#พรรคภูมิใจไทย
กป.อพช.ใต้ ค้านร่าง กม. ยกเลิกรายได้จากภาษีสุราและยาสูบของ สสส. ไทยพีบีเอส และอีก 2 กองทุน ชี้เสี่ยงถูกการเมืองครอบงำ
กป.อพช.ใต้ ค้านร่าง กม. ยกเลิกรายได้จากภาษีสุราและยาสูบของ สสส. ไทยพีบีเอส และอีก 2 กองทุน ชี้เสี่ยงถูกการเมืองครอบงำ
กป.อพช.ใต้ ค้านร่าง กม. ยกเลิกรายได้จากภาษีสุราและยาสูบของ สสส. ไทยพีบีเอส และอีก 2 กองทุน ชี้เสี่ยงถูกการเมืองครอบงำ auser15 Sat, 2026-10-10 - 09:24 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) และภาคี ค้านร่าง กม. ยกเลิกรายได้จากภาษีสุราและยาสูบของ สสส. ไทยพีบีเอส และอีก 2 กองทุน ชี้เสี่ยงถูกการเมืองครอบงำ แฟ้มภาพประชาไท คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ และภาคีเครือข่ายรวม 39 ราย ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายของ สส. พรรคภูมิใจไทย ที่ให้ สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เลิกรับเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ แล้วของบประมาณรายปีแทน โดยเห็นว่าทำให้การตัดสินใจเรื่องงบตกอยู่ใต้อิทธิพลการเมือง กระทบสื่อสาธารณะและงานสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน พร้อมเรียกร้องให้ถอนร่างทันที คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) และองค์กรภาคีเครือข่ายที่ร่วมลงนาม ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 คัดค้านร่างพระราชบัญญัติที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทยเสนอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับแหล่งรายได้ของกองทุนและองค์การสาธารณะ ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ สาระสำคัญของร่างคือยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนแหล่งเงินบำรุงที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ และให้เสนอของบประมาณรายจ่ายของรัฐ โดยให้เหตุผลเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง เครือข่ายระบุว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และเห็นว่าหากจะอ้างเรื่องความคุ้มค่าของการใช้เงิน ควรพิจารณาความคุ้มทุนของการบริหารงบประมาณภาครัฐภายใต้นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยก่อนเป็นอันดับแรก โดยกล่าวว่ายังมีข้อพิพาท ปัญหาการทุจริต และคำถามด้านความโปร่งใส ในกรณีไทยพีบีเอส เครือข่ายเห็นว่าการเปลี่ยนแหล่งงบประมาณสะท้อนความคิดที่ต้องการครอบงำสื่อสาธารณะ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์การจัดตั้งไทยพีบีเอสเมื่อ พ.ศ. 2551 ที่สังคมไทยต้องการสื่อสาธารณะเพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร โดยปราศจากการครอบงำหรือกำกับจากฝ่ายการเมืองหรืออำนาจแฝงอื่น ส่วน สสส. เครือข่ายระบุว่ากองทุนอุดหนุนงบประมาณตรงสู่ชุมชน เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส ทั้งในโรงเรียน พื้นที่ชายขอบ กลุ่มคนพิการ ชาติพันธุ์ ผู้สูงอายุ แรงงานนอกระบบ และผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมักเข้าไม่ถึงบริการของรัฐได้ง่ายเท่ากลุ่มอื่น เพื่อรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น เหล้า บุหรี่ และสารเสพติด และสร้างเสริมสุขภาวะเชิงป้องกัน ซึ่งช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาลของประเทศ หากร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบ เครือข่ายเห็นว่าอำนาจตัดสินใจเรื่องงบประมาณจะอยู่ใต้อิทธิพลของฝ่ายการเมือง และมองว่าเป็นเป้าหมายเบื้องลึกของพรรคภูมิใจไทยที่ต้องการให้สื่อสาธารณะอยู่ภายใต้การกำกับของการเมืองเต็มรูปแบบ และทำลายแนวคิดการสร้างสุขภาวะของประชาชนอย่างอิสระ แม้ผู้เสนออ้างว่าเพียงนำเสนอร่างให้รัฐสภาพิจารณา และการเห็นชอบหรือไม่เป็นเรื่องของกระบวนการทางรัฐสภา เครือข่ายระบุว่า การดำเนินการต่อไทยพีบีเอสและ สสส. เป็นการแทรกแซงและยึดครองโดยฝ่ายการเมือง ด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างการตัดสินใจเรื่องทรัพยากรสาธารณะ จากระบบที่มีแหล่งรายได้เฉพาะและต่อเนื่อง ไปอยู่ในมือรัฐบาลผ่านระบบงบประมาณรายปีแบบหน่วยราชการทั่วไป ซึ่งจะกระทบองค์กรและกองทุนที่ทำงานกับชุมชนระดับฐานราก กลุ่มเปราะบาง และผู้ที่เผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิอยู่แล้ว เท่ากับซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติเชิงโครงสร้าง กป.อพช.ใต้และภาคีจึงขอเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภายุติการผลักดันและถอนร่างกฎหมายดังกล่าวทันที ผู้ร่วมแถลงการณ์มี 39 ราย ประกอบด้วยองค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายจากหลายจังหวัดภาคใต้ เช่น ปัตตานี ยะลา ชุมพร พัทลุง และระนอง อาทิ สมาคมดับบ้านดับเมือง เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย สมาคมรักษ์ทะเลไทย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ และมูลนิธิชุมชนไท รวมถึงกฤษดา ขุนณรงค์ ทนายความ * ข่าว * การเมือง * สังคม * คุณภาพชีวิต * คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ * สสส. * ไทยพีบีเอส
dlvr.it
October 10, 2026 at 2:30 AM
กป.อพช.ใต้ ค้านร่าง กม. ยกเลิกรายได้จากภาษีสุราและยาสูบของ สสส. ไทยพีบีเอส และอีก 2 กองทุน ชี้เสี่ยงถูกการเมืองครอบงำ
กป.อพช.ใต้ ค้านร่าง กม. ยกเลิกรายได้จากภาษีสุราและยาสูบของ สสส. ไทยพีบีเอส และอีก 2 กองทุน ชี้เสี่ยงถูกการเมืองครอบงำ auser15 Sat, 2026-10-10 - 09:24 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) และภาคี ค้านร่าง กม. ยกเลิกรายได้จากภาษีสุราและยาสูบของ สสส. ไทยพีบีเอส และอีก 2 กองทุน ชี้เสี่ยงถูกการเมืองครอบงำ แฟ้มภาพประชาไท คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ และภาคีเครือข่ายรวม 39 ราย ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายของ สส. พรรคภูมิใจไทย ที่ให้ สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เลิกรับเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ แล้วของบประมาณรายปีแทน โดยเห็นว่าทำให้การตัดสินใจเรื่องงบตกอยู่ใต้อิทธิพลการเมือง กระทบสื่อสาธารณะและงานสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน พร้อมเรียกร้องให้ถอนร่างทันที คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) และองค์กรภาคีเครือข่ายที่ร่วมลงนาม ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 คัดค้านร่างพระราชบัญญัติที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทยเสนอแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับแหล่งรายได้ของกองทุนและองค์การสาธารณะ ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ สาระสำคัญของร่างคือยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนแหล่งเงินบำรุงที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ และให้เสนอของบประมาณรายจ่ายของรัฐ โดยให้เหตุผลเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง เครือข่ายระบุว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และเห็นว่าหากจะอ้างเรื่องความคุ้มค่าของการใช้เงิน ควรพิจารณาความคุ้มทุนของการบริหารงบประมาณภาครัฐภายใต้นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยก่อนเป็นอันดับแรก โดยกล่าวว่ายังมีข้อพิพาท ปัญหาการทุจริต และคำถามด้านความโปร่งใส ในกรณีไทยพีบีเอส เครือข่ายเห็นว่าการเปลี่ยนแหล่งงบประมาณสะท้อนความคิดที่ต้องการครอบงำสื่อสาธารณะ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์การจัดตั้งไทยพีบีเอสเมื่อ พ.ศ. 2551 ที่สังคมไทยต้องการสื่อสาธารณะเพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร โดยปราศจากการครอบงำหรือกำกับจากฝ่ายการเมืองหรืออำนาจแฝงอื่น ส่วน สสส. เครือข่ายระบุว่ากองทุนอุดหนุนงบประมาณตรงสู่ชุมชน เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส ทั้งในโรงเรียน พื้นที่ชายขอบ กลุ่มคนพิการ ชาติพันธุ์ ผู้สูงอายุ แรงงานนอกระบบ และผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมักเข้าไม่ถึงบริการของรัฐได้ง่ายเท่ากลุ่มอื่น เพื่อรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น เหล้า บุหรี่ และสารเสพติด และสร้างเสริมสุขภาวะเชิงป้องกัน ซึ่งช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาลของประเทศ หากร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบ เครือข่ายเห็นว่าอำนาจตัดสินใจเรื่องงบประมาณจะอยู่ใต้อิทธิพลของฝ่ายการเมือง และมองว่าเป็นเป้าหมายเบื้องลึกของพรรคภูมิใจไทยที่ต้องการให้สื่อสาธารณะอยู่ภายใต้การกำกับของการเมืองเต็มรูปแบบ และทำลายแนวคิดการสร้างสุขภาวะของประชาชนอย่างอิสระ แม้ผู้เสนออ้างว่าเพียงนำเสนอร่างให้รัฐสภาพิจารณา และการเห็นชอบหรือไม่เป็นเรื่องของกระบวนการทางรัฐสภา เครือข่ายระบุว่า การดำเนินการต่อไทยพีบีเอสและ สสส. เป็นการแทรกแซงและยึดครองโดยฝ่ายการเมือง ด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างการตัดสินใจเรื่องทรัพยากรสาธารณะ จากระบบที่มีแหล่งรายได้เฉพาะและต่อเนื่อง ไปอยู่ในมือรัฐบาลผ่านระบบงบประมาณรายปีแบบหน่วยราชการทั่วไป ซึ่งจะกระทบองค์กรและกองทุนที่ทำงานกับชุมชนระดับฐานราก กลุ่มเปราะบาง และผู้ที่เผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงสิทธิอยู่แล้ว เท่ากับซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติเชิงโครงสร้าง กป.อพช.ใต้และภาคีจึงขอเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภายุติการผลักดันและถอนร่างกฎหมายดังกล่าวทันที ผู้ร่วมแถลงการณ์มี 39 ราย ประกอบด้วยองค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่ายจากหลายจังหวัดภาคใต้ เช่น ปัตตานี ยะลา ชุมพร พัทลุง และระนอง อาทิ สมาคมดับบ้านดับเมือง เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย สมาคมรักษ์ทะเลไทย เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ และมูลนิธิชุมชนไท รวมถึงกฤษดา ขุนณรงค์ ทนายความ * ข่าว * การเมือง * สังคม * คุณภาพชีวิต * คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ * สสส. * ไทยพีบีเอส
dlvr.it
October 10, 2026 at 2:30 AM
#ไอเดียร์สุชาดา ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แจงเหตุไม่ไปตอบ กมธ.กฎหมาย หลัง ‘โรม’ ส่งหนังสือเชิญ เหตุติดเป็นประธาน กมธ.ชุดอื่น ย้ำ อีกไม่นานจะออกมาแจงข้อมูลทั้งหมด..
.
#สุชาดาซางแทนทรัพย์ #สามีไอเดียร์ #พรรคภูมิใจไทย
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์
www.dailynews.co.th/news/6255405/
October 7, 2026 at 9:59 AM
'รุทธพล'แนะใครมีข้อมูล #สามีไอเดียร์ เพิ่ม ให้ส่งดีเอสไอสอบ หลังพบ'ข้อมูลบ.เว็บพนัน' จดทะเบียนถูกต้อง ที่ประเทศกูราเซา อยู่นอกเหนือ'อำนาจไทย'..
.
#ไอเดียร์สุชาดา #ไทหยางซาง #พรรคภูมิใจไทย
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
www.dailynews.co.th/news/6251780/
October 6, 2026 at 5:24 AM
ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะกับสถานะอันเปราะบาง
ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะกับสถานะอันเปราะบาง ณฐาภพ สังเกตุ   sarayut Mon, 2026-10-05 - 16:33 หลังจากมีข่าวนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมคณะ สส.พรรคภูมิใจไทย เสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 เพื่อเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินทุนจัดสรรของไทยพีบีเอส จากเดิมที่ได้รับเงินบำรุงโดยตรงจาก “ภาษีบาป” (ภาษีสุราและยาสูบ) ในวงเงินไม่เกินปีละ 2,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน มาเป็นการ “จัดสรรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี” ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา โดยเสนอให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2570 เป็นต้นไป ข้อเสนอดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินทุนอาจทำให้สถานะของสื่อสาธารณะเปลี่ยนไป และเปิดช่องให้รัฐเข้ามามีอิทธิพลต่อการทำงานของไทยพีบีเอสมากขึ้น จนท้ายที่สุดอาจกลายเป็นสื่อที่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล หลายองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงองค์กรสื่อสารมวลชนต่างๆ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยมีสาระสำคัญตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเปิดทางให้รัฐเข้ามาแทรกแซงสื่อสาธารณะ ซึ่งควรมีความเป็นอิสระจากภาครัฐ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเปิดรับความคิดเห็นถึงวันที่ 14 ตุลาคม ขณะเดียวกัน ก็มีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในอีกมุมหนึ่ง เช่น “ต้องปกป้องภาษีของประเทศ” “Thai PBS อิสระจริงหรือไม่” หรือ “สื่อนี้มี contribute อะไรต่อประเทศบ้าง” ความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนว่า นอกจากข้อถกเถียงเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะแล้ว ยังมีคำถามสำคัญอีกด้านหนึ่งว่า สื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอสมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทที่ได้รับจากเงินภาษี ในมุมมองของผู้เขียน ไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะสมควรถูกปฏิรูปให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทมากกว่านี้ แต่การปฏิรูปดังกล่าวไม่ควรนำไปสู่การทำให้ไทยพีบีเอสกลายเป็นสื่อที่อยู่ในกำมือของรัฐ เพราะจุดแข็งสำคัญของไทยพีบีเอสในวันนี้ คือการมีความเป็นอิสระจากแหล่งทุนและรัฐบาล ทำให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบและนำเสนอข่าวสารได้โดยไม่ต้องคอยกังวลว่าจะกระทบต่อผู้สนับสนุนหรือแหล่งทุน ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน นี่คือจุดแข็งสำคัญที่ไทยพีบีเอสมีเมื่อเปรียบเทียบกับสำนักข่าวอื่นๆ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านรายได้และแหล่งทุนมากกว่า อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมดกับการออกมาปกป้องไทยพีบีเอสเพียงเพราะองค์กรแห่งนี้เป็นตัวแทนของสื่อสาธารณะ เพราะผู้บริหารและคนทำงานภายในองค์กรเองก็จำเป็นต้องพิสูจน์ผลงานเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่านี้ด้วย ในเมื่อไทยพีบีเอสทำงานจากเงินภาษีประชาชน จึงสมควรพร้อมที่จะถูกตรวจสอบและตั้งคำถามต่อการทำงานได้ทุกเมื่อ และสำหรับสื่อมวลชนแล้ว “พนักพิงหลัง” ที่มั่นคงที่สุดก็คือผลงานที่ออกมาสู่สาธารณะ หากไทยพีบีเอสมีผลงานที่เป็นที่ประจักษ์จริง ผู้เขียนเชื่อว่าจะต้องมีประชาชนและผู้ติดตามสื่อจำนวนหนึ่งออกมาปกป้ององค์กร และไม่ปล่อยให้สื่อสาธารณะตกไปอยู่ในมือของอำนาจรัฐ การปกป้องเช่นนั้นไม่ควรเกิดขึ้นเพียงจากภาคประชาสังคมที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทยพีบีเอส แต่ควรเกิดจากประชาชนทั่วไปที่เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการมีสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ วันนี้เราเห็นได้ชัดว่า “เงินสองพันล้าน” ที่ไทยพีบีเอสได้รับ ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามและสามารถสั่นคลอนความชอบธรรมขององค์กรได้อยู่เสมอ ตัวอย่างหนึ่งคือคำถามเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณภายในองค์กรว่า เหตุใดหน่วยงานข่าวสำคัญๆ ของไทยพีบีเอสจึงมีสัดส่วนบุคลากรค่อนข้างน้อย ยกตัวอย่างเช่น ทีมตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือ Fact-checking ที่ใช้ชื่อว่า “Thai PBS Verify” ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการตรวจสอบข้อมูลข่าวปลอม กลับมีบุคลากรในทีมไม่ถึงสิบคน ขณะที่ทีมข่าวเจาะประเด็นก็ยังมีสัดส่วนบุคลากรไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับงานบางส่วนที่อาจมีลักษณะทับซ้อนกัน หรือแม้กระทั่งกรณีที่ถูกตั้งคำถามถึงการใช้ AI สร้างงานกราฟิกแทนบุคลากร ทั้งที่องค์กรมีงบประมาณเพียงพอที่จะลงทุนกับคนทำงานสร้างสรรค์เหล่านี้ ในอีกแง่หนึ่ง สถานะอันเปราะบางของไทยพีบีเอสที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการบริหารงานที่ยังไม่สามารถสร้างประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้มากเพียงพอ เมื่อไม่สามารถทำให้สังคมเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเงินภาษีจำนวน 2,000 ล้านบาทถูกนำไปสร้างคุณค่าให้กับสาธารณะอย่างไร จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักที่ความพยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดสรรงบประมาณจาก สส. พรรคภูมิใจไทย จะสามารถทำให้สถานะขององค์กรสั่นคลอนได้อย่างง่ายดาย ไทยพีบีเอสจะกลายเป็นสื่อสาธารณะที่สง่างาม และสามารถผ่านร้อนผ่านหนาวได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อการถูกตั้งคำถามหรือถูกขัดขวาง ก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถพิสูจน์ให้สังคมเห็นได้ว่าการทำงานของตนเองคุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้รับ เพราะการเป็นสื่อสาธารณะไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะได้รับสิทธิในการเรียกร้องความเป็นอิสระเพียงอย่างเดียว แต่ความเป็นอิสระนั้นต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และที่สำคัญที่สุดคือผลงานที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเงินของประชาชนถูกนำไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมอย่างแท้จริง     * บทความ * การเมือง * ไทยพีบีเอส * สื่อสาธารณะ * ณฐาภพ สังเกตุ
dlvr.it
October 5, 2026 at 9:40 AM
ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะกับสถานะอันเปราะบาง
ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะกับสถานะอันเปราะบาง
ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะกับสถานะอันเปราะบาง ณฐาภพ สังเกตุ   sarayut Mon, 2026-10-05 - 16:33 หลังจากมีข่าวนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมคณะ สส.พรรคภูมิใจไทย เสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 เพื่อเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินทุนจัดสรรของไทยพีบีเอส จากเดิมที่ได้รับเงินบำรุงโดยตรงจาก “ภาษีบาป” (ภาษีสุราและยาสูบ) ในวงเงินไม่เกินปีละ 2,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน มาเป็นการ “จัดสรรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี” ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา โดยเสนอให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2570 เป็นต้นไป ข้อเสนอดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินทุนอาจทำให้สถานะของสื่อสาธารณะเปลี่ยนไป และเปิดช่องให้รัฐเข้ามามีอิทธิพลต่อการทำงานของไทยพีบีเอสมากขึ้น จนท้ายที่สุดอาจกลายเป็นสื่อที่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล หลายองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงองค์กรสื่อสารมวลชนต่างๆ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยมีสาระสำคัญตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเปิดทางให้รัฐเข้ามาแทรกแซงสื่อสาธารณะ ซึ่งควรมีความเป็นอิสระจากภาครัฐ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเปิดรับความคิดเห็นถึงวันที่ 14 ตุลาคม ขณะเดียวกัน ก็มีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในอีกมุมหนึ่ง เช่น “ต้องปกป้องภาษีของประเทศ” “Thai PBS อิสระจริงหรือไม่” หรือ “สื่อนี้มี contribute อะไรต่อประเทศบ้าง” ความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนว่า นอกจากข้อถกเถียงเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะแล้ว ยังมีคำถามสำคัญอีกด้านหนึ่งว่า สื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอสมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทที่ได้รับจากเงินภาษี ในมุมมองของผู้เขียน ไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะสมควรถูกปฏิรูปให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทมากกว่านี้ แต่การปฏิรูปดังกล่าวไม่ควรนำไปสู่การทำให้ไทยพีบีเอสกลายเป็นสื่อที่อยู่ในกำมือของรัฐ เพราะจุดแข็งสำคัญของไทยพีบีเอสในวันนี้ คือการมีความเป็นอิสระจากแหล่งทุนและรัฐบาล ทำให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบและนำเสนอข่าวสารได้โดยไม่ต้องคอยกังวลว่าจะกระทบต่อผู้สนับสนุนหรือแหล่งทุน ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน นี่คือจุดแข็งสำคัญที่ไทยพีบีเอสมีเมื่อเปรียบเทียบกับสำนักข่าวอื่นๆ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านรายได้และแหล่งทุนมากกว่า อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมดกับการออกมาปกป้องไทยพีบีเอสเพียงเพราะองค์กรแห่งนี้เป็นตัวแทนของสื่อสาธารณะ เพราะผู้บริหารและคนทำงานภายในองค์กรเองก็จำเป็นต้องพิสูจน์ผลงานเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่านี้ด้วย ในเมื่อไทยพีบีเอสทำงานจากเงินภาษีประชาชน จึงสมควรพร้อมที่จะถูกตรวจสอบและตั้งคำถามต่อการทำงานได้ทุกเมื่อ และสำหรับสื่อมวลชนแล้ว “พนักพิงหลัง” ที่มั่นคงที่สุดก็คือผลงานที่ออกมาสู่สาธารณะ หากไทยพีบีเอสมีผลงานที่เป็นที่ประจักษ์จริง ผู้เขียนเชื่อว่าจะต้องมีประชาชนและผู้ติดตามสื่อจำนวนหนึ่งออกมาปกป้ององค์กร และไม่ปล่อยให้สื่อสาธารณะตกไปอยู่ในมือของอำนาจรัฐ การปกป้องเช่นนั้นไม่ควรเกิดขึ้นเพียงจากภาคประชาสังคมที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทยพีบีเอส แต่ควรเกิดจากประชาชนทั่วไปที่เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการมีสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ วันนี้เราเห็นได้ชัดว่า “เงินสองพันล้าน” ที่ไทยพีบีเอสได้รับ ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามและสามารถสั่นคลอนความชอบธรรมขององค์กรได้อยู่เสมอ ตัวอย่างหนึ่งคือคำถามเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณภายในองค์กรว่า เหตุใดหน่วยงานข่าวสำคัญๆ ของไทยพีบีเอสจึงมีสัดส่วนบุคลากรค่อนข้างน้อย ยกตัวอย่างเช่น ทีมตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือ Fact-checking ที่ใช้ชื่อว่า “Thai PBS Verify” ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการตรวจสอบข้อมูลข่าวปลอม กลับมีบุคลากรในทีมไม่ถึงสิบคน ขณะที่ทีมข่าวเจาะประเด็นก็ยังมีสัดส่วนบุคลากรไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับงานบางส่วนที่อาจมีลักษณะทับซ้อนกัน หรือแม้กระทั่งกรณีที่ถูกตั้งคำถามถึงการใช้ AI สร้างงานกราฟิกแทนบุคลากร ทั้งที่องค์กรมีงบประมาณเพียงพอที่จะลงทุนกับคนทำงานสร้างสรรค์เหล่านี้ ในอีกแง่หนึ่ง สถานะอันเปราะบางของไทยพีบีเอสที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการบริหารงานที่ยังไม่สามารถสร้างประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้มากเพียงพอ เมื่อไม่สามารถทำให้สังคมเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเงินภาษีจำนวน 2,000 ล้านบาทถูกนำไปสร้างคุณค่าให้กับสาธารณะอย่างไร จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักที่ความพยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดสรรงบประมาณจาก สส. พรรคภูมิใจไทย จะสามารถทำให้สถานะขององค์กรสั่นคลอนได้อย่างง่ายดาย ไทยพีบีเอสจะกลายเป็นสื่อสาธารณะที่สง่างาม และสามารถผ่านร้อนผ่านหนาวได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อการถูกตั้งคำถามหรือถูกขัดขวาง ก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถพิสูจน์ให้สังคมเห็นได้ว่าการทำงานของตนเองคุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้รับ เพราะการเป็นสื่อสาธารณะไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะได้รับสิทธิในการเรียกร้องความเป็นอิสระเพียงอย่างเดียว แต่ความเป็นอิสระนั้นต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และที่สำคัญที่สุดคือผลงานที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเงินของประชาชนถูกนำไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมอย่างแท้จริง     * บทความ * การเมือง * ไทยพีบีเอส * สื่อสาธารณะ * ณฐาภพ สังเกตุ
dlvr.it
October 5, 2026 at 9:40 AM
เปิดรับฟังความเห็นร่าง กม.สสส. ฉบับอนุทินและคณะ เสนอยกเลิกเก็บเงิน 2% จากภาษีสุรายาสูบ ให้ใช้งบประมาณแผ่นดินแทน
เปิดรับฟังความเห็นร่าง กม.สสส. ฉบับอนุทินและคณะ เสนอยกเลิกเก็บเงิน 2% จากภาษีสุรายาสูบ ให้ใช้งบประมาณแผ่นดินแทน auser15 Sun, 2026-10-04 - 11:04 เปิดรับฟังความเห็นร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' กับคณะเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎร มีสาระสำคัญคือยกเลิกการเก็บเงินบำรุงกองทุนในอัตรา 2% ของภาษีสุราและยาสูบ และให้กองทุนรับเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน ผู้เสนออ้างว่ากฎหมายเดิมขัดหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ ร่างนี้เปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่าง 30 กันยายน ถึง 14 ตุลาคม 2569 - พรรคภูมิใจไทยระบุ ไม่ได้ยุบเลิก 4 องค์กร "สสส.-กองทุนผู้สูงอายุ-กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ-ไทยพีบีเอส" แค่เสนอให้แก้คือวิธีการได้มาซึ่งเงิน โดยเฉพาะระบบที่กฎหมายเดิมกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ ส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน แฟ้มภาพประชาไท 4 คุลาคม 2569 รัฐสภาเปิดระบบรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 และกำหนดปิดรับฟังวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ผู้เสนอร่างคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่างนี้จัดเป็นร่างการเงิน สำหรับสาระของร่างกฎหมาย ร่างนี้แก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 รวม 2 เรื่อง เรื่องแรกคือแก้ไขเงินและทรัพย์สินของกองทุนตามมาตรา 6 เรื่องที่สองคือยกเลิกการเก็บเงินบำรุงกองทุนที่ได้จากภาษีสุราและยาสูบ มาตรา 6 ของกฎหมายเดิมระบุว่ากองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน 6 แหล่ง ร่างนี้แก้ไข 2 แหล่ง แหล่งแรกคือข้อ (1) เดิมเป็นเงินบำรุงกองทุนที่เก็บตามมาตรา 11 ร่างให้ใช้ข้อความว่า "เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี" แหล่งที่สองคือข้อ (3) เดิมเป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ร่างให้ใช้ข้อความว่า "เงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น" ส่วนแหล่งเงินอื่นไม่เปลี่ยน ได้แก่ เงินอุดหนุนจากเอกชนและต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมและรายได้จากการดำเนินการ และดอกผลของกองทุน ร่างมาตรา 5 ให้ยกเลิกมาตรา 11 ถึงมาตรา 15 ของกฎหมายเดิม มาตรา 11 ให้กองทุนเก็บเงินบำรุงจากผู้เสียภาษีสุราและยาสูบในอัตรา 2% ของภาษีที่เก็บได้ มาตรา 12 ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเก็บเงินนี้ส่งให้กองทุนโดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และให้ถือเป็นภาษีแต่ไม่นำไปรวมคำนวณมูลค่าภาษี มาตรา 13 กำหนดให้ผู้เสียภาษีส่งเงินบำรุงพร้อมการชำระภาษี มาตรา 14 ให้ผู้ที่ได้รับยกเว้นหรือคืนภาษีได้รับยกเว้นหรือคืนเงินบำรุงด้วย มาตรา 15 กำหนดเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนสำหรับผู้ที่ส่งเงินล่าช้าหรือไม่ครบ โดยเงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนเงินบำรุง ร่างมาตรา 2 กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป บันทึกหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.ฯ ระบุว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะการเงินการคลังของรัฐมั่นคงอย่างยั่งยืน มาตรา 26 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ห้ามเสนอกฎหมายที่ให้เก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มจากที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานนั้นหรือเพื่อกิจการใดโดยเฉพาะ ข้อห้ามนี้มีข้อยกเว้นสำหรับการเก็บเพื่อเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 82 ของกฎหมายฉบับเดียวกันยกเว้นไม่ให้ใช้มาตรา 26 กับกฎหมายเก่าที่มีผลบังคับอยู่ก่อนกฎหมายวินัยการเงินการคลังจะใช้บังคับ ผู้เสนอระบุว่าบทบัญญัตินี้ใช้เฉพาะกาล จึงควรยกเลิกกฎหมายที่ขัดกับหลักวินัยการเงินการคลัง โดยเฉพาะกฎหมายที่ให้นำเงินจากผู้เสียภาษีสุราและยาสูบเป็นเงินบำรุงโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อให้การรักษาวินัยการเงินการคลังเป็นมาตรฐานเดียวกัน สำหรับผู้เกี่ยวข้องโดยตรงคือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้เกี่ยวข้องโดยอ้อมมี 6 กลุ่ม ได้แก่ กระทรวงการคลัง กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร สำนักงบประมาณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และภาคีเครือข่ายที่ได้รับเงินจัดสรรจากกองทุน ภาคีเครือข่ายประกอบด้วยกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานในสังกัด เช่น กรมอนามัย กรมควบคุมโรค และกรมสุขภาพจิต กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงานและหน่วยงานในสังกัด เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันการศึกษาและโรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิ รวมถึงองค์กรไม่แสวงหากำไร ส่วนผู้เกี่ยวข้องทั่วไปคือประชาชน ทั้งนี้มีการกำหนดประเด็นรับฟัง 4 ข้อ ข้อแรกให้ประชาชนแสดงความเห็นต่อการแก้ไขเงินและทรัพย์สินของกองทุน ทั้งการยกเลิกเงินบำรุง 2% ที่เก็บจากภาษีสุราและยาสูบ เพื่อใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน และการแก้ "เงินอุดหนุนจากรัฐบาล" เป็น "เงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น" ข้อสองให้ความเห็นต่อการยกเลิกมาตรา 11 ถึงมาตรา 15 ข้อสามให้ความเห็นว่ากฎหมายปัจจุบันมีปัญหา อุปสรรค หรือผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร และร่างนี้แก้ปัญหาเหล่านั้นได้เพียงใด ข้อสุดท้ายเปิดให้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ประชาชนร่วมแสดงความเห็นได้ที่ https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=632 พรรคภูมิใจไทยระบุไม่ได้ยุบเลิก 4 องค์กร เว็บไซต์ไทยโพสต์ รายงานว่า ขณะเดียวกัน พบว่าในการประชุมวุฒิสภาสัปดาห์หน้า (วันที่ 6 ต.ค.) มีการบรรจุระเบียบวาระกระทู้ถามเป็นหนังสือของนายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว.บุรีรัมย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ที่ตั้งกระทู้ถามนายกฯ เกี่ยวกับเรื่องมาตรการในการกำกับดูแลการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของ สสส. ตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 โดยเฉพาะประเด็นการนำเงินกองทุนไปหาผลประโยชน์ โดยระบุว่า การตีความถ้อยคำว่าหาผลประโยชน์จากทรัพย์สิน สำหรับหน่วยงานพิเศษ  ซึ่งมีที่มาของงบประมาณ คือเงินภาษีจัดสรร จากภาษีสุราและยาสูบจะต้องถูกตีความอย่างเคร่งครัดให้มีความหมายจำกัดครอบคลุมถึงเพียงการบริหารสภาพคล่องขั้นพื้นฐานที่ปราศจากความเสี่ยงทางตลาด เช่น การนำเงินไปฝากธนาคารพาณิชย์ของรัฐ หรือการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้น การพยายามขยายความคำว่าหาผลประโยชน์ ไปครอบคลุมถึงการลงทุนในตราสารหนี้เอกชน (หุ้นกู้) หรือตราสารทุน (หุ้นสามัญ) ถือเป็นการกระทำนิติกรรมที่กฎหมายแม่บทไม่ได้มุ่งหวังและไม่ได้ให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง เมื่อเทียบเคียงสถานะของ สสส. และกองทุนขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) แล้ว จะเห็นได้ว่ามีลักษณะในทำนองเดียวกัน ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการสินทรัพย์ของ สสส.มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงขอเรียนถามว่า รัฐบาลมีมาตรการในการกำกับดูแลการหาผลประโยชน์จากเงิน สสส. ตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 หรือไม่ อย่างไร สำหรับนายประพนธ์ เป็น สว.บุรีรัมย์ และเป็นอดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และเคยเป็นที่ปรึกษาของนายอนุทิน สมัยเป็น รมว.สาธารณสุข ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแกนนำ สว.สีน้ำเงิน ขณะเดียวกัน นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรค ภท. โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย  หรือไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เงินสนับสนุนจากภาษีสุราและยาสูบ หรือภาษีบาป หลังมีการตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงต้องแก้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การยุบกองทุน ไม่ใช่การยกเลิกองค์กร และไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของภารกิจของทั้ง 4 องค์กร สิ่งที่เสนอให้แก้คือวิธีการได้มาซึ่งเงิน โดยเฉพาะระบบที่กฎหมายเดิมกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ ส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน นายศุภชัยโพสต์อีกว่า ทำไมจึงต้องพิจารณาเรื่องนี้ เพราะในปี 2561 ไทยมี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมาตรา 26 วางหลักสำคัญว่า การเสนอกฎหมายให้จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะนั้น โดยหลักแล้วจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการรับเงินของทั้ง 4 องค์กรในปัจจุบันผิดกฎหมาย  เพราะมาตรา 82 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลังได้ยกเว้นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นกลไกเดิมจึงยังคงใช้ได้ตามกฎหมาย แต่คำถามที่กำลังเสนอให้สังคมและรัฐสภาพิจารณาคือ เมื่อประเทศไทยมีกติกาทางการคลังใหม่แล้ว เราควรปล่อยข้อยกเว้นในอดีตไว้ตลอดไป หรือควรนำรายได้ของรัฐเข้าสู่ระบบเดียวกัน เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน นี่คือเหตุผลสำคัญของการเสนอร่างทั้ง 4 ฉบับ “ไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจว่ากำลังมุ่งเป้าไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากหลักการคือการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ หลักการนั้นก็ต้องใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงเสนอแก้ทั้ง สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และ Thai PBS ซึ่งเป็นกลุ่มกฎหมายที่มีโครงสร้างเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นการกล่าวว่าเรื่องนี้ทำขึ้นเพื่อจัดการกับ Thai PBS โดยเฉพาะ ย่อมไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของข้อเสนอทั้งหมด” นายศุภชัยกล่าว และย้ำว่า ไม่ได้เสนอให้ยุบ สสส. ไม่ได้เสนอให้เลิกดูแลผู้สูงอายุ ไม่ได้เสนอให้หยุดสนับสนุนกีฬา และไม่ได้เสนอให้ปิด Thai PBS เสนอให้เปลี่ยนระบบการเงิน ไม่ใช่ยกเลิกภารกิจ ส่วนองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ออกแถลงการณ์ระบุว่า การพิจารณาเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเงินหรือตัวงบประมาณ แต่ผูกพันโดยตรงกับหลักประกันเชิงสถาบันในเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่กฎหมายตั้งต้นออกแบบและรับรองไว้ตั้งแต่จัดตั้งองค์กร เพื่อไม่ให้สื่อสาธารณะตกอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ อำนาจทางการเมือง หรืออำนาจทุนทางธุรกิจ โดย ส.ส.ท. ตระหนักถึงอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาและวินัยการเงินการคลังของรัฐ แต่เห็นว่าการปรับปรุงใดๆ จำเป็นต้องยึดโยงควบคู่กันไปอย่างน้อย 2 หลักการ คือ วินัยการเงินการคลังของรัฐ และความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ โดยไม่เน้นหลักการใดหลักการหนึ่งจนไปลดทอนหลักประกันของอีกหลักการหนึ่ง “ไม่ว่าโครงสร้างรายได้ของ ส.ส.ท. จะได้รับการพิจารณาให้ออกมาในรูปแบบใด หลักการอันเป็นรากฐานสำคัญคือ ประชาชนต้องสามารถเชื่อมั่นได้อย่างสนิทใจว่า การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อสาธารณะจะเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำของผู้ถืออำนาจรัฐ ผู้จัดสรรงบประมาณ หรือผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในทุกยุคทุกสมัย เพราะสื่อสาธารณะเป็นสถาบันของสังคมที่มีประชาชนเป็นเจ้าของ และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่” * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ * พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ * สสส. * อนุทิน ชาญวีรกูล * พรรคภูมิใจไทย
dlvr.it
October 4, 2026 at 4:11 AM
เปิดรับฟังความเห็นร่าง กม.สสส. ฉบับอนุทินและคณะ เสนอยกเลิกเก็บเงิน 2% จากภาษีสุรายาสูบ ให้ใช้งบประมาณแผ่นดินแทน
เปิดรับฟังความเห็นร่าง กม.สสส. ฉบับอนุทินและคณะ เสนอยกเลิกเก็บเงิน 2% จากภาษีสุรายาสูบ ให้ใช้งบประมาณแผ่นดินแทน
เปิดรับฟังความเห็นร่าง กม.สสส. ฉบับอนุทินและคณะ เสนอยกเลิกเก็บเงิน 2% จากภาษีสุรายาสูบ ให้ใช้งบประมาณแผ่นดินแทน auser15 Sun, 2026-10-04 - 11:04 เปิดรับฟังความเห็นร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' กับคณะเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎร มีสาระสำคัญคือยกเลิกการเก็บเงินบำรุงกองทุนในอัตรา 2% ของภาษีสุราและยาสูบ และให้กองทุนรับเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน ผู้เสนออ้างว่ากฎหมายเดิมขัดหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ ร่างนี้เปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่าง 30 กันยายน ถึง 14 ตุลาคม 2569 - พรรคภูมิใจไทยระบุ ไม่ได้ยุบเลิก 4 องค์กร "สสส.-กองทุนผู้สูงอายุ-กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ-ไทยพีบีเอส" แค่เสนอให้แก้คือวิธีการได้มาซึ่งเงิน โดยเฉพาะระบบที่กฎหมายเดิมกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ ส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน แฟ้มภาพประชาไท 4 คุลาคม 2569 รัฐสภาเปิดระบบรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 และกำหนดปิดรับฟังวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ผู้เสนอร่างคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่างนี้จัดเป็นร่างการเงิน สำหรับสาระของร่างกฎหมาย ร่างนี้แก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 รวม 2 เรื่อง เรื่องแรกคือแก้ไขเงินและทรัพย์สินของกองทุนตามมาตรา 6 เรื่องที่สองคือยกเลิกการเก็บเงินบำรุงกองทุนที่ได้จากภาษีสุราและยาสูบ มาตรา 6 ของกฎหมายเดิมระบุว่ากองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน 6 แหล่ง ร่างนี้แก้ไข 2 แหล่ง แหล่งแรกคือข้อ (1) เดิมเป็นเงินบำรุงกองทุนที่เก็บตามมาตรา 11 ร่างให้ใช้ข้อความว่า "เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี" แหล่งที่สองคือข้อ (3) เดิมเป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ร่างให้ใช้ข้อความว่า "เงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น" ส่วนแหล่งเงินอื่นไม่เปลี่ยน ได้แก่ เงินอุดหนุนจากเอกชนและต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมและรายได้จากการดำเนินการ และดอกผลของกองทุน ร่างมาตรา 5 ให้ยกเลิกมาตรา 11 ถึงมาตรา 15 ของกฎหมายเดิม มาตรา 11 ให้กองทุนเก็บเงินบำรุงจากผู้เสียภาษีสุราและยาสูบในอัตรา 2% ของภาษีที่เก็บได้ มาตรา 12 ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเก็บเงินนี้ส่งให้กองทุนโดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และให้ถือเป็นภาษีแต่ไม่นำไปรวมคำนวณมูลค่าภาษี มาตรา 13 กำหนดให้ผู้เสียภาษีส่งเงินบำรุงพร้อมการชำระภาษี มาตรา 14 ให้ผู้ที่ได้รับยกเว้นหรือคืนภาษีได้รับยกเว้นหรือคืนเงินบำรุงด้วย มาตรา 15 กำหนดเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนสำหรับผู้ที่ส่งเงินล่าช้าหรือไม่ครบ โดยเงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนเงินบำรุง ร่างมาตรา 2 กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป บันทึกหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.ฯ ระบุว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะการเงินการคลังของรัฐมั่นคงอย่างยั่งยืน มาตรา 26 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ห้ามเสนอกฎหมายที่ให้เก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มจากที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานนั้นหรือเพื่อกิจการใดโดยเฉพาะ ข้อห้ามนี้มีข้อยกเว้นสำหรับการเก็บเพื่อเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 82 ของกฎหมายฉบับเดียวกันยกเว้นไม่ให้ใช้มาตรา 26 กับกฎหมายเก่าที่มีผลบังคับอยู่ก่อนกฎหมายวินัยการเงินการคลังจะใช้บังคับ ผู้เสนอระบุว่าบทบัญญัตินี้ใช้เฉพาะกาล จึงควรยกเลิกกฎหมายที่ขัดกับหลักวินัยการเงินการคลัง โดยเฉพาะกฎหมายที่ให้นำเงินจากผู้เสียภาษีสุราและยาสูบเป็นเงินบำรุงโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อให้การรักษาวินัยการเงินการคลังเป็นมาตรฐานเดียวกัน สำหรับผู้เกี่ยวข้องโดยตรงคือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้เกี่ยวข้องโดยอ้อมมี 6 กลุ่ม ได้แก่ กระทรวงการคลัง กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร สำนักงบประมาณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และภาคีเครือข่ายที่ได้รับเงินจัดสรรจากกองทุน ภาคีเครือข่ายประกอบด้วยกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานในสังกัด เช่น กรมอนามัย กรมควบคุมโรค และกรมสุขภาพจิต กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงานและหน่วยงานในสังกัด เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันการศึกษาและโรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิ รวมถึงองค์กรไม่แสวงหากำไร ส่วนผู้เกี่ยวข้องทั่วไปคือประชาชน ทั้งนี้มีการกำหนดประเด็นรับฟัง 4 ข้อ ข้อแรกให้ประชาชนแสดงความเห็นต่อการแก้ไขเงินและทรัพย์สินของกองทุน ทั้งการยกเลิกเงินบำรุง 2% ที่เก็บจากภาษีสุราและยาสูบ เพื่อใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน และการแก้ "เงินอุดหนุนจากรัฐบาล" เป็น "เงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น" ข้อสองให้ความเห็นต่อการยกเลิกมาตรา 11 ถึงมาตรา 15 ข้อสามให้ความเห็นว่ากฎหมายปัจจุบันมีปัญหา อุปสรรค หรือผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร และร่างนี้แก้ปัญหาเหล่านั้นได้เพียงใด ข้อสุดท้ายเปิดให้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ประชาชนร่วมแสดงความเห็นได้ที่ https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=632 พรรคภูมิใจไทยระบุไม่ได้ยุบเลิก 4 องค์กร เว็บไซต์ไทยโพสต์ รายงานว่า ขณะเดียวกัน พบว่าในการประชุมวุฒิสภาสัปดาห์หน้า (วันที่ 6 ต.ค.) มีการบรรจุระเบียบวาระกระทู้ถามเป็นหนังสือของนายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว.บุรีรัมย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ที่ตั้งกระทู้ถามนายกฯ เกี่ยวกับเรื่องมาตรการในการกำกับดูแลการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของ สสส. ตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 โดยเฉพาะประเด็นการนำเงินกองทุนไปหาผลประโยชน์ โดยระบุว่า การตีความถ้อยคำว่าหาผลประโยชน์จากทรัพย์สิน สำหรับหน่วยงานพิเศษ  ซึ่งมีที่มาของงบประมาณ คือเงินภาษีจัดสรร จากภาษีสุราและยาสูบจะต้องถูกตีความอย่างเคร่งครัดให้มีความหมายจำกัดครอบคลุมถึงเพียงการบริหารสภาพคล่องขั้นพื้นฐานที่ปราศจากความเสี่ยงทางตลาด เช่น การนำเงินไปฝากธนาคารพาณิชย์ของรัฐ หรือการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้น การพยายามขยายความคำว่าหาผลประโยชน์ ไปครอบคลุมถึงการลงทุนในตราสารหนี้เอกชน (หุ้นกู้) หรือตราสารทุน (หุ้นสามัญ) ถือเป็นการกระทำนิติกรรมที่กฎหมายแม่บทไม่ได้มุ่งหวังและไม่ได้ให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง เมื่อเทียบเคียงสถานะของ สสส. และกองทุนขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) แล้ว จะเห็นได้ว่ามีลักษณะในทำนองเดียวกัน ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการสินทรัพย์ของ สสส.มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงขอเรียนถามว่า รัฐบาลมีมาตรการในการกำกับดูแลการหาผลประโยชน์จากเงิน สสส. ตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 หรือไม่ อย่างไร สำหรับนายประพนธ์ เป็น สว.บุรีรัมย์ และเป็นอดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และเคยเป็นที่ปรึกษาของนายอนุทิน สมัยเป็น รมว.สาธารณสุข ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแกนนำ สว.สีน้ำเงิน ขณะเดียวกัน นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรค ภท. โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย  หรือไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เงินสนับสนุนจากภาษีสุราและยาสูบ หรือภาษีบาป หลังมีการตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงต้องแก้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การยุบกองทุน ไม่ใช่การยกเลิกองค์กร และไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของภารกิจของทั้ง 4 องค์กร สิ่งที่เสนอให้แก้คือวิธีการได้มาซึ่งเงิน โดยเฉพาะระบบที่กฎหมายเดิมกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ ส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน นายศุภชัยโพสต์อีกว่า ทำไมจึงต้องพิจารณาเรื่องนี้ เพราะในปี 2561 ไทยมี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมาตรา 26 วางหลักสำคัญว่า การเสนอกฎหมายให้จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะนั้น โดยหลักแล้วจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการรับเงินของทั้ง 4 องค์กรในปัจจุบันผิดกฎหมาย  เพราะมาตรา 82 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลังได้ยกเว้นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นกลไกเดิมจึงยังคงใช้ได้ตามกฎหมาย แต่คำถามที่กำลังเสนอให้สังคมและรัฐสภาพิจารณาคือ เมื่อประเทศไทยมีกติกาทางการคลังใหม่แล้ว เราควรปล่อยข้อยกเว้นในอดีตไว้ตลอดไป หรือควรนำรายได้ของรัฐเข้าสู่ระบบเดียวกัน เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน นี่คือเหตุผลสำคัญของการเสนอร่างทั้ง 4 ฉบับ “ไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจว่ากำลังมุ่งเป้าไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากหลักการคือการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ หลักการนั้นก็ต้องใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงเสนอแก้ทั้ง สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และ Thai PBS ซึ่งเป็นกลุ่มกฎหมายที่มีโครงสร้างเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นการกล่าวว่าเรื่องนี้ทำขึ้นเพื่อจัดการกับ Thai PBS โดยเฉพาะ ย่อมไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของข้อเสนอทั้งหมด” นายศุภชัยกล่าว และย้ำว่า ไม่ได้เสนอให้ยุบ สสส. ไม่ได้เสนอให้เลิกดูแลผู้สูงอายุ ไม่ได้เสนอให้หยุดสนับสนุนกีฬา และไม่ได้เสนอให้ปิด Thai PBS เสนอให้เปลี่ยนระบบการเงิน ไม่ใช่ยกเลิกภารกิจ ส่วนองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ออกแถลงการณ์ระบุว่า การพิจารณาเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเงินหรือตัวงบประมาณ แต่ผูกพันโดยตรงกับหลักประกันเชิงสถาบันในเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่กฎหมายตั้งต้นออกแบบและรับรองไว้ตั้งแต่จัดตั้งองค์กร เพื่อไม่ให้สื่อสาธารณะตกอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ อำนาจทางการเมือง หรืออำนาจทุนทางธุรกิจ โดย ส.ส.ท. ตระหนักถึงอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาและวินัยการเงินการคลังของรัฐ แต่เห็นว่าการปรับปรุงใดๆ จำเป็นต้องยึดโยงควบคู่กันไปอย่างน้อย 2 หลักการ คือ วินัยการเงินการคลังของรัฐ และความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ โดยไม่เน้นหลักการใดหลักการหนึ่งจนไปลดทอนหลักประกันของอีกหลักการหนึ่ง “ไม่ว่าโครงสร้างรายได้ของ ส.ส.ท. จะได้รับการพิจารณาให้ออกมาในรูปแบบใด หลักการอันเป็นรากฐานสำคัญคือ ประชาชนต้องสามารถเชื่อมั่นได้อย่างสนิทใจว่า การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อสาธารณะจะเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำของผู้ถืออำนาจรัฐ ผู้จัดสรรงบประมาณ หรือผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในทุกยุคทุกสมัย เพราะสื่อสาธารณะเป็นสถาบันของสังคมที่มีประชาชนเป็นเจ้าของ และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่” * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ * พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ * สสส. * อนุทิน ชาญวีรกูล * พรรคภูมิใจไทย
dlvr.it
October 4, 2026 at 4:11 AM
สส.ภูมิใจไทย เรียกร้องยกเลิกอาชญาบัตรพิเศษสำรวจเหมืองแร่โปแตชนครพนม หลังประชาชนคัดค้าน
สส.ภูมิใจไทย เรียกร้องยกเลิกอาชญาบัตรพิเศษสำรวจเหมืองแร่โปแตชนครพนม หลังประชาชนคัดค้าน auser15 Sat, 2026-10-03 - 15:19 นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สส. จังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย ขอกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ทบทวนและพิจารณายกเลิกอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โปแตช อ.ธาตุพนม จ.นครพนม หลังระบุประชาชนคัดค้าน ตั้งข้อสังเกตกระบวนการรับฟังความคิดเห็น พร้อมกังวลผลกระทบต่อองค์พระธาตุพนมและลำน้ำก่ำ 3 ตุลาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สส. จังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีบริษัทเอกชนยื่นคำขอสำรวจแร่โปแตชในจังหวัดนครพนม 2 แปลง โดยระบุว่ากรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) อนุมัติแล้ว 1 แปลงในอำเภอธาตุพนม ด้วยเหตุผลว่าไม่มีการคัดค้าน ทั้งที่ประชาชนในพื้นที่คัดค้านโครงการมาโดยตลอด ทั้งนี้ กระบวนการชี้แจงโครงการมีขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 มีผู้นำชุมชนได้รับเชิญ 17 คน ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล พร้อมตัวแทนนายอำเภอธาตุพนมและอุตสาหกรรมจังหวัด โดยยังไม่มีการลงมติเห็นชอบหรือคัดค้าน แต่วันที่ 17 มีนาคม อุตสาหกรรมจังหวัดได้ส่งเรื่องไปยัง กพร. เพื่อดำเนินการออกอาชญาบัตรพิเศษ จึงขอให้ตรวจสอบขั้นตอนและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นายแพทย์อลงกต ระบุว่าประชาชนกังวลต่อความมั่นคงขององค์พระธาตุพนม และจุดเจาะสำรวจที่อยู่ใกล้ลำน้ำก่ำ จึงขอให้ กพร.ทบทวนและพิจารณายกเลิกอาชญาบัตรพิเศษในแปลงดังกล่าว โดยคำนึงถึงข้อห่วงใยของชุมชนและการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * เหมืองแร่โปแตชนครพนม * เหมืองแร่โปแตช * นครพนม * พรรคภูมิใจไทย * อลงกต มณีกาศ
dlvr.it
October 3, 2026 at 8:25 AM
สส.ภูมิใจไทย เรียกร้องยกเลิกอาชญาบัตรพิเศษสำรวจเหมืองแร่โปแตชนครพนม หลังประชาชนคัดค้าน
สส.ภูมิใจไทย เรียกร้องยกเลิกอาชญาบัตรพิเศษสำรวจเหมืองแร่โปแตชนครพนม หลังประชาชนคัดค้าน
สส.ภูมิใจไทย เรียกร้องยกเลิกอาชญาบัตรพิเศษสำรวจเหมืองแร่โปแตชนครพนม หลังประชาชนคัดค้าน auser15 Sat, 2026-10-03 - 15:19 นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สส. จังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย ขอกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ทบทวนและพิจารณายกเลิกอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โปแตช อ.ธาตุพนม จ.นครพนม หลังระบุประชาชนคัดค้าน ตั้งข้อสังเกตกระบวนการรับฟังความคิดเห็น พร้อมกังวลผลกระทบต่อองค์พระธาตุพนมและลำน้ำก่ำ 3 ตุลาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สส. จังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีบริษัทเอกชนยื่นคำขอสำรวจแร่โปแตชในจังหวัดนครพนม 2 แปลง โดยระบุว่ากรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) อนุมัติแล้ว 1 แปลงในอำเภอธาตุพนม ด้วยเหตุผลว่าไม่มีการคัดค้าน ทั้งที่ประชาชนในพื้นที่คัดค้านโครงการมาโดยตลอด ทั้งนี้ กระบวนการชี้แจงโครงการมีขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 มีผู้นำชุมชนได้รับเชิญ 17 คน ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล พร้อมตัวแทนนายอำเภอธาตุพนมและอุตสาหกรรมจังหวัด โดยยังไม่มีการลงมติเห็นชอบหรือคัดค้าน แต่วันที่ 17 มีนาคม อุตสาหกรรมจังหวัดได้ส่งเรื่องไปยัง กพร. เพื่อดำเนินการออกอาชญาบัตรพิเศษ จึงขอให้ตรวจสอบขั้นตอนและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นายแพทย์อลงกต ระบุว่าประชาชนกังวลต่อความมั่นคงขององค์พระธาตุพนม และจุดเจาะสำรวจที่อยู่ใกล้ลำน้ำก่ำ จึงขอให้ กพร.ทบทวนและพิจารณายกเลิกอาชญาบัตรพิเศษในแปลงดังกล่าว โดยคำนึงถึงข้อห่วงใยของชุมชนและการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * เหมืองแร่โปแตชนครพนม * เหมืองแร่โปแตช * นครพนม * พรรคภูมิใจไทย * อลงกต มณีกาศ
dlvr.it
October 3, 2026 at 8:25 AM
ถ้าอิอนุทินกับคนของพรรคภูมิใจไทยตาย อยากเยี่ยวรดหลุมมาก ๆ
October 2, 2026 at 6:26 AM
ประชุมสภาฯเดือด ระหว่างกระทู้สินบน 40 ล้าน หลัง รังสิมันต์ โรม พาดพิงสามี สส.ภูมิใจไทย มีเอี่ยวสแกมเมอร์ จนเกิดการประท้วงวุ่นและถูกเชิญออกจากห้อง
#themainstreamth #ประชุมสภา #รังสิมันต์โรม #สุชาดาซางแทนทรัพย์ #พรรคประชาชน #ภูมิใจไทย
themainstream.news/politics/188...
สภาฯเดือด หลัง รังสิมันต์ โรม ถูกเชิญออกจากห้อง เหตุพาดพิงสามี สส.ภูมิใจไทย เอี่ยวสแกมเมอร์
ประชุมสภาฯเดือด ระหว่างกระทู้สินบน 40 ล้าน หลัง รังสิมันต์ โรม พาดพิงสามี สส.ภูมิใจไทย มีเอี่ยวสแกมเมอร์ จนเกิดการประท้วงวุ่นและถูกเชิญออกจากห้อง
themainstream.news
October 2, 2026 at 4:25 AM
ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ออกแถลงการณ์ปกป้องไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน
ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ออกแถลงการณ์ปกป้องไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน auser15 Fri, 2026-10-02 - 08:48 ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมออกแถลงการณ์ คัดค้านข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยที่จะเปลี่ยนแหล่งรายได้หลักของไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงที่จัดสรรจากภาษีสุราและยาสูบเป็นงบประมาณรายปี โดยเห็นว่าเสี่ยงให้รัฐแทรกแซงและเกิดการเซ็นเซอร์ตนเอง พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความเห็นผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎรถึง 14 ต.ค. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมออกแถลงการณ์ "ปกป้องสื่อสาธารณะ: ไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน" หลังมีข่าวว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ระหว่างวันที่ 30 กันยายน–14 ตุลาคม 2569 การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เกิดจากข้อเสนอของศุภชัย ใจสมุทร ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ที่เสนอให้เปลี่ยนแหล่งรายได้หลักของไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ เป็นเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ปัจจุบันกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรหักภาษีดังกล่าวส่งให้ไทยพีบีเอสโดยตรง โดยมีเพดานไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี ชมรมระบุว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อเสนอขัดกับวัตถุประสงค์การก่อตั้งไทยพีบีเอส ซึ่งต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระทางการเงินด้วยภาษีที่จัดสรรเฉพาะ ไม่ใช่งบประมาณแผ่นดิน และแม้ข้อเสนออ้างเหตุผลเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่การปรับโครงสร้างรายได้ไม่อาจคำนึงเพียงด้านนี้ เพราะสื่อสาธารณะต้องปราศจากการครอบงำจากรัฐและทุน แถลงการณ์ระบุว่า ข้อเสนอนี้เปิดช่องให้สื่อสาธารณะเสี่ยงถูกอำนาจรัฐยึดกุม และนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตนเอง เพราะเกรงถูกตัดงบประมาณรายปี ซึ่งกระทบการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐ โดยตั้งคำถามว่า "สื่อสาธารณะจะกล้าตรวจสอบรัฐได้อย่างไร หากรัฐเป็นผู้ที่สามารถให้คุณให้โทษผ่านการจัดสรรงบประมาณสำหรับองค์กรสื่อสาธารณะเสียเอง" ชมรมยังชี้ว่า ข่าวสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวพันกับสิทธิชุมชน เป็นเรื่องที่สื่อพาณิชย์มักหลีกเลี่ยงหรือทำได้ยาก เพราะไม่มีผลตอบแทนเชิงโฆษณา ไทยพีบีเอสจึงเป็นหนึ่งในพื้นที่สื่อไม่กี่แห่งของประชาชนที่ทำหน้าที่นี้ต่อเนื่อง และบ่อยครั้งเปิดเผยข้อมูลผลกระทบทางสังคมจากการดำเนินการของรัฐและกลุ่มทุนใหญ่ ชมรมจึงขอคัดค้านการยกเลิกมาตรา 12–16 ในพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 และขอให้คงกลไกภาษีจัดสรรเฉพาะไว้ พร้อมเชิญชวนเครือข่ายภาคประชาชน ภาคสิ่งแวดล้อม และประชาชนทั่วไป แสดงความเห็นคัดค้านผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม * สื่อมวลชน * ไทยพีบีเอส
dlvr.it
October 2, 2026 at 1:58 AM
ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ออกแถลงการณ์ปกป้องไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน
ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ออกแถลงการณ์ปกป้องไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน
ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ออกแถลงการณ์ปกป้องไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน auser15 Fri, 2026-10-02 - 08:48 ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมออกแถลงการณ์ คัดค้านข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยที่จะเปลี่ยนแหล่งรายได้หลักของไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงที่จัดสรรจากภาษีสุราและยาสูบเป็นงบประมาณรายปี โดยเห็นว่าเสี่ยงให้รัฐแทรกแซงและเกิดการเซ็นเซอร์ตนเอง พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความเห็นผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎรถึง 14 ต.ค. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมออกแถลงการณ์ "ปกป้องสื่อสาธารณะ: ไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน" หลังมีข่าวว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ระหว่างวันที่ 30 กันยายน–14 ตุลาคม 2569 การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เกิดจากข้อเสนอของศุภชัย ใจสมุทร ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ที่เสนอให้เปลี่ยนแหล่งรายได้หลักของไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ เป็นเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ปัจจุบันกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรหักภาษีดังกล่าวส่งให้ไทยพีบีเอสโดยตรง โดยมีเพดานไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี ชมรมระบุว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อเสนอขัดกับวัตถุประสงค์การก่อตั้งไทยพีบีเอส ซึ่งต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระทางการเงินด้วยภาษีที่จัดสรรเฉพาะ ไม่ใช่งบประมาณแผ่นดิน และแม้ข้อเสนออ้างเหตุผลเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่การปรับโครงสร้างรายได้ไม่อาจคำนึงเพียงด้านนี้ เพราะสื่อสาธารณะต้องปราศจากการครอบงำจากรัฐและทุน แถลงการณ์ระบุว่า ข้อเสนอนี้เปิดช่องให้สื่อสาธารณะเสี่ยงถูกอำนาจรัฐยึดกุม และนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตนเอง เพราะเกรงถูกตัดงบประมาณรายปี ซึ่งกระทบการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐ โดยตั้งคำถามว่า "สื่อสาธารณะจะกล้าตรวจสอบรัฐได้อย่างไร หากรัฐเป็นผู้ที่สามารถให้คุณให้โทษผ่านการจัดสรรงบประมาณสำหรับองค์กรสื่อสาธารณะเสียเอง" ชมรมยังชี้ว่า ข่าวสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวพันกับสิทธิชุมชน เป็นเรื่องที่สื่อพาณิชย์มักหลีกเลี่ยงหรือทำได้ยาก เพราะไม่มีผลตอบแทนเชิงโฆษณา ไทยพีบีเอสจึงเป็นหนึ่งในพื้นที่สื่อไม่กี่แห่งของประชาชนที่ทำหน้าที่นี้ต่อเนื่อง และบ่อยครั้งเปิดเผยข้อมูลผลกระทบทางสังคมจากการดำเนินการของรัฐและกลุ่มทุนใหญ่ ชมรมจึงขอคัดค้านการยกเลิกมาตรา 12–16 ในพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 และขอให้คงกลไกภาษีจัดสรรเฉพาะไว้ พร้อมเชิญชวนเครือข่ายภาคประชาชน ภาคสิ่งแวดล้อม และประชาชนทั่วไป แสดงความเห็นคัดค้านผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม * สื่อมวลชน * ไทยพีบีเอส
dlvr.it
October 2, 2026 at 1:58 AM
'สุชาดา' ท้า 'โรม' เปิดหลักฐาน หลังพาดพิงสามีเอี่ยวสแกมเมอร์ จ่อเอาผิดถึงที่สุด
'สุชาดา' ท้า 'โรม' เปิดหลักฐาน หลังพาดพิงสามีเอี่ยวสแกมเมอร์ จ่อเอาผิดถึงที่สุด ภาพปก: แฟ้มภาพ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ (ที่มา: เฟซบุ๊ก ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์) XmasUser Thu, 2026-10-01 - 21:54 ‘สุชาดา’ ท้า ‘โรม’ พรรคประชาชน เปิดหลักฐาน หลังกล่าวพาดพิงว่าสามีเธอเอี่ยวสแกมเมอร์อย่างเลื่อนลอย เป็นกล่าวหาอย่างไม่มีหลักฐาน เตรียมปรึกษาทนายเอาผิดถึงที่สุด   1 ต.ค. 2569 เว็บไซต์ มติชนออนไลน์ รายงานวันนี้ (1 ต.ค.) เวลา 13.50 น. สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ เขต 4 พรรคภูมิใจไทย แถลงต่อสื่อมวลชน หลังจากรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวพาดพิงในช่วงกระทู้ถามสด สอบถามความคืบหน้ามีผู้เสนอให้สินบนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) จำนวน 40 ล้านบาท โดยมีการกล่าวถึงสามีของสุชาดา และให้ไปตรวจสอบอาชีพของสามีนั้น โดยสุชาดา มองว่าเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย และไม่มีหลักฐาน การกล่าวในสภาฯ อันทรงเกียรติ และมีผู้รับชมการถ่ายทอดสดจำนวนมาก การกล่าวอะไรควรมีหลักฐานเสียก่อน โดยเฉพาะท่านที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร สุชาดา กล่าวต่อว่า ท่านรู้เรื่องกฎหมาย จะใช้ กมธ.ของท่านตรวจสอบหรือทำตามระเบียบก็ได้ แต่การกล่าวถึงโดยที่ไม่มีหลักฐานและทำให้ครอบครัวของเธอเสียหาย ถือเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และท่านไม่ได้มีเจตจำนงที่จะรับผิดชอบ หรือถอนคำพูดที่ไม่ใช่เรื่องจริง พิสูจน์ไม่ได้ เธอคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้  ต่อคำถามที่สื่อถามว่า กรณีดังกล่าวจะมีช่องทางเอาผิดทางกฎหมายเรื่องการหมิ่นประมาทหรือไม่ สุชาดา กล่าวว่า เรื่องที่ไม่ใช่เรื่องจริง เธอคิดว่าในเรื่องของกฎหมายก็จะดำเนินการอย่างเต็มที่ที่สุด เดี๋ยวออกจากตรงนี้ แผลยังสด หลังจากนี้จะไปปรึกษาทางทนายและจะเอาผิดถึงที่สุด ต่อกรณีที่สื่อถามว่ารังสิมันต์ โรม กล่าวว่ามีหลักฐาน พร้อมชี้แจงใช่หรือไม่ สุชาดา กล่าวว่า “มีหลักฐานแล้ว ทำไมไม่เปิด ท่านจะมาพูดจาเลื่อนลอยทำไม ที่นี่คือสภาฯ ประชาชนดูอยู่ทั้งบ้านเต็มไปหมด ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนจะพูดอะไรหลักฐานต้องมีกองแล้ว ต้องมีการพิสูจน์ได้ ท่านพูดเฉยๆ โดยที่สามีของดิฉันไม่สามารถมาชี้แจงในสภาฯ ได้ เป็นการเอาเปรียบ โดยตำแหน่งของท่าน ซึ่งดิฉันไม่เห็นข้อเท็จจริง ทั้งนี้ หากในอนาคตมีหลักฐานก็พร้อมที่จะพิสูจน์ เพราะไม่มีอยู่แล้ว ดิฉันชี้แจงบัญชีทรัพย์สินทุกอย่างตามกฎหมาย ด้วยความถูกต้องทุกอย่าง ดิฉันพร้อม พร้อมที่จะสู้ แต่รับไม่ได้ ท่านอย่ามากล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน ท่านโตแล้ว”  สำหรับสามีของสุชาดา คือ ไทหยาง ซาง ถือสัญชาติออสเตรเลีย กลายมาเป็นประเด็น เพราะว่าระหว่างการประชุมสภาฯ ช่วงถาม-ตอบกระทู้ รังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายสอบถาม ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง DE ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีมีผู้เสนอให้สินบนจำนวน 40 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รังสิมันต์ ได้กล่าวระหว่างอภิปรายพาดพิง สส.หญิง จังหวัดชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย และคู่สมรส ว่ามีส่วนพัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์ ทำให้สุชาดา ซึ่งเป็น สส.พรรคภูมิใจไทย เขต 4 ชัยภูมิ ลุกขึ้นมาประท้วง และขอให้โรม ถอนคำพูดดังกล่าว ขณะที่มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้ขอให้รังสิมันต์ โรม ถอนคำพูดเช่นกัน แต่โรม ยืนยันว่าไม่ยอมถอน มัลลิกา จึงสั่งให้โรม ออกจากห้องประชุมสภาฯ และไม่ให้กลับเข้ามาร่วมการประชุมตลอดวัน  เมื่อโรม จุดประเด็นดังกล่าว ทำให้มีหลายสื่อไปตรวจสอบทรัพย์สินสุชาดา และคู่สมรส พบว่า สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ มีทรัพย์สินส่วนตัว 130 ล้านบาท ขณะที่สามีของเธอมีทรัพย์สิน 1,843 ล้านบาท และมีบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1 คน ฉะนั้น เมื่อรวมทรัพย์สินของทั้ง 2 คน จะอยู่ที่ 1,974,908,877.24 บาท และมีหนี้สินรวม 454,286.88 บาท รายการสำคัญในทรัพย์สินของไทหยาง คือ เงินให้กู้ยืมมากกว่า 1,440 ล้านบาท และยังมีเงินฝาก เงินลงทุน อสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์สินอื่นตามรายการที่แจ้งต่อกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลตามบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ยื่นตามกฎหมาย และไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้โดยตัวเองว่า ทรัพย์สินแต่ละรายการเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น  * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ * ชัยภูมิ * พรรคภูมิใจไทย * ไทหยาง ซาง * พรรคประชาชน * รังสิมันต์ โรม
dlvr.it
October 1, 2026 at 3:19 PM
'สุชาดา' ท้า 'โรม' เปิดหลักฐาน หลังพาดพิงสามีเอี่ยวสแกมเมอร์ จ่อเอาผิดถึงที่สุด
'สุชาดา' ท้า 'โรม' เปิดหลักฐาน หลังพาดพิงสามีเอี่ยวสแกมเมอร์ จ่อเอาผิดถึงที่สุด
'สุชาดา' ท้า 'โรม' เปิดหลักฐาน หลังพาดพิงสามีเอี่ยวสแกมเมอร์ จ่อเอาผิดถึงที่สุด ภาพปก: แฟ้มภาพ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ (ที่มา: เฟซบุ๊ก ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์) XmasUser Thu, 2026-10-01 - 21:54 ‘สุชาดา’ ท้า ‘โรม’ พรรคประชาชน เปิดหลักฐาน หลังกล่าวพาดพิงว่าสามีเธอเอี่ยวสแกมเมอร์อย่างเลื่อนลอย เป็นกล่าวหาอย่างไม่มีหลักฐาน เตรียมปรึกษาทนายเอาผิดถึงที่สุด   1 ต.ค. 2569 เว็บไซต์ มติชนออนไลน์ รายงานวันนี้ (1 ต.ค.) เวลา 13.50 น. สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ เขต 4 พรรคภูมิใจไทย แถลงต่อสื่อมวลชน หลังจากรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวพาดพิงในช่วงกระทู้ถามสด สอบถามความคืบหน้ามีผู้เสนอให้สินบนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) จำนวน 40 ล้านบาท โดยมีการกล่าวถึงสามีของสุชาดา และให้ไปตรวจสอบอาชีพของสามีนั้น โดยสุชาดา มองว่าเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย และไม่มีหลักฐาน การกล่าวในสภาฯ อันทรงเกียรติ และมีผู้รับชมการถ่ายทอดสดจำนวนมาก การกล่าวอะไรควรมีหลักฐานเสียก่อน โดยเฉพาะท่านที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร สุชาดา กล่าวต่อว่า ท่านรู้เรื่องกฎหมาย จะใช้ กมธ.ของท่านตรวจสอบหรือทำตามระเบียบก็ได้ แต่การกล่าวถึงโดยที่ไม่มีหลักฐานและทำให้ครอบครัวของเธอเสียหาย ถือเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และท่านไม่ได้มีเจตจำนงที่จะรับผิดชอบ หรือถอนคำพูดที่ไม่ใช่เรื่องจริง พิสูจน์ไม่ได้ เธอคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้  ต่อคำถามที่สื่อถามว่า กรณีดังกล่าวจะมีช่องทางเอาผิดทางกฎหมายเรื่องการหมิ่นประมาทหรือไม่ สุชาดา กล่าวว่า เรื่องที่ไม่ใช่เรื่องจริง เธอคิดว่าในเรื่องของกฎหมายก็จะดำเนินการอย่างเต็มที่ที่สุด เดี๋ยวออกจากตรงนี้ แผลยังสด หลังจากนี้จะไปปรึกษาทางทนายและจะเอาผิดถึงที่สุด ต่อกรณีที่สื่อถามว่ารังสิมันต์ โรม กล่าวว่ามีหลักฐาน พร้อมชี้แจงใช่หรือไม่ สุชาดา กล่าวว่า “มีหลักฐานแล้ว ทำไมไม่เปิด ท่านจะมาพูดจาเลื่อนลอยทำไม ที่นี่คือสภาฯ ประชาชนดูอยู่ทั้งบ้านเต็มไปหมด ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนจะพูดอะไรหลักฐานต้องมีกองแล้ว ต้องมีการพิสูจน์ได้ ท่านพูดเฉยๆ โดยที่สามีของดิฉันไม่สามารถมาชี้แจงในสภาฯ ได้ เป็นการเอาเปรียบ โดยตำแหน่งของท่าน ซึ่งดิฉันไม่เห็นข้อเท็จจริง ทั้งนี้ หากในอนาคตมีหลักฐานก็พร้อมที่จะพิสูจน์ เพราะไม่มีอยู่แล้ว ดิฉันชี้แจงบัญชีทรัพย์สินทุกอย่างตามกฎหมาย ด้วยความถูกต้องทุกอย่าง ดิฉันพร้อม พร้อมที่จะสู้ แต่รับไม่ได้ ท่านอย่ามากล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน ท่านโตแล้ว”  สำหรับสามีของสุชาดา คือ ไทหยาง ซาง ถือสัญชาติออสเตรเลีย กลายมาเป็นประเด็น เพราะว่าระหว่างการประชุมสภาฯ ช่วงถาม-ตอบกระทู้ รังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายสอบถาม ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง DE ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีมีผู้เสนอให้สินบนจำนวน 40 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รังสิมันต์ ได้กล่าวระหว่างอภิปรายพาดพิง สส.หญิง จังหวัดชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย และคู่สมรส ว่ามีส่วนพัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์ ทำให้สุชาดา ซึ่งเป็น สส.พรรคภูมิใจไทย เขต 4 ชัยภูมิ ลุกขึ้นมาประท้วง และขอให้โรม ถอนคำพูดดังกล่าว ขณะที่มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้ขอให้รังสิมันต์ โรม ถอนคำพูดเช่นกัน แต่โรม ยืนยันว่าไม่ยอมถอน มัลลิกา จึงสั่งให้โรม ออกจากห้องประชุมสภาฯ และไม่ให้กลับเข้ามาร่วมการประชุมตลอดวัน  เมื่อโรม จุดประเด็นดังกล่าว ทำให้มีหลายสื่อไปตรวจสอบทรัพย์สินสุชาดา และคู่สมรส พบว่า สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ มีทรัพย์สินส่วนตัว 130 ล้านบาท ขณะที่สามีของเธอมีทรัพย์สิน 1,843 ล้านบาท และมีบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1 คน ฉะนั้น เมื่อรวมทรัพย์สินของทั้ง 2 คน จะอยู่ที่ 1,974,908,877.24 บาท และมีหนี้สินรวม 454,286.88 บาท รายการสำคัญในทรัพย์สินของไทหยาง คือ เงินให้กู้ยืมมากกว่า 1,440 ล้านบาท และยังมีเงินฝาก เงินลงทุน อสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์สินอื่นตามรายการที่แจ้งต่อกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลตามบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ยื่นตามกฎหมาย และไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้โดยตัวเองว่า ทรัพย์สินแต่ละรายการเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น  * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ * ชัยภูมิ * พรรคภูมิใจไทย * ไทหยาง ซาง * พรรคประชาชน * รังสิมันต์ โรม
dlvr.it
October 1, 2026 at 3:19 PM
🔥ดราม่าเดือดนอกสภา! เมื่อ "รังสิมันต์ โรม" จี้ตรวจสามี ส.ส. พรรคดัง เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ ล่าสุดลามออกมานอกสภาเมื่อ #ไอซ์รักชนก แท็กถามตรงๆ ถึง #ไอเดียร์สุชาดา ส.ส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย
.
#รักชนกศรีนอก #พรรคภูมิใจไทย
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
www.dailynews.co.th/news/6240154/
October 1, 2026 at 10:49 AM
ในเฟสมีฝั่งเกลียดพรรคพลังประชาชน และเกลียดพรรคภูมิใจไทยปนๆกัน แชร์สิ่งใดใดเหมือนอยู่กันคนละ universe ...
September 28, 2026 at 4:50 PM
"สนธิ" ซัดโครงสร้างอำนาจภูมิใจไทย คุมกลไกตรวจสอบได้หมด
"สนธิ" ซัดโครงสร้างอำนาจภูมิใจไทย คุมกลไกตรวจสอบได้หมด auser15 Wed, 2026-09-23 - 12:48 “สนธิ ลิ้มทองกุล” ซัดโครงสร้างอำนาจ “ภูมิใจไทย” ตั้งคำถามครอบงำ สว.-กกต.-ป.ป.ช.-DSI ชี้หากคุมกลไกตรวจสอบได้หมด ประเทศอาจกลายเป็น “ราชวงศ์ทางการเมือง” ลั่นปลุกพลังประชาชนเดินหน้ากดดันทุกฝ่าย ย้ำไม่เลือกข้างพรรคไหน ขอแค่ยึดหลักนิติรัฐ ซื่อสัตย์ และกล้าหาญ 23 กันยายน 2569 เพจคุยทุกเรื่องกับสนธิ รายงานว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล พร้อมด้วย อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายนิติธร ล้ำเหลือ และนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ร่วมแถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์ ถึงภาพรวมสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้วเลือก สว. กระบวนการทำงานขององค์กรอิสระ และโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่นายสนธิมองว่าประชาชนจำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิด นายสนธิ กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนควรให้ความสนใจไม่ได้มีเพียงว่าคดีฮั้ว สว.จะจบลงอย่างไร แต่ต้องมองไปถึง “โครงสร้างทางการเมือง” ทั้งระบบ เพราะ สว.ชุดปัจจุบันยังมีบทบาทในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรอิสระหลายแห่ง หากกระบวนการได้มาซึ่ง สว.มีข้อสงสัย แต่ สว.ชุดดังกล่าวยังสามารถใช้อำนาจต่อเนื่องในการพิจารณาหรือให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายการเมือง จะส่งผลอย่างไรต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบตรวจสอบถ่วงดุล นายสนธิ ยกตัวอย่างว่า มีกรรมการ กกต.และกรรมการ ป.ป.ช.หลายรายที่ผ่านกระบวนการให้ความเห็นชอบจาก สว.ชุดดังกล่าว จึงตั้งคำถามว่า หากต้นทางของกระบวนการเลือก สว.ยังถูกตั้งข้อสงสัย กระบวนการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระที่เกิดขึ้นภายหลังจะไม่ถูกสังคมตั้งคำถามได้อย่างไร พร้อมระบุว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าบุคคลเหล่านั้นชื่ออะไร แต่อยู่ที่ว่าคนที่เข้ามารับตำแหน่งในองค์กรอิสระมีความซื่อสัตย์สุจริต มีความเป็นอิสระ และมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะยืนหยัดบนข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายหรือไม่ นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรรมการองค์กรอิสระที่มีพื้นฐานมาจากฝ่ายตุลาการ โดยตั้งคำถามถึงมาตรฐานทางจริยธรรมและความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมระบุว่า หากการทำหน้าที่ของบุคคลที่มาจากฝ่ายตุลาการถูกประชาชนตั้งข้อสงสัย ย่อมไม่ได้กระทบเพียงตัวบุคคล แต่ยังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อสถาบันกระบวนการยุติธรรมโดยรวม นายสนธิ กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยนำมาเป็นตัวอย่างประกอบข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระบวนการทำงานของ ป.ป.ช. พร้อมตั้งคำถามถึงการใช้กฎหมายว่า แม้ทุกฝ่ายจะต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย แต่หากประชาชนรู้สึกว่ากระบวนการบังคับใช้กฎหมายถูกใช้เพื่อช่วยเหลือหรือ “ฟอกขาว” ให้บุคคลหรือกลุ่มการเมืองใด ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน “สิ่งที่ตนต้องการเห็นคือองค์กรอิสระที่สามารถตรวจสอบทุกฝ่ายได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด รัฐบาลชุดใด หรือบุคคลใดก็ตาม” นายสนธิ ยังกล่าวถึงเครือข่ายสีน้ำเงินและตั้งข้อกล่าวหาว่า อิทธิพลของพรรคภูมิใจไทยอาจขยายเข้าไปในกลไกต่าง ๆ ของรัฐ ตั้งแต่ฝ่ายการเมืองไปจนถึงองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ พร้อมตั้งคำถามว่า หากเครือข่ายทางการเมืองสามารถมีอิทธิพลต่อหลายข้อต่อของระบบได้จริง ประชาชนจะสามารถพึ่งพากลไกตรวจสอบใดได้บ้าง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทำให้ตนมองเห็นลักษณะคล้ายราชวงศ์ทางการเมือง คือการสร้างเครือข่ายอำนาจที่เชื่อมโยงกันหลายส่วนจนประชาชนตั้งคำถามได้ว่า ใครจะสามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจเหล่านี้ได้ นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรณีนายปิยะ รักสกุล ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)ว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่า DSI มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีสำคัญหลายคดี รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้ว สว. จึงตั้งคำถามว่าการแต่งตั้งบุคคลที่เคยมีบทบาทในกระบวนการดังกล่าวมาดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI จะทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยต่อความเป็นอิสระของกระบวนการสอบสวนหรือไม่ พร้อมข้อกล่าวหาเรื่อง “อั้งยี่และซ่องโจร” ที่มีการหยิบยกขึ้นมาเชื่อมโยงกับพฤติการณ์การเลือก สว. โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการกล่าวหาว่ามีการรวมกลุ่ม จัดประชุม หรือมีการแจกโพยเพื่อกำหนดทิศทางการลงคะแนน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เกิดความกระจ่าง หากกระบวนการตรวจสอบถูกควบคุมโดยผู้มีอำนาจทางการเมือง ประชาชนอาจไม่ได้เห็นข้อเท็จจริงไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง นายสนธิ ยังกล่าวย้ำว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนหรือโค่นล้มพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะ แต่ต้องการผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐ จะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคอะไรก็ได้ เราไม่สนใจ เราสนใจว่าขอให้พลังประชาชนรวมตัวกัน มีพลานุภาพ เข้มแข็ง และใช้พลังประชาชนกดดันรัฐบาล ไม่ว่ามันจะมาจากชื่ออะไร ยี่ห้ออะไร หรือใครเป็นหัวหน้าพรรค นายสนธิ กล่าวต่อว่า หลักที่กลุ่มยึดถือมีเพียงเรื่องความซื่อสัตย์ ความเสียสละ ความกล้าหาญ และการทำงานภายใต้หลักนิติรัฐและนิติธรรม โดยไม่ต้องการให้ประชาชนเลือกข้างเพียงเพราะเป็นพรรคการเมืองที่ตนชอบ เมื่อรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง ประชาชนต้องมีสิทธิ์ตรวจสอบและกดดันให้กลับมาทำหน้าที่ตามหลักการ “การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะไม่หยุดอยู่เพียงกรุงเทพฯ แต่จะเดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อสื่อสารกับประชาชนและอธิบายถึงสิ่งที่กลุ่มมองว่าเป็นปัญหาของระบบการเมืองโดยวันที่ 25-26 กันยายน จะเดินทางไปหาดใหญ่ พร้อมด้วย อ.ปานเทพ นายนิติธร และนายพิชิต และเตรียมขยายการเคลื่อนไหวไปยังจังหวัดต่าง ๆ โดยมีประชาชนจากหลายพื้นที่เข้าร่วม การชุมนุมหรือการเคลื่อนไหวไม่จำเป็นต้องวัดกันด้วยจำนวนคน แต่ต้องวัดจากความมุ่งหมายและพลังของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างกรณีการเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่อ่าววังโตนด จังหวัดจันทบุรี ซึ่งนายสนธิระบุว่าเคยมีประชาชนจำนวนมากออกมาแสดงพลังจนทำให้รัฐบาลต้องทบทวนท่าทีต่อปัญหาดังกล่าว“นายสนธิ ระบุ นายสนธิ ยังตั้งคำถามถึงงบประมาณ 200,000 ล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างด้านพลังงาน โดยระบุว่า ต้องจับตาการนำเงินดังกล่าวไปใช้ โดยเฉพาะโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในหน่วยงานราชการ ซึ่งขณะนี้เริ่มมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการจัดทำทีโออาร์และการกำหนดคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการ พร้อมตั้งคำถามว่า การจัดซื้อจัดจ้างจะมีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด และมีการกำหนดเงื่อนไขเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้สื่อมวลชนและภาคประชาชนติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นเงินจำนวนมหาศาลและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ ในช่วงท้าย นายสนธิ กล่าวว่า เหตุผลที่ตนและคณะออกมาเคลื่อนไหว เพราะต้องการ “ทวงประเทศไทยของพวกเรา” กลับมาให้เป็นของประชาชน และยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อเนื่อง โดยตนจะเดินหน้าพบประชาชนและสื่อสารเรื่องหลักนิติรัฐ นิติธรรม และการตรวจสอบอำนาจรัฐต่อไป โดยไม่สนใจว่าฝ่ายที่ถูกตรวจสอบจะเป็นพรรคใด "ผมจะเดินสายไปให้หมดตลอดชีวิต จนกว่าผมจะตาย จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง จนกว่าเรามีการยอมรับว่าวิธีการปัจจุบันในการปกครองทางการเมือง มีปัญหา ประชาชนจำนวนมากอาจรู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์ทางการเมือง แต่สิ่งที่ขาดคือความกล้าหาญ หน้าที่ของผมคือ การออกมาเคลื่อนไหวแทนประชาชนที่อาจไม่สามารถออกมาแสดงจุดยืนด้วยตัวเองได้" นายสนธิ กล่าว * ข่าว * การเมือง * สนธิ ลิ้มทองกุล * พรรคภูมิใจไทย
dlvr.it
September 23, 2026 at 5:52 AM
"สนธิ" ซัดโครงสร้างอำนาจภูมิใจไทย คุมกลไกตรวจสอบได้หมด
"สนธิ" ซัดโครงสร้างอำนาจภูมิใจไทย คุมกลไกตรวจสอบได้หมด
"สนธิ" ซัดโครงสร้างอำนาจภูมิใจไทย คุมกลไกตรวจสอบได้หมด auser15 Wed, 2026-09-23 - 12:48 “สนธิ ลิ้มทองกุล” ซัดโครงสร้างอำนาจ “ภูมิใจไทย” ตั้งคำถามครอบงำ สว.-กกต.-ป.ป.ช.-DSI ชี้หากคุมกลไกตรวจสอบได้หมด ประเทศอาจกลายเป็น “ราชวงศ์ทางการเมือง” ลั่นปลุกพลังประชาชนเดินหน้ากดดันทุกฝ่าย ย้ำไม่เลือกข้างพรรคไหน ขอแค่ยึดหลักนิติรัฐ ซื่อสัตย์ และกล้าหาญ 23 กันยายน 2569 เพจคุยทุกเรื่องกับสนธิ รายงานว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล พร้อมด้วย อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายนิติธร ล้ำเหลือ และนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ร่วมแถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์ ถึงภาพรวมสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้วเลือก สว. กระบวนการทำงานขององค์กรอิสระ และโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่นายสนธิมองว่าประชาชนจำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิด นายสนธิ กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนควรให้ความสนใจไม่ได้มีเพียงว่าคดีฮั้ว สว.จะจบลงอย่างไร แต่ต้องมองไปถึง “โครงสร้างทางการเมือง” ทั้งระบบ เพราะ สว.ชุดปัจจุบันยังมีบทบาทในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรอิสระหลายแห่ง หากกระบวนการได้มาซึ่ง สว.มีข้อสงสัย แต่ สว.ชุดดังกล่าวยังสามารถใช้อำนาจต่อเนื่องในการพิจารณาหรือให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายการเมือง จะส่งผลอย่างไรต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบตรวจสอบถ่วงดุล นายสนธิ ยกตัวอย่างว่า มีกรรมการ กกต.และกรรมการ ป.ป.ช.หลายรายที่ผ่านกระบวนการให้ความเห็นชอบจาก สว.ชุดดังกล่าว จึงตั้งคำถามว่า หากต้นทางของกระบวนการเลือก สว.ยังถูกตั้งข้อสงสัย กระบวนการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระที่เกิดขึ้นภายหลังจะไม่ถูกสังคมตั้งคำถามได้อย่างไร พร้อมระบุว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าบุคคลเหล่านั้นชื่ออะไร แต่อยู่ที่ว่าคนที่เข้ามารับตำแหน่งในองค์กรอิสระมีความซื่อสัตย์สุจริต มีความเป็นอิสระ และมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะยืนหยัดบนข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายหรือไม่ นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรรมการองค์กรอิสระที่มีพื้นฐานมาจากฝ่ายตุลาการ โดยตั้งคำถามถึงมาตรฐานทางจริยธรรมและความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมระบุว่า หากการทำหน้าที่ของบุคคลที่มาจากฝ่ายตุลาการถูกประชาชนตั้งข้อสงสัย ย่อมไม่ได้กระทบเพียงตัวบุคคล แต่ยังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อสถาบันกระบวนการยุติธรรมโดยรวม นายสนธิ กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยนำมาเป็นตัวอย่างประกอบข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระบวนการทำงานของ ป.ป.ช. พร้อมตั้งคำถามถึงการใช้กฎหมายว่า แม้ทุกฝ่ายจะต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย แต่หากประชาชนรู้สึกว่ากระบวนการบังคับใช้กฎหมายถูกใช้เพื่อช่วยเหลือหรือ “ฟอกขาว” ให้บุคคลหรือกลุ่มการเมืองใด ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน “สิ่งที่ตนต้องการเห็นคือองค์กรอิสระที่สามารถตรวจสอบทุกฝ่ายได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด รัฐบาลชุดใด หรือบุคคลใดก็ตาม” นายสนธิ ยังกล่าวถึงเครือข่ายสีน้ำเงินและตั้งข้อกล่าวหาว่า อิทธิพลของพรรคภูมิใจไทยอาจขยายเข้าไปในกลไกต่าง ๆ ของรัฐ ตั้งแต่ฝ่ายการเมืองไปจนถึงองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ พร้อมตั้งคำถามว่า หากเครือข่ายทางการเมืองสามารถมีอิทธิพลต่อหลายข้อต่อของระบบได้จริง ประชาชนจะสามารถพึ่งพากลไกตรวจสอบใดได้บ้าง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทำให้ตนมองเห็นลักษณะคล้ายราชวงศ์ทางการเมือง คือการสร้างเครือข่ายอำนาจที่เชื่อมโยงกันหลายส่วนจนประชาชนตั้งคำถามได้ว่า ใครจะสามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจเหล่านี้ได้ นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรณีนายปิยะ รักสกุล ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)ว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่า DSI มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีสำคัญหลายคดี รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้ว สว. จึงตั้งคำถามว่าการแต่งตั้งบุคคลที่เคยมีบทบาทในกระบวนการดังกล่าวมาดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI จะทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยต่อความเป็นอิสระของกระบวนการสอบสวนหรือไม่ พร้อมข้อกล่าวหาเรื่อง “อั้งยี่และซ่องโจร” ที่มีการหยิบยกขึ้นมาเชื่อมโยงกับพฤติการณ์การเลือก สว. โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการกล่าวหาว่ามีการรวมกลุ่ม จัดประชุม หรือมีการแจกโพยเพื่อกำหนดทิศทางการลงคะแนน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เกิดความกระจ่าง หากกระบวนการตรวจสอบถูกควบคุมโดยผู้มีอำนาจทางการเมือง ประชาชนอาจไม่ได้เห็นข้อเท็จจริงไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง นายสนธิ ยังกล่าวย้ำว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนหรือโค่นล้มพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะ แต่ต้องการผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐ จะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคอะไรก็ได้ เราไม่สนใจ เราสนใจว่าขอให้พลังประชาชนรวมตัวกัน มีพลานุภาพ เข้มแข็ง และใช้พลังประชาชนกดดันรัฐบาล ไม่ว่ามันจะมาจากชื่ออะไร ยี่ห้ออะไร หรือใครเป็นหัวหน้าพรรค นายสนธิ กล่าวต่อว่า หลักที่กลุ่มยึดถือมีเพียงเรื่องความซื่อสัตย์ ความเสียสละ ความกล้าหาญ และการทำงานภายใต้หลักนิติรัฐและนิติธรรม โดยไม่ต้องการให้ประชาชนเลือกข้างเพียงเพราะเป็นพรรคการเมืองที่ตนชอบ เมื่อรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง ประชาชนต้องมีสิทธิ์ตรวจสอบและกดดันให้กลับมาทำหน้าที่ตามหลักการ “การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะไม่หยุดอยู่เพียงกรุงเทพฯ แต่จะเดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อสื่อสารกับประชาชนและอธิบายถึงสิ่งที่กลุ่มมองว่าเป็นปัญหาของระบบการเมืองโดยวันที่ 25-26 กันยายน จะเดินทางไปหาดใหญ่ พร้อมด้วย อ.ปานเทพ นายนิติธร และนายพิชิต และเตรียมขยายการเคลื่อนไหวไปยังจังหวัดต่าง ๆ โดยมีประชาชนจากหลายพื้นที่เข้าร่วม การชุมนุมหรือการเคลื่อนไหวไม่จำเป็นต้องวัดกันด้วยจำนวนคน แต่ต้องวัดจากความมุ่งหมายและพลังของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างกรณีการเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่อ่าววังโตนด จังหวัดจันทบุรี ซึ่งนายสนธิระบุว่าเคยมีประชาชนจำนวนมากออกมาแสดงพลังจนทำให้รัฐบาลต้องทบทวนท่าทีต่อปัญหาดังกล่าว“นายสนธิ ระบุ นายสนธิ ยังตั้งคำถามถึงงบประมาณ 200,000 ล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างด้านพลังงาน โดยระบุว่า ต้องจับตาการนำเงินดังกล่าวไปใช้ โดยเฉพาะโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในหน่วยงานราชการ ซึ่งขณะนี้เริ่มมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการจัดทำทีโออาร์และการกำหนดคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการ พร้อมตั้งคำถามว่า การจัดซื้อจัดจ้างจะมีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด และมีการกำหนดเงื่อนไขเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้สื่อมวลชนและภาคประชาชนติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นเงินจำนวนมหาศาลและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ ในช่วงท้าย นายสนธิ กล่าวว่า เหตุผลที่ตนและคณะออกมาเคลื่อนไหว เพราะต้องการ “ทวงประเทศไทยของพวกเรา” กลับมาให้เป็นของประชาชน และยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อเนื่อง โดยตนจะเดินหน้าพบประชาชนและสื่อสารเรื่องหลักนิติรัฐ นิติธรรม และการตรวจสอบอำนาจรัฐต่อไป โดยไม่สนใจว่าฝ่ายที่ถูกตรวจสอบจะเป็นพรรคใด "ผมจะเดินสายไปให้หมดตลอดชีวิต จนกว่าผมจะตาย จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง จนกว่าเรามีการยอมรับว่าวิธีการปัจจุบันในการปกครองทางการเมือง มีปัญหา ประชาชนจำนวนมากอาจรู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์ทางการเมือง แต่สิ่งที่ขาดคือความกล้าหาญ หน้าที่ของผมคือ การออกมาเคลื่อนไหวแทนประชาชนที่อาจไม่สามารถออกมาแสดงจุดยืนด้วยตัวเองได้" นายสนธิ กล่าว * ข่าว * การเมือง * สนธิ ลิ้มทองกุล * พรรคภูมิใจไทย
dlvr.it
September 23, 2026 at 5:52 AM
เครือข่าย 6 ตุลาฯ ยื่น 'ภูมิใจไทย-พรรคประชาชน' ร่วม 'ลบมรดกรัฐประหาร' ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปฯ
เครือข่าย 6 ตุลาฯ ยื่น 'ภูมิใจไทย-พรรคประชาชน' ร่วม 'ลบมรดกรัฐประหาร' ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปฯ แมวส้ม : ภาพ/รายงาน Pazzle Tue, 2026-09-22 - 14:36       22 ก.ย. 2569 เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ นำโดย Thumb Rights, สุเทพ สุริยะมงคล ประธานชมรมโดมรวมใจ คนเดือนตุลาฯ และประชาชน เดินทางมายื่นหนังสือเชิญชวนพรรคการเมืองร่วม “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ คืนเสรีภาพให้ประชาชน” โดยเรียกร้องให้พรรคการเมืองในรัฐสภาร่วมกันยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งกลุ่มผู้ยื่นหนังสือระบุว่าเป็นคำสั่งที่แก้ไขเพิ่มโทษกฎหมายหลายมาตรา รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยไม่ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา เวลา 11.00 น. เครือข่ายฯ เดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยสุเทพเป็นตัวแทนยื่นหนังสือ พร้อมกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงสูงสุดในการเลือกตั้งที่ผ่านมา จึงหวังว่าพรรคจะทบทวนข้อเรียกร้องดังกล่าวและให้ความร่วมมือ . ตัวแทนพรรคภูมิใจไทยรับหนังสือและกล่าวว่า พรรคให้ความร่วมมือในประเด็นดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าจะรับเรื่องไว้และนำเรียนผู้บริหารพรรค ก่อนจะแจ้งความคืบหน้าต่อไป . ต่อมาเวลา 12.30 น. เครือข่ายฯ เดินทางไปยังที่ทำการพรรคประชาชนเพื่อยื่นหนังสือเช่นเดียวกัน  ตัวแทนพรรคประชาชนกล่าวภายหลังรับหนังสือว่า เนื้อหามีรายละเอียดหลายประเด็นที่พรรคจำเป็นต้องตอบและแสดงจุดยืน โดยจะนำข้อเสนอจากภาคประชาชนเข้าสู่การหารือทั้งในระดับผู้บริหารพรรคและที่ประชุม สส. เพื่อพิจารณา อย่างไรก็ตาม ตัวแทนพรรคประชาชนระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประกาศจุดยืนต่อข้อเรียกร้องได้ เนื่องจากการรับหนังสือเป็นการรับในฐานะพรรคการเมือง ไม่ใช่ในนามบุคคล จึงจำเป็นต้องหารือกับทุกภาคส่วนอย่างรอบด้านก่อน และจะมีคำตอบต่อไป  สำหรับหนังสือ “เชิญชวนพรรคการเมืองมาร่วมลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ คืนเสรีภาพให้ประชาชน” ระบุว่า “หลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มักถูกกล่าวถึงในฐานะหน้าประวัติศาสตร์อันโศกเศร้าในฐานะบทเรียนความรุนแรงของรัฐ แต่สำหรับพวกเราที่ชีวิตถูกหักรากถอนโคนด้วยน้ำมือของเด็จการ อีกทั้งมรดกบาปของการรัฐประหารในวันนั้น ยังคงฝังรากลึกและทำหน้าที่กดทับสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนไทยอยู่จนถึงวินาทีนี้  ในตอนเย็นของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้มีการก่อการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ระหว่างการปกครองโดยคณะรัฐประหารได้มีการออกคำสั่งของคณะหลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือคำสั่งของ "คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41" ซึ่งแก้ไขโทษของกฎหมายหลายมาตราให้สูงขึ้น ทั้งหมิ่นศาล หมิ่นประมาทและอื่น ๆ รวมถึงมาตรา 112 ที่ต่างเป็นสาเหตุของคดีทางการเมืองและผู้ต้องขัง ทางการเมืองจำนวนมากในปัจจุบัน  จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่มีอยู่แล้ว แต่ผลพวงของกฎหมายยังคงอยู่เนื่องด้วยโอกาสครบรอบ 50 ปีของเหตุการณ์นี้ เราจึงเห็นว่า มรดกจากการรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ดังกล่าวควรที่จะต้องถูกยกเลิก "ทั้งฉบับ" เพราะนอกจากจะเป็นการคืนเสรีภาพที่ถูกคณะรัฐประหารลิดรอนไปแล้วการลบมรดกบาปในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการปักธงว่า คณะรัฐประหารและกฎหมายของพวกเขาที่ไม่ได้มาจากประชาชนเป็นสิ่งที่ "มิอาจยอมรับได้และไม่ควรมีที่ยืนในสังคม" อีกต่อไป  วันนี้เรามายื่นหนังสือต่อพรรคการเมืองที่มีตัวแทนจากการเลือกตั้งของประชาชนในรัฐสภา อันเป็นสถาบันที่มีหน้าที่ออกกฎหมาย เพื่อที่จะเชิญชวนพรรคการเมืองมามีส่วนร่วมลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ไปด้วยกัน  เพราะไม่ว่าพรรคการเมืองจะมีอุดมการณ์ นโยบาย หรือจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันเพียงใด เราเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ทุกฝ่ายน่าจะเห็นร่วมกันได้ คือ เมื่อคณะรัฐประหารหมดอำนาจไปแล้ว มรดกที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจของคณะรัฐประหาร โดยเฉพาะกฎหมายและคำสั่งที่ยังคงมีผลผูกพันประชาชน ก็ควรได้รับการทบทวนและสะสาง ไม่ควรปล่อยให้มรดกจากอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนดำรงอยู่ต่อไปโดยปราศจากการพิจารณา ดังนั้น เราจึงขอเชิญชวนทุกพรรคการเมืองมาร่วมกันลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ เพื่อให้การยกเลิกคำสั่งของคณะรัฐประหารไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นจุดร่วมของสังคมไทยว่า กฎหมายควรมาจากประชาชน และอนาคตของประเทศควรถูกกำหนดโดยระบอบประชาธิปไตย”       * ข่าว * การเมือง * 6 ตุลาฯ * เครือข่าย 6 ตุลาฯ * ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 * พรรคประชาชน * พรรคภูมิใจไทย
dlvr.it
September 22, 2026 at 8:03 AM