#ศิริกัญญาตันสกุล
‘ศิริกัญญา’ ขอสังคมให้ความเป็นธรรม ‘ภาวุธ’ หลังมีชื่อเอี่ยวคดี Forex

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5958560/
#ศิริกัญญาตันสกุล #คดีForex
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
June 19, 2026 at 6:31 AM
‘ศิริกัญญา’ ไม่โต้นายกฯ ปม MOA บอก 2 คนยลตามช่องเป็นปิงปองมากกว่าสาระ

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6168566/
#ศิริกัญญาตันสกุล #MOA
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 7, 2026 at 4:13 AM
'ศิริกัญญา' ชี้รัฐบาลเจรจาภาษีสหรัฐฯ ล่าช้า ทำไทยเสียเปรียบโดนภาษี 36%
'ศิริกัญญา' ชี้รัฐบาลเจรจาภาษีสหรัฐฯ ล่าช้า ทำไทยเสียเปรียบโดนภาษี 36% auser15 Tue, 2025-07-08 - 12:52 'ศิริกัญญา ตันสกุล' หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชน ชี้รัฐบาลเจรจาภาษีสหรัฐฯล่าช้า ทำไทยเสียเปรียบ โดนภาษี 36% จี้เผยรายละเอียดข้อเสนอและสัญญาล็อบบี้ยิสต์อย่างโปร่งใส เร่งเตรียมแผนรับมือและมาตรการเยียวยา เกษตรกร ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการรายย่อย 8 กรกฎาคม 2568 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนกรณีที่สหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 36% ว่าเป็นเรื่องที่น่าตกใจ เนื่องจากไทยเพิ่งเริ่มกระบวนการเจรจากับสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา แต่กลับได้รับจดหมายแจ้งขึ้นภาษีเป็นกลุ่มแรก ร่วมกับอีก 14–15 ประเทศ  ส่วนข้อเสนอของไทยซึ่งประกาศลดภาษีสินค้าเกษตรลงเหลือ 0% ใน 90% ของสินค้าทั้งหมด ยังไม่สามารถดึงดูดสหรัฐฯ ได้มากพอ โดยเปรียบเทียบกับเวียดนามที่เสนอเงื่อนไข 0% ทุกรายการ และได้รับภาษีเพียง 20% อย่างไรก็ตามต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าสินค้าใดอยู่ในรายการเปิดตลาดบ้าง เพราะอาจมีผลกระทบต่อเกษตรกรไทยในวงกว้าง และยังกังวลว่า อัตราภาษีที่สูงขึ้นอาจส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิต (FDI) ไปยังประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า เช่น เวียดนามหรืออินเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ นางสาวศิริกัญญา กล่าวต่อว่าความล่าช้าในการเริ่มเจรจาของไทยเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เสียเปรียบ เพราะในขณะที่ประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ต่างได้พูดคุยกับสหรัฐฯ มาหลายรอบและใกล้บรรลุข้อตกลง ไทยเพิ่งเจรจาไปเพียงรอบเดียว และต้องรับมือกับเดดไลน์วันที่ 9 กรกฎาคม นี้ ที่อาจต้องรีบตัดสินใจโดยขาดความพร้อม ขณะที่มาตรการเยียวยาผลกระทบจากสงครามการค้า  ยังไม่เห็นแผนรองรับที่ชัดเจนจากรัฐบาล แม้จะเริ่มมีสัญญาณมาตั้งแต่เดือน เมษายน ที่ผ่านมา โดยมีเพียงโครงการสินเชื่อผ่านประกันสังคมวงเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในการรักษาการจ้างงาน ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะรองรับตำแหน่งงานได้เพียงพอหรือไม่ นางสาวศิริกัญญา ยังกล่าวถึงอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคืองบฯ กลาง ปี 2568 จำนวนเกือบ 200 ล้านบาท ที่ใช้ในการจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ  โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าได้มีการทำสัญญาครบถ้วนแล้วหรือไม่และผลลัพธ์ของการล็อบบี้ครั้งนี้มีความคุ้มค่าหรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนงบประมาณปี 69 เพื่อรองรับผลกระทบจากสงครามการค้าครั้งนี้ และให้รองนายกรัฐมนตรีมาแถลงต่อกรรมาธิการงบประมาณว่าไทยมีแผนการรองรับอย่างไร ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล นางสาวศิริกัญญา กล่าวต่อว่า แม้จะมีความไม่แน่นอนในหลายด้าน แต่ตนมองว่ายังมีความหวังอยู่บ้าง เพราะแม้การเจรจาจะเริ่มช้า แต่ไทยได้ยื่นข้อเสนอใหม่ไปแล้วเมื่อวันที่ 6กรกฎาคม ที่ผ่านมา  และสหรัฐฯ ได้ขยับวันเริ่มจัดเก็บภาษีจากวันที่ 9 กรกฎาคม นี้เป็นวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ข้อเสนอของไทยได้รับการพิจารณา หากสามารถตอบโจทย์ได้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตามยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อเสนอเหล่านี้ต่อสาธารณะอย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องทำเร่งด่วนที่สุด คือเปิดเผยรายละเอียดข้อเสนอและสัญญาล็อบบี้ยิสต์อย่างโปร่งใส และต้องเร่งจัดทำมาตรการเยียวยาเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเกษตรกร ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการรายย่อยอย่างเร่งด่วน   * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * ต่างประเทศ * ศิริกัญญา ตันสกุล * ภาษีตอบโต้การค้า * Reciprocal Tariff * สหรัฐอเมริกา
dlvr.it
July 8, 2025 at 5:54 AM
#ศิริกัญญา ลั่นเราเจ็บแล้วจำ! ย้ำจัดตั้งรัฐบาลต้องโปร่งใสไร้ดีลลับบนโต๊ะจีน ไม่ปิดทาง #อนุทิน ร่วมวง แต่ต้องยอมรับเงื่อนไข-นโยบายพรรคได้ ชวนประชาชนเลือกให้แลนด์สไลด์ โต้ไม่ได้เอาแต่คนนอก บอกแต่ละคนทำงานกับพรรคมาแล้ว..
.
www.dailynews.co.th/news/5485290/
#ศิริกัญญาตันสกุล #พรรคประชาชน #DailynewsMoveforVote #เลือกตั้ง69
January 9, 2026 at 11:25 AM
ศิริกัญญา ตันสกุล,พรรคก้าวไกล: ผู้ให้บริการเครือข่ายเสมือนบนมือถือ (MVNO)

Sirikanya Tansakul, MP Move Forward Party - on the need for MVNO in Thailand and other unresolved issues from the telecom merger in Thailand between True and Dtac.

Video: (Thai language)

youtu.be/oNB6wGpV1Ow?...
December 21, 2023 at 12:59 AM
ปชน. ประกาศพร้อมเลือกตั้ง-ขอโทษประชาชนผลักดันวาระ รธน. ไม่สำเร็จ
ปชน. ประกาศพร้อมเลือกตั้ง-ขอโทษประชาชนผลักดันวาระ รธน. ไม่สำเร็จ See Think Fri, 2025-12-12 - 14:05 ‘เท้ง’ นำทีมแคนดิเดตนายกฯ ปชน. ประกาศความพร้อมเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง-ขอโทษประชาชนผลักดันวาระ รธน. ไม่สำเร็จ ยังมีความหวังกระบวนการทำ รธน. ใหม่เต็มเปี่ยม 12 ธ.ค. 2568 ที่อาคารอนาคตใหม่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงความพร้อมในการเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง และการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังมีความชัดเจนเรื่องการยุบสภา โดยณัฐพงษ์ระบุว่านับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมา พรรคก้าวไกลแม้จะชนะการเลือกตั้งมาเป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่ง มีการทำเอ็มโอยูกับฝั่งพรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่สามารถผลักดันการจัดตั้งรัฐบาลโดยมี พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ เนื่องจากมีเสียง สว. และการฉีกข้อตกลงเอ็มโอยูลง 2 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งถึง 2 คนโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 2 ปีที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลถูกยุบกลายมาเป็นพรรคประชาชน ผ่านกระบวนการนิติสงครามมามากมาย ทำให้พรรคประชาชนมองเห็นว่าไม่สามารถที่จะผลักดันประเทศไทยไปได้ไกลกว่านี้ถ้าไม่เดินหน้าการแก้ไขระบบการเมือง กติกาสูงสุดของประเทศ ให้เป็นกติกาที่เป็นไปตามหลักสากล มีความเป็นประชาธิปไตยเสียก่อน นั่นคือการมุ่งหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเป็นที่มาที่พรรคประชาชนได้มีการทำข้อตกลงเอ็มโอเอกับทางพรรคภูมิใจไทย แต่ท้ายที่สุดผลจากการลงมติในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวาน รวมถึงสถานการณ์ล่าสุดที่ได้มีการประกาศยุบสภาไปแล้วโดยนายกรัฐมนตรี ตนในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชนและพรรคประชาชนเองรู้สึกผิดหวังกับสิ่งที่พรรคประชาชนยังผลักดันไม่สำเร็จ และขอโทษต่อประชาชนที่ภารกิจในครั้งนี้ แม้พรรคประชาชนจะผลักดันอย่างเต็มที่แล้วภายใต้ข้อจำกัดทางการเมืองที่เป็นอยู่ แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะบรรลุวัตถุประสงค์สูงสุดได้ ในการเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปพร้อมกับการเลือกตั้งในครั้งหน้า ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าอย่างไรก็ตาม อย่างน้อยเมื่อวานที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภายังมีมติให้มีคำถามประชามติในครั้งที่ 1 ซึ่งตอนนี้เป็นข้อผูกพันตามกฏหมายตาม พ.ร.บ.ประชามติ ที่ได้ส่งคณะรัฐมนตรีแล้ว หวังว่าคณะรัฐมนตรีจะดำเนินการตามข้อกฎหมายที่เป็นอยู่ ในการจัดการเลือกตั้งครั้งหน้าพร้อมกับการจัดทำประชามติในส่วนของคำถามที่ 1 เพื่ออย่างน้อยยังทำให้กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังเดินหน้าได้อยู่ ในส่วนของพรรคประชาชนเอง วันนี้ตนขอประกาศความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า ตอนนี้พรรคประชาชนมีความพร้อมในการส่งผู้สมัครครบทุกจังหวัดทั่วทั้งประเทศ ที่ผ่านมาในส่วนของพรรคประชาชนเองที่เดินทางมาตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ไม่ได้ต้องการตั้งพรรคการเมืองมาทำงานการเมืองเพื่ออยากเข้ามาเป็นรัฐบาลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ต้องการได้จำนวนเก้าอี้ สส. ในสภาเพื่อต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง พรรคประชาชนเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าในช่วงบริบททางการเมืองที่ผ่านมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 จนถึงปี 2566 พรรคประชาชนเล็งเห็นแล้วว่าตราบใดที่เสียงของประชาชนยังไม่เข้มแข็งพอ โดยที่พรรคประชาชนซึ่งเป็นยานพาหนะยังไม่สามารถรวบรวมเสียงของประชาชนได้เข้มแข็งพอ ยังไม่สามารถที่จะเอาชนะระบบกติกาทางการเมืองที่ฉุดรั้งประเทศไทยอยู่ในปัจจุบันได้ ดังนั้น สำหรับภารกิจในครั้งหน้าพวกตนยังมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยม พรรคประชาชนเชื่อว่ามีแต่ประชาชนเท่านั้นที่จะไม่หักหลังประชาชนด้วยกันเอง  ภารกิจของพรรคประชาชนในครั้งต่อไปคือการมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งโดยเอาหลังพิงประชาชนให้มากที่สุด ให้ประชาชนมอบความไว้วางใจให้พรรคประชาชนมากที่สุด ด้วยชุดนโยบายทั้ง การเปิดตัวคณะผู้บริหารต่อจากนี้ รวมทั้งการประกาศความพร้อมที่จะมีผู้สมัครครบทุกจังหวัดทั่วทั้งประเทศ เพื่อทำให้พรรคประชาชนเติบโตเข้มแข็งมากเพียงพอที่จะสามารถกำกับทิศทางของรัฐบาลชุดหน้า เพื่อทำให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าไปได้ไกลกว่านี้ได้ ณัฐพงษ์ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการผิดเอ็มโอเอหรือไม่ โดยระบุว่าหากยึดตามตามข้อตกลงเอ็มโอเอที่เป็นลายลักษณ์อักษร ก็เป็นไปตามเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีให้ เพราะตามข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติเอ็มโอเอไม่สามารถที่จะลงรายละเอียดได้ทั้งหมดตั้งแต่ตอนที่ลงนามอยู่แล้ว ว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญจะเป็นแบบไหน และถ้าย้อนไปดูบันทึกในที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญ ก็จะเห็นว่ามีการถกเถียง มีเหตุผลที่แตกต่างหลากหลายจาก สส. แต่ละพรรครวมถึง สว. เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติหลักของเอ็มโอเอต้องวางไว้เป็นหลักกว้างๆ ที่พรรคประชาชนมีจุดมุ่งหมายนอกจากการยุบสภาโดยเร็วที่สุดแล้ว ก็คือต้องมีการเดินหน้าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุดด้วย แต่ในทางปฏิบัติ ตนอยากชวนทุกคนย้อนกลับไปดูว่าตั้งแต่ร่างของกรรมการเสียงข้างมากที่มีตัวแทนจากทุกพรรคที่ผ่านมา ไม่มีเรื่องของ สว. 1 ใน 3 รวมทั้งมติวิปรัฐบาลที่ออกมาก่อนที่จะมีการลงมติในสภาเมื่อวานที่ผ่านมา ทุกอย่างสอดคล้องกันในทิศทางเดียวกันว่าพรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ว่าจะไม่มีเสียง สว. 1 ใน 3 อยู่ แต่ตนเริ่มได้รับทราบข้อเท็จจริงในช่วงเที่ยงของเมื่อวานที่ผ่านมา ว่าท่าทีของพรรคภูมิใจไทยอาจไม่ลงมติตามมติของวิปรัฐบาล  ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่านี่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันตั้งคำถามต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง ว่าเหตุใดพรรคภูมิใจไทยถึงเลือกที่จะลงมติสวนต่อมติวิปรัฐบาลของตัวเอง พรรคประชาชนได้แสดงจุดยืนก่อนหน้านี้มาตลอดแล้ว ด้วยการทำงานผ่านกรรมาธิการหรือการประสานงานกันโดยตลอดระหว่างสมาชิกด้วยกันเอง ว่าพรรคประชาชนไม่สามารถจะยอมรับได้ถ้ามีการผ่านร่างรัฐธรรมนูญที่ยังคงอำนาจ สว. 1 ใน 3 ไว้อยู่ เพราะฉะนั้น ในเรื่องของการผิดหรือไม่ผิดเอ็มโอเอ ตนอยากให้มีการถามคำถามในเชิงปฎิบัติกับนายกรัฐมนตรีด้วย ส่วนกระบวนการต่อไปในครั้งหน้า อย่างน้อยเงื่อนไขตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็คือคำถามที่ 1 ที่จะต้องมีการจัดทำประชามติก่อน ซึ่งตอนนี้รัฐสภาได้ผ่านญัตติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นข้อผูกมัดตามกฏหมายที่คณะรัฐมนตรีรักษาการจะต้องดำเนินการตาม เพราะฉะนั้นความหวังในการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังคงเดินหน้าอย่างเต็มที่ และในการเลือกตั้งครั้งหน้ายิ่งเสียงของประชาชนเห็นด้วยกับพรรคประชาชนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีโอกาสในการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ความสำเร็จมากขึ้นได้เท่านั้น * ข่าว * การเมือง * พรรคประชาชน * ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ * ศิริกัญญา ตันสกุล * วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
dlvr.it
December 12, 2025 at 7:14 AM
‘เท้ง’ ชี้ 5 กลุ่มคอร์รัปชันในไทย ฉุดรั้งคุณภาพชีวิต จ่อดัน ‘พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 3.0’ แก้ปมทุจริต-ล็อกสเปก
‘เท้ง’ ชี้ 5 กลุ่มคอร์รัปชันในไทย ฉุดรั้งคุณภาพชีวิต จ่อดัน ‘พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 3.0’ แก้ปมทุจริต-ล็อกสเปก See Think Thu, 2026-07-23 - 15:18 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมโนโวเทล สุขุมวิท 20 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ดำเนินโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน จัดฟอรัมสัมนา "คอร์รัปชันคนไทยจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน : เกิด แก่ เจ็บ โกง คนไทยจะออกจากวงจรนี้อย่างไร"  โดยมีณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) , รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน.,   นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคปชน. และสส.บัญชีรายชื่อพรรคปชน, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคปชน. และสส.บัญชีรายชื่อพรรคปชน. และบุคลากรจากพรรคประชาชน เป็นผู้ร่วมเสวนา  โดยวัตถุประสงค์ของเวทีเสวนานี้จัดขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ต่อสังคม ในประเด็นการทุจริตของภาครัฐ โดยณัฐพงษ์ได้อธิบายที่มาของชื่อฟอรั่มเสวนา ‘เกิด แก่ เจ็บ โกง’ คือการวิเคราะห์ปัญหาคอร์รัปชั่นเชิงระบบผ่านเรื่องปกติที่คนไทยต้องเจอประจำวันที่ต้องเจอปัญหา คอร์รัปชั่นที่ใกล้ ตัว ตั้งแก่เกิดจนตาย เพื่อนำมาสู่แนวทางการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในไทย กรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน ดำเนินเป็นพิธีกรในฟอรัมเสวนา เปิดเวทีอย่างไม่เป็นทางการด้วยการให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยการสอบถามประชาชนเกี่ยวกับประสบการณ์การเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นโดยรัฐผ่านช่องทางออนไลน์พบว่า ผู้มีส่วนร่วมเกินครึ่งมีประสบการณ์ถูกเจ้าหน้าที่รัฐโกง เช่น ปัญหาการเก็บส่วยจราจร เป็นต้น ณัฐพงษ์ ได้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการโดยระบุว่า ถ้ามองย้อนไปไกลๆ จากความขัดแย้งทางการเมือง 20 ปีที่ผ่านมา บางคนอาจนึกถึงกรณี ‘โกงจำนำข้าว’ และการทุจริตเครื่องตรวจจับอาวุธ GT200 แต่ถ้าเราย้อนมาใกล้กว่านี้การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็จะนึกถึงกรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สิน เช่นกรณีนาฬิกายืมเพื่อน, TH-AI passport และล่าสุดกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น เมื่อพูดถึงคอร์รัปชั่น เรามักจะมีภาพจำเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือนักการเมือง แต่จากการสอบถามช่องทางออนไลน์ก่อนหน้า พบว่าประเด็นการคอร์รัปชั่นเช่น เรื่องเบี้ยผู้สูงอายุ สวัสดิการประชาชน คุณภาพชีวิต ยังดูเสมือนเป็นเรื่องไกลตัวเมื่อพูดถึงคอร์รัปชั่น  จัด 5 กลุ่มคอร์รัปชั่นในไทย ฉุดรั้งคุณภาพชีวิตคนไทย ณัฐพงษ์ ได้วิเคราะห์ปัญหาการคอร์รัปชั่นในไทยจัดเป็น 5 กลุ่ม 1.การทุจริตที่ทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงสิทธิที่ควรได้ เช่น กรณีทุจริตเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ได้ยกตัวอย่างจากการลงพื้นที่ชายแดนใต้ พบว่าพื้นที่ชายแดนใต้มีปัญหาการด้านการขาดแคลนโภชนาการ ถ้าหากมีการการกระจายอำนาจ การบริหารที่โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะพลิกวิกฤตขาดแคลนโภชนาการ ให้เป็นอาหารกลางวันที่ครบถ้วนให้เด็กไทยได้ 2.การทุจริตที่ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการต้องจ่ายเกินจริงเพื่อจ่าย ’ค่าน้ำร้อนน้ำชา’ เช่น การที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้ได้ใบอนุญาต ซึ่งมันคือต้นทุนที่ไม่จำเป็น และจากการสำรวจของ TDRI พบว่า ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระหลายแสนล้านบาทจากการที่ผู้มีอำนาจใช้ช่องทางกฎระเบียบที่มากเกินจริงเพื่อเก็บส่วย 3.การที่ประชาชนได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการทุจริต เช่น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จากการก่อสร้างถนนพระราม 2 ที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างภาครัฐที่ไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ไม่ได้เอื้อให้เกิดการแข่งขัน และไม่ได้มีมาตรการควบคุมความปลอดภัยที่เข้มงวด  4.ความหละหลวมจากกฎระเบียบของภาครัฐ ทำให้การจ่ายสินบนเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบ เช่นโรงงานก่อมลพิษ ที่เลือกที่จะจ่ายสินบนเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ  5.การจ่ายเพื่อให้ได้รับสิทธิ์ เช่น กรณี ‘พ่อทิพย์-แม่ทิพย์’ ที่จ่ายสินบนเพื่อให้บุตรได้รับสัญชาติไทย เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ทำให้ประเทศไทยถูกมองจากประชาคมโลกว่าเป็นฐานปฎิบัติการของกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ ‘พริษฐ์’ ชี้ การศึกษาไทยไม่ไปไหนเพราะคอร์รัปชั่น พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เปิดประเด็นด้วยการตั้งคำถามถึงการที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นอันดับต้นๆ แต่คุณภาพของการศึกษาไทยกลับสวนทางงบประมาณ พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาไทยคงหนีไม่พ้นเรื่องปัญหาคอร์รัปชั่นทำให้จากการที่งบประมาณจะเข้าถึงผู้เรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับกลายเป็นว่างบประมาณเหล่านั้นเป็นเข้าสู่กระเป๋าคนไม่กี่คน โดยพริษฐ์ยกตัวอย่างกรณีการ “ทุจริตนมโรงเรียน” ที่โรงเรียนออกใบเสร็จเกินจริง แต่พบว่าจำนวนนมที่นักเรียนดื่มจริงๆ กลับเป็นแค่ 30% เท่านั้น  ถ้าหากมีโรงเรียนสัดส่วน 1 ใน 10 ของประเทศไทยมีการทุจริตเช่นนี้ จากการคำนวนพบว่าจะทำให้เกิดงบประมาณรั่วไหลถึง 300 ล้านบาทต่อปี พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า การทุจริตเช่นนี้ไม่ได้มาจากแค่ ’พฤติกรรมที่ไม่ดี’ ของผู้เกี่ยวข้อง แต่อาจเกิดจากระบบโครงสร้างรัฐที่เปิดช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตง่าย เช่นการกำหนดเกณฑ์เนื้อหาหนังสือเรียนล็อกสเปกให้เป็นหนังสือที่มีอยู่ในบัญชีกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ปัญหานี้มักเกิดในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยมีการกำหนดเงื่อนไขใน (TOR)ให้เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสำนักพิมพ์และเจ้าหน้าที่รัฐที่เรียกรับสินบน เพื่อให้หนังสือได้ขึ้นบัญชีกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้สำนักพิมพ์ต้องวิ่งเข้าหาเจ้าหน้าที่รัฐทำให้แทนที่จะเกิดกระบวนการแข่งขันเชิงคุณภาพ หรือด้านราคา กลับกลายเป็นการวัดเส้นสายภายในกระทรวงศึกษาธิการ พริษฐ์ย้ำถึงประเด็นทุจริตในวงการการศึกษาว่า การทุจริตไม่ได้มีผลแค่กับงบประมาณภาษีของประชาชน แต่มีต้นทุนแฝง 3 ด้านที่ฉุดรั้งคุณภาพการศึกษาไทย  1.สื่อการสอนที่ไม่ได้คุณภาพ นมบูดที่ส่งผลต่อพัฒนาการเยาวชน หรือการโกงสอบบรรจุครูทำให้พลาดผู้เรียนพลาดโอกาสในการได้เรียนกับครูที่เก่งที่สุดในประเทศ  2.เข็มทิศนโยบายที่ผิดเพี้ยนจากการทุจริตของผู้มีอำนาจที่ไปดีลกับกลุ่มทุน ทำให้เกิดการใช้จ่ายเกินความ จำเป็นและเกิดการจัดสรรงบประมาณไม่ตรงจุด เช่น การสร้างอาคารเกินความจำเป็นแทนที่จะจัดสรรงบ ประมาณเพื่อจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการมาช่วยลดภาระครู หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้เรียน 3.การผลิตซ้ำค่านิยมไทยต่อการทุจริต ทำให้ผู้เรียนมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติ จากการพบเห็นในรั้วโรงเรียน เมื่อมีใครตั้งคำถามต่อการทุจริต ก็มักจะถูกบอกว่า "เป็นเรื่องของผู้ใหญ๋" เป็นการสร้างค่านิยมทางอ้อมให้ยอมรับการทุจริตว่าเป็นเรื่องปกติในสังคม ทุจริตไม่ใช่เรื่องไกลตัว และผลกระทบของการทุจริตต่อแรงงานข้ามชาติ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่าถึงแม้ว่าเราจะไม่เกี่ยวข้องกับการ ประมูลจัดซื้อจัดจ้างของรัฐโดยตรง ในฐานะมนุษย์เงินเดือนการจ่ายภาษีโดยตรงและทางอ้อมจะถูกนำไป จากการจัดซื้อจัดจ้าง โดยภาษีทุกๆ 100 บาท 36 บาทผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและเงินที่รั่วไหล ไปกับการจัดซื้อจัดจ้างคิดเป็น2-11 บาท การทุจริตเป็นต้นทุนแฝงที่ประชาชนไทยต้องจ่ายในกระบวนการ จัดซื้อจัดจ้าง นอกจากนี้แล้ว ปัญหาการทุจริตส่งผลกระทบถึงแรงงานข้ามชาติด้วย สหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคปชน. จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ธุรกิจในภาคการประมง การก่อสร้าง และเกษตกรรมจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานหนักที่คนไทยไม่นิยมทำ ทว่าในมุมมองผู้ประกอบการ การหาแรงงานข้ามชาติแบบถูกกฎหมายมี ‘ต้นทุนที่ไม่จำเป็น’ แฝงอยู่ เนื่องจากกระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติแบบถูกกฎหมาย มีการเก็บส่วย โดยคิดเฉลี่ยส่วย รวมทั้งหมด 6,800-16,100 ต่อคน ทำให้นายจ้างหันมาพึ่งแรงงานข้ามชาตินอกระบบ สหัสวัต กล่าวเพิ่มเติมว่าสิ่งที่แรงงานข้ามชาติต้องเจอคือ การกดขี่แรงงาน เนื่องจากแรงงานนอกระบบไม่ต้องจ่ายหลักประกันในการดำรงชีพ เช่นประกันสังคม และไม่มีประกันสุขภาพ  สหัสวัต วิจารณ์ระบบขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติว่า การลงทะเบียนแรงงานข้ามชาติควรจะเป็น ง่าย ถูก และเร็ว แต่ไทย ยาก แพง และช้า ทำให้เอื้อต่อการทุจริต ปชน. เสนอ ’พรบ จัดซื้อจัดจ้าง 3.0’  นายวิสุทธิ์ ตันตินันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่ากระทรวงคมนาคมจะลดงบลง แต่จำนวนโครงการสำหรับ ‘ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ’ กลับไม่ลด เนื่องจากกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เอื้อให้เกิดการฮั้วประมูล นายวิสุทธิ์กล่าวถึงลักษณะการฮั้วประมูลที่รัฐจ้างรัฐโดยไม่ต้องแข่งขัน และการใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงในโครงการที่ต่ำกว่า 5 แสนบาท นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในโครงการบัญชีนวัตกรรมที่มีการล็อกสเปกให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างด้วยงบประมาณอย่างน้อย 30% ผ่านผู้รับเหมาเพียงไม่กี่ราย  นายวิสุทธิ์กล่าวว่า ‘พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 3.0’ ไม่ใช่การรื้อปะผุ แต่เป็นการรื้อระบบจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ตามมาตรฐาน OECD ให้ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเต็มที่ และสร้างความโปร่งใสทั้งระบบ ไม่ให้เกิดการล็อกสเปก  ชู open government- “กิโยตินกฎหมาย” เพิ่มความโปร่งใส น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน เสนอการ “กิโยตินกฎหมาย” เพื่อลดการทุจริตจากที่ขั้นการบริการรัฐตอนซับซ้อน  โดยมีข้อเสนอ 3 ปัจจัยดันให้ประเทศไทยโปร่งใส ที่มีการศึกษาจากต่างประเทศเช่น เวียดนาม เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ 1.นายกฯ ต้องมีเจตจำนงทางการเมืองแน่วแน่ในการจัดการปัญหาคอร์รัปชั่น มีกรอบเวลา แผนการชัดเจน 2.open government สะดวก โปร่งใส เข้าถึงง่าย ลดกระบวนการซ้ำซ้อน 3.บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน จากการโกงเสี่ยงน้อยกว่าการไม่โกง สู่ ‘แฉโกง ปลอดภัย ได้เงิน’  นายกษิเดช แดงเดช ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนว่า คนที่มาเปิดเผยคนโกงในไทย มีความเสี่ยงมากกว่าคนโกง เนื่องจากปัญหาการทุจริตที่หยั่งรากลึก เช่น ปัญหาใบอนุญาตต่างๆ  กษิเดชมองว่าผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดไม่สามารถออกมาเปิดเผยข้อมูลได้ เช่น สื่อมวลชน เนื่องจากการฟ้องปิดปาก และในทางเดียวกัน ควรมีมาตราการลดโทษ หากผู้ที่อยู่ในวงการทุจริต ออกมาสารภาพก่อน และประชาชนผู้มีข้อมูลพยานหลักฐานออกมาแฉโกงควรได้รับเงินรางวัล เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อการต่อต้านทุจริต และเพื่อจัดการการทุจริตอย่างเป็นระบบ โดยรัฐควรมีหลักประกันคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ที่มีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการทุจริต แฟนคลับพรรคผิดหวัง ปมโหวตอนุทิน ในช่วงถามคำถาม มีทั้งเสียงผู้ฟังที่ชื่นชมการทำงานในการตรวจสอบของพรรคประชาชน   ในขณะเดียวกันทันตแพทย์หญิงอพภิวันท์ นิตยารัมภ์พงศ์ ภรรยาของนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้บุกเบิกนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ตั้งคำถามถึงการโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีที่ 32 ด้วยท่าทีที่ผิดหวังต่อการตัดสินใจโหวตนายกอนุทิน ชาญวีรกูล แต่ไม่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งเปรียบเหมือน “ทิ้งเรือให้โจรพาย” นั้น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ตอบคำถามต่อผู้ฟังในกรณีดังกล่าวว่า “ผมแชร์ความรู้สึกนั้น ทุกๆเวทีก็จะมีคนมาแสดงความเห็นเช่นเดียวกัน” พร้อมอธิบายในการตัดสินใจการโหวตนายกฯอนุทินว่า ”ณ ตอนนั้นเรามีข้อจำกัด ว่าเราไม่ได้มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เราจะสามารถเข้าร่วมรัฐบาลได้ ถ้าเราบอกว่าประเทศนี้กำลังจะถูกนำโดยนายกรัฐมนตรี หรือผู้นำประเทศที่เรารู้สึกว่าคนที่เป็นกัปตันเรือ ที่เป็นคนที่เราอาจจะรู้สึกว่าเขาเป็นโจรหรือเขาไม่ได้มีความโปร่งใส มีการทุจริตในกลุ่มการเมืองเขา คำถามคือข้อจำกัดทางกฎหมาย ณ ตอนนั้น ที่พรรคประชาชน ไม่ได้มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เราต้องการโหวตเพื่อปลดล็อกกติกาบางอย่าง เพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศ ถ้าตอนนั้นเองเราเข้าไปร่วมรัฐบาล หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นโจร เราไม่สามารถเป็นกัปตันได้ คำถามคือถ้าเราไปนั่งเรือโจร ประเทศไทยจะไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ หรือเราสามารถนั่งอยู่ในเรืออีกลำหนึ่ง ทำหน้าที่ฝ่ายค้านเสียงข้างมาก  แล้วทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไปถูกทิศทางหรือไม่ นี่คือคำตอบของพวกเรา ที่หากเราได้อำนาจนายกรัฐมนตรี และ ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. มันไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่เราเชื่อคือประเทศนี้จะเปลี่ยนได้ มีความหวังได้ กัปตันเรือเป็นคนที่สำคัญที่สุด ต้องเป็นคนที่มีเจตจำนง เขาสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง แต่ ณ ตอนนั้นเป็นข้อจำกัดจริงๆ ที่ยอมรับว่าเราไม่ได้ตัดสินใจง่าย  แต่เราตอนนั้นเราเชื่อว่าการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง เราต้องมีอำนาจดูแลกำกับ” ณัฐพงษ์ยอมรับว่าผิดหวังกับการโหวต ณ วันนั้น และเสียใจเหมือนผู้สนับสนุนพรรคประชาชนทุกคน แต่ตราบใดที่มีความหวัง ประชาชนออกมาแสดงตัวขบวนการพรรคประชาชนก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ * ข่าว * การเมือง * คุณภาพชีวิต * คอร์รัปชั่น * พรรคประชาชน
dlvr.it
July 23, 2026 at 8:36 AM
#วิโรจน์ลักขณาอดิศร เดือดแทน ‘ไหม’ ตอก ‘อนุทิน’ พฤติกรรมต่อปากต่อคำไม่เหมาะประพฤติกับผู้มีพระคุณ อยากให้นึกถึงวันที่เอาสิบนิ้วประนมไหว้ปลกๆ ขอบคุณ ก้มหัวจนปลายจมูกชนซิปกางเกง ยกคำพระสอน ‘ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี’..
.
#อนุทิน #พรรคภูมิใจไทย #ศิริกัญญาตันสกุล #พรรคประชาชน
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
www.dailynews.co.th/news/6209943/
September 22, 2026 at 5:50 AM
‘ศิริกัญญา’รับตรวจ ‘พ.ร.ก.เงินกู้’ พบกลิ่นตุ ‘ก.การปกครองท้องถิ่น’อาจล็อกสเปก... สามารถติดตามต่อได้ที่ :

www.dailynews.co.th/news/6137929/
#ศิริกัญญาตันสกุล #รักชนกศรีนอก
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 25, 2026 at 9:20 AM
‘ศิริกัญญา’ ชำแหละงบกลาง ให้จับตาใช้งบแก้ภัยแล้ง 6,500 ล้านบาทมีล็อกสเปก

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6052562/
#ศิริกัญญาตันสกุล #พรรคประชาชน
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
July 24, 2026 at 8:02 AM
‘เท้ง’ ชี้ 5 กลุ่มคอร์รัปชันในไทย ฉุดรั้งคุณภาพชีวิต จ่อดัน ‘พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 3.0’ แก้ปมทุจริต-ล็อกสเปก
‘เท้ง’ ชี้ 5 กลุ่มคอร์รัปชันในไทย ฉุดรั้งคุณภาพชีวิต จ่อดัน ‘พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 3.0’ แก้ปมทุจริต-ล็อกสเปก
‘เท้ง’ ชี้ 5 กลุ่มคอร์รัปชันในไทย ฉุดรั้งคุณภาพชีวิต จ่อดัน ‘พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 3.0’ แก้ปมทุจริต-ล็อกสเปก See Think Thu, 2026-07-23 - 15:18 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมโนโวเทล สุขุมวิท 20 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ดำเนินโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน จัดฟอรัมสัมนา "คอร์รัปชันคนไทยจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน : เกิด แก่ เจ็บ โกง คนไทยจะออกจากวงจรนี้อย่างไร"  โดยมีณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) , รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน.,   นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคปชน. และสส.บัญชีรายชื่อพรรคปชน, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคปชน. และสส.บัญชีรายชื่อพรรคปชน. และบุคลากรจากพรรคประชาชน เป็นผู้ร่วมเสวนา  โดยวัตถุประสงค์ของเวทีเสวนานี้จัดขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ต่อสังคม ในประเด็นการทุจริตของภาครัฐ โดยณัฐพงษ์ได้อธิบายที่มาของชื่อฟอรั่มเสวนา ‘เกิด แก่ เจ็บ โกง’ คือการวิเคราะห์ปัญหาคอร์รัปชั่นเชิงระบบผ่านเรื่องปกติที่คนไทยต้องเจอประจำวันที่ต้องเจอปัญหา คอร์รัปชั่นที่ใกล้ ตัว ตั้งแก่เกิดจนตาย เพื่อนำมาสู่แนวทางการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในไทย กรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน ดำเนินเป็นพิธีกรในฟอรัมเสวนา เปิดเวทีอย่างไม่เป็นทางการด้วยการให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยการสอบถามประชาชนเกี่ยวกับประสบการณ์การเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นโดยรัฐผ่านช่องทางออนไลน์พบว่า ผู้มีส่วนร่วมเกินครึ่งมีประสบการณ์ถูกเจ้าหน้าที่รัฐโกง เช่น ปัญหาการเก็บส่วยจราจร เป็นต้น ณัฐพงษ์ ได้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการโดยระบุว่า ถ้ามองย้อนไปไกลๆ จากความขัดแย้งทางการเมือง 20 ปีที่ผ่านมา บางคนอาจนึกถึงกรณี ‘โกงจำนำข้าว’ และการทุจริตเครื่องตรวจจับอาวุธ GT200 แต่ถ้าเราย้อนมาใกล้กว่านี้การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็จะนึกถึงกรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สิน เช่นกรณีนาฬิกายืมเพื่อน, TH-AI passport และล่าสุดกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น เมื่อพูดถึงคอร์รัปชั่น เรามักจะมีภาพจำเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือนักการเมือง แต่จากการสอบถามช่องทางออนไลน์ก่อนหน้า พบว่าประเด็นการคอร์รัปชั่นเช่น เรื่องเบี้ยผู้สูงอายุ สวัสดิการประชาชน คุณภาพชีวิต ยังดูเสมือนเป็นเรื่องไกลตัวเมื่อพูดถึงคอร์รัปชั่น  จัด 5 กลุ่มคอร์รัปชั่นในไทย ฉุดรั้งคุณภาพชีวิตคนไทย ณัฐพงษ์ ได้วิเคราะห์ปัญหาการคอร์รัปชั่นในไทยจัดเป็น 5 กลุ่ม 1.การทุจริตที่ทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงสิทธิที่ควรได้ เช่น กรณีทุจริตเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ได้ยกตัวอย่างจากการลงพื้นที่ชายแดนใต้ พบว่าพื้นที่ชายแดนใต้มีปัญหาการด้านการขาดแคลนโภชนาการ ถ้าหากมีการการกระจายอำนาจ การบริหารที่โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะพลิกวิกฤตขาดแคลนโภชนาการ ให้เป็นอาหารกลางวันที่ครบถ้วนให้เด็กไทยได้ 2.การทุจริตที่ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการต้องจ่ายเกินจริงเพื่อจ่าย ’ค่าน้ำร้อนน้ำชา’ เช่น การที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้ได้ใบอนุญาต ซึ่งมันคือต้นทุนที่ไม่จำเป็น และจากการสำรวจของ TDRI พบว่า ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระหลายแสนล้านบาทจากการที่ผู้มีอำนาจใช้ช่องทางกฎระเบียบที่มากเกินจริงเพื่อเก็บส่วย 3.การที่ประชาชนได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการทุจริต เช่น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จากการก่อสร้างถนนพระราม 2 ที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างภาครัฐที่ไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ไม่ได้เอื้อให้เกิดการแข่งขัน และไม่ได้มีมาตรการควบคุมความปลอดภัยที่เข้มงวด  4.ความหละหลวมจากกฎระเบียบของภาครัฐ ทำให้การจ่ายสินบนเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบ เช่นโรงงานก่อมลพิษ ที่เลือกที่จะจ่ายสินบนเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ  5.การจ่ายเพื่อให้ได้รับสิทธิ์ เช่น กรณี ‘พ่อทิพย์-แม่ทิพย์’ ที่จ่ายสินบนเพื่อให้บุตรได้รับสัญชาติไทย เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ทำให้ประเทศไทยถูกมองจากประชาคมโลกว่าเป็นฐานปฎิบัติการของกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ ‘พริษฐ์’ ชี้ การศึกษาไทยไม่ไปไหนเพราะคอร์รัปชั่น พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เปิดประเด็นด้วยการตั้งคำถามถึงการที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นอันดับต้นๆ แต่คุณภาพของการศึกษาไทยกลับสวนทางงบประมาณ พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาไทยคงหนีไม่พ้นเรื่องปัญหาคอร์รัปชั่นทำให้จากการที่งบประมาณจะเข้าถึงผู้เรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับกลายเป็นว่างบประมาณเหล่านั้นเป็นเข้าสู่กระเป๋าคนไม่กี่คน โดยพริษฐ์ยกตัวอย่างกรณีการ “ทุจริตนมโรงเรียน” ที่โรงเรียนออกใบเสร็จเกินจริง แต่พบว่าจำนวนนมที่นักเรียนดื่มจริงๆ กลับเป็นแค่ 30% เท่านั้น  ถ้าหากมีโรงเรียนสัดส่วน 1 ใน 10 ของประเทศไทยมีการทุจริตเช่นนี้ จากการคำนวนพบว่าจะทำให้เกิดงบประมาณรั่วไหลถึง 300 ล้านบาทต่อปี พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า การทุจริตเช่นนี้ไม่ได้มาจากแค่ ’พฤติกรรมที่ไม่ดี’ ของผู้เกี่ยวข้อง แต่อาจเกิดจากระบบโครงสร้างรัฐที่เปิดช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตง่าย เช่นการกำหนดเกณฑ์เนื้อหาหนังสือเรียนล็อกสเปกให้เป็นหนังสือที่มีอยู่ในบัญชีกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ปัญหานี้มักเกิดในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยมีการกำหนดเงื่อนไขใน (TOR)ให้เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสำนักพิมพ์และเจ้าหน้าที่รัฐที่เรียกรับสินบน เพื่อให้หนังสือได้ขึ้นบัญชีกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้สำนักพิมพ์ต้องวิ่งเข้าหาเจ้าหน้าที่รัฐทำให้แทนที่จะเกิดกระบวนการแข่งขันเชิงคุณภาพ หรือด้านราคา กลับกลายเป็นการวัดเส้นสายภายในกระทรวงศึกษาธิการ พริษฐ์ย้ำถึงประเด็นทุจริตในวงการการศึกษาว่า การทุจริตไม่ได้มีผลแค่กับงบประมาณภาษีของประชาชน แต่มีต้นทุนแฝง 3 ด้านที่ฉุดรั้งคุณภาพการศึกษาไทย  1.สื่อการสอนที่ไม่ได้คุณภาพ นมบูดที่ส่งผลต่อพัฒนาการเยาวชน หรือการโกงสอบบรรจุครูทำให้พลาดผู้เรียนพลาดโอกาสในการได้เรียนกับครูที่เก่งที่สุดในประเทศ  2.เข็มทิศนโยบายที่ผิดเพี้ยนจากการทุจริตของผู้มีอำนาจที่ไปดีลกับกลุ่มทุน ทำให้เกิดการใช้จ่ายเกินความ จำเป็นและเกิดการจัดสรรงบประมาณไม่ตรงจุด เช่น การสร้างอาคารเกินความจำเป็นแทนที่จะจัดสรรงบ ประมาณเพื่อจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการมาช่วยลดภาระครู หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้เรียน 3.การผลิตซ้ำค่านิยมไทยต่อการทุจริต ทำให้ผู้เรียนมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติ จากการพบเห็นในรั้วโรงเรียน เมื่อมีใครตั้งคำถามต่อการทุจริต ก็มักจะถูกบอกว่า "เป็นเรื่องของผู้ใหญ๋" เป็นการสร้างค่านิยมทางอ้อมให้ยอมรับการทุจริตว่าเป็นเรื่องปกติในสังคม ทุจริตไม่ใช่เรื่องไกลตัว และผลกระทบของการทุจริตต่อแรงงานข้ามชาติ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่าถึงแม้ว่าเราจะไม่เกี่ยวข้องกับการ ประมูลจัดซื้อจัดจ้างของรัฐโดยตรง ในฐานะมนุษย์เงินเดือนการจ่ายภาษีโดยตรงและทางอ้อมจะถูกนำไป จากการจัดซื้อจัดจ้าง โดยภาษีทุกๆ 100 บาท 36 บาทผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและเงินที่รั่วไหล ไปกับการจัดซื้อจัดจ้างคิดเป็น2-11 บาท การทุจริตเป็นต้นทุนแฝงที่ประชาชนไทยต้องจ่ายในกระบวนการ จัดซื้อจัดจ้าง นอกจากนี้แล้ว ปัญหาการทุจริตส่งผลกระทบถึงแรงงานข้ามชาติด้วย สหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคปชน. จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ธุรกิจในภาคการประมง การก่อสร้าง และเกษตกรรมจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานหนักที่คนไทยไม่นิยมทำ ทว่าในมุมมองผู้ประกอบการ การหาแรงงานข้ามชาติแบบถูกกฎหมายมี ‘ต้นทุนที่ไม่จำเป็น’ แฝงอยู่ เนื่องจากกระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติแบบถูกกฎหมาย มีการเก็บส่วย โดยคิดเฉลี่ยส่วย รวมทั้งหมด 6,800-16,100 ต่อคน ทำให้นายจ้างหันมาพึ่งแรงงานข้ามชาตินอกระบบ สหัสวัต กล่าวเพิ่มเติมว่าสิ่งที่แรงงานข้ามชาติต้องเจอคือ การกดขี่แรงงาน เนื่องจากแรงงานนอกระบบไม่ต้องจ่ายหลักประกันในการดำรงชีพ เช่นประกันสังคม และไม่มีประกันสุขภาพ  สหัสวัต วิจารณ์ระบบขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติว่า การลงทะเบียนแรงงานข้ามชาติควรจะเป็น ง่าย ถูก และเร็ว แต่ไทย ยาก แพง และช้า ทำให้เอื้อต่อการทุจริต ปชน. เสนอ ’พรบ จัดซื้อจัดจ้าง 3.0’  นายวิสุทธิ์ ตันตินันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่ากระทรวงคมนาคมจะลดงบลง แต่จำนวนโครงการสำหรับ ‘ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ’ กลับไม่ลด เนื่องจากกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เอื้อให้เกิดการฮั้วประมูล นายวิสุทธิ์กล่าวถึงลักษณะการฮั้วประมูลที่รัฐจ้างรัฐโดยไม่ต้องแข่งขัน และการใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงในโครงการที่ต่ำกว่า 5 แสนบาท นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในโครงการบัญชีนวัตกรรมที่มีการล็อกสเปกให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างด้วยงบประมาณอย่างน้อย 30% ผ่านผู้รับเหมาเพียงไม่กี่ราย  นายวิสุทธิ์กล่าวว่า ‘พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 3.0’ ไม่ใช่การรื้อปะผุ แต่เป็นการรื้อระบบจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ตามมาตรฐาน OECD ให้ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเต็มที่ และสร้างความโปร่งใสทั้งระบบ ไม่ให้เกิดการล็อกสเปก  ชู open government- “กิโยตินกฎหมาย” เพิ่มความโปร่งใส น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน เสนอการ “กิโยตินกฎหมาย” เพื่อลดการทุจริตจากที่ขั้นการบริการรัฐตอนซับซ้อน  โดยมีข้อเสนอ 3 ปัจจัยดันให้ประเทศไทยโปร่งใส ที่มีการศึกษาจากต่างประเทศเช่น เวียดนาม เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ 1.นายกฯ ต้องมีเจตจำนงทางการเมืองแน่วแน่ในการจัดการปัญหาคอร์รัปชั่น มีกรอบเวลา แผนการชัดเจน 2.open government สะดวก โปร่งใส เข้าถึงง่าย ลดกระบวนการซ้ำซ้อน 3.บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน จากการโกงเสี่ยงน้อยกว่าการไม่โกง สู่ ‘แฉโกง ปลอดภัย ได้เงิน’  นายกษิเดช แดงเดช ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนว่า คนที่มาเปิดเผยคนโกงในไทย มีความเสี่ยงมากกว่าคนโกง เนื่องจากปัญหาการทุจริตที่หยั่งรากลึก เช่น ปัญหาใบอนุญาตต่างๆ  กษิเดชมองว่าผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดไม่สามารถออกมาเปิดเผยข้อมูลได้ เช่น สื่อมวลชน เนื่องจากการฟ้องปิดปาก และในทางเดียวกัน ควรมีมาตราการลดโทษ หากผู้ที่อยู่ในวงการทุจริต ออกมาสารภาพก่อน และประชาชนผู้มีข้อมูลพยานหลักฐานออกมาแฉโกงควรได้รับเงินรางวัล เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อการต่อต้านทุจริต และเพื่อจัดการการทุจริตอย่างเป็นระบบ โดยรัฐควรมีหลักประกันคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ที่มีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการทุจริต แฟนคลับพรรคผิดหวัง ปมโหวตอนุทิน ในช่วงถามคำถาม มีทั้งเสียงผู้ฟังที่ชื่นชมการทำงานในการตรวจสอบของพรรคประชาชน   ในขณะเดียวกันทันตแพทย์หญิงอพภิวันท์ นิตยารัมภ์พงศ์ ภรรยาของนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้บุกเบิกนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ตั้งคำถามถึงการโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีที่ 32 ด้วยท่าทีที่ผิดหวังต่อการตัดสินใจโหวตนายกอนุทิน ชาญวีรกูล แต่ไม่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งเปรียบเหมือน “ทิ้งเรือให้โจรพาย” นั้น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ตอบคำถามต่อผู้ฟังในกรณีดังกล่าวว่า “ผมแชร์ความรู้สึกนั้น ทุกๆเวทีก็จะมีคนมาแสดงความเห็นเช่นเดียวกัน” พร้อมอธิบายในการตัดสินใจการโหวตนายกฯอนุทินว่า ”ณ ตอนนั้นเรามีข้อจำกัด ว่าเราไม่ได้มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เราจะสามารถเข้าร่วมรัฐบาลได้ ถ้าเราบอกว่าประเทศนี้กำลังจะถูกนำโดยนายกรัฐมนตรี หรือผู้นำประเทศที่เรารู้สึกว่าคนที่เป็นกัปตันเรือ ที่เป็นคนที่เราอาจจะรู้สึกว่าเขาเป็นโจรหรือเขาไม่ได้มีความโปร่งใส มีการทุจริตในกลุ่มการเมืองเขา คำถามคือข้อจำกัดทางกฎหมาย ณ ตอนนั้น ที่พรรคประชาชน ไม่ได้มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เราต้องการโหวตเพื่อปลดล็อกกติกาบางอย่าง เพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศ ถ้าตอนนั้นเองเราเข้าไปร่วมรัฐบาล หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นโจร เราไม่สามารถเป็นกัปตันได้ คำถามคือถ้าเราไปนั่งเรือโจร ประเทศไทยจะไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ หรือเราสามารถนั่งอยู่ในเรืออีกลำหนึ่ง ทำหน้าที่ฝ่ายค้านเสียงข้างมาก  แล้วทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไปถูกทิศทางหรือไม่ นี่คือคำตอบของพวกเรา ที่หากเราได้อำนาจนายกรัฐมนตรี และ ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. มันไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่เราเชื่อคือประเทศนี้จะเปลี่ยนได้ มีความหวังได้ กัปตันเรือเป็นคนที่สำคัญที่สุด ต้องเป็นคนที่มีเจตจำนง เขาสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง แต่ ณ ตอนนั้นเป็นข้อจำกัดจริงๆ ที่ยอมรับว่าเราไม่ได้ตัดสินใจง่าย  แต่เราตอนนั้นเราเชื่อว่าการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง เราต้องมีอำนาจดูแลกำกับ” ณัฐพงษ์ยอมรับว่าผิดหวังกับการโหวต ณ วันนั้น และเสียใจเหมือนผู้สนับสนุนพรรคประชาชนทุกคน แต่ตราบใดที่มีความหวัง ประชาชนออกมาแสดงตัวขบวนการพรรคประชาชนก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ * ข่าว * การเมือง * คุณภาพชีวิต * คอร์รัปชั่น * พรรคประชาชน
dlvr.it
July 23, 2026 at 8:36 AM
มท.เบรกท้องถิ่นเสนอโครงการใช้งบกู้ 4 แสนล้าน หลัง 'ศิริกัญญา' เปิดปมแคตตาล็อกสอดไส้
มท.เบรกท้องถิ่นเสนอโครงการใช้งบกู้ 4 แสนล้าน หลัง 'ศิริกัญญา' เปิดปมแคตตาล็อกสอดไส้ auser15 Sat, 2026-07-11 - 12:14 กระทรวงมหาดไทย สั่งระงับการจัดทำโครงการแก้วิกฤตพลังงาน จากแผนเงินกู้ 4 แสนล้านบาทด่วนที่สุด แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ หลัง 'ศิริกัญญา ตันสกุล' สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน  เปิดหลักฐาน "แคตตาล็อกสอดไส้" ที่ส่อซ้ำซ้อนกับงบประมาณปี 2570 เพื่อหยุดยั้งความไม่โปร่งใส และรักษาเสถียรภาพหนี้สาธารณะของประเทศ 11 กรกฎาคม 2569 Thai PBS รายงานว่า กระทรวงมหาดไทย สั่งระงับการจัดทำโครงการแก้วิกฤตพลังงาน จากแผนเงินกู้ 4 แสนล้านบาทด่วนที่สุด แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ หลังพรรคประชาชนเปิดหลักฐาน "แคตตาล็อกสอดไส้" ที่ส่อซ้ำซ้อนกับงบประมาณปี 2570 เพื่อหยุดยั้งความไม่โปร่งใส และรักษาเสถียรภาพหนี้สาธารณะของประเทศ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย ได้ออกหนังสือเวียน "ด่วนที่สุด" ที่ มท 0810.6/ว 4199 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง "ยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" หนังสือดังกล่าวซึ่งลงนามโดย นายบุญประสิทธิ์ นวลสาย รองอธิบดี รักษาการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ระบุเหตุผลเพียงสั้นๆ ว่า เพื่อให้การดำเนินการเสนอแผนงานเป็นไปตามเจตนารมณ์แห่ง พ.ร.ก. ดังกล่าว จึงขอให้ยกเลิกแนวทางและระงับการจัดทำข้อเสนอโครงการที่เคยแจ้งไว้ก่อนหน้านี้ทันที1 ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นทันทีหลังจากพรรคฝ่ายค้านออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใส เว็บไซต์คมชัดลึกรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ได้เปิดโต๊ะแถลงข่าวภายหลังรับทราบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยนางสาวศิริกัญญาได้โชว์หลักฐานเอกสาร ที่ส่งเวียนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งมีลักษณะเป็น "แคตตาล็อกหรือเมนูรายการสินค้า" ที่รัฐกำหนดไว้ให้เลือก รายการในแคตตาล็อกดังกล่าวประกอบด้วย โครงการที่ถูกตั้งคำถามถึงความจำเป็นเร่งด่วน เช่น รถขยะ EV, ลานกีฬาโซลาร์, เครื่องผลิตออกซิเจนพลังงานแสงอาทิตย์ และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยว่า เป็นการเตรียมผู้รับจ้าง หรือผู้จำหน่ายสินค้าไว้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่ และโครงการเหล่านี้ยังไปปรากฏซ้ำซ้อนอยู่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่กำลังพิจารณาอยู่ในชั้นกรรมาธิการด้วย * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * พ.ร.ก.กู้เงิน * พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท * โครงการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน * ศิริกัญญา ตันสกุล
dlvr.it
July 11, 2026 at 5:19 AM
'ศิริกัญญา' วิจารณ์งบ'70 รายจ่ายประจำพุ่ง-ลงทุนหดหาย จัดงบฯ แบบนี้ระวังเลือดไหลไม่หยุด
'ศิริกัญญา' วิจารณ์งบ'70 รายจ่ายประจำพุ่ง-ลงทุนหดหาย จัดงบฯ แบบนี้ระวังเลือดไหลไม่หยุด ภาพปก: ศิริกัญญา ตันสกุล (ภาพจาก : ทีมสื่อพรรคประชาชน) XmasUser Mon, 2026-06-29 - 13:34 'ศิริกัญญา' อภิปรายจั่วหัวฝ่ายค้าน ติงงบ'70 รายจ่ายประจำพุ่ง-ลงทุนหด เพราะต้องลงงบกลาง จ่ายเรื่องบำเหน็จบำนาญ สวัสดิการข้าราชการ ขณะที่เรื่องการลงทุนกลับหดหาย แม้ว่าจะเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนารายได้ นำเงินกลับเข้าประเทศ ห่วงอนาคตถ้าจัดงบแบบนี้ต่อ แก้ไขปัญหาเรื้อรังไม่ได้ แต่เลือดอาจไหลไม่หยุด   29 มิ.ย. 2569 ทีมสื่อพรรคประชาชน รายงานวันนี้ (29 มิ.ย.) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายเปิดในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยกล่าวถึงภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณในปี 2570 รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่างบประมาณปีนี้ 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,400 ล้านบาท ในส่วนของรายได้ 3 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นราว 79,000 ล้านบาท แต่ยังต้องมีการกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณในระดับที่สูงอยู่มาก แม้จะอ้างได้ว่ามีวิกฤตพลังงาน แต่รัฐบาลก็เพิ่งเซ็นเช็คเปล่ากู้เงินไปแล้วถึง 400,000 ล้านบาท กลายเป็นว่าการขาดดุลงบประมาณเกิน 3% ต่อ GDP เป็นความปกติใหม่ สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในปัญหาเรื้อรัง ค่าใช้จ่ายมีแต่เพิ่มขึ้น แต่รายได้ของรัฐบาลขยับตามไม่ทัน “สะท้อนผ่านการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ ที่รายจ่ายลงทุนโดนหั่นลงไป 70,000 ล้านบาท แต่รายจ่ายประจำกลับเพิ่มขึ้นสวนทางหลักแสนล้านบาท เพราะรายจ่ายประจำที่ตัดไม่ได้มีเพิ่มขึ้น จนไม่สามารถใช้วิธีการทางงบประมาณเพื่อปกปิดอำพรางได้อีกต่อไป ก่อนหน้านี้รัฐบาลจะใช้วิธีการหลอกตาสภาว่ารายจ่ายประจำยังน้อยอยู่ โดยใส่ตัวเลขให้น้อยเข้าไว้ แล้วค่อยหมุนเอาเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นมาโปะบ้าง ควักเงินคงคลังมาจ่ายบ้าง แต่เมื่อไม่ไหวแล้วก็จำเป็นต้องใส่เพิ่มเข้ามาให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น” ศิริกัญญา กล่าว  ศิริกัญญา กล่าวต่อไปว่าแม้งบประมาณปีนี้จะเพิ่มไม่มาก แต่ก็เป็นข้อกังขาว่าทำไมหน่วยงานกลับได้รับงบประมาณลดลงกันถ้วนหน้า ครึ่งหนึ่งของกระทรวงได้รับงบประมาณลดลง ในระดับกรมก็จะพบว่า 70% ของหน่วยรับงบประมาณได้รับลดลงจากปี 2569 ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน หน่วยที่ได้รับเพิ่มเยอะจริงๆ มีไม่มาก เพราะส่วนที่เพิ่มมากที่สุดคืองบกลาง โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือการโอนเงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กระทรวงการคลังกระทรวงเดียวได้เพิ่มไปแล้ว 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายจ่ายดอกเบี้ยที่ใส่ตัวเลขให้สะท้อนกับความเป็นจริง “มันสะท้อนว่าวันนี้แผลเรื้อรังของงบประมาณไทยเอาอะไรมาปกปิดไว้ไม่อยู่แล้ว ฝีที่ถูกบ่มมาหลายปีมันแตกแล้วในปีงบประมาณ 2570” ศิริกัญญา กล่าว รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวต่อไปว่า แม้รัฐบาลนี้จะเพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน แต่ในคำแถลงของรองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีการแสดงความรับผิดชอบหรือยอมรับว่าจะต้องมีการปรับปรุงปฏิรูปการคลัง ยังคงกอดกับคำพูดสวยหรูว่าเรารักษาวินัยการเงินการคลังเอาไว้แล้ว ยังคงภูมิใจที่บริษัทจัดลำดับเครดิตเรตติ้งเพิ่ม แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรมกลับไม่ได้ถูกพูดถึงหรือจัดการอย่างจริงจัง ซึ่งถ้ายังคงทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะไม่ใช่แค่หนองที่จะออกมา แต่เลือดก็จะไหลไม่หยุดเช่นกัน เพราะปัญหาที่ซ่อนอยู่คือการจัดเก็บรายได้ที่ไม่พอกับรายจ่าย ไม่กู้เท่าที่จะจ่ายไหว ไม่จัดการกับรายจ่ายประจำที่ลดยาก ในอนาคตเหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดขึ้นอีก งบประมาณของประเทศก็จะขาดดุลสูงแบบที่กดอย่างไรก็ไม่ลง การพัฒนาประเทศหรือการทำโครงการใหม่ๆ เพื่อพาประเทศไปข้างหน้าก็จะไม่เกิด ความหวังที่จะลดหนี้สาธารณะและการขาดดุลลงก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ที่ต้องติดตามคือเราจะยังรักษาวินัยการเงินการคลังไว้ได้นานแค่ไหน และบริษัทจัดลำดับเครดิตเรตติ้งจะคงอันดับเราไว้นานแค่ไหน รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวต่อไปว่า เมื่อดูในรายละเอียดงบประมาณ เริ่มจากด้านรายจ่าย สิ่งที่ไม่ควรจะนับเป็นรายจ่ายลงทุนกลับถูกนับเป็นรายจ่ายลงทุน เช่น เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็น ปีนี้มีการอนุมัติ 100,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 60,000 ล้านบาทถูกนับเป็นรายจ่ายลงทุน ที่เข้าใจได้ยากคือรายจ่ายประเภทรายจ่ายฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจที่ปีนี้ตั้งมา 12,000 ล้านบาท มีการระบุว่าเป็นรายจ่ายลงทุนถึง 80% ทั้งที่เมื่อส่วนใหญ่เป็นการแจกเงินก็ไม่ควรถูกนับเป็นรายจ่ายลงทุนได้ แต่สิ่งที่มีการปรับปรุงคืองบประมาณที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนา ปีนี้ถูกนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุนแล้ว แต่ข่าวร้ายคืองบประมาณวิจัยปีนี้ถูกตัดลดลงจากเดิม 19,000 ล้านบาทเหลือเพียง 13,000 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของงบประมาณก่อสร้าง ที่ปีที่ผ่านๆ มามีมากเกินไป ใหญ่โตหรูหรา สร้างไม่เสร็จแล้วถูกทิ้งร้าง ปีนี้มีการตัดลดลงไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังคงเป็นรายจ่ายสูงสุดสำหรับรายจ่ายลงทุนอยู่ดี โดยเฉพาะการลงทุนในถนน “แม้รายจ่ายประจำจะพุ่งขึ้นมาสูงมากแล้ว แต่ก็ยังคงไม่เพียงพอกับการครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงในปีนี้ เบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ปีที่แล้วได้มาแค่ 360,000 ล้านบาท ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 389,000 ล้านบาท แม้จะเป็นทิศทางที่ดีขึ้น แต่ที่ต้องใช้จริงสูงถึง 429,000 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลปีนี้ได้เท่าเดิม 94,200 ล้านบาท แต่ที่ต้องใช้จริงคือ 106,400 ล้านบาท งบชำระดอกเบี้ยปีนี้ตั้งได้ตรงตามที่สำนักบริหารหนี้สาธารณะขอมา อยู่ที่ 294,000 ล้านบาท” ศิริกัญญา กล่าว  แต่ที่น่ากังวลคือเงินสมทบ กบข. ที่จะต้องตั้งไว้ 3 เท่าของเงินทุนสำรองที่ กบข. มีอยู่ เมื่อปีนี้มีการจัดสรรให้เบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญเพิ่ม เงินสมทบส่วนนี้จึงมีการจัดสรรเพิ่มเข้ามาด้วย ก่อนหน้านี้ กบข. อาจจะมีสถานะทางการเงินที่ไม่มั่นคง ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มเงินสำรองเอาไว้ ให้ไม่มีปัญหาการเงินในอนาคต แต่วันนี้สถานะทางการเงินของ กบข. แข็งแรงแล้ว เงินทุนทั้งหมดอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาทแล้ว ไม่จำเป็นแล้วที่รัฐบาลจะต้องสมทบเข้าไปเพิ่มให้ได้เท่ากับสามเท่าของรายจ่ายเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ ศิริกัญญา กล่าวต่อไปว่า เมื่อต้องจัดสรรงบประมาณให้ใกล้เคียงกับที่ต้องจ่ายจริง จึงมีรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นมาอีกถึงเกือบ 100,000 ล้านบาท และงบประมาณก็ติดข้อจำกัดทุกอย่างหมดแล้ว ไม่สามารถขยายเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกแล้ว ก็ได้แต่ภาวนาว่าในปี 2570 รัฐบาลจะสามารถหมุนเงินได้ทันและเพียงพอมาจ่ายในส่วนที่ยังตั้งไว้ขาดอยู่ เพราะตั้งแต่ปี 2565 รัฐบาลหมุนเงินไม่เคยทัน เอาเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นมาโปะก็ยังไม่พอ ต้องไปนำเงินคงคลังออกมาใช้ ซึ่งต้องจ่ายคืนในปีต่อๆ ไป ของปี 2569 ยังไม่ครบปีงบประมาณเลย ก็เจอสภาวะหมุนเงินไม่ทันอีกแล้ว และก็ต้องใช้เงินคงคลังอีกแล้ว เพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 115,000 ล้านบาท “ต้องถามว่าตกลงแล้วประเทศนี้ใช้งบประมาณในแต่ละปีเท่าไหร่กันแน่ เพราะเท่าที่ขอสภาไปมันไม่ถึง แต่พอจ่ายไม่พอก็ไปใช้เงินคงคลัง แล้วก็วนลูปกันแบบนี้ ต้องมาตั้งงบใช้เงินคงคลังในปีถัดไป กินงบประมาณที่เราจะสามารถเอาใช้ได้ไปในอนาคต วนลูปไปแบบนี้ เท่ากับว่าขาดดุลเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ” ศิริกัญญา กล่าว ศิริกัญญา กล่าวว่า เมื่อมีข้อจำกัดทางงบประมาณเช่นนี้ จึงไม่มีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นในงบประมาณปี 2570 แม้จะมีโครงการที่ถูกเปลี่ยนชื่อ แต่ก็ยังคงเป็นโครงการเดิมอยู่ราว 300 โครงการ งบประมาณเพียงหลักหมื่นล้านบาทเท่านั้น อีกทั้งยุทธศาสตร์ที่รองนายกรัฐมนตรีแถลง ก็ยังมีลักษณะคล้ายกับของปีที่แล้วอยู่มาก มีการปรับแก้น้อยมาก ที่เขียนใหม่ก็ไม่ได้สะท้อนในความเป็นโครงการใหม่มากนัก นโยบายหาเสียงที่ถูกระบุเอาไว้ในคำแถลงนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอาสาพยาบาล 10,000 อัตรา ก็เหลือเพียงหลักพัน นโยบายหนึ่งอำเภอหนึ่งศูนย์บำบัดยาเสพติดก็ไม่สร้างแล้ว กลายเป็นโปรแกรมบำบัดแทน เป็นหลักสูตรเร่งรัด 9 วัน ใช้งบประมาณเกือบ 300 ล้านบาท นโยบายพลทหารอาสาที่โฆษณาเอาไว้ว่าจะรับ 100,000 อัตรา ในเล่มงบประมาณกลับทำจริงเพียง 25,000 อัตรา "ที่เราเห็นก็คือว่าคำว่า AI หรือว่าปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นรหัส ATM ใหม่ของปี 2570 ถ้ามีโครงการที่ชื่อว่า AI หรือว่ามีคำว่าปัญญาประดิษฐ์หรือว่ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ AI นั้น ก็จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษ ปีที่แล้วยังมีไม่ถึง 1,000 ล้าน โครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ปีนี้เพิ่มขึ้นมา 2 เท่า นะคะ ประมาณ 2,000 กว่าล้าน 176 โครงการ" ศิริกัญญา กล่าว  อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบว่ามียุทธศาสตร์เกี่ยวกับ AI ในโครงการ ต่างคนต่างคิดต่างคนต่างทำ มีแต่การซื้อแต่ไม่มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI มีโครงการเดียวที่เป็นระดับโครงสร้างพื้นฐานคือ Thai LLM เท่านั้น รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวต่อไปว่าในปี 2570 งบประมาณกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่เยอะ ขณะที่งบประมาณที่กระจุกอำนาจไว้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด อย่างงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดถูกตัดออกเป็นจำนวนมาก จากเดิมที่ได้รับประมาณปีละประมาณ 20,000 ล้านบาท ปีนี้ลดเหลือเพียงแค่ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่เราเรียกร้องมาโดยตลอดและต้องขอแสดงความชื่นชมที่ได้มีการตัดลด แต่ว่างบประมาณที่เป็นของท้องถิ่นจริง ในส่วนของงบประมาณเทศบาลตำบลแม้จะมีการปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยเฉพาะงบลงทุน แต่ที่น่าผิดหวังคือเทศบาลนครหรือเทศบาลเมืองได้รับงบประมาณลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน ข่าวดีเล็กน้อยคืองบประมาณประกันสังคมเพิ่ม และเป็นการใช้หนี้กองทุนประกันสังคมด้วย แต่ก็เป็นการใช้หนี้แค่ 1,400 ล้านบาท ยังคงติดหนี้อยู่ประมาณ 48,000 ล้านบาท คำถามคือแผนการใช้หนี้ที่ค้างเงินสมทบกองทุนประกันสังคมไว้อยู่จะเป็นอย่างไรต่อไปสำหรับรัฐบาลนี้  รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า อีกข่าวดีคือสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในปีนี้คือการแสดงยอดหนี้ตามมาตรา 28 หรือหนี้ที่รัฐบาลให้หน่วยงานของรัฐออกเงินไปก่อนแล้วค่อยไปตามใช้คืนทีหลัง ซึ่งหน่วยงานที่ต้องรับเคราะห์เรื่องนี้มาโดยตลอดก็คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งในปีนี้มีการแสดงในเอกสารอย่างชัดเจนว่าจะมีการจัดคืนหนี้ให้เท่าไหร่ แต่ข่าวร้ายคือปีนี้มีการจ่ายหนี้ ธ.ก.ส.ลดลงไปกว่าครึ่ง โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นโครงการของรัฐ ประกันรายได้ จำนำสินค้าเกษตรต่างๆ แม้ในอนาคตจะมีการใช้เงินล่วงหน้าจาก ธ.ก.ส. น้อยลงแล้วตามมติ ครม.ที่ผ่านมา แต่รัฐบาลก็ยังควรต้องมีความชัดเจนว่าจะมีแผนใช้หนี้ให้หมดเมื่อไหร่ ปีนี้รัฐบาลประมาณการการจัดเก็บรายได้ไว้ที่ราว 3 ล้านล้านบาท ต้องมีการจัดเก็บรายได้เพิ่ม 70,000 ล้านบาท กรมสรรพสามิตในปีนี้ต้องเพิ่มการจัดเก็บภาษีให้ได้ 33,000 ล้านบาท โดยต้องเก็บภาษีน้ำมันเพิ่ม 54,000 ล้านบาท คำถามคือส่วนที่จะเพิ่ม 54,000 ล้านบาทนี้ จำเป็นที่จะต้องมีการเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มเติม ในช่วงที่ราคาน้ำมันยังไม่ลงมาเป็นราคาปกติอีกหรือไม่ และเมื่อไหร่ ศิริกัญญา กล่าวต่อไปว่า ยังมีภาษีอีกหลายตัวที่จะต้องเก็บเพิ่มในปีนี้เพื่อให้เข้าตามเป้าที่ได้วางเอาไว้ เช่น ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร 1,000 บาทต่อคน เพื่อให้ได้เงินมา 12,000 ล้านบาท การจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มที่ประมาณการไว้ถึง 8,400 ล้านบาท มีการออก พ.ร.ก. มาตั้งแต่ปี 2567 สรุปว่าจะได้เก็บหรือไม่ และจะเก็บเท่าไหร่  การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องขอคำยืนยันว่าจะมีการปรับค่าลดหย่อนประเภทใดบ้างเพื่อให้ได้เงินมาอีก 50,000 ล้านบาท หรือการปรับปรุงอัตราภาษีบาป ทั้งสุรา และยาสูบ รวมถึงภาษีคาร์บอนที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเก็บได้ถึง 30,000 ล้านบาท ต้องขอคำยืนยันว่าภาษีตัวใดจะยังได้ไปต่อหรือภาษีตัวใดที่จะรอไว้ก่อน และจะมีแนวทางอย่างไรเพื่อให้การจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ในส่วนของภาระหนี้ นับว่าโชคดีที่ปีนี้รัฐบาลได้เงินเฟ้อมาช่วยชีวิตเอาไว้ ทำให้ขนาดของ GDP ใหญ่ขึ้น แม้จะไม่ได้ใหญ่ขึ้นตามขนาดของการพัฒนาเศรษฐกิจจริง แต่ก็ทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลง อย่างไรก็ตาม ในปี 2570 เริ่มมีความไม่แน่นอนแล้ว จากสมมุติฐานว่าเศรษฐกิจจะต้องโตเกิน 2.5% และเงินเฟ้อจะต้องสูงอยู่ที่ 2.2% ซึ่งเป็นการเดิมพันที่สูงมาก เพราะการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ผ่านมาอาจจะคิดจากฐานว่าหากสงครามยืดเยื้อแล้วราคาพลังงานยังอยู่ในระดับที่สูง อาจจะทำให้เงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 แต่หากไม่ได้ไปตามนั้น ปี 2570 จะเป็นปีที่หนี้สาธารณะทะลุ 70% ทันที ศิริกัญญา กล่าวว่า แต่ที่น่ากังวลกว่าก็คือดอกเบี้ยต่อรายได้ ปีนี้กระทรวงการคลังได้รับงบประมาณในการชำระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นประมาณ 40,000 ล้านบาท ทำให้ดอกเบี้ยต่อรายได้ทะลุ 10% เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แต่ก็ต้องลุ้นกันต่อว่าในท้ายที่สุดจะไปกระทบกับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือหรือไม่ เพราะปัจจัยนี้เป็นปัจจัยสำคัญของหลายบริษัทในการตัดเกรดว่าประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่รักษาวินัยทางการเงินการคลังหรือไม่ ยังคงมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอหรือไม่ มีงบประมาณเหลือจ่ายไปใช้กับเรื่องอื่นหลังจากที่ชำระหนี้แล้วหรือไม่ ภาพรวมของงบประมาณปี 2570 สะท้อนปัญหาหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องของรายจ่ายประจำที่เพิ่มสูงขึ้น ที่ไม่ได้เกิดจากการเพิ่มงบประมาณในส่วนนั้น แต่มาจากเพียงการตั้งให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น รายจ่ายลงทุนถูกตัดไป ไม่ต้องพูดถึงว่าจะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจหรือทำให้เงินหมุนเวียนกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด เพื่อทำให้ปัญหาเรื้อรังนี้หมดไป เราต้องการนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มุ่งมั่นจริงจัง พูดถึงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา นำเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์และเป็นรูปธรรมที่จะนำประเทศออกจากแผลเรื้อรังที่เป็นฝีแตกอยู่ทุกวันนี้ "แต่ในงบประมาณปี 2570 ก็ยังไม่เห็นว่าจะนำพาประเทศนี้ออกไปจากจุดนั้นได้อย่างไร ยังไม่เห็นเลยว่าสุดท้ายยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่ได้กล่าวมาทั้งหมด แม้แต่ที่ได้แถลงนโยบายเอาไว้ จะไปปรากฏอยู่ในตัวงบประมาณที่จะใช้จ่ายในปี 2570 ได้อย่างไร ยังไม่เห็นว่าในท้ายที่สุดแล้วประเทศจะสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพ สามารถที่จะใช้งบประมาณได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างไร" รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * คุณภาพชีวิต * พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 * พรรคประชาชน * ศิริกัญญา ตันสกุล * งบประมาณบุคลากรข้าราชการ
dlvr.it
June 29, 2026 at 6:47 AM
สภาฯ มีมติตั้ง กมธ.วิสามัญติดตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน 'ศิริกัญญา' เผย รบ.ยัดไส้โครงการเพียบ
สภาฯ มีมติตั้ง กมธ.วิสามัญติดตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน 'ศิริกัญญา' เผย รบ.ยัดไส้โครงการเพียบ ภาพปก: ศิริกัญญา ตันสกุล  XmasUser Thu, 2026-06-04 - 17:32 สภาฯ มีมติตั้ง กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้าน 'ศิริกัญญา' อภิปราย รัฐบาลพยายามข้ามหัวการตรวจสอบของสภาฯ ตีเช็กเปล่า ไม่ลงรายละเอียดการใช้เงิน มีการยัดไส้โครงการไม่เร่งด้วน ทั้งที่น่าจะเอาไปใส่ใน พ.ร.บ.งบประมาณได้ ก็คงไม่ต้องมาตั้ง กมธ.วิสามัญติดตาม พ.ร.ก. 4 แสนล้าน   4 มิ.ย. 2569 เว็บไซต์ TP Channel รายงานวันนี้ (4 มิ.ย.) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบติดตามตรวจสอบและประเมินผลการใช้เงิน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท หลังไม่มีสมาชิกสภาฯ คนใดคัดค้าน  ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 15.47 น. ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายสรุปญัตติของณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคฯ โดยเน้นย้ำว่า เหตุผลที่ต้องตั้ง กมธ.คณะนี้ เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาทำให้เราจำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบ รัฐบาลมีความพยายามข้ามกลไกของสภาฯ มาแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง  "ศิริกัญญา ตันสกุล" (ที่มา: ทีมสื่อพรรคประชาชน) ครั้งแรกคือ การออก พ.ร.ก.เงินกู้ แทนที่จะออกเป็น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อให้สภาฯ มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน 3 วาระ แต่รัฐบาลเลือกออก พ.ร.ก.เงินกู้ข้ามหัวสภาฯ อย่างไรก็ดี ศิริกัญญา มองว่า ครั้งนี้พอให้อภัยได้ เนื่องจากรัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินเยียวยาประชาชน แต่มีปัญหาที่ว่า จนวันนี้รัฐบาลไม่เคยออกมาชี้แจงว่าจะใช้หนี้ที่กู้มายังไง  ครั้งที่ 2 รัฐบาลแอบยัดไส้โครงการที่ไม่เร่งด้วนเข้ามาใน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เธอยืนยันว่าไม่มีใครไม่เห็นด้วย แต่การเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นโครงการที่ต้องดำเนินงานต่อเนื่องกันหลายปี ไม่สามารถใช้เงิน 2 แสนล้านบาท ให้หมดภายใน 1 ปีครึ่ง และจะเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ ทุกวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถตอบได้เลยว่า ตกลงแล้วเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่รัฐบาลคิดอยู่เป็นอย่างไรกันแน่ “ไม่ให้เรียกว่าตีเช็คเปล่ายังไงไหว” ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ชวนให้คิดถึงเงินกู้ช่วงโควิด-19 ที่มีการใช้ 2 พ.ร.ก. เม็ดเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท ณ วันนั้นมีการทำแผนงานฟื้นฟูเงินเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน โดยงบฯ ส่วนใหญ่เอาใช้ทำโครงการ “คนละครึ่ง” แต่ว่าอีกหลายแสนล้านบาท มีการเอาไปทำเบี้ยหัวแตกให้ส่วนราชการส่งข้อมูลส่งโครงการมา และมีการตั้ง คกก.ขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อกลั่นกรองว่าใครควรได้หรือไม่ได้งบฯ อุดหนุนโครงการต่างๆ  “ถ้าลองดูข้อมูลของ สตง. ก็จะเจอว่า สตง.ตรวจหลายโครงการแล้ว พบว่าหลายโครงการไม่เป็นไปตามกฎหมาย เสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชัน มีการจัดซื้อจัดจ้างแบบแปลกประหลาด อย่าให้พูด อย่าให้ลิสต์ มีเยอะเต็มไปหมด เพราะฉะนั้น กังวลเหลือเกินว่าอีก 2 แสนล้านหลัง จะเป็นย้อนรอยซ้ำรอยเดิมของตัวแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจยุคโควิดหรือไม่” ศิริกัญญา กล่าว ข้ามหัวสภาฯ รอบที่ 3 คือรัฐบาลเดินหน้ากู้เงิน ก่อนที่รัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ทั้งๆ ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ยื่นคำร้องไปแล้ว จนทำให้ตัว พ.ร.ก.จนถึงวันนี้ยังไม่ได้เข้าสู่สภาฯ แต่รัฐบาลไม่ได้สนใจและเดินหน้ากู้ทันทีที่ พ.ร.ก.มีการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา แต่ยังมีข้อสงสัยว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.เงินกู้ดังกล่าวไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะทำอย่างไรกับเงินกู้ที่ได้กู้ออกไปแล้ว  รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า การข้ามหัวสภาฯ ครั้งที่ 4 รัฐบาลได้ยัดไส้เอาโครงการที่ไม่ควรจะใช้เงินกู้เข้ามาปะปนในเงินที่ต้องกู้ด้วย โดยมีการทยอยอนุมัติโครงการมูลค่าประมาณ 170,6,000 ล้านบาท เราไปเช็กมติ ครม. พบว่ามันมีการยัดไส้โครงการที่ปกติต้องใช้งบประมาณปี 2569 แต่ว่ารัฐบาลเอามาใช้เงินกู้แทน นั่นก็คืองบประมาณสำหรับกองทุนประชารัฐ ที่ใช้ช่วยเหลือค่าครองชีพให้ประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ว่าเขาช็อต เงินหมดก่อนถึงปีงบประมาณ โดยเหลือจ่ายอีก 4 เดือน เลยต้องเอามายัดไส้ใน พ.ร.ก.เงินกู้ ที่ใช้เฉพาะเหตุการณ์ที่เป็นวิกฤต แต่สวัสดิการเหล่านี้เป็นสวัสดิการที่ผู้ถือบัตรต้องได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีวิกฤต ดังนั้น ถ้ามีการตั้ง กมธ.วิสามัญ ก็ขอให้พิจารณาโครงการนี้เป็นโครงการแรกๆ ไม่อย่างนั้น เราจะพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีไปทำไม เพราะสุดท้ายแล้วรัฐบาลอยากจะกู้ก็กู้ กู้แล้วก็เอากลับมาใช้ โครงการที่อยู่ตามงบประมาณปกติได้  "ถ้ารัฐบาลทำทุกอย่างตามปกติวิสัย เร่งด่วนก็กู้เท่าที่จำเป็น ถ้าเปิดเผยรายละเอียดครบถ้วนตั้งแต่ต้น ถ้ารัฐบาลไม่เอาโครงการะยะยาวมาสอดแทรก ถ้ารัฐบาลไม่ได้เอารายจ่ายประจำมาปะปนในเงินกู้เรา ก็ไม่ต้องตั้งญัตติ รัฐบาลเลือกเดินตรงกันข้ามทุกอย่างทุกขั้นตอน สภาฯ เหลือเครื่องมือสำคัญอยู่เพียงอันเดียว คือการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้หลังจากนี้อย่างเข้มข้นที่สุด เพื่อตรวจสอบเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ประชาชนจะต้องร่วมใช้หนี้นี้ในอนาคต" รองหัวหน้าพรรคประชาชน ทิ้งท้าย  ต่อมา เมื่อ 16.09 น. เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่ 2 เป็นประธานในที่ประชุม เผยว่า เมื่อทั้ง 3 ญัตติ เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเหมือนกัน และได้ฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายก็เป็นไปในทำนองเดียวกันคือขอให้ตั้ง กมธ. จึงขออาศัยอำนาจตามข้อบังคับข้อ 88 ถามมติที่ประชุมสภาฯ ว่ามีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่  เมื่อที่ประชุมสภาฯ ไม่มีใครคัดค้าน ถือว่าที่ประชุมสภาฯ มีมติตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.วงเงิน 400,000 ล้านบาท จำนวน 25 คน โดยมีกรอบระยะเวลาศึกษาพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน  * ข่าว * การเมือง * พรรคประชาชน * ศิริกัญญา ตันสกุล * พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน * ประชุมสภาฯ
dlvr.it
June 4, 2026 at 12:35 PM
รวมข้อเสนอเด่น สภาถกด่วน รับมือทรัมป์ขึ้นภาษีไทย 36%
รวมข้อเสนอเด่น สภาถกด่วน รับมือทรัมป์ขึ้นภาษีไทย 36% See Think Wed, 2025-04-09 - 19:16 อินโฟกราฟิก: กิตติยา อรอินทร์ 9 เม.ย.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร​ ครั้งที่ 30 มีพิจารณาญัตติด่วนหามาตรการรองรับกรณีสหรัฐอเมริกาขึ้นภาษี ระหว่างการประชุม มี สส.จากทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน เสนอญัตติด่วนในประเด็นดังกล่าวรวม 10 ญัตติ และที่ประชุมมีมติเห็นด้วยให้พิจารณาเรื่องนี้ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าเขาได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมรับฟังและชี้แจงเรื่องนี้ ‘ศิริกัญญา’ ย้ำรอบนี้หนัก ยอมให้กู้เพิ่ม แต่ต้องใช้พัฒนาผู้ประกอบการ ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน อภิปรายว่า การขึ้นกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยและโลกอย่างลึกซึ้ง ทั้งกว้างและยาว เพราะเป็นการขึ้นกำแพงภาษีที่สูงที่สุดในรอบร้อยปี และรุนแรงกว่าช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) อาจการตอบโต้การค้าไปมาจนเกิดผลกระทบวงกว้างทั่วโลก และจะกระทบกับประเทศไทยจากการเข้าไปเป็นห่วงโซ่อุปทานของโลกและของจีนที่กำลังจะเจอกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ สูงที่สุด 104% ที่จะเริ่มในวันพรุ่งนี้ ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ผลกระทบระลอกต่อมาเมื่อไม่มีตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ จะเกิดการแข่งขันสูงขึ้นโดยการตัดราคาและแสวงหาตลาดใหม่ สินค้าราคาถูกจะไหลเข้าไทยมาในฐานะเป็นตลาดใหม่ เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวอย่างรุนแรง ไทยจะส่งออกได้น้อยลงและนักท่องเที่ยวก็จะน้อยลง กำลังซื้อในไทยก็จะแย่ลงไปอีก สส.พรรคประชาชนกล่าวถึงสินค้าไทยที่จะได้รับผลกระทบมีอยู่ค่อนข้างมาก โดยยกตัวอย่างในกลุ่มที่กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าส่งออกเป็นอันดับ 1 คืออุปกรณ์รับส่งสัญญาณ WiFi และบลูทูธในโทรศัพท์มือถือเป็นสัดส่วน 12.3% ของมูลค่าส่งออก รองลงมาเป็นฮาร์ดดิสก์ 8.7% ของมูลค่าส่งออก ตามมาด้วยยางล้อรถยนต์และรถบรรทุก     ศิริกัญญากล่าวว่า อุตสาหกรรมเหล่านี้มีแรงงานอยู่เป็นแสนคน และเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงทำงาน เลิกจ้าง  ทั้งอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์มีการจ้างคนอยู่ราว 100,000 คน ยางล้อรถมีแรงงานอยู่ราว 40,000 คน นอกจากนั้นในแต่ละอุตสาหกรรมยังมีผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นอยู่ในห่วงโซ่อุปทานอยู่อีกนับพันราย อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบในหลายจังหวัด ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการส่งออกเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังรวมไปผู้ประกอบการรายย่อย คู่ค้าของผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมก็จะกระทบด้วย ไปจนถึงชาวนา เกษตรกรที่ผลิตสินค้าส่งออก สส.พรรคประชาชนกล่าวว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้จะทั้งกว้างและยาว เพราะไทยจะอยู่ในระเบียบโลกใหม่ที่สหรัฐฯ สร้างขึ้นมาไปอีกซักระยะ และไม่รู้ว่าสงครามการค้านี้จะยาวนานแค่ไหน การเจรจาที่จะเริ่มต้นในอีกเดือนหรือสองเดือนข้างหน้าก็ยังไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ เพราะสหรัฐฯ ก็บอกว่ามีประเทศที่ต่อคิวเข้าเจรจาถึง 70 ประเทศ เพื่อขอลดกำแพงภาษี ศิริกัญญากล่าวถึงสถานการณ์การตอบโต้ไปมาระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอื่นๆ จะดำเนินต่อไป และไทยจะเจอลูกหลงไปด้วย เพราะไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของจีนแล้ว ถ้าจะส่งสินค้าไปสหรัฐฯ ก็ต้องเจอผลการขึ้นภาษีตอบโต้กันไปมาครั้งนี้แน่นอน ถ้าสหรัฐฯ ไม่ลดการสั่งซื้อก็เลิกการสั่งซื้อ จะกระทบกับผู้ผลิตไทยแน่ๆ ยอดขายจะหายทันทีทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์ ศิริกัญญา กล่าวถึงมาตรการของรัฐบาล 5 ด้าน คือ มาตรการที่ 1  หาโอกาสนำเข้าพืชผลทางการเกษตร คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ศิริกัญญาเห็นว่าเรื่องนี้ต้องคุยกับเกษตรกรด้วย เพราะการนำเข้าข้าวโพดเพิ่มขึ้น 4.5 ล้านตัน โดยที่ราคาน้อยกว่าที่ผลิตในไทยเกือบครึ่ง ย่อมกระทบกับราคาข้าวโพดในประเทศแน่นอน แม้ว่าจะนำเข้าในช่วงหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้วก็ตาม การนำเข้ามาจะช่วยให้ไทยเกินดุลสหรัฐฯ ลดลงราว 10,000 ล้านบาท ดังนั้นเราก็คงต้องเจรจาให้โปร่งใส หารือกับเกษตรกรปลูกข้าวโพดในไทยก่อนที่รัฐบาลจะไปเจรจากับสหรัฐ มาตรการที่ 2 การผ่อนคลายภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ  เรื่องนี้ศิริกัญญามองว่าไม่น่าจะส่งผลต่อการลดการเกินดุลกับสหรัฐฯ มาตรการที่ 3 ลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการภาษี  ศิริกัญญาเห็นว่า เรื่องนี้เกี่ยวพันกับการลดกฎระเบียบขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนจำนวนมาก แต่มาตรการนี้มีคำถามว่าจะมีสินค้านำเข้าอันไหนบ้างที่ต้องเปิดตลาดเพิ่มหรือไม่ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ ไปจนถึงเอทานอล มาตรการที่ 4  การคัดกรองสินค้าเพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ  ศิริกัญญาอธิบายว่าจากการประมาณการณ์ มีสินค้าที่ใช้วิธีการโยกย้ายฐานการผลิตมาไทยเพื่อเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ อยู่ 23% ของยอดส่งออกทั้งหมดของไทย ถ้าไทยสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ทั้งหมดก็จะสามารถลดการเกินดุลกับสหรัฐฯ ได้อีกราว 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐด้วย แต่เธอประเมินว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำได้ทั้ง 23% และดีที่สุดอาจจะลดลงได้ราวครึ่งหนึ่ง มาตรการที่ 5  การหาโอกาสลงทุนในสหรัฐฯ  ศิริกัญญาเห็นว่า เป็นเรื่องที่หลายประเทศเห็นตรงกันในการเข้าไปร่วมลงทุนในท่อก๊าซธรรมชาติในอลาสก้า แต่ถ้าไทยจะเข้าไปเจรจาเรื่องนี้ เราได้เริ่มหารือกับประเทศอื่นๆ ที่จะลงทุนด้วยหรือยัง เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ว่า เราจะเข้าไปร่วมลงทุนเท่าไหร่ ศิริกัญญากล่าวว่า มีบางแนวทางที่หายไปจากการแถลงของรัฐบาล ทั้งที่เคยมีการเสนอไว้ก่อนหน้านี้ เช่น การซื้อเครื่องบินหรืออาวุธยุทโธปกรณ์ จึงอยากสอบถามรัฐบาลว่าเรื่องนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาหรือไม่ เพราะเครื่องบินรบที่กองทัพใช้ก็เพิ่งซื้อกริพเพนจากสวีเดน ทำให้จะเปลี่ยนไปใช้ของสหรัฐฯ แทนคงไม่ได้แล้ว แต่ยังคงมีเครื่องบินลำเลียงอื่นๆ ที่รัฐบาลสามารถที่จะใช้เป็นข้อเจรจาได้ ศิริกัญญากล่าวว่ามาตรการทั้ง 5 ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าน่าอัศจรรย์พอในสายตาทรัมป์อย่างที่ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กล่าวไว้ และแต้มต่อที่ไทยมีจากการเป็นมิตรประเทศกับสหรัฐฯ ก็หายไปทุกวัน และกำลังทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นศัตรู ทั้งจากการที่รัฐบาลไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนกลับไปให้ทางการจีน การใช้มาตรา 112 ดำเนินคดีกับกับ พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการชาวสหรัฐฯ แล้วยังจะไม่ให้ประกันตัวด้วย “การที่ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ยังรับสายรัฐบาลไทยอยู่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก ยังสงสัยอยู่ว่าจะยังคงเจรจากับเราหลังจากที่มีเรื่องนี้อยู่หรือไม่” ศิริกัญญากล่าว สส.พรรคประชาชนกล่าวว่า ตัวเธอเองและพรรคประชาชนไม่ได้ติดใจท่าทีของรัฐบาลที่ไม่ได้เร่งรีบเจรจาแล้วใช้กลยุทธ์รอดูท่าที และไม่คิดว่าจะมีใครสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งเข้าไปเจรจาโดยผลีผลามอยู่แล้ว พร้อมทั้งเสนอว่ารัฐบาลจะต้องเยียวยา พยุงและกระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ เพราะการค้าการส่งออกที่จะหดตัวในช่วงที่เหลือของปีนี้ หากการเจรจายิ่งกินเวลาต่อเนื่องยาวนานก็ยิ่งกระทบกับปากท้องของประชาชนในไทยมากขึ้นเท่านั้น  ภาคเอกชนที่เติบโตต่ำและหดตัวมาก่อนหน้านี้จะยิ่งชะงักมากขึ้น สุดท้ายก็จะกระทบกับรายได้ของประชาชน ศิริกัญญากล่าวถึงการประเมินการเติบโตของ GDP ของไทยจากหน่วยงานต่างๆ ที่ประเมินว่าอาจจะเติบโตเพียง 1% และสูงที่สุดจะไม่เกิน 2.3% เท่านั้น แต่มาตรการช่วยเหลือของไทยมีการพูดถึงเพียงการให้สินเชื่อผ่านกองทุนการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศซึ่งมีเม็ดเงินอยู่ราว 3,000 ล้านบาท สส.พรรคประชาชนยกตัวอย่างถึงมาตรการรองรับผู้ประกอบการของแต่ละประเทศต่างๆ เช่น * เกาหลีใต้ : มีแพ็คเกจเยียวยาฉุกเฉินให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไปแล้วราว 2.3 ล้านล้านบาท * สิงคโปร์ : ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อเยียวยาภาคเอกชนและแรงงานที่ได้รับผลกระทบ คณะทำงานนี้มีทั้งภาครัฐ ธุรกิจ และสภานายจ้างและสหภาพแรงงานร่วมด้วย * ญี่ปุ่น : ประกาศให้สินเชื่อและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศที่ได้รับผลกระทบเพราะภาษียานยนต์ขึ้นไปก่อนแล้ว 25 % * สเปน : เยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยให้ความช่วยเหลือทางการเงินมูลค่า 538,000 ล้านบาท * ออสเตรเลีย : ออกสินเชื่อ 0% ให้กับบริษัทเอกชนเพื่อหาตลาดใหม่และแสวงหาการส่งออกใหม่ * ไต้หวัน : ออกมาตรการสนับสนุนการส่งออกเป็นมูลค่า 94,000 ล้านบาทเพื่อให้อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ ศิริกัญญา เรียกร้องรัฐบาลว่า การเยียวยาเฉพาะหน้าแบบฉุกเฉินเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำโดยเร่งด่วนเช่นกัน อีกทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยก็ได้รับผลกระทบไปแล้วตั้งแต่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้ายานยนต์ 25% ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมจากภาครัฐ สส.พรรคประชาชนกล่าวว่าอยากให้รัฐบาลและ BOI เร่งหารือช่วยเหลือภาคเอกชนที่กำลังระส่ำและกำลังคิดถึงการย้ายฐานการผลิตไปสหรัฐฯ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่บริษัทสัญชาติอเมริกันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริษัทประเทศอื่นๆ ที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ด้วย เช่น บริษัทผลิตแผงวงจรที่มีมูลค่าส่งออกถึง 20,000 ล้านบาท เพราะกังวลว่าจะกระทบกับยอดขายของบริษัทที่ทุกวันนี้ส่งออกไปสหรัฐฯ ถึง 20% ของยอดขายทั้งหมด แต่เอกชนเหล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากรัฐบาลที่จะเข้าไปพูดคุยให้คลายกังวล สร้างความเชื่อมั่น หากบริษัทเหล่านี้ย้ายฐานการผลิตก็จะกระทบกับแรงงานไทยอีกหลายพันชีวิตที่จะตกงาน ศิริกัญญายกตัวอย่างอุตสาหกรรมยางพาราที่แม้จะอยู่ในลิสต์สินค้ายกเว้นภาษีนำเข้าก็ตาม แต่ไทยก็แปรรูปเป็นยางรถยนต์และรถบรรทุกเพื่อส่งออกจนติดอันดับต้นๆ ในการส่งออกไปสหรัฐฯ แต่เมื่อเจอกำแพงภาษีก็ทำให้ตอนนี้ราคายางตก 10-12 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว และรอให้รัฐบาลเข้าไปสื่อสารและเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรยางพารา สส.พรรคประชาชนกล่าวว่า GDP ของไทยที่เติบโตต่ำอยู่แล้ว มาเจอปัญหาเฉพาะหน้าที่ใหญ่ การลงทุนกำลังจะหยุดชะงัก คนงานกำลังเสี่ยงตกงาน พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้มีมาตรการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่จะทำเฉพาะหน้าในระยะสั้น กลาง และยาว ไปในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ศิริกัญญาก็เห็นว่าสถานการณ์การคลังและงบประมาณของประเทศเหลืออยู่น้อยมาก หนี้สาธารณะกำลังชนเพดาน ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้เกินกรอบกฎหมายไปแล้ว เหลือพื้นที่ที่จะกู้เพิ่มได้อีกในปีงบประมาณ 2568 เหลืออยู่ราว 4-5 แสนล้านบาทเท่านั้น หากรัฐบาลตัดสินใจจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งใหญ่โดยการขยายเพดานหนี้สาธารณะก็สมเหตุสมผล แต่ต้องไม่ใช่การกู้มาเพื่อแจกเงินสะเปะสะปะอย่างที่ผ่านมา ศิริกัญญากล่าวว่า สส.ในสภาก็พร้อมสนับสนุน ถ้ารัฐบาลมีแผนชัดเจนว่าจะใช้งบประมาณเพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้เลวร้ายไปกว่านี้ และฟื้นฟูประเทศก็กู้ได้เลย ถ้าเอาไปฟื้นฟูเยียวยาอุตสาหกรรมและแรงงานที่ได้รับผลกระทบหรือปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ หรือเพิ่มความสามารถการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยผลิตสินค้าได้เก่งขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น และกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนที่ไทยตกต่ำมานาน หรือเอาไปเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ต้องการสภาพคล่องระหว่างเผชิญความเสี่ยงเพื่อแสวงหาตลาดใหม่ๆ หรือนำไปฝึกอบรมแรงงานให้มีทักษะใหม่ที่ถูกเลิกจ้างหลังจากนี้ ไปจนถึงเพื่อทำให้ตลาดภายในประเทศเข้มแข็งขึ้นมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยการส่งออกที่จะลดความสำคัญลง เจรจาฝากนึกถึง ‘เกษตรกร’ ให้มาก อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม นำเสนอรัฐบาลใน 4 ประเด็น คือ  ประเด็นแรก การเจรจาขอให้รัฐบาลคำนึงถึงภาคการเกษตร การเสียดุลทางการค้าด้านเกษตร ขอให้เสียเปรียบน้อยที่สุดและคิดถึงพี่น้องเกษตรกรก่อนภาคอื่นๆ ประเด็นที่สอง ข้อเสนอต่างๆ ของรัฐบาลที่ปรากฏในสื่อ โดยเฉพาะการอนุญาตนำเข้า สินค้าเกษตรบางชนิดถ้าปล่อยให้เข้ามาอาจทำให้ราคาสินค้าตกต่ำมากกว่าเดิม หรือขัดต่อกฎหมายที่ไทยบังคับใช้อยู่ ประเด็นที่สาม คำนึงถึงความสัมพันธ์ประเทศอื่นนอกจากสหรัฐฯ ด้วย เรายังมีคู่ค้าที่มีศักยภาพอยู่อีกหลายประเทศ การกำหนดนโยบายการค้ากับสหรัฐฯ ก็จะกระทบกับมาตรการที่ใช้กับประเทศอื่นด้วยเช่นกัน ประเด็นที่สี่ ไทยยังได้รับผลกระทบในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชา แต่บางประเทศก็โดนภาษีน้อยกว่าไทย เรื่องนี้จะทำให้การแข่งขันระหว่างประเทศในอาเซียนเปลี่ยนโฉมหน้าไป ต้องไปวิเคราะห์ว่าประเทศคู่แข่งของไทยโดนภาษีมากหรือน้อยกว่าไทย อรรถกรยังเสนอ 3 แนวทางในการรับมือสถานการณ์สหรัฐฯ ขึ้นภาษีกับไทยไว้ 3 ข้อคือ * หาทางลดความเสี่ยงและผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรกร * กระจายความเสี่ยงโดยการหาประเทศคู่ค้าเพิ่ม  สินค้าอะไรที่เราไม่สามารถส่งออกหรือนำเข้าจากสหรัฐฯ ได้ต้องมีสถานที่อื่นที่ไทยจะเอาสินค้าไปปล่อยแทนได้ * มาตรการรองรับสินค้าจากประเทศที่โดนขึ้นภาษีจากสหรัฐฯ จนส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ได้น้อยลง สินค้าจากประเทศเหล่านี้อาจไหลทะลักเข้ามาไทย ขอให้หาทางดูแลพี่น้องเกษตรกรให้ดีที่สุด แนะดูสินค้ารายประเภทเทียบกับคู่แข่ง สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า สงครามการค้าระลอกใหม่ได้เริ่มต้นแล้ว ครั้งนี้จะรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ มันคือการหันหัวกลับของยุคโลกาภิวัฒน์ ของระบบการค้าโลก และระบบการค้าเสรีที่เรายึดถือกันมา หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าทุกประเทศทั่วโลกในอัตรา 10% และใช้มาตรการภาษีตอบโต้แต่ละประเทศในอัตราที่แตกต่างกันไป สินค้าส่วนใหญ่ของไทยไปสหรัฐฯ โดนภาษีเกือบ 50% ในฐานะที่สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 5 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดที่เราส่งออกไปต่างประเทศ ดังนั้นผลกระทบทางตรงที่เกิดขึ้นจึงเกิดกับผู้ผลิตและส่งออกที่พึ่งพาสหรัฐฯ ตลอดจนแรงงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง สิทธิพลอภิปรายถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น แบ่งได้เป็น 2 มิติ คือ ผลกระทบในตลาดส่งออก และตลาดในประเทศ ผลทางตรงก็คือกลุ่มสินค้าหลักที่เราส่งออกไปสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า ยางรถยนต์ เหล่านี้ได้รับผลกระทบทันที จึงขอให้รัฐบาลไปดูในรายการสินค้าว่า สินค้าประเภทไหนได้รับผลกระทบสูง ในส่วนภาษี 10% ที่ทุกประเทศโดนเหมือนกัน คงไม่ได้ทำให้เราได้เปรียบหรือเสียเปรียบเท่าใด แต่ว่าต้องไปดูภาษีตอบโต้รายประเทศด้วย เช่น สินค้าประเภทยางรถยนต์ที่เราส่งไปสหรัฐฯ มาเลเซียก็ส่งไปเหมือนกัน เราโดนภาษีตอบโต้ที่ 36% แต่มาเลเซียโดนแค่ 24% ตรงนี้จะทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่ง หรืออย่างผลไม้ที่เราส่งไปสหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ก็ส่งเหมือนกัน สัปปะรด มะพร้าว กล้วย ผลไม้แปรรูปต่างๆ เราโดนภาษีตอบโต้ 36% ฟิลิปปินส์โดน 17% พูดง่ายๆ ว่าถ้าแต่เดิมราคาพอๆ กัน เราจะแพงกว่าฟิลิปปินส์ราวๆ 20% ถ้าเป็นแบบนี้ผลไม้จากไทย เมื่อเข้าไปสหรัฐฯ ก็จะขายยากขึ้นแน่นอน ผู้ประกอบการในกลุ่มเกษตรกร ผู้ปลูกยาง โรงงานยาง ผู้ปลูกผลไม้ โรงงานแปรรูป จะได้รับผลกระทบแน่นอน จะต้องมีการเตรียมรับมืออย่างไร ยังไม่นับแรงงานที่อยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ สิ่งที่รัฐบาลควรต้องทำทันที คือไปดูเลยว่าในตลาดอเมริกาที่เราส่งออกไป ดูรายสินค้าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ในแง่ภาษีตอบโต้ มีสินค้าอะไรที่เสียเปรียบคู่แข่งบ้าง รัฐบาลจะได้เตรียมช่วยเหลือผู้ประกอบการถูก ผลทางอ้อมในมิติส่งออกก็มีหลายอย่าง เศรษฐกิจไทยทั้งระบบถ้าคิดว่ามี 100 บาท เราพึ่งพาการส่งออกไปแล้วประมาณ 60 บาท หมายความว่าถ้าการค้าโลกหดตัว ไทยก็จะส่งออกได้น้อยลง และต้องเจอกับผลกระทบในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าไปดูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนต่อเศรษฐกิจโลก พวกเขามีส่วนแบ่งในเศรษฐกกิจโลกมากกว่า 40% ฉะนั้น ในแง่ผลกระทบจึงจะกระทบไทยแน่นอน อยากฝากการบ้านถึงรัฐบาลว่ามีตลาดอื่นๆ ที่ท่านจำเป็นต้องไปศึกษารับมือ ทุกประเทศที่เป็นตลาดนำเข้าสินค้าของเราเพื่อไปผลิต ประกอบ แล้วส่งไปขายสหรัฐฯ ประเทศเหล่านี้ถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษีเหมือนกัน ทำให้เขาจะนำเข้าสินค้าจากไทยน้อยลง  * ในมิติที่ไทยส่งสินค้าขั้นกลางไปให้ประเทศอื่นผลิต: ตัวอย่างเช่น เม็กซิโก ญี่ปุ่น ที่เราส่งชิ้นส่วนรถยนต์ไปหลายหมื่นล้านต่อปี วันนี้สหรัฐฯ ขึ้นภาษี เขาจะซื้อของเราน้อยลง หรือแคนาดา เราส่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไป เขาเอาไปประกอบแล้วส่งไปขายสหรัฐฯ แต่วันนี้สหรัฐฯ ขึ้นภาษีเขา เขาก็จะขายน้อยลง และซื้อเราน้อยลง * ในมิติส่งออก ทุกตลาดที่เราเคยส่งออกได้แล้วมียอดขายเยอะๆ กำลังจะเจอการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จากสินค้าจากทุกชาติที่หนีตายจากสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นตลาดออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เพราะฉะนั้นในการที่รัฐบาลจะหาตลาดใหม่มารองรับสงครามการค้าครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ อีกทั้งการเจรจาไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่ หวั่นสินค้านอก ราคาถูกทะลัก ทวง 3 ข้อปกป้องทุนในประเทศ สิทธิพลกล่าวต่อไปว่า มีมาตรการที่รัฐบาลทำได้ตอนนี้เลย คือ การปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ เพราะเมื่อสินค้าต่างชาติล้วนหนีตาย ตลาดหนึ่งที่จะเข้ามาแน่ๆ คือไทย ผลกระทบจากสินค้าราคาต่ำจากต่างชาติที่ไทยเจอมา 2-3 ปี แล้ว เช่น สินค้าจากจีน ส่วนหนึ่งเพราะสงครามการค้ารอบแรก ส่วนรอบนี้ มีการขึ้นภาษีมากกว่าเดิม ครอบคลุมหลายประเทศมากกว่าเดิม ถ้าผู้ประกอบการ SME ไทยรู้สึกว่าที่ผ่านมา แข่งขันกับสินค้าต่างชาติราคาถูกเหนื่อยขนาดไหน รอบนี้จะหนักไปอีก 3-4 เท่า ข้อมูลจากแบงค์ชาติ ผู้ประกอบการขนาดกลาง-เล็ก รายย่อยที่เน้นผลิตเพื่อขายในประเทศจะได้รับผลกระทบหนัก เช่น กลุ่มผู้ผลิตพลาสติก ยาง เฟอรนิเจอร์ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม กลุ่มเหล่านี้เตรียมตัวรับแรงกระแทก ในโอกาสนี้จึงขอทวงสิ่งที่รัฐบาลบอกว่าจะทำ แต่ยังไม่ได้ทำ เพื่อปกป้องผู้ประกอบการ-ผู้บริโภคในประเทศจากสินค้าต่างชาติราคาถูก โดยมีอย่างน้อย 3 เรื่อง ซึ่งหลายเรื่องเป็นมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว แต่ยังไม่มีการออกมาตรการเป็นกฎหมาย 1. การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ต้องจดทะเบียนนิติบุคคล เพื่อให้รัฐกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงคุณภาพ ถ้าทำผิดสามารถลงโทษได้ เก็บภาษีได้ แต่ผ่านมา 6 เดือน เรื่องนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง 2. มาตรการตอบโต้ทางการค้า ถ้าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและราคาถูกเราพร้อมเปิดรับ เพราะว่าผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์ แต่ก็มีสินค้าบางกลุ่มเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือเป็นสินค้าที่เอามาทุ่มตลาด ขายต่ำกว่าทุน ไทยจะมีมาตรการรับมืออย่างไร เช่น ภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด รัฐบาลเคยพูดว่าจะอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเข้าถึงมาตรการเหล่านี้ จะทำอย่างไร 3. ป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้า หรือการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า ตัวอย่าง ประเทศเวียดนามที่โดนอัตราภาษีสูง ส่วนหนึ่งเพราะสหรัฐฯ พบว่ามีการสวมสิทธิ์สินค้าจากต่างประเทศ เช่น สินค้าจีน-โรงงานจีน เอาเข้าไปประกอบในเวียดนามแล้วส่งไปขายสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ รู้สึกไม่เป็นธรรม  เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา แม้เวียดนามจะยอมลดภาษีเหลือ 0% สหรัฐฯ ก็ยังบอกว่าไม่พอใจ ฉะนั้น รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเร่งตรวจสอบว่ามีสินค้าลักษณะใดบ้างที่มีปัญหานี้ ในการตรวจสอบ กรมศุลกากรมีข้อมูลเพียงพอในการติดตามการสวมสิทธิ์ได้ โดยดูจากสินค้ากลุ่มเสี่ยง เอามาเทียบพิกัดกันทั้งขาเข้าและออก รมช.คลังรับมาตรการภาษีทรัมป์เกินคาดเดา จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ตอบข้ออภิปรายต่างๆ ของ สส.ที่ร่วมอภิปรายเรื่องการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ว่า เหตุการณ์ที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี แม้รัฐบาลจะเตรียมการเป็นเวลานาน มีคณะทำงานที่นำโดย พันศักดิ์ วิญญรัตน์ เพื่อประเมินมาตรการว่าจะเกิดแบบใดบ้าง คณะทำงานประชุมกันหลายครั้งและมีฉากทัศน์หลายแบบ แต่คงไม่มีหน่วยงานใดในโลกคาดคำนวณได้เพราะสูตรที่สหรัฐฯ ใช้คำนวนหลุดไปจากหลักการเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน คิดคำนวนอย่างแปลกประหลาดที่เอาการขาดดุลการค้ามาหารด้วยจำนวนสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ อย่างไทยที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ อยู่ 45,000 ล้านเหรียญ มีการส่งออกไปสหรัฐฯ 65,000 ล้านเหรียญ เอามาหารกันได้ 72% แล้วหาร 2 อีกรอบ เพื่อปรับมาเป็นอัตราภาษีที่จะเพิ่มขึ้น หลักการคิดคำนวนทางเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถเชื่อมโยงได้โดยตรง ทำให้การคาดคำนวนของใครก็ตามต่างไม่ได้คิดว่าจะออกมาสูงขนาดนี้ แต่ก็สะท้อนได้หลายอย่าง เช่น แนวความคิดที่สหรัฐฯที่มองโดยเน้นความต้องการลดการขาดดุล ก็เป็นโจทย์ที่รัฐบาลดูโดยละเอียด วิธีการแก้ก็คือ นำเข้าจากสหรัฐมากขึ้น และลดปริมาณการส่งออก แต่เมื่อรัฐบาลพิจารณาแล้วว่าการลดการส่งออก ไม่ใช่ทางเลือกของไทย เพราะว่าการส่งออกเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจมาโดยตลอด และอุตสาหกรรมในประเทศพึ่งพาการส่งออกมาตลอด การเพิ่มปริมาณการส่งออกไปสหรัฐฯ และเพิ่มการนำเข้าบางประเภทก็เป็นโจทย์ที่นำมาพิจารณา จุลพันธ์กล่าวถึงข้อห่วงใยที่มีต่อภาคเกษตรกร ประชาชนและ SME ในประเทศ หากเกิดการนำเข้าสินค้าเข้ามาจะต้องไปกระทบราคาสินค้าในประเทศ เรื่องนี้เป็นโจทย์ที่รัฐบาลให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน และสิ่งที่ทีมเจรจาจะนำไปเจรจาด้วยคือ ความเข้าใจและความเป็นพันธมิตรทางการค้าที่มีมาอย่างยาวนานและอยู่เคียงข้างกันในเวทีโลกกับสหรัฐฯ นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมอย่างอื่นที่ต้องดูเพิ่มเติมด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องความเร็ว แต่เป็นความแม่นยำตามที่สหรัฐฯ ตั้งโจทย์ไว้ เพราะเห็นประเทศตัวอย่างในภูมิภาคเดียวกันที่ประกาศจะลดอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์ เราก็ต้องมาดูของไทยเองว่านอกจากเรื่องอัตราภาษีและลดการขาดดุลของสหรัฐฯ แล้วยังมีเรื่องอะไรอีกบ้าง จุลพันธ์กล่าวถึงการตรวจสอบสินค้าสวมสิทธิแหล่งกำเนิดที่ถูกส่งออกไปสหรัฐฯ  หรือสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ที่ต้องเข้มงวดกวดขันไม่ให้เกิดขึ้นอีก หรือลดมาตรการนำเข้าที่ไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่รวมถึงการเพิ่มความง่ายต่อการดำเนินธุรกิจการค้าก็เป็นกลไกที่ต้องนำมาประกอบกันทั้งหมดเพื่อให้การเจรจาเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด รมช.คลัง กล่าวอีกว่า หลายเรื่องเคยมีการพูดถึง แต่ไม่สามารถทำได้ อย่างการเพิ่มความหลากหลายในการส่งออกไปประเทศต่างๆ ในโลก เพราะพฤติกรรมการส่งออกขึ้นอยู่กับความสะดวกและเม็ดเงิน ที่ไหนยังขายได้ก็ส่งออกไปที่เดิมๆ มากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องพูดคุยกันอย่างจริงจังกับภาคเอกชนให้การส่งออกสินค้าไปหลากหลายที่มากขึ้น นอกจากนั้นการส่งเม็ดเงินไปลงทุนในต่างประเทศ จากนี้สหรัฐฯ ก็อาจเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ต้องพิจารณาว่าจะไปลงทุนแล้วจะมีศักยภาพมากขึ้นที่นอกจากจะเกิดประโยชน์กับนักลงทุนแล้วจะเกิดประโยชน์กับแรงงานของไทยอย่างไรได้บ้าง ประเด็นเหล่านี้จะต้องนำพิจารณาอย่างรอบคอบ รมช.คลังกล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะทำงานและนายกฯ ประชุมกันหลายครั้ง มีการพิจารณาไม่ใช่แค่ระดับรายเซคเตอร์ แต่ลงรายละเอียดในสินค้าแต่ละประเภท อย่างไรก็ตามแม้จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาก็ยังไม่ได้คิดว่าสหรัฐฯ  จะถอนกลไกที่เคยดำเนินการมา แต่เมื่อดุลการค้าของโลกเปลี่ยนแล้ว ไทยก็ต้องปรับตัวให้ได้และเป็นสิ่งสำคัญรัฐบาลก็ต้องมาช่วยปรับเปลี่ยน ตอนนี้ไทยเตรียมเงินไว้ 5,000 ล้านบาทผ่านทางธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ที่จะช่วยเหลือบริษัทส่งออกและนำเข้าจากสหรัฐฯ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเป็นการช่วยเหลือในเบื้องต้น และจะมีมาตรการตามมาสำหรับภาคการเกษตร สุดท้ายหลังการเจรจาจะพิจารณาอีกทีว่า ภาวการณ์จะเปลี่ยนอย่างไร มีใครได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน และจะเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร จุลพันธ์กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่า ในการปรับเปลี่ยนดุลการค้าโลกยังคงมีโอกาสอยู่บ้าง ถ้าหาเจอก็จะเป็นประโยชน์กับไทย เรื่องนี้สร้างปัญหากับไทยแน่นอน แต่ก็ยังมีวิธีการตอบโต้อยู่หลายวิธี บางประเทศขึ้นภาษีแข่งกัน เช่น จีน สถานการณ์นี้จะทำให้เกิดช่องโหว่ทางการค้า เพราะสินค้าบางประเทศที่ไม่สามารถเดินทางผ่านไปด้วยความคุ้มค่า แต่ประชาชนในประเทศนั้นๆ ก็ยังต้องบริโภคอยู่ หากไทยเจรจาได้สำเร็จและเรามีสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาด ก็อาจเป็นช่องว่างให้กับสินค้าไทยได้  บางประเทศออกมาตรการภาษี ไทยจะมองช่องว่างนี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์กับประเทศ หรือมีประเทศที่ใช้มาตรการตัดการลงทุน เรื่องนี้ไทยเองก็มีศักยภาพมีความพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานจะทำอย่างไรให้เม็ดเงินลงทุนเข้ามาในไทยแทนและเกิดการจ้างงาน รมช.คลังกล่าวถึงประเด็นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP ว่า ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเติบโตถึง 3 % แต่เขายอมรับว่าการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ นี้ก็สร้างผลกระทบต่อ GDP ของไทยแน่นอน แต่คงไม่สามารถตอบคำถามว่าเป้าหมายการเติบโต GDP ยังเท่าเดิมหรือไม่ ส่วนตัวเลขการเติบโตของ GDP จากหลายสถาบันที่ต่างกันเยอะมากนั้น ก็เพราะว่าสมมติฐานยังไม่ชัดพอที่จะนำไปเข้าแบบจำลองและนำเสนอ จึงยังเชื่อถือไม่ได้มากนัก แม้กระทั่งกระทรวงการคลังก็ยังไม่มีตัวเลขประเมินเพราะสมมติฐานยังไม่ครบ แต่ขึ้นกับวิธีการที่จะนำไปเจรจาและผลการเจรจาที่จะออกมา จึงจะสามารถนำไปใส่สมการแล้วคำนวนออกมา เพื่อที่จะได้รู้ว่าผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดขึ้นมีมากน้อยแค่ไหน เป็นโจทย์ที่รัฐบาลจะรับไว้ เพราะรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ จุลพันธ์ยังได้กล่าวขอบคุณ สส.จากฝ่ายค้านที่เอื้อเฟื้อข้อเสนอกับรัฐบาล หากถึงเวลาและมีความจำเป็นในการดำเนินการบางอย่างเพื่อให้มีกรอบนโยบายทางการคลังมากขึ้นในการดำเนินการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจก็ต้องนำมาพูดคุยกันในสภาผู้แทนราษฎร  * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * คุณภาพชีวิต * ต่างประเทศ * ภาษีนำเข้า * สงครามการค้าจีน-สหรัฐอเมริกา * พรรคเพื่อไทย * พรรคประชาชน * ศิริกัญญา ตันสกุล  * สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล * จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ติดตาม "ประชาไท Prachatai.com" ได้ทุกช่องทาง Facebook, X/Twitter, Instagram, YouTube, TikTok หรือสั่งซื้อสินค้า https://prachataistore.net
dlvr.it
April 9, 2025 at 1:48 PM
พรรคประชาชนเปิดแคนดิเดตนายกฯ 3 คนรวด 'เท้ง ณัฐพงษ์ - ไหม ศิริกัญญา - ต้น วีระยุทธ' youtube.com/watch?v=QDNA...
พรรคประชาชนเปิดแคนดิเดตนายกฯ3คนรวด เท้ง ณัฐพงษ์ -ไหม ศิริกัญญา ตันสกุล - อ.ต้น วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
YouTube video by Bright TV
youtube.com
November 23, 2025 at 4:18 PM
ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชนฝ่ายนโยบาย ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569

พรรคประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน สร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
June 26, 2025 at 7:24 AM
ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชนวิจารณ์มาตรการน้ำมันรัฐบาลไม่เป็นระบบ จี้สื่อสารข้อมูลให้ชัดเจนและโปร่งใส ลดความตื่นตระหนกและปัญหากักตุน
#themainstreamth #ศิริกัญญา #พรรคประชาชน #ราคาน้ำมัน #วิกฤตพลังงาน
themainstream.news/business/180...
ศิริกัญญา ซัดมาตรการรัฐแก้ปัญหาน้ำมันไร้ทิศ จี้สื่อสารข้อมูลชัด ลดความตื่นตระหนกและปัญหากักตุน
ศิริกัญญา รองหัวหน้าพรรคประชาชนวิจารณ์มาตรการน้ำมันรัฐบาลไม่เป็นระบบ จี้สื่อสารข้อมูลให้ชัดและโปร่งใส ลดความตื่นตระหนกและปัญหากักตุน
themainstream.news
March 18, 2026 at 4:08 AM
ศิริกัญญา ตันสกุล ยืนยันพรรคประชาชนจัดตั้งรัฐบาลอย่างโปร่งใส ไม่มีดีลลับ เปิดกว้างพรรคภูมิใจไทย หากยอมรับเงื่อนไขและนโยบาย พร้อมชวนเลือกแลนด์สไลด์
#themainstreamth #ศิริกัญญาตันสกุล #พรรคประชาชน
themainstream.news/politics/175...
ศิริกัญญาย้ำจัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาชนต้องโปร่งใส ไร้ดีลลับ ไม่ปิดทางจับมือภูมิใจไทย
ศิริกัญญา ตันสกุล ยืนยันพรรคประชาชนจัดตั้งรัฐบาลอย่างโปร่งใส ไม่มีดีลลับ เปิดกว้างพรรคภูมิใจไทย หากยอมรับเงื่อนไขและนโยบาย พร้อมชวนเลือกแลนด์สไลด์
themainstream.news
January 9, 2026 at 10:59 AM
>> แสดงว่า จี้ถูกจุด #งบ67 #งบประมาณ

แหล่งข่าวจาก Voice TV แจ้งว่า

การอภิปราย งบประมาณ ของพรรคก้าวไกล ล่าสุดโดยเฉพาะศิริกัญญา ตันสกุล ทำให้ทักษิณ ชินวัตร โกรธมาก
มายาคติ คิดใหม่ ทำใหม่ หาเงินได้ ใช้เงินเป็น ฯลฯ

ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าหลังจากนี้Voice ก็จะ...(อ่านในรูป)
January 4, 2024 at 2:10 PM
🔴 ข่าว
📰 Matichon
ศิริกัญญา ห่วงปวศ.ซ้ำรอย ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก ค้านดึงงบ 2 กองทุน ใช้ผิดวัตถุประสงค์
#Politics #Local

#politics #local

🌐 Leer más
ศิริกัญญา ห่วงปวศ.ซ้ำรอย ซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก ค้านดึงงบ 2 กองทุน ใช้ผิดวัตถุประสงค์
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณ 1.3
www.matichon.co.th
May 12, 2026 at 11:33 AM
‘ศิริกัญญา’ ชี้เออร์ลี่แค่ปะผุ ปฏิรูประบบราชการต้องลดงานก่อนลดคน  

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6009722/
#ศิริกัญญาตันสกุล #ข่าว
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
July 8, 2026 at 6:21 AM
‘เท้ง-ไหม’ พร้อมอภิปรายงบฯ 70 จัดหนัก 3 วัน ให้ฉายางบฝีแตก รายจ่ายประจำเพิ่มไม่หยุด

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5984995/
#ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #ศิริกัญญาตันสกุล
#ข่าว #ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
June 29, 2026 at 5:01 AM
#ศิริกัญญาตันสกุล โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงกระแสข่าวที่รัฐบาลเตรียมจะออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 500,000 ล้านบาท พร้อมขยายเพดานหนี้สาธารณะ ว่า และแล้ว ก็ต้องกู้จริงๆ ตามคาด
.
อ่านต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5798705/
.
#พรรคประชาชน #รัฐบาล #เงินสำรอง #เดลินิวส์
April 21, 2026 at 8:22 AM