#ปลัดจังหวัด
1. ตอนสมัยสธ วางหมากกลุ่มอสมเอาไว้
2. ตอนกลางเทอม วางหมากเลือกตั้งสว.
3. ตอนสมัยมหาดไทย วางหมากปลัด-อธิบดีกระทรวงทบวงกรม-ผู้ว่าจังหวัด-ข้าราชการ
4. ปั่นเลี้ยงกระแสขวา เล่นเกมเอาใจกลุ่มทหาร

เพราะพรรคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนี้คือพรรคข้าราชการที่เป็นแกนกลางหลัก รอบหน้าถ้าไม่มีอะไรที่มาหักให้ล้ม อนุทินได้ไม่เกินพรรคอันดับ2แน่
ปั้นกระแสชาตินิยมเอาใจฝ่ายขวาแล้วยุบสภานับว่าวางหมากได้เหี้ยมมาก
December 12, 2025 at 2:24 AM
เผยยอดประชาชนผู้อพยพ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา 188,734 คน ใน 770 ศูนย์พักพิง
เผยยอดประชาชนผู้อพยพ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา 188,734 คน ใน 770 ศูนย์พักพิง auser15 Tue, 2025-07-29 - 11:20 ปลัด มท. เผย ยอดประชาชนผู้อพยพ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา 188,734 คน ใน 770 ศูนย์พักพิง พร้อมสั่งการผู้ว่าฯ นายอำเภอแจ้งประชาชน ยังไม่กลับเข้าพื้นที่จนกว่าจะได้รับการยืนยันจากทางราชการ 29 กรกฎาคม 2568 NBT Connext รายงานว่า เมื่อเวลา 08.30 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงจำนวนประชาชนผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนผู้อพยพรวม 188,734 คน ใน 770 ศูนย์พักพิง ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ 82,021 คน 435 ศูนย์ จังหวัดสุรินทร์ 55,898 คน 130 ศูนย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 24,480 คน 112 ศูนย์ จังหวัดอุบลราชธานี 21,838 คน 68 ศูนย์ จังหวัดสระแก้ว 2,652 คน 13 ศูนย์ จังหวัดตราด 1,621 คน 8 ศูนย์ และจังหวัดจันทบุรี 224 คน 4 ศูนย์ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 7 จังหวัดเน้นย้ำนายอำเภอได้สร้างการรับรู้ความเข้าใจกับประชาชนให้ได้พักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงไปก่อน จนกว่าจะได้รับการยืนยันด้านความปลอดภัยจากทางราชการ พร้อมทั้งดูแลในเรื่องการดำรงชีวิตในศูนย์พักพิง ทั้งด้านอาหาร น้ำดื่ม ข้าวของเครื่องใช้ ให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ และประสานจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ได้เปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของ เพื่อขอรับการสนับสนุนให้ครบถ้วนเพียงพอ "ทั้งนี้ หากได้รับการยืนยันจากฝ่ายความมั่นคงว่าสามารถกลับพื้นที่ภูมิลำเนาได้แล้ว ทางรัฐบาลจะได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพาพี่น้องประชาชนกลับไปยังภูมิลำเนาต่อไป" นายอรรษิษฐ์ กล่าว * ข่าว * การเมือง * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ความมั่นคง * กรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา * ชายแดนไทย-กัมพูชา * ศูนย์พักพิง * ผู้อพยพ
dlvr.it
July 29, 2025 at 4:25 AM
มท.สั่งชะลอการเดินทางกลับภูมิลำเนาของประชาชนในศูนย์พักพิง
มท.สั่งชะลอการเดินทางกลับภูมิลำเนาของประชาชนในศูนย์พักพิง auser15 Tue, 2025-07-29 - 16:53 รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กระทรวงมหาดไทย (ผอ.ศบ.ทก.มท.) สั่งการผู้ว่าฯ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ชะลอการเดินทางกลับภูมิลำเนาของประชาชนในศูนย์พักพิง 29 กรกฎาคม 2568 NBT Connext รายงานว่า นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กระทรวงมหาดไทย ลงนามโทรสารสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ชะลอการเดินทางกลับภูมิลำเนาของประชาชนในศูนย์พักพิง ก่อนได้รับการยืนยันจากฝ่ายความมั่นคง โดยยึดหลักปฏิบัติ "พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง" ขั้นสูงสุด ตามนโยบายของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี * ข่าว * การเมือง * ความมั่นคง * กรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา * ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา * ศบ.ทก. * ศูนย์พักพิง
dlvr.it
July 29, 2025 at 9:59 AM
อธิบดีกรมการปกครอง ยืนยันแชตไลน์หลุด "ช่วยน้ำเงินด้วย" ไม่ใช่ข้อความของตน
อธิบดีกรมการปกครอง ยืนยันแชตไลน์หลุด "ช่วยน้ำเงินด้วย" ไม่ใช่ข้อความของตน auser15 Sun, 2026-06-21 - 14:32 'นฤชา โฆษาศิวิไลซ์' อธิบดีกรมการปกครอง ยืนยันไม่ได้ทำผิดตามที่ 'อดีต ปจ.ภูเก็ต' ยื่นฟ้องศาล ปมสั่งช่วยราชการและแชตไลน์หลุด "ช่วยน้ำเงินด้วย" ไม่ใช่ข้อความของตน ชี้ทำตามระเบียบ-ผู้บังคับบัญชารับทราบ ภาพจาก: ครอบครัวข่าว 3  21 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ในความผิดตามมาตรา 157 กรณีคำสั่งให้ช่วยราชการไม่ชอบ และปมแชตไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ว่า ในส่วนประเด็นไลน์หลุด ยืนยันว่า ไม่ใช่ข้อความของตน และไม่เป็นไปตามข้อกล่าวหา ส่วนเรื่องคำสั่งให้ช่วยราชการนายรุ่งเรืองนั้น มั่นใจว่าทำตามระเบียบขั้นตอนถูกต้องทุกอย่าง ตนได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาให้รับทราบแล้ว และยังไม่มีผู้บังคับบัญชาท่านใดท้วงติง หรือเห็นว่าตนทำผิดระเบียบและกฎหมายข้อไหน นายนฤชา กล่าวอีกว่า สำหรับการฟ้องร้องของนายรุ่งเรือง ตนมองว่าเป็นสิทธิหากเห็นว่าไม่ได้รับความยุติธรรม และตนขอให้รอดูข้อเท็จจริงของผลการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยต่อไป “ผมนอกจากเป็นอธิบดีกรมการปกครองแล้ว ยังมีฐานะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) จากนี้ทุกเรื่องที่พิจารณาว่าเข้าข่ายมูลฐานความผิด ป.ป.ง. ผมจะส่งเรื่องให้ป.ป.ง. ดำเนินการต่อตามหน้าที่ อำนาจ ต่อไปทุกราย นายนฤชา กล่าว * ข่าว * การเมือง * นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ * กรมการปกครอง * แชตช่วยน้ำเงินด้วย
dlvr.it
June 21, 2026 at 7:37 AM
Thu — ปลัดสธ.แต่งตั้งนพ.ชัยรัตน์เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะการักษ์ในจังหวัดกาญจนบุรี #Thu #News
ปลัดสธ.แต่งตั้งนพ.ชัยรัตน์เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะการักษ์
ปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้ลงนามในคำสั่งย้ายตำแหน่งนพ.ชัยรัตน์ วงศ์วรพิทักษ์ จากตำแหน่งที่ปรึกษาทางการแพทย์ไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะการักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยแหล่งข่าว hfocus.org น… · Photo : hqhuyanh · CC BY · Flickr
news.netasgard.com
October 1, 2026 at 9:55 AM
เสนอยืดเดดไลน์พิสูจน์ 'สัญชาติ' กลุ่มชาติพันธุ์-คนไร้รัฐเกือบ 4 แสน UNHCR ชมไทยแก้ได้จริง ผลจากมติ ครม.67
เสนอยืดเดดไลน์พิสูจน์ 'สัญชาติ' กลุ่มชาติพันธุ์-คนไร้รัฐเกือบ 4 แสน UNHCR ชมไทยแก้ได้จริง ผลจากมติ ครม.67 รายงาน: พัชญ์สิตา รุ่งโรจน์ธนกุล XmasUser Fri, 2026-03-20 - 14:49 เฟซบุ๊กกรมการปกครอง fanpage ซึ่งเป็นช่องการการสื่อสารที่เป็นทางการของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ระบุว่า วันที่ 17 มี.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง มอบหมายให้ วิฑูรย์ สิรินุกูล รองอธิบดีกรมการปกครอง ร่วมกับ ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นันทนีย์ เจษฎาชัยยุทธ์ ผู้แทน UNHCR ประเทศไทย สรชาย ครองยุทธ ปลัดจังหวัดอุบลราชธานี อานนท์ หนุนชู นายอำเภอโขงเจียม ปทิตตา โฉมประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานยุติธรรมจังหวัดอุบลราชธานี ภูธร พันธรังศรี ผู้ประสานงานเครือข่ายฮักน้ำของ ร่วมเปิดโครงการ "รักข้ามโขง ชีวิตคนไร้สถานะ" เพื่อแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ โดยมีการเปิดคลินิกสัญชาติและคลินิกสิทธิมนุษยชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในพื้นที่ การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในราชอาณาจักรเป็นเวลานานและกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร โดยได้ปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากเดิมใช้ระยะเวลา 270 วัน และ 180 วัน เหลือเพียง 5 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาความไร้สัญชาติของพี่น้องชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ผู้อพยพ-ชาติพันธ์ุเฮ ! อยู่เกิน 15 ปี ครม.ไฟเขียวลดขั้นตอนขอสถานะ เข้าเมือง-สัญชาติเด็กเกิดไทย   ทั้งนี้ กรมการปกครองได้เร่งรัดดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการให้สัญชาติไทยและกำหนดสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้มีสิทธิแล้วจำนวน 113,274 ราย และได้รับคำชื่นชมจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ที่ระบุว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถแก้ไขปัญหาภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติได้ดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก และมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับ สปป.ลาว พบว่ามีกลุ่มลาวอพยพที่เข้ามาอยู่อาศัยในลักษณะครอบครัวและมีความสัมพันธ์กับคนไทยจำนวน 5,382 ราย รวมทั้งยังมีกลุ่มญวนหรือเวียดนามอพยพอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติต่อไป จึงได้เกิดโครงการดังกล่าวขึ้นในพื้นที่อำเภอโขงเจียม ในวันนี้ กรมการปกครองได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลให้แก่ประชาชน โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนเพื่อดำเนินการทางทะเบียน จำนวนรวม 224 ราย ประกอบด้วย * การแก้ไขกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีข้อมูลผิดพลาด 93 ราย * การถ่ายบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย 2 ราย * การขอมีสัญชาติไทย 9 ราย * การลงทะเบียนจัดทำทะเบียนประวัติ 0 ใหม่ 8 ราย * คนไทยตกหล่น (ตรวจดีเอ็นเอ) 3 ราย และ * การขอคำปรึกษาจากคลินิกสัญชาติ 109 ราย ขณะเดียวกัน กรมการปกครองยังได้เปิดคลินิกสัญชาติ ให้บริการคำปรึกษาแก่ประชาชนที่ได้รับสิทธิ รวมถึงการออกบัตรประจำตัวให้แก่ผู้ที่ยื่นเอกสารครบถ้วน ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เปิดคลินิกสิทธิมนุษยชน ให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่มีสถานะตกหล่น รวมถึงการรวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานเพื่อยื่นต่อกรมการปกครอง รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้เร่งรัดสำรวจและจัดทำข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งดำเนินการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสิทธิต่างๆ ของผู้ได้รับสัญชาติไทยอย่างเท่าเทียมกัน เช่น สิทธิการศึกษาและสิทธิทางการเมือง ตามนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายใต้แนวคิด "อำเภอพึ่งได้" DOPA 2026 Better Together ในตอนท้าย รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวย้ำว่า กรมการปกครองขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยสามารถดำรงชีวิตได้อย่างถูกต้องตามเงื่อนไขและบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยโครงการจะดำเนินการถึงวันที่ 20 มี.ค. 2569 และหลังจากนี้กรมการปกครองจะสรุปผลและพัฒนาต้นแบบ เพื่อขยายผลการดำเนินงานในพื้นที่ต่อไป จึงเกิดคำถามว่ารัฐบาลใหม่ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยจะสานต่อนโยบายเร่งรัดกระบวนการให้สัญชาติแก่กลุ่มชาติพันธุ์หรือไม่ เนื่องจากนโยบายดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก มติ ครม. ที่นำโดยพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2567 ทั้งนี้ มติ ครม. ดังกล่าวได้รับคำชื่นชมจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (UNHCR) และยูนิเซฟมาตั้งแต่ปี 2567  "สิ่งนี้นับว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญ" แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ประจำประเทศไทยกล่าว และระบุว่า “การดำเนินการนี้จะเป็นการลดจำนวนบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติที่มากที่สุดเท่าที่เคยปรากฎบนโลกนี้" ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มี.ค.จากการรายงานของ The Reporters ผู้แทน UNHCR ประเทศไทยมีการกล่าวชื่นชมประเทศไทยในเรื่องความมุ่งมั่นแก้ปัญหา 'คนไร้รัฐไร้สัญชาติ' จนนานาชาติยอมรับ  ประกาศ ก.มหาดไทย ระบุ นโยบายเร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติ ใช้บังคับถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 69  เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่เกิด-อพยพ อยู่ในไทยมายาวนาน 15 ปีขึ้นไป โดยกฎเกณฑ์ใหม่นี้จะลดระยะเวลาและขั้นตอนการพิจารณาเรื่องการให้สถานะอยู่อาศัยถาวร-การพิจารณาให้สัญชาติกับเด็กที่เกิดในไทย ให้เหลือ 5 วัน เพื่อแก้ปัญหาสัญชาติและการรับรองสถานะบุคคลรวมกว่า 480,000 ราย  ประกาศดังฉบับดังกล่าวระบุตรงข้อที่ 1 ด้วยว่า ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ประกาศ และใช้บังคับเป็นระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป เว้นแต่คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้ขยายระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2569 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ออกไป ให้ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้มีผลใช้บังคับตามระยะเวลาที่ขยายนั้น ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้ลงนามโดย ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ขณะนั้น)  2 วันก่อนที่ราชกิจจานุเบกษาจะเผยแพร่ประกาศฉบับนี้ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดีย "เอ็กซ์" แสดงความยินดีกับพี่น้องชาติพันธุ์ที่รอคอยการแก้ไขปัญหาสัญชาติและการรับรองสถานะ โดยระบุข้อความตอนหนึ่งด้วยว่า "ในจังหวัดเชียงรายมีผู้รอการพิสูจน์สิทธิกว่า 90,000 ราย ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในประเทศ" แพทองธารระบุในโพสต์ดังกล่าวด้วยว่า เดือน ก.ค. 2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เดินทางมาที่จังหวัดเชียงรายเพื่อพบกับพี่น้องชาติพันธุ์และให้คำมั่นว่า จะดูแลพี่น้องชาติพันธุ์ด้วยความเสมอภาค เท่าเทียม โดยสามารถอยู่ในประเทศไทยได้ถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องที่เกี่ยวข้อง * กระทรวงมหาดไทยประกาศลดเวลา-ขั้นตอน รับรองสถานะเข้าเมือง-ให้สัญชาติเด็กเกิดไทย จากรอเกือบปีเหลือ 5 วัน กสม.ชงมหาดไทย ขอให้ต่อมติ ครม.ไปอีกจาก มิ.ย. 69  เหตุยังมีคนติดค้างอีกจำนวนมาก  ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters รายงานคำพูด ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชน ที่เปิดเผยว่า เธอได้ติดตามการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติมาตลอด ต้องชื่นชม กรมการปกครองและสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ออกมติ ครม. 29 ต.ค. 2567 ที่จะทำให้คนไร้สัญชาติกว่า 4.8 แสนคน ได้รับสิทธิสถานะบุคคล ทั้งถิ่นที่อยู่ถาวรและสัญชาติ ส่งผลให้ทำให้ปัญหาคลี่คลายแล้วเสร็จไปแล้วกว่า 1 แสน แต่ยังติดค้างอีกจำนวนมาก โดย กสม.จะเตรียมขอให้ยืดเวลาออกไปจาก 30 มิ.ย. 2569  กรรมการสิทธิมนุษยชนผู้นี้ยังกล่าวกับ The Reporters ด้วยว่า สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีข้อเสนอแนะต่อมติคณะรัฐมนตรี 29 ต.ค. 2567   * รายงานพิเศษ * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * กลุ่มชาติพันธุ์ * คนไร้รัฐ * สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ * กสม. * ปรีดา คงแป้น * กระทรวงมหาดไทย * กระบวนการพิสูจน์สิทธิสัญชาติ * พ.ร.บ.สัญชาติ * สหประชาชาติ * UN
dlvr.it
March 20, 2026 at 9:12 AM
กรมการแพทย์ — น้ำท่วมฉุกเฉินทำให้ 4 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต้องปิดบริการใน 12 จังหวัด #กทม #กรมการแพทย #News
12 จังหวัดได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รพ.สต.ปิดบริการ 4 แห่ง
ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำท่วมด่วน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเรียกประชุมเพื่อติดตามผลกระทบจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ พบว่ามี 12 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรง รวมถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ 4 แห่งที่ต้อ… · Photo : USACE Europe District · CC BY · Flickr
news.netasgard.com
September 26, 2026 at 11:08 AM
อบต.กลาย อ.ท่าศาลา ขับเคลื่อนระบบดูแลระยะยาว ดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่า 200 ราย
อบต.กลาย อ.ท่าศาลา ขับเคลื่อนระบบดูแลระยะยาว ดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่า 200 ราย auser15 Fri, 2026-09-04 - 06:04 อบต.กลาย อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ผนึก รพ.สต. 2 แห่ง ขับเคลื่อนระบบดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่า 200 ราย เชื่อม Caregiver เข้ากับแผนการดูแลรายบุคคล พร้อมจัดตั้งศูนย์สาธิตและยืมอุปกรณ์ช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ และคนพิการได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องใกล้บ้าน ลดภาระครอบครัว และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ น.ส.นิสากร ปักเข็ม ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า อบต.กลายให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงมาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจัดระบบและจ้างผู้ดูแลมาตั้งแต่ปี 2564 ก่อนเชื่อมการดำเนินงานกับกลไกของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อเพิ่มกำลังคนและขยายบริการให้ครอบคลุมประชาชนมากขึ้น ปัจจุบัน ตำบลกลายมีผู้สูงอายุประมาณ 1,730 คน คิดเป็นเกือบร้อยละ 20 ของประชากรในพื้นที่ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีคนพิการมากกว่า 400 คน และประชาชนที่ผ่านการประเมินว่าอยู่ในภาวะพึ่งพิงกว่า 200 คน จึงจำเป็นต้องมีระบบรองรับที่เชื่อมโยงทั้งท้องถิ่น หน่วยบริการ ผู้ดูแล และครอบครัวเข้าด้วยกัน อบต.กลายมีผู้ดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงที่จัดจ้างเพิ่มเติมจำนวน 6 คน แบ่งเป็นการใช้งบประมาณของ อบต. จัดจ้าง 1 คน และอีก 5 คน ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกับ สปสช. ตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง โดยจัดสัดส่วนการดูแลตามหลักสูตรที่ผู้ดูแลผ่านการอบรม ผู้ผ่านหลักสูตร 70 ชั่วโมงรับผิดชอบดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงในสัดส่วน 1 ต่อ 4 คน ส่วนผู้ที่ผ่านการอบรมมากกว่า 70 ชั่วโมง รับผิดชอบในสัดส่วน 1 ต่อ 5 คน นอกจากนี้ ยังมี Caregiver ภายใต้ระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้มีภาวะพึ่งพิง หรือ Long Term Care (LTC) อีก 20 คน ทำหน้าที่ดูแลผู้รับบริการตามแผนการดูแลรายบุคคล หรือ Care Plan โดยประสานการทำงานกับหน่วยบริการ 2 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดอนใคร และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านตลาดอาทิตย์ Care Plan จะกำหนดรายละเอียดการดูแลให้เหมาะกับสภาพร่างกายและความจำเป็นของผู้รับบริการแต่ละคน เช่น ประเภทของการดูแล ความถี่ในการเยี่ยมบ้าน และการติดตามอาการในแต่ละเดือน ทำให้ผู้มีภาวะพึ่งพิงได้รับบริการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังช่วยแบ่งเบาภาระและลดความกังวลของครอบครัว โดยเฉพาะบ้านที่บุตรหลานต้องออกไปทำงานหรือทำงานอยู่นอกพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้ผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงขาดผู้ดูแลในบางช่วงเวลา น.ส.นิสากรกล่าวว่า การจัดหาผู้มาปฏิบัติหน้าที่ Caregiver ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากผู้ที่มีความพร้อมและประสบการณ์ดูแลคนในชุมชนส่วนหนึ่งเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ซึ่งได้รับค่าตอบแทนหรือค่าป่วยการเป็นประจำอยู่แล้ว จึงอาจไม่เข้าเกณฑ์การจ้างงานตามโครงการบางประเภท อบต.กลายจึงต้องประสาน รพ.สต. ในพื้นที่ เพื่อค้นหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม พร้อมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและแนวทางการทำงานร่วมกัน นอกเหนือจากการจัดบริการดูแลที่บ้าน อบต.กลายยังจัดตั้งศูนย์สาธิตและยืมอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการและอุปกรณ์ฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำอุปกรณ์ที่จำเป็นไปใช้ที่บ้าน ช่วยให้ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ และคนพิการได้รับการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาอุปกรณ์ของครอบครัว “เป้าหมายของ อบต.กลายคือการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราจึงใช้กลไกความร่วมมือระหว่าง อบต. รพ.สต.ทั้งสองแห่ง สปสช. และครอบครัว ร่วมกันพิจารณาปัญหาและหาแนวทางดูแลที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพื่อให้ผู้มีภาวะพึ่งพิงทุกคนที่เข้าเกณฑ์ได้รับบริการอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” น.ส.นิสากรกล่าว อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานคล่องตัวมากขึ้น อบต.กลายเสนอให้มีการทบทวนและปรับแนวทางปฏิบัติบางประเด็น โดยเฉพาะขั้นตอนหลังการอนุมัติ Care Plan การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยบริการ ตลอดจนการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างและระเบียบอาจทำให้การจัดบริการแก่ผู้มีภาวะพึ่งพิงล่าช้า รวมถึงหลักเกณฑ์การจัดหาผ้าอ้อมผู้ใหญ่สำเร็จรูป ซึ่งควรเปิดโอกาสให้เลือกประเภทและรูปแบบที่เหมาะกับสภาพร่างกายและความจำเป็นของผู้รับบริการแต่ละรายมากขึ้น โดยยึด Care Plan และประโยชน์ของผู้รับบริการเป็นสำคัญ เพื่อให้การสนับสนุนงบประมาณนำไปสู่บริการที่ตรงกับความต้องการและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้อย่างแท้จริง * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สปสช. * สุขภาพ * กลาย * ท่าศาลา * นครศรีธรรมราช * Caregiver
dlvr.it
September 3, 2026 at 11:08 PM
อบต.กลาย อ.ท่าศาลา ขับเคลื่อนระบบดูแลระยะยาว ดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่า 200 ราย
อบต.กลาย อ.ท่าศาลา ขับเคลื่อนระบบดูแลระยะยาว ดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่า 200 ราย
อบต.กลาย อ.ท่าศาลา ขับเคลื่อนระบบดูแลระยะยาว ดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่า 200 ราย auser15 Fri, 2026-09-04 - 06:04 อบต.กลาย อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ผนึก รพ.สต. 2 แห่ง ขับเคลื่อนระบบดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่า 200 ราย เชื่อม Caregiver เข้ากับแผนการดูแลรายบุคคล พร้อมจัดตั้งศูนย์สาธิตและยืมอุปกรณ์ช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ และคนพิการได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องใกล้บ้าน ลดภาระครอบครัว และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ น.ส.นิสากร ปักเข็ม ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า อบต.กลายให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงมาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจัดระบบและจ้างผู้ดูแลมาตั้งแต่ปี 2564 ก่อนเชื่อมการดำเนินงานกับกลไกของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อเพิ่มกำลังคนและขยายบริการให้ครอบคลุมประชาชนมากขึ้น ปัจจุบัน ตำบลกลายมีผู้สูงอายุประมาณ 1,730 คน คิดเป็นเกือบร้อยละ 20 ของประชากรในพื้นที่ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีคนพิการมากกว่า 400 คน และประชาชนที่ผ่านการประเมินว่าอยู่ในภาวะพึ่งพิงกว่า 200 คน จึงจำเป็นต้องมีระบบรองรับที่เชื่อมโยงทั้งท้องถิ่น หน่วยบริการ ผู้ดูแล และครอบครัวเข้าด้วยกัน อบต.กลายมีผู้ดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงที่จัดจ้างเพิ่มเติมจำนวน 6 คน แบ่งเป็นการใช้งบประมาณของ อบต. จัดจ้าง 1 คน และอีก 5 คน ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกับ สปสช. ตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง โดยจัดสัดส่วนการดูแลตามหลักสูตรที่ผู้ดูแลผ่านการอบรม ผู้ผ่านหลักสูตร 70 ชั่วโมงรับผิดชอบดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงในสัดส่วน 1 ต่อ 4 คน ส่วนผู้ที่ผ่านการอบรมมากกว่า 70 ชั่วโมง รับผิดชอบในสัดส่วน 1 ต่อ 5 คน นอกจากนี้ ยังมี Caregiver ภายใต้ระบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้มีภาวะพึ่งพิง หรือ Long Term Care (LTC) อีก 20 คน ทำหน้าที่ดูแลผู้รับบริการตามแผนการดูแลรายบุคคล หรือ Care Plan โดยประสานการทำงานกับหน่วยบริการ 2 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดอนใคร และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านตลาดอาทิตย์ Care Plan จะกำหนดรายละเอียดการดูแลให้เหมาะกับสภาพร่างกายและความจำเป็นของผู้รับบริการแต่ละคน เช่น ประเภทของการดูแล ความถี่ในการเยี่ยมบ้าน และการติดตามอาการในแต่ละเดือน ทำให้ผู้มีภาวะพึ่งพิงได้รับบริการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังช่วยแบ่งเบาภาระและลดความกังวลของครอบครัว โดยเฉพาะบ้านที่บุตรหลานต้องออกไปทำงานหรือทำงานอยู่นอกพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้ผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงขาดผู้ดูแลในบางช่วงเวลา น.ส.นิสากรกล่าวว่า การจัดหาผู้มาปฏิบัติหน้าที่ Caregiver ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากผู้ที่มีความพร้อมและประสบการณ์ดูแลคนในชุมชนส่วนหนึ่งเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ซึ่งได้รับค่าตอบแทนหรือค่าป่วยการเป็นประจำอยู่แล้ว จึงอาจไม่เข้าเกณฑ์การจ้างงานตามโครงการบางประเภท อบต.กลายจึงต้องประสาน รพ.สต. ในพื้นที่ เพื่อค้นหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม พร้อมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและแนวทางการทำงานร่วมกัน นอกเหนือจากการจัดบริการดูแลที่บ้าน อบต.กลายยังจัดตั้งศูนย์สาธิตและยืมอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการและอุปกรณ์ฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำอุปกรณ์ที่จำเป็นไปใช้ที่บ้าน ช่วยให้ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ และคนพิการได้รับการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาอุปกรณ์ของครอบครัว “เป้าหมายของ อบต.กลายคือการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราจึงใช้กลไกความร่วมมือระหว่าง อบต. รพ.สต.ทั้งสองแห่ง สปสช. และครอบครัว ร่วมกันพิจารณาปัญหาและหาแนวทางดูแลที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เพื่อให้ผู้มีภาวะพึ่งพิงทุกคนที่เข้าเกณฑ์ได้รับบริการอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” น.ส.นิสากรกล่าว อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานคล่องตัวมากขึ้น อบต.กลายเสนอให้มีการทบทวนและปรับแนวทางปฏิบัติบางประเด็น โดยเฉพาะขั้นตอนหลังการอนุมัติ Care Plan การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยบริการ ตลอดจนการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างและระเบียบอาจทำให้การจัดบริการแก่ผู้มีภาวะพึ่งพิงล่าช้า รวมถึงหลักเกณฑ์การจัดหาผ้าอ้อมผู้ใหญ่สำเร็จรูป ซึ่งควรเปิดโอกาสให้เลือกประเภทและรูปแบบที่เหมาะกับสภาพร่างกายและความจำเป็นของผู้รับบริการแต่ละรายมากขึ้น โดยยึด Care Plan และประโยชน์ของผู้รับบริการเป็นสำคัญ เพื่อให้การสนับสนุนงบประมาณนำไปสู่บริการที่ตรงกับความต้องการและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้อย่างแท้จริง * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สปสช. * สุขภาพ * กลาย * ท่าศาลา * นครศรีธรรมราช * Caregiver
dlvr.it
September 3, 2026 at 11:08 PM
มหาดไทยเพิกถอนข้าราชการโกงสอบท้องถิ่นครบ 3,868 คน แม้ลาออกหนีไปแล้ว 146 คนก็ไม่พ้นผิด
มหาดไทยเพิกถอนข้าราชการโกงสอบท้องถิ่นครบ 3,868 คน แม้ลาออกหนีไปแล้ว 146 คนก็ไม่พ้นผิด auser15 Mon, 2026-08-31 - 16:41 กระทรวงมหาดไทยยืนยัน เพิกถอนข้าราชการท้องถิ่นทุจริตสอบ 3,868 คน ครบ 100% ภายในกำหนด 31 ส.ค. แม้มีผู้ลาออกแล้ว 146 คนก็ไม่พ้นความผิด ขณะที่คดีอาญาถูกส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว - ส่วนตัวเลข 5,925 คน คือผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนทั้งหมด โดยมีผู้ได้รับการบรรจุแล้ว 3,868 คน ส่วนที่เหลือกว่า 1,000 คนยังรอบรรจุ จึงไม่ต้องเพิกถอน แต่จะ ไม่ถูกเรียกเข้ารับการบรรจุ แฟ้มภาพตำรวจสอบสวนกลาง โดย บก.ปปป.  31 สิงหาคม 2569 ที่จังหวัดสงขลา นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเพิกถอนข้าราชการโกงสอบท้องถิ่นทั่วประเทศจำนวน 5,925 ราย ว่า หลังจากคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ประชุมและส่งหนังสือไปยังคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นจังหวัดทั่วประเทศ แจ้งรายชื่อผู้ที่ต้องถูกเพิกถอนในแต่ละจังหวัด โดยวันนี้เป็นวันสุดท้าย เหลือเพียงประมาณ 6 จังหวัดที่ยังไม่มีรายชื่อการเพิกถอน นายนิรัตน์ ระบุว่า จำนวนผู้ที่ต้องถูกเพิกถอนทั้งหมดอยู่ที่ 3,868 คน ซึ่งไม่ตรงกับจำนวน 5,925 คน เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนทั้งหมด โดยหลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า ในจำนวน 5,925 คน มีผู้ได้รับการบรรจุแล้ว 3,868 คน ส่วนที่เหลืออีกกว่า 1,000 คน อยู่ระหว่างรอบรรจุ จึงไม่ต้องเพิกถอนแต่จะไม่เรียกมาบรรจุอีกต่อไป ทั้งนี้ ยืนยันว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดำเนินการเพิกถอนครบทั้งหมดแล้ว โดยเหตุที่กำหนดให้วันที่ 31 สิงหาคม เป็นวันสุดท้าย เนื่องจากที่ประชุม ก.กลาง ต้องการให้มีผลบังคับใช้พร้อมกันเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการฟ้องร้อง นายนิรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดฟ้องร้อง เนื่องจากได้แสดงหลักฐานและผลคะแนนทั้งที่เป็นคะแนนจริงและคะแนนที่ถูกแก้ไขอย่างชัดเจน ทำให้ทุกคนยอมรับ ส่วนกรณีผู้ที่ทุจริตสอบและได้รับการบรรจุแล้วลาออกไปก่อนหน้านี้จำนวน 146 คน ยืนยันว่าทั้งหมดยังคงอยู่ในจำนวน 3,868 คนที่ต้องถูกดำเนินการ พร้อมระบุว่าการทำงานครั้งนี้เน้นดำเนินการกับคนกลุ่มใหญ่ก่อน ตามภารกิจที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย โดยบัญชีสำหรับบรรจุคนใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างจะดำเนินการภายในเดือนตุลาคมนี้ สำหรับความคืบหน้าทางคดี นายนิรัตน์ กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาที่มีหน่วยงานรับผิดชอบตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ได้แก่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) ตำรวจ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งได้รับเรื่องไปดำเนินการแล้ว หากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระทำความผิดก็จะส่งต่อให้หน่วยงานดังกล่าวต่อไป พร้อมระบุว่าจะรายงานความคืบหน้าให้นายกรัฐมนตรีทราบต่อไป นายนิรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้เปิดให้ผู้ที่ต้องการตรวจสอบคะแนนของตนเองสามารถขอดูได้ทั้งที่กรมและสำนักงานทั่วประเทศ 76 จังหวัด ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน มีผู้มาขอดูคะแนนแล้วทั้งหมด 1,489 คน ซึ่งทุกคนเมื่อเห็นข้อมูลชัดเจนแล้วก็ยอมรับ ถือเป็นการแสดงความโปร่งใสในกระบวนการดังกล่าว ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการถอดถอนข้าราชการทุจริตสอบท้องถิ่นว่า เป็นไปตามมติ ก.กลาง ที่กำหนดให้ดำเนินการถอดถอนแล้วเสร็จภายในวันนี้ โดยจากรายงานที่ได้รับทราบ ดำเนินการถอดถอนครบ 100% แล้ว จากผู้มีคะแนนผิดปกติ 5,925 คน และมีผู้ได้รับการบรรจุไปแล้ว 3,864 คน ส่วนผู้ที่เหลือซึ่งยังไม่ได้รับการบรรจุจึงไม่ต้องถอดถอน แต่จะไม่มีการเรียกบรรจุเพิ่มเติมในรอบใหม่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ขณะนี้มีผู้มาขอดูคะแนนประมาณ 1,500 คน ซึ่งทั้งหมดเมื่อเห็นข้อมูลและหลักฐานแล้วไม่ได้โต้แย้งหรือร้องเรียนแต่อย่างใด และในส่วนข้าราชการที่ถูกเพิกถอนก็ยังไม่มีการร้องเรียนหรืออุทธรณ์ โดยยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการยื่นร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอความคุ้มครองแต่อย่างใด ที่มาเรียบเรียงจาก Thai PBS [1] [2]   * ข่าว * การเมือง * คดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น
dlvr.it
August 31, 2026 at 9:44 AM
มหาดไทยเพิกถอนข้าราชการโกงสอบท้องถิ่นครบ 3,868 คน แม้ลาออกหนีไปแล้ว 146 คนก็ไม่พ้นผิด
มหาดไทยเพิกถอนข้าราชการโกงสอบท้องถิ่นครบ 3,868 คน แม้ลาออกหนีไปแล้ว 146 คนก็ไม่พ้นผิด
มหาดไทยเพิกถอนข้าราชการโกงสอบท้องถิ่นครบ 3,868 คน แม้ลาออกหนีไปแล้ว 146 คนก็ไม่พ้นผิด auser15 Mon, 2026-08-31 - 16:41 กระทรวงมหาดไทยยืนยัน เพิกถอนข้าราชการท้องถิ่นทุจริตสอบ 3,868 คน ครบ 100% ภายในกำหนด 31 ส.ค. แม้มีผู้ลาออกแล้ว 146 คนก็ไม่พ้นความผิด ขณะที่คดีอาญาถูกส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว - ส่วนตัวเลข 5,925 คน คือผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนทั้งหมด โดยมีผู้ได้รับการบรรจุแล้ว 3,868 คน ส่วนที่เหลือกว่า 1,000 คนยังรอบรรจุ จึงไม่ต้องเพิกถอน แต่จะ ไม่ถูกเรียกเข้ารับการบรรจุ แฟ้มภาพตำรวจสอบสวนกลาง โดย บก.ปปป.  31 สิงหาคม 2569 ที่จังหวัดสงขลา นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเพิกถอนข้าราชการโกงสอบท้องถิ่นทั่วประเทศจำนวน 5,925 ราย ว่า หลังจากคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ประชุมและส่งหนังสือไปยังคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นจังหวัดทั่วประเทศ แจ้งรายชื่อผู้ที่ต้องถูกเพิกถอนในแต่ละจังหวัด โดยวันนี้เป็นวันสุดท้าย เหลือเพียงประมาณ 6 จังหวัดที่ยังไม่มีรายชื่อการเพิกถอน นายนิรัตน์ ระบุว่า จำนวนผู้ที่ต้องถูกเพิกถอนทั้งหมดอยู่ที่ 3,868 คน ซึ่งไม่ตรงกับจำนวน 5,925 คน เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนผู้ที่มีการแก้ไขคะแนนทั้งหมด โดยหลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า ในจำนวน 5,925 คน มีผู้ได้รับการบรรจุแล้ว 3,868 คน ส่วนที่เหลืออีกกว่า 1,000 คน อยู่ระหว่างรอบรรจุ จึงไม่ต้องเพิกถอนแต่จะไม่เรียกมาบรรจุอีกต่อไป ทั้งนี้ ยืนยันว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดำเนินการเพิกถอนครบทั้งหมดแล้ว โดยเหตุที่กำหนดให้วันที่ 31 สิงหาคม เป็นวันสุดท้าย เนื่องจากที่ประชุม ก.กลาง ต้องการให้มีผลบังคับใช้พร้อมกันเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการฟ้องร้อง นายนิรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดฟ้องร้อง เนื่องจากได้แสดงหลักฐานและผลคะแนนทั้งที่เป็นคะแนนจริงและคะแนนที่ถูกแก้ไขอย่างชัดเจน ทำให้ทุกคนยอมรับ ส่วนกรณีผู้ที่ทุจริตสอบและได้รับการบรรจุแล้วลาออกไปก่อนหน้านี้จำนวน 146 คน ยืนยันว่าทั้งหมดยังคงอยู่ในจำนวน 3,868 คนที่ต้องถูกดำเนินการ พร้อมระบุว่าการทำงานครั้งนี้เน้นดำเนินการกับคนกลุ่มใหญ่ก่อน ตามภารกิจที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย โดยบัญชีสำหรับบรรจุคนใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างจะดำเนินการภายในเดือนตุลาคมนี้ สำหรับความคืบหน้าทางคดี นายนิรัตน์ กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาที่มีหน่วยงานรับผิดชอบตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ได้แก่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) ตำรวจ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งได้รับเรื่องไปดำเนินการแล้ว หากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระทำความผิดก็จะส่งต่อให้หน่วยงานดังกล่าวต่อไป พร้อมระบุว่าจะรายงานความคืบหน้าให้นายกรัฐมนตรีทราบต่อไป นายนิรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้เปิดให้ผู้ที่ต้องการตรวจสอบคะแนนของตนเองสามารถขอดูได้ทั้งที่กรมและสำนักงานทั่วประเทศ 76 จังหวัด ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน มีผู้มาขอดูคะแนนแล้วทั้งหมด 1,489 คน ซึ่งทุกคนเมื่อเห็นข้อมูลชัดเจนแล้วก็ยอมรับ ถือเป็นการแสดงความโปร่งใสในกระบวนการดังกล่าว ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการถอดถอนข้าราชการทุจริตสอบท้องถิ่นว่า เป็นไปตามมติ ก.กลาง ที่กำหนดให้ดำเนินการถอดถอนแล้วเสร็จภายในวันนี้ โดยจากรายงานที่ได้รับทราบ ดำเนินการถอดถอนครบ 100% แล้ว จากผู้มีคะแนนผิดปกติ 5,925 คน และมีผู้ได้รับการบรรจุไปแล้ว 3,864 คน ส่วนผู้ที่เหลือซึ่งยังไม่ได้รับการบรรจุจึงไม่ต้องถอดถอน แต่จะไม่มีการเรียกบรรจุเพิ่มเติมในรอบใหม่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ขณะนี้มีผู้มาขอดูคะแนนประมาณ 1,500 คน ซึ่งทั้งหมดเมื่อเห็นข้อมูลและหลักฐานแล้วไม่ได้โต้แย้งหรือร้องเรียนแต่อย่างใด และในส่วนข้าราชการที่ถูกเพิกถอนก็ยังไม่มีการร้องเรียนหรืออุทธรณ์ โดยยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการยื่นร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอความคุ้มครองแต่อย่างใด ที่มาเรียบเรียงจาก Thai PBS [1] [2]   * ข่าว * การเมือง * คดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น
dlvr.it
August 31, 2026 at 9:44 AM
'ปฏิบัติการเผยเงามังกร' จับกุมอดีตปลัดอำเภอเชียงดาว ปมเอี่ยวสวมสัญชาติให้ชาวจีน
'ปฏิบัติการเผยเงามังกร' จับกุมอดีตปลัดอำเภอเชียงดาว ปมเอี่ยวสวมสัญชาติให้ชาวจีน auser15 Sat, 2026-05-16 - 09:59 คณะทำงาน DOPA N.I.C.E. และ 5 หน่วยงานร่วมจับกุมอดีตปลัดอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ในปฏิบัติการ "เผยเงามังกร" หลังสืบสวนขยายผลจากคดี "หมิงเฉิน ซัน" ชาวจีนที่ถูกจับได้พร้อมอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดในชลบุรี โดยพบว่าอดีตปลัดอำเภอช่วยทำเอกสารสวมทะเบียนบ้านเพื่อให้ได้บัตรสีชมพูโดยมิชอบ และยังพบว่าเคยออกบัตรประชาชนประเภทต่างๆ อีกอย่างน้อย 445 ราย ซึ่งพบว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างน้อย 18 ราย เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 คณะทำงาน DOPA N.I.C.E. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการ “เผยเงามังกร” เข้าจับกุม นายฉัตรเทพ เพิ่มทรัพย์ ปลัดอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ (อดีตปลัดอำเภอเชียงดาว) พร้อมพวก ในข้อหา เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากการขยายผลคดี “หมิง เฉิน ซุน” ชาวจีน ซึ่งถูกจับกุมหลังประสบอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำในพื้นที่ จ.ชลบุรี ก่อนเจ้าหน้าที่ตรวจพบ อาวุธสงคราม วัตถุระเบิด และเครื่องกระสุนจำนวนมาก ภายในรถและบ้านพัก เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา จากการสืบสวนพบข้อมูลว่า มีการช่วยดำเนินการด้านเอกสารและย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านในพื้นที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับกระบวนการได้มาซึ่งสัญชาติไทยโดยมิชอบ ด้าน นายฉัตรเทพ ให้การ ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าได้ดำเนินการทุกขั้นตอนตามกฎหมาย และไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์จากชาวจีนตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมยืนยันจะต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ต่อมา นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบ.ตร.สอบสวนกลาง, พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท., นายกิตติศักดิ์ พิมพ์สาร ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลปฏิบัติการ “เผยเงามังกร”  สืบเนื่องจากช่วงบ่ายวันนี้ เจ้าหน้าที่จาก 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมการปกครอง, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงาน ป.ป.ท., สำนักงาน ป.ป.ช. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้บูรณาการร่วมกันจับกุมอดีตปลัดอำเภอเชียงดาว โดยการจัดทำทะเบียนเท็จให้กับ “นายหมิงเฉิน ซัน” ชายชาวจีนวัย 31 ปี ผู้ถือบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสัญชาติไทย หรือ “บัตรสีชมพู” ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกจับกุมในคดีครอบครองอาวุธสงคราม วัตถุระเบิด และเครื่องกระสุนจำนวนมาก ภายหลังเกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำในพื้นที่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ภายหลังรัฐบาลประกาศเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์และทุนสีเทาอย่างจริงจัง และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  ได้สั่งการให้กรมการปกครองเร่งตรวจสอบประวัติทางทะเบียนของ นายหมิงเฉิน ซัน โดยพบพิรุธหลายจุด และเชื่อว่าเป็นการใช้ระบบทะเบียนราษฎรเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการอยู่อาศัยและดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ในการนี้ ชุดสืบสวน DOPA N.I.C.E. ของกรมการปกครอง จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนพบว่า นายหมิงเฉิน ซัน ได้ย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 ทั้งที่ไม่ได้พักอาศัยอยู่จริง  โดยมีอดีตปลัดอำเภอเชียงดาว ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ดำเนินการจัดเตรียมเอกสารและประสานขอให้เจ้าบ้านรายหนึ่งรับย้ายชื่อของ นายหมิงเฉิน ซัน เข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านในอำเภอเชียงดาว เพื่อดำเนินออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู เลข 6)  ซึ่งหลังได้รับบัตรสีชมพูแล้ว นายหมิงเฉิน ซัน ก็เดินทางออกจากพื้นที่ทันที และไม่เคยกลับมาอยู่อาศัยในบ้านดังกล่าว เมื่อขยายผลสืบสวนเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ได้พบความเชื่อมโยงกับขบวนการสวมสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ อำเวียงแหง และ อำเภอเชียงดาว ซึ่งถูกจับกุมในปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” และ “สลายหมอกเชียงดาว” เมื่อปี 2568 โดยบางรายเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์และทุนสีเทาที่หลบหนีคดีมาจากประเทศจีน  นอกจากนี้ ยังตรวจพบอีกว่า อดีตปลัดอำเภอเชียงดาว คนดังกล่าว เคยจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือ “บัตรสีขาว เลข 0” จำนวน 445 ราย ในช่วงปี 2564 ซึ่งเบื้องต้นพบอย่างน้อย 18 ราย ที่อาจเป็นการออกเอกสารโดยมิชอบ สำหรับการดำเนินคดีทางกฎหมาย เบื้องต้น ได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหา 2 ราย ได้แก่ ปลัดอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ (อดีตปลัดอำเภอเชียงดาว) และลูกจ้างในพื้นที่อำเภอเชียงดาว ส่วนผู้เกี่ยวข้องรายอื่น ทั้งเจ้าบ้านและผู้รับรองเอกสาร พนักงานสอบสวนจะทยอยออกหมายเรียกเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป  ขณะเดียวกัน กรมการปกครองได้สั่งการให้สำนักทะเบียนอำเภอเชียงดาว เร่งเพิกถอนรายการทะเบียนที่ทุจริตทั้งหมด พร้อมตั้งกรรมการสอบวินัยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเดินหน้าขยายผลสอบสวนเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป ที่มาเรียบเรียงจาก: สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 กรมประชาสัมพันธ์ [1] [2]   * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * เชียงดาว * เชียงใหม่ * สวมสัญชาติให้ชาวจีน
dlvr.it
May 16, 2026 at 3:06 AM
มท.ประกาศเขตช่วยเหลือไฟป่า-PM 2.5 แล้ว 17 อำเภอ 'เชียงใหม่-ลำพูน-พะเยา'
มท.ประกาศเขตช่วยเหลือไฟป่า-PM 2.5 แล้ว 17 อำเภอ 'เชียงใหม่-ลำพูน-พะเยา' auser15 Sun, 2026-04-05 - 08:04 ปลัดมหาดไทยเผยผู้ว่าฯ ภาคเหนือ ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือกรณีภัยพิบัติฉุกเฉินไฟป่า ฝุ่นควัน PM 2.5 แล้ว 3 จังหวัด 17 อำเภอ 'เชียงใหม่-ลำพูน-พะเยา' สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 ว่า นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการบริหารจัดการสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ได้ใช้กลไกตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินมาตรการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุขโดยเร็ว ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อให้การบริหารจัดการสาธารณภัย ทั้งไฟป่า หมอกควัน และภัยฝุ่นละอองขนาดเล็ก เป็นไปอย่างมีเอกภาพ สอดคล้องตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ได้รับทราบรายงานข้อมูลการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณี ไฟป่า หมอกควัน และกรณีฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) รวม 3 จังหวัด ได้แก่ 1. จังหวัดเชียงใหม่ ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีไฟป่า รวม 7 อำเภอ 40 ตำบล 338 หมู่บ้าน 27 ชุมชน ได้แก่ อำเภอฮอด สะเมิง ดอยสะเก็ด เชียงดาว แม่วาง แม่แตง และอำเภอแม่ริม 2.จังหวัดลำพูน ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีภัยจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จำนวน 1 อำเภอ คือ อำเภอลี้ รวม 8 ตำบล 99 หมู่บ้าน และ 3.จังหวัดพะเยา ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยกรณีฉุกเฉิน กรณีไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) รวม 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองพะเยา จุน เชียงคำ เชียงม่วน ดอกคำใต้ ปง แม่ใจ ภูซาง และอำเภอภูกามยาว ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวว่า การประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จะส่งผลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถบริหารจัดการและใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 และงบประมาณอื่นๆ เพื่อบริหารสถานการณ์ และเยียวยาความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีเอกภาพ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้นำพื้นที่ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน สามารถบูรณาการสรรพกำลังทุกภาคส่วนในการ ช่วยเหลือเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันท่วงที และทำให้การแก้ไขปัญหาบรรลุผลสัมฤทธิ์ ในระดับพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทยยังคงติดตามการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก อย่างต่อเนื่อง และให้การสนับสนุนบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหารจัดการและแก้ไขสถานการณ์ ทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขโดยเร็ว * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ฝุ่นควันภาคเหนือ * PM 2.5 * ไฟป่า
dlvr.it
April 5, 2026 at 1:10 AM
ก.พลังงาน ระบุไทยไม่ได้ส่งออกน้ำมันไปยังกัมพูชาตั้งแต่เดือน ก.ค. 68
ก.พลังงาน ระบุไทยไม่ได้ส่งออกน้ำมันไปยังกัมพูชาตั้งแต่เดือน ก.ค. 68 auser15 Sat, 2025-12-13 - 13:40 กระทรวงพลังงาน ย้ำไทยไม่ได้ส่งออกน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และมีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการส่งออกน้ำมัน ผู้ค้าน้ำมันจะต้องรายงานข้อมูลปริมาณการส่งออกให้กรมธุรกิจพลังงานทราบ หากฝ่าฝืนไม่รายงานหรือรายงานข้อมูลเท็จจะมีโทษตามกฎหมาย รวมทั้งได้กำชับพลังงานจังหวัดตรวจเข้มการลักลอบส่งออกน้ำมันจากไทยและผ่านทาง สปป.ลาว เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ว่า นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน ชี้แจงประเด็นเกี่ยวกับการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชาว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบระหว่าง ไทย - กัมพูชา ที่เริ่มต้นเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน ได้ขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันทุกราย ไม่ส่งออกน้ำมันไปขายให้กัมพูชาซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ค้าน้ำมันภายในประเทศทุกราย นอกจากนั้น ยังได้กำชับให้พลังงานจังหวัดทุกจังหวัดในพื้นที่ติดชายแดนให้ตรวจสอบการลักลอบส่งออกน้ำมันทั้งที่ส่งจากไทย และลักลอบการส่งผ่าน สปป.ลาว ทำให้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา ไม่มีการส่งออกน้ำมันไปยังกัมพูชา 100% และจากการตรวจสอบจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่มีผู้ค้ารายใดส่งออกน้ำมันให้กัมพูชา กระทรวงพลังงานได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการดูแลความมั่นคงของชาติและพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานมีกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ประกอบการค้าน้ำมันทุกรายต้องรายงานข้อมูลการส่งออกน้ำมันต่อกรมธุรกิจพลังงานอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกำกับดูแลและตรวจสอบปริมาณการส่งออกน้ำมัน "ผมขอยืนยันว่า รัฐบาลและกระทรวงพลังงานให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงของชาติ หลังเกิดสถานการณ์ความไม่สงบระหว่าง ไทย – กัมพูชา กระทรวงพลังงาน ได้ขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันทุกรายไม่ส่งออกน้ำมันไปยังกัมพูชา ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ค้าน้ำมันทุกราย และมีการรายงานให้กรมธุรกิจพลังงานทราบอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพลังงานจังหวัดในพื้นที่ติดชายแดนกัมพูชาและลาวก็มีการตรวจสอบการลักลอบอย่างเข้มงวด ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน ไม่มีการส่งน้ำมันจากไทยไปยังกัมพูชาตามที่เป็นข่าว" นายวีรพัฒน์ กล่าว * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * ความมั่นคง * พลังงาน * น้ำมัน * กรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา
dlvr.it
December 13, 2025 at 6:43 AM
จับชาวจีนพร้อมกับคนไทย ลักลอบทำเหมืองแร่ทองคำเถื่อนที่ อ.ท่าลี่ จ.เลย
จับชาวจีนพร้อมกับคนไทย ลักลอบทำเหมืองแร่ทองคำเถื่อนที่ อ.ท่าลี่ จ.เลย auser15 Sat, 2025-12-06 - 09:50 สื่อท้องถิ่น 'มติเลย' รายงานว่าเจ้าหน้าที่สนธินำกำลังเข้าจับกุมชาวจีนพร้อมกับคนไทย ลักลอบทำเหมืองแร่ทองคำเถื่อน ต.ท่าลี่ อ.ท่าลี่ จ.เลย สื่อมติเลยรายงานเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ว่า นายชัยพจน์  จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นายกิตติคุณ บุตรคุณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย และนางสาวภูมารินทร์ คงเพียรธรรม ปลัดจังหวัดเลย ได้มอบหมายให้ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดเลย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) เจ้าหน้าที่ศูนย์ป่าไม้เลย เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ลย.3 (ท่าลี่) และชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอท่าลี่ หลังจากมีผู้ร้องเรียนว่า เขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงขุนแคม ป่าโคกใหญ่ ป่าภูผาแง่มและป่าลาดค่าง ท้องที่บ้านโนนสว่าง ม.1 ตำบลท่าลี่ อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย มีนายทุนคนจีน พร้อมกับมีแรงงาน ทั้งคนไทย และพม่า ได้นำเครื่องจักรลักลอบขุดแร่ทองคำ พื้นที่บริเวณดั่งกล่าว ต่อมาเจ้าหน้าที่จึงได้สนธินำกำลังเข้าบริเวณดังกล่าว พบคนงานจำนวนหลายคนกำลังขุดเจาะหิน เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ต่างวิ่งหนีเข้าเข้าป่า และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 7 คน มี 1.นายหลง แซ่จาง (MR.LONG SAECHANG) 2. MR.HU.YINGIANG 3. MR.JINXIANG QIU  ทั้ง 3 คนมีสัญชาติจีน ส่วนอีก 4 คน เป็นสัญชาติไทย มีอดีตทหารยศสิบเอก 1 นายร่วมขบวนการ จากการตรวจสอบพื้นที่พบร่องรอยการ ขุดลักษณะมีการขุด เจาะ ระเบิดหิน พื้นป่าเสียหายเป็นบริเวณกว้าง มีการขุดเจาะหินไม่น้อยกว่า 5-6 จุด มีการระเบิดหินเจาะเป็นโพรงลึกเข้าไปใต้ดินประมาณ 10 เมตร ภายในโพรงพบ ก้อนหินที่ถูกขุดเจาะ พบรถลากพร้อมหินที่อยู่ในรถลาก หน้าโพรงพบหินที่บรรจุอยู่ในกระสอบเป็นจำนวนมาก กองอยู่ภายนอกบริเวณที่เกิดเหตุ พบเครื่องอัดฉีดน้ำแรงดันสูง และอุปกรณ์ประกอบวัตถุระเบิด ที่ใช้ในการระเบิดหิน เครื่องขุดเจาะ เครื่องปั่นไฟ พร้อมปั๊มลมขนาดใหญ่ และอุปกรณ์หลายรายการ รวมทั้งรถแบคโฮ จำนวน 3 คัน และรถบรรทุกอีก 2 คัน เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึด ด้านนายหลง แซ่จาง ผู้ต้องหา ให้การว่ามาทำงานที่เหมืองนี้จริง รวมทั้งทำหน้าที่ล่ามแปลภาษา จากการสอบถามชาวจีน โดยผ่านนายหลงฯ (ล่าม) MR.U.YINGIANG และ MR.JINXIANG QIU  ให้การว่าตนเข้ามาทำงานในสถานที่นี้จริง โดยมีหน้าที่ทำวัตถุระเบิดและควบคุมขั้นตอนการระเบิดหิน โดยเข้ามาทำงานแล้วเป็นเวลา 1 เดือน และนายหลงฯยังให้การอีกว่า มีคนงานอีกหลายคนที่วิ่งหนีเข้าไปในป่า แต่คนไม่รู้จักว่ามีใครบ้าง รู้เพียงว่ามีสัญชาติเป็นชาวพม่าด้วย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา ฐานร่วมกระทำความผิด ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พุทธศักราช 244 มาตรา 54 ฐาน "ร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต" และ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 ฐาน "ร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต" รวมทั้งแจ้งข้อหา MR.HU.YINQIANG , MR.JINXIANG QIU กระทำความผิดตามพ.ร.บ.คนเข้าเมือง ม.331) เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * เหมืองแร่ทองคำ * เลย * เหมืองแร่ * ท่าลี่ * มติเลย
dlvr.it
December 6, 2025 at 2:55 AM
สธ.แถลงผู้เสียชีวิตน้ำท่วมที่สงขลาล่าสุดพบ 140 ศพ 4 วันเจอเพิ่ม 30 ศพ คาดพ้นช่วงสูงสุดแล้ว
สธ.แถลงผู้เสียชีวิตน้ำท่วมที่สงขลาล่าสุดพบ 140 ศพ 4 วันเจอเพิ่ม 30 ศพ คาดพ้นช่วงสูงสุดแล้ว admin666 Mon, 2025-12-01 - 19:15 สธ.แถลงข่าวความคืบหน้าในการพิสูจน์ตัวผู้เสียชีวิตและจำนวนผู้เสียชีวิตในสงขลาล่าสุด 140 ราย พิสูจน์อัตลักษณ์ได้ 104 ราย ส่งคืนญาติ 23 ราย ปฏิเสธข้อสันนิษฐานว่าเสียชีวิตถึงพันเพราะหลังประชาชนกลับเข้าพื้นที่แล้ว 4 วันเพิ่มมา 30 ศพ คาดพ้นช่วงที่จะพบสูงสุดไปแล้ว 1 ธ.ค.2568 ThaiPBS ถ่ายทอดสดการแถลงข่าวของตัวแทนกระทรวงสาธารณสุขถึงสถานการณ์หลังน้ำท่วมในจังหวัดภาคใต้ โดยนพ.ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวสถานการณ์หลังน้ำท่วมในจังหวัดสงขลา ระบุว่าเวลา 16.00 น. วันนี้มีจำนวนผู้เสียชีวิตมีศพในระบบของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ 140 ศพ เป็นผู้ที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลหาดใหญ่ 65 ศพ นอกโรงพยาบาล 75 ศพ  ส่วนการเสียชีวิตทั้งหมดได้พิสูจน์อัตลักษณ์ได้ 104 ราย เหลือ 36 รายที่ยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ตัวบุคคล คืนศพให้ญาติแล้ว 23 ราย ที่ยังค้างอยู่เหลือ 117 ราย นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าในการฟื้นฟูด้านสาธารณสุข มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันทั้งหมด 104 ทีม และดำเนินการมาตั้งแต่ช่วง 25 - 30 พ.ย.2568 มีการให้ความช่วยเหลือประชาชนแล้ว 11,147 ราย ค้นหาผู้ป่วยในชุมชนที่เข้าถึงยาก ตรวจรักษาเบื้องต้นและให้ยาทันทีและดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียง  นอกจากนั้นมีการส่งต่อผู้ป่วยไปแล้วรวม 472 ราย  นพ.เอกชัยนอกจากนั้นทีมประเมินสุขภาพจิตลงไปในชุมชนได้ประเมินสุขภาพจิตของประชาชนที่ประสบภาวะทางด้านสุขภาพจิต 3,800 ราย พบภาวะเครียดสูง 216 ราย มีความเสี่ยงฆ่าตัวตาย 8 ราย โดยให้ความช่วยเหลือทันทีและติดตามใกล้ชิดโดยเฉพาะรายที่จะทำร้ายตัวเองจะส่งต่อเข้าระบบการรักษาในโรงพยาบาล นพ.เอกชัยกล่าวว่าทางกระทรวงสาธารณสุขได้ให้คำแนะนำแนวทางการปฏิบัติทำความสะอาด การใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นและป้องกันโรคที่เกิดจากน้ำท่วมรวมถึงโรคฉี่หนูที่มักพบหลังน้ำลด โดยวิธีสังเกตอาการคือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปวดกล้ามเนื้อน่องรุนแรงมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นโรคฉี่หนู ให้รีบปรึกษาทีมแพทย์ในโรงพยาบาลสนามหรือทีมแพทย์เดินเท้าที่ลงพื้นที่ชุมชน ซึ่งมียาที่ใช้รักษาและป้องกันที่ค่อนข้างครอบคลุม นพ.ศักดา กล่าวถึงการให้บริการของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ สำหรับโรงพยาบาลหาดใหญ่ตอนนี้เปิดบริการแล้วควบคู่กับการฟื้นฟูให้กลับมาทำงานได้ทั้งส่วนทำความสะอาดพื้นที่และส่วนของบุคลากรที่เหนื่อยล้าก็มีการสับเปลี่ยนกับเจ้าหน้าที่ภายนอก ส่วนเครื่องมือทางการแพทย์ที่ได้รับความเสียหายจะมีการหาทดแทนหรือซ่อมแซม และสามารถเปิดห้องฉุกเฉินได้เต็มรูปแบบและห้องตรวจผู้ป่วยบางส่วน และให้บริการผู้ป่วยหนักหรือโรคเฉพาะทางได้มากขึ้น  นพ.เอกชัยกล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบริจาคพระราชทานทรัพย์ 100 ล้านบาทในการสนับสนุนโรงพยาบาลหาดใหญ่ แต่จากความเสียหายทั้งระบบไฟฟ้า ประปา อุปกรณ์ทางการแพทย์ อาคารสถานที่เกิดขึ้นทั้งหมดประเมินแล้วเป็นมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งกำลังปรับแก้เพื่อให้กลับมาบริการประชาชนได้เร็วที่สุด นพ.ศักดาตอบคำถามนักข่าวที่ถามว่าผู้เสียชีวิตอาจถึงหลักพันตามที่ สุรเชษฐ์​ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสันนิษฐานไว้หรือไม่ เขาระบุว่าตัวเขาอยู่ในพื้นที่ตลอดหน้างานที่รับศพตั้งแต่วันแรกก็มีการเตรียมการไว้แต่ไม่ได้อยากให้มีผู้เสียชีวิตเยอะ  อย่างไรก็ตาม นพ.ศักดาระบุว่าตั้งแต่วันแรกสามารถรวบรวมศพได้ตั้งแต่ 85-110 ศพ ซึ่งรวมทั้งในและนอกโรงพยาบาลหาดใหญ่แล้วเพิ่มมาเรื่อยๆ ใน 4 วันที่ผ่านมาซึ่งคาดการณ์ว่าจะเจอเยอะที่สุดช่วง 2 วันที่ผ่านมา แต่เพิ่มมาอีก 30 ศพในเวลา 4 วัน เขาเชื่อว่าเมื่อประชาชนกลับเข้าไปในพื้นที่เกือบ 100% และเจ้าหน้าที่ระดมเข้าไปทำความสะอาดถ้าจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมก็คงไม่มากหรืออาจจะมีเล็กน้อยตรงที่ยังเข้าไม่ถึง แต่ไม่น่าจะถึงตามที่เป็นข่าว * ข่าว * คุณภาพชีวิต * น้ำท่วมหาดใหญ่ * กระทรวงสาธารณสุข * เอกชัย เพียรศรีวัชรา * ศักดา อัลภาชน์
dlvr.it
December 1, 2025 at 12:36 PM
สั่งย้ายอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง เหตุถอนอายัดฝุ่นแดง 'ซินเคอหยวน'
สั่งย้ายอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง เหตุถอนอายัดฝุ่นแดง 'ซินเคอหยวน' Pazzle Wed, 2025-11-19 - 21:35 ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมสั่งย้ายอุตสาหกรรมจังหวัดระยองไปช่วยราชการ เหตุถอนอายัดฝุ่นแดงของ “บริษัทซินเคอหยวน” จำนวน 77,723.47 ตัน หลังสั่งย้ายสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองได้เปลี่ยนคำสั่งให้คงอายัดฝุ่นแดงตามเดิม เพื่อให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจสอบต่อ   19 พ.ย. 2568 มูลนิธิบูรณะนิเวศ เผย มีคำสั่งย้ายอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง เหตุถอนอายัดฝุ่นแดงซินเคอหยวน (SKY) พร้อมยกเลิกการถอนอายัดเพื่อเป็นหลักฐานทางคดีต่อไป เนื่องจากมีข้อสงสัยว่ามีการลักลอบขนออก ฐานเศรษฐกิจ ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ดำเนินการออกคำสั่งกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง ให้ข้าราชการช่วยปฏิบัติราชการ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการของสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้วีระ นันทเศรษฐ์ อุตสาหกรรมจังหวัดระยอง (ผู้อำนวยการ ระดับสูง) สำนักงานอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ช่วยปฏิบัติราชการทางกองตรวจราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองยกเลิกการถอนอายัด และให้คงอายัดเหมือนเดิม เนื่องจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมพบข้อมูลใหม่ว่า มีข้อสงสัยอาจมีการลักลอบขนฝุ่นแดงจากเตาหลอมออกนอกโรงงาน และต้องเก็บฝุ่นดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานพิสูจน์ความผิดตาม พ.ร.บ. โรงงาน รวมถึงยืนยันว่าฝุ่นมาจากกระบวนการผลิตของบริษัทซินเคอหยวนจริงหรือไม่ เพื่อให้การสืบสวนถูกต้องและครบถ้วน จึงต้องยกเลิกการถอนอายัด และคงอายัดฝุ่นแดงต่อไป เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 อุตสาหกรรมจังหวัดระยองได้ทำหนังสือ ที่ รย 0034(2)/2757 ลงนามโดยวีระ นันทเศรษฐ์ อุตสาหกรรมจังหวัดระยอง เพิกถอนอายัดผงฝุ่น จากระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ หรือฝุ่นแดง ของ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ปริมาณ 77,723.47 ตัน     * ข่าว * การเมือง * สังคม * ซินเคอหยวน สตีล * ฝุ่นแดง * กระทรวงอุตสาหกรรม * วีระ นันทเศรษฐ์
dlvr.it
November 19, 2025 at 2:56 PM
เป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่เดือนกว่า 'ทศพล เผื่อนอุดม' ถูกโยกไปเป็นผู้ตรวจราชการ
เป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่เดือนกว่า 'ทศพล เผื่อนอุดม' ถูกโยกไปเป็นผู้ตรวจราชการ auser15 Tue, 2025-10-14 - 17:38 ครม. มีมติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงมหาดไทย 45 ราย - 'ทศพล เผื่อนอุดม' เป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่เดือนกว่า ถูกโยกไปเป็นผู้ตรวจราชการ ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดนับตั้งแต่มีผู้ว่าฯ เชียงใหม่ 14 ตุลาคม 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง จำนวน 45 ราย ดังนี้ 1.ให้นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครราชสีมา และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง 2.ให้นายโชตินรินทร์ เกิดสม พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสงขลา และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง 3.ให้นายภาสกร บุญญลักษม์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดระยอง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง 4.ให้นายชรินทร์ ทองสุข พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดขอนแก่น และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง 5.ให้นายชำนาญ ชื่นตา พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอุบลราชธานี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง 6.ให้นายทศพล เผื่อนอุดม พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดเชียงใหม่ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง 7.ให้นายศักระ กปิลกาญจน์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสตูล และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง 8.ให้นายสมภพ สมิตะสิริ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดหนองคาย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง 9.ให้นายสุพจน์ ภูติเกียรติขจร พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดระนอง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง 10.ให้นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกาญจนบุรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง 11.ให้นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมการปกครอง 12.ให้นายสยาม ศิริมงคล พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสมุทรปราการ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมการพัฒนาชุมชน 13.ให้นายพรพจน์ เพ็ญพาส พ้นจากตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมที่ดิน 14. ให้นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอุทัยธานี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 15.ให้นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุราษฎร์ธานี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 16.ให้นายอังกูร ศีลาเทวากูล พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกระบี่ 17.ให้นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสกลนคร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกาฬสินธุ์ 18. ให้นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมที่ดิน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดขอนแก่น 19.ให้นายชูชีพ พงษ์ไชย พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดเชียงราย 20.ให้นายรัฐพล นราดิศร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดเชียงราย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดเชียงใหม่ 21.ให้นายพิริยะ ฉันทดิลก พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง)จังหวัดสุพรรณบุรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดตราด 22.ให้ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครพนม 23.ให้นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดศรีสะเกษ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครราชสีมา 24.ให้นางสาวชุติพร เสชัง พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดแม่ฮ่องสอน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครสวรรค์ 25.ให้นายเชษฐา โมสิกรัตน์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนนทบุรี 26.ให้นายวีระพันธ์ ดีอ่อน พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดปราจีนบุรี 27.ให้นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 28.ให้นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนนทบุรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดพิษณุโลก 29.ให้ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดเพชรบุรี 30.ให้นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมการปกครอง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดภูเก็ต 31.ให้นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลำปาง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดแม่ฮ่องสอน 32.ให้นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดเพชรบุรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดระยอง 33.ให้นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลำพูน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดลำปาง 34.ให้นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดอำนาจเจริญ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดศรีสะเกษ 35.ให้นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ กระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดสกลนคร 36.ให้นายรัฐศาสตร์ ชิดชู พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดกระบี่ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสงขลา 37.ให้นายศุภมิตร ชิณศรี พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดนครสวรรค์ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสมุทรปราการ 38.ให้นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดตราด และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสุพรรณบุรี 39.ให้นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ พ้นจากตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง)สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัด สุราษฎร์ธานี 40.ให้นายศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดภูเก็ต และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดหนองคาย 41.ให้นายสุรศักดิ์ อักษรกุล พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมการพัฒนาชุมชน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดหนองบัวลำภู 42.ให้นายนที มนตริวัต พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดชัยนาท และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอ่างทอง 43.ให้นายสันติ รังษิรุจิ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดฉะเชิงเทรา และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอุตรดิตถ์ 44.ให้นายสมบัติ ไตรศักดิ์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดสิงห์บุรี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดอุทัยธานี 45.ให้นายณรงค์ เทพเสนา พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครองระดับสูง) จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป * ข่าว * การเมือง * ทศพล เผื่อนอุดม * เชียงใหม่ * กระทรวงมหาดไทย
dlvr.it
October 14, 2025 at 10:47 AM
เสนอ 6 แนวทางจัดสรรแพทย์ใช้ทุนปี 2569 เน้นจังหวัดขาดแคลน เพิ่มค่าตอบแทน
เสนอ 6 แนวทางจัดสรรแพทย์ใช้ทุนปี 2569 เน้นจังหวัดขาดแคลน เพิ่มค่าตอบแทน auser15 Sat, 2025-10-11 - 12:12 ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมประชุมคณะกรรมการแพทยสภา แจงสถานการณ์แพทย์ปฏิบัติงานจริงเพียง 72% ของกรอบอัตรากำลัง โดยมี 10 จังหวัด ที่แพทย์ปฏิบัติงานจริงน้อยกว่า 60% "บึงกาฬ" ขาดแคลนสุด เสนอ 6 แนวทางจัดสรรแพทย์ใช้ทุนปีงบประมาณ 2569 หลังได้รับโควตา 1,973 อัตรา 11 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า  นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ครั้งที่ 10/2568 ได้นำเสนอที่ประชุมถึงสถานการณ์และแนวทางการจัดสรรแพทย์ผู้ทำสัญญาชดใช้ทุนของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เกิดความเข้าใจและหาทางออกร่วมกันในการกระจายแพทย์ลดปัญหาขาดแคลนในบางพื้นที่ โดยขณะนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีแพทย์ปฏิบัติงานจริง 25,490 คน หรือ 72% ของกรอบอัตรากำลังแพทย์ปี 2565-2569 ที่มี 35,578 อัตรา โดยเขตสุขภาพที่ 2, 4 และ 8 มีแพทย์ปฏิบัติงานจริงเพียง 61%, 63% และ 66% ตามลำดับ และมี 10 จังหวัด ที่มีแพทย์ปฏิบัติงานจริงน้อยกว่า 60% ได้แก่ บึงกาฬ 44% สระแก้ว 48% เลย 54% อ่างทอง, แม่ฮ่องสอน 55% ตาก, เพชรบูรณ์, ปทุมธานี 58% ระนองและน่าน 59% หากเทียบสัดส่วนแพทย์ต่อประชากร จังหวัดที่ขาดแคลนแพทย์มากที่สุด คือ บึงกาฬ สมุทรปราการ หนองบัวลำภู นครพนม นนทบุรี สระแก้ว เลย ชัยภูมิ และแม่ฮ่องสอน ขณะที่แนวโน้มแพทย์ลาออกเพิ่มขึ้นจาก 789 คน ในปีงบประมาณ 2563 เป็น 1,201 คน ในปีงบประมาณ 2567 นพ.สมฤกษ์กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาในการจัดสรรพื้นที่ปฏิบัติงานของแพทย์ผู้ทำสัญญาฯ ในปี 2568 พบว่า เมื่อจัดสรรให้เขตสุขภาพที่ 8 และ 10 เต็มศักยภาพ ทำให้บางเขตสุขภาพ เช่น เขตสุขภาพที่ 4, 5 และ 6 ได้รับแพทย์ไปฝึกเพิ่มพูนทักษะปีที่ 1 ไม่เพียงพอ จึงต้องจัดสรรทดแทนด้วยแพทย์ที่ไม่ใช่ทุนรัฐบาลและแพทย์นอกสังกัด (ฝากฝึก) รวมถึงมีแพทย์ผู้ทำสัญญาฯ ที่ผ่านการคัดเลือกและได้จัดสรรโควตาแล้ว แต่คุณสมบัติไม่ครบถ้วนจํานวนมาก ทําให้โควตาในบางเขตสุขภาพลดลงในรอบจัดสรรปกติ ต้องจัดสรรทดแทนในรอบพิเศษและหลังรอบพิเศษ ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนวทางการจัดสรรแพทย์ใช้ทุนปีงบประมาณ 2569 คือ 1) ปรับการจัดสรรให้พื้นที่ขาดแคลนเป็นอันดับแรก โดยมองภาพรวมเป็นระดับจังหวัด 2) ปรับระเบียบการจัดสรรทุน เช่น ทุนโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท (CPIRD) / โครงการกระจายแทพย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (ODOD) สามารถข้ามเขตหรือจังหวัดไปยังจังหวัดที่ขาดแคลนแพทย์ได้ หรือปรับกฎระเบียบการชดใช้ทุน 3) ใช้หลักการ One Province/One Region One Hospital จัดสรรอัตรากำลังแพทย์ในภาพรวม แพทย์ทั่วไปหรือเฉพาะทางสามารถย้ายข้ามอำเภอหรือจังหวัดมาช่วยเหลือในพื้นที่ขาดแคลน 4) สนับสนุนเรื่องค่าตอบแทน/ความก้าวหน้าขั้นพิเศษ โดยเน้นพิจารณาภาระงานและผลจากการทำงาน ให้พื้นที่ขาดแคลนแพทย์และมีภาระงานมากได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ 5) สร้างแรงจูงใจเข้ารับการศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทางในพื้นที่ขาดแคลนแพทย์เป็นกรณีพิเศษ เช่น การศึกษาต่อที่ใช้ระยะเวลาชดใช้ทุนสั้นลง หรือมีคะแนนพิเศษในการเข้ารับการศึกษาต่อ และ 6) สนับสนุนงบประมาณในภาพรวม เช่น กองทุนระดับเขตเพื่อเพิ่มค่าตอบแทนหรือช่วยสนับสนุนการทํางานในส่วนของแพทย์ในพื้นที่ขาดแคลนมากขึ้น "นักศึกษาแพทย์ผู้ทำสัญญาฯ ที่คาดว่าจะสำเร็จการศึกษาปี 2568 (ปีงบประมาณ 2569) มี 2,795 คน คณะกรรมการจัดสรรฯ อนุมัติโควตาเมื่อ วันที่ 5 กันยายน 2568 ให้กระทรวงสาธารณสุข 1,980 อัตรา อยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 1,973 อัตรา จึงได้เสนอว่าพื้นที่ขาดแคลนแพทย์ให้มีมาตรการเพิ่มค่าตอบแทน, ทำงานครบ 2 ปี เลือกศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทางสาขาหลักได้ หากทำงานครบ 3 ปี เลือกได้ทั้งสาขาหลักและสาขารอง, ปรับหลักเกณฑ์การจัดสรรทุนรัฐบาล CPIRD, ปรับเปลี่ยนการหมุนเวียนของแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ไปยังพื้นที่ขาดแคลนหรือต้องการเพิ่มศักยภาพในพื้นที่ และเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ส่วนพื้นที่ไม่ขาดแคลน ให้แพทย์โรงพยาบาลชุมชนในปี 2 และ 3 สามารถมาปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปได้  และปรับการจัดสรรแพทย์เพิ่มพูนทักษะในปี 2 และ 3" นพ.สมฤกษ์กล่าว   * ข่าว * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * หมอ * แพทยสภา * แพทย์ * บุคลากรทางการแพทย์ * คนทำงานสาธารณสุข
dlvr.it
October 11, 2025 at 5:18 AM
นายกฯ ลงพื้นที่ 3 จว.น้ำท่วม ด้าน ‘อนุชา นาคาศัย’ โผล่ต้อนรับคณะที่ชัยนาท
นายกฯ ลงพื้นที่ 3 จว.น้ำท่วม ด้าน ‘อนุชา นาคาศัย’ โผล่ต้อนรับคณะที่ชัยนาท ภาพ: นายกฯ และ รมว.มหาดไทย พบปะประชาชนจังหวัดพิจิตรและมอบของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ณ โรงเรียนเทศบาลตะพานหินวิทยาคาร ตำบลตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย See Think Fri, 2025-10-10 - 16:08 ‘อนุทิน’ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วม จ.พิจิตร, ชัยนาท, สิงห์บุรี ทางด้าน ‘อนุชา นาคาศัย’ อดีต รมช.เกษตรฯ และ สส.ชัยนาท พรรค รทสช. โผล่ต้อนรับที่ชัยนาท ปัดตอบเตรียมซบ ภท. 10 ต.ค. 2568 โพสต์จากเฟซบุ๊กกระทรวงมหาดไทย PR โดยกองสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย แจ้งว่า เวลา 14.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รมช.สาธาธารณสุข น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สทนช. นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร นายเชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามการช่วยเหลือและให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ณ โรงเรียนเทศบาลตะพานหินวิทยาคาร อ.ตะพานหิน ต.พิจิตร โดย น.ส.ธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าฯ พิจิตร พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 นายกิติพล เวชกุล รองผู้ว่าฯ พิจิตร นายธนิต ภูมิถาวร รองผู้ว่าฯ พิจิตร หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการชมรมแม่บ้านมหาดไทย นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร นายกฤษฏ์ เพ็ญสุภา นายก อบจ.พิจิตร นายปัญญา แพมงคล นายกเทศมนตรีเมืองตะตะพานหิน และประชาชนในพื้นที่กว่า 1,000 คน ร่วมรับฟัง เล็งหาทางเยียวยาเพิ่ม-กำชับให้ลงทะเบียน 'คนละครึ่ง' นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ตนมาให้กำลังใจพ่อแม่พี่น้องชาวตะพานหิน จ.พิจิตร ซึ่งได้ทราบจากผู้ว่าฯ พิจิตร และ ส.ส. ในพื้นที่ ซึ่งได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ขอให้พี่น้องประชาชนได้อดทนอีกนิดนึง เพราะตอนนี้ช่วงปลายฝนแล้ว สถานการณ์กำลังจะดีขึ้น แต่ที่สำคัญคือ "รัฐบาลจะไม่เพิกเฉย และละเลย" พี่น้องประชาชนไม่ถูกทอดทิ้งแน่นอน โดยภายในสัปดาห์หน้า รัฐบาลจะอนุมัติเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม ครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้แม้ว่าไม่คุ้มค่ากับความเสียหาย แต่รัฐบาลจะเร่งเยียวยาและพยายามหาวิธีการช่วยเหลือ โดยได้มอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  (นายภราดร ปริศนานันทกุล) ไปหาวิธีช่วยเหลือพี่น้องประชาชนร่วมกับสำนักงบประมาณและหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นความผิดของรัฐบาลที่ไม่สามารถระบายน้ำให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ทัน ทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อน สำหรับกรณีที่อำเภอตะพานหินจังหวัดพิจิตรแห่งนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนไปลงทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอ ถ้าใครไม่ได้ลงทะเบียนผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องเดือดร้อน ดังนั้น ผู้ว่าฯ ต้องสั่งการให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ช่วยกันทำให้เกิดความมั่นใจว่า พี่น้องประชาชนทุกคนได้ลงชื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เพื่อเงินจะได้ไปถึงพี่น้องประชาชน โดยมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นผู้ดำเนินการโอนเงินเยียวยาเข้าบัญชีของพี่น้องประชาชน รวมถึงต้องลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัสด้วย ซึ่งจะมีเงินค่าใช้จ่ายวันละ 200 บาท ให้พี่น้องประชาชนได้ไปจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้ทั่วประเทศมีเงินหมุนเวียน ทำให้พี่น้องประชาชนได้มีเงินมีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยทุกครั้งที่ใช้สอย รัฐบาลจะเติมให้ครึ่งหนึ่ง ซึ่งเงินนี้ไม่ใช่เงินหยอดกระปุก  ไม่ใช่เงินเยียวยา ไม่ใช่เงินช่วยเหลือ เป็นเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เราต้องใช้จ่ายใช้สอย นอกจากนี้ ยังมีเงินช่วยเหลือเติมเข้าในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,700 บาท จากเดือนละ 300 บาท เป็นเดือนละ 2,000 บาท ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณให้พี่น้องประชาชนหมดแล้ว ดังนั้น การจับจ่ายใช้สอยจะทำให้พี่น้องประชาชนมีเม็ดเงินมาใช้ในการซื้อข้าวซื้อของในช่วงปีใหม่นี้ด้วย "เมืองไทยไม่มีคนจน มีแต่คนมีน้ำใจ" นอกจากนี้ขอฝากพี่น้องอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้ให้การช่วยเหลือดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบภาวะบ้านเรือนถูกน้ำท่วม หมั่นคอยไปดูแลไปให้ความเข้าใจ และแจ้งไปยังสถานีอนามัยต่าง ๆ ถ้ามีการเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งในช่วงที่น้ำท่วมพี่น้องประชาชนต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะอาจจะเกิดกระแสไฟรั่ว และหาดน้ำท่วมขังเป็นปริมาณมากขอให้ย้ายไปยังบ้านญาติหรือศูนย์พักพิงก่อน แล้วเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว จึงจะกลับไปที่บ้าน เหล่านี้คือหน้าที่ของรัฐบาลในการบริหารจัดการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แน่นอนว่า บางครั้งเราอาจจะเอาชนะภัยธรรมชาติไม่ได้แต่เราจะพยายามทำให้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ลดลงให้มากที่สุด ให้มีความเดือดร้อนน้อยที่สุด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเอาใจใส่พ่อแม่พี่น้องประชาชน "การเอาใจพ่อแม่พี่น้องประชาชนถือเป็นการเอาใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย" คือ การทำให้ประชาชนไม่ลำบาก ด้วยการหามาตรการ หากลไก หาวิธี ที่จะทำให้ชื่อของพี่น้องประชาชนทุกครัวเรือนไปปรากฏที่ระบบ ปภ. ให้ได้ และสัปดาห์หน้าเมื่ออนุมัติเงินในระบบแล้ว เงินจะเข้าไปยังบัญชีพ่อแม่พี่น้องประชาชนทันที นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังพิจารณาแผนฟื้นฟูปรับระบบระบายน้ำ ทั้งการเสริมถนน ทำโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้แข็งแรงกว่าเดิม เพื่อให้พิจิตรได้มีระบบจัดการน้ำที่ดีขึ้น ไม่ต้องเจอเหตุการณ์ซ้ำ ๆ ซาก ๆ แบบนี้อีก ซึ่งต้องหาวิธีระบายน้ำ เช่น บึงสีไฟ ที่ในหน้าแล้งก็จะแล้งมาก เราต้องทำอย่างไรให้ผันน้ำเข้าไปในบึงสีไฟ และหาทางที่จะผันน้ำไปสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด โดยจะมีแผนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวต่อไป แต่ขณะเดียวกัน หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก เราต้องให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรกก่อน และหาทุกวิธีทางเพื่อเยียวยาพี่น้องประชาชนให้ได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด และในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณส่วนราชการทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครทุกส่วน ที่ช่วยดูแลพี่น้องประชาชนของเราเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้ประสบภัยอันตราย ด้านผู้ว่าฯ พิจิตร กล่าวว่า จากอิทธิพลของพายุวิภา พายุทาจิกิ พายุหนองฟ้า และพายุบัวลอย ตั้งแต่เดือน ก.ค. - ก.ย. 68 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดฝนตกชุกทั้งภาคเหนือ และส่งผลกระทบต่อประชาชนในจังหวัดพิจิตรเป็นวงกว้าง มีบ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมขัง 13,961 หลังคาเรือน พื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหาย 34,449 ไร่ โดย จ.พิจิตร ได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทั้งมอบถุงยังชีพ เครื่องอุปโภค บริโภค พร้อมซ่อมแซมบ้านเรือน และระบบสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงด้านการแพทย์และการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง สำหรับ อ.ตะพานหิน มีพื้นที่ประสบภัย 10 ตำบล 37 หมู่บ้าน 13 ชุมชน ที่พักอาศัยถูกน้ำท่วมขัง 1,033 หลังคาเรือน พื้นที่ทางการเกษตรเสียหาย 1,349 ไร่ และในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำจากแม่น้ำน่านและมวลน้ำจาก จ.เพชรบูรณ์ ได้เอ่อล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่ รพ.สมเด็จพระยุพราชตะพานหินบางส่วน ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ได้เริ่มคลี่คลาย และกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ‘อนุชา’ โผล่ต้อนรับคณะที่ชัยนาท ปัดตอบเตรียมย้ายซบ ภท. สื่อแนวหน้าและเดอะรีพอร์ตเตอร์รายงานตรงกันว่า เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายอนุชา นาคาศัย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สส.ชัยนาท พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้เดินทางมาที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เพื่อรอต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำ โดย นายอนุชา กล่าวว่า ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ได้มาต้อนรับนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นภารกิจนายกรัฐมนตรีมาตรวจราชการที่ จ.ชัยนาท เมื่อถามว่า การมาปรากฏตัววันนี้เป็นการส่งสัญญาณว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ใช่หรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า ไม่มีสัญญาณ และตนยังไม่ได้ตัดสินใจทางการเมืองอะไร ซึ่งขณะนี้ยังมีเวลาที่จะตัดสินใจ ก็ต้องดูสถานการณ์ของบ้านเมือง และหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง เพื่อที่จะประกอบการตัดสินใจ เมื่อถามว่า มีเงื่อนไขใดหรือไม่ที่จะไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น นายอนุชา กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีอะไร ตนเป็นการเมืองที่ค่อนข้างนิ่ง ต้องใจเย็นๆ นิดนึง ดูวิถีทางที่จะทำประโยชน์ให้แก่พี่น้องประชาชน เพราะตนอยู่ตรงไหนก็ได้ที่จะทำประโยชน์ให้แก่พี่น้องประชาชนและประเทศชาติ เมื่อถามว่า เคยมีการพูดคุยนอกรอบกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกับใคร ทั้งนี้ กำหนดการในการตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วมของนายกรัฐมนตรี มีดังนี้ * เวลา 11.45 น. นายกรัฐมนตรีออกเดินทางจาก พล.ม.2 รอ. เขตพญาไท กรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดพิจิตร จากนั้นจะเดินทางไปยังโรงเรียนเทศบาลตะพานหินวิทยาคาร ต.ตะพานหิน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร เพื่อพบปะประชาชนและมอบของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม * ต่อจากนั้น ในเวลาประมาณ 15.15 น. นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมสรุปสถานการณ์น้ำ และแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ณ เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พร้อมมอบนโยบายและแนวทางการทำงานตามนโยบายรัฐบาลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณประตูเขื่อนระบายน้ำ * สำหรับภารกิจสุดท้าย นายกรัฐมนตรีจะไปพบปะพี่น้องประชาชนจังหวัดสิงห์บุรี ณ องค์การบริหารส่วนตำบลชีน้ำร้าย อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี * ข่าว * การเมือง * คุณภาพชีวิต * น้ำท่วม * พิจิตร * ชัยนาท * สิงห์บุรี * อนุชา นาคาศัย
dlvr.it
October 10, 2025 at 9:17 AM
สังขละบุรีคุมเข้มผู้ลี้ภัยบ้านต้นยางต้องผ่านขั้นตอนถูกต้อง ก่อนอนุญาตทำงาน
สังขละบุรีคุมเข้มผู้ลี้ภัยบ้านต้นยางต้องผ่านขั้นตอนถูกต้อง ก่อนอนุญาตทำงาน auser15 Sat, 2025-10-04 - 12:32 สังขละบุรีคุมเข้มผู้ผู้ลี้ภัยฯ ศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านต้นยาง ต้องผ่านขั้นตอนถูกต้องก่อนอนุญาตทำงาน เผยจากผู้ลี้ภัย 1,700 คน แจ้งความประสงค์ขอทำงานกว่า 400 คน โดยอำเภอสังขละบุรีออกใบอนุญาติทำงานแล้วจำนวน 2 ราย สวท.สังขละบุรี รายงานว่า เมื่อ 3 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นายสุริยศักดิ์ เหมือนอ่วม นายอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี มอบหมายให้นายจอมไตร ตันติเสวี ปลัดอาวุโสอำเภอสังขละบุรี เป็นประธานการประชุมประจำเดือน หัวหน้าส่วนราชการ/ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ประจำเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 ณ ห้องราชสีห์ ชั้น 3 ที่ว่าการอำเภอสังขละบุรี โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนในพื้นที่เข้าร่วม นายจอมไตร กล่าวว่า "ตามที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 อนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาที่อาศัยในพื้นที่พักพิงชั่วคราวในไทย สามารถออกไปทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป โดยผู้ลี้ภัยต้องยื่นคำขออนุญาตออกนอกพื้นที่ควบคุม ทำประกันสุขภาพ และได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานครั้งแรก โดยขอให้บริษัทที่ต้องการจ้างแรงงานในศูนย์พักพิงบ้านต้นยาง สามารถมาติดต่อที่อำเภอสังขละบุรี เพื่อแจ้งกฎระเบียบและดำเนินการประสานแรงงานในพื้นที่ต่อไป ข้อมูลผู้ลี้ภัยฯ ศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านต้นยาง มีจำนวนกว่า 1,700 คน ซึ่งสามารถทำงานได้และแจ้งความประสงค์ขอทำงานกว่า 400 คน โดยอำเภอสังขละบุรีออกใบอนุญาติทำงานแล้วจำนวน 2 ราย และที่เหลืออยู่ระหว่างการดำเนินงานตามระเบียบกฎหมายต่อไป" นอกจากนี้ประชาสัมพันธ์การออกหน่วยเคลื่อนที่ของสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เขตสุพรรณบุรี จะจัดหน่วยเคลื่อนที่ให้การสงเคราะห์ด้านการเงินด้านบริการ แก่ทหารผ่านศึกนอกประจำการทุกชั้นบัตร และครอบครัวทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่ 1 ในวันพุธที่ 16 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 -12.00 น. ณ หอประชุมอำเภอสังขละบุรี ด้านสภ.สังขละบุรี รายงานสถิติคดีอาญา 4 ประเภท และคดีอุกฉกรรจ์ในพื้นที่ ด้านโรงพยาบาลสังขละบุรีแจ้งขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมซ้อมแผนเผชิญเหตุอัคคีภัย และอุบัติเหตุร้ายแรง ส่วนสถานการณ์ไข้เลือดออกในอำเภอสังขละบุรียังพบการระบาดอยู่มากพบผู้ป่วยไข้เลือดออกกว่า 30 รายในพื้นที่สังขละบุรี และประชาสัมพันธ์การตรวจสุขภาพประจำปีสามารถขอรับการตรวจได้ที่โรงพยาบาล สำหรับการซื้อบัตรประกันสุขภาพบุคคลต่างด้าว (2,700บาท/ปี) ของผู้ลี้ภัยฯในศูนย์พักพิงบ้านต้นยางและแรงงานต่างด้าวฯทั่วไป เพื่อสิทธิ์ในการรักษาพยาบาล * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ผู้ลี้ภัย * ศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านต้นยาง * สังขละบุรี * กาญจนบุรี * แรงงานข้ามชาติ * ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา
dlvr.it
October 4, 2025 at 5:36 AM
นายอำเภอฝาง จ.เชียงใหม่ สั่งพักงานผู้ใหญ่บ้าน ปมถูกร้องเรียกรับเงิน 'ส่วยสัญชาติ'
นายอำเภอฝาง จ.เชียงใหม่ สั่งพักงานผู้ใหญ่บ้าน ปมถูกร้องเรียกรับเงิน 'ส่วยสัญชาติ' auser15 Sun, 2025-09-21 - 10:05 นายอำเภอฝาง จ.เชียงใหม่ สั่งพักงานผู้ใหญ่บ้าน ปมถูกร้องเรียกรับเงิน 'ส่วยสัญชาติ' เสนอผู้ว่าฯ ตั้งสอบวินัย 21 กันยายน 2568 NBT Connext รายงานว่า ว่าที่ ร.ต.นพรัตน์ ศุภกิจโกศล นายอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากกรณีประชาชนร้องเรียนผ่านสื่อ ว่ามีการเรียกรับเงินรายละ 4,000 บาท รวม 8,000 บาท เพื่อดำเนินการทำบัตรพาสปอร์ตถาวรนั้น ทางอำเภอได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทันที โดยมีปลัดอาวุโส ปลัดฝ่ายปกครอง และปลัดฝ่ายศูนย์ดำรงธรรม ร่วมกันสอบถามผู้ใหญ่บ้าน  ที่ถูกร้องเรียน ซึ่งทางผู้ใหญ่บ้านให้การปฏิเสธ ต่อมา อำเภอฝางร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง จังหวัดเชียงใหม่ นำโดยป้องกันจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านดังกล่าว ทั้งคู่ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม ทีมสอบสวนได้กระจายกำลังหาข่าวจากชาวบ้านในพื้นที่ พบว่ามีความเห็นแตกต่างกัน บางรายยืนยันไม่เคยเสียเงิน แต่บางรายยอมรับว่าเคยจ่ายเงินเพื่อดำเนินการตามมาตรา 17 จริง ซึ่งคณะทำงานได้บันทึกเสียงคำให้การไว้เป็นหลักฐาน นายอำเภอฝาง ระบุว่า ผลการตรวจสอบชี้ให้เห็นว่ากรณีนี้มีมูลความผิด และเข้าข่ายกระทำความผิดวินัยร้ายแรง จึงได้เสนอเรื่องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงตามขั้นตอน ขณะเดียวกัน อำเภอจะมีคำสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านรายนี้เป็นการชั่วคราว เพื่อให้การสอบสวนดำเนินไปอย่างโปร่งใส และป้องกันการแทรกแซงพยานหลักฐาน สำหรับกรณีที่มีรายงานว่ามีการข่มขู่พยานหรือผู้เสียหาย นายอำเภอฝางยืนยันว่า ได้สั่งการฝ่ายปกครองให้ความคุ้มครองอย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดช่องทางให้ผู้เสียหายหากถูกคุกคาม หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถติดต่อแจ้งเบาะแสหรือขอความช่วยเหลือได้โดยตรงกับฝ่ายปกครองหรือที่ว่าการอำเภอฝาง * ข่าว * สังคม * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ส่วยสัญชาติ * ฝาง * เชียงใหม่ * แรงงานข้ามชาติ
dlvr.it
September 21, 2025 at 3:08 AM
ครม.เห็นชอบโยกย้ายข้าราชการ มท. 25 ตำแหน่ง 'อธิบดี-ผู้ตรวจราชการ-ผู้ว่าฯ'
ครม.เห็นชอบโยกย้ายข้าราชการ มท. 25 ตำแหน่ง 'อธิบดี-ผู้ตรวจราชการ-ผู้ว่าฯ' auser15 Tue, 2025-08-19 - 13:19 ครม.เห็นชอบโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย 25 ตำแหน่ง ทั้งตำแหน่งอธิบดี ผู้ตรวจราชการกระทรวง และผู้ว่าราชการจังหวัด 19 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่ กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำแหน่งบริหารระดับสูงให้พิจารณา รวม 25 ตำแหน่ง ประกอบด้วย 1.นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ มาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 2.นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก มาเป็นรองปลัดกระทรวง 3.นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง มาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 4.นายจุมพฎ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ มาเป็นรองปลัดกระทรวง 5.ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง  6.นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 7.นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 8.ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 9.นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 10.นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน 11.นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ 12.นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ 13.นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี 14.นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย 15.นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี 16.นายศุภมิตร ชินศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ 17.นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี 18.นายศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต 19.นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม  20.นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง 21.นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี 22.น.ส.ชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน 23.นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น 24.นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ 25.นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ * ข่าว * การเมือง * กระทรวงมหาดไทย
dlvr.it
August 19, 2025 at 6:22 AM