากพบแรงงานต่างด้าวมาเข็นรถขายของ โดยมีนายทุนคนไทยเป็นเจ้าของกิจการหรือลงของให้ มีความผิดทั้งแรงงานต่างด้าวและนายจ้างคนไทยจะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ส่วนขายของหน้าร้านกับงานเร่ขายสินค้าแตกต่างกัน โดยงานขายของหน้าร้านผ่อนผันให้แรงงานที่มีใบอนุญาตมาช่วยงานได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น จำนวนภาษีที่จ่าย หรือสัดส่วนลูกจ้างคนไทย และต้องขออนุญาตเพิ่มลักษณะงานตามหลักเกณฑ์ แต่งานเร่ขายสินค้า ห้ามโดยเด็ดขาด ไม่มีการผ่อนผันในกรณีที่เดินเร่ขายหรือเข็นรถขายตามท้องถนน กรมการจัดหางาน ขอความร่วมมือให้คนไทย เลือกซื้อสินค้าจากพ่อค้าแม่ค้าชาวไทย ไม่สนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากพบเห็นคนต่างด้าวเร่ขายสินค้า สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ และดำเนินคดีตามกฎหมาย ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย, 25/3/2569 เผยส่งร่างแรงงานไทยดับในอิสราเอลถึงไทยเช้า 26 มี.ค. ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศแถลงว่า สำหรับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยรวมยังมีความเป็นตึงเครียด โดยมีการโจมตีตอบโต้ระหว่างคู่ขัดแย้งหลัก และยังคงโจมตีประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ซึ่งส่วนใหญ่ยังสามารถสกัดกั้นไว้ได้ นายปาณิดล กล่าวว่า ทั้งนี้เมื่อช่วงเย็นของเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ตามเวลาประเทศไทย นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้หารือกันอย่างมีผลในทางที่ดี เกี่ยวกับการยุติความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันในตะวันออกกลาง โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้สั่งการให้ชะลอการโจมตีโครงสร้างพลังงานของอิหร่านเป็นระยะเวลา 5 วัน อย่างไรก็ดีมีรายงานปฏิเสธการหารือดังกล่าว และยังคงมีการแลกเปลี่ยนการโจมตีในภูมิภาคหลังจากนั้น ซึ่งเราคงต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เนื่องจากสถานการณ์โดยรวม ยังมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงการต่างประเทศ จึงขอย้ำให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด พร้อมติดตามข่าวสารและคำแนะนำอย่างใกล้ชิด และลงทะเบียนกับสถานทูตที่รับผิดชอบ นายปาณิดล กล่าวว่า ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล กำลังประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสายการบิน เพื่อดำเนินการส่งร่างแรงงงานที่เสียชีวิต โดยจะเดินทางประเทศไทยในช่วงเช้าวันที่ 26 มี.ค.นี้ ส่วนอิหร่านและตุรกีตามที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา และกรมการกงสุล ได้ประสานการอพยพแรงงานไทยในฟาร์มกุ้ง 4 ราย ออกจากเมืองบันดาอับบาส เมืองชายฝั่งตอนใต้ของอิหร่าน โดยทั้ง 4 รายได้เดินทางข้ามไปยังตุรกีโดยสวัสดิภาพแล้วและมีกำหนดเดินทางกลับถึงประเทศไทย ในช่วงเช้าของวันที่ 25 มี.ค. นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาไทย 7 ราย และแรงงานฟาร์มกุ้งอีก 1 ราย รวม 8 ราย ซึ่งจะเดินทางทางบกจากอิหร่านไปยังตุรกีในวันที่ 25 มี.ค. นายปาณิดล กล่าวว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายไทย ได้ขอความร่วมมือกับประเทศและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความปลอดภัยของการเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้น ล่าสุดมีเรือพาณิชย์ของไทยบางส่วน สามารถเดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างปลอดภัยแล้ว ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศจะยังคงให้ความสำคัญกับการเดินเรือพาณิชย์อย่างปลอดภัยต่อไป นายปาณิดล กล่าวว่า ช่วงค่ำเมื่อวันที่ 23 มี.ค. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อขอบคุณที่อำนวยความสะดวกให้คนไทยจากประเทศในภูมิภาค สามารถเดินทางกลับประเทศไทยผ่านทางซาอุดีอาระเบีย ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยแสดงจุดยืนร่วมกันที่หวังจะเห็นความขัดแย้งยุติโดยเร็ว ผ่านการดำเนินการทางการทูต และการเคารพต่อกฎบัตรสหประชาชาติ นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับคนไทยที่ยังอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่าให้ติดตามสถานการณ์จากช่องทางทางการ เพื่อประเมินความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการโดยเคร่งครัด นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยได้รับความช่วยเหลือให้ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยในตะวันออกกลางมายังประเทศไทย หรือประเทศที่สามรวมทั้งสิ้น 1,483 คน โดยรัฐบาลไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย ที่มา: แนวหน้า, 24/3/2569 สถานทูตไทยในเทลอาวีฟ จัดพิธีทำบุญ ให้แรงงานไทยในอิสราเอลที่เสียชีวิต นายบุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธุ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ โดยมีพระคุณเจ้า Ananda พระสงฆ์ชาวศรีลังกา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่นายชัยวัฒน์ แววนิล แรงงานไทยในอิสราเอลที่เสียชีวิตจากขีปนาวุธ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 พิธีดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมประมาณ 30 คน ประกอบด้วยแรงงานไทยในฟาร์มเกษตรเดียวกัน นายสกลวัฒน์ ทองเจริญ อัครราชทูตที่ปรึกษา นายธนกร สิมลา รักษาการหัวหน้าสำนักงานแรงงานประจำกรุงเทลอาวีฟ นางสาวเกล็ดฟ้า เหาะสูงเนิน เลขานุการตรี (ฝ่ายกงสุลและสานนิเทศ) นาย Ziv Bilaus รองอธิบดีกรมการกงสุลอิสราเอล และผู้แทนของทางการท้องถิ่นเข้าร่วม ที่มา: มติชนออนไลน์, 23/3/2569 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์
dlvr.it
March 29, 2026 at 2:43 AM
บอร์ดค่าจ้างยังไม่เคาะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรอบใหม่
บอร์ดค่าจ้างยังไม่เคาะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรอบใหม่ auser15 Wed, 2026-03-18 - 10:02 เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) มีมติเป็นเอกฉันท์ ยังไม่พิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งใหม่ หลังนายจ้างหลายราย กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น Thai PBS รายงานเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ว่า หลังการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ชุดที่ 22 ครั้งที่ 3/2569 พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมทั้งฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายภาครัฐ มีมติเป็นเอกฉันท์ ยังไม่พิจารณาการปรับค่าจ้างขั้นต่ำในช่วงนี้ เนื่องจากยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อต้นทุนการผลิต ซึ่งหากยังเป็นแบบนี้ต่อเนื่อง ก็ไม่อยากให้แรงงานคาดหวังเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ระหว่างนี้ กระทรวงแรงงานจะรวบรวมข้อมูลเชิงเศรษฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ทั้งระดับพื้นที่และระดับจังหวัด เพื่อจะนำมาใช้ในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งต่อไป หากสถานการณ์คลี่คลาย ขณะที่คณะกรรมฝ่ายนายจ้าง สะท้อนเรื่องราคาต้นทุนต่อที่ประชุม โดยเฉพาะเรื่องสภาวะของเชื้อเพลิงและพลังงาน และประเด็นปัญหาในการประกอบธุรกิจ เพื่อให้กระทรวงแรงงานรวบรวมเสนอทางรัฐบาลต่อไป เช่น การลดภาระต้นทุน /มาตรการทางภาษี หรือการส่งออกที่บางพื้นที่อาจจะมีปัญหา ซึ่งผู้แทนกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่ากำลังออกนโยบายต่าง ๆ และเชื่อว่าวันนี้ที่ประชุมครม. น่าจะมีนโยบายบางอย่างออกมาช่วยเหลือ โดยการประชุมบอร์ดค่าจ้างครั้งต่อไป จะจัดขึ้นวันที่ 21 เม.ย.นี้ นายวีรสุข แก้วบุญปัน กรรมการค่าจ้างฝ่ายลูกจ้าง เปิดเผยว่า ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณการทยอยปรับขึ้นของราคาสินค้าในตลาดหลายรายการ หลังเกิดสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเชื่อว่าจะกระทบต่อราคาสินค้าเป็นห่วงโซ่ ผลที่ตามมาคือแรงงานต้องแบกรับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางค่าจ้างขั้นต่ำที่ยังไม่มีการปรับมาเกือบ 1 ปี สำหรับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ปรับไปล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2568 ที่ผ่านมา ทำให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำปัจจุบัน ยังคงอยู่ที่ 337-400 บาท   * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ค่าแรง * ค่าแรงขั้นต่ำ * ค้าจ้าง * ค่าจ้างขั้นต่ำ
dlvr.it
March 18, 2026 at 3:05 AM
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 23 ก.พ.-1 มี.ค. 2569
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 23 ก.พ.-1 มี.ค. 2569 auser15 Sun, 2026-03-01 - 09:56 สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 23 ก.พ.-1 มี.ค. 2569 รมว.แรงงาน สั่งชะลอส่งแรงงานไทยในประเทศเสี่ยงภัยสงคราม-เปิดวอร์รูม 24 ชม. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึง สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางว่า ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ตั้งศูนย์วอร์รูมติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง เพื่อเกาะติดสถานการณ์ บริเวณชั้น 5 กระทรวงแรงงาน พร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง หากสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นอพยพ รมว.แรงงาน กล่าวว่า การอพยพเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ หากมีข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรี กระทรวงแรงงานพร้อมร่วมปฏิบัติภารกิจ ซึ่งทั้งหมดต้องรอการพิจารณาระดับความเสี่ยงจากกระทรวงการต่างประเทศว่าถึงขั้นต้องอพยพหรือไม่ สถานการณ์ขณะนี้ คือ กำชับ สั่งการให้ฝ่ายแรงงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีแรงงานได้รับผลกระทบ ให้พร้อมให้การช่วยเหลือเคลื่อนย้ายแรงงานไทยไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ในส่วนของการจัดส่งแรงงานไปทำงาน นางสาวตรีนุชกล่าวว่า ในเบื้องตนได้ประสานหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับการชะลอการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในพื้นที่เสี่ยงในตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงแรงงานว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันที่จะชะลอการจัดส่งแรงงานไทย โดยจะมีการหารือกันอย่างเป็นทางต่อไป นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยอยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงานแรงงาน 3 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล จำนวน 58,921 คน สำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำนวน 11,227 คน นอกจากนี้ยังมี สำนักงานแรงงาน ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่เขตอาณา อีกจำนวน 7,347 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 77,495 คน ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า หลังจากนี้ ตนจะวิดีโอ conference กับอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ของทั้ง 3 แห่ง เพื่อประเมิน ติดตามสถานการณ์ และย้ำให้ประสานแรงงานในพื้นที่ โดยเน้นให้ทุกคนติดต่อทางโทรศัพท์กับทางเจ้าหน้าที่สถานทูตได้ รวมถึงวางมาตรการเชิงรุกเพื่อดูแลแรงงานไทยให้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ทันที หากเกิดเหตุไม่คาดคิด ที่มา: อมรินทร์ทีวี, 1/3/2569 กรมการจัดหางาน สั่งเข้มสกัดแรงงานลักลอบไปต่างประเทศ ย้ำต้องไปอย่างถูกกฎหมาย นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานอำนวยการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงคนหางานและการลักลอบไปทำงานในต่างประเทศและชุดเฉพาะกิจตรวจสอบและสกัดกั้นการลักลอบไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อบูรณาการทำงานเชิงรุกในพื้นที่กรุงเทพมหานครและตามด่านตรวจคนหางานทั่วประเทศ โดยระหว่างวันที่ 17 – 25 กุมภาพันธ์ 2569 ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการกองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบและสกัดกั้นการลักลอบเดินทางไปทำงานในต่างประเทศอย่างเข้มงวด เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันการหลอกลวงแรงงานไทยและการเดินทางไปทำงานผิดกฎหมาย ผลตรวจสอบพบผู้มีพฤติการณ์และมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าจะลักลอบไปทำงานต่างประเทศ รวม 9 ราย เป็น สาธารณรัฐเกาหลี 1 ราย ไต้หวัน 3 ราย นอร์เวย์ 2 ราย และอิสราเอล 3 ราย เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการระงับการเดินทางตามอำนาจหน้าที่ พร้อมชี้แจงข้อกฎหมายและแนวทางการดำเนินการที่ถูกต้อง เพื่อให้บุคคลดังกล่าวแจ้งการเดินทางไปทำงานต่างประเทศตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด นายสมชาย กล่าวว่า ขอประชาสัมพันธ์ถึงผู้ที่ต้องการจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศให้ไปด้วยวิธีที่ถูกต้องตามกฎหมาย 5 วิธี ได้แก่ บริษัทจัดหางานจัดส่ง กรมการจัดหางานจัดส่ง เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงาน และนายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างของตนไปฝึกงาน และขอย้ำเตือนว่าก่อนตัดสินใจโอนเงินให้สายนายหน้าหรือผู้แทนบริษัทรายใด ขอให้ตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางานที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd และสอบถามข้อมูลการไปทำงานกับเจ้าหน้าที่ก่อนทุกครั้ง เพื่อจะได้ไม่เสียใจและไม่เสียเงินในภายหลัง ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจทำงานต่างประเทศสามารถศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่ตนจะเดินทางไปทำงาน เพื่อป้องกันการหลอกลวงผ่านระบบ e - Service กรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ doe.go.th หรือเว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 และสายด่วนกรมการจัดหางาน ที่มา: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 27/2/2569 ปชน. ยื่นหนังสือ รมว.แรงงาน ทวงคืบหน้าปมบอร์ดประกันสังคม 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กระทรวงแรงงาน น.ส.รักชนก ศรีนอก ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายสหัสวัต คุ้มคง ว่าที่ สส.ชลบุรี เขต 7 พรรคประชาชน น.ส.ธนพร วิจันทร์ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางมาติดตามทวงถามการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือ บอร์ดประกันสังคม โดยได้แวะโรงอาหารกระทรวงแรงงาน สั่งข้าวขาหมู และแกงเขียวหวาน กับผัดไชโป๊ว มานั่งรับประทานท่ามกลางสื่อมวลชนที่เข้ามารายงานข่าวจำนวนมาก น.ส.รักชนก กล่าวว่า อาหารอร่อย ราคาไม่แพง แต่ทานน้อยเพราะให้มาเยอะ ตนไม่เคยเห็นสภาพโรงอาหารที่ว่าเหมือนในโรงงานก่อนที่จะมีการปรับปรุงให้ดูดีแบบนี้ แต่ไม่ได้มองว่าปรับปรุงแล้วดีหรือไม่ดี พื้นที่ตรงนี้เป็นของกระทรวงแรงงาน จึงควรตั้งงบประมาณแผ่นดินมาใช้ ไม่ใช่นำเงินกองทุนประกันสังคม 12 ล้านบาท ที่เป็นเงินของผู้ประกันตนมาใช้ ทางด้าน นายสหัสวัต กล่าวเสริมว่า มีความพยายามบอกว่าปรับปรุงเพื่อรองรับผู้ประกันตนที่เข้ามาติดต่อราชการ ความเป็นจริงมีเข้ามาใช้มากน้อยแค่ไหน และเหมาะสมหรือไม่ หลังทดลองใช้บริการโรงอาหารจึงได้เข้ายื่นหนังสือถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ขอให้ระงับการปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม และเร่งรัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 45 วัน นับแต่วันที่บอร์ดชุดเก่าหมดวาระเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2569 รวมทั้งขอให้ชี้แจงข้อสงสัยของสังคมต่อการบริหารความเสี่ยงด้านการลงทุนตึก SKYY9 หลักทรัพย์ EA และ STARK  โดยมี น.ส.บุปผา เรืองสุด รองปลัดกระทรวงแรงงาน น.ส.มาลากาลัญ ห่อประทุม ผู้ตรวจราชการกรม สปส. นายไมตรี ขุนทอง ผอ.กองกฎหมาย สปส. เป็นตัวแทนรับหนังสือ และชี้แจงความล่าช้าในการเปิดเผยผลรับฟังความเห็นต่อระเบียบใหม่ที่จะใช้ในการเลือกตั้งบอร์ด และความชัดเจนของกระทรวงแรงงานต่อการเลือกตั้งจะดำเนินการตามระเบียบฉบับใหม่หรือใช้ระเบียบเดิมที่ใช้เลือกตั้งในปี 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.รักชนก และ นายสหัสวัต ได้ถามถึงกำหนดการเปิดเผยข้อมูลผลประชาพิจารณ์ผ่านมาหลายวันแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้า และไม่มั่นใจว่าผลรับฟังความคิดเห็นจะถูกเปลี่ยนหรือไม่ โดย น.ส.มาลากาลัญ ได้รับปากจะส่งข้อมูลดิบให้ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ และจะเปิดเผยสู่สาธารณะในวันที่ 6 มีนาคม ซึ่งการชี้แจงของ สปส. ถูกโต้แย้งหลายครั้งว่าไม่ชัดเจน ถามอย่างตอบอย่าง ซึ่ง น.ส.รักชนก ได้หลุดปากพูดออกมาว่า “ถามวัวตอบควาย” จนทำให้วงแตก รองปลัดกระทรวงมีสีหน้าไม่พอใจและได้เดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที ทำให้ทีม สปส. ที่มาร่วมชี้แจงเดินตามไปด้วย ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 27/2/2569 BDE ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา 35 หน่วยงาน เปิดตัวแพลตฟอร์ม “BDE Learn to Earn” เชื่อม “การเรียนรู้” กับ “รายได้” กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE : National Board of Digital Economy and Society) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวและพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) “โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มภาครัฐเพื่อรองรับการพัฒนาทักษะดิจิทัล เรียนรู้ มีรายได้ เรียนรู้ง่ายตลอดชีวิต หรือ BDE Learn to Earn” ณ ห้องประชุม Asawin Ballroom A โรงแรม Asawin Grand Convention กรุงเทพฯ โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนางสาวพลอยรวี เกริกพันธ์กุล ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อสังคม กล่าวรายงานวัตถุประสงค์และแนวทางดำเนินโครงการ โดยผู้เข้าร่วมงานมาจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ “BDE Learn to Earn” คือการพัฒนา แพลตฟอร์มกลางของรัฐ มุ่งเชื่อมโยงข้อมูลการเรียนรู้ การรับรองสมรรถนะ และการจ้างงานไว้ในระบบเดียว แก้ปัญหา pain point เรื่องข้อมูลและการแลกเปลี่ยนข้อมูล ด้านการศึกษา การฝึกอบรม การรับรองสมรรถนะ และตลาดแรงงาน ที่ปัจจุบันยังขาดการเชื่อมโยง ข้อมูลกระจัดกระจาย ข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ หรือข้อมูลขาดความถูกต้อง เป็นต้น ส่งผลให้การกำหนดนโยบาย การพัฒนาหลักสูตร และการจัดสรรทรัพยากรไม่สอดคล้องกับความต้องการอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง นายเวทางค์ฯ กล่าวเพิ่มว่า “แพลตฟอร์มนี้ ถูกออกแบบในลักษณะ Single Platform ที่บูรณาการข้อมูลจากหลายภาคส่วนเข้าสู่ระบบเดียว เพื่อสร้าง “Digital Workforce Ecosystem” ของประเทศ โดยมีจุดเด่นสำคัญคือ เรียนจบได้ Certificate และระบบจะนำข้อมูลไปร่วมกับ Resume ของผู้เรียนที่ใส่ไว้สร้างเป็น Portfolio ให้อัตโนมัติ จากนั้น AI จะวิเคราะห์ทักษะที่มีจับคู่งานที่เหมาะสมในแพลตฟอร์มให้อีกด้วย” BDE Learn to Earn ทำงานไม่ซ้ำซ้อนกับแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ และทุกแพลตฟอร์มสามารถเข้ามา ร่วมกับทาง BDE Learn to Earn ได้ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูล สร้างให้เกิดฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงทักษะการอบรมของผู้เรียน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยกระดับกำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สำหรับแพลตฟอร์ม BDE Learn to Earn เป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยมาใช้ในโครงสร้าง ได้แก่ 1) Blockchain สำหรับจัดเก็บใบรับรอง สมรรถนะ และข้อมูลการเรียนรู้แบบตรวจสอบย้อนกลับได้ ลดความเสี่ยงการปลอมแปลง 2) Artificial Intelligence (AI Job Matching) วิเคราะห์ทักษะที่ได้รับจากการเรียนในโครงการและ Resume สร้างเป็น e-Portfolio และนำไปเทียบกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อเสนอโอกาสงานอย่างเป็นระบบ 3) Data Exchange Gateway เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา และ 4) Cloud Service มาตรฐานสากล เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างปลอดภัย ครอบคลุมทั้ง Infrastructure, Software และ Platform as a Service โดยโครงการมีเป้าหมายเชิงรูปธรรมที่ชัดเจนและวัดผลได้ ได้แก่ 1) จัดทำระบบ Credit Bank เรียนรู้สะสมได้ตลอดชีวิต เพื่อสะสมหน่วยการเรียนรู้และสมรรถนะ หนึ่งในกลไกสำคัญของโครงการ คือ ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสะสมหน่วยการเรียนรู้และสมรรถนะจากหลากหลายแหล่ง ทั้งจากสถาบันอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และสถาบันเอกชน โดยระบบนี้ จะช่วยให้การเรียนรู้ไม่สะดุด สามารถเทียบโอนและต่อยอดได้ตลอดช่วงชีวิตการทำงาน สอดคล้องกับแนวคิด Lifelong Learning และการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาและอาชีวศึกษาอย่างน้อย 7 แห่ง ครอบคลุมกว่า 1,000 หลักสูตร 2) จัดอบรมประชาชนอย่างน้อย 50,000 คน ผ่าน 200 หลักสูตรทั้งในและต่างประเทศ โดยมีผู้ผ่านเกณฑ์รับประกาศนียบัตรไม่น้อยกว่า 2,500 คน 3) จับคู่ตำแหน่งงานด้านดิจิทัลไม่น้อยกว่า 1,000 ตำแหน่ง เพื่อเชื่อมโยงแรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และ 4) ส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้และเนื้อหาเชิงอัตลักษณ์ชุมชน ผ่านเครือข่ายศูนย์ดิจิทัลชุมชนกว่า 2,222 แห่ง เพื่อสร้างคุณค่าเชิงวัฒนธรรมควบคู่กับการพัฒนาทักษะดิจิทัล นอกจากนั้น ความร่วมมือ 3 ภาคส่วนจากพิธีลงนาม MOU ในครั้งนี้ ยังเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาเพื่อบูรณาการข้อมูล หลักสูตร และความต้องการแรงงานเข้าสู่ระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อน และสร้างระบบนิเวศแรงงานดิจิทัลที่เข้มแข็ง โดยแพลตฟอร์มนี้จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเริ่มใช้งานได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2569BDE ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา 35 หน่วยงาน เปิดตัวแพลตฟอร์ม “BDE Learn to Earn” เชื่อม “การเรียนรู้” กับ “รายได้” ที่มา: บ้านเมือง, 26/2/2569 ธนาคารโลกเตือนไทยรับมือ "วิกฤตแรงงาน" แนะอัปสกิล AI ดัน GDP เมลินดา กู๊ด (Melinda Good) ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา (World Bank Group) ได้แบ่งปันมุมมองต่อโอกาส ความท้าทาย และการเติบโตของประเทศไทย ภายในงานสัมมนา Post Today Thailand Economic Drives 2026 ฝ่ามรสุม ปี 69 ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรม Anantara Siam Bangkok วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เมลินดา ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในช่วงปีที่ผ่านมา เหมือนพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะถูกกระทบอย่างหนัก ทว่าในความเป็นจริง เศรษฐกิจโลกกลับมีความยืดหยุ่นสูงกว่าที่ประเมินไว้ โดยมีการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ถึง 0.5% ปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1. การเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า (Front-loading) ของภาคธุรกิจก่อนที่มาตรการกำแพงภาษีจะบังคับใช้  2. กระแสเงินทุนที่ยังคงไหลเวียนและตลาดการเงินที่มีเสถียรภาพมากกว่าที่คาด  3. การลงทุนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งส่งผลดีมาถึงการลงทุนในประเทศไทยด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา เตือนว่าปัจจัยเชิงบวกบางประการเป็นเพียงผลระยะสั้น โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางนโยบายที่กำลังพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งเปรียบเสมือน "ภาษีแฝง" ที่สร้างข้อจำกัดในการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ แน่นอนว่าประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดและพึ่งพาการส่งออกสูงอย่างประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องหา "จุดสมดุล" ระหว่างจุดแข็งของไทยและทิศทางของเทรนด์โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนตุลาคมปีนี้ ที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำองค์กรระดับโลกจะมารวมตัวกัน จึงเป็นโอกาสทองที่ไทยต้องเร่งสร้างความชัดเจนว่าประเทศมีศักยภาพและจุดขายอย่างไรบนเวทีโลก เมลินดา ยังได้ชี้ให้เห็นถึงเทรนด์หลักที่ไทยต้องเร่งปรับตัว ได้แก่ 1. วิกฤตแรงงานและการพัฒนาทักษะ (Jobs & Skills) ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาเยาวชน 1.2 พันล้านคนเตรียมเข้าสู่ตลาดแรงงานในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่มีตำแหน่งงานรองรับเพียง 400 ล้านตำแหน่ง ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยและอาเซียนกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยคาดการณ์ว่าในอนาคต ไทยจะมีสัดส่วนคนทำงาน 1 คน ต่อผู้อยู่นอกกำลังแรงงาน 2 คน ปัญหาที่น่ากังวลสำหรับไทยคือ "ภาวะไม่ตรงกันของทักษะ" (Skills Mismatch) โดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงานสายเทคโนโลยี ดังนั้น การเร่งสร้าง "สะพานสู่ทักษะแห่งอนาคต" (Skills Bridge) และการยกระดับความรู้ด้านดิจิทัลให้แรงงาน จะเป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งข้อมูลระบุว่าการพัฒนาทักษะเหล่านี้อาจช่วยผลักดันให้จีดีพีของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นได้ถึง 20% 2. ก้าวให้ทันเทคโนโลยีและ AI เทคโนโลยีอย่าง AI, วิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) และคลาวด์คอมพิวติ้ง ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังเข้ามาพลิกโฉมการลงทุนและห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติ  (Global Value Chains) ข่าวดีคือ ประเทศไทยมีการนำ AI มาใช้สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองเพียงสิงคโปร์เท่านั้น ทว่าความท้าทายคือ ไทยต้องเร่งนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในภาคการผลิตจริง เพื่อยกระดับไปสู่งานที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งการลงทุนในส่วนนี้แม้อาจดูเหมือนเพิ่มจีดีพีได้เพียง 0.3% ในระยะแรก แต่เมื่อคิดแบบทบต้นในระยะยาว จะสร้างความได้เปรียบมหาศาล 3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมถือเป็นความเสี่ยงระดับมหภาคที่สำคัญมากของไทย (Macro-critical issue) รายงานด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า หากไทยไม่เร่งปรับตัวและหาทางบรรเทาผลกระทบ ผลพวงจากโลกร้อนอาจสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่า 7-14% ของจีดีพีภายในปี 2050 ข้อมูลที่น่าตกใจคือ ประชากรและภาคธุรกิจของไทยกว่า 60% ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุทกภัย ซึ่งเป็นระดับความเสี่ยงที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งในอาเซียนอย่างมาก ทั้งนี้ มีการประเมินว่าไทยอาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 2.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.8 ล้านล้านบาท) เพื่อรับมือและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตนี้ เมลินดา ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน แต่สิ่งที่จำเป็นที่สุดในเวลานี้คือ "การลงมือทำอย่างเร่งด่วน" เพราะหากล่าช้า ประเทศคู่แข่งก็พร้อมที่จะแซงหน้าไปในทุกๆ ปี ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 24/2/2569 ประกันสังคมแจง “ตัดหนี้สูญ” แค่บัญชี ไม่ใช่ยกหนี้ เอกชนค้าง 6.2 พันล้าน นางสาวนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยนายจตุรงค์ ไพรสิงห์ กรรมการประกันสังคม บอร์ดฝ่ายผู้ประกันตน แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (ชุดที่ 14) ครั้งที่ 4/2569 ซึ่งเป็นการประชุมในฐานะบอร์ดรักษาการครั้งแรก ภายหลังคณะกรรมการชุดเดิมครบวาระเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงกรณีกระแสสังคมที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดเก็บเงินสมทบ การค้างชำระเงินสมทบ และประเด็นการตัดหนี้สูญของสำนักงานประกันสังคม ด้านนายจตุรงค์ ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามหนี้ค้างชำระ ชี้แจงว่า ประเด็นที่สังคมกังวลว่าประกันสังคมจะยกหนี้ให้ภาคเอกชนหรือหน่วยงานราชการนั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง พร้อมขอให้แยกหนี้ออกเป็น 3 ส่วนอย่างชัดเจน ส่วนแรก คือ หนี้ภาคเอกชน ปัจจุบันมีสถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกว่า 5 แสนราย ในจำนวนนี้เป็นลูกหนี้ค้างชำระประมาณ 64,000 ราย คิดเป็นวงเงินราว 6,200 ล้านบาท ส่วนที่สอง คือ หนี้จากหน่วยงานราชการที่มีลูกจ้างและต้องส่งเงินสมทบทุกเดือน มีจำนวนประมาณ 4,111 ราย วงเงินรวมราว 27 ล้านบาท ส่วนที่สาม คือ หนี้เงินสมทบของภาครัฐในอดีต ซึ่งเป็นเงินที่รัฐบาลต้องสมทบให้กองทุนประกันสังคม ปัจจุบันคงค้างอยู่ประมาณ 48,000 ล้านบาท นายจตุรงค์ ย้ำว่า อนุกรรมการได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดให้ดำเนินการได้เฉพาะหนี้ภาคเอกชนและหนี้ของหน่วยงานราชการที่มีลูกจ้างเท่านั้น ส่วนหนี้ของรัฐเป็นหน้าที่ของสำนักงานในการแจ้งและติดตามกับรัฐบาลโดยตรง ไม่ใช่อำนาจของบอร์ดหรืออนุกรรมการ ส่วนการตัดหนี้สูญ เป็นเพียงการดำเนินการทางบัญชี เพื่อสะท้อนสถานะทางการเงินให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ไม่ได้หมายความว่าสำนักงานยกหนี้ให้ลูกหนี้แต่อย่างใด ตามระเบียบข้อ 26 หนี้ที่เข้าข่ายล้มละลาย เลิกกิจการ หรือขาดอายุความ สามารถตัดหนี้สูญทางบัญชีได้ แต่สถานะทางคดีและการติดตามทวงถามยังคงดำเนินต่อไป โดยมีอายุความในการดำเนินคดีประมาณ 10 ปี นายจตุรงค์ ยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันสำนักงานมีเงินกองทุนประมาณ 2.9 ล้านล้านบาท และมีหนี้ค้างชำระราว 6,200 ล้านบาท หากไม่ตัดหนี้สูญในกรณีที่เข้าเงื่อนไข จะทำให้ตัวเลขทางบัญชีคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ทั้งที่หนี้บางส่วนไม่สามารถเรียกเก็บได้แล้วตามกฎหมาย โดยหน่วยงานของรัฐไม่สามารถขายหนี้ให้เอกชนเหมือนภาคธุรกิจทั่วไปได้ แต่ต้องดำเนินการสืบทรัพย์ ยึดทรัพย์ และฟ้องคดีด้วยตนเองทั้งหมด ในกรณีหน่วยงานราชการ เช่น โรงเรียนที่ค้างส่งเงินสมทบจำนวนมาก นายจตุรงค์ ระบุว่า แม้สำนักงานมีอำนาจยึดเงินในบัญชีได้ทันที แต่ต้องพิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ เพราะเงินในบัญชีอาจเป็นค่าอาหารกลางวันหรือค่าใช้จ่ายจำเป็นของนักเรียน ขณะเดียวกัน หากเป็นภาคเอกชน การยึดเครื่องจักรหรืออายัดบัญชีทันที อาจทำให้กิจการต้องปิดตัว ลูกจ้างตกงาน และสุดท้ายภาระจะย้อนกลับมาที่สำนักงานประกันสังคมในรูปของเงินชดเชยว่างงาน ซึ่งปัจจุบันจ่ายสูงสุดถึง 60% หรือไม่เกิน 9,000 บาทต่อเดือน นายจตุรงค์ เปิดเผยว่า ตลอด 2 ปีที่ทำหน้าที่ในอนุกรรมการ สามารถติดตามและจัดเก็บเงินจากลูกหนี้ทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานราชการได้แล้วกว่า 12,500 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่สูง โดยหนี้ที่ยังมีสถานะดำเนินกิจการ หรือเกรด A มีโอกาสจัดเก็บได้มากที่สุด ส่วนหนี้ที่ปิดกิจการหรือล้มละลาย ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเพื่อเฉลี่ยทรัพย์ ซึ่งหนี้ของประกันสังคมจะมีสถานะบุริมสิทธิเทียบเท่าสรรพากร เมื่อถามว่าหนี้ค้างจะกระทบกองทุนหรือไม่ นายจตุรงค์ ระบุว่า หากคิดเป็นสัดส่วนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 0.64% ของกองทุนทั้งหมด ยังไม่ส่งผลกระทบในระยะสั้น แต่หากปล่อยให้ค้างสะสมในระยะยาว อาจกระทบต่อเสถียรภาพของกองทุน พร้อมเสนอแนวคิดว่า ในต่างประเทศหลายแห่งใช้ระบบจัดเก็บเงินสมทบผ่านกรมสรรพากร แล้วส่งต่อให้กองทุนประกันสังคม เพื่อให้กองทุนมุ่งดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างเต็มที่ นายจตุรงค์ กล่าวย้ำว่า ในฐานะตัวแทนฝ่ายผู้ประกันตน เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องนำกลับมาเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตน และใช้ลงทุนรองรับการจ่ายบำนาญชราภาพในอนาคต พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้หน่วยงานรัฐ และตนเคยดำเนินการยึดทรัพย์จากสถาบันการเงินแห่งหนึ่งได้ถึง 800 ล้านบาทภายในเดือนเดียว และยังคงติดตามเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่าไม่มีการละเว้นหรือประนีประนอมที่ทำให้ผู้ประกันตนเสียประโยชน์อย่างแน่นอน ส่วนกรณีการปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบผู้ประกันตน ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกันตนบางส่วนต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาท นายจตุรงค์ เผยว่า ประเด็นดังกล่าวสำนักงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความกังวลว่าการเพิ่มเงินสมทบอาจส่งผลให้สถานประกอบการและผู้ประกันตนบางส่วนที่มีภาระอยู่แล้วเกิดปัญหาการค้างชำระเพิ่มขึ้น โดยจากการติดตามข้อมูลตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่าจำนวนลูกหนี้ค้างชำระเพิ่มขึ้นเกือบ 1,000 รายภายในเดือนเดียว ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางธุรกิจที่ทำให้บางสถานประกอบการไม่สามารถแบกรับภาระได้จริง โดยในเดือนมกราคม ตัวเลขดังกล่าวเริ่มสะท้อนผลกระทบจากการปรับอัตราเงินสมทบอย่างมีนัยสำคัญมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นทิศทางเริ่มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมได้มีการติดต่อพูดคุยกับนายจ้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายสถานประกอบการเริ่มวางแผนสำรองเงินเพื่อชำระเงินสมทบได้ดีขึ้น นายจตุรงค์ คาดว่า ภายในไตรมาสนี้สถานการณ์การค้างชำระจะทยอยคลี่คลาย และมีแนวโน้มกลับเข้าสู่การชำระได้ใกล้เคียงปกติ และสำนักงานประกันสังคมยังมีโครงการและมาตรการเสริมเพื่อช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้โดยไม่กระทบต่อสิทธิของผู้ประกันตนในระยะยาว ที่มา: PPTV, 24/2/2569 รับสมัครชายไทยทำงานภาคเกษตรในอิสราเอล เงินเดือน 6 หมื่นกว่า นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดรับสมัครเพื่อคัดเลือกคนหางานไปทำงานภาคเกษตรในรัฐอิสราเอล ภายใต้โครงการ “ความร่วมมือไทย – อิสราเอลเพื่อการจัดหางาน” (Thailand-Israel Cooperation on the Placement of Workers : TIC) ครั้งที่ 20 ตำแหน่งคนงานภาคเกษตร (เพศชาย) เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานไทยในการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ  สร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัว นำรายได้เข้าประเทศ รวมทั้งเรียนรู้เทคโนโลยีและประสบการณ์ด้านการเกษตร กลับมาพัฒนาประเทศและประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล สำหรับสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา 2 ปี ต่อได้ไม่เกิน 5 ปี 3 เดือน โดยจะได้รับเงินเดือนขั้นต่ำก่อนหักภาษีเดือนละ 6,247 เชคเกลอิสราเอล หรือ ประมาณ 62,000 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) ส่วนคุณสมบัติของผู้สมัครงานครั้งนี้ มีดังนี้ 1.เพศชาย สัญชาติไทย 2.พ้นภาระการรับราชการทหาร 3.อายุ 23 – 39 ปี (เกิดระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2530 – 25 กุมภาพันธ์ 2546) 4.ไม่มีประวัติอาชญากรรม 5.ไม่เคยทำงานในประเทศอิสราเอล ไม่มีคู่สมรส บุตร หรือบิดาและมารดาพำนักอยู่ในประเทศอิสราเอล 6.สุขภาพแข็งแรง ตาไม่บอดสี ไม่เป็นโรคติดต่อ ไม่เสพสารเสพติด หรือเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 7.ต้องมีประสบการณ์ทำงานภาคการเกษตร ผู้ที่สนใจสามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ toea.doe.go.th เพื่อทำการลงทะเบียนในระบบอิเล็กทรอนิกส์ กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ ได้ตั้งแต่วันที่ 24 – 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดการสมัครกำหนดการและวิธีการรับสมัครได้ที่เว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas หรือ Facebook : กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หรือติดต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดหรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 เพื่อดำเนินการสมัครให้ และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมทางโทรศัพท์หมายเลข 02-245-0978 และ 08-0061-6576 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า การรับสมัครในครั้งนี้เป็นการดำเนินการเพื่อจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศ โดยวิธีรัฐจัดส่ง ผู้สมัครไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการสมัคร เว้นแต่ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอล ในกรณีที่ได้รับการคัดเลือก โดยมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินประมาณ 92,650 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.ค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง เช่น ค่าธรรมเนียมการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมค่าธรรมเนียมการขอรับหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ ค่าบัตรโดยสารเครื่องบินเที่ยวเดียวจากประเทศไทยไปยังอิสราเอล ค่าสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศตามที่กระทรวงแรงงานกำหนด เป็นต้น และ 2.ค่าใช้จ่ายหลังจากเดินทาง ไปถึงตามกฎหมายแห่งรัฐอิสราเอลหากมีผู้แอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้ได้รับการคัดเลือกเพื่อไปทำงานภาคเกษตรในประเทศอิสราเอลได้ โปรดอย่าหลงเชื่อ แต่ขอให้แจ้งและตรวจสอบข้อมูลกับกรมการจัดหางานก่อน ที่มา: กรมการจัดหางาน, 23/2/2569 กรมการจัดหางาน แนะนายจ้าง ยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงาน แรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ภายใน 31 มี.ค. 2569 นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เห็นชอบการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ที่ได้รับอนุญาตทำงานถึง 31 มีนาคม 2569 ให้สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ 1 ปี โดยคนต่างด้าว นายจ้าง และสถานประกอบการที่จ้างแรงงานต่างด้าวทั้ง 3 สัญชาติ ต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ eworkpermit.doe.go.th พร้อมเอกสารและหลักฐาน และชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แรงงานต่างด้าวจะสามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไปได้อีก 1 ปี จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 นายสมชาย กล่าวว่า แรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนามตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ประสงค์จะอยู่และทำงานต่อในราชอาณาจักร จะต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานก่อนที่ใบอนุญาตเดิมจะสิ้นสุด พร้อมทั้งดำเนินการจัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง รวมถึงตรวจลงตราวีซ่าให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยมีแนวทางการดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ดังนี้ 1.นายจ้างต้องยื่นคำขอต่ออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว พร้อมเอกสารหลักฐานตามที่กำหนด อาทิ ใบรับรองแพทย์ เอกสารประกันสุขภาพหรือประกันสังคม และเอกสารนายจ้าง ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และชำระค่าธรรมเนียมค่ายื่นคำขอฉบับละ 100 บาท และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานฉบับละ 900 บาท ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 2. เมื่อนายทะเบียนพิจารณาอนุญาตแล้ว คนต่างด้าวจะสามารถทำงานในราชอาณาจักรต่อได้เป็นระยะเวลา 1 ปี ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 โดยในระหว่างนี้สามารถใช้ทะเบียนใบอนุญาตทำงานเป็นหลักฐานแทนใบอนุญาตทำงานไปพลางก่อนจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตทำงาน 3. คนต่างด้าวต้องไปดำเนินการตรวจลงตราวีซ่าหรือขออนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 28 กันยายน 2569 จะได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปถึง 31 มีนาคม 2570 และแนบเอกสารประกอบในระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ครบถ้วน ขอให้นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าวเร่งดำเนินการทุกขั้นตอนให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดมิฉะนั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและทำงานอย่างถูกกฎหมาย เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนด หากกรมการจัดหางานตรวจสอบพบคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จะดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดทั้งนายจ้างคนไทยและลูกจ้างต่างชาติ ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน ที่มา: บ้านเมือง, 23/2/2569     * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์
dlvr.it
March 1, 2026 at 3:00 AM
ธ.ค. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 217,415 คน ถูกเลิกจ้าง 41,154 คน
ธ.ค. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 217,415 คน ถูกเลิกจ้าง 41,154 คน auser15 Tue, 2026-02-17 - 09:47 เดือน ธ.ค. 68 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,183,749 คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 217,415  คน ถูกเลิกจ้าง 41,154  คน ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือนธันวาคม 2568 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า เดือนพฤศจิกายน 2568 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 2,183,749 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.85 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 12,081,112 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,180,729 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.02 ถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนธันวาคม 2568 คาดการณ์ว่ามีผู้ว่างงานจำนวน 217,415 คน ลดลงร้อยละ -0.48 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 218,467 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 224,559 คน) ลดลงร้อยละ -3.18 โดยมีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ (ณ เดือนพฤศจิกายน 2568) จำนวน 65,057 คน ลดลงร้อยละ -4.25 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 67,944 คน) และลดลงร้อยละ -6.78 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 69,790 คน) ดังแผนภาพที่ 6 ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนธันวาคม 2568 คาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 1.78 และอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.70 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ตลาดแรงงาน * ประกันสังคม * เลิกจ้าง * ว่างงาน
dlvr.it
February 17, 2026 at 2:53 AM
พ.ย. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 224,559 คน ถูกเลิกจ้าง 41,590 คน
พ.ย. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 224,559 คน ถูกเลิกจ้าง 41,590 คน auser15 Tue, 2026-02-17 - 09:38 เดือน พ.ย. 68 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,180,729 คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 224,559 คน ถูกเลิกจ้าง 41,590 คน ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า เดือนพฤศจิกายน 2568 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 2,180,729 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.94 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 12,067,779 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,142,957 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.31 สถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนพฤศจิกายน 2568 มีผู้ว่างงานจำนวน 224,559 คน ลดลงร้อยละ -1.93 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 228,983 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 234,115 คน) ลดลงร้อยละ -4.08 โดยมีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ จำนวน 65,057 คน ลดลงร้อยละ -4.25 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 67,944 คน) และลดลงร้อยละ -6.78 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 69,790 คน) อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 1.84 และอัตราการ ว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.70 สถานการณ์การเลิกจ้าง เดือนพฤศจิกายน 2568 มีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้าง จากสำนักงานประกันสังคม มีจำนวน 41,590 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.72 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 39,714 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 41,275 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.76 และอัตราการเลิกจ้างของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างของระบบประกันสังคมในเดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.34 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ตลาดแรงงาน * ประกันสังคม * เลิกจ้าง * ว่างงาน
dlvr.it
February 17, 2026 at 2:44 AM
ต.ค. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 234,115 คน ถูกเลิกจ้าง 41,275 คน
ต.ค. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 234,115 คน ถูกเลิกจ้าง 41,275 คน auser15 Fri, 2026-01-02 - 19:34 ต.ค. 68 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,142,957 คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 234,115 คน ถูกเลิกจ้าง 41,275 คน ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือนตุลาคม 2568 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า เดือนตุลาคม 2568 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 12,142,957 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.30 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 11,986,943 คน) และเมื่อเทียบกับ เดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,159,025 คน) ลดลงร้อยละ -0.13 ด้าน สถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนตุลาคม 2568 มีผู้ว่างงานจำนวน 234,115 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.28 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 216,213 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 241,809 คน) ลดลงร้อยละ -3.18 โดยมีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ จำนวน 69,790 คน ลดลงร้อยละ -8.03 เมื่อเทียบกับ เดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 75,885 คน) และลดลงร้อยละ -6.68 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 74,786 คน) ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 1.93 และอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.70 สถานการณ์การเลิกจ้าง เดือนตุลาคม 2568 มีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้าง จากสำนักงานประกันสังคม มีจำนวน 41,275 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.14 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 34,643 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 41,973 คน) ลดลงร้อยละ -1.66 และอัตราการเลิกจ้างของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างของระบบประกันสังคมในเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.34 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ตลาดแรงงาน * ประกันสังคม * เลิกจ้าง * ว่างงาน
dlvr.it
January 2, 2026 at 12:40 PM
ก.ย. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 241,809 คน ถูกเลิกจ้าง 41,973 คน
ก.ย. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 241,809 คน ถูกเลิกจ้าง 41,973 คน auser15 Sat, 2025-12-06 - 18:59 ก.ย. 68 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,159,025 คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 241,809 คน ถูกเลิกจ้าง 41,973 คน ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือนกันยายน 2568 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่า เดือนกันยายน 2568 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 12,159,025 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.52 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 12,095,904 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,145,018 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.12 สถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนกันยายน 2568 มีผู้ว่างงานจำนวน 241,809 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.05 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 219,727 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 249,559 คน) ลดลงร้อยละ -3.11 โดยมีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ จำนวน 74,786 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.67 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 65,793 คน) และลดลงร้อยละ -9.03 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 82,212 คน) ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 1.95 และอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.80 สถานการณ์การเลิกจ้าง เดือนกันยายน 2568 มีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้าง จากสำนักงานประกันสังคม มีจำนวน 41,973 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.52 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 34,540 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 41,625 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.84 และอัตราการเลิกจ้างของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างของระบบประกันสังคมในเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.34 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ตลาดแรงงาน * ประกันสังคม * เลิกจ้าง * ว่างงาน
dlvr.it
December 6, 2025 at 12:04 PM
บอร์ดประกันสังคม 'ไฟเขียว' สูตรบำนาญชราภาพใหม่ หวังบังคับใช้ ม.ค. 69
บอร์ดประกันสังคม 'ไฟเขียว' สูตรบำนาญชราภาพใหม่ หวังบังคับใช้ ม.ค. 69 ภาพปก: สำนักงานประกันสังคมแถลงข่าว (ที่มา: แมวซาโบ) XmasUser Wed, 2025-11-12 - 14:01 บอร์ดประกันสังคมมีมติ 'เห็นชอบ' ปรับสูตรบำนาญชราภาพเป็นสูตร 'CARE' บนหลักการคำนวณตลอดช่วงเวลาส่งสมทบ และปรับค่าเงินตามภาวะเศรษฐกิจ โดยขั้นตอนหลังจากนี้ รมว.แรงงานจะนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. หวังบังคับใช้ ม.ค. 2569   12 พ.ย. 2568 เพจเฟซบุ๊ก "สำนักงานประกันสังคม" รายงานวานนี้ (11 พ.ย.) ณ ห้องประชุม สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ สำนักงานประกันสังคม พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม พร้อมด้วย กาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม คณะกรรมการประกันสังคม ฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการประกันสังคมในการพิจารณาการปรับปรุงสูตรคำนวณเงินบำนาญชราภาพ 'CARE' (Career Average Revalued Earnings) วรรณพงษ์ เผยว่า ที่ประชุมมีมติ ‘เห็นชอบ’ ในหลักการปรับปรุงสูตรคำนวณบำนาญชราภาพ มาตรา 33 และมาตรา 33 จากสูตรเดิม 'FAE' (Final Average Earnings) เป็นสูตร 'CARE' (Career Average Revalued Earnings) ให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการจัดทำยุทธศาสตร์ความยั่งยืนทางการเงิน (Funding Strategy) ของกองทุนประกันสังคม และการแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถดำเนินการตามยุทธศาสตร์ความยั่งยืนได้ โดยจะมีการสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้ประกันตน เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสูตรบำนาญใหม่ ต่อไป  ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบบำนาญภายใต้พระราชบัญญัติประกันสังคม เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างแรงงานในปัจจุบัน  โดยสูตร CARE จะคำนวณเงินบำนาญจากค่าจ้างเฉลี่ยตลอดช่วงเวลาการส่งเงินสมทบ (Career Average) และปรับค่าตามภาวะเศรษฐกิจ (Revalued Earning) เพื่อให้สะท้อนรายได้ของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง ซึ่งแตกต่างจากสูตรเดิมที่คำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยช่วงสุดท้ายก่อนเกษียณ               ก่อนหน้านี้ ระหว่างวันที่ 1-17 ต.ค. 2568 สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของผู้ประกันตนปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 โดยผลสำรวจความคิดเห็นมีผู้ตอบแบบสอบถามทุกช่องทางจำนวนทั้งสิ้น 102,010 ราย เห็นด้วย 79,498 ราย คิดเป็นร้อยละ 77.93 ไม่เห็นด้วย 22,512 ราย คิดเป็นร้อยละ 22.07 โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเสียงผู้ประกันตนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางปรับสูตรคำนวณบำนาญชราภาพตามระบบ CARE เนื่องจากมองว่าเป็นสูตรที่สะท้อนการทำงานตลอดช่วงอาชีพอย่างเป็นธรรม และช่วยให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบต่อเนื่องได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมมากขึ้น ขณะที่ กาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมกล่าวว่า การนำเสนอร่างกฎกระทรวงสูตร CARE ต่อคณะกรรมการประกันสังคมในวันนี้นั้น ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการปฏิรูประบบบำนาญชราภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้แก่ผู้ประกันตนในวัยเกษียณ ขอยืนยันว่าผู้ที่ได้รับบำนาญอยู่แล้วจะไม่กระทบ และหากคำนวณตามสูตรใหม่แล้ว ได้สิทธิมากกว่า สำนักงานประกันสังคมจะดำเนินการปรับสิทธิให้ตามความเป็นธรรม นอกจากนี้ สำนักงานประกันสังคมได้จัดทำช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) เพื่อรักษาสิทธิตามสูตรเดิมให้กับผู้ใกล้เกษียณซึ่งส่งเงินสมทบช่วง 60 เดือนสุดท้ายมาแล้ว โดยผู้ที่เริ่มรับบำนาญภายใน 5 ปีหลังกฎกระทรวงใหม่บังคับใช้ จะได้รับการคำนวณบำนาญเปรียบเทียบทั้งสูตรเดิมและสูตร CARE และปรับเพิ่มบำนาญให้หากสูตรเดิมคำนวณได้สูงกว่าในสัดส่วนที่เหมาะสม  "สำนักงานประกันสังคมยืนยันว่าจะดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และสื่อสารให้ผู้ประกันตนได้เข้าใจสิทธิประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ CARE เป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง" กาญจนา กล่าว  ด้านษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี คณะกรรมการประกันสังคม ฝ่ายลูกจ้าง เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ผ่านร่างกฎกระทรวงบำนาญสูตร 'CARE' โดยขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นการปรับรายละเอียดด้านเนื้อหา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อรับทราบ และหลังจากนั้นจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้  ษัษฐรัมย์ กล่าวต่อว่า ขั้นตอนในสำนักงานประกันสังคมเสร็จสิ้นหมดแล้ว มีเหลือขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองว่าจะทำงานช้าหรือเร็ว แต่โดยส่วนตัวเขาคาดหวังว่าสูตรคำนวณบำนาญใหม่ ควรจะบังคับใช้ ม.ค. 2569 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกันตน 5.7 แสนคน  ส่วนเรื่องการปรับเพดานเพิ่มเงินสมทบ ษัษฐรัมย์ อธิบายว่า หากมีการปรับเพดานหลังจากนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตน สามารถได้รับเงินบำนาญชราภาพในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย  * ข่าว * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สำนักงานประกันสังคม * ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี * บำนาญชราภาพ * วรรณพงษ์ คชรักษ์
dlvr.it
November 12, 2025 at 8:05 AM
ส.ค.68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 249,559 คน ถูกเลิกจ้าง 41,625 คน
ส.ค.68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 249,559 คน ถูกเลิกจ้าง 41,625 คน auser15 Mon, 2025-10-20 - 20:26 ส.ค.68 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,145,018 คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 249,559 คน ถูกเลิกจ้าง 41,625 คน ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือนสิงหาคม 2568 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่าเดือนสิงหาคม 2568 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 12,145,018 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.58 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 12,075,475 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,148,296 คน) ลดลงร้อยละ -0.03 สถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนสิงหาคม 2568 มีผู้ว่างงานจำนวน 249,559 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.19 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 230,672 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 275,299 คน) ลดลงร้อยละ -9.35 โดยมีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ จำนวน 82,212 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.10 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 69,030 คน) และลดลงร้อยละ -19.02 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 101,516 คน) ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 2.01 และอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.70 สถานการณ์การเลิกจ้าง เดือนสิงหาคม 2568 มีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้าง จากสำนักงานประกันสังคม มีจำนวน 41,625 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.73 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 33,916 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 63,520 คน) ลดลงร้อยละ -34.47 และอัตราการเลิกจ้างของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างของระบบประกันสังคมในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.34 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ตลาดแรงงาน * ประกันสังคม * เลิกจ้าง * ว่างงาน
dlvr.it
October 20, 2025 at 1:30 PM
ก.ค.68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 275,299 คน ถูกเลิกจ้าง 63,520 คน
ก.ค.68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 275,299 คน ถูกเลิกจ้าง 63,520 คน auser15 Sun, 2025-09-21 - 19:39 ก.ค.68 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,148,296 คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 275,299 คน ถูกเลิกจ้าง 63,520 คน ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือนกรกฏาคม 2568 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่าเดือนกรกฏาคม 2568 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 12,148,296 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.87 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 12,043,221 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,144,583 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.03 สถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนกรกฎาคม 2568 มีผู้ว่างงานจำนวน 275,299 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.89 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 235,517 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 251,832 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.32 โดยมีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ จำนวน 101,516 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.15 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 74,562 คน) และเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.13 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 75,123 คน) ในส่วนของจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่มีจำนวนเพิ่มขึ้น เป็นผลจากการเลิกจ้างแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จากสถานการณ์สงครามไทย-กัมพูชา ทำให้แรงงานกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยถูกเรียกตัวกลับประเทศของตน ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 2.22 และอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.70 ถานการณ์การเลิกจ้าง เดือนกรกฎาคม 2568 มีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้าง จากสำนักงานประกันสังคม มีจำนวน 63,520 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 78.89 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 35,507 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 42,589 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.15 และอัตราการเลิกจ้างของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างของระบบประกันสังคมในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.51 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ตลาดแรงงาน * ประกันสังคม * เลิกจ้าง * ว่างงาน
dlvr.it
September 21, 2025 at 12:45 PM
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 15-21 ก.ย. 2568
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 15-21 ก.ย. 2568 auser15 Sun, 2025-09-21 - 14:31 เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนต่อร่าง พ.ร.บ.อาสาสมัครกู้ภัยแห่งชาติ พ.ศ. .... กำหนดให้มี คกก.มาตรฐานอาสาสมัครกู้ภัย ตั้งกองทุนดูแลสวัสดิการ-สิทธิประโยชน์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนต่อร่าง พ.ร.บ.อาสาสมัครกู้ภัยแห่งชาติ พ.ศ. ....  ซึ่งนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะเป็นผู้เสนอ โดยมีสาระสำคัญคือการจัดตั้งคณะกรรมการมาตรฐานอาสาสมัครกู้ภัยแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นรองประธาน และประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ ผู้แทนองค์กรอาสาสมัครกู้ภัยระดับประเทศและภูมิภาค รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อทำหน้าที่เสนอนโยบายการพัฒนา สนับสนุนสวัสดิการ และยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานของอาสาสมัครกู้ภัยให้เป็นไปตามหลักสากล สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นอาสาสมัครกู้ภัย ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ มีความรู้ อ่านออกเขียนได้ สุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ ไม่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีความประพฤติอยู่ในกรอบศีลธรรม และสมัครใจปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยอาสาสมัครมีหน้าที่หลักในการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติภัยและสาธารณภัยในเบื้องต้น ก่อนส่งมอบให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพ รวมถึงการเผยแพร่ความรู้ด้านการกู้ภัยและการป้องกันสาธารณภัยแก่ประชาชน นอกจากนี้  ร่างพ.ร.บ.อาสาสมัครกู้ภัยแห่งชาติ พ.ศ. .... ยังได้กำหนดสิทธิประโยชน์ของอาสาสมัครกู้ภัย อาทิ สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล เงินค่าตอบแทนในการปฏิบัติหน้าที่ และสิทธิในการได้รับการยกย่องประกาศเกียรติคุณ ตลอดจนจัดตั้ง กองทุนอาสาสมัครกู้ภัยแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นทุนสำหรับการดูแลสวัสดิการ การช่วยเหลืออาสาสมัครที่เจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุจากการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรอาสาสมัครอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม สำหรับประเด็นเปิดรับฟังความคิดเห็น อาทิ เห็นด้วยหรือไม่ กับการกำหนดให้มีคณะกรรมการมาตรฐานอาสาสมัครกู้ภัยแห่งชาติ และการจัดตั้งกองทุนอาสาสมัครกู้ภัยแห่งชาติ โดยประชาชนสามารถร่วมแสดงความเห็นได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 28 กันยายน 2568 ผ่านเว็บไซต์รัฐสภา www.parliament.go.th หมวดการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 20/9/2568 จัดสัมมนาพัฒนากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพิ่มความมั่นคงแก่แรงงานไทย นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง เป็นประธานเปิดการสัมมนา “การพัฒนากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพิ่มความมั่นคงแก่แรงงานไทย” ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา จัดขึ้น เพื่อศึกษาเจตนารมณ์ วิวัฒนาการและความเป็นมาของกองทุนสงเคราะห์ ลูกจ้าง ประกอบกับศึกษาข้อดี - ข้อเสีย รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้านและนำข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการสัมมนา จัดทำเป็นรายงานการพิจารณาศึกษาของ กมธ.เสนอต่อวุฒิสภา เพื่อส่งไปยังคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยมี กมธ.การแรงงาน วุฒิสภา กมธ.การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ที่ปรึกษา นักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านแรงงาน เข้าร่วมสัมมนากว่า 200 คน ณ ห้องสัมมนา B1 - 4 ชั้น B1 อาคารัฐสภา โดย รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง กล่าวว่า ท่ามกลางสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแรงงานที่เกิดขึ้น ถือเป็นโจทย์และความท้าทายที่รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานจะต้องมีมาตรการ และแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนและเหมาะสมเพื่อการแก้ไขและพัฒนาการด้านแรงงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ถือเป็นกลไกสำคัญที่มีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิและหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่แรงงาน การดำเนินการปรับปรุงและเพิ่มบทบาทของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต้องอาศัยการ พิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้การพัฒนากองทุนเป็นไปอย่างเหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อแรงงานไทย รวมทั้งเป็นการเปิดเวทีเพื่อการรับฟังข้อมูลจากหลายภาคส่วน และสามารถนำข้อคิดเห็นเหล่านี้ใช้ประกอบการพิจารณาและการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไป จากนั้น นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง  ประธาน กมธ.การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เกี่ยวกับสถานการณ์แรงงานไทยและความท้าทายในยุคปัจจุบัน ว่า ปัจจุบันประเทศไทยต้องพึ่งพาแรงงานจาก 4 ชาติเพื่อนบ้านเป็นหลัก เนื่องจากแรงงานไทยในกลุ่มที่ใช้แรงงานแทบไม่มีแล้ว อย่างไรก็ตาม ระบบการบริหารจัดการยังคงมีปัญหาอย่างหนัก โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาและเมียนมา ที่ยังไม่มีข้อมูลตัวเลขที่แน่ชัดว่ามีจำนวนเท่าใด อาศัยอยู่ที่ใด หรือทำงานกับใคร ขณะที่สถานการณ์แรงงานไทยในปัจจุบันยังอยู่ในภาวะที่น่าห่วงและน่ากังวล ท่ามกลางโลกที่เปิดกว้างและการแข่งขันที่สูงขึ้น สะท้อนถึงความท้าทายหลายมิติที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการปฏิรูปกฎหมายที่ต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายเก่าที่มีอยู่ และการสร้างกฎหมายใหม่ขึ้นมา เพื่อให้ทันสมัยและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมเห็นว่ากระบวนการนิติบัญญัติยังคงล่าช้า ไม่สามารถตราร่างกฎหมายออกมาได้ทันท่วงที อีกทั้งยังกังวลว่าคนไทยอาจตามไม่ทันยุค AI ประกอบกับโครงสร้างประชากรที่เป็นสามเหลี่ยมหัวกลับ ซึ่งสังคมวัยทำงานต้องดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ระบบการศึกษา ยังไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควร สัดส่วนผู้เรียนสายสามัญสูงถึง 70% ขณะที่สายอาชีวะมีเพียง 30% ซึ่งกลับทิศทางกับที่ควรจะเป็น ยิ่งไปกว่านั้นสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานของรัฐกลับใช้เครื่องจักรรุ่นเก่าในการสอน ทำให้ไม่สามารถสร้างแรงงานที่มีทักษะสอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ ทั้งนี้ ตนเห็นว่ากระทรวงแรงงานถือเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างชาติ จึงขอเรียกร้องให้มีการปฏิรูปในทุกมิติ ตั้งแต่กฎหมาย การพัฒนาทักษะ ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน โดยแรงงานจำเป็นต้องมีความปลอดภัยในการทำงาน มีกองทุนเพื่อความมั่นคงและที่สำคัญ คือ อัตราค่าจ้างที่ได้สัดส่วนและเป็นธรรม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 19/9/2568 เครือข่ายขับเคลื่อนแก้ไขร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขอประธานสภาฯ - ผู้นำฝ่ายค้านฯ หนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ. ปี 2541 นายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร รับการยื่นหนังสือจาก นายบัณฑิต แป้นวิเศษ ผู้แทนเครือข่ายขับเคลื่อนแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงานว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคณะ ขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร สนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดา และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในผู้ใช้แรงงาน เนื่องจากที่ผ่านมารัฐสภา โดยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ทำการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. .... เพิ่มสิทธิประโยชน์การลาคลอดของแรงงานหญิงเป็น 120 วัน และการคุ้มครองลูกจ้างเหมาบริการภาครัฐให้ได้สิทธิการคุ้มครอง ในกฎหมายคุ้มครองแรงแรงงานที่กำลังอยู่ในชั้นการพิจารณาร่วมกันของ 2 สภา ซึ่งหากออกมาเป็นกฎหมายได้จะมีผลต่อสุขภาพของทารกและมารดา อีกทั้งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศได้เป็นเงินจำนวนมาก และทำให้ประเทศไทยสามารถจัดลำดับขยับเข้ามาใกล้กฎหมายคุ้มครองแรงงานว่าด้วยการลาคลอดเป็นลำดับ 2 ต่อจากประเทศเวียดนามที่ให้แรงงานหญิงลาคลอดได้ 180 วัน (6 เดือน) เครือข่ายยื่นข้อเสนอ 2 ข้อเสนอ ได้แก่ ขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เร่งรับและพิจารณารับร่างแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. .... (ฉบับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิความเป็นมารดา และการมีเวลาพักผ่อนของแรงงาน) และหากรับหลักการของร่างกฎหมายแล้วมีการตั้งคณะกรรมาธิการ ขอให้คำนึงถึงการนำผู้แทนภาคประชาสังคมแรงงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเนื้อหาในร่างกฎหมายเข้าทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการตามสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์สูงสุดในการได้ร่างกฎหมายที่มีความครอบคลุมทั่วถึงแรงงานให้ได้รับประโยชน์ นายคัมภีร์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังรับหนังสือ ว่าร่างแก้ไข พ.ร.บ.เกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของสตรี ที่มีครรภ์หรือเลี้ยงดูบุตร ให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงเป็นพลังของประเทศชาติในอนาคตต่อไป โดยตนจะรับเรื่องไว้ และนำเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาดำเนินการ ต่อไป นอกจากนี้ ผู้แทนเครือข่ายขับเคลื่อนแก้ไขร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคณะ ได้ยื่นหนังสือต่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขอให้สนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดา และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในผู้ใช้แรงงานด้วย ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 18/9/2568 เครือข่ายแรงงาน ชี้พนักงานหญิงใช้สิทธิลาคลอดไม่เต็มสิทธิ ห่วงรายได้-หวั่นตกงาน จากกรณีที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณาเห็นชอบ (ร่าง) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่…) พ.ศ. … เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การขยายสิทธิการลาคลอดของลูกจ้างหญิง จากเดิม 98 วัน เป็นไม่เกิน 120 วัน โดยกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 60 วัน นั้น น.ส.ธนพร วิจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิแรงงาน เปิดเผยว่า แม้จะได้สิทธิลาคลอดเพิ่มเป็น 120 วัน แต่ลูกจ้างหญิงส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้สิทธิไม่เต็มจำนวน โดยเลือกที่จะลาเพียงครึ่งหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ตามกฎหมายเดิมที่กำหนดสิทธิการลาคลอดไว้ 98 วัน โดยปกติแล้ว ลูกจ้างหญิงมักจะใช้สิทธิลาประมาณ 45 วัน เนื่องจากได้รับค่าจ้างจากนายจ้างตามอัตราค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาเพียง 45 วัน ส่วนอีก 45 วันที่เหลือจะได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ดังนั้น ลูกจ้างหญิงจำนวนมากจึงมักรีบกลับเข้าทำงานในช่วงเวลาที่เหลือ เพื่อให้ได้รับทั้งค่าจ้างจากนายจ้าง และเงินช่วยเหลือจากประกันสังคม โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้ดูแลบุตรให้และมีความพร้อมกลับเข้าทำงาน ขณะที่บางรายจำเป็นต้องใช้สิทธิลาคลอดเต็มจำนวน เนื่องจากไม่มีผู้ดูแลบุตรและต้องเลี้ยงดูบุตรด้วยตนเอง “ในอีกกรณี หากลูกจ้างหญิงลาคลอดครบ 120 วัน ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวพอสมควร อาจเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง เนื่องจากสถานประกอบการต้องการให้พนักงานกลับเข้ามาทำงานโดยเร็ว และไม่สามารถรอได้ โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และตลาดงานที่หายาก ลูกจ้างหญิงจึงพยายามรักษาตำแหน่งงานของตนไว้” น.ส. ธนพร กล่าว ทั้งนี้ น.ส.ธนพร ได้ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า สำหรับการร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ การใช้สิทธิลาคลอด 120 วัน ลูกจ้างหญิง จะได้รับค่าจ้างเต็มอัตราจากนายจ้างใน 60 วันแรก ส่วนระยะเวลาที่เหลือจะได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนประกันสังคม หากลูกจ้างหญิงกลับเข้าทำงานก่อนครบ 120 วัน ก็จะได้รับค่าจ้างเต็มอัตราจากนายจ้างต่อควบคู่กับเงินช่วยเหลือจากประกันสังคม อย่างไรก็ตาม การมีกฎหมายรองรับสิทธิลาคลอด 120 วันถือเป็นกลไกสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิได้เต็มจำนวนจริงๆ สำหรับการให้สิทธิลูกจ้างลา เพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรได้ไม่เกิน 15 วัน โดยใช้สิทธิก่อนหรือภายใน 90 วัน นับแต่วันที่บุตรคลอด ซึ่งยังจะได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 15 วันนั้น น.ส. ธนพร มองว่า เป็นการแบ่งเบาภาระลูกจ้างหญิงหลังคลอดที่อาจมีสภาพร่างกายยังไม่พร้อม อีกทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระการดูแลบุตรในช่วงกลางคืน จึงถือเป็นสิทธิที่เป็นประโยชน์เพื่อให้ลูกจ้างได้ช่วยดูแลคู่สมรสที่ลาคลอด และดูแลบุตรของตน “นี่เป็นอีกหนึ่งกฎหมายที่ควรสนับสนุน เพราะเป็นช่องทางให้ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิได้ใช้ตามความจำเป็น ขณะเดียวกัน หากลูกจ้างหญิงบางรายไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิเต็มจำนวนก็ไม่เป็นปัญหา ถือเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข อีกทั้งกฎหมายลาคลอด 120 วันยังตอบโจทย์การส่งเสริมให้ผู้หญิงตัดสินใจมีบุตรได้ง่ายขึ้น เพราะหากไม่มีการคุ้มครองทางกฎหมาย การตัดสินใจที่จะมีบุตรอาจเป็นเรื่องยาก เมื่อมีการให้สิทธิลาคลอด 120 วัน โดยไม่กระทบต่อการทำงาน และมีกฎหมายรองรับ ถือว่าเป็นประโยชน์มากกว่าโทษ และยังช่วยสนับสนุนการมีบุตรในช่วงที่อัตราการเกิดของเด็กไทยลดลง” น.ส. ธนพร กล่าว ที่มา: ข่าวสด, 17/9/2568 สิทธิลาคลอด 120 วัน กสร.คาดปลายปีนี้ได้ใช้ ประกันสังคม รับลูกแก้ กม.จ่ายชดเชย กรณีที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาเห็นชอบ (ร่าง) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่…) พ.ศ. … เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การขยายสิทธิการลาคลอดของลูกจ้างหญิง จากเดิม 98 วัน เป็นไม่เกิน 120 วัน โดยกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 60 วัน นั้น วันที่ 16 ก.ย.2568 นายณรงค์ฤทธิ์ วรรณโส ผู้อำนวยการกองนิติการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ในส่วนอีก 60 วัน จะได้รับสิทธิจากกองทุนประกันสังคม (สปส.) ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงอัตราการจ่าย จากเดิมที่จ่ายเพียง 45 วัน อีกทั้งยังเพิ่มสิทธิให้ลูกจ้างหญิงสามารถลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้อีกไม่เกิน 15 วัน ในกรณีที่บุตรเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือมีภาวะความพิการ โดยให้ได้รับค่าจ้างร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานจากนายจ้าง และยังให้สิทธิลูกจ้างลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรได้ไม่เกิน 15 วัน โดยใช้สิทธิก่อนหรือภายใน 90 วัน นับแต่วันที่บุตรคลอด ซึ่งยังจะได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 15 วัน “วุฒิสภา” เห็นชอบ ผ่านร่าง กม.คุ้มครองแรงงาน เพิ่มวันลาคลอด120 วัน คู่สมรส ลาช่วยเลี้ยงไม่หักค่าจ้าง “นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังขยายสิทธิให้แก่พนักงานจ้างเหมาบริการ โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน เช่น ค่าตอบแทนการทำงาน วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี วันลาป่วย และวันลาคลอด ไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน” นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวและว่า สำหรับขั้นตอนต่อไป หลังจากนี้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ตามร่างกฎหมาย กำหนดให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ หลังจากที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 30 วัน ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายปี 2568 โดยกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จะใช้บังคับกับแรงงานภาคเอกชนและแรงงานจ้างเหมาบริการ ขณะที่พนักงานราชการและรัฐวิสาหกิจยังคงใช้สิทธิตามกฎหมายเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปปรับปรุงและแก้ไขให้สอดคล้องกับแรงงานภาคเอกชน นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวอีกว่า กสร.ในฐานะหน่วยงานเฉพาะ ได้เตรียมความพร้อมจัดทำคำชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจแก่นายจ้างในภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป รวมถึงการอบรมเครือข่าย เช่น สหภาพแรงงาน สมาคมนายจ้าง และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตระหนักถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายและปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายลำดับรอง เพียงแต่ต้องทำคำอธิบายเพื่อให้นายจ้างและลูกจ้างเข้าใจการปฏิบัติ เช่น หากสถานประกอบการมีลูกจ้างหญิงใช้สิทธิลาคลอด อาจกระทบต่อภาระงานที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะด้าน นายจ้างจึงควรเตรียมบุคลากรสำรองเพื่อทดแทนในช่วงเวลาดังกล่าว “นอกจากนี้ กสร.ยังเตรียมกลไกติดตามและบังคับใช้กฎหมายผ่านการตรวจแรงงาน โดยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ จะลงพื้นที่ให้คำแนะนำและตรวจสอบ หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตาม ลูกจ้างสามารถร้องเรียนผ่านสายด่วน 1506 กด 3 หรือ 1546 รวมถึงช่องทางออนไลน์ของ กสร.” นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวและว่า หากนายจ้างฝ่าฝืนสิทธิ เช่น ไม่จ่ายค่าจ้างตามที่กฎหมายกำหนดภายใน 60 วันแรกของการลาคลอด จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท อีกทั้งกรณีบังคับให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานที่มีความเสี่ยง เช่น งานเครื่องจักร งานขนส่ง หรือเกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตราย ซึ่งอาจกระทบต่อการตั้งครรภ์ นายจ้างอาจถูกดำเนินคดีถึงขั้น วันเดียวกัน นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ตามที่มีการเห็นชอบในหลักการดังกล่าวนั้น จะมีความเกี่ยวข้องกับ สปส. คือ สิทธิสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ของสิทธิประกันสังคม โดยตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเป็นระยะเวลา 90 วัน โดย สปส.จะจ่ายร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยสูงสุดตามฐานเงินเดือนที่กำหนด ซึ่งปัจจุบันฐานเงินเดือนเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท นางนิยดา กล่าวว่า การจ่ายสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรของประกันสังคมนั้น จะจ่ายในรูปแบบเหมาจ่าย คือ เมื่อผู้ประกันตนทำเรื่องรับเงินค่าคลอดบุตรจากสปส.เป็นเงินเหมาจ่าย 15,000 บาทต่อครั้ง แล้วก็จะมีการจ่ายสงเคราะห์หยุดงานให้ทันที 90 วันตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้ประกันตนนำไปใช้ในการเลี้ยงดูบุตร โดยไม่ได้ระบุว่าผู้ประกันตนจะลาหยุดเต็มสิทธิวันละ 90 วัน หรือไม่ แต่ สปส.ก็จ่ายแบบเหมาให้เลย ฉะนั้น คนที่ได้เงินเดือนมากกว่า 15,000 บาท ก็จะได้เต็มจำนวนร้อยละ 50 อยู่ที่ 7,500 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 90 วัน หรือ 3 เดือน ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่ากับว่าผู้ประกันตนจะได้รับเงินจากประกันสังคมเพียง 90 วัน ในอัตราสูงสุดที่ 7,500 บาทต่อเดือน หรือไม่ นางนิยดา กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ร.บ.ประกันสังคม ระบุให้มีการจ่ายชดเชยสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร 90 วัน ซึ่งกำลังจะปรับแก้ พ.ร.บ.ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพื่อขยายสิทธิสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร ให้เป็น 120 วัน เพราะ เรื่องนี้ถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกันสังคม จึงไม่สามารถประกาศออกมาได้ในทันที ต้องมีการแก้ไขกฎหมายตามขั้นตอน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจ่ายค่าจ้างสำหรับการหยุดลาคลอด 120 วันนั้น ลูกจ้างจะได้รับเงินจากนายจ้างเต็มอัตราเงินเดือน เป็นระยะเวลา 60 วันหรือ 2 เดือน ขณะที่ ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตน ทางสำนักงานประกันสังคมจ่ายชดเชยครอบคลุมให้ร้อยละ 50 ค่าจ้างเฉลี่ยสูงสุดตามฐานเงินเดือนที่ 15,000 บาทเป็นระยะเวลา 90 วัน หรือ 3 เดือน ส่วนลูกจ้างจะหยุดจนครบ 120 หรือไม่นั้น ในกฎหมายทั้ง 2 ฉบับไม่ได้บังคับเอาไว้ แต่ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิลาได้สูงสุดที่ 120 วัน ที่มา: ข่าวสด, 16/9/2568 ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อนเก็บเงินสะสม-เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ พ.ศ. 2568 จากเดิมที่จะเริ่มจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ออกไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยการเลื่อนระยะเวลาดังกล่าวถือเป็นการผ่อนคลายภาระให้แก่สถานประกอบการและแรงงานในช่วงเศรษฐกิจผันผวน และช่วยรักษาความมั่นคงด้านการจ้างงาน ขณะเดียวกันเป็นห้วงเวลาที่นายจ้าง ลูกจ้าง และสถานประกอบกิจการจะได้มีการเตรียมความพร้อมในการศึกษาหลักเกณฑ์การจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์จากลูกจ้าง อธิบดี กสร. กล่าวต่อไปว่า สำหรับอัตราเงินสะสมและเงินสมทบที่จะเก็บจากลูกจ้างและนายจ้างยังคงเดิม โดยในระยะ 5 ปีแรก (1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574) ทั้งลูกจ้างและนายจ้าง (ฝ่ายละ) ต้องนำส่งเข้ากองทุนในอัตราร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง และตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป จะปรับเป็นร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง ส่วนหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการจัดเก็บยังคงเป็นไปตามเดิม ทั้งนี้ จะประกาศอัตราและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือโทรศัพท์สายด่วน 1506 กด 3 หรือ 1546 ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 15/9/2568 วุฒิสภาไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพิ่มสิทธิลาคลอด 120 วัน – ลาเลี้ยงดูบุตร-ช่วยเหลือคู่สมรส นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ. …. นำคณะ กมธ. แถลงภายหลังที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบวาระที่สาม เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎรต่อร่างกฎหมายดังกล่าว ด้วยเสียง 125 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง นำไปสู่ขั้นตอนการประกาศใช้เป็นกฎหมาย ว่าการพิจารณาร่างกฎหมายนี้มีสาระสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ ขยายขอบเขตการคุ้มครองไปถึงแรงงานที่ทำงานในลักษณะจ้างเหมาบริการ ในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน ให้ได้รับสิทธิพื้นฐานเทียบเท่ากฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดสิทธิลาคลอดบุตรไม่เกิน 120 วัน (จากเดิม 98 วัน) โดยนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนใน 60 วันแรก การเพิ่มสิทธิลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรอีกไม่เกิน 15 วัน กรณีบุตรป่วย เสี่ยงโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือพิการ และได้รับค่าจ้าง 50% ของค่าจ้าง การเพิ่มสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรไม่เกิน 15 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน คณะ กมธ. ย้ำว่าให้ความสำคัญต่อแรงงานที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศ ต้องได้รับสิทธิและสวัสดิการที่เหมาะสม เท่าเทียม และทันต่อสภาพเศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ เผยถึงขั้นตอนว่า จากนี้วุฒิสภาจะส่งร่างกฎหมายดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน ก่อนมีการประกาศใช้เป็นกฎหมายซึ่งจะมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 30 วัน เมื่อมีผลบังคับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จะต้องออกกฎหมายลำดับรองและเร่งบังคับใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อไป ด้าน นายชินโชติ แสงสังข์ รองประธาน กมธ.วิสามัญฯ และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มแรงงาน กล่าวว่า แม้การปรับเพิ่มวันลาคลอดจาก 98 วัน เป็น 120 วัน จะถือเป็นความก้าวหน้า แต่ตนยังยืนยันตามข้อเสนอขององค์การอนามัยโลกและองค์การยูนิเซฟ ว่ามารดาควรมีสิทธิลาคลอดและเลี้ยงดูบุตรไม่น้อยกว่า 180 วัน เพื่อให้เด็กได้รับนมแม่อย่างเต็มที่ แม้เงื่อนไขทางการเมืองในปัจจุบันบังคับให้ต้องยอมรับ 120 วัน แต่ในฐานะผู้นำแรงงาน ยังเห็นว่าควรเป็น 180 วัน ขณะที่ รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ ประธานที่ปรึกษากมธ. วิสามัญฯ ระบุว่า การเรียกร้องสิทธิลาคลอดยืดเยื้อมากว่า 30 ปี จนขณะนี้ได้ปรับเพิ่ม ถือเป็นการชดเชยที่แรงงานรอคอยมายาวนาน พร้อมชี้ว่า ประเด็นนี้ไม่เพียงเป็นสวัสดิการแรงงาน แต่ยังเกี่ยวพันกับการสร้างแรงงานคุณภาพในอนาคต ไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานที่มีคุณภาพ หากเด็กตั้งแต่แรกเกิดได้รับการดูแล มีสุขภาพกายใจที่แข็งแรง ก็จะเติบโตเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่ได้ นอกจากนี้ นางสาวสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง อดีตตัวแทนแรงงานในฐานะรองโฆษกคณะกมธ.วิสามัญฯ กล่าวขอบคุณสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่ให้ความสำคัญกับลูกจ้างภาครัฐ หรือลูกจ้างเหมาบริการ ซึ่งในส่วนของคณะกมธ.วิสามัญฯ ได้มีการพิจารณาและให้ความสำคัญไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ที่ทำงานเข้ามามีส่วนร่วมซึ่งจะนำไปสู่การมีแรงงานในอนาคตต่อไป เนื่องจากขณะนี้จำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น และการเพิ่มเวลาคลอดไม่ได้หมายความว่าจะเป็นทางออกทางเดียว ข้อเสนอแนะที่คณะกมธ.ได้เสนอให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน ให้มีการประชุมหารือเพื่อจัดทำร่างระเบียบหรือบางเรื่องควรจะทำเป็นกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับประกันสังคม ที่มีการเพิ่มวันลาต้องแก้ที่ตัวกฎหมายประกันสังคมด้วย ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 15/9/2568    * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์
dlvr.it
September 21, 2025 at 7:35 AM
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 8-14 ก.ย. 2568
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 8-14 ก.ย. 2568 auser15 Sun, 2025-09-14 - 09:29 มหาดไทยดีเดย์ 1 ต.ค. นี้ ใช้แรงงานผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา 4 หมื่นคน ทดแทนกำลังที่ขาด นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) กล่าวถึงความคืบหน้าที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา (ผภร.) ในพื้นที่พักพิง 9 ศูนย์ ทำงานได้ไม่เกิน 1 ปี ว่า เรื่องนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ระหว่างนี้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังพูดคุยกันถึงขั้นตอนการนำแรงงานเมียนมา มาขึ้นทะเบียนที่กรมการปกครอง ซึ่งขณะนี้มีอยู่ประมาณ 4 หมื่นคน จากนั้น เมื่อขึ้นทะเบียนแล้ว ก็จะให้สิทธิพักพิงอยู่ในศูนย์ก่อน ถ้าจะออกนอกศูนย์ไปทำงานก็ต้องขออนุญาตนายอำเภอ เมื่อนายอำเภออนุญาตแล้ว จัดหางานจังหวัดจะมาดูทักษะว่าจะทำงานด้านใดบ้าง เช่น ช่างไม้ ช่างสี ช่างปูน หรือไร้ฝีมือ จากนั้นจะนำนายจ้างมาที่อำเภอเพื่อทำสัญญา แต่ทั้งนี้ก่อนทำสัญญาหรือยื่นใบอนุญาตต้องมีการตรวจสุขภาพให้กับแรงงาน และทำเรื่องประกันสุขภาพ ก่อนยื่นคำร้องออกนอกพื้นที่ โดยจัดหางานจังหวัดจะประสานเรื่องการออกใบอนุญาตทำงานและส่งไปยังที่อำเภอปลายทางที่ต้องการแรงงาน ควบคุมการจ้างงานตามสัญญาอยู่ได้สูงสุด 1 ปี เมื่อครบ 1 ปีก็ต้องกลับมาที่ศูนย์ฯ หรือคนที่ทำสัญญา 3 เดือนก็ต้องกลับมาที่ศูนย์ แต่ระหว่างนี้หากใครต้องการแรงงานอีก ก็ต้องไปยื่นคำร้องใหม่ เพื่อขอแรงงานออกไปทำงานได้ แต่ต้องเป็นไปตามสัญญา คือ ไม่เกิน 1 ปี “สมมุติครบสัญญา 3 เดือนแล้วกลับมามีนายจ้างมาจ้างก็ออกไปใหม่ได้อีก ดูเป็นสัญญาต่อสัญญาและต่อคน แต่ต่อสัญญาไม่เกิน 1 ปี นี่คือแนวบริหารจัดการ” รองปลัด มท.ระบุ นายชำนาญวิทย์ ยังกล่าวว่า จะมีการฟรีค่าธรรมเนียมสำหรับแรงงานที่ขึ้นทะเบียนครั้งแรก เพราะกลุ่มคนเหล่านี้อยู่ในศูนย์ฯไม่มีเงินที่จะมาเป็นค่าใช้จ่าย ดังนั้น ค่าธรรมเนียมสิ่งใดที่ลดได้ก็จะลดลง เหลือแต่ประเด็นตรวจสุขภาพสาธารณสุขเท่านั้น ที่ไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ โดยลูกจ้างกับนายจ้างต้องไปพูดคุยค่าใช้จ่ายในประเด็นนี้ เพราะกระทรวงแรงงานได้ลดค่าธรรมเนียมการดำเนินการขึ้นทะเบียนให้ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีศูนย์พักพิง 9 ศูนย์ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดราชบุรี ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออก ที่มีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ขาดแคลนแรงงานจะมีการส่งไปสนับสนุนอย่างไรนั้น นายชำนาญวิทย์ กล่าวว่า จะมีแรงงานส่วนนี้ไปเติม ซึ่งจากเดิมผู้อพยพจะทำงานอยู่รอบศูนย์ฯ ดังนั้นกระบวนการนี้ก็คิดเผื่อไปทดแทนแรงงานกัมพูชา กรณีที่แรงงานฝั่งตะวันตกจะเดินทางไปฝั่งตะวันออก ก็ได้วางแผนไว้แล้วตามที่กล่าวมาข้างต้น คือ ให้อำเภอนั้นมาขออนุญาตและนำไปที่ปลายทาง ซึ่งปลายทางอาจจะเป็นจังหวัดระยอง จันทบุรี ก็ดำเนินการประสานงานกัน โดยจัดหางานจังหวัดนั้น เมื่อครบสัญญาก็นำกลับมายังศูนย์พักพิง แต่ทั้งนี้ก็มีข้อจำกัดว่าแรงงานที่ทำต้องไม่เป็นงานที่สงวนไว้กับคนไทย หรือกรณีที่กฎหมายแรงงานห้ามคนต่างด้าวทำ แต่ทั้งนี้มีการจำกัดไม่ให้เดินทางไปในพื้นที่ภาคอีสานหรือภาคใต้ เนื่องจากดูจากแรงงานความต้องการในพื้นที่แล้ว ภาคกลางและภาคตะวันออกมีมากกว่า ดังนั้นจึงต้องระบายแรงงานที่มีถึง 4 หมื่นคนระบายไปในพื้นที่ที่จำเป็นก่อน ส่วนความต้องการแรงงานทดแทนชาวกัมพูชานั้นมีเท่าไหร่ นายชำนาญวิทย์ กล่าวว่า ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในวอร์รูม ของกระทรวงแรงงาน ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า ต้องการแรงงานทดแทนเท่าไหร่ แต่ทราบว่ายอดแรงงานกัมพูชาอยู่ที่ประมาณ 4-5 แสนคนในทั่วประเทศและได้ทยอยเดินทางกลับกัมพูชา ซึ่งกระทรวงแรงงานกำลังสำรวจ แต่ทั้งนี้เชื่อว่าแรงงานจากศูนย์ฯถึง 4 หมื่นคนจะสามารถทดแทนได้ในระดับหนึ่ง ไม่สามารถทดแทนได้ 100 % ดังนั้นกระทรวงแรงงาน จะต้องไปดูว่าหากไม่พอแล้วต้องใช้แรงงานจากส่วนไหน ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อเสนอให้ใช้แรงงานไทยผ่านกรมราชทัณฑ์มาฝึกอาชีพ แล้วนำมาทดแทน และใช้แรงงานที่พึ่งตนเองก่อนได้ จากนั้น ค่อยไปใช้แรงงานต่างชาติ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องส่งเสริมเรื่องการใช้แรงงานคนไทย ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 13/9/2568 พนักงานเอกชนกว่าครึ่งเคยถูกคุกคามทางเพศ สสส.-มหิดล เปิดตัวแอปฯ MU-ZeroGBV หนุน 200 องค์กรสร้างที่ทำงานปลอดภัยไร้คุกคาม วันที่ 11 ก.ย. 2568 ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัวโครงการพัฒนาหลักสูตรและคู่มือแนวปฏิบัติ เพื่อสร้างมาตรการป้องกันและจัดการปัญหาความรุนแรงบนฐานเพศและการคุกคามทางเพศในสถานประกอบการเอกชน พร้อมพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ E-learning Application: MU-ZeroGBV in Workplace เพื่อพัฒนากลไกการเรียนรู้และระบบสนับสนุนที่ช่วยให้สถานประกอบกิจการในภาคเอกชนสามารถป้องกันความรุนแรงบนฐานเพศ (Gender-Based Violence: GBV) และการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศ.นพ.รณชัย คงสกล ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ 2 สสส. กล่าวว่า โครงการฯ ได้สำรวจพนักงานในสถานประกอบการทุกภาคทั่วประเทศ 67 แห่ง จำนวน 603 คน ในปี 2568ครอบคลุม 5 ประเภทอุตสาหกรรมส่งออก ได้แก่ 1.ยานยนต์ 2.อาหารส่งออก 3.สิ่งทอ 4.อิเล็กโทรนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า 5.โรงแรม, ท่องเที่ยว พบว่า พนักงานเคยถูกละเมิดหรือคุกคามทางเพศ 44.4% กลุ่มหลากหลายเพศเผชิญการคุกคามสูงสุด 60.2% ผู้หญิง 45.9% ผู้ชาย 33.9% พฤติกรรมที่พบบ่อย คือ การล้อเลียนรูปร่างหน้าตา การแซวหรือหยอกล้อส่อทางเพศ การถูกลูบคลำแตะเนื้อต้องตัว ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานจากการคุกคามทางเพศอยู่แล้ว แต่ยังพบว่าสถานประกอบการภาคเอกชนยังขาดแนวปฏิบัติและไม่มีวิธีการดำเนินงานที่เป็นระบบชัดเจน ส่งผลให้ถูกละเลยหรือไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ไม่ว่าจะเป็นสุขภาวะและขวัญกำลังใจของพนักงาน ศ.นพ.รณชัย กล่าวต่อว่า สสส. มีเป้าหมายขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงบนฐานเพศ ด้วยการขับเคลื่อนกฎหมาย นโยบายที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาหลักสูตรคู่มือการช่วยเหลือแบบสหวิชาชีพ พัฒนากลไกส่งเสริม ป้องกัน และช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรง นอกจากนี้ยังร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ E-learning Application: MU-ZeroGBV in Workplace เครื่องมือที่จะช่วยทำให้สถานประกอบการสามารถสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ปลอดภัย เท่าเทียม และเคารพศักดิ์ศรีของบุคลากร ปราศจากความรุนแรงบนฐานเพศและการคุกคามทางเพศ และหากเกิดเหตุขึ้นสถานประกอบการก็จะได้มีหลักสูตรให้ความรู้แก่ผู้บริหารและพนักงาน ตลอดจนมีนโยบาย กลไก รวมทั้งแนวปฏิบัติที่ชัดเจน สามารถนำไปใช้รับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง รศ.ดร.สุชาดา ทวีสิทธิ์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โครงการฯ ได้พัฒนาหลักสูตรและคู่มือแนวปฏิบัติครอบคลุมเนื้อหาสาระสำคัญ 9 โมดูล ได้แก่ 1.ความรู้พื้นฐานด้านสิทธิและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ GBV และการคุกคามทางเพศ 2.ความจำเป็นและบทบาทของแอปพลิเคชันในฐานะเครื่องมือดิจิทัล 3.สาเหตุและปัจจัยทางสังคมที่นำไปสู่ความรุนแรงบนฐานเพศ 4.ความเข้าใจเรื่องการคุกคามทางเพศในที่ทำงานและผลกระทบ 5.การสร้างวัฒนธรรมรับฟังความยินยอมในเรื่องเพศ 6.การสร้างวัฒนธรรมการรับฟังความยินยอมอย่างแท้จริง 7.การเรียนรู้จากสถานการณ์และวิธีรับมืออย่างเหมาะสม 8.การประเมินความเสี่ยง ช่องทางร้องทุกข์ และแหล่งความช่วยเหลือ 9.บทบาทของ HR ผู้จัดการ และผู้บริหารในการป้องกันและจัดการปัญหา “จุดเด่นของแอปพลิเคชันคือการมีระบบสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น วิดีโอ อินโฟกราฟิก แบบฝึกหัด กรณีศึกษา แบบทดสอบท้ายบท พร้อมระบบประเมินผลอัตโนมัติ และออกใบวุฒิบัตรออนไลน์ให้ทันทีสำหรับผู้เรียนที่ผ่านเกณฑ์ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถทำแบบประเมินความเสี่ยงส่วนบุคคล แจ้งร้องทุกข์ผ่านช่องทางออนไลน์ และเข้าถึงข้อมูลหน่วยงานสนับสนุนภายนอกได้โดยตรงทั้งบนโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป้าหมายของโครงการมุ่งหวังให้สถานประกอบการภาคเอกชนอย่างน้อย 200 แห่ง นำระบบ E-learning ไปใช้จริง และต่อยอดสู่การจัดทำนโยบายและแนวปฏิบัติที่เป็นธรรมภายในองค์กรต่อไป” รศ.ดร.สุชาดา กล่าว ที่มา: สำนักข่าวสร้างสุข, 12/9/2568 พม.ถก 4 หน่วยงานพร้อมผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นชอบขยายอายุเกษียณ แก้วิกฤตประชากร วันที่ 11 กันยายน 2568 ที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดการประชุมหารือเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) หัวข้อ “ยืดเวลาเกษียณอายุ กับความเป็นไปได้ในสังคมไทย” เพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุและการขยายอายุเกษียณที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจและสังคม นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ผู้บริหารกระทรวง พม. ผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงบประมาณ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม นายอนุกูล กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่มีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสวนทางกับประชากรวัยเรียนและวัยแรงงานที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีทั้ง “โอกาส” และ “ข้อท้าทาย” โดยข้อท้าทายด้านสังคมที่สำคัญนั้น ได้แก่ การขาดความมั่นคงด้านรายได้ของผู้สูงอายุ การเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนพึ่งพิงผู้สูงอายุ การขาดระบบบำนาญที่เพียงพอและครอบคลุมคนส่วนใหญ่ ในขณะที่ข้อท้าทายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ การขาดแคลนแรงงาน ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ อีกทั้งค่าจ้างแรงงาน และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงในระยะยาว ซึ่งท่ามกลางข้อท้าทายดังกล่าว ประเทศไทยสามารถพลิก “ข้อท้าทาย” ให้เป็น “โอกาส” ด้วยการส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุและการขยายอายุเกษียณ เนื่องจากในปัจจุบันผู้สูงอายุจำนวนมากมีสุขภาพแข็งแรงและมีความพร้อมในการทำงานได้อีกหลายปี นายอนุกูล กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่ผู้บริหารจากส่วนราชการที่สำคัญ รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันพิจารณาโอกาสและข้อท้าทาย และความเป็นไปได้ พร้อมให้ข้อเสนอแนะต่อประเด็น “ยืดเวลาเกษียณอายุกับความเป็นไปได้ในสังคมไทย” ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสาธารณะที่สำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับการขยายอายุเกษียณให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และครอบคลุมประเด็นต่างๆ ในหลายมิติ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และงบประมาณ อย่างรอบคอบ ตลอดจนรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอและผลักดันเชิงนโยบายในการขยายอายุเกษียณเพื่อเป็นทางออกของสังคมไทยภายใต้วิกฤตประชากร ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 11/9/2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดแรงงานกัมพูชากลับบ้านทำสวนลำไยภาคตะวันออกเสียหายกว่า 2.6 พันล้านบาท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าสวนลำไยภาคตะวันออกกว่า 90% ใช้แรงงานกัมพูชาเก็บเกี่ยว แต่แรงงานกัมพูชากลับประเทศ หลังเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนตั้งแต่ 24 ก.ค. 2568 ทำให้ขาดแคลนแรงงานเก็บลำไยที่ทยอยออกผลในช่วงเดือนส.ค.-ธ.ค. ผลผลิตลำไยเพิ่มขึ้น 12% ในช่วงเดือนส.ค.-ธ.ค.2568 ไปอยู่ที่ 288,809 ตัน เนื่องจากอากาศเอื้ออำนวย จึงต้องใช้แรงงานกัมพูชาเพิ่มขึ้นกว่า 4,000 คน ไปอยู่ที่ 37,617 คน ซึ่งปัจจุบันแรงงานกัมพูชาคงเหลือราว 2,000 คน คาดว่าสามารถหาแรงงานทดแทนได้เพียง 30,000 คน แต่จะมีต้นทุนจากแรงงานทดแทนที่เพิ่มขึ้น สร้างความเสียหาย 1,430 ล้านบาท อีกทั้งจะมีผลผลิตเสียหายจากการขาดแคลนแรงงานอีก 5,617 คน ทำให้เสียหาย 1,176 ล้านบาท รวมแล้วจะมีมูลค่าความเสียหายต่อลำไยภาคตะวันออกราว 2,606 ล้านบาท ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 10/9/2568 "ปชน." ชี้ภูมิใจไทยเทกระทรวงแรงงาน ชัดแล้วไม่แตะขึ้นค่าแรง นายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงโผคณะรัฐมนตรีรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า โผ ครม.อนุทิน 1 เริ่มนิ่ง กระทรวงแรงงานไม่ใช่กระทรวงในสายตาพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นกระทรวงที่น่าสนใจและอยู่ในสายตาผมและพรรคประชาชน เพราะพรรคประชาชนเข้าใจและให้ความสำคัญกับคนทำงานที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและเป็นกำลังหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตได้เช่นทุกวันนี้ ก่อนหน้านี้กระทรวงแรงงานเคยเป็นกระทรวงที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ จากพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งเจ้ากระทรวง แต่จากโผ ครม. ล่าสุด นายกฯ อนุทินไม่เลือกกระทรวงแรงงานไว้ให้พรรคภูมิใจไทยกำกับดูแล แต่มอบหมายให้นางสาวตรีนุช เทียนทอง จากพรรคพลังประชารัฐ นั่งบริหาร อันที่จริงตนผิดหวังเล็กๆ เพราะคิดว่านายกฯอนุทิน อาจจะอาศัยช่วงเวลา 4 เดือนในการบริหารงานนี้ ออกนโยบาย Quick Win เหมือนที่เตรียมปัดฝุ่นนโยบายคนละครึ่งของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ และนโยบายค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศแบบไม่มีดอกจัน ก็เป็นนโยบายที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างคะแนนนิยมได้เป็นอย่างดี แต่ตนคิดผิด สำหรับนางสาวตรีนุช เทียนทอง ประวัติไม่ปรากฏว่ามีความเชี่ยวชาญหรือเกี่ยวข้องด้านแรงงาน อย่างไรก็ตาม ตนจะติดตามการทำงานของรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานคนใหม่อย่างใกล้ชิด ว่าจะมีแนวนโยบายอะไรเพื่อพี่น้องแรงงานหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาตอนที่นายพิพัฒน์ จากพรรคภูมิใจไทยนั่งเป็นเจ้ากระทรวงก็แช่แข็งเรื่องค่าแรง ไม่เน้นการพัฒนาหรือยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงาน ปล่อยให้มีกลุ่มนายทุนปิดกิจการลอยแพลูกจ้างเป็นจำนวนมาก โดยที่กระทรวงแรงงานไม่ได้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง สร้างความเดือดร้อนแก่แรงงานจำนวนมาก แม้นโยบายขึ้นค่าแรงไม่ใช่นโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจในการเลือกตั้งที่ผ่านมา และแม้การบริหารงาน 4 เดือนนี้จะสั้น แต่หากรัฐบาลอนุทินมีความจริงใจและให้ความสำคัญกับพี่น้องคนทำงานจริง ก็สามารถกำหนดนโยบายเพื่อพี่น้องแรงงานได้ในฐานะนายกรัฐมนตรี เช่น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศหรือแบบไม่มีดอกจัน การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ปัญหาคนทำงานที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ปัญหาการดูแลเยียวยาแรงงานที่ถูกนายจ้างปิดกิจการลอยแพ ปัญหาการตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานประกันสังคม เป็นต้น ตนหวังว่าประเด็นปัญหาเหล่านี้จะปรากฏในคำแถลงนโยบายของนายกฯ ที่ชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล ที่มา: MCOT News FM 100.5, 10/9/2568 บอร์ดประกันสังคมไฟเขียว เพิ่มสิทธิทันตกรรม ‘ผ่าฟันคุด-ฝังรากเทียม’ เริ่มใช้ต้นปี 2569 9 ก.ย.2568 ที่สำนักงานประกันสังคม(สปส.) น.ส.บุปผา เรืองสุด เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ดประกันสังคม) ที่มีการประชุมพิจารณาสิทธิประโยชน์กรณีทันตกรรม ว่า ที่ประชุม ได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการการแพทย์กองทุนประกันสังคมให้ปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีทันตกรรมแก่ผู้ประกันตนโดยปรับแนวทางการจ่าย เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนเข้าถึงบริการ กรณีทันตกรรม ณ สถานพยาบาล คลินิกทันตกรรมได้อย่างสะดวก ดังนี้ 1. กรณีผู้ประกันตนที่เข้ารับบริการกรณีทันตกรรมที่สถานพยาบาลเอกชน คงอัตราอุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน วงเงิน 900 บาท/คน/ปี และจัดให้มีการตรวจสุขภาพช่องปาก จ่ายเพิ่มค่าผ่าฟันคุด โรงพยาบาลที่ทำความตกลงห้ามเรียกเก็บเงินเพิ่ม 2. กรณีผู้ประกันตนที่เข้ารับบริการกรณีทันตกรรมที่สถานพยาบาลรัฐ  ประกอบด้วย -จัดให้มีการตรวจสุขภาพช่องปาก และรายการทันตกรรมอัตราจ่ายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง โรงพยาบาลที่ทำความตกลงห้ามเรียกเก็บเงินเพิ่ม -ปรับอัตราฟันเทียมถอดได้ และเพิ่มค่าซ่อมฟันเทียมรายครั้ง -เพิ่มฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปาก สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งหมด ที่ทันตแพทย์พิจารณาแล้วว่า ไม่สามารถใส่ฟันเทียมวิธีปกติได้ ทั้งนี้ คณะกรรมการประกันสังคมให้ดำเนินการปรับเพิ่มสิทธิดังกล่าวต่อเมื่อมีการปรับค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 ตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 แล้ว น.ส.บุปผา กล่าวอีกว่า การดำเนินการทั้งหลายจะทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นของสำนักงานประกันสังคม เราต้องดูเรื่องรายรับของกองทุนด้วย ตอนนี้เรามีการเสนอปรับเพดานการจ่ายเงินสมทบ ที่จะช่วยให้ดำเนินการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางทันตกรรมได้โดยไม่กระทบกับรายรับของสำนักงานประกันสังคมและก็รายจ่ายด้วย ก็จะเร่งรัดดำเนินการซึ่งจะมีกระบวนการหลังจากนี้อีกหลายกระบวนการเหมือนกันทั้งการยกร่างประกาศ และการดูเรื่องการทำ MOU กับสถานทันตกรรมที่เกี่ยวข้องเรื่องการกำหนดระบบข้อมูลต่างๆ ของผู้ที่จะมาใช้บริการและระบบทางบัญชีด้วยซึ่งจะใช้เวลาพอสมควร “ดังนั้น อย่างเร็วที่สุดก็ประมาณต้นปี 2569 ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีซึ่งตอนนี้ก็ทราบว่าอยู่ระหว่างการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่” น.ส.บุปผา กล่าว ด้าน นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ที่ปรึกษาด้านการเงินการคลัง บอร์ดประกันสังคม กล่าวว่า ความพยายามในการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ในส่วนทันตกรรม ทางสปส. และบอร์ดฯ มีความพยายามมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตน ซึ่งสิทธิประโยชน์จะเพิ่มชัดเจน แต่เนื่องจากส่วนนี้ทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นพอสมควร จึงจะผูกการปรับปรุงสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นกับรายได้ที่เราจะเพิ่มขึ้นจากการปรับเพดานค่าจ้าง ทำให้ต้องเพิ่มการจ่ายสมทบ แต่การจ่ายเพิ่มขึ้นก็จะทำให้สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นด้วย “ตอนนี้บอร์ดประกันสังคมแต่ละฝ่ายมีแนวทางอื่นๆในการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนนอกเหนือจากเรื่องทำฟัน อย่างการปรับบำนาญกรณีชราภาพมาตรา 33 และมาตรา 39 โดยจะใช้สูตร Care จะทำให้บำนาญผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป” นายอนุสรณ์กล่าว นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม กล่าวว่า จากการศึกษาเพิ่มสิทธิ์ทันตกรรมในครั้งนี้คาดว่าจะใช้งบประมาณ 300 ล้านบาท หรืออย่างแพงเต็มที่ก็ 500 ล้านบาทต่อปีแต่เราสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตนได้อย่างมาก มีผู้ประกันตนหลักล้านคนที่ได้รับสิทธิ์นี้และขณะเดียวกันก็จะปลดล็อคค่าใช้จ่ายของผู้ประกันตนอีกจำนวนมากอีกทั้งยังเป็นผลประโยชน์ต่อฝั่งนายจ้างด้วยเพราะสามารถคิดถึง สวัสดิการสำหรับผู้ประกันตนหลากหลายอายุมากขึ้น ที่มา: Hfocus, 9/9/2568 ปธ.กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา รับหนังสือจากสหภาพลูกจ้างของรัฐฯ ขอเร่งแก้ปัญหาการจ้างงานของพนักงาน สธ. ถูกเอาเปรียบค่าแรง-สวัสดิการ นายแพทย์วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานกรรมาธิการ(กมธ.)สาธารณสุข วุฒิสภา รับหนังสือจากนายโอสถ สุวรรณเศวต ประธานสหภาพลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทย(สลท.)และคณะ ขอเร่งแก้ปัญหาการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรมในกระทรวงสาธารณสุข โดยระบุว่า พนักงานสายสนับสนุนจำนวนมากยังเผชิญความไม่มั่นคง ทั้งด้านรายได้ สวัสดิการ และความก้าวหน้าในอาชีพ แม้ที่ผ่านมาได้ยื่นเรื่องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหลายสมัย แต่ยังไม่มีการแก้ไขที่ชัดเจน ซึ่งพนักงาน ลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน รายวัน จ้างเหมาบริการ สายงานสนับสนุนบริการในกระทรวงสาธารณสุข คนกลุ่มนี้ต่างมีภาระงานไม่ต่างจากบุคลากรสายวิชาชีพ แต่กลับได้รับค่าตอบแทนต่ำ ขาดหลักประกัน และบางส่วนยังเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่ถูกต่อสัญญาเป็นปีต่อปี จึงสร้างความกังวลต่อการดำรงชีวิตและขวัญกำลังใจ ทั้งนี้ สหภาพลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทยได้เสนอข้อเรียกร้อง 4 ประการ ได้แก่ ให้กระทรวงสาธารณสุขปรับการจ้างงานลูกจ้างสายสนับสนุนเป็นพนักงานประจำ โดยมีเงินเดือนแน่นอน เพื่อความมั่นคงและสิทธิประโยชน์ด้านสวัสดิการ ให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) กำหนดกรอบอัตรากำลังที่ชัดเจน และเร่งบรรจุพนักงานที่ปฏิบัติงานต่อเนื่องให้มีความก้าวหน้า ไม่ถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ให้กระทรวงสาธารณสุขปรับโครงสร้างการจ้างงานลูกจ้างรายเดือน–รายวัน ให้มีสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับการทำงานจริง และให้เพิ่มค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลา (OT) จาก 300 บาทต่อวัน เป็น 600 บาทต่อวัน ตามภาวะเศรษฐกิจและนโยบายค่าจ้างของรัฐบาล พร้อมย้ำว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ลูกจ้างสายสนับสนุนสะสมมายาวนาน โดยเฉพาะช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่บุคลากรกลุ่มนี้ร่วมทำงานแนวหน้าเช่นเดียวกับสายวิชาชีพ แต่กลับไม่ได้รับการดูแลที่เป็นธรรม จึงหวังว่าวุฒิสภาจะเป็นช่องทางผลักดันให้รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขเร่งหาทางออกที่ยั่งยืนต่อไป ด้านนายแพทย์วีระพันธ์ กลับภายหลังรับหนังสือว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่ต้องเร่งหาแนวทางแก้ไข เพื่อดูแลบุคลากรที่อยู่ในสายงานสนับสนุนงานบริการของกระทรวงสาธารณสุข โดยจะรับเรื่องไว้พิจารณา และดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภาต่อไป ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 9/9/2568 กลุ่มแรงงานภาคเหนือ-อีสาน คว้าแชมป์ดื่มเหล้า ผู้ชายเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิง นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในเวทีสาธารณะ Data-Driven Workforce Planning Forum: “Work Well, Live Well: ขับเคลื่อนสุขภาวะคนทำงาน ด้วยพลังของข้อมูล” จัดโดย สสส. และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ว่า ปี 2567 คนไทยมีอายุยืนยาวคาดเฉลี่ยอยู่ที่ 76.56 ปี เป็นอันดับ 78 ของโลก กลุ่มคนวัยทำงานไทยเพศชายอายุคาดเฉลี่ยต่ำกว่าเพศหญิง 9 ปี สาเหตุจากพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพ เช่น ขับรถไม่สวมหมวกนิรภัย สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ สอดคล้องกับข้อมูลการตาย ปี 2566 ของเว็บไซต์ www.hiso.or.th โดย สสส. ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข พบคนวัยทำงานเพศชายเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าเพศหญิง 4.1 เท่า จากอุบัติเหตุจราจรมากกว่า 3.4 เท่า โรคหลอดเลือดสมองมากกว่า 2.6 เท่า สถานการณ์สุขภาพคนวัยทำงานสะท้อนให้เห็นถึงการจะมีชีวิตยืนยาวได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต การขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพในศตวรรษที่ 21 โดยอาศัยความตั้งใจหรือการรณรงค์อาจไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องใช้คือ “ข้อมูล” ที่แม่นยำและเชื่อถือได้ เพื่อเป็นฐานในการวิเคราะห์และออกแบบมาตรการสร้างเสริมสุขภาวะอย่างมีทิศทาง “สสส. ร่วมกับ มสช. จัดทำโครงการการศึกษาสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อและพฤติกรรมสุขภาพที่เกี่ยวข้องของวัยทำงานในประเทศไทย เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาระบบติดตามการดูแลสุขภาพวัยทำงานอย่างบูรณาการในระดับองค์กร และวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพของคนวัยทำงานทั่วประเทศ พร้อมทั้งระบุกลุ่มเสี่ยงและพื้นที่นำร่องเพื่อพัฒนาต้นแบบ ‘องค์กรสุขภาวะ’ ที่ยั่งยืน การจัดเวทีครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการทำงานด้านสุขภาพของวัยแรงงานไทย ด้วยการใช้ข้อมูลเป็นฐานคิดและเครื่องมือหลักในการเชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และวิชาการ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และผลักดันให้สุขภาวะคนทำงานกลายเป็นวาระแห่งชาติต่อไป ผู้สนใจสามารถเข้าไปดาวน์โหลดรายงานผลการศึกษาได้ที่เว็บไซต์ https://happy8workplace.thaihealth.or.th ” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว ผศ.พญ.ฉัฐญาณ์ วงศ์รัฐนันท์ หัวหน้าโครงการ “การศึกษาสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อและพฤติกรรมสุขภาพที่เกี่ยวข้องของวัยทำงานในประเทศไทย” กล่าวว่า การศึกษาสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อและพฤติกรรมสุขภาพฯ กลุ่มตัวอย่างแรงงานในระบบ 46,200 คนทั่วประเทศ ปี 2568 พบแรงงานในระบบสูบบุหรี่มากกว่าแรงงานนอกระบบ เพศชายสูบบุหรี่มากกว่าเพศหญิง มีแรงงานในระบบเพียง 3,336 คน สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ ซึ่ง 93.4% ต้องเลิกบุหรี่ด้วยตัวเอง และมีเพียง 0.6% หรือ 20 คนเท่านั้นที่เลิกบุหรี่ได้จากการบริการในสถานพยาบาล สะท้อนให้เห็นว่าวัยทำงานเข้าไม่ถึงการให้การบริการเลิกบุหรี่ ขณะที่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า เพศชายดื่มมากกว่าเพศหญิง วัยทำงานภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือดื่มมากที่สุด โดยช่วงอายุที่ดื่มมากที่สุดคือ 45-59 ปี “ส่วนพฤติกรรมการบริโภค ในมิติการกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และการกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ พบว่าเพศชายและเพศหญิงมีพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างกัน แต่เพศชายทานผักผลไม้น้อยกว่าเพศหญิง เช่นเดียวกับ พฤติกรรมเนือยนิ่ง ที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเพศหญิง และสถานการณ์โรคอ้วน พบเพศชายมีภาวะโรคอ้วนมากกว่าเพศหญิง ในกลุ่ม GenX จะมีเปอร์เซ็นต์อ้วนมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ที่น่าสนใจ พบว่า กลุ่มผู้ที่ทำงานก่อสร้าง มีพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาวะมาเป็นอันดับ 1 ในทุกด้าน ทั้งสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และเมาแล้วขับ ดังนั้น จึงยากเสนอแนะให้หน่วยงานทุกภาคส่วนนำข้อมูลที่ สสส. ร่วมกับ มสช. จัดทำขึ้นไปใช้ในการวางแผนทำงานแบบพุ่งเป้าเชิงพื้นที่ โดยใช้ข้อมูลการเจ็บป่วยในกลุ่มโรค NCDs และพฤติกรรมสุขภาพ เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาสุขภาพของคนแต่ละจังหวัดที่เป็นกลุ่มเสี่ยง” ผศ.พญ.ฉัฐญาณ์ กล่าว นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ กรรมการสายงาน FTI Academy สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเก็บข้อมูลสุขภาพคนทำงานจะต้องเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะการจะส่งเสริมให้สถานประกอบการและโรงงานทุกแห่งจัดทำข้อมูลสุขภาพ ต้องทำให้เห็นว่าการเก็บข้อมูลสุขภาพดีต่อองค์กรและแรงงานอย่างไร ที่สำคัญ การจะทำให้ได้ข้อมูลสุขภาพทั่วไปของแรงงาน สถานประกอบการต้องลงทุนทั้งเรื่องของอุปกรณ์ การสร้างแรงจูงใจ หรือปรับสภาพแวดล้อม ปรับรูปแบบการทำงานที่เอื้อให้การเกิดดูแลสุขภาพ และลดปัญหาการขาดงาน ต้องขับเคลื่อนพร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในองค์กรอย่างเข้มแข็ง ที่มา: เดลินิวส์, 8/9/2568    * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์
dlvr.it
September 14, 2025 at 2:32 AM
มิ.ย. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 251,832 คน ถูกเลิกจ้าง 42,589 คน
มิ.ย. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 251,832 คน ถูกเลิกจ้าง 42,589 คน auser15 Wed, 2025-08-20 - 10:51 มิ.ย. 68 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,144,583 คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 251,832 คน ถูกเลิกจ้าง 42,589 คน ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือนมิถุนายน 2568 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่าเดือนมิถุนายน 2568 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 2,144,583 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.16 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 12,005,573 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,117,683 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.22 สถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนมิถุนายน 2568 มีผู้ว่างงานจำนวน 251,832 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.19 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 230,629 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 245,549 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.56 โดยมีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ มีจำนวน 75,123 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.09 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 71,484 คน) และลดลงร้อยละ -4.19 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 64,738 คน) ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนมิถุนายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 2.03 และอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนมิถุนายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.80 สถานการณ์การเลิกจ้าง เดือนมิถุนายน 2568 มีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้าง จากสำนักงานประกันสังคม มีจำนวน 42,589 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.79 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 34,970 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 43,321 คน) ลดลงร้อยละ -1.49 และอัตราการเลิกจ้างของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างของระบบประกันสังคมในเดือนมิถุนายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.34   * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ตลาดแรงงาน * ประกันสังคม * เลิกจ้าง * ว่างงาน
dlvr.it
August 20, 2025 at 3:56 AM
พ.ค. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 245,549 คน ถูกเลิกจ้าง 43,321 คน
พ.ค. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 245,549 คน ถูกเลิกจ้าง 43,321 คน auser15 Wed, 2025-08-20 - 10:38 พ.ค. 68 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,117,683 คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 245,549 คน ถูกเลิกจ้าง 43,321 คน ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือนพฤษภาคม 2568 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่าเดือนพฤษภาคม 2568 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 12,117,683 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.48 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 11,940,441 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,079,071 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.32 ถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนพฤษภาคม 2568 มีผู้ว่างงานจำนวน 245,549 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.72 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 236,741 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 236,260 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.93 โดยมีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ มีจำนวน 78,406 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.08 เมื่อเทียบกับ เดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 78,343 คน) และเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.11 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 64,738 คน) ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 1.99 และอัตรา การว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.80 สถานการณ์การเลิกจ้าง เดือนพฤษภาคม 2568 มีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้าง จากสำนักงาน ประกันสังคม มีจำนวน 43,321 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.97 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 37,279 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 41,938 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.08 และอัตราการเลิกจ้างของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทน กรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างของระบบประกันสังคมในเดือนพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.35   * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์
dlvr.it
August 20, 2025 at 3:42 AM
พ.ค. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 245,549 คน ถูกเลิกจ้าง 43,321 คน
พ.ค. 68 ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนว่างงาน 245,549 คน ถูกเลิกจ้าง 43,321 คน auser15 Thu, 2025-07-31 - 10:10 พ.ค. 68 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตน ม.33 จำนวน 12,117,683 คน ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรวม 245,549 คน ถูกเลิกจ้าง 43,321 คน 31 กรกฎาคม 2568 ข้อมูลจาก รายงานเศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือน พฤษภาคม 2568 โดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่าเดือนพฤษภาคม 2568 มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 12,117,683 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.48 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 11,940,441 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 12,079,071 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.32 สถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม) เดือนพฤษภาคม 2568 มีผู้ว่างงานจำนวน 245,549 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.72 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 236,741 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 236,260 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.93 โดยมีจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ มีจำนวน 78,406 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.08 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 78,343 คน) และเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.11 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 64,738 คน) ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือนพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 1.99 และอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเดือนพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.80 สถานการณ์การเลิกจ้าง เดือนพฤษภาคม 2568 มีผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้าง จากสำนักงานประกันสังคม มีจำนวน 43,321 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.97 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (จำนวน 37,279 คน) และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (จำนวน 41,938 คน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.08 และอัตราการเลิกจ้างของผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างของระบบประกันสังคมในเดือนพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.35 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์
dlvr.it
July 31, 2025 at 3:17 AM
ศาลปกครองฯไม่รับคำฟ้องผู้ประกันตนฟ้อง ก.แรงงาน ปมไม่เร่งจัดเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม-เลือกปฏิบัติ
ศาลปกครองฯไม่รับคำฟ้องผู้ประกันตนฟ้อง ก.แรงงาน ปมไม่เร่งจัดเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม-เลือกปฏิบัติ
Submitted on Mon, 2024-04-01 21:16 ศาลปกครองสูงสุดชี้ขาดคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ตัวแทนแรงงานผู้ประกันตน ฟ้องกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และปลัดกระทรวงแรงงาน กรณีไม่เร่งดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม…
dlvr.it
April 1, 2024 at 2:23 PM