#วิกฤติพลังงาน
ไม่รุนางแบกมั้ย แต่วิกฤติพลังงานขนาดนี้มึงยังจะเอาแค่เติมเชน 😭​
April 6, 2026 at 4:27 PM
สหรัฐคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันแห่งชาติคิวบา ซ้ำเติมวิกฤติพลังงาน

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5938741/
#สหรัฐ #วิกฤติพลังงาน
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
June 12, 2026 at 3:10 AM
เผื่อในอนาคตเกิดวิกฤติ อย่างน้อยยังมีพลังงานสำรอง มองโลกแง่บวก
May 27, 2025 at 2:36 AM
วิกฤติพลังงานขนาดนี้ เราก็ยังจะตะบี้ตะบันใช้ไฟฟ้าใช้ทรัพยากรกันไปเรื่อยเปื่อยขนาดนี้ 😔
May 3, 2026 at 3:03 PM
พูดถึงวทซย.ละก็นึกถึงท็อปปิคที่คุยในคลาส (เกือบเอาไปเขียนบทความละ แต่เบรกเอี๊ยดก่อน) ว่าหนังสายลับ/จารกรรมของตต.มันมักสะท้อนภาพสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในเวลานั้นออกมา ของวทซย.นี่ชัดมากเลยว่าเป็นเรื่องการสอดส่องจนอาจไปถึงระดับละเมิดสิทธิ์จากรัฐ หรือบอนด์ที่ถ้าไล่มาเรื่อยๆ จะเห็นค่อนข้างชัดว่ามีตั้งแต่นิวเคลียร์ วิกฤติพลังงาน การสอดส่องของรัฐ อาวุธชีวภาพ
May 20, 2025 at 3:56 PM
เวลามีปัญหาในหลายๆทางที่รู้สึกว่าวิกฤติแน่ๆ ชอบแวะมานั่งบ่นให้กงฟัง ด้วยประติมานแต่ละปางก็มีพลังงานแบบตัวเองอยุ่ปางสำเร็จจากคนเคยแสบก็มีวิธีจัดการในแบบของเค้า ในทางจิตวิทยาก็เหมือนการได้ระบายได้จัดลำดับความคิดตัวเองเรียบรียงอีกรอบเพื่อเล่าออกมา แต่อีกทางนึงก็เผื่อให้พลังงานอื่นถ้าได้ฟังละเอ็นดูลูกหลานแวะมาเคาะสมองให้มั่งนะว่าทางออกอยุ่ประตูไหน
December 14, 2024 at 12:16 PM
'วีระยุทธ' วิจารณ์รัฐบาลอนุทินเป็น "ระบอบปิดตาธิปไตย" ทำนโยบายไม่แก้วิกฤตน้ำมัน มีประโยชน์ทับซ้อน
'วีระยุทธ' วิจารณ์รัฐบาลอนุทินเป็น "ระบอบปิดตาธิปไตย" ทำนโยบายไม่แก้วิกฤตน้ำมัน มีประโยชน์ทับซ้อน admin666 Thu, 2026-04-09 - 14:20 รองหัวหน้าพรรคประชาชนวิจาร์รัฐบาลอนุทินแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันตามหลังประชาชน ไม่มีนโยบายเร่งด่วนมาแก้ นโยบายพลังงานสะเปะสะปะ ไม่ตอบความกังวลของประชาชนและภาคธุรกิจ เรียกรัฐบาลอนุทินเป็น "ระบอบปิดตาธิปไตย" ส่วนผสมบ้านใหญ่บวกเทคโนแครต แต่ทั้งสองฝ่ายต่างหลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านนโยบายน่ากังขา 9 เม.ย.2569 รัฐสภา ในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลจากบทบาทที่่ผ่านมาในการแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันที่เดินตามหลังประชาชนและทำช้าไป 5 สัปดาห์ในการยอมรับว่าเป็นวิกฤติ ช้าไป 4 สัปดาห์ในการตรวจสอบค่าการกลั่นน้ำมัน และกว่าจะเริ่มจับตัวผู้กักตุนน้ำมันช้าไป 3 สัปดาห์ และยังเห็นชัดเจนในคำแถลงนโยบายที่ทำเหมือนว่าสถานการณ์โลกตอนนี้เหมือนว่าโลกยังปกติที่ย้อนไป 2-3 ปีที่แล้ว และไม่รู้ร้อนรู้หนาวความเดือดร้อนของประชาชน “ในการเขียนนโยบายก็เดาได้ไม่ยากว่า ใช้เนื้อหาเดิมที่เตรียมไว้ตั้งแต่หลังเลือกตั้งเอามาแปะรวมกันแล้วเพิ่ม 1 ย่อหน้าเติมเรื่องวิกฤติการณ์ตะวันออกลางเข้าไป เหมือนนักเรียนทำรายงานกลุ่มค้างเอาไว้แล้วพอโลกวุ่นวายขึ้นมาไม่รู้จะปรับยังไงเติมเข้าไป 1 ย่อหน้าแล้วกัน หวังว่าคุณครูจะเข้าใจ”  วีระยุทธ กล่าวว่าตอนนี้ประชาชนกำลังต้องการความชัดเจนทิศทางนโยบายว่ารัฐบาลจะทำอย่างไรกับปัญหาราคาน้ำมัน เช่น การจัดหมวดนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมัน บอกให้ชัดว่าจะชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน จะช่วยกลุ่มเปราะบางอย่างไร ออกบัตรเครดิตพลังงานหรือไม่ และเรื่องที่เขายกมาเป้นตัวอย่างนี้คือนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ตั้งแต่ปี 2554 แต่เรื่องเหล่านี้กลับไม่มีอยู่ในนโยบายของรัฐบาลอนุทิน สถานการณ์ปั่นป่วนเช่นนี้ประชาชนและภาคธุรกิจจะเบาใจก็ต่อเมื่อรัฐบาลบอกให้ชัดแยกนโยบายเร่งด่วนออกมา แต่อ่านแล้วไม่เห็นภาพว่ารัฐบาลอนุทินจะแก้ปัญหาอย่างไร  วีระยุทธยังกล่าวต่อไปว่าประชาชนและภาคธุรกิจเวลานี้ก็ยังอยากรู้ด้วยว่าจะจัดการกับโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างไรในส่วนที่อยู่ในอำนาจของรัฐบาล ทั้งภาษีสรรพสามิตที่ ค่าการกลั่นที่นมาถึง 17 บาทแล้วรัฐบาลจะใช้วิธีขอส่วนลดหน้าโรงกลั่นเท่านั้นหรือจะใช้ “ภาษีลาภลอย” เผื่อไปถึงอนาคตด้วยและรัฐบาลในปี 2565 ก็เคยทำการศึกษาแนวทางนี้ไปแล้วทั้งที่เวลานั้นเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ก็เป็นอธิบดีในกระทรวงการคลังอยู่ด้วยทำไมต้องกลับไปเริ่มต้นศึกษากันใหม่อีก นอกจากเรื่องเร่งด่วนแล้ว ประชาชนยังคาดหวังมาตรการระยะกลางด้วยที่จะต้องมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อนว่าจะเกิดสถานการณ์ที่แย่ที่สุดว่าหากสงครามลากยาวออกไป 4-5 เดือนระบบการผลิตน้ำมันและก๊าซถูกทำลายส่งผลต่อเนื่องไปตลอดปี 2569 จะทำอย่างไร เพราะผลกระทบเป็นลูกโซ่ แต่ต้องมีโฟกัสในการแก้ปัญหา  ภาคอุตสาหกรรม ด้านการนำเข้า เม็ดพลาสติกขาดแน่ส่งผลต่อขวด ถุงพลาสติก สี และการก่อสร้าง ส่วนขาส่งออกมี 5 ตัวที่ต้องเฝ้าระวังคือรถยนต์นั่ง รถบรรทุก เครื่องปรับอากาศ ผลติภัณฑ์ไม้ และผ้าไหมที่พึ่งพาการส่งออกไปตะวันออกกลางสูง ที่รัฐบาลจะต้องเชิญภาคอุตสาหกรรมมารับฟังปัญหาล่วงหน้าได้ ภาคบริการและการท่องเที่ยว มีนาคมเที่ยวบินหายไป 65 %  นักท่องเที่ยวที่มาทางอากาศลดลงแน่นอน แต่ข่าวดีคือที่มาทางบกกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก็ต้องทำโปรโมชั่นสำหรับกลุ่มนี้อย่างไร ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาทางนี้มีตัวเลขเพิ่มขึ้นคือ อินเดีย จีน และมาเลเซีย  ภาคเกษตร ปุ๋ยขาดต้องหาแหล่งนำเข้าใหม่ที่รัฐบาลอาจจะเริ่มทำไปแล้ว แต่อาหารทะเลที่เริ่มขาดเพราะเรือออกไปทำประมงน้อยลงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รัฐบาลควรมีมาตรการที่จะทำให้เรือประมงออกไปมากขึ้น  นอกจากนั้นยังต้องเฝ้าระวังการกักตุนปาล์มที่กำลังจะมีการแย่งกันซื้อ ด้านส่งออกมีข้าวและทูน่าที่พึ่งพาตะวันออกกลางสูง วีระยุทธ ยังเสนอว่าจะต้องมีนโยบายเชิงรุกว่าหลังจากออกจากวิกฤตแล้วจะทำอย่างไรต่อด้วย คือรัฐบาลจะต้องมีภารกิจในการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานที่หมายถึงจะต้องมีพลังงานเพียงพอ มีต่อเนื่อง ราคาเอื้อมถึง ที่ทำไปพร้อมกันด้วยการปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ทั้งสามด้านนี้ต้องไปในทิศทางเดียวกันมีจุดหมายเดียวกันไม่ใช่สะเปะสะปะแบบในคำแถลงนโยบายนี้ ซึ่งเขาเสนอว่าจะต้องทำทั้ง 3 เรื่องพร้อมกัน ดังนี้  * ปรับโครงสร้างพลังงาน  โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ(สมาร์ทกริดจ์) ต้องเริ่มให้ทุกครัวเรือนมีสมาร์ทมิเตอร์เปลี่ยนระบบสถานีไฟฟ้าให้เป็นดิจิทัล เพิ่มแหล่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคอื่นมากขึ้น การผลิตไฟฟ้าล้นเกินต้องแก้ไข ค่าพร้อมจ่ายจะแก้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพื่อไม่ให้ประชาชนและภาคธุรกิจแบกรับราคาอย่างทุกวันนี้ * เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ที่คำแถลงนโยบายตั้งเป้าเนตซีโร่ไว้ปีค.ศ. 2050 เป็นเป้าหมายที่ไกลมากแต่ไม่มีการกำหนดว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้นในแต่ละปีเท่าไหร่ ก็ทำให้ไม่เห็นว่าจะไปถึงเป้าหมายในปี 2050 ได้อย่างไร และจะต้องเปิดเสรีซ้อขายไฟฟ้าให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีสิทธิเลือกผู้ขายไฟเองได้ โควต้ารับซื้อไฟฟ้าต้องเพิ่มจาก 90 เมกะวัตต์เป็น 1,500 เมกะวัตต์ได้แล้ว ส่วนการติดโซลาร์เซลล์คนไม่มีความพร้อมในการลงทุนเปลี่ยนดังนั้นจะต้องเปิดให้คนสามารถจ่ายบิลผ่านค่าไฟฟ้า(On bill finance) ได้ถึงจะทำให้ประชาชนปรับตัวได้ ไม่ใช่แค่รัฐบาลขอความร่วมมือ * เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จะต้องมีนโยบายที่ช่วยหนุนให้เกิดการตั้งตึกใหม่ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น แล้วต้อส่งเสริมหรือบังคับให้ห้างขนาดใหญ่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง “ต้องไม่ใช้กลไกรัฐกลไกมหาไทยบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดไม่ได้หรอก ต้องทำให้คนรู้สึกร่วมกันว่าเป็นฉันทามติใหม่นี่คือบ้านที่จะปลอดภัยมากขึ้นเพราะความมั่นคงทางพลังงานจะสร้างงานใหม่งานดีให้สังคมไทย ความมั่นคงทางพลังงานจะทำให้ไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้ ความมั่นคงทางพลังงานจะทำให้เราทุกคนอยู่ในสภาพแวดล้อมดีขึ้นหายใจได้รับอากาศบริสุทธิ์ไปด้วยกัน” วีระยุทธกล่าวว่าการทำนโยบายในภาวะวิกฤตต้องมีภารกิจเชิงรุกด้วยเพื่อให้ทุกคนทุกองคาพยพเห็นเป้าหมายเดียวกัน รู้ชัดเจนว่าจะมีทิศทางอย่างไร มีความปลอดภัยมีความมั่นคงทางพลังงานมากกว่าเดิม  นอกจากนั้นเขายังได้กล่าวถึงความสำเร็จของการทำนโยบายของรัฐบาลว่าจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยทำให้เห็นแล้วว่าเกิดจากส่วนผสมของแต่รัฐบาลนั้นๆ และสภาพของรัฐบาลไทยขณะนี้ที่เห็นแล้วว่าเป็นการผสมกันระหว่างการเมืองบ้านใหญ่กับเทคโนแครตที่ต่างก็มีข้อดีข้อเสียในตัวเอง แต่เมื่อรวมกันต่างฝ่ายต่างยอมปิดตาข้างหนึ่ง และเขาเรียกว่าเป็น “ระบอบปิดตาธิปไตย” “การเมืองบ้านใหญ่มีจุดเด่นอยู่ที่ความใจถึงพึ่งได้กล้าได้กล้าเสียตอนนี้ถ้าเป็นรัฐบาลบ้านใหญ่ล้วนๆ ผมคิดว่าเจอน้ำมันแพงท่านจะกล้าสั่งลดภาษีสรรพสามิตไปแล้ว 7 บาท แต่พอปิดตามยอมฟังเทคโนแครตท้วงติงเรื่องการจัดเก็บรายได้กลัวโดนแปะป้ายว่าเป็นรัฐถังแตก บ้านใหญ่ก็ยอมไปทำส่วนง่ายๆ แทนอย่างการลดราคาหน้าโรงกลั่นบาทสองบาท ในทางกลับกันฝั่งเทคโนแครตที่น่าจะมีจุดเด่นอยู่ที่การใช้หลักวิชาคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมคิดถึงประสิทธิภาพความคุ้มค่า ไม่พึ่งพาระบบอุปถัมภ์แต่พอรวมกับบ้านใหญ่อยู๋ในอำนาจก็ต้องยอมปิดตาเหมือนกัน ยอมให้รัฐบาลทำโครงการที่น่ากังขาจำนวนมาก อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ อย่างโมโตจีพีที่เจาะจงไปบางจังหวัด 2 โครงการนี้ถ้าคิดตามหลักการแบบเทคโนแครตล้วนๆ ก็ไม่คุ้มที่จะทำแน่นอน” วีระยุทธยกตัวอย่างที่ส่งผลร้ายแรงต่อประเทศคือกรณีที่มีการกักตุนน้ำมันบนเรือถึง 57 ล้านลิตรแล้วยังพบว่ามีรถน้ำมันอีก 11,000 คันไม่ส่งน้ำมันให้ปั๊ม ที่เริ่มมาจากการที่นายกฯ ผลักดันให้คนที่มีข้อกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนมานั่งบัญชาการหัวโต๊ะในช่วงตรึงราคาน้ำมันโดยที่ฝั่งเทคโนแครตไม่แย้งอะไร และไม่ต่อสู้ให้เกิดการติดตามการขนส่งน้ำมันด้วย GPS ผลก็คือเกิดความรั่วไหลในระบบเพราะระบอบปิดตาธิปไตย  วีระยุทธกล่าวย้อนไปถึงการบริหารประเทศในยามวิกฤตที่อนุทินในตำแหน่งนายกฯ กล่าวว่าตัวเองเคยพาประเทศออกจากวิกฤตโควิด-19 มาแล้วก็คงมีหลายคนกังวลเพราะคิดถึงญาติพี่น้องที่จากไปในเวลานั้น อีกทั้งในระดับมหภาคไทยยังออกจากวิกฤตการระบาดของโควิดด้วยสภาพสะบักสะบอมเพราะมีการออก พ.ร.ก.เงินกู้มา 3 ฉบับวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาทสูงเป็นอันดับสองในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางรองจากบราซิลทำให้ไทยมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น แต่เงินส่วนนี้ถูกเอาไปใช้กับการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแต่ไม่ได้ถูกเอามาใช้ทำโครงการที่เตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการและประชาชนใช้ชีวิตหลังโควิดได้แข็งแรงมากขึ้นเลย ต่างจากสิงคโปร์ที่เอาเงินไปพยุงการจ้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ทำให้ออกจากวิกฤตอย่างแข็งแรง วีระยุทธกล่าวสรุปว่า ขอให้รัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งหลักให้มั่นคงว่านี่คือการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต มิใช่สภาวะปกติ จำเป็นต้องมีทั้งนโยบายเชิงรับที่สื่อสารได้อย่างชัดเจน ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับราคาน้ำมัน ภาษีที่อยู่ในอำนาจของรัฐ โรงกลั่น และประชาชนที่ต้องพึ่งพาน้ำมันในการประกอบอาชีพประจำวัน และในขณะเดียวกันต้องมีนโยบายเชิงรุกที่สร้างให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถออกจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคงกว่าเดิม * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * แถลงนโยบาย * วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร * รัฐบาลอนุทิน * วิกฤตน้ำมัน
dlvr.it
April 9, 2026 at 7:36 AM
พังพินาศ! วิกฤตน้ำมันสำรองพ่นพิษหระบบนัก ปั๊มบางจากหลายสาขาทั่วไทยประกาศ "ดีเซลเกลี้ยง" ต้องรอโควตาใหม่เมษายนหน้า ลามหนักถึงขั้นเทศบาลบางกรวยสั่งงดเก็บขยะเพราะรถไปต่อไม่ไหว ประชาชนตั้งคำถามรัฐบาลบริหารประเทศยังไง!

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5709597/
#น้ำมัน #น้ำมันหมด #วิกฤติพลังงาน
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
สิ้นหวัง! ดีเซลขาดตลาดปิดป้ายเจอกัน "เมษาฯ" รถขยะจอดสนิท-คนไทยแบกวิกฤตน้ำมัน | เดลินิวส์
พังพินาศ! วิกฤตน้ำมันสำรองพ่นพิษหนัก ปั๊มบางจากหลายสาขาทั่วไทยประกาศ "ดีเซลเกลี้ยง" ต้องรอโควตาใหม่เมษายนหน้า ลามหนักถึงขั้นเทศบาลบางกรวยสั่งงดเก็บขยะเพราะรถไปต่อไม่ไหว ประชาชนตั้งคำถามรัฐบาลบริหารประ...
www.dailynews.co.th
March 22, 2026 at 3:24 AM
วิธีแก้ไขที่แน่นอนสำหรับความผันผวนของงานในระบบควอนตัมที่ขับเคลื่อนเปิดเผยการแข่งขันระหว่างการกระตุ้นวิกฤติและผลกระทบขอบเขตอะเดียแบติก ซึ่งกำหนดพฤติกรรมการปรับมาตราส่วนของการถ่ายโอนพลังงานและชี้แจงพลวัติสากลใกล้กับการเปลี่ยนผ่านเฟสควอนตัม

#อุณหพลศาสตร์ควอนตัม #พลวัติวิกฤติ #วิจัย
การเปลี่ยนผ่านการปรับมาตราส่วนของคิวมูแลนท์งานระหว่างระบอบอะเดียแบติกและระบอบวิกฤติในทฤษฎีสนาม Gaussian ที่ขับเคลื่อน
arxiv.org
September 30, 2026 at 4:11 AM
ประเภทของช่องทางการสลายพลังงาน—ไม่ใช่แค่ความแรง—เป็นตัวกำหนดวิกฤติของสถานะไม่สมดุลในระบบแสง-สสาร การสูญเสียเฟสบริสุทธิ์ยับยั้งการแผ่รังสีเหนือธรรมชาติ ขณะที่การปล่อยรังสีธรรมชาติทำให้เสถียรของเฟสกึ่งเสถียรที่มีอายุยาวในแพลตฟอร์ม cavity-QED และ trapped-ion
ความวิกฤติและความเสถียรชั่วคราวที่ขับเคลื่อนโดยการสลายพลังงานในแบบจำลอง Rabi แบบเปิดแบบไม่สมบูรณ์
arxiv.org
September 15, 2026 at 10:15 AM
คณะกรรมการ AfDB อนุมัติกรอบการตอบสนองวิกฤตพลังงานและปุ๋ยทั่วโลกมูลค่า 5.1 พันล้านดอลลาร์ โดยมีการให้กู้ยืมเพิ่มเติม 4.1 พันล้านดอลลาร์ และ 960 ล้านดอลลาร์จาก ADF นิตยสาร Black Executive — ฉบับประจำวัน
ธนาคารพัฒนาแอฟริกาอนุมัติกรอบการตอบสนองวิกฤตพลังงานและปุ๋ยมูลค่า 5.1 พันล้านดอลลาร์
## ข้อสรุปสำคัญ * **คณะกรรมการธนาคารพัฒนาแอฟริกาอนุมัติกรอบการตอบสนองวิกฤติพลังงานและปุ๋ยทั่วโลกมูลค่า 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (GEFCRF) เมื่อวันที่ 1 กันยายน** โดยมีการให้กู้ยืมเพิ่มเติมจาก AfDB จำนวน 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 960 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนพัฒนาแอฟริกา ทำให้เป้าหมายการให้กู้ยืมของธนาคารในปี 2026 สูงขึ้นเป็นประมาณ 12.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (Premium Times/Gazette NGR — 8 กันยายน 2026; AfDB Newsroom — 8 กันยายน 2026). * **สตาร์ทอัพในแอฟริการะดมทุนได้ 435.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากดีลที่เปิดเผย 32 ดีลในเดือนสิงหาคม 2026** ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้น **325.8% เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อน** จาก 102.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนกรกฎาคม โดย 10 ดีลที่ดีที่สุดได้รับ **98.35%** ของการระดมทุนทั้งหมด (Nairametrics — 8 กันยายน 2026). * **ไนจีเรียได้รับ 83.7% ของการระดมทุนสตาร์ทอัพในแอฟริกาในเดือนสิงหาคม** โดยมี Moove เป็นผู้นำด้วย **250 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน Series C** ที่มีมูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจาก Mubadala Investment Company, Woven Capital และ Ion Pacific (Nairametrics — 8 กันยายน 2026). * * * # เรื่องราวที่สำคัญ * * * ## แอฟริกา — AfDB อนุมัติกรอบการตอบสนองวิกฤติพลังงานและปุ๋ยมูลค่า 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ **คณะกรรมการบริหารของกลุ่มธนาคารพัฒนาแอฟริกา** ได้อนุมัติเมื่อ **วันที่ 1 กันยายน** กรอบการเงินฉุกเฉินใหม่มูลค่าสูงสุด **5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ** ผ่าน **กรอบการตอบสนองวิกฤติพลังงานและปุ๋ยทั่วโลก (GEFCRF)** ซึ่งเป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อให้การสนับสนุนที่มุ่งเป้าไปยังการช็อกการจัดหาพลังงานและปุ๋ยทั่วทั้งทวีปเป็นระยะเวลา 1 ปี ตามที่สำนักงานข่าวของ AfDB ระบุ (AfDB Newsroom — 8 กันยายน 2026). ### This post is for subscribers only Become a member to get access to all content Subscribe now
www.blackexecutivebrief.com
September 8, 2026 at 9:16 PM
คณะกรรมการ AfDB อนุมัติกรอบการตอบสนองวิกฤตพลังงานและปุ๋ยทั่วโลกมูลค่า 5.1 พันล้านดอลลาร์ โดยมีการให้กู้ยืมเพิ่มเติม 4.1 พันล้านดอลลาร์ และ 960 ล้านดอลลาร์จาก ADF นิตยสาร Black Executive — ฉบับประจำวัน
ธนาคารพัฒนาแอฟริกาอนุมัติกรอบการตอบสนองวิกฤตพลังงานและปุ๋ยมูลค่า 5.1 พันล้านดอลลาร์
## ข้อสรุปสำคัญ * **คณะกรรมการธนาคารพัฒนาแอฟริกาอนุมัติกรอบการตอบสนองวิกฤติพลังงานและปุ๋ยทั่วโลกมูลค่า 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (GEFCRF) เมื่อวันที่ 1 กันยายน** โดยมีการให้กู้ยืมเพิ่มเติมจาก AfDB จำนวน 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 960 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนพัฒนาแอฟริกา ทำให้เป้าหมายการให้กู้ยืมของธนาคารในปี 2026 สูงขึ้นเป็นประมาณ 12.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (Premium Times/Gazette NGR — 8 กันยายน 2026; AfDB Newsroom — 8 กันยายน 2026). * **สตาร์ทอัพในแอฟริการะดมทุนได้ 435.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากดีลที่เปิดเผย 32 ดีลในเดือนสิงหาคม 2026** ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้น **325.8% เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อน** จาก 102.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนกรกฎาคม โดย 10 ดีลที่ดีที่สุดได้รับ **98.35%** ของการระดมทุนทั้งหมด (Nairametrics — 8 กันยายน 2026). * **ไนจีเรียได้รับ 83.7% ของการระดมทุนสตาร์ทอัพในแอฟริกาในเดือนสิงหาคม** โดยมี Moove เป็นผู้นำด้วย **250 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน Series C** ที่มีมูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจาก Mubadala Investment Company, Woven Capital และ Ion Pacific (Nairametrics — 8 กันยายน 2026). * * * # เรื่องราวที่สำคัญ * * * ## แอฟริกา — AfDB อนุมัติกรอบการตอบสนองวิกฤติพลังงานและปุ๋ยมูลค่า 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ **คณะกรรมการบริหารของกลุ่มธนาคารพัฒนาแอฟริกา** ได้อนุมัติเมื่อ **วันที่ 1 กันยายน** กรอบการเงินฉุกเฉินใหม่มูลค่าสูงสุด **5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ** ผ่าน **กรอบการตอบสนองวิกฤติพลังงานและปุ๋ยทั่วโลก (GEFCRF)** ซึ่งเป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อให้การสนับสนุนที่มุ่งเป้าไปยังการช็อกการจัดหาพลังงานและปุ๋ยทั่วทั้งทวีปเป็นระยะเวลา 1 ปี ตามที่สำนักงานข่าวของ AfDB ระบุ (AfDB Newsroom — 8 กันยายน 2026). ### This post is for subscribers only Become a member to get access to all content Subscribe now
www.blackexecutivebrief.com
September 8, 2026 at 9:16 PM
ระบบควอนตัมวิกฤติแสดงพลวัตกฎกำลังที่เข้ารหัสไว้ในเพียงส่วนน้อยของระดับไอเกนของแฮมิลโทเนียน สเปกตรัมที่ถูกตัดแต่งนี้มีโครงสร้างแฟรกทัล ให้ข้อมูลเชิงลึกใหม่เกี่ยวกับการบีบอัดข้อมูลในปริภูมิพลังงาน และพลวัตควอนตัมที่ซับซ้อนที่เออร์โกดิ...

#บีบอัดควอนตัม #พลวัตวิกฤติควอนตัม #งานวิจัย
การบีบอัดข้อมูลในพลวัตคอนตัมที่จุดวิกฤติของเออร์โกดิซิตี้
iq.fp2.dev
July 22, 2026 at 8:26 AM
‘ภราดร’ แจงเหตุตัดงบหลายหน่วย ต้องรัดเข็มขัด รักษาวินัยการคลัง ต้องปฏิรูปงบดึงเงินกองทุนมาใช้
‘ภราดร’ แจงเหตุตัดงบหลายหน่วย ต้องรัดเข็มขัด รักษาวินัยการคลัง ต้องปฏิรูปงบดึงเงินกองทุนมาใช้ admin666 Mon, 2026-06-29 - 22:50 'ภราดร' แจงเหตุตัดงบสารพัดหน่วยงานเป็นเรื่องที่นายกฯ ขอความร่วมมือไว้แล้วว่าปีนี้ต้องรัดเข็มขัด ส่วนงบกลางที่เพิ่มมาเป็นงบฉุกเฉินที่นายกฯ จะใช้ได้โดยไม่ผ่านสภาแค่พันล้านบาทที่เหลือเป็นเงินสำรองจ่ายให้ กบข. 70,000 กว่าล้านกับงบแก้วิกฤติพลังงาน 12,000 ล้าน หลังจากนี้ต้องช่วยกันปฏิรูปโครงสร้างงบดึงเงินนอกงบประมาณที่หน่วยงานต่างๆ สะสมในกองทุนจำนวนหลายแสนล้านมาใช้แทนการกู้เงิน 29 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่ารัฐบาลไม่ปฏิเสธว่าสถานการณ์งบประมาณ 2570 เป็นอย่างที่ถูกสมาชิกสภาผู็แทนราษฎรวิจารณ์ว่าเป็นการจัดงบแบบ “หาเช้ากินค่ำ” แต่รัฐบาลนี้เพิ่งจะได้เข้ามาจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เป็นปีแรกและได้เห็นปัญหาไม่ต่างจากที่มีการอภิปรายกันไป และถ้าไม่แก้ไขแล้วยังจัดโครงสร้างงบประมาณแบบเดิมประเทศไทยในอีก 2-3 ปีก็จะอยู่ไม่ได้  งบประมาณ 2570 นี้ส่วนที่รัฐบาลจัดหารายได้มี 3 ล้านล้านบาท ส่วนอีก 788,000 ล้านบาทเป็นเงินกู้ เงิน 3 ล้านล้านบาทใช้ไปในการจ่ายงบประจำและใช้ในการชำระหนี้ที่ก่อกันมาตั้งแต่อดีต รัฐบาลจึงมีทางเลือก 2 ทางคือทำตามน้ำทำงบประมาณแบบเดิม ขาดไม่พอก็กู้เพิ่ม หรือจะแก้ไขที่โครงสร้าง แต่ก็ยอมรับว่าไม่สามารถแก้ไขได้หมดอย่างที่ทุกคนต้องการแต่ก็จะไม่ยอมจัดงบประมาณแบบเดิมอีกด้วยการที่เงินไม่พอก็กู้เงินมาแล้วให้หน่วยงานรับงบไปทำโครงการที่สัญญาไว้กับประชาชน  ภราดรได้กล่าวถึงแนวทางที่รัฐมนตรีกระทรวงการคลังอย่างเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส พยายามปรับโคงสร้างและรักษาวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด โดยในปีนี้ไม่ได้กู้เพิ่มมากกว่าเดิมจากปีที่แล้ว และหากดูแผนการคลังระยะปานกลางที่ 4 หน่วยงาน พยายามวางแผนร่วมกัน ตัวเลขการขาดดุลงบประมาณที่ลดลงเรื่อยๆ และถ้าไม่ทำเช่นนี้วันนี้ปีต่อๆ ก็จะต้องเจอปัญหาอีกเช่นกัน แล้วรัฐบาลนี้ก็ไม่ได้อยู่ตลอดไปรัฐบาลหน้าก็จะต้องมาเผชิญปัญหาเดียวกัน จึงต้องเริ่มต้นรักษาวินัยทางการคลังกันอย่างเคร่งครัดตั้งแต่ปีนี้ งบประจำที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญทำให้งบลงทุนลดลงต่ำกว่าเดิมถึง 70,000 ล้านบาท จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกกระทรวงทบวงกรมจะได้รับงบประมาณลดลงทั้งหมดมีเพียงไม่กี่กระทรวงเท่านั้นที่ได้รับจัดสรรเพิ่มเติมด้วยเหตุผลต่างๆ และด้วยโครงสร้างงบประมาณเดิมแบบที่เป็นอยู่ก็ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนครบถ้วนไม่ได้ เช่นการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุหรือเบี้ยคนพิการที่เป็นอยู่ตอนนี้รัฐบาลก็รู้ว่าไม่พอ หรือการแก้ไขปัญหาโครงสร้างการจัดการน้ำ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่อยากทำ แต่งบประมาณที่มีอยู่บีบรัดใครก็ตามที่จะมาเป็นรัฐบาล  ภราดรกล่าวต่อว่า รัฐบาลนี้ก็ได้เริ่มต้นที่จะรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัดโดยไม่พยายามไปยืมเงินคงคลังมาใช้ แต่พยายามสร้างโครงสร้างงบประมาณให้มีความโปร่งใสเพิ่มขึ้น  แนวทางการจัดสรรงบประมาณปี 70 นายกรัฐมนตรีได้ประกาศนโยบายถึงทุกหน่วยงานว่าให้ช่วยรัดเข็มขัด โครงการไหนไม่จำเป็นเร่งด่วนเช่น งบประจำสำหรับเดินทางสัมมนาต่างประเทศของหน่วยงานราชการก็ให้งด ส่วนโครงการที่จำเป็นต้องไปก็เอาแต่เฉพาะคนที่เกี่ยวข้องไปเท่านั้นเพื่อลดรายจ่าย การจ้างคนเพิ่มก็ส่งสัญญาณไปที่หน่วยรับงบประมาณให้ลดบุคลากรลง และลดการลงทุนที่ไม่จำเป็นแล้วก็ได้ตัดงบของกระทรวงคมนาคมไป 30,000 กว่าล้านบาท แต่ไม่ใช่ลดการลงทุนของประเทศแต่เปลี่ยนแหล่งเงินจากที่ใช้ภาษีของประชาชนให้ไปหาช่องทางเงินทุนอื่น เช่น ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์หรือไปร่วมลงทุนกับเอกชน  ภราดรยังได้กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้ให้หน่วยงานลดการสร้างตึกอาคารสำนักงาน ไปจนถึงการทำงบประมาณฐานศูนย์ไม่ได้ตั้งงบทบไปจากฐานงบที่หน่วยงานเคยได้เพราะตั้งใจลดโครงการที่ไม่จำเป็นและซ้ำซ้อน เช่น งบกลุ่มจังหวัดที่บางจังหวัดได้ไปถึง 20,000 ล้านบาทปีนี้ก็ลดมาเหลือ 4,000 ล้านบาท ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยก็พร้อมตัดเพราะเห็นว่าโครงการที่ทางจังหวัดเสนอขึ้นมาส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ทับซ้อนกับหน่วยงานฟังก์ชั่นอื่นๆ เช่น กรมทางหลวง กรมโยธาธิการ แล้วถ้างานเหล่านี้สำคัญจริงจะต้องไปอยู่ในงบฟังก์ชั่น ไม่ใช่ไปอยู่กับงบพัฒนาจังหวัดที่จะต้องเอาไว้ใช้กับการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนในจังหวัด ส่วนของงบกลางที่เพิ่มมาสูงกว่าปีที่แล้วที่อภิปรายกันว่าจะให้นายกฯ สามารถใช้งบกันได้โดยไม่ต้องผ่านสภานั้น  ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะงบกลางที่เพิ่มข้นมาคืองบส่วนที่ใช้จำเป็นเร่งด่วนและหน่วยงานราชการไม่ได้ตั้งงบไว้และที่เพิ่มมาก็ 1,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่ที่เพิ่มเยอะก็คือส่วนของเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญที่จะทำให้โปร่งใสขึ้นในส่วนของเงินสำรองที่จะต้องจ่ายให้กับ กบข. ซึ่งปีนี้จะต้องเอาเงินงบกลางจ่ายให้กับ กบข.ถึง 71,400 ล้านบาท และก็มีบกลางที่มีการตั้งหมวดใหม่มาคือ “งบแก้วิกฤติพลังงาน” ตั้งมา 12,000 ล้านบาท  ภราดรกล่าวย้อนไปว่ารัฐบาลต้องกู้เงินมาใช้ 700,000 ล้านบาทดอกเบี้ย 3-4% ต่อปีในขณะที่ยังมีหลายหน่วยงานในประเทศอย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีเงินสะสมอยู่ถึง 600,000 ล้านบาทที่ใช้ได้ และยังมีกองทุนหมุนเหวียนต่างๆ อีกหลายแสนล้านบาท มีหน่วยงานภาครัฐที่เก็บเงินนอกงบประมาณจำนวนมหาศาล แต่รัฐบาลกลางต้องกู้เงินทุกปีเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แล้วต้องมาปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณทั้งหมด  จึงอยากจะชวนเพื่อนสมาชิกมาช่วยกันวางโครงสร้างงบประมาณใหม่ต้องปฏิรูปงบประมาณทั้งหมดตั้งแต่ขาเข้า ทั้งการจัดเก็บการหารายได้อย่าง Global minimum tax ที่พยายามเก็บภาษีจากบริษัทต่างชาติที่เลี่ยงภาษี เก็บภาษีศุลกากรการนำเข้าตั้งแต่บาทแรกก็จะช่วยผู้ประกอบการแล้วก็ยังจะช่วยสถานะทางการเงินของรัฐบาลด้วย ซึ่งต้องช่วยกันออกแบบโครงสร้างงบประมาณให้ตอบโจทย์ประเทศนี้มากที่สุด อย่างเช่นการนำเงินสะสม เงินกองทุนหมุนเวียนต่างๆ เข้ามาในระบบงบประมาณ ที่จะช่วยให้ประเทศนี้มีโครงสร้างงบประมาณที่ตอบโจทย์ประเทศนี้มากขึ้น ภราดรกกล่าวว่าหลังจากลงมติผ่านวาระ 1 ไปแล้ว ก็อยากขอให้คณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นมาหลังจากมาช่วยกันในปีนี้ช่วยกันตัดลดงบประมาณที่ไม่มีความจำเป็นให้มากที่สุดแล้วเอางบประมาณที่ตัดได้นี้ไปให้กับหน่วยงานที่จะไม่ขัดกับมาตรา 144 รัฐธรรมนูญและให้กับหน่วยงานที่จำเป็นที่สุดเช่นงบวิจัยที่ถูกตัดไปหลายพันล้านบาทแทน หรือมีความจำเป็นเร่งด่วน เป็นต้น * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * งบประมาณ 70 * ภราดร ปริศนานันทกุล * ประชุมสภา
dlvr.it
June 29, 2026 at 4:08 PM
เราไม่ได้แค่ซื้อน้ำมันราคาแพง แต่เรากำลังซื้อภาพลักษณ์ของคนเข้าใจโลก มองความรุนแรงของวิกฤติพลังงานผ่านเสียงในหัวของ “สลาวอย ชิเชค”
เราไม่ได้แค่ซื้อน้ำมันราคาแพง แต่เรากำลังซื้อภาพลักษณ์ของคนเข้าใจโลก มองความรุนแรงของวิกฤติพลังงานผ่านเสียงในหัวของ “สลาวอย ชิเชค” จาตุรงค์ สุทาวัน   sarayut Mon, 2026-04-27 - 08:19 มีมุขตลกจากปราชญ์ชาวสโลวาเนียนที่เล่าว่า คนงานในโรงงานแห่งหนึ่งถูกหมายหัวว่าเขามักขโมยของออกจากโรงงาน ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากต่อธุรกิจ ดังนั้นทุกๆเย็นเขาจะถูกยามตรวจค้นเป็นพิเศษ แต่แล้วก็ไม่เคยพบของกลางเลย นอกเสียจากรถเข็นติดล้ออันว่างเปล่าที่เขาลากกลับบ้านไปทุกครั้ง ก่อนจะมารู้ทีหลังว่าสิ่งที่คนงานผู้นี้ขโมยก็คือ “รถเข็น”   ความหมายที่ซุกซ่อนอยู่ในเรื่องนี้คืออะไร  เล่ห์กลของคนงานที่หลอกลวงเรา หรือมันอยู่ที่ข้อจำกัดของสายตาเราเอง จริงหรือไม่ที่เรามักมองข้ามและปล่อยผ่านสิ่งที่เห็นอยู่ตำตา เพราะยิ่งเพ่งหาของที่ถูกขโมยมากเท่าใด เรายิ่งละเลยของที่ถูกปล้นจริง ๆ ภาพเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อพบเจอกับเหตุการณ์ “ความรุนแรง” เพราะมันดึงความสนใจให้เราจดจ่ออยู่กับฉากต่อสู้ของพระเอกและผู้ร้าย จนท้ายที่สุด เราอาจมองเห็นทุกอย่างยกเว้นภาพสยดสยองที่ถูกเซ็นเซอร์ไว้  “สลาวอย ชิเชค” เจ้าของเรื่องเล่าใช้มุกตลกนี้เพื่อก่อกวนวิธีคิดของเราเรื่อง “ความรุนแรง” โดยเฉพาะภาพจำของสังคมว่าความรุนแรงคือ การที่วัยรุ่นต่อยกันในวันสงกรานต์ ครูเฆี่ยนตีนักเรียนที่แต่งตัวผิดระเบียบ และซากปรักหักพังจากการยิงขีปนาวุธในสงคราม เขาเรียกมันว่า “ความรุนแรงเชิงอัตวิสัย” เพราะมันคือภาพที่เรารับรู้ เห็นตัวผู้กระทำชัดเจน และถูกตอกย้ำซ้ำๆ ผ่านสื่อ ทว่ามันอำพรางความรุนแรงชนิดหลังที่เรียกว่า “ความรุนแรงเชิงภววิสัย” นั่นคือการที่เราถูกยัดเยียดความหมายของ “ภาษา สัญลักษณ์” หรือคำอธิบายที่ทำให้เรามองโลกอีกแบบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เช่น การที่ประธานบริษัทกล่าวต้อนรับพนักงานใหม่ว่า "ทีนี่เราอยู่กันแบบครอบครัว” เพราะฟังแล้วมันดูเป็นภาษาที่อบอุ่น แต่ในโลกธุรกิจความสัมพันธ์ที่แท้จริงคือ "สัญญาจ้าง" ที่มีการแลกเปลี่ยนแรงงานกับค่าจ้าง ซึ่งพอถูกยัดเยียดด้วยคำว่า “ครอบครัว” เส้นแบ่งของสิทธิแรงงานจะเริ่มเบลอ เราจึงถูกขอให้ทำงานล่วงเวลาโดยไม่จ่าย OT เพราะเป็นพี่เป็นน้องกันก็ต้องช่วยๆ กัน เมื่อหันมาดูความรุนแรงจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง แต่คนธรรมดาอย่างเรากลับรู้สึกถึงถึงผลกระทบ โดยเฉพาะเมื่อมันส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น สิ่งนี้คือ “ความรุนแรงที่จับต้องได้” เพราะต้นทุนการใช้ชีวิตของเราได้ขยับราคาตามไปด้วย หากมันเบนสายตาในสิ่งที่ผู้คนยิ่งสงสัย เมื่อราคาน้ำมันภายในประเทศที่ดูเหมือนจะผันผวนไปตามข่าวลือว่า “หากน้ำมันราคาถูกจะมีการจำกัดการขาย แต่พอราคาสูงขึ้นอีกเท่าตัว น้ำมันก็จะมีขายอย่างไม่จำกัด” เสียงสบถจากชาวบ้านคล้ายว่า “เดาไม่ถูกแค่เรื่องหวย” สิ่งที่เหมือนกับความบังเอิญนี้เกิดขึ้นจากอะไร ? ซึ่งเรามักได้คำตอบที่แห้งแล้งตามสภาพอากาศว่า      “สงครามมันทำให้น้ำมันแพงอยู่แล้ว”      “น้ำมันแพงก็เพราะกลไกตลาด”      “กลไกตลาดคืออุปสงค์และอุปทาน”  ฟังดูก็สมเหตุสมผล แลดูเป็นวิทยาศาสตร์ และเหมือนไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไร ประหนึ่งว่าสงคราม คคือแรงโน้มถ่วงหรือฤดูกาล ที่เมื่อมันมาถึงแล้ว เราก็ทำได้เพียงปรับตัว อดทน และใช้ชีวิตต่อไป โดยไม่สงสัยบ้างหรือว่า “สงครามและกลไกตลาด” มันเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของมนุษย์       ใครจะกำหนดโครงสร้างราคาพลังงาน ?      ใครได้กำไรจากความผันผวน ?      ใครต้องเป็นคนแบกรับต้นทุน ?      หรือแม้แต่ใครคือ “ไอ้โม่ง” ที่รัฐบาลกำลังตามหา ? คำว่า “สงครามและกลไกตลาด” ในความหมายชุดนี้ จึงทำหน้าที่ปลอบประโลมความโกรธเกรี้ยวของผู้คนให้ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ คล้ายกับมุกตลกที่เราเอาแต่จ้องไปที่ “ฉากเลือดสาดว่าใครรบกับใคร น้ำมันจะขึ้นลงเท่าไหร่” แต่ไม่ได้โกรธมากพอที่จะค้นหาว่าใครกำลังฉวยโอกาสจากวิกฤตินี้ แน่นอนว่าเราคงไม่ไปก้าวก่ายงานสืบสวนของตำรวจ หากจะชวนผู้อ่านขุดค้นลงไปในระดับความคิดผ่านเลนส์ปรัชญาของ “สลาวอย ชิเชค”   ผมเป็นนักปรัชญา ไม่ใช่นักบำบัด ถ้าคุณอยากรู้สึกดีขึ้นให้ไปหาไลฟ์โค้ชหรือไม่ก็จิตแพทย์ สลาวอย ชิเชค (Slavoj Žižek) ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาผู้มีขอบเขตความสนใจที่กว้างขวาง ครอบคลุมตั้งแต่ระบบทุนนิยม จิตวิเคราะห์ สิทธิมนุษยชน การเมือง ภาพยนตร์ ลามไปจนถึงความรัก เขามักนำองค์ประกอบเหล่านี้มาผสมผสานเพื่อสร้างมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อ “วัฒนธรรมร่วมสมัย” (pop culture) หากเราต้องการใช้แนวคิดของชิเชคเพื่อทำความเข้าใจว่า ทำไมผู้จำนวนมากจึงมองว่าปรากฎการณ์ “ราคาน้ำมันแพง” คือความปกติของกลไกตลาดที่ต้องแบกรับ เราอาจเริ่มต้นทำความเข้าใจจากแนวคิดเรื่อง “อุดมการณ์” ของเขา  เรามักได้ยินประโยคที่ว่า “ผมมีอุดมการณ์ , อุดมการณ์คือพี่น้องประชาชน” ตกลงอุดมการณ์มันคืออะไร นักมาร์กซิสม์รุ่นเก๋า หลุยส์ อัลธูแซร์ (louse Althusser) เคยตั้งต้นอธิบายในทำนองว่า มันคล้ายภาพในหัวของเราที่คอยตีกรอบว่า เราจะมีมุมมองต่อเรื่องที่พบเจออย่างไร ซึ่งอุดมการณ์จะทำหน้าที่ “เรียก” (interpellation) ให้เรากลายเป็นคนแบบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ลองนึกภาพตามว่า หากตำรวจตะโกนว่า “หยุดนะ!” ทั้งที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ในวินาทีที่คุณหันกลับไป คุณก็ได้ยอมรับโดยปริยายว่า เสียงนั้นได้เรียกคุณ และก็เท่ากับว่าคุณคือผู้ต้องสงสัยทันที ภาพในหัวเหล่านี้ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราจินตนาการขึ้นมา แต่มาจาก “กลไก” ที่อยู่รายล้อมชีวิตเราอย่างคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ยูทูบเบอร์ที่ติดตาม ตัวอย่างเช่น หากโรงเรียนสอนให้เราท่องจำว่า “เด็กดีต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน” ความคิดนี้จะฝังอยู่ในหัวเราจนกลายเป็นกรอบในการมองโลกว่า “สิ่งที่ถูกต้องควรเป็นแบบนี้” ดังนั้น เมื่อมีใครเสนอว่า “เด็กดีอาจมีหน้าที่ 20 อย่างก็ได้” เราก็จะรู้สึกต่อต้านขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะเราไตร่ตรองแล้ว แต่เพราะมัน “ไม่ตรงกับเสียงในหัว” จนมีคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีกลไกรัฐใดนอกจากโรงเรียน ที่สามารถบังคับเด็กให้นั่งฟังอย่างสงบนิ่งได้วันละ 7-8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5-6 วัน ต่อเนื่องกันไปหลายปี” ในแง่นี้อุดมการณ์จึงคล้ายสิ่งที่เราถูกหลอกลวงว่าภาพในหัวคือความจริงหนึ่งเดียว ในมุมของชิเชค อุดมการณ์อาจทำงานคล้ายๆ กับภาพยนตร์เรื่อง “The Matrix” โดยมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ถูกจำลองขึ้น (Matrix) และทุกคนเชื่อว่ามันคือโลกความจริง สะท้อนจากฉากสำคัญที่ตัวเอก “Neo” สามารถเลือกได้ว่า จะกินยาเม็ดสีน้ำเงินเพื่อลืมทุกอย่างแล้วใช้ชีวิตสุขสบายในโลก Matrix ต่อไป หรือเลือกยาเม็ดสีแดงเพื่อตื่นจากภาพลวงเพื่อเห็นโลกความจริงที่โหดร้าย แต่บทสรุปของชิเชคไปไกลกว่านั้นมาก เพราะต่อให้เราเลือกกินยาเม็ดสีแดง โลกความจริงก็อาจถูกจัดวางอุดมการณ์อีกหนึ่งชั้นซ้อนไว้อยู่ดี เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า “เด็กดีควรมีหน้าที่แค่ 20 อย่าง”    “มือที่มองไม่เห็น” กับเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบผีถ้วยแก้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าสงครามย่อมมีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่สั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกอย่าง โดยเฉพาะในกรณีของประเทศไทยที่ยังพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจึงมักถูกอธิบายผ่านกรอบของ “กลไกตลาด” ว่าเป็นผลจากอุปสงค์และอุปทาน กล่าวคือ เมื่อเกิดสงครามหรือความตึงเครียดในพื้นที่ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกอาจลดลง ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันยังคงอยู่หรือเพิ่มสูงขึ้น ความไม่สมดุลระหว่าง “ของที่มี” กับ “ความต้องการ” ได้ผลักให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ทว่าในบริบทไทย ราคาน้ำมันที่ผันผวนตามคำทำนาย กลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น เมื่อสภาผู้แทนราษฎรหยิบยกความเดือดร้อนของประชาชนขึ้นอภิปราย พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงการมีอยู่ของ “ไอ้โม่ง” ที่อาจกักตุนน้ำมันอยู่เบื้องหลังวิกฤตดังกล่าว ภาพของ “ไอ้โม่ง” ในที่นี้อาจไม่จำเป็นต้องหมายถึงใครคนใดคนหนึ่ง แต่อาจหมายถึงเครือข่ายของผู้มีบทบาทในห่วงโซ่พลังงาน ตั้งแต่ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง ไปจนถึงผู้กำหนดจังหวะการกระจายสินค้า ที่มีศักยภาพในการชะลอหรือเร่งการปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาดในช่วงเวลาที่ต่างกัน ภายใต้เงื่อนไขที่ราคามีความผันผวนสูง ลองนึกภาพสถานการณ์ที่น้ำมันไม่ได้ถูกนำออกมาจำหน่ายทั้งหมดในคราวเดียว แต่ถูก”พักไว้” ในช่วงเวลาที่ราคายังอยู่ในระดับต่ำ ก่อนจะทยอยปล่อยออกสู่ตลาดในจังหวะที่ราคาสูงขึ้น หากอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางธุรกิจก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า มีบางอย่างกำลังถูกจัดวางอยู่เบื้องหลัง มากกว่าจะเป็นเพียงการทำงานอย่างเป็นธรรมชาติของสิ่งที่เราเรียกว่า “กลไกตลาด” แม้ความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันจะกระจายไปในวงกว้าง แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงยึดถือคำอธิบายที่ว่า “ในยามสงครามน้ำมันที่ไหนก็แพงทั้งนั้น เทวดาที่ไหนก็ช่วยไม่ได้ ” การหาคำตอบว่ากลไกตลาดทำงานอย่างไร จึงไม่น่าสนใจเท่ากับว่า “เรากำลังมองเห็นกลไกตลาดด้วยอุดมการณ์แบบใด” ภาวะจำยอมในข้างต้นล้วนเผยให้เห็นว่าเครื่องมือในการทำความเข้าใจกลไกตลาดคือแนวคิดเศรษฐศาสตร์คลาสสิคของ Adam Smith โดยเฉพาะเรื่อง “มือที่มองไม่เห็น” (invisible hand) ที่อธิบายว่า เกิดจากการตัดสินใจของแต่ละคน ซึ่งมุ่งแสวงหาผลประโยชน์สูงสุด โดย“ราคา” จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายค่อยๆปรับพฤติกรรมเพื่อหาสมดุล ราวกับมีพลังบางอย่างคอยกำกับอยู่เบื้องหลัง เช่น ในตลาดผลไม้ ไม่มีใครบอกเกษตรกรว่าต้องปลูกอะไรเท่าไหร่ แต่ถ้าช่วงไหน “มะม่วงแพง” คนก็อยากปลูกมากขึ้น พอปลูกมากขึ้น มะม่วงก็ล้นตลาด ราคาก็ลดลงเอง คำอธิบายนี้ถูกโต้แย้งจากนักต่อต้านระบบทุนนิยมว่าคล้ายกับ “การเล่นผีถ้วยแก้ว” คือเราทุกคนต่างใช้นิ้วชี้จุ่มลงในแก้วเพื่อแสวงหาคำตอบ ทั้งเราก็รู้อยู่เต็มอกว่ามี คนใด คนหนึ่ง ออกแรงผลักว่าคำตอบคืออะไร แต่ทุกคนก็แกล้งบอกว่าวิญญาณเป็นผู้นำพา  นี่คือ “ความรุนแรงเชิงภววิสัย” ที่ไม่ได้ปรากฏในรูปของการปะทะหรือการทำร้ายใครโดยตรง แต่แฝงตัวอยู่ในวิธีคิดที่ถูกจัดระเบียบว่า “มันก็เป็นแบบนี้เอง” และย้ำเตือนว่าอุดมการณ์ไม่ใช่แค่ภาพลวงตา มันแทบจะไม่สำคัญเลยว่า “ไอ้โม่ง” ใครคือ ตราบใดที่เรามีวัตรปฏิบัติแบบสิ้นหวัง และยังร่วมใน “พิธีกรรม” นั้นอยู่ เราก็แค่ย้ายออกจากโลกความจริงชุดหนึ่ง (The Matrix) ไปยังความจริงอีกชุดหนึ่ง ซ้ำร้ายเรายังกลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในความรุนแรงนั้น เพราะมือที่ยังสัมผัสกับแก้ว และปากที่ขยับตามบทสวด    เราไม่ได้แค่ซื้อน้ำมันราคาแพง แต่เรากำลังซื้อภาพลักษณ์ของคนเข้าใจโลก ในแง่นี้กลไกตลาดจึงถูกนิยามผ่าน “ความจริง” ที่อุดมการณ์ชุดหนึ่งผลิตขึ้น มือที่มองไม่เห็นทำงานเสมือนสิ่งที่ชิเชคเรียกว่า “Big Other” ซึ่งเป็นอำนาจเชิงสัญลักษณ์ที่แม้มันจะไม่มีตัวตนจริง เรากลับเชื่อว่ามันรับรองความชอบธรรมให้กับความรุนแรงเหล่านั้น  เช่น เจ้าหน้าที่รัฐเข้าทำร้ายกลุ่มผู้ประท้วงจนเสียชีวิต และอ้างว่า “เป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อย”  “Big Other” ทำให้เหตุการณ์อย่างโควิด-19 , น้ำท่วมหาดใหญ่ และค่าฝุ่น pm 2.5 กลายเป็นผลงานการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้า (สิ่งที่อยู่เหนือเรา) เราจึงไม่สนใจแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ทั้งยังปกปิดความรุนแรงแบบภววิสัยที่แทรกแม้แต่อยู่ในอณูของชีวิต ดังการที่เรา “ไม่รับถุงจากร้านค้า” ซึ่งเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนแปลงโลก กลับกลายว่าเราแค่กำลังซื้อภาพลักษณ์ของคนรักษ์โลก และลืมตรวจตราว่าร้านค้าได้ขโมยค่าถุงที่ทุกๆคนต้องซื้อไปปีละกี่ล้าน หรือหากเราจะเห็นด้วยกับการบริจาคทุนการศึกษาให้เด็กยากจนซัก 100 คน เพราะมันอาจเปลี่ยนชีวิตของเขา แต่ก็ถือเป็นการกลบฝังถึงการสร้างนโยบายสวัสดิการด้านการศึกษาในภาพรวม ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง นั่นคือภาษีทางอุดมการณ์ของคนที่เข้าใจโลกต้องจ่าย แล้วเราจะออกจากอุดมการณ์ในโลกของ Matrix นี้กี่โมง ? ในมุมของชิเชคไม่ได้เชื่อว่ามี “ทางออก” แต่เสนอให้เราหยุดเล่นตามบทที่อุดมการณ์กระสหลักกำหนดไว้ เปรียบได้กับการท้าทายผีถ้วยแก้ว เมื่อนึกถึงการที่ผู้เล่นทุกคนถูกทดสอบด้วยการปิดตา เราจึงเริ่มตระหนักว่าคำตอบไม่ได้มาจากวิญญาณลี้ลับ แต่เกิดจาก “ideomotor effect” ที่มีกลไก 3 อย่างคือ ความคิด (คิดว่าแก้วจะไปทางนี้) ความคาดหวัง (เดาว่าควรเป็นแบบนี้) และจินตนาการ (นึกภาพล่วงหน้า) ทำให้เกิดแรงขนาดเล็ก (ระดับไมไคร) ที่ผลักแก้ว เมื่อคนในวงผีถ้วยแก้วมองไม่เห็น แรงเหล่านี้จึงไม่สามารถประสานกันได้ คำตอบจึงสะเปะสะปะ  ข้อเสนอต่อมาในทางปฏิบัติ แม้จะตีความได้ยาก แต่ชิเชคเสนอให้สร้าง “ความรุนแรงอันศักดิ์สิทธิ์” (ไม่ได้หมายถึงการมีใบอนุญาตเพื่อทำร้ายคน) คือการตัดขาดจากกติกาเดิม และสร้างปฏิกิริยาต่อต้านของประชาชนที่ไม่ถูกรับรองความชอบธรรรมของโดย Big Other ดังการสร้างปารีสคอมมูน (Paris Commune) ที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของช่วงเวลาที่ประชาชนลุกขึ้นปฏิวัติระเบียบทางการเมืองใหม่ในสังคมฝรั่งเศส (ชิเชคเสนอ) หรืออาจจะเป็นกลุ่มคนเก็บเห็ด หาไข่มดแดง และเก็บของป่าขาย ที่พยายามลุกฮือต่อต้านอำนาจรัฐเพื่อบอกกล่าวว่า “พวกเขาไม่ได้ใหญ่โตมากพอที่จะทำให้ประเทศไทยถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่น” (ผู้เขียนเสนอ) ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นทางออกที่กระอักกระอ่วน เพราะมันไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ใดเลย เพียงเปิดพื้นที่ให้ทุกอย่างเป็นไปได้ รวมถึงความล้มเหลว  เมื่อคุณฟังข้อเสนอของชิเชคแล้วคุณอาจจะหันมาตะโกนใส่ผู้เขียนแทนว่า เพ้อเจ้อ! แต่นี่แหละคือทางออกที่ยียวนของเขา เพราะการเมืองในตัวตนชิเชคคือ “การเรียกร้องสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ดูเหมือนไม่อาจเกิดขึ้นได้ในเงื่อนไขปัจจุบัน “การปฏิวัติ” (revolution) ไม่ได้มีสูตรสำเร็จของการเปลี่ยนแปลง แต่มันมีศักยภาพเพียงอย่างเดียวนั่นคือการ “ตัดวงจร” ของวิกฤติที่หมุนซ้ำอย่างไม่รู้จบ เพราะต่อให้เรารู้ว่า “ไอ้โม่ง” คือใคร มันก็อาจเป็นแค่การเปลี่ยนรายชื่อของผู้เล่น โดยที่กติกาของเกมยังอยู่กลุ่มผู้ควบคุมโครงสร้างทุนทางพลังงาน บทสรุปอาจฟังดูหดหู่จนทำให้เราอยากเดินไปพบ “ไลฟ์โค้ช” ตามที่เขาประชดไว้ เพราะท้ายสุดแล้ว โลกเก่าจากยาเม็ดสีน้ำเงินคงทำให้เราได้แค่เคลิ้มฝัน และยาเม็ดสีแดงที่แม้จะช่วยให้ตื่น แต่ก็ไม่ได้นำเราไปสู่โลกยูโทเปียที่สวยงาม การที่ยังเล่นผีถ้วยแก้ว และร่วมท่องบทสวดในพิธีกรรมนั้นอาจเป็นการช่วยปกปิดมือที่มองไม่เห็นต่อไป จนราคาน้ำมันที่สูงขึ้น กลายเป็นภาษีทางอุดมการณ์ของคนที่เข้าใจโลกที่ต้องจ่าย ดังนั้น หากจะเสนอทางเลือกใหม่สำหรับหนังเรื่อง “The Matrix” สิ่งที่เราต้องค้นหาอาจเป็นยาเม็ดสีใหม่ หรือไม่ “ก็คงต้องหาจิตแพทย์ !!!       อ้างอิง เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ. (2564) เริ่มต้นใหม่จากจุดเริ่มต้น : ทฤษฎีสังคมนิยมมาร์กซิสต์ในศตวรรษที่ 21. อิลลูมิเนชัน อิดิชัน  สรวิศ ชัยนาม. (2558) Slavoj Zizek: ความรุนแรงและการเมืองเพื่อการปลดปล่อย. (กรพินธุ์ พัวพันสวัสดิ์, ผู้แปล) ศยามปัญญา สิงห์ สุวรรณกิจ และทินกฤต สิรีรัตน์. (2024). ว่าด้วยอุดมการณ์และโครงสร้างของหลุยส์ อัลธูแซร์: สำรวจงานศึกษาในไทยและข้อเสนอในการอ่านใหม่. มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 25(1), 159–188 Adamczak, B. (2017). Communism for Kids. Cambridge, MA: MIT Press. Mankiw, N. G. (2021). Principles of economics (9th ed.). Cengage Learning. Wegner, D. M. (2002). The illusion of conscious will. MIT Press. Žižek, S. (2008). The sublime object of ideology. Verso. * บทความ * การเมือง * จาตุรงค์ สุทาวัน * สลาวอย ชิเชค * ราคาน้ำมัน
dlvr.it
April 27, 2026 at 1:31 AM
'อนุทิน' ยืนยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหา คืนความเป็นอยู่ที่ดีให้ประชาชน
'อนุทิน' ยืนยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหา คืนความเป็นอยู่ที่ดีให้ประชาชน auser15 Mon, 2026-04-06 - 15:08 'อนุทิน' โพสต์ยืนยันรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ปัญหา จะนำความเป็นอยู่ที่ดีกลับคืนสู่ประชาชน เล็งคลอดมาตรการอื่นเร็วๆ นี้ 6 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางว่า ได้ขยายวงกว้างและยกระดับขึ้นสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มมากขึ้น ทำให้โลกต้องเสี่ยงเกิดวิกฤติพลังงาน และเชื่อว่าความขัดแย้งจะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจใช้เวลายาวนานกว่าจะยุติปัญหาที่หลายประเทศจะต้องเผชิญต่อไปไม่ใช่เพียงน้ำมันจะมีราคาแพงขึ้น แต่การจัดหาน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศจะทำได้ยากขึ้น โดยประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากทุกแหล่งที่มีในโลก แม้ว่าประเทศไทยมีการสำรองน้ำมันอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่ยังมีความเปราะบางในฐานะที่เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันจึงต้องเพิ่มความตระหนักรู้ ความเข้าใจในเหตุการณ์และหาหนทางในการบริหารสภาวะน้ำมันภายในประเทศให้มีผลกระทบที่น้อยที่สุด ในภาคส่วนราชการ คณะรัฐมนตรีมีมติให้ข้าราชการทำงานจากบ้าน หรือ Work From Home มาตรการประหยัดพลังงานและจำเป็นต้องกำชับให้ดำเนินการอย่างเข้มงวด และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน-ภาคเอกชน ให้ร่วมกันประหยัดพลังงาน ทั้งการ Work From Home - ทำงานจากบ้าน หรือ Work From Anywhere – ทำงานจากทุกที่ที่มีความสะดวก ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การใช้ยานพาหนะร่วมกันในลักษณะ Carpool รวมถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างตระหนักรู้ ในวันนี้ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งจะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินการได้เต็มรูปแบบ “ขอให้คำยืนยันว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเร่งแก้ไขปัญหาและขจัดอุปสรรคต่างๆ เพื่อนำคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกลับคืนมายังประชาชนโดยเร็วที่สุด” เรียก รมต.ถกวิกฤตพลังงาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกรัฐมนตรี ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือเรื่องพลังงาน ที่ตึกไทยคู่ฟ้า โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมด้วย สำหรับการหารือในครั้งนี้ จะพูดคุยถึงประเด็นวิกฤตพลังงาน รวมไปถึงเกาะติดสถานการณ์ การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีมีแนวโน้มยืดเยื้อ และรุนแรงขึ้น ก่อนจะนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ในเวลา 20.00 น. นี้   * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * อนุทิน ชาญวีรกูล
dlvr.it
April 6, 2026 at 8:14 AM
ก.พาณิชย์ คุมราคา 'ซอส-น้ำดื่ม-เม็ดพลาสติก' เป็นสินค้าควบคุม 1 ปี
ก.พาณิชย์ คุมราคา 'ซอส-น้ำดื่ม-เม็ดพลาสติก' เป็นสินค้าควบคุม 1 ปี auser15 Sun, 2026-04-05 - 16:40 ก.พาณิชย์ ประกาศเพิ่มสินค้าควบคุม 3 รายการ ซอสปรุงรส, น้ำดื่มบรรจุขวด และเม็ดพลาสติก หลังต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีสูงขึ้น ป้องฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาที่ไม่เป็นธรรม มีผลบังคับใช้ 1 ปี เริ่ม 1 เม.ย. 2569 - สส.พรรคประชาชน ชี้นโยบายพลังงานต้องรักษาสมดุล 3 มิติ คาดวิกฤติพลังงานลามวิกฤติการคลังในอนาคตอันใกล้ แฟ้มภาพกระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์ รายงานเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ว่า นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลกที่ส่งผลให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบในตลาดโลกมีความผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เริ่มส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน กรมการค้าภายในจึงเร่งดำเนินมาตรการกำกับดูแลเชิงโครงสร้าง โดยมุ่งควบคุมวัตถุดิบต้นน้ำและโครงสร้างราคา เพื่อป้องกันไม่ให้ผลกระทบลุกลามไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้าง นายวิทยากร กล่าวว่า คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายควบคู่กับการติดตามสถานการณ์ โดยกำหนดสินค้า 3 รายการ ได้แก่ เม็ดพลาสติก ซอสปรุงรส และน้ำดื่มบรรจุขวด เป็นสินค้าควบคุม เนื่องจากเป็นวัตถุดิบสำคัญที่มีผลต่อโครงสร้างต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้าง เพื่อป้องกันการปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าในตลาด โดยขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในได้เชิญผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบหลักเข้าหารืออย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามข้อมูลด้านสต็อก ปริมาณสินค้า ต้นทุน และทิศทางตลาดอย่างใกล้ชิด ทำให้ภาครัฐสามารถมองเห็นภาพรวมของห่วงโซ่อุปทาน และนำข้อมูลมาบริหารจัดการเชิงนโยบายได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงการขาดแคลนสินค้าและการปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “สำหรับเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์ ได้กำหนดมาตรการกำกับดูแลครอบคลุมเม็ดพลาสติกประเภท PE, PP และ PET ซึ่งใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดพลาสติก ถุงพลาสติก ฝาบรรจุภัณฑ์ และแกลลอน โดยกำหนดให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย และผู้ซื้อเพื่อนำไปผลิต ต้องรายงานข้อมูลราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต การนำเข้า การใช้ และปริมาณคงเหลือต่อกรมการค้าภายใน ทุกสัปดาห์ตามประกาศ เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามโครงสร้างต้นทุนได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถดำเนินมาตรการได้ทันก่อนส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าปลายทาง ในส่วนของซอสปรุงรสและน้ำดื่มบรรจุขวด กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านปริมาณสินค้าและการเปลี่ยนแปลงราคา หากพบสัญญาณการขาดแคลนสินค้า หรือเกิดความผันผวนของราคาที่มีนัยสำคัญ สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการได้ทันที เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดและคุ้มครองผู้บริโภค” นายวิทยากร กล่าวเพิ่มว่า “ นอกจากนี้ คณะกรรมการ กกร. ยังได้ติดตามสินค้าเกษตรสำคัญ ได้แก่ มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพง และกากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันผลกระทบด้านราคาและรายได้ของเกษตรกร โดยกรณีมะพร้าวผลอ่อนพบการใช้สิ่งเจือปนแทนน้ำมะพร้าวแท้ ส่งผลให้ความต้องการใช้วัตถุดิบจริงในอุตสาหกรรมส่งออก โดยเฉพาะตลาดจีนลดลง ทำให้ราคามะพร้าวภายในประเทศปรับตัวลดลง ขณะที่ปลากะพงมีการติดตามการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้เลี้ยงปลาไทย และกากถั่วเหลืองได้มีการกำกับดูแลปริมาณเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ“ “สินค้าทั้ง 3 รายการดังกล่าวจะเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณากำหนดเป็นสินค้าควบคุมต่อไป โดยกรมการค้าภายในจะเดินหน้ากำกับดูแลโครงสร้างราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ราคาสินค้าเป็นธรรม ระบบตลาดมีเสถียรภาพ และลดภาระค่าครองชีพของประชาชนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย สส.พรรคประชาชน ชี้นโยบายพลังงานต้องรักษาสมดุล 3 มิติ คาดวิกฤติพลังงานลามวิกฤติการคลังในอนาคตอันใกล้ วันนี้ (5 เม.ย.) รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า นโยบายพลังงานต้องรักษาสมดุล 3 มิติ เพราะหากไม่รักษาสมดุลจะทำให้เกิดปัญหาได้ แก้ปัญหามิติหนึ่งแต่จะเกิดอีกปัญหาอีกมิติหนึ่งแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่มีวิกฤตการณ์ทางด้านพลังงาน มาตรการระยะสั้นอาจก่อปัญหาระยะยาวที่ยากจะแก้ไขได้ในอนาคต 3 มิติของนโยบายพลังงาน ที่เราเรียกว่า Energy Trilemma หรือ ไตรลักษณ์ด้านพลังงาน สามเสาหลักประกอบไปด้วย 1. เสาหลักหรือมิติ ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ (Affordability) 2. มิติความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) 3. มิติด้านความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม (Sustainability) ขณะนี้ ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ราคาค่าไฟฟ้าก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงจากค่าพร้อมจ่ายให้โรงไฟฟ้า หรือ เงินที่จ่ายให้โรงงานไฟฟ้าแม้ไม่ได้มีการผลิตกระแสไฟฟ้า รวมถึง การจ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทน การมุ่งดำเนินนโยบายในมิติใดมิติหนึ่ง จะมีผลกระทบต่อมิติอื่นๆ การออกแบบนโยบาย Net Zero 2050 ของรัฐบาลที่มีเป้าหมายตอบโจทย์มิติด้านความยั่งยืนในสถานการณ์วิกฤตการณ์พลังงานนั้น อาจต้องทบทวน โดยต้องให้น้ำหนักปัญหาน้ำมันแพง มิติราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ และ มิติความมั่นคงด้านพลังงาน เพิ่มขึ้น จากการที่พลังงานอาจขาดแคลน ปัญหาเหล่านี้ คือ ปัญหาเฉพาะหน้า ที่จะลุกลามสู่ปัญหาเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการชดเชยราคาหรืออุดหนุนราคาพลังงานอาจนำมาสู่ปัญหาวิกฤตการณ์การคลังได้ หากการดำเนินการไม่มีประสิทธิภาพ รั่วไหล ปล่อยให้มีการเก็งกำไร หรือ หาประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน จะยิ่งทำให้การชดเชยใช้เงินจำนวนมากแต่ไม่ได้ผลในการบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชน หากไม่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามเป้าหมาย จะเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าจะมีความเสี่ยงเรื่องฐานะทางการคลังเพิ่มขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อาจทะลุเพดาน 70% ในปี พ.ศ. 2570 ได้ เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและจะทำให้ ต้นทุนในการระดมทุนและการกู้ยืมของระบบเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชนไทยสูงขึ้น จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ วิกฤตการณ์น้ำมันลามไปยังวิกฤติการคลังได้ การออกแบบโครงการหรือมาตรการต่างๆเพื่อแก้ปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจของประชาชนในภาวะงบประมาณจำกัด ต้องใช้ความรู้ข้อมูล ส่งมอบนโยบายได้จริงตอบโจทย์เฉพาะหน้าซึ่งทำได้ทันที พร้อมปรับโครงสร้างระยะยาวไปด้วย จำเป็นต้องเน้นความคุ้มค่าและตรงกลุ่มเป้าหมาย ให้ทุกบาทที่ใช้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการได้อย่างแท้จริง   เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงพร้อมแรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้น  หลายประเทศเผชิญข้อจำกัดลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจกดดันให้มีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อคุมเงินเฟ้อ แต่ก็จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ไม่มากเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว มีการคาดการณ์ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปีนี้อาจจะชะลอตัวลงมาเหลือ 2.5% อัตราเงินเฟ้อโลกเร่งตัวขึ้น ช่วงต้นเดือนเมษายน ค่าการกลั่นพุ่งแตะ 14 บาท ควรมีการศึกษาเพื่อการเก็บภาษีเพิ่มจากโรงกลั่น นำเงินมาบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ค่าการกลั่นเมื่อปีที่แล้ววิ่งเฉลี่ยอยู่เพียง 1.7-2.2 บาทเท่านั้น การที่อัตรากำไรขั้นต้นของโรงกลั่นพุ่งสูงจากค่าการกลั่น เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้รัฐบาลควรผลักดันให้มีการจัดเก็บภาษีลาภลอยเพิ่มเติม เพื่อรัฐบาลจะได้มีงบประมาณมาดูแลความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนได้มากขึ้น หลายประเทศล้วนเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินมากกว่าปรกติทั้งสิ้น ตอนที่เกิดสงครามยูเครน เกิดวิกฤติพลังงานน้ำมันพุ่งสูง ประเทศยุโรปเก็บภาษีลาภลอยหรือกำไรเกินปรกติที่ประมาณ 33% หากสงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและขยายวงต่อไป อาจเกิด Energy Lockdown ในประเทศขาดแคลนน้ำมัน ประเทศเหล่านี้จะไม่สามารถหาแหล่งน้ำมันสำรองได้เพียงพอต่อการใช้หากไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้ นอกจากขาดแคลนพลังงานแล้ว อาจเกิดการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมการผลิตสำคัญ เช่น ปุ๋ย ยา เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก โลหะ ส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น ปัญหาการชะงักงันของอุปทานและภาคผลิตในไทย จะเกิดขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของภาคส่งออก การนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น อย่างการนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์ก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 50 เดือน และ คาดว่าตัวเลขการนำเข้าในเดือนมีนาคม เมษายนและพฤษภาคมในส่วนของการนำเข้าพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากความจำเป็นที่ต้องนำเข้าน้ำมันเพื่อสำรองเพิ่ม หากเกิดความจำเป็นต้องมี Energy Lockdown ขึ้นในประเทศไทย ต้องเตรียมรับมือผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข และ ความมั่นคงทางด้านอาหารให้ดีที่สุด ระบบไฟฟ้าในโรงพยาบาลต้องไม่ติดขัด รถฉุกเฉินรถพยาบาลต้องมีน้ำมันวิ่ง ยารักษาโรคต้องไม่ขาดแคลน เป็นต้น การขนส่งอาหารและสินค้าเกษตรไปตามจุดต่างๆของประเทศต้องไม่ติดขัด                                 รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า วิกฤตการณ์น้ำมันและพลังงานที่คาดว่าจะยาวนานครั้งนี้จำเป็นต้องมีมาตรการทั้งทางด้านอุปทานและด้านอุปสงค์เพื่อรับมือ โดยมาตรการทางด้านอุปสงค์นั้นจะเน้นไปที่การประหยัดการใช้พลังงานและบริโภคพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันให้ใช้มาตรการ Energy Lockdown ได้ หลายประเทศเริ่มปิดการใช้ไฟฟ้า การยกเลิกกิจการบางประเภทที่ใช้พลังงานมากโดยไม่ใช่กิจการที่เป็นเรื่องจำเป็นพื้นฐานของชีวิต โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออก Report & Recommendations ให้คำแนะนำและแต่ละประเทศอาจเริ่มทำ Energy Lockdown และ ได้เผยแพร่มาตรการต่างๆที่ประเทศต่างๆทั่วโลกใช้ในการรับมือวิกฤติพลังงานครั้งนี้ ดังนี้ 1. Work From Home (WFH) ให้มากที่สุด เพื่อลดการเดินทาง ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน 2. ลดความเร็วรถยนต์ทุกประเภทไม่เกิน 80-90 กม./ชม.  3. ใช้รถสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว 4. ใช้รถยนต์ส่วนตัวและเติมน้ำมันได้ในวันที่กำหนดเท่านั้น โดยดูจากเลขทะเบียน (Number-Plate Rotation Schemes) 5. เพิ่มระบบ Car Pool  6. ห้ามใช้ก๊าซ LPG สำหรับการขนส่ง ให้ใช้ LPG สำหรับทำอาหารเท่านั้น 7. เปลี่ยนวิธีการขับรถและซ่อมบำรุงรถเพื่อประหยัดน้ำมัน 8. หลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยเครื่องบิน 9. ส่งเสริมให้ใช้ไฟฟ้าในการทำอาหาร แทนก๊าซ LPG เพื่อเอา LPG ไปใช้ผลิตสินค้าที่จำเป็นอื่น 10. บริหาร Feedstocks ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลนสินค้าที่เกี่ยวพันกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เป็นต้น    * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต
dlvr.it
April 5, 2026 at 9:47 AM
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถกญัตติแก้ปัญหาพลังงาน
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถกญัตติแก้ปัญหาพลังงาน auser15 Wed, 2026-03-25 - 20:08 วันนี้ (25 มี.ค.) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถกญัตติแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพลังงาน - 'เอกนัฏ' จี้ ก.พลังงาน เปิดข้อมูล "โรงกลั่น-ปั๊ม" แก้ตื่นตระหนก - 'วีระยุทธ' แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤติน้ำมัน ทำงานโปร่งใส–อุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร - 'กรณ์' ชี้ข้อมูลย้อนแย้ง โรงกลั่นมีน้ำมันแต่ไม่ถึงปลายทาง พิสูจน์ว่า "ไอ้โม่ง" มีจริง แนะทางแก้ให้เก็บธรรมเนียมลาภลอย-ลดภาษีสรรพสามิต เพื่อลดราคาน้ำมันทันที - 'จาตุรนต์' ระบุแม้มีน้ำมันสำรองแต่ประชาชนเข้าถึงไม่ได้ พร้อมแสดงความกังวลต่อการเดินทางช่วงสงกรานต์ เรียกร้องรัฐบาลเร่งบริหารจัดการ - 'ทวี' เสนอให้ศึกษาแนวทางปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ลดภาระค่าครองชีพ และปรับโครงสร้างหนี้ประชาชน ชี้วิกฤตสู้รบตะวันออกกลางกระทบคนไทยทุกครัวเรือน พร้อมเสนอปรับภาษีน้ำมัน-โครงสร้างไฟฟ้า และใช้ทรัพยากรในประเทศเพิ่มความมั่นคงพลังงาน 25 มีนาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในที่ประชุม โดยมีวาระการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพลังงาน ทั้งนี้ บรรดาพรรคการเมืองเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางรับมือวิกฤตการณ์จากสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เนื่องจากผลกระทบดังกล่าวทำให้ประชาชนชาวไทย ประสบความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ในระหว่างที่รอรัฐบาลชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ จึงขอใช้โอกาสนี้เปิดโอกาสให้สส. ซึ่งเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย ร่วมกันหารือและนำเสนอแนวทางเพื่อหาทางออกให้กับประเทศในยามวิกฤต จากนั้น นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.พรรคประชาชน เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อให้สภาฯ พิจารณาเรื่องวิกฤตน้ำมัน โดยระบุว่า ขณะนี้ไม่มีใครโต้แย้งว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่คนไทยกำลังเผชิญไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจไทย ที่ช่วยให้ประชาชนจำนวนมากสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้ในแต่ละวัน ทั้งไรเดอร์ พ่อค้าแม่ค้า ชาวประมง และเกษตรกรในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งจำเป็นต้องใช้น้ำมันในการขับเคลื่อนเครื่องมือทำมาหากิน ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติด้วยวาจา ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาหามาตรการ และแนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม โดยระบุว่า ปัจจุบันความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าและการขนส่งน้ำมันและก๊าซ ทำให้เกิดความผันผวนด้านราคา ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าครองชีพของประชาชน และต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ยังมีนายจาตุรนต์ สายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ และ สส. อีกหลายคน เสนอญัตติด้วยวาจา เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา ผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นประเด็นในลักษณะเดียวกัน ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ด้วย โดยมอบหมายให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 3/2569 แทน 'เอกนัฏ' จี้ ก.พลังงาน เปิดข้อมูล "โรงกลั่น-ปั๊ม" แก้ตื่นตระหนก นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจาในการแก้ไขปัญหาพลังงานว่า ตนเห็นด้วยที่สมาชิกทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่านค้านจะเสนอญัตติในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นปัญหาที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนถ้วนหน้า ภาพที่ประชาชนต้องต่อแถวหน้าปั๊ม ไม่มีน้ำมันให้เติม และได้รับเสียงสะท้อนว่าปั๊มน้ำมันได้รับโควต้าน้ำมันน้อยกว่าปกติ สวนทางกับการให้ข้อมูลจากรัฐบาล จึงขอให้ ศบก. เก็บข้อมูลทุกอย่างตลอดเส้นทางตั้งแต่โรงกลั่นไปจนถึงปั๊มน้ำมัน และนำมาเปิดเผย พร้อมตั้งคำถามไปยังกระทรวงพลังงานว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้า กระทรวงพลังงานก็ก่อตั้งมาตั้งนานแล้ว ควรมีข้อมูลทุกอย่าง แต่ทำไมจึงไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาเปิดเผยต่อสาธารณะได้ เพราะนี่คือยาที่จะรักษาโรคตื่นตระหนกของประชาชนในวันนี้ได้ จะได้รู้ว่าวันนี้น้ำมันอยู่ที่ไหน เพราะเมื่อไม่รู้ก็เกิดความตื่นตระหนก ตนคิดว่า เมื่อรัฐบาลใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ให้มีการนำส่งข้อมูลแล้ว ทุกหน่วยงานรวมถึงเอกชน ซึ่งโรงกลั่นใหญ่ในประเทศไทยมีอยู่เพียง 6 แห่ง ก็คงไม่อยากให้ประชาชนมาด่าฟรี จึงควรเสนอข้อมูล ว่ามีการกลั่นน้ำมันเท่าไหร่ ไปถึงปั๊มเท่าไหร่ รัฐบาลก็จะทำงานง่ายขึ้น ตนหวังว่าเราจะไม่ต้องใช้ยาแรงไปกว่าการขอให้ส่งข้อมูลและมีการประกาศราคาหน้าโรงกลั่น และเมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ประชาชนและหน่วยงานก็ช่วยกันตรวจสอบ หากพบว่ามีผู้ประกอบการรายใดที่แสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ควรจะได้ ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่หรือรายเล็กก็ต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด และตนอยากเตือนว่าหากสถานการณ์บานปลายแบบนี้ หากอำนาจตามพ.ร.ก.ที่มีอยู่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ขอให้มีการใช้มาตรการที่เข้มข้นกว่านี้ นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ขอให้ช่วยกันตัดสินใจ ว่าเราจะอยู่กับภาพในจินตนาการหรืออยู่กับความเป็นจริง ขณะนี้กองทุนน้ำมันฯ เหมือนเป็นสิ่งที่สะกดจิตคนไทยทั้งประเทศ ให้ตกในความเชื่อว่าวันนี้น้ำมันมีใช้ในราคาถูก ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น บางประเทศอย่างสิงคโปร์ พุ่งไปถึงลิตรละ 80 บาท การใช้เงินไปชดเชยจากกองทุนน้ำมันเหมือนเป็นการเอาเงินจากอนาคตมาใช้จ่ายในวันนี้ และในที่สุดก็ต้องใช้คืนอยู่ดี จึงควรทบทวนกลไกกองทุนน้ำมัน ว่าควรชดเชยอย่างไร นอกจากนี้ยังส่งข้อความไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ขอให้มีเจตจำนงทางการเมือง ในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมามีคนเก่งมากมายขาดแต่คนกล้า และเตือนว่าอยากฟังเพียงข้อมูลที่เจ้าหน้าที่เสนอมา มากกว่าข้อมูลจากประชาชน และขอให้เชื่อประชาชน ตั้งสติ ตั้งใจทำงานให้ดี 'วีระยุทธ' แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤติน้ำมัน ทำงานโปร่งใส นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่าน้ำมันเป็นเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ของระบบเศรษฐกิจไทย ช่วยให้คนไทยจำนวนมากสามารถทำมาหากินเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ คนขับรถ คนขายของ ชาวประมง หรือเกษตรกรในช่วงเก็บเกี่ยว เมื่อน้ำมันดิบกว่า 60% ที่ไทยใช้ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สงครามในตะวันออกกลางจึงกระทบเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจไทยโดยตรง การพาประเทศไทยฝ่า “วิกฤตโลกป่วน” ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สูงกว่าช่วงเวลาปกติ เพราะต้องมีทั้งความเข้าใจเศรษฐกิจโลก ความกล้าตัดสินใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ความเห็นอกเห็นใจคนตัวเล็กตัวน้อย โดย วีระยุทธเสนอว่ามี 3 เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงานเพื่อกู้วิกฤตครั้งนี้ 1. เปลี่ยนจากการจัดการวิกฤตแบบปิด เป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด การทำงานของรัฐบาลภายใต้ “ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง” หรือ ศบก. ที่มีคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมต.คมนาคม เป็นผู้อำนวยการ มีคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมต.คลัง เป็นรองผู้อำนวยการ ที่ผ่านมามีการทำงานเป็นวงปิดมากเกินไป พูดคุยเฉพาะกับกลุ่มธุรกิจใหญ่เป็นหลัก อย่างวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา ศบก. ก็เรียกเฉพาะบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ 5-6 ราย เข้ามาสอบถามว่ามีน้ำมันเหลือไหม พอบริษัทใหญ่บอกว่ามีน้ำมันพอ คุณพิพัฒน์กับคุณเอกนิติก็ออกมาแถลงต่อว่าไม่ขาดแคลน ไม่ต้องกังวล แต่กลุ่มอื่นๆ ที่เดือดร้อนกลับไม่เคยถูกเชิญมาให้ข้อมูล ไม่ว่าจะปั๊มขนาดเล็ก ชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่ง จนสุดท้ายคนกลุ่มนี้ต้องรวมตัวกันไปหาสื่อมวลชน หรือไม่ก็ต้องเดินทางเข้ามาเรียกร้องถึงกรุงเทพฯ เอง ดังที่เห็นในกรณีสภาเกษตรกรแห่งชาติและสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยในวันที่ 18 มี.ค. อย่างไรก็ดี นอกจากกลุ่มใหญ่ๆ ที่รวมตัวกันแน่นอยู่แล้ว กลุ่มอื่นๆ ที่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยกระจัดกระจายหรือต้องทำมาหากินรายวันอย่างไรเดอร์ เกษตรกร ชาวประมง ย่อมไม่มีเวลาและเงินทองพอที่จะเดินทางมากรุงเทพฯ จึงควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและศบก. ที่ต้องเดินเข้าไปหาแต่ละกลุ่ม ไปทำความเข้าใจว่าพวกเขาเดือดร้อนกันอย่างไร จึงจะเรียกว่าเป็น “การทำงานแบบเปิด” เปิดหู เปิดใจ รับฟัง   อีกเรื่องที่สะท้อนการทำงานแบบปิดของ ศบก. คือเรื่องข้อมูล เพราะที่คนไทยตื่นตระหนกทุกวันนี้ก็เพราะรัฐบาลไม่ได้ตอบสิ่งที่ประชาชนสงสัย ในขณะที่รัฐบาลย้ำแต่ว่า “ไทยมีน้ำมันสำรองเป็น 100 วัน” “เยอะสุดในอาเซียน” สิ่งที่ประชาชนอยากรู้คือ “แล้วทำไมไปปั๊มแล้วน้ำมันหมด” “แล้วตกลงเติมน้ำมันได้ที่ไหน” ดังนั้น จะลดความตื่นตระหนกของประชาชนได้ รัฐบาลก็ต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนเห็นชัดๆ ไปเลย ว่าปั๊มใกล้บ้านของเขาปั๊มไหนที่ยังมีน้ำมันเหลือ แต่ละคนจะได้วางแผนชีวิตและการทำมาหากินได้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้กระทรวงพลังงานสั่งให้ “สำนักงานพลังงานจังหวัด” จัดทำสรุปตารางสถานะสถานีบริการเป็นรายวัน แต่ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลได้ก็ต้องเข้าไปที่ Facebook เองและพิมพ์ค้นหา “สำนักงานพลังงานจังหวัด” ตามด้วยชื่อจังหวัดตนเอง ซึ่งจากการตรวสอบก็พบว่าหลายจังหวัดไม่สามารถหาเพจสำนักงานพลังงานได้ด้วยซ้ำ หรือบางจังหวัดที่มีข้อมูล ก็มีการอัปเดตเพียงครั้งเดียวต่อวัน เช่นเวลา 8.00 น. แต่ระหว่างวันไม่มีการอัปเดตข้อมูลเลย ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กรมธุรกิจพลังงานประกาศว่าได้พัฒนาระบบหลังบ้านขึ้นมาใหม่ภายใต้ชื่อแอปพลิเคชัน Fuel Now ซึ่งจะมีการเปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. แต่จนถึงปัจจุบันที่กำลังอภิปราย ก็ยังไม่พบแอปพลิเคชันนี้ในระบบ จนทำให้ประชาชนทั่วไปหันไปทำข้อมูลกันเอง ดังที่พบในเพจ pumpradar.com แต่เพราะเป็นการส่งข้อมูลกันเองของประชาชนจึงไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกเวลา เพื่อความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและ ศบก. เปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการวิกฤตแบบปิดมาเป็น “การจัดการวิกฤตแบบเปิด” ด้วยการเปิดรับฟังเสียงให้รอบด้าน เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ และกล้าจับคนผิดมาลงโทษ 2. เปลี่ยนจากการตรึงราคา เป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนเรื่องที่สองคือ แนวทางในการอุดหนุนราคาน้ำมัน วีระยุทธชี้ว่าความโกลาหลหน้าปั๊มน้ำมันที่ผ่านมา เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลประกาศล่วงหน้าว่าจะ “ตรึงราคา” เป็นเวลา 15 วัน พอประกาศตรึงราคาแต่กำหนดเวลาไว้แบบนั้น จึงทำให้เกิด “ความอยากซื้อมากกว่าปกติ” ของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม พร้อมกับ “ความอยากขายน้อยกว่าปกติ” ของผู้ค้าส่งค้าปลีก จนน้ำมันหน้าปั๊มไม่พอขาย รัฐบาลจึงไม่ควรโทษประชาชน แต่ควรยอมรับว่าการตรึงราคาแบบกำหนดวันตายตัวเป็นสาเหตุสำคัญของความโกลาหลที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ นอกจากการอุดหนุนแบบกำหนดวันตรึงราคาแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้แนวทางอื่นๆ ได้อีก เช่นการ “อุดหนุนแบบขั้นบันได” โดยการวางกรอบว่าหากราคาน้ำมันโลกอยู่ในช่วงราคานี้ รัฐบาลจะอุดหนุนเท่าใด เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ไม่กระชากหรือสูงเกินไปจนสร้างความเดือดร้อนรุนแรง นอกจากการอุดหนุนแบบขั้นบันไดแล้ว รัฐบาลยังสามารถ “อุดหนุนเฉพาะจุด” ยิงตรงไปช่วยให้ถึงกลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง หรือกลุ่มที่เป็นต้นน้ำที่จะส่งผลกระทบส่วนอื่นๆ เช่น ภาคขนส่ง รถสาธารณะ ซึ่งจำเป็นต้องประสานฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานเพื่อใช้ตัดสินใจ วีระยุทธย้ำว่า ในเวลาวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลต้องนำเครื่องมืออื่นๆ ที่มีในมือมาวางบนโต๊ะให้หมด แล้วเลือกผสมผสานใช้งานให้เหมาะกับสถานการณ์ เพราะนอกจากกองทุนน้ำมันแล้ว รัฐบาลยังสามารถปรับลด “ภาษีสรรพสามิต” เหมือนที่ช่วยน้ำมันเขียวในภาคประมง รวมถึงการเก็บ “ภาษีลาภลอย” จากโรงกลั่นหรือธุรกิจที่ได้รับกำไรส่วนเกินจากปัจจัยภายนอก โดยไม่ได้ลงทุนเพิ่ม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าใช้หลักการอะไรในการตัดสินใจ ใครจะได้ ใครจะเสีย และจะเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขในสังคมได้อย่างไร 3. เปลี่ยนจากโครงการธงเขียวเพื่อประชาสัมพันธ์ เป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนและแจกคูปองแบบทั่วถึง ภาคเกษตรเป็นกลุ่มต่อไปที่ต้องเผชิญแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลาง เพราะเรานำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางถึงประมาณ 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยทั้งหมด วีระยุทธชี้ว่าโครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” ซึ่งล่าสุดเปลี่ยนชื่อเป็น “​ธง​เขียว​พลัส” เป็นกระบวนท่ามาตรฐานของรัฐบาลที่เน้นการประชาสัมพันธ์ ทั้งที่ในทางปฏิบัติช่วยเกษตรกรได้ในวงจำกัดมากๆ เพราะปุ๋ยธงเขียวที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ นำมาขายราคาพิเศษในปีงบประมาณที่ผ่านมามีจำนวน 97,000 กระสอบ คิดเป็นปริมาณราว 5 ล้านกิโลกรัม แต่เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตกรรมจึงมีความต้องการใช้ปุ๋ยในแต่ละปีถึง 5.6 ล้านตัน โครงการปุ๋ยธงเขียวจึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 1 ใน 1,000 หรือคิดเป็น 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด เปรียบได้กับการเติมหยดน้ำในทะเลทราย เพราะปุ๋ยส่วนที่เหลือก็มีราคาแพงเหมือนเดิมหรือแพงขึ้นกว่าเดิมเสียอีก รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งหลักใหม่ว่าจะช่วยเกษตรกรได้ดีที่สุดและกว้างที่สุดได้อย่างไร โดยพรรคประชาชนเสนอว่าควรเดิน 2 ขาไปพร้อมกัน ด้านหนึ่ง รัฐบาลยังต้องเข้าไปมอนิเตอร์เพื่อดูแลราคาทั้งซัพพลายเชนปัจจัยการผลิตภาคเกษตรให้เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นทางการนำเข้าจนถึงการจัดจำหน่ายและการเก็บเกี่ยว ไม่ให้เกิดการโก่งราคาหรือกักตุนเพื่อทำกำไรเกินควรระหว่างวิกฤต อีกขาหนึ่งคือการแจก “คูปองปุ๋ย” ให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปลดราคาปุ๋ยรวมถึงปัจจัยการผลิตอื่น เพราะเรามีฐานข้อมูลเกษตรกรอยู่แล้ว รู้ประเภทพืชที่แต่ละครอบครัวปลูก รู้ขนาดไร่ รู้พื้นที่ว่าอยู่ไหน จึงสามารถปรับการแจกคูปองตามจังหวะการเก็บเกี่ยวพืชผลได้ ทั้งยังควบคุมงบประมาณที่จะใช้ในแต่ละช่วงเวลาได้ โดยสรุปแล้ว วีระยุทธเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวทางการทำงาน 3 เรื่องเพื่อกู้วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ โดยเปลี่ยนจากจัดการปัญหาแบบปิดของ ศบก. มาเป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด เปลี่ยนจากการใช้กองทุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน มาเป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง ร่วมกับมาตรการทางภาษีอย่างสรรพสามิตและลาภลอย และเปลี่ยนจากการทำโครงการธงเขียวที่ช่วยเกษตรกรได้จำกัด มาเป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนการผลิตและแจกคูปองแบบทั่วถึง วีระยุทธกล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับคนไทยเวลานี้คือความรู้สึกว่ารัฐบาลและผู้นำประเทศไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเขาในยามวิกฤต การเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาได้จึงต้องอาศัยการทำงานด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนให้ประชาชนที่ยังประสบความเดือดร้อนจากวิกฤตน้ำมันส่งเสียงผ่านมายังพรรคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เสียงไปไม่ถึงรัฐบาลอย่างเกษตรกร ชาวประมง ไรเดอร์ แรงงาน รวมถึงผู้ประกอบการภาคท่องเที่ยวและขนส่ง 'กรณ์' ชี้ข้อมูลย้อนแย้ง โรงกลั่นมีน้ำมันแต่ไม่ถึงปลายทาง พิสูจน์ว่า "ไอ้โม่ง" มีจริง นายกรณ์ จาติกวนิช สส.พรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติด้วยวาจา ว่า ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหาผลกระทบวิกฤติพลังงานที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในปัจจุบัน สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางมีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเข้าถึงการค้าและช่องทางการขนส่งน้ำมันและก๊าซ ทำให้เกิดการผันผวนของราคาและส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน และต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย นายกรณ์ ระบุว่า จริงอยู่ที่ต้นตอปัญหาคือการสู้รบในตะวันออกกลาง แต่ความวุ่นวายในประเทศไทยมาจากการบริหารจัดการ และแก้ปัญหาที่ล้มเหลวของรัฐบาล ครั้งนี้โชคดีที่เป็นการอภิปรายญัตติ ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งตนเชื่อว่าระดับความเดือดร้อนของประชาชนวันนี้ หากเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สส.ฝั่งรัฐบาลหลายคนต้องลำบากใจที่จะไว้วางใจการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะประชาชนเขตพื้นที่ฝ่ายรัฐบาลลำบากเช่นเดียวกันกับฝ่ายค้าน นายกรณ์ อภิปรายต่อว่า ปัจจุบันมีความล้มเหลวต่อการบริหารจัดการและการแก้ปัญหา กับประเด็นที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ฐานะว่าที่รมว.พลังงาน บอกถึงข้อมูลที่ย้อนแย้งระหว่างปริมาณการกลั่นน้ำมันที่มากเกินใช้แต่ละวัน แต่ไม่มีน้ำมันขายให้ประชาชนเป็นสิ่งยืนยันว่าไอ้โม่งมีจริง ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลขาดคือการติดตามข้อมูลน้ำมันทุกหยด นอกจากนั้นแล้วโครงสร้างราคาน้ำมันมีปัญหาเป็นเหตุให้น้ำมันขาดแคลน รวมไปถึงปัญหาการบริหารจัดการกองทุนน้ำมัน จากการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี บอกว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากความตื่นตระหนกเพราะบริหารล้มเหลว และกักตุนขอให้ดูที่ไอ้โม่ง ตนขอให้เอาจริง ไม่เช่นนั้นสุ่มเสี่ยงจะคิดว่ารัฐบาลกับไอ้โม่งเป็นพวกเดียวกัน นายกรณ์ กล่าวต่อว่าเป็นความชัดเจนของรัฐบาลที่ส่งสัญญาณปล่อยลอยตัวน้ำมันตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ระบุ เหตุผลสำคัญคือการไม่ตรวจสอบสต๊อกน้ำมันก่อนวิกฤติสงคราม ทำให้มีการกักตุนเก็งกำไร คือความล้มเหลวการบริหารจัดการ นอกจากนั้นปล่อยให้โรงกลั่นขายน้ำมันที่มีค่าการกลั่นสูง 3 เท่า ทั้งนี้ตนมองว่าสิ่งที่เป็นภาระเป็นปัญหาของประชาชน เกิดจากรัฐบาล วันนี้รัฐบาลส่งสัญญาณให้ประชาชนประหยัด แต่ตนขอให้รัฐบาลริเริ่มการประหยัด เพื่อนำไปสู่การปรับลดภาระภาษีของประชาชน “นายกฯ พูดถึงการลอยตัวราคาน้ำมัน แต่ไม่คิดจะลดภาษีให้ประชาชน อ้างว่าจำเป็นต้องใช้เงิน แต่ประชาชนมีความจำเป็นเช่นกันและมากกว่าหากหวังประชาชนประหยัด รู้ว่าประชาชนเดือดร้อน รัฐบาลต้องมีส่วนร่วม โรงกลั่นต้องมีส่วนร่วม โดยพรรคมีข้อเสนอ กำไรเกินควรในช่วงวิกฤติควรแบ่งปันเป็นธรรมเนียมลาภลอยเพื่อลดภาระให้ประชาชนในกองทุนน้ำมัน รวมถึงลดภาษีสรรพสามิต ลด 6 บาท โดย2ข้อเสนอนี้จะทำให้น้ำมันมีราคาละลง ลิตรละ 9 บาท และรัฐบาลดำเนินการได้ทันที” นายกรณ์ อภิปราย นายกรณ์ ระบุว่า ในวันที่ 1 พ.ค. 69 ตนเชื่อว่าค่าไฟฟ้าต้องปรับขึ้นแน่นอน ซึ่งเกิดจากกลไกตลาด ดังนั้นรัฐบาลต้องทบทวนสูตรการซื้อไฟฟ้าที่เอื้อให้นายทุนที่ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น หากต้นทุนค่าแก๊ซเพิ่มสูงขึ้น ภาวะที่ต้นทุนค่าแก๊ซสูงขึ้นเชื่อว่าประชาชนจะไม่ยอมรับเพราะเป็นการทิ้งภาระ ทั้งนี้ ทุกๆ รัฐบาลมีวิกฤติของตนเอง ปัจจุบันคือสงครามตะวันออกกลาง สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือไม่เอาวิกฤติเป็นข้ออ้าง แต่ต้องหาทางบริหารจัดการเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนมากในวิกฤต ตนขอวิงวอนให้เร่งแก้ปัญหาพูดความจริงกับประชาชน อย่าผลักให้ข้าราชการระดับสูงออกมาชี้แจงแทน ทั้งงนี้ รมว.ที่เกี่ยวข้อง อย่าแอบ อย่าซ่อน อย่าหนี ประชาชนต้องการฟังคำอธิบาย ซึ่งเป็นความไว้วางใจ คลายความตื่นตระหนกที่จะตามมา 'จาตุรนต์' ระบุแม้มีน้ำมันสำรองแต่ประชาชนเข้าถึงไม่ได้ พร้อมแสดงความกังวลต่อการเดินทางช่วงสงกรานต์ เรียกร้องรัฐบาลเร่งบริหารจัดการ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) เสนอญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตการณ์การสู้รบในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยระบุว่า จากการลงพื้นที่ของตนพบว่าปั๊มน้ำมันบางแห่งไม่มีน้ำมันจำหน่ายมาหลายวัน และยังมีการแจ้งข้อมูลว่าปัญหาเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายจาตุรนต์กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะชี้แจงว่ามีน้ำมันสำรองเพิ่มจาก 60 วัน เป็น 90 วัน และ 103 วัน แต่ในความเป็นจริงประชาชนกลับไม่สามารถเข้าถึงน้ำมันได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาการกระจายน้ำมันและการกำกับดูแลที่ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์ จากส่วนต่างราคาน้ำมันที่อยู่ประมาณ 20 บาท เนื่องจากมีการอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน ทำให้เกิดแรงจูงใจในการกักเก็บน้ำมัน ทั้งนี้ ชี้ว่าการมีน้ำมันสำรองในระบบ แต่ประชาชนไม่มีน้ำมันใช้ เป็นปัญหาเดียวกันที่ต้องเร่งแก้ไข หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี จะไม่สามารถรับมือกับวิกฤตที่รุนแรงกว่านี้ได้ นายจาตุรนต์ระบุว่า วิกฤตที่อาจเกิดขึ้นต่อไปคือราคาน้ำมันและก๊าซที่อาจเพิ่มขึ้นถึง 50% ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น เกิดเงินเฟ้อ และกระทบต่อประชาชน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% จะทำให้เงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้น 0.4% และผลผลิตโลกลดลง 0.1-0.2% ซึ่งความรุนแรงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางกว่า 58% นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลต่อการเดินทางและการขนส่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงภาคการท่องเที่ยว โดยตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายการเลิกตรึงราคาน้ำมันของนายกรัฐมนตรีที่ยังไม่มีความชัดเจน พร้อมชี้ว่าทั้งการอุดหนุนต่อเนื่องและการปล่อยตามกลไกตลาดล้วนส่งผลกระทบต่อประชาชน สำหรับแนวทางแก้ไข เห็นว่าต้องดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาว ครอบคลุมช่วง 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี โดยต้องกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน เสริมระบบสำรอง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ลดการพึ่งพาน้ำมันในการขนส่งและการผลิต และเร่งส่งเสริมพลังงานสะอาด ขณะเดียวกัน ระบุว่ากองทุนน้ำมันติดลบจำนวนมาก และรัฐบาลยังต้องดูแลผู้ได้รับผลกระทบในหลายอาชีพ ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง จึงจำเป็นต้องมุ่งช่วยเหลือกลุ่มที่เดือดร้อน และส่งเสริมอาชีพที่สร้างรายได้ให้ประชาชนและประเทศ นายจาตุรนต์ยังเสนอให้ดูแลภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งไทยมีศักยภาพเป็นผู้ผลิต รวมถึงธุรกิจด้านสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ และพลังงานสะอาด เพื่อรองรับโอกาสทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์โลก ท้ายที่สุด แสดงความหวังว่าการพิจารณาญัตติในสภาจะครอบคลุมทุกประเด็นอย่างจริงจัง และนำข้อเสนอไปสู่การดำเนินการของรัฐบาล โดยย้ำว่ารัฐบาลรักษาการยังสามารถดำเนินมาตรการในภาวะวิกฤตได้ พร้อมตั้งคำถามถึงการสื่อสารข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบ และแนวทางพาประเทศผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ 'ทวี' เสนอให้ศึกษาแนวทางปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ลดภาระค่าครองชีพ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ เสนอญัตติด่วนต่อสภาผู้แทนราษฎร ขอให้พิจารณาศึกษาแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน แก้ไขวิกฤตค่าครองชีพ และปรับโครงสร้างหนี้ของประชาชน จากผลกระทบสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างเร่งด่วน โดยระบุว่า วิกฤตดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกครัวเรือนในประเทศไทย ทั้งที่ต้นตอของปัญหาอยู่ห่างไกลจากประเทศ พร้อมอ้างถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 56 ที่กำหนดให้รัฐต้องดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคในสัดส่วน 51% เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชน แต่ปัจจุบันกลับพบว่าหลักนิติธรรมไม่ได้รับการยึดถืออย่างเคร่งครัด พันตำรวจเอก ทวี สะท้อนปัญหาเรื่องน้ำมัน โดยตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีความไม่ชัดเจนระหว่างสถานะรัฐและเอกชน พร้อมยกตัวอย่างในอดีต เช่น ช่วงปี พ.ศ. 2554 ในสมัย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นศูนย์ และช่วงวิกฤตโควิด-19 ในสมัย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 5 บาทต่อลิตร ขณะที่ปัจจุบันภาษีสรรพสามิตรวมเกือบ 9 บาท ทั้งนี้ เสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตและภาษีที่นำเข้ากองทุนต่าง ๆ เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งครอบคลุมค่าไฟ ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าที่อยู่อาศัย และค่าพลังงาน โดยระบุว่าประชาชนจำนวนมากมีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายถึง 70% ขณะเดียวกันยังสะท้อนปัญหาหนี้สิน โดยเห็นว่าควรปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ใช่นำหนี้ใหม่ไปชำระหนี้เก่า นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยยกตัวอย่างประเทศอินโดนีเซียที่ใช้น้ำมันผสมไบโอดีเซลในสัดส่วนสูง พร้อมระบุว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการใช้น้ำมันปาล์มเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยให้เงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศ ในประเด็นไฟฟ้า พันตำรวจเอก ทวี ระบุว่าโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยไม่เป็นไปตามสัดส่วน 51 ต่อ 49 โดยปัจจุบันรัฐผลิตเพียง 30% และอีก 70% เป็นการซื้อจากเอกชน พร้อมยกตัวอย่างต้นทุนไฟฟ้าจากเหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และพลังงานน้ำจากเขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา ที่มีต้นทุนต่ำ แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนประเด็นก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ระบุว่ามีการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมมากกว่าภาคครัวเรือนและการผลิตไฟฟ้า ทั้งที่ต้นทุนต่ำ โดยเห็นว่าหากปรับโครงสร้างการใช้ก๊าซ จะสามารถลดค่าไฟฟ้าได้อีกประมาณ 50 สตางค์ต่อหน่วย และทำให้ค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ขณะเดียวกัน ยังกล่าวถึงปัญหาปุ๋ยเคมี โดยระบุว่าประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยปีละประมาณ 6 ล้านตัน มูลค่าเกือบแสนล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งสถานการณ์สงครามอาจส่งผลกระทบต่อราคา จึงเสนอให้ศึกษาการจัดตั้งปุ๋ยแห่งชาติ ท้ายที่สุด ยังอ้างผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สะท้อนว่าประชาชนต้องการให้แก้ไขปัญหาหนี้สิน โดยขอให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย และ กระทรวงการคลัง เร่งแก้ไขปัญหาดอกเบี้ยและฟื้นฟูลูกหนี้อย่างเป็นรูปธรรม ที่มาเรียบเรียงจาก: Thai PBS | สำนักข่าวไทย [1] [2] [3] | สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา [1] [2]   * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ประชุมสภาผู้แทนราษฎร * พลังงาน * น้ำมัน * สงครามตะวันออกกลาง
dlvr.it
March 25, 2026 at 1:14 PM
ชี้หากสงครามเกิน 3 เดือน ไทยอาจต้องเตรียมมาตรการปันส่วนการใช้น้ำมัน
ชี้หากสงครามเกิน 3 เดือน ไทยอาจต้องเตรียมมาตรการปันส่วนการใช้น้ำมัน auser15 Sun, 2026-03-22 - 15:04 สส.พรรคประชาชน มองความเสี่ยงขาดแคลนก๊าซธรรมชาติเหลว ปุ๋ย อาจซ้ำเติมสถานการณ์วิกฤติน้ำมัน ชี้หากสงครามเกิน 3 เดือน ไทยอาจต้องเตรียมมาตรการปันส่วนการใช้น้ำมัน มาตรการอุดหนุนเน้นช่วยกลุ่มเปราะบาง ลดความเสี่ยงวิกฤติการคลัง ปรับสัดส่วนโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า 22 มีนาคม 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่าความเสี่ยงขาดแคลนและราคาพุ่งสูงของก๊าซธรรมชาติเหลว LNG ขาดแคลนปุ๋ยยูเรีย จะซ้ำเติมสถานการณ์วิกฤติน้ำมัน 85% ของ LNG ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมุ่งมายังเอเชีย ประเทศไทยและเอเชียจะเผชิญกับการขาดแคลน LNG ในอนาคตอันใกล้หากสงครามยังไม่ยุติ สิ่งนี้จะมีผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตในหลายอุตสาหกรรม กระทบเศรษฐกิจแรง โดยประเทศที่กระทบหนักสุด คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และไทย การขาดแคลน LNG และ น้ำมันจะแตกต่างจากการหยุดชะงักของการขนส่งก๊าซระหว่างสงครามรัสเซียยูเครนในปี ค.ศ. 2022 เนื่องจากสงครามอิหร่านครั้งนี้มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตและส่งออกพลังงาน มีการปิดเส้นทางการขนส่งหลัก ทุกประเทศแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงอุปทานที่จำกัดลงเรื่อย ๆ สัญญาซื้อขายพลังงานระยะยาวไม่มีรับประกันอะไรที่จะสามารถทำตามข้อผูกพันได้เพราะอาจติดปัญหาการขนส่งและโลจีสติกส์ เมื่อสถานการณ์เลวร้ายสุดเกิดขึ้น ฝ่ายการเมืองเกือบทุกประเทศจะกำหนดมาตรการให้ธุรกิจอุตสาหกรรมอาจเผชิญการปันส่วนก่อนผู้บริโภคในครัวเรือน ขณะนี้เอง อุตสาหกรรมพลาสติกได้รับผลกระทบรุนแรง ขาดแคลนวัตถุดิบ หยุดการผลิตบางส่วน ผลิตภัณฑ์พลาสติกหลายประเภทราคาพุ่งและไม่เพียงพอต่อความต้องการ ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยกเลิกการผลิต เพราะไม่คุ้มต้นทุน นอกจากนี้ ผลกระทบเริ่มลามภาคเกษตรกรรม อาหารจะแพงขึ้น การขาดแคลนปุ๋ยและราคาปุ๋ยพุ่งขึ้น กระทบต่อการผลิตในภาคเกษตรกรรมอย่างชัดเจน ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยในราคาที่แพงขึ้น ทำให้รายได้สุทธิลดลง โดยเฉพาะในฤดูกาลที่ต้องใช้ปุ๋ยเร่งการเจริญเติบโต เกิดการขาดแคลนปุ๋ยในหลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคกลาง พบปัญหาปุ๋ยยูเรียขาดสต็อก หรือมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูก เกษตรกรต้องปรับใช้ปุ๋ยสูตรรองอื่นๆ ทดแทน ซึ่งอาจไม่ได้ประสิทธิภาพเท่ากับการใช้ปุ๋ยยูเรียโดยตรง ขณะนี้ ราคาปุ๋ยยูเรียเพิ่มขึ้น 15-16% ในเวลาสั้นๆ ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเป็นหลัก ปีที่แล้ว ไทยนำเข้าปุ๋ยประมาณ 529,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 95,000 ล้านบาท เราพึ่งพาการนำเข้าเกือบ 100% หลังจากเกิดสงคราม ปุ๋ยกระสอบหนึ่งขึ้นมากระสอบละ 200 บาท ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 200 บาทต่อไร่ หากสถานการณ์ราคาปุ๋ยยังเพิ่มต่อเนื่องและอาจขาดแคลน เกษตรกรอาจแบกรับไม่ไหว รัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยอุดหนุนราคาปุ๋ย ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนก่อน การจัดหาแหล่งนำเข้าใหม่นอกตะวันออกกลาง ระยะยาวแล้ว ประเทศไทยต้องผลิตปุ๋ยเคมีใช้เองในประเทศ หากต้นทุนในการผลิตสูง รัฐบาลต้องชดเชยบางส่วนเพื่อให้อุตสาหกรรมการผลิตปุ๋ยเกิดขึ้นในประเทศ   รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า หากสงครามยืดเยื้อต่อไปเกิน 3 เดือนและขยายวง ภายใน 3 เดือนนับจากวันนี้ ไทยอาจต้องเตรียมมาตรการปันส่วนการใช้น้ำมัน และต้องให้ความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารและระบบสาธารณสุขเป็นอันดับต้นๆ ให้สามารถมีพลังงานใช้อย่างไม่สะดุด มาตรการอุดหนุนเน้นช่วยกลุ่มเปราะบางเฉพาะกลุ่มลดความเสี่ยงวิกฤติการคลัง เพิ่มสำรองน้ำมันมากขึ้นอีกและขยายกำลังการจัดเก็บ ระยะยาว ต้องปรับสัดส่วนโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์เชิงรุกเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า พร้อมมีมาตรการจัดหาแหล่งน้ำมัน ก๊าซ LNG โครงสร้างพื้นฐานการผลิตและส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลางถูกทำลาย ราคาน้ำมันจะแพงอีกนาน ฉะนั้น มาตรการส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ สงครามยืดเยื้อ สหรัฐฯต้องเพิ่มงบกลาโหม หนี้สาธารณะทะลุเพดาน ป่วนตลาดพันธบัตรโลกได้ ขณะนี้ หนี้สาธารณะของสหรัฐฯพุ่งทะลุ 39 ล้านล้านดอลลาร์หลังจากทำสงครามกับอิหร่านและใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากในการทำสงคราม และ รัฐบาลสหรัฐฯต้องการของบประมาณเพิ่ม (โดยต้องกู้เงิน) จากรัฐสภา การที่หนี้สาธารณะ และ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายทางการทหาร ปัจจัยนี้จะทำให้ความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลดลง กดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงในระยะยาว แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มสูง มีแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดต่ำลงในระยะยาว และประชาชนชาวอเมริกันอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ สร้างภาระทางการเงินให้กับคนในรุ่นต่อไป ขณะที่ ประเทศไทยเองก็มีความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มสูงขึ้นจากสงครามอิหร่านและการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานเช่นเดียวกัน โดยคาดว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีน่าจะทะลุเพดาน 70% ในระยะหนึ่งปีข้างหน้า หรือ มีหนี้สาธารณะมากกว่า 14 ล้านล้านบาท เป็นภาระของประชาชนชาวไทยผู้เสียภาษีในปัจจุบันและอนาคตต้องร่วมกันรับผิดชอบร่วมกันต่อไป                   * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พลังงาน * ก๊าซธรรมชาติเหลว * ปุ๋ย * น้ำมัน * อนุสรณ์ ธรรมใจ
dlvr.it
March 22, 2026 at 8:09 AM
วิกฤติสงคราม 2 ครั้งกำลังเร่งไทยเปลี่ยนใช้พลังงานหมุนเวียน
วิกฤติสงคราม 2 ครั้งกำลังเร่งไทยเปลี่ยนใช้พลังงานหมุนเวียน ภาพจาก JustPow admin666 Sat, 2026-03-14 - 12:07 เสวนา “อนาคตเศรษฐกิจและพลังงานไทย ภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและระเบียบโลกใหม่” สะท้อนปัญหาที่ไทยกำลังได้รับผลกระทบด้านพลังงานจากวิกฤติสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งด้านราคาและความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมเสนอแนวทางให้รัฐไทยต้องเร่งเปลี่ยนโครงสร้างทางพลังงานของไทยไปใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีความเสถียรทางราคามากกว่า เพื่อให้ไทยมีความพร้อมรับมือวิกฤติที่อาจจะมาอีกในอนาคตและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าเพิ่มความสามารถในการต่อรองในการเมืองโลก เมื่อ 12 มี.ค.2569 ที่ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) มีเสวนา “อนาคตเศรษฐกิจและพลังงานไทย ภายใต้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและระเบียบโลกใหม่” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 วิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจและพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและแนวทางการรับมือวิกฤติที่กำลังจะมาในอนาคตทั้งสงครามและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม งานครั้งนี้จัดโดย JustPow แพลตฟอร์มสื่อสารประเด็นพลังงานของประเทศไทย ในงานมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร, รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende และ อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) วิกฤติจะจบเมื่อไหร่ กระทบใครแล้วบ้าง ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มองว่าคำถามว่าสถานการณ์สงครามจะยาวแค่ไหนเป็นเรื่องที่ตอบได้ยากเพราะ ณ วันนี้คนก็ประเมินแล้วว่าอาจจะถึงสองเดือน แม้ว่าอาทิตย์ก่อนจะคุยกันว่าคงจบภายในหนึ่งเดือน คำถามที่สำคัญกว่าในมุมของพิพัฒน์ คือราคาน้ำมันจะขึ้นสูงอยู่นานแค่ไหน ช่องแคบฮอร์มุชจะถูกปิดอยู่นานหรือไม่ และโครงสร้างการผลิตน้ำมันในภูมิภาคจะถูกทำลายมากแค่ไหน และจะมีปริมาณน้ำมันเข้ามาทดแทนที่ถูกใช้ไปได้เพียงพอหรือไม่ สำหรับความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่งเริ่มเพราะสงครามเพิ่งเริ่มมาได้ 10 วัน แต่เขาประเมินว่าจะกระทบไทยใน 3 ช่องทางและเป็นผลกระทบที่เกิดจากราคาพลังงานที่พุ่งเร็วมากจาก 60 เหรียญ/บาเรล มาเป็นประมาณ 100 เหรียญ/บาเรล ช่องทางแรก ท่องเที่ยวเพราะปีนี้ไทยหวังว่าการท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องจักรหลักในการผลักดันเศรษฐกิจ เพราะราคาน้ำมันก็จะทำให้ค่าตั๋วเดินทางเพิ่มคนก็จะต้องคิดแล้วว่าจะเดินทางดีหรือไม่ และเรื่องนี้จะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ช่องทางที่ 2 คือการค้าโลกเพราะตอนนี้ค่าระวางเรือก็ขึ้นแล้วค่าประกันภัยก็ขึ้น โดยเปรียบเทียบกับปีที่แล้วที่การค้าไทยก็โตเพิ่มขึ้นได้แม้จะเจอปัญหาภาษีทรัมป์ แต่ความรู้สึกในวันนี้การค้าขายก็มีปัญหา รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้กระทั่งธุรกิจ AI ในสหรัฐฯ ที่ประเมินกันเมื่อปีที่แล้วว่าจะเติบโตขึ้นก็ยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่แพงขึ้นด้วยทำให้การลงทุนในอุตสาหกรรม AI ก็แพงขึ้นด้วย ช่องทางที่ 3 คือการบริโภคของคนในประเทศ โดยเขาชี้ให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันเมื่อเทียบกับจีดีพีสูงที่สุดในอาเซียนซึ่งหมายถึงไทยพึ่งพาพลังงานในการผลิตเยอะและใช้พลังงานไม่คุ้มหรือไม่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มจีดีพีหนึ่งหน่วย และเราก็พึ่งพาพลังงานน้ำเข้าจากตะวันออกกลางถึง 50-60% ก็จะกลายเป็นปัญหาเพราะเมื่อราคาน้ำมันที่ปั๊มสูงขึ้นก็กระทบต่อรายได้ของประชาชนด้วย นอกจากเรื่องราคาที่สูงขึ้นยังมีปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบด้วย เช่น โรงงานปิโตรเคมีที่ไม่มีวัตถุดิบอย่างก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไนโตรเจนซึ่งเป็นวัตถุดิบของปุ๋ยยูเรีย และจะส่งผลให้สินค้าแพงขึ้นเพราะต้นทุนแพงขึ้น ซึ่งปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบเหล่านี้จะยาวนานแค่ไหนก็ขึ้นกับสถานการณ์ของสงครามด้วยเพราะหากสงครามจบได้เร็วการผลิตก็จะฟื้นกลับมาได้เร็วด้วยเพราะการผลิตสารที่เป็นวัตถุดิบแต่ละขั้นตอนจะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน ทั้งนี้พิพัฒน์ก็เห็นว่าตอนนี้ก็มี 3 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้คือ  * สงครามจบเร็วคือประมาณ 1 เดือนก็ยังถือว่าเร็ว * สงครามยืดเยื้อ แต่ว่าสงครามไม่ขยายตัวและไม่มีการทำลายโครงสร้างพลังงานที่มากเกินไป เพราะต่อให้ช่องแคบฮอร์มุชปิดไปแต่เมื่อเปิดกลับมาก็ยังมีน้ำมันออกมาได้หลังระบบการผลิตกลับมาทำงานอีกครั้งได้ค่อนข้างเร็ว * กรณีที่ร้ายที่สุดคือ กลายเป็นสงครามที่เลิกไม่ได้ช่องแคบฮอร์มุชไม่เปิด และโครงสร้างการผลิตน้ำมันถูกทำลายไปจำนวนมากก็จะใช้เวลาเป็นปีกว่าจะกลับมาสู่สถานการณ์ปกติ  อย่างไรก็ตาม พิพัฒน์ยังยืนยันว่าสงครามนี้ยังคาดเดาได้ยากเพราะตัวเขาเองไม่รู้ว่าแต่ละฝ่ายยังเหลืออาวุธและศักยภาพการรบแค่ไหน  เขามองว่า ความต้องการของสหรัฐฯ และอิสราเอลคืออิหร่านไม่สามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้อีกเพราะหากอิหร่านผลิตได้อิสราเอลก็จะเป็นเป้าหมายแรกแน่นอน ก็มีคำถามว่าความต้องการของสหรัฐฯ กับอิสราเอลยังมีเรื่องนี้อยู่อีกหรือไม่ และถ้าอิหร่านยอมยุติโครงการนิวเคลียร์สงครามก็จะจบ นอกจากนั้นสหรัฐฯ ก็ยังมีเป้าหมายที่ต้องการทำลายโรงงานผลิตนิวเคลียร์ของอิหร่านและถ้าทำให้ระบอบการปกครองของอิหร่านเปลี่ยนได้ก็จะดี ส่วนทางอิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการทนกับการโจมตีให้นานที่สุดและทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุดถ้าสหรัฐฯ อิสราเอลยิ่งยิงมาเยอะสงครามนี้ก็จะยิ่งจบช้าแล้วเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกเหมือนใช้เป็นตัวประกัน อีกทั้งสหรัฐฯ เองราคาน้ำมันตอนนี้ก็ขึ้นไปแล้วและยังใกล้ถึงช่วงเลือกตั้งกลางเทอมทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องหาทางประกาศชัยชนะในสงครามนี้ให้ได้เร็วที่สุดและลดราคาน้ำมัน ทำให้ตอนนี้ยังหาจุดร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่ายไม่ได้ รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในมุมมองของเขาวิกฤติครั้งนี้มีทั้งส่วนที่จะจบได้ช้าและจบได้เร็ว ส่วนที่จะจบเร็วคือผลกระทบหลักจะมีไม่นานเพราะอิหร่านเองในฐานะเป็นประเทศส่งออกน้ำมันในตลาดภูมิภาคเหมือนกันทำให้สถานการณ์ที่เป็นอยู่กระทบอิหร่านเองเหมือนกันยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปก็ยิ่งมีผลกระทบกับรายได้จากน้ำมันของอิหร่านเหมือนกัน และอิหร่านเองก็ยื่นข้อเสนอมาแล้วว่าจะยุติได้ต้องมีเงื่อนไขแล้ว ส่วนที่จะอยู่นานก็คืออาจจะกลายเป็นสงครามยืดเยื้อที่จะทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคซึมยาว สหรัฐฯ เองก็เตรียมการมาก่อนแล้วเพราะหากย้อนไปดูเมื่อ 2-3 ไตรมาสที่แล้วก็มีการเตรียมการบุกเวนาซุเอลาซึ่งเป็นแหล่งส่งออกน้ำมันที่ทางสหรัฐฯ ได้หาทางควบคุมไว้แล้วและตลอด 10 ปีที่ผ่านมาก็เปลี่ยนตัวเองจากประเทศนำเข้าน้ำมันกลายเป็นประเทศส่งออกน้ำมันเรียบร้อยแล้ว การจะทำให้สงครามยืดเยื้อก็คงยาก รักไทยกล่าวว่าสำหรับอิหร่านการปิดช่องแคบฮอร์มุซได้สร้างความเสียหายต่อธุรกิจพลังงานแล้วและได้ส่งสัญญาณว่ากำลังควบคุมพื้นที่นี้อยู่เป็นตัวประกัน แต่อิหร่านเองก็ถูกคว่ำบาตรมาตั้งแต่ปี 2020 แล้วเมื่อเกิดสงครามแล้วทั้งสองฝ่ายต่างก็สูญเสียก็จะต้องหาทางลงให้กับสถานการณ์ ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende กล่าวว่าตอนนี้เกิดความเสียหายเกิดขึ้นที่โครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลางที่เป็นแหล่ง LNG สำคัญที่นำเข้ามาในเอเชีย ทำให้โครงสร้างการผลิตต้องใช้เวลาฟื้นตัวหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน แม้ว่าต่อให้สงครามจบเร็วก็ยังต้องใช้เวลา 2-3 เดือนในการฟื้นกลับมา  ทั้งนี้ศุภวรรณมองว่า ผลกระทบต่อตลาด LNG อาจจะไม่ได้รุนแรงเท่ากับสงครามมยูเครน-รัสเซียเมื่อปี 2022 เพราะตอนนั้นประเทศในยุโรปเลิกซื้อก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียแล้วหันมาซื้อจากตลาดโลกแทนทำให้ราคา LNG ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น โดยในเอเชียขึ้นไปถึง 50 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียูคิดเป็นประมาณ 187% ทำให้ค่าไฟไทยสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ 4.72 บาท แต่ตอนนั้นเมื่อราคาสูงขึ้นแล้วสหรัฐฯ กับกาตาร์ก็ผลิตเพิ่มทำให้ราคาลดลง แต่เมื่อเกิดสงครามเกิดขึ้นในตะวันออกกลางเกิดขึ้นครั้งนี้ก็ทำให้ราคาในสัญญาล่วงหน้าขึ้นจาก 11-15 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ขึ้นไปถึง 20 ดอลลาร์แล้ว หัวหน้า Agora กล่าวว่าวิกฤติเหล่านี้ทำให้เห็นแล้วว่าในอนาคตอาจจะเกิดวิกฤติราคาพลังงานแบบนี้ได้บ่อยขึ้นอีกและเกิดผลกระทบที่ยาวนานกว่าตัวสงครามเอง นอกจากนั้นภัยแล้งที่จะกระทบต่อการขนส่งในคลองปานามาก็จะทำให้การขนส่งพลังงานจากสหรัฐฯ ก็จะทำให้ราคาสูงขึ้น ไทยจึงควรพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงนอกจากการขึ้นลงของราคาตามวัฏจักรของตลาดเพิ่มขึ้นด้วย เพราะเมื่อเกิดวิกฤติแล้วไม่ได้ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นแค่ 10-20% เท่านั้น และจากกรณีเมื่อปี 2022 ก็ทำให้หนี้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) มีหนี้อยู่แสนกว่าล้านบาทแล้วก็ไม่ได้หายไปไหนแต่ถูกใส่เข้ามาในค่าไฟอยู่ดีตามโครงสร้างราคาไฟฟ้าในปัจจุบัน ซึ่งในอนาคตจนถึงปี 2030 ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ในการวางแผนภาคพลังงานของไทย อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) สำหรับเขาแล้วมองว่าสงครามคงไม่จบ เพราะว่าสงครามครั้งนี้เหมือนทำให้เห็นว่าโลกได้ย้อนยุคไปสู่กฎแห่งป่า ทั้งการลักตัวผู้นำประเทศไปจนถึงการฆ่าครอบครัวผู้นำและจะเป็นเรื่องฝังลึก เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่าที่ประเทศไทยไม่จัดการเรื่องความมั่นคงทางพลังงานเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักให้มากและวิกฤติแบบนี้จะมาเป็นระลอกแค่จะเบาหรือแรง เราไม่มีหน้าที่โวยวายกับใครแต่ต้องโวยวายกับคนในประเทศตัวเองว่าการไม่เตรียมพร้อมและพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด แล้วยังวางแผนโครงสร้างพลังงานแบบเดิมไทยก็จะสาหัสกว่านี้อีกในอนาคตแน่ๆ เราต้องวางแผนให้กับประเทศเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่มีวันจบ ไทยต้องกระจายความเสี่ยงทั้งการทูตและพลังงาน พิพัฒน์ กล่าวว่าคำหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันในช่วงนี้คือ Deglobalization เพราะถ้าย้อนกลับไปโลก… ในสภาวะไม่ปกติคือตั้งแต่สงครามเย็นจบแล้วมีผู้ชนะที่ชัดเจนคือ สหรัฐฯ และยุโรป แล้วก็มีทั้งกติการะหว่างประเทศและระเบียบโลก มีองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจทั้ง IMF และธนาคารโลก  WTO และก็เชื่อว่าปัญหาต่างๆ จะสามารถจัดการ  แต่วันหนึ่งสิ่งนี้ก็มีคนมาท้าทายอย่างจีนที่เข้ามาใน WTO แล้วกลายเป็นผู้ชนะในด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ตามมา หรือรัสเซียทำให้กติการะหว่างประเทศไม่เป็นประโยชน์กับผู้ชนะเดิมอีกต่อไปและสามารถยอมให้จีนมาท้าทายได้  ทำให้ตอนนี้กติการะหว่างประเทศและระเบียบโลกเดิมไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป เห็นได้ทั้งจากกรณีทรัมป์ขึ้นภาษีโดยไม่บอกใคร การบุกเข้าไปจับผู้นำในเวเนซูเอลา และการไปทิ้งระเบิดใส่ประเทศที่ไม่ได้โจมตีใส่สหรัฐฯ ก่อน  “ทำให้เกิดคำถามว่าทุกวันนี้ใครเป็นผู้บังคับใช้(กติกาและระเบียบโลก) เพราะผู้บังคับใช้ลุยเองใครจะว่าอะไร” นักเศรษฐศาสตร์จากเกียรตินาคินภัทกล่าว ทำให้คำถามว่าไทยจะเลือกอยู่กับฝ่ายไหนดีวันนี้ที่สหรัฐฯ เองก็เป็นประเทศที่มีกำลังทหารมากที่สุด ใครไม่เข้าข้างก็ไล่ออกจากกลุ่ม แล้วไทยเองที่ผ่านมาก็ออกห่างมาจากสหรัฐฯ และประเทศโลกตะวันตกเอนเอียงเข้าหาจีนมาระยะหนึ่งแล้วทำให้สหรัฐฯ ก็ไม่ได้มองเราเป็นมหามิตรและวางใจไทยเต็มที่ ส่วนจีนเราก็ไม่รู้ว่ามองไทยอย่างไร  “เราไม่เลือกข้าง แต่ปัญหาคือพอเราไม่เลือกข้างก็ไม่มีใครเลือกเรา ทางออกที่ดีที่สุดก็คือการกระจาย(ความสัมพันธ์ทางการทูต)”    พิพัฒน์มองว่าไทยเองต้องหาว่าจุดแข็งของประเทศไทยคืออะไรแล้วก็ไปจับกับหลายกลุ่มมากขึ้นไม่ใช่การไปเจรจากับมหาอำนาจแล้วก็แพ้ตลอดเวลา แต่ไทยต้องทำให้ตัวเองใหญ่ขึ้นแล้วก็สามารถมีอะไรไปเจรจาแลกเปลี่ยนกับมหาอำนาจได้ หรือการจับมือกับอาเซียนเอง(ที่แม้ว่าตอนนี้ไทยจะยังทะเลาะกับประเทศอื่นอยู่) แต่ถ้าสามารถรวมกลุ่มกันได้ไปเจรจาไทยก็อาจจะมีทางรอด  รักไทย โครงสร้างราคาน้ำมันไม่สะท้อนความเป็นจริงเพราะการเข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมันของรัฐบาลที่รวมทั้งหมด อย่างเช่น ดีเซลที่หากจะเป็นการอุดหนุนภาคขนส่งก็พอเข้าใจได้ แต่คนที่ใช้รถหรูบางประเภทที่ใช้ดีเซลก็ได้ประโยชน์ไปด้วย ซึ่งเขาเห็นว่ารัฐควรเข้าไปอุดหนุนราคาพลังงานเป็นรายภาคส่วน นอกจากนั้นไทยยังไม่ได้เตรียมพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานให้มีการใช้งานทางเลือกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น LNG ไฟฟ้า หรือไฮโดรเจน  รักไทยให้ข้อมูลว่าไทยนำเข้าน้ำมัน 90% แก๊สธรรมชาติผลิตได้เอง 70% จากอ่าวไทย ดังนั้นสถานการณ์ในตะวันออกกลางตอนนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจะเกิดผลกระทบในส่วนของการนำเข้าน้ำมัน แต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็คงไม่สูงไปกว่า 100-120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาเรล ถ้าถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐ/บาเรลคงเป็นไปได้ยากและถ้าถึงก็คงเป็นเวลาไม่กี่วัน เพราะว่าถ้าราคาน้ำมันเกินกรอบ 100-120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาเรลจะทำให้คนหยุดใช้น้ำมันและสร้างสภาพบังคับให้เร่งเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนเต็มตัวซึ่งประเทศค้าน้ำมันหรือประเทศมหาอำนาจไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นี้  อย่างไรก็ตามกรณีของไทยมีความเปราะบางในเรื่องแหล่งพลังงาน ที่ผ่านมาปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเอามาใช้ไม่ได้ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำมันขนาดใหญแม้ว่าไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐานในการขุดเจาะพร้อม ทำให้ทางเลือกในการหาแหล่งน้ำมันของไทยเหลือแค่ฝั่งอันดามันที่ยังมีความเป็นไปได้และคาดการณ์ว่าจะมีอยู่มหาศาล ก็คงต้องมีการวางแผนเพราะไทยก็คงไม่นำเข้าไปตลอดกาลแต่ต้องอยู่หยุดนำเข้าหรือนำเข้าน้อยลงแล้วเปลี่ยนไปสู่พลังงานทดแทน และทำให้ประเทศมีแหล่งพลังงานที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ไฮโดรเจน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor - SMR) หรือ LNG  รักไทยมองว่าในการมองหาแหล่งพลังงานสำหรับไทยแล้วนอกจากตะวันออกกลางก็ยังมีประเทศในทวีปอเมริกาใต้อย่างเช่น อาเจนติน่าหรือบราซิล เพราะมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับไทยพร้อมที่เจรจาด้วยอีกทั้งมีแหล่งพลังงานสูงมาก แต่ก็มีปัญหาว่าเป็นน้ำมันดิบหนัก (Heavy Crude) ซึ่งโรงกลั่นของไทยถูกออกแบบมาจำกัดสำหรับน้ำมันจากตะวันออกกลางที่เป็นน้ำมันดิบเบา (Light Crude) ก็จะต้องปรับปรุงระบบโรงกลั่นของไทยให้รองรับน้ำมันดิบหนักเพิ่มจากแหล่งอื่นๆ เพิ่ม นอกจากนั้นไทยเองก็ต้องยอมรับความจริงว่าจะไม่กลายเป็นประเทศส่งออกน้ำมันภายใน 5 - 10 ปีอยู่แล้ว นโยบายทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และพลังงานก็ต้องวางนโยบายเป็นกลางถ้ามีใครที่จะเป็นแหล่งพลังงานให้ไทยก็รับหมด ทำให้ไทยเองก็ต้องหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนเพราะก็มีหลายประเทศที่ทำได้แล้วอย่างสเปน หรือโปรตุเกส ทำให้ประเทศที่มีความมั่นคงพลังงานสามารถที่จะเห็นแย้งกับประเทศมหาอำนาจได้เพราะทุกสงครามมีเรื่องพลังงานมาเกี่ยวข้อง ถ้าไทยไม่มีความมั่นคงทางพลังงานก็ไม่สามารถแข็งข้อกับใครได้  “ไทยยังมีศักยภาพที่ดีในวันนี้ที่จะเปลี่ยนจากการนำเข้า(เชื้อเพลิง) ไปสู่การลดนำเข้า แต่ว่าก็ต้องเป็นรูปธรรม มีแบบแผน และเรื่องสำคัญในความเห็นส่วนตัวก็คือการอุดหนุนดีเซลไม่สะท้อนความเป็นจริง เมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง คนก็ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม”  รักไทยเห็นว่าถ้าจะต้องเอาเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปอุดหนุนราคาน้ำมัน ไปทำนโยบายเปลี่ยนหัวรถจักรใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่นแทนเช่น ไฮโดรเจนหรือ LNG หรือไฟฟ้า หรือทำโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะกับพลังงานหมุนเวียน แทนดีกว่า หรือเร่งการสำรวจน้ำมันฝั่งทะเลอันดามันหรืออุตสาหกรรมปิโตรเลียมในะระยะสั้นประมาณ 3-5 ปี  ศุภวรรณ กล่าวว่าที่ไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สงครามนี้เพราะเรายังพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซที่นำเข้ามาอยู่ถึง 30% เมื่อปี 2022 ไทยนำเข้าอยู่ที่ 8.5 ล้านตัน ปีนี้ไทยอาจจะยังต้องนำเข้ามาอีก 12 ล้านตัน  “ทุกๆ ปีที่เราจะต้องพึ่งพานำเข้า LNG มากขึ้นความเสี่ยงของเราจะยิ่งมากขึ้นตามจากความผันผวนของราคา LNG ในตลาดโลก ความท้าทายความยากคือใครจะมาคาดการณ์ได้ว่า ราคาของตลาดโลกจะเป็นเท่าไหร่ ใครจะคาดการณ์วิกฤตการณ์ที่เกิดจากทั้งสงคราม ทั้งการเงินการค้า รวมถึงสภาพภูมิอากาศที่มีโอกาสจะกระทบอย่างคลองปานามาที่จะกระทบต่อราคา LNG จากอเมริกาที่ส่งมาไทย”  ศุภวรรณกล่าวว่า แม้ตอนนี้ไทยจะยังไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเพราะยังนำเข้าเพียง 30% เพราะไทยยังผลิตเองได้และยังมีจากแหล่งอื่นเช่นจากประเทศพม่า แต่ในอนาคตก็อาจจะต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 50% เพราะผลิตเองได้น้อยลงและสัญญานำเข้าจากพม่าก็จวนจะหมดลง ก็มีความท้าทายว่าไทยจะหาแหล่งใหม่ได้หรือไม่ ซึ่งก็ต้องวางแผนเตรียมพร้อมมากขึ้นและหาจากแหล่งที่หลากหลายมากขึ้นด้วยซึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยง  ศุภวรรณเห็นว่าในอนาคตไทยจะมีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นและเห็นแล้วว่าการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติก็ทำให้ค่าไฟไทยแพงได้เมื่อเจอกับปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับไทยในอนาคตเมื่อยังมีพลังงานทางเลือกอื่นๆ อีกซึ่งมีตัวอย่างในบางประเทศสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์และลมในการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 70-80% ในบางช่วงเวลาทำให้เห็นว่ายังมีทางเลือกอื่นๆ แต่ก็ต้องมีความพยายามปรับเปลี่ยนและมีเวลาในการเตรียมพร้อมอย่างการพัฒนาระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัยเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน(Grid modernization) การทำให้พลังงานไฟฟ้ามีความมั่นคงด้วยอุปกรณ์กักเก็บพลังงานอย่างแบตเตอรี่ที่เก็บได้ในช่วงสั้นๆ หรือไทยเองก็มีศักยภาพจะทำระบบกักเก็บไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydro storage) หรือไฮโดรเจนก็จะเป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่จะมาเสริมการเก็บพลังงานเมื่อเปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์หรือลมในระบบมากขึ้นได้ “ถ้าเราต้องการลดความเสี่ยงจากวิกฤติโลกเราอาจจะต้องพยายามสร้างความมั่นคงทางพลังงานของเราจากทรัพยากรภายในประเทศและจะทำยังไงถึงจะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ การปรับกฎระเบียบต่างๆ รวมถึงให้แรงจูงใจทางการตลาดที่เหมาะสมกับระบบไฟฟ้าที่มันเปลี่ยนแปลงไป ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างค่อนข้างเยอะมากในการแก้ปัญหา” ศุภวรรณกล่าว อาทิตย์ มองว่า วิกฤติครั้งนี้ก็เป็นโอกาสของไทยและวัดใจว่าผู้ที่มีส่วนวางแผนพลังงานของประเทศจะยอมเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านพลังงาน เพราะการหาแหล่งเชื้อเพลิงใหม่เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นแต่เราต้องพูดถึงระยะกลางและยาว ผู้ประกอบการเองตอนนี้กังวลกับการแกว่งขึ้นลงของราคามากกว่าราคาจะแพงหรือถูกที่สามารถคาดเดาได้ เขากล่าวว่าเรื่องความมั่นคงพลังงานในปัจจุบันไม่ได้มีแค่เรื่องการมีไฟฟ้าใช้หรือมีแล้วไม่ติดๆ ดับๆ แต่ยังมีเรื่องราคาพลังงานที่ไม่แกว่งไปมา ก็ต้องนิยามความมั่นคงทางพลังงานกันใหม่ ต้องมีการปรับโครงสร้างพลังงานกันใหม่ เพราะตอนนี้มีทั้งพลังงานชีวมวล พลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ ฯลฯ แล้วทำให้เรื่องราคาและความมั่นคงทางพลังงานไม่ใช่เรื่องที่ได้แลกกันแต่สามารถบริหารจัดการต้นทุนพลังงานโดยทำให้ได้ทั้งความมั่นคงและราคาที่ไม่แพงไปพร้อมกับรักษาสิ่งแวดล้อมได้ ตอนนี้เหลือแค่ว่าเรื่องเหล่านี้คุยกันมากว่า 15 ปีแล้วแต่ก็ยังไม่ได้เริ่มเสียที และมีคำถามว่าเกิดสงครามมา 2 รอบใกล้ๆ กันขนาดนี้แล้วจะยังไม่เปลี่ยนแปลงอีกหรือ? แม้ว่าจะเห็นด้วยกับการหาแหล่งพลังงานจากที่อื่นเพื่อจัดการระยะสั้นเขาเองก็เห็นด้วย แต่ต้องพลิกวิกฤติเป็นโอกาสให้ได้เพราะความเสถียรของพลังงานสะอาดชนะพลังงานฟอสซิลขาดลอยที่ราคาเดี๋ยวถูกเดี๋ยวแพง อาทิตย์กล่าวต่อว่ามีเรื่องที่รัฐบาลต้องแก้หลายประเด็น ประเด็นแรก แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานอาจจะต้องใช้เวลาแต่ผู้ประกอบการก็ต้องการเห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเปลี่ยนแปลง  นอกจากนนั้นยังต้องการให้แก้ไขกฎหมายที่ขัดขวางผู้ประกอบการ เช่น กฎหมายผังเมืองที่ยังขัดขวางการตั้งโซลาร์ฟาร์มอยู่  เขาเล่าว่า ก่อนหน้านี้ผู้สั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศมีคำถามมาถึงผู้ประกอบการไทยว่ามีแผนการรับรองคาร์บอนเครดิตอย่างไรเพราะถ้าปีหน้ายังไม่มีก็จะลดคำสั่งซื้อ เป็นการส่งสัญญาณแรงมาถึงไทย ตอนนี้ผู้ประกอบการเองก็ต้องการเอาตัวรอดเองไปก่อนให้ได้อย่างการติดตั้งโซลาร์เซลล์ติดบนหลังคาเต็มไปแล้วแต่เช่าที่เพื่อติดเพิ่มแต่ถูกสั่งห้ามทำ หรือการให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงกับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (Direct PPA) ได้ 2 เมกะวัตต์ แต่กลับไม่เปิดให้กับอุตสาหกรรมเก่าที่อยู่กับไทยมา 30 ปีที่จะต้องเป็นธุรกิจสีเขียว อาทิตย์กล่าวว่ามีความมั่นใจสูงที่ไทยจะไปในทิศทาง ที่จะทำ Grid modernization และนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้เพิ่มเติม แม้ว่าไทยจะลงเสาเข็มการใช้พลังงานฟอสซิลไว้เต็ม แต่ในแผน PDP ใหม่ก็มีแนวโน้มใช้พลังไฟฟ้ามากขึ้นทั้งในส่วนของดาต้าเซนเตอร์และรถไฟฟ้าอีวี รถไฟความเร็วสูงและรถขนส่งที่จะเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า  เขาชี้ว่า อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการใช้พลังงานไฟฟ้าเหล่านี้ยังไม่ถึงจุดที่จะทำให้เกิดการยกเลิกสัญญาพลังงานฟอสซิล แต่พลังงานที่เติมเข้ามาใหม่จะถูกเติมด้วยพลังงานหมุนเวียน แม้ว่าจะใช้เวลายาวหน่อยแต่ก็จะทำให้ไทยมีความมั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดไทยอาจจะแข็งแรงพอที่จะเลิกใช้ไฟฟ้าถ่านหิน แล้วเลิกใช้โรงไฟฟ้าจากก๊าสที่มีประสิทธิภาพต่ำเช่น โรงที่ใช้ LNG มาผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ผลิตความร้อนร่วมด้วย (Co-Generation Power Plant) และในอนาคตเมื่อ SMR เข้ามาก็จะผลิตพลังงานได้แบบ Co gen ก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตยืดหยุ่นมากขึ้น  อาทิตย์กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้เชื่อมั่นได้มากว่าทิศทางของเทคโนโลยีและราคาจะทำให้เปลี่ยนทิศทางได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือ รัฐไทยพูดแล้วไม่ทำ มีนโยบายเขียนเอาไว้ แต่ไม่ได้ทำ วันนี้เราจะเอาวิกฤติมาเป็นโอกาส มันถึงเวลาที่เราพูดแล้วเราทำ แล้วเราต้องทำให้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นก็จะแย่แน่ ทั้งนี้เขาเห็นว่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ก็สบายใจอย่างหนึ่งที่ทิศทางแนวโน้มก็ไปอย่างนั้นแล้วจริงๆ โดยที่การกำหนดทิศทางและการวางแผนต่างๆ ไทยเดินมาได้ดีแล้วก็มีความหวังว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และที่ต้องการเสียสละอย่างมากจากรัฐวิสาหกิจที่ต้องห่วงตัวเองน้อยลงแล้วห่วงส่วนรวมมากขึ้น ต้องยอมมาคุยกันแล้วกำหนดทิศทางประเทศไปด้วยกัน เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐยังไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เราออกแผนPDP มาแต่ทางภาคปฏิบัติยังไม่เดินหน้าก็เป้นอุปสรรคใหญ่ของประเทศอันหนึ่ง “วิกฤติที่โหดร้ายทารุณอย่างวันนี้น่าจะทำอะไรให้มีความเปลี่ยนแปลงประเทศไทยครั้งใหญ่ได้” อาทิตย์กล่าว * ข่าว * เศรษฐกิจ * พลังงาน * น้ำมัน * พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย * รักไทย บูรพ์ภาค * ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม * อาทิตย์ เวชกิจ * ไฟฟ้า * พลังงานหมุนเวียน
dlvr.it
March 14, 2026 at 5:34 AM
การเมืองไทยเดินหน้า ภูมิใจไทยยึดอำนาจในสภา เตรียมดันอนุทินนั่งนายกฯ แต่ต้องเผชิญแรงกดดันจากวิกฤติพลังงาน ค่าครองชีพ และความเชื่อมั่นประชาชน
#themainstreamth #รัฐบาลอนุทิน #อนุทินชาญวีรกูล #รัฐสภา #วิกฤตพลังงาน
themainstream.news/columns/18018/
ภูมิใจไทยคุมสภาเบ็ดเสร็จ จับตาโหวตนายกฯ อนุทิน ท่ามกลางวิกฤติพลังงานและค่าครองชีพ
การเมืองไทยเดินหน้า ภูมิใจไทยยึดอำนาจในสภา เตรียมดันอนุทินนั่งนายกฯ แต่ต้องเผชิญแรงกดดันจากวิกฤติพลังงาน ค่าครองชีพ และความเชื่อมั่นประชาชน
themainstream.news
March 17, 2026 at 9:42 AM
พรรคภูมิใจไทยเร่งเครื่องกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ภายใต้แรงกดดันรอบด้าน
#themainstreamth #พรรคภูมิใจไทย #พรรคเพื่อไทย #ตั้งรัฐบาล #อนุทินชาญวีรกูล
themainstream.news/columns/17996/
ภูมิใจไทยเร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ท่ามกลางวิกฤติพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์โลก
กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เร่งเครื่องท่ามกลางวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจโลก ขณะเหตุเรือสินค้าไทยในช่องแคบฮอร์มุซสะท้อนความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
themainstream.news
March 16, 2026 at 4:12 AM
กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เร่งเครื่อง หลัง กกต.รับรอง ส.ส. เตรียมโหวตนายกฯ ขณะที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญโจทย์ยากจากเศรษฐกิจโลกและวิกฤติพลังงาน
#themainstreamth #ตั้งรัฐบาล #พรรคภูมิใจไทย #อนุทินชาญวีรกูล
themainstream.news/columns/17960/
กกต.รับรอง ส.ส. เปิดทางตั้งรัฐบาล ภูมิใจไทยนำจัดตั้งรัฐบาล ลุยโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจและราคาน้ำมันโลก
กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เร่งเครื่อง หลัง กกต.รับรอง ส.ส. เตรียมโหวตนายกฯ ขณะที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญโจทย์ยากจากเศรษฐกิจโลกและวิกฤติพลังงาน
themainstream.news
March 10, 2026 at 1:21 AM
ฉันอยู่ในเหตุการณ์วิกฤติพลังงานจากสงครามยุคทรัมป์ ต้องต่อคิวเติมน้ำมันรถ #diary #มีนาคม2569
March 19, 2026 at 11:13 AM
นายกฯ หารือ ‘ผู้อำนวยการ IEA ’ รับมือวิกฤติพลังงานโลก ย้ำไทยให้ความสำคัญความมั่นคงทางพลังงานควบคู่ดูแลค่าครองชีพ ปชช. ขอผลักดันไทยสู่สมาชิก OECD

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5884372/
.
#วิกฤติพลังงานโลก #อนุทินชาญวีรกูล #IEA
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
May 23, 2026 at 4:04 AM