#ยุบพรรค
เปิดรับฟังความเห็นร่าง กม.สสส. ฉบับอนุทินและคณะ เสนอยกเลิกเก็บเงิน 2% จากภาษีสุรายาสูบ ให้ใช้งบประมาณแผ่นดินแทน
เปิดรับฟังความเห็นร่าง กม.สสส. ฉบับอนุทินและคณะ เสนอยกเลิกเก็บเงิน 2% จากภาษีสุรายาสูบ ให้ใช้งบประมาณแผ่นดินแทน auser15 Sun, 2026-10-04 - 11:04 เปิดรับฟังความเห็นร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' กับคณะเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎร มีสาระสำคัญคือยกเลิกการเก็บเงินบำรุงกองทุนในอัตรา 2% ของภาษีสุราและยาสูบ และให้กองทุนรับเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน ผู้เสนออ้างว่ากฎหมายเดิมขัดหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ ร่างนี้เปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่าง 30 กันยายน ถึง 14 ตุลาคม 2569 - พรรคภูมิใจไทยระบุ ไม่ได้ยุบเลิก 4 องค์กร "สสส.-กองทุนผู้สูงอายุ-กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ-ไทยพีบีเอส" แค่เสนอให้แก้คือวิธีการได้มาซึ่งเงิน โดยเฉพาะระบบที่กฎหมายเดิมกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ ส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน แฟ้มภาพประชาไท 4 คุลาคม 2569 รัฐสภาเปิดระบบรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 และกำหนดปิดรับฟังวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ผู้เสนอร่างคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่างนี้จัดเป็นร่างการเงิน สำหรับสาระของร่างกฎหมาย ร่างนี้แก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 รวม 2 เรื่อง เรื่องแรกคือแก้ไขเงินและทรัพย์สินของกองทุนตามมาตรา 6 เรื่องที่สองคือยกเลิกการเก็บเงินบำรุงกองทุนที่ได้จากภาษีสุราและยาสูบ มาตรา 6 ของกฎหมายเดิมระบุว่ากองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน 6 แหล่ง ร่างนี้แก้ไข 2 แหล่ง แหล่งแรกคือข้อ (1) เดิมเป็นเงินบำรุงกองทุนที่เก็บตามมาตรา 11 ร่างให้ใช้ข้อความว่า "เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี" แหล่งที่สองคือข้อ (3) เดิมเป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ร่างให้ใช้ข้อความว่า "เงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น" ส่วนแหล่งเงินอื่นไม่เปลี่ยน ได้แก่ เงินอุดหนุนจากเอกชนและต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมและรายได้จากการดำเนินการ และดอกผลของกองทุน ร่างมาตรา 5 ให้ยกเลิกมาตรา 11 ถึงมาตรา 15 ของกฎหมายเดิม มาตรา 11 ให้กองทุนเก็บเงินบำรุงจากผู้เสียภาษีสุราและยาสูบในอัตรา 2% ของภาษีที่เก็บได้ มาตรา 12 ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเก็บเงินนี้ส่งให้กองทุนโดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และให้ถือเป็นภาษีแต่ไม่นำไปรวมคำนวณมูลค่าภาษี มาตรา 13 กำหนดให้ผู้เสียภาษีส่งเงินบำรุงพร้อมการชำระภาษี มาตรา 14 ให้ผู้ที่ได้รับยกเว้นหรือคืนภาษีได้รับยกเว้นหรือคืนเงินบำรุงด้วย มาตรา 15 กำหนดเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนสำหรับผู้ที่ส่งเงินล่าช้าหรือไม่ครบ โดยเงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนเงินบำรุง ร่างมาตรา 2 กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป บันทึกหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.ฯ ระบุว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะการเงินการคลังของรัฐมั่นคงอย่างยั่งยืน มาตรา 26 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ห้ามเสนอกฎหมายที่ให้เก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มจากที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานนั้นหรือเพื่อกิจการใดโดยเฉพาะ ข้อห้ามนี้มีข้อยกเว้นสำหรับการเก็บเพื่อเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 82 ของกฎหมายฉบับเดียวกันยกเว้นไม่ให้ใช้มาตรา 26 กับกฎหมายเก่าที่มีผลบังคับอยู่ก่อนกฎหมายวินัยการเงินการคลังจะใช้บังคับ ผู้เสนอระบุว่าบทบัญญัตินี้ใช้เฉพาะกาล จึงควรยกเลิกกฎหมายที่ขัดกับหลักวินัยการเงินการคลัง โดยเฉพาะกฎหมายที่ให้นำเงินจากผู้เสียภาษีสุราและยาสูบเป็นเงินบำรุงโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อให้การรักษาวินัยการเงินการคลังเป็นมาตรฐานเดียวกัน สำหรับผู้เกี่ยวข้องโดยตรงคือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้เกี่ยวข้องโดยอ้อมมี 6 กลุ่ม ได้แก่ กระทรวงการคลัง กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร สำนักงบประมาณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และภาคีเครือข่ายที่ได้รับเงินจัดสรรจากกองทุน ภาคีเครือข่ายประกอบด้วยกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานในสังกัด เช่น กรมอนามัย กรมควบคุมโรค และกรมสุขภาพจิต กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงานและหน่วยงานในสังกัด เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันการศึกษาและโรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิ รวมถึงองค์กรไม่แสวงหากำไร ส่วนผู้เกี่ยวข้องทั่วไปคือประชาชน ทั้งนี้มีการกำหนดประเด็นรับฟัง 4 ข้อ ข้อแรกให้ประชาชนแสดงความเห็นต่อการแก้ไขเงินและทรัพย์สินของกองทุน ทั้งการยกเลิกเงินบำรุง 2% ที่เก็บจากภาษีสุราและยาสูบ เพื่อใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน และการแก้ "เงินอุดหนุนจากรัฐบาล" เป็น "เงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น" ข้อสองให้ความเห็นต่อการยกเลิกมาตรา 11 ถึงมาตรา 15 ข้อสามให้ความเห็นว่ากฎหมายปัจจุบันมีปัญหา อุปสรรค หรือผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร และร่างนี้แก้ปัญหาเหล่านั้นได้เพียงใด ข้อสุดท้ายเปิดให้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ประชาชนร่วมแสดงความเห็นได้ที่ https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=632 พรรคภูมิใจไทยระบุไม่ได้ยุบเลิก 4 องค์กร เว็บไซต์ไทยโพสต์ รายงานว่า ขณะเดียวกัน พบว่าในการประชุมวุฒิสภาสัปดาห์หน้า (วันที่ 6 ต.ค.) มีการบรรจุระเบียบวาระกระทู้ถามเป็นหนังสือของนายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว.บุรีรัมย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ที่ตั้งกระทู้ถามนายกฯ เกี่ยวกับเรื่องมาตรการในการกำกับดูแลการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของ สสส. ตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 โดยเฉพาะประเด็นการนำเงินกองทุนไปหาผลประโยชน์ โดยระบุว่า การตีความถ้อยคำว่าหาผลประโยชน์จากทรัพย์สิน สำหรับหน่วยงานพิเศษ  ซึ่งมีที่มาของงบประมาณ คือเงินภาษีจัดสรร จากภาษีสุราและยาสูบจะต้องถูกตีความอย่างเคร่งครัดให้มีความหมายจำกัดครอบคลุมถึงเพียงการบริหารสภาพคล่องขั้นพื้นฐานที่ปราศจากความเสี่ยงทางตลาด เช่น การนำเงินไปฝากธนาคารพาณิชย์ของรัฐ หรือการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้น การพยายามขยายความคำว่าหาผลประโยชน์ ไปครอบคลุมถึงการลงทุนในตราสารหนี้เอกชน (หุ้นกู้) หรือตราสารทุน (หุ้นสามัญ) ถือเป็นการกระทำนิติกรรมที่กฎหมายแม่บทไม่ได้มุ่งหวังและไม่ได้ให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง เมื่อเทียบเคียงสถานะของ สสส. และกองทุนขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) แล้ว จะเห็นได้ว่ามีลักษณะในทำนองเดียวกัน ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการสินทรัพย์ของ สสส.มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงขอเรียนถามว่า รัฐบาลมีมาตรการในการกำกับดูแลการหาผลประโยชน์จากเงิน สสส. ตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 หรือไม่ อย่างไร สำหรับนายประพนธ์ เป็น สว.บุรีรัมย์ และเป็นอดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และเคยเป็นที่ปรึกษาของนายอนุทิน สมัยเป็น รมว.สาธารณสุข ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแกนนำ สว.สีน้ำเงิน ขณะเดียวกัน นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรค ภท. โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย  หรือไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เงินสนับสนุนจากภาษีสุราและยาสูบ หรือภาษีบาป หลังมีการตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงต้องแก้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การยุบกองทุน ไม่ใช่การยกเลิกองค์กร และไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของภารกิจของทั้ง 4 องค์กร สิ่งที่เสนอให้แก้คือวิธีการได้มาซึ่งเงิน โดยเฉพาะระบบที่กฎหมายเดิมกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ ส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน นายศุภชัยโพสต์อีกว่า ทำไมจึงต้องพิจารณาเรื่องนี้ เพราะในปี 2561 ไทยมี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมาตรา 26 วางหลักสำคัญว่า การเสนอกฎหมายให้จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะนั้น โดยหลักแล้วจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการรับเงินของทั้ง 4 องค์กรในปัจจุบันผิดกฎหมาย  เพราะมาตรา 82 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลังได้ยกเว้นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นกลไกเดิมจึงยังคงใช้ได้ตามกฎหมาย แต่คำถามที่กำลังเสนอให้สังคมและรัฐสภาพิจารณาคือ เมื่อประเทศไทยมีกติกาทางการคลังใหม่แล้ว เราควรปล่อยข้อยกเว้นในอดีตไว้ตลอดไป หรือควรนำรายได้ของรัฐเข้าสู่ระบบเดียวกัน เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน นี่คือเหตุผลสำคัญของการเสนอร่างทั้ง 4 ฉบับ “ไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจว่ากำลังมุ่งเป้าไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากหลักการคือการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ หลักการนั้นก็ต้องใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงเสนอแก้ทั้ง สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และ Thai PBS ซึ่งเป็นกลุ่มกฎหมายที่มีโครงสร้างเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นการกล่าวว่าเรื่องนี้ทำขึ้นเพื่อจัดการกับ Thai PBS โดยเฉพาะ ย่อมไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของข้อเสนอทั้งหมด” นายศุภชัยกล่าว และย้ำว่า ไม่ได้เสนอให้ยุบ สสส. ไม่ได้เสนอให้เลิกดูแลผู้สูงอายุ ไม่ได้เสนอให้หยุดสนับสนุนกีฬา และไม่ได้เสนอให้ปิด Thai PBS เสนอให้เปลี่ยนระบบการเงิน ไม่ใช่ยกเลิกภารกิจ ส่วนองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ออกแถลงการณ์ระบุว่า การพิจารณาเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเงินหรือตัวงบประมาณ แต่ผูกพันโดยตรงกับหลักประกันเชิงสถาบันในเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่กฎหมายตั้งต้นออกแบบและรับรองไว้ตั้งแต่จัดตั้งองค์กร เพื่อไม่ให้สื่อสาธารณะตกอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ อำนาจทางการเมือง หรืออำนาจทุนทางธุรกิจ โดย ส.ส.ท. ตระหนักถึงอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาและวินัยการเงินการคลังของรัฐ แต่เห็นว่าการปรับปรุงใดๆ จำเป็นต้องยึดโยงควบคู่กันไปอย่างน้อย 2 หลักการ คือ วินัยการเงินการคลังของรัฐ และความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ โดยไม่เน้นหลักการใดหลักการหนึ่งจนไปลดทอนหลักประกันของอีกหลักการหนึ่ง “ไม่ว่าโครงสร้างรายได้ของ ส.ส.ท. จะได้รับการพิจารณาให้ออกมาในรูปแบบใด หลักการอันเป็นรากฐานสำคัญคือ ประชาชนต้องสามารถเชื่อมั่นได้อย่างสนิทใจว่า การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อสาธารณะจะเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำของผู้ถืออำนาจรัฐ ผู้จัดสรรงบประมาณ หรือผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในทุกยุคทุกสมัย เพราะสื่อสาธารณะเป็นสถาบันของสังคมที่มีประชาชนเป็นเจ้าของ และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่” * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ * พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ * สสส. * อนุทิน ชาญวีรกูล * พรรคภูมิใจไทย
dlvr.it
October 4, 2026 at 4:11 AM
เปิดรับฟังความเห็นร่าง กม.สสส. ฉบับอนุทินและคณะ เสนอยกเลิกเก็บเงิน 2% จากภาษีสุรายาสูบ ให้ใช้งบประมาณแผ่นดินแทน
เปิดรับฟังความเห็นร่าง กม.สสส. ฉบับอนุทินและคณะ เสนอยกเลิกเก็บเงิน 2% จากภาษีสุรายาสูบ ให้ใช้งบประมาณแผ่นดินแทน
เปิดรับฟังความเห็นร่าง กม.สสส. ฉบับอนุทินและคณะ เสนอยกเลิกเก็บเงิน 2% จากภาษีสุรายาสูบ ให้ใช้งบประมาณแผ่นดินแทน auser15 Sun, 2026-10-04 - 11:04 เปิดรับฟังความเห็นร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' กับคณะเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎร มีสาระสำคัญคือยกเลิกการเก็บเงินบำรุงกองทุนในอัตรา 2% ของภาษีสุราและยาสูบ และให้กองทุนรับเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน ผู้เสนออ้างว่ากฎหมายเดิมขัดหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ ร่างนี้เปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่าง 30 กันยายน ถึง 14 ตุลาคม 2569 - พรรคภูมิใจไทยระบุ ไม่ได้ยุบเลิก 4 องค์กร "สสส.-กองทุนผู้สูงอายุ-กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ-ไทยพีบีเอส" แค่เสนอให้แก้คือวิธีการได้มาซึ่งเงิน โดยเฉพาะระบบที่กฎหมายเดิมกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ ส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน แฟ้มภาพประชาไท 4 คุลาคม 2569 รัฐสภาเปิดระบบรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 และกำหนดปิดรับฟังวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ผู้เสนอร่างคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่างนี้จัดเป็นร่างการเงิน สำหรับสาระของร่างกฎหมาย ร่างนี้แก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 รวม 2 เรื่อง เรื่องแรกคือแก้ไขเงินและทรัพย์สินของกองทุนตามมาตรา 6 เรื่องที่สองคือยกเลิกการเก็บเงินบำรุงกองทุนที่ได้จากภาษีสุราและยาสูบ มาตรา 6 ของกฎหมายเดิมระบุว่ากองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน 6 แหล่ง ร่างนี้แก้ไข 2 แหล่ง แหล่งแรกคือข้อ (1) เดิมเป็นเงินบำรุงกองทุนที่เก็บตามมาตรา 11 ร่างให้ใช้ข้อความว่า "เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี" แหล่งที่สองคือข้อ (3) เดิมเป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ร่างให้ใช้ข้อความว่า "เงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น" ส่วนแหล่งเงินอื่นไม่เปลี่ยน ได้แก่ เงินอุดหนุนจากเอกชนและต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมและรายได้จากการดำเนินการ และดอกผลของกองทุน ร่างมาตรา 5 ให้ยกเลิกมาตรา 11 ถึงมาตรา 15 ของกฎหมายเดิม มาตรา 11 ให้กองทุนเก็บเงินบำรุงจากผู้เสียภาษีสุราและยาสูบในอัตรา 2% ของภาษีที่เก็บได้ มาตรา 12 ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเก็บเงินนี้ส่งให้กองทุนโดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และให้ถือเป็นภาษีแต่ไม่นำไปรวมคำนวณมูลค่าภาษี มาตรา 13 กำหนดให้ผู้เสียภาษีส่งเงินบำรุงพร้อมการชำระภาษี มาตรา 14 ให้ผู้ที่ได้รับยกเว้นหรือคืนภาษีได้รับยกเว้นหรือคืนเงินบำรุงด้วย มาตรา 15 กำหนดเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนสำหรับผู้ที่ส่งเงินล่าช้าหรือไม่ครบ โดยเงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนเงินบำรุง ร่างมาตรา 2 กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป บันทึกหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.ฯ ระบุว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะการเงินการคลังของรัฐมั่นคงอย่างยั่งยืน มาตรา 26 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ห้ามเสนอกฎหมายที่ให้เก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มจากที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานนั้นหรือเพื่อกิจการใดโดยเฉพาะ ข้อห้ามนี้มีข้อยกเว้นสำหรับการเก็บเพื่อเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 82 ของกฎหมายฉบับเดียวกันยกเว้นไม่ให้ใช้มาตรา 26 กับกฎหมายเก่าที่มีผลบังคับอยู่ก่อนกฎหมายวินัยการเงินการคลังจะใช้บังคับ ผู้เสนอระบุว่าบทบัญญัตินี้ใช้เฉพาะกาล จึงควรยกเลิกกฎหมายที่ขัดกับหลักวินัยการเงินการคลัง โดยเฉพาะกฎหมายที่ให้นำเงินจากผู้เสียภาษีสุราและยาสูบเป็นเงินบำรุงโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อให้การรักษาวินัยการเงินการคลังเป็นมาตรฐานเดียวกัน สำหรับผู้เกี่ยวข้องโดยตรงคือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้เกี่ยวข้องโดยอ้อมมี 6 กลุ่ม ได้แก่ กระทรวงการคลัง กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร สำนักงบประมาณ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และภาคีเครือข่ายที่ได้รับเงินจัดสรรจากกองทุน ภาคีเครือข่ายประกอบด้วยกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานในสังกัด เช่น กรมอนามัย กรมควบคุมโรค และกรมสุขภาพจิต กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงานและหน่วยงานในสังกัด เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันการศึกษาและโรงพยาบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิ รวมถึงองค์กรไม่แสวงหากำไร ส่วนผู้เกี่ยวข้องทั่วไปคือประชาชน ทั้งนี้มีการกำหนดประเด็นรับฟัง 4 ข้อ ข้อแรกให้ประชาชนแสดงความเห็นต่อการแก้ไขเงินและทรัพย์สินของกองทุน ทั้งการยกเลิกเงินบำรุง 2% ที่เก็บจากภาษีสุราและยาสูบ เพื่อใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน และการแก้ "เงินอุดหนุนจากรัฐบาล" เป็น "เงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น" ข้อสองให้ความเห็นต่อการยกเลิกมาตรา 11 ถึงมาตรา 15 ข้อสามให้ความเห็นว่ากฎหมายปัจจุบันมีปัญหา อุปสรรค หรือผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร และร่างนี้แก้ปัญหาเหล่านั้นได้เพียงใด ข้อสุดท้ายเปิดให้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ประชาชนร่วมแสดงความเห็นได้ที่ https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=632 พรรคภูมิใจไทยระบุไม่ได้ยุบเลิก 4 องค์กร เว็บไซต์ไทยโพสต์ รายงานว่า ขณะเดียวกัน พบว่าในการประชุมวุฒิสภาสัปดาห์หน้า (วันที่ 6 ต.ค.) มีการบรรจุระเบียบวาระกระทู้ถามเป็นหนังสือของนายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว.บุรีรัมย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ที่ตั้งกระทู้ถามนายกฯ เกี่ยวกับเรื่องมาตรการในการกำกับดูแลการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของ สสส. ตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 โดยเฉพาะประเด็นการนำเงินกองทุนไปหาผลประโยชน์ โดยระบุว่า การตีความถ้อยคำว่าหาผลประโยชน์จากทรัพย์สิน สำหรับหน่วยงานพิเศษ  ซึ่งมีที่มาของงบประมาณ คือเงินภาษีจัดสรร จากภาษีสุราและยาสูบจะต้องถูกตีความอย่างเคร่งครัดให้มีความหมายจำกัดครอบคลุมถึงเพียงการบริหารสภาพคล่องขั้นพื้นฐานที่ปราศจากความเสี่ยงทางตลาด เช่น การนำเงินไปฝากธนาคารพาณิชย์ของรัฐ หรือการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเท่านั้น การพยายามขยายความคำว่าหาผลประโยชน์ ไปครอบคลุมถึงการลงทุนในตราสารหนี้เอกชน (หุ้นกู้) หรือตราสารทุน (หุ้นสามัญ) ถือเป็นการกระทำนิติกรรมที่กฎหมายแม่บทไม่ได้มุ่งหวังและไม่ได้ให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง เมื่อเทียบเคียงสถานะของ สสส. และกองทุนขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) แล้ว จะเห็นได้ว่ามีลักษณะในทำนองเดียวกัน ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการสินทรัพย์ของ สสส.มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงขอเรียนถามว่า รัฐบาลมีมาตรการในการกำกับดูแลการหาผลประโยชน์จากเงิน สสส. ตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 หรือไม่ อย่างไร สำหรับนายประพนธ์ เป็น สว.บุรีรัมย์ และเป็นอดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และเคยเป็นที่ปรึกษาของนายอนุทิน สมัยเป็น รมว.สาธารณสุข ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแกนนำ สว.สีน้ำเงิน ขณะเดียวกัน นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรค ภท. โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย  หรือไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เงินสนับสนุนจากภาษีสุราและยาสูบ หรือภาษีบาป หลังมีการตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงต้องแก้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การยุบกองทุน ไม่ใช่การยกเลิกองค์กร และไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของภารกิจของทั้ง 4 องค์กร สิ่งที่เสนอให้แก้คือวิธีการได้มาซึ่งเงิน โดยเฉพาะระบบที่กฎหมายเดิมกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ ส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน นายศุภชัยโพสต์อีกว่า ทำไมจึงต้องพิจารณาเรื่องนี้ เพราะในปี 2561 ไทยมี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมาตรา 26 วางหลักสำคัญว่า การเสนอกฎหมายให้จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะนั้น โดยหลักแล้วจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการรับเงินของทั้ง 4 องค์กรในปัจจุบันผิดกฎหมาย  เพราะมาตรา 82 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลังได้ยกเว้นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นกลไกเดิมจึงยังคงใช้ได้ตามกฎหมาย แต่คำถามที่กำลังเสนอให้สังคมและรัฐสภาพิจารณาคือ เมื่อประเทศไทยมีกติกาทางการคลังใหม่แล้ว เราควรปล่อยข้อยกเว้นในอดีตไว้ตลอดไป หรือควรนำรายได้ของรัฐเข้าสู่ระบบเดียวกัน เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน นี่คือเหตุผลสำคัญของการเสนอร่างทั้ง 4 ฉบับ “ไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจว่ากำลังมุ่งเป้าไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากหลักการคือการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ หลักการนั้นก็ต้องใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงเสนอแก้ทั้ง สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และ Thai PBS ซึ่งเป็นกลุ่มกฎหมายที่มีโครงสร้างเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นการกล่าวว่าเรื่องนี้ทำขึ้นเพื่อจัดการกับ Thai PBS โดยเฉพาะ ย่อมไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของข้อเสนอทั้งหมด” นายศุภชัยกล่าว และย้ำว่า ไม่ได้เสนอให้ยุบ สสส. ไม่ได้เสนอให้เลิกดูแลผู้สูงอายุ ไม่ได้เสนอให้หยุดสนับสนุนกีฬา และไม่ได้เสนอให้ปิด Thai PBS เสนอให้เปลี่ยนระบบการเงิน ไม่ใช่ยกเลิกภารกิจ ส่วนองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ออกแถลงการณ์ระบุว่า การพิจารณาเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเงินหรือตัวงบประมาณ แต่ผูกพันโดยตรงกับหลักประกันเชิงสถาบันในเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่กฎหมายตั้งต้นออกแบบและรับรองไว้ตั้งแต่จัดตั้งองค์กร เพื่อไม่ให้สื่อสาธารณะตกอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ อำนาจทางการเมือง หรืออำนาจทุนทางธุรกิจ โดย ส.ส.ท. ตระหนักถึงอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาและวินัยการเงินการคลังของรัฐ แต่เห็นว่าการปรับปรุงใดๆ จำเป็นต้องยึดโยงควบคู่กันไปอย่างน้อย 2 หลักการ คือ วินัยการเงินการคลังของรัฐ และความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ โดยไม่เน้นหลักการใดหลักการหนึ่งจนไปลดทอนหลักประกันของอีกหลักการหนึ่ง “ไม่ว่าโครงสร้างรายได้ของ ส.ส.ท. จะได้รับการพิจารณาให้ออกมาในรูปแบบใด หลักการอันเป็นรากฐานสำคัญคือ ประชาชนต้องสามารถเชื่อมั่นได้อย่างสนิทใจว่า การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อสาธารณะจะเป็นอิสระ ปราศจากการครอบงำของผู้ถืออำนาจรัฐ ผู้จัดสรรงบประมาณ หรือผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในทุกยุคทุกสมัย เพราะสื่อสาธารณะเป็นสถาบันของสังคมที่มีประชาชนเป็นเจ้าของ และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่” * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ * พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ * สสส. * อนุทิน ชาญวีรกูล * พรรคภูมิใจไทย
dlvr.it
October 4, 2026 at 4:11 AM
‘ภูมิธรรม’ ซัด พรรคส้มไม่มีสิทธิเรียกร้องเพื่อไทย ชี้ หากหนุน ‘ชัยเกษม’ ยุบสภาคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. จบไปแล้ว

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6185527/
#ภูมิธรรมเวชยชัย #พรรคเพื่อไทย
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 13, 2026 at 2:39 AM
ไอ่คนหัวควยรูปขวาคนนี้ใช่มั้ยที่ยุบพรรค ปลดนายกฯฝ่ายประชาธิปไตยมาตลอด ศรัตรู้ที่แดงส้มควรช่วยกันตรวจสอบ #การเมือง
August 30, 2026 at 3:57 AM
ห่วงโครงสร้าง ศธ. ชี้งบประจำสูง เสนอปฏิรูปองค์กร-จัดการเรียนรวมโรงเรียนขนาดเล็ก
ห่วงโครงสร้าง ศธ. ชี้งบประจำสูง เสนอปฏิรูปองค์กร-จัดการเรียนรวมโรงเรียนขนาดเล็ก auser15 Wed, 2026-08-05 - 10:28 กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ตั้งข้อสังเกตการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งกรณีย้าย ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาและโครงสร้างงบประมาณ พร้อมเสนอปฏิรูปองค์กร ลดความซ้ำซ้อน ยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ภาพจาก: World Bank สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ว่า นายสุทธิชัย จรูญเนตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อภิปรายต่อที่ประชุมกมธ.ในการพิจารณามาตรา 24 งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยระบุว่า ศธ.เป็นหน่วยงานสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา แต่ขณะนี้กำลังเผชิญประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของบุคลากร โดยเฉพาะกรณีการย้ายผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากว่า 40 เขตทั่วประเทศ ซึ่งหลายรายไม่ได้แสดงความจำนงขอย้ายมาก่อน ส่งผลให้การบริหารงานในบางพื้นที่เกิดความไม่ต่อเนื่อง และกระทบต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรในพื้นที่ นายสุทธิชัย กล่าวว่า แม้จะมีเหตุผลในการดำเนินการดังกล่าว แต่ศธ.จำเป็นต้องชี้แจงต่อสังคม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความซ้ำซ้อนของภารกิจระหว่างหน่วยงานภายในกระทรวง ขณะเดียวกันเห็นว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้น ขณะที่งบลงทุนยังมีสัดส่วนต่ำ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ใช้งบบุคลากรร้อยละ 76 แต่งบลงทุนมีเพียงร้อยละ 2 ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระยะยาว นายสุทธิชัย ยังเสนอให้ศธ.พิจารณาปรับโครงสร้างองค์กรให้มีขนาดเล็กลง ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้น พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าปลัดศธ.จะสามารถเสนอแนวทางปฏิรูปกระทรวงให้สอดคล้องกับร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีอยู่จำนวนมากทั่วประเทศ ซึ่งหลายแห่งมีนักเรียนเพียง 20 กว่าคน และครูไม่ครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ขณะที่โรงเรียนคุณภาพประจำตำบลซึ่งได้รับการอุดหนุนงบลงทุนจำนวนมากกลับมีนักเรียนเพียง 200-300 คน จึงเห็นว่าควรพิจารณาจัดการเรียนรวมระหว่างโรงเรียนที่อยู่ใกล้กัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร และหากสามารถดำเนินการได้ จะช่วยลดจำนวนโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร และนำงบประมาณไปเพิ่มการลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้มากยิ่งขึ้น * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * การศึกษา * คุณภาพชีวิต * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 * งบประมาณ 70 * กระทรวงศึกษาธิการ * โรงเรียนขนาดเล็ก
dlvr.it
August 5, 2026 at 3:34 AM
ห่วงโครงสร้าง ศธ. ชี้งบประจำสูง เสนอปฏิรูปองค์กร-จัดการเรียนรวมโรงเรียนขนาดเล็ก
ห่วงโครงสร้าง ศธ. ชี้งบประจำสูง เสนอปฏิรูปองค์กร-จัดการเรียนรวมโรงเรียนขนาดเล็ก
ห่วงโครงสร้าง ศธ. ชี้งบประจำสูง เสนอปฏิรูปองค์กร-จัดการเรียนรวมโรงเรียนขนาดเล็ก auser15 Wed, 2026-08-05 - 10:28 กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ตั้งข้อสังเกตการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งกรณีย้าย ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาและโครงสร้างงบประมาณ พร้อมเสนอปฏิรูปองค์กร ลดความซ้ำซ้อน ยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ภาพจาก: World Bank สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ว่า นายสุทธิชัย จรูญเนตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อภิปรายต่อที่ประชุมกมธ.ในการพิจารณามาตรา 24 งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยระบุว่า ศธ.เป็นหน่วยงานสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา แต่ขณะนี้กำลังเผชิญประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของบุคลากร โดยเฉพาะกรณีการย้ายผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากว่า 40 เขตทั่วประเทศ ซึ่งหลายรายไม่ได้แสดงความจำนงขอย้ายมาก่อน ส่งผลให้การบริหารงานในบางพื้นที่เกิดความไม่ต่อเนื่อง และกระทบต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรในพื้นที่ นายสุทธิชัย กล่าวว่า แม้จะมีเหตุผลในการดำเนินการดังกล่าว แต่ศธ.จำเป็นต้องชี้แจงต่อสังคม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความซ้ำซ้อนของภารกิจระหว่างหน่วยงานภายในกระทรวง ขณะเดียวกันเห็นว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้น ขณะที่งบลงทุนยังมีสัดส่วนต่ำ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ใช้งบบุคลากรร้อยละ 76 แต่งบลงทุนมีเพียงร้อยละ 2 ซึ่งอาจส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระยะยาว นายสุทธิชัย ยังเสนอให้ศธ.พิจารณาปรับโครงสร้างองค์กรให้มีขนาดเล็กลง ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้น พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าปลัดศธ.จะสามารถเสนอแนวทางปฏิรูปกระทรวงให้สอดคล้องกับร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีอยู่จำนวนมากทั่วประเทศ ซึ่งหลายแห่งมีนักเรียนเพียง 20 กว่าคน และครูไม่ครบทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ขณะที่โรงเรียนคุณภาพประจำตำบลซึ่งได้รับการอุดหนุนงบลงทุนจำนวนมากกลับมีนักเรียนเพียง 200-300 คน จึงเห็นว่าควรพิจารณาจัดการเรียนรวมระหว่างโรงเรียนที่อยู่ใกล้กัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร และหากสามารถดำเนินการได้ จะช่วยลดจำนวนโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร และนำงบประมาณไปเพิ่มการลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้มากยิ่งขึ้น * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * การศึกษา * คุณภาพชีวิต * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 * งบประมาณ 70 * กระทรวงศึกษาธิการ * โรงเรียนขนาดเล็ก
dlvr.it
August 5, 2026 at 3:34 AM
ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อนุญาตให้รัฐแอละแบมาใช้แผนที่เลือกตั้งสภาคองเกรสของพรรครีพับลิกันปี 2023 แม้ศาลชั้นต้นจะตัดสินว่าเป็น “การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติโดยเจตนา”

นี้่ถือเป็นชัยชนะใหญ่ของ GOP เพราะจะสามารถยุบเขตผิวดำส่วนใหญ่ 1 ใน 2 เขต แม้จะมีความเสี่ยงเกิดความสับสนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในช่วงกลางเทอมนี้ (พ.ย.69)
June 3, 2026 at 6:38 AM
เริ่มเห็นป้ายหาเสียวผู้ว่า-สก.ละ ว่าแต่เลือกตั้งใหญ่หลายพรรคยังคาอยู่เลยนะ ติดเผื่อยุบสภารอบหน้าเลยมั้ยล่ะ
May 23, 2026 at 9:55 AM
สนธิญา ยื่น กกต. ยุบพลังประชารัฐ ตัดสิทธิ 'ประวิตร' เบี้ยวเงินช่วยเลือกตั้ง มีพิรุธเงินบริจาค 200 ล้าน
สนธิญา ยื่น กกต. ยุบพลังประชารัฐ ตัดสิทธิ 'ประวิตร' เบี้ยวเงินช่วยเลือกตั้ง มีพิรุธเงินบริจาค 200 ล้าน
สนธิญา ยื่น กกต. ยุบพลังประชารัฐ ตัดสิทธิ 'ประวิตร' เบี้ยวเงินช่วยเลือกตั้ง มีพิรุธเงินบริจาค 200 ล้าน Pazzle Tue, 2026-05-05 - 16:42 สนธิญา สวัสดี อดีตผู้สมัคร สส. พรรคพลังประชารัฐ ยื่น กกต. ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง "ยุบพรรคพลังประชารัฐ" และเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค เหตุ เบี้ยวค่าใช้จ่ายหาเสียง ระบุ พรรคไม่สนับสนุนค่าหาเสียงเลือกตั้งให้กับผู้สมัคร สส. กว่า 100 คน และพบพิรุธเงินบริจาคจากเอกชนที่สนับสนุนพรรคกว่า 200 ล้านบาท ไม่ถูกส่งถึงมือผู้สมัคร สส. ในพื้นที่ สนธิญาระบุ หวังเรียกร้องความยุติธรรม สร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องของพรรคการเมืองไทย   5 พ.ค. 2569 ch7 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา สนธิญา สวัสดี อดีตผู้สมัคร สส. พรรคพลังประชารัฐ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง "ยุบพรรคพลังประชารัฐ" และเสนอให้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองของหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งหนึ่งในนั้นมีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐรวมอยู่ด้วย เหตุฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงและกระทำผิด พ.ร.ป. พรรคการเมือง 2560 หลายมาตรา สนธิญาระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากพฤติการณ์ของบริหารพรรคที่ส่อไปในทางไม่โปร่งใสและขาดธรรมาภิบาล ดังนี้ 1. เบี้ยวค่าใช้จ่ายหาเสียง โดยพรรคไม่ได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งแก่ผู้สมัคร สส. ทั้ง 100 คน แม้แต่บาทเดียว ซึ่งขัดต่อคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ในช่วงการรณรงค์หาเสียงว่า พรรคจะสนับสนุนงบประมาณเป็นระยะ 2. พิรุธเงินบริจาคเอกชน 200 ล้านบาท มีกระแสข่าวแพร่สะพัดในช่วงเลือกตั้งว่าพรรคได้รับเงินสนับสนุนจากภาคเอกชนสูงถึง 200 ล้านบาท แต่เงินจำนวนดังกล่าวกลับไม่ถูกส่งถึงมือผู้สมัครในพื้นที่ เพื่อใช้ในการรณรงค์เลือกตั้ง ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของพรรคว่า มีความโปร่งใสตามกฎหมายหรือไม่ 3. เก็บเกี่ยวคะแนนบนความลำบาก ผู้สมัครระบุว่า พรรคได้รับคะแนนเสียงในระบบบัญชีรายชื่อ (Party-list) จากการลงพื้นที่ทำงานอย่างหนักของผู้สมัครแบบแบ่งเขต แต่พรรคกลับทอดทิ้งไม่ดูแลค่าใช้จ่าย ถือเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมของผู้บริหารพรรคอย่างรุนแรง พร้อมจี้ยุบพรรคตาม มาตรา 92 ทั้งนี้ ทางกลุ่มผู้ร้องเตรียมยื่นหลักฐานให้ กกต. ตรวจสอบว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 และมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจส่งผลให้ ยุบพรรคพลังประชารัฐ ,เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ตัดสิทธิทางการเมือง) ของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคทุกคน สนธิญา กล่าวว่า พวกเราสู้ด้วยใจ แต่พรรคกลับทำเหมือนพวกเราไม่มีตัวตน เงินบริจาคที่อ้างว่าได้มาหายไปไหนหมด วันนี้เราจึงต้องมาเรียกร้องความยุติธรรม ไม่ใช่แค่เพื่อพวกเรา แต่เพื่อบรรทัดฐานที่ถูกต้องของพรรคการเมืองไทย   * ข่าว * การเมือง * สนธิญา สวัสดี * ประวิตร วงษ์สุวรรณ * พรรคพลังประชารัฐ * คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.)
dlvr.it
May 5, 2026 at 9:47 AM
สนธิญา ยื่น กกต. ยุบพลังประชารัฐ ตัดสิทธิ 'ประวิตร' เบี้ยวเงินช่วยเลือกตั้ง มีพิรุธเงินบริจาค 200 ล้าน
สนธิญา ยื่น กกต. ยุบพลังประชารัฐ ตัดสิทธิ 'ประวิตร' เบี้ยวเงินช่วยเลือกตั้ง มีพิรุธเงินบริจาค 200 ล้าน Pazzle Tue, 2026-05-05 - 16:42 สนธิญา สวัสดี อดีตผู้สมัคร สส. พรรคพลังประชารัฐ ยื่น กกต. ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง "ยุบพรรคพลังประชารัฐ" และเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค เหตุ เบี้ยวค่าใช้จ่ายหาเสียง ระบุ พรรคไม่สนับสนุนค่าหาเสียงเลือกตั้งให้กับผู้สมัคร สส. กว่า 100 คน และพบพิรุธเงินบริจาคจากเอกชนที่สนับสนุนพรรคกว่า 200 ล้านบาท ไม่ถูกส่งถึงมือผู้สมัคร สส. ในพื้นที่ สนธิญาระบุ หวังเรียกร้องความยุติธรรม สร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องของพรรคการเมืองไทย   5 พ.ค. 2569 ch7 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา สนธิญา สวัสดี อดีตผู้สมัคร สส. พรรคพลังประชารัฐ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง "ยุบพรรคพลังประชารัฐ" และเสนอให้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองของหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งหนึ่งในนั้นมีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐรวมอยู่ด้วย เหตุฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงและกระทำผิด พ.ร.ป. พรรคการเมือง 2560 หลายมาตรา สนธิญาระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากพฤติการณ์ของบริหารพรรคที่ส่อไปในทางไม่โปร่งใสและขาดธรรมาภิบาล ดังนี้ 1. เบี้ยวค่าใช้จ่ายหาเสียง โดยพรรคไม่ได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งแก่ผู้สมัคร สส. ทั้ง 100 คน แม้แต่บาทเดียว ซึ่งขัดต่อคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ในช่วงการรณรงค์หาเสียงว่า พรรคจะสนับสนุนงบประมาณเป็นระยะ 2. พิรุธเงินบริจาคเอกชน 200 ล้านบาท มีกระแสข่าวแพร่สะพัดในช่วงเลือกตั้งว่าพรรคได้รับเงินสนับสนุนจากภาคเอกชนสูงถึง 200 ล้านบาท แต่เงินจำนวนดังกล่าวกลับไม่ถูกส่งถึงมือผู้สมัครในพื้นที่ เพื่อใช้ในการรณรงค์เลือกตั้ง ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของพรรคว่า มีความโปร่งใสตามกฎหมายหรือไม่ 3. เก็บเกี่ยวคะแนนบนความลำบาก ผู้สมัครระบุว่า พรรคได้รับคะแนนเสียงในระบบบัญชีรายชื่อ (Party-list) จากการลงพื้นที่ทำงานอย่างหนักของผู้สมัครแบบแบ่งเขต แต่พรรคกลับทอดทิ้งไม่ดูแลค่าใช้จ่าย ถือเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมของผู้บริหารพรรคอย่างรุนแรง พร้อมจี้ยุบพรรคตาม มาตรา 92 ทั้งนี้ ทางกลุ่มผู้ร้องเตรียมยื่นหลักฐานให้ กกต. ตรวจสอบว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 และมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจส่งผลให้ ยุบพรรคพลังประชารัฐ ,เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ตัดสิทธิทางการเมือง) ของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคทุกคน สนธิญา กล่าวว่า พวกเราสู้ด้วยใจ แต่พรรคกลับทำเหมือนพวกเราไม่มีตัวตน เงินบริจาคที่อ้างว่าได้มาหายไปไหนหมด วันนี้เราจึงต้องมาเรียกร้องความยุติธรรม ไม่ใช่แค่เพื่อพวกเรา แต่เพื่อบรรทัดฐานที่ถูกต้องของพรรคการเมืองไทย   * ข่าว * การเมือง * สนธิญา สวัสดี * ประวิตร วงษ์สุวรรณ * พรรคพลังประชารัฐ * คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.)
dlvr.it
May 5, 2026 at 9:47 AM
OHCHR แสดงความกังวล กัมพูชายืนโทษอดีตผู้นำฝ่ายค้าน 27 ปี พร้อมลงโทษนักเคลื่อนไหวอีก 33 คน
OHCHR แสดงความกังวล กัมพูชายืนโทษอดีตผู้นำฝ่ายค้าน 27 ปี พร้อมลงโทษนักเคลื่อนไหวอีก 33 คน auser15 Sat, 2026-05-02 - 13:55 ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ชี้คำตัดสินคดี 'เขม สกคา' ผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชาและนักเคลื่อนไหวอีก 33 คน ขัดหลักสิทธิมนุษยชนสากล พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข เขม สกคา อดีตหัวหน้าพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) ซึ่งถูกยุบไปแล้ว | ภาพจาก: Siv Channa/The Cambodia Daily เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2026 โวลเกอร์ เทิร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ออกมาแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีศาลอุทธรณ์กรุงพนมเปญมีคำพิพากษายืนโทษจำคุก 27 ปีของนายเขม สกคา อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา รวมถึงคำตัดสินลงโทษนักเคลื่อนไหว นักสิทธิมนุษยชน และผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียอีก 33 คน ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในคดีของนายเขม สกคา อดีตหัวหน้าพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) ซึ่งถูกยุบไปแล้ว โดยตัดสินว่ามีความผิดฐานกบฏ จารกรรม และสมคบคิด จากกรณีการปราศรัยในประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 2556 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนถูกจับกุมในข้อหาดังกล่าวถึง 4 ปี ในอีกคดีหนึ่ง ศาลชั้นต้นกรุงพนมเปญได้พิพากษาจำคุกบุคคลอีก 33 คน โดยมีโทษตั้งแต่รอลงอาญา 18 เดือน ไปจนถึงจำคุก 2 ปี จากข้อหา “ยุยงให้เกิดความวุ่นวายทางสังคม” จากการแสดงความคิดเห็นในปี 2567 เกี่ยวกับโครงการพัฒนาสามเหลี่ยมกัมพูชา-ลาว-เวียดนาม ซึ่งเป็นประเด็นสาธารณะที่ได้รับความสนใจ สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่า คำตัดสินดังกล่าวไม่สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และอาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และประชาชนในกัมพูชา จากการใช้กฎหมายอาญาที่มีถ้อยคำกว้างและไม่ชัดเจน รวมถึงการบังคับใช้โดยมิชอบ ทั้งนี้ ระบุว่าผู้ถูกตัดสินทั้งหมดใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน กระบวนการพิจารณาคดียังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ข้าหลวงใหญ่ฯ เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาคุ้มครองสิทธิในการแสดงออกและการวิพากษ์วิจารณ์โดยชอบด้วยกฎหมาย แทนการดำเนินคดีทางอาญา พร้อมทั้งรับประกันความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม และยึดมั่นในหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทางการกัมพูชายกเลิกคำตัดสินและโทษในคดีดังกล่าวโดยเร็ว และปล่อยตัวนายเขม สกคา รวมถึงผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข ตลอดจนยุติการดำเนินคดีลักษณะเดียวกันในอนาคต และทบทวนกฎหมายอาญาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ   * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * เขม สกคา * กัมพูชา * OHCHR
dlvr.it
May 2, 2026 at 6:57 AM
OHCHR แสดงความกังวล กัมพูชายืนโทษอดีตผู้นำฝ่ายค้าน 27 ปี พร้อมลงโทษนักเคลื่อนไหวอีก 33 คน
OHCHR แสดงความกังวล กัมพูชายืนโทษอดีตผู้นำฝ่ายค้าน 27 ปี พร้อมลงโทษนักเคลื่อนไหวอีก 33 คน
OHCHR แสดงความกังวล กัมพูชายืนโทษอดีตผู้นำฝ่ายค้าน 27 ปี พร้อมลงโทษนักเคลื่อนไหวอีก 33 คน auser15 Sat, 2026-05-02 - 13:55 ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ชี้คำตัดสินคดี 'เขม สกคา' ผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชาและนักเคลื่อนไหวอีก 33 คน ขัดหลักสิทธิมนุษยชนสากล พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข เขม สกคา อดีตหัวหน้าพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) ซึ่งถูกยุบไปแล้ว | ภาพจาก: Siv Channa/The Cambodia Daily เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2026 โวลเกอร์ เทิร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ออกมาแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีศาลอุทธรณ์กรุงพนมเปญมีคำพิพากษายืนโทษจำคุก 27 ปีของนายเขม สกคา อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา รวมถึงคำตัดสินลงโทษนักเคลื่อนไหว นักสิทธิมนุษยชน และผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียอีก 33 คน ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในคดีของนายเขม สกคา อดีตหัวหน้าพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) ซึ่งถูกยุบไปแล้ว โดยตัดสินว่ามีความผิดฐานกบฏ จารกรรม และสมคบคิด จากกรณีการปราศรัยในประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 2556 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนถูกจับกุมในข้อหาดังกล่าวถึง 4 ปี ในอีกคดีหนึ่ง ศาลชั้นต้นกรุงพนมเปญได้พิพากษาจำคุกบุคคลอีก 33 คน โดยมีโทษตั้งแต่รอลงอาญา 18 เดือน ไปจนถึงจำคุก 2 ปี จากข้อหา “ยุยงให้เกิดความวุ่นวายทางสังคม” จากการแสดงความคิดเห็นในปี 2567 เกี่ยวกับโครงการพัฒนาสามเหลี่ยมกัมพูชา-ลาว-เวียดนาม ซึ่งเป็นประเด็นสาธารณะที่ได้รับความสนใจ สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่า คำตัดสินดังกล่าวไม่สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และอาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และประชาชนในกัมพูชา จากการใช้กฎหมายอาญาที่มีถ้อยคำกว้างและไม่ชัดเจน รวมถึงการบังคับใช้โดยมิชอบ ทั้งนี้ ระบุว่าผู้ถูกตัดสินทั้งหมดใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน กระบวนการพิจารณาคดียังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ข้าหลวงใหญ่ฯ เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาคุ้มครองสิทธิในการแสดงออกและการวิพากษ์วิจารณ์โดยชอบด้วยกฎหมาย แทนการดำเนินคดีทางอาญา พร้อมทั้งรับประกันความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม และยึดมั่นในหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทางการกัมพูชายกเลิกคำตัดสินและโทษในคดีดังกล่าวโดยเร็ว และปล่อยตัวนายเขม สกคา รวมถึงผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข ตลอดจนยุติการดำเนินคดีลักษณะเดียวกันในอนาคต และทบทวนกฎหมายอาญาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ   * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * เขม สกคา * กัมพูชา * OHCHR
dlvr.it
May 2, 2026 at 6:57 AM
ยุบพรรคนี้
April 24, 2026 at 8:12 AM
บันทึกกาลเมืองไทย - ปฏิบัติการ ‘ขอคืนพื้นที่’ สลายการชุมนุมเสื้อแดง
บันทึกกาลเมืองไทย - ปฏิบัติการ ‘ขอคืนพื้นที่’ สลายการชุมนุมเสื้อแดง รายงานและภาพ โยษิตา สินบัว  admin666 Fri, 2026-04-10 - 12:00 แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ ‘กลุ่มคนเสื้อแดง’ พัฒนาจากการต่อต้านรัฐประหารปี 2549 ก่อตั้งเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเป็นทางการในปี 2550 โดยรวมทั้งกลุ่มคนต่อต้านการรัฐประหาร-การปกครองที่ทหารและชนชั้นนำมีบทบาททางการเมือง กับฐานใหญ่ที่สุดคือ กลุ่มคนที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทยและทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ถูกยึดอำนาจในปี 2549 หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์ทางการเมือง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นเป็นเวลาห้าปี และวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย วันที่ 17 ธ.ค. 2551 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี  เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ในเดือนมีนาคม 2552 ผู้ประท้วงนับหมื่นคน เรียกร้องให้อภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากข้อครหา ‘จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร’ และกลุ่มเพื่อนเนวิน (ต่อมาเป็นพรรคภูมิใจไทย) ถอนตัวจากรัฐบาลเดิมเพื่อไปสนับสนุนอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ นอกจากนี้ นปช.ยังเรียกร้องให้ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์, พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ลาออกจากการเป็นองคมนตรี มีการขยายการชุมนุมไปสถานที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เมืองพัทยา ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่าง นปช. กับผู้สนับสนุนรัฐบาล ‘กลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน’ การประชุมครั้งนี้จึงถูกยกเลิก 12 เม.ย. 2552 อภิสิทธิ์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่การชุมนุมยังคงดำเนินต่อไป นำมาสู่การเข้าสลายการชุมนุมที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงโดยใช้กำลังทหารและกระสุนจริงจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ฝ่ายคนเสื้อแดงได้ยึดรถเมล์และวางยางรถยนต์เพื่อสร้างแนวป้องกัน ท้ายที่สุดเหตุการณ์จบลงที่แกนนำยอมยุติการชุมนุม และผู้ชุมนุมยอมกลับบ้านอย่างผู้พ่ายแพ้ในช่วงสงกรานต์ปีนั้น ปีต่อมา นปช. ประกาศชุมนุมอีกครั้งวันที่ 14 มี.ค. 2553 โดยเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภา และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยสุจริตเพื่อเป็นเครื่องตัดสินทางการเมือง โดยการชุมนุมดำเนินต่อเนื่องหลายสัปดาห์ แม้มีการเจรจาระหว่างรัฐบาลและแกนนำ นปช. แต่ก็ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ 7 เม.ย. 2553 รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยห้ามการชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไปในกรุงเทพฯ และแต่งตั้ง สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) ทำงานร่วมกับ ‘3ป.’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงนายทหารอื่นๆ  8 เม.ย. 2553 นปช. แถลงไม่ยอมรับการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของรัฐบาล เนื่องจากมั่นใจว่าคนเสื้อแดงชุมนุมโดยสันติ พร้อมเดินหน้าเคลื่อนไหวกดดันให้อภิสิทธิ์ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน 9 เม.ย. 2553 กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมอยู่ทั้งบริเวณถนนราชดำเนินและถนนราชประสงค์ ได้เคลื่อนขบวนไปยังสถานีดาวเทียมไทยคม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เพราะมีการตัดสัญญาณทีวีดาวเทียมเกิดขึ้น จึงหวังทวงคืนสัญญาณการออกอากาศสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนล โดยทหารที่นำกำลังพลควบคุมสถานีดาวเทียมในเวลานั้นคือ พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ยศและตำแหน่งในเวลานั้น) นำมาสู่การปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและผู้ชุมนุม โดยฝ่ายทหารได้ใช้แก๊สน้ำตา แต่ทิศทางลมได้ตีกลับควันแก๊สบางส่วนทำให้ฝั่งทหารแตกขบวน และผู้ชุมนุมสามารถเคลื่อนเข้ายังภายในสถานีไทยคมได้ มีการยึดอาวุธทหารมากองรวมไว้ และภายหลังได้คืนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับฝ่ายทหารไป เหมือนคนเสื้อแดงจะทวงคืนสถานีไทยคมได้ชั่วคราว เพราะสุดท้ายเมื่อประชาชนเคลื่อนขบวนกลับ ทหารจาก พล.ร.2 รอ.ก็เข้ามายึดสถานีไทยคมคืนในช่วงค่ำวันเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์วันที่ 9 เม.ย.ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ ‘ลับ ลวง พราง’ ของวาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหารว่า การที่ทหารต้องยอมจำนนในวันนั้นทำให้ฝ่ายทหารรู้สึก "เสียเกียรติ เสียศักดิ์ศรีที่ทหารหลายพันคนต้องยอมวางโล่ กระบอง และอาวุธทุกอย่างที่มี ยอมแพ้ต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่เวลานั้นยังไม่ปรากฏว่ามีกองกำลังติดอาวุธ ถูกผู้ชุมนุมยึดอาวุธ สั่งการไล่ต้อนให้เดินแถวออกสู่ทุ่งนา" วันที่ 10 เม.ย. 2553 รัฐบาลได้นำกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม นปช. โดยเคลื่อนกำลังจากถนนหลายเส้นทางรอบพื้นที่ชุมนุมใหญ่บนถนนราชดำเนินกลาง มีการเรียกปฏิบัติการนี้ว่า ‘ขอคืนพื้นที่’ โดยเริ่มผลักดันผู้ชุมนุมตั้งแต่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ในช่วงบ่ายและมีผู้ชุมนุมคนหนึ่งที่ถูกยิงเสียชีวิตตั้งแต่ประมาณ 15.30 น.คือ เกรียงไกร คำน้อย อาชีพคนขับสามล้อ ภายหลังพบว่าเป็นการถูกยิงด้วย "กระสุนความเร็วสูง"  จากนั้นในช่วงเย็นก่อนค่ำ ทหารที่ปิดล้อมพื้นที่ถนนราชดำเนินกลางซึ่งเป็นที่ตั้งเวทีของ นปช. เริ่มปฏิบัติการอีกครั้ง โดยเริ่มยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมทั้งจากทหารราบและทางอากาศโดยโปรยแก๊สน้ำตาจากเฮลิคอปเตอร์ทหาร  การสลายการชุมนุมดำเนินไปถึงช่วงค่ำ จนกระทั่งมีเหตุระเบิดขึ้นที่ถนนดินสอ หน้าโรงเรียนสตรีวิทยาส่งผลให้มีนายทหารบาดเจ็บหลายนายและเสียชีวิต 5 นายหนึ่งในนั้นคือ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม (ยศขณะนั้น) ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็มีกลุ่มบุคคลไม่ทราบฝ่ายสวมชุดปิดบังใบหน้ามิดชิดมาพร้อมอาวุธสงครามปรากฏตัวมาที่บริเวณถนนตะนาวแยกคอกวัว เข้ายิงปะทะตอบโต้กับฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเริ่มปฏิบัติการและมีผู้ชุมนุมเสียชีวิตแล้ว กลุ่มคนปริศนานี้ถูกเรียกว่าเป็น ‘ชายชุดดำ’ และต่อมากลายเป็นคำอธิบายหลักของรัฐบาลในเวลานั้นว่าเป็นผู้ที่ทำให้ทหารและผู้ชุมนุมเสียชีวิต   เหตุการณ์คืนนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย จำแนกเป็นทหาร 5 ราย พลเรือน 21 ราย และนักข่าว 1 คน คือ ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ (Hiroyuki Muramoto) ช่างภาพข่าวชาวญี่ปุ่น วัย 43 ปี ของสำนักข่าวรอยเตอร์ส  หลังเหตุการณ์ 2 วัน ในวันที่ 12 เม.ย.2553 ทางด้านพรรคเพื่อไทย ยื่นฟ้องเอาผิดอภิสิทธิ์และสุเทพ ในฐานะเป็นผู้ออกคำสั่งจนทำให้เกิดความสูญเสีย  อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะถูกปราบปรามอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่การยุบสภาไม่เกิดขึ้นและการชุมนุมยังเดินหน้าต่อไป โดยย้ายไปรวมกับเวทีที่แยกราชประสงค์ เพื่อเพิ่มแรงกดดันเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อการสลายชุมนุมในคืนวันที่ 10 เม.ย. ทำให้ปมปัญหาขยายจากเรื่องยุบสภากลายเป็นปัญหาของความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ก่อนที่การชุมนุมที่แยกราชประสงค์จะถูกล้อมปราบโดยทหารอีกครั้งในอีก 1 เดือนต่อมา จนมีผู้เสียชีวิตรวมจากเหตุการณ์ตลอดช่วง 1 เดือนถึง 94 ราย และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 1,400 ราย (ข้อมูลจาก ศปช.)   อ้างอิงจาก * การเมืองไทยร่วมสมัย พ.ศ. 2540-2563 : พัฒนาการทางการเมือง ความขัดแย้ง และประชาธิปไตย (เจริญพานิช, 2566) * https://wevis.info/april-may-53/ * https://www.bbc.com/thai/thailand-52614304 * https://prachatai.com/journal/2019/05/82551 * ความจริงเพื่อความยุติธรรม เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 53 (ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจาการสลายการชุมนุม กรณี เม.ย.-พ.ค.53 หรือ ศปช.,2555)   หมายเหตุ - ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปริญญานิพนธ์วารสารสนเทศและสื่อใหม่ (Senior Project) ของนิสิตภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567 โดยมีผู้จัดทำคือ โยษิตา สินบัว * ข่าว * การเมือง * บันทึกกาลเมืองไทย * คนเสื้อแดง * สลายการชุมนุม * นปช. * แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
dlvr.it
April 10, 2026 at 5:07 AM
บันทึกกาลเมืองไทย - ปฏิบัติการ ‘ขอคืนพื้นที่’ สลายการชุมนุมเสื้อแดง
บันทึกกาลเมืองไทย - ปฏิบัติการ ‘ขอคืนพื้นที่’ สลายการชุมนุมเสื้อแดง
บันทึกกาลเมืองไทย - ปฏิบัติการ ‘ขอคืนพื้นที่’ สลายการชุมนุมเสื้อแดง รายงานและภาพ โยษิตา สินบัว  admin666 Fri, 2026-04-10 - 12:00 แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ ‘กลุ่มคนเสื้อแดง’ พัฒนาจากการต่อต้านรัฐประหารปี 2549 ก่อตั้งเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเป็นทางการในปี 2550 โดยรวมทั้งกลุ่มคนต่อต้านการรัฐประหาร-การปกครองที่ทหารและชนชั้นนำมีบทบาททางการเมือง กับฐานใหญ่ที่สุดคือ กลุ่มคนที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทยและทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ถูกยึดอำนาจในปี 2549 หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์ทางการเมือง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นเป็นเวลาห้าปี และวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย วันที่ 17 ธ.ค. 2551 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี  เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ในเดือนมีนาคม 2552 ผู้ประท้วงนับหมื่นคน เรียกร้องให้อภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากข้อครหา ‘จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร’ และกลุ่มเพื่อนเนวิน (ต่อมาเป็นพรรคภูมิใจไทย) ถอนตัวจากรัฐบาลเดิมเพื่อไปสนับสนุนอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ นอกจากนี้ นปช.ยังเรียกร้องให้ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์, พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ลาออกจากการเป็นองคมนตรี มีการขยายการชุมนุมไปสถานที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เมืองพัทยา ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่าง นปช. กับผู้สนับสนุนรัฐบาล ‘กลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน’ การประชุมครั้งนี้จึงถูกยกเลิก 12 เม.ย. 2552 อภิสิทธิ์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่การชุมนุมยังคงดำเนินต่อไป นำมาสู่การเข้าสลายการชุมนุมที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดงโดยใช้กำลังทหารและกระสุนจริงจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ฝ่ายคนเสื้อแดงได้ยึดรถเมล์และวางยางรถยนต์เพื่อสร้างแนวป้องกัน ท้ายที่สุดเหตุการณ์จบลงที่แกนนำยอมยุติการชุมนุม และผู้ชุมนุมยอมกลับบ้านอย่างผู้พ่ายแพ้ในช่วงสงกรานต์ปีนั้น ปีต่อมา นปช. ประกาศชุมนุมอีกครั้งวันที่ 14 มี.ค. 2553 โดยเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภา และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยสุจริตเพื่อเป็นเครื่องตัดสินทางการเมือง โดยการชุมนุมดำเนินต่อเนื่องหลายสัปดาห์ แม้มีการเจรจาระหว่างรัฐบาลและแกนนำ นปช. แต่ก็ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ 7 เม.ย. 2553 รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยห้ามการชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไปในกรุงเทพฯ และแต่งตั้ง สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) ทำงานร่วมกับ ‘3ป.’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงนายทหารอื่นๆ  8 เม.ย. 2553 นปช. แถลงไม่ยอมรับการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของรัฐบาล เนื่องจากมั่นใจว่าคนเสื้อแดงชุมนุมโดยสันติ พร้อมเดินหน้าเคลื่อนไหวกดดันให้อภิสิทธิ์ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน 9 เม.ย. 2553 กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมอยู่ทั้งบริเวณถนนราชดำเนินและถนนราชประสงค์ ได้เคลื่อนขบวนไปยังสถานีดาวเทียมไทยคม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เพราะมีการตัดสัญญาณทีวีดาวเทียมเกิดขึ้น จึงหวังทวงคืนสัญญาณการออกอากาศสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนล โดยทหารที่นำกำลังพลควบคุมสถานีดาวเทียมในเวลานั้นคือ พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ยศและตำแหน่งในเวลานั้น) นำมาสู่การปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและผู้ชุมนุม โดยฝ่ายทหารได้ใช้แก๊สน้ำตา แต่ทิศทางลมได้ตีกลับควันแก๊สบางส่วนทำให้ฝั่งทหารแตกขบวน และผู้ชุมนุมสามารถเคลื่อนเข้ายังภายในสถานีไทยคมได้ มีการยึดอาวุธทหารมากองรวมไว้ และภายหลังได้คืนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับฝ่ายทหารไป เหมือนคนเสื้อแดงจะทวงคืนสถานีไทยคมได้ชั่วคราว เพราะสุดท้ายเมื่อประชาชนเคลื่อนขบวนกลับ ทหารจาก พล.ร.2 รอ.ก็เข้ามายึดสถานีไทยคมคืนในช่วงค่ำวันเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์วันที่ 9 เม.ย.ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ ‘ลับ ลวง พราง’ ของวาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหารว่า การที่ทหารต้องยอมจำนนในวันนั้นทำให้ฝ่ายทหารรู้สึก "เสียเกียรติ เสียศักดิ์ศรีที่ทหารหลายพันคนต้องยอมวางโล่ กระบอง และอาวุธทุกอย่างที่มี ยอมแพ้ต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่เวลานั้นยังไม่ปรากฏว่ามีกองกำลังติดอาวุธ ถูกผู้ชุมนุมยึดอาวุธ สั่งการไล่ต้อนให้เดินแถวออกสู่ทุ่งนา" วันที่ 10 เม.ย. 2553 รัฐบาลได้นำกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม นปช. โดยเคลื่อนกำลังจากถนนหลายเส้นทางรอบพื้นที่ชุมนุมใหญ่บนถนนราชดำเนินกลาง มีการเรียกปฏิบัติการนี้ว่า ‘ขอคืนพื้นที่’ โดยเริ่มผลักดันผู้ชุมนุมตั้งแต่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ในช่วงบ่ายและมีผู้ชุมนุมคนหนึ่งที่ถูกยิงเสียชีวิตตั้งแต่ประมาณ 15.30 น.คือ เกรียงไกร คำน้อย อาชีพคนขับสามล้อ ภายหลังพบว่าเป็นการถูกยิงด้วย "กระสุนความเร็วสูง"  จากนั้นในช่วงเย็นก่อนค่ำ ทหารที่ปิดล้อมพื้นที่ถนนราชดำเนินกลางซึ่งเป็นที่ตั้งเวทีของ นปช. เริ่มปฏิบัติการอีกครั้ง โดยเริ่มยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมทั้งจากทหารราบและทางอากาศโดยโปรยแก๊สน้ำตาจากเฮลิคอปเตอร์ทหาร  การสลายการชุมนุมดำเนินไปถึงช่วงค่ำ จนกระทั่งมีเหตุระเบิดขึ้นที่ถนนดินสอ หน้าโรงเรียนสตรีวิทยาส่งผลให้มีนายทหารบาดเจ็บหลายนายและเสียชีวิต 5 นายหนึ่งในนั้นคือ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม (ยศขณะนั้น) ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็มีกลุ่มบุคคลไม่ทราบฝ่ายสวมชุดปิดบังใบหน้ามิดชิดมาพร้อมอาวุธสงครามปรากฏตัวมาที่บริเวณถนนตะนาวแยกคอกวัว เข้ายิงปะทะตอบโต้กับฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเริ่มปฏิบัติการและมีผู้ชุมนุมเสียชีวิตแล้ว กลุ่มคนปริศนานี้ถูกเรียกว่าเป็น ‘ชายชุดดำ’ และต่อมากลายเป็นคำอธิบายหลักของรัฐบาลในเวลานั้นว่าเป็นผู้ที่ทำให้ทหารและผู้ชุมนุมเสียชีวิต   เหตุการณ์คืนนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย จำแนกเป็นทหาร 5 ราย พลเรือน 21 ราย และนักข่าว 1 คน คือ ฮิโรยูกิ มูราโมโตะ (Hiroyuki Muramoto) ช่างภาพข่าวชาวญี่ปุ่น วัย 43 ปี ของสำนักข่าวรอยเตอร์ส  หลังเหตุการณ์ 2 วัน ในวันที่ 12 เม.ย.2553 ทางด้านพรรคเพื่อไทย ยื่นฟ้องเอาผิดอภิสิทธิ์และสุเทพ ในฐานะเป็นผู้ออกคำสั่งจนทำให้เกิดความสูญเสีย  อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะถูกปราบปรามอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก แต่การยุบสภาไม่เกิดขึ้นและการชุมนุมยังเดินหน้าต่อไป โดยย้ายไปรวมกับเวทีที่แยกราชประสงค์ เพื่อเพิ่มแรงกดดันเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อการสลายชุมนุมในคืนวันที่ 10 เม.ย. ทำให้ปมปัญหาขยายจากเรื่องยุบสภากลายเป็นปัญหาของความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ก่อนที่การชุมนุมที่แยกราชประสงค์จะถูกล้อมปราบโดยทหารอีกครั้งในอีก 1 เดือนต่อมา จนมีผู้เสียชีวิตรวมจากเหตุการณ์ตลอดช่วง 1 เดือนถึง 94 ราย และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 1,400 ราย (ข้อมูลจาก ศปช.)   อ้างอิงจาก * การเมืองไทยร่วมสมัย พ.ศ. 2540-2563 : พัฒนาการทางการเมือง ความขัดแย้ง และประชาธิปไตย (เจริญพานิช, 2566) * https://wevis.info/april-may-53/ * https://www.bbc.com/thai/thailand-52614304 * https://prachatai.com/journal/2019/05/82551 * ความจริงเพื่อความยุติธรรม เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 53 (ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจาการสลายการชุมนุม กรณี เม.ย.-พ.ค.53 หรือ ศปช.,2555)   หมายเหตุ - ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปริญญานิพนธ์วารสารสนเทศและสื่อใหม่ (Senior Project) ของนิสิตภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567 โดยมีผู้จัดทำคือ โยษิตา สินบัว * ข่าว * การเมือง * บันทึกกาลเมืองไทย * คนเสื้อแดง * สลายการชุมนุม * นปช. * แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
dlvr.it
April 10, 2026 at 5:07 AM
ตอกตะปูฝาโลงเสรีภาพทางการเมือง
ตอกตะปูฝาโลงเสรีภาพทางการเมือง นักปรัชญาชายขอบ   sarayut Wed, 2026-04-08 - 12:56 การยุบพรรคก้าวไกลที่เสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2566 คือการ “ปิดฝาโลง” เสรีภาพทางการเมืองไปแล้ว ทำให้พรรคประชาชนไม่กล้าใช้นโยบายดังกล่าวหาเสียงได้อีก ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เพราะเสี่ยงที่จะถูกยุบพรรคซ้ำอีก ขณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ได้มีมติรับคำร้องเอาผิดจริยธรรมร้ายแรง อดีต 44 ส.ส.ก้าวไกลที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ 112 และเตรียมยื่นศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไป ถ้าศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่ ส.ส. ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนร่วมลงชื่อเสนอแก้ 112 “ผิดจริยธรรมร้ายแรง” และตัดสิทธิทางการเมือง ก็เท่ากับเป็น “ตอกตะปูฝาโลง” เสรีภาพทางการเมืองที่ปิดยังไม่แน่นพอให้แน่นยิ่งขึ้นไปอีก คำถามสำคัญคือ ผลเสียหายที่ตามมาจะใหญ่หลวงมากขนาดไหน หากเสรีภาพทางการเมืองทำงานไม่ได้ เสรีภาพทางการเมือง (political freedom) ที่เราสูญเสียไปแน่ๆ คือ “เสรีภาพในการอภิปรายสาธารณะ” เกี่ยวกับประเด็นปัญหาสถาบันกษัตริย์กับการสร้างประชาธิปไตยให้เป็นจริง หรือปัญหาการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึง การสูญเสรีภาพในการอภิปรายปัญหาดังกล่าวทั้งในและนอกสภา ซึ่งส่งผลกระทบโดยรวมให้ประเทศไทยเป็น “ประเทศไม่เสรี” เพราะไม่มีเสรีภาพพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชน คือ เสรีภาพทางความคิดเห็น การพูด และการแสดงออกแบบประเทศเสรีเขามีกัน การขาดเสรีภาพทางการเมืองดังกล่าว กระทบโดยตรงต่อ “สิทธิทางการเมือง” ของพรรคการเมือง, นักการเมือง และประชาชน เพราะเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ใช้สิทธิทางการเมือง คือ “สิทธิเลือกตั้ง” เลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายตอบสนองปัญหาของพวกตนไปแล้ว พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ถ้า “รัฐพันลึก” ไม่ยอมรับ หรือถ้าตั้งได้ ก็นำนโยบายที่หาเสียงไว้มาปฏิบัติให้สำเร็จตามเป้าหมายไม่ได้ ถ้ารัฐพันลึกและเครือข่ายอำนาจของรัฐพันลึกไม่ยอมให้ทำ ก็อาจถูกขัดขวางด้วยการใช้กลไกองค์กรอิสระต่างๆ การทำรัฐประหาร ยุบพรรค นักการเมืองถูกตัดสิทธิทางการเมือง หรือถูก “สอย” จากตำแหน่งนายกฯ, ตำแหน่งรัฐมนตรี หรือ ส.ส. เป็นต้น ดังนั้น การขาดเสรีภาพทางการเมือง จึงเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คิด เพราะมันกระทบต่อการเมืองทั้งระบบ ตั้งแต่ทำให้การเลือกตั้งไม่สามารถสะท้อนเจตจำนงทั่วไปของประชาชนได้จริง เพราะพรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาล กระทั่งใครจะได้เป็นนายกฯ นักการเมืองคนไหนเข้าสภาได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจหรือเครือข่ายอำนาจรัฐพันลึกจะยินยอมหรือไม่ จึงกลายเป็นว่านักการเมืองและพรรคการเมืองเครือข่ายรัฐพันลึกทำอะไรไม่ผิด สั่งสลายการชุมนุมมีคนตายร่วมร้อย ก็ลอยนวลพ้นผิดได้ ทำรัฐประหารนอกจากจะนิรโทษกรรมให้พวกตนพ้นผิดได้อย่างง่ายดาย จนกลายเป็น “ประเพณีปฏิบัติ” สืบต่อกันมายาวนานแล้ว พวกทำรัฐประหารยังได้ดิบได้ดีเป็นองคมนตรีกินเงินเดือนและได้รับสวัสดิการล้นเหลือจากภาษีประชาชนไปจนตาย ส่วนนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ทำประโยชน์เพื่อประชาชน และประชาชนที่เรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยกลับถูกทำรัฐประหาร ถูกยึดทรัพย์ ถูกตัดสิทธิทางการเมือง และถูกขังลืมได้อย่างง่ายดาย การขาดเสรีภาพทางการเมือง จึงส่งผลเสียหาย “เชิงรูปธรรม” อย่างใหญ่หลวงต่อระบบการเมืองในรัฐสภาและการเมืองมวลชน ทำให้การเมืองมวลชนถูกกันออกไปจากการเชื่อมโยงกับการเมืองในสภา เพราะข้อเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยไม่สามารถส่งต่อให้พรรคการเมืองตัวแทนรับไปดำเนินการให้สำเร็จได้จริง และแกนนำมวลชนก็กลายเป็น “นักโทษทางความคิด” ที่ถูกขังลืม โดยการเมืองในสภาช่วยอะไรไม่ได้เลย ที่น่าเศร้ามากขึ้นไปอีก การมืองในสภาก็กลายเป็น “สนามความขัดแย้ง” เพื่อเอาชนะคะคานและการทำลายกันเอง แทนที่จะเป็นสนามของความขัดแย้งที่สร้างสรรค์ แข่งกันสร้างผลงานตามนโยบายที่หาเสียงไว้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน การเมืองที่เต็มไปด้วยความแตกแยก จึงอ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถแม้แต่จะสร้าง “ความร่วมมือ” ในการผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรม 112 ช่วยนักสู้เพื่อประชาธิปไตยออกจากคุกได้ การแก้ปัญหาปากท้อง ก็ทำไม่ได้เต็มความสามารถ เพราะถูกขัดขวางด้วยกลไกอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนอยู่ตลอดเวลา พูดให้ชัดขึ้นอีก การห้ามแก้ 112 และลงโทษ ส.ส. ที่ลงชื่อเสนอแก้ 112 คือ “การตอกฝาโลงเสรีภาพทางการเมืองให้ปิดตาย” และการขาดเสรีภาพทางการเมือง ก็คือการทำลาย "การเมืองแบบประชาธิปไตย" ในสภาทั้งระบบ หรือถึงที่สุดก็คือทำลายพรรคการเมืองตัวแทนอุดมการณ์ประชาธิปไตยของประชาชนให้สิ้นซาก เหลือไว้แต่พรรคการเมืองตัวแทนรัฐพันลึกและพรรคที่สยบยอมต่อรัฐพันลึกเท่านั้น ทั้งยังทำลายการเมืองมวลชนไม่ให้สามารถเชื่อมโยงส่งต่อข้อเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยให้พรรคการเมืองตัวแทนดำเนินการต่อให้สำเร็จได้จริง และตัดขาดการเมืองในสภาจากการเมืองมวลชน ด้วยการบีบให้การเมืองในสภาไม่สามารถนิรโทษกรรม 112 ช่วยนักสู้เพื่อประชาธิปไตยออกจากคุกได้ นอกจากผลเสียหายรูปธรรมใหญ่หลวงที่มองเห็นด้วยตาดังกล่าวแล้ว ยังมี “ผลเสียหายเชิงนามธรรม” ที่ลึกซึ้งมาก เช่น การสูญเสีย “ความเป็นมนุษย์” แม้แนวคิดปรัชญาบางแนวคิดจะยืนยันว่าความเป็นมนุษย์ คือ “แก่นสาร” (essence) ของเราที่ไม่มีใครหรืออำนาจใดๆ พรากไปจากเราได้ แต่ความเป็นมนุษย์อย่างเช่น “ความเป็นผู้มีเหตุผล เสรีภาพ และศักดิ์ศรีในตัวเอง” มันจะมีความหมายได้อย่างไร ถ้าเราไม่สามารถใช้เหตุผล และเสรีภาพแม้แต่จะอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับอำนาจที่กดทับการใช้เหตุผลและเสรีภาพของเราอยู่ ดังนั้น ผลเสียหายที่ลึกซึ้งที่สุดของการห้ามและการลงโทษประชาชนและนักการเมืองที่ลุกขึ้นใช้เหตุผลและเสรีภาพอภิปรายปัญหาสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย หรือเสนอแก้ 112 และเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ก็คือ “การใช้ระบบอำนาจนิยมกดทับความเป็นมนุษย์” ซึ่งเป็นการปฏิบัติต่อมนุษย์เหมือนเป็น “วัตถุ” แต่มนุษย์คือมนุษย์ จึงย่อมจะมีคนที่ปฏิเสธการถูกรัฐพันลึกปฏิบัติเหมือนวัตถุ ลุกขึ้นมายืนยัน “ความเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าหรือศักดิ์ศรีในตัวเอง” ที่สามารถใช้เหตุผลและเสรีภาพเลือกเป้าหมายของตัวเองได้ คนที่ลุกขึ้นมาปกป้องความเป็นคนของตนเองเช่นนี้ ย่อมมีมาทุกยุคสมัยและในทุกสังคม แม้จะถูกกดปราบซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม อย่างไรก็ตาม เราไม่แน่ใจว่าสังคมเราจะ “รู้สึก” ถึงความเสียหายเชิงนามธรรม คือการที่ “ความเป็นมยุษย์ของเราถูกกดทับด้วยระบบอำนาจนิยม” มากน้อยเพียงใด เพราะไอเดียความเป็นมนุษย์ในความหมายดังกล่าว เป็นไอเดียปรัชญาตะวันตกที่มีรากฐานมาจากคริสต์ศาสนาบวกปรัชญาเสรีนิยมและมนุษยนิยม นักวิชาการบางคนมองว่าสังคมไทยจะรับ “แนวคิดสำเร็จรูป” ของตะวันตกมาเป็นรากฐานของการสร้างประชาธิปไตยคงไม่ได้ เพราะวัฒนธรรมทางความคิดของบ้านเราต่างจากตะวันตก สังคมไทยไม่มี “ความคิดพื้นฐาน” เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ที่มีเหตุผล เสรีภาพ เสมอภาค และศักดิ์ศรีในตัวเองรองรับการนิยาม “ความเป็นปัจเจกบุคคล” ผู้มีอำนาจสูงสุด (sovereignty) ในฐานะผู้เป็นเจ้าของสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเองที่สังคมและรัฐต้องยอมรับ เคารพ และร่วมกันปกป้อง แต่สังคมเราเชื่อในเรื่อง “อำนาจบวกบารมี” ที่มีรากความคิดมาจากการผสมผสานพุทธ พราหมณ์ ผี ดังความเชื่อที่ว่าผู้ที่จะเกิดปัญญารู้แจ้งเป็นพระพุทธเจ้าได้ ต้องผ่านการบำเพ็ญบารมีมา 500 ชาติ หรือชาติสำคัญ 10 ชาติ ขณะที่ผู้จะเป็นกษัตริย์และเจ้าขุนมูลนายได้ ก็ต้องมีบารมีหรือบุญญาธิการเหนือสามัญชนทั่วไป อย่างไรก็ตาม บารมีแบบพุทธะได้ถูกระบุไว้ชัดเจนในคัมภีร์ว่าแต่ละชาติทำความดีอะไรบ้าง 1, 2, 3...จนกระทั่งตรัสรู้อะไร หลังจากตรัสรู้แล้วได้ใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่นอย่างไร ทำอะไร สอนอะไรบ้าง แต่บารมีของชนชั้นนำไทย ไม่ได้ดูจากการทำความดีอะไรมาชัดๆ แบบนั้น แต่ดูจากการมี “อำนาจ” มากแค่ไหน ซึ่งหมายถึงอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ บริวาร และอื่นๆ คือดูจากอำนาจที่มองเห็นด้วยตา แล้วจึงอ้างถึงสิ่งที่มองไม่เห็นว่าผู้มีอำนาจเช่นนั้นเคยสร้าง “บุญญาธิการหรือบารมี” มาจากชาติปางก่อน และชาตินี้ก็ยังสร้างบารมีอยู่ เช่น ยังอุปถัมภ์บำรุงพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ให้มั่นคงสถาพรและเจริญรุ่งเรืองอยู่ เป็นต้น แต่ความหมายของบารมีก็เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ในสังคมไทยสมัยใหม่ “ผู้มีบารมี” อาจหมายถึง ผู้มีอำนาจเป็นที่ยอมรับของบริวาร เช่น ผู้มีอิทธิพลทางทหาร มีบริวารมากที่เรียกว่า “ลูกป๋า” อย่างพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หรือ “ป๋าเปรม” ในอดีต ทักษิณ ชินวัตรก็อาจเป็นตัวอย่างของผู้นำที่มีบารมีเช่นกัน แต่ขณะที่บารมีแบบป๋าเปรมอิงกับภาพลักษณ์ความจงรักภักดีต่อวังและการถูกยกย่องเป็น “เสาหลักทางจริยธรรม” บารมีแบบทักษิณกลับอิงความเป็นผู้นำที่มีความสำเร็จทางธุรกิจ และความสามารถสร้างนโยบายเศรษฐกิจเป็นที่ยอมรับของประชาชน และสามารถบริหารการเมืองในบริบทที่เป็นจริง ด้วยการวมนักการเมืองและพรรคการเมืองเทาๆ เข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันนโยบายให้ประสบความสำเร็จได้ แต่สุดท้ายก็ถูกอำนาจบารมีในความหมายแบบรัฐพันลึกทำลายอย่างต่อเนื่อง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็อาจเป็นผู้นำที่มีบารมีได้เช่นกัน ในฐานะที่เป็น “ผู้นำจิตวิญญาณ” หรือผู้นำการเปลี่ยนแลงเชิงความคิดและอุดมการณ์ทางการเมือง “สีส้ม” แต่ก็ถูกอำนาจบารมีแบบรัฐพันลึกจัดการแบบเดียวกับที่ทักษิณถูกจัดการมามากกว่า และยังถูกจัดการมากกว่าอยู่ในปัจจุบัน คำถามคือ เราจะสร้างประชาธิปไตยบนฐานคิด “คนเท่ากัน” ขึ้นมาได้อย่างไร ในสังคมที่ไม่ได้มีประวัติศาสตร์ความคิดเรื่องคนเท่ากันเป็นของตนเองมาก่อน แต่เป็นสังคมชนชั้นอำนาจนิยมที่เชิดชูผู้นำที่มีบารมี หรือมีอำนาจและใช้อำนาจให้ผู้คนเชื่อฟังและสยบยอมได้ ขณะเดียวกันผู้นำบารมีสมัยใหม่อย่างทักษิณและธนาธร ก็เดินมาในแนวทางที่ทำให้ “พรรคแดง” กับ “พรรคส้ม” และผู้สนับสนุนทั้งสองพรรคต่างทะเลาะขัดแย้งกันมาตลอด หลังการตั้งรัฐบาลเพื่อไทย ตั้งแต่ปี 2566 จนปัจจุบัน ผมคิดว่าคงไม่มีใครให้ “คำตอบสำเร็จรูป” ได้ และเราไม่ควรจะคาดหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะหันมา “จูบปากกัน” เพราะแนวทางการเมืองของแต่ละพรรคไม่เหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด แต่ผมเชื่อว่าทั้งแดง-ส้มต่างก็ต้องการประชาธิปไตยเหมือนกัน เพียงแค่ “วิธีการต่อสู้อาจต่างกัน” เพราะแต่ละพรรคมีเงื่อนไข หรือ “ข้อจำกัด” ของตนเองในแง่ที่ถูกฝ่ายรัฐพันลึกกระทำมาไม่เท่ากัน จึงมีการประเมินการต่อสู้ ความเสี่ยง และการประนีประนอมในระดับที่ต่างกัน แต่ถึงที่สุดแล้ว ถ้าทุกฝ่ายตระหนักว่ากรณีนายกฯ ของเพื่อไทยถูกปลดจากตำแหน่งโดยกลไกอำนาจนอกระบบ หรือทักษิณติดคุกในคดีจากรัฐประหาร (เป็นต้น) และอดีต 44 ส.ส.ก้าวไกลถูกลงโทษจริยธรรมร้ายแรง ล้วนแต่คือการถูกกระทำอย่าง “อยุติธรรม” จากรัฐพันลึกเช่นกัน จึงไม่มีใครควรซ้ำเติมฝ่ายใด เราอาจเห็นอกเห็นใจกัน “อย่างจริงใจ” มากกว่าที่ผ่านมาก็ได้ หรือถ้าเห็นอกเห็นใจกันไม่ได้ อย่างน้อยก็ควรเปิดกว้างเคารพแนวทางการต่อสู้ของกันและกันให้ได้ ไม่เอาแต่จ้องจับผิดโจมตีกันและกันตลอดเวลา เหมือนที่ผ่านๆ มา เพราะยิ่งทำแบบนั้น รัฐพันลึกยิ่งได้โอกาสลุแก่อำนาจทำลายทั้งสองฝ่ายได้ง่ายขึ้นและหนักขึ้นมากกว่าเดิม ถ้ามองภาพรวมทั้งหมด ไม่ว่าพรรคแดงถูกกระทำ ทักษิณถูกกระทำ และพรรคส้มถูกกระทำ ก็คือการถูกรัฐพันลึกกระทำอย่างอยุติธรรมเหมือนที่กระทำต่อ “อานนท์ นำภา” และนักโทษทางความคิดคนอื่นๆ ที่ไม่ได้สิทธิ์ประกันตัวและถูกขังลืมนั่นเอง แน่นอนว่า การเมืองจำเป็นต้องเดินหน้าในการแก้ปัญหาปากท้อง และสารพัดปัญหาที่กระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ก็จำเป็นต้องใช้ความสามารถภายใต้เงื่อนไขหรือข้อจำกัดต่างๆ ให้เกิดประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่มากที่สุด แต่ถึงที่สุดแล้ว เราไม่อาจทิ้งปัญหาที่รัฐพันลึกตอกตะปูฝาโลงเสรีภาพทางการเมือง และขังลืมเพื่อนเราที่สู้เพื่อประชาธิปไตยได้ เพราะเราไม่สามารถ “หนี” ปัญหาการขาดเสรีภาพทางการเมืองได้จริง และไม่สามารถ “ลืม” เพื่อนร่วมสู้ที่อยู่ในคุกได้จริง เราทำสิ่งที่ขัดกับความมีเหตุผลและสามัญสำนึกของตนเอง ด้วยการหนีและการลืมแบบนั้นไม่ได้อย่างแท้จริงหรอก นอกจากจะแกล้งทำ ดังนั้น ทั้งการเมืองในสภาและการเมืองมวลชน ยังจำเป็นต้องหาทางร่วมมือกัน “เปิดประตู” ฝาโลงเสรีภาพทางการเมือง และหาทางปล่อยเพื่อนเราออกจากคุกต่อไปและต่อไป จนกว่าจะสำเร็จ!     * บทความ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * นักปรัชญาชายขอบ * เสรีภาพทางการเมือง
dlvr.it
April 8, 2026 at 6:05 AM
ตอกตะปูฝาโลงเสรีภาพทางการเมือง
ตอกตะปูฝาโลงเสรีภาพทางการเมือง
ตอกตะปูฝาโลงเสรีภาพทางการเมือง นักปรัชญาชายขอบ   sarayut Wed, 2026-04-08 - 12:56 การยุบพรรคก้าวไกลที่เสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2566 คือการ “ปิดฝาโลง” เสรีภาพทางการเมืองไปแล้ว ทำให้พรรคประชาชนไม่กล้าใช้นโยบายดังกล่าวหาเสียงได้อีก ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เพราะเสี่ยงที่จะถูกยุบพรรคซ้ำอีก ขณะที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ได้มีมติรับคำร้องเอาผิดจริยธรรมร้ายแรง อดีต 44 ส.ส.ก้าวไกลที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ 112 และเตรียมยื่นศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไป ถ้าศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่ ส.ส. ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนร่วมลงชื่อเสนอแก้ 112 “ผิดจริยธรรมร้ายแรง” และตัดสิทธิทางการเมือง ก็เท่ากับเป็น “ตอกตะปูฝาโลง” เสรีภาพทางการเมืองที่ปิดยังไม่แน่นพอให้แน่นยิ่งขึ้นไปอีก คำถามสำคัญคือ ผลเสียหายที่ตามมาจะใหญ่หลวงมากขนาดไหน หากเสรีภาพทางการเมืองทำงานไม่ได้ เสรีภาพทางการเมือง (political freedom) ที่เราสูญเสียไปแน่ๆ คือ “เสรีภาพในการอภิปรายสาธารณะ” เกี่ยวกับประเด็นปัญหาสถาบันกษัตริย์กับการสร้างประชาธิปไตยให้เป็นจริง หรือปัญหาการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึง การสูญเสรีภาพในการอภิปรายปัญหาดังกล่าวทั้งในและนอกสภา ซึ่งส่งผลกระทบโดยรวมให้ประเทศไทยเป็น “ประเทศไม่เสรี” เพราะไม่มีเสรีภาพพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชน คือ เสรีภาพทางความคิดเห็น การพูด และการแสดงออกแบบประเทศเสรีเขามีกัน การขาดเสรีภาพทางการเมืองดังกล่าว กระทบโดยตรงต่อ “สิทธิทางการเมือง” ของพรรคการเมือง, นักการเมือง และประชาชน เพราะเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ใช้สิทธิทางการเมือง คือ “สิทธิเลือกตั้ง” เลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายตอบสนองปัญหาของพวกตนไปแล้ว พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ถ้า “รัฐพันลึก” ไม่ยอมรับ หรือถ้าตั้งได้ ก็นำนโยบายที่หาเสียงไว้มาปฏิบัติให้สำเร็จตามเป้าหมายไม่ได้ ถ้ารัฐพันลึกและเครือข่ายอำนาจของรัฐพันลึกไม่ยอมให้ทำ ก็อาจถูกขัดขวางด้วยการใช้กลไกองค์กรอิสระต่างๆ การทำรัฐประหาร ยุบพรรค นักการเมืองถูกตัดสิทธิทางการเมือง หรือถูก “สอย” จากตำแหน่งนายกฯ, ตำแหน่งรัฐมนตรี หรือ ส.ส. เป็นต้น ดังนั้น การขาดเสรีภาพทางการเมือง จึงเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คิด เพราะมันกระทบต่อการเมืองทั้งระบบ ตั้งแต่ทำให้การเลือกตั้งไม่สามารถสะท้อนเจตจำนงทั่วไปของประชาชนได้จริง เพราะพรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาล กระทั่งใครจะได้เป็นนายกฯ นักการเมืองคนไหนเข้าสภาได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจหรือเครือข่ายอำนาจรัฐพันลึกจะยินยอมหรือไม่ จึงกลายเป็นว่านักการเมืองและพรรคการเมืองเครือข่ายรัฐพันลึกทำอะไรไม่ผิด สั่งสลายการชุมนุมมีคนตายร่วมร้อย ก็ลอยนวลพ้นผิดได้ ทำรัฐประหารนอกจากจะนิรโทษกรรมให้พวกตนพ้นผิดได้อย่างง่ายดาย จนกลายเป็น “ประเพณีปฏิบัติ” สืบต่อกันมายาวนานแล้ว พวกทำรัฐประหารยังได้ดิบได้ดีเป็นองคมนตรีกินเงินเดือนและได้รับสวัสดิการล้นเหลือจากภาษีประชาชนไปจนตาย ส่วนนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ทำประโยชน์เพื่อประชาชน และประชาชนที่เรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยกลับถูกทำรัฐประหาร ถูกยึดทรัพย์ ถูกตัดสิทธิทางการเมือง และถูกขังลืมได้อย่างง่ายดาย การขาดเสรีภาพทางการเมือง จึงส่งผลเสียหาย “เชิงรูปธรรม” อย่างใหญ่หลวงต่อระบบการเมืองในรัฐสภาและการเมืองมวลชน ทำให้การเมืองมวลชนถูกกันออกไปจากการเชื่อมโยงกับการเมืองในสภา เพราะข้อเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยไม่สามารถส่งต่อให้พรรคการเมืองตัวแทนรับไปดำเนินการให้สำเร็จได้จริง และแกนนำมวลชนก็กลายเป็น “นักโทษทางความคิด” ที่ถูกขังลืม โดยการเมืองในสภาช่วยอะไรไม่ได้เลย ที่น่าเศร้ามากขึ้นไปอีก การมืองในสภาก็กลายเป็น “สนามความขัดแย้ง” เพื่อเอาชนะคะคานและการทำลายกันเอง แทนที่จะเป็นสนามของความขัดแย้งที่สร้างสรรค์ แข่งกันสร้างผลงานตามนโยบายที่หาเสียงไว้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน การเมืองที่เต็มไปด้วยความแตกแยก จึงอ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถแม้แต่จะสร้าง “ความร่วมมือ” ในการผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรม 112 ช่วยนักสู้เพื่อประชาธิปไตยออกจากคุกได้ การแก้ปัญหาปากท้อง ก็ทำไม่ได้เต็มความสามารถ เพราะถูกขัดขวางด้วยกลไกอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนอยู่ตลอดเวลา พูดให้ชัดขึ้นอีก การห้ามแก้ 112 และลงโทษ ส.ส. ที่ลงชื่อเสนอแก้ 112 คือ “การตอกฝาโลงเสรีภาพทางการเมืองให้ปิดตาย” และการขาดเสรีภาพทางการเมือง ก็คือการทำลาย "การเมืองแบบประชาธิปไตย" ในสภาทั้งระบบ หรือถึงที่สุดก็คือทำลายพรรคการเมืองตัวแทนอุดมการณ์ประชาธิปไตยของประชาชนให้สิ้นซาก เหลือไว้แต่พรรคการเมืองตัวแทนรัฐพันลึกและพรรคที่สยบยอมต่อรัฐพันลึกเท่านั้น ทั้งยังทำลายการเมืองมวลชนไม่ให้สามารถเชื่อมโยงส่งต่อข้อเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยให้พรรคการเมืองตัวแทนดำเนินการต่อให้สำเร็จได้จริง และตัดขาดการเมืองในสภาจากการเมืองมวลชน ด้วยการบีบให้การเมืองในสภาไม่สามารถนิรโทษกรรม 112 ช่วยนักสู้เพื่อประชาธิปไตยออกจากคุกได้ นอกจากผลเสียหายรูปธรรมใหญ่หลวงที่มองเห็นด้วยตาดังกล่าวแล้ว ยังมี “ผลเสียหายเชิงนามธรรม” ที่ลึกซึ้งมาก เช่น การสูญเสีย “ความเป็นมนุษย์” แม้แนวคิดปรัชญาบางแนวคิดจะยืนยันว่าความเป็นมนุษย์ คือ “แก่นสาร” (essence) ของเราที่ไม่มีใครหรืออำนาจใดๆ พรากไปจากเราได้ แต่ความเป็นมนุษย์อย่างเช่น “ความเป็นผู้มีเหตุผล เสรีภาพ และศักดิ์ศรีในตัวเอง” มันจะมีความหมายได้อย่างไร ถ้าเราไม่สามารถใช้เหตุผล และเสรีภาพแม้แต่จะอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับอำนาจที่กดทับการใช้เหตุผลและเสรีภาพของเราอยู่ ดังนั้น ผลเสียหายที่ลึกซึ้งที่สุดของการห้ามและการลงโทษประชาชนและนักการเมืองที่ลุกขึ้นใช้เหตุผลและเสรีภาพอภิปรายปัญหาสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย หรือเสนอแก้ 112 และเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ก็คือ “การใช้ระบบอำนาจนิยมกดทับความเป็นมนุษย์” ซึ่งเป็นการปฏิบัติต่อมนุษย์เหมือนเป็น “วัตถุ” แต่มนุษย์คือมนุษย์ จึงย่อมจะมีคนที่ปฏิเสธการถูกรัฐพันลึกปฏิบัติเหมือนวัตถุ ลุกขึ้นมายืนยัน “ความเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าหรือศักดิ์ศรีในตัวเอง” ที่สามารถใช้เหตุผลและเสรีภาพเลือกเป้าหมายของตัวเองได้ คนที่ลุกขึ้นมาปกป้องความเป็นคนของตนเองเช่นนี้ ย่อมมีมาทุกยุคสมัยและในทุกสังคม แม้จะถูกกดปราบซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม อย่างไรก็ตาม เราไม่แน่ใจว่าสังคมเราจะ “รู้สึก” ถึงความเสียหายเชิงนามธรรม คือการที่ “ความเป็นมยุษย์ของเราถูกกดทับด้วยระบบอำนาจนิยม” มากน้อยเพียงใด เพราะไอเดียความเป็นมนุษย์ในความหมายดังกล่าว เป็นไอเดียปรัชญาตะวันตกที่มีรากฐานมาจากคริสต์ศาสนาบวกปรัชญาเสรีนิยมและมนุษยนิยม นักวิชาการบางคนมองว่าสังคมไทยจะรับ “แนวคิดสำเร็จรูป” ของตะวันตกมาเป็นรากฐานของการสร้างประชาธิปไตยคงไม่ได้ เพราะวัฒนธรรมทางความคิดของบ้านเราต่างจากตะวันตก สังคมไทยไม่มี “ความคิดพื้นฐาน” เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ที่มีเหตุผล เสรีภาพ เสมอภาค และศักดิ์ศรีในตัวเองรองรับการนิยาม “ความเป็นปัจเจกบุคคล” ผู้มีอำนาจสูงสุด (sovereignty) ในฐานะผู้เป็นเจ้าของสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเองที่สังคมและรัฐต้องยอมรับ เคารพ และร่วมกันปกป้อง แต่สังคมเราเชื่อในเรื่อง “อำนาจบวกบารมี” ที่มีรากความคิดมาจากการผสมผสานพุทธ พราหมณ์ ผี ดังความเชื่อที่ว่าผู้ที่จะเกิดปัญญารู้แจ้งเป็นพระพุทธเจ้าได้ ต้องผ่านการบำเพ็ญบารมีมา 500 ชาติ หรือชาติสำคัญ 10 ชาติ ขณะที่ผู้จะเป็นกษัตริย์และเจ้าขุนมูลนายได้ ก็ต้องมีบารมีหรือบุญญาธิการเหนือสามัญชนทั่วไป อย่างไรก็ตาม บารมีแบบพุทธะได้ถูกระบุไว้ชัดเจนในคัมภีร์ว่าแต่ละชาติทำความดีอะไรบ้าง 1, 2, 3...จนกระทั่งตรัสรู้อะไร หลังจากตรัสรู้แล้วได้ใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่นอย่างไร ทำอะไร สอนอะไรบ้าง แต่บารมีของชนชั้นนำไทย ไม่ได้ดูจากการทำความดีอะไรมาชัดๆ แบบนั้น แต่ดูจากการมี “อำนาจ” มากแค่ไหน ซึ่งหมายถึงอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ บริวาร และอื่นๆ คือดูจากอำนาจที่มองเห็นด้วยตา แล้วจึงอ้างถึงสิ่งที่มองไม่เห็นว่าผู้มีอำนาจเช่นนั้นเคยสร้าง “บุญญาธิการหรือบารมี” มาจากชาติปางก่อน และชาตินี้ก็ยังสร้างบารมีอยู่ เช่น ยังอุปถัมภ์บำรุงพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ให้มั่นคงสถาพรและเจริญรุ่งเรืองอยู่ เป็นต้น แต่ความหมายของบารมีก็เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ในสังคมไทยสมัยใหม่ “ผู้มีบารมี” อาจหมายถึง ผู้มีอำนาจเป็นที่ยอมรับของบริวาร เช่น ผู้มีอิทธิพลทางทหาร มีบริวารมากที่เรียกว่า “ลูกป๋า” อย่างพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หรือ “ป๋าเปรม” ในอดีต ทักษิณ ชินวัตรก็อาจเป็นตัวอย่างของผู้นำที่มีบารมีเช่นกัน แต่ขณะที่บารมีแบบป๋าเปรมอิงกับภาพลักษณ์ความจงรักภักดีต่อวังและการถูกยกย่องเป็น “เสาหลักทางจริยธรรม” บารมีแบบทักษิณกลับอิงความเป็นผู้นำที่มีความสำเร็จทางธุรกิจ และความสามารถสร้างนโยบายเศรษฐกิจเป็นที่ยอมรับของประชาชน และสามารถบริหารการเมืองในบริบทที่เป็นจริง ด้วยการวมนักการเมืองและพรรคการเมืองเทาๆ เข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันนโยบายให้ประสบความสำเร็จได้ แต่สุดท้ายก็ถูกอำนาจบารมีในความหมายแบบรัฐพันลึกทำลายอย่างต่อเนื่อง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็อาจเป็นผู้นำที่มีบารมีได้เช่นกัน ในฐานะที่เป็น “ผู้นำจิตวิญญาณ” หรือผู้นำการเปลี่ยนแลงเชิงความคิดและอุดมการณ์ทางการเมือง “สีส้ม” แต่ก็ถูกอำนาจบารมีแบบรัฐพันลึกจัดการแบบเดียวกับที่ทักษิณถูกจัดการมามากกว่า และยังถูกจัดการมากกว่าอยู่ในปัจจุบัน คำถามคือ เราจะสร้างประชาธิปไตยบนฐานคิด “คนเท่ากัน” ขึ้นมาได้อย่างไร ในสังคมที่ไม่ได้มีประวัติศาสตร์ความคิดเรื่องคนเท่ากันเป็นของตนเองมาก่อน แต่เป็นสังคมชนชั้นอำนาจนิยมที่เชิดชูผู้นำที่มีบารมี หรือมีอำนาจและใช้อำนาจให้ผู้คนเชื่อฟังและสยบยอมได้ ขณะเดียวกันผู้นำบารมีสมัยใหม่อย่างทักษิณและธนาธร ก็เดินมาในแนวทางที่ทำให้ “พรรคแดง” กับ “พรรคส้ม” และผู้สนับสนุนทั้งสองพรรคต่างทะเลาะขัดแย้งกันมาตลอด หลังการตั้งรัฐบาลเพื่อไทย ตั้งแต่ปี 2566 จนปัจจุบัน ผมคิดว่าคงไม่มีใครให้ “คำตอบสำเร็จรูป” ได้ และเราไม่ควรจะคาดหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะหันมา “จูบปากกัน” เพราะแนวทางการเมืองของแต่ละพรรคไม่เหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด แต่ผมเชื่อว่าทั้งแดง-ส้มต่างก็ต้องการประชาธิปไตยเหมือนกัน เพียงแค่ “วิธีการต่อสู้อาจต่างกัน” เพราะแต่ละพรรคมีเงื่อนไข หรือ “ข้อจำกัด” ของตนเองในแง่ที่ถูกฝ่ายรัฐพันลึกกระทำมาไม่เท่ากัน จึงมีการประเมินการต่อสู้ ความเสี่ยง และการประนีประนอมในระดับที่ต่างกัน แต่ถึงที่สุดแล้ว ถ้าทุกฝ่ายตระหนักว่ากรณีนายกฯ ของเพื่อไทยถูกปลดจากตำแหน่งโดยกลไกอำนาจนอกระบบ หรือทักษิณติดคุกในคดีจากรัฐประหาร (เป็นต้น) และอดีต 44 ส.ส.ก้าวไกลถูกลงโทษจริยธรรมร้ายแรง ล้วนแต่คือการถูกกระทำอย่าง “อยุติธรรม” จากรัฐพันลึกเช่นกัน จึงไม่มีใครควรซ้ำเติมฝ่ายใด เราอาจเห็นอกเห็นใจกัน “อย่างจริงใจ” มากกว่าที่ผ่านมาก็ได้ หรือถ้าเห็นอกเห็นใจกันไม่ได้ อย่างน้อยก็ควรเปิดกว้างเคารพแนวทางการต่อสู้ของกันและกันให้ได้ ไม่เอาแต่จ้องจับผิดโจมตีกันและกันตลอดเวลา เหมือนที่ผ่านๆ มา เพราะยิ่งทำแบบนั้น รัฐพันลึกยิ่งได้โอกาสลุแก่อำนาจทำลายทั้งสองฝ่ายได้ง่ายขึ้นและหนักขึ้นมากกว่าเดิม ถ้ามองภาพรวมทั้งหมด ไม่ว่าพรรคแดงถูกกระทำ ทักษิณถูกกระทำ และพรรคส้มถูกกระทำ ก็คือการถูกรัฐพันลึกกระทำอย่างอยุติธรรมเหมือนที่กระทำต่อ “อานนท์ นำภา” และนักโทษทางความคิดคนอื่นๆ ที่ไม่ได้สิทธิ์ประกันตัวและถูกขังลืมนั่นเอง แน่นอนว่า การเมืองจำเป็นต้องเดินหน้าในการแก้ปัญหาปากท้อง และสารพัดปัญหาที่กระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ก็จำเป็นต้องใช้ความสามารถภายใต้เงื่อนไขหรือข้อจำกัดต่างๆ ให้เกิดประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่มากที่สุด แต่ถึงที่สุดแล้ว เราไม่อาจทิ้งปัญหาที่รัฐพันลึกตอกตะปูฝาโลงเสรีภาพทางการเมือง และขังลืมเพื่อนเราที่สู้เพื่อประชาธิปไตยได้ เพราะเราไม่สามารถ “หนี” ปัญหาการขาดเสรีภาพทางการเมืองได้จริง และไม่สามารถ “ลืม” เพื่อนร่วมสู้ที่อยู่ในคุกได้จริง เราทำสิ่งที่ขัดกับความมีเหตุผลและสามัญสำนึกของตนเอง ด้วยการหนีและการลืมแบบนั้นไม่ได้อย่างแท้จริงหรอก นอกจากจะแกล้งทำ ดังนั้น ทั้งการเมืองในสภาและการเมืองมวลชน ยังจำเป็นต้องหาทางร่วมมือกัน “เปิดประตู” ฝาโลงเสรีภาพทางการเมือง และหาทางปล่อยเพื่อนเราออกจากคุกต่อไปและต่อไป จนกว่าจะสำเร็จ!     * บทความ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * นักปรัชญาชายขอบ * เสรีภาพทางการเมือง
dlvr.it
April 8, 2026 at 6:05 AM
ปชน.ยื่น 'ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับสร้างความมั่นคงการทำงาน' เรียกร้องนำ 2 ร่างค้างเข้าสภา
ปชน.ยื่น 'ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับสร้างความมั่นคงการทำงาน' เรียกร้องนำ 2 ร่างค้างเข้าสภา auser15 Wed, 2026-03-25 - 18:28 พรรคประชาชน ยื่น 'ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับสร้างความมั่นคงการทำงาน' พร้อมเรียกร้องรัฐบาลนำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ 'ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับมีเวลาพักผ่อน-ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์' ที่ค้างจากการยุบสภา กลับเข้าสู่การพิจารณาโดยเร็ว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงาน ภาพจาก: เครือข่าย “คนทำงาน” 25 มีนาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ นางสาวรัชดาภรณ์ เอี่ยมอนันต์ นิติกรเชี่ยวชาญ รักษาการในตำแหน่งผู้บังคับบัญชากลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทนรับการยื่นเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน จากนายเซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ที่เข้าร่วมการยื่นเสนอร่างฯ พร้อมยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลนำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับที่ผ่านการพิจารณาแล้ว กลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน นายเซีย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการยื่นร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานหลายฉบับเข้าสู่สภา แต่เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เกิดการยุบสภา ทำให้ร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาค้างอยู่จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับแรก คือ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับมีเวลาพักผ่อน ซึ่งมีสาระสำคัญในการคืนเวลาให้ชีวิตคนทำงาน โดยกำหนดให้ลดชั่วโมงการทำงานเหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มวันหยุดประจำสัปดาห์ และเพิ่มวันลาพักผ่อนประจำปีเป็น 10 วันต่อปี และอีกฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่มุ่งยืนยันหลักการว่าผู้ใช้แรงงานทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม โดยกำหนดให้สถานประกอบการต้องมีพื้นที่สำหรับปั๊มนมบุตร มีสิทธิลาเพื่อดูแลบุคคลใกล้ชิดที่เจ็บป่วย รวมถึงสิทธิลาในช่วงมีประจำเดือน ทั้งนี้ ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับได้ผ่านการพิจารณาในวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 แล้ว แต่ต้องชะงักลงและค้างอยู่ในกระบวนการพิจารณาเนื่องจากการยุบสภา นายเซีย ย้ำว่า ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับไม่ใช่เพียงข้อบททางกฎหมาย แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในทุกภาคส่วน จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลรับรองร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั้งสองฉบับ เพื่อนำกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว พร้อมขอให้รัฐบาลและพรรคการเมืองสนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ที่มุ่งสร้างความมั่นคงในการทำงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานให้ดียิ่งขึ้น เครือข่าย “คนทำงาน” ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลนำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ กลับเข้าสู่การพิจารณา วันเดียวกันนี้ (25 มี.ค.) เครือข่าย “คนทำงาน” ออกแถลงการณ์เรียกร้อง เรียกร้องให้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เร่งนำร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานจำนวน 2 ฉบับ กลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาโดยเร็วที่สุด หลังจากร่างกฎหมายทั้งสองตกค้างอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ฉบับแรก คือร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน "ฉบับมีเวลาพักผ่อน" เสนอโดย ส.ส.จรัส คุ้มไขนำ มีสาระสำคัญได้แก่ การลดชั่วโมงทำงานเหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มวันหยุดประจำสัปดาห์ และเพิ่มวันลาหยุดพักผ่อนประจำปีเป็น 10 วันต่อปี ฉบับที่สอง คือร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน "ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" เสนอโดย ส.ส.วรรณวิภา ไม้สน มุ่งยืนยันสิทธิของแรงงานทุกคนให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม รวมถึงการกำหนดให้สถานประกอบการจัดพื้นที่ปั๊มนมบุตร สิทธิลาเพื่อดูแลคนใกล้ชิดยามเจ็บป่วย และการลาในวันที่มีประจำเดือน ทั้งสองฉบับผ่านการพิจารณาวาระที่ 1 ของรัฐสภามาแล้ว แต่ต้องหยุดชะงักลงเมื่อเกิดการยุบสภาขึ้นเสียก่อน เครือข่ายฯ ระบุว่า ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีมีอำนาจนำร่างกฎหมายที่ค้างพิจารณากลับเข้าสู่สภาได้ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันเปิดประชุมสภาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ซึ่งหมายความว่าขณะนี้เวลาของผู้ใช้แรงงานกำลังถูกนับถอยหลังลงทุกขณะ เครือข่ายฯ ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 2 ข้อ ได้แก่ หนึ่ง ให้รัฐบาลรับรองและนำร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับกลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาโดยทันที และสอง ให้รัฐบาลพร้อมด้วยพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลสนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน "ฉบับมีความมั่นคงในการทำงาน" อีก 1 ฉบับ เมื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แถลงการณ์ดังกล่าวปิดท้ายด้วยการย้ำจุดยืนว่า แรงงานมิใช่เพียง "ทุนมนุษย์" หรือตัวเลขในสมการต้นทุน หากแต่คือมนุษย์ที่มีชีวิต มีจิตใจ และมีศักดิ์ศรีที่ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกับทุกคนในสังคม * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน * พรรคประชาชน
dlvr.it
March 25, 2026 at 11:31 AM
ปชน.ยื่น 'ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับสร้างความมั่นคงการทำงาน' เรียกร้องนำ 2 ร่างค้างเข้าสภา
ปชน.ยื่น 'ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับสร้างความมั่นคงการทำงาน' เรียกร้องนำ 2 ร่างค้างเข้าสภา
ปชน.ยื่น 'ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับสร้างความมั่นคงการทำงาน' เรียกร้องนำ 2 ร่างค้างเข้าสภา auser15 Wed, 2026-03-25 - 18:28 พรรคประชาชน ยื่น 'ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับสร้างความมั่นคงการทำงาน' พร้อมเรียกร้องรัฐบาลนำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ 'ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับมีเวลาพักผ่อน-ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์' ที่ค้างจากการยุบสภา กลับเข้าสู่การพิจารณาโดยเร็ว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงาน ภาพจาก: เครือข่าย “คนทำงาน” 25 มีนาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ นางสาวรัชดาภรณ์ เอี่ยมอนันต์ นิติกรเชี่ยวชาญ รักษาการในตำแหน่งผู้บังคับบัญชากลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทนรับการยื่นเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน จากนายเซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ที่เข้าร่วมการยื่นเสนอร่างฯ พร้อมยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลนำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับที่ผ่านการพิจารณาแล้ว กลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน นายเซีย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการยื่นร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานหลายฉบับเข้าสู่สภา แต่เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เกิดการยุบสภา ทำให้ร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาค้างอยู่จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับแรก คือ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับมีเวลาพักผ่อน ซึ่งมีสาระสำคัญในการคืนเวลาให้ชีวิตคนทำงาน โดยกำหนดให้ลดชั่วโมงการทำงานเหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มวันหยุดประจำสัปดาห์ และเพิ่มวันลาพักผ่อนประจำปีเป็น 10 วันต่อปี และอีกฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่มุ่งยืนยันหลักการว่าผู้ใช้แรงงานทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม โดยกำหนดให้สถานประกอบการต้องมีพื้นที่สำหรับปั๊มนมบุตร มีสิทธิลาเพื่อดูแลบุคคลใกล้ชิดที่เจ็บป่วย รวมถึงสิทธิลาในช่วงมีประจำเดือน ทั้งนี้ ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับได้ผ่านการพิจารณาในวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 แล้ว แต่ต้องชะงักลงและค้างอยู่ในกระบวนการพิจารณาเนื่องจากการยุบสภา นายเซีย ย้ำว่า ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับไม่ใช่เพียงข้อบททางกฎหมาย แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในทุกภาคส่วน จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลรับรองร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั้งสองฉบับ เพื่อนำกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว พร้อมขอให้รัฐบาลและพรรคการเมืองสนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ที่มุ่งสร้างความมั่นคงในการทำงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานให้ดียิ่งขึ้น เครือข่าย “คนทำงาน” ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลนำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ กลับเข้าสู่การพิจารณา วันเดียวกันนี้ (25 มี.ค.) เครือข่าย “คนทำงาน” ออกแถลงการณ์เรียกร้อง เรียกร้องให้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เร่งนำร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานจำนวน 2 ฉบับ กลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาโดยเร็วที่สุด หลังจากร่างกฎหมายทั้งสองตกค้างอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ฉบับแรก คือร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน "ฉบับมีเวลาพักผ่อน" เสนอโดย ส.ส.จรัส คุ้มไขนำ มีสาระสำคัญได้แก่ การลดชั่วโมงทำงานเหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มวันหยุดประจำสัปดาห์ และเพิ่มวันลาหยุดพักผ่อนประจำปีเป็น 10 วันต่อปี ฉบับที่สอง คือร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน "ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" เสนอโดย ส.ส.วรรณวิภา ไม้สน มุ่งยืนยันสิทธิของแรงงานทุกคนให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม รวมถึงการกำหนดให้สถานประกอบการจัดพื้นที่ปั๊มนมบุตร สิทธิลาเพื่อดูแลคนใกล้ชิดยามเจ็บป่วย และการลาในวันที่มีประจำเดือน ทั้งสองฉบับผ่านการพิจารณาวาระที่ 1 ของรัฐสภามาแล้ว แต่ต้องหยุดชะงักลงเมื่อเกิดการยุบสภาขึ้นเสียก่อน เครือข่ายฯ ระบุว่า ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีมีอำนาจนำร่างกฎหมายที่ค้างพิจารณากลับเข้าสู่สภาได้ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันเปิดประชุมสภาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ซึ่งหมายความว่าขณะนี้เวลาของผู้ใช้แรงงานกำลังถูกนับถอยหลังลงทุกขณะ เครือข่ายฯ ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 2 ข้อ ได้แก่ หนึ่ง ให้รัฐบาลรับรองและนำร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับกลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาโดยทันที และสอง ให้รัฐบาลพร้อมด้วยพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลสนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน "ฉบับมีความมั่นคงในการทำงาน" อีก 1 ฉบับ เมื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แถลงการณ์ดังกล่าวปิดท้ายด้วยการย้ำจุดยืนว่า แรงงานมิใช่เพียง "ทุนมนุษย์" หรือตัวเลขในสมการต้นทุน หากแต่คือมนุษย์ที่มีชีวิต มีจิตใจ และมีศักดิ์ศรีที่ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกับทุกคนในสังคม * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน * พรรคประชาชน
dlvr.it
March 25, 2026 at 11:31 AM
กกต.เผยคำร้องยุบ ปชน. กรณี 'Spectre C-ทำข้อมูลรั่วไหล' อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง
กกต.เผยคำร้องยุบ ปชน. กรณี 'Spectre C-ทำข้อมูลรั่วไหล' อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง auser15 Sat, 2026-03-21 - 10:21 กกต. เผยคำร้องยุบพรรคประชาชน กรณี Spectre C และเหตุข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกพรรครั่วไหล อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงต้องพิสูจน์ ชี้ผู้ร้องมักยื่นข้อหาหนักไว้ก่อน แต่การพิจารณายึดข้อเท็จจริงและกฎหมายเป็นหลัก พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกพรรค NBT Connext รายงานเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ว่า นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขา กกต. กล่าวถึงคำร้องการยุบพรรคประชาชน จากกรณี Spectre C และเหตุข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกพรรครั่วไหลว่า ขณะนี้มีผู้ยื่นคำร้องรวมทั้งหมด 3 ราย และเรื่องยังอยู่ในขั้นตอนของสำนักงาน กกต. ที่กำลังดำเนินการ ก่อนส่งต่อให้คณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงพิจารณาต่อไป ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของสำนักงาน ส่วนกรณี Spectre หากตรวจสอบแล้วพบความผิดและมีความเชื่อมโยงกัน จะเข้าข่ายความผิดในลักษณะใด นายเกรียงไกร ชี้แจงว่า ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 92 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่อาจนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองได้ โดยมีหลายฐานความผิด อาทิ การกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การใช้พรรคการเมืองแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ การจูงใจให้สมัครสมาชิกพรรคด้วยการออกค่าใช้จ่ายให้ รวมถึงการรับบริจาคเงินที่มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คำร้องทั้งหมดถูกยื่นภายใต้มาตรา 92 และขณะนี้อยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริง ซึ่งมีหน้าที่แสวงหาข้อมูลและพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป นายแสวง บุญมี เลขา กกต.  กล่าวเสริมว่า โดยปกติเมื่อมีผู้ยื่นคำร้อง มักจะยื่นในข้อหาหนักไว้ก่อน และในกรณีที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง ก็มักมีการร้องขอให้สั่งยุบพรรคไว้ล่วงหน้า ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้ว อาจไม่ได้เป็นไปตามที่ร้องเสมอไป เนื่องจากทุกอย่างต้องพิจารณาตามข้อกฎหมายและพยานหลักฐานเป็นสำคัญ ซึ่ง ในช่วงที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคขนาดใหญ่ มักเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคม และอาจทำให้เกิดกระแสหรือความรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาได้ แต่การพิจารณาของ กกต. จะยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก ไม่ได้ดำเนินการไปตามกระแสหรือความรู้สึกของสังคม โดยกระบวนการพิจารณาจะเริ่มจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน จากนั้นจึงพิจารณาว่าเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายหรือไม่ โดยย้ำว่าการยุบพรรคการเมืองจะต้องเป็นกรณีที่พรรคในฐานะองค์กรมีการกระทำความผิด ไม่ใช่เพียงการกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่งภายในพรรคเท่านั้น พร้อมยืนยันว่า กกต. จะให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรคการเมืองที่ถูกร้องเรียนอย่างเท่าเทียม และดำเนินการตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด * ข่าว * การเมือง * กกต. * พรรคประชาชน
dlvr.it
March 21, 2026 at 3:25 AM
กกต.เผยคำร้องยุบ ปชน. กรณี 'Spectre C-ทำข้อมูลรั่วไหล' อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง
กกต.เผยคำร้องยุบ ปชน. กรณี 'Spectre C-ทำข้อมูลรั่วไหล' อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง
กกต.เผยคำร้องยุบ ปชน. กรณี 'Spectre C-ทำข้อมูลรั่วไหล' อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง auser15 Sat, 2026-03-21 - 10:21 กกต. เผยคำร้องยุบพรรคประชาชน กรณี Spectre C และเหตุข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกพรรครั่วไหล อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงต้องพิสูจน์ ชี้ผู้ร้องมักยื่นข้อหาหนักไว้ก่อน แต่การพิจารณายึดข้อเท็จจริงและกฎหมายเป็นหลัก พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกพรรค NBT Connext รายงานเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ว่า นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขา กกต. กล่าวถึงคำร้องการยุบพรรคประชาชน จากกรณี Spectre C และเหตุข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกพรรครั่วไหลว่า ขณะนี้มีผู้ยื่นคำร้องรวมทั้งหมด 3 ราย และเรื่องยังอยู่ในขั้นตอนของสำนักงาน กกต. ที่กำลังดำเนินการ ก่อนส่งต่อให้คณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงพิจารณาต่อไป ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของสำนักงาน ส่วนกรณี Spectre หากตรวจสอบแล้วพบความผิดและมีความเชื่อมโยงกัน จะเข้าข่ายความผิดในลักษณะใด นายเกรียงไกร ชี้แจงว่า ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 92 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่อาจนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองได้ โดยมีหลายฐานความผิด อาทิ การกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การใช้พรรคการเมืองแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ การจูงใจให้สมัครสมาชิกพรรคด้วยการออกค่าใช้จ่ายให้ รวมถึงการรับบริจาคเงินที่มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คำร้องทั้งหมดถูกยื่นภายใต้มาตรา 92 และขณะนี้อยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริง ซึ่งมีหน้าที่แสวงหาข้อมูลและพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป นายแสวง บุญมี เลขา กกต.  กล่าวเสริมว่า โดยปกติเมื่อมีผู้ยื่นคำร้อง มักจะยื่นในข้อหาหนักไว้ก่อน และในกรณีที่เกี่ยวกับพรรคการเมือง ก็มักมีการร้องขอให้สั่งยุบพรรคไว้ล่วงหน้า ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้ว อาจไม่ได้เป็นไปตามที่ร้องเสมอไป เนื่องจากทุกอย่างต้องพิจารณาตามข้อกฎหมายและพยานหลักฐานเป็นสำคัญ ซึ่ง ในช่วงที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคขนาดใหญ่ มักเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคม และอาจทำให้เกิดกระแสหรือความรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาได้ แต่การพิจารณาของ กกต. จะยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก ไม่ได้ดำเนินการไปตามกระแสหรือความรู้สึกของสังคม โดยกระบวนการพิจารณาจะเริ่มจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน จากนั้นจึงพิจารณาว่าเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายหรือไม่ โดยย้ำว่าการยุบพรรคการเมืองจะต้องเป็นกรณีที่พรรคในฐานะองค์กรมีการกระทำความผิด ไม่ใช่เพียงการกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่งภายในพรรคเท่านั้น พร้อมยืนยันว่า กกต. จะให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรคการเมืองที่ถูกร้องเรียนอย่างเท่าเทียม และดำเนินการตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด * ข่าว * การเมือง * กกต. * พรรคประชาชน
dlvr.it
March 21, 2026 at 3:25 AM
แค้นจริง อห อะไร ๆ ก็พรรคส้ม ขยับปากหน่อยโดนฟ้อง+โดนด่า พอไม่ขยับเลยโดนด่าอย่างเดียว พรรคโดนไปเป็นพัน ๆ ล้านละ ตั้งแต่เรื่องค่าไฟ ก็สู้ให้คนในประเทศทั้งนั้น พรรคไหนมันโดนฟ้องขนาดนี้บ้างวะถามจริง สกัดมันอย่างนั้นไม่ให้เงยหน้าเลย คือถ้ามันวาทะกันในสภาเฉย ๆ หรือสงครามโหวตเตอร์มันไม่อะไรหรอก นี่เอะอะฟ้องยุบพรรค ปล่อยเฟคนิวส์ฉ่ำ เออ คนบางกลุ่มมันไม่เอาไรแล้วจริง ๆ
March 18, 2026 at 4:48 AM
คำ ผกา: พรรคเพื่อไทยแพ้ให้เป็นคือชนะ
คำ ผกา: พรรคเพื่อไทยแพ้ให้เป็นคือชนะ sarayut Thu, 2026-03-05 - 10:50 ตัวเลขของคนที่เลือกพรรคไทยรักไทยในปี 2548 มีจำนวน 19 ล้านเสียง เมื่อมาถึงการเลือกตั้งปี 2554  คนเลือกพรรคเพื่อไทยมีจำนวน 15.7 ล้านเสียง การเลือกตั้งปี 2562 พรรคเพื่อไทยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 7.4 ล้านเสียง แต่ไม่มี สส. ปาร์ตี้ลิสต์แม้แต่คนเดียว เนื่องจากระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม แต่ได้ สส. เขตมากถึง 137 คน และต้องหมายเหตุอีกว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งแคนดิเดตลงครบ 500 เขต เพราะมีพรรคไทยรักษาชาติด้วยและถูกยุบพรรคไปเสียก่อน ส่วนการเลือกตั้งปี 2566  จำนวนคนเลือกพรรคเพื่อไทยคือ 10.9 ล้านเสียง และการเลือกตั้งปี 2569 จำนวนคนเลือกพรรคเพื่อไทยเหลือเพียง 5 ล้านคน และได้ สส. มาทั้งหมดเพียง 74 คนเท่านั้น นับเป็นครั้งแรกที่พรรคเพื่อไทยมีจำนวน สส. ต่ำกว่า 100 คน พรรคเพื่อไทยตกต่ำลงเรื่อยๆ จริงหรือไม่? เพื่อตอบคำถามนี้โดยใช้อารมณ์และความรู้สึกน้อยที่สุด ฉันจะเริ่มต้นจาก “ตัวเลข” ก่อน เมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทยได้ 19 ล้านเสียงนั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้ 7 ล้านเสียง ถือเป็นสัดส่วน ร้อยละ 61 ต่อร้อยละ 23 ปี 2554 แม้พรรคเพื่อไทยจะยังได้เสียงมากถึง 15 ล้านเสียง แต่เสียงของประชาธิปัตย์ เพิ่มจาก 7 ล้านในปี 2548 มาเป็น 11 ล้าน ในปี 2554 สัดส่วนร้อยที่ต่างกันไม่มากนั่นคือ ร้อยละ 48 กับร้อยละ 35 ส่วนภูมิใจไทยที่เพิ่งถือกำเนิดมาได้คะแนนเสียงไปล้านเสียงเศษ ๆ คิดเป็นร้อยละ 3.9 เท่านั้น ผลการเลือกตั้งปี 2562 ยิ่งน่าสนใจมาก เพราะพรรคเพื่อไทยได้ 7.8 ล้านเสียง พรรคพลังประชารัฐได้ 8.4 ล้านเสียง และพรรคอนาคตใหม่ได้ 6.3 ล้านเสียง เมื่อเทียบจำนวนร้อยละคือเพื่อไทย ร้อยละ 22, พลังประชารัฐ ร้อยละ 23 และอนาคตใหม่ ร้อยละ 17 ผลการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลขึ้นมาอันดับหนึ่งได้ 14.4 ล้าน พรรคอันดับสอง เพื่อไทยได้ 10.9 ล้านเสียง ส่วนพรรคภูมิใจไทยได้ 1 ล้านเสียงนิด ๆ ไม่ได้ขยับขึ้นจากปี 2554 ด้วยซ้ำ คิดเป็นร้อยละ 38, 29 และร้อยละ 3 ตามลำดับ ผลการเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ถ้าดูแค่ สส. เขต พรรคภูมิใจไทยได้มา 9.9 ล้าน พรรคประชาชนได้ 7.8 ล้าน และพรรคเพื่อไทยได้ 5.7 ล้าน ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ พรรคภูมิใจไทยกับเพื่อไทยได้ใกล้เคียงกัน คือ 5.9 และ 5.1 ล้าน ส่วนพรรคประชาชนได้มากถึง 9.8 ล้านเสียง เมื่อมองจากปัจจัยที่เป็นตัวเลขล้วนๆ จะเห็นว่า ตัวเลขของคนเลือกพรรคเพื่อไทยลดลงมาโดยตลอด ไม่เคยเพิ่มขึ้น แม้จะชนะอันดับหนึ่งก็เป็นชัยชนะที่จำนวนคนที่เลือกน้อยลงกว่าเดิม นั่นคือจาก 19 ล้าน เป็น 14 ล้าน หายไป 5 ล้าน และจำนวนที่หายไปนั้นเป็นเพราะมีคู่แข่งที่เป็นพรรคใหม่ๆ เกิดขึ้นในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งใหม่ ดังนี้ การแข่งขันเปลี่ยนแปลงดังนี้ ปี 2548 พรรคไทยรักไทย แข่งกับ ประชาธิปัตย์ ปี 2554 พรรคเพื่อไทย แข่งกับ ประชาธิปัตย์ ปี 2562 พรรคเพื่อไทย (ไม่เต็ม 500 เขต) แข่งกับ พรรคอนาคตใหม่ พรรคพลังประชารัฐ ปี 2566 พรรคเพื่อไทย แข่งกับ พรรคก้าวไกล พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ปี 2569 พรรคเพื่อไทยแข่งกับ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยสมการง่ายๆ เช่นนี้  เราจึงเห็นภาพทันทีว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งประมาณ 40 ล้าน จากเดิมที่แชร์กัน 2 พรรค กลายเป็นต้องแชร์คะแนนเสียงมากถึง 5 พรรคการเมือง ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด จึงเป็นไปได้ยากมากที่พรรคเพื่อไทยจะตรึงตัวเลขให้เท่าเดิมได้ เพราะฉะนั้นหากมองที่ตัวเลขล้วน ๆ มันเป็นความจริงที่ว่า พรรคเพื่อไทยได้รับเสียงสนับสนุนหรือมีคนที่โหวตให้น้อยลงอย่างต่อเนื่องและตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ไม่เคยประสบความสำเร็จในการเพิ่มจำนวนโหวตเตอร์เลย คำถามต่อมาคือ เพราะเหตุใด พรรคเพื่อไทยจึงไม่สามารถสร้างคะแนนนิยมเพิ่มได้เลย ปัจจัยที่เป็นรูปธรรมคือ นายกฯ ทักษิณ และ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถูกรัฐประหาร นายกฯ สมชาย, นายกฯ สมัคร, นายกฯ เศรษฐา และ นายกฯ แพทองธาร เผชิญวิบากรรมของตุลาการภิวัฒน์ ทั้งนี้ ไม่นับรวมการถูกยุบพรรค และบุคลากรของพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง บางคนต้องถูกจำคุก อะไรที่ทำให้ การรัฐประหารมีความชอบธรรม? อะไรที่ทำให้ “คนไทย” เห็นดีเห็นงามกับการใช้ตุลาการภิวัฒน์ปลดนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งราวกับว่าสิ่งนี้คือความ “ปกติ” ฉันคิดว่าครึ่งชีวิตของการเป็นนักเขียนของฉันหมดไปกับการอธิบายเรื่องนี้ผ่านรวมบทความในหนังสือ “ก็ไพร่นี่คะ” 3 เล่ม และล่าสุด “ก็ซ้ายนี่คะ” เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ลงรายละเอียด แต่จะสรุปโดยรวบรัดว่า อุดมการณ์ทางการเมืองกระแสหลัก (ที่ครอบครองและมีอิทธิพลทางความคิดผ่านสื่อและปัญญาชนสาธารณะ) ของสังคมไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต้องการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ไว้ใจ “ประชาชน” พูดให้เรียบง่ายคือ ชอบประชาธิปไตยนะ แต่ติดอยู่นิดนึง ติดว่านักการเมืองมักโกง และประชาชนมักถูกซื้อ และพวกเขาเชื่อว่า ประชาธิปไตยจะเกิดและเติบโตได้หากเรามีนักการเมืองที่ดี แทนการเชื่อว่า หากเรามีประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ คุณภาพนักการเมืองจะค่อยๆ ดีขึ้น สังคมไทยจึงเผชิญกับภาวะดิ้นรนที่จะมีประชาธิปไตยที่มี “คุณภาพ” ในยุคหนึ่งอาจจะหมายถึง ป๋วย ปรีดี ในยุคหนึ่งหมายถึงประชาธิปัตย์ และในยุคปัจจุบันหมายถึงพรรคประชาชน และความตึงเครียดสูงสุดของ “คนไทย” เหล่านี้คือ พรรคการเมืองที่ดีของเขา หรือนักการเมืองที่ดีของพวกเขา มักจะแพ้เลือกตั้งอยู่ร่ำไป สำหรับคนเหล่านี้ พรรคเพื่อไทย เป็นสิ่งที่พวกเขา “เข้าใจไม่ได้” สำหรับพวกเขาประชาธิปไตยกินได้ของพรรคเพื่อไทยคือประชานิยมและการซื้อเสียงผ่านนโยบาย ทักษิณคือนักการเมืองที่พยายามกินรวบประเทศ พรรคไทยรักไทยกวาดเอานักการเมืองของทุกพรรคมาไว้กับตัวเอง ครองเสียงในสภามากถึง 377 เสียง นี่คือเผด็จการรัฐสภา ฝ่ายขวาไทยบอกว่า “ผีทักษิณ” ที่กินรวบประเทศ ชายชาติ ล้มเจ้า ฝ่ายซ้ายไทยบอกว่า “ผีทักษิณ” ละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำสงครามกับยาเสพติด สั่งฆ่าตัดตอนผู้บริสุทธิ์ และสั่งการกรณีกรือเซะ ตากใบ ทักษิณและไทยรักไทยเป็น “ปิศาจ” ทั้งกับปัญญาชนฝ่ายซ้าย และมวลชนฝ่ายขวา และ “สื่อมวลชน” ทั้งซ้ายและขวาก็บริหารวาทกรรมเหล่านี้อย่างไม่ออมมือ แล้วคนที่โหวตพรรคไทยรักไทยคือใคร? ถ้าไม่ใช่ชนชั้นผู้เป็น “ปกาศก” ว่าด้วยประชาธิปไตยที่ “ดี” ที่แปลว่า “เกลียดทักษิณ” ซึ่งมีอยู่ทั้งในฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย คำตอบคือ ประชาชนในภาคเหนือและภาคอีสานพากันเลือกพรรคไทยรักไทยอย่างถล่มทลาย พวกเขาเลือกจากนโยบายของพรรคไทยรักไทย ที่ต้องถือเป็นนวัตกรรมทางนโยบาย เป็นปรากฏการณ์ของการเมืองไทย ทั้งกองทุนหมู่บ้าน โอท็อป 30 บาทรักษาทุกโรค หลายอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำสำเร็จก็สำเร็จ เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ การเปิดให้มีสายการบินโลว์คอสต์ การเอา ปตท. และ AOT (บริษัท ท่าอากาศยานไทยจำกัด) เข้าตลาดหลักทรัพย์ การทำ early retired ให้ข้าราชการใกล้เกษียณได้เกษียณก่อนกำหนดเพื่อให้คนอายุน้อยกว่าเข้ามาแทนที่ การผลักดันการปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ เหล่านี้คือความสำเร็จที่ทำให้พรรคไทยรักไทยกวาดที่นั่งมาได้ถึง 377 ที่นั่ง 19 ล้านเสียง ในสมัยที่สอง และนี่คือประชาธิปไตยกินได้ ในขณะที่เหล่าปกาศกในเมืองบอกว่าเป็น “ประชานิยม” 377 ที่นั่งของพรรคไทยรักไทยคือภัยคุกคามเสถียรภาพของดุลอำนาจเก่า ชนชั้นกลางที่มีการศึกษาเล็กน้อยในเมืองหวาดกลัวความเข้มแข็งและความร่ำรวยของชาวชนบท และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงเกิดรัฐประหารปี 2549 พรรคการเมืองแบบพรรคไทยรักไทยอันตรายเกินไป นโยบายของพรรคไทยรักไทย empower มวลชนในชนบทให้มีศักดิ์ศรีมากเกินความจำเป็น ความสง่างามและอหังการจากความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของชาวรากหญ้าทำให้คนชั้นกลางในเมืองรู้สึกไม่มั่นคงในสถานะของตนเอง เท่าๆ กับที่บารมีของทักษิณทำให้ชนชั้นนำไม่สบายใจ ขบวนการคนเสื้อเหลืองกรุยทางให้รัฐประหาร 2549 ขบวนการคนเสื้อแดงต้องการทวงสิทธิ 1 คน 1 เสียง ของตนเองคืน และเห็นว่าทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม พวกเขาสู้ให้ตนเองและสู้เพื่อทักษิณด้วย แล้วมันก็จบด้วยความตาย สูญเสียอาชีพ อนาคต เราเจอสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดของคนจำนวนมาก คนโดนฆ่า โดนจับ โดนอุ้ม บ้างก็สิ้นเนื้อประดาตัว บ้างก็ยังมีชีวิตอยู่พร้อมกับบาดแผลทางใจที่ไม่อาจเยียวยา จากปี 2549 ถึงปี 2557 จากเสื้อเหลืองสู่นกหวีดและสัญลักษณ์ธงชาติ พรรคเพื่อไทยบอบช้ำเสียจนฉันคิดว่า แทนที่เราจะถามว่าทำไมคะแนนเสียงของพรรคการเมืองนี้ถึงลดลงมาเรื่อย ๆ เราน่าจะเปลี่ยนคำถามเป็น “ทำไมพรรคการเมืองนี้ถึงฆ่าไม่ตาย” จากรัฐธรรมนูญ 2550 สู่รัฐธรรมนูญ 2560 และพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาลอีกเลยจนกระทั่งปี 2566 หากไม่นับ 2 ปีที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์อยู่ในตำแหน่ง (7 เดือนของนายกฯ สมัคร และ 2 เดือน ของนายกฯ สมชาย) มันเป็น 17 ปีของพรรคการเมืองหนึ่งที่ต้องสาละวนอยู่กับการต่อสู้กับอำนาจแสนอำมหิต ยุบพรรค ยัดคดี ลี้ภัย เป็น 17 ปีที่ไม่ได้เติบโต ทำได้แค่รักษาชีวิต แต่ก็เป็น 17 ปีที่ยาวนานพอที่จะทุบทำลายโครงสร้างของพรรคการเมืองมิให้พัฒนาขึ้นมากลายเป็นสถาบัน เพราะภาวะแหว่งวิ่น หมิ่นเหม่ พร้อมเผชิญภัยอันไม่คาดฝันอยู่เสมอ และนั่นเป็นภาคบังคับของการทำให้พรรคต้องยึดโยงกับตัวบุคคลและการเป็นหนี้บุญคุณกันไป มากกว่าสร้าง “ระบบ” เครือข่ายพรรคการเมืองที่ยึดโยงกับภาคประชาสังคมและขยายฐานเสียงแนวราบออกไปให้กว้างขวางอย่างที่มันควรจะเป็น กำเนิดของพรรคอนาคตใหม่  ธนาธร อาจจะไม่ใช่คนที่พรรคเพื่อไทยคุ้นเคย แต่ปิยบุตรเป็นดั่งหนึ่งมิตรชิดใกล้กับพรรคเพื่อไทย ปิยบุตรมองพรรคเพื่อไทยอย่างไรไม่ทราบ ฉันรู้แต่ว่าทุกคนในพรรคเพื่อไทยชื่นชมอาจารย์ปิยบุตรและงานเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์ พวกเขารวมถึงฉันมองว่านิติราษฎร์คือความกล้าหาญ คือกลุ่มนักวิชาการหนุ่มสาวที่เราต้องปกป้อง สนับสนุน พรรคเพื่อไทยมองว่าการเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่เป็นเรื่องที่น่ายินดี เรามองว่าในสนามการเลือกตั้ง หากฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยคือชนบทและคนเสื้อแดง พรรคอนาคตใหม่จะได้ฐานเสียงของคนรุ่นใหม่ คนชั้นกลางในเมือง สองแรงผนึกกำลังกันน่าจะทำให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยเข้มแข็ง ลงหลักปักฐานได้เสียที ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่เห็นว่าพรรคอนาคตใหม่คือมิตร คงไม่เสนอชื่อธนาธรเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งปี 2562 แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคอนาคตใหม่กับพรรคเพื่อไทยไม่ราบรื่นอย่างที่มันควรจะเป็น มันเริ่มตั้งแต่ที่พรรคอนาคตใหม่ปรามาสพรรคการเมืองอื่น ๆ ว่า “การเมืองเก่า” ธนาธรไปพูดในศาลว่า ตนไม่ใช่คนขี้โกงแบบทักษิณ หรือการตอกย้ำว่า พรรคอนาคตใหม่คือพรรคการเมืองที่ไม่ใช้เงิน ไม่ได้เล่นการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจ ไม่แย่งชามข้าวหมาเหมือนพรรคอื่น ๆ ฉันจะไม่ลงรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง (ยกตัวอย่างกรณีที่โรมไม่ได้อภิปรายแล้วพรรคก้าวไกลบอกว่าเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยไปฮั้วกับประวิตร) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือปรากฏการณ์ “ตกปลาในบ่อเพื่อน” มีหนทางเดียวที่พรรคอนาคตใหม่จะมี “อนาคต” คือ ประเทศไทยต้องไม่มีพรรคเพื่อไทย และนั่นทำให้หมอสุภัทร ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน หลุดปากพูดมาเมื่อไม่นานนี้ว่า “แม้จะแพ้เลือกตั้งแต่พรรคประชาชนก็ทำสำเร็จด้วยการขึ้นมาเป็นพรรคหลักแทนที่พรรคเพื่อไทย” ความเสียหายที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทยคือ เมื่อพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งมีเสียงมากเป็นอันดับหนึ่งคือ 151 เสียง แต่รวมเสียงโหวตนายกฯ และตั้งรัฐบาลไม่ได้ ทำให้พรรคเพื่อไทยทิ้งพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้านแล้วไปจับมือกับพรรคอื่นๆ ที่เหลือตั้งรัฐบาล วาทกรรมตระบัดสัตย์ ดีลปิศาจ ถูกพูดซ้ำๆ สื่อมวลชนรับลูก นำไปขยายความต่อ ช่วงที่เศรษฐาเป็นนายกฯ สื่ออย่างสุทธิชัย หยุ่น เขียนลง X  ทุก ๆ ชั่วโมงด่านายกฯ เศรษฐา ด่าทุกเรื่องที่รัฐบาลทำ ภาพจำของสังคมที่เกิดขึ้นคือ  พรรคก้าวไกล : นักสู้ คนเก่ง คนดี คนกล้า คนทรนงที่ถูกกลั่นแกล้ง พรรคเพื่อไทย : กระหายอำนาจ โง่ โกง รู้เห็นเป็นใจกับนายทุนกินรวบประเทศ ทรยศประชาชนเพื่อเอาพ่อกลับบ้าน จากนั้นพรรคก้าวไกลก็ขย่มพรรคเพื่อไทยต่อด้วยเรื่องชั้น 14 ชนิดที่คนอย่างโรมหากไม่เห็นทักษิณนอนในคุกคงนอนตายตาไม่หลับ จนมาถึงสมัยของนายกฯ แพทองธาร พรรคประชาชน รวมถึงคนอย่างพรรณิการ์ วานิช, ศิริกัญญา, ภคมน, รักชนก ได้รับการโอบอุ้มจากสื่อให้ออก “ด่า” แพทองธารจนเกิดภาพจำว่า แพทองธารคือ “นายน้อยหุ่นเชิดของพ่อ” แพทองธารคือผู้หญิงสมองกลวงบ้าแฟชั่น จนมาถึงเรื่องคลิปบทสนทนากับฮุนเซ็น ที่พรรคประชาชนไปโหนกระแสคลั่งชาติ คลั่งทหาร เพียงเพราะเกลียดแพทองธารเป็นทุนเดิม แล้วก็สมใจเพื่อกระแส “อังเคิล” จุดติด บนชีวิตและความตายของชาวบ้าน ทหาร และการค้าชายแดนมูลค่านับแสนล้าน จนนำมาสู่การถอดแพทองธารออกจากนายกฯ โดยศาลรัฐธรรมนูญ และนำมาสู่การกระทำแสนบัดซบ อัปยศอดสูของพรรคอันดับหนึ่งในสภาฯ ที่ไปโหวตพรรคอันดับสามให้เป็นนายกฯ และเป็นรัฐบาล โดยแสร้งไม่ร่วมรัฐบาล ฉันไม่เคยเห็นว่าจะมีพรรคการเมืองไหนถูกเกลียดชังจากสื่อ นักวิชาการ คนชั้นกลาง ศิลปิน เอ็นจีโอ มากและโดยพร้อมเพรียงกันเท่ากับที่พรรคเพื่อไทยและนายกฯ จากพรรคเพื่อไทยทุกคนถูกเกลียด และก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ ก่อนหน้าที่จะมีพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน ฉันเห็นภาวะ “จำใจหนุน” พรรคเพื่อไทยของคนเหล่านี้ด้วยเหตุผลว่า “ก็ไม่ชอบทักษิณ ไม่ชอบพรรคเพื่อไทย ไม่ชอบทุกคนในพรรคเพื่อไทยยกเว้นคนนั้นคนนี้สองสามคน เช่น จาตุรนต์ แต่จะเชียร์รัฐประหารหรือเชียร์การล้อมปราบฆ่าประชาชนก็ใช่ที่” การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน จึงช่วยปลดล็อคให้คนเหล่านี้ได้กลับมาเกลียดทักษิณได้เหมือนเดิม โดยไม่ต้องมีมลทินว่า เชียร์ประชาธิปปัตย์ กปปส. หรือถ้าเคยเชียร์ก็ทำเนียนๆ ใช้สีส้มฟอกขาวให้ตนเองเสีย สำหรับฉันกระแสเกลียดพรรคเพื่อไทยจึงเข้มข้นขึ้นเพราะคนเหล่านี้ต้องการ “ชดเชย” ความรู้สึกตนเองที่ต้องฝืนอยู่ข้างพรรคเพื่อไทยเพียงเพื่อไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นพวกสนับสนุนรัฐประหาร ธงชัย พวงทอง ประจักษ์ คนเหล่านี้โกรธที่เสื้อแดงถูกกระทำ ต่อต้านการรัฐประหาร และปรารถนาให้มีพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ใช่เพื่อไทยมาโดยตลอด เพราะถึงที่สุดแล้วคนเหล่านี้เห็นด้วยกับพวกพันธมิตรนั่นแหละในเรื่องทักษิณ เห็นต่างแค่เรื่องสถาบันฯ กับการรัฐประหารเท่านั้น พอมีพรรคส้ม พอทักษิณกลับเมืองไทย พอมีเคสตระบัดสัตย์ เลยอุกอั่งถั่งท้น ขอแสดงความเกลียดให้พอให้หนำใจ มากันครบทั้ง failed state ปลาหมอคางดำ สารพิษแร่แรร์เอิร์ทแม่น้ำกก อุยกูร์ ทุกอย่างในรัฐบาลเพื่อไทย เหี้ยหมด ส่วนพรรคเพื่อไทย ฉันคิดว่าก็เมาหมัดกันพอสมควร วิ่งไปทำ THACCA หวังจะเอาใจนักเขียน นักอ่าน นักแสดง ศิลปิน อุตสาหกรรมแฟชั่น ภาพยนตร์ คนพวกนี้ก็มาร่วมงานแบบเบ้ปากใส่ เอาไปด่าลับหลัง และแน่นอนไม่เลือกเพื่อไทย ทำรถไฟฟ้า 20 บาทให้คนกรุงเทพฯ เขาก็ตอบแทนให้ด้วยการเลือกส้มทั้งแผ่นดิน กทม. นโยบายเงินหมื่นกลายเป็นความล้มเหลวทั้ง ๆ ที่ทำได้เกิน 50% ของที่ตั้งเป้าเอาไว้ สิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำสำเร็จ ทั้งเรื่องฝุ่น PM 2.5 (แต่คนก็ไม่รู้สึกถึงความสำเร็จนั้น) ถ้าความจำไม่สั้น ย้อนไป 3 ปีที่แล้ว มันเลวร้ายกว่านี้มากนัก การให้งบกลางฯ ไปขุดลอกแม่น้ำ ลำคลอง  เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม หรือไม่ต้องดูอื่นไกล GDP ในรัฐบาลเพื่อไทยเกิน 3% ทุกไตรมาส แต่คนก็เลือกที่จะไม่เห็น กลุ่มภาคประชาสังคมเดียวที่กล้าแสดงจุดยืนอย่างยุติธรรมกับพรรคเพื่อไทยคือ กลุ่มของคุณวาดดาวที่ผลักดันเรื่องสมรสเท่าเทียมที่ให้เครดิตพรรคเพื่อไทยกรณี พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ถ้าจะให้ฉันตอบว่า เหตุที่พรรคเพื่อไทยได้ สส. ต่ำร้อยครั้งนี้เกิดจากอะไร? มันเกิดจากการทำงานเชิง “วาทกรรม” อย่างต่อเนื่อง อนุรักษ์นิยมเก่าก็กลัวนโยบายของพรรคเพื่อไทย อนุรักษ์นิยมใหม่อย่างพรรคส้มก็มีความ insecured ว่า ถ้าเพื่อไทยยังอยู่ พรรคส้มจะไม่เติบโต  พรรคเพื่อไทยจึงเป็นแซนวิชอยู่ระหว่าง อนุรักษ์นิยมเก่ากับอนุรักษ์นิยมใหม่ที่หลอกลวงสังคมว่าเป็นฝ่าย “ก้าวหน้า” นี่คือปัจจัยภายนอก ส่วนปัจจัยภายในของพรรคเพื่อไทย  เช่น เรื่องการสื่อสาร การไม่รู้เท่าทันเล่ห์กลของสงครามวาทกรรม และการไม่ขยับไปสร้างเครือข่ายมวลชนใหม่ ๆ องคาพยพของพรรคที่ใหญ่โต กว้างขวาง ทว่า “หลวม” ก็ทำให้การดูแลพื้นที่ไม่แม่นยำ เหล่านี้เป็นความผิดพลาดบกพร่องที่ฉันเห็นว่า แก้ไขได้ไม่ยาก และพรรคก็น่าจะสรุปบทเรียนเรื่องเหล่านี้กันพอสมควรอยู่แล้ว จุดแข็งของพรรคเพื่อไทยคือการทำนโยบาย และฉันมั่นใจว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนั้นเป็นงาน “คราฟต์” ที่น่าภูมิใจและจะยังเป็น legacy ของพรรคที่ไม่มีใครมาแข่งได้ แต่สิ่งที่พรรคอาจมองข้ามไปคือ 17 ปีภายใต้การรัฐประหาร - สงครามกลางเมือง - การรัฐประหาร - รัฐบาลประยุทธ์ 9  ปี ฐานเสียงเดิมของพรรคเพื่อไทยอ่อนแอ ร่วงโรย และเหนื่อยล้าเกินกว่าจะซื้อนโยบาย นั่นแปลว่า ก้าวย่างในการทำงานของพรรคเพื่อไทยต้องทำทั้งสิ่งที่เป็นควิกวินและการออกแบบนโยบายระยะยาวที่ยั่งยืน และสิ่งที่ต้องเติมลงไปให้มากที่สุดคือความใกล้ชิดกับมวลชน การทำงานเชิงลึกที่ละเอียดลออและสมำเสมอ เหล่านี้อาจใช้เวลาในการสั่งสมยาวนาน ก็ได้แต่หวังว่า พรรคจะไม่ถอดใจ ฉันยังคงเสนอให้พรรคเพื่อไทยควรทำหอจดหมายเหตุประวัติศาสตร์ของพรรค  สร้างพื้นที่เชิงกายภาพเพื่อดึงดูดคนให้เข้ามาทำความรู้จักกับพรรคมากกว่า “ภาพจำ” ที่ถูกสร้างผ่านสื่อ เริ่มเปิดปฐมบทใหม่ของพรรคและปลดปล่อยตนเองออกจากทั้งบาดแผลและถ้วยเกียรติยศเดิม ๆ ที่เคยมี สลัดความน้อยเนื้อต่ำใจเรื่องไม่มีใครรัก มานับหนึ่งเสริม self esteem ให้ตนเอง โอบอุ้มฐานเสียงเดิม เปิดพื้นที่เพื่อต้อนรับฐานเสียงใหม่โดยไม่ต้องพยายามมากเกินไปเพื่อให้เขามารักเรา แค่สร้างพื้นที่และระบบนิเวศน์บางอย่างด้วยความปรารถนาดีที่จริงใจ สุดท้ายเราจะถักทอความเชื่อมั่นขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง ฉันบอกทุกคนว่า วันที่พรรคเพื่อไทยแพ้คือวันที่เราเริ่มนับหนึ่งที่จะชนะอีกครั้ง เพราะมันคือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บังคับให้เราต้องเผชิญหน้ากับความจริง ยอมรับในข้อจำกัดของตนเองไปพร้อม ๆ กับรู้ว่าจุดแข็งของตนเองคืออะไร และตื่นมาทำงานหนักกันอีกครั้ง สำคัญที่สุดเราต้องเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นว่า นอกจากประชาชนจะไม่เทาแล้ว ประชาชนยังเติบโตทางความคิดได้อย่างไม่มีที่สุด ทำงานทางความคิดอยู่เคียงข้างเติบโตไปกับประชาชน รักษาความกระหายที่จะเป็นรัฐบาลและความกระหายที่จะรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ให้แน่วแน่ ทำในสิ่งเหล่านี้ได้ ฉันมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นสถาบันทางการเมืองที่โหวตเตอร์อย่างเราจะสามารถยืดอกบอกใครก็ได้บนโลกใบนี้ว่า พรรคที่เราสนับสนุนเป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่หลุดออกไปจาก track ของประชาธิปไตย สิ่งนี้ต่างหากคือชัยชนะและคือเกียรติยศ   * บทความ * การเมือง * คำ ผกา * พรรคเพื่อไทย * การเลือกตั้ง
dlvr.it
March 5, 2026 at 4:12 AM
คำ ผกา: พรรคเพื่อไทยแพ้ให้เป็นคือชนะ
คำ ผกา: พรรคเพื่อไทยแพ้ให้เป็นคือชนะ
คำ ผกา: พรรคเพื่อไทยแพ้ให้เป็นคือชนะ sarayut Thu, 2026-03-05 - 10:50 ตัวเลขของคนที่เลือกพรรคไทยรักไทยในปี 2548 มีจำนวน 19 ล้านเสียง เมื่อมาถึงการเลือกตั้งปี 2554  คนเลือกพรรคเพื่อไทยมีจำนวน 15.7 ล้านเสียง การเลือกตั้งปี 2562 พรรคเพื่อไทยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 7.4 ล้านเสียง แต่ไม่มี สส. ปาร์ตี้ลิสต์แม้แต่คนเดียว เนื่องจากระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม แต่ได้ สส. เขตมากถึง 137 คน และต้องหมายเหตุอีกว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งแคนดิเดตลงครบ 500 เขต เพราะมีพรรคไทยรักษาชาติด้วยและถูกยุบพรรคไปเสียก่อน ส่วนการเลือกตั้งปี 2566  จำนวนคนเลือกพรรคเพื่อไทยคือ 10.9 ล้านเสียง และการเลือกตั้งปี 2569 จำนวนคนเลือกพรรคเพื่อไทยเหลือเพียง 5 ล้านคน และได้ สส. มาทั้งหมดเพียง 74 คนเท่านั้น นับเป็นครั้งแรกที่พรรคเพื่อไทยมีจำนวน สส. ต่ำกว่า 100 คน พรรคเพื่อไทยตกต่ำลงเรื่อยๆ จริงหรือไม่? เพื่อตอบคำถามนี้โดยใช้อารมณ์และความรู้สึกน้อยที่สุด ฉันจะเริ่มต้นจาก “ตัวเลข” ก่อน เมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทยได้ 19 ล้านเสียงนั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้ 7 ล้านเสียง ถือเป็นสัดส่วน ร้อยละ 61 ต่อร้อยละ 23 ปี 2554 แม้พรรคเพื่อไทยจะยังได้เสียงมากถึง 15 ล้านเสียง แต่เสียงของประชาธิปัตย์ เพิ่มจาก 7 ล้านในปี 2548 มาเป็น 11 ล้าน ในปี 2554 สัดส่วนร้อยที่ต่างกันไม่มากนั่นคือ ร้อยละ 48 กับร้อยละ 35 ส่วนภูมิใจไทยที่เพิ่งถือกำเนิดมาได้คะแนนเสียงไปล้านเสียงเศษ ๆ คิดเป็นร้อยละ 3.9 เท่านั้น ผลการเลือกตั้งปี 2562 ยิ่งน่าสนใจมาก เพราะพรรคเพื่อไทยได้ 7.8 ล้านเสียง พรรคพลังประชารัฐได้ 8.4 ล้านเสียง และพรรคอนาคตใหม่ได้ 6.3 ล้านเสียง เมื่อเทียบจำนวนร้อยละคือเพื่อไทย ร้อยละ 22, พลังประชารัฐ ร้อยละ 23 และอนาคตใหม่ ร้อยละ 17 ผลการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลขึ้นมาอันดับหนึ่งได้ 14.4 ล้าน พรรคอันดับสอง เพื่อไทยได้ 10.9 ล้านเสียง ส่วนพรรคภูมิใจไทยได้ 1 ล้านเสียงนิด ๆ ไม่ได้ขยับขึ้นจากปี 2554 ด้วยซ้ำ คิดเป็นร้อยละ 38, 29 และร้อยละ 3 ตามลำดับ ผลการเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ถ้าดูแค่ สส. เขต พรรคภูมิใจไทยได้มา 9.9 ล้าน พรรคประชาชนได้ 7.8 ล้าน และพรรคเพื่อไทยได้ 5.7 ล้าน ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ พรรคภูมิใจไทยกับเพื่อไทยได้ใกล้เคียงกัน คือ 5.9 และ 5.1 ล้าน ส่วนพรรคประชาชนได้มากถึง 9.8 ล้านเสียง เมื่อมองจากปัจจัยที่เป็นตัวเลขล้วนๆ จะเห็นว่า ตัวเลขของคนเลือกพรรคเพื่อไทยลดลงมาโดยตลอด ไม่เคยเพิ่มขึ้น แม้จะชนะอันดับหนึ่งก็เป็นชัยชนะที่จำนวนคนที่เลือกน้อยลงกว่าเดิม นั่นคือจาก 19 ล้าน เป็น 14 ล้าน หายไป 5 ล้าน และจำนวนที่หายไปนั้นเป็นเพราะมีคู่แข่งที่เป็นพรรคใหม่ๆ เกิดขึ้นในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งใหม่ ดังนี้ การแข่งขันเปลี่ยนแปลงดังนี้ ปี 2548 พรรคไทยรักไทย แข่งกับ ประชาธิปัตย์ ปี 2554 พรรคเพื่อไทย แข่งกับ ประชาธิปัตย์ ปี 2562 พรรคเพื่อไทย (ไม่เต็ม 500 เขต) แข่งกับ พรรคอนาคตใหม่ พรรคพลังประชารัฐ ปี 2566 พรรคเพื่อไทย แข่งกับ พรรคก้าวไกล พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ปี 2569 พรรคเพื่อไทยแข่งกับ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยสมการง่ายๆ เช่นนี้  เราจึงเห็นภาพทันทีว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งประมาณ 40 ล้าน จากเดิมที่แชร์กัน 2 พรรค กลายเป็นต้องแชร์คะแนนเสียงมากถึง 5 พรรคการเมือง ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด จึงเป็นไปได้ยากมากที่พรรคเพื่อไทยจะตรึงตัวเลขให้เท่าเดิมได้ เพราะฉะนั้นหากมองที่ตัวเลขล้วน ๆ มันเป็นความจริงที่ว่า พรรคเพื่อไทยได้รับเสียงสนับสนุนหรือมีคนที่โหวตให้น้อยลงอย่างต่อเนื่องและตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ไม่เคยประสบความสำเร็จในการเพิ่มจำนวนโหวตเตอร์เลย คำถามต่อมาคือ เพราะเหตุใด พรรคเพื่อไทยจึงไม่สามารถสร้างคะแนนนิยมเพิ่มได้เลย ปัจจัยที่เป็นรูปธรรมคือ นายกฯ ทักษิณ และ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถูกรัฐประหาร นายกฯ สมชาย, นายกฯ สมัคร, นายกฯ เศรษฐา และ นายกฯ แพทองธาร เผชิญวิบากรรมของตุลาการภิวัฒน์ ทั้งนี้ ไม่นับรวมการถูกยุบพรรค และบุคลากรของพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง บางคนต้องถูกจำคุก อะไรที่ทำให้ การรัฐประหารมีความชอบธรรม? อะไรที่ทำให้ “คนไทย” เห็นดีเห็นงามกับการใช้ตุลาการภิวัฒน์ปลดนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งราวกับว่าสิ่งนี้คือความ “ปกติ” ฉันคิดว่าครึ่งชีวิตของการเป็นนักเขียนของฉันหมดไปกับการอธิบายเรื่องนี้ผ่านรวมบทความในหนังสือ “ก็ไพร่นี่คะ” 3 เล่ม และล่าสุด “ก็ซ้ายนี่คะ” เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ลงรายละเอียด แต่จะสรุปโดยรวบรัดว่า อุดมการณ์ทางการเมืองกระแสหลัก (ที่ครอบครองและมีอิทธิพลทางความคิดผ่านสื่อและปัญญาชนสาธารณะ) ของสังคมไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต้องการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ไว้ใจ “ประชาชน” พูดให้เรียบง่ายคือ ชอบประชาธิปไตยนะ แต่ติดอยู่นิดนึง ติดว่านักการเมืองมักโกง และประชาชนมักถูกซื้อ และพวกเขาเชื่อว่า ประชาธิปไตยจะเกิดและเติบโตได้หากเรามีนักการเมืองที่ดี แทนการเชื่อว่า หากเรามีประชาธิปไตย มีการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ คุณภาพนักการเมืองจะค่อยๆ ดีขึ้น สังคมไทยจึงเผชิญกับภาวะดิ้นรนที่จะมีประชาธิปไตยที่มี “คุณภาพ” ในยุคหนึ่งอาจจะหมายถึง ป๋วย ปรีดี ในยุคหนึ่งหมายถึงประชาธิปัตย์ และในยุคปัจจุบันหมายถึงพรรคประชาชน และความตึงเครียดสูงสุดของ “คนไทย” เหล่านี้คือ พรรคการเมืองที่ดีของเขา หรือนักการเมืองที่ดีของพวกเขา มักจะแพ้เลือกตั้งอยู่ร่ำไป สำหรับคนเหล่านี้ พรรคเพื่อไทย เป็นสิ่งที่พวกเขา “เข้าใจไม่ได้” สำหรับพวกเขาประชาธิปไตยกินได้ของพรรคเพื่อไทยคือประชานิยมและการซื้อเสียงผ่านนโยบาย ทักษิณคือนักการเมืองที่พยายามกินรวบประเทศ พรรคไทยรักไทยกวาดเอานักการเมืองของทุกพรรคมาไว้กับตัวเอง ครองเสียงในสภามากถึง 377 เสียง นี่คือเผด็จการรัฐสภา ฝ่ายขวาไทยบอกว่า “ผีทักษิณ” ที่กินรวบประเทศ ชายชาติ ล้มเจ้า ฝ่ายซ้ายไทยบอกว่า “ผีทักษิณ” ละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำสงครามกับยาเสพติด สั่งฆ่าตัดตอนผู้บริสุทธิ์ และสั่งการกรณีกรือเซะ ตากใบ ทักษิณและไทยรักไทยเป็น “ปิศาจ” ทั้งกับปัญญาชนฝ่ายซ้าย และมวลชนฝ่ายขวา และ “สื่อมวลชน” ทั้งซ้ายและขวาก็บริหารวาทกรรมเหล่านี้อย่างไม่ออมมือ แล้วคนที่โหวตพรรคไทยรักไทยคือใคร? ถ้าไม่ใช่ชนชั้นผู้เป็น “ปกาศก” ว่าด้วยประชาธิปไตยที่ “ดี” ที่แปลว่า “เกลียดทักษิณ” ซึ่งมีอยู่ทั้งในฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย คำตอบคือ ประชาชนในภาคเหนือและภาคอีสานพากันเลือกพรรคไทยรักไทยอย่างถล่มทลาย พวกเขาเลือกจากนโยบายของพรรคไทยรักไทย ที่ต้องถือเป็นนวัตกรรมทางนโยบาย เป็นปรากฏการณ์ของการเมืองไทย ทั้งกองทุนหมู่บ้าน โอท็อป 30 บาทรักษาทุกโรค หลายอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำสำเร็จก็สำเร็จ เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ การเปิดให้มีสายการบินโลว์คอสต์ การเอา ปตท. และ AOT (บริษัท ท่าอากาศยานไทยจำกัด) เข้าตลาดหลักทรัพย์ การทำ early retired ให้ข้าราชการใกล้เกษียณได้เกษียณก่อนกำหนดเพื่อให้คนอายุน้อยกว่าเข้ามาแทนที่ การผลักดันการปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ เหล่านี้คือความสำเร็จที่ทำให้พรรคไทยรักไทยกวาดที่นั่งมาได้ถึง 377 ที่นั่ง 19 ล้านเสียง ในสมัยที่สอง และนี่คือประชาธิปไตยกินได้ ในขณะที่เหล่าปกาศกในเมืองบอกว่าเป็น “ประชานิยม” 377 ที่นั่งของพรรคไทยรักไทยคือภัยคุกคามเสถียรภาพของดุลอำนาจเก่า ชนชั้นกลางที่มีการศึกษาเล็กน้อยในเมืองหวาดกลัวความเข้มแข็งและความร่ำรวยของชาวชนบท และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงเกิดรัฐประหารปี 2549 พรรคการเมืองแบบพรรคไทยรักไทยอันตรายเกินไป นโยบายของพรรคไทยรักไทย empower มวลชนในชนบทให้มีศักดิ์ศรีมากเกินความจำเป็น ความสง่างามและอหังการจากความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของชาวรากหญ้าทำให้คนชั้นกลางในเมืองรู้สึกไม่มั่นคงในสถานะของตนเอง เท่าๆ กับที่บารมีของทักษิณทำให้ชนชั้นนำไม่สบายใจ ขบวนการคนเสื้อเหลืองกรุยทางให้รัฐประหาร 2549 ขบวนการคนเสื้อแดงต้องการทวงสิทธิ 1 คน 1 เสียง ของตนเองคืน และเห็นว่าทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม พวกเขาสู้ให้ตนเองและสู้เพื่อทักษิณด้วย แล้วมันก็จบด้วยความตาย สูญเสียอาชีพ อนาคต เราเจอสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดของคนจำนวนมาก คนโดนฆ่า โดนจับ โดนอุ้ม บ้างก็สิ้นเนื้อประดาตัว บ้างก็ยังมีชีวิตอยู่พร้อมกับบาดแผลทางใจที่ไม่อาจเยียวยา จากปี 2549 ถึงปี 2557 จากเสื้อเหลืองสู่นกหวีดและสัญลักษณ์ธงชาติ พรรคเพื่อไทยบอบช้ำเสียจนฉันคิดว่า แทนที่เราจะถามว่าทำไมคะแนนเสียงของพรรคการเมืองนี้ถึงลดลงมาเรื่อย ๆ เราน่าจะเปลี่ยนคำถามเป็น “ทำไมพรรคการเมืองนี้ถึงฆ่าไม่ตาย” จากรัฐธรรมนูญ 2550 สู่รัฐธรรมนูญ 2560 และพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาลอีกเลยจนกระทั่งปี 2566 หากไม่นับ 2 ปีที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์อยู่ในตำแหน่ง (7 เดือนของนายกฯ สมัคร และ 2 เดือน ของนายกฯ สมชาย) มันเป็น 17 ปีของพรรคการเมืองหนึ่งที่ต้องสาละวนอยู่กับการต่อสู้กับอำนาจแสนอำมหิต ยุบพรรค ยัดคดี ลี้ภัย เป็น 17 ปีที่ไม่ได้เติบโต ทำได้แค่รักษาชีวิต แต่ก็เป็น 17 ปีที่ยาวนานพอที่จะทุบทำลายโครงสร้างของพรรคการเมืองมิให้พัฒนาขึ้นมากลายเป็นสถาบัน เพราะภาวะแหว่งวิ่น หมิ่นเหม่ พร้อมเผชิญภัยอันไม่คาดฝันอยู่เสมอ และนั่นเป็นภาคบังคับของการทำให้พรรคต้องยึดโยงกับตัวบุคคลและการเป็นหนี้บุญคุณกันไป มากกว่าสร้าง “ระบบ” เครือข่ายพรรคการเมืองที่ยึดโยงกับภาคประชาสังคมและขยายฐานเสียงแนวราบออกไปให้กว้างขวางอย่างที่มันควรจะเป็น กำเนิดของพรรคอนาคตใหม่  ธนาธร อาจจะไม่ใช่คนที่พรรคเพื่อไทยคุ้นเคย แต่ปิยบุตรเป็นดั่งหนึ่งมิตรชิดใกล้กับพรรคเพื่อไทย ปิยบุตรมองพรรคเพื่อไทยอย่างไรไม่ทราบ ฉันรู้แต่ว่าทุกคนในพรรคเพื่อไทยชื่นชมอาจารย์ปิยบุตรและงานเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์ พวกเขารวมถึงฉันมองว่านิติราษฎร์คือความกล้าหาญ คือกลุ่มนักวิชาการหนุ่มสาวที่เราต้องปกป้อง สนับสนุน พรรคเพื่อไทยมองว่าการเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่เป็นเรื่องที่น่ายินดี เรามองว่าในสนามการเลือกตั้ง หากฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยคือชนบทและคนเสื้อแดง พรรคอนาคตใหม่จะได้ฐานเสียงของคนรุ่นใหม่ คนชั้นกลางในเมือง สองแรงผนึกกำลังกันน่าจะทำให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยเข้มแข็ง ลงหลักปักฐานได้เสียที ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่เห็นว่าพรรคอนาคตใหม่คือมิตร คงไม่เสนอชื่อธนาธรเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งปี 2562 แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคอนาคตใหม่กับพรรคเพื่อไทยไม่ราบรื่นอย่างที่มันควรจะเป็น มันเริ่มตั้งแต่ที่พรรคอนาคตใหม่ปรามาสพรรคการเมืองอื่น ๆ ว่า “การเมืองเก่า” ธนาธรไปพูดในศาลว่า ตนไม่ใช่คนขี้โกงแบบทักษิณ หรือการตอกย้ำว่า พรรคอนาคตใหม่คือพรรคการเมืองที่ไม่ใช้เงิน ไม่ได้เล่นการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจ ไม่แย่งชามข้าวหมาเหมือนพรรคอื่น ๆ ฉันจะไม่ลงรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง (ยกตัวอย่างกรณีที่โรมไม่ได้อภิปรายแล้วพรรคก้าวไกลบอกว่าเป็นเพราะพรรคเพื่อไทยไปฮั้วกับประวิตร) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือปรากฏการณ์ “ตกปลาในบ่อเพื่อน” มีหนทางเดียวที่พรรคอนาคตใหม่จะมี “อนาคต” คือ ประเทศไทยต้องไม่มีพรรคเพื่อไทย และนั่นทำให้หมอสุภัทร ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน หลุดปากพูดมาเมื่อไม่นานนี้ว่า “แม้จะแพ้เลือกตั้งแต่พรรคประชาชนก็ทำสำเร็จด้วยการขึ้นมาเป็นพรรคหลักแทนที่พรรคเพื่อไทย” ความเสียหายที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทยคือ เมื่อพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งมีเสียงมากเป็นอันดับหนึ่งคือ 151 เสียง แต่รวมเสียงโหวตนายกฯ และตั้งรัฐบาลไม่ได้ ทำให้พรรคเพื่อไทยทิ้งพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้านแล้วไปจับมือกับพรรคอื่นๆ ที่เหลือตั้งรัฐบาล วาทกรรมตระบัดสัตย์ ดีลปิศาจ ถูกพูดซ้ำๆ สื่อมวลชนรับลูก นำไปขยายความต่อ ช่วงที่เศรษฐาเป็นนายกฯ สื่ออย่างสุทธิชัย หยุ่น เขียนลง X  ทุก ๆ ชั่วโมงด่านายกฯ เศรษฐา ด่าทุกเรื่องที่รัฐบาลทำ ภาพจำของสังคมที่เกิดขึ้นคือ  พรรคก้าวไกล : นักสู้ คนเก่ง คนดี คนกล้า คนทรนงที่ถูกกลั่นแกล้ง พรรคเพื่อไทย : กระหายอำนาจ โง่ โกง รู้เห็นเป็นใจกับนายทุนกินรวบประเทศ ทรยศประชาชนเพื่อเอาพ่อกลับบ้าน จากนั้นพรรคก้าวไกลก็ขย่มพรรคเพื่อไทยต่อด้วยเรื่องชั้น 14 ชนิดที่คนอย่างโรมหากไม่เห็นทักษิณนอนในคุกคงนอนตายตาไม่หลับ จนมาถึงสมัยของนายกฯ แพทองธาร พรรคประชาชน รวมถึงคนอย่างพรรณิการ์ วานิช, ศิริกัญญา, ภคมน, รักชนก ได้รับการโอบอุ้มจากสื่อให้ออก “ด่า” แพทองธารจนเกิดภาพจำว่า แพทองธารคือ “นายน้อยหุ่นเชิดของพ่อ” แพทองธารคือผู้หญิงสมองกลวงบ้าแฟชั่น จนมาถึงเรื่องคลิปบทสนทนากับฮุนเซ็น ที่พรรคประชาชนไปโหนกระแสคลั่งชาติ คลั่งทหาร เพียงเพราะเกลียดแพทองธารเป็นทุนเดิม แล้วก็สมใจเพื่อกระแส “อังเคิล” จุดติด บนชีวิตและความตายของชาวบ้าน ทหาร และการค้าชายแดนมูลค่านับแสนล้าน จนนำมาสู่การถอดแพทองธารออกจากนายกฯ โดยศาลรัฐธรรมนูญ และนำมาสู่การกระทำแสนบัดซบ อัปยศอดสูของพรรคอันดับหนึ่งในสภาฯ ที่ไปโหวตพรรคอันดับสามให้เป็นนายกฯ และเป็นรัฐบาล โดยแสร้งไม่ร่วมรัฐบาล ฉันไม่เคยเห็นว่าจะมีพรรคการเมืองไหนถูกเกลียดชังจากสื่อ นักวิชาการ คนชั้นกลาง ศิลปิน เอ็นจีโอ มากและโดยพร้อมเพรียงกันเท่ากับที่พรรคเพื่อไทยและนายกฯ จากพรรคเพื่อไทยทุกคนถูกเกลียด และก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ ก่อนหน้าที่จะมีพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน ฉันเห็นภาวะ “จำใจหนุน” พรรคเพื่อไทยของคนเหล่านี้ด้วยเหตุผลว่า “ก็ไม่ชอบทักษิณ ไม่ชอบพรรคเพื่อไทย ไม่ชอบทุกคนในพรรคเพื่อไทยยกเว้นคนนั้นคนนี้สองสามคน เช่น จาตุรนต์ แต่จะเชียร์รัฐประหารหรือเชียร์การล้อมปราบฆ่าประชาชนก็ใช่ที่” การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน จึงช่วยปลดล็อคให้คนเหล่านี้ได้กลับมาเกลียดทักษิณได้เหมือนเดิม โดยไม่ต้องมีมลทินว่า เชียร์ประชาธิปปัตย์ กปปส. หรือถ้าเคยเชียร์ก็ทำเนียนๆ ใช้สีส้มฟอกขาวให้ตนเองเสีย สำหรับฉันกระแสเกลียดพรรคเพื่อไทยจึงเข้มข้นขึ้นเพราะคนเหล่านี้ต้องการ “ชดเชย” ความรู้สึกตนเองที่ต้องฝืนอยู่ข้างพรรคเพื่อไทยเพียงเพื่อไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นพวกสนับสนุนรัฐประหาร ธงชัย พวงทอง ประจักษ์ คนเหล่านี้โกรธที่เสื้อแดงถูกกระทำ ต่อต้านการรัฐประหาร และปรารถนาให้มีพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่ใช่เพื่อไทยมาโดยตลอด เพราะถึงที่สุดแล้วคนเหล่านี้เห็นด้วยกับพวกพันธมิตรนั่นแหละในเรื่องทักษิณ เห็นต่างแค่เรื่องสถาบันฯ กับการรัฐประหารเท่านั้น พอมีพรรคส้ม พอทักษิณกลับเมืองไทย พอมีเคสตระบัดสัตย์ เลยอุกอั่งถั่งท้น ขอแสดงความเกลียดให้พอให้หนำใจ มากันครบทั้ง failed state ปลาหมอคางดำ สารพิษแร่แรร์เอิร์ทแม่น้ำกก อุยกูร์ ทุกอย่างในรัฐบาลเพื่อไทย เหี้ยหมด ส่วนพรรคเพื่อไทย ฉันคิดว่าก็เมาหมัดกันพอสมควร วิ่งไปทำ THACCA หวังจะเอาใจนักเขียน นักอ่าน นักแสดง ศิลปิน อุตสาหกรรมแฟชั่น ภาพยนตร์ คนพวกนี้ก็มาร่วมงานแบบเบ้ปากใส่ เอาไปด่าลับหลัง และแน่นอนไม่เลือกเพื่อไทย ทำรถไฟฟ้า 20 บาทให้คนกรุงเทพฯ เขาก็ตอบแทนให้ด้วยการเลือกส้มทั้งแผ่นดิน กทม. นโยบายเงินหมื่นกลายเป็นความล้มเหลวทั้ง ๆ ที่ทำได้เกิน 50% ของที่ตั้งเป้าเอาไว้ สิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำสำเร็จ ทั้งเรื่องฝุ่น PM 2.5 (แต่คนก็ไม่รู้สึกถึงความสำเร็จนั้น) ถ้าความจำไม่สั้น ย้อนไป 3 ปีที่แล้ว มันเลวร้ายกว่านี้มากนัก การให้งบกลางฯ ไปขุดลอกแม่น้ำ ลำคลอง  เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม หรือไม่ต้องดูอื่นไกล GDP ในรัฐบาลเพื่อไทยเกิน 3% ทุกไตรมาส แต่คนก็เลือกที่จะไม่เห็น กลุ่มภาคประชาสังคมเดียวที่กล้าแสดงจุดยืนอย่างยุติธรรมกับพรรคเพื่อไทยคือ กลุ่มของคุณวาดดาวที่ผลักดันเรื่องสมรสเท่าเทียมที่ให้เครดิตพรรคเพื่อไทยกรณี พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ถ้าจะให้ฉันตอบว่า เหตุที่พรรคเพื่อไทยได้ สส. ต่ำร้อยครั้งนี้เกิดจากอะไร? มันเกิดจากการทำงานเชิง “วาทกรรม” อย่างต่อเนื่อง อนุรักษ์นิยมเก่าก็กลัวนโยบายของพรรคเพื่อไทย อนุรักษ์นิยมใหม่อย่างพรรคส้มก็มีความ insecured ว่า ถ้าเพื่อไทยยังอยู่ พรรคส้มจะไม่เติบโต  พรรคเพื่อไทยจึงเป็นแซนวิชอยู่ระหว่าง อนุรักษ์นิยมเก่ากับอนุรักษ์นิยมใหม่ที่หลอกลวงสังคมว่าเป็นฝ่าย “ก้าวหน้า” นี่คือปัจจัยภายนอก ส่วนปัจจัยภายในของพรรคเพื่อไทย  เช่น เรื่องการสื่อสาร การไม่รู้เท่าทันเล่ห์กลของสงครามวาทกรรม และการไม่ขยับไปสร้างเครือข่ายมวลชนใหม่ ๆ องคาพยพของพรรคที่ใหญ่โต กว้างขวาง ทว่า “หลวม” ก็ทำให้การดูแลพื้นที่ไม่แม่นยำ เหล่านี้เป็นความผิดพลาดบกพร่องที่ฉันเห็นว่า แก้ไขได้ไม่ยาก และพรรคก็น่าจะสรุปบทเรียนเรื่องเหล่านี้กันพอสมควรอยู่แล้ว จุดแข็งของพรรคเพื่อไทยคือการทำนโยบาย และฉันมั่นใจว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนั้นเป็นงาน “คราฟต์” ที่น่าภูมิใจและจะยังเป็น legacy ของพรรคที่ไม่มีใครมาแข่งได้ แต่สิ่งที่พรรคอาจมองข้ามไปคือ 17 ปีภายใต้การรัฐประหาร - สงครามกลางเมือง - การรัฐประหาร - รัฐบาลประยุทธ์ 9  ปี ฐานเสียงเดิมของพรรคเพื่อไทยอ่อนแอ ร่วงโรย และเหนื่อยล้าเกินกว่าจะซื้อนโยบาย นั่นแปลว่า ก้าวย่างในการทำงานของพรรคเพื่อไทยต้องทำทั้งสิ่งที่เป็นควิกวินและการออกแบบนโยบายระยะยาวที่ยั่งยืน และสิ่งที่ต้องเติมลงไปให้มากที่สุดคือความใกล้ชิดกับมวลชน การทำงานเชิงลึกที่ละเอียดลออและสมำเสมอ เหล่านี้อาจใช้เวลาในการสั่งสมยาวนาน ก็ได้แต่หวังว่า พรรคจะไม่ถอดใจ ฉันยังคงเสนอให้พรรคเพื่อไทยควรทำหอจดหมายเหตุประวัติศาสตร์ของพรรค  สร้างพื้นที่เชิงกายภาพเพื่อดึงดูดคนให้เข้ามาทำความรู้จักกับพรรคมากกว่า “ภาพจำ” ที่ถูกสร้างผ่านสื่อ เริ่มเปิดปฐมบทใหม่ของพรรคและปลดปล่อยตนเองออกจากทั้งบาดแผลและถ้วยเกียรติยศเดิม ๆ ที่เคยมี สลัดความน้อยเนื้อต่ำใจเรื่องไม่มีใครรัก มานับหนึ่งเสริม self esteem ให้ตนเอง โอบอุ้มฐานเสียงเดิม เปิดพื้นที่เพื่อต้อนรับฐานเสียงใหม่โดยไม่ต้องพยายามมากเกินไปเพื่อให้เขามารักเรา แค่สร้างพื้นที่และระบบนิเวศน์บางอย่างด้วยความปรารถนาดีที่จริงใจ สุดท้ายเราจะถักทอความเชื่อมั่นขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง ฉันบอกทุกคนว่า วันที่พรรคเพื่อไทยแพ้คือวันที่เราเริ่มนับหนึ่งที่จะชนะอีกครั้ง เพราะมันคือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บังคับให้เราต้องเผชิญหน้ากับความจริง ยอมรับในข้อจำกัดของตนเองไปพร้อม ๆ กับรู้ว่าจุดแข็งของตนเองคืออะไร และตื่นมาทำงานหนักกันอีกครั้ง สำคัญที่สุดเราต้องเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นว่า นอกจากประชาชนจะไม่เทาแล้ว ประชาชนยังเติบโตทางความคิดได้อย่างไม่มีที่สุด ทำงานทางความคิดอยู่เคียงข้างเติบโตไปกับประชาชน รักษาความกระหายที่จะเป็นรัฐบาลและความกระหายที่จะรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ให้แน่วแน่ ทำในสิ่งเหล่านี้ได้ ฉันมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นสถาบันทางการเมืองที่โหวตเตอร์อย่างเราจะสามารถยืดอกบอกใครก็ได้บนโลกใบนี้ว่า พรรคที่เราสนับสนุนเป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่หลุดออกไปจาก track ของประชาธิปไตย สิ่งนี้ต่างหากคือชัยชนะและคือเกียรติยศ   * บทความ * การเมือง * คำ ผกา * พรรคเพื่อไทย * การเลือกตั้ง
dlvr.it
March 5, 2026 at 4:12 AM