#รัฐบาลอนุทิน2
เช็กสิทธิรับ 4,000 บาท คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ปี 2569 รัฐจ่าย 60:40 ภายใต้ไทยช่วยไทยพลัส แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน ลงทะเบียนวันไหน รับเงินเริ่มใช้จ่ายเมื่อไหร่

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5810389/
#คนละครึ่งพลัส #คนละครึ่ง
#ไทยช่วยไทยพลัส #รัฐบาลอนุทิน2
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
April 25, 2026 at 3:39 AM
#อภิสิทธิ์ อภิปรายสับนโยบายรัฐบาล #อนุทิน2 อย่างดุเดือดว่าเป็นการเขียนนโยบายที่สวยหรูแต่ไร้รูปธรรมและขาด "หัวใจ" ที่คิดถึงทุกข์ร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง โดยชี้ให้เห็นว่าคำมั่นสัญญาหลายอย่างที่เคยหาเสียงไว้กลับหล่นหายไปอย่างน่าสงสัย
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.dailynews.co.th/news/5765778/
#อนุทิน #พรรคประชาธิปัตย์ #แถลงนโยบายรัฐบาล
April 9, 2026 at 9:52 AM
#จูรีนุ่มแก้ว เตือน "รัฐบาล" จากนี้อย่ามูมมามให้มาก ไม่อยากให้จบชีวิตแบบ "ชูชก" กังขา "นายกฯ" ให้คำมั่นทำเพื่อประโยชน์ประชาชน แต่ในใจมี "นายทุน" แทรกอยู่หรือไม่ เจอองครักษ์ภูมิใจไทย ระดมประท้วงถอนคำพูด
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.dailynews.co.th/news/5769710/
#อนุทิน #อนุทิน2 #แถลงนโยบายรัฐบาล #พรรคประชาธิปัตย์
#ข่าว #ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
April 10, 2026 at 9:45 AM
Here is the events 🧵for the coming week #MilkTeaAlliance

As the fuel crisis caused by the US/Israeli war with Iran continues. It's impacts are being felt across Asia. A coalition of Thai Unions & Labour activists in Thailand rallied to demand the gov't take action
prachataienglish.com/node/11870
1/
April 5, 2026 at 9:17 AM
เอาจริงๆ คือค่อนข้างแปลกใจที่โหวตเตอร์ส้มจำนวนนึงมองว่าการยกมือให้อนุทินมันเป็นเรื่องผิดหลักการ/สูญเสียอุดมการณ์ เพราะส่วนตัวแล้วนี่ไม่เชื่อว่าในระบบการเมืองที่บิดเบี้ยวแบบนี้ เราจะสามารถ "ไม่เลือกใครเลย" ได้จริงๆ

ในมุมมองของเรา ต่อให้วันนั้นส้มไม่ยกมือให้พรรคไหนเลย มันก็คือส้ม "เลือก" แล้วที่จะให้พท+ภจทกลับมารวมกันใหม่แล้วเป็นรัฐบาลไปอีก 2 ปี (ไม่ก็ deadlock ได้นายกคนนอก)
December 12, 2025 at 7:21 AM
ตลกแบก แกจะมาศีลธรรมสูงส่งห่าไร อนุทินเป็นรัฐบาลมา 2 ปี มาหักกันเพราะแย่งมหาดไทย
September 5, 2025 at 5:27 AM
'อนุทิน' ขอดูเงินก่อนตัดสินใจทำโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2 หรือไม่
'อนุทิน' ขอดูเงินก่อนตัดสินใจทำโครงการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เฟส 2 หรือไม่ auser15 Fri, 2026-08-07 - 17:40 'อนุทิน' ขอดูเงินก่อนตัดสินใจทำโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 หรือไม่ ยืนยันเงินคงคลังรัฐบาลแข็งแรง ย้ำพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจไทยทุกมิติ 7 สิงหาคม 2569 NBT Connext รายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  กล่าวถึง ความชัดเจนโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 หลังจากเฟส 1 จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ ว่า นโยบายใดก็ตามที่เป็นประโยชน์ และก่อให้เศรษฐกิจดี การค้าขายคล่อง คุณภาพชีวิตประชาชน รัฐบาลจะพิจารณาทุกเรื่อง ขณะเดียวกัน ยังไม่ได้พิจารณาลงลึกในรายละเอียดว่าจะปรับเป็น 50 : 50 แทนปัจจุบันที่ใช้ 60 : 40 หรือไม่ เพราะต้องดูเงินในกระเป๋าด้วย เพราะการกู้บางคนบอก ว่า จะทำให้เกิดภาระต่อประชาชน ซึ่งก็ต้องดูเงื่อนไขการกู้ด้วย และการปล่อยกู้มาจากสถาบันการเงิน ซึ่งสิ่งสำคัญจะพิจารณาถึงการคืนเงินในอัตรดอกเบี้ยกำหนด นายกรัฐมนตรี ยังย้ำว่า การกู้เงิน เพื่อมาใช้ในระบบเศรษฐกิจ และให้เกิดการกระจายในระบบ ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่ง และเห็นได้จากผลสะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่น การลงทุนต่าง ๆ มูลค่าการค้า การส่งออกที่ได้มากกว่าเดิม และจีดีพี ซึ่งตรงนี้ไม่มีใครกล้าพูดถึง เพราะความเป็นจริงเป็นเช่นนี้ ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้ รัฐบาลมีแผนอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพยายามกระตุ้นทุกอย่าง ตั้งแต่การลด และแยกประเภทค่าไฟทางออก เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับประชาชน ปรับภาระความเสี่ยงด้านพลังงาน จัดระเบียบดาต้าเซนเตอร์ใหม่ เพราะใช้น้ำ  ไฟเยอะ ก็ต้องกำกับดูแลไม่ให้ประชาชนถูกผลกระทบ รวมถึง ส่งเสริมการลงทุน ซึ่งได้รับการชื่มชมทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนมากขึ้น มีการจ้างงานคนไทยเพิ่มมากขึ้น * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไทยช่วยไทยพลัส
dlvr.it
August 7, 2026 at 10:46 AM
เปิดโผ #ครม "อนุทิน 2" สะเด็ดน้ำ 35 คน ไร้ชื่อคน "พลังประชารัฐ" ลุ้นอีก 1 ชื่อ ยังไม่เคาะ ขณะที่ "บวรศักดิ์" ไม่ได้ไปต่อ เหตุมติกรรมการบริหารภูมิใจไทย ไม่ได้เสนอชื่อ...
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.dailynews.co.th/news/5713336/
#จัดตั้งรัฐบาล #ประชุมสภา #อนุทิน #พรรคภูมิใจไทย
#ข่าว #ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
March 23, 2026 at 10:45 AM
'กลุ่มสังคมนิยมแรงงาน' เรียกร้องสันติภาพ หยุดสงครามชายแดน 'ไทย-กัมพูชา'
'กลุ่มสังคมนิยมแรงงาน' เรียกร้องสันติภาพ หยุดสงครามชายแดน 'ไทย-กัมพูชา' Pazzle Sat, 2025-12-13 - 19:58 “กลุ่มสังคมนิยมแรงงาน” รวมตัวเรียกร้องสันติภาพ หยุดยิง หยุดสงครามชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ระบุ สงครามเป็นประโยชน์ต่อกองทัพ 2 ประเทศ และไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน สมาชิกสังคมนิยมแรงงาน มองว่า ประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา 800 กม.ใช้ชีวิตเรื่อยกันมาโดยตลอด อาจจะมีข้อพิพาท หรือการทะเลาะเบาะแว้ง แต่ว่าไม่เคยเกิดการปะทะลุกลามเรื่อยมาขนาดนี้ “รัฐบาลรักษาการอย่างอนุทิน ต้องเอาสิ่งที่เกิดขึ้นในชายแดนขึ้นสู่โต๊ะเจรจา จะต้องไม่มีศพของทหารทั้ง 2 ฝ่าย"   13 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งวันนี้ (13 ธ.ค. 2568) ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร (BACC) เมื่อเวลา 15.00 น. กลุ่มสังคมนิยมแรงงาน นัดรวมเรียกร้องสันติภาพ จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. 2568 เป็นต้นมา เสาวลักษณ์ โพธิ์งาม สังคมนิยมแรงงาน กล่าวว่าวันนี้มาแสดงจุดยืนที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร เพื่อจะสะท้อนให้คนทั่วโลกเห็นว่ายังมีคนไทยหลายคนที่ไม่ต้องการสงคราม เพราะว่าสงครามเป็นประโยชน์ต่อกองทัพ 2 ประเทศ และไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อคนจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ   สมาชิกสังคมนิยมแรงงาน มองว่า ประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา 800 กม.ใช้ชีวิตเรื่อยกันมาโดยตลอด อาจจะมีข้อพิพาท หรือการทะเลาะเบาะแว้ง แต่ว่าไม่เคยเกิดการปะทะลุกลามเรื่อยมาขนาดนี้ เธอมองด้วยว่าสาเหตุหลักคือกองทัพต้องการใช้กระแสชาตินิยมผ่านการทำสงครามกับกัมพูชา เพื่อให้ตัวเองยังมีบทบาทแทรกแซงการเมืองไทยต่อไป หลังจากเสื่อมความนิยมในการเลือกตั้งปี 2566 “รัฐบาลรักษาการอย่างอนุทิน ต้องเอาสิ่งที่เกิดขึ้นในชายแดนขึ้นสู่โต๊ะเจรจา จะต้องไม่มีศพของทหารทั้ง 2 ฝ่าย" “พรรคการเมืองทุกพรรคที่กำลังระริกระรี้เข้าสู่การเลือกตั้ง ต้องออกมาเรียกร้องไม่ให้มีการทำสงคราม อย่าหาคะแนนเสียงจากความตายของคนจนทั้ง 2 ประเทศ” เสาวลักษณ์ กล่าว หลังจากนี้ กลุ่มสังคมนิยมแรงงาน จะไปรณรงค์ที่สนามหญ้ามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในเวลา 16.00 น. ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่พรรคประชาชน จัดงานปิกนิก "ขอโทษจากใจ ขอไปต่อด้วยกัน"   * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * สังคมนิยมแรงงาน * กัมพูชา
dlvr.it
December 13, 2025 at 1:14 PM
‘สุภลักษณ์’ อ่านปมไทย-กัมพูชา ในมือรัฐบาลอนุทินใต้เงากองทัพ ‘สันติภาพ’ จะสุดทางเลื่อน?
‘สุภลักษณ์’ อ่านปมไทย-กัมพูชา ในมือรัฐบาลอนุทินใต้เงากองทัพ ‘สันติภาพ’ จะสุดทางเลื่อน? ทีมข่าวการเมือง admin666 Fri, 2025-11-14 - 21:26 การลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา โดยที่มีสหรัฐอเมริกาและมาเลเซียเป็นสักขีพยานเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ถูกมองว่าเป็นหมุดหมายอันดีต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาหลังผ่านมรสุมครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี  แต่ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศกลับมาอยู่ในจุดที่เปราะบางอีกครั้ง หลังผ่านไปเพียง 2 สัปดาห์ เมื่อทางการไทยสั่งระงับข้อตกลงสันติภาพด้วยเหตุที่ทหารไทย 2 นาย บาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด ตามมาด้วยการประกาศชะลอส่งเชลยศึกกลับกัมพูชา รวมถึงชะลอการอนุญาตให้แรงงานกัมพูชาอยู่ในไทย สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นอีกเมื่อเกิดเหตุยิงใส่กันระหว่างกองทัพ 2 ฝ่ายในช่วงบ่ายวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมาที่บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ด้านรัฐบาลกัมพูชาอ้างว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต 1 ราย ต่างฝ่ายต่างชี้นิ้วกล่าวหาว่าอีกฝ่ายเริ่มก่อน นับเป็นความตึงเครียดที่สุ่มเสี่ยงจะนำไปสู่สงครามอีกระลอกตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนเป็นรัฐบาลอนุทิน ด้านอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ต่อสายหาผู้นำ 2 ประเทศกลางดึกคืนวันที่ 13 พ.ย. แสดงตัวเป็นกลางในการเจรจาเพื่อสันติภาพอีกครั้ง พร้อมเน้นย้ำว่าผู้นำ 2 ประเทศให้สัญญาณบวก และมุ่งมั่นหาทางออกวิกฤตด้วยแนวทางสันติวิธี ซึ่งก็ต้องจับตาดูต่อไปว่าการเจรจาที่จะเกิดขึ้นอีกครั้งจะยั่งยืนหรือเปราะบางเหมือนหลายรอบที่ผ่านมา ประชาไทจึงชวน ‘สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี’ อดีตนักข่าวที่ติดตามประเด็นชายแดนมายาวนาน และมีความเชี่ยวชาญในด้านความมั่นคง และการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน มาช่วยวิเคราะห์สถานการณ์และตอบคำถามที่อาจจะยังค้างคาในหลายประเด็น เรื่องนี้หากย้อนกลับไปดูตอนแรกที่รัฐบาลอนุทินได้ขึ้นมาแทนรัฐบาลเพื่อไทย จะได้รับสารแสดงความยินดีของฮุน มาเนต ที่ดูเหมือนจะหาทางลงด้วยการ “ยื่นช่อมะกอก” ให้ แต่กลับเป็นหมันเพราะไม่ได้รับการตอบสนองจากไทยนัก เพราะภาวะ “อารมณ์ค้าง” ของผู้รักชาติทั้งหลาย  สังเกตได้จากการประชุมทวิภาคีระดับคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee - GBC) ที่เกาะกง ตอนที่นายกฯ อนุทินขึ้นมาตำแหน่งใหม่ ๆ ไทย-กัมพูชาได้บรรลุข้อตกลงที่สร้างสรรค์อย่างมาก ทั้งแผนการถอนอาวุธ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมทั้งจัดการพื้นที่พิพาทบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว แต่วันรุ่งขึ้นบรรดาขุนทหารนำโดยเสนาธิการทหารในเวลานั้นตามด้วยแม่ทัพภาคที่ 2 กลับออกมาบอกว่าเป็นเรื่องรับไม่ได้กับข้อเสนอนี้ จนณัฐพล นาคพาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้ไปเจรจาก็ออกมาบอกว่าไม่ได้มีการตกลงอะไรมากมายขนาดนั้น  ระงับข้อตกลงสันติภาพแล้วจะเหลืออะไร? สุภลักษณ์มองว่า การระงับข้อตกลงสันติภาพเป็นการปิดช่องทางทางการทูต ซึ่งปกติแล้วไทยจะใช้วิธีที่ดีกว่านี้ในการจัดการกับกัมพูชา ถ้าสังเกตฮุน มาเนต ย้ำในแถลงการณ์ว่า กัมพูชาเชื่อมั่นในสันติวิธีและสปิริตของข้อตกลงสันติภาพที่ลงนามไปเมื่อวันที่ 26 ต.ค.  หากพูดกันในทางการทูต ท่าทีของไทยแบบนี้ทำให้กัมพูชากำลังนำเราอยู่ โดยการแสดงให้เห็นว่าเขายังยึดมั่นในแนวทางสันติและต้องการที่จะทำให้สัญญาสงบศึกนี้เกิดผลอย่างจริงจัง ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นจากทุ่นระเบิดไม่ควรทำให้ภาพใหญ่เสียไป นี่คือจุดยืนที่กัมพูชาพยายามจะนำเสนอต่อโลก ในขณะที่ไทยที่เป็นประเทศที่ใหญ่กว่า มีกำลังทางทหารเหนือกว่าและอำนาจทางเศรษฐกิจมากกว่ากลับไม่เชื่อมั่นแม้กระทั่งสัญญาที่เราไปเซ็น เป็นการบอกให้โลกรู้ว่าประเทศไทยไม่ศรัทธา ไม่เคารพสัญญาที่ตัวเองไปทำไว้ และกำลังทำให้ไทยสูญเสียอำนาจต่อรองทางการทูตไป แม้ว่าระหว่างไทย-กัมพูชา มีกลไกทวิภาคีอยู่จำนวนมาก แต่ดูเหมือนว่ากลไกลเหล่านั้นแทบจะไม่ถูกหยิบมาใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการปะทะ จนเกิดวิพากษ์วิจารณ์ไปจนถึงการเรียกร้องให้ระงับกลไกเหล่านี้ไปเสีย เพราะฝ่ายกัมพูชาไม่มีความจริงใจ แต่คำถามก็คือ กลไกลเหล่านี้ใช้ไม่ได้เพราะกัมพูชาจริงหรือ?  สุภลักษณ์ชี้ว่า กลไกเหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยเจตจำนงทางการเมือง (Political will) และความเป็นผู้นำของทั้งสองฝ่าย ดังนั้น กลไกลต่างๆ จึงไม่สามารถทำงานได้ด้วยตัวมันเอง ถ้านับตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค.2568 กลไกคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee - GBC) คณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (Regional Border Committee - RBC) หรือคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา (Joint Boundary Commission - JBC) ก็ดี ทำงานมาตลอด แต่พอตกลงกันเสร็จแล้วกลับไปต่อไม่ได้  เขายกตัวอย่างเช่น กรณีที่ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันใน JBC ว่าจะใช้ LiDAR (เทคโนโลยีวัดระยะและความสูงด้วยแสง) หาสันปันน้ำ ผลคือถูกคนในประเทศคัดค้านด้วยเหตุผลว่าเราจะเสียดินแดน หรือที่ พล.อ.ณัฐพลไปเจรจามาแล้วว่าจะเปิดด่านในจุดที่มีความตึงเครียดต่ำก็ถูกประท้วง  อีกตัวอย่างที่ชัดเจนคือวันแรกของการเซ็นสัญญาสันติภาพ ในวันนั้นมีการตกลงกันว่าจะถอนทหารเป็นเชิงสัญลักษณ์ทันที กัมพูชาดำเนินการทันทีในคืนนั้น แต่ฝ่ายไทยรอให้ผ่านไป 2 วันแล้วจึงดำเนินการและถ้าไม่ถูกทวงถามก็อาจจะไม่ทำ ลักษณะนี้จึงไม่ใช่ข้อตกลงของสองประเทศที่อยู่ในฐานะที่สมบูรณ์แล้ว เวลาฟังข้อมูลจากฝ่ายไทย เราก็บอกว่ากัมพูชาไม่จริงใจ ไม่ปฏิบัติตาม แต่พอเราจะให้มีบุคคลที่สามก็คือทีมสังเกตการณ์ของอาเซียน (Asean Observer Team - AOT) เข้ามาตรวจสอบ เราก็ไม่ให้มันทำงานได้เต็มที่ ตามจริงเหตุการณ์ทุ่นระเบิดก็ดี บ้านหนองจานก็ดี คนรายงานจะต้องเป็น AOT ไทยต้องเอาบุคคลที่สามมาเข้ามาตรวจสอบระเบิดอย่างโปร่งใส เพราะหากไม่ให้เอาบุคคลที่สามเข้ามา ฝั่งไทยก็บอกว่ากัมพูชาเป็นคนวาง แล้วกัมพูชาก็ปฏิเสธ แล้วจะประชาชนจะเชื่อใคร ทำให้เรื่องไม่มีทางออก อย่างไรก็ตาม สุภลักษณ์ชี้ปัญหาด้วยว่า ปัญหาที่กลไกอย่าง AOT ทำงานไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดที่มีอยู่มาก เพราะเมื่อไปดู TOR ที่ไทยกำหนด ให้ทำงานแยกกัน 2 ฝั่ง ไม่ข้ามแดนกัน แล้วก็อนุญาตให้ไปลงพื้นที่เท่าที่รัฐบาลสองฝั่งให้ไปเท่านั้น แล้วในกรณีของไทยก็จำกัดมากไปจนถึงเรื่องชุดของทีมสังเกตการณ์ว่าจะต้องไม่ใส่ชุดทหารลงไป ซึ่งเจตนาเดิมของไทยไม่ต้องการให้กลไกเหล่านี้ทำงานได้หรือต้องทำอยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร  หากไทยจะจัดการเรื่องทุ่นระเบิดรอบล่าสุดนี้  สุภลักษณ์มองว่ามีเหตุการณ์หลายอย่างที่ถือว่าเป็นคุณต่อฝ่ายไทยเป็นอย่างมาก หากไทยยืนยันว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายที่เข้ามาวางทุ่นระเบิด สิ่งแรกที่ต้องทำคือแจ้งไปที่กัมพูชาเพื่อขอคำอธิบายอย่างเป็นทางการ หากไม่พอใจกับคำอธิบาย ไทยจะต้องส่งคำขอไปที่เลขาธิการสหประชาชาติเพื่อขอจัดประชุมกับรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งกระบวนการกระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการอยู่แล้ว  แต่ถ้าจะให้ดีไปกว่านั้น ไทยต้องร้องขอคณะกรรมการค้นหาข้อเท็จจริง (Fact-finding mission) แต่ไทยก็ต้องเดินหน้าทางการทูตให้มากขึ้น เพื่อขอเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 2 ใน 3 จากรัฐสมาชิกในอนุสัญญาออตตาวา  อย่างไรก็ตาม สุภลักษณ์มองว่า เป็นจังหวะที่ไทยอาจจะลำบากแล้ว เนื่องจากรัฐบาลประกาศแล้วว่าจะระงับข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งแปลว่าไทยจะไม่ใช้เครื่องมือที่อยู่ภายใต้คำแถลงร่วม-ข้อตกลงสันติภาพ และในเมื่อมีกลไกทวิภาคีหรืออาเซียนอยู่ก็บอกว่าจะไม่ใช้แล้ว จะไปที่สหประชาชาติแทน ยิ่งเข้าทางกัมพูชาเพราะทางกัมพูชาพยายามเรียกร้องให้เรื่องนี้เป็นเรื่องระดับสากลมาโดยตลอดและสามารถย้อนกลับไทยได้ว่ากลไกทวิภาคีใช้ไม่ได้แล้ว ทำให้ไทยตกเป็นฝ่ายตั้งรับแทนที่จะได้เป็นฝ่ายรุกในทางการทูต   “ถ้าเราไม่รีบประกาศ (ระงับข้อตกลงสันติภาพ) เราจะเป็นฝ่ายรุก ในแง่ทางการทูต เราก็จะมีแนวทางในการจัดการปัญหานี้ได้อย่างสันติ แต่เรากลับเลือกวิธีที่แข็งกร้าว และส่อเจตนาจะใช้กำลังทหารอยู่ตลอดเวลา อันนี้มันไม่เป็นผลดีต่อสันติภาพแน่ๆ” สุภลักษณ์กล่าว  ข้อตกลงสันติภาพจากความเต็มใจหรือแค่มัดมือชก? สุภลักษณ์ตั้งข้อสังเกตว่า โดยทั่วไปปัจจัยภายนอกจากมหาอำนาจถือเป็นแรงกดดันที่มีนัยยะสำคัญโดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ใช้แรงกดดันทางภาษี ซึ่งไทยปฏิเสธลำบาก หากยังรบกันอยู่เขาก็จะไม่ลดภาษีให้ จึงกลายเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้กลับมาเจรจากันอีกครั้ง แม้ว่าสัญญาที่ทำกันขึ้นมาจะค่อนข้างเปราะบางก็ตามที ในขณะที่กัมพูชาเองที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีน โดยเฉพาะยิ่งทางการทหารซึ่งเป็นเรื่องที่ทราบกันดีว่าจีนเป็นคนสร้างฐานทัพที่เรียม และสิ่งนี้ก็สร้างความกังวลให้สหรัฐฯ ที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารของจีนอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจนนักจนกระทั่งรอบนี้ ขณะเดียวกันกัมพูชาเองก็รู้สึกว่าตัวเองอยู่ภายใต้อิทธิพลจีนมานานเกินไปแล้ว จึงถึงเวลาที่จะมหาอำนาจอื่นเข้ามา แต่สหรัฐฯ เองก็ขึ้นบัญชีดำคนในเครือข่ายใกล้ชิดตระกูลฮุนด้วยข้อหาต่างๆ เช่น ค้ามนุษย์ ฟอกเงิน การแซงชั่นของสหรัฐฯ จึงส่งผลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลในพนมเปญอย่างมาก เพราะไม่มีทางเลือกทำให้ต้องดึงสหรัฐฯ เข้ามา ส่วนไทยกับจีน สุภลักษณ์ก็มองว่าไทยเองก็ระแวงจีนที่จะส่งอาวุธให้กัมพูชาเพิ่มเพื่อมาเล่นงานไทย มีการตรวจสอบข่าวกันอยู่ แล้วพอนิวยอร์คไทม์ปล่อยข่าวเรื่องนี้ออกมาช่วงเดือนต้นเดือนมิถุนายนว่า จีนส่งอาวุธให้กัมพูชา แม้ทางรัฐบาลจีนจะปฏิเสธกันเสียงแข็ง แต่เมื่อข่าวออกมาเช่นนี้ก็ทำให้รัฐบาลจีนต้องระมัดระวังท่าทีมากขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้ทรัมป์ได้ชิงจังหวะใช้มาตรการกับทั้งไทยและกัมพูชาได้อย่างเต็มที่โดยที่กัมพูชาและไทยไม่เหลือทางเลือกที่จะไปเข้าหาจีนได้ จนผลสุดท้ายสามารถบังคับให้ทั้งหมดต้องกลับมานั่งโต๊ะเจรจากัน แม้ว่าจะไม่ค่อยเต็มใจมากเท่าใดนัก  รัฐบาลอนุทินขี่กระแสชาตินิยม สุภลักษณ์ตั้งข้อสังเกตอีกว่า ในขณะที่กระแสชาตินิยมกำลังกลับมาหลังจากลดระดับไปช่วงหนึ่ง หลังแต่ละฝ่ายเริ่มเดินไปที่โต๊ะเจรจา (และแน่นอนว่าเกี่ยวกับการเปลี่ยนนายกฯ ด้วย) แต่พอเสียงระเบิดดังขึ้น กระแสก็กลับมาอีกครั้ง รัฐบาลอนุทินก็ดูเหมือนจะขี่กระแสด้วยการชิงประกาศระงับข้อตกลงที่ทำกันแทบจะทันที จนบางคนก็ประเมินว่ารัฐบาลภูมิใจไทยกำลังอาศัยกระแสเรียกความนิยมให้ตัวเองเผื่อการเลือกตั้งครั้งหน้าไปด้วยเลยหรือไม่ “ความตั้งใจของคุณอนุทินคงใช่ แต่ในทางความเป็นจริงจะทำได้หรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของการเลือกตั้ง มันไม่ค่อยสัมพันธ์อะไรกับเรื่องชาตินิยม” สุภลักษณ์ระบุ สุภลักษณ์ย้อนกลับไปเมื่อครั้งกรณีปัญหาประสาทเขาพระวิหาร ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลอยู่พยายามเล่นกับกระแสชาตินิยมหวังได้คะแนนนิยม แต่เมื่อเรื่องไปถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือที่เรียกกันว่าศาลโลกแล้วสุดท้ายก็แพ้การเลือกตั้งอยู่ดี แม้ประวัติศาสตร์กำลังบอกเราว่า การเลี้ยงกระแสชาตินิยมไม่ได้ผลกับการได้คะแนนเสียงท่วมท้นในเลือกตั้ง แต่เที่ยวนี้สุภลักษณ์มองว่านายกฯ อนุทินอาจจะมองว่าพอมีความหวัง เพราะประเมินว่ากระแสคราวนี้แรงกว่าคราวก่อนมาก คนไทยรู้สึกเจ็บแค้นจากการรบครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นจนมีความสูญเสียมาก ทำให้คนไทยอยากเห็นรัฐบาลแสดงท่าทีที่แข็งกร้าว  แต่ในทางกลับกัน การเลี้ยงกระแสชาตินิยมเช่นนี้มีปัญหาอยู่ด้วยเช่นกัน เพราะไม่สามารถแปรเปลี่ยนออกมาเป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรมได้ นโยบายแบบไหนที่จะบอกได้ว่ารัฐบาลรักชาติ และจะทำอย่างไรกับความรักชาติอันนี้ เพื่อแปลออกมาเป็นโครงการที่เป็นรูปธรรมเพื่อดึงให้คนมาลงคะแนนให้  “กล้าประกาศไหมว่าเราจะยึดคืนปราสาทพระวิหาร เราจะยึดปราสาทตาควาย เราจะส่งกองกำลังไปยึดพระตะบอง เสียมเรียบ ศรีโสภณเอากลับมาให้เป็นของไทยอีกครั้งหนึ่ง จะมีพรรคการเมืองไหนกล้า คุณอนุทินจะกล้าพูดถึงขนาดนั้นหรือเปล่า ผมก็คิดว่าเขาไม่กล้าพูดขนาดนั้นหรอก” สุภลักษณ์กล่าว อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยอาจจะคาดหวังคะแนนจากเรื่องนี้พอสมควร แต่การเลี้ยงกระแสอย่างเดียวอาจรับประกันไม่ได้ขนาดนั้น อาจจะต้องเลี้ยงกระแสไปพร้อมกับการโจมตีพรรคเพื่อไทยว่าทำผิด เป็นเรื่องของทักษิณ ชินวัตร มีปัญหาขัดแย้งกับฮุน เซน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนซึ่งอาจได้ผลบางพื้นที่เช่น อีสานใต้ ซึ่งเป็นที่มั่นของพรรคภูมิใจไทย  ทั้งนี้สุภลักษณ์ประเมินว่า ไม่ว่าประชาชนส่วนอื่นในประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจะคิดอย่างไร แต่ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงกำลังคาดหวังว่าเรื่องนี้ควรจะจบได้แล้ว เพราะถ้ารัฐบาลยังทำให้เรื่องไม่จบต่อไปประชาชนก็จะยังอยู่ในความหวาดวิตก ทำมาหากินไม่สะดวกรายได้หดหาย ความขัดแย้งทำให้ชีวิตของพวกเขาไม่ราบรื่น แม้ว่ารอบก่อนอาจจะยังไม่มีใครกล้าออกมาพูดนัก แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีคนออกมาพูดว่ายังไม่ได้รับเงินชดเชยเป็นเรื่องเป็นราว ทหารก็ห้ามชาวบ้านขึ้นไปกรีดยาง  ต่อคำถามว่า การปะทะกันจะเป็นเหตุให้รัฐบาลอนุทินใช้ในการอยู่ยาวต่อหรือไม่ เรื่องนี้สุภลักษณ์มองว่าถึงจะเป็นไปได้ แต่หากดูความพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจของไทยและความสามารถของกองทัพเองล้วนมีปัญหาทั้งคู่หากสถานการณ์สงครามจะยืดยาวออกไปเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลอยู่ต่อ เพราะไทยเองพึ่งพาแรงงานกัมพูชามากและตอนนี้ 90% ก็กลับไปแล้ว อีกทั้งการค้าชายแดนชะงักมาหลายเดือน และคนกัมพูชาก็ต่อต้านสินค้าไทย ความรู้สึกของคนในพื้นที่ก็เริ่มสะท้อนให้เห็นผ่านข่าวที่ว่าขอเก็บเกี่ยวข้าวก่อนอย่าเพิ่งเปิดฉากยิง ส่วนกองทัพไทยเองก็มีปัญหาเรื่องส่งกำลังบำรุงอยู่  จะสันติได้กี่โมง ถ้ากองทัพยังขี่หลังรัฐบาลอยู่ หากย้อนดูบทบาทของกองทัพไทยในความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จะเห็นว่าเป็นตัวแปรสำคัญมากต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระลอกนี้มาตั้งแต่ต้นปี และบทบาทที่ว่านี้ไม่ใช่แค่การรบในสนาม แต่เป็นบทบาททางการเมืองที่ปรากฏให้เห็นในหน้าสื่อ ตั้งแต่ก่อนปะทะกันรอบแรกที่ออกมาตีเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาเรียบร้อยแล้วว่าจะใช้แผนที่ใดในการแบ่งดินแดน ทั้งที่กลไกทวิภาคีของ 2 ประเทศซึ่งตั้งมาตามกลไกใน MOU43 ยังปักหมุดเขตแดนกันไม่เสร็จ และกองทัพยังเล่นบทปลุกกระแสพร้อมรบนำหน้ารัฐบาลไปก่อนแล้วด้วยแคมเปญ ‘ส่งด่วนระเบิด’ ไปให้กัมพูชา ลงท้ายยังปิดปราสาทตาควาย-ตาเมือนธมก่อนนำไปสู่การปะทะในวันรุ่งขึ้น จนรอบหลังสงคราม พล.ท.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ไม่เพียงแต่เดินสายพูดตั้งแต่ก่อนเกษียณ หลังเกษียณยังทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ว่ามีคนสั่งให้หยุดรบหลังเปิดฉากยิงกันไป 6 ชั่วโมง จนพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในปัจจุบันที่ตอนนั้นเป็นรัฐมนตรีช่วย รวมถึงภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และ รมว.กลาโหมในเวลานั้นต้องออกมาแก้ข่าวกันพัลวัน ก่อนที่ระเบิดลูกนี้จะกลายเป็นระเบิดด้าน เพราะสุดท้ายพล.ท.บุญสินออกมาแก้ข่าวเองว่าไม่ได้มีใครสั่งให้หยุดรบแค่ปรึกษากันด้วยความเป็นห่วง ล่าสุดเมื่อเสียงระเบิดดังขึ้นที่ชายแดนอีกระลอกจากทุ่นระเบิดที่ไทยระบุว่ากัมพูชาฝังไว้ ซึ่งยังไม่ทันได้คำตอบที่ชัดเจน กองทัพอากาศก็ชิงออกมาประกาศแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยว่าข้อตกลงใดๆ ที่ทำกันไว้กับกัมพูชาเป็นอันระงับไป ซึ่งน่าสนใจว่าตกลงแล้วคนที่ไปเจรจาเป็นรัฐบาลหรือกองทัพกันแน่ เมื่อให้สุภลักษณ์ประเมินบทบาทของกองทัพในรัฐบาลอนุทินว่ามีอิทธิพลมากน้อยแค่ไหนในปมขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่ลากต่อเนื่องมา เขามองว่า กองทัพกำหนดได้เกือบจะ 100% ว่าจะให้ความขัดแย้งยืดเยื้อต่อหรือพอแค่นี้ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีการนำที่เข้มแข็งจากรัฐบาลพลเรือน แต่ในรัฐบาลอนุทินแตกต่างออกไปจากรัฐบาลที่แล้ว เพราะกองทัพกุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้มากกว่า “สมัยคุณแพทองธารยังมีความไม่ไว้วางใจ เนื่องจากรัฐบาลของตระกูลชินวัตรถูกยึดอำนาจ 2 ครั้ง 2 ครา ความไม่ไว้วางใจระหว่างกองทัพกับพรรคเพื่อไทยมันมีอยู่สูงมาก เขาจะมีอาการที่เรียกว่าจ้องมองซึ่งกันและกัน แต่กับคุณอนุทินไม่เลย กองทัพสามารถขี่หลังได้ 100% ถ้าคุณไม่มีกองทัพหนุนอยู่ รัฐบาลคุณไม่รอด” สุภลักษณ์กล่าว นอกจากนั้นเขาเห็นว่า การเคลื่อนไหวและการตอบสนองของฝ่ายไทยล่าสุดในการระงับข้อตกลงสันติภาพก็ชี้ว่าฝ่ายอนุรักษนิยมและทหารสายเหยี่ยวของไทยยังไม่อยากหยุดความขัดแย้ง อีกทั้งการโยกย้ายตำแหน่งในกองทัพเพิ่งผ่านไปเดือนกันยายน-ตุลาคม สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือแสดงว่าพวกเขาเข้มแข็งไม่ยอมอ่อนข้อให้กัมพูชาเพื่อที่จะสร้างความชอบธรรมให้สถานะทางการเมืองของกองทัพให้อยู่เหนือรัฐบาลต่อไป  สุภลักษณ์กล่าวว่า เหนือสิ่งอื่นใด พลเรือนกับกองทัพมีแนวคิดที่แตกต่างกัน กองทัพคิดแค่ว่าจะเอาชนะในสมรภูมิให้ได้ ไม่ว่าจะจ่ายเท่าไหร่ และสังคมไทยตกอยู่ภายใต้แนวคิดทางทหารแบบนี้นานเกินไปจนถอนตัวไม่ขึ้น นั่นทำให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ นักวิชาการทั้งหลายพลอยคิดไปด้วยว่าเกียรติภูมิของชาติคือการยึดประสาทตาควายแล้วก็ไล่ ชาวกัมพูชาออกไปจากบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้วเพื่อให้ได้พื้นที่ไม่กี่ไร่ตามแนวตะเข็บชายแดนมา แล้วนักวิชาการก็มาอธิบายให้กลายเป็นเรื่องของเกียรติภูมิของชาติและอธิปไตยที่เป็นเรื่องนามธรรม  “คอมเมนเตเตอร์ทั้งหลายแหล่ที่ออกทีวีเป็น narrative ทางทหาร เขาไม่คำนึงเลยว่าเศรษฐกิจของเรากำลังกำลังจะมีปัญหา การค้ามันหยุดชะงักมา 3 เดือนแล้ว ความเดือดร้อนของประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนมันจะขนาดไหน เขาไม่คำนึงเลยว่าความจริงแล้ว เศรษฐกิจไทยพึ่งพิงแรงงานกัมพูชาเป็นล้านหายไปเกือบหมดแล้ว จะอยู่ยังไง เขาไม่คำนึงเลยว่ากัมพูชาต่อต้านสินค้าไทยจะสร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของไทย เพราะฉะนั้นเมื่อเรื่องเล่าทางทหารครอบงำสังคมจนกระทั่งเราก็ถอนตัวไม่ขึ้น และเมื่อมีใครพูดถึงความเสียหายในทางเศรษฐกิจ คนนั้นๆ ก็จะโดนสังคมประณาม” * ข่าว * ความมั่นคง * กรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา * สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี * ฮุน เซน * ฮุน มาเนต * อนุทิน ชาญวีรกูล
dlvr.it
November 14, 2025 at 2:35 PM
ภาพรวมคดีฮั้ว สว. เกือบ ‘รู้หมู่รู้จ่า’ ยุครัฐบาลเพื่อไทย ลุ้นเฟสใหม่ ไอติม-ไอลอว์ ตามจี้
ภาพรวมคดีฮั้ว สว. เกือบ ‘รู้หมู่รู้จ่า’ ยุครัฐบาลเพื่อไทย ลุ้นเฟสใหม่ ไอติม-ไอลอว์ ตามจี้ See Think Tue, 2026-09-08 - 19:28 * ดีเอสไอยุคเพื่อไทย สอบสวน 7,000 พยาน-ตรวจสอบบัญชี * ‘ส้มหล่น’ อนุทินเป็นนายกฯ พยานกลับคำให้การ ดีเอสไอส่งฟ้องแค่ 8 คน  * ภูมิธรรม - ทวี สอดส่อง โดนคดี  * เฟส 2 เปิดโดย ‘ยิ่งชีพ ไอลอว์’+‘ไอติม พริษฐ์’ ทยอยเปิดหลักฐาน * 14 ก.ย. ลุ้น กกต.จะสั่งฟ้องผู้ต้องหา 229 คน หรือไม่ แค่ไหน ย้อนเส้นทางคดีโกงเลือก สว. จากยุคเพื่อไทย-ภูมิใจไทย คดีโกงการเลือกตั้ง สว.ตั้งต้นในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย นำโดยแพทองธาร ชินวัตร และเป็นชนวนให้ภูมิใจไทยออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แม้ในฉากหน้าจะยกเรื่อง ‘คลิปอังเคิล’ ก็ตาม ก่อนหน้านั้นไม่นานดีเอสไอรับคดี สว.เป็นคดีพิเศษ ท่ามกลางการถกเถียงกันมากกว่า นี่เป็นอำนาจ กกต.เท่านั้นหรือไม่ ท้ายที่สุดบอร์ดดีเอสไอมีมติ 11:4 รับเป็นคดีพิเศษ ในความผิดฐานฟอกเงิน โดยไม่ยุ่งข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจร   มีนาคม 2568 พล.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรมขณะนั้น เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ดีเอสไอมีพยานประมาณ 7,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ที่เข้าไปในพื้นที่การเลือก สว.ระดับประเทศ ที่เมืองทองธานีถึง 3,000 คน สอดคล้องรายงานของสำนักข่าวอิศรา ที่ระบุว่ามีพยาน 7,000 คนเหล่านี้มีทั้งคนที่เป็น สว.ปัจจุบัน และ สว.สำรอง ดีเอสไอสั่งแจ้งธุรกรรมทุกบัญชีในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนทั้งรายการรับ-จ่าย ตั้งแต่ 2,500 บาทขึ้นไป ค่าสมัคร สว.-ค่าถ่ายรูป-ค่าเดินทาง   จากนั้นปรากฏข่าว กุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว.เข้าร้องเรียนต่อดีเอสไอให้ช่วยคุ้มครอง หลังถูกข่มขู่ไม่ให้เข้าร่วมเป็นพยานในคดีฮั้วเลือก สว.โดยระบุว่า เกิดการข่มขู่พยานหลายคนให้ไปแจ้งความว่าดีเอสไอมีการบังคับพยานให้ซัดทอดบางพรรคการเมือง การข่มขู่ทำผ่านเครือข่ายนาย.อำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  จากนั้นไม่นาน รัฐบาลอนุทิน1 ถือกำเนิดอย่าง ‘ส้มหล่น’ ในเดือนกันยายน 2568  ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน มีพยานรายหนึ่งจาก จ.ขอนแก่น ได้ยื่นหนังสือถึงดีเอสไอโดย ‘ขอกลับคำให้การ’ ที่เคยให้กับดีเอสไอ ยืนยันว่าไม่มีโพยฮั้ว สว. ตามที่เคยให้การไว้ ขณะนั้นตนเองถูกบังคับข่มขู่ให้ให้การเท็จเพื่อให้ร้ายต่อพรรคภูมิใจไทย ด้านกลุ่ม สว.สำรองที่ออกมาเปิดโปงเรื่องการฮั้วระบุว่า การที่พยานกลับคำให้การกันรัวๆ ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลเป็นสีน้ำเงิน เดือน ธ.ค. 2568 ผู้ต้องหาที่ดีเอสไอส่งฟ้องต่ออัยการพิเศษข้อหาฟอกเงินเหลืออยู่เพียง 8 คน จากเดิมที่อนุกรรมการชุดที่ 26 ของ กกต.เองจะเคยมีความเห็นสั่งฟ้องทั้งหมด 229 คน ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ดีเอสไอในยุครัฐบาลแพทองธารไม่ได้ทำงานจนสุดทาง แน่นอนเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ทิศทางก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มีการไล่เช็คบิลอดีตรัฐมนตรี 2 คน คือ ภูมิธรรม เวชยชัย ที่เคยนั่งรองนายกฯ ในฐานะประธานบอร์ดดีเอสไอ  และ ทวี สอดส่อง ที่เคยคุมกระทรวงยุติธรรม และเป็นรองประธานบอร์ดดีเอสไอ โดยกลุ่ม สว.เสียงข้างมาก (ซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วเลือก สว.) ยื่นศาลรัฐธรรมนูญว่าทั้งสองใช้อำนาจในการแทรกแซงดีเอสไอเพื่อทำคดีฮั้วเลือก สว. เข้าข่ายไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ต่อมา 21 ม.ค. 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6:2 วินิจฉัยว่า ภูมิธรรมและทวี ไม่พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี โดยชี้ว่าทั้งสองไม่มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ทั้งนี้ การวินิจฉัยของศาล รธน.เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งสองได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้วจากการเปลี่ยนรัฐบาล แต่คดียังไม่จบเพราะ สว.ร้องไปยัง ป.ป.ช.อีกทางหนึ่งด้วยให้ตรวจสอบ ภูมิธรรม-บอร์ดดีเอสไอ รวม 11 คน ในความผิดมาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะการรับคดีฮั้วสว.เป็นการแทรกแซงอำนาจวุฒิสภาอย่างร้ายแรง ขณะที่ทวี และพ.ต.ต. ยุทธนา เจอข้อหาไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ปัจจุบันคดียังอยู่ในมือ ป.ป.ช. ถึงที่สุดที่มาของคำว่า ‘สว.สีน้ำเงิน’ ที่พูดกันทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึก มีการรายงานความผิดปกติต่างๆ ในกระบวนการมากมาย ตามข้อมูลจากไอลอว์ ระบุถึงปรากฎการณ์ผิดปกติหลายอย่าง เช่น สว. หลายคนได้คะแนนมากเป็นพิเศษจนล้นกระดาน, ในวันเลือกสว.ระดับประเทศพบผู้สมัครใส่เสื้อสีเหลืองเดินทางด้วยรถตู้พร้อมคนขับป้ายทะเบียนบุรีรัมย์  ผลลัพธ์ของการเลือกไขว้ปรากฏว่าจังหวัดฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยล้วนเป็นจังหวัดที่มี สว.หลายคน เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ ได้สว.ถึง 14 คน จังหวัดเล็กจิ๋วอย่างอ่างทองได้ สว. 6 คน สตูลได้ สว. 6 คน, อยุธยาได้สว.7 คน เป็นต้น กลางเดือน ก.ค. 2569 วิปฝ่ายค้านนำ ‘พยาน’ ซึ่งเป็นพยานบุคคลในคดีโกงเลือก สว. ที่เป็นผู้สมัคร สว. 4 คน มาเปิดหน้าแฉกระบวนการโกง สว. เป็นครั้งแรก  หลังจากนั้นราวหนึ่งสัปดาห์ ยิ่งชีพ  อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ ยื่นข้อมูลให้ฝ่ายค้านตรวจสอบกรณีฮั้วเลือก สว. ที่เชื่อมโยงนักการเมืองใหญ่ของภูมิใจไทยถึง 9 คน พร้อมระบุพฤติการณ์อย่างชัดเจนว่าแต่ละคนเกี่ยวกันอย่างไรจากปากคำของพยานบุคคล แม้หลายส่วนจะไม่ได้ ‘ใหม่’ เป็นการรวบรวมสิ่งที่กระจัดกระจายให้เห็น ‘โครงหลัก’ ว่าขบวนการนั้นทำงานมโหฬารและมีประสิทธิภาพอย่างไร และเป็นครั้งแรกที่มีการระบุชื่อบุคคลหลายคนและสรุปพฤติการณ์อย่างชัดเจน การเปิดประเด็นและยื่นหนังสือของไอลอว์ กลายเป็นไฟลามทุ่ง ทุกสื่อเชิญเขาไปออกรายการ สังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทำให้ไอลอว์เดินหน้าต่อในการค่อยๆ เปิดข้อมูลอีกหลายระลอกร่วมกับฝ่ายค้าน เพื่อเป้าหมายปลายทางคือ ขอให้ กกต.สั่งฟ้องไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อให้ไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์กันที่นั่น อย่างงุบงิบปัดตกเองในชั้น กกต.- องค์กรอิสระที่มีข้อครหามากที่สุดองค์กรหนึ่ง ถึงความชอบธรรมของที่มาและการดำนินงาน จากนั้น กกต.ประกาศเลื่อนลงมติชี้ชะตาคดี "ฮั้ว สว." ไปเป็นวันที่ 14 ก.ย. โดยขอเวลาพิจารณาหลักฐานเพิ่มเติม ท่ามกลางข้อกังขาจากหลายฝ่ายว่าเป็นแค่เกมยื้อเวลาออกไปหรือไม่ เพราะเดิมมีการคาดว่าเป็นวันจันทร์ที่ 31 ส.ค.  ส่วนฝ่ายค้านวางจังหวะทิ้งทวนชุดใหญ่ไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งเวทีที่ต้องย้ายมาจัดที่รัฐสภาแทนโรงแรมพูลแมน, เวทีเรื่องวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระที่มีการเชิญ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธาน กมธ.ยกร่าง รธน. และ วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. มาร่วมชำแหละ  27 ส.ค. 2569 กกต. มีมติให้ดำเนินคดีอาญาผู้สมัคร สว. ที่ไม่มีสิทธิสมัคร 1,767 ราย การจัดการ ‘มดตัวเล็กๆ’ ครั้งนี้ของ กกต.ในด้านหนึ่งก็ถูกมองว่าทำไปเพื่อพยายามลดกระแสสังคม  ความเคลื่อนไหวที่แวดล้อมคดีโกง สว. ยังเกิดขึ้นอีกหลายอย่าง เช่น  อย่างแรก 3 ก.ย. สะพัดข่าวลือ ‘สลับขั้ว 2 อธิบดี’ เปลี่ยนตัวอธิบดีกรมคุมประพฤติ  ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล ให้มาคุมดีเอสไอแทน พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ หัวหน้าพนักงานสอบสวนดีเอสไอ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างมาก เพราะ ร.ต.อ. ปิยะ นั่งอยู่ในคณะอนุวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 ของ กกต.และเป็น 1 ใน 5 เสียงข้างมากที่ลงมติ “ยกฟ้อง” ผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว.ทั้งหมด 229 คน ในมุมของ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.ปชน.เห็นว่า ถ้าข่าวลือนี้จริง อาจเป็นความพยายามโยกย้ายข้าราชการเพื่อให้เป็นคุณต่อฝ่ายตัวเอง อย่างที่สอง คือ ความเคลื่อนไหวของ กมธ.ตำรวจ ที่มี สส.พรรคภูมิใจไทยเป็นประธาน ได้เรียก "พริษฐ์" และ "ยิ่งชีพ" เข้าชี้แจงกรณีการเผยแพร่รายงานการสอบสวนคดี ฮั้ว สว. หลังดีเอสไอเข้าแจ้งความกองปราบฯ ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน ด้านประธาน กมธ. ยืนยันว่าเป็นการทำตามหน้าที่ ไม่ได้เป็นเกมการเมืองสกัดฝ่ายค้าน  อย่างที่สาม คือ กระทู้ในสภา สส.ชายแดนใต้ พรรคภูมิใจไทยเสนอเลื่อนญัตติด่วนเรื่องไฟใต้ขึ้นมาคุยก่อน ด้านฝ่ายค้านมองว่าฝั่งรัฐบาลเอาเรื่องไฟใต้มาปาดหน้า แทนที่จะได้คุยเรื่อง “รายงานของ กกต.” ตามวาระเดิมที่วางไว้ เพราะสาระสำคัญของรายงานชุดนี้คือการทำงานของ กกต.ในปี 2567 ซึ่งคาบเกี่ยวกับ คดีโกง สว. ทำให้ไม่ได้อภิปรายกันในเรื่อง กกต. ผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.มีใครบ้าง 229 คน สว.-นักการเมือง โยงใยหลายระดับภูมิใจไทย ผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วสว. ทั้ง 229 คนตามมติของคณะกรรมการไต่สวนฯ ชุดที่ 26  ซึ่งส่งให้ กกต.เมื่อ 17 ก.ค.2568 (ช่วงภูมิธรรม เวชชยชัย เป็นรักษาการนายกฯ) แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่ม สว.-ผู้สมัคร * สว. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ตอนนี้ 138 คน * สว. สำรองและผู้สมัคร 50 คน นักการเมือง-เครือข่าย * รัฐมนตรี สส. และคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 21 คน รวมถึงอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี * บุคคลอื่นๆ อีก 20 คน ซึ่งรวมถึงเครือญาติของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย อดีตสส. ผู้สมัครสส. หรือผู้ช่วยสส. พรรคภูมิใจไทย นักการเมืองท้องถิ่น และบุคคลอื่นๆ ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วสว. เช่น ถูกกล่าวหาว่าโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. หรือมีพฤติกรรมร่วมกับผู้ถูกกล่าวหารายอื่น รายชื่อบุคคลสำคัญในกลุ่มนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างชัดเจนและเป็นระบบช่วงปลายเดือน ก.ค. 2569 เมื่อไอลอว์ยื่นข้อมูลให้ฝ่ายค้านตรวจสอบนักการเมือง 9 ราย ว่ามีส่วนร่วมในขบวนการโกงเลือก สว.หรือไม่ คนกลุ่มนี้ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี, 5 รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้, สส. และอดีตนักการเมือง โดยไอลอว์ระบุพฤติการณ์การมีส่วนร่วมในรูปแบบที่แตกต่างกัน ไล่ตั้งแต่ “รู้เห็น” “มีส่วนร่วมทุจริต” จนถึงขั้น “เป็นหัวหน้าขบวนการ” บรรดา สว.ตัวจริงที่ถูกกล่าวหานั้นกระจายตัวอยู่ในพื้นที่หลายสิบจังหวัด แต่จำนวนมากที่สุดมาจากจังหวัดบุรีรัมย์ (14 ราย) รองลงมาคือสุรินทร์ (7 ราย) พระนครศรีอยุธยา (7 ราย) สตูล (6 ราย) และอ่างทอง (6 ราย) ในจังหวัดบุรีรัมย์ไม่ได้มีแค่ผู้สมัครที่ถูกกล่าวหา แต่ยังมีสส.เขต และนักการเมืองจากตระกูลบ้านใหญ่ประจำจังหวัดอย่างเนวินและไชยชนก ชิดชอบ ที่ถูกกล่าวหาอีกด้วย ส่วนนักการเมืองอื่นๆ ที่อยู่ในลิสต์นอกจากกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแล้วยังมีสมาชิกตระกูลบ้านใหญ่สีน้ำเงินจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปริศนานันทกุล จากอ่างทอง และ ไทยเศรษฐ์ จากอุทัยธานี นอกจากนี้ยังมีสส.เขตจากจังหวัดต่างๆ คือศรีสะเกษ พระนครศรีอยุธยา พิจิตร สตูล เลย บุรีรัมย์ กระบี่ สุราษฏร์ธานี อุบลราชธานี สุโขทัย และอำนาจเจริญ ซึ่งมีข้อมูลว่าพัวพันไปถึงเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น พริษฐ์เคยเล่าในงานเสวนาของวิปฝ่ายค้านว่ามีพยานหลายคนระบุว่ามีการวางแผนแบ่งทีมยึดวุฒิสภาโดยเน้นไปที่จังหวัดขนาดเล็กมีจำนวนอำเภอน้อย เนื่องจากจำนวนผู้สมัครที่ต้องใช้เพื่อการันตีว่าจะมีตัวแทนเข้าถึงระดับประเทศจะน้อยกว่า และถ้าดูจากผลคะแนนที่ออกมาจะพบว่ามีการกระจุกตัวของ สว.ตามจังหวัดขนาดเล็ก เช่นอ่างทอง สมุทรสงคราม สตูล อุทัยธานี สิงห์บุรี และอำนาจเจริญ โดยมีสัดส่วนสว.เกินขนาดประชากร หลักฐานสำคัญมีอะไรบ้าง ปล่อย “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” สั่งไม่ฟ้องไหวหรือ ? 📍เส้นเงิน เส้นเงินเป็น ‘จุดตาย’ ที่สำคัญที่สุดในการพิสูจน์ความผิดว่าการฮั้วดังกล่าว มีความเป็นขบวนการและมีการให้ผลประโยชน์กัน  หลักฐานสำคัญคือการที่ไอลอว์เปิดเปิดความเห็นของรองเลขาฯ กกต. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 (ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นรัฐบาลอนุทิน1 พอดี) พบว่า มีการจ่ายเงินให้ผู้สมัคร สว.ในหลายพื้นที่เพื่อให้เลือกผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง  อันที่จริงแล้วมีหลายคน หลายจังหวัด แต่จะยกตัวอย่างที่ชัดเจน 3 แห่ง ได้แก่  * สุราษฎร์ธานี  ไอลอว์เปิดเผยหลักฐานที่ระบุว่าเป็น “เส้นเงิน” ของ สุบิน ศักดา ซึ่งเป็นผู้ช่วยของ สส. ภูมิใจไทยในพื้นที่ โอนเงินให้ผู้สมัครสว. 10 คนในช่วงวันเลือกสว.ระดับจังหวัด  พบภาพสุบินสวมเสื้อแจ็คเก็ตมีโลโก้พรรคภูมิใจไทย และมีข้อความที่ปักลงในเสื้อดังกล่าวด้วยข้อความว่า “สุบิน ศักดา ผู้ช่วย สส.พิชัย ชมภูพล เขต 6 สุราษฎร์ธานี” ในบัญชีติ๊กตอกที่ใช้ชื่อว่า @subinsakda  หนึ่งในคนที่ได้รับเงินโอนจากสุบิน คือ ณัฐพงษ์ สาโรจน์ ผู้สมัครสว. กลุ่ม 17 จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขาซึ่งเป็นพยานให้กับดีเอสไอได้เปิดหน้าเล่าว่ามีผู้ช่วยสส. โทรศัพท์มาเสนอเงินให้เขา โดยคนที่โทรมาพูดว่า “ช่วยนายหัวหน่อยได้ไหม” ซึ่งตัวเขาเข้าใจว่านายหัวที่ถูกพาดพิงหมายถึงสส.  เงินที่ณัฐพงษ์ได้รับ คือ 3,000 บาทในการเลือกระดับอำเภอ ซึ่งเขาตัดสินใจรับเงินเพื่อให้ความผิดสำเร็จ และมีการเสนอเงินอีก 2,000 บาทในการเลือกระดับจังหวัด แต่เขาไม่ได้ผ่านเข้ารอบระดับประเทศ * หนองบัวลำภู  มีพยานให้การว่าสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็นสว. ได้โอนเงินไปให้ภัณนิภา ผาสุข และต่อมาภัณนิภาได้โอนเงินรวมประมาณ 105,000 บาทไปให้ผู้สมัครสว. อย่างน้อย 7 ราย  และมีพยานให้การว่าถูกชักชวนให้ไปรวมตัวกันที่โรงแรมธาราแกรนด์ จังหวัดปทุมธานี โดยพยานได้พบกับสรชาติและภัณนิภา มีการเสนอเงิน 500,000 บาทต่อคน นอกจากนี้ยังมีการเตรียมห้องพักไว้ให้ และภัณนิภายังโอนเงินค่าเดินทางและแจกเสื้อแขนสั้นสีเหลือง ให้ใส่ นอกจากนี้ยังมีพยานที่ให้การว่าภัณนิภาส่งเอกสารเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยสว. ให้และสั่งให้โอนเงินเดือนคืน การตรวจสอบจากศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกระบวนการยุติธรรมพบว่าสรชาติและภัณนิภามีบุตรร่วมกัน สรชาติโอนเงินให้ภัณนิภาหลายครั้ง และภัณนิภาโอนเงินให้ผู้สมัครสว. เลขาธิการกกต. จึงเห็นว่าทั้งสองเป็นคนใกล้ชิดกระทำการร่วมกันหรือรู้เห็นเป็นใจด้วยกัน นอกจากนี้พริษฐ์ยังระบุว่าพบหลักฐานเป็นแชตไลน์เกี่ยวข้องกับเส้นเงินในกรณีที่จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งพบทั้งโพยและสลิปโอนเงิน มีการกล่าวอ้างถึงรายชื่อผู้สมัครใน “สายเรา” และมีการส่งพิกัดโรงแรมธาราแกรนด์ให้พยาน สอดคล้องกับหลักฐานจากพยานบุคคลอื่นที่บอกว่าโรงแรมดังกล่าวเป็นหนึ่งใน “ศูนย์ทำโพย” ที่มีผู้สมัครสว. ไปรวมตัวกัน สนั่นชัย ช่วยอุดมธนิกิจ ผู้สมัครกลุ่ม 17 เล่าในเวทีเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. - เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.” ของวิปฯ ฝ่ายค้านว่าเขาเป็นผู้ประสานงานในกลุ่มของสรชาติ โดยสรชาติแจ้งว่าจะจ่ายเงินค่าประสานงานให้สนั่นชัย 500,000 บาท ซึ่งสนั่นชัยประสานคนราว 20 คนมาโหวตให้สรชาติเป็นสว. แต่ปรากฎว่าไม่มีการจ่ายเงินตามที่ตกลงกันไว้ และเมื่อทวงถาม สรชาติก็แจ้งว่าเป็นเพราะการลงคะแนนไม่เป็นไปตามโพย จากนั้นจึงมีการแต่งตั้งให้สนั่นชัยเป็นผู้ช่วยสว.ของสรชาติเป็นเวลา 2 เดือน * นครพนม มีพยานให้ข้อมูลว่า สากล ภูลศิริกุล ซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็นสว. ติดต่อให้ไปร่วมประชุมที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้พบกับผู้สมัครสว. จังหวัดอื่นอีกกว่า 200 คน มีการจัดเลี้ยงอาหารเครื่องดื่ม โดยพยานบอกว่าได้พบกับ ศุภชัย โพธิ์สุ, สิทธิกร ธงยศ และสมหมาย ศรีจันทร์ ซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็นสว. โดยมีปริญญา ธรเสนา ซักซ้อมลงคะแนนและจัดการให้ผู้เข้าร่วมประชุมตีตารางกรอกหมายเลขผู้สมัคร ต่อมาศุภชัยพูดว่าถ้ามีใครในห้องไม่ได้รับเลือกเป็นสว. จะได้ผลัดกันเป็นผู้ช่วยสว. คนละ 2 ปี นอกจากนี้ยังมีพยานบอกว่าสิทธิกรกล่าวว่าถ้าใครไม่มีแต้มให้มาเอาเงินสดกับตน 300,000 บาท และมีพยานให้การว่าสิทธิกรโทรศัพท์มาพูดคุยเรื่องการจัดตั้งกลุ่มในการลงคะแนนและเสนอเงินให้ 100,000 บาท โดยจะมัดจำก่อน 50,000 บาท จะจ่ายค่าที่พักและตั๋วเครื่องบินให้ พร้อมเสนอตำแหน่งผู้ช่วยสว. 📍โพยใบสั่ง-ศูนย์ทำโพย เลือกเบอร์เดียวกัน เป๊ะยันลำดับ จากความเห็นของรองเลขาฯ กกต. มีพยานหลายคนให้ข้อมูลว่ามีการวางแผนประชุมตามโรงแรมต่างๆ เพื่อทำโพยสำหรับใช้เลือกสว. ในระดับประเทศ และโพยฮั้วที่ได้จากการไต่สวนก็มีเลขผู้สมัครของสว. 140 คนปรากฎอยู่ พยานบุคคลยืนยันสอดคล้องกับหลักฐานที่ปรากฏว่ามีการทำเป็นตารางและกรอกหมายเลขลงในหน้าสุดท้ายหรือหน้าใกล้เคียงหน้าสุดท้ายของเอกสารแนะนำตัวเพื่อให้นำไปใช้ลงคะแนน ผลการลงคะแนนปรากฏว่ามีการเขียนลำดับเลขประจำตัวผู้สมัครไปในทางเดียวกับโพยที่พบ ซึ่งจากการไต่สวนพยานที่เป็นนักคณิตศาสตร์และนักสถิติพบว่าการลงคะแนนเป็นกลุ่มรูปแบบเดียวกันมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากหรือไม่มีเลย จึงมองได้ว่าอาจมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส. สมุทรปราการเขต 1 พรรคประชาชน ระบุในงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 9 ส.ค. ว่าจากการรวบรวมภาพบัตรลงคะแนนในรอบเช้ามาถอดข้อมูล พบว่า * ในหลายกลุ่มอาชีพมีบัตรจำนวนมากที่ลงคะแนนให้ผู้สมัครหลายเลขเดียวกันถึง 10 คนและเรียงลำดับหมายเลขตรงกันทั้งหมด และ * เมื่อรวมบัตรที่เลือกผู้สมัครชุดเดียวกันแต่สลับลำดับหมายเลข ก็จะพบบัตรที่มีลักษณะสัมพันธ์กันประมาณ 18-23 ใบในหลายกลุ่ม และมีลักษณะการเรียงคะแนนคล้ายกัน คือผู้สมัครประมาณ 6 อันดับแรกอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกัน * ส่วนคะแนนของอันดับ 8 เป็นต้นไปจะลดลงอย่างชัดเจนในรอบบ่าย ซึ่งอาจสอดคล้องกับการวางเป้าหมายให้มีผู้ได้รับเลือกประมาณกลุ่มละ 6-7 คน ดิเรก พรสีมา ผู้สมัครสว. กลุ่ม 3 จากจังหวัดมหาสารคาม เล่าในเวทีเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. - เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.” ของวิปฯ ฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ว่าระหว่างการนับคะแนนในวันเลือกระดับประเทศ เขาสังเกตว่ามีการกากบาทหมายเลขตามโพยซ้ำๆ จึงยกมือประท้วงต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีการนำบัตรเก่ามานับคะแนนซ้ำหรือไม่ เพราะตัวเลขเหมือนกันหมด นอกจากนี้ยังมีผู้สมัครกว่า 20 คนในกลุ่ม 3 ที่ได้คะแนน 0 ศูนย์ทำโพย พริษฐ์ สส.ปชน.ระบุว่าช่วงวันที่ 24-25 มิ.ย. 2567 มีการรวมพลจากทั่วประเทศไปยัง “ศูนย์ทำโพย” อย่างน้อย 7 แห่งในหลายจังหวัดปริมณฑล สอดคล้องกับคำบอกเล่าของพยานหลายรายที่ให้การว่าได้รับการชักชวนไปร่วมประชุมวางแผนการเลือกสว. ตามโรงแรมต่างๆ โดยได้รับเงินและสิ่งของอื่นๆ  พยานหลายรายเล่าถึงพฤติกรรมการทำโพยไว้ในแนวทางเดียวกัน คือมีการให้ผู้สมัครเข้าไปในห้องประชุมของโรงแรม ยึดเครื่องมือสื่อสาร และมีผู้ดำเนินรายการทำหน้าที่บอกให้ตีตาราง 20 ช่องในเอกสารแนะนำตัว (สว.3) และให้จดหมายเลขที่ต้องเลือกด้วยมือ ซึ่งสถานที่ที่เป็นศูนย์ทำโพยเหล่านี้มีหลายที่ ตัวอย่างเช่น * โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา: มีการประชุมทำโพยฮั้วโดยได้รับแจกเสื้อสีเหลือง อาหารกล่อง และเงินสด 20,000 บาท  นักการเมืองที่ถูกกล่าวหาปรากฎตัว: ศุภชัย โพธิ์สุ (อดีตรองประธานสภา), สมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ (สส. สุโขทัย), เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร (อดีต สส. อยุธยา) * โรงแรมธาราแกรนด์ จังหวัดปทุมธานี:  มีพยาน 2 รายที่เปิดหน้าเล่าในเวทีที่จัดโดยวิปฝ่ายค้าน ว่าถูกชักชวนให้ไปรวมตัวกันที่โรงแรมนี้ โดยมีการเสนอเงิน 500,000 บาทต่อคน นอกจากนี้ยังมีการเตรียมห้องพักไว้ให้ และต่อมามีการโอนเงินค่าเดินทางและแจกเสื้อแขนสั้นสีเหลือง นักการเมืองที่ถูกกล่าวหาปรากฎตัว: วาริน ชิณวงศ์ (นายก อบจ. นครศรีฯ), วงศกร ชนะกิจ (อดีตผู้สมัคร สส. ภูเก็ต), สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ (พ่อของ รมช. มหาดไทย)  📍ประวัติการโทรศัพท์ * ในวันเลือกระดับประเทศมีผู้สมัครสว. จากจังหวัดอ่างทองหลายรายโทรหา ภราดร-กรวีร์ พี่น้องตระกูลปริศนานันทกุล ในช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืน ซึ่งยังนับคะแนนไม่เสร็จ โดยโลเกชันของผู้โทรและกรวีณ์อยู่ที่บริเวณเมืองทองธานี   ไอลอว์เปิดเผยเรื่องนี้โดยอ้างอิงจากเอกสารสำนวนคดี ทั้งนี้ ตามกฎหมายแล้วผู้สมัครสว. ต้องเก็บเครื่องมือสื่อสารตลอดการเลือกหากฝ่าฝืนจะมีโทษทางอาญา  * ต่อมา ภราดร ซึ่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือส่งถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ตรวจสอบที่มาของข้อมูลประวัติการโทรศัพท์ไอลอว์นำมาเปิด ส่วน กรวีร์ ออกมายืนยันว่าในวันนั้นตนเองอยู่อ่างทอง ไม่ใช่เมืองทองอย่างที่ถูกกล่าวหา * พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้ข่าวว่าเอกสารที่ไอลอว์นำมาเปิดเผยก่อนหน้านี้เป็นเอกสารจริงของกองคดีการเงินและการฟอกเงินภายใต้ดีเอสไอ และได้มีการตั้งคณะกรรมการว่าตรวจสอบแล้วว่าเอกสารหลุดไปได้อย่างไร ด้านดีเอสไอเองก็มอบหมายให้ผู้แทนกองกฎหมายเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามกรณีเอกสารหลุดด้วย * พนิดา สส.ปชน.เปิดเผยว่า ในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย. 2567 พบประวัติการโทรศัพท์ระหว่างสว. อลงกต วรกี อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี กับเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยจำนวน 31 ครั้ง และติดต่อกับชาดา ไทยเศรษฐ์ สส. พรรคภูมิใจไทยอีก 3 ครั้ง * พนิดาย้ำว่าไม่ได้สรุปว่าการโทรศัพท์ว่ามีการเลือกสว. เป็นเรื่องผิด แต่อยากให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ได้รับเลือกเป็นสว. กับรัฐมนตรี โดยจากการค้นข้อมูลพบว่าอดีตผู้ช่วยของอลงกตคนหนึ่งมีความสนิทสนมกับอดีตสมาชิกคณะทำงานของเจเศรษฐ์ 2 คน * พริษฐ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เปิดเผยว่า พบสัญญาณการโทรศัพท์ของสว. อย่างน้อย 40 คนบริเวณโรงแรมพูลแมนในวันที่ 21 ก.ค. 2567 ก่อนจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ โดยพริษฐ์ระบุว่าสว.ทั้ง 40 คนอยู่ในกลุ่มผู้ต้องหา 229 รายตามคำสั่งของคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 📍ความผิดปกติในวันเลือก สว.ระดับประเทศ * คนหลักร้อยแต่งตัวเหมือนกัน  * พบผู้สมัครสว. หลักร้อยคนแต่งกายเหมือนกัน คือสวมเสื้อสีเหลืองที่ใหม่มาก พร้อมสูทสีดำ ถือแฟ้มเอกสารลักษณะเดียวกัน และเกาะกลุ่มกันตลอดเวลา * ผู้สังเกตการณ์ยังพบคนเสื้อเหลืองกลุ่มหนึ่งเดินทางออกจากสถานที่เลือกพร้อมกันโดยมีรถมาจอดรอรับที่ด้านหลังอาคารชาเลนเจอร์ ซึ่งเป็นฝั่งที่ไม่ค่อยมีผู้คน หนึ่งในนั้นเป็นรถตู้ทะเบียนบุรีรัมย์ * ยิ่งชีพระบุในการให้สัมภาษณ์กับ the101world ว่าจากรายงานการประชุมของดีเอสไอ กลุ่มคนที่ใส่เสื้อเหลืองต้องการให้กลมกลืนกับเจ้าหน้าที่ กกต. เพื่อให้เดินไปมาหรือเข้าห้องน้ำได้โดยไม่ต้องถูกติดตาม เพราะบุคคลอื่นอาจเข้าใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. ด้านนันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากรจากเครือข่าย ConForAll ระบุในการสัมภาษณ์เดียวกันว่าจากการสัมภาษณ์ผู้สมัคร พบว่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองมีพฤติกรรมไปออกันในห้องน้ำ และหลังจากนั้นมีผู้พบโพยที่ถูกขยำตกอยู่ * ปรากฏการณ์ “คะแนนล้นกระดาน” รอบเลือกไขว้ * พบผู้สมัคร 6 คนในแต่ละกลุ่มได้คะแนนทิ้งห่างผู้สมัครอีก 4 คนอย่างชัดเจน โดยเกิดเป็นแพทเทิร์นเดียวกันทั้ง 20 กลุ่ม * นอกจากนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีผู้สมัครหลายคนที่ระบุอาชีพเดียวกันในเอกสารการสมัคร เช่น เย็บผ้า เก็บขยะในคลอง และไปสมัครในพื้นที่จังหวัดเดียวกัน 📍แพทเทิร์นซ้ำๆ สมัครไม่ตรงกลุ่ม-แต่งตัวเหมือนกันในใบสมัคร ในจังหวัดอ่างทอง พื้นที่ของบ้านใหญ่ “ปริศนานันทกุล” iLaw รายงานว่าพบปัญหาการสมัครไม่ตรงกลุ่ม เช่นในอำเภอป่าโมก ที่ผู้สมัครกลุ่ม 12 (ผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรม) ไม่มีใครมีประวัติเข้าข่ายผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเลย โดยแต่ละรายเขียนใบสมัครว่ามีอาชีพรับจ้าง และหนึ่งรายเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน  นอกจากนี้ยังพบว่าผู้สมัครกลุ่ม 17 (ประชาสังคมและองค์กรสาธารณประโยชน์) ในทุกอำเภอเขียนประวัติว่าเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือเขียนประวัติการทำงานเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน โดยทุกอำเภอมีผู้สมัครกลุ่ม 17 ประมาณ 4-5 คนเหมือนกัน ในอำเภอวิเศษชัยชาญ ผู้สมัครแต่ละคนเขียนประวัติในทำนองเดียวกันว่าเคยออกหน่วยเคลื่อนที่ ในอำเภอสามโก้ พบว่าผู้สมัครแต่งตัวเหมือนกันหมดในภาพถ่าย คือใส่เสื้อโปโลมีโลโก้อสม. ที่กระเป๋าด้านซ้าย ส่วนในอำเภอเมือง ผู้สมัครใส่สูทและเสื้อคอปกสีขาวเหมือนกันทั้งหมด งาน อสม. เป็นงานที่ได้รับค่าตอบแทนจากรัฐ และไม่ใช่การประกอบอาชีพ ผู้สมัครหลายรายเขียนประวัติว่ามีอาชีพอื่น เช่น เกษตรกรรม ทำสวน รับจ้าง ลักษณะการ “สมัครไม่ตรงกลุ่ม” หรือเขียนประวัติการทำงานในทำนองเดียวกันเช่นนี้ยังพบในจังหวัดอื่นอีก เช่นบุรีรัมย์ ที่มีผู้สมัครกลุ่ม 16 (ศิลปะวัฒนธรรม) เขียนประวัติว่าเคย “เข้าร่วม” กิจกรรมทางวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านต่างๆ และกลุ่ม 17 (ประชาสังคม) ที่มีผู้สมัครหลายรายสวมเสื้อและเนคไทเหมือนกันในภาพถ่ายประกอบใบสมัคร และเขียนประวัติการทำงานว่าเป็นอสม. และใช้ชุดคำใกล้เคียงกัน อย่างการเขียนว่าเป็นผู้มีความเสียสละ เป็นต้น  หนึ่งในสว. ทั้ง 14 คนจากบุรีรัมย์คือชาญชัย ไชยพิศ จากกลุ่ม 17 ไอลอว์ตั้งข้อสังเกตว่าเขาทำงานด้านการศึกษา เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน และเป็นนายกสมาคมผู้บริหารและครูโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด (ประเทศไทย) แต่สมาคมดังกล่าวจดทะเบียนจัดตั้งที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 ส่วนสมาคมชื่อเดียวกันที่จดทะเบียนที่กรุงเทพ จัดตั้งเมื่อเดือนมิถุนายน 2554 แต่จากเอกสารสว. 3 ชาญชัยระบุว่าเป็นนายกสมาคมฯระหว่างปี 2564 - 2566 หรือเพียง 3 ปีเท่านั้น ไม่ถึงเกณฑ์ 10 ปีตามกฎหมาย ส่วนในจังหวัดอำนาจเจริญ อีกพื้นที่ของบ้านใหญ่สีน้ำเงิน มีสว. 2 คนจากลุ่ม 10 ซึ่งเป็นกลุ่มของผู้ประกอบกิจการขนาดใหญ่ คือ สมพาน พละศักดิ์ ที่เขียนประวัติว่าขายก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ และแดง กองมา เขียนประวัติว่าขายหมู ไอลอว์รายงานว่าแดงมีเขียงหมูอยู่ในตลาดวิชิตสินจริง แต่กิจการของแดงไม่น่ามีจำนวนลูกจ้างและกำไรเข้าเกณฑ์กิจการขนาดใหญ่กว่า SMEs ได้ ด้านสมพานเคยให้สัมภาษณ์ว่าจริงๆ ตนขายก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา แต่ชื่อร้านที่ระบุไม่พบในกูเกิ้ลแมป พบเพียงภาพสมพานทำงานในร้าน “ครัวต้นกระโดน” ส่วนในเฟสบุ๊คระบุว่า “ก๋วยเตี๋ยวนายพาน” มีพยานเดินทางไปร้านก๋วยเตี๋ยวไก่มะระร้านหนึ่งในอำเภอเมืองอำนาจเจริญและทราบจากพนักงานในร้านว่าสมพานเคยทำงานที่ร้านนี้แต่ไม่ใช่เจ้าของ อย่างไรก็ตาม แต่ละร้านที่เกี่ยวข้องยังเปิดมาไม่ถึง 10 ปี และไม่น่าจะมีจำนวนลูกจ้างและกำไรในปริมาณที่จะลงสมัครในกลุ่ม 10 ได้ ส่วนผู้สมัครอีก 3 คนจากอำเภอเมืองเขียนประวัติว่าเป็นผู้รับเหมา ค้าขาย และเป็นช่างทาสี ด้านผู้สมัครจากอำเภออื่นๆ ที่เข้าสู่การเลือกระดับจังหวัดก็ไม่น่าเข้าเกณฑ์ของกลุ่ม 10 เนื่องจากล้วนเขียนประวัติว่าค้าขายหรือรับจ้าง ข้อมูลแย้งกันเองใน กกต. ‘คณะ36’ กับคำสั่งไม่ฟ้อง สารพัดคำถามที่ไม่มีคำตอบ วันที่ 14 ก.ย. ที่จะถึงนี้ กกต.ชุดใหญ่จะลงมติส่งเรื่องฮั้วเลือก สว.ไปที่ศาลหรือไม่ ในเมื่อความเห็นจากการพิจารณาภายในของ กกต. ที่มีอยู่ทั้งหมด 3 ชั้น มีข้อเสนอที่แตกต่างกันอย่างมาก จึงเป็นที่น่าจับตาว่า กกต.ชุดใหญ่ทั้ง 7 คน จะพิจารณาจากเอกสารชุดใด ชั้นที่ 1 * คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน (ชุดที่ 26) มีมติเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2568 ว่าให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน เพราะมองว่า “มีมูลความผิด” “ชุดที่ 26” นี้เป็นการตั้งกรรมการร่วมระหว่าง กกต. และดีเอสไอมาทำงานร่วมกัน รวม 20 คน โดยมีหน้าที่ คือ รวบรวมพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝ่าย ผู้ร้อง & ผู้ถูกกล่าวหา สอบพยานปาก 2 ฝ่าย (มากกว่า 700 คน) ชั่งน้ำหนักหลักฐาน 2 ฝ่าย แล้วสรุปความเห็น เอกสารสำนวนของชุดที่ 26 จำนวนกว่า 90,000 หน้าอยู่ในมือของไอลอว์ ขณะนี้ทีมงานกำลังสรุปเพื่อทยอยเผยแพร่ในช่วงสัปดาห์หน้า ในช่วงที่คณะกรรมการชุดนี้มีมติสั่งฟ้องออกมา เป็นช่วงที่ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ นายกฯ ในขณะนั้นถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ 1 ก.ค.2668 และภูมิธรรม เวชชยชัย เป็นรักษาการนายกฯ  ชั้นที่ 2 * “ความเห็นของเลขาฯ กกต.” เสนอให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 140 คน แบ่งเป็น สว.ที่มีหมายเลขอยู่ในโพยอย่างน้อย 136 คน กับกลุ่มนักการเมืองอย่างน้อย 3 คน คือ 1 รัฐมนตรี, 2 สส.  เอกสารชุดนี้ทำโดย ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ปฏิบัติหน้าที่แทนแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ไว้เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2568 สาระสำคัญส่วนหนึ่งของเอกสาร เสนอให้ “ยกคำร้อง” ในส่วนของอนุทินและแกนนำภูมิใจไทยจำนวนหนึ่ง เนื่องจากเห็นว่าพยานเป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอ ข้อสังเกตของ ยิ่งชีพ ผอ.ไอลอว์ คือ เอกสารสรุปความเห็นเลขาฯ กกต.ชุดนี้มีข้อแตกต่างกับของชุดที่ 26 อยู่บ้าง แต่จุดต่างที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงที่ “จะฟ้องหรือไม่ฟ้องกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและท่านอนุทิน”   “ เลขาฯ บอกว่าไม่ฟ้อง (อนุทิน-กก.บห.พรรค ภท.-) เพราะจากพยานที่เล่ามา อาจยังไม่เพียงพอ (แต่สำนวนของอนุฯ 26) บอกว่าต้องฟัง (พยาน) แบบระมัดระวัง…แต่เขาดูละเอียดกว่า พยาน tier 2 ที่เล่าคนละนิดคนละหน่อย เช่น ได้รับเงิน ได้รับตั๋วเครื่องบิน เมื่อประกอบร่างพยานอีกหลายสิบปาก มันเป็นเครือข่ายที่มีรูปลักษณ์เดียวกันกับที่พยาน tier 1 อธิบายไว้ ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าสิ่งที่พยาน tier 1 เป็นความจริง”  ผอ.ไอลอว์ระบุ  ทั้งนี้ บริบทในช่วงเวลาที่เลขาฯ กกต.มีความเห็นดังกล่าวนั้น อยู่ในช่วงที่ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ได้รับการโหวตเป็นนายกฯ (ครั้งที่ 1) แล้วหลังมี MOA กับพรรคประชาชน และเป็นช่วงเวลาก่อจจะมีการโปรดเกล้าฯ ครม.เต็มรูปแบบในวันที่ 19 กันยายนเพียง 4 วัน  ชั้นที่ 3 * คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 หรือ “คณะที่ 36” กลับมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เสนอให้ยกคำร้อง ไม่สั่งฟ้องใครเลย  มติที่ให้ “ยกคำร้องทั้งหมด” หลุดออกมาจากสื่อหลายสำนัก เช่น ไทยพีบีเอส, ไทยโพสต์ และประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 โดยที่ กกต.ไม่ได้ออกมายืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ย้อนไปช่วงต้นของรัฐบาล ‘อนุทิน 1’ เนชั่นทีวีรายงานเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2568 ว่า กกต. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดและข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ขึ้นมา โดยลงนามเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568  คณะชุดนี้มาจากมาจากการเสนอชื่อของบอร์ด กกต. ชุดใหญ่  สำหรับเหตุผลที่มีการตั้งคณะที่ 36 ขึ้นมา พริษฐ์ สส.ปชน.เปิดเผยว่า ตัวแทน กกต.ที่มาเข้าร่วมประชุม กมธ.องค์กรอิสระ ชี้แจงเหตุผลว่าเป็นเพราะ “ภาระงานของคณะ 35 ชุดเยอะอยู่แล้ว ถ้าไปให้ดูคดีนี้ซึ่งมีความละเอียด จะยิ่งเพิ่มภาระเข้าไปอีก” หน้าที่ของคณะที่ 36 เป็นการฟังข้อมูลที่ถูกรวบรวมมา ได้แก่ ความเห็นของชุดที่ 26, ความเห็นเลขาฯ กกต. รวมทั้งอาจมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมจากชุดที่ 26 เช่น ประวัติการโทร พิกัดมือถือ แล้วจึงนำมาซึ่งการสรุปความเห็น นี่คือการคาดเดาของ พริษฐ์ สส.ปชน. ที่ว่าเป็นการคาดเดา ก็เพราะว่าพริษฐ์ในฐานะ สส. และ กมธ.องค์กรอิสระได้พยายามขอข้อมูล กกต.แล้วว่าคณะที่ 36 ทำงานอย่างไร แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ ทุกครั้งที่ถึงเดดไลน์ให้ข้อมูล กกต.ก็มักขอเลื่อนเสมอ แม้กระทั่งเมื่อ 18 มิ.ย. 2569 กมธ.องค์กรอิสระมีการประชุมเรื่องคดีโกง สว. โดยได้เชิญตัวแทนจาก กกต.เข้าร่วมให้ข้อมูลด้วย ก็ยังไม่มีใครตอบเรื่องคณะที่ 36 ได้ !!! คณะที่ 36 จึงมีพิรุธที่น่าตั้งคำถาม โดยพริษฐ์แบ่งออกเป็น 4 ด้าน * ที่มาและเหตุผลของการคณะที่ 36 ยังไม่ชัดเจนมากพอ * กระบวนการทำงาน ขาดข้อมูลว่าอนุฯ ชุดนี้ทำงานละเอียดมากน้อยเพียงไร เมื่อเทียบกับชุดที่ 26 * ความบังเอิญที่สอดรับกับธงทางการเมือง * เหมือนว่าปฏิบัติตนเป็นศาลเสียเอง : คณะที่ 36 มีความพยายามจะซักถามเพื่อตีตกหลักฐานที่น่าสงสัย ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ที่จะต้องพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย * ปกป้องนักการเมือง : เนื่องจากสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เล่าว่าคณะที่ 36 มีความพยายามตีกรอบกฎหมายเพื่อให้สาวไปไม่ถึง “น้ำเงินเข้ม” รวมถึงกรณีที่ แสวง เลขาฯ กกต.ออกมากาง 3 เงื่อนไขที่จะสามารถส่งฟ้องได้ ทำให้กรอบแคบลงอย่างมาก  * พยายามปฏิเสธความเป็นขบวนการ: การตีความหลักฐาน/เหตุการณ์แยกออกจากกัน  * ผลลัพธ์: ถ้ากกต.ไม่ส่งฟ้องแม้แต่คนเดียว จะค้านกับหลักฐานที่มี อย่างน้อยมีอยู่ 2 กรณีที่หลักฐานชัดเจน คือ เส้นเงินของ สุบิน ศักดา ที่โอนไปยังผู้สมัคร สว.10 คนก่อนวันเลือก สว. และกรณีนครพนมที่มีหลักฐานทั้งคลิปเสียง, การซื้อตั๋วเครื่องบินให้ รวมถึงหลักฐานการทำโพยที่โรงแรม เมื่อต้นเดือน ก.ย. 2569 ผู้ที่ออกมาเปิดข้อมูลเกี่ยวกับชุดที่ 36 คือ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โดยอ้างอิงหลักฐาน เอกสาร “รายงานการประชุมของอนุฯ ชุด 36” ที่เขาระบุว่าได้รับมาจากแหล่งข่าวในสำนักงาน กกต. สมชัยตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของบางรายชื่อในคณะชุดนี้ เช่น อนุกรรมการคนหนึ่งที่ชื่อว่า อนุชา จันทร์สุริยา ซึ่งทำหน้าที่นำการประชุมทุกครั้ง แทนที่จะเป็นประธานอนุกรรมการ  อนุกรรมการชุดดังกล่าวประกอบไปด้วย  * อนุชา จันทร์สุริยา ที่ปรึกษาประจำประธาน กกต. * อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ที่ปรึกษากรรมการ กกต. * นันทศักดิ์ พูลสุข อดีตอธิบดีอัยการคดีพิเศษ ผู้เคยทำคดียึดทรัพย์ทักษิณ ชินวัตร * เชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ * เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน * ธัชสกล พรหมจมาศ อดีตที่ปรึกษากรรมการการเลือกตั้ง * ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ สมชัยซึ่งเป็นอดีต กกต. ยังมาร่วมวิเคราะห์การทำงานของคณะที่ 36 ในเวทีแถลงข่าวของพรรคประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้ * ความชอบธรรมของคณะที่ 36 สมชัยระบุว่าการตั้งคณะที่ 36 นั้น ในทางกฎหมาย กกต. มีอำนาจตั้งได้ แต่น่าตั้งคำถามต่อเหตุผลและความชอบธรรม เพราะเดิมมีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 คณะ ซึ่งใช้ระบบเรียงลำดับรับคดี ขณะที่เหตุผลว่าต้องตั้งอนุฯ ที่ 36 เพื่อลดภาระงานและนำผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณาคดี ก็ยังต้องตรวจสอบว่ากรรมการทั้ง 7 คนมีคุณสมบัติสอดคล้องกับเหตุผลดังกล่าวจริงหรือไม่ * ประชุมกี่ครั้ง ยังคงเป็นปริศนา สมชัยกล่าวต่อไปว่า จากบันทึกการประชุมที่ได้รับมา อนุฯ ที่ 36 ประชุมโดยทั่วไปคือวันอังคารและพฤหัสบดี ครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง รวมแล้วอาจอยู่ที่ประมาณ 20-30 ครั้ง แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือรูปแบบการประชุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรับฟังทีมเลขานุการสรุปสำนวนของคณะฯ ที่ 26 โดยเฉพาะช่วงหลังที่แทบไม่ปรากฏการซักถามจากอนุกรรมการ ขณะที่ผู้สอบสวนจากคณะฯ ที่ 26 ไม่เคยถูกเรียกมาชี้แจง และเอกสารหลักฐานชั้นต้นจำนวนหลายหมื่นหน้าก็ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาโดยตรง * การตีกรอบกฎหมายที่แปลกๆ  สมชัยยังมีข้อสังเกตถึงการตีกรอบกฎหมายในช่วงต้นของการพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัคร สว. กับฝ่ายการเมือง เช่น การตีความเรื่อง “การยินยอมรับความช่วยเหลือ” และเจตนาที่จะได้รับเลือกเป็น สว. ซึ่งหากตีความแคบเกินไปอาจทำให้ความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองถูกตัดออกจากคดี สมชัยยังกล่าวต่อไปว่า หากภายหลังมีข้อพิพาททางกฎหมาย ควรขออำนาจศาลตรวจสอบรายงานการประชุมครั้งสุดท้ายของอนุฯ ที่ 36 และความเห็นส่วนบุคคลของอนุกรรมการแต่ละคน เพื่อดูว่ามติยกคำร้องตั้งอยู่บนกรอบการตีความกฎหมายอย่างไร ทั้งนี้สุดท้าย กกต. ทั้ง 7 คนต้องรับผิดชอบต่อคำวินิจฉัยของตนเอง สำหรับประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือของอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 เมื่อพิจารณาเป็นรายบุคคลนั้น ชยพล สะท้อนดี สส.ปชน. เปิดเผยแผนผังความเชื่อมโยงที่ระบุว่าอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ทั้ง 5 คน กับผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว.ต่างมีความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายกันผ่านการเข้าร่วมเรียน 2 “หลักสูตรคอนเนกชั่น” คือ หลักสูตร พตส. (พัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง ของ กกต.) และ หลักสูตร นธป. (นิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย ของศาลรัฐธรรมนูญ) ซึ่งมีทั้งบุคคลในแวดวง กกต. และบุคคลทางการเมืองเข้าร่วม  ทั้งนี้ สส.ชยพล ย้ำว่าการเข้าอบรมหลักสูตรเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่ามีการกระทำผิด แต่ประเด็นที่ต้องการตรวจสอบคือเครือข่ายความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อความเป็นกลางของผู้มีอำนาจวินิจฉัยคดีหรือไม่ เลขาฯ กกต. กาง 3 เงื่อนไข “ส่งฟ้องได้” เดือน ส.ค. 2569 แสวง บุญมี เลขาฯ กกต. ออกมาบอกว่า กกต.จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาได้ ต้องผ่าน 3 เงื่อนไขต่อไปนี้ * ต้องเป็นการกระทำของ “ผู้สมัครรับเลือกตั้ง” หรือผู้สมัครรู้เห็นการกระทำของบุคคลอื่น * ต้องมีพฤติการณ์เข้าข่ายทุจริต เช่น จ้างลงสมัคร-จ้างลงคะแนน-สมยอมแลกคะแนน หรือ ให้ประโยชน์เพื่อให้เลือกตัวเอง * ต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกนั้นไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม พริษฐ์ สส.พรรค ปชน. ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ออกมาแสดงความเห็นแย้งเลขาฯ กกต. ว่า ตัวบทกฎหมายไม่ได้จำกัดเฉพาะ “ผู้สมัคร” แต่ครอบคลุมถึงบุคคลอื่นด้วย อ้างอิงจากมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.การได้มา สว.ระบุคำว่า “ผู้สมัครหรือผู้ใด” ที่มีหลักฐานว่าทุจริตหรือรู้เห็นกับการทุจริต กกต.ก็สามารถส่งฟ้องได้เลย นอกจากนี้ กกต.เองก็เคยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกามาแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาก็ไม่ได้เป็นผู้สมัคร  นอกจากนี้ในช่วงเดียวกันยังมีความเคลื่อนไหวของนักกฎหมาย 53 คน เรียกร้องให้ กกต.ส่งเรื่องไปศาล ด้วย อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีที่ กกต. ส่งคำร้องให้ศาลฏีกาตัดสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของผู้สมัครสว. เนื่องจาก “สมยอมแลกคะแนน” กันมาแล้ว โดยมีหลักฐานเป็นแชทไลน์ระหว่างผู้สมัครที่มีการขอแลกคะแนนกัน เช่นในกรณีของผู้สมัครจากจังหวัดนครราชสีมา ที่ต่อมาศาลฎีกาตัดสินให้เพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง 10 ปี เพราะเห็นว่าทำให้กระบวนการเลือกไม่ได้มาจากเจตจำนงอิสระของผู้ลงคะแนนและไม่ได้พิจารณาจากความรู้ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ของผู้สมัครตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ และเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น และยังมีกรณีคล้ายกันในจังหวัดชลบุรีและปทุมธานี ที่ถูกเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งเช่นกัน ในจังหวัดยะลา ยังมีกรณีที่ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลกรณีผู้สมัครจับกลุ่มแบ่งสายเพื่อแลกคะแนนกัน เนื่องจากเห็นว่าการสมยอมกันลงคะแนนไม่ใช่การเลือกกันเองโดยสุจริต และยังมีอีกกรณีที่ กกต. สั่งฟ้องบุคคลที่ไม่ใช่ผู้สมัครสว. 3 ราย เนื่องจากมีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการจ้างคนมาลงสมัคร จ่ายค่าที่พัก ค่าเดินททาง และมีการจ่ายเงินแลกกับการให้ลงคะแนนตามหมายเลขที่เลือกไว้ ส่วนผู้สมัครที่ถูกร้องในคดีเดียวกัน กกต. แยกไปไต่สวนอีกสำนวนหนึ่ง ส่วนในจังหวัดร้อยเอ็ด ก็มีกรณีที่ กกต. สั่งฟ้องผู้สมัคร 7 ราย เนื่องจากมีหลักฐานทั้งข้องมูลทำธุรกรรม ข้อความแชทไลน์ คลิปวีดิโอการสนทนา และพยานบุคคลว่ามีการโอนเงินและเสนอผลประโยชน์เพื่อแลกคะแนนเสียง 3 แนวทางการตัดสินใจ หลักฐานจะถึงมือศาลกี่มากน้อย 14 ก.ย.ชี้ชะตา กกต. ยิ่งกว่า สว. มีการวิเคราะห์แนวโน้มของ กกต.ว่าเป็นไปได้ 3 แบบ คือ  1) กกต.เห็นตามคณะสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ส่งเรื่อง 229 คนไปให้ศาลฎีกาพิจารณา  2) กกต.เห็นตามคณะอนุวินิจฉัยฯ 36 ตีตกคำร้องทั้งหมด 229 คน  3) กกต.ส่งคำร้องแค่บางส่วนไปศาลฎีกา มีการประเมินว่าข้อ 3 น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุด โดยสังคมต้องร่วมจับตาว่าจะมีการตัดตอนส่งเรื่องไปที่ศาลแค่เฉพาะผู้ปฏิบัติการ ละเว้นผู้สั่งการ ผู้วางแผน หรือส่งเรื่องไปที่ศาลแค่บางจังหวัด ทั้งที่ต้องครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศหรือไม่ ตามมาตราที่ 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว สมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหาจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะพิพากษาว่าไม่ได้กระทำความผิด ถ้าศาลมีคำพิพากษาว่ากระทำความผิด ให้สมาชิกภาพของสว. ผู้นั้นสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ถ้าผู้ที่ถูกพิพากษาว่าผิดอยู่ในบัญชีสำรอง ให้มีการสั่งลบรายชื่อออกจากบัญชีสำรอง ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภากำหนดว่าจะต้องมีสมาชิกครบองค์ประชุม คือไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่จึงจะดำเนินการประชุมหรือลงมติได้ ยกเว้นในกรณีพิจารณาระเบียบวาระกระทู้ถามที่กำหนดให้มีสมาชิกไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของสมาชิกทั้งหมดจึงถือเป็นองค์ประชุมพิจารณาได้ หากสว. จำนวนมากถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็อาจมีผลให้ไม่สามารถดำเนินการประชุมหรือลงมติได้ ทั้งนี้ ถ้าหากว่า กกต.ชุดใหญ่มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล สว.ที่ถูกกล่าวหาจะยังไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที แต่จะต้องหยุดเมื่อศาลรับคำร้องแล้วเท่านั้น อีกคำถามหนึ่งก็คือ ทิศทางการลงมติของ กกต.ชุดใหญ่ในวันที่ 14 ก.ย. จะส่งผลต่อทิศทางคดีอั้งยี่-ฟอกเงินที่ดีเอสไอหรือไม่ เพราะยังอยู่ในระหว่างการสอบเพิ่มเติม หลังอัยการตีกลับสำนวนเมื่อเดือน ม.ค.ปี 2569  พนิดา สส.พรรค ปชน. ประเมิน 2 ฉากทัศน์ที่น่าจะเป็นไปได้ในฝั่งดีเอสไอ ดังนี้ * หาก กกต.ไม่ส่งฟ้องไปที่ศาล ดีเอสอาจจะเป่าคดีในมือตัวเอง โดยอ้างว่า “ไม่มีความผิดมูลฐาน” * หาก กกต.ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไม่ว่าจะกี่คนก็ตาม มือทำคดีก็จะไม่ได้เป็นคนเบิกความในชั้นศาล ในเมื่อ 2 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ที่อยู่ในชุดพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ซ่องโจร ได้ถูกย้ายไปแล้ว ก่อนหน้านี้เมื่อ 26 ส.ค. 2569 ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังจากนั้นไม่กี่วัน ปลัดคนใหม่ก็เซ็นคำสั่งทันที 2 ฉบับ คำสั่งดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เครือข่ายสีน้ำเงิน หนึ่ง – คำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยอย่างไม่ร้ายแรงต่อ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม DSI กรณีให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับสำนวนโดยไม่ได้รับอนุญาต  เขาผู้นี้เป็นมือทำหลายคดีสำคัญรวมถึงคดีเขากระโดง โดยเจ้าตัวมองว่าคำสั่งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยโดยที่ไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน สอง – คำสั่งย้ายมือทำคดีอั้งยี่-ฟอกเงินจากโกงเลือก สว. ไปเป็นฝ่ายอำนวยการ * เอกรินทร์ ดอนดง และ กิตติพงษ์ เดชาภิวุฒิ เป็นคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน * เอกรินทร์ ยังเป็น 1 ใน 3 พนักงานสอบสวนจากดีเอสไอที่ไปร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 * ส่วนที่มี “ข่าวลือ” ว่าจะถูกย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมบังคับคดี คือ พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีดีเอสไอ ที่เป็นคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ซึ่งเป็น 1 ใน 3 พนักงานสอบสวนดีเอสไอที่ไปร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ต้นเดือน ก.ย. มีกระแสข่าวลือล่าสุดเรื่อง “สลับขั้ว 2 อธิบดี” เปลี่ยนตัวอธิบดีกรมคุมประพฤติ ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล ให้มาคุมดีเอสไอแทน พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ ผู้เป็นหัวหน้าทีมพนักงานสอบสวนดีเอสไอ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างมากว่ามันบังเอิญเข้ามุมการเมืองเสียเหลือเกิน  ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล อยู่ในคณะที่ 36 นี้ด้วย อ้างอิงจากเอกสารที่อดีต กกต. สมชัย นำมาเปิดเผย โดย ร.ต.อ.ปิยะเป็นหนึ่งใน 5 เสียงข้างมากที่ลงมติ “ยกฟ้อง” ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คนจากที่ “คณะที่ 26 เสนอมา  ข่าวลือนี้ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างมาก พริษฐ์ สส.ปชน.มองว่าถ้าเป็นจริง อาจเป็นความพยายามของรัฐบาลในการโยกย้ายข้าราชการเพื่อให้เป็นคุณต่อฝ่ายตัวเองหรือไม่ แม้มุมการเมืองอาจมองได้แบบนั้น แต่แหล่งข่าวระดับสูงในดีเอสไอโต้ข่าวลือนี้ว่า คนพูดอยู่นอก ครม. ส่วนเรื่องตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอก็มีศักดิ์ต่ำกว่าอธิบดีกรมคุมประพฤติ ถ้าย้ายไปจริงจะถือว่าเป็นการลงโทษ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อน กกต. จะลงมติในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ ภาคประชาสังคมออกมาเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้กกต. สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 229 รายโดยไม่มีข้อยกเว้น ไอลอว์ระบุว่าถ้าหาก กกต. สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหารายใด จะมีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้นต่อสาธารณะ นอกจากนี้ยังมีการนัดรวมตัวครั้งสุดท้ายที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. นี้    * ข่าว * การเมือง * คดีฮั้วเลือก สว. * พรรคภูมิใจไทย * คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) * ดีเอสไอ * พรรคประชาชน * ไอลอว์ * พริษฐ์ วัชรสินธุ * ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
dlvr.it
September 8, 2026 at 1:04 PM
'สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ - พีมูฟ' บุกทำเนียบ เรียกร้องรัฐบาลหยุดยุบธนาคารที่ดิน เร่งเดินหน้าโฉนดชุมชน
'สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ - พีมูฟ' บุกทำเนียบ เรียกร้องรัฐบาลหยุดยุบธนาคารที่ดิน เร่งเดินหน้าโฉนดชุมชน Pazzle Sun, 2026-08-02 - 16:27 เครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) กว่า 100 คน รวมตัวกันที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ไปปักหลักที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องรัฐบาล "อนุทิน" หยุดยุบธนาคารที่ดิน เร่งเดินหน้าโฉนดชุมชน   2 ส.ค. 2569 เวลา 14.00 น. เครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) กว่า 100 คน จาก จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย รวมตัวกันที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ เพื่อเดินทางมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ไปปักหลักที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องรัฐบาล "อนุทิน" หยุดยุบธนาคารที่ดิน เร่งเดินหน้าโฉนดชุมชน โดยจะแวะรับประชาชนเพิ่มอีก 4 จังหวัดด้วยกัน ได้แก่ ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ โดยรถไฟออกจากสถานีเชียงใหม่เวลา 15.30 น. และคาดว่ารถไฟจะถึงสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ในช่วงเช้าเวลา 06.00 น.  ตัวแทน สกน. อ่านแถลงการณ์หน้าสถานีรถไฟเชียงใหม่ระบุ นับตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล เข้าบริหารประเทศ ได้มีการดำเนินนโยบายที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิทธิของประชาชนและชุมชน ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย 2 ประการ  1. การยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 2. การเดินหน้ายุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ภายในเดือนกันยายน 2569 การตัดสินใจทั้งสองเรื่องไม่ใช่เพียงการยกเลิกระเบียบหรือยุบหน่วยงาน แต่คือการทำลายกลไกที่ประชาชน ร่วมกันผลักดันมายาวนาน เพื่อให้เกษตรกรรายย่อย คนจน และชุมชนที่เผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน มี โอกาสเข้าถึงสิทธิในที่ดินและมีหลักประกันในการดำรงชีวิต สำหรับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ พวกเราคือผู้ที่ต่อสู้กับปัญหาการแย่งยึดที่ดิน การฟ้องขับไล่ และการใช้ อำนาจรัฐที่ละเมิดสิทธิของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง การยกเลิกโฉนดชุมชนและการยุบ บจธ. จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือการตัดความหวังของเกษตรกรหลายหมื่นครอบครัวที่รอคอยการปฏิรูปที่ดินและความเป็นธรรมจากรัฐ  รัฐบาลกำลังเลือกทำลายสิ่งที่ประชาชนสร้าง มากกว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึกในสังคมไทย หากปล่อยให้การยุบกลไกเหล่านี้เกิดขึ้น จะยิ่งผลักคนจนออกจากที่ดินของตนเอง และทำให้ความขัดแย้งเรื่องที่ดิน ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือจึงขอประกาศเข้าร่วมการชุมนุมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็น ธรรม (พีมูฟ) เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการ ดังต่อไปนี้ 1. กำหนดมาตรการคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชน และมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับอย่างเป็นรูปธรรม  2. ขยายอายุสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) จนกว่าจะมีการจัดตั้งธนาคารที่ดินและดำเนินการ กระจายการถือครองที่ดินแล้วเสร็จ  3. ให้รองนายกรัฐมนตรี นายทรงศักดิ์ ทองศรี ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 โดยเร่งด่วน เพื่อแก้ไขกฎหมายที่ยังละเมิดสิทธิของประชาชนผู้พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ  วันนี้ ขบวนรถไฟที่ออกเดินทางจากสถานีรถไฟเชียงใหม่ ไม่ใช่เพียงขบวนรถไฟที่บรรทุกผู้โดยสาร หากแต่เป็น ขบวนรถไฟของประชาชน ที่บรรทุกความหวัง ความเจ็บปวด และเสียงเรียกร้องของเกษตรกรจากทั่วภาคเหนือ ทุก สถานีที่รถไฟเคลื่อนผ่าน คือหลักฐานว่าประชาชนยังไม่ยอมแพ้ต่อความอยุติธรรม และยังพร้อมเดินหน้าทวงคืน สิทธิในที่ดินของตนเอง  ปลายทางของขบวนรถไฟสายนี้ คือทำเนียบรัฐบาล ที่ซึ่งพวกเราจะร่วมปักหลักชุมนุมกับพี่น้องพีมูฟอย่างไม่มี กำหนด จนกว่ารัฐบาลจะยุติการยุบธนาคารที่ดิน เร่งเดินหน้าคุ้มครองโฉนดชุมชน และตอบสนองต่อข้อเรียกร้อง ของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม  เราขอประกาศอย่างหนักแน่นว่า การต่อสู้ครั้งนี้มิใช่เพียงเพื่อปกป้องหน่วยงานหรือระเบียบฉบับหนึ่ง หากแต่ เป็นการปกป้องสิทธิในที่ดิน ศักดิ์ศรี และอนาคตของเกษตรกรและชุมชนทั่วประเทศ นอกจากนี้ "กลุ่มนิติซ้าย" นักศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้อ่านแถลงการณ์สนับสนุนการทวงสิทธิในที่ดินของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ระบุ รัฐบาลมีแนวทางดำเนินการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. โดยให้เหตุผลว่าเป็นการปรับโครงสร้างหน่วยงานของรัฐ เพื่อดความซ้ำซ้อนของภารกิจ นโยบายดังกล่าวได้สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อเครือข่ายเกษตรกร คนไร้ที่ดิน และ ภาคประชาชนจำนวนมาก เนื่องจาก บจธ. เป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ขาดโอกาสสามารถเข้าถึงที่ดินที่กินและที่อยู่อาศัยาศัยได้อย่างมั่นคง จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าหากมีการยุบหน่วยงานดังกล่าวแล้ว จะมีกลไกใดเข้ามารับผิดชอบภารกิจแทนอย่างมีประสิทธิภาพ นิติซ้ายขอแสดงจุดยืนสนับสนุนการเคลื่อนไหวของเครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ และผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายยุบ บจธ. พร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชนที่กำลังใช้สิทธิตามระบประชาธิบโตย เพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินทำกิน และเรียกร้องความเป็นธรรมทางสังคม      * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ * พีมูฟ * ธนาคารที่ดิน * โฉนดชุมชน * นิติซ้าย
dlvr.it
August 2, 2026 at 10:01 AM
'เห็นด้วย หรือคัดค้าน' มุมมองผ่านเลนส์ 'นักวิชาการ' เมื่อ ปชน.เลือก 'อนุทิน' ขึ้นนายกฯ
'เห็นด้วย หรือคัดค้าน' มุมมองผ่านเลนส์ 'นักวิชาการ' เมื่อ ปชน.เลือก 'อนุทิน' ขึ้นนายกฯ XmasUser Tue, 2025-09-09 - 13:48 'ประชาไท' รวบรวมความเห็นนักวิชาการหลากหลายคน มองการตัดสินใจของพรรคประชาชนโหวตเลือก 'อนุทิน ชาญวีรกูล' แคนดิเดตพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ อย่างไร มีผลดี-ผลเสียต่อตัวพรรคเองหรือไม่ ขณะที่บางส่วนร่วมตั้งคำถามทำไมไม่เข้าร่วมรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง  เบื้องต้น ประชาไทรวบรวมความเห็นนักวิชาการออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงก่อนการโหวตเลือกนายกฯ วันที่ 5 ก.ย. 2568 และช่วงหลังที่ประชุมสภาฯ มีมติโหวตฯ ให้อนุทิน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนเลือกนายกฯ * บางส่วนเห็นแย้งจุดยืนของพรรคประชาชน เลือก 'อนุทิน' พรรคภูมิใจไทย ก่อน 'ชัยเกษม' หลังเพื่อไทยเปิดดีลพร้อมยุบสภาฯ หลังแถลงนโยบาย พร้อมตั้งข้อสงสัยทำไมถึงรีบตัดสินใจ * นักวิชาการ ม.รามฯ ยกบทเรียนการเมืองมาเลเซีย ถามเหตุผล ปชน.ไม่ร่วมรัฐบาลเพื่อตรวจสอบ-เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง * 'ปวิน' นักวิชาการ ม.เกียวโต เชื่อเลือกเพื่อไทยดีกว่าบนเงื่อนไขยุบสภาฯ เร็วที่สุด ถ้าอยู่กับโรคร้าย อยากอยู่ให้สั่นที่สุด พร้อมตั้งคำถามท่าทีพรรคประชาชนจับมือภูมิใจไทย ทั้งที่อุดมการณ์ความเชื่อแตกต่างกัน มีดีลลับ 'ส้ม-น้ำเงิน' หรือไม่  หลังเลือกนายกฯ * 'ศรีสมภพ' ม.สงขลานครินทร์ ให้ข้อมูลมองรัฐบาลเสียงข้างน้อยเกิดขึ้นปกติในโลกประชาธิปไตย * 'ปวิน' ย้ำเลือก 'ชัยเกษม' อาจดีกว่าบนเงื่อนไขยุบสภาฯ เร็วที่สุด พร้อมมองฉากทัศน์ หากภูมิใจไทย ไม่ทำตามสัญญาหรือบริหารประเทศพลาด สังคมจะมองพรรคประชาชนต้องร่วมรับผิดชอบ เพราะมีส่วนในฐานะคนยกมือโหวตอนุทิน แต่หาก ‘ภูมิใจไทย’ อย่างน้อยยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน เชื่อคะแนนนิยมพรรคประชาชนเพิ่ม * ‘วีระ’ นักรัฐศาสตร์ ม.นเรศวร มองการตัดสินใจของพรรคประชาชน ‘ไม่เวิร์ก’ เชื่อเข้าร่วมรัฐบาลร่วมเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างดีกว่าเป็นฝ่ายค้าน มอง ภท.มีสิทธิเบี้ยวกลางทาง   * ความเห็นช่วงก่อนเลือกนายกฯ คนที่ 32 'ธงชัย' มองการตัดสินใจเข้าใจได้ ไม่ควรประณามมากเกินไป เริ่มจาก ศาสตราจารย์กิตติคุณ ธงชัย วินิจจะกูล แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา สื่อสารผ่านเพจเฟซบุ๊ก ‘101.World’ เมื่อเวลา 00.13 น. ของวันที่ 5 ก.ย. 2568 หัวข้อ “จดหมายจากธงชัย วินิจจะกูล: ความเห็นต่อข้อกล่าวหาที่มีต่อพรรคประชาชน” ธงชัย วินิจจะกูล (ที่มา: แมวส้ม) ข้อความในจดหมายของธงชัย ระบุว่า เขาอยากให้พรรคประชาชนโหวตสนับสนุนนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ในตอนนั้น แต่ไม่ว่าจะโหวตทางไหนก็เห็นทั้งข้อดี และข้อเสียมากๆ เมื่อพรรคประชาชนตัดสินใจไปทางพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเสียงชัดเจนจากสมาชิกและคนของเขาเอง ก็ได้แต่คิดว่าก็เคารพการตัดสินใจของพรรค เชื่อว่าเหตุสำคัญคือไม่ไว้ใจพรรคเพื่อไทยอย่างหนัก ถ้าจะวิจารณ์ก็มีข้อเดียว คือไม่ควรต้องรีบ น่าจะทอดเวลาออกไปได้ เดาเอาว่าข่าวเพื่อไทยพยายามดีลเอาประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมา น่าจะทำให้พวกเขารู้สึกถูกตบหน้าอีก (เขาไม่เชื่อว่าประยุทธ์ จะทำสำเร็จ ไม่รู้ว่าจริงจังหรือบลัฟด้วยซ้ำไป) ผลเลยออกมาชัดเจนขนาดนั้น ธงชัย มองว่าการตัดสินใจของพรรคประชาชน เป็นเรื่องที่ "เข้าใจได้" และเราเคารพได้ว่ามีผล (คือความเฮงซวยสารพัดของพรรคเพื่อไทยเอง ที่กระทั่ง 5-6 วันที่ผ่านมา ก็เห็นได้ชัดว่าไม่มีแผน ไม่มีแนวทางหลักการใดๆ เป็นการเมืองรายวัน เป็นเกมแค่นั้นเอง) ธงชัย มองว่าการกล่าวประณามทั้งหลายต่อพรรคประชาชนค่อนข้างเกินไป เราห้ามคนที่รู้สึกเช่นนั้นไม่ได้ แต่หากคิดสักหน่อย ทางเลือกไหนก็เลวมากน้อยต่างกันไม่มาก การตัดสินใจจึงแสนจะยาก เห็นอาการตีโพยตีพายของคนที่ค้านแล้วกลับเซ็ง เราผ่านความผิดพลาดที่เกิดจากการต้องเลือกระหว่างเลวมากกับเลวน้อยกว่าแบบนี้มาหลายครั้งมากแล้ว ความเห็นที่ต่างกันของหลายคนอยู่ที่การประเมินสถานการณ์แตกต่างกัน แต่กลับถูกทำให้กลายเป็นเรื่องผิดกับถูก มีหลักกับขาดหลัก ขาวกับดำชัดเจน ทั้งๆ ที่ไม่กี่วันก่อนทุกคนก็เห็นอยู่ว่ามันไม่ชัดเลย ธงชัย มองด้วยว่า มุมมองการวิเคราะห์ว่ามีดีลกรณี สส. 44 พรรคประชาชนที่โดนสอบเรื่องเซ็นชื่อสนับสนุนแก้ไขมาตรา 112 มาจากไหน ข้อมูล (?) ถ้าไม่มีข้อมูลที่เชื่อได้ เขาเห็นว่าพฤติกรรมทุกอย่างของพรรคประชาชนสามารถอธิบายได้ (ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม) ไม่มีมูลเลยว่าเป็นผลของดีล 44 คน การวิเคราะห์แบบนั้นจึงอาจกลายเป็นการกล่าวหากันเกินไป พรรคประชาชนต้องรับผลการติดสินใจของเขา ก็แค่นั้น “ผมไม่เคยรู้สึกอยากแบกพรรคประชาชนเลย อย่างมากก็แค่เชียร์ให้เขาไปได้ดี แต่ผมเห็นว่าการกล่าวหาราวกับเรารู้ชัดว่าเราถูก พรรคประชาชนผิดนั้นน่าผิดหวัง” จดหมายของธงชัย ทิ้งท้าย ‘พวงทอง’ เสนอ ปชน.โหวต ‘ชัยเกษม’ เป็นนายกฯ ติง ‘เพื่อไทย’ ควรลงลายลักษณ์อักษร ศาสตราจารย์ ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นในเรื่องนี้ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเมื่อ 4 ก.ย. 2568 เวลา 8.03 น. ระบุว่า ตอนนี้คัดค้านการโหวตอนุทิน ให้เป็นนายกฯ เปลี่ยนจากความไม่ไว้วางใจภูมิใจไทย ไปสู่ความไม่พอใจกรแทรกแซงนอกระบบ ผลคือความไม่พอใจต่อ ปชน. รุนแรงมากขึ้นอีก มันยากที่จะทำให้คนยอมรับการตัดสินใจนี้ พวงทอง ระบุด้วยว่า เธอเห็นด้วยกับข้อเสนอของอธึกกิต แสวงสุข คอลัมน์นิสต์ “ใบตองแห้ง” ว่าพรรคประชาชนควรโหวตสนับสนุนชัยเกษม เป็นนายกฯ และให้ประกาศยุบสภาฯ ทันที เพื่อล้มข้อตกลงของอนุทิน เพราะกระบวนตามระบอบประชาธิปไตยถูกแทรกแซงอย่างเห็นได้ชัด พร้อมทิ้งท้ายว่า ‘พรรค ปชน. ไม่ใช่คนคุมเกม ไม่ใช่คนกำหนดกติกาอย่างที่เข้าใจ’ พวงทอง ยังได้โพสต์ท่าทีของพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาแถลงให้สัญญากับประชาชนว่า หากได้รับการโหวตเป็นนายกฯ เขาจะยุบสภาฯ ทันทีหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ควรจะมีการเซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งลงนามโดยชัยเกษม แคนดิเดตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่าจะยุบสภาฯ ทันทีภายใน 3 วัน และให้ชัยเกษม เดินทางไปพบผู้บริหารพรรคประชาชน ที่ผ่านมา ชัยเกษมถูกกันออกจากการทำข้อตกลงกับพรรคปชน. ทั้งๆ ที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทำตามคำสัญญาของเพื่อไทยด้วยตนเอง พวงทอง ระบุต่อว่า หากไม่ทำเช่นนี้ จะทำให้พรรค ปชน. ไว้วางใจได้อย่างไรว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่เบี้ยวอีก จะไม่เกิดเหตุการณ์ทำนองว่าคุณชัยเกษม ออกมาบอกว่า "ไม่รู้เรื่อง เขาไม่เคยมาบอกผม ผมไม่เคยสัญญากับใคร" "พรรคพูดลอยๆ ไม่เคยสัญญากับพรรค ปชน.ว่าจะยุบสภาฯ ทันที สถานการณ์เปลี่ยน เราต้องเปลี่ยน บลาๆๆๆ" จนถึงวันนี้ดิฉันก็ยังเชื่อว่าเพื่อไทยจะบิดพลิ้วทำนองนี้ได้อีก  พวงทอง ระบุต่อว่า พรรคเพื่อไทยบิดพลิ้วตระบัดสัตย์มาหลายครั้งหลายหนทั้งต่อพรรค ปชน. และประชาชน ทั้งเรื่องที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยจนพวกคุณไม่เหลือเครดิตใดๆ อีกแล้ว อย่าตีกินกระแสเรียกร้องให้พรรค ปชน.ไม่โหวตให้ภูมิใจไทยแบบเอาแต่ได้ โดยไม่ผูกมัดตัวเอง ‘ปวิน’ เสนอ ปชน.โหวต ‘ชัยเกษม’ เป็นนายกฯ  ขอเจอโรคร้ายสั้นที่สุด  ตั้งข้อสงสัยทำไมเร่งเซ็น MOA ด้านปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ได้ให้ความเห็นการตัดสินใจของพรรคประชาชน สนับสนุนนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า วันนี้ (5 ก.ย.) จะมีการโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่แล้ว แต่เธอยังเห็นว่า ยังพอมีเวลาที่พรรคประชาชนจะโหวตชัยเกษม เพื่อนำไปสู่การยุบสภาฯ ทันที เพราะนี่คือจุดมุ่งหมายของพรรค ถ้าจะเอาคำของคนในพรรคมาพูดเอง การโหวตนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรับรองพรรคที่โหวตให้ แต่ขึ้นกับผลที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับการโหวตเพื่อรับรองเพื่อไทย โหวตเพราะต้องการยุบสภาฯ ทันที ก็น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ยอมรับได้ ส่วนตัวอาจารย์ปวิน ยืนยันว่าไม่ชอบทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย แต่ให้เลือกได้ จะขอเผชิญกับโรคร้ายในเวลาที่สั้นที่สุด นอกจากนี้ ปวิน ได้ตั้งข้อสังเกตมติของพรรคประชาชนที่ส่วนตัวไม่เห็นด้วย และพยายามวิเคราะห์ว่า ‘ทำไมพรรคประชาชนถึงเลือกเส้นทางนี้ ซึ่งอดคิดไม่ได้ว่า อาจจะมีเรื่อง “ดีล” เข้ามาเกี่ยวข้อง ปวิน กล่าวต่อว่า พอพูดแบบนั้นดิชั้นก็ถูกโจมตีทันที มีการตั้งคำถามว่ามีข้อมูลหลักฐานหรือไม่ คนถามนี่ก็แปลก มันมีดีลไหนในโลกบ้างที่มีเอกสาร ‘hard copy’ ออกมา ‘ดีลคือดีล’ มันน่าที่จะเป็นดีลที่อยู่นอกเหนือการมองเห็นจากคนภายนอก แต่แม้มองไม่เห็นดีล ในหลายกรณีเราก็เชื่อว่ามีดีล ‘ทักษิณกลับบ้านคือดีล’ เราทุกคนเชื่อว่าเป็นดีล มันกลายมาเป็น ‘normative view’ (มุมมองแบบบรรทัดฐาน) ไปแล้ว แต่ที่เราเชื่อว่ามันเป็นดีล เพราะสิ่งที่ปรากฏตามมามันทำให้เราเชื่อเช่นนั้น อาทิ การได้กลับบ้าน การได้ยกเว้นการกักขังในเรือนจำ การได้อภิสิทธิ์การรักษาพยาบาล การที่เพื่อไทยได้ตั้งรัฐบาลแม้แพ้การเลือกตั้ง จึงทำให้เราเชื่อว่ามันมีดีล แม้เราไม่เคยเห็นเอกสาร หรือเห็นทักษิณเดินเข้าวังไปเจรจา สำหรับของเรื่องดีลพรรคประชาชน มาจากแนวคิดเดียวกัน เราเห็นเอกสารลายแทงของเค้าหรือไม่ ไม่เห็น แต่ดิชั้นเห็นการจับมือของประชาชนกับภูมิใจไทย คนมองการเมืองวันนี้คงจะ naive (ไร้เดียงสา) ถ้ามองไม่เห็นว่าการเมืองคือเรื่องของดีล ดีลมันเกิดขึ้นทุกวัน จะดีลดีหรือเลว มีความชอบธรรมหรือไม่ การที่ผู้นำพรรคประชาชนเคยพยายามทำดีลกับฝ่ายตรงข้ามมันก็ปรากฏมาแล้วในอดีต เช่น การที่ปิยบุตร แสงกนกกุล นัดพบอภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็นต้น นั่นคือสิ่งที่ประกอบการวิเคราะห์เรื่องดีลวันนี้ การวิเคราะห์ก็คือการวิเคราะห์ แต่การวิเคราะห์ไม่ควรจะเกิดในอากาศ การวิเคราะห์มันก็มาจากหลักฐานในอดีตหรือปัจจุบัน หรือจากสมมติฐานที่ตั้งบนการสังเกต ที่บอกให้เรารู้ถึงความน่าจะเป็น แต่การวิเคราะห์ทั้งหลายแม้อยู่บนข้อเท็จจริงก็อาจผิดได้ และการวิเคราะห์ก็อาจผิดได้ เราไปพูดในหลายรายการมากว่าอย่าเอาอะไรกับนักวิชาการที่ต้องคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดในอนาคต เพราะเรามีโอกาสผิดได้มากพอกับที่เราถูก สาเหตุที่พูดเรื่องดีลพรรคประชาชนขึ้นมา เพราะไม่เคยมองการเมืองไทยว่าเป็นพื้นที่จริยธรรม การเมืองคือเรื่องการต่อรอง ประนีประนอม แฟนคลับพรรคย่อมไม่เห็นด้วย และมักจะมองพรรคที่ตัวเองรักบนผ้าสีขาว แต่ในฐานะนักวิชาการไม่อยากมองว่ามันคือพื้นที่จริยธรรม เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น เราจะพยายามหาความชอบธรรมมาอธิบายการตัดสินใจของพรรค แทนที่จะพยายามเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของการตัดสินใจแบบนั้น เราไม่ปฏิเสธเลยว่า สส.พรรครุ่นใหม่หลายคนมีอุดมการณ์ที่แข็งแกร่งมาก และเราชื่นชมเค้าเสมอ ทั้งเจอเป็นส่วนตัว แวะมาหาที่เมืองเกียวโต (ประเทศญี่ปุ่น) เขียนหลังไมค์คุยกัน หรือเชิญมาเป็นแขกในรายการ อยากให้ สส.เหล่านี้ช่วยมาคอนเฟิร์มในสิ่งที่เราพูดด้วย แต่ไม่แน่ใจการตัดสินใจของผู้นำระดับสูงของพรรค เพราะถ้ากลับไปเรื่องที่เราพูด เราไม่มองพื้นที่นี้เป็นพื้นที่จริยธรรม แต่มองพวกเขาเป็นนักการเมือง ผู้นำระดับสูงจำเป็นต้องต่อรอง และการต่อรองในการเมืองไทยนั้น จริยธรรมเป็นสินค้าที่เอาไปต่อรองไม่ได้ ก็เท่านั้น ผู้นำของพรรคประชาชนกำลังอยู่ในกระบวนการเรียนรู้การต่อรองเหล่านี้ เป็นการอัปจากนักอุดมการณ์มาเป็นนักการเมือง เราก็ได้แต่หวังว่าการเรียนรู้การเป็นนักการเมืองของพวกเขา เขาจะเลือกหนทางที่ถูกต้อง เหมือนกับอุดมการณ์ตอนตั้งพรรคของพวกเค้า ท้ายสุด ปวิน ทิ้งท้ายในโพสต์ว่า ถ้าใครที่ติดตามตัวเขา จะเห็นว่าเขาให้กำลังใจพรรคประชาชนเสมอๆ และที่พูดต้องบอกว่าไม่มีอคติ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคฯ ไม่เคยมองตัวเองเป็นแฟนคลับ แต่ชื่นชมอุดมการณ์ของพรรคนี้เสมอ ดังนั้น การพูดถึงเรื่องดีล เพื่อประกอบคำอธิบายว่ทำไมพรรคประชาชนถึงสนับสนุนอนุทิน เป็นนายกฯ แบบเร่งรัด ไม่ได้มาจากอคติ แต่มาจากการวิเคราะห์และสังเกตการณ์การเมือง ถอดบทเรียนการเมืองมาเลย์  ตั้งคำถามทำไม ปชน.ไม่ร่วมรัฐบาล ผศ.ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง อาจารย์มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก หลังกรณีพรรคประชาชน แสดงจุดยืนสนับสนุนอนุทิน เป็นนายกฯ โดยยกบทเรียนการเมืองมาเลเซีย ระหว่างอันวาร์ อิบราฮิม และมหาเธร์ โมฮัมหมัด มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง (ที่มา: แฟ้มภาพเมื่อ 9 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก Muhammad Ilyas Yahprung New) มูฮัมหมัดอิลยาส กล่าวว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปมาเลเซีย เมื่อปี 2561 พรรคอัมโน ซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา ได้พ่ายแพ้แก่พรรคแนวร่วม ‘ปากาตัน ฮาราปัน’ โดยมีอันวาร์ อิบราฮิม เป็นผู้นำแนวร่วม แต่อันวาร์ อยู่ในคุกไม่สามารถเป็นนายกฯ ได้ จึงมีการวางแผนไว้ก่อนหน้านั้นให้มหาเธร์ ศัตรู่เก่าและศัตรูตลอดกาลของอันวาร์ และแนวร่วม มาเป็นนายกฯ ทั้งที่พรรคของมหาเธร์ ได้ เพียง 11 เสียงเท่านั้น บริบทก่อนการเลือกตั้งมาเลเซีย ระบบยุติธรรมของมาเลเซียพังพินาศ เพราะนาจิบ ราซัค นายกฯ จากพรรคอัมโน คนก่อนใช้กระบวนการยุติธรรมปกปิดตัวเอง และพวกจากความผิด นอกจากนี้ นาจิบ เพิ่งยกเลิกกฎหมาย ISA (จับทุกคนที่สงสัย) แต่องคพายพทั้งหมดในมาเลเซีย ซึ่งถูกจัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2500 ยังอยู่ครบ คือระบบการเมืองนิติสงครามในมาเลเซียหนักพอๆ กัน หรืออาจจะหนักกว่าระบบในเมืองไทยปัจจุบัน แต่พรรคแนวร่วมปากาตันฯ ก็ให้มหาเธร์ มาเป็นนายกฯ และ "เข้าร่วมรัฐบาล" เพื่อปฏิรูประบบยุติธรรม (แน่นอนเพื่ออำนาจ) 2 ปีที่พรรคแนวร่วมฯ ทำงานกับมหาเธร์ โมฮัมหมัด ไม่ค่อยมีผลงานมากนัก เพราะถูกมหาเธร์ กลบรัศมี อีกทั้งระบบราชการมาเลย์คุ้นชินกับอัมโน มาตลอด 60 ปี พรรคฝ่ายค้านไม่เคยบริหารงานจริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่พรรคแนวร่วม ‘ปากาตัน ฮาราปัน’ ผลักดันสำเร็จคือ ‘ปฏิรูประบบยุติธรรม’ เรื่องนี้ไม่มีข้อถกเถียง ‘ปากาตัน’ ไม่โหวตให้มหาเธร์ แล้วบอกว่า ‘เราจะรอดูพวกเอ็งทำตามสัญญานะว่าจะปฏิรูประบบยุติธรรม’ หากแต่เมื่อถือเสียงข้างมาก ‘ปากาตัน ฮาราปัน’ เข้าไปทำเองเลยทั้งๆ ที่ระบบในตอนที่ปากาตัน ฮาราปัน เข้าไปมันเลวร้ายมากๆ ดังนั้น นี่จึงเป็นคำถามตัวโตจากอาจารย์รามคำแหง ถึงพรรคประชาชนว่า เหตุใดพรรคประชาชน ไม่เข้าร่วมรัฐบาลและใช้อำนาจผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องรอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก่อนถึงเข้าไป (ถ้าใช้ตรรกะนี้เราจะวัดความสามารถด้วยอะไร หรือรอให้คนอื่นปูทางให้ราบรื่นก่อนที่ตัวเองจะเข้าไป) หรือว่าพรรคประชาชนต้องการให้ตัวเองมีอำนาจบริหารสูงสุด (เป็นนายก) จึงจะทำงานร่วมกันกับคนอื่นเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ (ถ้าใช้ตรรกกะนี้แสดงว่าทำงานร่วมกับคนอื่นได้ก็ต่อเมื่อมีอำนาจมากกว่าเขา) หรือต้องเข้าร่วมก็ต่อเมื่อมีการเริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงระบบที่เป็นอยู่ แต่ถ้าใช้ตรรกกะนี้ ทำไมไม่เข้าไปมีอำนาจเพื่อผลักดันด้วยตัวเอง ต้องรอให้คนอื่นผลักดัน สถานการณ์ทางการเมือที่เกิดทางค่อนข้างตัน และเข้าทางฝ่ายอำนาจนิยมรัฐพันลึก และก่อให้เกิดความกังวลอย่างมาก ส่วนหนึ่งและเป็นส่วนสำคัญ มาจากการที่พรรคประชาชน ซึ่งกุมเสียงมากสุด ไม่เข้าร่วมรัฐบาลแต่โหวตจะนายกคนที่ได้รับการพิสูจน์มาครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเป็นผู้ตระบัดสัตย์ พลิกลิ้น อยู่ฝ่ายอำนาจนิยม ไม่สนใจสิทธิมนุษยชน มีปัญหาคดีฮั้ว สว.คดีเขากระโดง ฯลฯ ถ้าเข้าร่วมรัฐบาล คนที่เขาเลือกมาอย่างน้อยเค้าคิดว่าอย่างน้อยมีคนของเราอยู่ในรัฐบาล อาจพอสอดส่อง ทัดทาน เป็นหูเป็นตาได้ ทั้งนี้ ย้อนไปในวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้เซ็นสัญญา ‘MOA’ อย่างเร่งรีบ โดยมีเงื่อนไขจำนวน 5 ข้อ และหนึ่งในนั้นคือ พรรคประชาชนจะยกมือโหวตให้อนุทิน เป็นนายกฯ โดยไม่ขอเข้าร่วมรัฐบาล เมื่อ 5 ก.ย. 2568 เวลาประมาณ 16.00 น. ที่ประชุมสภาฯ ได้ลงมติให้ ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯ คนที่ 32 อย่างไม่เป็นทางการ ด้วยคะแนน 311 เสียง ต่อ 152 เสียง 'อนุสรณ์' เสนอทำให้เห็นชนชั้นนำ แทรกแซงการเมืองไทยอย่างไร อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า การเมืองไทยอยู่ใต้การกำกับของเครือข่ายชนชั้นนำมาอย่างยาวนาน หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่ก็ไม่เด่นชัดเท่ากับช่วง 20 ปีที่ผ่านมา (หรือนับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้น) ซึ่งปรากฏทั้งในรูปแบบของกลุ่มการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมเชิงปฏิกิริยา ศาลรัฐธรรมนูญ/องค์กรอิสระ/ตุลาการ รัฐประหาร รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาจนกระทั่งรัฐบาลชุดที่ขึ้นมาเป็นนายกฯ ครั้งนี้ อนุสรณ์ กล่าวว่า ไม่ตั้งความหวังกับพรรคการเมืองใดว่าจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เพราะทุกพรรคต่างแข่งขันในเกมที่ทั้งกติกา และกรรมการจะตัดสินให้ผลออกมาเป็นไปตามที่เครือข่ายชนชั้นนำวางไว้ การขับเคี่ยวช่วงชิงกันเพื่อให้ได้เก้าอี้ในสภาฯ หรือว่าการรวมคะแนนเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเป็นเพียงการปะทะในสมรภูมิเฉพาะหน้าที่มีสงครามใหญ่เป็นฉากหลัง และหากไม่ระมัดระวังก็อาจผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ โพสต์ของอนุสรณ์ ระบุว่า สิ่งที่อยากเห็นมากกว่าการกล่าวหาและการชิงไหวชิงพริบกันไปมาในการเลือกนายกฯ ครั้งนี้ ไม่ว่าจะโดยพรรคไหนนอกเหนือจากการดื้อแพ่งด้วยการไม่ยกมือให้ตามบัญชาแล้ว คือการเปิดโปงให้เห็นว่าเครือข่ายชนชั้นนำเข้ามากำกับทิศทางการเมืองไทยอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับที่ผ่านมา หรือการผนึกกำลังของเครือข่ายสีน้ำเงินในทั้ง 2 สภาที่มีมาสักระยะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการปัดตกการขอให้มีการยุบสภาฯ ที่เกิดขึ้นล่าสุด เพราะไม่แล้วฝ่ายที่อยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงก็จะแพ้ทั้งในสมรภูมิเฉพาะหน้า และในสงครามระยะยาว และเราก็อาจจะไม่เหลืออะไรเลย * ความเห็นหลัง 'อนุทิน' ได้เป็นนายกฯ 'ศรีสมภพ' มอง รบ.เสียงข้างน้อย เรื่องปกติบนโลกประชาธิปไตย ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จากสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลนครินทร์ ให้ความเห็นหลัง ปชน.สนับสนุนภูมิใจไทย เป็นนายกฯ ว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งรัฐบาลแบบนี้บริหารงานด้วยการเจรจาต่อรองประนีประนอม และได้รับเสียงสนับสนุนจากฝ่ายอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นรัฐบล เพื่อสร้างสันติสุข และการแบ่งสรรปันส่วนการใช้อำนาจ (peace and power-sharing) ในการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี (แฟ้มภาพจากเว็บไซต์ PSU Broadcast) ศรีสมภพ นิยามว่า คำว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือสภาแขวน (Hung Parliaments) หรือรัฐบาลที่ไม่มีเสียงส่วนมาก (Governments without a majority) รัฐบาลเสียงข้างน้อยเกิดขึ้นเมื่อพรรคที่เป็นรัฐบาล หรือรัฐบาลผสมได้เสียงน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของที่นั่งในสภานิติบัญญัติ แต่ยังคงเป็นรัฐบาลที่ปกครองประเทศโดยอาศัยการสนับสนุนชั่วคราวจากพรรคการเมืองฝ่ายอื่นๆ เพื่อผ่านกฎหมาย และรักษาตัวให้รอดจากการลงมติไม่ไว้วางใจ และขอย้ำเรื่องการสนับสนุนชั่วครั้งชั่วคราว (ad-hoc support) ศรีสมภพ ยกตัวอย่าง กรณีของรัฐบาลเสียงข้างน้อยในระบอบประชาธิปไตยในโลกปัจจุบัน ดังนี้ แคนาดา - รัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากระบบการเมืองแบบหลากหลาย (Multi-Party System) ยกตัวอย่าง รัฐบาลเสียงข้างน้อยพรรคเสรีนิยม นำโดย จัสติน ทรูโด ช่วงปี 2562-3564 และอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง 2564 จนถึงปัจจุบัน หรือรัฐบาลเสียงข้างน้อยของพรรคอนุรักษนิยมของสตีเฟน ฮาร์เปอร์ เกิดขึ้นระหว่างปี 2549-2551 และปี 2551-2554 ในออสเตรเลีย การเลือกตั้งปี 2553 ทำให้เกิดสภาฯ แขวน พรรคแรงงานของ จูเลีย กิลาร์ด ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยด้วยการสนับสนุนจากพรรคอิสระ และพรรคกรีนส์ สหราชอาณาจักร ช่วงปี 2560-2562 รัฐบาลอนุรักษนิยมของเทเรซา เมย์ สูญเสียเสียงส่วนใหญ่ในสภาฯ และเอาตัวรอดในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อยด้วยการสนับสนุนจากพรรค DUP ของไอร์แลนด์เหนือ หรือก่อนหน้านี้คือรัฐบาลเสียงข้างน้อยพรรคแรงงานในช่วงทศวรรษที่ 2463 และ  2513 ประเทศสวีเดน มีรัฐบาลเสียงข้างน้อยบ่อยๆ เพราะระบบผู้แทนตามสัดส่วนทำให้เสียงข้างมากเกิดขึ้นได้ยาก อินเดีย เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย 2-3 ครั้ง เช่น ในปี 2534 รัฐบาลคองเกรส และในปี 2534 รัฐบาล นาราซิมฮา เรา และปี 2539 รัฐบาลพรรค BJP ของวัชปายี ในสเปน รัฐบาลสังคมนิยมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยตั้งแต่ปี 2561 โดยอาศัยการสนับสนุนจากพรรคอื่นๆ ในระดับภูมิภาค แล้วรัฐบาลเสียงข้างน้อยทำหน้าที่อย่างไรในทางปฏิบัติ ศรีสมภพ ระบุต่อว่า 1. การสร้างความเชื่อมั่นไว้วางในระบอบรัฐสภา รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นไว้วางในต่อสภานิติบัญญัติ หรือสภาล่าง เพื่อหลีกเลี่ยงการลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และได้เสียงที่พอเพียงในการลงมติกฎหมาย หรือ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี นอกจากนี้รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเจรจาต่อรองกับพรรคอื่นเพื่อไม่ให้ระบบล่ม 2. รัฐบาลผสมมักจะแบ่งปันจัดสรรตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีระหว่างพรรคการเมือง เพื่อให้ได้เป็นเสียงข้างมาก แต่รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะไม่ทำอย่างนั้น พรรคที่เป็นรัฐบาลจะรักษาไว้ซึ่งจัดการควบคุมคณะรัฐมนตรี แต่จะแสวงหาการสนับสนุนเป็นรายประเด็นต่อประเด็นจากพรรคอื่นๆ หรือฝ่ายอิสระ 3. รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะพยายามต่อรองกับพรรคอื่นๆ เพื่อผ่านกฏหมาย เป็นการต่อรองเป็นรายกฎหมาย การประนีประนอมหมายถึงการยอมทำนโยบายบางอย่างตามที่ตกลงต่อรองหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกฏหมาย เพื่อให้ได้เสียงพอเพียงในการลงมติในสภาฯ 4. รัฐบาลเสียงข้างน้อยมักจะระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจจะแพ้ในรัฐสภาทำให้รัฐบาลล่ม รัฐบาลแบบนี้จึงอายุไม่ยาวและยุบสภาโดยเร็วให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ในบางที่ก็อาจมีอายุยาวเช่น สวีเดน และเดนมาร์ก 'ปวิน' มองขั้นต่ำต้องยุบสภาฯ หาก ภท.ผิดสัญญา ปชน.เตรียมรับผิดร่วม หลังการเลือกนายกฯ ปวิน  ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ให้สัมภาษณ์ ‘Today’ กล่าวว่า สำหรับเขายังลังเลเกี่ยวกับการตัดสินใจของพรรคประชาชน เลือกให้พรรคภูมิใจไทยเป็นนายกฯ แต่บอกแบบนี้หมายความว่าเราเห็นด้วยกับการเลือกชัยเกษม แต่เห็นด้วยกับเลือกชัยเกษมบนข้อเสนอที่ว่ายุบสภาฯ เลยทันที หลังการแถลงนโยบาย นักวิชาการจาก ม.เกียวโต มองว่าการไม่โหวตให้ใครเลย มันอาจจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด แต่เข้าใจว่ามันไม่ได้เป็นตัวเลือกของพรรคประชาชน แต่อยากจะใช้คำพูดของพรรคประชาชน ถ้าจุดหมายปลายทางอยู่ที่การยุบสภาฯ และข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย คือการยุบสภาฯ ให้เร็วกว่า ถ้าเราต้องอยู่กับตัวเลือกที่แย่ คิดว่าก็ขออยู่กับมันให้น้อยที่สุด แต่ให้คาดการณ์ก็ไม่มีอะไรที่การันตีว่าพรรคเพื่อไทย จะปฏิบัติตามข้อเสนอที่เคยให้ไว้ และพรรคเพื่อไทยก็เคยตระบัดสัตย์มาแล้ว  “ถ้าอยู่บนเงื่อนไขที่ว่ายุบสภาฯ ดีที่สุด ผมว่าเลือกเพื่อไทยดีกว่า” ปวิน ระบุ ทั้งนี้ หลังจากการเลือกตั้งปี 2566 และพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตจากพรรคก้าวไกล ไปไม่ถึงฝันเป็นนายกฯ พรรคเพื่อไทยเคยถูกวิจารณ์อย่างหนัก เพราะว่าไปจับมือร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทย และพรรคอนุรักษนิยมอื่นๆ จัดตั้งรัฐบาล และทำให้เศรษฐา ทวีสิน ได้เป็นนายกฯ จึงที่มาที่บางคนต่อว่าพรรคเพื่อไทยว่า ‘ตระบัดสัตย์’ ปวิน มองว่า แม้ว่าณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะอภิปรายว่าเลือกอนุทิน ไม่ได้ให้มาบริหารประเทศ แต่เลือกให้มายุบสภาฯ แต่หลังจากนี้เป็นต้นไป งานหนักจะอยู่กับพรรคประชาชน เพราะว่าพรรคประชาชนต้องทำให้มั่นใจว่าอนุทิน ชาญวีรกูล จะปฏิบัติตามสัญญาใน MOA อันนี้เป็นความเสี่ยง แต่ถ้าพรรคภูมิใจไทยปฏิบัติตามสัญญา คะแนนนิยมของพรรคประชาชนจะเพิ่มขึ้นอย่างนอน แต่ถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่ปฏิบัติตาม พรรคประชาชนก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบ เพราะว่าเป็นคนโหวตสนับสนุนให้อนุทิน ขึ้นมาเป็นนายกฯ “มันมีการยุบสภาฯ จริงภายใน 4 เดือน ผมไม่หวังเลยนะเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าโอกาสมันเกิดขึ้นน้อยมาก แต่สำหรับผมล้างไผ่ใหม่ ยุบสภาฯ มันเป็นสิ่งที่ผมพอใจอย่างต่ำสุด เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดว่ามันถึงจุดนั้นที่ 4 เดือน คุณอนุทิน รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน ผมคิดว่าจุดนี้พรรคประชาชนสามารถที่จะลุกขึ้นยืน พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเห็นไหม เพราะคุณมีศรัทธาในตัวเรา และตลอดเวลา 4 เดือน เราทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้อย่างดี ตรวจสอบรัฐบาล แล้วกำกับดูแลให้รัฐบาลของคุณอนุทิน ยอมยุบสภาฯ และเขาก็ทำจริงๆ ผมคิดว่าตรงนี้มันจะเป็นคะแนนบวกให้กับพรรคประชาชน แต่ว่าในทางตรงกันข้ามเรากลับมาเรื่องเกี่ยวกับอะไรที่มันยืดยาวไปกว่านั้น พรรคประชาชนอาจจะตกที่นั่งลำบาก เช่น ตกหลุม ไม่จริงใจ ไม่ได้ยึดมั่นกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย เราบอกคุณตั้งแต่วันนั้นแล้ว มันจะต้องหลั่งไหลเข้ามาในวันนั้น” “เพราะฉะนั้น การยุบสภาฯ ไม่ได้เป็นภาระอันหนักอึ้งของพรรคภูมิใจไทยอย่างเดียว มันดันกลายมาเป็นภาระอันหนักอึ้งของพรรคประชาชนด้วย” ปวิน กล่าว ปวิน กล่าวต่อว่า ต่อให้พรรคประชาชนบอกว่าไม่ได้โหวตให้มายุบสภาฯ แต่แยกกันลำบาก  สมมติว่ามันมีอะไรพลาดใน 4 เดือนนี้ ทั้งพรรคภูมิใจไทยหรือรัฐบาลพลาด จะต้องมีการพาดพิงถึงพรรคประชาชนแน่นอน มันกลายเป็นเรื่องตกกระไดพลอยโจนไปแล้ว มันน่าจะออกมารูปแบบนี้ ส่วนของพรรคประชาชนเองก็เหมือนกัน ถ้ามีการพลาดในด้านนโยบายอื่นๆ ไม่เกี่ยวกับการยุบสภาฯ นอกจากพรรคเพื่อไทยจะเอามาเป็นจุดโจมตีของพรรคประชาชนแล้ว บอกตรงๆ มันก็เป็นข้ออ้างลำบากที่พรรคประชาชน จะเอาตัวเองหลุดออกมาจากมัน เพราะเหตุผลที่ว่าคุณโหวตให้เขาออกมาเป็นนายกฯ เพราะว่าในแง่ของตรรกะ เพราะคุณโหวตให้เขาเป็นนายกฯ เพราะฉะนั้น คุณสนับสนุนหรือไว้ใจเขา นักรัฐศาสตร์มอง ปชน.ตัดสินใจผิด เชื่อ ภท.เบี้ยวสัญญากลางทาง ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร ให้สัมภาษณ์กับมติชนทีวี เมื่อ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา มองผลกระทบ 3 อย่างหลังจากเลือกนายกฯ ดังนี้  * รัฐบาลจะบริหารยาก เพราะว่าเป็นเสียงข้างน้อย กฎหมายจะโดนโหวตตกหมดเลย และมีข้อสงสัยด้วยว่า ถ้าพรรคประชาชนไปช่วยหนุนให้อนุทิน เป็นนายกฯ แล้ว เรื่องอื่นๆ จะช่วยด้วยหรือเปล่า อภิปรายไม่ไว้วางใจช่วยหรือไม่ โหวตผ่านกฎหมายช่วยหรือไม่ ขอนับองค์ประชุมจะช่วยด้วยหรือเปล่า คำถามคือพรรคเพื่อไทย ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องเขากระโดง หรือฮั้วเลือก สว. พรรคประชาชนจะทำยังไง จะประคองรัฐบาลต่อหรือไม่เพื่อให้ไปยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่ * มันจะเกิดนิติสงครามมุมกลับ มาตราเดียวกันที่สอยเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร เรื่องจริยธรรม พรรคเพื่อไทยจะเอามาใช้กับพรรคภูมิใจไทย และเขาพร้อมจะเล่นอยู่แล้ว แนวทางพรรคเพื่อไทยเป็นปฏิบัตินิยม * มีความพยายามจะปลุกพลังนอกสภาฯ ถ้าเพื่อไทยจวนตัวสู้ไม่ได้ ก็อาจจะไปเล่นเกมปลุกพลังมวลชนนอกสภาฯ ซึ่งอาจจะไม่ได้มีแค่กลุ่มรวมพลังปกป้องอธิปไตยฯ แต่จะมีกลุ่มอื่นๆ ซึ่งอาจจะเป็นม็อบเสื้อแดง ฟื้นคืนมาอีกครั้ง ต่อประเด็นที่สื่อถามว่า MOA ที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนตกลงด้วยกัน มีหนึ่งในข้อที่อาจจะผิดรัฐธรรมนูญคือข้อที่เขียนว่าห้ามให้รัฐบาลรวมเสียงจนเป็นเสียงข้างมาก และ สส.เพื่อไทย เผยว่าจะลากไปจนยุบพรรคฯ เลย วีระ มองว่ายังไม่ถึงจุดที่จะบอกว่าเป็นการแทรกแซงทางการเมืองที่จะมากำหนดทิศทางทางการเมือง เพราะว่ามันเป็นข้อตกลงเท่านั้น และถ้าดูจากสถานกาณณ์ พรรคภูมิใจไทย จะไม่ยอมปฏิบัติตามเป็นเสียงข้างน้อย และเราจะเห็นปรากฏการณ์ตกปลาในบ่อเพื่อน มีการขนผลไม้ไปแจกในสภาฯ และนี่คือลักษณะของนักการเมืองอาชีพ และเรื่องนี้ภูมิใจไทยไม่ผิด เพราะบอลมาเข้าเท้าภูมิใจไทยเอง  อาจารย์ ม.นเรศวร ยังมองการตัดสินใจของพรรคประชาชนว่า “ผิด” เพราะพรรคประชาชน และเพื่อไทยมีถึง 280 เสียง ไม่น่าเป็นฝ่ายค้าน และตั้งคำถามว่าทำไมพรรคเพื่อไทยไม่จับมือพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง 280 เสียง หรือเอาพรรคชาติไทยพัฒนามารวมด้วยก็ได้ เป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งมันดีกว่าฝ่ายค้านที่เข้มแข็งไม่ใช่หรือ แดง-ส้มควรเป็นพลังประชาธิปไตยเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ใช่หรือ วีระ กล่าวต่อว่า เขามองยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชนคือแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน เพราะว่าต่อให้แข่งขั้นเลือกตั้งภายใต้กติกานี้ ผลก็จะออกมาแบบเดิมคือพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน แต่ทางพรรคเพื่อไทย ยุทธศาสตร์คนละแบบคือต้องการสอย สว.ก่อน แล้วค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่พรรคประชาชนจะยืมมือ สว. เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เขามองว่าถ้า 2 พรรคส้ม-แดงไม่จับมือกัน ไม่มีวันได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ วีระ มองว่า เหตุผลที่พรรคประชาชนไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทยเองก็ฟังไม่ขึ้นที่บอกว่าไม่จริงใจ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าต้องตั้งรัฐบาลหรือเลือกนายกฯ ภายในกี่วัน เราสามารถปล่อยให้เวลาทอดยาว และให้คนที่เราจะไปจับมือพิสูจน์ตัวเอง อาจจะให้กฎหมายประชามติออกก่อน หรือให้แสดงอะไรบางอย่างเพื่อสื่อสารถึงความจริงใจก่อนที่จะจับมือกับพรรคนั้น ดังนั้น มันน่าสงสัยคือทำไมต้องรีบทำขนาดนั้น “ในทางการเมืองมันน่าสงสัย เพราะทุกครั้งที่มีการต่อรองไม่มีอะไรฟรี ถ้าพรรคประชาชนโหวตให้เขาฟรี คุณได้อะไรกลับมา ตรงนี้ในฐานะคนดูการเมืองหรือในฐานะคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องตั้งคำถามเยอะๆ ว่าพรรคประชาชนจะได้อะไรมาในอนาคต ในวันนี้เรายังไม่อยากกล่าวหาอะไร มันคุ้มหรือเปล่าการไปเลือกพรรคภูมิใจไทย” วีระ กล่าว วีระ เชื่อว่า พรรคภูมิใจไทยจะไปเบี้ยวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลางทาง เพราะว่าพรรคได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นทำไมต้องไปแก้ไข และสมมติว่าตัวเองได้เป็นพรรคภูมิใจไทย จะพยายามดึงเสียงข้างมากในสภาล่างให้เกินกึ่งหนึ่ง คุม สว.ให้ได้ ควบคุมองค์กรอิสระ และจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 จากนั้น เขาจะควบคุมองคาพยพที่เป็นอำนาจรัฐในทางกฎหมายของการเมืองไทย ไม่มานั่งสนใจกระดาษแผ่นเดียวที่ตกลงกันไว้ อาจารย์รัฐศาสตร์ มองว่า ถ้าอยากจะควบคุมพรรคภูมิใจไทย มีวิธีเดียวคือต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่คำถามคือเมื่อไร จะรอ 4 เดือนแล้วค่อยอภิปรายหรือไม่ แต่ถ้าเขาได้เป็นพรรคเพื่อไทยจะรีบเปิดประชุมสภาฯ อภิปรายไม่ไว้วางใจอาทิตย์หน้าเลย เพราะเชื่อว่ามันจะจัดการพรรคประชาชนได้ด้วย เพราะมันบีบให้พรรคประชาชนต้องตัดสินใจว่าจะประคองรัฐบาล หรือจะโหวตสอยพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ วีระ ยังเชื่อว่า ข้อเสนอ 4 เดือนไม่น่าจะแก้รัฐธรรมนูญได้ทัน เพราะว่ากว่าจะแก้ไขเรื่องกฎหมายประชามติคาดว่าจะต้องใช้เวลา 6 เดือน อาจจะได้ยุบสภาฯ ก่อนถ้าหากโดนป่วนสภาฯ เยอะๆ แต่การเลือกตั้งจะกลับมาใช้กติกาตามรัฐธรรมนูญเดิมที่ทำให้พรรคประชาชนเสียเปรียบ  “ดึงเอาคำพูดจากคลิปเก่ามาพูดหน่อยคือ ชนชั้นนำทางการเมืองมีฉันทานุมัติเรื่องหนึ่งคือจะไม่เอาพรรคประชาชน และรัฐบาลต้องมีภูมิใจไทยเสมอ ดูสภาพพรรคเพื่อไทย ที่เอาพรรคภูมิใจไทยออกมา ไม่เหลืออะไรเลยตอนนี้” นักวิชาการรัฐศาสตร์ กล่าว เลือกตั้งหน้า ปชน.จะลำบาก อย่ามองการเมืองเป็นเรื่องสกปรก วีระ อธิบายว่า พรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะลำบาก เพราะว่าเป็นพรรคที่ชูด้วยอุดมการณ์ และกระแสสังคม ดังนั้น การจะสร้างฐานเสียงมันใช้เวลานาน แต่เวลาตัดสินใจผิดครั้งเดียว มันจะเสียฐานมวลชนไปได้ง่าย แตกต่างจากพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ที่เน้น สส.เขต ความเขี้ยวจากการเมืองเครือข่าย หรือหัวคะแนน สส.เพื่อไทยและภูมิใจไทยเขาเก่งกว่าพรรคประชาชน และเขาไม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาก็ได้ เพราะความผูกพันในพื้นที่ขึ้นอยู่กับว่า สส.ดึงงบประมาณหรือทรัพยากรลงพื้นที่ช่วยประชาชนได้มากเท่าไร และประชาชนจะเลือกพวกเขาก็ไม่ผิด ซึ่งนี่เป็นเกมถนัดของพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย ถ้า 2 พรรคนี้จะโกหก ประชาชนก็ไม่สนใจ ตราบใดที่ประชาชนมองว่า สส.ยังช่วยในพื้นที่ได้อยู่ จากโครงสร้างรัฐที่ไม่เป็นธรรม อาจารย์ ม.นเรศวร เสนอว่า พรรคประชาชนต้องไม่มองอำนาจสกปรก แต่ต้องมองว่าถ้าเราจะช่วยประชาชน เราต้องการอำนาจมาไว้ในมือ  “เราเห็นวันนี้เวลาโหวตนายกฯ โหวตเพื่อส่วนรวมไม่อยากมีอำนาจ คุณจะช่วยประชาชนได้อย่างไรถ้าคุณไม่มีอำนาจ ตรงนี้สำคัญมาก พรรคประชาชนต้องมองว่าในเชิงทฤษฎี มันป้องกันพรรคเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งอยู่แล้ว อย่างในเบลเยียม หรือในเยอรมัน เวลาคุณจะตั้งรัฐบาล คุณต้องตั้งเป็นรัฐบาลผสมเสมอ เพื่อให้แนวคิดสุดโต่งมันต่อรองกันจนเป็นนโยบายกลางๆ” วีระ กล่าว     * ข่าว * การเมือง * พรรคประชาชน * พรรคภูมิใจไทย * อนุทิน ชาญวีรกูล * พรรคเพื่อไทย * ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ * ทักษิณ ชินวัตร * ชัยเกษม นิติสิริ * ธงชัย วินิจจะกูล * พวงทอง ภวัครพันธุ์ * ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี * มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง * ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ * วีระ หวังสัจจะโชค
dlvr.it
September 9, 2025 at 8:23 AM
นักปรัชญาชายขอบ: ผลพวงที่ฝ่ายก้าวหน้า romanticize พรรคส้มโหวตอนุทิน
นักปรัชญาชายขอบ: ผลพวงที่ฝ่ายก้าวหน้า romanticize พรรคส้มโหวตอนุทิน นักปรัชญาชายขอบ   sarayut Sun, 2026-02-15 - 22:27 ผลการเลือกตั้ง (อย่างไม่เป็นทางการ) พรรคภูมิใจไทยชนะอันดับ 1 ได้ ส.ส.เกือบ 200 ที่นั่ง (193) ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นรัฐบาลแค่ 2 เดือน มีผลงานแค่สานต่อนโยบายคนละครึ่ง แถมมีภาพติดลบเรื่องคดีเขากระโดงและทุจริตฮั้ว สว., ความล้มเหลวแก้วิกฤตอุทกภัย และนโยบายหาเสียงก็ “ไม่ติดหู” ประชาชนเลย แค่กระแสชาตินิยมจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชาจะทำให้ความนิยมในพรรคภูมิใจไทยก้าวกระโดดขึ้นสูงลิบขนาดนั้นเลยหรือ ความไม่สมเหตุผลของชัยชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้นของภูมิใจไทย ทำให้คำถามต่อ “การโกงเลือกตั้ง” กลายเป็นคำถามใหญ่อีกครั้ง ประกอบกับการพบพิรุธ หรือ “ความไม่โปร่งใส” ในกระบวนการนับคะแนนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงเกิดการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่บางหน่วยเลือกตั้ง จนกระทั่งเกิดกระแสรณรงค์ให้ “นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ” ดังที่เป็นข่าว ขณะที่ “ฝ่ายก้าวหน้า” ก็ท้วงติงอีกฝ่ายว่าในเมื่อการโกงเลือกตั้งมีอยู่จริง และเป็นเรื่องที่ “ผิดกฎหมายจริง” ก็ไม่ควร romanticize หรือทำให้การขายสิทธิ์ขายเสียงของคนระดับชาวบ้านเป็นเรื่องโรแมนติก โดยอ้างว่าชาวบ้านไม่โง่ รับเงินหมาแต่กาเบอร์ที่ชอบ หรือใครแจกเงิน ชาวบ้านก็รับหมด แต่จะเลือกพรรคที่มีนโยบายแก้ปัญหาให้พวกเขาได้จริงเท่านั้น เป็นต้น ควรยอมรับความจริงว่าการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นปัญหาใหญ่ของการเมืองไทยที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจังกันเสียที อย่างไรก็ตาม ขณะที่ฝ่ายก้าวหน้าวิจารณ์ว่าอีกฝ่าย romanticize การขายสิทธิ์ขายเสียงของคนระดับชาวบ้าน แต่เหมือนพวกเขาจะลืมไปหรือไม่ว่าปัญญาชนสาธารณะ นักวิชาการ สื่อมวลชน คนชั้นกลางที่ตื่นตัวทางการเมืองที่ยืนยันว่าพวกตนเป็น “ฝ่ายประชาธิปไตย” และสนับสนุนพรรคประชาชนที่เป็นตัวแทนฝ่ายประชาธิปไตยในการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยนั้น ก็ romanticize การที่พรรคประชาชนโหวตอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรีมากยิ่งกว่าอีกฝ่าย romanticize คนระดับชาวบ้านเสียอีก เพราะความจริงตรงไปตรงมา ก็เป็นอย่างที่อนุทินพูดว่า “ถ้าไม่มีพรรคส้มโหวตให้ในวันนั้น ก็ไม่มีชัยชนะของพรรคน้ำเงินในวันนี้” และความจริงในวันนั้นอีกส่วนสำคัญหนึ่ง ก็คือฝ่ายก้าวหน้า romanticize การโหวตอนุทินเสีย “เลิศลอย” ว่าเป็นการเสียสละของพรรคส้ม ยอมเอาตัวเข้าไปเจ็บ เป็นการทำการเมืองแบบใหม่ที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา รักษาสัจจะ มาตรฐานสูง การโหวตอนุทินคือ “ทางเลือกเดียวที่จำเป็น” เพื่อให้แก้รัฐธรรมนูญได้ ถ้าโหวตเพื่อไทยก็เสี่ยงถูกหลอกอีก เพราะเป็นพรรคตระบัดสัตย์ เคยหักหลังพรรคส้มมาแล้ว เจ็บแล้วต้องจำ พรรคน้ำเงินแม้ไม่ดีกว่าเพื่อไทย แต่ก็ไม่เคยหลอกพรรคส้มมาก่อน และ “คุมง่ายกว่า” เพื่อไทย ฯลฯ แต่ความเป็นจริงคือ ฝ่ายก้าวหน้าแสร้ง “หลับตาข้างหนึ่ง” คือ แสร้งมองไม่เห็นว่าพรรคส้ม “ทำผิดหลักการ” แถมปัญญาชนสาธารณะชื่อใหญ่ๆ ก็ออกมา “แก้ต่าง” หน้าตาเฉยว่า “พรรคส้มไม่ได้ทำผิดหลักการ ไม่ได้ทิ้งหลักการ” หากแต่ทำไปด้วยเจตนาบริสุทธิ์คือ ต้องการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ เพื่อประโยชน์แก่ประชาชน โดยไม่หวังร่วมรัฐบาล เพื่อมีตำแหน่งอำนาจทางการเมืองใดๆ เลยด้วยซ้ำ ผมพยายามอธิบายมาตลอดว่า “พรรคส้มทำผิดหลักการ” แน่นอน เพราะพรรคส้มและเราทุกคนต่างก็รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าการที่พรรคน้ำเงินคุม สว.ข้างมากได้จริง และใช้ สว.ข้างมากขวางการแก้รัฐธรรมนูญได้จริง ใช้ต่อรองตำแหน่งและอำนาจทางการเมืองได้เหนือพรรคอันดับ 1 และอันดับ 2 ได้จริง มันชัดเจนว่า “ขัดหลักความยุติธรรมทางการเมือง” ดังนั้น การที่พรรคส้มไปดีลโหวตอนุทินป็นนายกฯ แลกเสียง สว.ฮั้วให้โหวตแก้รัฐธรรมนูญ จึงเท่ากับพรรคส้ม “ยอมรับ” การมีอำนาจต่อรองทางการเมืองของพรรคน้ำเงินที่ขัดหลักความยุติธรรมทางการเมืองเช่นนั้น และให้การสนับสนุนโดยการเข้าไป “มีส่วนร่วม” ในการกระทำที่ขัดหลักความยุติธรรมทางการเมืองเช่นนั้นโดยตรง ยิ่งกว่านั้น ทั้งๆ ที่พรรคส้มแสดงออกว่าต่อต้าน “การเมืองทุจริต-การเมืองเทา” แต่พรรคส้มรู้อยู่แล้วว่าพรรคน้ำเงินโดนคดีทุจริตฮั้ว สว. และคดีเขากระโดงอยู่แล้ว ก็ยังไปโหวตให้เขาเป็นรัฐบาลมีอำนาจดูแลคดีของตนเองได้ ข้ออ้างแบบใช้ “เจตนาหลอกตัวเอง” (bad faith) ของพรรคส้มและฝ่ายก้าวหน้าที่ romanticize พรรคส้ม คือข้ออ้างที่ว่า “ทำไมอยู่มาตั้งนานเพื่อไทยไม่ดำเนินคดีเขากระโดงและฮั้ว สว. เพิ่งมาดำเนินคดีตอนแย่งเก้าอี้กระทรวงมหาดไทย และพรรคน้ำเงินถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้านแล้ว แบบนี้มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าขัดผลประโยชน์กัน และเป็นการกลั่นแกล้งกันทางการเมือง” ดังที่เราทราบกัน แต่ความเป็นจริงคือ “การเมืองเป็นเรื่องของการต่อสู้ต่อรองอำนาจและผลประโยชน์” การลงตัวเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ หรือการขัดกันในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นเรื่องปกติของการเมือง ขึ้นอยู่กับว่าการลงตัวหรือการขัดกันในเรื่องอำนาจและผลประโยชน์นั้นๆ ยังเป็นไปตามกติกาที่ยอมรับกันอยู่หรือไม่ แต่ประเด็นหลักในเคสนี้อยู่ที่ว่าคดีทุจริตสองเรื่องดังกล่าว “มีมูล” หรือไม่ โดยเฉพาะคดีทุจริตฮั้ว สว. ซึ่งสะท้อนความเป็นจริงที่ทุกคนเห็นโต้งๆ อยู่แล้วว่าพรรคน้ำเงินคุม สว.น้ำเงินที่เป็นเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ สว.ข้างมากก็มีอำนาจเลือก กกต.ได้ และคดีฮั้ว สว.ก็ “ถูกดอง” อยู่ที่ กกต. นี่ไม่ใช่ “การมีมูล” ของปัญหาการทุจริตหรือการโกงที่พรรคส้มและฝ่ายก้าวหน้าที่เชียร์พรรคส้มต้อง “ซีเรียส” เลยหรือ หากเทียบกับ “เคสชั้น 14” เหมือนพรรคส้มและฝ่ายก้าวหน้าที่เชียร์พรรคส้มจะ “ซีเรียสอย่างยิ่ง” หรือซีเรียสพอๆ กับ “ฝ่ายเสื้อเหลือง” ในการตรวจสอบเอาคนที่ต้องคดีจากรัฐประหารเข้าคุกให้ได้ พูดอีกอย่าง ความรังเกียจคนที่ถูกทำรัฐประหารและถูกยึดทรัพย์ ปรับภาษี ลี้ภัยการเมืองกว่า 17 ปี แล้วดีลกลับบ้านมาสู้กับพรรคส้มตามกระบวนการรัฐสภาและสนามเลือกตั้ง ดูเหมือนจะเป็น “ความรังเกียจที่รุนแรง” ยิ่งกว่าความรังเกียจต่อการที่พรรคน้ำเงินของรัฐพันลึกคุม สว.ข้างมากได้, ใช้ สว.ข้างมากขวางการแก้รัฐธรรมนูญได้ และใช้ต่อรองอำนาจทางการเมืองได้อย่างขัดหลักความยุติธรรมทางการเมืองเสียอีก เพราะรู้ทั้งรู้ว่าพรรคส้มโหวตอนุทิน มันคือ “การโหวตตามหวยล็อกของรัฐพันลึก” ฝ่ายก้าวหน้าก็ยังกล้ายืนยันว่า “ไม่ผิดหลักการ ไม่ทิ้งหลักการ”  ทั้งๆ ที่พรรคส้มประกาศ “หลักการต่อต้านใบอนุญาตที่ 2” ของรัฐพันลึกมาตลอด แต่กลับโหวตอนุทินตามใบอนุญาตที่ 2 ของรัฐพันลึก แบบนี้จะไม่เรียกว่า “เขียนหลักการด้วยมือ แต่ลบด้วยเท้า” ได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้น การโหวตตามหวยล็อกของรัฐพันลึก ก็คือการเลือกให้ความร่วมมือกับรัฐพันลึกโดยตรง ในเกมการเมืองเปลี่ยนรัฐบาลที่รัฐพันลึกใช้ “อำนาจนอกระบบรัฐสภา” ถอดถอนแพทองธาร ชินวัตรจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเบรกรักษาการนายกฯ พรรคเพื่อไทยยุบสภา แล้วใช้ “อำนาจในระบบรัฐสภา” ล็อกให้พรรคน้ำเงินขึ้นเป็นรัฐบาลโดยพรรคส้มโหวตให้ “ครบทุกเสียง” ผ่าน “เกมต่อรองอำนาจทางการเมือง MOA” อย่างที่ทุกคนเห็น ดังนั้น ในทางการเมือง พรรคส้มกับพรรคน้ำเงินจึง “สมประโยชน์กัน” ที่ได้เขี่ยพรรคคู่แข่งอย่างเพื่อไทยตกไปเป็นฝ่ายค้าน และกลายเป็นพรรคอันดับ 3 แต่พรรคส้มถูกพรรคน้ำเงินหลอกเรื่องจะให้เสียง สว.ฮั้ว สนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญ และพรรคน้ำเงินโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยการดูด ส.ส. จากพรรคอื่นๆ รีบย้ายข้าราชการจำนวนมากรองรับการเลือกตั้งใหม่ ประกอบกับมี กกต. ที่มาจากการเลือกของ สว.ฮั้วคุมเลือกตั้ง จึงทำให้พรรคน้ำเงินชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย น่าเศร้าที่ผู้นำจิตวิญญาณพรรคส้ม อย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” มองข้ามทั้งปัญหาคดีทุจริตฮั้ว สว., การดูด ส.ส., การย้ายข้าราชการรองรับการเลือกตั้ง และการที่พรรคน้ำเงินคุม กกต.ได้ว่าจะไม่ส่งผลต่อการ “แพ้-ชนะเลือกตั้ง” ได้จริง เพราะเลือกตั้งปี 2566 รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชาก็คุมได้หมด แต่พรรคก้าวไกลก็ชนะ มุมมองเช่นนั้นสะท้อนปัญหาสำคัญหนึ่งของฝ่ายก้าวหน้า คือ การมองข้ามความจริงที่ว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีการเรียนรู้ ปรับยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการรุก การดักทาง และการเอาชนะฝ่ายก้าวหน้า “ด้วยวิธีพิศดาร” ได้อยู่เสมอมา แม้กระทั่ง “ใช้ฝ่ายก่าวหน้าเป็นเครื่องมือทำลายตัวเอง” เช่น หลอกให้พรรคส้มโหวตอนุทินเพื่อมาฆ่าพรรคส้มเสียเอง เป็นต้น สรุปการปรับกลยุทธ์ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้เห็นภาพชัดขึ้น คือ รัฐประหาร 2549 ฝ่ายอนุรักษ์นิยมรู้สึกว่า “เสียของ” จึงทำรัฐประหาร 2557 เพื่อไม่ให้เสียของ เลือกตั้งปี 2566 พรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมแพ้ แต่ก็ใช้กลยุทธ์ทำให้พรรคแดงกับพรรคส้มแตกกันและเกลียดชังกันได้สำเร็จ จนกระทั่งหลอกใช้พรรคส้มเป็นเครื่องมือโหวตอนุทินตามหวยล็อกของรัฐพันลึก เพื่อให้พรรคน้ำเงินมีอำนาจเคลียร์คดีตนเอง และเอาชนะพรรคส้มได้สำเร็จ แล้วรัฐพันลึกก็จัดการกับ 44 อดีต ส.ส.ก้าวไกลที่เซ็นต์ชื่อเสนอแก้ 112 ทันที หลังทราบผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ กับความพ่ายแพ้ในวันนี้ แทนที่ฝ่ายก้าวหน้าจะกล่าวโทษฝ่ายอื่นว่า romanticize การขายสิทธิ์ขายเสียงของคนระดับชาวบ้านว่าพวกเขามองข้ามความเป็นจริงว่าการโกงเลือกตั้งเป็นปัญหาใหญ่ทางการเมืองจริงๆ แต่ควรจะทำความเข้าใจอีกฝ่ายด้วยว่าไม่ใช่พวกเขามองว่าการซื้อสิทธิ์ขายเสียงไม่เป็นปัญหา เพราะทุกคนต่างรู้ว่ามัน “ผิดกฎหมาย” อยู่แล้ว แต่แทนที่จะ “ชี้” ไปที่คนระดับชาวบ้าน เหมือนที่ทำกันมาตลอด ควรเรียกร้องไปที่ กกต. รัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่รัฐให้จัดการเลือกตั้งอย่างสุจริตยุติธรรมให้ได้จริงๆ หรือเอาคนซื้อเสียงมาลงโทษตามกฎหมายได้จริงๆ เสียที ถึงที่สุดแล้วฝ่ายก้าวหน้าก็ควรจะทบทวนตนเองว่าตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 2566 เป็นต้นมา ทำไมพวกตนจึง romanticize “การเมืองแบบไม่ยอมแปดเปื้อน” ของพรรคส้มกันมากขนาดนั้น จากกระแส #มีกรณ์ไม่มีกู ที่ทำให้พรรคส้มไม่ยอมจับมือพรรคอื่นๆ ที่มีอุดมการณ์ตรงข้ามเลย จึงทำให้ตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ มาถึงการโหวตอนุทินก็ romanticize การเมืองแบบไม่แปดเปื้อนว่าที่พรรคส้มไม่ร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย ก็เพราะต้อง “รักษาสัจจะ” ที่ประกาศไปแล้วว่า “จะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคใดในสภาชุดนี้” และถ้าร่วมรัฐบาลกับพรรคน้ำเงิน ก็จะทำให้พรรคส้มมีมลทินมัวหมอง เพราะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคของรัฐพันลึก แทนที่จะคิดอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงว่า ด้วยอำนาจต่อรองของพรรคอันดับ 1 พรรคส้มก็น่าจะได้กระทรวงเกรดเอ หรือได้ส่ง “มือดี” ไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม เพื่อทำเรื่องคืนสิทธิประกันตัวนักโทษ 112 เป็นต้น แต่จริงๆ แล้ว ฝ่ายก้าวหน้าที่ romanticize การรักษาคำพูดของพรรคส้ม ก็กลับไม่ได้ตระหนักเลยว่าระหว่าง “การผิดคำพูด” (ว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคใดในสภาชุดนี้) กับ “การผิดหลัการ” ด้วยการโหวตอนุทินตามหวยล็อกของรัฐพันลึก อะไรเป็นความผิดทางการเมืองที่ร้ายแรงมากกว่า พวกเขาจึงหลับหูหลับตา romanticize การโหวตอนุทินจนส่งผลเสียหายที่คาดไม่ถึงในวันนี้ ยิ่งกว่านั้น ฝ่ายก้าวหน้าที่ romanticize การโหวตอนุทิน ก็ไม่เคยตั้งคำถามเลยด้วยซ้ำว่าทำไมใน “ช่วงเวลาที่พรรคส้มมีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากที่สุด” จึงไม่ได้ใส่แม้แต่ “เงื่อนไขการคืนสิทธิประกันตัวใน MOA” ทั้งๆ พรรคส้มและฝ่ายก้าวหน้าด่าเพื่อไทยที่ไม่โหวตรับร่างกฎหมายนิรโทษกรรม 112 ของภาคประชาชนมาตลอดว่า “เมื่อมีอำนาจจะช่วยได้ก็ไม่ยอมช่วย” แต่พอถึงเวลาที่พรรคส้มมีอำนาจต่อรองมากที่สุด ก็กลับไม่คิดถึงเรื่องช่วยมิตรร่วมสู้ออกจากคุกเลยเช่นกัน กลายเป็นว่าเพราะฝ่ายก้าวหน้า romanticize การเมืองแบบไม่แปดเปื้อนของพรรคส้มให้ “ดีเกินจริง” ในด้านกลับก็ “ตีตราประทับ” ให้กับการเมืองที่เดินตามกติกาที่มีอยู่จริงแบบเพื่อไทยให้ดู “เลวร้ายเกินจริง” ด้วย และจึงยิ่ง “เข้าทาง” ฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ต้องการให้แดง-ส้มแตกคอไม่เผาผีกัน จนกระทั่งพวกเขาหลอกใช้พรรคส้มเป็นเครื่องมือทำลายพรรคส้มเองได้ในที่สุด!       * บทความ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * นักปรัชญาชายขอบ * พรรคประชาชน * พรรคภูมิใจไทย
dlvr.it
February 15, 2026 at 3:35 PM
น้องนมเย็น น่าจะรุ่นใหญ่วัย 30 up แล้ว อดีตดาว นกป. กลับมารับงานเองอีกครั้งย่านพุทธมณฑลสาย 4 จุดเด่นคือ ตัวสูงใหญ่ถึง 174 ซม. นมทำขนาด 38 นิ้ว มองผ่าน ๆ นึกว่าสาวสอง ความจริงเป็นหญิงแท้ ผมเลือกคอร์ส 1,500 บาท 1 ชม. ซึ่งมีให้เลือก 2 option แบบแรก นาบ + B2B แบบที่ 2 นาบ ประตูหน้า + ประตูหลัง

#อนุทิน #ธรรมนัส #กล้าธรรม #กกต #รัฐบาล
February 20, 2026 at 3:27 PM
เห็นแก๊งแบกแล้วท้อใจ คือด่าพรรคส้มนั่นนี่ ไม่รู้เหรอศัตรูที่แท้จริงคือใคร

แหม่ เพื่อไทยจูบปากอนุรักษ์นิยมมา 2 นายก มาวีนตอนนี้ แล้วด่าแบบเอาเป็นเอาตายทั้งๆ ที่อนุทินก็อยู่ร่วมรัฐบาลพท.มาตลอด

มาคาดหวังให้ส้มเชื่อใจพท. ทั้งๆ ที่มันโดนพท.หักหลังมาไม่รู้กี่รอบ เชื่อใตมาตลอด แต่มันมีคนนึงที่ตอแหลตลอด
ตอนนี้มาคาดหวังให้เขาดีด้วย บอกว่าเขาเล่นการเมืองด้วยอารมณ์ โถไอ้เหี้ย
September 2, 2025 at 2:44 PM
นักปรัชญาชายขอบ: ปัญหา ‘การเมืองเชิงศีลธรรมสีส้ม’
นักปรัชญาชายขอบ: ปัญหา ‘การเมืองเชิงศีลธรรมสีส้ม’ นักปรัชญาชายขอบ  sarayut Mon, 2025-12-01 - 08:20 ตั้งแต่ช่วงตั้งรัฐบาลเพื่อไทยเป็นต้นมา จนกระทั่งเพื่อไทยถูก “รัฐพันลึก” ทำให้พ้นจากการเป็นรัฐบาล ด้วยการใช้ “กลไกอำนาจนอกระบบควบคู่กับกลไกอำนาจในระบบรัฐสภา” เพื่อเอาอนุทิน ชาญวีรกูลขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และขังคุกทักษิณ ชินวัตร แทบจะไม่มีนักวิชาการ ปัญญาชน “ฝ่ายก้าวหน้า” คนไหน หรือสื่อมวลชนสำนักไหนเลยที่ “ไม่วิจารณ์” ทักษิณและเพื่อไทยทุกมิติอย่างต่อเนื่อง ผมเองก็วิจารณ์มากว่า 2 ปี เช่นกัน แต่เน้นประเด็นปัญหาที่เพื่อไทย “ไม่นิรโทษกรรม 112” เป็นด้านหลัก เพราะประเด็นนี้เราเห็นปัญหาชัดเจนที่สุด ส่วนเรื่องตั้งรัฐบาลร่วมกับฝ่ายที่เคยทำรัฐประหารนั้น แม้เป็นเรื่องที่เราเห็นว่า “ไม่ควรเกิดขึ้น” หรือนั่นเป็นความผิดพลาดทางการเมืองอย่างมาก แต่ปัญหานี้ก็มี “ความซับซ้อน” และมีมุมมองมากกว่า 1 มุมมอง ที่ต่างก็มีเหตุผลฟังขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินถูก-ผิดได้แบบ “ขาว-ดำ” ง่ายๆ แต่จะอย่างไรก็ตาม การวิจารณ์ของผมไม่ได้อยู่บนทัศนะว่า “เพื่อไทยผิดทุกเรื่อง” ส่วน “พรรคส้มถูกทุกเรื่อง” หรือ “เพื่อไทยกลายเป็นฝ่ายเดียวกับรัฐพันลึกโดยสมบูรณ์” แล้ว (เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ทักษิณและเพื่อไทยคงไม่ถูกรัฐพันลึกทุบทำลายซ้ำอีก) ส่วนพรรคส้มคือพรรคเดียวเท่านั้นที่ยึด “หลักการบริสุทธิ์” อย่างคงเส้นคงวา ไม่ประนีประนอมกับรัฐพันลึกในทางที่ “ขัดหลักการประชาธิปไตย” ใดๆ เลย แต่ผมวิจารณ์บนคาดหวังว่าถ้าจะช่วยนิรโทษกรรม 112 ให้ “ทุกคนออกจากคุก” ได้จริง ทั้งเพื่อไทยและพรรคส้มจำเป็นต้องหา “จุดร่วม” ให้เจอ และร่วมมือกันนิรโทษกรรม 112 ให้สำเร็จ ที่ผ่านมาเพื่อไทย “ผิดชัดเจน” ที่ไม่ทำเรื่องนี้ แต่ในอนาคตเพื่อไทยควรสรุปบทเรียนได้แล้วว่าต่อให้ “ไม่แตะ” เรื่องนี้มาตลอด ก็ถูกรัฐพันลึกทุบทำลายอยู่ดี จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ร่วมมือกับพรรคส้ม หรือพรรคการเมืองอื่นๆ (ถ้ามี) ในการนิรโทษกรรม 112 ทว่าเมื่อพรรคส้มเลือกโหวตอนุทินเป็นนายกฯ แลกกับ MOA ที่หวังพึ่ง “สว.สีน้ำเงิน” เป็นสรณะในการโหวตแก้รัฐธรรมนูญ ผมแสดงความไม่เห็นด้วยแต่แรก และเห็นว่าเราควรวิจารณ์บทบาทของพรรคส้มมากขึ้น ดังนั้น หลังจากพรรคส้มโหวตอนุทินเป็นต้นมา ผมจึงเริ่ม “ทบทวนบทบาทของพรรคส้มอย่างเป็นระบบ” แล้วพบว่าปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ฝ่ายก้าวหน้ามองไม่เห็น หรือ “มองข้าม” มาตลอด คือปัญหาที่ผมเรียกว่า “การเมืองเชิงศีลธรรมสีส้ม” ตามที่จะอภิปรายต่อไปนี้ นิยามหลักของ “การเมืองเชิงศีลธรรมสีส้ม” ในบทความนี้คือ เมื่อว่าโดยอุดมการณ์และนโยบายของพรรคส้ม "ไม่ใช่การเมืองเชิงศีลธรรม" แต่ "วิธีการใช้ข้ออ้างทางศีลธรรม” (moral arguments) มาตัดสินฝ่ายอื่นให้ดูเลวร้ายเกินจริง และใช้กลบเกลื่อนการละเมิดหลักการที่ฟรีและแฟร์ของฝ่ายตนให้ดูดีเกินจริง มี “มิติการเมืองเชิงศีลธรรม” ค่อนข้างชัด พูดให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกคือ เมื่อเรามองปัญหาการเมืองเชิงศีลธรรมสีส้มจากกรอบคิดทางจริยศาสตร์ จะพบว่า “แกนกลาง” (core) ของปัญหา คือการใช้ข้ออ้างเชิงศีลธรรมเพื่อหลีกเลี่ยง หรือกลบเกลื่อน “การอภิปรายปัญหาเชิงหลักการ” อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งแยกให้เห็น “สองด้าน” ของการใช้การเมืองเชิงศีลธรรมได้แบบนี้ คือ  1. ในกรณีที่ตัดสิน “ความผิด” ของทักษิณและเพื่อไทย พรรคส้ม (และด้อมส้ม) เน้นการใช้ข้ออ้างทางศีลธรรมมาตัดสินมากกว่าที่จะร่วมจะอภิปรายตรงไปตรงมาว่าทักษิณและเพื่อไทย “ทำผิดหลักการประชาธิปไตย” ชัดๆ อย่างไรบ้าง ผลก็คือแทนที่การตรวจสอบทักษิณและเพื่อไทยจะได้คำตอบตรงไปตรงมาว่าการตั้งรัฐบาลของเพื่อไทยที่เรียกว่า “ข้ามขั้ว” นั้น ผิด-ถูกหลักการประชาธิปไตยหรือไม่ แค่ไหน อย่างไร กลับนำไปสู่ “คำพิพากษาทางศีลธรรม”(moral judgment) ว่าทักษิณ เพื่อไทยตระบัดสัตย์ ทรยศ หักหลังพรรคฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกันเอง เป็นพรรคที่เชื่อถือไม่ได้ ไว้ใจอะไรไม่ได้เลย เปลี่ยนไปรับใช้รัฐพันลึกโดยสมบูรณ์แล้ว เพราะไป “ดีลปีศาจแลกเสรีภาพประชาชน” กระทั่ง “ขายวิญญาณ” จนยอมตกเป็นเครื่องมือของรัฐพันลึกหันมา “ทำลาย” พรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ ฯลฯ ซึ่งข้อกล่าวหาพวกนี้คือการเน้นให้เห็นภาพ “ความเลวเชิงศีลธรรม” ของฝ่ายอื่นเกินจริง 2. ในกรณีที่พรรคส้ม “ทำผิดหลักการ” เสียเอง ก็ใช้ข้ออ้างทางศีลธรรมมากลบเกลื่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการอภิปรายปัญหาการทำผิดหลักการนั้น เช่น อ้างว่าการที่พรรคทำ MOA กับอนุทิน พรรคไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลย แต่พรรคยอม “เอาตัวเข้าไปเจ็บ” แลกกับการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประชาชน ซึ่งเป็นการเน้น “ความดีเชิงศีลธรรม” คือ “การเสียสละ” ของฝ่ายตนมาทำให้การทำผิดหลักการเป็นเรื่อง “หนักเป็นเบา” หรือ “จำเป็นต้องทำ” เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่า ผลที่ตามมาคือทำให้เกิดความเข้าใจผิดๆ ว่า MOA ระหว่างพรรคส้มกับพรรคน้ำเงินคือ “ทางเลือกเดียวที่จำเป็นและดีที่สุด” ในการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ ซึ่งเป็นการสร้าง “ความเชื่อ” ที่ขัดแย้งกับธรรมชาติของการเมืองในระบบรัฐสภาที่ไม่เคยมี “ทางเลือกเดียวเท่านั้น” อยู่จริง เพราะการเมืองในระบบรัฐสภาเป็น “เกมต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง” การทำ MOA เป็นเพียงเกมต่อรองเกมหนึ่งที่ให้ทางเลือกหนึ่งเท่านั้นเอง ทำไมฝ่ายก้าวหน้ามองไม่เห็นปัญหาการเมืองเชิงศีลธรรมตามข้อ 1 และ 2 ก็เพราะภาพลักษณ์ของพรรคส้มที่แสดงออกให้เรามองเห็นชัดเจนกว่าพรรคอื่นๆ คือ พรรคส้มเป็น “พรรคที่ยึดหลักการประชาธิปไตยอย่างคงเส้นคงวามากที่สุด” ด้วยการชู “นโยบายเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจให้เป็นประชาธิปไตย” ดังนั้น ภาพลักษณ์ความเป็นพรรคการเมืองที่ยึดหลักการ จึงเป็น “ม่านบังตา” ที่ทำให้เรามองไม่เป็นปัญหาการเมืองเชิงศีลธรรมดังกล่าว เพื่อให้เห็น “ภาพรูปธรรม” ชัดขึ้น ผมจะใช้ “สถานการณ์ MOA” เป็นแก่นเรื่องในการอธิปรายให้เห็นว่าการเมืองเชิงศีลธรรมสีส้มมี “หน้าตา” อย่างไร 1. พรรคส้มใช้ข้ออ้างทางศีลธนรรมปฏิเสธที่จะโหวตให้เพื่อไทย เช่น อ้างว่าเพื่อไทยไม่มีความจริงใจ เคยทรยศหักหลัง ตระบัดสัตย์มาแล้ว ไม่เหลือความเชื่อถืออะไรให้ไว้วางใจได้อีกแล้ว ที่ต้อง “เร่งรีบ” โหวตอนุทิน แทนที่จะรออีก 10 วัน เพื่อฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญก่อน ก็เพราะว่าขืนยื้อเวลาต่อไปจะเปิดโอกาสให้ทักษิณต่อรองกับรัฐพันลึก เพื่อให้เพื่อไทยอยู่ในอำนาจรักษาผลประโยชน์ของตนเองต่อไป กระทั่งอ้าง “ข่าวลือ” ว่าเพื่อไทยจะเอาประยุทธ์ จันทร์โอชามาเป็นนายกรัฐมนตรี ฯลฯ  แม้ว่าในสถานการณ์ขณะนั้น เพื่อไทยจะขาดความชัดเจนในจุดยืน เช่นว่าจะเสนอใครเป็นนายกฯ กันแน่ แต่ข้ออ้างเชิงศีลธรรมเหล่านั้นกลายเป็น “คำพิพากษาทางศีลธรรม” ที่ใช้ตัดสินว่าทักษิณ เพื่อไทย “เลวบริสุทธิ์” ไม่เหลืออะไรให้เชื่อถือได้เลย กระแสความเห็นของบรรดาด้อมส้มก็เชื่อคำพิพากษาทางศีลธรรมเช่นนี้มาตลอด และ “เชื่ออย่าง dogmatic” โดยไม่รับฟังความเห็นต่างใดๆ เลย การไม่โหวตให้เพื่อไทยจึงไม่ใช่เหตุผลทางหลักการว่า “ผิด-ถูกหลักการประชาธิปไตยหรือไม่” แต่อย่างใด หากแต่เป็นเหตุผลเรื่องไม่ยอมสังฆกรรมกับพวกคนเลวที่เชื่อถืออะไรไม่ได้โดยสิ้นเชิง 2. พรรคส้มใช้ข้ออ้างทางศีลธรรมปฏิเสธการร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย เพราะในสถานการณ์นั้น มีนักวิชาการและบุคคลในวงการอื่นๆ เสนอว่าแทนที่พรรคส้มจะโหวตอนุทินเป็นนายกฯ ให้ทำตาม MOA เฉยๆ แล้วตัวเองเป็นฝ่ายค้านคอย “แบกความเสี่ยง” แต่ฝ่ายเดียว น่าจะร่วมรัฐบาลไปเลย จะได้รับผิดชอบ MOA อย่างเต็มไม้เต็มมือมากกว่า เพราะด้วยเสียง ส.ส.มากที่สุดของพรรคส้มย่อมควบคุมอนุทินไม่ให้เบี้ยวได้มากกว่า ถ่วงดุลการบริหารได้ดีกว่า มีโอกาสได้คุมกระทรวงสำคัญๆ สร้างผลงานได้ด้วย ยิ่งกว่านั้ยังเป็นการ “ป้องกัน” ไม่ให้พรรคกล้าธรรม และพรรคสองลุงร่วมรัฐบาลได้อีกด้วย แทนที่จะเป็นฝ่ายค้านที่ทำได้แค่ออกมาเปิดโปงว่า “คนระดับรองนายกฯ เกี่ยวข้องสแกมเมอร์” และอื่นๆ แต่ทำอะไรพวกเขาไม่ได้เลย แล้วทำไมพรรคส้มไม่รับข้อเสนอทางเลือกอื่นข้างบนนี้ (เป็นต้น) ก็เพราะพรรคส้มอ้าง “จุดยืนทางศีลธรรม” คือ “การเป็นพรรคที่มีภาพลักษณ์ซื่อตรง รักษาคำพูด” เมื่อประกาศออกไปแล้วว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลในสภาชุดนี้ ก็ต้องทำตามที่พูด การยืนยันเช่นนี้เมื่อเปรียบเทียบกับ “พรรคตระบัดสัตย์” พรรคส้มย่อมมีสถานะทางศีลธรรมสูงกว่า แต่อย่างไรก็ตาม การแสดง “ภาพลักษณ์ที่มีสถานะทางศีลธรรมสูงกว่า” กลับทำให้พรรคส้ม “ด้อยกว่าในอำนาจต่อรองทางการเมือง” อย่างไม่ควรจะเป็น เพราะในเกมต่อรองทางการเมืองผ่าน MOA ทั้งๆ ที่พรรคส้มมี ส.ส.มากเป็นอันดับ 1 ในสภา แต่ผลการต่อรองคือ พรรคภูมิใจไทยที่มีจำนวน ส.ส.มากเป็นอันดับ 3 กลับเป็นฝ่ายได้อำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองสูงสุดอย่าง “ไม่ได้สัดสวน” กับพรรคส้ม คือภูมิใจไทยได้ตำแหน่งนายกฯ เป็นรัฐบาลบริหารประเทศตามที่พวกตนต้องการ เช่น เร่งรีบย้ายข้าราชการมหาดไทยจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลให้คดี ฮั้ว สว. คดีเขากระโดงของพวกเขาหลุด หรือล่าช้าออกไปอีก และทำให้พวกเขาได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งหน้า ได้บริหารงบประมาณแผ่นดินสร้างคะแนนนิยม กลายเป็นพรรคโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะมีพลังดูด ส.ส.จากพรรคอื่นๆ มากขึ้นอย่างที่เห็น ส่วนพรรคส้มกลับตกเป็นฝ่าย “เสียเปรียบมากที่สุด” เพราะเป็นฝ่าย “แบกความเสี่ยง” ในความล้มเหลวของ MOA แต่เพียงฝ่ายเดียว นอกจากนั้น เมื่อถูกวิจารณ์ว่าที่พรรคน้ำเงิน “ได้เปรียบมากที่สุด” ในเกมต่อรองทางการเมืองนี้ พรรคส้มและด้อมส้มก็จะใช้ข้ออ้างเชิงศีลธรรมเหมือน “ท่องคาถาศักดิ์สิทธิ์” ซ้ำๆ ว่า “เราโหวตให้อนุทินมาทำตาม MOA เท่านั้น” เรื่องอื่นๆ ไม่เกี่ยวกับเรา ถ้าเขาทำไม่ดี ประชาชนจะตัดสินเอง นี่คือการใช้ข้ออ้างทำนองว่า “พวกตนทำถูก ทำดี มีเจตนาบริสุทธิ์ เพื่อประโยชน์ของประชาชนเท่านั้น” พรรคไม่ได้อะไรเลย มีแต่ถูกวิจารณ์และเสียคะแนนนิยม เพื่อปัดปฏิเสธ “ความรับผิดชอบใดๆ” ต่อ “ผลข้างเคียงที่เสียหาย” จากการเลือกเล่นในเกมนี้ของพวกตน 3. พรรคส้มยึดการเมืองเชิงศีลธรรมเหนือหลักการ กล่าวคือ “คณะก้าวหน้า” ซึ่งเป็น “ผู้นำจิตวิญญาณ” ของพรรคและพรรคส้มเอง “รู้ดีที่สุด” อยู่แล้วว่าการที่พรรคน้ำเงินมี “สว.ฮั้ว” ป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองได้ เช่น ใช้ สว.ในมือต่อรองเพื่อขวางการแก้รัฐธรรมนูญ หรือสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญได้ (เป็นต้น) ย่อม “ขัดหลักการที่ฟรีและแฟร์” อันเป็น “หลักการพื้นฐาน” ของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเมื่อว่ากันตามหลักการอย่างตรงไปตรงมา การที่พรรคการเมืองใดก็ตามใช้ สว.เสียงข้างมากต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองเหนือพรรคการเมืองอื่นๆ ได้ ย่อมเป็น “การกระทำที่ผิดหลักการประชาธิปไตย” มากกว่าการตั้งรัฐบาล (ข้ามขั้ว?) ของเพื่อไทยเสียอีก แต่พรรคส้มก็ยังเลือก “ดีล MOA” กับอนุทิน ทั้งๆ ที่ “รู้อยู่แล้ว” ว่าเป็นดีลที่ทำให้เกิดการเพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมืองที่ “ไม่ชอบธรรม” เช่นนั้นให้สูงขึ้นจนถึง “จุดสูงสุด” ทั้งๆ ที่ ณ ขณะนั้น พรรคภูมิใจไทยอยู่ในระหว่างถูก กกต. และดีเอสไอดำเนินคดีฮั้ว สว. และพรรคนี้ได้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทยมาเป็นฝ่ายค้านแล้ว จึงอยู่ในช่วง “ขาลง” ของอำนาจต่อรองทางการเมืองจนตกไปอยู่ “จุดต่ำสุด” เมื่อเทียบกับอำนาจต่อรองที่เคยมีในตอนขวางการแก้รัฐธรรมนูญสมัยรัฐบาลเพื่อไทย ดังนั้น การโหวตอนุทินเป็นนายกฯ จึงเท่ากับเป็นการ “ชุบชีวิต” อำนาจต่อรองทางการเมืองที่ขัดหลักการที่ฟรีและแฟร์ของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งกำลังจะตายให้มีชีวิตขึ้นมาใหม่ จนผงาดขึ้นมาอยู่ใน “จุดสูงสุด” เหนือทั้งพรรคส้มที่มีจำนวน ส.ส.มากเป็นอันดับ 1 และเพื่อไทยที่มีจำนวน ส.ส.มากเป็นอันดับ 2 พูดอีกอย่างคือ การดีลทำ MOA กับพรรคน้ำเงินที่ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคส้มอย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อ้างว่า “ไม่มีครั้งไหนที่พรรคประชาชนจะมีอำนาจต่อรองทางการเมืองสุดเท่าครั้งนี้แล้ว” แท้จริงก็คือการที่พรรคส้มเลือก “เป็นส่วนหนึ่ง” ของผู้เล่นในเกมต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองที่ “ขัดหลักการที่ฟรีและแฟร์” ซึ่งส่งผลเป็นการ “เพิ่ม” อำนาจต่อรองทางการเมืองที่ใช้ สว. เสียงข้างมากเป็นเครื่องมือของพรรคน้ำเงินให้พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดและได้เปรียบมากที่สุด แต่พรรคส้มซึ่งอยู่ในช่วงที่เชื่อว่า “มีอำนาจต่อรองมากที่สุด” ในขณะนั้นกลับเสียเปรียบมากที่สุด แล้วพรรคส้มก็ใช้ข้ออ้างทางศีลธรรมว่าฝ่ายตน “เสียสละ ยอมเจ็บตัวเล่นเกมเสี่ยงแก้ รธน. เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน” เพื่อกลบเกลื่อนหรือเป็น “ม่านบังตา” ให้ประชาชนอย่างเราๆ มองไม่เห็นการต่อรองทางการเมืองที่ “ไม่ชอบธรรม” เพราะละเมิดหลักการที่ฟรีและแฟร์ของระบอบประชาธิปไตยดังกล่าว จำได้ว่าช่วงที่พรรคส้มประกาศจะโหวตอนุทินเป็นนายกฯ มีการอ้างกันว่าระหว่างเพื่อไทยกับภูมิใจไทยไม่มีพรรคไหน “ดีกว่า” กันเลย (มี่การพูดในกระแสโซเชียลด้วยซ้ำไปว่า “เลวทั้งคู่”) แต่ที่ภูมิใจไทยเป็น “ทางเลือกที่ดีกว่า” เพราะมี “สว.น้ำเงินในมือ” ที่จะสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพรรคส้มได้ “ดีลตกลงทำ MOA” กับเพื่อไทยก่อนหน้าที่จะประกาศต่อสาธารณะแล้ว เพื่อไทยจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่แรกอยู่แล้ว เพราะไม่มี สว. เสียงข้างมากในมือ ความจริงข้อนี้ยิ่ง “ตอกย้ำ” ว่าพรรคส้มถือว่าพรรคการเมืองที่ใช้ สว.ข้างมากเป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างขัดหลักการที่ฟรีและแฟร์ของระบอบประชาธิปไตยได้ คือพรรคที่เป็น “ตัวเลือกที่ดีกว่า” พรรคการเมืองที่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ดังนั้น แม้ว่าพรรคส้มจะแสดงจุดยืน “เป็นพรรคการเมืองที่รักษาคำพูด ไม่ตระบัดสัตย์” จึงไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคใดในสภาชุดนี้ ซึ่งทำให้พรรคส้มถูกเชื่อว่ามี “สถานะทางศีลธรรมสูงกว่า” พรรคตระบัดสัตย์ แล้วพรรคส้มก็ได้ใช้สถานะทางศีลธรรมสูงกว่าเช่นนี้เอง “พลางตา” ของประชาชน เพื่อให้มองไม่เห็น “การกระทำที่ผิดหลักการประชาธิปไตยมากกว่า” คือการร่วมมือกันละเมิดหลักการที่ฟรีและแฟร์ของระบอบประชาธิปไตยกับพรรคน้ำเงิน และ สว. สีน้ำเงินในเกมเปลี่ยนรัฐบาลของรัฐพันลึกที่ใช้อำนาจนอกระบบและในระบบควบคู่กัน   ผมไม่กังขาใน “เจตนาดี” ของพรรคส้มที่มุ่งแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ แต่ไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยเหตุผลว่าทำไมพรรคส้มจึง “เลือกวิธีการที่ขัดหลักการที่ฟรีและแฟร์” ซึ่งนอกจากจะทำให้พรรคส้ม “เสียเปรียบมากที่สุด” เพราะเป็นฝ่าย “แบกความเสี่ยง” แต่ฝ่ายเดียวแล้ว ยังไป “เพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมืองที่ไม่ชอบธรรม” ของพรรคน้ำเงินให้พวกเขา “ได้เปรียบมากที่สุด” คือได้ตำแหน่งนายกฯ ได้เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจย้ายข้าราชการเคลียร์คดีของพวกตนเอง ได้ใช้งบฯ จำนวนมากสร้างคะแนนนิยม และกลายเป็นพรรคใหญ่ขึ้นแบบก้าวกระโดด เพราะมีพลังดูด ส.ส. จากพรรคอื่นๆ เข้าพรรคตัวเองได้มากขึ้น แถมยังสามารถ “ปั่นหัว” ให้พรรคส้มกับเพื่อไทยและกองเชียร์ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันรายวันไม่เลิกรา ล่าสุดเมื่อมีข่าวว่าเพื่อไทยจะยื่นขอ “เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” อนุทินก็ออกมาแสดงอำนาจต่อรองทางการเมืองที่เหนือกว่าสองพรรคทันที ด้วยการ “ขู่” ทั้งสองพรรคว่า “จะยุบสภา” ถ้าการแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ ก็ไม่ใช่ความผิดของเขา จนทำให้หัวหน้าพรรคส้มต้องเจรจาขอร้องเพื่อไทยให้ยื่นอภิปรายหลังแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จแล้ว ขณะที่กองเชียร์ทั้งสองฝ่ายต่างก็กล่าวโทษกันไปมาตามเคย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผม “สะดุด” ความเห็นของสมาชิก “คณะก้าวหน้า” อย่าง “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช ที่ว่า “คือมันเป็นอะไรที่จะต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อน 10 วัน เพื่อทำให้ทุกอย่างพัง! แล้วรัฐธรรมนูญจะอยู่แบบนี้ไปชั่วฟ้าดินสลาย จะให้พูดตรงๆ ไหม แล้วภูมิใจไทยก็กำกุญแจที่จะแก้รัฐธรรมนูญต่อไปอีก 4 ปี ก็คือ สว. ถูกไหม? คือนี่มันเดินทางมาถึงจุดนี้แล้ว อีกแค่นิดเดียวมันเป็นอะไร คือคุณคิดแต่เรื่องการทำลายพรรคประชาชน คิดแต่เรื่องคะแนนนิยมว่าจะเข้าสู่การเลือกตั้ง วิธีที่พรรคเพื่อไทยจะกลับมาคือลดคะแนนของพรรคประชาชน เพื่อที่คุณจะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยได้” (ที่มา https://www.facebook.com/photo/?fbid=1280884217183655&set=a.465794368692648)  ผมคิดว่ามีเหตุผลที่จะตั้งคำถามว่าทำไมเพื่อไทยจึงจะรีบอภิปรายก่อนแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ แต่ยิ่งมีเหตุผลมากกว่าที่จะตั้งคำถามว่า ทำไมอนุทินต้องขู่ยับสภา โดยใช้ MOA เป็น “ตัวประกัน” ทั้งๆ ที่ MOA มันคือ “ข้อตกลงที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันของพรรคส้มกับพรรคน้ำเงิน” เป็นหลัก เพราะเป็นข้อตกลงที่สองพรรคนี้ทำขึ้นภายใต้ “เกมเปลี่ยนรัฐบาลเพื่อไทยเป็นรัฐบาลภูมิใจไทยของรัฐพันลึก” ด้วยการใช้กลไกอำนาจนอกระบบและในระบบรัฐสภาควบคู่กัน ดังนั้น สองพรรคนี้ต้องรับผิดชอบความสำเร็จและล้มเหลวตาม MOA ร่วมกัน ซึ่งทำได้ด้วยการที่พรรคส้มโหวตสนับสนุนรัฐบาลให้อยู่ต่อเพื่อแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จ แล้วยุบสภาตามที่กำหนดไว้ ไม่ใช่ไปกล่าวโทษให้เพื่อไทยเป็น “แพะรับบาป” หาก MOA ของสองพรรคล่ม แต่ช่อใช้ moral arguments ตัดสินว่าเพื่อไทย “คิดแต่เรื่องทำลายพรรคประชาชน” ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าการสร้าง “มายาคติทักษิณกลับมาทำลายพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่” ใช้กันมาตั้งแต่แรกที่เกิดความเชื่อที่ว่าทักษิณดีลกลับบ้าน เพื่อมาเป็นเครื่องมือของรัฐพันลึกในการทำลายพรรคก้าวไกล-ประชาชน แต่ทำลายด้วย “วิธีการอย่างไร” ก็ตามที่ช่อกล่าวไว้เลย คือ “คิดแต่เรื่องคะแนนนิยมว่าจะเข้าสู่การเลือกตั้ง วิธีที่พรรคเพื่อไทยจะกลับมา คือลดคะแนนของพรรคประชาชน เพื่อที่คุณจะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยได้” ซึ่งข้อความนี้คือการยืนยัน “ข้อเท็จจริง” ว่าการที่ทักษิณดีลกลับมาทำลายพรรคคนรุ่นใหม่ หรือเพื่อไทยทำลายพรรคประชาชน ก็คือ “การใช้วิธีการทำลายผ่านการต่อสู้ตามระบบการเมืองในรัฐสภา และการแข่งขันในสนามเลือกตั้ง” เท่านั้น ทักษิณและเพื่อไทยไม่เคยกระทำการใดๆ ที่เราเห็นได้ว่าพวกเขาสามารถใช้ “กลไกอำนาจนอกระบบรัฐสภา” ทำลายพรรคก้าวไกล-ประชาชนได้จริงแต่อย่างใด ปัญหาคือ ถ้าเรา “เชื่อ” ตามความเห็นช่อกันจริงๆ ว่าการต่อสู้ทางการเมืองตามกลไกรัฐสภาและสนามเลือกตั้ง คือ “การทำลาย” กัน แล้วที่พรรคส้มใช้กลไกเดียวกันนี้ต่อสู้แข่งขันกับเพื่อไทย จะไม่ถือเป็นการทำลายอีกฝ่ายด้วยหรอกหรือ ซึ่งมัน “ไม่ใช่” เลย เราจะถือว่าการต่อสู้แบบนี้เป็นการทำลายกันไม่ได้ ไม่งั้นเราก็จะมีการเลือกตั้งและมีระบบรัฐสภาเป็นเวทีแข่งขันต่อสู้ต่อรองทางการเมืองไม่ได้เลย แต่หากพูดถึง “การทำลายพรรคคู่แข่ง” อย่างตรงไปตรงมา นอกจากเราจะพบว่าเพื่อไทยไม่เคยใช้กลไกอำนาจนอกระบบทำลายพรรคส้มเลย ตรงกันข้าม พรรคส้มต่างหาที่ “เลือกเล่นในเกมการเมืองที่รัฐพันลึกใช้อำนาจนอกระบบควบคู่กับอำนาจในระบบเปลี่ยนรัฐบาลจากเพื่อไทยเป็นรัฐบาลภูมิใจไทย” พรรคส้มต่างหากที่ “ตรวจสอบกรณีชั้น 14” แบบกัดไม่ปล่อย จนส่งผลอย่างมีนัยสำคัญให้ทักษิณติดคุกในคดีจากรัฐประหาร แน่นอนพรรคส้มอ้างว่า “ในฐานะฝ่ายค้านต้องตรวจสอบฝ่ายบริหารตามหน้าที่ ส่วนการเอาทักษิณเข้าคุกเป็นเรื่องของรัฐพันลึกทำกันเองเพราะดีลล่ม” แต่ปรากฏการณ์ที่เราเห็นก็คือ “ส.ส.เซเลบ” พรรคส้มตรวจสอบชั้น 14 ทั้งในและนอกสภาจนเป็นกระแสต่อเนื่อง จนที่สุดเมื่อ “วรเจตน์ ภาคีรัตน์” ออกมาโต้แย้งว่าศาลฎีกาแผนกอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง “ไม่มีอำนาจยกเรื่องขึ้นไต่สวนเอง” กระนั้น ส.ส.คนดังกล่าว ก็ยังออกมายืนยันว่า “ศาลทำถูกต้องแล้ว ศาลคือที่พึ่งของประชาชน” ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าการเอาทักษิณเข้าคุกเป็นหนึ่งใน “วาระทางการเมือง” ของพรรคส้มด้วยหรือไม่ พูดอีกอย่างคือ การที่พรรคส้มยืนยันในทางหลักการมาตลอดว่า “ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอนที่รัฐพันลึกผู้มีอำนาจออกใบอนุญาตที่ 2 แทรกแซงการเมืองด้วยการใช้กลไกอำนาจนอกระบบควบคู่กับอำนาจในระบบเปลี่ยนรัฐบาล” แต่เมื่อพูดแบบนั้นแล้ว กลับ “เลือกเล่นในเกมแบบนั้นของรัฐพันลึกเสียเอง” นี่คือ “การรักษาคำพูด” หรือ “มือถือสากปากถือศีล” กันแน่? ผู้ที่สามารถใช้วิจารณญาณอย่างเที่ยงตรงได้ ย่อมตอบคำถามนี้ตรงไปตรงมาได้ สรุปสั้นๆ ได้ว่าทั้งหมดที่ว่ามานี้ คือการตั้งคำถามกับ “การเมืองเชิงศีลธรรมสีส้ม” ที่สะท้อนให้เห็น “ปัญหาที่ใหญ่กว่า” ของพรรคส้ม คือ “ปัญหาความไม่คงเส้นคงวาในการยึดหลักการประชาธิปไตย” หรือ “การทำผิดหลักการประชาธิปไตย” ของพรรคส้มเอง แล้วใช้ moral arguments มา “ฉาบหน้า” ให้ความไม่คงเส้นคงวาหรือการทำผิดหลักการนั้นดูดี ในทางตรงข้ามก็ใช้ข้ออ้างทางศีลธรรมพิพากษาให้ฝ่ายตรงข้ามดูเลวร้ายเกินจริง โดยไม่พิจารณา “ประเด็นหลัก” ว่าเขาละเมิดหลักการประชาธิปไตยจริงหรือไม่ และฝ่ายตัวเองได้ละเมิดหลักการที่ฟรีและแฟร์ อันเป็นหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยมากกว่าหรือไม่ ยิ่งเราเชื่อว่าพรรคส้ม คือพรรคการเมืองเดียวที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยก้าวหน้ากว่าพรรคอื่นๆ ที่เหลือ และเป็นพรรคเดียวที่เราฝากความหวังได้ว่าจะนิรโทษกรรม 112 และเปลี่ยนโครงสร้างการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยได้จริง ยิ่งจำเป็นที่เราต้องตั้งคำถามและวิจารณ์บทบาทของ “พรรคการเมืองแห่งความหวัง” นี้ว่ายึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยอย่างตรงไปตรงมา และคงเส้นคงวาจริงหรือไม่     * บทความ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * นักปรัชญาชายขอบ * การเมืองเชิงศีลธรรม * พรรคประชาชน
dlvr.it
December 1, 2025 at 1:28 AM
เงื่อนไขปลดล็อกการเมือง ของ ปชน. เป็นไปได้แค่ไหนในสมการความเป็นจริง
เงื่อนไขปลดล็อกการเมือง ของ ปชน. เป็นไปได้แค่ไหนในสมการความเป็นจริง รายงาน: ทีมข่าวการเมือง XmasUser Tue, 2025-07-08 - 20:15 ท่ามกลางการสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลระดับหลายแมกนิจูด ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย รับหน้าที่เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีไปก่อน หากเกิดกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้แพทองธาร มีความผิดตามข้อกล่าวหาของบรรดา สว.ที่ตั้งเรื่องไว้ คำถามต่อมาคือ ฉากทัศน์การเมืองจะเป็นยังไงต่อไป การเลือกนายกฯ ใหม่กลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรง ระหว่างแคดิเดตสำคัญ 2 คน ‘ชัยเกษม-อนุทิน’ ซึ่งพรรคประชาชนยังไม่ฟันธงว่าจะโหวตให้ใคร เพียงตั้งเงื่อนไขหลักไว้ 3 อย่าง 1.แก้รัฐธรรมนูญ 2.แก้ปัญหาชายแดน-ผ่านงบประมาณ 3.รีบยุบสภาภายในปีนี้ เงื่อนไขเหล่านี้หากเกิด ‘จุดเปลี่ยน’ จากศาลรัฐธรรมนูญ นายกฯ ค่ายแดง กับค่ายน้ำเงิน มีความแตกต่างกันตรงไหน และมีโจทย์อะไรที่ยังแก้ไม่ตกสำหรับการปลดล็อคการเมืองที่ตั้งธงไว้    เป็นกระแสร้อนแล้วร้อนอีก ต่อเนื่องหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรับคำร้องถอดถอนแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และสั่งให้นายกฯ ‘หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว’ จากกรณีที่สมาชิกวุฒิสภา นำโดยพลเอกสวัสดิ์ ทัศนา ยื่นถอดถอนด้วยข้อหาละเมิดจริยธรรมร้ายแรง ปมคลิปคุยส่วนตัวกับฮุนเซน ท่ามกลางการสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลระดับหลายแมกนิจูด ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย รับหน้าที่เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีไปก่อน หากเกิดกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้แพทองธาร มีความผิดตามข้อกล่าวหาของบรรดา สว.ที่ตั้งเรื่อง คำถามต่อมาคือ ฉากทัศน์การเมืองจะเป็นยังไงต่อไป การเลือกนายกฯ ใหม่กลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรง ระหว่างแคดิเดตสำคัญ 2 คน ‘ชัยเกษม-อนุทิน’ ซึ่งพรรคประชาชน ซึ่งยืนยันให้ระบบรัฐสภาทำงานต่อไปได้ ยังไม่ฟันธงว่าจะโหวตให้ใคร เพียงตั้งเงื่อนไขไว้หลัก 3 อย่าง 1.แก้รัฐธรรมนูญ 2.แก้ปัญหาชายแดน-ผ่านงบประมาณ 3.รีบยุบสภาภายในปีนี้ เงื่อนไขเหล่านี้หากเกิด ‘จุดเปลี่ยน’ จากศาลรัฐธรรมนูญ นายกฯ ค่ายแดง กับค่ายน้ำเงิน มีความแตกต่างกันตรงไหน และมีโจทย์อะไรที่ยังแก้ไม่ตกสำหรับการปลดล็อคการเมืองที่ตั้งธงไว้  ปชน.ยันระบบสภาไปต่อ เปิดทาง ‘โหวตนายกฯ’ ไม่ร่วมรัฐบาล ตัวแสดงทางการเมืองหลักรอบบนี้คือ ศึก 3 ก๊ก อันประกอบไปด้วย 1. พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลปัจจุบัน และมี สส.มากเป็นอันดับสอง 2. พรรคประชาชน ฝ่ายค้านที่มี สส.มากที่สุด และ 3. พรรคภูมิใจไทย ที่เพิ่งโดนดีดไปเป็นฝ่ายค้าน แม้ว่าจะมี สส.เป็นอันดับ 3 แต่อาวุธสำคัญของเขาที่ใครๆ ต่างโจษจันคือ เสียง สว.ส่วนใหญ่ หรือกลุ่ม ‘สว.สีน้ำเงิน’ 2 ขั้วใหญ่ที่เสนอทางออกให้กับประเทศไทย คือพรรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน จุดยืนพรรคเพื่อไทย คือไม่ยุบสภาฯ และเสนอให้พยุงรัฐบาลให้อยู่ต่อจนครบวาระปี 2570 เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่โดนฮุนเซน วางหมากเขย่าให้เห็น ‘ความเปราะบางขั้นสุด’ ของการเมืองไทย และหากเจอพิษ ‘นิติสงคราม’ จนหลุดจากตำแหน่ง และถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตด้วยข้อหา ‘ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง’ ก็ยังมีชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 3 ของพรรคขึ้นมาสานต่อหน้าที่นายกฯ จุดยืนนี้มีมาต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงพีคของม็อบรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย จนถึงศาลรับคำร้องและสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่  ส่วนพรรคประชาชนออกแถลงการณ์เมื่อ 3 ก.ค. 2568 หรือ 2 วันหลังจากศาลสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ เสนอทางออกปลดล็อกการเมืองแบบ "Semi-Confidence and Supply" ความหมายรูปธรรมก็คือ พรรคประชาชนช่วยอุดความเสี่ยงของอำนาจนอกระบบ ให้ระบบรัฐสภาเดินต่อไปได้ โดยจะช่วยโหวตสนับสนุน ‘นายกฯ ใหม่’ กรณีที่ศาลตัดสินในแพทองธารหลุดจากตำแหน่ง โดยไม่ขอร่วมรัฐบาล ‘อย่างเด็ดขาด’ แต่การโหวตดังกล่าวพรรคแกนนำต้องยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน หลักๆ ได้แก่ ยุบสภาฯ ภายในปลายปีนี้, ผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ โดยให้จัดให้มีประชามติ ‘ครั้งแรก’ พร้อมเลือกตั้งเพื่อถามประชาชนเรื่องการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ พรรคประชาชน มองว่า รัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย บริหารประเทศต่อยาก เพราะขาดความชอบธรรม และหากดื้อรั้นให้แพทองธารอยู่ต่อ ก็มีแต่จะเจอนิติสงครามรุมสกรัมไปเรื่อยๆ จนอาจเกิดเดทล็อกไม่ให้ยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ แต่ในเวลาเดียวกัน ประเทศตอนนี้ก็มีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องจัดการเรื่องข้อพิพาทไทย-กัมพูชา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย 2569 รวมถึงการเจรจาภาษีกับรัฐบาลสหรัฐฯ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขึ้นภาษีศุลกากรนำเข้าสินค้าจากไทย สูงลิ่วไปกว่า 36% จึงจะให้เวลาในการจัดการปัญหาต่างๆ ก่อนแล้วค่อยยุบสภาฯ อลหม่าน โหวต ‘อนุทิน’ มายังไง ความอลหม่านในข้อถกเถียงเกิดขึ้น เพราะก่อนที่พรรคประชาชน จะมีแถลงเงื่อนไขอย่างเป็นทางการ 1 วัน (2 ก.ค.) ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ หัวหน้าพรรคได้ให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ โดยตอบคำถามผู้ดำเนินรายการทำนองที่ตีความว่าไม่ได้ปิดกั้นโอกาสของการโหวตแคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย หากยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนได้ นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยในระดับ ‘ปฏิบัติการ’ อยู่บ้าง จากนั้นจึงเกิดการถกเถียงกันมาในสื่อโซเชียลตามมาเป็นระลอก มีการตีความและวิจารณ์ถึงการที่พรรคประชาชนจะดัน ‘อนุทิน’ ขึ้นเป็นนายกฯ ขณะที่บางส่วนยืนยันว่า หัวหน้าพรรคไม่ได้พูดชัดเจนว่าจะโหวตให้ใคร อย่างไรก็ตาม ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกฯ ได้ออกมาโพสต์ตอบโต้การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ของณัฐพงษ์ พร้อมตั้งคำถามล่วงหน้าว่าจะบังคับให้ภูมิใจไทย ทำตามเงื่อนไขเหล่านี้ได้จริงหรือไม่ และหากตั้งรัฐบาลภูมิใจไทยสำเร็จ มีคนจากพรรคการเมืองบางพรรคเป็น รมว.ยุติธรรม กำกับราชการ DSI ชะตากรรมของคดีฮั้ว สว.ที่กำลังเดินหน้าจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ดี หากดูจากตัวแถลงของพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการและคำให้สัมภาษณ์ของแกนนำหลายคนต่างยืนยันว่าไม่มีการล็อกสเปกพรรคใดพรรคหนึ่งแต่เอาเงื่อนไขเป็นตัวตั้ง ข้อดีของวิธีการนี้ พรรคประชาชน ระบุว่าพรรคที่ต้องการจัดตั้งรัฐบาลจะไม่ต้องเผชิญกับ สส.พรรคร่วมที่มาต่อรองเก้าอี้ รมต. หรือเรียกค่าตัวสูงจนเกินไปจนรัฐบาลเกิดปัญหาไปต่อไม่ได้นั่นเอง ขณะเดียวกัน สส.พรรคภูมิใจไทย รวมถึงอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคต่างก็ปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เคยมีการเสนอตัวเพื่อให้ ปชน.โหวตแคนดิเดตนายกฯ และเป็นความเข้าใจที่ “คลาดเคลื่อนอย่างมาก” วันที่ 3 พ.ค.เช่นเดียวกัน มีการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคประชาชน, ภูมิใจไทย, พลังประชารัฐ, ไทยสร้างไทย และเป็นธรรม และมีการแถลงร่วมกันถึง 4 ประเด็นที่จะผลักดัน 1.กดดันให้รัฐบาลถอนร่าง พ.ร.บ.เอนเตอร์เทนเมนท์คอมแพล็กซ์ 2.การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยืนยันเดินหน้าเสนอให้มีการจัดทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งใหม่ 3.การพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรม ยังมีรายละเอียดอีกหลายส่วนที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยังเห็นต่างกันจึงตั้งคณะทำงานศึกษาเรื่องนี้ 4.ยังไม่ตัดสินใจยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 เมื่อไร เนื่องจากภายใต้สถานการณ์​ ‘นิติสงคราม’ ยังมีความไม่แน่นอนสูง พรรคร่วมฝ่ายค้านแถลงข่าวหลังการประชุมเมื่อ 3 ก.ค. 2568 (ภาพจากทีมสื่อพรรคประชาชน) ในประเด็น ‘มีการพูดคุยหลังบ้านกัน’ ได้รับการขยายความจากทอม เครือโสภณ นักธุรกิจ กล่าวในรายการ EXCLUSIVE TALK ของ PPTV (4 ก.ค.) ว่า ตัวเขาเป็นคนนัด สส.รังสิมันต์ โรม และ สส.รักชนก ศรีนอก พรรคประชาชน ไปคุยกับอนุทิน ซึ่งขณะนั้นตัวของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกจากรัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้านแล้ว แต่ยืนยันว่าหัวหน้าพรรคของทั้ง 2 พรรคยังไม่เคยได้คุยกัน ต่อมาทั้งโรม และรักชนก ต่างปฏิเสธว่าการคุยดังกล่าวไม่ใช่เรื่องดีลโหวตนายกฯ แต่เป็นการคุยหาข้อมูลแก้ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ ท้ายที่สุด ทอม เครือโสภณ แถลงขอโทษที่ทำให้เกิดดราม่าโดยไม่ได้ตั้งใจ พร้อมอธิบายบริบทว่าเป็นการคุยกันเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในช่วงรอยต่อหลังจากอนุทิน ซึ่งเคยคุมมหาดไทย ซึ่งดูแล กฟภ.ออกจากพรรคร่วมรัฐบาลพอดี คณิตศาสตร์การเมือง ปชน. เป็น Kingmaker หรือยัง ช่วงเวลานี้อาจนับว่า ปชน.ในฐานะพรรคฝ่ายค้านสามารถกำหนดวาระทางการเมืองได้พอสมควร จากการตั้งเงื่อนไขปลดล็อคการเมืองแลกกับการโหวตนายกฯ (หากมีอันสะดุดลงจากคำตัดสินของศาล) สส.พรรครัฐบาล 11 พรรคการเมือง จำนวน 256 เสียง * พรรคเพื่อไทย 141 คน * พรรครวมไทยสร้างชาติ 36 คน * พรรคกล้าธรรม 26 คน * พรรคประชาธิปัตย์ 25 คน * พรรคพลังประชารัฐ 20 คน * พรรคชาติไทยพัฒนา 10 คน * พรรคชาติพัฒนา 3 คน * พรรคเสรีรวมไทย 1 คน * พรรคประชาชาติ 9 คน * พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 คน * พรรคไทยรวมพลัง 2 คน สส. พรรคฝ่ายค้าน 5 พรรค จำนวน 239 เสียง * พรรคประชาชน 143 เสียง * พรรคภูมิใจไทย 69 เสียง * พรรคพลังประชารัฐ 20 เสียง * พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง * พรรคเป็นธรรม 1 เสียง หมายเหตุ : จำนวนนี้ยังไม่รวมกับ สส.ที่ตัวอยู่ แต่ใจไปพรรคอื่น   จะเห็นว่า รัฐบาลนี้เสียงค่อนข้างปริ่มน้ำ หลังจากภูมิใจไทย ออกจากพรรคร่วมรัฐบาลไปเป็นฝ่ายค้าน หากเป็นไปดั่งที่ณัฐวุฒิ กล่าวว่า เสียงพรรคร่วมตอนนี้เหนียวแน่น ก็เป็นไปได้ว่าอาจไม่ต้องใช้เสียงของพรรคประชาชน แต่เรื่องนี้ก็ยังเป็นปริศนาที่ต้องรอวันพิสูจน์ เนื่องจากการขยับไปมาของกลุ่มก๊วนต่างๆ ระหว่างค่ายแดงกับน้ำเงินดูเหมือนยังไม่นิ่งนัก 4 ฉากทัศน์การจับมือ (หากแพทองธารหลุดจากตำแหน่ง) ฉากทัศน์ 1 : พรรคเพื่อไทยส่งไม้ต่อให้ ชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกฯ คนต่อไป โดยไม่พึ่งมือของภูมิใจไทย พรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันต้องห้ามแตกแถวเป็นอันขาด เพราะตอนนี้เสียงปริ่มน้ำ แต่อำนาจต่อรองของ สส.พรรคร่วมรัฐบาลก็น่าสูงยิ่ง อย่างน้อยที่สุดหากพรรคเพื่อไทยยังบริหารต่อการแก้ไขปัญหาพิพาทกับกัมพูชาที่เน้นการเจรจาน่าจะยังคงเป็นวาระหลัก และขึ้นอยู่กับว่าพรรคเพื่อไทย จะสามารถดึงอำนาจการบริหาร ‘การเปิด-ปิดด่าน’ อันเป็นจุดสำคัญสำหรับการตอบโต้ของกัมพูชา ให้มาอยู่ในมือรัฐบาลเพื่อให้ทางออกทางการเมืองนำการทหารได้มากแค่ไหน  ฉากทัศน์ 2 : พรรคประชาชน ยอมโหวตให้พรรคเพื่อไทย โดยไม่เป็นรัฐบาล ถือเป็นการผ่าทางตัน และการันตีให้ชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกฯ ต่ออย่างหนักแน่น แต่ก็ขึ้นกับว่าพรรคเพื่อไทย ยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนมากน้อยแค่ไหน อันที่จริง 2 พรรคนี้มีจุดยืนต้องการแก้รัฐธรรมนูญเหมือนกัน แต่ติดเดทล็อคที่ ‘รัฐธรรมนูญมีชัย’ วางเงื่อนไขต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 เรื่องนี้ยังเป็นประเด็นเสมอมา ท่ามกลางสถานการณ์การดำเนินคดี ‘ฮั้ว สว.’ ซึ่งยังไม่รู้จะออกมาในรูปไหน ใช้เวลาเท่าไร และดูเหมือน สว.ทั้งหมดยังสามารถทำหน้าที่ได้โดยสะดวก ไม่มีการสั่งหยุดการปฏิบัติหน้าที่เหมือนฝ่ายบริหาร ฉากทัศน์ที่ 3 : พรรคประชาชน โหวตให้พรรคภูมิใจไทย หลังภูมิใจไทย ตัดสินใจเสนอแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคตนเอง โดยภูมิใจไทย ต้องยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน ประเด็นนี้มีความน่าสนใจตรงที่ใครๆ ต่างมองว่าเงื่อนปมเสียง สว.1 ใน 3 นั้นอยู่ในมือพรรคภูมิใจไทย แม้แต่หัวหน้าพรรคประชาชนเองก็นำเสนอประเด็นนี้ในการให้สัมภาษณ์กับสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ด้วยหวังว่าหากพรรคน้ำเงิน ‘ยอม’ รัฐบาลสีน้ำเงินจะเปิดทางแก้รัฐธรรมนูญได้เป็นรูปธรรมมากกว่ารัฐบาลสีแดง  ชุติพงศ์  พิภพภิญญา สส.พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เราอาจไม่เคยเห็นกัน นับเป็น ‘นวัตกรรม’ ทางการเมือง เมื่อฝ่ายค้านเป็นผู้นำในทางความคิด แล้วฝ่ายรัฐบาลเล็กกว่า ตอนนั้นใครเป็นรัฐบาลก็ต้องฟังเสียงฝ่ายค้านเพราะรัฐบาลเล็กกว่า เรียกว่ายอมเพราะการรับภารกิจเฉพาะนี้ ทำหน้าที่เพื่อพาประเทศออกจากวิกฤติ นักการเมืองที่อยู่ในการเมืองมานานอาจจินตนาการไม่ออก “ถ้าวันนั้นพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน แล้วคุณอนุทินเป็นนายกฯ  แล้วตระบัดสัตย์ ผ่านไปเดือนหนึ่งก็รู้แล้วเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ คุณโดน 2 พรรคนี้ล้ม คุณอยากเป็นนายกฯ คนแรกที่โดนอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วล้มไหมล่ะ” ชุติพงศ์ กล่าว (ซ้าย) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ (ขวา) อนุทิน ชาญวีรกูล (ที่มา: ทีมสื่อพรรคประชาชน) ฉากทัศน์ 4 : พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย กลับมาจับมือกัน แม้มีคนวิเคราะห์ในแนวนี้ แต่ วิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.พรรคเพื่อไทย และประธานวิปรัฐบาลให้สัมภาษณ์ว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะดึงพรรคภูมิใจไทยกลับมา โดยเฉพาะเมื่อมีคดีฮั้ว สว.ซึ่งประชาชนจับตาทั้งประเทศ การจับมือกันยิ่งเกิดข้อครหาใหญ่หลวง ขณะที่ ชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 3 ของพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์เรื่องความเป็นไปได้ในการดึงพรรคภูมิใจไทย กลับมาร่วมรัฐบาลว่าต้องคุยกัน ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ คุยแล้วเห็นว่าถ้าทำอย่างไหนเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่ากัน ทุกคนก็ยอมรับได้ ซึ่งต้องถึงเวลานั้นถึงจะคาดเดาสถานการณ์ได้ ส่วน สส.ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ จากพรรคประชาชน บอกว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยกลับไปจับมือกับพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชนก็ไม่เสียหายอะไร เพราะว่าประกาศตัวเองมาเสมอว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ทั้งหมดนี้ต้องย้ำว่าประเด็นที่ลากมาไกลขนาดนี้ เหตุหลักสืบเนื่องจากคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์มายาวนานแล้วว่ามักจะสร้าง ‘จุดเปลี่ยน’ ทางการเมืองที่ส่งผลเขย่าให้รัฐบาลไร้เสถียรภาพเสมอ รวมถึงทำให้ภาคการเมืองโดยรวมอ่อนแอลง  งานวิจัยของ 'ประจักษ์ ก้องกีรติ' จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เรื่อง 'การเลือกตั้งเพื่อลดความขัดแย้งและส่งเสริมคุณภาพประชาธิปไตย' ซึ่งทำให้สถาบันพระปกเกล้า (2566) มีข้อมูลส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ตลอด 30 ปีของการเลือกตั้ง นับตั้งแต่รัฐบาลชวน หลีกภัย (2535) จนถึงรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา แทบไม่มีรัฐบาลไหนอยู่ได้ ‘ครบวาระ’ ยกเว้นรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร กับรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา นอกจากนี้ รัฐบาลทั้งหมดดังกล่าวก็มีลักษณะเป็น ‘รัฐบาลผสมหลายพรรค’ มีเสียง สส.เพียง 50-60% เป็นส่วนใหญ่ แต่มีเพียงรัฐบาลทักษิณ 1 เท่านั้นมีเสียงรวมกันแล้วมากถึง 73.6% และเมื่อได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 2 ก็มีเสียงมากถึง 75.3% สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่นั่นก็มาพร้อมข้อกล่าวหา ‘เผด็จการรัฐสภา’ การชุมนุมประท้วง และจบลงที่การรัฐประหาร ดูเหมือนปัจจุบันเรากำลังกลับไปวนซ้ำเส้นทางรัฐบาลแบบเดิม อันเป็นผลจากความขัดแย้งทางการเมืองและการออกแบบรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้ ‘ผลงาน’ เกิดขึ้นได้ยากในทุกรัฐบาลซึ่งล้วนไร้เสถียรภาพทางการเมือง ส่องจุดยืน พท.-ภท.เป็นไปได้แค่ไหน ตามเงื่อนไข ปชน. หากเราดูจุดยืนของทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน มันเป็นไปได้หรือไม่ ที่พรรคเพื่อไทย และภูมิใจไทย จะรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน ในเรื่องการผลักดันให้เกิดการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หลักเกณฑ์การทำประชามติ และนิรโทษกรรมคดีการเมือง เอาแค่ 3 ประเด็นหลัก * แก้ พ.ร.บ.ประชามติ ปลดล็อค 2 ชั้นถูกเตะถ่วงโดย สว. พ.ร.บ.ประชามติ แต่เดิมถูกเขียนไว้ให้ใช้หลักเกณฑ์ 2 ชั้น คือ * ต้องมีผู้มาใช้สิทธิประชามติจำนวนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ * ต้องมีผู้เห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย มีจุดยืนที่ชัดเจนแต่แรกว่า ต้องการแก้ไขให้เหลือหลักเกณฑ์เพียง 1 ชั้นที่ระบุว่าต้องมีผู้เห็นชอบจำนวนเกินกึ่งหนึ่งกว่าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ เพราะหากยังคงหลักเกณฑ์ 2 ชั้นอยู่ คงยากผ่านที่จะผ่านคำถามประชามติได้ในทุกเรื่อง ไม่ใช่เพียงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ การใช้หลักเกณฑ์ 2 ชั้นผ่านประชามติ เป็นการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมกัน เพราะว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยสามารถรณรงค์ให้คนเลือกไม่ออกมาใช้สิทธิออกเสียงในเรื่องนั้นได้ ทำให้ฝ่ายที่ต้องการผลักดันให้ผ่านประชามติเสียเปรียบอย่างมาก  พรรคภูมิใจไทย มีจุดยืนแต่แรกเลยว่าต้องการใช้หลักเกณฑ์ประชามติ 2 ชั้นมาตลอด โดยให้เหตุผลว่าการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 มีผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติจำนวนมาก ฉะนั้น การจะแก้ไขเรื่องใหญ่ของประเทศควรใช้เสียงสนับสนุนที่มากพอ จุดยืนนี้ยังสอดคล้องกับ ‘วุฒิสภา’ ที่ได้แก้ ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ จากสภาผู้แทนราษฎรที่โหวตกันไปแล้วว่าให้แก้เหลือ หลักเกณฑ์ชั้นเดียว เป็นผลให้กฎหมายนี้ต้องถูก ‘ฟรีซ’ หรือระงับไปถึง 6 เดือนก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะสามารถโหวตยืนยันความเห็นของตนเอง (หลักเกณฑ์ประชามติ 1 ชั้น) ได้ คาดหมายว่าจะมีการนำร่าง พ.ร.บ.ประชามติ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเร็วๆ นี้ กล่าวได้ว่า การโหวตเปลี่ยนเนื้อหากฎหมายประชามติของเหล่า สว. เป็นสารตั้งต้นที่สำคัญที่ทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องหยุดชะงัก * ประชามติ 2 หรือ 3 ครั้ง ยังเป็นประเด็น ในประเด็นเรื่องทำประชามติ 2 หรือ 3 ครั้ง ถือว่าเป็นประเด็นถกเถียงกันหนัก เนื่องจากการตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 มีความแตกต่างกัน * พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ตีความคำวินิจฉัยว่า ไม่ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง โดยทำประชามติเพียงแค่ 2 ครั้ง คือ ตอนแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อตั้ง สสร. ที่มาจากเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนผ่านแล้ว และครั้งที่สุดท้าย คือหลังจาก สสร.ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว * ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการทำรัฐธรรมนูญ 3 ครั้ง ยกตัวอย่าง นิกร จำนงค์ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย ที่ตีความว่าต้องทำประชามติตั้งแต่ก่อนแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยเรื่อง สสร. โดยครั้งที่ 1 ถามประชาชนว่าประสงค์จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ แล้วจึงตามมาด้วยครั้งที่ 2 คือจะรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 เรื่อง สสร. ที่ผ่านสภาแล้วหรือไม่ จบด้วยครั้งที่ 3 คือ รับรองรัฐธรรมนูญที่ร่างโดย สสร. หรือไม่ ย้อนไปตอน 13 ก.พ. 2568 พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการตั้ง สสร.เพื่อมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยในช่วงการเปิดประชุมรัฐสภา สมัยพิเศษวันนั้น ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นแถลงว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256 สุ่มเสี่ยงจะขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จึงขออนุญาตไม่ร่วมพิจารณา ก่อนพา สส.ของพรรคภูมิใจ และ สว.สีน้ำเงิน วอล์กเอาต์ จนการประชุมรัฐสภาล่ม 2 วันติดต่อกัน จนกระทั่งเมื่อ 17 มี.ค. 2568 เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา และวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.พรรคเพื่อไทย ได้มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำวินิจฉัยเดิมอีกครั้ง ได้ยื่นถามศาลรัฐธรรมนูญว่า รัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้หรือไม่ โดยยังไม่ต้องทำประชามติสอบถามความต้องการของประชาชนก่อน และ 9 เม.ย. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 3 รับวินิจฉัย และผ่านไปแล้ว 3 เดือนปัจจุบันยังรอคำวินิจฉัยอยู่ ผลจากเกมของพรรคภูมิใจไทย และ สว. ต้องบอกว่าเป็นผลทำให้การคิกออฟแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้นับหนึ่งเสียที และไม่แน่ใจว่าเงื่อนไขของพรรคประชาชนที่ให้ทำประชามติ พร้อมกับการเลือกตั้งใหม่หลังยุบสภาฯ พรรคภูมิใจไทยจะยอมรับได้หรือไม่ สุทิน คลังแสง นำทัพพลพรรคเพื่อไทย แถลงหลังจากการประชุมรัฐสภาล่ม เพราะว่าองค์ประชุมไม่พอ ทำให้การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการตั้ง สสร. ต้องสะดุดลง เมื่อ 13 ก.พ. 2568 (ที่มา: สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร) * แก้ไขรัฐธรรมนูญทุกหมวดทุกมาตรา หรือยกเว้นหมวด 1-2 สำหรับจุดยืนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าต้องแก้ไขทุกหมวดทุกมาตราหรือไม่นั้น ก็แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายเช่นเดียวกัน * พรรคประชาชน มองว่ารัฐธรรมนูญต้องแก้ไขได้ทุกหมวดทุกมาตรา โดยไม่มีข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน อ้างอิงจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ระบุแต่เพียงว่า สสร.จะไม่มีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับภาคประชาชนด้วยเช่นกัน * พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ มีจุดยืนที่ไม่แตะหมวดที่ 1 (บททั่วไป) และหมวดที่ 2 (ว่าด้วยพระมหากษัตริย์) หากอ้างอิงจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ของพรรคเพื่อไทย ระบุชัดเจนว่า การแก้ไขหมวด 1 และ หมวด 2 ไม่สามารถกระทำได้ ขณะที่ของพรรคภูมิใจไทย ชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ของพรรคฯ เผยแพร่คลิปเมื่อ 5 ก.ค. 2568 ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่าพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย อาจจับมือกัน โดยในช่วงหนึ่งของคลิป ชาดา ระบุว่า เขาพร้อมหนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ขอว่าอย่าแตะหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2 * เกมล้างคดี ภท. นอกจากข่าวลือว่าพรรคภูมิใจไทย อาจกำลังเดินเกมขอให้พรรคประชาชนช่วยโหวตให้เป็นนายกฯ ตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ ก็มีบางคนมาร่วมวิเคราะห์ว่าทำไมพรรคภูมิใจไทย ถึงมาอยากเป็นนายกฯ เอาช่วงนี้ เป็นไปเพื่อปลดล็อกการเมืองให้เดินหน้าหรือมีอะไรเคลือบแฝง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษานายกฯ แพทองธาร ตั้งข้อสังเกตหลังเกิดกระแสตีความคำให้สัมภาษณ์หัวหน้าพรรคประชาชนเปิดทางโหวต ‘อนุทิน’ ว่า หากระหว่างที่รัฐบาลเฉพาะกิจของพรรคภูมิใจไทย บริหารประเทศก่อนยุบสภาฯ ถ้ามีคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือเรื่องอื่นๆ ผุดขึ้นมา พรรคประชาชนก็ต้องคอยโหวตประคองรัฐบาลเพื่อให้บรรลุเงื่อนไขตัวเองหรือไม่ หรือจะกำหนดท่าทีต่อเรื่องเหล่านี้อย่างไร บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าการพยายามเป็นนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย เพื่อจะเคลียร์คดีความ ‘ฮั้ว สว.’ และเรื่องคดีเขากระโดง ทั้งนี้ คดีฮั้ว สว.ลากยาวมาตั้งแต่ 10 ก.พ.2568 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยมีสมาชิกเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ กกต. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กำลังทยอยเรียก สว. และนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาฐานความผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ระวี อักษรศิริ ผอ.กองคดีการฟอกเงินทางอาญา อัพเดทความคืบหน้าเรื่องกรณีของการฮั้ว สว.ว่า ฐานความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ใกล้เสร็จแล้ว และคาดว่าจะสรุปสำนวนส่งให้ กกต.ได้ประมาณกลางเดือน ก.ค. 2568 เบื้องต้นมีผู้เกี่ยวข้องรวมแล้ว 200 กว่าราย และอาจผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ เพิ่มเติม ส่วนข้อหา ‘ฟอกเงิน-อั้งยี่’ ที่ดีเอสไอ รับผิดชอบยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยตอนนี้เรียกพยานมาสอบสวนเส้นทางการเงิน ปัจจุบันมีพยานเข้ามาพบแล้วจำนวน 3 ราย จากจำนวนพยานที่เรียกมาทั้งหมด 7 ราย * นายกฯ รักษาการ ยุบสภาได้หรือไม่? อีกข้อวิเคราะห์หนึ่งที่เปิดโดยผู้ดำเนินรายการเจาะลึกทั่วไทยฯ คือ แหล่งข่าวนักธุรกิจประเมินว่าพรรคเพื่อไทย เตรียมทางหนีทีไล่ไว้ราว 3 เดือน จึงยุบสภา เพื่อรอให้ผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณ และมีการแต่งตั้งข้าราชการต่างๆ ในช่วงเดือน ก.ย. 2568 ให้เรียบร้อยเสียก่อน สอดคล้องกับระยะเวลารอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ประเมินแล้วน่าจะกินเวลาราว 2-3 เดือน  การมีวิเคราะห์ยังมีต่อไปด้วยว่า พรรคเพื่อไทย ซึ่งอยู่ในสภาพเสียงปริ่มน้ำอย่างมาก อาจจะไม่อยากให้มีการโหวตนายกฯ คนใหม่ในสภาฯ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะ ‘โดนไฮแจ็ก’ ตำแหน่งฝ่ายบริหารก็เป็นได้ จึงจะชิงยุบสภาฯ ในขณะรักษาการ  การวิเคราะห์นี้อาจไม่มีน้ำหนักมากนักก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ ข้อถกเถียงว่า ‘รักษาการนายกฯ’ มีอำนาจยุบสภาหรือไม่ ชูศักดิ์ ศิรินิล ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า นายกฯ รักษาการมีอำนาจในการยุบสภาได้เหมือนนายกรัฐมนตรี หากย้อนไปดูสมัย ‘รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา’ วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายและกูรูที่ใครๆ มักสอบถามข้อกฎหมาย เคยตอบคำถามว่า นายกฯ รักษาการมีอำนาจยุบสภาหรือไม่ว่า “ทำได้เหมือนนายกฯ ทุกอย่าง”  (24 ส.ค.2565)   เมื่อคำถามนี้มาเยือนอีกครั้ง 2 ก.ค. 2568 วิษณุ ตอบคำถามในเนชั่นทีวีอีกหนว่า  “ยอมรับความมี 2 ความเห็น ความเห็นหนึ่งเห็นว่าเมื่อเป็นรักษาการนายกฯ สามารถทำอะไรได้ทุกอย่างเหมือนนายกฯ อีกความเห็นหนึ่งบอกว่าไม่ได้ อำนาจยุบสภาเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ผมเห็นไปในทางที่ว่าสามารถยุบสภาฯ ได้ อยู่ที่ว่าพระเจ้าอยู่หัวท่านจะลงพระปรมาภิไธยให้หรือไม่ ก็ถ้าถวายขึ้นไปท่านลงพระปรมาภิไธยมาแล้วใครจะเถียงกันว่าใครทำผิดรัฐธรรมนูญ ไม่มีหรอก”  ทันทีทันควัน ปกรณ์ นิลประพันธุ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวโต้กลับ โดยยืนยันว่า รักษาการนายกฯ ยุบสภาไม่ได้ “ผมอธิบายว่าตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของบ้านเรา การเสนอแต่งตั้งรัฐมนตรี และการยุบสภา เป็นอำนาจเฉพาะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศที่ปกครองในระบอบรัฐสภาแบบเวสต์มินสเตอร์ (Westminster) เป็นไปตาม “หลักความไว้วางใจ”.... รนม. (รองนายกรัฐมนตรี) รักษาราชการแทน นรม. (นายกรัฐมนตรี) จะเสนอให้ยุบสภา ถ้ายังมีผู้ดำรงตำแหน่ง นรม.อยู่ ยิ่งไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้ได้รับความไว้วางใจจากสภาให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร หากเป็นเพียงผู้ซึ่ง นรม. ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ว่าเป็นผู้สมควรไว้วางใจให้แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีเท่านั้น การยุบสภาจึงเป็นอำนาจเฉพาะของ นรม. เท่านั้น กล่าวได้ว่าการกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รมต.ก็ดี หรือถวายคำแนะนำให้ยุบสภาก็ดี เป็นเรื่องของ นรม. ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากสภาให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารโดยแท้” ส่วนหนึ่งในคำอธิบายของปกรณ์ นิรโทษกรรมคดีการเมือง ‘เอา-ไม่เอา 112’ เรื่องนี้ไม่อยู่ในเงื่อนไขปลดล็อกของพรรคประชาชน  แต่ในการแถลงพรรคร่วมฝ่ายค้านเมื่อ 3 ก.ค.2568 มีการระบุว่าพยายามจะดันร่วมกันอยู่ อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมฝ่ายค้านยังเห็นไม่ตรงกัน จึงจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาร่วมกันแทน สำหรับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีการเมือง ตอนนี้มีข่าวว่ากำลังบรรจุวาระเข้าสภาฯ ในวันที่ 9 ก.ค.2568 โดยจะมีทั้งหมด 4 ร่าง แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีร่างของพรรคประชาชน (ร่างเดิมของพรรคก้าวไกลเสนอไว้) ซึ่งไม่ได้ระบุว่าจะให้นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 โดยทันทีแบบไม่มีเงื่อนไข แต่ให้ใช้กลไกคณะกรรมการพิจารณาเป็นรายกรณีว่าจะให้นิรโทษกรรมหรือไม่ ส่วนพรรคภูมิใจไทย ยืนยันเสียงแข็งเรื่องไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 มาแต่ไหนแต่ไร ขณะที่ชาดา สส.อุทัยธานี ของพรรคภูมิใจไทย ให้ความเห็นในคลิปวิดีโอที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กของตัวเองเมื่อ 5 ก.ค.2568 ย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนสนับสนุนการนิรโทษกรรมเพื่อความปรองดอง แต่ยกเว้นคดีมาตรา 112 ขณะที่เมื่อ 7 ก.ค. 2568 สำนักข่าวมติชน รายงานว่า ที่ประชุมวิปรัฐบาล ซึ่งมีพรรคเพื่อไทย รวมอยู่ด้วย มีมติไม่รับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 2 ฉบับ คือ ร่างของภาคประชาชน และร่างของชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล อัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ เผยว่า เหตุไม่รับ 2 ร่างนี้ เนื่องจากมีการนิรโทษกรรมที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และเมื่อสื่อถามว่าก็มีข้อวิจารณ์ว่าการวางเงื่อนไขไม่นิรโทษกรรมมาตรา 112 จะไม่สามารถสร้างความปรองดองได้อย่างแท้จริงนั้น อัครเดช ระบุว่า เขามองว่าความปรองดองจะต้องเกิดขึ้นจริง และคดีมาตรา 112 มีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองในคดีทั้งหมด เพราะฉะนั้น คงเทียบกันไม่ได้ ส่วนวิปรัฐบาลจะรับ 2 ร่าง คือ ร่างของพรรครวมไทยสร้างชาติ และร่างของพรรคกล้าธรรม โดยทั้ง 2 ร่างนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความปรองดองกับผู้ที่มีมูลเหตุความผิดจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งจะไม่รวมคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการทุจริตคอร์รัปชัน มาจนถึงจุดนี้ ทำให้พบว่าเงื่อนไขพรรคการเมือง 3 ก๊ก ไม่ว่าจะเป็น พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย มีความเห็นแตกต่างในรายละเอียดหลายประเด็น ในระยะสั้น คงต้องจับลูกตาดูกันอย่างใกล้ชิดว่า ‘พรรคเพื่อไทย’ จะเดินเกมยังไงต่อไป เพราะว่าสถานการณ์เสียง สส.ค่อนข้างปริ่มน้ำ หากรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนเข้ามา ก็จะช่วยการันตีว่าหากแพทองธาร หลุดจากนายกฯ ก็จะไม่ถูก สส.พรรคร่วมขี่คอ ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี ส่งชัยเกษม เป็นนายกฯ ได้อย่างไร้รอยต่อ แต่อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ก็ยังมีความไม่ลงรอยในหลายประเด็น ยกตัวอย่าง การนิรโทษกรรมคดีการเมือง หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกหมวดทุกมาตรา ในเวลาเดียวกัน พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน กลับมีความไม่ลงรอยกันมากกว่าพรรคเพื่อไทย เรียกว่า ‘แทบทุกประเด็น’ ยกตัวอย่าง ทั้งเรื่องการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การทำประชามติ หรือการแก้ไขหลักเกณฑ์ประชามติ 2 ชั้น จนไม่แน่ใจว่า 2 พรรคนี้จะจับมือกันยังไง อาจมีคนต้องลดเงื่อนไขลงมา ส่วนที่เห็นร่วมกันตอนนี้อาจจะเป็นเรื่องการยุบสภาฯ ปลดล็อกประเทศ เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่เท่านั้น ซึ่งมีการกล่าวในวันอ่านแถลงการณ์ของการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน * รายงานพิเศษ * การเมือง * พรรคประชาชน * ณัฐพง์ เรืองปัญญาวุฒิ * พรรคเพื่อไทย * แพทองธาร * ชูศักดิ์ ศิรินิล * ชัยเกษม นิติสิริ * วิษณุ เครืองาม * วิสุทธิ์ ไชยณรุณ * ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ * ชาดา ไทยเศรษฐ์ * พรรคภูมิใจไทย * อนุทิน ชาญวีรกูล * พ.ร.บ.นิรโทกรรม * มาตรา 112 * แก้รัฐธรรมนูญ * พ.ร.บ.ประชามติ * วิปรัฐบาล
dlvr.it
July 8, 2025 at 1:23 AM
วันตรุษจีนกะนัดนวดสาว ปรากฎที่เล็งไว้หยุดไปไหว้เจ้าและเที่ยว ตจว.กันหมด เลยไปจัดสาวสองใกล้บ้านแก้ขัด น้องดัชชี่ (สาวสองยังไม่เฉาะ) สูงถึง 175 ซม. รับงานคอนโดฯ ส่วนตัวย่านพุทธมณฑลสาย 2 ตัวสูงใหญ่ถึง 175 ซม. นมทำจุกเล็กสวย ดูดแล้วมีสะดุ้งเสียวตลอด พอพาผมขึ้นห้องก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง ถลกถอดกางเกงพุ่งเข้าอมหำผมทันที ถามเธอไม่อาบน้ำให้ก่อนเหรอ

#รัฐบาล #อนุทิน #กล้าธรรม
February 21, 2026 at 2:59 PM
ครม. เคาะวันหยุดราชการพิเศษ 2 วัน 28-29 ก.ย. 2569 พื้นที่ 4 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ บรรเทาผลกระทบอุทกภัย
ครม. เคาะวันหยุดราชการพิเศษ 2 วัน 28-29 ก.ย. 2569 พื้นที่ 4 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ บรรเทาผลกระทบอุทกภัย auser15 Sun, 2026-09-27 - 16:07 27 กันยายน 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 1  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) นายกรัฐมนตรีขอบคุณคณะรัฐมนตรีที่มาร่วมประชุม ครม. ซึ่งเชิญประชุมอย่างเร่งด่วน เนื่องจากในช่วง 2–3 วันที่ผ่านมา หลายพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ระบุว่า วันนี้ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกฝนยังคงหนาแน่น ส่วนกรุงเทพมหานคร มีฝนระดับปานกลาง-เบา ซึ่งต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นายกรัฐมนตรีกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ให้เร่งเข้าช่วยเหลือประชาชน โดยให้ถือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นความสำคัญสูงสุด และเตรียมความพร้อมศูนย์พักพิง อาหาร ถุงยังชีพ และการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อดูแลประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง โดยขอขอบคุณรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ลงพื้นที่และสนับสนุนการปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขสถานการณ์ สำหรับกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเขตบริหารราชการในรูปแบบพิเศษ ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ประกาศให้ทุกเขตเป็นพื้นที่ประสบภัย รัฐบาลจะเข้าไปสนับสนุนและทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยเฉพาะการเยียวยาและการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ประสบภัย จะใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับพื้นที่จังหวัดอื่นที่ประสบภัย นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า การประชุม ครม. นัดพิเศษในวันนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อหารือแนวทางการกำหนดวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษในบางจังหวัดหรือบางพื้นที่ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน โดยได้หารือกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีแล้ว เห็นว่าควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบต่อประชาชน นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความจำเป็นในการประกาศวันหยุดราชการพิเศษว่า หากในวันจันทร์หรือวันอังคาร อาจมีประชาชนบางส่วนที่มีกำหนดไปศาล ไปให้ปากคำ หรือไปแสดงตนต่อหน่วยงานราชการ หากไม่สามารถเดินทางไปตามกำหนด อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการทางกฎหมายและก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมได้ ขณะเดียวกัน ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ปกครอง เนื่องจากบางพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขัง การเดินทางไปสถานศึกษาอาจไม่สะดวกและมีความเสี่ยง พิจารณามาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพพื้นที่  จึงต้องมีแนวทางที่ชัดเจน ไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม “วันนี้จึงได้เชิญรัฐมนตรีมาประชุม ครม. นัดพิเศษ เพื่อหารือและพิจารณาว่าจะกำหนดวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษหรือไม่ รวมถึงจะกำหนดกี่วันและในวันใดบ้าง เพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์เป็นไปอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน” นายกรัฐมนตรีกล่าว ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า ครม. ได้เคาะวันหยุดราชการพิเศษ 2 วัน 28-29 กันยายน 2569 พื้นที่ 4 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ บรรเทาผลกระทบอุทกภัย * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ภัยพิบัติ * น้ำท่วม * กรุงเทพมหานคร * นนทบุรี * ปทุมธานี * สมุทรปราการ
dlvr.it
September 27, 2026 at 9:09 AM
ครม. เคาะวันหยุดราชการพิเศษ 2 วัน 28-29 ก.ย. 2569 พื้นที่ 4 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ บรรเทาผลกระทบอุทกภัย
ครม. เคาะวันหยุดราชการพิเศษ 2 วัน 28-29 ก.ย. 2569 พื้นที่ 4 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ บรรเทาผลกระทบอุทกภัย
ครม. เคาะวันหยุดราชการพิเศษ 2 วัน 28-29 ก.ย. 2569 พื้นที่ 4 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ บรรเทาผลกระทบอุทกภัย auser15 Sun, 2026-09-27 - 16:07 27 กันยายน 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ชั้น 5 ตึกบัญชาการ 1  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) นายกรัฐมนตรีขอบคุณคณะรัฐมนตรีที่มาร่วมประชุม ครม. ซึ่งเชิญประชุมอย่างเร่งด่วน เนื่องจากในช่วง 2–3 วันที่ผ่านมา หลายพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ระบุว่า วันนี้ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกฝนยังคงหนาแน่น ส่วนกรุงเทพมหานคร มีฝนระดับปานกลาง-เบา ซึ่งต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นายกรัฐมนตรีกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ให้เร่งเข้าช่วยเหลือประชาชน โดยให้ถือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นความสำคัญสูงสุด และเตรียมความพร้อมศูนย์พักพิง อาหาร ถุงยังชีพ และการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อดูแลประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง โดยขอขอบคุณรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ลงพื้นที่และสนับสนุนการปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขสถานการณ์ สำหรับกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเขตบริหารราชการในรูปแบบพิเศษ ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ประกาศให้ทุกเขตเป็นพื้นที่ประสบภัย รัฐบาลจะเข้าไปสนับสนุนและทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและสอดคล้องกับเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยเฉพาะการเยียวยาและการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ประสบภัย จะใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับพื้นที่จังหวัดอื่นที่ประสบภัย นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า การประชุม ครม. นัดพิเศษในวันนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อหารือแนวทางการกำหนดวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษในบางจังหวัดหรือบางพื้นที่ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน โดยได้หารือกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีแล้ว เห็นว่าควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบต่อประชาชน นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความจำเป็นในการประกาศวันหยุดราชการพิเศษว่า หากในวันจันทร์หรือวันอังคาร อาจมีประชาชนบางส่วนที่มีกำหนดไปศาล ไปให้ปากคำ หรือไปแสดงตนต่อหน่วยงานราชการ หากไม่สามารถเดินทางไปตามกำหนด อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการทางกฎหมายและก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมได้ ขณะเดียวกัน ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ปกครอง เนื่องจากบางพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขัง การเดินทางไปสถานศึกษาอาจไม่สะดวกและมีความเสี่ยง พิจารณามาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพพื้นที่  จึงต้องมีแนวทางที่ชัดเจน ไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม “วันนี้จึงได้เชิญรัฐมนตรีมาประชุม ครม. นัดพิเศษ เพื่อหารือและพิจารณาว่าจะกำหนดวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษหรือไม่ รวมถึงจะกำหนดกี่วันและในวันใดบ้าง เพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์เป็นไปอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน” นายกรัฐมนตรีกล่าว ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า ครม. ได้เคาะวันหยุดราชการพิเศษ 2 วัน 28-29 กันยายน 2569 พื้นที่ 4 จังหวัด กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ บรรเทาผลกระทบอุทกภัย * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ภัยพิบัติ * น้ำท่วม * กรุงเทพมหานคร * นนทบุรี * ปทุมธานี * สมุทรปราการ
dlvr.it
September 27, 2026 at 9:09 AM
ภาพรวมคดีฮั้ว สว. เกือบ ‘รู้หมู่รู้จ่า’ ยุครัฐบาลเพื่อไทย ลุ้นเฟสใหม่ ไอติม-ไอลอว์ ตามจี้
ภาพรวมคดีฮั้ว สว. เกือบ ‘รู้หมู่รู้จ่า’ ยุครัฐบาลเพื่อไทย ลุ้นเฟสใหม่ ไอติม-ไอลอว์ ตามจี้
ภาพรวมคดีฮั้ว สว. เกือบ ‘รู้หมู่รู้จ่า’ ยุครัฐบาลเพื่อไทย ลุ้นเฟสใหม่ ไอติม-ไอลอว์ ตามจี้ See Think Tue, 2026-09-08 - 19:28 * ดีเอสไอยุคเพื่อไทย สอบสวน 7,000 พยาน-ตรวจสอบบัญชี * ‘ส้มหล่น’ อนุทินเป็นนายกฯ พยานกลับคำให้การ ดีเอสไอส่งฟ้องแค่ 8 คน  * ภูมิธรรม - ทวี สอดส่อง โดนคดี  * เฟส 2 เปิดโดย ‘ยิ่งชีพ ไอลอว์’+‘ไอติม พริษฐ์’ ทยอยเปิดหลักฐาน * 14 ก.ย. ลุ้น กกต.จะสั่งฟ้องผู้ต้องหา 229 คน หรือไม่ แค่ไหน ย้อนเส้นทางคดีโกงเลือก สว. จากยุคเพื่อไทย-ภูมิใจไทย คดีโกงการเลือกตั้ง สว.ตั้งต้นในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย นำโดยแพทองธาร ชินวัตร และเป็นชนวนให้ภูมิใจไทยออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แม้ในฉากหน้าจะยกเรื่อง ‘คลิปอังเคิล’ ก็ตาม ก่อนหน้านั้นไม่นานดีเอสไอรับคดี สว.เป็นคดีพิเศษ ท่ามกลางการถกเถียงกันมากกว่า นี่เป็นอำนาจ กกต.เท่านั้นหรือไม่ ท้ายที่สุดบอร์ดดีเอสไอมีมติ 11:4 รับเป็นคดีพิเศษ ในความผิดฐานฟอกเงิน โดยไม่ยุ่งข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจร   มีนาคม 2568 พล.ต.อ.ทวี รมว.ยุติธรรมขณะนั้น เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ดีเอสไอมีพยานประมาณ 7,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ที่เข้าไปในพื้นที่การเลือก สว.ระดับประเทศ ที่เมืองทองธานีถึง 3,000 คน สอดคล้องรายงานของสำนักข่าวอิศรา ที่ระบุว่ามีพยาน 7,000 คนเหล่านี้มีทั้งคนที่เป็น สว.ปัจจุบัน และ สว.สำรอง ดีเอสไอสั่งแจ้งธุรกรรมทุกบัญชีในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนทั้งรายการรับ-จ่าย ตั้งแต่ 2,500 บาทขึ้นไป ค่าสมัคร สว.-ค่าถ่ายรูป-ค่าเดินทาง   จากนั้นปรากฏข่าว กุสุมาลวตี ศิริโกมุท อดีตผู้สมัคร สว.เข้าร้องเรียนต่อดีเอสไอให้ช่วยคุ้มครอง หลังถูกข่มขู่ไม่ให้เข้าร่วมเป็นพยานในคดีฮั้วเลือก สว.โดยระบุว่า เกิดการข่มขู่พยานหลายคนให้ไปแจ้งความว่าดีเอสไอมีการบังคับพยานให้ซัดทอดบางพรรคการเมือง การข่มขู่ทำผ่านเครือข่ายนาย.อำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  จากนั้นไม่นาน รัฐบาลอนุทิน1 ถือกำเนิดอย่าง ‘ส้มหล่น’ ในเดือนกันยายน 2568  ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน มีพยานรายหนึ่งจาก จ.ขอนแก่น ได้ยื่นหนังสือถึงดีเอสไอโดย ‘ขอกลับคำให้การ’ ที่เคยให้กับดีเอสไอ ยืนยันว่าไม่มีโพยฮั้ว สว. ตามที่เคยให้การไว้ ขณะนั้นตนเองถูกบังคับข่มขู่ให้ให้การเท็จเพื่อให้ร้ายต่อพรรคภูมิใจไทย ด้านกลุ่ม สว.สำรองที่ออกมาเปิดโปงเรื่องการฮั้วระบุว่า การที่พยานกลับคำให้การกันรัวๆ ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลเป็นสีน้ำเงิน เดือน ธ.ค. 2568 ผู้ต้องหาที่ดีเอสไอส่งฟ้องต่ออัยการพิเศษข้อหาฟอกเงินเหลืออยู่เพียง 8 คน จากเดิมที่อนุกรรมการชุดที่ 26 ของ กกต.เองจะเคยมีความเห็นสั่งฟ้องทั้งหมด 229 คน ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ดีเอสไอในยุครัฐบาลแพทองธารไม่ได้ทำงานจนสุดทาง แน่นอนเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ทิศทางก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มีการไล่เช็คบิลอดีตรัฐมนตรี 2 คน คือ ภูมิธรรม เวชยชัย ที่เคยนั่งรองนายกฯ ในฐานะประธานบอร์ดดีเอสไอ  และ ทวี สอดส่อง ที่เคยคุมกระทรวงยุติธรรม และเป็นรองประธานบอร์ดดีเอสไอ โดยกลุ่ม สว.เสียงข้างมาก (ซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วเลือก สว.) ยื่นศาลรัฐธรรมนูญว่าทั้งสองใช้อำนาจในการแทรกแซงดีเอสไอเพื่อทำคดีฮั้วเลือก สว. เข้าข่ายไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ต่อมา 21 ม.ค. 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6:2 วินิจฉัยว่า ภูมิธรรมและทวี ไม่พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี โดยชี้ว่าทั้งสองไม่มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ทั้งนี้ การวินิจฉัยของศาล รธน.เกิดขึ้นในขณะที่ทั้งสองได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้วจากการเปลี่ยนรัฐบาล แต่คดียังไม่จบเพราะ สว.ร้องไปยัง ป.ป.ช.อีกทางหนึ่งด้วยให้ตรวจสอบ ภูมิธรรม-บอร์ดดีเอสไอ รวม 11 คน ในความผิดมาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะการรับคดีฮั้วสว.เป็นการแทรกแซงอำนาจวุฒิสภาอย่างร้ายแรง ขณะที่ทวี และพ.ต.ต. ยุทธนา เจอข้อหาไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ปัจจุบันคดียังอยู่ในมือ ป.ป.ช. ถึงที่สุดที่มาของคำว่า ‘สว.สีน้ำเงิน’ ที่พูดกันทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึก มีการรายงานความผิดปกติต่างๆ ในกระบวนการมากมาย ตามข้อมูลจากไอลอว์ ระบุถึงปรากฎการณ์ผิดปกติหลายอย่าง เช่น สว. หลายคนได้คะแนนมากเป็นพิเศษจนล้นกระดาน, ในวันเลือกสว.ระดับประเทศพบผู้สมัครใส่เสื้อสีเหลืองเดินทางด้วยรถตู้พร้อมคนขับป้ายทะเบียนบุรีรัมย์  ผลลัพธ์ของการเลือกไขว้ปรากฏว่าจังหวัดฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยล้วนเป็นจังหวัดที่มี สว.หลายคน เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ ได้สว.ถึง 14 คน จังหวัดเล็กจิ๋วอย่างอ่างทองได้ สว. 6 คน สตูลได้ สว. 6 คน, อยุธยาได้สว.7 คน เป็นต้น กลางเดือน ก.ค. 2569 วิปฝ่ายค้านนำ ‘พยาน’ ซึ่งเป็นพยานบุคคลในคดีโกงเลือก สว. ที่เป็นผู้สมัคร สว. 4 คน มาเปิดหน้าแฉกระบวนการโกง สว. เป็นครั้งแรก  หลังจากนั้นราวหนึ่งสัปดาห์ ยิ่งชีพ  อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ ยื่นข้อมูลให้ฝ่ายค้านตรวจสอบกรณีฮั้วเลือก สว. ที่เชื่อมโยงนักการเมืองใหญ่ของภูมิใจไทยถึง 9 คน พร้อมระบุพฤติการณ์อย่างชัดเจนว่าแต่ละคนเกี่ยวกันอย่างไรจากปากคำของพยานบุคคล แม้หลายส่วนจะไม่ได้ ‘ใหม่’ เป็นการรวบรวมสิ่งที่กระจัดกระจายให้เห็น ‘โครงหลัก’ ว่าขบวนการนั้นทำงานมโหฬารและมีประสิทธิภาพอย่างไร และเป็นครั้งแรกที่มีการระบุชื่อบุคคลหลายคนและสรุปพฤติการณ์อย่างชัดเจน การเปิดประเด็นและยื่นหนังสือของไอลอว์ กลายเป็นไฟลามทุ่ง ทุกสื่อเชิญเขาไปออกรายการ สังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทำให้ไอลอว์เดินหน้าต่อในการค่อยๆ เปิดข้อมูลอีกหลายระลอกร่วมกับฝ่ายค้าน เพื่อเป้าหมายปลายทางคือ ขอให้ กกต.สั่งฟ้องไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อให้ไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์กันที่นั่น อย่างงุบงิบปัดตกเองในชั้น กกต.- องค์กรอิสระที่มีข้อครหามากที่สุดองค์กรหนึ่ง ถึงความชอบธรรมของที่มาและการดำนินงาน จากนั้น กกต.ประกาศเลื่อนลงมติชี้ชะตาคดี "ฮั้ว สว." ไปเป็นวันที่ 14 ก.ย. โดยขอเวลาพิจารณาหลักฐานเพิ่มเติม ท่ามกลางข้อกังขาจากหลายฝ่ายว่าเป็นแค่เกมยื้อเวลาออกไปหรือไม่ เพราะเดิมมีการคาดว่าเป็นวันจันทร์ที่ 31 ส.ค.  ส่วนฝ่ายค้านวางจังหวะทิ้งทวนชุดใหญ่ไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งเวทีที่ต้องย้ายมาจัดที่รัฐสภาแทนโรงแรมพูลแมน, เวทีเรื่องวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระที่มีการเชิญ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธาน กมธ.ยกร่าง รธน. และ วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. มาร่วมชำแหละ  27 ส.ค. 2569 กกต. มีมติให้ดำเนินคดีอาญาผู้สมัคร สว. ที่ไม่มีสิทธิสมัคร 1,767 ราย การจัดการ ‘มดตัวเล็กๆ’ ครั้งนี้ของ กกต.ในด้านหนึ่งก็ถูกมองว่าทำไปเพื่อพยายามลดกระแสสังคม  ความเคลื่อนไหวที่แวดล้อมคดีโกง สว. ยังเกิดขึ้นอีกหลายอย่าง เช่น  อย่างแรก 3 ก.ย. สะพัดข่าวลือ ‘สลับขั้ว 2 อธิบดี’ เปลี่ยนตัวอธิบดีกรมคุมประพฤติ  ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล ให้มาคุมดีเอสไอแทน พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ หัวหน้าพนักงานสอบสวนดีเอสไอ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างมาก เพราะ ร.ต.อ. ปิยะ นั่งอยู่ในคณะอนุวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 ของ กกต.และเป็น 1 ใน 5 เสียงข้างมากที่ลงมติ “ยกฟ้อง” ผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว.ทั้งหมด 229 คน ในมุมของ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.ปชน.เห็นว่า ถ้าข่าวลือนี้จริง อาจเป็นความพยายามโยกย้ายข้าราชการเพื่อให้เป็นคุณต่อฝ่ายตัวเอง อย่างที่สอง คือ ความเคลื่อนไหวของ กมธ.ตำรวจ ที่มี สส.พรรคภูมิใจไทยเป็นประธาน ได้เรียก "พริษฐ์" และ "ยิ่งชีพ" เข้าชี้แจงกรณีการเผยแพร่รายงานการสอบสวนคดี ฮั้ว สว. หลังดีเอสไอเข้าแจ้งความกองปราบฯ ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน ด้านประธาน กมธ. ยืนยันว่าเป็นการทำตามหน้าที่ ไม่ได้เป็นเกมการเมืองสกัดฝ่ายค้าน  อย่างที่สาม คือ กระทู้ในสภา สส.ชายแดนใต้ พรรคภูมิใจไทยเสนอเลื่อนญัตติด่วนเรื่องไฟใต้ขึ้นมาคุยก่อน ด้านฝ่ายค้านมองว่าฝั่งรัฐบาลเอาเรื่องไฟใต้มาปาดหน้า แทนที่จะได้คุยเรื่อง “รายงานของ กกต.” ตามวาระเดิมที่วางไว้ เพราะสาระสำคัญของรายงานชุดนี้คือการทำงานของ กกต.ในปี 2567 ซึ่งคาบเกี่ยวกับ คดีโกง สว. ทำให้ไม่ได้อภิปรายกันในเรื่อง กกต. ผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.มีใครบ้าง 229 คน สว.-นักการเมือง โยงใยหลายระดับภูมิใจไทย ผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วสว. ทั้ง 229 คนตามมติของคณะกรรมการไต่สวนฯ ชุดที่ 26  ซึ่งส่งให้ กกต.เมื่อ 17 ก.ค.2568 (ช่วงภูมิธรรม เวชชยชัย เป็นรักษาการนายกฯ) แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่ม สว.-ผู้สมัคร * สว. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ตอนนี้ 138 คน * สว. สำรองและผู้สมัคร 50 คน นักการเมือง-เครือข่าย * รัฐมนตรี สส. และคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 21 คน รวมถึงอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี * บุคคลอื่นๆ อีก 20 คน ซึ่งรวมถึงเครือญาติของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย อดีตสส. ผู้สมัครสส. หรือผู้ช่วยสส. พรรคภูมิใจไทย นักการเมืองท้องถิ่น และบุคคลอื่นๆ ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วสว. เช่น ถูกกล่าวหาว่าโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. หรือมีพฤติกรรมร่วมกับผู้ถูกกล่าวหารายอื่น รายชื่อบุคคลสำคัญในกลุ่มนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างชัดเจนและเป็นระบบช่วงปลายเดือน ก.ค. 2569 เมื่อไอลอว์ยื่นข้อมูลให้ฝ่ายค้านตรวจสอบนักการเมือง 9 ราย ว่ามีส่วนร่วมในขบวนการโกงเลือก สว.หรือไม่ คนกลุ่มนี้ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี, 5 รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้, สส. และอดีตนักการเมือง โดยไอลอว์ระบุพฤติการณ์การมีส่วนร่วมในรูปแบบที่แตกต่างกัน ไล่ตั้งแต่ “รู้เห็น” “มีส่วนร่วมทุจริต” จนถึงขั้น “เป็นหัวหน้าขบวนการ” บรรดา สว.ตัวจริงที่ถูกกล่าวหานั้นกระจายตัวอยู่ในพื้นที่หลายสิบจังหวัด แต่จำนวนมากที่สุดมาจากจังหวัดบุรีรัมย์ (14 ราย) รองลงมาคือสุรินทร์ (7 ราย) พระนครศรีอยุธยา (7 ราย) สตูล (6 ราย) และอ่างทอง (6 ราย) ในจังหวัดบุรีรัมย์ไม่ได้มีแค่ผู้สมัครที่ถูกกล่าวหา แต่ยังมีสส.เขต และนักการเมืองจากตระกูลบ้านใหญ่ประจำจังหวัดอย่างเนวินและไชยชนก ชิดชอบ ที่ถูกกล่าวหาอีกด้วย ส่วนนักการเมืองอื่นๆ ที่อยู่ในลิสต์นอกจากกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแล้วยังมีสมาชิกตระกูลบ้านใหญ่สีน้ำเงินจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปริศนานันทกุล จากอ่างทอง และ ไทยเศรษฐ์ จากอุทัยธานี นอกจากนี้ยังมีสส.เขตจากจังหวัดต่างๆ คือศรีสะเกษ พระนครศรีอยุธยา พิจิตร สตูล เลย บุรีรัมย์ กระบี่ สุราษฏร์ธานี อุบลราชธานี สุโขทัย และอำนาจเจริญ ซึ่งมีข้อมูลว่าพัวพันไปถึงเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น พริษฐ์เคยเล่าในงานเสวนาของวิปฝ่ายค้านว่ามีพยานหลายคนระบุว่ามีการวางแผนแบ่งทีมยึดวุฒิสภาโดยเน้นไปที่จังหวัดขนาดเล็กมีจำนวนอำเภอน้อย เนื่องจากจำนวนผู้สมัครที่ต้องใช้เพื่อการันตีว่าจะมีตัวแทนเข้าถึงระดับประเทศจะน้อยกว่า และถ้าดูจากผลคะแนนที่ออกมาจะพบว่ามีการกระจุกตัวของ สว.ตามจังหวัดขนาดเล็ก เช่นอ่างทอง สมุทรสงคราม สตูล อุทัยธานี สิงห์บุรี และอำนาจเจริญ โดยมีสัดส่วนสว.เกินขนาดประชากร หลักฐานสำคัญมีอะไรบ้าง ปล่อย “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” สั่งไม่ฟ้องไหวหรือ ? 📍เส้นเงิน เส้นเงินเป็น ‘จุดตาย’ ที่สำคัญที่สุดในการพิสูจน์ความผิดว่าการฮั้วดังกล่าว มีความเป็นขบวนการและมีการให้ผลประโยชน์กัน  หลักฐานสำคัญคือการที่ไอลอว์เปิดเปิดความเห็นของรองเลขาฯ กกต. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 (ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นรัฐบาลอนุทิน1 พอดี) พบว่า มีการจ่ายเงินให้ผู้สมัคร สว.ในหลายพื้นที่เพื่อให้เลือกผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง  อันที่จริงแล้วมีหลายคน หลายจังหวัด แต่จะยกตัวอย่างที่ชัดเจน 3 แห่ง ได้แก่  * สุราษฎร์ธานี  ไอลอว์เปิดเผยหลักฐานที่ระบุว่าเป็น “เส้นเงิน” ของ สุบิน ศักดา ซึ่งเป็นผู้ช่วยของ สส. ภูมิใจไทยในพื้นที่ โอนเงินให้ผู้สมัครสว. 10 คนในช่วงวันเลือกสว.ระดับจังหวัด  พบภาพสุบินสวมเสื้อแจ็คเก็ตมีโลโก้พรรคภูมิใจไทย และมีข้อความที่ปักลงในเสื้อดังกล่าวด้วยข้อความว่า “สุบิน ศักดา ผู้ช่วย สส.พิชัย ชมภูพล เขต 6 สุราษฎร์ธานี” ในบัญชีติ๊กตอกที่ใช้ชื่อว่า @subinsakda  หนึ่งในคนที่ได้รับเงินโอนจากสุบิน คือ ณัฐพงษ์ สาโรจน์ ผู้สมัครสว. กลุ่ม 17 จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขาซึ่งเป็นพยานให้กับดีเอสไอได้เปิดหน้าเล่าว่ามีผู้ช่วยสส. โทรศัพท์มาเสนอเงินให้เขา โดยคนที่โทรมาพูดว่า “ช่วยนายหัวหน่อยได้ไหม” ซึ่งตัวเขาเข้าใจว่านายหัวที่ถูกพาดพิงหมายถึงสส.  เงินที่ณัฐพงษ์ได้รับ คือ 3,000 บาทในการเลือกระดับอำเภอ ซึ่งเขาตัดสินใจรับเงินเพื่อให้ความผิดสำเร็จ และมีการเสนอเงินอีก 2,000 บาทในการเลือกระดับจังหวัด แต่เขาไม่ได้ผ่านเข้ารอบระดับประเทศ * หนองบัวลำภู  มีพยานให้การว่าสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็นสว. ได้โอนเงินไปให้ภัณนิภา ผาสุข และต่อมาภัณนิภาได้โอนเงินรวมประมาณ 105,000 บาทไปให้ผู้สมัครสว. อย่างน้อย 7 ราย  และมีพยานให้การว่าถูกชักชวนให้ไปรวมตัวกันที่โรงแรมธาราแกรนด์ จังหวัดปทุมธานี โดยพยานได้พบกับสรชาติและภัณนิภา มีการเสนอเงิน 500,000 บาทต่อคน นอกจากนี้ยังมีการเตรียมห้องพักไว้ให้ และภัณนิภายังโอนเงินค่าเดินทางและแจกเสื้อแขนสั้นสีเหลือง ให้ใส่ นอกจากนี้ยังมีพยานที่ให้การว่าภัณนิภาส่งเอกสารเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยสว. ให้และสั่งให้โอนเงินเดือนคืน การตรวจสอบจากศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกระบวนการยุติธรรมพบว่าสรชาติและภัณนิภามีบุตรร่วมกัน สรชาติโอนเงินให้ภัณนิภาหลายครั้ง และภัณนิภาโอนเงินให้ผู้สมัครสว. เลขาธิการกกต. จึงเห็นว่าทั้งสองเป็นคนใกล้ชิดกระทำการร่วมกันหรือรู้เห็นเป็นใจด้วยกัน นอกจากนี้พริษฐ์ยังระบุว่าพบหลักฐานเป็นแชตไลน์เกี่ยวข้องกับเส้นเงินในกรณีที่จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งพบทั้งโพยและสลิปโอนเงิน มีการกล่าวอ้างถึงรายชื่อผู้สมัครใน “สายเรา” และมีการส่งพิกัดโรงแรมธาราแกรนด์ให้พยาน สอดคล้องกับหลักฐานจากพยานบุคคลอื่นที่บอกว่าโรงแรมดังกล่าวเป็นหนึ่งใน “ศูนย์ทำโพย” ที่มีผู้สมัครสว. ไปรวมตัวกัน สนั่นชัย ช่วยอุดมธนิกิจ ผู้สมัครกลุ่ม 17 เล่าในเวทีเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. - เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.” ของวิปฯ ฝ่ายค้านว่าเขาเป็นผู้ประสานงานในกลุ่มของสรชาติ โดยสรชาติแจ้งว่าจะจ่ายเงินค่าประสานงานให้สนั่นชัย 500,000 บาท ซึ่งสนั่นชัยประสานคนราว 20 คนมาโหวตให้สรชาติเป็นสว. แต่ปรากฎว่าไม่มีการจ่ายเงินตามที่ตกลงกันไว้ และเมื่อทวงถาม สรชาติก็แจ้งว่าเป็นเพราะการลงคะแนนไม่เป็นไปตามโพย จากนั้นจึงมีการแต่งตั้งให้สนั่นชัยเป็นผู้ช่วยสว.ของสรชาติเป็นเวลา 2 เดือน * นครพนม มีพยานให้ข้อมูลว่า สากล ภูลศิริกุล ซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็นสว. ติดต่อให้ไปร่วมประชุมที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้พบกับผู้สมัครสว. จังหวัดอื่นอีกกว่า 200 คน มีการจัดเลี้ยงอาหารเครื่องดื่ม โดยพยานบอกว่าได้พบกับ ศุภชัย โพธิ์สุ, สิทธิกร ธงยศ และสมหมาย ศรีจันทร์ ซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็นสว. โดยมีปริญญา ธรเสนา ซักซ้อมลงคะแนนและจัดการให้ผู้เข้าร่วมประชุมตีตารางกรอกหมายเลขผู้สมัคร ต่อมาศุภชัยพูดว่าถ้ามีใครในห้องไม่ได้รับเลือกเป็นสว. จะได้ผลัดกันเป็นผู้ช่วยสว. คนละ 2 ปี นอกจากนี้ยังมีพยานบอกว่าสิทธิกรกล่าวว่าถ้าใครไม่มีแต้มให้มาเอาเงินสดกับตน 300,000 บาท และมีพยานให้การว่าสิทธิกรโทรศัพท์มาพูดคุยเรื่องการจัดตั้งกลุ่มในการลงคะแนนและเสนอเงินให้ 100,000 บาท โดยจะมัดจำก่อน 50,000 บาท จะจ่ายค่าที่พักและตั๋วเครื่องบินให้ พร้อมเสนอตำแหน่งผู้ช่วยสว. 📍โพยใบสั่ง-ศูนย์ทำโพย เลือกเบอร์เดียวกัน เป๊ะยันลำดับ จากความเห็นของรองเลขาฯ กกต. มีพยานหลายคนให้ข้อมูลว่ามีการวางแผนประชุมตามโรงแรมต่างๆ เพื่อทำโพยสำหรับใช้เลือกสว. ในระดับประเทศ และโพยฮั้วที่ได้จากการไต่สวนก็มีเลขผู้สมัครของสว. 140 คนปรากฎอยู่ พยานบุคคลยืนยันสอดคล้องกับหลักฐานที่ปรากฏว่ามีการทำเป็นตารางและกรอกหมายเลขลงในหน้าสุดท้ายหรือหน้าใกล้เคียงหน้าสุดท้ายของเอกสารแนะนำตัวเพื่อให้นำไปใช้ลงคะแนน ผลการลงคะแนนปรากฏว่ามีการเขียนลำดับเลขประจำตัวผู้สมัครไปในทางเดียวกับโพยที่พบ ซึ่งจากการไต่สวนพยานที่เป็นนักคณิตศาสตร์และนักสถิติพบว่าการลงคะแนนเป็นกลุ่มรูปแบบเดียวกันมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากหรือไม่มีเลย จึงมองได้ว่าอาจมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส. สมุทรปราการเขต 1 พรรคประชาชน ระบุในงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 9 ส.ค. ว่าจากการรวบรวมภาพบัตรลงคะแนนในรอบเช้ามาถอดข้อมูล พบว่า * ในหลายกลุ่มอาชีพมีบัตรจำนวนมากที่ลงคะแนนให้ผู้สมัครหลายเลขเดียวกันถึง 10 คนและเรียงลำดับหมายเลขตรงกันทั้งหมด และ * เมื่อรวมบัตรที่เลือกผู้สมัครชุดเดียวกันแต่สลับลำดับหมายเลข ก็จะพบบัตรที่มีลักษณะสัมพันธ์กันประมาณ 18-23 ใบในหลายกลุ่ม และมีลักษณะการเรียงคะแนนคล้ายกัน คือผู้สมัครประมาณ 6 อันดับแรกอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกัน * ส่วนคะแนนของอันดับ 8 เป็นต้นไปจะลดลงอย่างชัดเจนในรอบบ่าย ซึ่งอาจสอดคล้องกับการวางเป้าหมายให้มีผู้ได้รับเลือกประมาณกลุ่มละ 6-7 คน ดิเรก พรสีมา ผู้สมัครสว. กลุ่ม 3 จากจังหวัดมหาสารคาม เล่าในเวทีเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. - เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.” ของวิปฯ ฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ว่าระหว่างการนับคะแนนในวันเลือกระดับประเทศ เขาสังเกตว่ามีการกากบาทหมายเลขตามโพยซ้ำๆ จึงยกมือประท้วงต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีการนำบัตรเก่ามานับคะแนนซ้ำหรือไม่ เพราะตัวเลขเหมือนกันหมด นอกจากนี้ยังมีผู้สมัครกว่า 20 คนในกลุ่ม 3 ที่ได้คะแนน 0 ศูนย์ทำโพย พริษฐ์ สส.ปชน.ระบุว่าช่วงวันที่ 24-25 มิ.ย. 2567 มีการรวมพลจากทั่วประเทศไปยัง “ศูนย์ทำโพย” อย่างน้อย 7 แห่งในหลายจังหวัดปริมณฑล สอดคล้องกับคำบอกเล่าของพยานหลายรายที่ให้การว่าได้รับการชักชวนไปร่วมประชุมวางแผนการเลือกสว. ตามโรงแรมต่างๆ โดยได้รับเงินและสิ่งของอื่นๆ  พยานหลายรายเล่าถึงพฤติกรรมการทำโพยไว้ในแนวทางเดียวกัน คือมีการให้ผู้สมัครเข้าไปในห้องประชุมของโรงแรม ยึดเครื่องมือสื่อสาร และมีผู้ดำเนินรายการทำหน้าที่บอกให้ตีตาราง 20 ช่องในเอกสารแนะนำตัว (สว.3) และให้จดหมายเลขที่ต้องเลือกด้วยมือ ซึ่งสถานที่ที่เป็นศูนย์ทำโพยเหล่านี้มีหลายที่ ตัวอย่างเช่น * โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา: มีการประชุมทำโพยฮั้วโดยได้รับแจกเสื้อสีเหลือง อาหารกล่อง และเงินสด 20,000 บาท  นักการเมืองที่ถูกกล่าวหาปรากฎตัว: ศุภชัย โพธิ์สุ (อดีตรองประธานสภา), สมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ (สส. สุโขทัย), เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร (อดีต สส. อยุธยา) * โรงแรมธาราแกรนด์ จังหวัดปทุมธานี:  มีพยาน 2 รายที่เปิดหน้าเล่าในเวทีที่จัดโดยวิปฝ่ายค้าน ว่าถูกชักชวนให้ไปรวมตัวกันที่โรงแรมนี้ โดยมีการเสนอเงิน 500,000 บาทต่อคน นอกจากนี้ยังมีการเตรียมห้องพักไว้ให้ และต่อมามีการโอนเงินค่าเดินทางและแจกเสื้อแขนสั้นสีเหลือง นักการเมืองที่ถูกกล่าวหาปรากฎตัว: วาริน ชิณวงศ์ (นายก อบจ. นครศรีฯ), วงศกร ชนะกิจ (อดีตผู้สมัคร สส. ภูเก็ต), สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ (พ่อของ รมช. มหาดไทย)  📍ประวัติการโทรศัพท์ * ในวันเลือกระดับประเทศมีผู้สมัครสว. จากจังหวัดอ่างทองหลายรายโทรหา ภราดร-กรวีร์ พี่น้องตระกูลปริศนานันทกุล ในช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืน ซึ่งยังนับคะแนนไม่เสร็จ โดยโลเกชันของผู้โทรและกรวีณ์อยู่ที่บริเวณเมืองทองธานี   ไอลอว์เปิดเผยเรื่องนี้โดยอ้างอิงจากเอกสารสำนวนคดี ทั้งนี้ ตามกฎหมายแล้วผู้สมัครสว. ต้องเก็บเครื่องมือสื่อสารตลอดการเลือกหากฝ่าฝืนจะมีโทษทางอาญา  * ต่อมา ภราดร ซึ่งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือส่งถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ตรวจสอบที่มาของข้อมูลประวัติการโทรศัพท์ไอลอว์นำมาเปิด ส่วน กรวีร์ ออกมายืนยันว่าในวันนั้นตนเองอยู่อ่างทอง ไม่ใช่เมืองทองอย่างที่ถูกกล่าวหา * พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้ข่าวว่าเอกสารที่ไอลอว์นำมาเปิดเผยก่อนหน้านี้เป็นเอกสารจริงของกองคดีการเงินและการฟอกเงินภายใต้ดีเอสไอ และได้มีการตั้งคณะกรรมการว่าตรวจสอบแล้วว่าเอกสารหลุดไปได้อย่างไร ด้านดีเอสไอเองก็มอบหมายให้ผู้แทนกองกฎหมายเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามกรณีเอกสารหลุดด้วย * พนิดา สส.ปชน.เปิดเผยว่า ในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย. 2567 พบประวัติการโทรศัพท์ระหว่างสว. อลงกต วรกี อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี กับเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยจำนวน 31 ครั้ง และติดต่อกับชาดา ไทยเศรษฐ์ สส. พรรคภูมิใจไทยอีก 3 ครั้ง * พนิดาย้ำว่าไม่ได้สรุปว่าการโทรศัพท์ว่ามีการเลือกสว. เป็นเรื่องผิด แต่อยากให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ได้รับเลือกเป็นสว. กับรัฐมนตรี โดยจากการค้นข้อมูลพบว่าอดีตผู้ช่วยของอลงกตคนหนึ่งมีความสนิทสนมกับอดีตสมาชิกคณะทำงานของเจเศรษฐ์ 2 คน * พริษฐ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เปิดเผยว่า พบสัญญาณการโทรศัพท์ของสว. อย่างน้อย 40 คนบริเวณโรงแรมพูลแมนในวันที่ 21 ก.ค. 2567 ก่อนจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ โดยพริษฐ์ระบุว่าสว.ทั้ง 40 คนอยู่ในกลุ่มผู้ต้องหา 229 รายตามคำสั่งของคณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 📍ความผิดปกติในวันเลือก สว.ระดับประเทศ * คนหลักร้อยแต่งตัวเหมือนกัน  * พบผู้สมัครสว. หลักร้อยคนแต่งกายเหมือนกัน คือสวมเสื้อสีเหลืองที่ใหม่มาก พร้อมสูทสีดำ ถือแฟ้มเอกสารลักษณะเดียวกัน และเกาะกลุ่มกันตลอดเวลา * ผู้สังเกตการณ์ยังพบคนเสื้อเหลืองกลุ่มหนึ่งเดินทางออกจากสถานที่เลือกพร้อมกันโดยมีรถมาจอดรอรับที่ด้านหลังอาคารชาเลนเจอร์ ซึ่งเป็นฝั่งที่ไม่ค่อยมีผู้คน หนึ่งในนั้นเป็นรถตู้ทะเบียนบุรีรัมย์ * ยิ่งชีพระบุในการให้สัมภาษณ์กับ the101world ว่าจากรายงานการประชุมของดีเอสไอ กลุ่มคนที่ใส่เสื้อเหลืองต้องการให้กลมกลืนกับเจ้าหน้าที่ กกต. เพื่อให้เดินไปมาหรือเข้าห้องน้ำได้โดยไม่ต้องถูกติดตาม เพราะบุคคลอื่นอาจเข้าใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. ด้านนันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากรจากเครือข่าย ConForAll ระบุในการสัมภาษณ์เดียวกันว่าจากการสัมภาษณ์ผู้สมัคร พบว่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองมีพฤติกรรมไปออกันในห้องน้ำ และหลังจากนั้นมีผู้พบโพยที่ถูกขยำตกอยู่ * ปรากฏการณ์ “คะแนนล้นกระดาน” รอบเลือกไขว้ * พบผู้สมัคร 6 คนในแต่ละกลุ่มได้คะแนนทิ้งห่างผู้สมัครอีก 4 คนอย่างชัดเจน โดยเกิดเป็นแพทเทิร์นเดียวกันทั้ง 20 กลุ่ม * นอกจากนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีผู้สมัครหลายคนที่ระบุอาชีพเดียวกันในเอกสารการสมัคร เช่น เย็บผ้า เก็บขยะในคลอง และไปสมัครในพื้นที่จังหวัดเดียวกัน 📍แพทเทิร์นซ้ำๆ สมัครไม่ตรงกลุ่ม-แต่งตัวเหมือนกันในใบสมัคร ในจังหวัดอ่างทอง พื้นที่ของบ้านใหญ่ “ปริศนานันทกุล” iLaw รายงานว่าพบปัญหาการสมัครไม่ตรงกลุ่ม เช่นในอำเภอป่าโมก ที่ผู้สมัครกลุ่ม 12 (ผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรม) ไม่มีใครมีประวัติเข้าข่ายผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเลย โดยแต่ละรายเขียนใบสมัครว่ามีอาชีพรับจ้าง และหนึ่งรายเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน  นอกจากนี้ยังพบว่าผู้สมัครกลุ่ม 17 (ประชาสังคมและองค์กรสาธารณประโยชน์) ในทุกอำเภอเขียนประวัติว่าเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือเขียนประวัติการทำงานเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน โดยทุกอำเภอมีผู้สมัครกลุ่ม 17 ประมาณ 4-5 คนเหมือนกัน ในอำเภอวิเศษชัยชาญ ผู้สมัครแต่ละคนเขียนประวัติในทำนองเดียวกันว่าเคยออกหน่วยเคลื่อนที่ ในอำเภอสามโก้ พบว่าผู้สมัครแต่งตัวเหมือนกันหมดในภาพถ่าย คือใส่เสื้อโปโลมีโลโก้อสม. ที่กระเป๋าด้านซ้าย ส่วนในอำเภอเมือง ผู้สมัครใส่สูทและเสื้อคอปกสีขาวเหมือนกันทั้งหมด งาน อสม. เป็นงานที่ได้รับค่าตอบแทนจากรัฐ และไม่ใช่การประกอบอาชีพ ผู้สมัครหลายรายเขียนประวัติว่ามีอาชีพอื่น เช่น เกษตรกรรม ทำสวน รับจ้าง ลักษณะการ “สมัครไม่ตรงกลุ่ม” หรือเขียนประวัติการทำงานในทำนองเดียวกันเช่นนี้ยังพบในจังหวัดอื่นอีก เช่นบุรีรัมย์ ที่มีผู้สมัครกลุ่ม 16 (ศิลปะวัฒนธรรม) เขียนประวัติว่าเคย “เข้าร่วม” กิจกรรมทางวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านต่างๆ และกลุ่ม 17 (ประชาสังคม) ที่มีผู้สมัครหลายรายสวมเสื้อและเนคไทเหมือนกันในภาพถ่ายประกอบใบสมัคร และเขียนประวัติการทำงานว่าเป็นอสม. และใช้ชุดคำใกล้เคียงกัน อย่างการเขียนว่าเป็นผู้มีความเสียสละ เป็นต้น  หนึ่งในสว. ทั้ง 14 คนจากบุรีรัมย์คือชาญชัย ไชยพิศ จากกลุ่ม 17 ไอลอว์ตั้งข้อสังเกตว่าเขาทำงานด้านการศึกษา เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน และเป็นนายกสมาคมผู้บริหารและครูโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด (ประเทศไทย) แต่สมาคมดังกล่าวจดทะเบียนจัดตั้งที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 ส่วนสมาคมชื่อเดียวกันที่จดทะเบียนที่กรุงเทพ จัดตั้งเมื่อเดือนมิถุนายน 2554 แต่จากเอกสารสว. 3 ชาญชัยระบุว่าเป็นนายกสมาคมฯระหว่างปี 2564 - 2566 หรือเพียง 3 ปีเท่านั้น ไม่ถึงเกณฑ์ 10 ปีตามกฎหมาย ส่วนในจังหวัดอำนาจเจริญ อีกพื้นที่ของบ้านใหญ่สีน้ำเงิน มีสว. 2 คนจากลุ่ม 10 ซึ่งเป็นกลุ่มของผู้ประกอบกิจการขนาดใหญ่ คือ สมพาน พละศักดิ์ ที่เขียนประวัติว่าขายก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ และแดง กองมา เขียนประวัติว่าขายหมู ไอลอว์รายงานว่าแดงมีเขียงหมูอยู่ในตลาดวิชิตสินจริง แต่กิจการของแดงไม่น่ามีจำนวนลูกจ้างและกำไรเข้าเกณฑ์กิจการขนาดใหญ่กว่า SMEs ได้ ด้านสมพานเคยให้สัมภาษณ์ว่าจริงๆ ตนขายก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา แต่ชื่อร้านที่ระบุไม่พบในกูเกิ้ลแมป พบเพียงภาพสมพานทำงานในร้าน “ครัวต้นกระโดน” ส่วนในเฟสบุ๊คระบุว่า “ก๋วยเตี๋ยวนายพาน” มีพยานเดินทางไปร้านก๋วยเตี๋ยวไก่มะระร้านหนึ่งในอำเภอเมืองอำนาจเจริญและทราบจากพนักงานในร้านว่าสมพานเคยทำงานที่ร้านนี้แต่ไม่ใช่เจ้าของ อย่างไรก็ตาม แต่ละร้านที่เกี่ยวข้องยังเปิดมาไม่ถึง 10 ปี และไม่น่าจะมีจำนวนลูกจ้างและกำไรในปริมาณที่จะลงสมัครในกลุ่ม 10 ได้ ส่วนผู้สมัครอีก 3 คนจากอำเภอเมืองเขียนประวัติว่าเป็นผู้รับเหมา ค้าขาย และเป็นช่างทาสี ด้านผู้สมัครจากอำเภออื่นๆ ที่เข้าสู่การเลือกระดับจังหวัดก็ไม่น่าเข้าเกณฑ์ของกลุ่ม 10 เนื่องจากล้วนเขียนประวัติว่าค้าขายหรือรับจ้าง ข้อมูลแย้งกันเองใน กกต. ‘คณะ36’ กับคำสั่งไม่ฟ้อง สารพัดคำถามที่ไม่มีคำตอบ วันที่ 14 ก.ย. ที่จะถึงนี้ กกต.ชุดใหญ่จะลงมติส่งเรื่องฮั้วเลือก สว.ไปที่ศาลหรือไม่ ในเมื่อความเห็นจากการพิจารณาภายในของ กกต. ที่มีอยู่ทั้งหมด 3 ชั้น มีข้อเสนอที่แตกต่างกันอย่างมาก จึงเป็นที่น่าจับตาว่า กกต.ชุดใหญ่ทั้ง 7 คน จะพิจารณาจากเอกสารชุดใด ชั้นที่ 1 * คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน (ชุดที่ 26) มีมติเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2568 ว่าให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน เพราะมองว่า “มีมูลความผิด” “ชุดที่ 26” นี้เป็นการตั้งกรรมการร่วมระหว่าง กกต. และดีเอสไอมาทำงานร่วมกัน รวม 20 คน โดยมีหน้าที่ คือ รวบรวมพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝ่าย ผู้ร้อง & ผู้ถูกกล่าวหา สอบพยานปาก 2 ฝ่าย (มากกว่า 700 คน) ชั่งน้ำหนักหลักฐาน 2 ฝ่าย แล้วสรุปความเห็น เอกสารสำนวนของชุดที่ 26 จำนวนกว่า 90,000 หน้าอยู่ในมือของไอลอว์ ขณะนี้ทีมงานกำลังสรุปเพื่อทยอยเผยแพร่ในช่วงสัปดาห์หน้า ในช่วงที่คณะกรรมการชุดนี้มีมติสั่งฟ้องออกมา เป็นช่วงที่ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ นายกฯ ในขณะนั้นถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ 1 ก.ค.2668 และภูมิธรรม เวชชยชัย เป็นรักษาการนายกฯ  ชั้นที่ 2 * “ความเห็นของเลขาฯ กกต.” เสนอให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 140 คน แบ่งเป็น สว.ที่มีหมายเลขอยู่ในโพยอย่างน้อย 136 คน กับกลุ่มนักการเมืองอย่างน้อย 3 คน คือ 1 รัฐมนตรี, 2 สส.  เอกสารชุดนี้ทำโดย ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ปฏิบัติหน้าที่แทนแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ไว้เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2568 สาระสำคัญส่วนหนึ่งของเอกสาร เสนอให้ “ยกคำร้อง” ในส่วนของอนุทินและแกนนำภูมิใจไทยจำนวนหนึ่ง เนื่องจากเห็นว่าพยานเป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอ ข้อสังเกตของ ยิ่งชีพ ผอ.ไอลอว์ คือ เอกสารสรุปความเห็นเลขาฯ กกต.ชุดนี้มีข้อแตกต่างกับของชุดที่ 26 อยู่บ้าง แต่จุดต่างที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงที่ “จะฟ้องหรือไม่ฟ้องกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและท่านอนุทิน”   “ เลขาฯ บอกว่าไม่ฟ้อง (อนุทิน-กก.บห.พรรค ภท.-) เพราะจากพยานที่เล่ามา อาจยังไม่เพียงพอ (แต่สำนวนของอนุฯ 26) บอกว่าต้องฟัง (พยาน) แบบระมัดระวัง…แต่เขาดูละเอียดกว่า พยาน tier 2 ที่เล่าคนละนิดคนละหน่อย เช่น ได้รับเงิน ได้รับตั๋วเครื่องบิน เมื่อประกอบร่างพยานอีกหลายสิบปาก มันเป็นเครือข่ายที่มีรูปลักษณ์เดียวกันกับที่พยาน tier 1 อธิบายไว้ ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าสิ่งที่พยาน tier 1 เป็นความจริง”  ผอ.ไอลอว์ระบุ  ทั้งนี้ บริบทในช่วงเวลาที่เลขาฯ กกต.มีความเห็นดังกล่าวนั้น อยู่ในช่วงที่ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ได้รับการโหวตเป็นนายกฯ (ครั้งที่ 1) แล้วหลังมี MOA กับพรรคประชาชน และเป็นช่วงเวลาก่อจจะมีการโปรดเกล้าฯ ครม.เต็มรูปแบบในวันที่ 19 กันยายนเพียง 4 วัน  ชั้นที่ 3 * คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 หรือ “คณะที่ 36” กลับมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เสนอให้ยกคำร้อง ไม่สั่งฟ้องใครเลย  มติที่ให้ “ยกคำร้องทั้งหมด” หลุดออกมาจากสื่อหลายสำนัก เช่น ไทยพีบีเอส, ไทยโพสต์ และประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2569 โดยที่ กกต.ไม่ได้ออกมายืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ย้อนไปช่วงต้นของรัฐบาล ‘อนุทิน 1’ เนชั่นทีวีรายงานเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2568 ว่า กกต. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดและข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ขึ้นมา โดยลงนามเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568  คณะชุดนี้มาจากมาจากการเสนอชื่อของบอร์ด กกต. ชุดใหญ่  สำหรับเหตุผลที่มีการตั้งคณะที่ 36 ขึ้นมา พริษฐ์ สส.ปชน.เปิดเผยว่า ตัวแทน กกต.ที่มาเข้าร่วมประชุม กมธ.องค์กรอิสระ ชี้แจงเหตุผลว่าเป็นเพราะ “ภาระงานของคณะ 35 ชุดเยอะอยู่แล้ว ถ้าไปให้ดูคดีนี้ซึ่งมีความละเอียด จะยิ่งเพิ่มภาระเข้าไปอีก” หน้าที่ของคณะที่ 36 เป็นการฟังข้อมูลที่ถูกรวบรวมมา ได้แก่ ความเห็นของชุดที่ 26, ความเห็นเลขาฯ กกต. รวมทั้งอาจมีการขอข้อมูลเพิ่มเติมจากชุดที่ 26 เช่น ประวัติการโทร พิกัดมือถือ แล้วจึงนำมาซึ่งการสรุปความเห็น นี่คือการคาดเดาของ พริษฐ์ สส.ปชน. ที่ว่าเป็นการคาดเดา ก็เพราะว่าพริษฐ์ในฐานะ สส. และ กมธ.องค์กรอิสระได้พยายามขอข้อมูล กกต.แล้วว่าคณะที่ 36 ทำงานอย่างไร แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ ทุกครั้งที่ถึงเดดไลน์ให้ข้อมูล กกต.ก็มักขอเลื่อนเสมอ แม้กระทั่งเมื่อ 18 มิ.ย. 2569 กมธ.องค์กรอิสระมีการประชุมเรื่องคดีโกง สว. โดยได้เชิญตัวแทนจาก กกต.เข้าร่วมให้ข้อมูลด้วย ก็ยังไม่มีใครตอบเรื่องคณะที่ 36 ได้ !!! คณะที่ 36 จึงมีพิรุธที่น่าตั้งคำถาม โดยพริษฐ์แบ่งออกเป็น 4 ด้าน * ที่มาและเหตุผลของการคณะที่ 36 ยังไม่ชัดเจนมากพอ * กระบวนการทำงาน ขาดข้อมูลว่าอนุฯ ชุดนี้ทำงานละเอียดมากน้อยเพียงไร เมื่อเทียบกับชุดที่ 26 * ความบังเอิญที่สอดรับกับธงทางการเมือง * เหมือนว่าปฏิบัติตนเป็นศาลเสียเอง : คณะที่ 36 มีความพยายามจะซักถามเพื่อตีตกหลักฐานที่น่าสงสัย ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ที่จะต้องพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย * ปกป้องนักการเมือง : เนื่องจากสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เล่าว่าคณะที่ 36 มีความพยายามตีกรอบกฎหมายเพื่อให้สาวไปไม่ถึง “น้ำเงินเข้ม” รวมถึงกรณีที่ แสวง เลขาฯ กกต.ออกมากาง 3 เงื่อนไขที่จะสามารถส่งฟ้องได้ ทำให้กรอบแคบลงอย่างมาก  * พยายามปฏิเสธความเป็นขบวนการ: การตีความหลักฐาน/เหตุการณ์แยกออกจากกัน  * ผลลัพธ์: ถ้ากกต.ไม่ส่งฟ้องแม้แต่คนเดียว จะค้านกับหลักฐานที่มี อย่างน้อยมีอยู่ 2 กรณีที่หลักฐานชัดเจน คือ เส้นเงินของ สุบิน ศักดา ที่โอนไปยังผู้สมัคร สว.10 คนก่อนวันเลือก สว. และกรณีนครพนมที่มีหลักฐานทั้งคลิปเสียง, การซื้อตั๋วเครื่องบินให้ รวมถึงหลักฐานการทำโพยที่โรงแรม เมื่อต้นเดือน ก.ย. 2569 ผู้ที่ออกมาเปิดข้อมูลเกี่ยวกับชุดที่ 36 คือ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โดยอ้างอิงหลักฐาน เอกสาร “รายงานการประชุมของอนุฯ ชุด 36” ที่เขาระบุว่าได้รับมาจากแหล่งข่าวในสำนักงาน กกต. สมชัยตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของบางรายชื่อในคณะชุดนี้ เช่น อนุกรรมการคนหนึ่งที่ชื่อว่า อนุชา จันทร์สุริยา ซึ่งทำหน้าที่นำการประชุมทุกครั้ง แทนที่จะเป็นประธานอนุกรรมการ  อนุกรรมการชุดดังกล่าวประกอบไปด้วย  * อนุชา จันทร์สุริยา ที่ปรึกษาประจำประธาน กกต. * อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ที่ปรึกษากรรมการ กกต. * นันทศักดิ์ พูลสุข อดีตอธิบดีอัยการคดีพิเศษ ผู้เคยทำคดียึดทรัพย์ทักษิณ ชินวัตร * เชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ * เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน * ธัชสกล พรหมจมาศ อดีตที่ปรึกษากรรมการการเลือกตั้ง * ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ สมชัยซึ่งเป็นอดีต กกต. ยังมาร่วมวิเคราะห์การทำงานของคณะที่ 36 ในเวทีแถลงข่าวของพรรคประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้ * ความชอบธรรมของคณะที่ 36 สมชัยระบุว่าการตั้งคณะที่ 36 นั้น ในทางกฎหมาย กกต. มีอำนาจตั้งได้ แต่น่าตั้งคำถามต่อเหตุผลและความชอบธรรม เพราะเดิมมีคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 คณะ ซึ่งใช้ระบบเรียงลำดับรับคดี ขณะที่เหตุผลว่าต้องตั้งอนุฯ ที่ 36 เพื่อลดภาระงานและนำผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณาคดี ก็ยังต้องตรวจสอบว่ากรรมการทั้ง 7 คนมีคุณสมบัติสอดคล้องกับเหตุผลดังกล่าวจริงหรือไม่ * ประชุมกี่ครั้ง ยังคงเป็นปริศนา สมชัยกล่าวต่อไปว่า จากบันทึกการประชุมที่ได้รับมา อนุฯ ที่ 36 ประชุมโดยทั่วไปคือวันอังคารและพฤหัสบดี ครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง รวมแล้วอาจอยู่ที่ประมาณ 20-30 ครั้ง แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือรูปแบบการประชุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรับฟังทีมเลขานุการสรุปสำนวนของคณะฯ ที่ 26 โดยเฉพาะช่วงหลังที่แทบไม่ปรากฏการซักถามจากอนุกรรมการ ขณะที่ผู้สอบสวนจากคณะฯ ที่ 26 ไม่เคยถูกเรียกมาชี้แจง และเอกสารหลักฐานชั้นต้นจำนวนหลายหมื่นหน้าก็ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาโดยตรง * การตีกรอบกฎหมายที่แปลกๆ  สมชัยยังมีข้อสังเกตถึงการตีกรอบกฎหมายในช่วงต้นของการพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัคร สว. กับฝ่ายการเมือง เช่น การตีความเรื่อง “การยินยอมรับความช่วยเหลือ” และเจตนาที่จะได้รับเลือกเป็น สว. ซึ่งหากตีความแคบเกินไปอาจทำให้ความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองถูกตัดออกจากคดี สมชัยยังกล่าวต่อไปว่า หากภายหลังมีข้อพิพาททางกฎหมาย ควรขออำนาจศาลตรวจสอบรายงานการประชุมครั้งสุดท้ายของอนุฯ ที่ 36 และความเห็นส่วนบุคคลของอนุกรรมการแต่ละคน เพื่อดูว่ามติยกคำร้องตั้งอยู่บนกรอบการตีความกฎหมายอย่างไร ทั้งนี้สุดท้าย กกต. ทั้ง 7 คนต้องรับผิดชอบต่อคำวินิจฉัยของตนเอง สำหรับประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือของอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 เมื่อพิจารณาเป็นรายบุคคลนั้น ชยพล สะท้อนดี สส.ปชน. เปิดเผยแผนผังความเชื่อมโยงที่ระบุว่าอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ทั้ง 5 คน กับผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว.ต่างมีความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายกันผ่านการเข้าร่วมเรียน 2 “หลักสูตรคอนเนกชั่น” คือ หลักสูตร พตส. (พัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง ของ กกต.) และ หลักสูตร นธป. (นิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย ของศาลรัฐธรรมนูญ) ซึ่งมีทั้งบุคคลในแวดวง กกต. และบุคคลทางการเมืองเข้าร่วม  ทั้งนี้ สส.ชยพล ย้ำว่าการเข้าอบรมหลักสูตรเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่ามีการกระทำผิด แต่ประเด็นที่ต้องการตรวจสอบคือเครือข่ายความสัมพันธ์ดังกล่าวมีผลต่อความเป็นกลางของผู้มีอำนาจวินิจฉัยคดีหรือไม่ เลขาฯ กกต. กาง 3 เงื่อนไข “ส่งฟ้องได้” เดือน ส.ค. 2569 แสวง บุญมี เลขาฯ กกต. ออกมาบอกว่า กกต.จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาได้ ต้องผ่าน 3 เงื่อนไขต่อไปนี้ * ต้องเป็นการกระทำของ “ผู้สมัครรับเลือกตั้ง” หรือผู้สมัครรู้เห็นการกระทำของบุคคลอื่น * ต้องมีพฤติการณ์เข้าข่ายทุจริต เช่น จ้างลงสมัคร-จ้างลงคะแนน-สมยอมแลกคะแนน หรือ ให้ประโยชน์เพื่อให้เลือกตัวเอง * ต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกนั้นไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม พริษฐ์ สส.พรรค ปชน. ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ออกมาแสดงความเห็นแย้งเลขาฯ กกต. ว่า ตัวบทกฎหมายไม่ได้จำกัดเฉพาะ “ผู้สมัคร” แต่ครอบคลุมถึงบุคคลอื่นด้วย อ้างอิงจากมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.การได้มา สว.ระบุคำว่า “ผู้สมัครหรือผู้ใด” ที่มีหลักฐานว่าทุจริตหรือรู้เห็นกับการทุจริต กกต.ก็สามารถส่งฟ้องได้เลย นอกจากนี้ กกต.เองก็เคยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกามาแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาก็ไม่ได้เป็นผู้สมัคร  นอกจากนี้ในช่วงเดียวกันยังมีความเคลื่อนไหวของนักกฎหมาย 53 คน เรียกร้องให้ กกต.ส่งเรื่องไปศาล ด้วย อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีที่ กกต. ส่งคำร้องให้ศาลฏีกาตัดสิทธิรับสมัครเลือกตั้งของผู้สมัครสว. เนื่องจาก “สมยอมแลกคะแนน” กันมาแล้ว โดยมีหลักฐานเป็นแชทไลน์ระหว่างผู้สมัครที่มีการขอแลกคะแนนกัน เช่นในกรณีของผู้สมัครจากจังหวัดนครราชสีมา ที่ต่อมาศาลฎีกาตัดสินให้เพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง 10 ปี เพราะเห็นว่าทำให้กระบวนการเลือกไม่ได้มาจากเจตจำนงอิสระของผู้ลงคะแนนและไม่ได้พิจารณาจากความรู้ความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ของผู้สมัครตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ และเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น และยังมีกรณีคล้ายกันในจังหวัดชลบุรีและปทุมธานี ที่ถูกเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งเช่นกัน ในจังหวัดยะลา ยังมีกรณีที่ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลกรณีผู้สมัครจับกลุ่มแบ่งสายเพื่อแลกคะแนนกัน เนื่องจากเห็นว่าการสมยอมกันลงคะแนนไม่ใช่การเลือกกันเองโดยสุจริต และยังมีอีกกรณีที่ กกต. สั่งฟ้องบุคคลที่ไม่ใช่ผู้สมัครสว. 3 ราย เนื่องจากมีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการจ้างคนมาลงสมัคร จ่ายค่าที่พัก ค่าเดินททาง และมีการจ่ายเงินแลกกับการให้ลงคะแนนตามหมายเลขที่เลือกไว้ ส่วนผู้สมัครที่ถูกร้องในคดีเดียวกัน กกต. แยกไปไต่สวนอีกสำนวนหนึ่ง ส่วนในจังหวัดร้อยเอ็ด ก็มีกรณีที่ กกต. สั่งฟ้องผู้สมัคร 7 ราย เนื่องจากมีหลักฐานทั้งข้องมูลทำธุรกรรม ข้อความแชทไลน์ คลิปวีดิโอการสนทนา และพยานบุคคลว่ามีการโอนเงินและเสนอผลประโยชน์เพื่อแลกคะแนนเสียง 3 แนวทางการตัดสินใจ หลักฐานจะถึงมือศาลกี่มากน้อย 14 ก.ย.ชี้ชะตา กกต. ยิ่งกว่า สว. มีการวิเคราะห์แนวโน้มของ กกต.ว่าเป็นไปได้ 3 แบบ คือ  1) กกต.เห็นตามคณะสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ส่งเรื่อง 229 คนไปให้ศาลฎีกาพิจารณา  2) กกต.เห็นตามคณะอนุวินิจฉัยฯ 36 ตีตกคำร้องทั้งหมด 229 คน  3) กกต.ส่งคำร้องแค่บางส่วนไปศาลฎีกา มีการประเมินว่าข้อ 3 น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุด โดยสังคมต้องร่วมจับตาว่าจะมีการตัดตอนส่งเรื่องไปที่ศาลแค่เฉพาะผู้ปฏิบัติการ ละเว้นผู้สั่งการ ผู้วางแผน หรือส่งเรื่องไปที่ศาลแค่บางจังหวัด ทั้งที่ต้องครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศหรือไม่ ตามมาตราที่ 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว สมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหาจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะพิพากษาว่าไม่ได้กระทำความผิด ถ้าศาลมีคำพิพากษาว่ากระทำความผิด ให้สมาชิกภาพของสว. ผู้นั้นสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ถ้าผู้ที่ถูกพิพากษาว่าผิดอยู่ในบัญชีสำรอง ให้มีการสั่งลบรายชื่อออกจากบัญชีสำรอง ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภากำหนดว่าจะต้องมีสมาชิกครบองค์ประชุม คือไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่จึงจะดำเนินการประชุมหรือลงมติได้ ยกเว้นในกรณีพิจารณาระเบียบวาระกระทู้ถามที่กำหนดให้มีสมาชิกไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของสมาชิกทั้งหมดจึงถือเป็นองค์ประชุมพิจารณาได้ หากสว. จำนวนมากถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็อาจมีผลให้ไม่สามารถดำเนินการประชุมหรือลงมติได้ ทั้งนี้ ถ้าหากว่า กกต.ชุดใหญ่มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล สว.ที่ถูกกล่าวหาจะยังไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที แต่จะต้องหยุดเมื่อศาลรับคำร้องแล้วเท่านั้น อีกคำถามหนึ่งก็คือ ทิศทางการลงมติของ กกต.ชุดใหญ่ในวันที่ 14 ก.ย. จะส่งผลต่อทิศทางคดีอั้งยี่-ฟอกเงินที่ดีเอสไอหรือไม่ เพราะยังอยู่ในระหว่างการสอบเพิ่มเติม หลังอัยการตีกลับสำนวนเมื่อเดือน ม.ค.ปี 2569  พนิดา สส.พรรค ปชน. ประเมิน 2 ฉากทัศน์ที่น่าจะเป็นไปได้ในฝั่งดีเอสไอ ดังนี้ * หาก กกต.ไม่ส่งฟ้องไปที่ศาล ดีเอสอาจจะเป่าคดีในมือตัวเอง โดยอ้างว่า “ไม่มีความผิดมูลฐาน” * หาก กกต.ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไม่ว่าจะกี่คนก็ตาม มือทำคดีก็จะไม่ได้เป็นคนเบิกความในชั้นศาล ในเมื่อ 2 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ที่อยู่ในชุดพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ซ่องโจร ได้ถูกย้ายไปแล้ว ก่อนหน้านี้เมื่อ 26 ส.ค. 2569 ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม หลังจากนั้นไม่กี่วัน ปลัดคนใหม่ก็เซ็นคำสั่งทันที 2 ฉบับ คำสั่งดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เครือข่ายสีน้ำเงิน หนึ่ง – คำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยอย่างไม่ร้ายแรงต่อ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม DSI กรณีให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับสำนวนโดยไม่ได้รับอนุญาต  เขาผู้นี้เป็นมือทำหลายคดีสำคัญรวมถึงคดีเขากระโดง โดยเจ้าตัวมองว่าคำสั่งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยโดยที่ไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน สอง – คำสั่งย้ายมือทำคดีอั้งยี่-ฟอกเงินจากโกงเลือก สว. ไปเป็นฝ่ายอำนวยการ * เอกรินทร์ ดอนดง และ กิตติพงษ์ เดชาภิวุฒิ เป็นคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน * เอกรินทร์ ยังเป็น 1 ใน 3 พนักงานสอบสวนจากดีเอสไอที่ไปร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 * ส่วนที่มี “ข่าวลือ” ว่าจะถูกย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมบังคับคดี คือ พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีดีเอสไอ ที่เป็นคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ซึ่งเป็น 1 ใน 3 พนักงานสอบสวนดีเอสไอที่ไปร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ต้นเดือน ก.ย. มีกระแสข่าวลือล่าสุดเรื่อง “สลับขั้ว 2 อธิบดี” เปลี่ยนตัวอธิบดีกรมคุมประพฤติ ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล ให้มาคุมดีเอสไอแทน พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ ผู้เป็นหัวหน้าทีมพนักงานสอบสวนดีเอสไอ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างมากว่ามันบังเอิญเข้ามุมการเมืองเสียเหลือเกิน  ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล อยู่ในคณะที่ 36 นี้ด้วย อ้างอิงจากเอกสารที่อดีต กกต. สมชัย นำมาเปิดเผย โดย ร.ต.อ.ปิยะเป็นหนึ่งใน 5 เสียงข้างมากที่ลงมติ “ยกฟ้อง” ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คนจากที่ “คณะที่ 26 เสนอมา  ข่าวลือนี้ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างมาก พริษฐ์ สส.ปชน.มองว่าถ้าเป็นจริง อาจเป็นความพยายามของรัฐบาลในการโยกย้ายข้าราชการเพื่อให้เป็นคุณต่อฝ่ายตัวเองหรือไม่ แม้มุมการเมืองอาจมองได้แบบนั้น แต่แหล่งข่าวระดับสูงในดีเอสไอโต้ข่าวลือนี้ว่า คนพูดอยู่นอก ครม. ส่วนเรื่องตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอก็มีศักดิ์ต่ำกว่าอธิบดีกรมคุมประพฤติ ถ้าย้ายไปจริงจะถือว่าเป็นการลงโทษ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อน กกต. จะลงมติในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ ภาคประชาสังคมออกมาเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้กกต. สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 229 รายโดยไม่มีข้อยกเว้น ไอลอว์ระบุว่าถ้าหาก กกต. สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหารายใด จะมีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้นต่อสาธารณะ นอกจากนี้ยังมีการนัดรวมตัวครั้งสุดท้ายที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. นี้    * ข่าว * การเมือง * คดีฮั้วเลือก สว. * พรรคภูมิใจไทย * คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) * ดีเอสไอ * พรรคประชาชน * ไอลอว์ * พริษฐ์ วัชรสินธุ * ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
dlvr.it
September 8, 2026 at 1:04 PM
รัฐบาลอนุทินกู้ 2 แสนล้าน “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” แต่ไร้ KPI ลดคาร์บอน–ลดพึ่งพา LNG มีแค่แผนซื้อของ
รัฐบาลอนุทินกู้ 2 แสนล้าน “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” แต่ไร้ KPI ลดคาร์บอน–ลดพึ่งพา LNG มีแค่แผนซื้อของ
รัฐบาลอนุทินกู้ 2 แสนล้าน “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” แต่ไร้ KPI ลดคาร์บอน–ลดพึ่งพา LNG มีแค่แผนซื้อของ JustPow auser15 Tue, 2026-09-01 - 07:28 เสวนา JustPow นักวิชาการ ภาคอุตสาหกรรม นักการเมืองกังวล เงินกู้ 2 แสนล้านเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน เน้นซื้อของ ติดตั้งอุปกรณ์ แต่ไม่มีแผนงานระดับโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยประหยัดพลังงาน และไม่มีตัวชี้วัดว่าจะลดคาร์บอนเท่าไร ลดพึ่งพา LNG แค่ไหน ขณะที่ พ.ร.ก. ยังเปิดช่องให้เงินส่วนนี้ถูกนำไปใช้กับโครงการแจกเงินเช่นไทยช่วยไทยพลัสแทน หากเบิกจ่ายไม่ทันกรอบเวลาที่กำหนด เวทีเสวนา “เงินกู้ 2 แสนล้านช่วยเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริงไหม วัดผลอย่างไร” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม  2569 โดย JustPow แพลตฟอร์มสื่อสารประเด็นพลังงานของประเทศไทย เพื่อนำเสนอข้อมูลและอภิปรายเกี่ยวกับ “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569” หรือ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้งบบรรเทาค่าครองชีพประชาชนจำนวน 2 แสนล้านบาท และเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศอีก 2 แสนล้านบาท ผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด, ศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) และ อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กรรมการผู้จัดการ บริษัทอัลติเมทบรรจุภัณฑ์ จำกัด สันติชัย อาภรณ์ศรี ผู้ประสานงาน JustPow นำเสนอข้อมูลจากการสำรวจการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานว่ากระจายไปอย่างน้อย 5 กระทรวงคือ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตร และกระทรวงการคลัง และมีข้อสังเกตว่าเป็นความซ้ำซ้อนกับการใช้งบประมาณประจำปี เพราะในร่างงบประมาณประจำปี 2570 ก็มีโครงการการใช้งบประมาณที่มีรูปแบบไม่แตกต่างกัน  เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ตั้งงบประมาณโครงการประปาโซลาร์ในร่างงบปี 2570 เอาไว้อยู่แล้ว หรือกระทรวงการคลังที่ก็มีงบประมาณในโครงการเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2567-2570) อยู่แล้ว  นอกจากนี้ ยังมีคำถามกับความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการขาดดุลการค้ากว่า 40,000 ล้านบาท จากการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์จากจีน เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่ที่คาดว่าจะใช้งบเงินกู้ 2 แสนล้านนั้น เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานแสงอาทิตย์ โดยที่โครงการทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีคำอธิบายไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงของการเปลี่ยนผ่านโดยลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่การวางโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน สฤณีตั้งคำถาม เงินกู้นี้นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริงหรือไม่    สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) ย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ได้หมายถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์จำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่การเปลี่ยนผ่านพลังงานตามแผน NCD 3.0 ของประเทศไทยนั้น ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านพลังงานคือการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงาน ซึ่งเป็นการ ลด ละ เลิก ฟอสซิล ดังนั้นการส่งเสริมให้ติดตั้งโซลาร์หรือรถ EV เพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกเสมอไป หากในเวลาเดียวกันประเทศยังไม่มีแผนปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ชัดเจน และยังเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มเติมคู่ขนานกันไป สฤณีเสริมว่า หากรัฐบาลส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์โดยไม่มีการพูดถึงการจัดหาแบตเตอรี่ ก็อาจกลายเป็นข้ออ้างให้ภาครัฐต้องเพิ่มโรงไฟฟ้าสำรองเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศในอนาคต ในแง่การใช้เงินกู้ สฤณีเสนอกรอบคิด 3 ข้อว่าไม่ควรใช้ไปกับอะไร ได้แก่ 1) ไม่ควรใช้เงินกับโครงการที่สามารถจัดหาเงินทุนได้เองอยู่แล้วตามกรอบงบประมาณปกติ 2) ไม่ควรนำเงินกู้ไปอุดหนุนกลุ่มคนที่มีกำลังจ่าย เช่น การออกเงินดาวน์ติดตั้งโซลาร์เซลล์ 50,000 บาทให้กับผู้ที่มีกำลังซื้อสูง ควรเปลี่ยนไปมุ่งเน้นการสนับสนุนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ขาดหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธนาคารแทน ผ่านการผลักดันแนวคิดระบบ On-bill Financing และ 3) การใช้เงินที่ไม่ก่อให้เกิดสินทรัพย์หรือไม่ช่วยลดภาระผูกพันในระบบ ควรนำเงินไปใช้ในการลงทุนระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) และมิเตอร์อัจฉริยะ หรือนำเงินไปเจรจาต่อรองเรื่องค่าความพร้อมจ่ายกับภาคเอกชน หากเงินกู้ที่ใช้ไปไม่ตอบโจทย์ในการสร้างสินทรัพย์หรือลดภาระหนี้สินเหล่านี้ ก็จะถือเป็นการเสียเปล่างบประมาณโดยไม่เกิดประโยชน์ต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง “ปัญหาหนึ่งของระบบรัฐบ้านเราคือ การตั้ง KPI มักจะตั้งที่ ‘Output’ เช่น ให้ติดโซลาร์ก็ไปนับว่าติดได้กี่หลังคาเรือน ทั้งที่ความเป็นจริงสิ่งที่เราต้องการคือ ‘Outcome’ หรือผลลัพธ์ระยะยาว ต้องวัดได้ว่าภาระค่าไฟของประชาชนลดลงแค่ไหน ถ้าเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็ต้องวัดได้ว่าช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไหร่ การเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นประเด็นระยะยาว ยิ่งจำเป็นต้องมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน” สุดท้าย สฤณี เสนอ 3 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ 1) การลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงาน ต้องวัดไปเรื่อยๆ ตามเป้าหมาย NDC 3.0 ปี 2035 2) การลดการพึ่งพิงพลังงานนำเข้า เช่น ปริมาณหรือมูลค่าการนำเข้า LNG ที่ควรลดลงจากตัวเลขปัจจุบัน และ 3) ความเป็นธรรมในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ควรวัดแค่จำนวนแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรม แต่ต้องวัดผลลัพธ์จริง เช่น มีงานใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดกี่ตำแหน่ง และรายได้ของแรงงานเหล่านั้นไม่ลดลงหรือดีขึ้นหรือไม่ ศุภโชติเรียกร้องรัฐบาล กำหนดตัวชี้วัดที่มีคุณภาพ เงินกู้ 2 แสนล้านบาทต้องแลกกับอะไร    ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า เป้าหมายในการกู้เงินสองแสนล้านบาทครั้งนี้ควรเป็นการป้องกันมากกว่าการบรรเทาปัญหา ซึ่งวงจรการเกิดวิกฤติพลังงานมักจะเกิดขึ้นทุก 8-10 ปี แต่ประเทศไทยมักใช้วิธีบรรเทาปัญหา แทนที่จะป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ศุภโชติตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพของโครงการด้านพลังงานที่อยู่ในงบประมาณเงินกู้สองแสนล้านบาท เนื่องจากพบว่า มีหลายโครงการที่ไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ พร้อมยกตัวอย่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมชลประทานที่ของบฯ 20,000 ล้านบาท เมื่อถามว่าเอาไปทำอะไรก็บอกว่ายังไม่มีรายละเอียดโครงการ มีแต่ชื่อและยอดเงิน แต่รายละเอียดโครงการยังไม่มีเลย นี่คือความไม่ชัดเจนของหน่วยงาน เราจะเห็นถึงความกระจัดกระจาย ความสะเปะสะปะในการทำโครงการขึ้นมาเพื่อขอเงินกู้ก้อนนี้” ศุภโชติเสนอว่า ตั้งคำถามกับโครงการต่างๆ ว่า มีความโปร่งใสมากน้อยแค่ไหน อยากให้รัฐบาลมองไปที่ตัวชี้วัดว่าถ้าใช้เงินสองแสนล้านบาทเข้าระบบแล้วจะได้อะไรคืนกลับมา ควรมีตัวชี้วัดที่ดีเพื่อให้การใช้เงินและการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด นอกจากนี้ศุภโชติยังตั้งข้อสังเกตว่า หากใช้งบ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่หมด ก็อาจจะมีการโยกมาใช้กับโครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟสต่อไปก็ได้ เพราะกระทรวงการคลังให้ข้อมูลว่า หากมีโครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟส 3 เกิดขึ้น จะต้องใช้เงินเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากเงินเหลือจากเงินกู้สองแสนล้านก้อนแรก 25,000 ล้านบาท แต่ยังต้องการอีก 25,000 ล้านบาท ที่อาจจะเอามาจากงบเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เหลือได้ ตรีรัตน์ฟันธง เป้าหมายติดตั้งโซลาร์ 1 ล้านหลังคาเรือนภายในปี 2570 เป็นไปไม่ได้   ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด ชี้ว่า เป้าหมายที่จะสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน (ประมาณ 5,000 MW) ให้เสร็จภายในปี 2570 ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เนื่องจากตลาดกำลังเผชิญปัญหาอุปทานขาดแคลน โดยเฉพาะ “อินเวอร์เตอร์” (Inverter) ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และเจอปัญหาขีดความสามารถที่มีช่างติดตั้งทั่วประเทศไม่เพียงพอ ต่อการติดตั้งวันละ 2,800 หลังคาเรือน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ “1 ล้านหลังคาเรือนไม่น่าเป็นไปได้ ผมได้คุยกับบริษัทผลิต Inverter เขาไม่ได้มีของมากขนาดนั้น ปีนี้ประเทศไทยมีการติดโซลาร์ 700 MW แต่จากโครงการนี้ 1 ล้านหลังคา คือประมาณ 5,000 MW สต๊อกมีไม่ถึงแน่นอน  หากเราจะติด 1 ล้านหลังคาเรือนภายในปี 2570 เราต้องติดวันละประมาณ 2,800 หลังคาเรือน เราจะมีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ามาขนานไฟพอไหมวันละ 2,800 หลัง ไม่มีทาง ผมให้เต็มที่ 200,000-250,000 ครัวเรือน” นอกจากนี้ หากไม่มีระบบกักเก็บพลังงาน หรือระบบแบตเตอรี่ จะยิ่งซ้ำเติมปรากฏการณ์ California’s duck curve ส่งผลให้โรงไฟฟ้าหลักต้องหยุดเดินเครื่องช่วงกลางวัน แต่ประชาชนที่ไม่ได้ติดโซลาร์เซลล์ต้องมาร่วมแบกรับภาระต้นทุนค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) ในช่วงค่ำ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ หากเป้าหมายโซลาร์รูฟท็อปทำไม่ทัน งบประมาณอาจจะถูกหว่านไปจัดซื้ออุปกรณ์ปลีกย่อย เช่น ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ รถเมล์ EV หรือเสาไฟโซลาร์เซลล์ ซึ่งเสี่ยงต่อการล็อกสเปกและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง มากกว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ตรีรัตน์เสนอว่า แทนที่รัฐบาลจะมุ่งกู้เงินมาจัดซื้อครุภัณฑ์ รัฐบาลควรนำงบประมาณไปปรับโครงสร้างพื้นฐานและคิดเรื่องแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เช่น การเจรจาปลดระวางหรือแก้ไขสัญญาโรงไฟฟ้าเก่าที่รับซื้อในราคาแพง ตลอดจนเปิดเสรีระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access / TPA) เพื่อลดการผูกขาดของรัฐวิสาหกิจ และการบูรณาการข้อมูลผ่านผู้ควบคุมระบบโครงข่าย (System Operator: SO)  อิศเรศหวัง จะทุ่มงบไปที่โครงสร้างขั้นพื้นฐาน   อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กรรมการผู้จัดการ บริษัทอัลติเมทบรรจุภัณฑ์ จำกัด แสดงความกังวลเกี่ยวกับเงินกู้สองแสนล้านอาจจะถูกใช้ได้อย่างไม่คุ้มค่า เนื่องจากยังไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน และมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและสร้างปัญหาไม่รู้จบ “ผมไม่อยากเห็นโครงการสองแสนล้านบาท สร้างหนี้สร้างสินจากการแก้ปัญหาแล้วไม่รู้จบ เป็นลิงพันแห… ผมไม่อยากเห็นโครงการที่ตั้งความสงสัย เคลือบแคลงในการที่จะต้องมามองว่าต้นทุนมันคุ้มค่า แข่งขันได้กับต่างประเทศหรือเปล่า” นอกจากนี้อิศเรศเสนอว่าในการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานเพื่อให้หลุดพ้นจากกลุ่มทุนใหญ่ทางพลังงาน ต้องเริ่มต้นด้วยการติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องและต้องโปร่งใสในโครงการเงินกู้สองแสนล้าน รวมถึงยกตัวอย่างการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของหน่วยงานภาครัฐ รัฐควรกำหนดราคากลางเป็นเกณฑ์มาตรฐานให้ทุกหน่วยงานใช้เป็นราคาอ้างอิงในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ รวมถึงการจัดทำระบบ “Appoved Vendor List” ขึ้นทะเบียนรายชื่อผู้ติดตั้งและให้บริการโซลาร์เซลล์ที่ผ่านมาตรฐาน เพื่อให้หน่วยงานรัฐเลือกผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในการติดตั้งและการใช้งาน   เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ JustPow * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท * JustPow * พลังงาน
dlvr.it
September 1, 2026 at 12:31 AM
รัฐบาลอนุทินกู้ 2 แสนล้าน “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” แต่ไร้ KPI ลดคาร์บอน–ลดพึ่งพา LNG มีแค่แผนซื้อของ
รัฐบาลอนุทินกู้ 2 แสนล้าน “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” แต่ไร้ KPI ลดคาร์บอน–ลดพึ่งพา LNG มีแค่แผนซื้อของ JustPow auser15 Tue, 2026-09-01 - 07:28 เสวนา JustPow นักวิชาการ ภาคอุตสาหกรรม นักการเมืองกังวล เงินกู้ 2 แสนล้านเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน เน้นซื้อของ ติดตั้งอุปกรณ์ แต่ไม่มีแผนงานระดับโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยประหยัดพลังงาน และไม่มีตัวชี้วัดว่าจะลดคาร์บอนเท่าไร ลดพึ่งพา LNG แค่ไหน ขณะที่ พ.ร.ก. ยังเปิดช่องให้เงินส่วนนี้ถูกนำไปใช้กับโครงการแจกเงินเช่นไทยช่วยไทยพลัสแทน หากเบิกจ่ายไม่ทันกรอบเวลาที่กำหนด เวทีเสวนา “เงินกู้ 2 แสนล้านช่วยเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริงไหม วัดผลอย่างไร” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม  2569 โดย JustPow แพลตฟอร์มสื่อสารประเด็นพลังงานของประเทศไทย เพื่อนำเสนอข้อมูลและอภิปรายเกี่ยวกับ “พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569” หรือ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้งบบรรเทาค่าครองชีพประชาชนจำนวน 2 แสนล้านบาท และเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศอีก 2 แสนล้านบาท ผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด, ศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) และ อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กรรมการผู้จัดการ บริษัทอัลติเมทบรรจุภัณฑ์ จำกัด สันติชัย อาภรณ์ศรี ผู้ประสานงาน JustPow นำเสนอข้อมูลจากการสำรวจการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานว่ากระจายไปอย่างน้อย 5 กระทรวงคือ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตร และกระทรวงการคลัง และมีข้อสังเกตว่าเป็นความซ้ำซ้อนกับการใช้งบประมาณประจำปี เพราะในร่างงบประมาณประจำปี 2570 ก็มีโครงการการใช้งบประมาณที่มีรูปแบบไม่แตกต่างกัน  เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ตั้งงบประมาณโครงการประปาโซลาร์ในร่างงบปี 2570 เอาไว้อยู่แล้ว หรือกระทรวงการคลังที่ก็มีงบประมาณในโครงการเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2567-2570) อยู่แล้ว  นอกจากนี้ ยังมีคำถามกับความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการขาดดุลการค้ากว่า 40,000 ล้านบาท จากการนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์เซลล์จากจีน เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่ที่คาดว่าจะใช้งบเงินกู้ 2 แสนล้านนั้น เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานแสงอาทิตย์ โดยที่โครงการทั้งหมดนี้ ไม่ได้มีคำอธิบายไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงของการเปลี่ยนผ่านโดยลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่การวางโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน สฤณีตั้งคำถาม เงินกู้นี้นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริงหรือไม่    สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT) ย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ได้หมายถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์จำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่การเปลี่ยนผ่านพลังงานตามแผน NCD 3.0 ของประเทศไทยนั้น ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านพลังงานคือการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงาน ซึ่งเป็นการ ลด ละ เลิก ฟอสซิล ดังนั้นการส่งเสริมให้ติดตั้งโซลาร์หรือรถ EV เพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกเสมอไป หากในเวลาเดียวกันประเทศยังไม่มีแผนปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ชัดเจน และยังเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มเติมคู่ขนานกันไป สฤณีเสริมว่า หากรัฐบาลส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์โดยไม่มีการพูดถึงการจัดหาแบตเตอรี่ ก็อาจกลายเป็นข้ออ้างให้ภาครัฐต้องเพิ่มโรงไฟฟ้าสำรองเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศในอนาคต ในแง่การใช้เงินกู้ สฤณีเสนอกรอบคิด 3 ข้อว่าไม่ควรใช้ไปกับอะไร ได้แก่ 1) ไม่ควรใช้เงินกับโครงการที่สามารถจัดหาเงินทุนได้เองอยู่แล้วตามกรอบงบประมาณปกติ 2) ไม่ควรนำเงินกู้ไปอุดหนุนกลุ่มคนที่มีกำลังจ่าย เช่น การออกเงินดาวน์ติดตั้งโซลาร์เซลล์ 50,000 บาทให้กับผู้ที่มีกำลังซื้อสูง ควรเปลี่ยนไปมุ่งเน้นการสนับสนุนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ขาดหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธนาคารแทน ผ่านการผลักดันแนวคิดระบบ On-bill Financing และ 3) การใช้เงินที่ไม่ก่อให้เกิดสินทรัพย์หรือไม่ช่วยลดภาระผูกพันในระบบ ควรนำเงินไปใช้ในการลงทุนระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) และมิเตอร์อัจฉริยะ หรือนำเงินไปเจรจาต่อรองเรื่องค่าความพร้อมจ่ายกับภาคเอกชน หากเงินกู้ที่ใช้ไปไม่ตอบโจทย์ในการสร้างสินทรัพย์หรือลดภาระหนี้สินเหล่านี้ ก็จะถือเป็นการเสียเปล่างบประมาณโดยไม่เกิดประโยชน์ต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง “ปัญหาหนึ่งของระบบรัฐบ้านเราคือ การตั้ง KPI มักจะตั้งที่ ‘Output’ เช่น ให้ติดโซลาร์ก็ไปนับว่าติดได้กี่หลังคาเรือน ทั้งที่ความเป็นจริงสิ่งที่เราต้องการคือ ‘Outcome’ หรือผลลัพธ์ระยะยาว ต้องวัดได้ว่าภาระค่าไฟของประชาชนลดลงแค่ไหน ถ้าเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็ต้องวัดได้ว่าช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไหร่ การเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นประเด็นระยะยาว ยิ่งจำเป็นต้องมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน” สุดท้าย สฤณี เสนอ 3 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ 1) การลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงาน ต้องวัดไปเรื่อยๆ ตามเป้าหมาย NDC 3.0 ปี 2035 2) การลดการพึ่งพิงพลังงานนำเข้า เช่น ปริมาณหรือมูลค่าการนำเข้า LNG ที่ควรลดลงจากตัวเลขปัจจุบัน และ 3) ความเป็นธรรมในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ควรวัดแค่จำนวนแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรม แต่ต้องวัดผลลัพธ์จริง เช่น มีงานใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดกี่ตำแหน่ง และรายได้ของแรงงานเหล่านั้นไม่ลดลงหรือดีขึ้นหรือไม่ ศุภโชติเรียกร้องรัฐบาล กำหนดตัวชี้วัดที่มีคุณภาพ เงินกู้ 2 แสนล้านบาทต้องแลกกับอะไร    ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า เป้าหมายในการกู้เงินสองแสนล้านบาทครั้งนี้ควรเป็นการป้องกันมากกว่าการบรรเทาปัญหา ซึ่งวงจรการเกิดวิกฤติพลังงานมักจะเกิดขึ้นทุก 8-10 ปี แต่ประเทศไทยมักใช้วิธีบรรเทาปัญหา แทนที่จะป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ศุภโชติตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพของโครงการด้านพลังงานที่อยู่ในงบประมาณเงินกู้สองแสนล้านบาท เนื่องจากพบว่า มีหลายโครงการที่ไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ พร้อมยกตัวอย่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมชลประทานที่ของบฯ 20,000 ล้านบาท เมื่อถามว่าเอาไปทำอะไรก็บอกว่ายังไม่มีรายละเอียดโครงการ มีแต่ชื่อและยอดเงิน แต่รายละเอียดโครงการยังไม่มีเลย นี่คือความไม่ชัดเจนของหน่วยงาน เราจะเห็นถึงความกระจัดกระจาย ความสะเปะสะปะในการทำโครงการขึ้นมาเพื่อขอเงินกู้ก้อนนี้” ศุภโชติเสนอว่า ตั้งคำถามกับโครงการต่างๆ ว่า มีความโปร่งใสมากน้อยแค่ไหน อยากให้รัฐบาลมองไปที่ตัวชี้วัดว่าถ้าใช้เงินสองแสนล้านบาทเข้าระบบแล้วจะได้อะไรคืนกลับมา ควรมีตัวชี้วัดที่ดีเพื่อให้การใช้เงินและการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด นอกจากนี้ศุภโชติยังตั้งข้อสังเกตว่า หากใช้งบ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่หมด ก็อาจจะมีการโยกมาใช้กับโครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟสต่อไปก็ได้ เพราะกระทรวงการคลังให้ข้อมูลว่า หากมีโครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟส 3 เกิดขึ้น จะต้องใช้เงินเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากเงินเหลือจากเงินกู้สองแสนล้านก้อนแรก 25,000 ล้านบาท แต่ยังต้องการอีก 25,000 ล้านบาท ที่อาจจะเอามาจากงบเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เหลือได้ ตรีรัตน์ฟันธง เป้าหมายติดตั้งโซลาร์ 1 ล้านหลังคาเรือนภายในปี 2570 เป็นไปไม่ได้   ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด ชี้ว่า เป้าหมายที่จะสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน (ประมาณ 5,000 MW) ให้เสร็จภายในปี 2570 ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เนื่องจากตลาดกำลังเผชิญปัญหาอุปทานขาดแคลน โดยเฉพาะ “อินเวอร์เตอร์” (Inverter) ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และเจอปัญหาขีดความสามารถที่มีช่างติดตั้งทั่วประเทศไม่เพียงพอ ต่อการติดตั้งวันละ 2,800 หลังคาเรือน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ “1 ล้านหลังคาเรือนไม่น่าเป็นไปได้ ผมได้คุยกับบริษัทผลิต Inverter เขาไม่ได้มีของมากขนาดนั้น ปีนี้ประเทศไทยมีการติดโซลาร์ 700 MW แต่จากโครงการนี้ 1 ล้านหลังคา คือประมาณ 5,000 MW สต๊อกมีไม่ถึงแน่นอน  หากเราจะติด 1 ล้านหลังคาเรือนภายในปี 2570 เราต้องติดวันละประมาณ 2,800 หลังคาเรือน เราจะมีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ามาขนานไฟพอไหมวันละ 2,800 หลัง ไม่มีทาง ผมให้เต็มที่ 200,000-250,000 ครัวเรือน” นอกจากนี้ หากไม่มีระบบกักเก็บพลังงาน หรือระบบแบตเตอรี่ จะยิ่งซ้ำเติมปรากฏการณ์ California’s duck curve ส่งผลให้โรงไฟฟ้าหลักต้องหยุดเดินเครื่องช่วงกลางวัน แต่ประชาชนที่ไม่ได้ติดโซลาร์เซลล์ต้องมาร่วมแบกรับภาระต้นทุนค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) ในช่วงค่ำ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ หากเป้าหมายโซลาร์รูฟท็อปทำไม่ทัน งบประมาณอาจจะถูกหว่านไปจัดซื้ออุปกรณ์ปลีกย่อย เช่น ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ รถเมล์ EV หรือเสาไฟโซลาร์เซลล์ ซึ่งเสี่ยงต่อการล็อกสเปกและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง มากกว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ตรีรัตน์เสนอว่า แทนที่รัฐบาลจะมุ่งกู้เงินมาจัดซื้อครุภัณฑ์ รัฐบาลควรนำงบประมาณไปปรับโครงสร้างพื้นฐานและคิดเรื่องแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เช่น การเจรจาปลดระวางหรือแก้ไขสัญญาโรงไฟฟ้าเก่าที่รับซื้อในราคาแพง ตลอดจนเปิดเสรีระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access / TPA) เพื่อลดการผูกขาดของรัฐวิสาหกิจ และการบูรณาการข้อมูลผ่านผู้ควบคุมระบบโครงข่าย (System Operator: SO)  อิศเรศหวัง จะทุ่มงบไปที่โครงสร้างขั้นพื้นฐาน   อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กรรมการผู้จัดการ บริษัทอัลติเมทบรรจุภัณฑ์ จำกัด แสดงความกังวลเกี่ยวกับเงินกู้สองแสนล้านอาจจะถูกใช้ได้อย่างไม่คุ้มค่า เนื่องจากยังไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน และมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและสร้างปัญหาไม่รู้จบ “ผมไม่อยากเห็นโครงการสองแสนล้านบาท สร้างหนี้สร้างสินจากการแก้ปัญหาแล้วไม่รู้จบ เป็นลิงพันแห… ผมไม่อยากเห็นโครงการที่ตั้งความสงสัย เคลือบแคลงในการที่จะต้องมามองว่าต้นทุนมันคุ้มค่า แข่งขันได้กับต่างประเทศหรือเปล่า” นอกจากนี้อิศเรศเสนอว่าในการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานเพื่อให้หลุดพ้นจากกลุ่มทุนใหญ่ทางพลังงาน ต้องเริ่มต้นด้วยการติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องและต้องโปร่งใสในโครงการเงินกู้สองแสนล้าน รวมถึงยกตัวอย่างการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของหน่วยงานภาครัฐ รัฐควรกำหนดราคากลางเป็นเกณฑ์มาตรฐานให้ทุกหน่วยงานใช้เป็นราคาอ้างอิงในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ รวมถึงการจัดทำระบบ “Appoved Vendor List” ขึ้นทะเบียนรายชื่อผู้ติดตั้งและให้บริการโซลาร์เซลล์ที่ผ่านมาตรฐาน เพื่อให้หน่วยงานรัฐเลือกผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในการติดตั้งและการใช้งาน   เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ JustPow * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท * JustPow * พลังงาน
dlvr.it
September 1, 2026 at 12:31 AM