#เจ้าของแบรนด์สินค้า
เปิดแคมเปญจี้นายจ้าง-แบรนด์แฟชั่นร่วมรับผิดชอบคนงาน 'บอดี้แฟชั่น' ถูกลอยแพปี'63 รวม 245 ล.
เปิดแคมเปญจี้นายจ้าง-แบรนด์แฟชั่นร่วมรับผิดชอบคนงาน 'บอดี้แฟชั่น' ถูกลอยแพปี'63 รวม 245 ล. ภาพปก: แฟ้มภาพ ประชาไท XmasUser Fri, 2025-08-22 - 13:34 'ผ่านมา 5 ปีแล้วยังไม่คืบเรื่องการชดใช้' เครือข่ายสิทธิแรงงานนานาชาติ เปิดแคมเปญเรียกร้องให้นายจ้าง 'บอดี้แฟชั่น' และแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่สั่งสินค้า ร่วมรับผิดชอบกรณีที่เมื่อปี 2563 โรงงานบอดี้แฟชั่น ซึ่งมีเจ้าของคือ โรเบิร์ต อึ้ง นักธุรกิจชาวมาเลเซีย และเป็น CEO ของบริษัทชุดชั้นในชื่อดังอย่าง 'Huber' เลิกจ้างลอยแพคนงานกว่า 900 ชีวิต และไม่จ่ายค่าจ้างคนงานในเดือนสุดท้าย รวมเงิน 245 ล้านบาท และแม้ว่าจะผ่านมากว่า 5 ปีแล้ว แต่นายจ้างก็ยังไม่เคยมาจ่ายเงินชดเชยให้คนงาน   เมื่อ 7 ส.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก "สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ประจำประเทศไทย (FCCT)" ถ่ายทอดสดออนไลน์ ที่ FCCT กรุงเทพฯ อดีตคนงานบอดี้แฟชั่น (Body Fashion) ร่วมกับองค์กรด้านสิทธิแรงงานสากล ได้แก่ Clean Clothes Campaign (CCC) และ Solidarity Center (SC) ประจำประเทศไทย Worker Rights Consortium และ Südwind ร่วมจัดงานแถลงข่าว เปิดแคมเปญรณรงค์เพื่อเรียกร้องให้เจ้าของโรงงานสิ่งทอ ‘บอดี้แฟชั่น’ และแบรนด์แฟชั่นต่างๆ ที่สั่งสินค้าจากโรงงานร่วมรับผิดชอบค่าชดเชย และค่าจ้าง รวม 7.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือ 245 ล้านบาท) หลังจากกรณีที่นายจ้างโรงงานสิ่งทอ บริษัท Body Fashion Thailand Limited จ.นครสวรรค์ และสมุทรปราการ โดยมีโรเบิร์ต อึ้ง (Robert Ng) หรืออึ้ง มัน ชุด (Ng Man Chung) นักธุรกิจมาเลเซีย เป็นนายจ้าง ได้เลิกจ้างลอยแพคนงานรวมกว่า 900 ราย โดยไม่จ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง และเงินอื่นๆ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน บรรยากาศงานเปิดตัวแคมเปญเรียกร้องให้นายจ้าง และแบรนด์สินค้าเสื้อผ้าระดับโลก ลูกค้าโรงงานบอดี้แฟชั่น ร่วมรับผิดชอบค่าชดเชยให้กับคนงาน 245 ล้านบาท (ที่มา: เฟซบุ๊ก FCCT) ส่วนการสนับสนุนที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้แรงงานบอดี้แฟชั่นครั้งนี้ คือฝ่ายกฎหมายของสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย ส่วนการสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือด้านการประสานงานต่างๆ คือแรงงานเพื่อสังคม ทั้งนี้ แม้ว่าการเลิกจ้างลอยแพคนงานจะเกิดเหตุตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และศาลแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แรงงานก็ตาม แต่ทางนายจ้างก็ไม่เคยปฏิบัติตาม รวมถึงแบรนด์สินค้าระดับโลกหลายแบรนด์ที่เคยสั่งสินค้าจากโรงงานบอดี้แฟชั่น ก็ยังไม่เคยร่วมรับผิดชอบเลยสักครั้ง ส่วนแบรนด์ดังระดับโลก ที่เคยเป็นลูกค้าสั่งสินค้าจากโรงงาน บอดี้แฟชั่น ยกตัวอย่าง ฮูเบอร์โฮลดิ้ง (Huber Holding) ซึ่งผู้บริหารคือโรเบิร์ต อึ้ง ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกับโรงงานบอดี้แฟชั่น (ผู้ผลิต ฮันโร (Hanro), ฮอม (HOM), ฮูเบอร์บอดีแวร์ (Huber Bodywear), สกินนี (Skinny) ประเทศออสเตรีย, ไทรอัมพ์ (Triumph) สวิตเซอร์แลนด์, เลน ไบรอันต์ (Lane Bryant) และวิกตอเรียซีเคร็ต (Victoria’s Secret) ประเทศสหรัฐฯ  ทำลายทั้งชีวิต ประสิทธิ์ เกิดพิทักษ์ ทำงานที่บอดี้แฟชั่นมานาน 22 ปี และถูกเลย์ออฟในปี 2563 ก่อนหน้านี้เราทำงานอย่างหนักเพื่อส่งสินค้าให้ตรงตามเป้าหมาย แต่พอปี 2563 นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายเงินชดเชยให้ อีกทั้ง ไม่ยอมจ่ายเงินค่าแรงเดือนสุดท้ายให้คนงานด้วย ทำให้เธอไม่มีเงินติดตัวสักบาทเดียว และต้องดูแลสมาชิกครอบครัวถึง 5 คน รวมถึงแม่ที่เป็นโรคประจำตัวอีกด้วย ประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตอนที่เธอถูกเลิกจ้างตอนนั้นอายุค่อนข้างมากแล้ว ไปสมัครงานใหม่ที่ไหนก็ไม่มีใครรับ เราต้องไปยืมหนี้สินเพื่อหาเงินให้ลูกหลานพ่อแม่เรากินเราใช้ จากที่เราเคยดูแลสมาชิกครอบครัวได้ แต่ตอนนี้กลายเป็นเขาต้องดูแลเราแทน เราได้เงินสงเคราะห์ชราภาพเดือนละ 600 บาทเท่านั้น บางเดือนเราก็ต้องยอมให้เจ้าหน้าที่ตัดน้ำตัดไฟทั้งๆ ที่พ่อแม่เราอยู่ในบ้าน เพราะเราไม่มีปัญญาที่จะหาเงินมาจ่าย ประสิทธิ์ กล่าวว่า ชีวิตตอนนี้เธอไม่มีเงิน ต้องกลับเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อหางานใหม่ ตอนนี้ทำงานก่อสร้างได้วันละ 400 บาท “เราอยากได้รับความช่วยเหลือจากนายจ้างทั้งๆ ที่เราผลิตงานให้ ฮูเบอร์ วิกตอเรียซีเคร็ต ไทรอัมพ์ แต่เราก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากใครเลย” ประสิทธิ์ กล่าว อดีตคนงานบอดี้แฟชั่น เผยว่า เธอยังหวังว่าจะได้รับเงินชดเชยจำนวน 700,000 บาท เพื่อจะเอาไปต่อยอดชีวิต และทำมาหากิน และหวังว่าคนงานทุกคนประมาณ 800 กว่าคนจะได้รับเงินชดเชยจำนวน 245 ล้านบาท จารุวรรณ การักษ์ อดีตพนักงานบอดี้แฟชั่น จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า เธอและสามีทำงานที่บอดี้แฟชั่นมานานแล้ว โดยตัวเธอทำงานมา 24 ปี ขณะที่สามีของเธอทำงานมา 21 ปี ซึ่งในปี 2563 ทั้งสองคนถูกเลิกจ้างพร้อมกัน โดยไม่ได้รับค่าจ้างในเดือนสุดท้าย และไม่ได้เงินค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง "เมื่อก่อนเธอทำงานได้เงินเดือน เดือนละ 50,000 บาท แต่ตอนนี้ได้เงินเดือนหนึ่งไม่ถึง 5,000 บาท จากที่เคยมีบ้านและรถยนต์ ตอนนี้ไม่มีอะไรเลยในชีวิต บ้านกำลังจะโดนยึด แต่รถยนต์โดนยึดไปแล้ว เมื่อรถที่ใช้ในชีวิตในประจำวันถูกยึด เราต้องไปหาซื้อจักรยานเก่า เพื่อขับไปทำงานไกลถึง 8 กม." อดีตพนักงานบอดี้แฟชั่น นครสวรรค์ กล่าว เธฮกล่าวต่อว่า เมื่อไม่มีเงินก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินในระบบ พอในระบบเรายืมต่อไม่ได้ ก็ต้องไปกู้เงินนอกระบบ พอไม่มีเงินจ่าย เขาก็มาด่าเราที่ทำงาน บางวันก็ต้องหลบซ่อน เพราะว่าเราไม่มีเงินจ่ายให้เขา "ตอนกลางคืนสามีเธอไปอาศัยนอนที่สถานีขนส่ง บขส. วันไหนทำงานไม่ได้ ก็ไม่มีข้าวกิน แฟนจะไปขอข้าวที่พระบิณฑบาตรตอนเช้า ส่วนลูกไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัยได้ เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน สามีของเธอเคยถึงขนาดคิดฆ่าตัวตาย เพื่อเอาเงินประกันซื้อบ้าน เพื่อให้ตอนเขาตาย จะให้เราเอาบ้านไปขาย เพื่อเอาเงินมาส่งลูกเรียนในระดับมหาวิทยาลัย" จารุวรรณ กล่าว 'ฮูเบอร์' ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดแรงงานไทย ด้านเกอร์ทูต คราฟเฟนแบร์ก จากผู้ประสานงาน Clean Clothes Campaign ประเทศออสเตรีย และ ‘Südwind’ กล่าวว่า หนึ่งในแบรนด์สินค้าที่เป็นลูกค้าของบอดี้แฟชั่น ในช่วงที่เกิดการโกงค่าชดเชยและค่าจ้างคนงานคือ บริษัท Huber Holding AG (ฮูเบอร์โฮลดิ้ง) หนึ่งในบริษัทเสื้อผ้าชั้นในชื่อดังสัญชาติออสเตรีย รวมถึงบริษัทในเครืออีกมากมาย ซึ่งโรเบิร์ต อึ้ง เป็นเจ้าของโรงงานบอดี้แฟชั่น และฮูเบอร์โฮลดิ้ง รวมถึงบริษัทในเครือดังกล่าวอีกด้วย โดยฮูเบอร์โฮลดิ้ง เป็นลูกค้าคนสำคัญของบอดี้แฟชั่นไทยแลนด์มาเป็นเวลาหลายปี เกอร์ทูต เผยว่า ก่อนหน้านี้มีนักศึกษาของออสเตรียเคยพยายามติดต่อโรเบิร์ต อึ้ง นักธุรกิจสัญชาติมาเลเซีย ตั้งแต่เมื่อ ก.ย. 2566 ทั้งด้วยวิธีการส่งจดหมาย และโทร.หา แต่ไม่ได้รับการตอบรับ ในปีเดียวกัน (2566) จึงมีการแถลงต่อสื่อมวลในกรณีที่บริษัทฮูเบอร์ฯ ละเมิดสิทธิแรงงานในไทย และมีการออกรายงานของ Worker Rights Consortium เมื่อเดือน ธ.ค. 2566 ผลจากการเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้บริษัทฮูเบอร์ฯ เผยว่าจะเข้าไปตรวจสอบต่อกรณีการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้น แต่หลายเดือนถัดมา ฮูเบอร์ฯ ออกแถลงการณ์ เผยว่า บริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิแรงงานในประเทศไทย ขณะเดียวกัน รายงานตรวจสอบภายในของบริษัทฮูเบอร์ฯ ยอมรับว่าโรงงานบอดี้แฟชั่นประเทศไทยได้ผลิตสินค้าให้กับบริษัทฮูเบอร์โฮลดิ้ง และระบุด้วยว่าพาร์ทเนอร์ของฮูเบอร์ฯ ได้แจ้งใบชำระหนี้ให้กับบอดี้แฟชั่นเต็มจำนวนแล้ว แต่ไม่ได้มีการหยิบเรื่องการจ่ายเงินตามใบชำระเงินขึ้นมา อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงเผยว่าในช่วงที่มีการโกงค่าแรงคนงาน บริษัทฮูเบอร์ฯ สั่งซื้อสินค้าจากโรงงานที่ละเมิดสิทธิแรงงานโดยการไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้าง และแน่นอนว่าตอนที่มีการละเมิดสิทธิแรงงาน บริษัทฮูเบอร์เป็นลูกค้าคนสำคัญของบอดี้แฟชั่น และในมุมมองของเธอ แทนที่บริษัทจะปฏิเสธความรับผิดชอบและถอยห่างออกมา บริษัทฮูเบอร์ฯ ควรรับผิดชอบและรับประกันว่าตัวของแรงงานได้รับการจ่ายเงินตามค่าจ้างอย่างทันที ในเชิงการเรียกร้องความรับผิดชอบผ่านกลไกระหว่างประเทศ เกอร์ทูต เผยว่า แม้ว่ารัฐบาลออสเตรียและไทยต่างเป็นรัฐภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งมีข้อผูกมัดให้รัฐสมาชิกต้องร่วมมือกันเพื่อคุ้มครองสิทธิตามที่บัญญัติในกติกาสากลฉบับนี้ และแน่นอนว่าเราเคยเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรียออกมาดำเนินการในกรณีที่เกิดขึ้น และควรร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการบังคับใช้กฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานในกระบวนการยุติธรรมของประเทศออสเตรีย แต่น่าเสียดายว่าข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมออสเตรีย แจ้งว่ารัฐบาลไม่ได้มีข้อตกลงทวิภาคีเพื่อสนับสนุนการดำเนินคดีในออสเตรียได้ ดังนั้น กรณีที่เกิดขึ้นกับบอดี้แฟชั่นประเทศสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการมีกฎหมายความรับผิดชอบในการประกอบธุรกิจ ไม่ใช่แค่ในออสเตรีย แต่รวมถึงในสหภาพยุโรปด้วย เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบจากการละเมิดสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานการผลิต ข้อมูลรายงานประจำปีของบริษัทฮูเบอร์ฯ ทำให้เราทราบว่า บริษัทเริ่มมีกำไรเมื่อปี 2565 เป็นต้นมา แต่ส่วนแบ่งจากกำไรจำนวนมากกลับถูกส่งไปยังเจ้าของ แทนที่จะจ่ายเงินชดเชยและค่าจ้างที่ค้างชำระให้กับคนงาน นอกจากนี้ เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เราพยายามติดต่อไปยังลูกค้าของบริษัทฮูเบอร์ เพื่อให้ข้อมูลเรื่องที่บริษัทมีหนี้ค้างจ่ายให้กับคนงานในไทย เพราะเราถือว่าบริษัทฮูเบอร์ เป็นบริษัทซัปพลายเออร์ชั้นนำให้กับร้านค้าปลีกหลายเจ้าในออสเตรีย พวกเขาควรเข้ามาร่วมรับผิดชอบ และจ่ายเงินที่ติดค้างให้กับแรงงานโดยทันที เธอได้กล่าวด้วยว่า แม้ว่าตัวของเจ้าของบริษัทจะมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะจ่ายให้คนงานได้ แต่มันไม่ได้หมายความว่า บริษัทอื่นๆ ที่สั่งสินค้าจากบอดี้แฟชั่นช่วงก่อนปี 2565 จะรับผิดชอบการจ่ายเงินน้อยกว่า "เราเรียกร้องโรเบิร์ต อึ้ง ในฐานะเจ้าของบอดี้แฟชั่น และฮูเบอร์โฮลดิ้ง ให้จ่ายเงินที่ค้างทั้งหมดให้กับคนงาน "มันน่าตกใจที่ไม่มีทั้งฝ่ายบริหารหรือกรรมการจากบริษัทฮูเบอร์ เข้าร่วมหรือติดตามให้โรเบิร์ต อึ้ง มารับผิดชอบการโกงค่าจ้างและค่าชดเชยครั้งนี้" เกอร์ทูต ระบุ แบรนด์สินค้าระดับโลกต้องร่วมรับผิดชอบ สก็อต โนวา ผู้อำนวยการใหญ่ของ Worker Rights Consortium (WRC) กล่าวว่า กรณีนี้มีความพิเศษตรงที่แบรนด์ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถใช้ข้ออ้างในแบบที่เคยทำ "ในกรณีส่วนใหญ่ เมื่อมีการปิดโรงงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชย เจ้าของมักจะอ้างว่าล้มละลาย สูญหาย หรือ เลิกประกอบธุรกิจ อย่างไรก็ตาม มันแตกต่างกันมากในกรณีนี้ โรเบิร์ต อึ้ง ยังร่ำรวย มีเครือข่ายธุรกิจใหญ่ๆ มากมายเป็นร้อยๆ บริษัท เขาไม่ได้หลบหนีไปไหน" โนวา ชี้ว่า บริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น อเมซอน (Amazon), นอร์ดสตอร์ม (Nordstrom), มาร์กแอนด์สเปนเซอร์ (Marks & Spencer), เน็กซ์ (Next), และเจซีเพนเนย์ (JCPenney) ยังคงสั่งสินค้าจากโรงงานของโรเบิร์ต อึ้ง ซึ่งมีการผลิตในประเทศจีน ศรีลังกา และฮังการี “มูลค่าของการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจมันสูงกว่าจำนวนเงินที่นายโรเบิร์ต อึ้ง ค้างจ่ายคนงานมาก ถ้าบริษัทเหล่านี้เข้ามาร่วมกดดันให้เขาต้องรับผิดชอบ คนงานก็มีโอกาสที่จะได้เงิน” โนวา กล่าว จอห์นสัน ยึง ผู้ประสานงานคำร้องเร่งด่วนระหว่างประเทศจาก "Clean Clothes Campaign" กล่าวว่า ลูกค้าที่สำคัญที่สุดของบอดี้แฟชั่นในช่วงที่มีการโกงค่าจ้างและค่าชดเชยขึ้นก็คือ บริษัทฮูเบอร์โฮลดิ้ง (Huber Holding) ผู้ผลิตชุดชั้นในรายใหญ่จากประเทศออสเตรีย ซึ่งก็มีโรเบิร์ต อึ้ง เป็นเจ้าของ ซึ่งแม้ตัวเขาจะยอมรับว่าโรงงานบอดี้แฟชั่นผลิตสินค้าของเขาจริง แต่โรเบิร์ต อึ้ง กลับปฏิเสธความรับผิดชอบ “เน็กซ์ (Next) และ มาร์กสแอนด์สเปนเซอร์ (Marks & Spencer) ยังคงทำธุรกิจกับโรเบิร์ต อึ้ง แบรนด์สินค้าเหล่านี้ต้องพิจารณาถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนและความเสี่ยงจากความเสียหายทางชื่อเสียง ” ยึง กล่าว และระบุว่า “ความเดือดร้อนของคนงานถูกฉายภาพออกไปทั่วโลก มีการประท้วงที่โรงงานฮูเบอร์ (Huber) ในออสเตรียปีนี้ (2568) และที่โรงงานวิกตอเรียส์ซีเคร็ต ในเนเธอร์แลนด์ เมื่อปีที่ผ่านมา (2567)” "วิธีทำธุรกิจที่ขาดความรับผิดชอบของโรเบิร์ต อึ้ง ไม่เพียงแต่ทำร้ายลูกจ้างบอดี้แฟชั่นเท่านั้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงกับคนงานนับพันคนที่ยังทำงานในอาณาจักรสิ่งทอของเขา เราจะพยายามผลักดันแนวร่วมในระดับสากลของเราเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบต่อไป" ยึง กล่าว "แบรนด์ระดับโลกอย่าง 'เน็กซ์' หรือ 'มาร์กแอนด์สเปนเซอร์' ยังร่วมงานกับโรเบิร์ต อึ้ง แบรนด์สินค้าพวกนี้ควรคำนึงถึงการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและความเสี่ยงต่อชื่อเสียงจากประวัติความฉาวโฉ่ของนายโรเบิร์ต อึ้ง" โนวา กล่าว แบรนด์ดังต้องร่วมรับผิดชอบ ขณะที่เดวิด เวลซ์ (David Welsh) ผู้อำนวยการ Solidarity Center ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นกรณีประวัติศาสตร์ในการสร้างความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมสิ่งทอและผลิตเสื้อผ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ละเลยความรับผิดชอบในการเอาเปรียบคนงานที่เปราะบาง นอกจากนี้ ยังพยายามมองหาสถานที่ที่ขาดหลักนิติธรรมและคนงานมีความเสี่ยงต่อการละเมิดที่เลวร้ายที่สุดจากกลุ่มธุรกิจ "แบรนด์สินค้าอย่างวิกตอเรียซีเคร็ต และไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Triumph International) มีความเกี่ยวข้องกับโรงงานนี้มายาวนาน โดยพวกเขาสร้างกำไรด้วยการเอาเปรียบคนงานไทยซึ่งส่วนมากยากจนและเป็นผู้หญิง แบรนด์สินค้าพวกนี้ไม่สามารถที่จะหลบซ่อนด้วยการอ้างว่าพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบกับการละเมิดสิทธิ์ในบริษัทที่พวกเขาสั่งสินค้า อย่างไรก็ตามความรับผิดชอบหลักควรจะเป็นของเจ้าของโรงงาน และซีอีโอจากแบรนด์ฮูเบอร์ ซึ่งยังคงทำเงินหลายล้านในอุตสาหกรรมข้ามชาติที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย" เวลซ์ กล่าวว่า คราฟเฟนแบร์ก ประเมินว่า โรงงานในประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะปิดตัวลงหลังมีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะมีกรณีการสูญเสียการจ้างงานและการโกงค่าจ้างและค่าชดเชยตามมา กรณีของบอดี้แฟชั่น จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่าแบรนด์สินค้าต่างๆ สามารถกดดันให้มีการบังคับใช้จรรยาบรรณทางธุรกิจ (code of conduct) ได้จริงหรือไม่ หรือยังคงปล่อยให้คนงานต้องรับกรรมต่อไป  * ข่าว * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ต่างประเทศ * โรเบิร์ต อึ้ง * บอดี้แฟชั่น * เดวิด เวลซ์ * Solidarity Center * Clean Cloth Campaign * จอห์นสัน ยึง * สก็อต โนวา * Worker Rights Consortium * จารุวรรณ การักษ์ * ประสิทธิ์ เกิดพิทักษ์ * ออสเตรีย
dlvr.it
August 22, 2025 at 8:37 AM
อัพเดต #เคียงใจกฤตภาส
 “นี่รติรส เป็นลูกสาวของแม่เอง ชื่อเล่นว่ายายติ๊ดเป็นเจ้าของแบรนด์ที่แม่จะมาว่าจ้างให้น้องนราธิปช่วยเป็นพรีเซนเตอร์ พ่อภาสจะว่ายังไงลูก สินค้าของแม่มีมาตรฐานนะ ลูกค้าเยอะ ยายติ๊ดเขาทำของเขามาสามปีแล้ว”
www.readawrite.com/a/ed5735ae6b...
เคียงใจกฤตภาส ซีรีส์ วิกฤตการณ์กำเนิดรัก: นิยายรัก
จากนักบัญชีสู่หัวหน้าคณะหมอลำ มิหนำซ้ำพ่วงบทพระเอกชั่วคราว วิกฤตการณ์ดิ่งดาวน์ของคณะหมอลำคุณยายจะอยู
www.readawrite.com
October 20, 2024 at 7:38 AM
'แบรนด์ดัง-นักลงทุนต่างชาติ' ช่วยขับเคลื่อนการใช้แรงงานบังคับในจีน
'แบรนด์ดัง-นักลงทุนต่างชาติ' ช่วยขับเคลื่อนการใช้แรงงานบังคับในจีน auser15 Thu, 2025-06-26 - 13:01 รายงานข่าวสืบสวนโดยสื่ออังกฤษ TBIJ เผยแบรนด์ระดับโลกกว่า 100 แบรนด์ รวมถึง Apple, Samsung, Volkswagen เชื่อมโยงระบบแรงงานบังคับชาวอุยกูร์ในจีน พบแรงงานซินเจียงถูกส่งไปโรงงาน 75 แห่งใน 11 ภูมิภาคผลิตสินค้าส่งออกทั่วโลก บริษัทใหญ่อย่าง LG เป็นเจ้าของโรงงานโดยตรงที่เข้าร่วมโครงการย้ายถิ่นฐานแรงงาน กองทุนบำนาญรัฐยุโรป-อเมริกาและสถาบันการเงินใหญ่เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญ แผนห้าปีจีนวางเป้าย้ายแรงงาน 13.75 ล้านคนระหว่างปี 2021-2025 ภาพจาก: Gemini AI ตั้งแต่กองทุนบำเหน็จบำนาญไปจนถึงธุรกิจระดับโลก นักลงทุนและผู้บริโภคส่งมอบเงินให้กับบริษัทที่ใช้แรงงานจากซินเจียง ในเดือนมีนาคม 2021 สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้ส่งจดหมายไปยังรัฐบาลเกาหลีใต้ สหประชาชาติมีความกังวลอย่างสูงต่อข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานบังคับที่โรงงานจีนในห่วงโซ่อุปทานของ Samsung, LG และแบรนด์เกาหลีใหญ่อื่น ๆ LG รีบปกป้องตัวเองในสื่อสิ่งพิมพ์ LG เคยซื้อจากโรงงานจีนแห่งหนึ่ง แต่ได้หยุดไปเมื่อปีที่แล้ว (2024) บริษัทได้ห้ามใช้ "แรงงานบังคับทุกรูปแบบ" ที่โรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนของตน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมด ในเดือนเดียวกันนั้น คลิปวิดีโอที่อัปโหลดบน Douyin (TikTok เวอร์ชั่นจีน) เผยให้เห็นว่า LG ดำเนินการโรงงานของตัวเองในจีนที่มีการใช้แรงงานบังคับ คลิปนี้โพสต์คนทำงานจากเขตคาซัคอีลีในซินเจียง ที่ต้องย้ายมาทำงานห่างจากบ้านเกิดหลายพันกิโลเมตรทางตะวันออก ปัจจุบันทำงานที่สายการประกอบเครื่องซักผ้าใน LG Panda Appliances ในมณฑลเจียงซู เขาเป็นหนึ่งในหลายพันคนชาวซินเจียงที่ถูกบีบบังคับโดยโครงการย้ายแรงงานของรัฐบาลจีนให้ออกจากถิ่นฐานไปทำงานในโรงงานต่างๆ ทั่วประเทศ สิ่งที่แตกต่างในกรณีนี้คือ เขาไม่ได้เพียงแค่ทำงานในจุดไกลๆ ของห่วงโซ่อุปทานที่ยากต่อการติดตาม แต่เครื่องซักผ้าที่เคลื่อนผ่านสายพานดูเหมือนพร้อมจัดส่ง และที่สำคัญ โรงงานแห่งนี้เป็นเจ้าของโดย LG โดยตรง รายงานนี้ผลิตขึ้นร่วมกับ Pulitzer Center The Bureau of Investigative Journalism (TBIJ) เปิดเผยเป็นครั้งแรกว่าแบรนด์ระดับโลกอย่าง LG เป็นเจ้าของโรงงานโดยตรงที่ใช้แรงงานจากโครงการย้ายถิ่นของจีน แสดงให้เห็นว่าบริษัทบางแห่งมีส่วนในการกดขี่และเอาเปรียบชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ในประเทศ การสืบสวนร่วมกันโดย TBIJ, New York Times และ Der Spiegel เชื่อมโยงแบรนด์ระดับโลก 100 แบรนด์ รวมถึง Apple, Samsung และ Volkswagen เข้ากับระบบแรงงานบังคับที่รัฐบาลจีนบังคับใช้ การตอบสนองของบริษัท Apple และ Samsung ระบุว่าซัพพลายเออร์ของตนได้รับการตรวจสอบโดยอิสระเป็นประจำ และการตรวจสอบล่าสุดไม่พบการใช้แรงงานบังคับ แต่ Apple กล่าวว่ากำลังสืบสวนข้อกล่าวหาเหล่านี้ Volkswagen ยังกล่าวว่ากำลังสืบสวนเช่นกัน แต่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้จนกว่าจะเสร็จสิ้น "เนื่องจากข้อผูกพันด้านความลับในสัญญา" ส่วน LG ไม่ตอบสนองต่อคำขอสัมภาษณ์หลายครั้ง บริษัทจีนขนาดใหญ่ รวมถึงผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำของโลกบางแห่ง ยังคงดำเนินการโรงงานที่ใช้แรงงานจากซินเจียง แหล่งเงินทุน บริษัทเหล่านี้ รวมถึงโรงงานที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงในห่วงโซ่อุปทาน ได้รับเงินทุนจากกองทุนบำนาญรัฐในยุโรปและอเมริกาเหนือ รวมถึงสถาบันการเงินใหญ่อีกหลายแห่ง การสืบสวนครั้งนี้เผยให้เห็นการเชื่อมโยงลึกซึ้งระหว่างเงินทุนโลกกับระบบแรงงานบังคับที่แทรกซึมไปทั่วเศรษฐกิจการผลิตของจีน ข้อตกลงการร่วมลงทุน LG Panda ที่ดำเนินการโรงงานในมณฑลเจียงซู เป็นสิ่งที่เรียกว่า "Joint Venture" หรือการร่วมลงทุนระหว่างบริษัทต่างชาติกับธุรกิจจีนในท้องถิ่น โดยในกรณีนี้ สหรัฐฯ ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อพันธมิตรจีนเนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน ในหลายกรณี บริษัทต่างชาติจำเป็นต้องจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อเข้าถึงตลาดผู้บริโภคจีนที่ร่ำรวย หรือเพื่อตั้งโรงงานในประเทศ การวิจัยชี้ให้เห็นว่าระบบนี้ช่วยให้รัฐบาลจีนใช้อำนาจควบคุมบริษัทต่างชาติได้ เคียสเทิน อัสดาล (Kirsten Asdal) ที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงจีนสำหรับนักลงทุนและบริษัทต่างๆ อธิบายว่า การร่วมลงทุนคือเครื่องมือสำหรับ "ฝังอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์เหนือการลงทุนต่างชาติ" ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การบังคับให้มีคณะกรรมการสมาชิกพรรคในบริษัท การเรียกร้องที่นั่งในคณะกรรมการบริหาร และการควบคุมใบอนุญาตต่างๆ ปักกิ่งได้ "สร้างแขนงการควบคุมเข้าไปในบริษัทต่างชาติอย่างเป็นระบบในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา" อัสดาล กล่าว "ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป" บริษัทข้ามชาติมีคำถามมากมายที่ต้องตอบเกี่ยวกับแรงงานบังคับในสายการผลิตของตนเอง รายงานที่ผ่านมาเชื่อมโยงบริษัทจีนกับโครงการย้ายแรงงานจากซินเจียงเน้นเฉพาะโรงงานซัพพลายเออร์เท่านั้น ไม่ใช่โรงงานที่แบรนด์เป็นเจ้าของเอง ในปี 2022 LG Panda จัดงานสรรหาบุคลากรที่ค่ายกักกันแห่งหนึ่งในซินเจียงตอนเหนือ ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการล้างสมองด้วยลำโพง ห้องขังที่แออัด และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ใช้กระบองไฟฟ้าทำร้ายนักโทษที่พูดภาษาคาซัค บริษัทต้องการบรรจุแรงงานมากกว่า 100 ตำแหน่ง นายหน้าแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นจากซินเจียงไป LG Panda เล่าให้ Der Spiegel ฟังเมื่อต้นปี 2025 นี้ว่า พวกเขาได้รับการอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ของ LG ในเกาหลีใต้ LG ยังดำเนินการโรงงานที่สองในมณฑลเจียงซูที่ผลิตตู้เย็น ซึ่งก็รับแรงงานย้ายถิ่นเช่นกัน โรงงานทั้งสองแห่งเริ่มเข้าร่วมโครงการย้ายถิ่นแรงงานในปี 2019 และ 2020 และโรงงานหนึ่งยังคงรับแรงงานจากซินเจียงจนถึงปี 2024 ตามหลักฐานจากโซเชียลมีเดียและประกาศของรัฐบาลท้องถิ่น โอมาร์ (นามแฝง) คนงานชาวคาซัคที่ LG Panda โพสต์วิดีโอของเพื่อนร่วมงานชาวคาซัคคนอื่นๆ ที่ถูกรถบัสรับมาร่วมงานฉลองปีใหม่ของ LG ในช่วงกลางปี 2024 เขาได้โพสต์ภาพตัวเองยืนหน้าถังเครื่องซักผ้าที่กำลังประกอบบนโครงสูง คลิปเสียงที่มาพร้อมกับภาพกล่าวว่า "เราไม่สามารถก้าวข้ามความสามารถของเราและหลบหนีจากโชคชะตาได้ ทุกคนมีน้ำตาเศร้า และทุกครอบครัวมีพระคัมภีร์ที่ยากจะท่องจำ" ข้อมูลการค้าเผยให้เห็นว่านับตั้งแต่แรงงานซินเจียงถูกส่งไปยังโรงงานแต่ละแห่ง พวกเขาได้ส่งออกสินค้ามากกว่า 90,000 ล็อตไปยังตลาดโลกหลายสิบประเทศ การส่งออกหลายพันรายการเดินทางโดยรถไฟไปยังโปแลนด์และเยอรมนี ตามเส้นทางเหนือของเส้นทางสายไหมโบราณ ผ่านเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะของอีลีคาซัค ซึ่งเป็นภูมิภาคเดียวกันกับที่ชาวนาผู้ทำงานในสายการประกอบเครื่องซักผ้าของ LG ต้องทิ้งไว้เบื้องหลัง บริษัทข้ามชาติที่เป็นเจ้าของโดยต่างชาติอื่นๆ ส่วนใหญ่จากไต้หวัน เกาหลีใต้ และไทย ก็ร่วมมือกับรัฐบาลจีนเพื่อรับแรงงานซินเจียงเข้าสู่โรงงานที่ผลิตรองเท้า รถยนต์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และเนื้อไก่ทอด การเข้าถึงระดับโลก คุณค่าในท้องถิ่น นอกจาก LG แล้ว แบรนด์จีนหลายแห่งมีโรงงานที่รับแรงงานย้ายถิ่นจากซินเจียง ซึ่งรวมถึงเลเบลที่ผู้บริโภคตะวันตกหลายคนจำได้ อย่างไรก็ตาม จีนไม่ใช่แค่โรงงานของโลกอีกต่อไป บริษัทที่เติบโตจากภายในประเทศได้กลายเป็นผู้เล่นหลักระดับโลก และแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ในกลุ่มแรกของเลเบลจีนที่ได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศ "เราไม่เคยเห็นการมีส่วนร่วมโดยตรงของแบรนด์ระดับโลกในโครงการย้ายถิ่นของรัฐบาลซินเจียงมาก่อน" ลอร่า เมอร์ฟี่ (Laura Murphy) ศาสตราจารย์ด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชนกล่าว เธอเคยให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลไบเดนในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายการค้า การสืบสวนของ TBIJ เปิดเผยหลักฐานของแรงงานบังคับที่โรงงานเป็นเจ้าของโดย Hisense, Midea, Haier และ TCL หนึ่งในห้าโรงงานของ TCL ที่มีแรงงานซินเจียงเป็นเจ้าของร่วมกับ De'Longhi ของอิตาลี โรงงานที่เป็นเจ้าของโดยแบรนด์รองเท้าและรถยนต์จีนก็ถูกพบว่าเข้าข่ายเช่นกัน มีผู้คนมากกว่า 150 คนถูกส่งไปยัง Hisense ในกวางตุ้งจากค่ายกักกัน Xinye ที่มีชื่อเสียงในเหอเทียน ซินเจียงตอนใต้ ในปี 2018 ตามสื่อรัฐจีน ค่ายดำเนินการภายใต้ระบบ "กึ่งทหาร" พร้อมการประเมินอุดมการณ์และ "การลงโทษ" ค่ายแปลงชาวนาให้เป็นคนงานโรงงาน ตามรายงานของรัฐบาลเกี่ยวกับความพยายามย้ายถิ่นแรงงานในท้องถิ่น ในปี 2018 สื่อรัฐอ้างว่า "ความคิดหัวรุนแรงเคยวางยาพิษในจิตใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลายคน" ที่ค่าย เมื่อปีที่แล้ว (2024) โพสต์จากบัญชี Douyin เจ็ดบัญชีที่แตกต่างกันชี้ให้เห็นว่า Hisense ยังคงรับชนกลุ่มน้อยจากซินเจียงตามคำสั่งของรัฐบาล ในเดือนมีนาคม 2024 ซูคราบ (นามแฝง) ชายหนุ่มเคอร์กิซ ได้อัปโหลดคลิป Douyin ของตัวเองที่โรงงาน Hisense ในกวางตุ้ง กำลังติดตั้งคอมเพรสเซอร์และพัดลมเข้ากับโครงฐานตู้เย็น "เราเหนื่อยล้ากับสายตาที่ไร้ความเห็นใจ กับคำพูดที่ทำให้หัวใจเศร้า กับผู้คนที่ไม่เห็นคุณค่าของเรา กับคำสัญญาที่ไม่ได้รับการบรรลุ" เสียงบรรยายภาษาเคอร์กิซในคลิปกล่าว ก่อนหน้านี้ ซูคราบเคยโพสต์เฉพาะทิวทัศน์จากบ้านเกิดของเขาในเทือกเขาปามีร์ เลี้ยงแกะหางใหญ่ขณะที่พวกมันปีนขึ้นลงตามซากหินที่เลื่อนไหล "เจาะสกรูให้ดี" ความคิดเห็นแรกในวิดีโอที่โพสต์โดยผู้ใช้คนอื่นในกวางตุ้ง Hisense กล่าวว่าบริษัทไม่ได้เข้าร่วม "กิจกรรมการย้ายถิ่นแรงงานบังคับหรือการละเมิดใดๆ" Midea, Haier, TCL และ De'Longhi ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอแสดงความคิดเห็น Haier ซึ่งเริ่มต้นเป็นผู้ผลิตตู้เย็นจีนในช่วงทศวรรษ 1980 เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลกมา 16 ปีติดต่อกัน เมื่อขยายธุรกิจไปต่างประเทศ บริษัทได้ซื้อ Hoover รวมถึง Candy ของอิตาลีและ General Electric ในสหรัฐอเมริกา TBIJ ระบุโรงงานอย่างน้อย 5 แห่งใน 3 จังหวัดที่จัดหาชิ้นส่วนเครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศให้กับ Haier ที่มีแรงงานชนกลุ่มน้อยจากซินเจียง โรงงานหนึ่งในห้าแห่งในซานตง เป็นเจ้าของบางส่วนโดยกลุ่ม และส่งมอเตอร์ไปยังโรงงาน Haier ในอินเดีย เวียดนาม และไทย รวมถึงไปยัง Candy Hoover Group ในอิตาลี บทความในสื่อรัฐยืนยันว่ารัฐบาลจีนเริ่มย้ายชาวอุยกูร์ไปยังโรงงาน Haier ในซานตงครั้งแรกในปี 2018 โซเชียลมีเดียชี้ตำแหน่งแรงงานซินเจียงที่นั่นจนถึงต้นปีที่แล้ว (2024) บทความปี 2023 จากกรมสร้างความสามัคคี (United Front Work Department) หน่วยงานของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ทำหน้าที่รับรองความจงรักภักดีในภาคส่วนต่างๆ ของสังคมจีน มีภาพถ่ายชาวอุยกูร์ที่สวมเครื่องแบบสีน้ำเงินสาบานตนต่อธงในลานหน้าสำนักงานใหญ่ของโรงงาน ภาพสุดท้ายแสดงหญิงสาวอุยกูร์ในชุดประจำชาติสีน้ำเงินยิ้มขณะถือภาพวาดดอกโบตั๋นสีแดงขนาดใหญ่หน้าป้ายโรงงาน ชายจีนถือด้านอื่นของภาพวาด ซึ่งเป็นของขวัญ แรงงานซินเจียงแปดคนได้แต่งงานกับพนักงานท้องถิ่นที่โรงงาน บทความโฆษณาชวนเชื่อระบุด้วยความชื่นชม การลงทุนจากต่างประเทศ โรงงานจีนครึ่งหนึ่งที่ถูกพบในการสืบสวนนี้ถูกควบคุมโดยบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของโลกบางแห่งถือหุ้นในบริษัทจีนเหล่านี้ Vanguard Group ถือหุ้นใน 16 แห่ง กองทุนสวัสดิการแห่งชาติและกองทุนบำนาญของรัฐในนอร์เวย์ เกาหลีใต้ และแคนาดา รวมถึงฟลอริดาในสหรัฐอเมริกา ล้วนมีความเสี่ยงเหล่านี้ โฆษกรัฐบาลรัฐฟลอริดากล่าวว่ากองทุน "ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเกี่ยวกับการลงทุน" กองทุนสวัสดิการแห่งชาติของนอร์เวย์ "คัดกรองบริษัททั้งหมดในพอร์ตการลงทุนและดัชนีอ้างอิงเพื่อความเสี่ยงด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ" รวมถึงแรงงานบังคับ โฆษกบอกกับ TBIJ พวกเขาเสริมว่ากองทุน "อาจถอนการลงทุนจากบริษัทหากเราประเมินว่าการประเมินค่าตลาดระยะยาวอาจได้รับผลกระทบในทางลบจากการจัดการปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม" กองทุนบำนาญของแคนาดากล่าวว่า "ไม่ต้องการลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ" และทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและทบทวนการถือครองอย่างสม่ำเสมอ กองทุนบำนาญของเกาหลีใต้ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอแสดงความคิดเห็น โฆษกสถานทูตจีนในสหรัฐอเมริกากล่าวว่า "ข้อกล่าวหาเรื่อง 'แรงงานบังคับ' ในซินเจียงเป็นเพียงคำโกหกอันชั่วร้ายที่แต่งขึ้นโดยกองกำลังต่อต้านจีน" สมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมดที่นั่น "เพลิดเพลินกับชีวิตที่มีความสุขและเติมเต็ม" พวกเขากล่าว โดยเสริมว่า "ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับซินเจียงไม่ใช่ประเด็นสิทธิมนุษยชนเลย แต่เป็นหัวใจสำคัญของการต่อต้านการก่อการร้ายด้วยความรุนแรงและการแบ่งแยกดินแดน" ในขณะที่แบรนด์อย่าง LG และ TCL เข้าร่วมโครงการย้ายถิ่นแรงงานซินเจียงโดยตรงโดยไม่เปิดเผยต่อนักลงทุน โรงงานซัพพลายเออร์หลายแห่งก็เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน มูลค่าของบริษัทหนึ่ง ยักษ์ใหญ่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ G.Tech เพิ่มขึ้นหนึ่งในสามเป็น 431 ล้านดอลลาร์ในปีที่สิ้นสุดเดือนพฤษภาคม 2025 ธุรกิจให้บริการลูกค้าอย่าง Lenovo และ Logitech จากโรงงานในกวางตุ้งที่เข้าร่วมโครงการย้ายถิ่น โรงงานที่ถูกพบอย่างน้อยสามแห่งเป็นเจ้าของโดยบริษัท Kingboard Holdings มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และวัตถุดิบที่ใช้ผลิตแผงเหล่านั้นรายใหญ่ที่สุดของโลก Lenovo ยืนยันว่าซัพพลายเออร์บางรายที่ TBIJ ระบุได้ส่งผลิตภัณฑ์ให้กับบริษัท แต่กล่าวว่าการตรวจสอบโดยอิสระไม่พบการใช้แรงงานบังคับ Logitech กล่าวว่ากำลังสืบสวนข้อกล่าวหาและจะ "ประเมินความสัมพันธ์กับผู้ขายที่ละเมิดใหม่" บริษัทย่อยของ Kingboard Holdings และ G.Tech ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่มีความเสี่ยงผ่านการถือหุ้นในแบรนด์ที่ซื้อชิ้นส่วนจากโรงงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการย้ายถิ่นของรัฐบาล รีเบคกา ดีวินเตอร์-ชมิดต์ (Rebecca DeWinter-Schmitt) ผู้อำนวยการร่วมที่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Investor Alliance for Human Rights กล่าวว่านักลงทุนส่วนใหญ่กำลังมองหาความเสี่ยงแรงงานบังคับทั้งภายในและภายนอกซินเจียงอย่างจริงจัง ในปี 2024 Volkswagen ยอมแพ้ต่อแรงกดดันจากนักลงทุนให้ถอนการลงทุนจากสิ่งอำนวยความสะดวกในซินเจียง แต่การย้ายถิ่นแรงงานไปทางตะวันออกตรวจพบได้ยากกว่า ดีวินเตอร์-ชมิดต์กล่าวว่านักลงทุนควรใช้อิทธิพลของตนเพื่อกำหนดให้ซัพพลายเออร์จีนยุติการเข้าร่วมโครงการย้ายถิ่นแรงงานอย่างเร่งด่วน "หากบริษัทไม่สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว" เธอกล่าว "นักลงทุนต้องพิจารณาการถอนการลงทุน" ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 Wuhan Honghai Technology ซัพพลายเออร์ให้กับ Haier, Midea และ TPV ผู้ผลิตจอภาพ AOC, Envision และ Philips ออกหุ้นสู่ตลาดหลักทรัพย์ปักกิ่ง สองสามเดือนก่อนหน้านั้น แรงงานซินเจียงคนหนึ่งที่โรงงานได้อัปโหลดวิดีโอที่มีดนตรีพื้นบ้านที่ไพเราะ ถ่ายจากหน้าต่างชั้นบนของหอพักในโรงงาน มุมมองส่องไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อแสดงพระอาทิตย์ตก ส่องแสงสีแดงเบื้องหลังตึกสูงของชุมชนหลงหวังเหมียวในเขตชานเมืองอู่ฮั่น TPV กล่าวว่า "เราต่อต้านแรงงานบังคับและการเป็นทาสยุคใหม่ทุกรูปแบบอย่างแน่วแน่" และบริษัททำการประเมินซัพพลายเออร์เป็นประจำ Wuhan Honghai ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอแสดงความคิดเห็น หลังจากบริษัทออกหุ้นสู่ตลาดหลักทรัพย์ไม่นาน ผู้สื่อข่าว Der Spiegel ถามพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ประตูโรงงานว่ามีแรงงานจากซินเจียงข้างในนั้นบ้างหรือไม่ "มี" เขาตอบ "ทำไมคุณถึงสนใจพวกเขา?" ที่มา: How big brands and foreign money prop up Chinese forced labour (Daniel Murphy, TBIJ, 20 June 2025)   * รายงานพิเศษ * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * TBIJ * จีน * แรงงานบังคับ
dlvr.it
June 26, 2025 at 6:07 AM
Acer คืนชีพแบรนด์ Packard Bell อีกครั้ง ทำทั้งโน้ตบุ๊ก-เครื่องเล่นแผ่นเสียง
Acer คืนชีพแบรนด์ Packard Bell อีกครั้ง ทำทั้งโน้ตบุ๊ก-เครื่องเล่นแผ่นเสียง Body Acer ประกาศคืนชีพแบรนด์คอมพิวเตอร์ **Packard Bell** กลับมาอีกครั้งในโอกาสแบรนด์มีอายุครบ 100 ปี สินค้าชุดแรกคือโน้ตบุ๊กสีสันสดใส DotBook และเครื่องเล่นแผ่นเสียง DotLoop มีกำหนดวางขายไตรมาส 4/2026 Packard Bell เป็นบริษัทอิเล็กทรอนิกส์สัญชาติอเมริกัน ก่อตั้งโดย Herb Bell และ Leon Packard (ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับทั้ง Bell Labs และ Hewlett-Packard แค่คนนามสกุลเดียวกันเฉยๆ) ช่วงแรกเริ่มจากธุรกิจวิทยุ แล้วค่อยๆ ขยายมายังสินค้าอื่นในภายหลัง Packard Bell ถูกเปลี่ยนเจ้าของมาหลายครั้ง เริ่มจากขายให้ Teledyne ในปี 1968 มาสู่ NEC ในปี 1996 และ Acer ในปี 2008 แล้วหยุดทำตลาดภายใต้แบรนด์ Packard Bell ในช่วงปี 2013 แต่ยังใช้วิธีขายไลเซนส์ชื่อแบรนด์ให้บริษัทอื่นนำไปใช้งานในบางภูมิภาค ล่าสุด Acer นำแบรนด์ Packard Bell กลับมาใช้ใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ใหม่ว่า Tech it easy ออกแบบเทคโนโลยีให้ใช้ง่ายในราคาถูก ดีไซน์ด้วยสีสันสดใส ตั้งใจจับตลาดคนรุ่นใหม่ โลโก้ใหม่ของ Packard Bells เป็นวงกลม 4 วงขนาดไม่เท่ากัน (คล้ายๆ Google Assistant) อ่านได้เป็นตัวอักษร Pb สินค้าของ Packard Bell เวอร์ชันปี 2026 ไม่ได้มีแต่คอมพิวเตอร์ แต่ครอบคลุมเครื่องเล่นแผ่นเสียง ลำโพง ฟีเจอร์โฟน คีย์บอร์ด หูฟัง แว่นตาที่ฟังเพลงได้ แต่ทั้งหมดยังมีแผนทำตลาดเฉพาะภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา (EMEA) เท่านั้น โน้ตบุ๊ก DotBook จะวางขายในเดือนกันยายน ราคา 499 ยูโร, เครื่องเล่นแผ่นเสียง DotLoop ราคา 149 ยูโร ที่มา - Acer mk Sat, 05/09/2026 - 08:33
www.blognone.com
September 5, 2026 at 8:56 AM
แอป "มณีแดง" เชิญเจ้าของแบรนด์สินค้ามาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับเรา นำสินค้ามาวางขายฟรี! ไม่มีค่าแรกเข้า ไม่มีค่าธรรมเนียมจุกจิก พร้อมช่วยดันแบรนด์ของคุณให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศทั่วโลก
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลย!Line@maneedang

📱👉https://shorturl.asia/wgQyH

#มณีแดง #ManiDaeng #พาร์ทเนอร์มณีแดง #เจ้าของแบรนด์สินค้า #เพิ่มยอดขาย
August 23, 2026 at 7:05 AM
'อนุทิน' เยือนนิวซีแลนด์ ดึง 2 ยักษ์ใหญ่ปักหมุดไทย เชื่อมเกษตร-ท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก
'อนุทิน' เยือนนิวซีแลนด์ ดึง 2 ยักษ์ใหญ่ปักหมุดไทย เชื่อมเกษตร-ท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก auser15 Fri, 2026-08-21 - 07:15 'อนุทิน ชาญวีรกูล' นายกรัฐมนตรี เยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ หารือกับผู้บริหาร Skyline Enterprises บริษัทท่องเที่ยว และ T&G Global บริษัทเกษตรเจ้าของแบรนด์ Envy โดย BOI เป็นผู้จัด เชิญชวน Skyline ขยายการลงทุนด้านท่องเที่ยวมาไทย และเสนอให้ T&G Global ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าสู่อาเซียนและอินเดีย พร้อมเป็นหุ้นส่วนด้านการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าผลไม้ไทยและเปิดตลาดยุโรปผ่านเครือข่ายของ T&G Global เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ณ ประเทศนิวซีแลนด์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในโอกาสเดินทางเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พบหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของนิวซีแลนด์ ได้แก่ Skyline Enterprises ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยว และ T&G Global บริษัทเกษตรและผลไม้ระดับโลก เจ้าของแบรนด์ Envy™ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นผู้จัดการพบหารือ เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจและผลักดันให้เกิดการลงทุนและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างสองประเทศ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสการเยือนครั้งนี้นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยโดยตรงต่อภาคธุรกิจนิวซีแลนด์ โดยเน้นว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดขนาดใหญ่ แต่สามารถเป็นทั้ง ฐานการลงทุน ฐานการผลิต และประตูเชื่อมธุรกิจไปยังตลาดอาเซียนและภูมิภาคอื่นของโลก รัฐบาลจึงต้องการเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์ร่วมกัน สำหรับการหารือกับ Skyline Enterprises นายกรัฐมนตรีเชิญชวนให้บริษัทพิจารณาขยายการลงทุนมายังประเทศไทย โดยไทยมีจุดแข็งทั้งความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยว และศักยภาพในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของบริษัท ผู้บริหาร Skyline Enterprises แสดงความสนใจต่อโอกาสทางธุรกิจในประเทศไทย โดยมองเห็นศักยภาพของตลาดและแหล่งท่องเที่ยวไทย รวมถึงโอกาสในการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้ BOI ประสานงานกับบริษัทอย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และต่อยอดไปสู่การลงทุนในประเทศไทย ขณะที่การหารือกับ T&G Global บริษัทแสดงความสนใจในการหาฐานกระจายสินค้าเพื่อรองรับการขยายตลาดไปยังประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนและอินเดีย นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้บริษัทพิจารณาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า โดยไทยมีความได้เปรียบด้านที่ตั้งและระบบโลจิสติกส์ สามารถเชื่อมโยงการขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาเซียน และตลาดนอกภูมิภาค ประกอบกับไทยมีเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่สามารถสนับสนุนการขยายธุรกิจและการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ มากไปกว่านั้น นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวน T&G Global มองประเทศไทยในฐานะ หุ้นส่วนด้านการเกษตร ไม่ใช่เพียงจุดกระจายสินค้า โดยไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก มีวัตถุดิบที่หลากหลาย รวมถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรที่มีศักยภาพ ขณะที่นิวซีแลนด์มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการทำตลาดระดับโลก หากนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาร่วมกัน จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ และขยายตลาดไปพร้อมกัน นายกรัฐมนตรียังเสนอให้ต่อยอดความร่วมมือไปถึงการใช้ความแข็งแกร่งของ แบรนด์ Envy และเครือข่ายตลาดระหว่างประเทศของ T&G Global สนับสนุนการเปิดตลาดให้ผลไม้คุณภาพของไทย โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป ซึ่งเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย คือ นิวซีแลนด์สามารถใช้ไทยเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียนและอินเดีย ขณะที่ผลไม้ไทยจะมีโอกาสใช้เครือข่ายของพันธมิตรนิวซีแลนด์เข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ในต่างประเทศ “การเยือนนิวซีแลนด์ครั้งนี้ รัฐบาลต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ เราเชิญการลงทุนเข้าประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเปิดประตูให้สินค้าและผู้ประกอบการไทยออกไปสู่ตลาดโลกด้วย ไทยมีทั้งทำเลที่ตั้ง การเกษตร การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่าย FTA หากเชื่อมจุดแข็งเหล่านี้เข้ากับทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจระดับโลกได้ จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยมากกว่าการซื้อขายสินค้าเพียงอย่างเดียว” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ BOI ติดตามผลการหารือกับทั้งสองบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนความสนใจของภาคเอกชนให้ไปสู่โครงการลงทุนและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม อันจะช่วยสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และเสริมบทบาทประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางธุรกิจ การลงทุน และการเชื่อมโยงตลาดของภูมิภาค * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * ต่างประเทศ * อนุทิน ชาญวีรกูล * นิวซีแลนด์
dlvr.it
August 21, 2026 at 12:22 AM
'อนุทิน' เยือนนิวซีแลนด์ ดึง 2 ยักษ์ใหญ่ปักหมุดไทย เชื่อมเกษตร-ท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก
'อนุทิน' เยือนนิวซีแลนด์ ดึง 2 ยักษ์ใหญ่ปักหมุดไทย เชื่อมเกษตร-ท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก
'อนุทิน' เยือนนิวซีแลนด์ ดึง 2 ยักษ์ใหญ่ปักหมุดไทย เชื่อมเกษตร-ท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก auser15 Fri, 2026-08-21 - 07:15 'อนุทิน ชาญวีรกูล' นายกรัฐมนตรี เยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ หารือกับผู้บริหาร Skyline Enterprises บริษัทท่องเที่ยว และ T&G Global บริษัทเกษตรเจ้าของแบรนด์ Envy โดย BOI เป็นผู้จัด เชิญชวน Skyline ขยายการลงทุนด้านท่องเที่ยวมาไทย และเสนอให้ T&G Global ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าสู่อาเซียนและอินเดีย พร้อมเป็นหุ้นส่วนด้านการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าผลไม้ไทยและเปิดตลาดยุโรปผ่านเครือข่ายของ T&G Global เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ณ ประเทศนิวซีแลนด์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในโอกาสเดินทางเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พบหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของนิวซีแลนด์ ได้แก่ Skyline Enterprises ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยว และ T&G Global บริษัทเกษตรและผลไม้ระดับโลก เจ้าของแบรนด์ Envy™ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นผู้จัดการพบหารือ เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจและผลักดันให้เกิดการลงทุนและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างสองประเทศ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสการเยือนครั้งนี้นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยโดยตรงต่อภาคธุรกิจนิวซีแลนด์ โดยเน้นว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดขนาดใหญ่ แต่สามารถเป็นทั้ง ฐานการลงทุน ฐานการผลิต และประตูเชื่อมธุรกิจไปยังตลาดอาเซียนและภูมิภาคอื่นของโลก รัฐบาลจึงต้องการเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์ร่วมกัน สำหรับการหารือกับ Skyline Enterprises นายกรัฐมนตรีเชิญชวนให้บริษัทพิจารณาขยายการลงทุนมายังประเทศไทย โดยไทยมีจุดแข็งทั้งความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยว และศักยภาพในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของบริษัท ผู้บริหาร Skyline Enterprises แสดงความสนใจต่อโอกาสทางธุรกิจในประเทศไทย โดยมองเห็นศักยภาพของตลาดและแหล่งท่องเที่ยวไทย รวมถึงโอกาสในการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้ BOI ประสานงานกับบริษัทอย่างใกล้ชิด เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และต่อยอดไปสู่การลงทุนในประเทศไทย ขณะที่การหารือกับ T&G Global บริษัทแสดงความสนใจในการหาฐานกระจายสินค้าเพื่อรองรับการขยายตลาดไปยังประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนและอินเดีย นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้บริษัทพิจารณาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า โดยไทยมีความได้เปรียบด้านที่ตั้งและระบบโลจิสติกส์ สามารถเชื่อมโยงการขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาเซียน และตลาดนอกภูมิภาค ประกอบกับไทยมีเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่สามารถสนับสนุนการขยายธุรกิจและการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ มากไปกว่านั้น นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวน T&G Global มองประเทศไทยในฐานะ หุ้นส่วนด้านการเกษตร ไม่ใช่เพียงจุดกระจายสินค้า โดยไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก มีวัตถุดิบที่หลากหลาย รวมถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรที่มีศักยภาพ ขณะที่นิวซีแลนด์มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการทำตลาดระดับโลก หากนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาร่วมกัน จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ และขยายตลาดไปพร้อมกัน นายกรัฐมนตรียังเสนอให้ต่อยอดความร่วมมือไปถึงการใช้ความแข็งแกร่งของ แบรนด์ Envy และเครือข่ายตลาดระหว่างประเทศของ T&G Global สนับสนุนการเปิดตลาดให้ผลไม้คุณภาพของไทย โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป ซึ่งเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย คือ นิวซีแลนด์สามารถใช้ไทยเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียนและอินเดีย ขณะที่ผลไม้ไทยจะมีโอกาสใช้เครือข่ายของพันธมิตรนิวซีแลนด์เข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ในต่างประเทศ “การเยือนนิวซีแลนด์ครั้งนี้ รัฐบาลต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ เราเชิญการลงทุนเข้าประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเปิดประตูให้สินค้าและผู้ประกอบการไทยออกไปสู่ตลาดโลกด้วย ไทยมีทั้งทำเลที่ตั้ง การเกษตร การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่าย FTA หากเชื่อมจุดแข็งเหล่านี้เข้ากับทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจระดับโลกได้ จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยมากกว่าการซื้อขายสินค้าเพียงอย่างเดียว” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ BOI ติดตามผลการหารือกับทั้งสองบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนความสนใจของภาคเอกชนให้ไปสู่โครงการลงทุนและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม อันจะช่วยสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และเสริมบทบาทประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางธุรกิจ การลงทุน และการเชื่อมโยงตลาดของภูมิภาค * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * ต่างประเทศ * อนุทิน ชาญวีรกูล * นิวซีแลนด์
dlvr.it
August 21, 2026 at 12:22 AM
ยุคนี้มันเป็นยุคที่ต้องทำการตลาดแบบให้เจ้าของแบรนด์มาเล่าสตอรี่สินค้าและแบรนด์อ่ะนะ
July 24, 2026 at 7:43 AM
แบรนด์เสื้อผ้ากีฬารายใหญ่ใน NBA เชื่อมโยงกับการใช้แรงงานบังคับในจีน
แบรนด์เสื้อผ้ากีฬารายใหญ่ใน NBA เชื่อมโยงกับการใช้แรงงานบังคับในจีน auser15 Fri, 2025-09-19 - 09:46 รายงานข่าวสืบสวนโดย TBIJ และ Guardian ชี้ว่าแบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬารายใหญ่ในการแข่งขัน NBA อย่าง Li-Ning, Anta และ 361 Degrees ล้วนเป็นเจ้าของโรงงานที่เชื่อมโยงกับการใช้แรงงานบังคับชาวอุยกูร์ ด้านโซ่อุปทานของ Nike ก็มีมลทินเช่นกัน รองเท้าผู้เล่น NBA หลายคนถูกผลิตโดยแบรนด์จีนอย่าง Li-Ning, Anta และ 361 Degrees ซึ่งการสืบสวนพบว่าเชื่อมโยงกับโรงงานที่ใช้แรงงานบังคับชาวอุยกูร์ รวมถึง Nike ที่ถูกเปิดเผยว่ามีการจัดส่งสินค้าจากโรงงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการโอนย้ายแรงงานซินเจียง | ภาพจาก : Mike/Pexels  เมื่อ เอเนส แคนเตอร์ ฟรีดอม (Enes Kanter Freedom) ปรากฏตัวบนสนามบาสเก็ตบอลในเสื้อ Boston Celtics และรองเท้าผ้าใบที่มีคำขวัญ "Free Uyghur" (ปลดปล่อยอุยกูร์) ก็เกิดปฏิกิริยาจากปักกิ่งอย่างรวดเร็ว "จริง ๆ แล้วตอนพักครึ่ง พวกเขายกเลิกการถ่ายทอดเกม Celtics ทุกเกมทางโทรทัศน์ในจีนไปตลอดทั้งปีเลย" นักบาสเก็ตบอลคนนี้เล่าให้ Bureau of Investigative Journalism (TBIJ) และ Guardian ฟัง เกมนั้นในเดือนตุลาคม 2021 กลายเป็นจุดหักเหของอาชีพเขา "นั่นแหละคือช่วงที่ NBA เริ่มโกรธผมอย่างจริงจัง" ฟรีดอม กล่าว ฟรีดอมเป็นนักวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตุรกีมานาน เขาเริ่มศึกษาเรื่องนี้หลังจากที่บิดาของแฟนคนหนึ่งซึ่งเป็นห่วงได้ตั้งคำถามกับความเงียบของเขาเรื่องการปฏิบัติของจีนต่อชนกลุ่มน้อยมุสลิม ในซินเจียงซึ่งเป็นภูมิภาคตะวันตกสุดของจีน "สงครามต่อต้านการก่อการร้าย" ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) มาพร้อมกับการกดขี่และการกักขังเพื่อบังคับให้กลุ่มชาติพันธุ์น้อยหลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรมจีนหลัก ชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ถูกจับขังในค่ายปรับปรุงและถูกบีบบังคับให้ทำงานในโรงงานต่างๆ ทั่วประเทศ ฟรีดอมเคยชินกับการแสดงจุดยืนในรูปแบบที่แปลกใหม่ เขาได้เปลี่ยนนามสกุลจากแคนเตอร์ (Kanter) เมื่อได้รับสัญชาติอเมริกัน และเมื่อเขาขุดคุ้ยข้อมูลลึกลงไป เขาพบว่าเป็นเรื่องแปลกที่คนจำนวนมากไม่ทราบเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นในซินเจียง ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลงมือทำบางสิ่ง "ผมติดต่อศิลปินต่าง ๆ ทั่วโลก และบอกพวกเขาให้นำความทุกข์ยากทั้งหมดมาวาดลงบนรองเท้า" เขาเล่า "แล้วผมจะออกไปลงแข่งบาสเก็ตบอล" นั่นคือปีที่ 11 ในอาชีพ NBA ของฟรีดอม และก็จะกลายเป็นปีสุดท้ายของเขา เพื่อนร่วมทีมเริ่มเตือนเขา ต่อมาเขาได้ให้การต่อหน้าสภาคองเกรสว่าเขาจะไม่ได้เล่นในลีกอีกแล้ว ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ถูกปลดออกจากสัญญา ซึ่ง NBA อ้างว่าการตัดสินใจนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองของเขาแต่อย่างใด การยกเลิกการถ่ายทอดเกม Celtics ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปักกิ่งลงโทษ NBA ในปี 2019 สื่อรัฐจีนได้ดึงเกมออกจากตารางการออกอากาศหลังจากที่ แอดัม ซิลเวอร์ (Adam Silver) ผู้บริหาร NBA ออกมาปกป้องการกระทำของ แดริล โมเรย์ (Daryl Morey) ผู้บริหาร Houston Rockets ที่ทวีตสนับสนุนผู้ประท้วงในฮ่องกง เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ NBA สูญเสียรายได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ จีนเป็นตลาดมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สำหรับ NBA โดยมีแฟนบาสเก็ตบอลมากกว่าจำนวนประชากรทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา ฟรีดอมกล่าวว่าลีกต้องอยู่ใต้อิทธิพลของผลประโยชน์จีน นอกจากนี้ยังเป็นเวทีขนาดใหญ่สำหรับแบรนด์จีนในการโปรโมตตัวเองสู่สายตาโลก แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาจีนอย่าง Li-Ning ใช้ผู้เล่น NBA ในการโปรโมตรองเท้าของตนมานานกว่าทศวรรษแล้ว ตั้งแต่ ดเวน เวด (Dwyane Wade) ยุติสัญญากับ Jordan ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Nike และหันไปเซ็นสัญญากับบริษัทจีนในปี 2012 Li-Ning และแบรนด์จีนอื่น ๆ อย่าง Anta และ 361 Degrees ปัจจุบันแข่งขันกับบริษัทอเมริกันรุ่นเก่าแก่เพื่อชิงสัญญาสปอนเซอร์มูลค่าสูงลิบลิ่ว นักเล่น NBA มากกว่าโหลคนมีสัญญากับแบรนด์ทั้ง 3 ในปี 2022 ตามการวิเคราะห์ของ ESPN Li-Ning มีสัญญากับ จิมมี่ บัตเลอร์ (Jimmy Butler) ของ Golden State Warriors ซึ่งถูกดึงตัวมาจาก Jordan ในปี 2020 ด้วยสัญญาใหญ่โตที่รวมถึงไลน์รองเท้าซิกเนเจอร์หลายรุ่น และ เฟร็ด แวนวลีต (Fred VanVleet) ของ Houston Rockets ซึ่งเป็นประธาน National Basketball Players Association Anta สปอนเซอร์ดาราดังอย่าง เคลย์ ทอมป์สัน (Klay Thompson) และ ไครี เออร์วิง (Kyrie Irving) ในขณะที่รายชื่อของ 361 Degrees มีตำนานชาวเซอร์เบียอย่าง นิโคลา โยคิช (Nikola Jokić) สัญญาสปอนเซอร์เหล่านี้ทำกับผู้เล่นโดยตรงและไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจาก NBA ตัวแทนของผู้เล่นเหล่านี้ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอให้แสดงความคิดเห็น บัดนี้ TBIJ และ Guardian สามารถเปิดเผยได้ว่าแบรนด์ทั้งสามแห่งนี้เชื่อมโยงกับการกดขี่ที่ฟรีดอมเน้นย้ำบนรองเท้าผ้าใบของเขา และ Nike ก็เช่นเดียวกัน โครงการโอนย้ายแรงงานซินเจียงและการเชื่อมโยงกับแบรนด์จีน เมื่อต้นปี 2025 การสืบสวนสำคัญโดย TBIJ, New York Times และ Der Spiegel ได้เชื่อมโยงแบรนด์ระดับโลกกว่า 100 แบรนด์เข้ากับโครงการโอนย้ายแรงงานซินเจียงที่ขนย้ายชนกลุ่มน้อยหลายพันไมล์ข้ามประเทศจีนไปทำงานในโรงงานทางภาคตะวันออก โครงการเคลื่อนย้ายแรงงานนี้เป็นเสาหลักสำคัญในแผนการทำลายล้างชุมชนอุยกูร์ คาซัค และคีร์กิซในซินเจียงอย่างเป็นระบบของรัฐบาลจีน Anta, Li-Ning และ 361 Degrees อยู่ในกลุ่มแบรนด์ที่เป็นเจ้าของโรงงานผลิตโดยตรงที่เชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ และแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาเหล่านี้ยังได้รับการจัดหาสินค้าจากบริษัทอื่น ๆ ที่เข้าร่วมในโครงการโอนย้ายแรงงานด้วย โรงงาน 361 Degrees ในฟูเจี้ยนได้รับคนงานจากซินเจียงมาแล้วอย่างน้อยสิบปี "งานแต่งงานหมู่" ของคนงานคาซัคที่โรงงานในปี 2015 มีการกล่าวถึงคนงานเกือบ 400 คน เนื้อหาในโซเชียลมีเดียจากคนงานซินเจียงที่แสดงให้เห็นบริเวณโรงงานถูกอัปโหลดเมื่อปี 2024 โรงงานอย่างน้อย 3 แห่งที่จัดหาสินค้าให้ Li-Ning ได้ใช้คนงานจากโครงการโอนย้ายแรงงาน คลิปหนึ่งที่อัปโหลดโดยคนทำงานชาวอุยกูร์แสดงให้เห็นรองเท้าผ้าใบ Li-Ning สีดำและเงินคู่หนึ่งบนสายพานลำเลียงในโรงงานแห่งหนึ่งในหูเป่ย "ชีวิตลำบากเกินไป แต่ผมไม่อยากยอมแพ้" เป็นชื่อของวิดีโอจากคนทำงานที่โรงงานจัดหาสินค้าให้ Li-Ning แห่งอื่น "หมอนี่สั่งให้คนทำงานหนักสุดๆ เลย" เสียงพากย์ในภาษาอุยกูร์กล่าว หมายถึงหัวหน้างานชาวฮั่นที่ยืนอยู่ใกล้ๆ โดยเอามือทาบเอว "ถ้าผมออกจากที่นี่ไม่ได้ ผมรู้ว่าผมจะทำงานจนตาย" การให้การสนับสนุนของ 361 Degrees ขยายออกไปนอกเหนือจาก NBA ไปถึงกิจกรรม World Aquatics และนักวิ่งโอลิมปิก ในขณะที่ความร่วมมือของ Li-Ning รวมถึงคณะผู้แทนโอลิมปิกจีนและนักแบดมินตันรุ่นเยาว์ในสหราชอาณาจักร แบรนด์ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนแนวทางของปักกิ่งต่อซินเจียง เมื่อธุรกิจทั่วโลกเริ่มถอดฝ้ายซินเจียงออกจากโซ่อุปทานหลังจากความกังวลเรื่องแรงงานบังคับในไร่ฝ้าย Li-Ning ยังคงใส่คำว่า "ผลิตจากฝ้ายซินเจียง" ไว้บนป้ายเสื้อผ้า ขณะที่ Nike และแบรนด์ระดับโลกอื่น ๆ เผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากผู้บริโภคจีนสำหรับการหยุดใช้ฝ้ายซินเจียง ซึ่งถูกขยายเสียงผ่านแคมเปญของสื่อรัฐ ยอดขายและราคาหุ้นของ Li-Ning กลับพุ่งสูงขึ้น ความร่วมมือด้านกีฬาในรูปแบบนี้ช่วยให้บริษัทเหล่านี้เสริมสร้างพลังอ่อนของจีน เมื่อโมเรย์ผู้บริหาร Houston Rockets แสดงจุดยืนสนับสนุนฮ่องกง Li-Ning และ Anta ทั้งคู่ประกาศว่าจะหยุดความร่วมมือกับทีม Li-Ning แจ้งกับเราว่า "ต่อต้านและห้ามแรงงานบังคับทุกรูปแบบ" ในโซ่อุปทานอย่างเข้มงวด และตรวจสอบผู้จัดหาอย่างสม่ำเสมอ ด้วยนโยบาย "ไม่ยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด" นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าบริษัท "ยึดถือสิทธิมนุษยชนและสิทธิตามกฎหมายของแรงงานเสมอมา" 361 Degrees และ Anta ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอให้แสดงความคิดเห็น ไมค์ บาส (Mike Bass) โฆษก NBA กล่าวว่า "เราสนับสนุนและจะยังคงสนับสนุนสมาชิกทุกคนในครอบครัว NBA รวมถึงเอเนส ฟรีดอม ในการแสดงออกถึงมุมมองส่วนตัวเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมและการเมือง เราจะยึดถือคำแนะนำและนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการดำเนินงานในจีนและประเทศและดินแดนอีกกว่า 200 แห่งทั่วโลกที่เราเข้าไปมีส่วนร่วมกับแฟนๆ" ฟรีดอมไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่ได้ยินว่าโรงงาน 6 แห่งในโซ่อุปทานของ Li-Ning, Anta และ 361 Degrees เชื่อมโยงกับแรงงานบังคับในซินเจียง แต่เหนือสิ่งอื่นใดมีแบรนด์หนึ่งที่เขามีคำถามอยากจะถาม และเขาถามมาแล้ว 4 ปี คำถามต่อ Nike   Dear @Nike Stop the modern day SLAVERY, now!!!#HypocriteNike#EndUyghurForcedLabor pic.twitter.com/tvX2k3wE4X — Enes Kanter FREEDOM (@EnesFreedom) October 25, 2021   "ใครเป็นคนทำรองเท้าของคุณในจีน? คุณรู้ไหม?" ฟรีดอมตั้งคำถามกับ Nike ในวิดีโอที่โพสต์ใน Twitter (ปัจจุบันเป็น X) ในปี 2021 Nike เป็นพันธมิตรทางการค้าสำคัญของ NBA มาตั้งแต่ปี 1992 และในปี 2024 ได้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรด้านเครื่องแต่งกาย สินค้า การตลาด และเนื้อหาของลีกจนถึงปี 2037 ซึ่งเป็นสัญญาที่มีรายงานว่ามีมูลค่ากว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์ คำถามของฟรีดอมเกิดขึ้นหลังจากที่ Nike ถูกเชื่อมโยงกับโรงงานรองเท้าผ้าใบในมณฑลชานตงที่รับคนทำงานโอนย้ายชาวอุยกูร์ Nike ยืนยันว่าผู้จัดหาได้หยุดการจ้างคนงานจากซินเจียงแล้วและการตรวจสอบได้ยืนยันเรื่องนี้ "การตรวจสอบอย่างต่อเนื่องของเราไม่พบหลักฐานการจ้างงานชาวอุยกูร์หรือชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ จากซินเจียงในที่อื่นของโซ่อุปทานเราในจีน" บริษัทกล่าวในตอนนั้น แต่ TBIJ พบแหล่งข้อมูลที่เชื่อมโยง Nike กับ Fulgent Sun ผู้ผลิตรองเท้าในมณฑลฟูเจี้ยนที่ดูดซับคนทำงานจากซินเจียงมายาวนาน โรงงานแห่งนี้เริ่มทำงานร่วมกับรัฐบาลเพื่อนำชาวอุยกูร์และคีร์กิซมายังฟูเจี้ยนในปี 2013 เมื่อ TBIJ เข้าไปหาด้วยข้อค้นพบเหล่านี้ โฆษกของ Nike กล่าวว่าบริษัทได้ยุติความสัมพันธ์กับโรงงานในฟูเจี้ยนตั้งแต่ปี 2015 แล้ว พวกเขายอมรับว่า Nike ได้จัดหาสินค้าจากโรงงานที่เกี่ยวข้องในจีนกลางสำหรับแบรนด์ Converse ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลต่างๆ ตั้งแต่สื่อวงการอุตสาหกรรมและบทความทางวิชาการไปจนถึงเอกสารของ Fulgent Sun เอง ชี้ให้เห็นว่า Nike เป็นลูกค้าสำคัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา TBIJ ได้ดึงบันทึกการส่งออกที่แสดงการจัดส่งหลายครั้งจากโรงงานฟูเจี้ยนไปยัง Nike ในสหรัฐอเมริกาหลังจากปี 2015 รวมถึงล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน 2022 การจัดส่งทั้งหมดถูกส่งผ่านหนึ่งในพันธมิตรโลจิสติกส์หลักของแบรนด์ในภูมิภาค หลังจากได้เห็นหลักฐานบางส่วน Nike กลับบอกว่าบันทึกของบริษัท "ขัดแย้งกับข้ออ้างของ TBIJ" และยืนยันว่าไม่ได้ซื้อสินค้าใดจากโรงงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี 2015 นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่า "ยังคงมุ่งมั่นต่อการผลิตที่มีจริยธรรมและความรับผิดชอบ" Fulgent Sun ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอให้แสดงความคิดเห็น ฟรีดอม ซึ่งได้สวมรองเท้าคู่หนึ่งที่มีข้อความ "Nike Hypocrite", "Made with slave labor" และ "No more excuses" ในหนึ่งในเกม NBA สุดท้ายของเขา อ้างว่าการวิจารณ์ทั้งจีนและ Nike ทำให้เขาสูญเสียอาชีพ เขารู้สึกเศร้าใจกับสิ่งที่เขาเรียกว่าการเคลื่อนไหวแบบเลือกสรรของ Nike ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนอย่างภาคภูมิใจของขบวนการเรียกร้องความยุติธรรมทางสังคมที่มุ่งเน้นในสหรัฐอเมริกา เช่น Black Lives Matter "คุณลุกขึ้นเพื่อสิ่งต่าง ๆ เว้นแต่มันจะกระทบเงินในกระเป๋าสตางค์ของคุณ" เขากล่าว "ลุกขึ้นเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง" เขากล่าวเสริม เมื่อพูดผู้เล่น NBA ที่ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน เขากล่าวว่า "ลองใส่ใจคิดดูในฐานะของพวกเขาสิ ลองจินตนาการว่าเป็นน้องสาวหรือลูกสาวของคุณ คุณจะยังคงเงียบอยู่ไหม?" ที่มา: Major NBA brands linked to forced labour in China (Daniel Murphy, TBIJ, 30 August 2025)   * รายงานพิเศษ * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * สหรัฐอเมริกา * จีน * NBA * บาสเกตบอล * แรงงานบังคับ * อุยกูร์
dlvr.it
September 19, 2025 at 2:53 AM
"วิชาคนตัวเล็ก" #เทือกเขาเหล่าดอง
เรามองว่า เล่มนี้มีความเป็น Brand Story แบบองค์ประกอบมาร์เก็ตติ้งทั้งนั้นเลยอะ
- มุมมองเจ้าของกิจการ
- แบรนด์คือใคร
- แบรนด์เชื่ออะไร (ลูกค้าที่ชอบสินค้ามีคุณภาพอ่านยังไงก็ซื้อ)
- มี Emotional Connect
- จัดเนื้อหาแบบการแนะนำ แต่ไม่ต้องเชื่อ
February 15, 2026 at 6:26 PM
หลังไลฟ์ขายของร่วมกับ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” เจ้าของแบรนด์เจอสินค้าถูกยกเลิกออร์เดอร์ 7,000 รายการ ล่าสุดออกมาเคลื่อนไหวชี้แจง

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5209031/
#เจนนี่ได้หมดถ้าสดชื่น #เจ้าของแบรนด์
#ยกเลิกออร์เดอร์ #ชี้แจง
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
แบรนด์ดังถูกยกเลิก 7,000 ออร์เดอร์ หลังไลฟ์กับ 'เจนนี่' ด้านเจ้าของแบรนด์แจงดราม่า | เดลินิวส์
หลังไลฟ์ขายของร่วมกับ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” เจ้าของแบรนด์เจอสินค้าถูกยกเลิกออร์เดอร์ 7,000 รายการ ล่าสุดออกมาเคลื่อนไหวชี้แจง
www.dailynews.co.th
October 16, 2025 at 8:04 AM
Recap: ไลฟ์ถ้าโซน่าเป็นเจ้าของแบรนด์อะไรสักอย่างของคุณโซน่าที่จะมาเป็นเจ้าของสินค้า คู่จิ้น ที่รัก Original Song ออกกำลังกาย อาหารแสนอร่อย เสียงของร่างใจฉัน และอื่นๆ มากมายของเจ้าคอนเทนต์ที่เปิดและคุยได้ทุกประเด็น พร้อมเพลงฝนตก คีย์บอร์ดจ๊อกแจ๊กก็มา บอกเลยปอดโยกแน่นวล 🐳
#ZONATA
February 18, 2025 at 6:56 AM
Micron ประกาศเลิกขายแรม-สตอเรจแบรนด์ Crucial หันไปขายฝั่งศูนย์ข้อมูลอย่างเดียว
Micron ประกาศเลิกขายแรม-สตอเรจแบรนด์ Crucial หันไปขายฝั่งศูนย์ข้อมูลอย่างเดียว Body Micron ในฐานะเจ้าของแบรนด์หน่วยความจำ Crucial ประกาศหยุดทำตลาดสินค้าสำหรับคอนซูเมอร์ และจะหันไปทำตลาดแรมสำหรับเซิร์ฟเวอร์-ศูนย์ข้อมูล (ที่ทำเงินได้เยอะกว่า) เพียงอย่างเดียว Micron บอกว่าความต้องการแรมและสตอเรจที่เพิ่มขึ้นในฝั่งศูนย์ข้อมูล ทำให้บริษัทตัดสินใจหยุดทำตลาดฝั่งคอนซูเมอร์ เพื่อหันไปโฟกัสกับลูกค้าขนาดใหญ่แทน จึงต้องหยุดออกสินค้าแบรนด์ Crucial ที่ทำมานาน 29 ปี (เริ่มเปิดตัวแบรนด์ในปี 1996 ยุค Pentium) สินค้าแบรนด์ Crucial จะยังมีส่งมอบให้ตัวแทนจำหน่ายต่างๆ จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ส่วนการรับประกันและบริการหลังขายของสินค้าเดิมจะยังมีต่อไปตามปกติ ที่มา - Micron, Ars Technica mk Thu, 04/12/2025 - 06:19
www.blognone.com
December 4, 2025 at 12:48 AM
GlobalFoundries (GF) ประกาศซื้อกิจการ MIPS ขยายธุรกิจไปซีพียูตระกูล RISC-V
GlobalFoundries (GF) ประกาศซื้อกิจการ MIPS ขยายธุรกิจไปซีพียูตระกูล RISC-V Body GlobalFoundries (GF) บริษัทผู้ผลิตชิป ที่เคยแยกตัวมาจาก AMD ในปี 2009 ประกาศซื้อกิจการ MIPS Technologies บริษัทเจ้าของซีพียูสถาปัตยกรรม MIPS ในตำนาน โดยไม่ได้เปิดเผยมูลค่า ถึงแม้ชื่อบริษัท MIPS Technologies โด่งดังมาจากสถาปัตยกรรม MIPS ที่เป็นหัวหอกผลักดันสถาปัตยกรรมตระกูล RISC ตลอดช่วง 40 ปีที่ผ่านมา แต่ธุรกิจของบริษัท MIPS ช่วงปีหลังๆ หันมาใช้สถาปัตยกรรม RISC-V ที่เป็นอนาคตมากกว่าแทน โดยใช้ชื่อสินค้าแบรนด์ Atlas ทำตลาด RISC-V ร่างปัจจุบันของ MIPS Technologies ก็เปลี่ยนแปลงจากบริษัทดั้งเดิม MIPS Computer Systems ที่ก่อตั้งในปี 1984 มาแล้วหลายครั้ง โดย MIPS เคยถูก SGI ซื้อกิจการในปี 1992, กลับมาขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ปี 1998, ขายให้ Imagination Technologies ในปี 2013, ขายต่อให้ Wave Computing ในปี 2018 จากนั้น Wave Computing ล้มละลายปี 2020 ฟื้นฟูกิจการในปี 2021 แล้วเปลี่ยนชื่อ Wave เป็น MIPS ในปัจจุบัน การซื้อกิจการครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ GlobalFoundries กลายเป็นเจ้าของบริษัทออกแบบชิปเอง (ก่อนหน้านี้เคยแต่ซื้อโรงงาน) แต่ GF ก็ประกาศชัดว่าการซื้อ MIPS มีเป้าหมายเพื่อให้โรงงานของตัวเองรองรับคำสั่งผลิตชิปแบบคัสตอมได้กว้างกว่าเดิม (คือสามารถรับงานผลิต RISC-V ได้เพิ่ม) ส่วนธุรกิจดั้งเดิมของ MIPS ที่ขายชิป RISC-V เป็นตัวๆ ก็ยังอยู่ต่อไปดังเดิม แยกการบริหารออกจาก GF บริษัทแม่ กระบวนการซื้อกิจการคาดว่าจะเสร็จในครึ่งหลังของปี 2025 ที่มา - MIPS, GlobalFoundries mk Wed, 09/07/2025 - 08:57
www.blognone.com
July 9, 2025 at 11:25 AM
Google เข้าถือหุ้น 4% ในบริษัทแว่นตาเกาหลี Gentle Monster
Google เข้าถือหุ้น 4% ในบริษัทแว่นตาเกาหลี Gentle Monster Body กูเกิลประกาศลงนามข้อตกลงเพื่อลงทุนใน II Combined เจ้าของแบรนด์แว่นตา Gentle Monster จากเกาหลีใต้ เป็นเงิน 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งข้อตกลงนี้กูเกิลจะได้หุ้น 4% กูเกิลให้เหตุผลของการลงทุนนี้ เพื่อร่วมมือกับ Gentle Monster ในการพัฒนาแว่นตา XR ที่กำหนดขายในปี 2026 โดยต้องการให้แว่นตานี้เป็นสินค้าสวยงามตามเทรนด์แฟชั่นมากกว่าเป็นอุปกรณ์แกดเจ็ต ซึ่งกูเกิลประกาศความร่วมมือกับ Gentle Monster ไปเมื่อเดือนที่แล้วในงาน I/O Sundar Pichai ซีอีโอกูเกิล อธิบายในงาน I/O ว่าแว่นตาอัจฉริยะควรทำออกมาเป็นสินค้าที่สวมใส่แล้วสวยงาม เพราะทำให้คนคุ้นเคยและใช้งานได้เป็นประจำ แนวทางของกูเกิลนี้คล้ายกับ Meta ที่เลือกพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะร่วมกับ Ray-Ban และล่าสุดคือ Oakley รวมถึง Prada ที่มีข่าวออกมาด้วย ที่มา: KED Global ภาพ Gentle Monster arjin Fri, 27/06/2025 - 19:59
www.blognone.com
June 27, 2025 at 9:31 PM
ผู้บริหาร Dell ตอบคำถามเรื่องชื่อรุ่นพีซีแบบใหม่ "Apple ไม่ได้เป็นเจ้าของคำว่า Pro และ Max"
หลังจาก Dell ประกาศรีแบรนด์วิธีตั้งชื่อรุ่นสินค้ากลุ่มพีซีใหม่เป็น Dell, Dell Pro และ Dell Pro Max เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวหลายคนก็คือ นี่เป็นวิธีการตั้งชื่อรุ่นของ iPhone ในปัจจุบัน ประเด็นนี้ผู้บริหาร Dell ก็ถูกนักข่าวถามว่าเป็นการตั้งชื่อรุ่นตามแบบแอปเปิลหรือไม่ ในช่วงการให้รายละเอียดกับสื่อมวลชนในงาน CES 2025 ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือ แอปเปิลไม่ได้เป็นเจ้าของคำว่า Pro และ Max Jeff Clarke ซีโอโอ Dell บอกที่มาการตัดสินใจเปลี่ยนชื่อรุ่นพีซี ว่ามาจากการสำรวจความเห็นลูกค้าหลายหมื่นคน ขณะที่ Michael Dell ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Dell บอกว่าการตั้งชื่อแบบนี้ทำให้ง่ายสำหรับลูกค้ามากขึ้น แอปเปิลเริ่มใช้การเรียก iPhone เป็นรุ่น Pro กับ Pro Max มาตั้งแต่ iPhone 11 Pro ปี 2019 แต่ถึงอย่างนั้นคำว่า Pro ก็มีใช้มานานมากแล้ว อย่างเช่น Surface Pro เป็นต้น ที่มา: Business Insider Topics: Dell Dell Technologies Branding PC CES 2025 Apple Michael Dell
www.blognone.com
January 7, 2025 at 5:04 PM
แบรนด์เสื้อผ้ากีฬารายใหญ่ใน NBA เชื่อมโยงกับการใช้แรงงานบังคับในจีน
แบรนด์เสื้อผ้ากีฬารายใหญ่ใน NBA เชื่อมโยงกับการใช้แรงงานบังคับในจีน
แบรนด์เสื้อผ้ากีฬารายใหญ่ใน NBA เชื่อมโยงกับการใช้แรงงานบังคับในจีน auser15 Fri, 2025-09-19 - 09:46 รายงานข่าวสืบสวนโดย TBIJ และ Guardian ชี้ว่าแบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬารายใหญ่ในการแข่งขัน NBA อย่าง Li-Ning, Anta และ 361 Degrees ล้วนเป็นเจ้าของโรงงานที่เชื่อมโยงกับการใช้แรงงานบังคับชาวอุยกูร์ ด้านโซ่อุปทานของ Nike ก็มีมลทินเช่นกัน รองเท้าผู้เล่น NBA หลายคนถูกผลิตโดยแบรนด์จีนอย่าง Li-Ning, Anta และ 361 Degrees ซึ่งการสืบสวนพบว่าเชื่อมโยงกับโรงงานที่ใช้แรงงานบังคับชาวอุยกูร์ รวมถึง Nike ที่ถูกเปิดเผยว่ามีการจัดส่งสินค้าจากโรงงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการโอนย้ายแรงงานซินเจียง | ภาพจาก : Mike/Pexels  เมื่อ เอเนส แคนเตอร์ ฟรีดอม (Enes Kanter Freedom) ปรากฏตัวบนสนามบาสเก็ตบอลในเสื้อ Boston Celtics และรองเท้าผ้าใบที่มีคำขวัญ "Free Uyghur" (ปลดปล่อยอุยกูร์) ก็เกิดปฏิกิริยาจากปักกิ่งอย่างรวดเร็ว "จริง ๆ แล้วตอนพักครึ่ง พวกเขายกเลิกการถ่ายทอดเกม Celtics ทุกเกมทางโทรทัศน์ในจีนไปตลอดทั้งปีเลย" นักบาสเก็ตบอลคนนี้เล่าให้ Bureau of Investigative Journalism (TBIJ) และ Guardian ฟัง เกมนั้นในเดือนตุลาคม 2021 กลายเป็นจุดหักเหของอาชีพเขา "นั่นแหละคือช่วงที่ NBA เริ่มโกรธผมอย่างจริงจัง" ฟรีดอม กล่าว ฟรีดอมเป็นนักวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตุรกีมานาน เขาเริ่มศึกษาเรื่องนี้หลังจากที่บิดาของแฟนคนหนึ่งซึ่งเป็นห่วงได้ตั้งคำถามกับความเงียบของเขาเรื่องการปฏิบัติของจีนต่อชนกลุ่มน้อยมุสลิม ในซินเจียงซึ่งเป็นภูมิภาคตะวันตกสุดของจีน "สงครามต่อต้านการก่อการร้าย" ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) มาพร้อมกับการกดขี่และการกักขังเพื่อบังคับให้กลุ่มชาติพันธุ์น้อยหลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรมจีนหลัก ชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ถูกจับขังในค่ายปรับปรุงและถูกบีบบังคับให้ทำงานในโรงงานต่างๆ ทั่วประเทศ ฟรีดอมเคยชินกับการแสดงจุดยืนในรูปแบบที่แปลกใหม่ เขาได้เปลี่ยนนามสกุลจากแคนเตอร์ (Kanter) เมื่อได้รับสัญชาติอเมริกัน และเมื่อเขาขุดคุ้ยข้อมูลลึกลงไป เขาพบว่าเป็นเรื่องแปลกที่คนจำนวนมากไม่ทราบเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นในซินเจียง ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลงมือทำบางสิ่ง "ผมติดต่อศิลปินต่าง ๆ ทั่วโลก และบอกพวกเขาให้นำความทุกข์ยากทั้งหมดมาวาดลงบนรองเท้า" เขาเล่า "แล้วผมจะออกไปลงแข่งบาสเก็ตบอล" นั่นคือปีที่ 11 ในอาชีพ NBA ของฟรีดอม และก็จะกลายเป็นปีสุดท้ายของเขา เพื่อนร่วมทีมเริ่มเตือนเขา ต่อมาเขาได้ให้การต่อหน้าสภาคองเกรสว่าเขาจะไม่ได้เล่นในลีกอีกแล้ว ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ถูกปลดออกจากสัญญา ซึ่ง NBA อ้างว่าการตัดสินใจนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองของเขาแต่อย่างใด การยกเลิกการถ่ายทอดเกม Celtics ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปักกิ่งลงโทษ NBA ในปี 2019 สื่อรัฐจีนได้ดึงเกมออกจากตารางการออกอากาศหลังจากที่ แอดัม ซิลเวอร์ (Adam Silver) ผู้บริหาร NBA ออกมาปกป้องการกระทำของ แดริล โมเรย์ (Daryl Morey) ผู้บริหาร Houston Rockets ที่ทวีตสนับสนุนผู้ประท้วงในฮ่องกง เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ NBA สูญเสียรายได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ จีนเป็นตลาดมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สำหรับ NBA โดยมีแฟนบาสเก็ตบอลมากกว่าจำนวนประชากรทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา ฟรีดอมกล่าวว่าลีกต้องอยู่ใต้อิทธิพลของผลประโยชน์จีน นอกจากนี้ยังเป็นเวทีขนาดใหญ่สำหรับแบรนด์จีนในการโปรโมตตัวเองสู่สายตาโลก แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาจีนอย่าง Li-Ning ใช้ผู้เล่น NBA ในการโปรโมตรองเท้าของตนมานานกว่าทศวรรษแล้ว ตั้งแต่ ดเวน เวด (Dwyane Wade) ยุติสัญญากับ Jordan ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Nike และหันไปเซ็นสัญญากับบริษัทจีนในปี 2012 Li-Ning และแบรนด์จีนอื่น ๆ อย่าง Anta และ 361 Degrees ปัจจุบันแข่งขันกับบริษัทอเมริกันรุ่นเก่าแก่เพื่อชิงสัญญาสปอนเซอร์มูลค่าสูงลิบลิ่ว นักเล่น NBA มากกว่าโหลคนมีสัญญากับแบรนด์ทั้ง 3 ในปี 2022 ตามการวิเคราะห์ของ ESPN Li-Ning มีสัญญากับ จิมมี่ บัตเลอร์ (Jimmy Butler) ของ Golden State Warriors ซึ่งถูกดึงตัวมาจาก Jordan ในปี 2020 ด้วยสัญญาใหญ่โตที่รวมถึงไลน์รองเท้าซิกเนเจอร์หลายรุ่น และ เฟร็ด แวนวลีต (Fred VanVleet) ของ Houston Rockets ซึ่งเป็นประธาน National Basketball Players Association Anta สปอนเซอร์ดาราดังอย่าง เคลย์ ทอมป์สัน (Klay Thompson) และ ไครี เออร์วิง (Kyrie Irving) ในขณะที่รายชื่อของ 361 Degrees มีตำนานชาวเซอร์เบียอย่าง นิโคลา โยคิช (Nikola Jokić) สัญญาสปอนเซอร์เหล่านี้ทำกับผู้เล่นโดยตรงและไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจาก NBA ตัวแทนของผู้เล่นเหล่านี้ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอให้แสดงความคิดเห็น บัดนี้ TBIJ และ Guardian สามารถเปิดเผยได้ว่าแบรนด์ทั้งสามแห่งนี้เชื่อมโยงกับการกดขี่ที่ฟรีดอมเน้นย้ำบนรองเท้าผ้าใบของเขา และ Nike ก็เช่นเดียวกัน โครงการโอนย้ายแรงงานซินเจียงและการเชื่อมโยงกับแบรนด์จีน เมื่อต้นปี 2025 การสืบสวนสำคัญโดย TBIJ, New York Times และ Der Spiegel ได้เชื่อมโยงแบรนด์ระดับโลกกว่า 100 แบรนด์เข้ากับโครงการโอนย้ายแรงงานซินเจียงที่ขนย้ายชนกลุ่มน้อยหลายพันไมล์ข้ามประเทศจีนไปทำงานในโรงงานทางภาคตะวันออก โครงการเคลื่อนย้ายแรงงานนี้เป็นเสาหลักสำคัญในแผนการทำลายล้างชุมชนอุยกูร์ คาซัค และคีร์กิซในซินเจียงอย่างเป็นระบบของรัฐบาลจีน Anta, Li-Ning และ 361 Degrees อยู่ในกลุ่มแบรนด์ที่เป็นเจ้าของโรงงานผลิตโดยตรงที่เชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ และแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาเหล่านี้ยังได้รับการจัดหาสินค้าจากบริษัทอื่น ๆ ที่เข้าร่วมในโครงการโอนย้ายแรงงานด้วย โรงงาน 361 Degrees ในฟูเจี้ยนได้รับคนงานจากซินเจียงมาแล้วอย่างน้อยสิบปี "งานแต่งงานหมู่" ของคนงานคาซัคที่โรงงานในปี 2015 มีการกล่าวถึงคนงานเกือบ 400 คน เนื้อหาในโซเชียลมีเดียจากคนงานซินเจียงที่แสดงให้เห็นบริเวณโรงงานถูกอัปโหลดเมื่อปี 2024 โรงงานอย่างน้อย 3 แห่งที่จัดหาสินค้าให้ Li-Ning ได้ใช้คนงานจากโครงการโอนย้ายแรงงาน คลิปหนึ่งที่อัปโหลดโดยคนทำงานชาวอุยกูร์แสดงให้เห็นรองเท้าผ้าใบ Li-Ning สีดำและเงินคู่หนึ่งบนสายพานลำเลียงในโรงงานแห่งหนึ่งในหูเป่ย "ชีวิตลำบากเกินไป แต่ผมไม่อยากยอมแพ้" เป็นชื่อของวิดีโอจากคนทำงานที่โรงงานจัดหาสินค้าให้ Li-Ning แห่งอื่น "หมอนี่สั่งให้คนทำงานหนักสุดๆ เลย" เสียงพากย์ในภาษาอุยกูร์กล่าว หมายถึงหัวหน้างานชาวฮั่นที่ยืนอยู่ใกล้ๆ โดยเอามือทาบเอว "ถ้าผมออกจากที่นี่ไม่ได้ ผมรู้ว่าผมจะทำงานจนตาย" การให้การสนับสนุนของ 361 Degrees ขยายออกไปนอกเหนือจาก NBA ไปถึงกิจกรรม World Aquatics และนักวิ่งโอลิมปิก ในขณะที่ความร่วมมือของ Li-Ning รวมถึงคณะผู้แทนโอลิมปิกจีนและนักแบดมินตันรุ่นเยาว์ในสหราชอาณาจักร แบรนด์ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนแนวทางของปักกิ่งต่อซินเจียง เมื่อธุรกิจทั่วโลกเริ่มถอดฝ้ายซินเจียงออกจากโซ่อุปทานหลังจากความกังวลเรื่องแรงงานบังคับในไร่ฝ้าย Li-Ning ยังคงใส่คำว่า "ผลิตจากฝ้ายซินเจียง" ไว้บนป้ายเสื้อผ้า ขณะที่ Nike และแบรนด์ระดับโลกอื่น ๆ เผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากผู้บริโภคจีนสำหรับการหยุดใช้ฝ้ายซินเจียง ซึ่งถูกขยายเสียงผ่านแคมเปญของสื่อรัฐ ยอดขายและราคาหุ้นของ Li-Ning กลับพุ่งสูงขึ้น ความร่วมมือด้านกีฬาในรูปแบบนี้ช่วยให้บริษัทเหล่านี้เสริมสร้างพลังอ่อนของจีน เมื่อโมเรย์ผู้บริหาร Houston Rockets แสดงจุดยืนสนับสนุนฮ่องกง Li-Ning และ Anta ทั้งคู่ประกาศว่าจะหยุดความร่วมมือกับทีม Li-Ning แจ้งกับเราว่า "ต่อต้านและห้ามแรงงานบังคับทุกรูปแบบ" ในโซ่อุปทานอย่างเข้มงวด และตรวจสอบผู้จัดหาอย่างสม่ำเสมอ ด้วยนโยบาย "ไม่ยอมให้เกิดขึ้นเด็ดขาด" นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าบริษัท "ยึดถือสิทธิมนุษยชนและสิทธิตามกฎหมายของแรงงานเสมอมา" 361 Degrees และ Anta ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอให้แสดงความคิดเห็น ไมค์ บาส (Mike Bass) โฆษก NBA กล่าวว่า "เราสนับสนุนและจะยังคงสนับสนุนสมาชิกทุกคนในครอบครัว NBA รวมถึงเอเนส ฟรีดอม ในการแสดงออกถึงมุมมองส่วนตัวเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมและการเมือง เราจะยึดถือคำแนะนำและนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการดำเนินงานในจีนและประเทศและดินแดนอีกกว่า 200 แห่งทั่วโลกที่เราเข้าไปมีส่วนร่วมกับแฟนๆ" ฟรีดอมไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่ได้ยินว่าโรงงาน 6 แห่งในโซ่อุปทานของ Li-Ning, Anta และ 361 Degrees เชื่อมโยงกับแรงงานบังคับในซินเจียง แต่เหนือสิ่งอื่นใดมีแบรนด์หนึ่งที่เขามีคำถามอยากจะถาม และเขาถามมาแล้ว 4 ปี คำถามต่อ Nike   Dear @Nike Stop the modern day SLAVERY, now!!!#HypocriteNike#EndUyghurForcedLabor pic.twitter.com/tvX2k3wE4X — Enes Kanter FREEDOM (@EnesFreedom) October 25, 2021   "ใครเป็นคนทำรองเท้าของคุณในจีน? คุณรู้ไหม?" ฟรีดอมตั้งคำถามกับ Nike ในวิดีโอที่โพสต์ใน Twitter (ปัจจุบันเป็น X) ในปี 2021 Nike เป็นพันธมิตรทางการค้าสำคัญของ NBA มาตั้งแต่ปี 1992 และในปี 2024 ได้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรด้านเครื่องแต่งกาย สินค้า การตลาด และเนื้อหาของลีกจนถึงปี 2037 ซึ่งเป็นสัญญาที่มีรายงานว่ามีมูลค่ากว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์ คำถามของฟรีดอมเกิดขึ้นหลังจากที่ Nike ถูกเชื่อมโยงกับโรงงานรองเท้าผ้าใบในมณฑลชานตงที่รับคนทำงานโอนย้ายชาวอุยกูร์ Nike ยืนยันว่าผู้จัดหาได้หยุดการจ้างคนงานจากซินเจียงแล้วและการตรวจสอบได้ยืนยันเรื่องนี้ "การตรวจสอบอย่างต่อเนื่องของเราไม่พบหลักฐานการจ้างงานชาวอุยกูร์หรือชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ จากซินเจียงในที่อื่นของโซ่อุปทานเราในจีน" บริษัทกล่าวในตอนนั้น แต่ TBIJ พบแหล่งข้อมูลที่เชื่อมโยง Nike กับ Fulgent Sun ผู้ผลิตรองเท้าในมณฑลฟูเจี้ยนที่ดูดซับคนทำงานจากซินเจียงมายาวนาน โรงงานแห่งนี้เริ่มทำงานร่วมกับรัฐบาลเพื่อนำชาวอุยกูร์และคีร์กิซมายังฟูเจี้ยนในปี 2013 เมื่อ TBIJ เข้าไปหาด้วยข้อค้นพบเหล่านี้ โฆษกของ Nike กล่าวว่าบริษัทได้ยุติความสัมพันธ์กับโรงงานในฟูเจี้ยนตั้งแต่ปี 2015 แล้ว พวกเขายอมรับว่า Nike ได้จัดหาสินค้าจากโรงงานที่เกี่ยวข้องในจีนกลางสำหรับแบรนด์ Converse ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลต่างๆ ตั้งแต่สื่อวงการอุตสาหกรรมและบทความทางวิชาการไปจนถึงเอกสารของ Fulgent Sun เอง ชี้ให้เห็นว่า Nike เป็นลูกค้าสำคัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา TBIJ ได้ดึงบันทึกการส่งออกที่แสดงการจัดส่งหลายครั้งจากโรงงานฟูเจี้ยนไปยัง Nike ในสหรัฐอเมริกาหลังจากปี 2015 รวมถึงล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน 2022 การจัดส่งทั้งหมดถูกส่งผ่านหนึ่งในพันธมิตรโลจิสติกส์หลักของแบรนด์ในภูมิภาค หลังจากได้เห็นหลักฐานบางส่วน Nike กลับบอกว่าบันทึกของบริษัท "ขัดแย้งกับข้ออ้างของ TBIJ" และยืนยันว่าไม่ได้ซื้อสินค้าใดจากโรงงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี 2015 นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่า "ยังคงมุ่งมั่นต่อการผลิตที่มีจริยธรรมและความรับผิดชอบ" Fulgent Sun ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอให้แสดงความคิดเห็น ฟรีดอม ซึ่งได้สวมรองเท้าคู่หนึ่งที่มีข้อความ "Nike Hypocrite", "Made with slave labor" และ "No more excuses" ในหนึ่งในเกม NBA สุดท้ายของเขา อ้างว่าการวิจารณ์ทั้งจีนและ Nike ทำให้เขาสูญเสียอาชีพ เขารู้สึกเศร้าใจกับสิ่งที่เขาเรียกว่าการเคลื่อนไหวแบบเลือกสรรของ Nike ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนอย่างภาคภูมิใจของขบวนการเรียกร้องความยุติธรรมทางสังคมที่มุ่งเน้นในสหรัฐอเมริกา เช่น Black Lives Matter "คุณลุกขึ้นเพื่อสิ่งต่าง ๆ เว้นแต่มันจะกระทบเงินในกระเป๋าสตางค์ของคุณ" เขากล่าว "ลุกขึ้นเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง" เขากล่าวเสริม เมื่อพูดผู้เล่น NBA ที่ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน เขากล่าวว่า "ลองใส่ใจคิดดูในฐานะของพวกเขาสิ ลองจินตนาการว่าเป็นน้องสาวหรือลูกสาวของคุณ คุณจะยังคงเงียบอยู่ไหม?" ที่มา: Major NBA brands linked to forced labour in China (Daniel Murphy, TBIJ, 30 August 2025)   * รายงานพิเศษ * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * สหรัฐอเมริกา * จีน * NBA * บาสเกตบอล * แรงงานบังคับ * อุยกูร์
dlvr.it
September 19, 2025 at 2:53 AM
เปิดแคมเปญจี้นายจ้าง-แบรนด์แฟชั่นร่วมรับผิดชอบคนงาน 'บอดี้แฟชั่น' ถูกลอยแพปี'63 รวม 245 ล.
เปิดแคมเปญจี้นายจ้าง-แบรนด์แฟชั่นร่วมรับผิดชอบคนงาน 'บอดี้แฟชั่น' ถูกลอยแพปี'63 รวม 245 ล.
เปิดแคมเปญจี้นายจ้าง-แบรนด์แฟชั่นร่วมรับผิดชอบคนงาน 'บอดี้แฟชั่น' ถูกลอยแพปี'63 รวม 245 ล. ภาพปก: แฟ้มภาพ ประชาไท XmasUser Fri, 2025-08-22 - 13:34 'ผ่านมา 5 ปีแล้วยังไม่คืบเรื่องการชดใช้' เครือข่ายสิทธิแรงงานนานาชาติ เปิดแคมเปญเรียกร้องให้นายจ้าง 'บอดี้แฟชั่น' และแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่สั่งสินค้า ร่วมรับผิดชอบกรณีที่เมื่อปี 2563 โรงงานบอดี้แฟชั่น ซึ่งมีเจ้าของคือ โรเบิร์ต อึ้ง นักธุรกิจชาวมาเลเซีย และเป็น CEO ของบริษัทชุดชั้นในชื่อดังอย่าง 'Huber' เลิกจ้างลอยแพคนงานกว่า 900 ชีวิต และไม่จ่ายค่าจ้างคนงานในเดือนสุดท้าย รวมเงิน 245 ล้านบาท และแม้ว่าจะผ่านมากว่า 5 ปีแล้ว แต่นายจ้างก็ยังไม่เคยมาจ่ายเงินชดเชยให้คนงาน   เมื่อ 7 ส.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก "สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ประจำประเทศไทย (FCCT)" ถ่ายทอดสดออนไลน์ ที่ FCCT กรุงเทพฯ อดีตคนงานบอดี้แฟชั่น (Body Fashion) ร่วมกับองค์กรด้านสิทธิแรงงานสากล ได้แก่ Clean Clothes Campaign (CCC) และ Solidarity Center (SC) ประจำประเทศไทย Worker Rights Consortium และ Südwind ร่วมจัดงานแถลงข่าว เปิดแคมเปญรณรงค์เพื่อเรียกร้องให้เจ้าของโรงงานสิ่งทอ ‘บอดี้แฟชั่น’ และแบรนด์แฟชั่นต่างๆ ที่สั่งสินค้าจากโรงงานร่วมรับผิดชอบค่าชดเชย และค่าจ้าง รวม 7.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือ 245 ล้านบาท) หลังจากกรณีที่นายจ้างโรงงานสิ่งทอ บริษัท Body Fashion Thailand Limited จ.นครสวรรค์ และสมุทรปราการ โดยมีโรเบิร์ต อึ้ง (Robert Ng) หรืออึ้ง มัน ชุด (Ng Man Chung) นักธุรกิจมาเลเซีย เป็นนายจ้าง ได้เลิกจ้างลอยแพคนงานรวมกว่า 900 ราย โดยไม่จ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง และเงินอื่นๆ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน บรรยากาศงานเปิดตัวแคมเปญเรียกร้องให้นายจ้าง และแบรนด์สินค้าเสื้อผ้าระดับโลก ลูกค้าโรงงานบอดี้แฟชั่น ร่วมรับผิดชอบค่าชดเชยให้กับคนงาน 245 ล้านบาท (ที่มา: เฟซบุ๊ก FCCT) ส่วนการสนับสนุนที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้แรงงานบอดี้แฟชั่นครั้งนี้ คือฝ่ายกฎหมายของสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย ส่วนการสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือด้านการประสานงานต่างๆ คือแรงงานเพื่อสังคม ทั้งนี้ แม้ว่าการเลิกจ้างลอยแพคนงานจะเกิดเหตุตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และศาลแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แรงงานก็ตาม แต่ทางนายจ้างก็ไม่เคยปฏิบัติตาม รวมถึงแบรนด์สินค้าระดับโลกหลายแบรนด์ที่เคยสั่งสินค้าจากโรงงานบอดี้แฟชั่น ก็ยังไม่เคยร่วมรับผิดชอบเลยสักครั้ง ส่วนแบรนด์ดังระดับโลก ที่เคยเป็นลูกค้าสั่งสินค้าจากโรงงาน บอดี้แฟชั่น ยกตัวอย่าง ฮูเบอร์โฮลดิ้ง (Huber Holding) ซึ่งผู้บริหารคือโรเบิร์ต อึ้ง ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกับโรงงานบอดี้แฟชั่น (ผู้ผลิต ฮันโร (Hanro), ฮอม (HOM), ฮูเบอร์บอดีแวร์ (Huber Bodywear), สกินนี (Skinny) ประเทศออสเตรีย, ไทรอัมพ์ (Triumph) สวิตเซอร์แลนด์, เลน ไบรอันต์ (Lane Bryant) และวิกตอเรียซีเคร็ต (Victoria’s Secret) ประเทศสหรัฐฯ  ทำลายทั้งชีวิต ประสิทธิ์ เกิดพิทักษ์ ทำงานที่บอดี้แฟชั่นมานาน 22 ปี และถูกเลย์ออฟในปี 2563 ก่อนหน้านี้เราทำงานอย่างหนักเพื่อส่งสินค้าให้ตรงตามเป้าหมาย แต่พอปี 2563 นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายเงินชดเชยให้ อีกทั้ง ไม่ยอมจ่ายเงินค่าแรงเดือนสุดท้ายให้คนงานด้วย ทำให้เธอไม่มีเงินติดตัวสักบาทเดียว และต้องดูแลสมาชิกครอบครัวถึง 5 คน รวมถึงแม่ที่เป็นโรคประจำตัวอีกด้วย ประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตอนที่เธอถูกเลิกจ้างตอนนั้นอายุค่อนข้างมากแล้ว ไปสมัครงานใหม่ที่ไหนก็ไม่มีใครรับ เราต้องไปยืมหนี้สินเพื่อหาเงินให้ลูกหลานพ่อแม่เรากินเราใช้ จากที่เราเคยดูแลสมาชิกครอบครัวได้ แต่ตอนนี้กลายเป็นเขาต้องดูแลเราแทน เราได้เงินสงเคราะห์ชราภาพเดือนละ 600 บาทเท่านั้น บางเดือนเราก็ต้องยอมให้เจ้าหน้าที่ตัดน้ำตัดไฟทั้งๆ ที่พ่อแม่เราอยู่ในบ้าน เพราะเราไม่มีปัญญาที่จะหาเงินมาจ่าย ประสิทธิ์ กล่าวว่า ชีวิตตอนนี้เธอไม่มีเงิน ต้องกลับเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อหางานใหม่ ตอนนี้ทำงานก่อสร้างได้วันละ 400 บาท “เราอยากได้รับความช่วยเหลือจากนายจ้างทั้งๆ ที่เราผลิตงานให้ ฮูเบอร์ วิกตอเรียซีเคร็ต ไทรอัมพ์ แต่เราก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากใครเลย” ประสิทธิ์ กล่าว อดีตคนงานบอดี้แฟชั่น เผยว่า เธอยังหวังว่าจะได้รับเงินชดเชยจำนวน 700,000 บาท เพื่อจะเอาไปต่อยอดชีวิต และทำมาหากิน และหวังว่าคนงานทุกคนประมาณ 800 กว่าคนจะได้รับเงินชดเชยจำนวน 245 ล้านบาท จารุวรรณ การักษ์ อดีตพนักงานบอดี้แฟชั่น จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า เธอและสามีทำงานที่บอดี้แฟชั่นมานานแล้ว โดยตัวเธอทำงานมา 24 ปี ขณะที่สามีของเธอทำงานมา 21 ปี ซึ่งในปี 2563 ทั้งสองคนถูกเลิกจ้างพร้อมกัน โดยไม่ได้รับค่าจ้างในเดือนสุดท้าย และไม่ได้เงินค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง "เมื่อก่อนเธอทำงานได้เงินเดือน เดือนละ 50,000 บาท แต่ตอนนี้ได้เงินเดือนหนึ่งไม่ถึง 5,000 บาท จากที่เคยมีบ้านและรถยนต์ ตอนนี้ไม่มีอะไรเลยในชีวิต บ้านกำลังจะโดนยึด แต่รถยนต์โดนยึดไปแล้ว เมื่อรถที่ใช้ในชีวิตในประจำวันถูกยึด เราต้องไปหาซื้อจักรยานเก่า เพื่อขับไปทำงานไกลถึง 8 กม." อดีตพนักงานบอดี้แฟชั่น นครสวรรค์ กล่าว เธฮกล่าวต่อว่า เมื่อไม่มีเงินก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินในระบบ พอในระบบเรายืมต่อไม่ได้ ก็ต้องไปกู้เงินนอกระบบ พอไม่มีเงินจ่าย เขาก็มาด่าเราที่ทำงาน บางวันก็ต้องหลบซ่อน เพราะว่าเราไม่มีเงินจ่ายให้เขา "ตอนกลางคืนสามีเธอไปอาศัยนอนที่สถานีขนส่ง บขส. วันไหนทำงานไม่ได้ ก็ไม่มีข้าวกิน แฟนจะไปขอข้าวที่พระบิณฑบาตรตอนเช้า ส่วนลูกไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัยได้ เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน สามีของเธอเคยถึงขนาดคิดฆ่าตัวตาย เพื่อเอาเงินประกันซื้อบ้าน เพื่อให้ตอนเขาตาย จะให้เราเอาบ้านไปขาย เพื่อเอาเงินมาส่งลูกเรียนในระดับมหาวิทยาลัย" จารุวรรณ กล่าว 'ฮูเบอร์' ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดแรงงานไทย ด้านเกอร์ทูต คราฟเฟนแบร์ก จากผู้ประสานงาน Clean Clothes Campaign ประเทศออสเตรีย และ ‘Südwind’ กล่าวว่า หนึ่งในแบรนด์สินค้าที่เป็นลูกค้าของบอดี้แฟชั่น ในช่วงที่เกิดการโกงค่าชดเชยและค่าจ้างคนงานคือ บริษัท Huber Holding AG (ฮูเบอร์โฮลดิ้ง) หนึ่งในบริษัทเสื้อผ้าชั้นในชื่อดังสัญชาติออสเตรีย รวมถึงบริษัทในเครืออีกมากมาย ซึ่งโรเบิร์ต อึ้ง เป็นเจ้าของโรงงานบอดี้แฟชั่น และฮูเบอร์โฮลดิ้ง รวมถึงบริษัทในเครือดังกล่าวอีกด้วย โดยฮูเบอร์โฮลดิ้ง เป็นลูกค้าคนสำคัญของบอดี้แฟชั่นไทยแลนด์มาเป็นเวลาหลายปี เกอร์ทูต เผยว่า ก่อนหน้านี้มีนักศึกษาของออสเตรียเคยพยายามติดต่อโรเบิร์ต อึ้ง นักธุรกิจสัญชาติมาเลเซีย ตั้งแต่เมื่อ ก.ย. 2566 ทั้งด้วยวิธีการส่งจดหมาย และโทร.หา แต่ไม่ได้รับการตอบรับ ในปีเดียวกัน (2566) จึงมีการแถลงต่อสื่อมวลในกรณีที่บริษัทฮูเบอร์ฯ ละเมิดสิทธิแรงงานในไทย และมีการออกรายงานของ Worker Rights Consortium เมื่อเดือน ธ.ค. 2566 ผลจากการเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้บริษัทฮูเบอร์ฯ เผยว่าจะเข้าไปตรวจสอบต่อกรณีการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้น แต่หลายเดือนถัดมา ฮูเบอร์ฯ ออกแถลงการณ์ เผยว่า บริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิแรงงานในประเทศไทย ขณะเดียวกัน รายงานตรวจสอบภายในของบริษัทฮูเบอร์ฯ ยอมรับว่าโรงงานบอดี้แฟชั่นประเทศไทยได้ผลิตสินค้าให้กับบริษัทฮูเบอร์โฮลดิ้ง และระบุด้วยว่าพาร์ทเนอร์ของฮูเบอร์ฯ ได้แจ้งใบชำระหนี้ให้กับบอดี้แฟชั่นเต็มจำนวนแล้ว แต่ไม่ได้มีการหยิบเรื่องการจ่ายเงินตามใบชำระเงินขึ้นมา อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงเผยว่าในช่วงที่มีการโกงค่าแรงคนงาน บริษัทฮูเบอร์ฯ สั่งซื้อสินค้าจากโรงงานที่ละเมิดสิทธิแรงงานโดยการไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้าง และแน่นอนว่าตอนที่มีการละเมิดสิทธิแรงงาน บริษัทฮูเบอร์เป็นลูกค้าคนสำคัญของบอดี้แฟชั่น และในมุมมองของเธอ แทนที่บริษัทจะปฏิเสธความรับผิดชอบและถอยห่างออกมา บริษัทฮูเบอร์ฯ ควรรับผิดชอบและรับประกันว่าตัวของแรงงานได้รับการจ่ายเงินตามค่าจ้างอย่างทันที ในเชิงการเรียกร้องความรับผิดชอบผ่านกลไกระหว่างประเทศ เกอร์ทูต เผยว่า แม้ว่ารัฐบาลออสเตรียและไทยต่างเป็นรัฐภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งมีข้อผูกมัดให้รัฐสมาชิกต้องร่วมมือกันเพื่อคุ้มครองสิทธิตามที่บัญญัติในกติกาสากลฉบับนี้ และแน่นอนว่าเราเคยเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรียออกมาดำเนินการในกรณีที่เกิดขึ้น และควรร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการบังคับใช้กฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานในกระบวนการยุติธรรมของประเทศออสเตรีย แต่น่าเสียดายว่าข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมออสเตรีย แจ้งว่ารัฐบาลไม่ได้มีข้อตกลงทวิภาคีเพื่อสนับสนุนการดำเนินคดีในออสเตรียได้ ดังนั้น กรณีที่เกิดขึ้นกับบอดี้แฟชั่นประเทศสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการมีกฎหมายความรับผิดชอบในการประกอบธุรกิจ ไม่ใช่แค่ในออสเตรีย แต่รวมถึงในสหภาพยุโรปด้วย เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบจากการละเมิดสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานการผลิต ข้อมูลรายงานประจำปีของบริษัทฮูเบอร์ฯ ทำให้เราทราบว่า บริษัทเริ่มมีกำไรเมื่อปี 2565 เป็นต้นมา แต่ส่วนแบ่งจากกำไรจำนวนมากกลับถูกส่งไปยังเจ้าของ แทนที่จะจ่ายเงินชดเชยและค่าจ้างที่ค้างชำระให้กับคนงาน นอกจากนี้ เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เราพยายามติดต่อไปยังลูกค้าของบริษัทฮูเบอร์ เพื่อให้ข้อมูลเรื่องที่บริษัทมีหนี้ค้างจ่ายให้กับคนงานในไทย เพราะเราถือว่าบริษัทฮูเบอร์ เป็นบริษัทซัปพลายเออร์ชั้นนำให้กับร้านค้าปลีกหลายเจ้าในออสเตรีย พวกเขาควรเข้ามาร่วมรับผิดชอบ และจ่ายเงินที่ติดค้างให้กับแรงงานโดยทันที เธอได้กล่าวด้วยว่า แม้ว่าตัวของเจ้าของบริษัทจะมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะจ่ายให้คนงานได้ แต่มันไม่ได้หมายความว่า บริษัทอื่นๆ ที่สั่งสินค้าจากบอดี้แฟชั่นช่วงก่อนปี 2565 จะรับผิดชอบการจ่ายเงินน้อยกว่า "เราเรียกร้องโรเบิร์ต อึ้ง ในฐานะเจ้าของบอดี้แฟชั่น และฮูเบอร์โฮลดิ้ง ให้จ่ายเงินที่ค้างทั้งหมดให้กับคนงาน "มันน่าตกใจที่ไม่มีทั้งฝ่ายบริหารหรือกรรมการจากบริษัทฮูเบอร์ เข้าร่วมหรือติดตามให้โรเบิร์ต อึ้ง มารับผิดชอบการโกงค่าจ้างและค่าชดเชยครั้งนี้" เกอร์ทูต ระบุ แบรนด์สินค้าระดับโลกต้องร่วมรับผิดชอบ สก็อต โนวา ผู้อำนวยการใหญ่ของ Worker Rights Consortium (WRC) กล่าวว่า กรณีนี้มีความพิเศษตรงที่แบรนด์ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถใช้ข้ออ้างในแบบที่เคยทำ "ในกรณีส่วนใหญ่ เมื่อมีการปิดโรงงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชย เจ้าของมักจะอ้างว่าล้มละลาย สูญหาย หรือ เลิกประกอบธุรกิจ อย่างไรก็ตาม มันแตกต่างกันมากในกรณีนี้ โรเบิร์ต อึ้ง ยังร่ำรวย มีเครือข่ายธุรกิจใหญ่ๆ มากมายเป็นร้อยๆ บริษัท เขาไม่ได้หลบหนีไปไหน" โนวา ชี้ว่า บริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น อเมซอน (Amazon), นอร์ดสตอร์ม (Nordstrom), มาร์กแอนด์สเปนเซอร์ (Marks & Spencer), เน็กซ์ (Next), และเจซีเพนเนย์ (JCPenney) ยังคงสั่งสินค้าจากโรงงานของโรเบิร์ต อึ้ง ซึ่งมีการผลิตในประเทศจีน ศรีลังกา และฮังการี “มูลค่าของการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจมันสูงกว่าจำนวนเงินที่นายโรเบิร์ต อึ้ง ค้างจ่ายคนงานมาก ถ้าบริษัทเหล่านี้เข้ามาร่วมกดดันให้เขาต้องรับผิดชอบ คนงานก็มีโอกาสที่จะได้เงิน” โนวา กล่าว จอห์นสัน ยึง ผู้ประสานงานคำร้องเร่งด่วนระหว่างประเทศจาก "Clean Clothes Campaign" กล่าวว่า ลูกค้าที่สำคัญที่สุดของบอดี้แฟชั่นในช่วงที่มีการโกงค่าจ้างและค่าชดเชยขึ้นก็คือ บริษัทฮูเบอร์โฮลดิ้ง (Huber Holding) ผู้ผลิตชุดชั้นในรายใหญ่จากประเทศออสเตรีย ซึ่งก็มีโรเบิร์ต อึ้ง เป็นเจ้าของ ซึ่งแม้ตัวเขาจะยอมรับว่าโรงงานบอดี้แฟชั่นผลิตสินค้าของเขาจริง แต่โรเบิร์ต อึ้ง กลับปฏิเสธความรับผิดชอบ “เน็กซ์ (Next) และ มาร์กสแอนด์สเปนเซอร์ (Marks & Spencer) ยังคงทำธุรกิจกับโรเบิร์ต อึ้ง แบรนด์สินค้าเหล่านี้ต้องพิจารณาถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนและความเสี่ยงจากความเสียหายทางชื่อเสียง ” ยึง กล่าว และระบุว่า “ความเดือดร้อนของคนงานถูกฉายภาพออกไปทั่วโลก มีการประท้วงที่โรงงานฮูเบอร์ (Huber) ในออสเตรียปีนี้ (2568) และที่โรงงานวิกตอเรียส์ซีเคร็ต ในเนเธอร์แลนด์ เมื่อปีที่ผ่านมา (2567)” "วิธีทำธุรกิจที่ขาดความรับผิดชอบของโรเบิร์ต อึ้ง ไม่เพียงแต่ทำร้ายลูกจ้างบอดี้แฟชั่นเท่านั้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงกับคนงานนับพันคนที่ยังทำงานในอาณาจักรสิ่งทอของเขา เราจะพยายามผลักดันแนวร่วมในระดับสากลของเราเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบต่อไป" ยึง กล่าว "แบรนด์ระดับโลกอย่าง 'เน็กซ์' หรือ 'มาร์กแอนด์สเปนเซอร์' ยังร่วมงานกับโรเบิร์ต อึ้ง แบรนด์สินค้าพวกนี้ควรคำนึงถึงการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและความเสี่ยงต่อชื่อเสียงจากประวัติความฉาวโฉ่ของนายโรเบิร์ต อึ้ง" โนวา กล่าว แบรนด์ดังต้องร่วมรับผิดชอบ ขณะที่เดวิด เวลซ์ (David Welsh) ผู้อำนวยการ Solidarity Center ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นกรณีประวัติศาสตร์ในการสร้างความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมสิ่งทอและผลิตเสื้อผ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ละเลยความรับผิดชอบในการเอาเปรียบคนงานที่เปราะบาง นอกจากนี้ ยังพยายามมองหาสถานที่ที่ขาดหลักนิติธรรมและคนงานมีความเสี่ยงต่อการละเมิดที่เลวร้ายที่สุดจากกลุ่มธุรกิจ "แบรนด์สินค้าอย่างวิกตอเรียซีเคร็ต และไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Triumph International) มีความเกี่ยวข้องกับโรงงานนี้มายาวนาน โดยพวกเขาสร้างกำไรด้วยการเอาเปรียบคนงานไทยซึ่งส่วนมากยากจนและเป็นผู้หญิง แบรนด์สินค้าพวกนี้ไม่สามารถที่จะหลบซ่อนด้วยการอ้างว่าพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบกับการละเมิดสิทธิ์ในบริษัทที่พวกเขาสั่งสินค้า อย่างไรก็ตามความรับผิดชอบหลักควรจะเป็นของเจ้าของโรงงาน และซีอีโอจากแบรนด์ฮูเบอร์ ซึ่งยังคงทำเงินหลายล้านในอุตสาหกรรมข้ามชาติที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย" เวลซ์ กล่าวว่า คราฟเฟนแบร์ก ประเมินว่า โรงงานในประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะปิดตัวลงหลังมีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะมีกรณีการสูญเสียการจ้างงานและการโกงค่าจ้างและค่าชดเชยตามมา กรณีของบอดี้แฟชั่น จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่าแบรนด์สินค้าต่างๆ สามารถกดดันให้มีการบังคับใช้จรรยาบรรณทางธุรกิจ (code of conduct) ได้จริงหรือไม่ หรือยังคงปล่อยให้คนงานต้องรับกรรมต่อไป  * ข่าว * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ต่างประเทศ * โรเบิร์ต อึ้ง * บอดี้แฟชั่น * เดวิด เวลซ์ * Solidarity Center * Clean Cloth Campaign * จอห์นสัน ยึง * สก็อต โนวา * Worker Rights Consortium * จารุวรรณ การักษ์ * ประสิทธิ์ เกิดพิทักษ์ * ออสเตรีย
dlvr.it
August 22, 2025 at 8:37 AM
'แบรนด์ดัง-นักลงทุนต่างชาติ' ช่วยขับเคลื่อนการใช้แรงงานบังคับในจีน
'แบรนด์ดัง-นักลงทุนต่างชาติ' ช่วยขับเคลื่อนการใช้แรงงานบังคับในจีน
'แบรนด์ดัง-นักลงทุนต่างชาติ' ช่วยขับเคลื่อนการใช้แรงงานบังคับในจีน auser15 Thu, 2025-06-26 - 13:01 รายงานข่าวสืบสวนโดยสื่ออังกฤษ TBIJ เผยแบรนด์ระดับโลกกว่า 100 แบรนด์ รวมถึง Apple, Samsung, Volkswagen เชื่อมโยงระบบแรงงานบังคับชาวอุยกูร์ในจีน พบแรงงานซินเจียงถูกส่งไปโรงงาน 75 แห่งใน 11 ภูมิภาคผลิตสินค้าส่งออกทั่วโลก บริษัทใหญ่อย่าง LG เป็นเจ้าของโรงงานโดยตรงที่เข้าร่วมโครงการย้ายถิ่นฐานแรงงาน กองทุนบำนาญรัฐยุโรป-อเมริกาและสถาบันการเงินใหญ่เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญ แผนห้าปีจีนวางเป้าย้ายแรงงาน 13.75 ล้านคนระหว่างปี 2021-2025 ภาพจาก: Gemini AI ตั้งแต่กองทุนบำเหน็จบำนาญไปจนถึงธุรกิจระดับโลก นักลงทุนและผู้บริโภคส่งมอบเงินให้กับบริษัทที่ใช้แรงงานจากซินเจียง ในเดือนมีนาคม 2021 สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้ส่งจดหมายไปยังรัฐบาลเกาหลีใต้ สหประชาชาติมีความกังวลอย่างสูงต่อข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานบังคับที่โรงงานจีนในห่วงโซ่อุปทานของ Samsung, LG และแบรนด์เกาหลีใหญ่อื่น ๆ LG รีบปกป้องตัวเองในสื่อสิ่งพิมพ์ LG เคยซื้อจากโรงงานจีนแห่งหนึ่ง แต่ได้หยุดไปเมื่อปีที่แล้ว (2024) บริษัทได้ห้ามใช้ "แรงงานบังคับทุกรูปแบบ" ที่โรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนของตน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมด ในเดือนเดียวกันนั้น คลิปวิดีโอที่อัปโหลดบน Douyin (TikTok เวอร์ชั่นจีน) เผยให้เห็นว่า LG ดำเนินการโรงงานของตัวเองในจีนที่มีการใช้แรงงานบังคับ คลิปนี้โพสต์คนทำงานจากเขตคาซัคอีลีในซินเจียง ที่ต้องย้ายมาทำงานห่างจากบ้านเกิดหลายพันกิโลเมตรทางตะวันออก ปัจจุบันทำงานที่สายการประกอบเครื่องซักผ้าใน LG Panda Appliances ในมณฑลเจียงซู เขาเป็นหนึ่งในหลายพันคนชาวซินเจียงที่ถูกบีบบังคับโดยโครงการย้ายแรงงานของรัฐบาลจีนให้ออกจากถิ่นฐานไปทำงานในโรงงานต่างๆ ทั่วประเทศ สิ่งที่แตกต่างในกรณีนี้คือ เขาไม่ได้เพียงแค่ทำงานในจุดไกลๆ ของห่วงโซ่อุปทานที่ยากต่อการติดตาม แต่เครื่องซักผ้าที่เคลื่อนผ่านสายพานดูเหมือนพร้อมจัดส่ง และที่สำคัญ โรงงานแห่งนี้เป็นเจ้าของโดย LG โดยตรง รายงานนี้ผลิตขึ้นร่วมกับ Pulitzer Center The Bureau of Investigative Journalism (TBIJ) เปิดเผยเป็นครั้งแรกว่าแบรนด์ระดับโลกอย่าง LG เป็นเจ้าของโรงงานโดยตรงที่ใช้แรงงานจากโครงการย้ายถิ่นของจีน แสดงให้เห็นว่าบริษัทบางแห่งมีส่วนในการกดขี่และเอาเปรียบชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ในประเทศ การสืบสวนร่วมกันโดย TBIJ, New York Times และ Der Spiegel เชื่อมโยงแบรนด์ระดับโลก 100 แบรนด์ รวมถึง Apple, Samsung และ Volkswagen เข้ากับระบบแรงงานบังคับที่รัฐบาลจีนบังคับใช้ การตอบสนองของบริษัท Apple และ Samsung ระบุว่าซัพพลายเออร์ของตนได้รับการตรวจสอบโดยอิสระเป็นประจำ และการตรวจสอบล่าสุดไม่พบการใช้แรงงานบังคับ แต่ Apple กล่าวว่ากำลังสืบสวนข้อกล่าวหาเหล่านี้ Volkswagen ยังกล่าวว่ากำลังสืบสวนเช่นกัน แต่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้จนกว่าจะเสร็จสิ้น "เนื่องจากข้อผูกพันด้านความลับในสัญญา" ส่วน LG ไม่ตอบสนองต่อคำขอสัมภาษณ์หลายครั้ง บริษัทจีนขนาดใหญ่ รวมถึงผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำของโลกบางแห่ง ยังคงดำเนินการโรงงานที่ใช้แรงงานจากซินเจียง แหล่งเงินทุน บริษัทเหล่านี้ รวมถึงโรงงานที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงในห่วงโซ่อุปทาน ได้รับเงินทุนจากกองทุนบำนาญรัฐในยุโรปและอเมริกาเหนือ รวมถึงสถาบันการเงินใหญ่อีกหลายแห่ง การสืบสวนครั้งนี้เผยให้เห็นการเชื่อมโยงลึกซึ้งระหว่างเงินทุนโลกกับระบบแรงงานบังคับที่แทรกซึมไปทั่วเศรษฐกิจการผลิตของจีน ข้อตกลงการร่วมลงทุน LG Panda ที่ดำเนินการโรงงานในมณฑลเจียงซู เป็นสิ่งที่เรียกว่า "Joint Venture" หรือการร่วมลงทุนระหว่างบริษัทต่างชาติกับธุรกิจจีนในท้องถิ่น โดยในกรณีนี้ สหรัฐฯ ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อพันธมิตรจีนเนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน ในหลายกรณี บริษัทต่างชาติจำเป็นต้องจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อเข้าถึงตลาดผู้บริโภคจีนที่ร่ำรวย หรือเพื่อตั้งโรงงานในประเทศ การวิจัยชี้ให้เห็นว่าระบบนี้ช่วยให้รัฐบาลจีนใช้อำนาจควบคุมบริษัทต่างชาติได้ เคียสเทิน อัสดาล (Kirsten Asdal) ที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงจีนสำหรับนักลงทุนและบริษัทต่างๆ อธิบายว่า การร่วมลงทุนคือเครื่องมือสำหรับ "ฝังอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์เหนือการลงทุนต่างชาติ" ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การบังคับให้มีคณะกรรมการสมาชิกพรรคในบริษัท การเรียกร้องที่นั่งในคณะกรรมการบริหาร และการควบคุมใบอนุญาตต่างๆ ปักกิ่งได้ "สร้างแขนงการควบคุมเข้าไปในบริษัทต่างชาติอย่างเป็นระบบในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา" อัสดาล กล่าว "ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป" บริษัทข้ามชาติมีคำถามมากมายที่ต้องตอบเกี่ยวกับแรงงานบังคับในสายการผลิตของตนเอง รายงานที่ผ่านมาเชื่อมโยงบริษัทจีนกับโครงการย้ายแรงงานจากซินเจียงเน้นเฉพาะโรงงานซัพพลายเออร์เท่านั้น ไม่ใช่โรงงานที่แบรนด์เป็นเจ้าของเอง ในปี 2022 LG Panda จัดงานสรรหาบุคลากรที่ค่ายกักกันแห่งหนึ่งในซินเจียงตอนเหนือ ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการล้างสมองด้วยลำโพง ห้องขังที่แออัด และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ใช้กระบองไฟฟ้าทำร้ายนักโทษที่พูดภาษาคาซัค บริษัทต้องการบรรจุแรงงานมากกว่า 100 ตำแหน่ง นายหน้าแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นจากซินเจียงไป LG Panda เล่าให้ Der Spiegel ฟังเมื่อต้นปี 2025 นี้ว่า พวกเขาได้รับการอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ของ LG ในเกาหลีใต้ LG ยังดำเนินการโรงงานที่สองในมณฑลเจียงซูที่ผลิตตู้เย็น ซึ่งก็รับแรงงานย้ายถิ่นเช่นกัน โรงงานทั้งสองแห่งเริ่มเข้าร่วมโครงการย้ายถิ่นแรงงานในปี 2019 และ 2020 และโรงงานหนึ่งยังคงรับแรงงานจากซินเจียงจนถึงปี 2024 ตามหลักฐานจากโซเชียลมีเดียและประกาศของรัฐบาลท้องถิ่น โอมาร์ (นามแฝง) คนงานชาวคาซัคที่ LG Panda โพสต์วิดีโอของเพื่อนร่วมงานชาวคาซัคคนอื่นๆ ที่ถูกรถบัสรับมาร่วมงานฉลองปีใหม่ของ LG ในช่วงกลางปี 2024 เขาได้โพสต์ภาพตัวเองยืนหน้าถังเครื่องซักผ้าที่กำลังประกอบบนโครงสูง คลิปเสียงที่มาพร้อมกับภาพกล่าวว่า "เราไม่สามารถก้าวข้ามความสามารถของเราและหลบหนีจากโชคชะตาได้ ทุกคนมีน้ำตาเศร้า และทุกครอบครัวมีพระคัมภีร์ที่ยากจะท่องจำ" ข้อมูลการค้าเผยให้เห็นว่านับตั้งแต่แรงงานซินเจียงถูกส่งไปยังโรงงานแต่ละแห่ง พวกเขาได้ส่งออกสินค้ามากกว่า 90,000 ล็อตไปยังตลาดโลกหลายสิบประเทศ การส่งออกหลายพันรายการเดินทางโดยรถไฟไปยังโปแลนด์และเยอรมนี ตามเส้นทางเหนือของเส้นทางสายไหมโบราณ ผ่านเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะของอีลีคาซัค ซึ่งเป็นภูมิภาคเดียวกันกับที่ชาวนาผู้ทำงานในสายการประกอบเครื่องซักผ้าของ LG ต้องทิ้งไว้เบื้องหลัง บริษัทข้ามชาติที่เป็นเจ้าของโดยต่างชาติอื่นๆ ส่วนใหญ่จากไต้หวัน เกาหลีใต้ และไทย ก็ร่วมมือกับรัฐบาลจีนเพื่อรับแรงงานซินเจียงเข้าสู่โรงงานที่ผลิตรองเท้า รถยนต์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และเนื้อไก่ทอด การเข้าถึงระดับโลก คุณค่าในท้องถิ่น นอกจาก LG แล้ว แบรนด์จีนหลายแห่งมีโรงงานที่รับแรงงานย้ายถิ่นจากซินเจียง ซึ่งรวมถึงเลเบลที่ผู้บริโภคตะวันตกหลายคนจำได้ อย่างไรก็ตาม จีนไม่ใช่แค่โรงงานของโลกอีกต่อไป บริษัทที่เติบโตจากภายในประเทศได้กลายเป็นผู้เล่นหลักระดับโลก และแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ในกลุ่มแรกของเลเบลจีนที่ได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศ "เราไม่เคยเห็นการมีส่วนร่วมโดยตรงของแบรนด์ระดับโลกในโครงการย้ายถิ่นของรัฐบาลซินเจียงมาก่อน" ลอร่า เมอร์ฟี่ (Laura Murphy) ศาสตราจารย์ด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชนกล่าว เธอเคยให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลไบเดนในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายการค้า การสืบสวนของ TBIJ เปิดเผยหลักฐานของแรงงานบังคับที่โรงงานเป็นเจ้าของโดย Hisense, Midea, Haier และ TCL หนึ่งในห้าโรงงานของ TCL ที่มีแรงงานซินเจียงเป็นเจ้าของร่วมกับ De'Longhi ของอิตาลี โรงงานที่เป็นเจ้าของโดยแบรนด์รองเท้าและรถยนต์จีนก็ถูกพบว่าเข้าข่ายเช่นกัน มีผู้คนมากกว่า 150 คนถูกส่งไปยัง Hisense ในกวางตุ้งจากค่ายกักกัน Xinye ที่มีชื่อเสียงในเหอเทียน ซินเจียงตอนใต้ ในปี 2018 ตามสื่อรัฐจีน ค่ายดำเนินการภายใต้ระบบ "กึ่งทหาร" พร้อมการประเมินอุดมการณ์และ "การลงโทษ" ค่ายแปลงชาวนาให้เป็นคนงานโรงงาน ตามรายงานของรัฐบาลเกี่ยวกับความพยายามย้ายถิ่นแรงงานในท้องถิ่น ในปี 2018 สื่อรัฐอ้างว่า "ความคิดหัวรุนแรงเคยวางยาพิษในจิตใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลายคน" ที่ค่าย เมื่อปีที่แล้ว (2024) โพสต์จากบัญชี Douyin เจ็ดบัญชีที่แตกต่างกันชี้ให้เห็นว่า Hisense ยังคงรับชนกลุ่มน้อยจากซินเจียงตามคำสั่งของรัฐบาล ในเดือนมีนาคม 2024 ซูคราบ (นามแฝง) ชายหนุ่มเคอร์กิซ ได้อัปโหลดคลิป Douyin ของตัวเองที่โรงงาน Hisense ในกวางตุ้ง กำลังติดตั้งคอมเพรสเซอร์และพัดลมเข้ากับโครงฐานตู้เย็น "เราเหนื่อยล้ากับสายตาที่ไร้ความเห็นใจ กับคำพูดที่ทำให้หัวใจเศร้า กับผู้คนที่ไม่เห็นคุณค่าของเรา กับคำสัญญาที่ไม่ได้รับการบรรลุ" เสียงบรรยายภาษาเคอร์กิซในคลิปกล่าว ก่อนหน้านี้ ซูคราบเคยโพสต์เฉพาะทิวทัศน์จากบ้านเกิดของเขาในเทือกเขาปามีร์ เลี้ยงแกะหางใหญ่ขณะที่พวกมันปีนขึ้นลงตามซากหินที่เลื่อนไหล "เจาะสกรูให้ดี" ความคิดเห็นแรกในวิดีโอที่โพสต์โดยผู้ใช้คนอื่นในกวางตุ้ง Hisense กล่าวว่าบริษัทไม่ได้เข้าร่วม "กิจกรรมการย้ายถิ่นแรงงานบังคับหรือการละเมิดใดๆ" Midea, Haier, TCL และ De'Longhi ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอแสดงความคิดเห็น Haier ซึ่งเริ่มต้นเป็นผู้ผลิตตู้เย็นจีนในช่วงทศวรรษ 1980 เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลกมา 16 ปีติดต่อกัน เมื่อขยายธุรกิจไปต่างประเทศ บริษัทได้ซื้อ Hoover รวมถึง Candy ของอิตาลีและ General Electric ในสหรัฐอเมริกา TBIJ ระบุโรงงานอย่างน้อย 5 แห่งใน 3 จังหวัดที่จัดหาชิ้นส่วนเครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศให้กับ Haier ที่มีแรงงานชนกลุ่มน้อยจากซินเจียง โรงงานหนึ่งในห้าแห่งในซานตง เป็นเจ้าของบางส่วนโดยกลุ่ม และส่งมอเตอร์ไปยังโรงงาน Haier ในอินเดีย เวียดนาม และไทย รวมถึงไปยัง Candy Hoover Group ในอิตาลี บทความในสื่อรัฐยืนยันว่ารัฐบาลจีนเริ่มย้ายชาวอุยกูร์ไปยังโรงงาน Haier ในซานตงครั้งแรกในปี 2018 โซเชียลมีเดียชี้ตำแหน่งแรงงานซินเจียงที่นั่นจนถึงต้นปีที่แล้ว (2024) บทความปี 2023 จากกรมสร้างความสามัคคี (United Front Work Department) หน่วยงานของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ทำหน้าที่รับรองความจงรักภักดีในภาคส่วนต่างๆ ของสังคมจีน มีภาพถ่ายชาวอุยกูร์ที่สวมเครื่องแบบสีน้ำเงินสาบานตนต่อธงในลานหน้าสำนักงานใหญ่ของโรงงาน ภาพสุดท้ายแสดงหญิงสาวอุยกูร์ในชุดประจำชาติสีน้ำเงินยิ้มขณะถือภาพวาดดอกโบตั๋นสีแดงขนาดใหญ่หน้าป้ายโรงงาน ชายจีนถือด้านอื่นของภาพวาด ซึ่งเป็นของขวัญ แรงงานซินเจียงแปดคนได้แต่งงานกับพนักงานท้องถิ่นที่โรงงาน บทความโฆษณาชวนเชื่อระบุด้วยความชื่นชม การลงทุนจากต่างประเทศ โรงงานจีนครึ่งหนึ่งที่ถูกพบในการสืบสวนนี้ถูกควบคุมโดยบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของโลกบางแห่งถือหุ้นในบริษัทจีนเหล่านี้ Vanguard Group ถือหุ้นใน 16 แห่ง กองทุนสวัสดิการแห่งชาติและกองทุนบำนาญของรัฐในนอร์เวย์ เกาหลีใต้ และแคนาดา รวมถึงฟลอริดาในสหรัฐอเมริกา ล้วนมีความเสี่ยงเหล่านี้ โฆษกรัฐบาลรัฐฟลอริดากล่าวว่ากองทุน "ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเกี่ยวกับการลงทุน" กองทุนสวัสดิการแห่งชาติของนอร์เวย์ "คัดกรองบริษัททั้งหมดในพอร์ตการลงทุนและดัชนีอ้างอิงเพื่อความเสี่ยงด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ" รวมถึงแรงงานบังคับ โฆษกบอกกับ TBIJ พวกเขาเสริมว่ากองทุน "อาจถอนการลงทุนจากบริษัทหากเราประเมินว่าการประเมินค่าตลาดระยะยาวอาจได้รับผลกระทบในทางลบจากการจัดการปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม" กองทุนบำนาญของแคนาดากล่าวว่า "ไม่ต้องการลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ" และทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและทบทวนการถือครองอย่างสม่ำเสมอ กองทุนบำนาญของเกาหลีใต้ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอแสดงความคิดเห็น โฆษกสถานทูตจีนในสหรัฐอเมริกากล่าวว่า "ข้อกล่าวหาเรื่อง 'แรงงานบังคับ' ในซินเจียงเป็นเพียงคำโกหกอันชั่วร้ายที่แต่งขึ้นโดยกองกำลังต่อต้านจีน" สมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมดที่นั่น "เพลิดเพลินกับชีวิตที่มีความสุขและเติมเต็ม" พวกเขากล่าว โดยเสริมว่า "ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับซินเจียงไม่ใช่ประเด็นสิทธิมนุษยชนเลย แต่เป็นหัวใจสำคัญของการต่อต้านการก่อการร้ายด้วยความรุนแรงและการแบ่งแยกดินแดน" ในขณะที่แบรนด์อย่าง LG และ TCL เข้าร่วมโครงการย้ายถิ่นแรงงานซินเจียงโดยตรงโดยไม่เปิดเผยต่อนักลงทุน โรงงานซัพพลายเออร์หลายแห่งก็เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน มูลค่าของบริษัทหนึ่ง ยักษ์ใหญ่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ G.Tech เพิ่มขึ้นหนึ่งในสามเป็น 431 ล้านดอลลาร์ในปีที่สิ้นสุดเดือนพฤษภาคม 2025 ธุรกิจให้บริการลูกค้าอย่าง Lenovo และ Logitech จากโรงงานในกวางตุ้งที่เข้าร่วมโครงการย้ายถิ่น โรงงานที่ถูกพบอย่างน้อยสามแห่งเป็นเจ้าของโดยบริษัท Kingboard Holdings มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และวัตถุดิบที่ใช้ผลิตแผงเหล่านั้นรายใหญ่ที่สุดของโลก Lenovo ยืนยันว่าซัพพลายเออร์บางรายที่ TBIJ ระบุได้ส่งผลิตภัณฑ์ให้กับบริษัท แต่กล่าวว่าการตรวจสอบโดยอิสระไม่พบการใช้แรงงานบังคับ Logitech กล่าวว่ากำลังสืบสวนข้อกล่าวหาและจะ "ประเมินความสัมพันธ์กับผู้ขายที่ละเมิดใหม่" บริษัทย่อยของ Kingboard Holdings และ G.Tech ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่มีความเสี่ยงผ่านการถือหุ้นในแบรนด์ที่ซื้อชิ้นส่วนจากโรงงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการย้ายถิ่นของรัฐบาล รีเบคกา ดีวินเตอร์-ชมิดต์ (Rebecca DeWinter-Schmitt) ผู้อำนวยการร่วมที่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Investor Alliance for Human Rights กล่าวว่านักลงทุนส่วนใหญ่กำลังมองหาความเสี่ยงแรงงานบังคับทั้งภายในและภายนอกซินเจียงอย่างจริงจัง ในปี 2024 Volkswagen ยอมแพ้ต่อแรงกดดันจากนักลงทุนให้ถอนการลงทุนจากสิ่งอำนวยความสะดวกในซินเจียง แต่การย้ายถิ่นแรงงานไปทางตะวันออกตรวจพบได้ยากกว่า ดีวินเตอร์-ชมิดต์กล่าวว่านักลงทุนควรใช้อิทธิพลของตนเพื่อกำหนดให้ซัพพลายเออร์จีนยุติการเข้าร่วมโครงการย้ายถิ่นแรงงานอย่างเร่งด่วน "หากบริษัทไม่สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว" เธอกล่าว "นักลงทุนต้องพิจารณาการถอนการลงทุน" ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 Wuhan Honghai Technology ซัพพลายเออร์ให้กับ Haier, Midea และ TPV ผู้ผลิตจอภาพ AOC, Envision และ Philips ออกหุ้นสู่ตลาดหลักทรัพย์ปักกิ่ง สองสามเดือนก่อนหน้านั้น แรงงานซินเจียงคนหนึ่งที่โรงงานได้อัปโหลดวิดีโอที่มีดนตรีพื้นบ้านที่ไพเราะ ถ่ายจากหน้าต่างชั้นบนของหอพักในโรงงาน มุมมองส่องไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อแสดงพระอาทิตย์ตก ส่องแสงสีแดงเบื้องหลังตึกสูงของชุมชนหลงหวังเหมียวในเขตชานเมืองอู่ฮั่น TPV กล่าวว่า "เราต่อต้านแรงงานบังคับและการเป็นทาสยุคใหม่ทุกรูปแบบอย่างแน่วแน่" และบริษัททำการประเมินซัพพลายเออร์เป็นประจำ Wuhan Honghai ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอแสดงความคิดเห็น หลังจากบริษัทออกหุ้นสู่ตลาดหลักทรัพย์ไม่นาน ผู้สื่อข่าว Der Spiegel ถามพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ประตูโรงงานว่ามีแรงงานจากซินเจียงข้างในนั้นบ้างหรือไม่ "มี" เขาตอบ "ทำไมคุณถึงสนใจพวกเขา?" ที่มา: How big brands and foreign money prop up Chinese forced labour (Daniel Murphy, TBIJ, 20 June 2025)   * รายงานพิเศษ * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * TBIJ * จีน * แรงงานบังคับ
dlvr.it
June 26, 2025 at 6:07 AM
www.bangkokbiznews.com/business/bus...
ไปเจอข่าวย่อยในบ้านนู้นมาแต่ขอเอามาแชณืแบบเต็มในเว็บมาละกัน...เวิร์คพอยท์จะเลิกทำละครแล้วค่ะตั้งแต่ปีหน้าเท่ากับจบเรื่องที่กำลังออนทั้ง 2-3 เรื่องก็ไม่มีอีกแล้วและทางค่ายจะดันแผนสำหรับ T-Pop ขึ้นมามากเป็นพิเศษค่ะ
‘เวิร์คพอยท์’ เลิกผลิตละคร ลดคน ปรับแผนโต ชู T-Pop จัดอีเวนต์ต้องกำไร 20-25%
ธุรกิจสื่อดั้งเดิม “ทีวีดิจิทัล” ยังคงต้องฮึด! ในการสร้างรายได้จากการขายโฆษณา ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคเสพสื่อที่เปลี่ยนไป ดูจอแก้วน้อยลง ส่วน “ลูกค้า” ที่เป็นนักการตลาด แบรนด์ เจ้าของสินค้าต่างๆ หันไ...
www.bangkokbiznews.com
December 11, 2024 at 1:12 PM