#ศาลอาญา
🚨 ด่วน! เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ บุกค้นบ้าน ส.ส. Ilhan Omar พรรคเดโมแครตจากรัฐมินนิโซตา

เจ้าหน้าที่ HSI เข้าตรวจค้นบ้านพักในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วันที่ 12 ต.ค. 2026 ตามหมายค้นของศาล เพื่อสืบสวนคดีอาญา

⚠️ กระทรวงยุติธรรมยืนยันการตรวจค้น แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดคดีหรือแจ้งข้อกล่าวหา
October 12, 2026 at 4:22 PM
ศาลอาญาเลื่อนฟังคำสั่งคดี 39 แกนนำ กปปส.ชุมนุม หลังยื่นนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
ศาลอาญาเลื่อนฟังคำสั่งคดี 39 แกนนำ กปปส.ชุมนุม หลังยื่นนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข auser15 Mon, 2026-10-12 - 15:07 ศาลอาญาเลื่อนฟังคำสั่งคดี 39 แกนนำกลุ่ม กปปส. ชุมนุมขับไล่รัฐบาล หลังอัยการและจำเลย ยื่นฎีกานิรโทษกรรมคดีตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข แฟ้มภาพแมวส้ม 12 ตุลาคม 2569 Thai PBS รายงานว่า นายแก้วสรร อติโพธิ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข อดีตแกนนำกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เดินทางกลับหลังเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เดินทางมาที่ศาลอาญารัชดาเพื่อฟังคำสั่ง ในคดีที่ พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่ม กปปส. กับพวก รวม 39 คน ฐานร่วมกันเป็นกบฏฯ จากเหตุการณ์ชุมนุมขับไล่รัฐบาลและปิดกรุงเทพฯ ช่วงปี 2556-2557 นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความของกลุ่มแกนนำ กปปส. เปิดเผยว่า ในวันนี้ศาลอาญาเลื่อนฟังคำสั่งเนื่องจากจำเลยและฝ่ายอัยการอยู่ระหว่างการยื่นฎีกา โดยภายหลังจากพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มีผลบังคับใช้เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา จึงทำให้มีข้อยกเว้นสำหรับกรณีชุมนุมทางการเมืองย้อนหลังตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ซึ่งกลุ่มลูกความของตนเข้าข่ายให้ศาลจำหน่ายคดีที่อยู่ในศาลทั้งหมด ซึ่งก็ไม่เพียงแต่คดีนี้เท่านั้น แต่ตนได้ยื่นคำร้องในทุกคดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลจำหน่ายคดี เบื้องต้นศาลมีคำสั่งรับเป็นฎีกาแล้ว โดยศาลอาญาได้ออกหมายนัดให้จำเลยมาฟังคำสั่งคดีในวันนี้ ก่อนจะตรวจสอบเมื่อวันที่ 6 ต.ค. พบว่า คดีนี้อยู่ระหว่างการฎีกา ประกอบกับจำเลยหลายคนมีเหตุผลในการยื่นฎีกา อีกทั้งยังอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน จึงเห็นควรให้ยกเลิกการฟังคำสั่งคดีของศาลอาญา ซึ่งเมื่อยกเลิกแล้วศาลอาญาต้องส่งสำนวนคดีไปที่ศาลฎีกา เนื่องจากอำนาจอยู่ในศาลฎีกาแล้ว สำหรับการยื่นฎีกาของจำเลยไม่ใช่เฉพาะนายสุเทพเพียงคนเดียว แต่ยังมีจำเลยคนอื่นอีกจำนวนมากที่ยื่นไป แล้วเหลือเพียง 6-7 คน ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ส่วนการนัดฟังคำสั่งศาลอาญาต้องรอศาลฎีกามีคำสั่งคดี โดยไม่มีกรอบเวลา เพราะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล ซึ่งศาลฎีกาจะแจ้งคำสั่งไปยังตัวทนายจำเลยทุกคน * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * กปปส. * กระบวนการยุติธรรม * นิรโทษกรรม * พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
dlvr.it
October 12, 2026 at 8:10 AM
ศาลอาญาเลื่อนฟังคำสั่งคดี 39 แกนนำ กปปส.ชุมนุม หลังยื่นนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
ศาลอาญาเลื่อนฟังคำสั่งคดี 39 แกนนำ กปปส.ชุมนุม หลังยื่นนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
ศาลอาญาเลื่อนฟังคำสั่งคดี 39 แกนนำ กปปส.ชุมนุม หลังยื่นนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข auser15 Mon, 2026-10-12 - 15:07 ศาลอาญาเลื่อนฟังคำสั่งคดี 39 แกนนำกลุ่ม กปปส. ชุมนุมขับไล่รัฐบาล หลังอัยการและจำเลย ยื่นฎีกานิรโทษกรรมคดีตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข แฟ้มภาพแมวส้ม 12 ตุลาคม 2569 Thai PBS รายงานว่า นายแก้วสรร อติโพธิ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข อดีตแกนนำกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เดินทางกลับหลังเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เดินทางมาที่ศาลอาญารัชดาเพื่อฟังคำสั่ง ในคดีที่ พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่ม กปปส. กับพวก รวม 39 คน ฐานร่วมกันเป็นกบฏฯ จากเหตุการณ์ชุมนุมขับไล่รัฐบาลและปิดกรุงเทพฯ ช่วงปี 2556-2557 นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความของกลุ่มแกนนำ กปปส. เปิดเผยว่า ในวันนี้ศาลอาญาเลื่อนฟังคำสั่งเนื่องจากจำเลยและฝ่ายอัยการอยู่ระหว่างการยื่นฎีกา โดยภายหลังจากพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มีผลบังคับใช้เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา จึงทำให้มีข้อยกเว้นสำหรับกรณีชุมนุมทางการเมืองย้อนหลังตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ซึ่งกลุ่มลูกความของตนเข้าข่ายให้ศาลจำหน่ายคดีที่อยู่ในศาลทั้งหมด ซึ่งก็ไม่เพียงแต่คดีนี้เท่านั้น แต่ตนได้ยื่นคำร้องในทุกคดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลจำหน่ายคดี เบื้องต้นศาลมีคำสั่งรับเป็นฎีกาแล้ว โดยศาลอาญาได้ออกหมายนัดให้จำเลยมาฟังคำสั่งคดีในวันนี้ ก่อนจะตรวจสอบเมื่อวันที่ 6 ต.ค. พบว่า คดีนี้อยู่ระหว่างการฎีกา ประกอบกับจำเลยหลายคนมีเหตุผลในการยื่นฎีกา อีกทั้งยังอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน จึงเห็นควรให้ยกเลิกการฟังคำสั่งคดีของศาลอาญา ซึ่งเมื่อยกเลิกแล้วศาลอาญาต้องส่งสำนวนคดีไปที่ศาลฎีกา เนื่องจากอำนาจอยู่ในศาลฎีกาแล้ว สำหรับการยื่นฎีกาของจำเลยไม่ใช่เฉพาะนายสุเทพเพียงคนเดียว แต่ยังมีจำเลยคนอื่นอีกจำนวนมากที่ยื่นไป แล้วเหลือเพียง 6-7 คน ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ส่วนการนัดฟังคำสั่งศาลอาญาต้องรอศาลฎีกามีคำสั่งคดี โดยไม่มีกรอบเวลา เพราะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล ซึ่งศาลฎีกาจะแจ้งคำสั่งไปยังตัวทนายจำเลยทุกคน * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * กปปส. * กระบวนการยุติธรรม * นิรโทษกรรม * พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
dlvr.it
October 12, 2026 at 8:10 AM
Then to Thailand where TLHR's case schedule show 3 politically motivated cases in court this week
tlhr2014.com/archives/86918

And they also published the situation of “Eye” Kanruthai Khlaion, who is sentenced to over 10 years after recently visitong her in prison,
tlhr2014.com/archives/87166
15/
October 11, 2026 at 7:04 PM
สหรัฐฯ ภายใต้ปธน.ทรัมป์ คว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพื่อป้องกันไม่ให้ดำเนินคดีชาวอเมริกัน โดยห้ามธุรกรรมและตัดแหล่งเงินทุน หลังไม่พอใจที่ออกหมายจับเจ้าหน้าที่อิสราเอล

มาตรการนี้เกิดขึ้นชั่วโมงเดียวกับที่อดีตผู้พิพากษา ICC ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ
October 9, 2026 at 6:16 PM
ศาลยกคำร้องปล่อยตัว 'นักข่าวจีน' มอง ตม.มีอำนาจคุมตัว หลังจีนขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ศาลยกคำร้องปล่อยตัว 'นักข่าวจีน' มอง ตม.มีอำนาจคุมตัว หลังจีนขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน XmasUser Fri, 2026-10-09 - 19:32 ศาลยกคำร้องปล่อยตัว ไป๋ จ้าวตง นักข่าวจีน และผู้ลี้ภัย UNHCR อายุ 56 ปี แม้ว่ามีประเทศที่ 3 เสนอรับตัวแล้ว แต่ศาลมองว่า ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาคำร้องส่งผู้ร้ายข้ามแดน ทำให้การควบคุมตัวยังชอบด้วยกฎหมาย   9 ต.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (9 ต.ค.) เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 501 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ผู้พิพากษานัดฟังคำสั่งคดีที่ไป๋ จ้าวตง ผู้สื่อข่าวสอบสวนชาวจีน อายุ 56 ปี และผู้ลี้ภัยของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ขอปล่อยตัว เนื่องจากถูกคุมขังโดยมิชอบ ตาม ป.วิอาญา มาตรา 90 หลังจากเขาได้รับวีซามนุษยธรรม และได้รับการตอบรับให้ไปประเทศที่ 3 แต่กลับถูกทางรัฐไทยปฏิเสธ ณัฐาศิริ เบิร์กแมน ทางทนายความของไป๋ จ้าวตง ระบุว่า สตม.ใช้อำนาจควบคุมตัว ตามมาตรา 54 วรรค 3 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งกำหนดว่า ทางเจ้าหน้าที่มีอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องกัก "นานเท่าใดก็ได้ตามความจำเป็น" ระหว่างรอผลักดันออกนอกประเทศไทย ทางทนายความของจ้าวตง มองด้วยว่า ด้วยจ้าวตง มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย UNHCR จึงไม่สามารถเดินทางกลับประเทศจีนได้ เนื่องจากจะเผชิญภัยอันตราย และการประหัตประหาร ประกอบกับ เมื่อมีประเทศที่ 3 ยินดีรับตัวเพื่อไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ควรส่งผลให้อำนาจการควบคุมตัวจ้าวตง สิ้นสุดลงไปด้วย ทั้งนี้ เหตุผลที่ทำให้นักข่าวจีนต้องลี้ภัย ต้องย้อนไปสมัยจ้าวตง ทำงานข่าว โดยข่าวสืบสวนที่เขาทำ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปิดโปงคดีทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้เขาถูกทางการเพ่งเล็ง คุกคาม รวมถึงกดดันให้เขาออกจากงาน นักข่าวจีนให้การกับศาลว่า ระหว่างที่ยังอยู่ในจีน เขาเคยถูกเจ้าหน้าที่เรียกตัวไปสอบสวน โดยจับเขามัดขา และใช้กุญแจมือ มัดมือไพล่หลัง นั่งบนเก้าอี้ และสอบสวนซักถามยาวนานติดต่อกัน 24 ชม. ก่อนถูกปล่อยตัวโดยไม่ตั้งข้อหา นอกจากการคุกคามทางกายภาพ ตัวของจ้าวตง เผยว่า เขาถูกหน่วยงานความมั่นคงสาธารณะทั่วประเทศจีน ดำเนินคดีอย่างน้อย 5 คดีความ ซึ่งเนื่องมาจากการรายงานข่าวทุจริตคอร์รัปชันที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น และรัฐบาลจีน โดยหนึ่งในข้อหาที่เขาโดนดำเนินคดี "บ่อนทำลายอำนาจรัฐ" โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี แต่ถ้าศาลมองเป็นคดีร้ายแรง โทษจำคุกจะเริ่มจากขั้นต่ำ 5 ปี  ด้วยความกังวลว่าจะเกิดเรื่องอันตรายถึงแก่ชีวิต ทำให้เขาเดินทางมายังประเทศไทยในปี 2567 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในเวลาต่อมา อย่างไรก็ดี เรื่องนี้มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เนื่องจากระหว่างการไต่สวนที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา พ.ต.ท.อนันท์ อินทราย จากกองกำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (กก.3 บก.สส.สตม.) ให้การเพิ่มว่า ทางสถานทูตจีนได้ส่งคำร้องมายังกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อปี 2567 ว่าจ้าวตง เป็นที่ต้องการตัวของทางการจีน เนื่องจากมีหมายจับข้อหากรรโชกทรัพย์และรับสินบน จากสำนักงานความมั่นคงสาธารณะเมืองยู่หลิน (Yulin) และ มิ.ย. 2568 ทางการจีนมีคำร้องขอให้ไทยส่งตัวจ้าวตง ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ทั้งนี้ จ้าวตง เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อไร้พรมแดน (RSF) ระบุว่า เขาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมกล่าวว่า เป็นข้อหาที่ทางการจีนกุขึ้นมา   ตัวแทน สตม. ระบุด้วยว่า แม้ว่าเขาจะไม่ได้ดูเรื่องการส่งตัวผู้ต้องกักโดยตรง แต่ประเมินว่า สาเหตุที่จ้าวตง ไม่ได้ไปประเทศที่ 3 เมื่อ ก.พ. และ มิ.ย. 2569 เนื่องจากนักข่าวจีน อยู่ในกระบวนการพิจารณาขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีเรื่องให้พิจารณาเพิ่มว่า เหตุผลที่ทางการไทยระบุว่า ไป๋ จ้าวตง อยู่ในกระบวนการดังกล่าว เพียงพอต่อการให้อำนาจ สตม.ควบคุมตัวตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 54 วรรค 3 หรือไม่ สำหรับบรรยากาศภายในห้องพิจารณาคดี 501 มีคนมาร่วมสังเกตการณ์พอสมควร โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ เวลา 10.15 น. ผู้พิพากษาเริ่มอ่านคำสั่ง โดยไม่มีการเบิกตัวจ้าวตง มาที่ห้องพิจารณาคดี แม้ว่าทางผู้พิพากษาจะไม่ได้ไถ่ถามถึงเหตุผลที่จ้าวตง ไม่ได้มาปรากฏตัว แต่คาดว่า สาเหตุมาจากเมื่อวานนี้ (8 ต.ค.) จ้าวตง ถูก ตม.จับกุมตามหมายจับ เพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และได้ย้ายไปควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทำให้ ตม.ไม่มีอำนาจที่จะพาตัวจ้าวตง มาฟังคำสั่งคดีวันนี้ ผู้พิพากษาอ่านคำสั่ง ‘ยกคำร้อง’ คำขอปล่อยตัวไป๋ จ้าวตง ผู้สื่อข่าวชาวจีน โดยศาลให้เหตุผลว่า แม้ว่าตัวของนักข่าวจีน จะได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR และมีประเทศที่ 3 ที่ยินดีรับตัวแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศ อยู่ระหว่างพิจารณาคำร้อง ‘ขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน’ ทำให้เจ้าหน้าที่ ตม.ยังมีอำนาจและความจำเป็นในการควบคุมตัวจ้าวตง นานเท่าใดก็ได้ จึงเป็นการคุมขังที่ชอบด้วยกฎหมาย วานนี้ (8 ต.ค.) ตม.จับกุมจ้าวตง ที่สถานกักกันคนต่างด้าว สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู กรุงเทพฯ ตามหมายจับข้อหากรรโชกทรัพย์ และรับสินบนโดยบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ลงวันที่ 16 ก.ย. 2569 เพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปที่จีน เบื้องต้น จ้าวตง ให้การต่อศาลว่า ไม่ยินยอมเดินทางกลับประเทศจีน และจะขอแต่งตั้งทนายความเพื่อคัดค้านกระบวนการดังกล่าว โดยศาลอาญา นัดไต่สวนคำร้องส่งผู้ร้ายข้ามแดน ครั้งแรก วันที่ 25 ม.ค. 2570 เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป และในระหว่างนี้ ตัวของนักข่าวจีนจะถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทั้งนี้ มีข้อสังเกตจากมนทนา ดวงประภา ทีมทนายความของนักข่าวจีนด้วยว่า ขั้นตอนการจับกุม และส่งฟ้องศาล เมื่อวานนี้ (8 ต.ค.) จ้าวตง ไม่ได้มีผู้ไว้วางใจ หรือทนายความอยู่ด้วย ซึ่งขัดกับหลักพิจารณาประมวลกฎหมยอาญา และสิทธิของคนที่ถูกจับกุม ซึ่งทนายความมาทราบทีหลัง หลังจากอัยการส่งฟ้องศาลเรียบร้อยแล้ว  * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * จีน * ไป๋ จ้าวตง * ผู้ลี้ภัย * ตม. * ตำรวจคนเข้าเมือง * พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522
dlvr.it
October 9, 2026 at 1:09 PM
ศาลยกคำร้องปล่อยตัว 'นักข่าวจีน' มอง ตม.มีอำนาจคุมตัว หลังจีนขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ศาลยกคำร้องปล่อยตัว 'นักข่าวจีน' มอง ตม.มีอำนาจคุมตัว หลังจีนขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ศาลยกคำร้องปล่อยตัว 'นักข่าวจีน' มอง ตม.มีอำนาจคุมตัว หลังจีนขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน XmasUser Fri, 2026-10-09 - 19:32 ศาลยกคำร้องปล่อยตัว ไป๋ จ้าวตง นักข่าวจีน และผู้ลี้ภัย UNHCR อายุ 56 ปี แม้ว่ามีประเทศที่ 3 เสนอรับตัวแล้ว แต่ศาลมองว่า ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาคำร้องส่งผู้ร้ายข้ามแดน ทำให้การควบคุมตัวยังชอบด้วยกฎหมาย   9 ต.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (9 ต.ค.) เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 501 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ผู้พิพากษานัดฟังคำสั่งคดีที่ไป๋ จ้าวตง ผู้สื่อข่าวสอบสวนชาวจีน อายุ 56 ปี และผู้ลี้ภัยของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ขอปล่อยตัว เนื่องจากถูกคุมขังโดยมิชอบ ตาม ป.วิอาญา มาตรา 90 หลังจากเขาได้รับวีซามนุษยธรรม และได้รับการตอบรับให้ไปประเทศที่ 3 แต่กลับถูกทางรัฐไทยปฏิเสธ ณัฐาศิริ เบิร์กแมน ทางทนายความของไป๋ จ้าวตง ระบุว่า สตม.ใช้อำนาจควบคุมตัว ตามมาตรา 54 วรรค 3 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งกำหนดว่า ทางเจ้าหน้าที่มีอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องกัก "นานเท่าใดก็ได้ตามความจำเป็น" ระหว่างรอผลักดันออกนอกประเทศไทย ทางทนายความของจ้าวตง มองด้วยว่า ด้วยจ้าวตง มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย UNHCR จึงไม่สามารถเดินทางกลับประเทศจีนได้ เนื่องจากจะเผชิญภัยอันตราย และการประหัตประหาร ประกอบกับ เมื่อมีประเทศที่ 3 ยินดีรับตัวเพื่อไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ควรส่งผลให้อำนาจการควบคุมตัวจ้าวตง สิ้นสุดลงไปด้วย ทั้งนี้ เหตุผลที่ทำให้นักข่าวจีนต้องลี้ภัย ต้องย้อนไปสมัยจ้าวตง ทำงานข่าว โดยข่าวสืบสวนที่เขาทำ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปิดโปงคดีทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้เขาถูกทางการเพ่งเล็ง คุกคาม รวมถึงกดดันให้เขาออกจากงาน นักข่าวจีนให้การกับศาลว่า ระหว่างที่ยังอยู่ในจีน เขาเคยถูกเจ้าหน้าที่เรียกตัวไปสอบสวน โดยจับเขามัดขา และใช้กุญแจมือ มัดมือไพล่หลัง นั่งบนเก้าอี้ และสอบสวนซักถามยาวนานติดต่อกัน 24 ชม. ก่อนถูกปล่อยตัวโดยไม่ตั้งข้อหา นอกจากการคุกคามทางกายภาพ ตัวของจ้าวตง เผยว่า เขาถูกหน่วยงานความมั่นคงสาธารณะทั่วประเทศจีน ดำเนินคดีอย่างน้อย 5 คดีความ ซึ่งเนื่องมาจากการรายงานข่าวทุจริตคอร์รัปชันที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น และรัฐบาลจีน โดยหนึ่งในข้อหาที่เขาโดนดำเนินคดี "บ่อนทำลายอำนาจรัฐ" โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี แต่ถ้าศาลมองเป็นคดีร้ายแรง โทษจำคุกจะเริ่มจากขั้นต่ำ 5 ปี  ด้วยความกังวลว่าจะเกิดเรื่องอันตรายถึงแก่ชีวิต ทำให้เขาเดินทางมายังประเทศไทยในปี 2567 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในเวลาต่อมา อย่างไรก็ดี เรื่องนี้มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เนื่องจากระหว่างการไต่สวนที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา พ.ต.ท.อนันท์ อินทราย จากกองกำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (กก.3 บก.สส.สตม.) ให้การเพิ่มว่า ทางสถานทูตจีนได้ส่งคำร้องมายังกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อปี 2567 ว่าจ้าวตง เป็นที่ต้องการตัวของทางการจีน เนื่องจากมีหมายจับข้อหากรรโชกทรัพย์และรับสินบน จากสำนักงานความมั่นคงสาธารณะเมืองยู่หลิน (Yulin) และ มิ.ย. 2568 ทางการจีนมีคำร้องขอให้ไทยส่งตัวจ้าวตง ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ทั้งนี้ จ้าวตง เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อไร้พรมแดน (RSF) ระบุว่า เขาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมกล่าวว่า เป็นข้อหาที่ทางการจีนกุขึ้นมา   ตัวแทน สตม. ระบุด้วยว่า แม้ว่าเขาจะไม่ได้ดูเรื่องการส่งตัวผู้ต้องกักโดยตรง แต่ประเมินว่า สาเหตุที่จ้าวตง ไม่ได้ไปประเทศที่ 3 เมื่อ ก.พ. และ มิ.ย. 2569 เนื่องจากนักข่าวจีน อยู่ในกระบวนการพิจารณาขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีเรื่องให้พิจารณาเพิ่มว่า เหตุผลที่ทางการไทยระบุว่า ไป๋ จ้าวตง อยู่ในกระบวนการดังกล่าว เพียงพอต่อการให้อำนาจ สตม.ควบคุมตัวตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 54 วรรค 3 หรือไม่ สำหรับบรรยากาศภายในห้องพิจารณาคดี 501 มีคนมาร่วมสังเกตการณ์พอสมควร โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ เวลา 10.15 น. ผู้พิพากษาเริ่มอ่านคำสั่ง โดยไม่มีการเบิกตัวจ้าวตง มาที่ห้องพิจารณาคดี แม้ว่าทางผู้พิพากษาจะไม่ได้ไถ่ถามถึงเหตุผลที่จ้าวตง ไม่ได้มาปรากฏตัว แต่คาดว่า สาเหตุมาจากเมื่อวานนี้ (8 ต.ค.) จ้าวตง ถูก ตม.จับกุมตามหมายจับ เพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และได้ย้ายไปควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทำให้ ตม.ไม่มีอำนาจที่จะพาตัวจ้าวตง มาฟังคำสั่งคดีวันนี้ ผู้พิพากษาอ่านคำสั่ง ‘ยกคำร้อง’ คำขอปล่อยตัวไป๋ จ้าวตง ผู้สื่อข่าวชาวจีน โดยศาลให้เหตุผลว่า แม้ว่าตัวของนักข่าวจีน จะได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR และมีประเทศที่ 3 ที่ยินดีรับตัวแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศ อยู่ระหว่างพิจารณาคำร้อง ‘ขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน’ ทำให้เจ้าหน้าที่ ตม.ยังมีอำนาจและความจำเป็นในการควบคุมตัวจ้าวตง นานเท่าใดก็ได้ จึงเป็นการคุมขังที่ชอบด้วยกฎหมาย วานนี้ (8 ต.ค.) ตม.จับกุมจ้าวตง ที่สถานกักกันคนต่างด้าว สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู กรุงเทพฯ ตามหมายจับข้อหากรรโชกทรัพย์ และรับสินบนโดยบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ลงวันที่ 16 ก.ย. 2569 เพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปที่จีน เบื้องต้น จ้าวตง ให้การต่อศาลว่า ไม่ยินยอมเดินทางกลับประเทศจีน และจะขอแต่งตั้งทนายความเพื่อคัดค้านกระบวนการดังกล่าว โดยศาลอาญา นัดไต่สวนคำร้องส่งผู้ร้ายข้ามแดน ครั้งแรก วันที่ 25 ม.ค. 2570 เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป และในระหว่างนี้ ตัวของนักข่าวจีนจะถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทั้งนี้ มีข้อสังเกตจากมนทนา ดวงประภา ทีมทนายความของนักข่าวจีนด้วยว่า ขั้นตอนการจับกุม และส่งฟ้องศาล เมื่อวานนี้ (8 ต.ค.) จ้าวตง ไม่ได้มีผู้ไว้วางใจ หรือทนายความอยู่ด้วย ซึ่งขัดกับหลักพิจารณาประมวลกฎหมยอาญา และสิทธิของคนที่ถูกจับกุม ซึ่งทนายความมาทราบทีหลัง หลังจากอัยการส่งฟ้องศาลเรียบร้อยแล้ว  * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * จีน * ไป๋ จ้าวตง * ผู้ลี้ภัย * ตม. * ตำรวจคนเข้าเมือง * พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522
dlvr.it
October 9, 2026 at 1:09 PM
Lastly, one of the legacies of the 1976 coup in Thailand is the greater penalties for Lèse-majesté offences. This still effects our Thai friends & allies to this day as can be seen from the upcoming court cases list for the next 11 days from TLHR
tlhr2014.com/archives/86918
#FreeOurFriends
19/
October 4, 2026 at 8:09 PM
While its great to see one activist free... There are still many cases against other activists in the courts in Thailand.
This week there are 5 cases against activists, 1 is under Section 112 against "Fah" who is already jailed.

Details:
tlhr2014.com/archives/85823
17/
September 27, 2026 at 5:36 PM
ศาลอาญาตัดสินประหารชีวิต ‘แอม ไซยาไนด์’ คดีที่ 8 ลวงฆ่าล้างหนี้ ‘จุ๋ม จันทรรัตน์’

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6210500/
#สรารัตน์รังสิวุฒาภรณ์ #แอมไซยาไนด์
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 22, 2026 at 6:26 AM
จากโจชัว หว่อง ถึงคดี 112 ความเหมือนในความต่างของคดีการเมือง คำถามต่อการใช้หลักนิติธรรมในการดำเนินคดีอาญา
จากโจชัว หว่อง ถึงคดี 112 ความเหมือนในความต่างของคดีการเมือง คำถามต่อการใช้หลักนิติธรรมในการดำเนินคดีอาญา ศราวุฒิ ประทุมราช สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน สสส.   sarayut Mon, 2026-09-21 - 19:16 กรณีโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของฮ่องกง วัย 29 ปี ให้การรับสารภาพต่อศาลฮ่องกง ในการพิจารณาคดีความมั่นคง ครั้งที่ 2 เมื่อวันพุธ 2 กันยายน 2569 ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ ซึ่งคดีดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2020 เมื่อโจชัว หว่องเป็นแกนนำในการชุมนุมเรียกร้องให้ต่างประเทศ บุคคล หรือสถาบันต่างชาติ ใช้มาตรการคว่ำบาตร ปิดล้อม หรือดำเนินกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อฮ่องกงและจีน หลังรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกง กรณีการต่อสู้ข้อกล่าวหาคดีหมิ่นกษัตริย์อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของอานนท์ นำภาและเพื่อนๆ ตลอดจนเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความสุจริตต่อสถาบันสูงสุดที่ประชาชนไทยส่วนใหญ่เคารพนับถือ ทั้งสองกรณีดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกัน ดังนี้ ประการแรก ถูกดำเนินคดีเพราะการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันที่ประชาชนยกย่อง นับถือ โจชัว หว่อง วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนและผู้นำเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ตลอดจนผู้นำสูงสุดและระบอบการปกครองพรรคเดียวแบบจีน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเป็นการแสดงเจตนาว่าสมควรที่จะมีช่องให้บุคคลสามารถวิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีน อันเป็นสถาบันการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้บ้าง แต่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนถือว่าหว่องเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ขณะที่อานนท์ นำภาและเยาวชนรุ่นใหม่ก็ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสถาบันสูงสุด แต่การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวกลายเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาในหมวดความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร เช่นเดียวกัน ประการที่สอง การดำเนินคดีไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม หลักนิติธรรม (Rule of Law) ในการดำเนินคดีอาญาเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่ให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล มากกว่ามุ่งลงโทษเพียงอย่างเดียว โดยมีหลักการสำคัญที่ครอบคลุมตั้งแต่การใช้กฎหมาย การพิจารณาคดี ไปจนถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา ดังนี้ 1. หลักความชอบด้วยกฎหมาย (Legality Principle): เจ้าหน้าที่รัฐจะดำเนินการใดๆ ต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้ ("ไม่มีกฎหมาย ไม่มีโทษ") และกฎหมายอาญาจะไม่มีผลย้อนหลัง กรณีของโจชัว หว่อง ที่ถูกดำเนินดีตามกฎหมายความมั่นคงของฮ่องกง ซึ่งประกาศใช้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ใช้บังคับในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยมีเป้าหมายหลัก คือควบคุมการแบ่งแยกดินแดน การโค่นล้มอำนาจรัฐ การก่อการร้าย และการสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ การใช้กฎหมายความมั่นคงดำเนินคดีต่อโจชัว หว่อง ซึ่งในคำฟ้องของอัยการระบุว่าหว่องมีส่วนในการผลักดันให้นานาประเทศดำเนินการคว่ำบาตรฮ่องกงและจีนในช่วงปี 2562-2563 อาจเป็นการใช้กฎหมายย้อนหลังที่ขัดต่อหลักนิติธรรม 2. หลักการพิจารณาที่ชอบธรรม (Fair Trial) การพิจารณาคดีต้องเป็นไปอย่างเปิดเผย รวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม รวมถึงการพิจารณาโดยศาลที่มีความเป็นอิสระและกลาง โจชัว หว่อง ถูกดำเนินคดีและถูกจำคุกในคดีอื่นเพราะเคยเป็นแกนนำคนสำคัญในการเคลื่อนไหวที่ถูกเรียกขานว่า “ปฏิวัติร่ม” ในฮ่องกงเมื่อปี 2557 และการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในปี 2562 นั้น กำลังรับโทษจำคุกเป็นเวลา 4 ปี 8 เดือน หลังจากเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานบ่อนทำลายอำนาจรัฐ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความผิดภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในช่วงปลายปี 2567 โดยหว่องมีกำหนดจะพ้นโทษในคดีดังกล่าวนี้ในปี 2570  การดำเนินคดีที่ใช้เวลานาน ไม่มีความรวดเร็ว เช่นเดียวกับ ข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า นายอานนท์ นำภา ถูกดำเนินคดีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ถึง 2568 รวมทั้งสิ้น 38 คดี สิ้นสุดแล้ว 11 คดียังไม่สิ้นสุด (อยู่ระหว่างพิจารณา) 27 คดี อานนท์ นำภา ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566 โดยยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างอุทธรณ์  3. หลักสิทธิที่จะไม่กล่าวปรักปรำตนเอง (Right against Self-Incrimination): ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การต่อพนักงานสอบสวนและศาลได้ว่าตนกระทำหรือไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง และจะต้องไม่ถูกบังคับให้รับสารภาพว่าตนเป็นผู้กระทำความผิด  โจชัว หว่อง ให้การรับสารภาพตามกฎหมายความมั่นคงฉบับปัจจุบัน ที่ออกมาบังคับใช้ในช่วงที่มีการชุมนุมเรียกร้องให้ทางการจีนปฏิรูปการเมืองการปกครอง การใช้กฎหมายความมั่นคงและการดำเนินคดีที่ใช้เวลานาน อาจเป็นเหตุให้ หว่องจำเป็นต้องให้การรับสารภาพเพื่อปรักปรำตนเอง แลกกับอิสรภาพที่จะออกมาใช้ชีวิตปกติเช่นเยาวชนที่รักชาติ ทั่วไป ทั้งๆที่ในคดีที่ผ่านมา หว่องให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จึงถูกตัดสินลงโทษจำคุก 4 ปี  8 เดือน อานนท์ นำภา ถูกดำเนินคดีกว่า 30 คดี และให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างเหตุว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการวิจารณ์สถาบันอย่างสุจริต การปฏิเสธข้อกล่าวหาและต่อสู้คดีเป็นเหตุให้อานนท์ถูกพิพากษาจำคุกหลายคดี เช่นเดียวกับ จำเลยในคดี 112 ในอดีต กรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข ต่อสู้คดีและถูกจำคุก 7 ปี ขณะที่สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ ถูกดำเนินคดี ข้อหา 112 ขณะเข้าร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 (#ม็อบ18พฤศจิกา บริเวณสี่แยกราชประสงค์) ซึ่งการชุมนุมในวันนั้นมีการเดินขบวนไปยังหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ระหว่างการชุมนุม ผู้ชุมนุมผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยบนรถติดเครื่องขยายเสียง สิรภพ ได้ขึ้นปราศรัย กล่าวถึงบทบาทของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อระบอบประชาธิปไตยของไทย บทบาทที่เกี่ยวข้องกับการเมือง การโอนย้ายกองทัพเป็นของส่วนพระองค์ สถานะของประชาชนที่สัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเหตุให้ถูกกล่าวหาว่าปราศรัยเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 จนถูกตัดสินลงโทษจำคุก 3 ปี เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง จึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา และไม่ได้รับการประกันตัว เพื่อต่อสู้คดีต่อในชั้นศาลอุทธรณ์ ต่อมาสิรภพเข้าใจว่าหากตนต่อสู้คดีต่อไป คดีก็จะใช้เวลาอีกนาน จึงตัดสินใจไม่อุทธรณ์ ส่งผลให้คดีถึงที่สุด จนเข้าหลักเกณฑ์การได้รับอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ พ.ศ. 2568 มาตรา 8 (ซ) การที่หว่องตัดสินใจรับสารภาพก็ดี หรือการไม่รับสารภาพและต่อสู้คดีของสมยศ หรือการไม่อุทธรณ์ของ สิรภพก็ดี ล้วนเป็นกรณีที่รัฐ ใช้ข้อกล่าวหาทางอาญาที่มีโทษสูงในการบีบบังคับทางอ้อมเพื่อให้จำเลยรับสารภาพ หรือไม่ต่อสู้คดีต่อไป หากจะต่อสู้คดีก็จะไม่ได้รับการประกันตัว หรือหากไม่ต่อสู้คดีต่อหรือรับสารภาพ โทษจำคุกจะลดลง และได้รับการปล่อยตัวเร็วขึ้นตามกฎหมาย เพื่อเป็นเหตุจูงใจมิให้ต่อสู้คดีจนถึงที่สุด อันขัดต่อหลักนิติธรรม 4.หลักประกันต่อผู้ต้องหา ที่สำคัญคือหลัก “สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์” (Presumption of Innocence) และจะปฏิบัติต่อผู้นั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดแล้วไม่ได้ หมายความว่า รัฐจะเอาบุคคลไว้ในอำนาจรัฐ ต้องมีหลักฐานพอสมควรที่จะทำให้ศาลลงโทษผู้นั้นได้ ถ้ายังมีหลักฐานไม่พอลงโทษ ก็ไม่ควรจับกุมบุคคลนั้น แต่หากจับกุมแล้ว ต้องให้ประกันตัวออกไปหาหลักฐานมาต่อสู้คดี เพื่อมิให้ต้องขังผู้นั้นไว้ระหว่างสอบสวนและระหว่างพิจารณาคดี อันเป็นการสอดคล้องกับหลักการที่ว่าผู้ถูกจับกุมต้องได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นผู้ยังไม่มีความผิด จนกว่าศาลจะพิพากษาถึงที่สุด จึงคุมขังผู้นั้นเสมือนเป็นผู้ที่ศาลตัดสินแล้วไม่ได้ หว่อง ถูกจับกุมและดำเนินคดีหลายครั้งตลอดช่วงเวลาการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยมีคดีสำคัญระดับที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกหนักๆ อย่างน้อย 4 คดีหลัก และถูกควบคุมตัวหรือตั้งข้อหาจากการประท้วงย่อยรวมกันนับสิบครั้งตั้งแต่สมัยเป็นเด็กและเยาวชน โดยไม่ได้รับการประกันตัวเลย ได้แก่ คดีขัดขวางการสลายการชุมนุม (ปี 2561) ศาลสั่งจำคุก 3 เดือน จากเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย (https://themomentum.co/joshua-wong-jailed-for-second-time/) คดีชุมนุมประท้วงหน้าสำนักงานตำรวจฮ่องกง (ปี 2563)  ศาลตัดสินจำคุก 13 เดือนครึ่ง ฐานร่วมกันยุยงปลุกปั่นและเข้าร่วมชุมนุมโดยผิดกฎหมาย(https://www.thairath.co.th/news/foreign/1987824) ,  (https://www.bbc.com/thai/international-55156915) คดี Hong Kong 47 (ปี 2567) ศาลพิพากษาจำคุก 4 ปี 8 เดือน ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ในข้อหาสมคบคิดเพื่อบ่อนทำลายอำนาจรัฐจากการจัดเลือกตั้งขั้นต้น (https://www.amarintv.com/news/crime/556530) , (https://mgronline.com/around/detail/9670000111170) โดยคดีล่าสุด คดีสมคบคิดกับต่างชาติ (ปี 2569) ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเป็นรอบที่สอง และให้การรับสารภาพต่อศาลสูงฮ่องกง ซึ่งอาจได้รับโทษจำคุกเพิ่มเติมอีกหลายปี(https://www.instagram.com/p/DcxUp8IGj2M/) ,(https://www.amarintv.com/news/crime/556530)   อานนท์ ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกรวมแล้ว 11 คดี จากคดีที่ถูกฟ้องร้องทั้งหมด 38 คดี ซึ่งเป็นคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 14 คดี มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว 11 คดี นับโทษจำคุกรวมทุกคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเวลาประมาณ 31 ปี 9 เดือน 20 วัน ทุกคดียังไม่ถึงที่สุด อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา และอานนท์ยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัว ทำให้ถูกคุมขังในเรือนจำมาตั้งแต่ 26 กันยายน 2566 สุดท้ายสำหรับความเหมือนในความต่างระหว่างคดีของหว่องและอานนท์ นั่นคือ ทั้งสองคนถูกดำเนินคดีด้วยอาญาในหมวดความมั่นคงแห่งรัฐ ถูกจำคุก ถูกดำเนินคดีโดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม โดยรัฐบาลที่มีรูปแบบการเมืองการปกครองแตกต่างกัน หว่องถูกดำเนินคดีโดยรัฐบาลเผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์ อานนท์ถูกดำเนินคดีโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย    อ้างอิง * ^  เรียบเรียงจาก เฟสบุ๊กทันโลกกับไทยพีบีเอส และข่าวโจชัว หว่อง รับสารภาพ จากเว็ปไซต์ มติชน https://www.matichon.co.th/foreign/news_5872225 * ^  สืบค้นจากเว็ปไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในวันที่ 12 กันยายน 2569 : https://tlhr2014.com/archives/76892 * ^  ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, อ้างแล้ว *   * บทความ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * โจชัว หว่อง * ม.112 * คดีการเมือง * หลักนิติธรรม * ศราวุฒิ ประทุมราช * สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน * อานนท์ นำภา
dlvr.it
September 21, 2026 at 12:41 PM
จากโจชัว หว่อง ถึงคดี 112 ความเหมือนในความต่างของคดีการเมือง คำถามต่อการใช้หลักนิติธรรมในการดำเนินคดีอาญา
จากโจชัว หว่อง ถึงคดี 112 ความเหมือนในความต่างของคดีการเมือง คำถามต่อการใช้หลักนิติธรรมในการดำเนินคดีอาญา
จากโจชัว หว่อง ถึงคดี 112 ความเหมือนในความต่างของคดีการเมือง คำถามต่อการใช้หลักนิติธรรมในการดำเนินคดีอาญา ศราวุฒิ ประทุมราช สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน สสส.   sarayut Mon, 2026-09-21 - 19:16 กรณีโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของฮ่องกง วัย 29 ปี ให้การรับสารภาพต่อศาลฮ่องกง ในการพิจารณาคดีความมั่นคง ครั้งที่ 2 เมื่อวันพุธ 2 กันยายน 2569 ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ ซึ่งคดีดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2020 เมื่อโจชัว หว่องเป็นแกนนำในการชุมนุมเรียกร้องให้ต่างประเทศ บุคคล หรือสถาบันต่างชาติ ใช้มาตรการคว่ำบาตร ปิดล้อม หรือดำเนินกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อฮ่องกงและจีน หลังรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกง กรณีการต่อสู้ข้อกล่าวหาคดีหมิ่นกษัตริย์อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของอานนท์ นำภาและเพื่อนๆ ตลอดจนเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความสุจริตต่อสถาบันสูงสุดที่ประชาชนไทยส่วนใหญ่เคารพนับถือ ทั้งสองกรณีดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกัน ดังนี้ ประการแรก ถูกดำเนินคดีเพราะการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันที่ประชาชนยกย่อง นับถือ โจชัว หว่อง วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนและผู้นำเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ตลอดจนผู้นำสูงสุดและระบอบการปกครองพรรคเดียวแบบจีน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเป็นการแสดงเจตนาว่าสมควรที่จะมีช่องให้บุคคลสามารถวิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีน อันเป็นสถาบันการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้บ้าง แต่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนถือว่าหว่องเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ขณะที่อานนท์ นำภาและเยาวชนรุ่นใหม่ก็ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสถาบันสูงสุด แต่การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวกลายเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาในหมวดความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร เช่นเดียวกัน ประการที่สอง การดำเนินคดีไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม หลักนิติธรรม (Rule of Law) ในการดำเนินคดีอาญาเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่ให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล มากกว่ามุ่งลงโทษเพียงอย่างเดียว โดยมีหลักการสำคัญที่ครอบคลุมตั้งแต่การใช้กฎหมาย การพิจารณาคดี ไปจนถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา ดังนี้ 1. หลักความชอบด้วยกฎหมาย (Legality Principle): เจ้าหน้าที่รัฐจะดำเนินการใดๆ ต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้ ("ไม่มีกฎหมาย ไม่มีโทษ") และกฎหมายอาญาจะไม่มีผลย้อนหลัง กรณีของโจชัว หว่อง ที่ถูกดำเนินดีตามกฎหมายความมั่นคงของฮ่องกง ซึ่งประกาศใช้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ใช้บังคับในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยมีเป้าหมายหลัก คือควบคุมการแบ่งแยกดินแดน การโค่นล้มอำนาจรัฐ การก่อการร้าย และการสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ การใช้กฎหมายความมั่นคงดำเนินคดีต่อโจชัว หว่อง ซึ่งในคำฟ้องของอัยการระบุว่าหว่องมีส่วนในการผลักดันให้นานาประเทศดำเนินการคว่ำบาตรฮ่องกงและจีนในช่วงปี 2562-2563 อาจเป็นการใช้กฎหมายย้อนหลังที่ขัดต่อหลักนิติธรรม 2. หลักการพิจารณาที่ชอบธรรม (Fair Trial) การพิจารณาคดีต้องเป็นไปอย่างเปิดเผย รวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม รวมถึงการพิจารณาโดยศาลที่มีความเป็นอิสระและกลาง โจชัว หว่อง ถูกดำเนินคดีและถูกจำคุกในคดีอื่นเพราะเคยเป็นแกนนำคนสำคัญในการเคลื่อนไหวที่ถูกเรียกขานว่า “ปฏิวัติร่ม” ในฮ่องกงเมื่อปี 2557 และการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในปี 2562 นั้น กำลังรับโทษจำคุกเป็นเวลา 4 ปี 8 เดือน หลังจากเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานบ่อนทำลายอำนาจรัฐ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความผิดภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในช่วงปลายปี 2567 โดยหว่องมีกำหนดจะพ้นโทษในคดีดังกล่าวนี้ในปี 2570  การดำเนินคดีที่ใช้เวลานาน ไม่มีความรวดเร็ว เช่นเดียวกับ ข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า นายอานนท์ นำภา ถูกดำเนินคดีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ถึง 2568 รวมทั้งสิ้น 38 คดี สิ้นสุดแล้ว 11 คดียังไม่สิ้นสุด (อยู่ระหว่างพิจารณา) 27 คดี อานนท์ นำภา ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566 โดยยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างอุทธรณ์  3. หลักสิทธิที่จะไม่กล่าวปรักปรำตนเอง (Right against Self-Incrimination): ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การต่อพนักงานสอบสวนและศาลได้ว่าตนกระทำหรือไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง และจะต้องไม่ถูกบังคับให้รับสารภาพว่าตนเป็นผู้กระทำความผิด  โจชัว หว่อง ให้การรับสารภาพตามกฎหมายความมั่นคงฉบับปัจจุบัน ที่ออกมาบังคับใช้ในช่วงที่มีการชุมนุมเรียกร้องให้ทางการจีนปฏิรูปการเมืองการปกครอง การใช้กฎหมายความมั่นคงและการดำเนินคดีที่ใช้เวลานาน อาจเป็นเหตุให้ หว่องจำเป็นต้องให้การรับสารภาพเพื่อปรักปรำตนเอง แลกกับอิสรภาพที่จะออกมาใช้ชีวิตปกติเช่นเยาวชนที่รักชาติ ทั่วไป ทั้งๆที่ในคดีที่ผ่านมา หว่องให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จึงถูกตัดสินลงโทษจำคุก 4 ปี  8 เดือน อานนท์ นำภา ถูกดำเนินคดีกว่า 30 คดี และให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างเหตุว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการวิจารณ์สถาบันอย่างสุจริต การปฏิเสธข้อกล่าวหาและต่อสู้คดีเป็นเหตุให้อานนท์ถูกพิพากษาจำคุกหลายคดี เช่นเดียวกับ จำเลยในคดี 112 ในอดีต กรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข ต่อสู้คดีและถูกจำคุก 7 ปี ขณะที่สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ ถูกดำเนินคดี ข้อหา 112 ขณะเข้าร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 (#ม็อบ18พฤศจิกา บริเวณสี่แยกราชประสงค์) ซึ่งการชุมนุมในวันนั้นมีการเดินขบวนไปยังหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ระหว่างการชุมนุม ผู้ชุมนุมผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยบนรถติดเครื่องขยายเสียง สิรภพ ได้ขึ้นปราศรัย กล่าวถึงบทบาทของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อระบอบประชาธิปไตยของไทย บทบาทที่เกี่ยวข้องกับการเมือง การโอนย้ายกองทัพเป็นของส่วนพระองค์ สถานะของประชาชนที่สัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเหตุให้ถูกกล่าวหาว่าปราศรัยเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 จนถูกตัดสินลงโทษจำคุก 3 ปี เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง จึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา และไม่ได้รับการประกันตัว เพื่อต่อสู้คดีต่อในชั้นศาลอุทธรณ์ ต่อมาสิรภพเข้าใจว่าหากตนต่อสู้คดีต่อไป คดีก็จะใช้เวลาอีกนาน จึงตัดสินใจไม่อุทธรณ์ ส่งผลให้คดีถึงที่สุด จนเข้าหลักเกณฑ์การได้รับอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษฯ พ.ศ. 2568 มาตรา 8 (ซ) การที่หว่องตัดสินใจรับสารภาพก็ดี หรือการไม่รับสารภาพและต่อสู้คดีของสมยศ หรือการไม่อุทธรณ์ของ สิรภพก็ดี ล้วนเป็นกรณีที่รัฐ ใช้ข้อกล่าวหาทางอาญาที่มีโทษสูงในการบีบบังคับทางอ้อมเพื่อให้จำเลยรับสารภาพ หรือไม่ต่อสู้คดีต่อไป หากจะต่อสู้คดีก็จะไม่ได้รับการประกันตัว หรือหากไม่ต่อสู้คดีต่อหรือรับสารภาพ โทษจำคุกจะลดลง และได้รับการปล่อยตัวเร็วขึ้นตามกฎหมาย เพื่อเป็นเหตุจูงใจมิให้ต่อสู้คดีจนถึงที่สุด อันขัดต่อหลักนิติธรรม 4.หลักประกันต่อผู้ต้องหา ที่สำคัญคือหลัก “สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์” (Presumption of Innocence) และจะปฏิบัติต่อผู้นั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดแล้วไม่ได้ หมายความว่า รัฐจะเอาบุคคลไว้ในอำนาจรัฐ ต้องมีหลักฐานพอสมควรที่จะทำให้ศาลลงโทษผู้นั้นได้ ถ้ายังมีหลักฐานไม่พอลงโทษ ก็ไม่ควรจับกุมบุคคลนั้น แต่หากจับกุมแล้ว ต้องให้ประกันตัวออกไปหาหลักฐานมาต่อสู้คดี เพื่อมิให้ต้องขังผู้นั้นไว้ระหว่างสอบสวนและระหว่างพิจารณาคดี อันเป็นการสอดคล้องกับหลักการที่ว่าผู้ถูกจับกุมต้องได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นผู้ยังไม่มีความผิด จนกว่าศาลจะพิพากษาถึงที่สุด จึงคุมขังผู้นั้นเสมือนเป็นผู้ที่ศาลตัดสินแล้วไม่ได้ หว่อง ถูกจับกุมและดำเนินคดีหลายครั้งตลอดช่วงเวลาการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยมีคดีสำคัญระดับที่ถูกศาลพิพากษาจำคุกหนักๆ อย่างน้อย 4 คดีหลัก และถูกควบคุมตัวหรือตั้งข้อหาจากการประท้วงย่อยรวมกันนับสิบครั้งตั้งแต่สมัยเป็นเด็กและเยาวชน โดยไม่ได้รับการประกันตัวเลย ได้แก่ คดีขัดขวางการสลายการชุมนุม (ปี 2561) ศาลสั่งจำคุก 3 เดือน จากเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย (https://themomentum.co/joshua-wong-jailed-for-second-time/) คดีชุมนุมประท้วงหน้าสำนักงานตำรวจฮ่องกง (ปี 2563)  ศาลตัดสินจำคุก 13 เดือนครึ่ง ฐานร่วมกันยุยงปลุกปั่นและเข้าร่วมชุมนุมโดยผิดกฎหมาย(https://www.thairath.co.th/news/foreign/1987824) ,  (https://www.bbc.com/thai/international-55156915) คดี Hong Kong 47 (ปี 2567) ศาลพิพากษาจำคุก 4 ปี 8 เดือน ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ในข้อหาสมคบคิดเพื่อบ่อนทำลายอำนาจรัฐจากการจัดเลือกตั้งขั้นต้น (https://www.amarintv.com/news/crime/556530) , (https://mgronline.com/around/detail/9670000111170) โดยคดีล่าสุด คดีสมคบคิดกับต่างชาติ (ปี 2569) ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเป็นรอบที่สอง และให้การรับสารภาพต่อศาลสูงฮ่องกง ซึ่งอาจได้รับโทษจำคุกเพิ่มเติมอีกหลายปี(https://www.instagram.com/p/DcxUp8IGj2M/) ,(https://www.amarintv.com/news/crime/556530)   อานนท์ ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกรวมแล้ว 11 คดี จากคดีที่ถูกฟ้องร้องทั้งหมด 38 คดี ซึ่งเป็นคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 14 คดี มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว 11 คดี นับโทษจำคุกรวมทุกคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเวลาประมาณ 31 ปี 9 เดือน 20 วัน ทุกคดียังไม่ถึงที่สุด อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา และอานนท์ยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัว ทำให้ถูกคุมขังในเรือนจำมาตั้งแต่ 26 กันยายน 2566 สุดท้ายสำหรับความเหมือนในความต่างระหว่างคดีของหว่องและอานนท์ นั่นคือ ทั้งสองคนถูกดำเนินคดีด้วยอาญาในหมวดความมั่นคงแห่งรัฐ ถูกจำคุก ถูกดำเนินคดีโดยไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม โดยรัฐบาลที่มีรูปแบบการเมืองการปกครองแตกต่างกัน หว่องถูกดำเนินคดีโดยรัฐบาลเผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์ อานนท์ถูกดำเนินคดีโดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย    อ้างอิง * ^  เรียบเรียงจาก เฟสบุ๊กทันโลกกับไทยพีบีเอส และข่าวโจชัว หว่อง รับสารภาพ จากเว็ปไซต์ มติชน https://www.matichon.co.th/foreign/news_5872225 * ^  สืบค้นจากเว็ปไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในวันที่ 12 กันยายน 2569 : https://tlhr2014.com/archives/76892 * ^  ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, อ้างแล้ว *   * บทความ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * โจชัว หว่อง * ม.112 * คดีการเมือง * หลักนิติธรรม * ศราวุฒิ ประทุมราช * สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน * อานนท์ นำภา
dlvr.it
September 21, 2026 at 12:41 PM
9 ตุลา ศาลนัดฟังคำสั่ง ตม.คุมตัวผู้ลี้ภัยจีน ผิด กม.หรือไม่
9 ตุลา ศาลนัดฟังคำสั่ง ตม.คุมตัวผู้ลี้ภัยจีน ผิด กม.หรือไม่
9 ตุลา ศาลนัดฟังคำสั่ง ตม.คุมตัวผู้ลี้ภัยจีน ผิด กม.หรือไม่ ภาพปก: ไป๋ จ้าวตง (ที่มา: FCCT) XmasUser Mon, 2026-09-21 - 15:20 ศาลนัดฟังคำสั่งวันที่ 9 ต.ค. นี้ คดีไป๋ จ้าวตง ผู้ลี้ภัย UNHCR และนักข่าวจีน อายุ 56 ปี ยื่นฟ้อง ตม.กักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หลังจากรัฐไทยไม่อนุญาตให้เขาเดินทางไปประเทศที่ 3 ด้านจีนกดดัน ส่งเจ้าหน้าที่ให้ลูกขอให้ผู้ลี้ภัยกลับประเทศ-ทำหนังสือขอไทยส่งผู้ร้ายข้ามแดน     21 ก.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 10.00 น. ห้องพิจารณาคดีที่ 501 ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีนัดไต่สวนคดีดำหมายเลข คข 7/2569 กรณีไป๋ จ้าวตง ผู้ได้รับสถานะผู้ลี้ภัย จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และนักข่าวชาวจีน อายุ 56 ปี ฟ้องสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ข้อหา 'กักขังโดยมิชอบ' ตามมาตรา 90 ป.วิอาญา หลังจากจ้าวตง เคยได้รับการตอบรับเดินทางไปประเทศที่ 3 มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ถูกทางการไทยปฏิเสธ  ประเด็นการไต่สวนครั้งนี้คือ สตม. มีอำนาจควบคุมตัวไป๋ จ้าวตง ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 54 ที่ระบุว่า สตม.มีอำนาจ ‘ควบคุมตัวเท่าไรก็ได้ตามความจำเป็น เพื่อรอผลักดันออกนอกประเทศ’ หรือไม่ เพราะว่าความจำเป็นน่าจะหมดลง หลังจากจ้าวตง ได้รับการตอบรับให้ไปประเทศที่ 3 ได้  ณัฐาศิริ เบิร์กแมน ในฐานะทนายความของไป๋ จ้าวตง เคยให้สัมภาษณ์กับประชาไท ตั้งข้อสังเกตว่า ตัวของไป๋ จ้าวตง ถูก ตม.ควบคุมตัวตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา (จนถึงตอนนี้รวมระยะเวลา 8 เดือน) ดังนั้น ถ้าดูจากระยะเวลา กระบวนการพิจารณาอนุมัติออกนอกประเทศ (Exit Permit) น่าจะเสร็จสิ้นนานแล้ว ประกอบกับ ตัวของจ้าวตง มีประเทศที่ 3 ยินดีรับไปตั้งถิ่นฐานใหม่แล้วด้วย ทาง สตม.จึงไม่น่ามี “เหตุจำเป็น” หรืออำนาจควบคุมตัวอีกต่อไป และควรอนุญาตให้นักข่าวจีนคนนี้เดินทางไปยังประเทศที่ 3  สำหรับกระบวนการอนุมัติการเดินทางออกนอกประเทศ หรือ Exit Permit เป็นการประชุมหารือกันระหว่างหลายหน่วยงาน เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่าบุคคลที่ทำผิดกฎหมาย หรือผู้ลี้ภัย ที่จะเดินทางออกนอกประเทศ เป็นคนที่เกี่ยวกับคดีความมั่นคง หรือเป็นผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ ซึ่งปกติจะใช้เวลาไม่เกิน 3 สัปดาห์ในการพิจารณา  ถูกมัดมือไพล่หลัง ไต่สวน 24 ชม. ประสบการณ์นักข่าวจีนถูกคุกคาม ในช่วงการสืบพยาน ไป๋ จ้าวตง สวมเสื้อยืดสีเขียว เขียนคำว่า “ผู้ต้องกัก สตม.” ถูกเบิกตัวจากสถานกักกันคนต่างด้าว สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู กรุงเทพฯ มาให้การที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยเจ้าตัวบอกว่า เขาทำงานเป็นผู้สื่อข่าวมานานกว่า 25 ปี โดยข่าวที่เขารายงานมีทั้งประเด็นการเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชัน ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยรายงานของเขามีทั้งเผยแพร่ออนไลน์ และตีพิมพ์เป็นหนังสือพิมพ์  ในช่วงที่เขายังอยู่ในประเทศจีน ไป๋ จ้าวตง กล่าวกับศาลว่า เขาเคยถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวมาแล้ว 6 ครั้ง โดยระหว่างการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่จะจับเขานั่งบนเก้าอี้ และใช้กุญแจมือมัดมือสองข้างไพล่หลัง ซึ่งเขาเล่าพลางทำท่าให้ดูเป็นตัวอย่างประกอบ จากนั้น จะมีการซักถามเขายาวนานติดต่อกัน 24 ชม. และระหว่างสืบสวน เขาจะโดนเจ้าหน้าที่ใช้ของแข็งทุบตีเข้าที่หลังอีกด้วย ท้ายสุด ก็ปล่อยตัวเขาโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ  จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนเขาแนะนำให้เขาหนีภัยประหัตประหารมายังประเทศไทย ทำให้เขาเดินทางเข้ามาที่ไทยในช่วงกลางปี 2567  ณัฐาศิริ ในฐานะทนายความ ระบุว่า ในช่วงที่วีซาของไป๋ จ้าวตง ใกล้หมดอายุ ตัวของเขาเคยพยายามทำเรื่องต่ออายุวีซาแล้ว แต่ถูกเจ้าหน้าที่ปฏิเสธ และแจ้งว่าผู้สื่อข่าวชาวจีนมีหมายจับในข้อหากรรโชกทรัพย์ และรับสินบนโดยที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ รวม 1 คดี ซึ่งเป็นหมายจับจากสำนักงานความมั่นคงสาธารณะ เมืองยู่หลิน (Yulin)  ทั้งนี้ สำหรับข้อหากรรโชกทรัพย์ที่ตัวของจ้าวตง ถูกออกหมายจับ ตัวของนักข่าวจีน เคยให้สัมภาษณ์กับองค์กร “สื่อไร้พรมแดน” (RSF) โดยยืนยันว่าข้อหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนกุขึ้นมา เพื่อที่จะพาตัวเขากลับไป  หลังจากได้ทราบเรื่องดังกล่าว ตัวของจ้าวตง จึงไปขอสถานะ ‘ผู้ลี้ภัย’ จาก UNHCR และได้รับสถานะดังกล่าวในเวลาต่อมา ช่วงระหว่างที่จ้าวตง พำนักในประเทศไทย เขาเล่าว่ามักจะมีชายแปลกหน้ามาถามหาเขาอยู่เสมอๆ ทำให้เขาเกิดความหวาดกลัว และย้ายที่พำนักบ่อยครั้ง เพื่อความปลอดภัย ก่อนที่เขาจะถูก ตม.เชียงใหม่ ควบคุมตัวเมื่อ พ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวจีน ให้การด้วยว่า หากถูกส่งกลับประเทศต้นทาง เขาเองก็ไม่ทราบชะตากรรมว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง  เรื่องที่เกี่ยวข้อง * 18 กันยา ศาลไทยนัดไต่สวน นักข่าวจีนลี้ภัยสำเร็จหรือไม่ หลังถูกขัง ตม.นาน 7 เดือน ตม.เผยมีคำขอจากจีนให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ต.ท.อนันท์ อินทราย จากกองกำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (กก.3 บก.สส.สตม.) ในฐานะผู้ควบคุมตัวไป๋ จ้าวตง ได้มาให้การกับศาล ถึงไทม์ไลน์การเข้ามาและการจับกุมตัวไป๋ จ้าวตง และที่สำคัญที่สุดคือ ทาง สตม. ยืนยันด้วยว่ามีการส่งคำขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากสถานทูตจีน ประจำประเทศไทย มายังกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตั้งแต่ปี 2567  พ.ต.ท.อนันท์ เผยว่า ตัวของไป๋ จ้าวตง เดินทางเข้าประเทศไทยด้วยหนังสือเดินทาง (Passport) ของประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค. 2567 และได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้จนถึง 31 ต.ค. 2567 รวมระยะเวลา 2 เดือน อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2567 กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้รับหนังสือจากสถานทูตจีน ประจำประเทศไทย ระบุว่า ไป๋ จ้าวตง เป็นบุคคลที่รัฐบาลจีนต้องการตัว เนื่องจากมีหมายจับความมั่นคงแห่งรัฐ ในข้อหากรรโชกทรัพย์ 1 ข้อหา  เหตุผลดังกล่าวทำให้ ไป๋ จ้าวตง เป็นบุคคลตามลักษณะต้องห้ามของ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และเป็นผลให้เมื่อ 11 ธ.ค. 2567 สตม. เพิกถอนสิทธิอยู่อาศัยในประเทศไทยของจ้าวตง ต่อมา เมื่อ 30 พ.ค. 2568 ตม.สามารถจับกุมไป๋ จ้าวตง ได้ที่เชียงใหม่ จากข้อหา ‘อยู่ในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการอนุญาตสิ้นสุดหรือถูกเพิกถอน’ โดยศาลแขวงจังหวัดเชียงใหม่ ตัดสินจำคุก 2 เดือน ปรับเงิน 2,000 บาท และให้รอการลงโทษ 2 ปี  พ.ต.ท.อนันท์ เผยต่อว่า ไม่นานจากนั้น เมื่อ 3 มิ.ย. 2568 สถานทูตจีน ประจำประเทศไทย ได้มีหนังสืออย่างไม่เป็นทางการมาถึงกองการต่างประเทศ สตช. ขอให้ส่งตัวไป๋ จ้าวตง กลับประเทศจีน ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ในอีกด้านหนึ่ง หลังศาลตัดสินโทษ ไป๋ จ้าวตง ได้ขอประกันตัวออกมาจากสถานกักกันคนต่างด้าว เพื่อขอทำเรื่องเดินทางไปประเทศที่ 3 และเมื่อได้รับการยืนยันว่า เขาจะได้ประเทศที่ 3 ในวันที่ 5 ก.พ. 2569 ทางไป๋ จ้าวตง จึงได้เดินทางไปมอบตัวที่สถานกักกันคนต่างด้าว สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู ในวันที่ 21 ม.ค. 2569 เพื่อให้ทางการไทยพิจารณาอนุญาตก่อนเดินทางออกนอกประเทศ (Exit Permit) ทั้งนี้ สำหรับคนต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น การเข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือวีซาขาดอายุ หากต้องการเดินทางออกนอกประเทศ ต้องทำตามกฎหมายคนเข้าเมืองโดยการเข้ามอบตัว เพื่อไปอยู่ในการควบคุมดูแลของสถานกักกันคนต่างด้าว ซึ่งทาง สตม.อาจให้คุมขังในสถานกักกันฯ หรือพื้นที่ภายนอก ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ระหว่างรอทาง สมช. ดำเนินการอนุมัติให้เดินทางออกนอกประเทศ ล่าสุด เมื่อ 16 ก.ย. 2569 ทางศาลอาญาได้ออกหมายจับไป๋ จ้าวตง แล้วในข้อหา กรรโชกทรัพย์ และรับสินบนโดยไม่ใช่บุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้เกิดการเข้าสู่กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หลังจากทาง สมต.ให้การผู้พิพากษาแล้ว ทางทนายความขอให้ผู้พิพากษาไต่สวนเพิ่มว่า ทำไม สตม.ถึงปฏิเสธส่งตัวไป๋ จ้าวตง ทั้งที่มีประเทศที่ 3 รับตัวไปแล้ว  พ.ต.ท.อนันท์ เผยว่า เนื่องจากเขาดูแลเรื่องการควบคุมตัว และไม่ได้ดูแลหน้าที่เรื่องการส่งตัวไปประเทศที่ 3 ทำให้เขาไม่ทราบอย่างชัดเจน แต่คาดว่าเป็นเพราะมีการสอบถามเช็กข้อมูลกับสำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงการต่างประเทศ และกองการต่างประเทศ ของ สตช. ว่าบุคคลดังกล่าวอยู่ในระหว่างกระบวนการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ ทำให้ไม่สามารถส่งตัวไป๋ จ้าวตง เดินทางไปยังประเทศที่ 3 ได้ นอกจากนี้ เมื่อ 4 ส.ค. 2569 สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศ เคยยืนยันกับ กองการต่างประเทศ สตช. ว่าตัวของจ้าวตง อยู่ระหว่างกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนอีกด้วย  อีกประเด็นที่ทนายความขอให้ศาลทำการไต่สวนเพิ่มด้วยว่า ทางสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ได้รับเอกสารอย่างเป็นทางการ ขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน จากสถานทูตจีน ตั้งแต่เมื่อไร และมีเอกสารมายืนยันหรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้ ตัวแทนจากกองกำกับการ 3 ไม่ได้เอาเอกสารมาให้ดู การไต่สวนเสร็จสิ้นประมาณ 12.00 น. โดยศาลได้นัดฟังคำสั่งในวันที่ 9 ต.ค. 2569 โดยประเด็นสำคัญก็คือเมื่อจีนมีคำขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะทำให้การควบคุมตัวของ สตม. ยังชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และกระบวนการส่งหนังสือส่งผู้ร้ายข้ามแดน ของประเทศจีน เป็นการดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่  เข้าสู่กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หลังสืบพยานเสร็จสิ้น ทางณัฐาศิริ เบิร์กแมน ในฐานะทนายความของจ้าวตง ได้ให้สัมภาษณ์ ระบุว่า เธอคาดว่า หลังจากเสร็จสิ้นในคดีฟ้องร้องกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไป๋ จ้าวตง จะต้องเข้าสู่กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งเราจะต้องไปให้การคัดค้านว่า เราไม่เห็นด้วยกับการส่งกลับ ณัฐาศิริ เสริมว่า ในกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ทางเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเพียงว่า กระบวนการทำเรื่องของทางการจีน เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าเป็นไปตามกฎหมายก็จะมีการส่งตัวไป๋ จ้าวตง กลับไปที่ประเทศจีน  ต่อประเด็นที่สื่อสอบถามว่า กระบวนการหลังจากมีการออกหมายจับไป๋ จ้าวตง เป็นอย่างไร ทางณัฐาศิริ เผยว่า หลังจากนี้จะมีการเอาหมายจับไปแสดงต่อจ้าวตง และจากนั้น ก็จะส่งตัวไปที่ศาลอาญา เพื่อแสดงตัว และศาลจะอ่านข้อหาที่เขาถูกออกหมายจับ และจะมีการควบคุมตัวจ้าวตง ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เพื่อรอส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน   ณัฐาศิริ มีสังเกตด้วยว่า ทางการจีนมีการกดดันให้จ้าวตง สมัครใจเดินทางกลับประเทศต้นทาง เพราะก่อนหน้าการไต่สวนไม่กี่วัน ได้ยินว่ารัฐบาลจีนส่งเจ้าหน้าที่ไปหาครอบครัวของจ้าวตง และขอให้ลูกติดต่อขอให้พ่อเดินทางกลับประเทศจีน และเมื่อ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลอาญาก็ออกหมายจับไป๋ จ้าวตง ข้อหา กรรโชกทรัพย์ และรับสินบนฯ 2 วันก่อนการไต่สวนเท่านั้น เพราะฉะนั้น เรื่องนี้สะท้อนว่ารัฐบาลจีนพร้อมใช้วิธีการทุกอย่างเพื่อพาคนของประเทศตัวเองกลับไป ต่อประเด็นที่สื่อต่างชาติถามว่ายังมีความหวังที่จะหยุดยั้งกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ ทางทีมทนายความ มองว่า สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยไม่ดีเท่าไรนัก เพราะว่ารัฐบาลอนุทิน เหมือนมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศจีน ในความคิดของทนาย มองว่าโอกาสน้อยที่จะหยุดยั้งกระบวนการนี้ แต่ยืนยันว่าเราจะสู้ให้เต็มที่  “คดีนี้ค่อนข้างชัดเจนว่ามีแรงกดดันจากประเทศจีนตั้งแต่ต้น แม้ว่ามันจะไม่ได้มาที่ฉันโดยตรง แต่เขาใช้กระบวนการทางกฎหมาย และใช้ทุกวิธีการที่เขามี เพื่อให้ไป๋ จ้าวตง อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด เพื่อให้เขายอมกลับประเทศจีน” ณัฐาศิริ กล่าว  * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * ไป๋ จ้าวตง * ผู้ลี้ภัย * จีน * พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน * สำนักตำรวจตรวจคนเข้าเมือง * อนันท์ อินทราย * ณัฐาศิริ เบิร์กแมน
dlvr.it
September 21, 2026 at 8:41 AM
9 ตุลา ศาลนัดฟังคำสั่ง ตม.คุมตัวผู้ลี้ภัยจีน ผิด กม.หรือไม่
9 ตุลา ศาลนัดฟังคำสั่ง ตม.คุมตัวผู้ลี้ภัยจีน ผิด กม.หรือไม่ ภาพปก: ไป๋ จ้าวตง (ที่มา: FCCT) XmasUser Mon, 2026-09-21 - 15:20 ศาลนัดฟังคำสั่งวันที่ 9 ต.ค. นี้ คดีไป๋ จ้าวตง ผู้ลี้ภัย UNHCR และนักข่าวจีน อายุ 56 ปี ยื่นฟ้อง ตม.กักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หลังจากรัฐไทยไม่อนุญาตให้เขาเดินทางไปประเทศที่ 3 ด้านจีนกดดัน ส่งเจ้าหน้าที่ให้ลูกขอให้ผู้ลี้ภัยกลับประเทศ-ทำหนังสือขอไทยส่งผู้ร้ายข้ามแดน     21 ก.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 10.00 น. ห้องพิจารณาคดีที่ 501 ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีนัดไต่สวนคดีดำหมายเลข คข 7/2569 กรณีไป๋ จ้าวตง ผู้ได้รับสถานะผู้ลี้ภัย จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และนักข่าวชาวจีน อายุ 56 ปี ฟ้องสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ข้อหา 'กักขังโดยมิชอบ' ตามมาตรา 90 ป.วิอาญา หลังจากจ้าวตง เคยได้รับการตอบรับเดินทางไปประเทศที่ 3 มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ถูกทางการไทยปฏิเสธ  ประเด็นการไต่สวนครั้งนี้คือ สตม. มีอำนาจควบคุมตัวไป๋ จ้าวตง ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง มาตรา 54 ที่ระบุว่า สตม.มีอำนาจ ‘ควบคุมตัวเท่าไรก็ได้ตามความจำเป็น เพื่อรอผลักดันออกนอกประเทศ’ หรือไม่ เพราะว่าความจำเป็นน่าจะหมดลง หลังจากจ้าวตง ได้รับการตอบรับให้ไปประเทศที่ 3 ได้  ณัฐาศิริ เบิร์กแมน ในฐานะทนายความของไป๋ จ้าวตง เคยให้สัมภาษณ์กับประชาไท ตั้งข้อสังเกตว่า ตัวของไป๋ จ้าวตง ถูก ตม.ควบคุมตัวตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา (จนถึงตอนนี้รวมระยะเวลา 8 เดือน) ดังนั้น ถ้าดูจากระยะเวลา กระบวนการพิจารณาอนุมัติออกนอกประเทศ (Exit Permit) น่าจะเสร็จสิ้นนานแล้ว ประกอบกับ ตัวของจ้าวตง มีประเทศที่ 3 ยินดีรับไปตั้งถิ่นฐานใหม่แล้วด้วย ทาง สตม.จึงไม่น่ามี “เหตุจำเป็น” หรืออำนาจควบคุมตัวอีกต่อไป และควรอนุญาตให้นักข่าวจีนคนนี้เดินทางไปยังประเทศที่ 3  สำหรับกระบวนการอนุมัติการเดินทางออกนอกประเทศ หรือ Exit Permit เป็นการประชุมหารือกันระหว่างหลายหน่วยงาน เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่าบุคคลที่ทำผิดกฎหมาย หรือผู้ลี้ภัย ที่จะเดินทางออกนอกประเทศ เป็นคนที่เกี่ยวกับคดีความมั่นคง หรือเป็นผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ ซึ่งปกติจะใช้เวลาไม่เกิน 3 สัปดาห์ในการพิจารณา  ถูกมัดมือไพล่หลัง ไต่สวน 24 ชม. ประสบการณ์นักข่าวจีนถูกคุกคาม ในช่วงการสืบพยาน ไป๋ จ้าวตง สวมเสื้อยืดสีเขียว เขียนคำว่า “ผู้ต้องกัก สตม.” ถูกเบิกตัวจากสถานกักกันคนต่างด้าว สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู กรุงเทพฯ มาให้การที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยเจ้าตัวบอกว่า เขาทำงานเป็นผู้สื่อข่าวมานานกว่า 25 ปี โดยข่าวที่เขารายงานมีทั้งประเด็นการเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชัน ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยรายงานของเขามีทั้งเผยแพร่ออนไลน์ และตีพิมพ์เป็นหนังสือพิมพ์  ในช่วงที่เขายังอยู่ในประเทศจีน ไป๋ จ้าวตง กล่าวกับศาลว่า เขาเคยถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวมาแล้ว 6 ครั้ง โดยระหว่างการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่จะจับเขานั่งบนเก้าอี้ และใช้กุญแจมือมัดมือสองข้างไพล่หลัง ซึ่งเขาเล่าพลางทำท่าให้ดูเป็นตัวอย่างประกอบ จากนั้น จะมีการซักถามเขายาวนานติดต่อกัน 24 ชม. และระหว่างสืบสวน เขาจะโดนเจ้าหน้าที่ใช้ของแข็งทุบตีเข้าที่หลังอีกด้วย ท้ายสุด ก็ปล่อยตัวเขาโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ  จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนเขาแนะนำให้เขาหนีภัยประหัตประหารมายังประเทศไทย ทำให้เขาเดินทางเข้ามาที่ไทยในช่วงกลางปี 2567  ณัฐาศิริ ในฐานะทนายความ ระบุว่า ในช่วงที่วีซาของไป๋ จ้าวตง ใกล้หมดอายุ ตัวของเขาเคยพยายามทำเรื่องต่ออายุวีซาแล้ว แต่ถูกเจ้าหน้าที่ปฏิเสธ และแจ้งว่าผู้สื่อข่าวชาวจีนมีหมายจับในข้อหากรรโชกทรัพย์ และรับสินบนโดยที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ รวม 1 คดี ซึ่งเป็นหมายจับจากสำนักงานความมั่นคงสาธารณะ เมืองยู่หลิน (Yulin)  ทั้งนี้ สำหรับข้อหากรรโชกทรัพย์ที่ตัวของจ้าวตง ถูกออกหมายจับ ตัวของนักข่าวจีน เคยให้สัมภาษณ์กับองค์กร “สื่อไร้พรมแดน” (RSF) โดยยืนยันว่าข้อหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนกุขึ้นมา เพื่อที่จะพาตัวเขากลับไป  หลังจากได้ทราบเรื่องดังกล่าว ตัวของจ้าวตง จึงไปขอสถานะ ‘ผู้ลี้ภัย’ จาก UNHCR และได้รับสถานะดังกล่าวในเวลาต่อมา ช่วงระหว่างที่จ้าวตง พำนักในประเทศไทย เขาเล่าว่ามักจะมีชายแปลกหน้ามาถามหาเขาอยู่เสมอๆ ทำให้เขาเกิดความหวาดกลัว และย้ายที่พำนักบ่อยครั้ง เพื่อความปลอดภัย ก่อนที่เขาจะถูก ตม.เชียงใหม่ ควบคุมตัวเมื่อ พ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวจีน ให้การด้วยว่า หากถูกส่งกลับประเทศต้นทาง เขาเองก็ไม่ทราบชะตากรรมว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง  เรื่องที่เกี่ยวข้อง * 18 กันยา ศาลไทยนัดไต่สวน นักข่าวจีนลี้ภัยสำเร็จหรือไม่ หลังถูกขัง ตม.นาน 7 เดือน ตม.เผยมีคำขอจากจีนให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ต.ท.อนันท์ อินทราย จากกองกำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (กก.3 บก.สส.สตม.) ในฐานะผู้ควบคุมตัวไป๋ จ้าวตง ได้มาให้การกับศาล ถึงไทม์ไลน์การเข้ามาและการจับกุมตัวไป๋ จ้าวตง และที่สำคัญที่สุดคือ ทาง สตม. ยืนยันด้วยว่ามีการส่งคำขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากสถานทูตจีน ประจำประเทศไทย มายังกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตั้งแต่ปี 2567  พ.ต.ท.อนันท์ เผยว่า ตัวของไป๋ จ้าวตง เดินทางเข้าประเทศไทยด้วยหนังสือเดินทาง (Passport) ของประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค. 2567 และได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้จนถึง 31 ต.ค. 2567 รวมระยะเวลา 2 เดือน อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2567 กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้รับหนังสือจากสถานทูตจีน ประจำประเทศไทย ระบุว่า ไป๋ จ้าวตง เป็นบุคคลที่รัฐบาลจีนต้องการตัว เนื่องจากมีหมายจับความมั่นคงแห่งรัฐ ในข้อหากรรโชกทรัพย์ 1 ข้อหา  เหตุผลดังกล่าวทำให้ ไป๋ จ้าวตง เป็นบุคคลตามลักษณะต้องห้ามของ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และเป็นผลให้เมื่อ 11 ธ.ค. 2567 สตม. เพิกถอนสิทธิอยู่อาศัยในประเทศไทยของจ้าวตง ต่อมา เมื่อ 30 พ.ค. 2568 ตม.สามารถจับกุมไป๋ จ้าวตง ได้ที่เชียงใหม่ จากข้อหา ‘อยู่ในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการอนุญาตสิ้นสุดหรือถูกเพิกถอน’ โดยศาลแขวงจังหวัดเชียงใหม่ ตัดสินจำคุก 2 เดือน ปรับเงิน 2,000 บาท และให้รอการลงโทษ 2 ปี  พ.ต.ท.อนันท์ เผยต่อว่า ไม่นานจากนั้น เมื่อ 3 มิ.ย. 2568 สถานทูตจีน ประจำประเทศไทย ได้มีหนังสืออย่างไม่เป็นทางการมาถึงกองการต่างประเทศ สตช. ขอให้ส่งตัวไป๋ จ้าวตง กลับประเทศจีน ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ในอีกด้านหนึ่ง หลังศาลตัดสินโทษ ไป๋ จ้าวตง ได้ขอประกันตัวออกมาจากสถานกักกันคนต่างด้าว เพื่อขอทำเรื่องเดินทางไปประเทศที่ 3 และเมื่อได้รับการยืนยันว่า เขาจะได้ประเทศที่ 3 ในวันที่ 5 ก.พ. 2569 ทางไป๋ จ้าวตง จึงได้เดินทางไปมอบตัวที่สถานกักกันคนต่างด้าว สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู ในวันที่ 21 ม.ค. 2569 เพื่อให้ทางการไทยพิจารณาอนุญาตก่อนเดินทางออกนอกประเทศ (Exit Permit) ทั้งนี้ สำหรับคนต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น การเข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือวีซาขาดอายุ หากต้องการเดินทางออกนอกประเทศ ต้องทำตามกฎหมายคนเข้าเมืองโดยการเข้ามอบตัว เพื่อไปอยู่ในการควบคุมดูแลของสถานกักกันคนต่างด้าว ซึ่งทาง สตม.อาจให้คุมขังในสถานกักกันฯ หรือพื้นที่ภายนอก ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ระหว่างรอทาง สมช. ดำเนินการอนุมัติให้เดินทางออกนอกประเทศ ล่าสุด เมื่อ 16 ก.ย. 2569 ทางศาลอาญาได้ออกหมายจับไป๋ จ้าวตง แล้วในข้อหา กรรโชกทรัพย์ และรับสินบนโดยไม่ใช่บุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้เกิดการเข้าสู่กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หลังจากทาง สมต.ให้การผู้พิพากษาแล้ว ทางทนายความขอให้ผู้พิพากษาไต่สวนเพิ่มว่า ทำไม สตม.ถึงปฏิเสธส่งตัวไป๋ จ้าวตง ทั้งที่มีประเทศที่ 3 รับตัวไปแล้ว  พ.ต.ท.อนันท์ เผยว่า เนื่องจากเขาดูแลเรื่องการควบคุมตัว และไม่ได้ดูแลหน้าที่เรื่องการส่งตัวไปประเทศที่ 3 ทำให้เขาไม่ทราบอย่างชัดเจน แต่คาดว่าเป็นเพราะมีการสอบถามเช็กข้อมูลกับสำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงการต่างประเทศ และกองการต่างประเทศ ของ สตช. ว่าบุคคลดังกล่าวอยู่ในระหว่างกระบวนการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ ทำให้ไม่สามารถส่งตัวไป๋ จ้าวตง เดินทางไปยังประเทศที่ 3 ได้ นอกจากนี้ เมื่อ 4 ส.ค. 2569 สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศ เคยยืนยันกับ กองการต่างประเทศ สตช. ว่าตัวของจ้าวตง อยู่ระหว่างกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนอีกด้วย  อีกประเด็นที่ทนายความขอให้ศาลทำการไต่สวนเพิ่มด้วยว่า ทางสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ได้รับเอกสารอย่างเป็นทางการ ขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน จากสถานทูตจีน ตั้งแต่เมื่อไร และมีเอกสารมายืนยันหรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้ ตัวแทนจากกองกำกับการ 3 ไม่ได้เอาเอกสารมาให้ดู การไต่สวนเสร็จสิ้นประมาณ 12.00 น. โดยศาลได้นัดฟังคำสั่งในวันที่ 9 ต.ค. 2569 โดยประเด็นสำคัญก็คือเมื่อจีนมีคำขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะทำให้การควบคุมตัวของ สตม. ยังชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และกระบวนการส่งหนังสือส่งผู้ร้ายข้ามแดน ของประเทศจีน เป็นการดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่  เข้าสู่กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หลังสืบพยานเสร็จสิ้น ทางณัฐาศิริ เบิร์กแมน ในฐานะทนายความของจ้าวตง ได้ให้สัมภาษณ์ ระบุว่า เธอคาดว่า หลังจากเสร็จสิ้นในคดีฟ้องร้องกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไป๋ จ้าวตง จะต้องเข้าสู่กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งเราจะต้องไปให้การคัดค้านว่า เราไม่เห็นด้วยกับการส่งกลับ ณัฐาศิริ เสริมว่า ในกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ทางเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเพียงว่า กระบวนการทำเรื่องของทางการจีน เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าเป็นไปตามกฎหมายก็จะมีการส่งตัวไป๋ จ้าวตง กลับไปที่ประเทศจีน  ต่อประเด็นที่สื่อสอบถามว่า กระบวนการหลังจากมีการออกหมายจับไป๋ จ้าวตง เป็นอย่างไร ทางณัฐาศิริ เผยว่า หลังจากนี้จะมีการเอาหมายจับไปแสดงต่อจ้าวตง และจากนั้น ก็จะส่งตัวไปที่ศาลอาญา เพื่อแสดงตัว และศาลจะอ่านข้อหาที่เขาถูกออกหมายจับ และจะมีการควบคุมตัวจ้าวตง ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เพื่อรอส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน   ณัฐาศิริ มีสังเกตด้วยว่า ทางการจีนมีการกดดันให้จ้าวตง สมัครใจเดินทางกลับประเทศต้นทาง เพราะก่อนหน้าการไต่สวนไม่กี่วัน ได้ยินว่ารัฐบาลจีนส่งเจ้าหน้าที่ไปหาครอบครัวของจ้าวตง และขอให้ลูกติดต่อขอให้พ่อเดินทางกลับประเทศจีน และเมื่อ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลอาญาก็ออกหมายจับไป๋ จ้าวตง ข้อหา กรรโชกทรัพย์ และรับสินบนฯ 2 วันก่อนการไต่สวนเท่านั้น เพราะฉะนั้น เรื่องนี้สะท้อนว่ารัฐบาลจีนพร้อมใช้วิธีการทุกอย่างเพื่อพาคนของประเทศตัวเองกลับไป ต่อประเด็นที่สื่อต่างชาติถามว่ายังมีความหวังที่จะหยุดยั้งกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ ทางทีมทนายความ มองว่า สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยไม่ดีเท่าไรนัก เพราะว่ารัฐบาลอนุทิน เหมือนมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศจีน ในความคิดของทนาย มองว่าโอกาสน้อยที่จะหยุดยั้งกระบวนการนี้ แต่ยืนยันว่าเราจะสู้ให้เต็มที่  “คดีนี้ค่อนข้างชัดเจนว่ามีแรงกดดันจากประเทศจีนตั้งแต่ต้น แม้ว่ามันจะไม่ได้มาที่ฉันโดยตรง แต่เขาใช้กระบวนการทางกฎหมาย และใช้ทุกวิธีการที่เขามี เพื่อให้ไป๋ จ้าวตง อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด เพื่อให้เขายอมกลับประเทศจีน” ณัฐาศิริ กล่าว  * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * ไป๋ จ้าวตง * ผู้ลี้ภัย * จีน * พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน * สำนักตำรวจตรวจคนเข้าเมือง * อนันท์ อินทราย * ณัฐาศิริ เบิร์กแมน
dlvr.it
September 21, 2026 at 8:41 AM
กกต.เปิดมติการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ข้อกล่าวหาที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 36 คน ยกคำร้อง 135 คน
กกต.เปิดมติการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ข้อกล่าวหาที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 36 คน ยกคำร้อง 135 คน auser15 Sun, 2026-09-20 - 14:50 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในข้อกล่าวหาที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 36 คน ยกคำร้อง 135 คน 20 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในข้อกล่าวหาที่ 3 เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้ ข้อกล่าวหาที่ 3 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 “แนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด” 1.คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา จำนวน 36 คน โดยมีผลการลงมติ ดังนี้ - มติ 6 ต่อ 1 จำนวน 16 คน - มติ 5 ต่อ 2 จำนวน 15 คน - มติ 4 ต่อ 3 จำนวน 5 คน 2.คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา (ยกคำร้อง) จำนวน 135 คน โดยมีผลการลงมติ ดังนี้ - มติเอกฉันท์ จำนวน 7 คน - มติ 6 ต่อ 1 จำนวน 2 คน - มติ 5 ต่อ 2 จำนวน 121 คน - มติ 4 ต่อ 3 จำนวน 5 คน * ข่าว * การเมือง * คดีฮั้วเลือก สว. * คดีฮั้ว สว. * กกต.
dlvr.it
September 20, 2026 at 7:56 AM
กกต.เปิดมติการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ข้อกล่าวหาที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 36 คน ยกคำร้อง 135 คน
กกต.เปิดมติการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ข้อกล่าวหาที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 36 คน ยกคำร้อง 135 คน
กกต.เปิดมติการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ข้อกล่าวหาที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 36 คน ยกคำร้อง 135 คน auser15 Sun, 2026-09-20 - 14:50 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในข้อกล่าวหาที่ 3 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 36 คน ยกคำร้อง 135 คน 20 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในข้อกล่าวหาที่ 3 เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้ ข้อกล่าวหาที่ 3 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 “แนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด” 1.คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา จำนวน 36 คน โดยมีผลการลงมติ ดังนี้ - มติ 6 ต่อ 1 จำนวน 16 คน - มติ 5 ต่อ 2 จำนวน 15 คน - มติ 4 ต่อ 3 จำนวน 5 คน 2.คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา (ยกคำร้อง) จำนวน 135 คน โดยมีผลการลงมติ ดังนี้ - มติเอกฉันท์ จำนวน 7 คน - มติ 6 ต่อ 1 จำนวน 2 คน - มติ 5 ต่อ 2 จำนวน 121 คน - มติ 4 ต่อ 3 จำนวน 5 คน * ข่าว * การเมือง * คดีฮั้วเลือก สว. * คดีฮั้ว สว. * กกต.
dlvr.it
September 20, 2026 at 7:55 AM
🔥 "กนกถูกศาลยืนยันอำนาจชาบัดสุขุมวิท กฎหมายถูกเล่นเกมอย่างไร?"
#24hHotNewsAI #THNews
"กนกถูกศาลยืนยันอำนาจชาบัดสุขุมวิท กฎหมายถูกเล่นเกมอย่างไร?"
ศาลไทยยืนยันอำนาจตรวจสอบชาบัดสุขุมวิทในการขุดห้องพักลับ 3 ชั้นใต้ดินโดยวิธี **"ลากไส้"** ซึ่งหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากกยผ. โดยอ้างการปรับปรุงโครงสร้าง แต่ละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 178 เกี่ยวกับการก่อสร้างไม่ชอบด้วยกฎหมายและความปลอดภัยในพื้นที่หนาแน่น...
https://24hhotnewsai.com/th/news/กนกถูกศาลยืนยันอำนาจชาบัดสุขุมวิท-กฎหมายถูกเล่นเกมอย่างไร-202609180450
September 17, 2026 at 9:51 PM
ศาลสั่งงดสืบพยานฝั่งนักปกป้องสิ่งแวดล้อมคดี SLAPP ออกเอกสารสิทธิ์ชายหาดปากบารา
ศาลสั่งงดสืบพยานฝั่งนักปกป้องสิ่งแวดล้อมคดี SLAPP ออกเอกสารสิทธิ์ชายหาดปากบารา auser15 Thu, 2026-09-17 - 07:25 มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) เผยศาลสั่งงดสืบพยานฝั่งนักปกป้องสิ่งแวดล้อมคดี SLAPP กรณีใช้สิทธิตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์ชายหาดปากบารา จ.สตูล มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) แจ้งข่าวว่าเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ณ ศาลอาญา ได้มีการนัดสืบพยานโจทก์-จำเลยในคดี  2 นักปกป้องสิ่งแวดล้อมโดนฟ้อง SLAPP  เหตุใช้สิทธิตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์ทับชายหาดปากบารา จ.สตูล โดยมีเอกชนยื่นฟ้อง วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี  นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย และอัสรุต กองบก ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ต.ปากน้ำ อ.ละงู จังหวัดสตูล ในข้อหาร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 พร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 7,049,750 บาท เนื่องจากวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี โพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะเป็นชายหาดสาธารณะลงในสื่อโซเชียล (Facebook) พร้อมแนบรูปภาพการใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในพื้นที่ชายหาด และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โดยในวันนี้ศาลมีคำสั่งงดสืบพยานฝั่งจำเลย จากเดิมจะต้องสืบในวันที่ 17-18 กันยายน 2569 เนื่องจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำเข้าสืบประกอบกับข้อเท็จจริงในสำนวนแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ หลังจากการสืบพยานฝั่งโจทก์เสร็จสิ้นและได้ฝั่งคำสั่งศาลแล้ว ด้านอัสรุต กองบก ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งตกเป็นจำเลยที่ 2 กล่าวว่า ตนรู้สึกโล่งใจที่ศาลสั่งงดสืบพยาน แต่ก็มีความจริงจะบอกกับศาล แต่ไม่ได้พูด เพราะศาลสั่งงดสืบพยานจำเลย และรู้สึกว่าการไต่สวนฝั่งโจทก์ น่าจะนำสืบให้ศาลได้รู้ในเบื้องต้นแล้วว่ามีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด ทำให้ศาลมีคำสั่งงดสืบพยานฟังจำเลย  “ในขณะที่มีการสืบพยานฝั่งโจทก์ ตอนได้ฟังอยู่นั้น รู้สึกว่าฝั่งโจทก์พูดความจริง แต่ก็มีบางอย่างที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงด้วยเช่นกัน และคิดว่าถ้าตนได้มีโอกาสเบิกความต่อศาลก็จะพูดความจริงทุกอย่างให้ชัดเจนต่อเหตุการณ์นี้ว่ามีที่มาอย่างไร” นอกจากนี้การฟ้อง SLAPP เช่นนี้ ยังส่งผลกระทบให้กับเขา โดย อัสรุต กล่าวว่า “เนื่องจากผมเป็นผู้นำปกครองท้องที่ มีหน้าที่ดูแลที่สาธารณะประโยชน์ และเป็นตัวแทนชาวบ้าน ก็รู้สึกว่าการถูกฟ้องในครั้งนี้ ทำให้ผมมีการถูกเมินจากสังคมหาว่าเราไปบุกรุกที่เอกชน การทำหน้าที่ในครั้งนี้ต้องแบกภาระ เนื่องจากเป็นผู้ดูแลที่สาธารณะประโยชน์ และผมได้พิจารณาดู และช่างน้ำหนักดูแล้วว่า พื้นที่ชายหาดในพื้นที่ ม.6 ชาวบ้านได้ใช้ร่วมร่วมกันมานานเป็นเวลา 47 ปี ผมเกิดมาก็สภาพเป็นชายหาดแล้ว และเป็นที่ที่ผู้คนมาเล่นน้ำและมาใช้ประโยชน์ร่วมกันมานานแล้ว ผมก็ได้ทำหน้าที่ตามความเป็นจริง การที่ผมได้ทำหน้าที่ตรงนี้ผมก็รู้สึกภูมิใจที่ได้ปกป้องพื้นแผ่นดินชายหาดที่เป็นที่สาธารณะไว้ให้ลูกหลานให้คนจังหวัดสตูลได้ใช้ร่วมกันต่อไป” ขณะที่ วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี  จำเลยที่ 1 กล่าวว่า “วันนี้เชื่อในข้อเท็จจริงที่ตัวเองมีอยู่กับพยานหลักฐานที่เตรียมมา เพื่อนำมาให้ศาลได้รับฟัง แต่ช่วงท้ายก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะว่าในฐานะฝ่ายจำเลยไม่ได้พูด เพราะท่านสั่งงดสืบพยานฝ่ายจำ ถ้าหากพูดกันผมใช้คำว่า ยุติธรรมชาวบ้าน ที่ในทางข้อกฎหมายศาลจะมองไปอีกแบบหนึ่ง แต่ในทางสังคมในทางความเป็นมนุษย์ที่มีความสัมพันธ์กัน เมื่อฝ่ายนึงตั้งข้อกล่าวหาและมีโอกาสได้พูด หลายต่อหลายรอบ ตั้งแต่ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง มาสืบพยานต่อหน้าศาล และบุคคลต่าง ๆ ด้วยไม่ใช่แค่ศาลอย่างเดียว เพราะการสืบพยานถือว่าสืบกันโดยเปิดเผย ไม่ใช่การคุยกันแค่ฝ่ายจำเลยกับโจทก์ หรือว่าโจทก์กับศาลเท่านั้น มันก็มีบุคคลอื่นที่จะเข้ารับฟังได้ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่พยานอีกฝ่ายนึงพูดนั้น มีตั้งหลายเรื่องที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งเรารู้สึกว่า แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับคดี ก็รู้สึกว่า เราถูกละเมิดด้านหนึ่ง รู้สึกถูกละเมิดสิทธิ  ถ้าถามว่ารู้สึกยังไงก็รู้สึกว่าเราไม่มีโอกาสได้พูดในสิ่งที่อยากจะพูดเหมือนกัน” “แต่ในมุมมองของผมมองว่าการที่ศาลรับฟังเฉพาะโจทก์ฝ่ายเดียว และโจทก์กล่าวหาเราฝ่ายเดียวมันมีความไม่เป็นธรรมอยู่  ตามกฎระเบียบของศาลหรือตามกฎหมายให้ทำได้ แต่ผมมองว่าควรกระทำตอนที่อยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เพราะจะไม่เป็นภาระของจำเลย ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาและยังก็ต้องตั้งทนาย เตรียมค่าใช้จ่าย ต้องประกันตัว ต้องถูกใส่กุญแจมือ ต้องถูกนำตัวไปขังอยู่ใต้ถุนศาลเป็นวันผมถูกขังอยู่เป็นวันนะ ผมรู้สึกผมถูกกล่าวหาและสูญเสียอิสรภาพ สูญเสียทรัพย์สินเงินทอง สูญเสียเวลา ตรงนี้ก็รู้สึกว่า ถ้าขั้นตอนแบบนี้ มันควรจะจบตั้งแต่ชั้นไต่สวน ศาลก็ควรวินิจฉัยตั้งแต่ตอนนั้น” ด้าน ศศิประภา ไร่สงวน ทนายความจาก EnLAW ซึ่งเป็นทนายของจำเลย กล่าวว่า “คดีดังกล่าวที่เอกชนยื่นฟ้องต่อนักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมนั้นถือเป็นการฟ้องปิดปาก เนื่องจากเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาที่มีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบหรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร ซึ่งทางทนายความได้ยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายพิจารณาคดีความอาญามาตรา 161/1 และ มาตรา 165 วรรคสอง แล้วในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โดยศาลมีคำสั่งรับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ปรากฎว่าในคำสั่งได้มีการนำประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ว่าการดำเนินคดีของโจทก์เป็นการแกล้งฟ้องปิดปากมาวินิจฉัยในคำสั่งรับคำฟ้อง”      “วันนี้ศาลนัดสืบพยานโจทก์จำนวน 2 ปาก โดยภายหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วได้มีคำสั่งงดสืบพยานจำเลย โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำเข้าสืบประกอบกับข้อเท็จจริงในสำนวนแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ และกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 30 กันยายน 2569 ก็ต้องรอจับตาผลคำพิพากษาของคดีต่อไปว่าศาลจะมีคำพิพากษาในคดีนี้ว่าอย่างไร ทั้งนี้ทางทนายความคาดหวังว่าคำพิพากษาของศาลจะช่วยคุ้มครองนักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมจากการถูกกลั่นแกล้งฟ้องมากกว่าแค่ให้จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดทางกฎหมายอันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยไม่เข้าองค์ประกอบความผิดทางกฎหมาย” * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ปากบารา * สตูล * มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม * EnLAW * SLAPP * กระบวนการยุติธรรม
dlvr.it
September 17, 2026 at 12:27 AM
ศาลสั่งงดสืบพยานฝั่งนักปกป้องสิ่งแวดล้อมคดี SLAPP ออกเอกสารสิทธิ์ชายหาดปากบารา
ศาลสั่งงดสืบพยานฝั่งนักปกป้องสิ่งแวดล้อมคดี SLAPP ออกเอกสารสิทธิ์ชายหาดปากบารา
ศาลสั่งงดสืบพยานฝั่งนักปกป้องสิ่งแวดล้อมคดี SLAPP ออกเอกสารสิทธิ์ชายหาดปากบารา auser15 Thu, 2026-09-17 - 07:25 มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) เผยศาลสั่งงดสืบพยานฝั่งนักปกป้องสิ่งแวดล้อมคดี SLAPP กรณีใช้สิทธิตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์ชายหาดปากบารา จ.สตูล มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) แจ้งข่าวว่าเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ณ ศาลอาญา ได้มีการนัดสืบพยานโจทก์-จำเลยในคดี  2 นักปกป้องสิ่งแวดล้อมโดนฟ้อง SLAPP  เหตุใช้สิทธิตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์ทับชายหาดปากบารา จ.สตูล โดยมีเอกชนยื่นฟ้อง วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี  นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย และอัสรุต กองบก ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ต.ปากน้ำ อ.ละงู จังหวัดสตูล ในข้อหาร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 พร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 7,049,750 บาท เนื่องจากวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี โพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะเป็นชายหาดสาธารณะลงในสื่อโซเชียล (Facebook) พร้อมแนบรูปภาพการใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในพื้นที่ชายหาด และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โดยในวันนี้ศาลมีคำสั่งงดสืบพยานฝั่งจำเลย จากเดิมจะต้องสืบในวันที่ 17-18 กันยายน 2569 เนื่องจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำเข้าสืบประกอบกับข้อเท็จจริงในสำนวนแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ หลังจากการสืบพยานฝั่งโจทก์เสร็จสิ้นและได้ฝั่งคำสั่งศาลแล้ว ด้านอัสรุต กองบก ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งตกเป็นจำเลยที่ 2 กล่าวว่า ตนรู้สึกโล่งใจที่ศาลสั่งงดสืบพยาน แต่ก็มีความจริงจะบอกกับศาล แต่ไม่ได้พูด เพราะศาลสั่งงดสืบพยานจำเลย และรู้สึกว่าการไต่สวนฝั่งโจทก์ น่าจะนำสืบให้ศาลได้รู้ในเบื้องต้นแล้วว่ามีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด ทำให้ศาลมีคำสั่งงดสืบพยานฟังจำเลย  “ในขณะที่มีการสืบพยานฝั่งโจทก์ ตอนได้ฟังอยู่นั้น รู้สึกว่าฝั่งโจทก์พูดความจริง แต่ก็มีบางอย่างที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงด้วยเช่นกัน และคิดว่าถ้าตนได้มีโอกาสเบิกความต่อศาลก็จะพูดความจริงทุกอย่างให้ชัดเจนต่อเหตุการณ์นี้ว่ามีที่มาอย่างไร” นอกจากนี้การฟ้อง SLAPP เช่นนี้ ยังส่งผลกระทบให้กับเขา โดย อัสรุต กล่าวว่า “เนื่องจากผมเป็นผู้นำปกครองท้องที่ มีหน้าที่ดูแลที่สาธารณะประโยชน์ และเป็นตัวแทนชาวบ้าน ก็รู้สึกว่าการถูกฟ้องในครั้งนี้ ทำให้ผมมีการถูกเมินจากสังคมหาว่าเราไปบุกรุกที่เอกชน การทำหน้าที่ในครั้งนี้ต้องแบกภาระ เนื่องจากเป็นผู้ดูแลที่สาธารณะประโยชน์ และผมได้พิจารณาดู และช่างน้ำหนักดูแล้วว่า พื้นที่ชายหาดในพื้นที่ ม.6 ชาวบ้านได้ใช้ร่วมร่วมกันมานานเป็นเวลา 47 ปี ผมเกิดมาก็สภาพเป็นชายหาดแล้ว และเป็นที่ที่ผู้คนมาเล่นน้ำและมาใช้ประโยชน์ร่วมกันมานานแล้ว ผมก็ได้ทำหน้าที่ตามความเป็นจริง การที่ผมได้ทำหน้าที่ตรงนี้ผมก็รู้สึกภูมิใจที่ได้ปกป้องพื้นแผ่นดินชายหาดที่เป็นที่สาธารณะไว้ให้ลูกหลานให้คนจังหวัดสตูลได้ใช้ร่วมกันต่อไป” ขณะที่ วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี  จำเลยที่ 1 กล่าวว่า “วันนี้เชื่อในข้อเท็จจริงที่ตัวเองมีอยู่กับพยานหลักฐานที่เตรียมมา เพื่อนำมาให้ศาลได้รับฟัง แต่ช่วงท้ายก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะว่าในฐานะฝ่ายจำเลยไม่ได้พูด เพราะท่านสั่งงดสืบพยานฝ่ายจำ ถ้าหากพูดกันผมใช้คำว่า ยุติธรรมชาวบ้าน ที่ในทางข้อกฎหมายศาลจะมองไปอีกแบบหนึ่ง แต่ในทางสังคมในทางความเป็นมนุษย์ที่มีความสัมพันธ์กัน เมื่อฝ่ายนึงตั้งข้อกล่าวหาและมีโอกาสได้พูด หลายต่อหลายรอบ ตั้งแต่ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง มาสืบพยานต่อหน้าศาล และบุคคลต่าง ๆ ด้วยไม่ใช่แค่ศาลอย่างเดียว เพราะการสืบพยานถือว่าสืบกันโดยเปิดเผย ไม่ใช่การคุยกันแค่ฝ่ายจำเลยกับโจทก์ หรือว่าโจทก์กับศาลเท่านั้น มันก็มีบุคคลอื่นที่จะเข้ารับฟังได้ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่พยานอีกฝ่ายนึงพูดนั้น มีตั้งหลายเรื่องที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งเรารู้สึกว่า แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับคดี ก็รู้สึกว่า เราถูกละเมิดด้านหนึ่ง รู้สึกถูกละเมิดสิทธิ  ถ้าถามว่ารู้สึกยังไงก็รู้สึกว่าเราไม่มีโอกาสได้พูดในสิ่งที่อยากจะพูดเหมือนกัน” “แต่ในมุมมองของผมมองว่าการที่ศาลรับฟังเฉพาะโจทก์ฝ่ายเดียว และโจทก์กล่าวหาเราฝ่ายเดียวมันมีความไม่เป็นธรรมอยู่  ตามกฎระเบียบของศาลหรือตามกฎหมายให้ทำได้ แต่ผมมองว่าควรกระทำตอนที่อยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เพราะจะไม่เป็นภาระของจำเลย ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาและยังก็ต้องตั้งทนาย เตรียมค่าใช้จ่าย ต้องประกันตัว ต้องถูกใส่กุญแจมือ ต้องถูกนำตัวไปขังอยู่ใต้ถุนศาลเป็นวันผมถูกขังอยู่เป็นวันนะ ผมรู้สึกผมถูกกล่าวหาและสูญเสียอิสรภาพ สูญเสียทรัพย์สินเงินทอง สูญเสียเวลา ตรงนี้ก็รู้สึกว่า ถ้าขั้นตอนแบบนี้ มันควรจะจบตั้งแต่ชั้นไต่สวน ศาลก็ควรวินิจฉัยตั้งแต่ตอนนั้น” ด้าน ศศิประภา ไร่สงวน ทนายความจาก EnLAW ซึ่งเป็นทนายของจำเลย กล่าวว่า “คดีดังกล่าวที่เอกชนยื่นฟ้องต่อนักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมนั้นถือเป็นการฟ้องปิดปาก เนื่องจากเป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาที่มีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบหรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร ซึ่งทางทนายความได้ยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายพิจารณาคดีความอาญามาตรา 161/1 และ มาตรา 165 วรรคสอง แล้วในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โดยศาลมีคำสั่งรับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ปรากฎว่าในคำสั่งได้มีการนำประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ว่าการดำเนินคดีของโจทก์เป็นการแกล้งฟ้องปิดปากมาวินิจฉัยในคำสั่งรับคำฟ้อง”      “วันนี้ศาลนัดสืบพยานโจทก์จำนวน 2 ปาก โดยภายหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วได้มีคำสั่งงดสืบพยานจำเลย โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำเข้าสืบประกอบกับข้อเท็จจริงในสำนวนแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ และกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 30 กันยายน 2569 ก็ต้องรอจับตาผลคำพิพากษาของคดีต่อไปว่าศาลจะมีคำพิพากษาในคดีนี้ว่าอย่างไร ทั้งนี้ทางทนายความคาดหวังว่าคำพิพากษาของศาลจะช่วยคุ้มครองนักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมจากการถูกกลั่นแกล้งฟ้องมากกว่าแค่ให้จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดทางกฎหมายอันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยไม่เข้าองค์ประกอบความผิดทางกฎหมาย” * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ปากบารา * สตูล * มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม * EnLAW * SLAPP * กระบวนการยุติธรรม
dlvr.it
September 17, 2026 at 12:27 AM
ศาลสั่งจำคุก 'ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ' 8 เดือน คดีเสียบบัตรแทนกันเมื่อปี 2556
ศาลสั่งจำคุก 'ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ' 8 เดือน คดีเสียบบัตรแทนกันเมื่อปี 2556 auser15 Wed, 2026-09-16 - 14:33 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 'ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ'  8 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีเสียบบัตรแทนกันครั้งเมื่อเป็น สส. ปี 2556 ชี้พฤติการณ์ร้ายแรง ทำสภาเสื่อมเสีย - อนุญาตปล่อยชั่วคราวระหว่างชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ภาพจาก: เพจทีมงานศรัณย์วุฒิ ศรัญย์เกตุ  16 กันยายน 2569 หลายสื่อ อาทิ ไทยรัฐออนไลน์  และ THE STANDARD รายงานตรงกันว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ จากกรณีเสียบบัตรแทนกันในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2556 โดยศาลสั่งจำคุก 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ชี้เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักนิติธรรมและทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรนิติบัญญัติ คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2556 เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ (พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท) ซึ่งในวันดังกล่าว ศรัณย์วุฒิได้เดินทางไปจังหวัดสุโขทัย แต่กลับปรากฏว่ามีการนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของตนไปให้ สส. รายอื่นใช้กดปุ่มแสดงตนและลงคะแนนเสียงแทน ในการต่อสู้คดี ศรัณย์วุฒิให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่ได้นำบัตรกลับหลังเลิกประชุม และมักมีเจ้าหน้าที่รัฐสภาชื่อ เสริมศรี นำบัตรไปเสียบจองที่นั่งให้เป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เนื่องจากในช่วงเวลาเกิดเหตุ เสริมศรีถูกสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่นแล้วจากกรณีเสียบบัตรแทนกันในลักษณะเดียวกัน จึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่น่าจะกล้ากระทำผิดซ้ำอีก นอกจากนี้ กฎระเบียบของสภายังไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่นำบัตรของ ส.ส. ไปเสียบเพื่อจองที่นั่งได้ ศาลยังชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์ที่สะท้อนถึงเจตนาว่า บัตรประจำตัว สส. มีภาพถ่ายและชื่อระบุชัดเจน ยากที่จะเกิดความหลงลืมหรือหยิบผิด การลงคะแนนแทนยังต้องทำหลายขั้นตอนและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการโหวตของศรัณย์วุฒิและมติพรรค แสดงให้เห็นว่าต้องมีการตกลงมอบบัตรให้กันล่วงหน้า ไม่ใช่การกระทำโดยพลการของ สส. รายอื่น ส่วนข้อกล่าวอ้างที่ว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองเพราะเคยอภิปรายพาดพิง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั้น ศาลมองว่าไม่มีน้ำหนัก เนื่องจากจุดเริ่มต้นของคดีมาจากหลักฐานที่ชัดเจนว่า ศรัณย์วุฒิเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยเครื่องบินจริง และมีผู้ลงคะแนนแทนจริง โดยไม่มีพยานหลักฐานใดบ่งชี้ถึงการถูกขู่เข็ญหรือสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อปรักปรำ องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากจึงสรุปว่า การกระทำของศรัณย์วุฒิเป็นการขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ ‘หนึ่งคนมีหนึ่งเสียง’ และฝ่าฝืนข้อบังคับการประชุมสภา ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ขัดต่อคำปฏิญาณตน และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุให้ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวต้องตกไป ศาลจึงพิพากษาว่า ศรัณย์วุฒิมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ให้จำคุก 1 ปี แต่เนื่องจากคำให้การในชั้นตรวจพยานหลักฐานเป็นประโยชน์อยู่บ้าง จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 8 เดือน และด้วยพฤติการณ์แห่งคดีที่เป็นเรื่องร้ายแรง แม้จะอ้างเหตุผลด้านปัญหาสุขภาพ ศาลก็มองว่าสามารถเข้ารับการรักษาผ่านระบบของกรมราชทัณฑ์ได้ จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ อย่างไรก็ตาม ภายหลังศาลมีคำพิพากษา ศรัณย์วุฒิได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป * ข่าว * การเมือง * ศรัณย์วุฒิ ศรัญย์เกตุ
dlvr.it
September 16, 2026 at 7:40 AM
ศาลสั่งจำคุก 'ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ' 8 เดือน คดีเสียบบัตรแทนกันเมื่อปี 2556
ศาลสั่งจำคุก 'ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ' 8 เดือน คดีเสียบบัตรแทนกันเมื่อปี 2556
ศาลสั่งจำคุก 'ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ' 8 เดือน คดีเสียบบัตรแทนกันเมื่อปี 2556 auser15 Wed, 2026-09-16 - 14:33 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 'ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ'  8 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีเสียบบัตรแทนกันครั้งเมื่อเป็น สส. ปี 2556 ชี้พฤติการณ์ร้ายแรง ทำสภาเสื่อมเสีย - อนุญาตปล่อยชั่วคราวระหว่างชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ภาพจาก: เพจทีมงานศรัณย์วุฒิ ศรัญย์เกตุ  16 กันยายน 2569 หลายสื่อ อาทิ ไทยรัฐออนไลน์  และ THE STANDARD รายงานตรงกันว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ จากกรณีเสียบบัตรแทนกันในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2556 โดยศาลสั่งจำคุก 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ชี้เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักนิติธรรมและทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรนิติบัญญัติ คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2556 เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ (พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท) ซึ่งในวันดังกล่าว ศรัณย์วุฒิได้เดินทางไปจังหวัดสุโขทัย แต่กลับปรากฏว่ามีการนำบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ของตนไปให้ สส. รายอื่นใช้กดปุ่มแสดงตนและลงคะแนนเสียงแทน ในการต่อสู้คดี ศรัณย์วุฒิให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่ได้นำบัตรกลับหลังเลิกประชุม และมักมีเจ้าหน้าที่รัฐสภาชื่อ เสริมศรี นำบัตรไปเสียบจองที่นั่งให้เป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เนื่องจากในช่วงเวลาเกิดเหตุ เสริมศรีถูกสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่นแล้วจากกรณีเสียบบัตรแทนกันในลักษณะเดียวกัน จึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่น่าจะกล้ากระทำผิดซ้ำอีก นอกจากนี้ กฎระเบียบของสภายังไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่นำบัตรของ ส.ส. ไปเสียบเพื่อจองที่นั่งได้ ศาลยังชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์ที่สะท้อนถึงเจตนาว่า บัตรประจำตัว สส. มีภาพถ่ายและชื่อระบุชัดเจน ยากที่จะเกิดความหลงลืมหรือหยิบผิด การลงคะแนนแทนยังต้องทำหลายขั้นตอนและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการโหวตของศรัณย์วุฒิและมติพรรค แสดงให้เห็นว่าต้องมีการตกลงมอบบัตรให้กันล่วงหน้า ไม่ใช่การกระทำโดยพลการของ สส. รายอื่น ส่วนข้อกล่าวอ้างที่ว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองเพราะเคยอภิปรายพาดพิง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั้น ศาลมองว่าไม่มีน้ำหนัก เนื่องจากจุดเริ่มต้นของคดีมาจากหลักฐานที่ชัดเจนว่า ศรัณย์วุฒิเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยเครื่องบินจริง และมีผู้ลงคะแนนแทนจริง โดยไม่มีพยานหลักฐานใดบ่งชี้ถึงการถูกขู่เข็ญหรือสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อปรักปรำ องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากจึงสรุปว่า การกระทำของศรัณย์วุฒิเป็นการขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ ‘หนึ่งคนมีหนึ่งเสียง’ และฝ่าฝืนข้อบังคับการประชุมสภา ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ขัดต่อคำปฏิญาณตน และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุให้ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวต้องตกไป ศาลจึงพิพากษาว่า ศรัณย์วุฒิมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ให้จำคุก 1 ปี แต่เนื่องจากคำให้การในชั้นตรวจพยานหลักฐานเป็นประโยชน์อยู่บ้าง จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 8 เดือน และด้วยพฤติการณ์แห่งคดีที่เป็นเรื่องร้ายแรง แม้จะอ้างเหตุผลด้านปัญหาสุขภาพ ศาลก็มองว่าสามารถเข้ารับการรักษาผ่านระบบของกรมราชทัณฑ์ได้ จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ อย่างไรก็ตาม ภายหลังศาลมีคำพิพากษา ศรัณย์วุฒิได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีในชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป * ข่าว * การเมือง * ศรัณย์วุฒิ ศรัญย์เกตุ
dlvr.it
September 16, 2026 at 7:40 AM
แจงอดีตครูผู้ต้องขังคดีอนาจารเด็ก เสียชีวิตที่ รพ.ราชทัณฑ์ ไม่ใช่ในเรือนจำ
แจงอดีตครูผู้ต้องขังคดีอนาจารเด็ก เสียชีวิตที่ รพ.ราชทัณฑ์ ไม่ใช่ในเรือนจำ
แจงอดีตครูผู้ต้องขังคดีอนาจารเด็ก เสียชีวิตที่ รพ.ราชทัณฑ์ ไม่ใช่ในเรือนจำ auser15 Sat, 2026-09-12 - 14:49 กรมราชทัณฑ์ ชี้แจงกรณี "พิชัย" อดีตครู ผู้ต้องขังคดีอนาจารเด็ก ยืนยันเสียชีวิตขณะรักษาตัวที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ไม่ใช่ในเรือนจำ เหตุติดเชื้อในกระแสเลือด-ภาวะไตวายเฉียบพลัน-ปอดอักเสบ 12 กันยายน 2569 กรมราชทัณฑ์ ชี้แจงข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ นายพิชัย จำเลยในคดีความผิดเกี่ยวกับการพรากเด็กและกระทำอนาจารเด็ก ในวันที่ 11 ก.ย.2569 และมีการแจ้งต่อศาล ว่า จำเลยเสียชีวิตแล้ว นั้น กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสถานที่และพฤติการณ์การเสียชีวิตของผู้ต้องขังดังนี้ นายพิชัย ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้ถูกย้ายไปคุมขังเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อวันที่ 2 พ.ค.2569 เนื่องจากกำหนดโทษเกินอำนาจการควบคุมของเรือนจำเดิมตามระเบียบราชการ และเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 นายพิชัย มีอาการเจ็บป่วยรุนแรง เรือนจำกลางคลองเปรม จึงเร่งส่งตังตัวเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทันที โดยเข้ารับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) มีการใส่ท่อและใช้เครื่องช่วยหายใจ รวมถึงให้ยาเพิ่มความดันโลหิต ทั้งนี้ บุตรของนายพิชัย ได้เข้าเยี่ยมและมีส่วนร่วมในการวางแผนการดูแลแบบประคับประคอง โดยญาติได้แสดงเจตนาปฏิเสธการกู้ชีพ (CPR) หากเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ต่อมานายพิชัยได้เสียชีวิต เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2569 ณ ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ด้วยอายุ 71 ปี จากภาวะระบบหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว จากการติดเชื้อในกระแสเลือด ร่วมกับภาวะไตวายเฉียบพลันและปอดอักเสบ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ภายหลังทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้รับคำสั่งเบิกตัวจากศาล ลงวันที่ 14 ก.ค.2569 จึงได้ดำเนินการจัดทำหนังสือแจ้งศาลอย่างเป็นทางการว่า นายพิชัย ได้เสียชีวิตแล้ว โดยได้แจ้งต่อศาลในวันที่ 11 ก.ย.2569 กรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันว่า นายพิชัย ไม่ได้เสียชีวิตภายในเรือนจำกลางคลองเปรม แต่เสียชีวิตขณะเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างเต็มกำลังความสามารถ จนถึงวาระสุดท้าย โดยกรมราชทัณฑ์ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิ ศัทธิ์ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการดูแลผู้ต้องขังด้วยหลักมนุษยธรรมเป็นสำคัญ * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * กรมราชทัณฑ์ * กระบวนการยุติธรรม * ผู้ต้องขัง
dlvr.it
September 12, 2026 at 7:51 AM
แจงอดีตครูผู้ต้องขังคดีอนาจารเด็ก เสียชีวิตที่ รพ.ราชทัณฑ์ ไม่ใช่ในเรือนจำ
แจงอดีตครูผู้ต้องขังคดีอนาจารเด็ก เสียชีวิตที่ รพ.ราชทัณฑ์ ไม่ใช่ในเรือนจำ auser15 Sat, 2026-09-12 - 14:49 กรมราชทัณฑ์ ชี้แจงกรณี "พิชัย" อดีตครู ผู้ต้องขังคดีอนาจารเด็ก ยืนยันเสียชีวิตขณะรักษาตัวที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ไม่ใช่ในเรือนจำ เหตุติดเชื้อในกระแสเลือด-ภาวะไตวายเฉียบพลัน-ปอดอักเสบ 12 กันยายน 2569 กรมราชทัณฑ์ ชี้แจงข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ นายพิชัย จำเลยในคดีความผิดเกี่ยวกับการพรากเด็กและกระทำอนาจารเด็ก ในวันที่ 11 ก.ย.2569 และมีการแจ้งต่อศาล ว่า จำเลยเสียชีวิตแล้ว นั้น กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสถานที่และพฤติการณ์การเสียชีวิตของผู้ต้องขังดังนี้ นายพิชัย ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้ถูกย้ายไปคุมขังเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อวันที่ 2 พ.ค.2569 เนื่องจากกำหนดโทษเกินอำนาจการควบคุมของเรือนจำเดิมตามระเบียบราชการ และเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2569 นายพิชัย มีอาการเจ็บป่วยรุนแรง เรือนจำกลางคลองเปรม จึงเร่งส่งตังตัวเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทันที โดยเข้ารับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) มีการใส่ท่อและใช้เครื่องช่วยหายใจ รวมถึงให้ยาเพิ่มความดันโลหิต ทั้งนี้ บุตรของนายพิชัย ได้เข้าเยี่ยมและมีส่วนร่วมในการวางแผนการดูแลแบบประคับประคอง โดยญาติได้แสดงเจตนาปฏิเสธการกู้ชีพ (CPR) หากเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ต่อมานายพิชัยได้เสียชีวิต เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2569 ณ ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ด้วยอายุ 71 ปี จากภาวะระบบหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว จากการติดเชื้อในกระแสเลือด ร่วมกับภาวะไตวายเฉียบพลันและปอดอักเสบ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ภายหลังทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้รับคำสั่งเบิกตัวจากศาล ลงวันที่ 14 ก.ค.2569 จึงได้ดำเนินการจัดทำหนังสือแจ้งศาลอย่างเป็นทางการว่า นายพิชัย ได้เสียชีวิตแล้ว โดยได้แจ้งต่อศาลในวันที่ 11 ก.ย.2569 กรมราชทัณฑ์ ขอยืนยันว่า นายพิชัย ไม่ได้เสียชีวิตภายในเรือนจำกลางคลองเปรม แต่เสียชีวิตขณะเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์ตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างเต็มกำลังความสามารถ จนถึงวาระสุดท้าย โดยกรมราชทัณฑ์ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิ ศัทธิ์ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการดูแลผู้ต้องขังด้วยหลักมนุษยธรรมเป็นสำคัญ * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * กรมราชทัณฑ์ * กระบวนการยุติธรรม * ผู้ต้องขัง
dlvr.it
September 12, 2026 at 7:51 AM