#เอกนัฏพร้อมพันธุ์
'เอกนัฏ' เคาะปรับลดราคาขายปลีกดีเซลทุกชนิด 2.14 บาทต่อลิตร หลังปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นรูปแบบใหม่ พร้อมปรับลดอัตราเงินชดเชยหลังราคาน้ำมันโลกลดลงหวังพยุงสถานะกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังวิกฤต ติดลบมากกว่า 57,000 ล้านบาท

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5763251/
#ดีเซล #เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #วิกฤติน้ำมัน
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
April 8, 2026 at 9:39 AM
อดีตผอ.เอฟบีไอ ‘เจมส์ โคมีย์’ เข้ามอบตัว หลังถูกตั้งข้อหา โพสต์ขู่ฆ่า ‘ทรัมป์’

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5825544/
#บิลค่าไฟ #เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #ค่าไฟ
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
April 30, 2026 at 8:49 AM
‘เอกนัฏ’ สั่งสุดซอยลุยดาต้าเซ็นเตอร์ทั่ว กทม. ตกใจติดถังน้ำมันกลางกรุงตั้งแต่ปี 63

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6160214/
#เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #ดาต้าเซ็นเตอร์ #Datacenter
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 3, 2026 at 7:18 AM
'ศุภณัฐ ถาม - เอกนัฏ ตอบ' เตรียมจัดระเบียบ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ย้ำต้องโตคู่เศรษฐกิจ ไม่กระทบ ปชช.
'ศุภณัฐ ถาม - เอกนัฏ ตอบ' เตรียมจัดระเบียบ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ย้ำต้องโตคู่เศรษฐกิจ ไม่กระทบ ปชช.
'ศุภณัฐ ถาม - เอกนัฏ ตอบ' เตรียมจัดระเบียบ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ย้ำต้องโตคู่เศรษฐกิจ ไม่กระทบ ปชช. ภาพปก: (ขวา) ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ และ (ซ้าย) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ที่มา: ทีมสื่อพรรคประชาชน-เพจกระทรวงพลังงาน) XmasUser Thu, 2026-09-03 - 17:31 'ศุภณัฐ ถาม - เอกนัฏ ตอบ' ถึงมาตรการควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคต โดย รมว.พลังงาน ยืนยันว่าตอนนี้จะมีแผนสั่งระงับการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ การจ่ายไฟและน้ำชั่วคราว พร้อมปูพรมตรวจทั่ว กทม. หากพบผิดกฎหมาย บังคับใช้กฎหมายจริงจัง จนกว่าการจัดระเบียบใหม่จะแล้วเสร็จ ในเรื่องของกฎหมาย รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์ ขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะแล้ว    3 ก.ย. 2569 ช่องยูทูบ TP Channel ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (3 ก.ย.) เวลา 11.15 น. ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ลุกขึ้นถามกระทู้สดต่อนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ โดยวันนี้ นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ตอบคำถาม ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ (ทีมสื่อพรรคประชาชน) ศุภณัฐ กล่าวว่า เบื้องต้น ในประเด็น เรื่องการกำกับควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนมีข้อกังวลเรื่องการใช้ไฟ การใช้น้ำ และเรื่องของการคลายความร้อน แม้แต่ปัญหาการกักเก็บน้ำมันเป็นแสนลิตร เพื่อสำรองเวลาที่ถูกตัดไฟ ซึ่งบางแห่งมีใบอนุญาตถูกต้อง อันนี้ทำดี แต่ใช่ว่ามีใบอนุญาตถูกต้องแล้ว จะดำเนินการถูกต้องด้วย ก็ต้องมีกลไกในการติดตามสม่ำเสมอ และบางแห่งมีไม่มีใบอนุญาตในการดำเนินการ แต่ว่ามีการลักลอบกักเก็บน้ำมันโดยปราศจากการดูแลของหน่วยงานจนประชาชนเสี่ยงไม่ปลอดภัย  ล่าสุด นายกรัฐมนตรีให้มีการไปตรวจสอบ และตรวจเจอ หลังจากที่เรามีการเปิดเผยเรื่องของกักเก็บน้ำมัน ซึ่งเป็นส่วนที่ดี แต่ต้องบอกว่าส่วนตัวเข้าใจว่ามีความจำเป็นต้องมีดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะยังไงก็ตาม เราเข้าสู่ยุคดิจิทัล หรือยุคเอไอแล้ว จำเป็นต้องใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ และตัวเขาเองก็ไม่ได้ให้ว่า เราไม่ควรมีดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย แต่ปัญหาจริงๆ คือความไร้ศักยภาพของรัฐบาล และกรุงเทพมหานครในการควบคุมดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ให้ตั้งได้อย่างถูกที่ และดำเนินการได้อย่างเหมาะสม โดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย และตั้งได้ในใจกลางเมือง มีการจัดเก็บน้ำมันได้หลายแสนลิตร โดยไม่มีใบอนุญาตได้ สส.พรรคประชาชน เผยว่า เขาเคยอภิปรายถึงปัญหาและข้อกังวลการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยมานานกว่า 2 ปีแล้ว (ปี 2567) ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลกลับไม่เคยออกกฎหมายในการควบคุมกิจการดาต้าเซ็นเตอร์เลย  ซึ่งในคราวนั้นมีการแจ้งทั้งหมด 3 ประเด็น ประกอบด้วย * เรื่องการควบคุมอาคาร ไม่มีมีการกำหนดนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ตัว ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ นิยามตัวเองเป็นคลังสินค้า ตอนไปยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ทั้งที่รูปแบบกิจการไม่เหมือนกับคลังสินค้า เราจึงควรนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ว่าคืออะไร และออกระเบียบจำกัดเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการกักเก็บน้ำมัน มาตรฐานดับเพลิง มาตรฐานการระบายความร้อน การใช้น้ำและไฟ และการวัดอุณหภูมิต่างๆ โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากภาครัฐ  * ข้อมูลจากกรุงเทพมหานคร ระบุว่า กิจการ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ เป็นกิจการที่ไม่อยู่ในข้อกำหนดห้ามใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังเมืองรวม กรุงเทพมหานคร หรือก็คือดาต้าเซ็นเตอร์ สามารถตั้งที่ไหนก็ได้ในกรุงเทพฯ ไม่ผิดกฎหมายผังเมือง ทุกสีผังเมืองสร้างได้หมด เรื่องนี้กรุงเทพมหานครเคยทราบมาแล้ว เพราะเราเคยเสนอไปแล้วครั้งหนึ่งว่ามีการความลักลั่นทางกฎหมาย มีช่องว่างช่องโหว่อยู่ ควรให้มีการออกกฎหมายควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ให้ปล่อยให้มีการสร้างสะเปะสะปะ  หลังจากผ่านไป 2 ปี กรุงเทพมหานคร กลับออกผังเมืองมา โดยไม่มีการกำกับดาต้าเซ็นเตอร์   สส.พรรคประชาชน เผยว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับนายกฯ เนื่องจากเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งผังเมืองทุกอันของกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงมหาดไทยอีกทีหนึ่ง แต่จนถึงวันนี้เรายังไม่ได้ยินนายกฯ และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร * ประเด็นต่อมา คือดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ EIA แม้ว่าจะสร้างขนาดใหญ่ขนาดไหนก็ตาม สมมติว่าจะสร้าง 1 ล้าน ตร.กม.ในประเทศนี้ ก็สร้างได้โดยไม่ต้องทำ EIA ศุภณัฐ กล่าวว่า ทั้งที่นายกฯ รับทราบปัญหาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ทำไมถึงยังไม่มีการออกกฎหมายเพื่อควบคุมการประกอบกิจการ หรือสร้างอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย และจะดำเนินการต่อไปอย่างไร และมีกรอบเวลาอย่างไร เพื่อให้เกิดการควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเหมาะสม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้รับมอบหมายจากนายกฯ มาตอบกระทู้สด เผยว่า รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุด เมื่อเทียบกับหลายชุดที่ผ่านมา ส่วนที่มีข้อกังวล เรื่องการใช้ทรัพยากรภายในประเทศไทยนั้น เมื่อ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เรื่อง ปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าและมาตรการพลังงาน กำหนดว่า ถ้ามีดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องมีการแยกประเภทผู้ใช้ไฟเป็นการเฉพาะ ถ้าดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟหลวง ดาต้าเซ็นเตอร์ก็ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น เพื่อไม่ให้ผลักภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายค่าไฟให้ผู้ใช้ไฟประเภทอื่นๆ และหลังจากนี้จะมีการปูพรมตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ทุกแห่งในกรุงเทพฯ ว่ามีการลักลอบกักตุนน้ำมันโดยไม่มีใบอนุญาตหรือไม่  นอกจากนี้ ในส่วนของรัฐบาลได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 5 ส.ค. 2569 ออกระเบียบสำนักนายกฯ ตั้งคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการคือจัดการบริหารดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วประเทศ และการเอาดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาจะต้องเกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจไทย มีเงื่อนไขในการใช้และพัฒนาบุคลากรในประเทศอย่างไร สนับสนุนงานวิจัยและอุตสาหกรรมมากน้อยแค่ไหน มีเกณฑ์การใช้ไฟฟ้าและน้ำอย่างไร เพื่อให้ไม่ไปแย่งทรัพยากรกับคนในพื้นที่ หรือมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน  รมว.พลังงาน ระบุด้วยว่า ระหว่างที่ยังมีการจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ จะไม่มีการอนุญาตออกใบอนุญาตก่อสร้าง หรือจ่ายไฟ และน้ำ เข้าไปในดาต้าเซ็นเตอร์ จนกว่าทุกอย่างจะแล้วเสร็จ  ศุภณัฐ กล่าวย้ำว่า เขาไม่ได้อยากได้รัฐบาลแนวไล่จับหนู หรือก็คือเราไปตามแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่คาดหวังคือความชัดเจนว่าเราจะมีกฎหมาย หรือระเบียบระบบอย่างไรในการแก้ไขปัญหา หรือควบคุมการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ สาธารณชนควรเข้าถึงข้อมูลการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ศุภณัฐ กล่าวต่อว่า ปัญหาต่อมาคือเรื่องการเข้าไม่ถึงข้อมูลผู้ประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะปัจจุบัน เชื่อว่าเรายังไม่ทราบเลยว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์กี่แห่ง มีขนาดเท่าไร อย่างไร อยู่ระหว่างการก่อสร้างจริงๆ มีอยู่กี่แห่ง ที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ก่อสร้างมีกี่แห่ง หรือได้รับสิทธิจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และจะไปดำเนินการก่อสร้างตรงไหน หรือมีแบบก่อสร้างอย่างไร แม้แต่กรุงเทพมหานครเองข้อมูลก็อาจจะคลาดเคลื่อนจากการแถลงเมื่อวานนี้ (2 ก.ย.) เพราะนับๆ ดูน่าจะมากกว่าที่ผู้ว่าฯ แถลง เพราะว่าเวลาผู้ประกอบกิจการเข้ามาก่อสร้าง เขาก็จะสำแดงว่าเป็น ‘คลังสินค้า’ มีเพียงบางแห่งที่จะระบุข้างท้ายว่าเป็น "ศูนย์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" และสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อไม่มีการทำ EIA ก็ไม่มีข้อมูลให้สาธารณะเข้าถึงได้เลย ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ของหน่วยงานรัฐ ถามว่ามีเยอะไหม มีเยอะ และไม่ได้ถูกนำเสนอในข้อมูลของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากหน่วยงานของรัฐไม่ต้องขออนุญาตก่อสร้างจากหน่วยงานท้องถิ่น ทุกอย่างเป็นข้อมูลที่ถูกปกปิดไว้หมด ศุภณัฐ เสนอด้วยว่า ควรออกระเบียบให้โครงการก่อสร้างที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน ต้องมีระบบติดตามไซต์งาน (Monitoring) เช่น กล้อง CCTV เซนเซอร์ตรวจวัดฝุ่น เสียง แรงสั่นสะเทือน การเคลื่อนตัวของดิน รวมถึงการปล่อยก๊าซและความร้อน โดยเปิดเป็นข้อมูลสาธารณะให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้ ดังนั้น จึงขอถามว่า โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารไปแล้ว และสามารถสร้างที่ไหนก็ได้บนผังเมืองโดยไม่ต้องมีการจัดทำแบบประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่ออกใบอนุญาตก่อสร้างไปแล้วเรียบร้อย จะมีการจัดการ และกำกับอย่างไร ในเมื่อได้ใบอนุญาตก่อสร้างไปแล้ว  นอกจากนี้ ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการจัดทำฐานข้อมูลอาคาร และออกระเบียบ และเพิ่มข้อบังคับ จัดทำระบบมอนิเตอร์อาคาร ไซต์งานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็น CCTV หรือเซ็นเซอร์ต่างๆ เพื่อคุ้มครองผลกระทบของประชาชน ถ้าท่านเห็นด้วยกับฐานข้อมูลที่ต้องเปิดเผยสาธารณะ และระบบมอนิเตอร์ไซต์งานก่อสร้าง อยากถามว่ารัฐบาลจะดำเนินงานเมื่อไร มีกรอบเวลาอย่างไร ‘เอกนัฏ’ ตอบคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์ดูแลเรื่องกฎหมาย เอกนัฏ กล่าวย้ำว่า ในความเป็นจริง หลายอย่างยังไม่ถึงกับต้องแก้ไขกฎหมาย แต่เข้าไปบังคับใช้กฎหมายให้จริงจังก็สามารถจัดการได้ ขณะที่ส่วนไหนที่ต้องจัดการกฎหมาย ก็จะมีคณะกรรมการที่ตั้งตามระเบียบสำนักนายกฯ เมื่อ 5 ส.ค.ที่ผ่านมาเป็นคนดูแล และจะบริหารจัดการดูแลให้ครอบคลุมในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เกณฑ์เรื่องผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย เกณฑ์เรื่องการใช้น้ำและไฟฟ้า ผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และตอนนี้ทุกอย่างเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ระงับหมด จนกว่าเกณฑ์เหล่านี้จะชัดเจน  เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงพลังงาน) สำหรับประเด็นกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน เอกนัฏ เผยว่าจะมีการเอากรอบกฎหมายของทุกหน่วยงานมาดูก่อน และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนการแก้ไขกฎหมาย ก็จะมีการให้ดาต้าเซ็นเตอร์ จากนี้ต่อไป ก็ต้องทำ EIA และเกณฑ์กำหนดเรื่องของผังเมืองก็ใช้เวลาดำเนินการ จะดำเนินการทันที และอีกไม่นานเรื่องกฎกระทรวงต่างๆ หลักเดือนก็ต้องจบ แต่ระหว่างนี้ไม่อนุญาตให้ดาต้าเซ็นเตอร์มาสร้างผลกระทบ ศุภณัฐ มองว่า เรื่องที่ตอบอาจจะยังไม่ตรงกับที่เขาคาดหวัง เพราะว่าเขาสอบถามว่า กรณีที่ดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการแล้ว จะมีการจัดการ หรือดูแลอย่างไรหลังจากนี้ เพราะว่าเขาได้รับใบอนุญาตก่อสร้างแล้ว และเรื่องต่อมา ข้อเสนอของเขาให้มีการตั้งกฎระเบียบในการมอนิเตอร์การก่อสร้างอาคารดาต้าเซ็นเตอร์นั้น ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะรับข้อเสนอเขาหรือไม่ กลัวรัฐบาลสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ระยะยาว หวั่น ปชช.แบกรับต้นทุน สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า ในประเด็นสุดท้ายที่อยากถามคือเรื่องการสนับสนุนกิจการ ดาต้าเซ็นเตอร์ของ BOI และแผนการจัดการพลังงานของเอกนัฏ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า BOI มีการสนับสนุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก แต่ว่ามีปัญหา 2 ส่วน คือ  * คือโครงการดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก ไม่ได้มีข้อกำหนดในเรื่องของ “Direct PPA” (Direct Power Purchase Agreement) หรือการซื้อตรงกับผู้ผลิต ดังนั้น ถ้าดูดีมานด์ (ความต้องการ) การใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดที่มีการขออนุมัติจาก BOI แน่นอนว่าความต้องการการใช้ไฟมันจะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ในระยะสั้น ถ้ามันมีการก่อสร้างขึ้นมา แม้ว่าเราจะออกระเบียบต่างๆ แต่ถ้าเกิดว่ามันมีการดำเนินการก่อสร้างมาแล้ว ความต้องการในการใช้ไฟมันจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการบีบรัฐบาลทางอ้อม ให้รัฐบาลสร้างโรงไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อมารองรับดาต้าเซ็นเตอร์  ระยะยาว เมื่อรัฐบาลสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และถ้าดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ตัวเมื่อไร เขาจะเริ่มปรับตัวเองไปซื้อไฟจากผู้ผลิตโดยตรง หรือ direct PPA เพราะราคาถูกกว่า หรือหันไปผลักดันเรื่องโรงไฟฟ้าเพื่อมาดูแลตัวเอง ซึ่งหมายความว่าจนถึงตอนนั้นจะเกิดปัญหาที่ถูกทิ้งไว้ พร้อมกับโรงไฟฟ้าจำนวนมาก แต่ไม่มีคนใช้ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ย้ายไปใช้ direct PPA หมดแล้ว ทำให้รัฐบาลอาจต้องส่งผ่านค่าไฟ ค่าโรงไฟฟ้า ค่าพร้อมจ่ายให้ประชาชน * ต่อมา ไม่ได้มีเงื่อนไขให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอย่าง Local Content หรือ Local Supplier ใดๆ ทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรืออะไรก็ตาม แม้กระทั่งสุขภัณฑ์ในห้องน้ำทั้งหมดในโรงงาน ก็ขนมาจากประเทศจีน แม้กระทั่งพัดลมอุตสาหกรรมก็ขนมาจากประเทศจีน แทบทั้งหมด ยกเว้นคอนกรีต หรือเหล็ก อาจจะเป็นของจีน ซึ่งอาจจะเกิดภาวะโรงงานศูนย์เหรียญ กับดาต้าเซ็นเตอร์ได้  เลยอยากถามรัฐบาลว่า จะมีการแก้ไขปัญหาการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ อย่างไร และสัญญาได้หรือไม่ว่าจะไม่ก่อสร้างโรงผลิตไฟฟ้าเพิ่ม แต่จะบีบให้ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ให้ไปใช้ Direct PPA ทั้งหมด และท่านสามารถที่จะกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ ‘Local Content’ และ ‘Local Supplier’ หรือไม่ จะทำเมื่อไร และอย่างไร  หนุนเปิดเสรีซื้อไฟสะอาดโดยตรง รมว.กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ สส.ปชน.ถามว่าทำเมื่อไร คำตอบคือทำแล้ว และอย่างกรณีที่อาคารที่ได้รับใบอนุญาตและสร้างเสร็จแล้ว ทางหน่วยงานรัฐก็สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ อย่างกรณีอาคารเมื่อวานนี้ที่พบว่ามีการกักเก็บน้ำมันอยู่ในอาคาร เมื่อไม่ถูกต้อง เราก็สามารถบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีกับเขาได้ ซึ่งมีโทษจำคุก 2 ปี  ส่วนเรื่องเกณฑ์การใช้ไฟ คือทำไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติ กพช. ออกมาชัดเจน แยกประเภทผู้ใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งข้อบังคับจะกำหนดว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ ถ้าใช้ไฟหลวง จะมีราคาแพงกว่าประชาชนคนอื่นๆ เนื่องจาก 1. ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟมากกว่าคนอื่นๆ และ 2. ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการนำเข้าก๊าซ LNG จากต่างประเทศ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาราคาก๊าซดังกล่าวแพงขึ้น เพราะมีสงครามตะวันออกกลาง ดังนั้น ทางดาต้าเซ็นเตอร์ก็ต้องรับภาระค่าไฟจากการนำเข้าก๊าซ LNG ในส่วนนี้ "ไม่ต้องห่วง ดาต้าเซ็นเตอร์จะไม่ทำให้ค่าไฟของประชาชนหรือผู้ใช้ไฟประเภทอื่นแพงขึ้นอย่างแน่นอน" เอกนัฏ กล่าว นอกจากนี้ ทางรัฐบาลจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ สามารถซื้อไฟสะอาดได้เอง โดยจะมีการเปิดเสรีไฟสะอาด จากเดิมที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นคนผูกขาดตลาดไว้คนเดียว ใครผลิตคุณภาพดีสุดถูกสุด ก็ให้มีการแข่งขัน ผู้ใช้ไฟมีสิทธิเลือกใช้ไฟจากเจ้าที่ราคาถูกที่สุด ก็เปิดกว้างขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟสะอาด ส่วนคำถามที่ศุภณัฐ ถามว่าจะทำยังไงให้ดาต้าเซ็นเตอร์มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้น เอกนัฏ ระบุว่าได้ตอบไปแล้ว ซึ่งการกำหนดระเบียบต่างๆ ทางคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์จะพิจารณาขึ้นมาภายหลัง * ข่าว * เศรษฐกิจ * คุณภาพชีวิต * ดาต้าเซ็นเตอร์ * ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ * เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ * พรรคประชาชน * กระทรวงพลังงาน
dlvr.it
September 3, 2026 at 11:30 AM
'ศุภณัฐ ถาม - เอกนัฏ ตอบ' เตรียมจัดระเบียบ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ย้ำต้องโตคู่เศรษฐกิจ ไม่กระทบ ปชช.
'ศุภณัฐ ถาม - เอกนัฏ ตอบ' เตรียมจัดระเบียบ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ย้ำต้องโตคู่เศรษฐกิจ ไม่กระทบ ปชช. ภาพปก: (ขวา) ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ และ (ซ้าย) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ที่มา: ทีมสื่อพรรคประชาชน-เพจกระทรวงพลังงาน) XmasUser Thu, 2026-09-03 - 17:31 'ศุภณัฐ ถาม - เอกนัฏ ตอบ' ถึงมาตรการควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคต โดย รมว.พลังงาน ยืนยันว่าตอนนี้จะมีแผนสั่งระงับการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ การจ่ายไฟและน้ำชั่วคราว พร้อมปูพรมตรวจทั่ว กทม. หากพบผิดกฎหมาย บังคับใช้กฎหมายจริงจัง จนกว่าการจัดระเบียบใหม่จะแล้วเสร็จ ในเรื่องของกฎหมาย รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์ ขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะแล้ว    3 ก.ย. 2569 ช่องยูทูบ TP Channel ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (3 ก.ย.) เวลา 11.15 น. ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ลุกขึ้นถามกระทู้สดต่อนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ โดยวันนี้ นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ตอบคำถาม ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ (ทีมสื่อพรรคประชาชน) ศุภณัฐ กล่าวว่า เบื้องต้น ในประเด็น เรื่องการกำกับควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนมีข้อกังวลเรื่องการใช้ไฟ การใช้น้ำ และเรื่องของการคลายความร้อน แม้แต่ปัญหาการกักเก็บน้ำมันเป็นแสนลิตร เพื่อสำรองเวลาที่ถูกตัดไฟ ซึ่งบางแห่งมีใบอนุญาตถูกต้อง อันนี้ทำดี แต่ใช่ว่ามีใบอนุญาตถูกต้องแล้ว จะดำเนินการถูกต้องด้วย ก็ต้องมีกลไกในการติดตามสม่ำเสมอ และบางแห่งมีไม่มีใบอนุญาตในการดำเนินการ แต่ว่ามีการลักลอบกักเก็บน้ำมันโดยปราศจากการดูแลของหน่วยงานจนประชาชนเสี่ยงไม่ปลอดภัย  ล่าสุด นายกรัฐมนตรีให้มีการไปตรวจสอบ และตรวจเจอ หลังจากที่เรามีการเปิดเผยเรื่องของกักเก็บน้ำมัน ซึ่งเป็นส่วนที่ดี แต่ต้องบอกว่าส่วนตัวเข้าใจว่ามีความจำเป็นต้องมีดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะยังไงก็ตาม เราเข้าสู่ยุคดิจิทัล หรือยุคเอไอแล้ว จำเป็นต้องใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ และตัวเขาเองก็ไม่ได้ให้ว่า เราไม่ควรมีดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย แต่ปัญหาจริงๆ คือความไร้ศักยภาพของรัฐบาล และกรุงเทพมหานครในการควบคุมดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ให้ตั้งได้อย่างถูกที่ และดำเนินการได้อย่างเหมาะสม โดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย และตั้งได้ในใจกลางเมือง มีการจัดเก็บน้ำมันได้หลายแสนลิตร โดยไม่มีใบอนุญาตได้ สส.พรรคประชาชน เผยว่า เขาเคยอภิปรายถึงปัญหาและข้อกังวลการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยมานานกว่า 2 ปีแล้ว (ปี 2567) ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลกลับไม่เคยออกกฎหมายในการควบคุมกิจการดาต้าเซ็นเตอร์เลย  ซึ่งในคราวนั้นมีการแจ้งทั้งหมด 3 ประเด็น ประกอบด้วย * เรื่องการควบคุมอาคาร ไม่มีมีการกำหนดนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ตัว ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ นิยามตัวเองเป็นคลังสินค้า ตอนไปยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ทั้งที่รูปแบบกิจการไม่เหมือนกับคลังสินค้า เราจึงควรนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ว่าคืออะไร และออกระเบียบจำกัดเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการกักเก็บน้ำมัน มาตรฐานดับเพลิง มาตรฐานการระบายความร้อน การใช้น้ำและไฟ และการวัดอุณหภูมิต่างๆ โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากภาครัฐ  * ข้อมูลจากกรุงเทพมหานคร ระบุว่า กิจการ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ เป็นกิจการที่ไม่อยู่ในข้อกำหนดห้ามใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังเมืองรวม กรุงเทพมหานคร หรือก็คือดาต้าเซ็นเตอร์ สามารถตั้งที่ไหนก็ได้ในกรุงเทพฯ ไม่ผิดกฎหมายผังเมือง ทุกสีผังเมืองสร้างได้หมด เรื่องนี้กรุงเทพมหานครเคยทราบมาแล้ว เพราะเราเคยเสนอไปแล้วครั้งหนึ่งว่ามีการความลักลั่นทางกฎหมาย มีช่องว่างช่องโหว่อยู่ ควรให้มีการออกกฎหมายควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ให้ปล่อยให้มีการสร้างสะเปะสะปะ  หลังจากผ่านไป 2 ปี กรุงเทพมหานคร กลับออกผังเมืองมา โดยไม่มีการกำกับดาต้าเซ็นเตอร์   สส.พรรคประชาชน เผยว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับนายกฯ เนื่องจากเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งผังเมืองทุกอันของกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงมหาดไทยอีกทีหนึ่ง แต่จนถึงวันนี้เรายังไม่ได้ยินนายกฯ และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร * ประเด็นต่อมา คือดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ EIA แม้ว่าจะสร้างขนาดใหญ่ขนาดไหนก็ตาม สมมติว่าจะสร้าง 1 ล้าน ตร.กม.ในประเทศนี้ ก็สร้างได้โดยไม่ต้องทำ EIA ศุภณัฐ กล่าวว่า ทั้งที่นายกฯ รับทราบปัญหาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ทำไมถึงยังไม่มีการออกกฎหมายเพื่อควบคุมการประกอบกิจการ หรือสร้างอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย และจะดำเนินการต่อไปอย่างไร และมีกรอบเวลาอย่างไร เพื่อให้เกิดการควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเหมาะสม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้รับมอบหมายจากนายกฯ มาตอบกระทู้สด เผยว่า รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุด เมื่อเทียบกับหลายชุดที่ผ่านมา ส่วนที่มีข้อกังวล เรื่องการใช้ทรัพยากรภายในประเทศไทยนั้น เมื่อ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เรื่อง ปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าและมาตรการพลังงาน กำหนดว่า ถ้ามีดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องมีการแยกประเภทผู้ใช้ไฟเป็นการเฉพาะ ถ้าดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟหลวง ดาต้าเซ็นเตอร์ก็ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น เพื่อไม่ให้ผลักภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายค่าไฟให้ผู้ใช้ไฟประเภทอื่นๆ และหลังจากนี้จะมีการปูพรมตรวจสอบดาต้าเซ็นเตอร์ทุกแห่งในกรุงเทพฯ ว่ามีการลักลอบกักตุนน้ำมันโดยไม่มีใบอนุญาตหรือไม่  นอกจากนี้ ในส่วนของรัฐบาลได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 5 ส.ค. 2569 ออกระเบียบสำนักนายกฯ ตั้งคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการคือจัดการบริหารดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วประเทศ และการเอาดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาจะต้องเกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจไทย มีเงื่อนไขในการใช้และพัฒนาบุคลากรในประเทศอย่างไร สนับสนุนงานวิจัยและอุตสาหกรรมมากน้อยแค่ไหน มีเกณฑ์การใช้ไฟฟ้าและน้ำอย่างไร เพื่อให้ไม่ไปแย่งทรัพยากรกับคนในพื้นที่ หรือมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน  รมว.พลังงาน ระบุด้วยว่า ระหว่างที่ยังมีการจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ จะไม่มีการอนุญาตออกใบอนุญาตก่อสร้าง หรือจ่ายไฟ และน้ำ เข้าไปในดาต้าเซ็นเตอร์ จนกว่าทุกอย่างจะแล้วเสร็จ  ศุภณัฐ กล่าวย้ำว่า เขาไม่ได้อยากได้รัฐบาลแนวไล่จับหนู หรือก็คือเราไปตามแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่คาดหวังคือความชัดเจนว่าเราจะมีกฎหมาย หรือระเบียบระบบอย่างไรในการแก้ไขปัญหา หรือควบคุมการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ สาธารณชนควรเข้าถึงข้อมูลการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ศุภณัฐ กล่าวต่อว่า ปัญหาต่อมาคือเรื่องการเข้าไม่ถึงข้อมูลผู้ประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะปัจจุบัน เชื่อว่าเรายังไม่ทราบเลยว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์กี่แห่ง มีขนาดเท่าไร อย่างไร อยู่ระหว่างการก่อสร้างจริงๆ มีอยู่กี่แห่ง ที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ก่อสร้างมีกี่แห่ง หรือได้รับสิทธิจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และจะไปดำเนินการก่อสร้างตรงไหน หรือมีแบบก่อสร้างอย่างไร แม้แต่กรุงเทพมหานครเองข้อมูลก็อาจจะคลาดเคลื่อนจากการแถลงเมื่อวานนี้ (2 ก.ย.) เพราะนับๆ ดูน่าจะมากกว่าที่ผู้ว่าฯ แถลง เพราะว่าเวลาผู้ประกอบกิจการเข้ามาก่อสร้าง เขาก็จะสำแดงว่าเป็น ‘คลังสินค้า’ มีเพียงบางแห่งที่จะระบุข้างท้ายว่าเป็น "ศูนย์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" และสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อไม่มีการทำ EIA ก็ไม่มีข้อมูลให้สาธารณะเข้าถึงได้เลย ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ของหน่วยงานรัฐ ถามว่ามีเยอะไหม มีเยอะ และไม่ได้ถูกนำเสนอในข้อมูลของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากหน่วยงานของรัฐไม่ต้องขออนุญาตก่อสร้างจากหน่วยงานท้องถิ่น ทุกอย่างเป็นข้อมูลที่ถูกปกปิดไว้หมด ศุภณัฐ เสนอด้วยว่า ควรออกระเบียบให้โครงการก่อสร้างที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน ต้องมีระบบติดตามไซต์งาน (Monitoring) เช่น กล้อง CCTV เซนเซอร์ตรวจวัดฝุ่น เสียง แรงสั่นสะเทือน การเคลื่อนตัวของดิน รวมถึงการปล่อยก๊าซและความร้อน โดยเปิดเป็นข้อมูลสาธารณะให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้ ดังนั้น จึงขอถามว่า โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารไปแล้ว และสามารถสร้างที่ไหนก็ได้บนผังเมืองโดยไม่ต้องมีการจัดทำแบบประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่ออกใบอนุญาตก่อสร้างไปแล้วเรียบร้อย จะมีการจัดการ และกำกับอย่างไร ในเมื่อได้ใบอนุญาตก่อสร้างไปแล้ว  นอกจากนี้ ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการจัดทำฐานข้อมูลอาคาร และออกระเบียบ และเพิ่มข้อบังคับ จัดทำระบบมอนิเตอร์อาคาร ไซต์งานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็น CCTV หรือเซ็นเซอร์ต่างๆ เพื่อคุ้มครองผลกระทบของประชาชน ถ้าท่านเห็นด้วยกับฐานข้อมูลที่ต้องเปิดเผยสาธารณะ และระบบมอนิเตอร์ไซต์งานก่อสร้าง อยากถามว่ารัฐบาลจะดำเนินงานเมื่อไร มีกรอบเวลาอย่างไร ‘เอกนัฏ’ ตอบคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์ดูแลเรื่องกฎหมาย เอกนัฏ กล่าวย้ำว่า ในความเป็นจริง หลายอย่างยังไม่ถึงกับต้องแก้ไขกฎหมาย แต่เข้าไปบังคับใช้กฎหมายให้จริงจังก็สามารถจัดการได้ ขณะที่ส่วนไหนที่ต้องจัดการกฎหมาย ก็จะมีคณะกรรมการที่ตั้งตามระเบียบสำนักนายกฯ เมื่อ 5 ส.ค.ที่ผ่านมาเป็นคนดูแล และจะบริหารจัดการดูแลให้ครอบคลุมในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เกณฑ์เรื่องผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย เกณฑ์เรื่องการใช้น้ำและไฟฟ้า ผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และตอนนี้ทุกอย่างเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ระงับหมด จนกว่าเกณฑ์เหล่านี้จะชัดเจน  เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงพลังงาน) สำหรับประเด็นกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน เอกนัฏ เผยว่าจะมีการเอากรอบกฎหมายของทุกหน่วยงานมาดูก่อน และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ส่วนการแก้ไขกฎหมาย ก็จะมีการให้ดาต้าเซ็นเตอร์ จากนี้ต่อไป ก็ต้องทำ EIA และเกณฑ์กำหนดเรื่องของผังเมืองก็ใช้เวลาดำเนินการ จะดำเนินการทันที และอีกไม่นานเรื่องกฎกระทรวงต่างๆ หลักเดือนก็ต้องจบ แต่ระหว่างนี้ไม่อนุญาตให้ดาต้าเซ็นเตอร์มาสร้างผลกระทบ ศุภณัฐ มองว่า เรื่องที่ตอบอาจจะยังไม่ตรงกับที่เขาคาดหวัง เพราะว่าเขาสอบถามว่า กรณีที่ดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการแล้ว จะมีการจัดการ หรือดูแลอย่างไรหลังจากนี้ เพราะว่าเขาได้รับใบอนุญาตก่อสร้างแล้ว และเรื่องต่อมา ข้อเสนอของเขาให้มีการตั้งกฎระเบียบในการมอนิเตอร์การก่อสร้างอาคารดาต้าเซ็นเตอร์นั้น ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะรับข้อเสนอเขาหรือไม่ กลัวรัฐบาลสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ระยะยาว หวั่น ปชช.แบกรับต้นทุน สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า ในประเด็นสุดท้ายที่อยากถามคือเรื่องการสนับสนุนกิจการ ดาต้าเซ็นเตอร์ของ BOI และแผนการจัดการพลังงานของเอกนัฏ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า BOI มีการสนับสนุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก แต่ว่ามีปัญหา 2 ส่วน คือ  * คือโครงการดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก ไม่ได้มีข้อกำหนดในเรื่องของ “Direct PPA” (Direct Power Purchase Agreement) หรือการซื้อตรงกับผู้ผลิต ดังนั้น ถ้าดูดีมานด์ (ความต้องการ) การใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดที่มีการขออนุมัติจาก BOI แน่นอนว่าความต้องการการใช้ไฟมันจะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ในระยะสั้น ถ้ามันมีการก่อสร้างขึ้นมา แม้ว่าเราจะออกระเบียบต่างๆ แต่ถ้าเกิดว่ามันมีการดำเนินการก่อสร้างมาแล้ว ความต้องการในการใช้ไฟมันจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการบีบรัฐบาลทางอ้อม ให้รัฐบาลสร้างโรงไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อมารองรับดาต้าเซ็นเตอร์  ระยะยาว เมื่อรัฐบาลสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และถ้าดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ตัวเมื่อไร เขาจะเริ่มปรับตัวเองไปซื้อไฟจากผู้ผลิตโดยตรง หรือ direct PPA เพราะราคาถูกกว่า หรือหันไปผลักดันเรื่องโรงไฟฟ้าเพื่อมาดูแลตัวเอง ซึ่งหมายความว่าจนถึงตอนนั้นจะเกิดปัญหาที่ถูกทิ้งไว้ พร้อมกับโรงไฟฟ้าจำนวนมาก แต่ไม่มีคนใช้ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ย้ายไปใช้ direct PPA หมดแล้ว ทำให้รัฐบาลอาจต้องส่งผ่านค่าไฟ ค่าโรงไฟฟ้า ค่าพร้อมจ่ายให้ประชาชน * ต่อมา ไม่ได้มีเงื่อนไขให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอย่าง Local Content หรือ Local Supplier ใดๆ ทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรืออะไรก็ตาม แม้กระทั่งสุขภัณฑ์ในห้องน้ำทั้งหมดในโรงงาน ก็ขนมาจากประเทศจีน แม้กระทั่งพัดลมอุตสาหกรรมก็ขนมาจากประเทศจีน แทบทั้งหมด ยกเว้นคอนกรีต หรือเหล็ก อาจจะเป็นของจีน ซึ่งอาจจะเกิดภาวะโรงงานศูนย์เหรียญ กับดาต้าเซ็นเตอร์ได้  เลยอยากถามรัฐบาลว่า จะมีการแก้ไขปัญหาการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ อย่างไร และสัญญาได้หรือไม่ว่าจะไม่ก่อสร้างโรงผลิตไฟฟ้าเพิ่ม แต่จะบีบให้ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ให้ไปใช้ Direct PPA ทั้งหมด และท่านสามารถที่จะกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ ‘Local Content’ และ ‘Local Supplier’ หรือไม่ จะทำเมื่อไร และอย่างไร  หนุนเปิดเสรีซื้อไฟสะอาดโดยตรง รมว.กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ สส.ปชน.ถามว่าทำเมื่อไร คำตอบคือทำแล้ว และอย่างกรณีที่อาคารที่ได้รับใบอนุญาตและสร้างเสร็จแล้ว ทางหน่วยงานรัฐก็สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ อย่างกรณีอาคารเมื่อวานนี้ที่พบว่ามีการกักเก็บน้ำมันอยู่ในอาคาร เมื่อไม่ถูกต้อง เราก็สามารถบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีกับเขาได้ ซึ่งมีโทษจำคุก 2 ปี  ส่วนเรื่องเกณฑ์การใช้ไฟ คือทำไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา มีมติ กพช. ออกมาชัดเจน แยกประเภทผู้ใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งข้อบังคับจะกำหนดว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ ถ้าใช้ไฟหลวง จะมีราคาแพงกว่าประชาชนคนอื่นๆ เนื่องจาก 1. ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟมากกว่าคนอื่นๆ และ 2. ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการนำเข้าก๊าซ LNG จากต่างประเทศ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาราคาก๊าซดังกล่าวแพงขึ้น เพราะมีสงครามตะวันออกกลาง ดังนั้น ทางดาต้าเซ็นเตอร์ก็ต้องรับภาระค่าไฟจากการนำเข้าก๊าซ LNG ในส่วนนี้ "ไม่ต้องห่วง ดาต้าเซ็นเตอร์จะไม่ทำให้ค่าไฟของประชาชนหรือผู้ใช้ไฟประเภทอื่นแพงขึ้นอย่างแน่นอน" เอกนัฏ กล่าว นอกจากนี้ ทางรัฐบาลจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ สามารถซื้อไฟสะอาดได้เอง โดยจะมีการเปิดเสรีไฟสะอาด จากเดิมที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นคนผูกขาดตลาดไว้คนเดียว ใครผลิตคุณภาพดีสุดถูกสุด ก็ให้มีการแข่งขัน ผู้ใช้ไฟมีสิทธิเลือกใช้ไฟจากเจ้าที่ราคาถูกที่สุด ก็เปิดกว้างขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟสะอาด ส่วนคำถามที่ศุภณัฐ ถามว่าจะทำยังไงให้ดาต้าเซ็นเตอร์มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้น เอกนัฏ ระบุว่าได้ตอบไปแล้ว ซึ่งการกำหนดระเบียบต่างๆ ทางคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์จะพิจารณาขึ้นมาภายหลัง * ข่าว * เศรษฐกิจ * คุณภาพชีวิต * ดาต้าเซ็นเตอร์ * ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ * เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ * พรรคประชาชน * กระทรวงพลังงาน
dlvr.it
September 3, 2026 at 11:30 AM
#DailyTopics เมื่อวานคือแชตระอุสัส ๆ 555555555 แต่บอกเลยว่าช่องนี้เบาสุดแล้วถ้ารัฐบาลจะมาให้สัมภาษณ์ ถ้าเทียบกับช่องเจ่เจ้หรือพี่ยุทธอ่ะ 55555555555555555

www.youtube.com/live/tmgeBaC...
ถามทุกเรื่องกับ "เอกนัฏ พร้อมพันธุ์" ทีมสุดซอย สุดแค่ไหนและการมุ้ง
YouTube video by Daily Topics
www.youtube.com
June 17, 2025 at 3:21 PM
กพช. มีมติแยกค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชน
กพช. มีมติแยกค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชน auser15 Wed, 2026-07-15 - 14:44 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติแยกค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชน พร้อม 6 มาตรการลดภาระค่าไฟบ้านอยู่อาศัย ค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรก 3 บาท/หน่วย ส่วน 201-400 หน่วย และ 400 หน่วยขึ้นไป คงอัตราเดิม เปิดตลาดไฟสะอาดเสรี 15 กรกฎาคม 2569 EPPO Thailand รายงานว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนทั่วไป ควบคู่กับการดูแลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณมากอย่าง Data Center และภาคอุตสาหกรรมรับผิดชอบต้นทุนของตนเองอย่างเป็นธรรม โดยไม่ผลักภาระมาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป 1. แยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน ที่ประชุมเห็นชอบให้แยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ออกจากอัตราที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป และกำหนดเป็นอัตราใหม่โดยเฉพาะ พร้อมมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อให้จัดเก็บเงินเข้ากองทุนจากแหล่งใหม่เพิ่มเติม ได้แก่ ผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: DPPA) เงินจากการลดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (Adder) และโครงการโซลาร์ชุมชน โดยนำเงินดังกล่าวไปใช้ลดค่าไฟฟ้าสาธารณะและลดภาระค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยต่อไป นายเอกนัฏฯ ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มุ่งสู่พลังงานสะอาด อย่างมั่นคง ปรับโครงสร้างสู่การแข่งขันเสรี ให้ราคาเป็นธรรม 2. ลดค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย พร้อมปรับปรุงนิยามค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยหน่วยที่ 1-200 หน่วยแรก ปรับลดเหลือ 3 บาทต่อหน่วย โดยหน่วยที่ 201-400 และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป ยังคงอัตราเดิม โดยตัดต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออก ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกระดับการใช้ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังขยายนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมกิจการให้เช่าที่พักอาศัย เช่น บ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ รวมถึงบ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ซึ่งปัจจุบันต้องใช้ไฟฟ้าประเภทชั่วคราวที่มีอัตราสูงกว่า ให้สามารถใช้อัตราเดียวกับบ้านอยู่อาศัยได้ ช่วยลดภาระให้กับกลุ่มผู้เช่าที่พักซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและผู้ใช้แรงงาน 3. ขยายมาตรการ Direct PPA สู่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาด ที่ประชุมเห็นชอบให้ปลดล็อกมาตรการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) ให้ครอบคลุมทั้งกิจการ Data Center และภาคอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด เปิดให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จัดหาไฟฟ้าสะอาดได้ตรงจากผู้ผลิต ตอบโจทย์มาตรฐานการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อเป็นการเปิดตลาดไฟฟ้าสะอาด มุ่งไปสู่การแข่งขันเสรี 4. กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center ที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแยกต่างหากสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท Data Center เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในการจัดหาไฟฟ้าและการลงทุนขยายโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการเข้ามาของกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า หรือต้นทุนจากลงทุนปรับปรุงระบบโครงข่ายที่ต้องการความมั่นคงเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ต้นทุนดังกล่าวกลายเป็นภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป 5. ให้ Data Center รายใหญ่วางหลักประกันการใช้สายส่งไฟฟ้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่เฉพาะกิจการ Data Center ที่ประชุมเห็นชอบให้ต้องวางหลักประกัน (Bond) การใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อยืนยันความพร้อมและความตั้งใจลงทุนจริงก่อนที่ภาครัฐจะลงทุนขยายระบบไฟฟ้ารองรับ พร้อมกำหนดให้ต้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำประกอบด้วย เนื่องจากเป็นกิจการที่ใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็น ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลงทุนเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำจากประชาชนและภาคการเกษตร 6. Adder จัดการปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์ ที่ประชุม กพช. จึงเห็นชอบการดำเนินการตามที่ข้อเสนอของ คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่มีรองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เสนอให้  1. การกำหนดวันสิ้นสุดสัญญากับ SPP และ VSPP ประเภท Non-Firm ที่มีการต่ออายุสัญญาอัตโนมัติทุกรายให้ชัดเจน 2. ปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ในอัตรา 2.1579 บาทต่อหน่วย 3. โดยมอบหมายให้ทั้ง 3 การไฟฟ้าดำเนินการเจรจาแก้ไขสัญญาต่อไป 7. เดินหน้าโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ (Community -based Solar Farm Generation Project) ปรับเกณฑ์ใหม่ให้เป็นธรรมทุกฝ่าย ที่ประชุมเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการในรูปแบบโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนพื้นดิน ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อโครงการ กำหนดเป้าหมายรับซื้อรวมไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ ในอัตรารับซื้อแบบ Feed-in Tariff (FiT) 2.1679 บาทต่อหน่วย สัญญา Non-Firm ระยะเวลา 25 ปี โดยกำหนดหลักการ 1 ตำบล ต่อ 1 โครงการ เพื่อให้ประโยชน์กระจายไปในหลายพื้นที่ ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง นายเอกนัฏฯ เน้นย้ำว่า เป็นการปรับให้นำผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาไปลดค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ วิธีการคัดเลือกเอกชนผู้พัฒนาโครงการก็ได้ปรับจากหลักการ  “ยื่นก่อนได้สิทธิก่อน” มาเป็นการแข่งขันด้วยเกณฑ์คะแนนคุณภาพ (Competitive Scoring) ทั้งนี้ ผู้พัฒนาแต่ละรายมีสิทธิได้รับคัดเลือกสูงสุดไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวอยู่กับรายใดรายหนึ่ง ทั้งนี้โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าปลายสาย จากการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ทำให้ลดต้นทุนของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พลังงาน * ไฟฟ้า * คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ * กพช. * ค่าไฟฟ้า * ค่าไฟสาธารณะ
dlvr.it
July 15, 2026 at 7:49 AM
JustPow: ประเทศไทยใช้ไฟสาธารณะเท่าไหร่
JustPow: ประเทศไทยใช้ไฟสาธารณะเท่าไหร่ JustPow auser15 Tue, 2026-06-23 - 07:33 ประเทศไทยใช้ไฟสาธารณะเท่าไหร่ JustPow สำรวจปริมาณการใช้ไฟสาธารณะในแต่ละจังหวัด พร้อมลองคำนวณกลับเป็นตัวเงินว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ จากกรณีที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาเปิดเผยว่าค่าไฟที่มาจากไฟสาธารณะต่างๆ ถูกบรรจุอยู่ในบิลค่าไฟ ในส่วนของค่าไฟฐานประมาณ 10 สตางค์ จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นอย่างมาก JustPow ชวนสำรวจว่าแต่ละจังหวัดในประเทศไทยมีการใช้ไฟสาธารณะเป็นจำนวนเท่าไหร่ พร้อมลองคำนวณกลับเป็นตัวเงินจากอัตราค่าไฟในปัจจุบันดูว่า หากคิดเป็นค่าไฟ แต่ละจังหวัดมีค่าไฟจากไฟสาธารณะเท่าไหร่ต่อปี  จากข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้ารายจังหวัดสาขา ปี 2566 ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีการแยกการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดต่างๆ ออกเป็น 12 ประเภท คือ บ้านที่อยู่อาศัย, กิจการขนาดเล็ก, กิจการขนาดกลาง, กิจการขนาดใหญ่, กิจการเฉพาะอย่าง, ไฟสำรอง, ไฟที่สามารถงดจ่ายไฟฟ้าได้, ไฟฟ้าสาธารณะ, ราชการ/รัฐวิสาหกิจ, การสูบน้ำ, ไฟฟ้าชั่วคราว และสถานีชาร์จรถ EV พบว่า กรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่มีการใช้ไฟสาธารณะมากที่สุด 342.1 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 7.69% ของการใช้ไฟสาธารณะทั้งประเทศ  รองลงมาคือชลบุรี 133.50 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 3% นครปฐม 132.89 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 2.99% นครราชสีมา 117.27 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 2.64% อุดรธานี 99.21 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 2.23%  จาก 5 อันดับแรกของจังหวัดที่ใช้ไฟสาธารณะมากที่สุดจะพบว่า ปริมาณการใช้ไฟไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของจังหวัดเพียงเท่านั้น แต่ตัวแปรสำคัญ คือ ขนาดเศรษฐกิจ เพราะจังหวัดใน 5 อันดับแรกล้วนเป็นจังหวัดหัวเมืองใหญ่ที่มีขนาดเศรษฐกิจสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ เช่นเดียวกับสมุทรสาคร ซึ่งมีการใช้ไฟสาธารณะเป็นอันดับ 7 ของประเทศ แม้จะดูเป็นจังหวัดเล็ก แต่ก็มีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) สูงเป็นอันดับ 6 ของประเทศเลยทีเดียว ในส่วนของจังหวัดที่ใช้ไฟสาธารณะน้อยที่สุด พบว่า แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่ใช้ไฟสาธารณะน้อยที่สุดในประเทศ เพียง 8.66 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 0.19% ของการใช้ไฟสาธารณะทั้งประเทศ ในขณะเดียวกันแม่ฮ่องสอนก็เป็นจังหวัดที่ภาคส่วนอื่นๆ ทั้งภาคครัวเรือน และกิจการต่างๆ ใช้ไฟน้อยที่สุดในประเทศเช่นเดียวกัน  รองลงมาก็คือระนอง 17.69 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 0.40% สมุทรสงคราม 17.88 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 0.40% ตราด 18.04 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 0.41% อำนาจเจริญ 18.96 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็น 0.43% ใน 5 อันดับสุดท้ายของจังหวัดที่ใช้ไฟสาธารณะน้อยที่สุดในประเทศ จะพบว่าส่วนใหญ่เป็นจังหวัดขนาดเล็กและมีขนาดการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่มากนัก แต่มี 2 จังหวัดที่น่าสนใจก็คือ ตราดและสมุทรสงคราม ที่หากพิจารณาจากผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) จะพบว่าตราด มี GPP อยู่ในอันดับที่ 23 ของประเทศ ในขณะที่สมุทรสงครามก็มี GPP อยู่ในอันดับที่ 22 ของประเทศ จากข้อมูลที่ปรากฏในการรายงานข่าวพบว่าค่าไฟสาธารณะนั้นตกเป็นเงินปีละ 1.9 หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากลองคำนวณเพื่อหาว่าแต่ละจังหวัดมีค่าไฟฟ้าจากการใช้ไฟสาธารณะเท่าไร โดยอ้างอิงปริมาณการใช้ไฟสาธารณะจากข้อมูลในปี 2566 และราคาค่าไฟในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ 3.95 บาท/หน่วย จะพบว่า ค่าไฟสาธารณะเป็นเงินสูงถึง 17,567 ล้านบาทเลยทีเดียว และเมื่อดูเป็นรายจังหวัดจะพบว่า  กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีค่าไฟฟ้าจากไฟสาธารณะสูงที่สุด 1,351.29 ล้านบาท/ปี ซึ่งสูงกว่าอันดับสองเกือบ 3 เท่า โดยอันดับสองคือ ชลบุรี 527.33 ล้านบาท/ปี นครปฐม 524.92 ล้านบาท/ปี นครราชสีมา 463.22  ล้านบาท/ อุดรธานี 391.88 ล้านบาท/ปี ส่วนจังหวัดที่มีค่าไฟฟ้าจากไฟสาธารณะสูงที่สุด คือ แม่ฮ่องสอน 34.19 ล้านบาท/ปี รองลงมาก็คือระนอง 69.89 ล้านบาท/ปี สมุทรสงคราม 70.62 ล้านบาท/ปี ตราด 71.26 ล้านบาท/ปี อำนาจเจริญ 74.91 ล้านบาท/ปี  นอกจากประเด็นเรื่องค่าไฟสาธารณะที่แฝงอยู่ในค่าไฟฐานของผู้ใช้ไฟทุกคน ซึ่งก่อให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงโครงสร้างค่าไฟว่าควรจะมีการจัดการเช่นในอนาคต โดยเฉพาะในส่วนค่าไฟสาธารณะ ซึ่ง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้ข้อมูลว่าควรจะแยกค่าไฟสาธารณะออกจากค่าไฟฐานที่เก็บจากผู้ใช้ไฟ โดยปัจจุบันมีประมาณ 10 สตางค์ ซึ่งจะทำให้ค่าไฟลดลงไปได้อีกเล็กน้อย  อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญก็คือ ภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ควรจะออกมาเปิดเผยข้อมูลว่าในค่าไฟฐานนั้น นอกจากค่าไฟสาธารณะที่แฝงอยู่แล้วยังประกอบไปด้วยค่าอะไรอีกบ้าง เพื่อสร้างความโปร่งใสแก่โครงสร้างค่าไฟที่มีความสลับซับซ้อนเกินกว่าที่ประชาชนทั่วไปจะเข้าใจ นอกจากนั้น การจะปรับโครงสร้างค่าไฟเพื่อให้ค่าไฟถูกลงและเป็นธรรมนั้น นอกจากค่าไฟสาธารณะ 10 สตางค์แล้ว หากภาครัฐสามารถตัดค่า Adder ออกได้ ก็จะสามารถลดค่าไฟลงไปได้อีก 17 สตางค์ รวมไปถึงค่าความพร้อมจ่าย หากสามารถตัดได้ จะทำให้ค่าไฟลดลงไปได้อีก 80 สตางค์เลยทีเดียว  ที่มา:  ข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้ารายจังหวัดสาขา ปี 2566 สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน คำนวณโดย JustPow * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พลังงาน * ไฟฟ้า * ไฟสาธารณะ * ค่าไฟฟ้า * JustPow
dlvr.it
June 23, 2026 at 12:37 AM
'อรรถวิชช์' จี้ตรวจเข้มเหล็ก 'ซินเคอหยวน' หลังกรมโรงงานฯ ไฟเขียวเดินเครื่องอีกครั้ง
'อรรถวิชช์' จี้ตรวจเข้มเหล็ก 'ซินเคอหยวน' หลังกรมโรงงานฯ ไฟเขียวเดินเครื่องอีกครั้ง ภาพปก: อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และเหล็ก SKY (ที่มา: เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี) XmasUser Sat, 2026-06-06 - 13:43 'อรรถวิชช์' เตือนตรวจสอบเหล็กบริษัท ‘ซินเคอหยวน’ ให้ดี อย่าปล่อยเหล็กไม่ได้มาตรฐานขายตามท้องตลาด หลังกรมโรงงานฯ มีหนังสือไฟเขียว ให้ บ.กลับมาดำเนินการต่อได้อีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่ามีการปรับปรุงตามประกาศคำสั่งหมดแล้ว    6 มิ.ย. 2569 อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กวันนี้ (6 มิ.ย.) เตือนตรวจสอบบริษัทซินเคอหยวน เข้ม อย่าปล่อยเหล็กไม่ได้มาตรฐานออกมาขาย หลังกรมโรงงานฯ อนุมัติให้กลับมาดำเนินการอีกครั้ง  สืบเนื่องจากวานนี้ (5 มิ.ย.) อารยา ไสลเพชร รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ซึ่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมมอบหมาย ได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ผู้ประกอบกิจการโรงงาน ให้ประกอบกิจการโรงงานต่อไปได้ หลังได้ตรวจสอบโรงงานเพื่อติดตามผลการปรับปรุงแก้ไขตามคำสั่งแล้ว พบว่าบริษัทได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขโรงงานตามคำสั่งทุกฉบับ พบว่าบริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามคำสั่งโดยการปรับปรุงระบบและบำบัดมลพิษทางอากาศจากการประกอบกิจการโรงงานเรียบร้อยแล้ว โดยเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2569 ได้มีการเก็บตัวอย่างอากาศจากปล่องระบายออกนอกโรงงาน เพื่อนำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งต่อมาปรากฏผลการตรวจ วัด วิเคราะห์มลพิษทางอากาศ พบว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดในประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องกำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตและโรงงานผลิตเหล็กแท่งเล็ก สำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต พ.ศ. 2564 อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ซึ่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมมอบหมาย จึงมีคำสั่งให้บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดต่อไปได้นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งฉบับนี้ ด้านเขมพัสตร์ กิตติภักดีกุล ผู้จัดการบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มที่ และยึดหลักการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการกฎหมาย โดยการตรวจสอบที่ปรากฏถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการดำเนินงานของบริษัท  ทั้งนี้ บริษัทเห็นว่าผลการทดสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสะท้อนว่าเหล็กที่ผลิตจากโรงงานมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และไม่พบข้อมูลที่ชี้ว่าเหล็กของบริษัทเป็นสาเหตุของเหตุการณ์อาคารถล่มที่เป็นประเด็นในสังคมก่อนหน้านี้ “เราตั้งใจจะนำเสนอผลิตภัณฑ์เหล็กที่ได้มาตรฐานในราคาที่แข่งขันได้ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้กับภาคก่อสร้าง ผู้รับเหมา และผู้ประกอบการไทย พร้อมสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดเหล็กภายในประเทศ” ผู้จัดการบริษัท ซิน เคอ หยวน กล่าว เขมพัสตร์ กล่าวอีกว่า บริษัทฯ ยืนยันจะยังคงยึดมั่นในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมของประเทศ ภายใต้แนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสู่ความยั่งยืน และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในระยะยาว ทั้งนี้ ในส่วนของการตรวจสอบโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้การดำเนินงานของกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค เลขสืบสวน 54/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการครอบครองวัตถุอันตรายหรือ “ฝุ่นแดง” นั้น บริษัทระบุว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งยุติการสืบสวน เนื่องจากไม่พบพยานหลักฐานที่ชี้ถึงการกระทำความผิด พร้อมเตรียมส่งมอบตัวอย่างที่ตรวจยึดคืนให้แก่บริษัทตามขั้นตอนตามกฎหมาย ขณะที่การตรวจสอบด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ร่วมกับสถาบันยานยนต์และสถาบันไทย-เยอรมัน ได้สุ่มเก็บตัวอย่างเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตจากการทดลองเดินเครื่องจักรรวม 56 ชุด เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการทดสอบทางวิศวกรรมและนิติวิทยาศาสตร์ ผลการทดสอบพบว่า เหล็กเส้นกลมตามมาตรฐาน มอก. 20-2559 ชั้นคุณภาพ SR24 และเหล็กข้ออ้อยตามมาตรฐาน มอก. 24-2559 ชั้นคุณภาพ SD40T และ SD50T ทุกขนาด ตั้งแต่ DB10 ถึง DB32 มีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด โดยผลการทดสอบดังกล่าวได้ส่งต่อให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมใช้ประกอบการพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย บริษัทฯ ยังชี้แจงถึงการใช้เทคโนโลยีเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace: IF) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลก โดยมีจุดเด่นด้านการควบคุมคุณภาพโลหะ ความแม่นยำของกระบวนการผลิต การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการควบคุมมลพิษทางอากาศ ตามข้อมูลของบริษัท ปัจจุบันมีโรงงานผลิตเหล็กในประเทศไทยมากกว่า 11 แห่งที่ใช้เทคโนโลยี IF มีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 400,000 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งตลาดเหล็กเส้นภายในประเทศประมาณร้อยละ 70 รวมทั้งสามารถรองรับการผลิตเหล็กเกรดพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมขั้นสูง 'อรรถวิชช์' เตือนตรวจสอบเหล็กซินเคอหยวนให้ดี  ต่อมา วันนี้ (6 มิ.ย.) อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเฟซบุ๊ก เมื่อเวลา 00.19 น. ระบุกล่าวถึงกรณีบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล ผู้ผลิตเหล็กที่ใช้สร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งพังถล่มลงจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2568 ได้กลับมาดำเนินกิจการอีกครั้งว่า เหล็กตึก สตง. ถล่ม ซินเคอหยวน กลับมาเปิดโรงงานแล้ว คุณมีเตาปรุงน้ำเหล็กแล้วเหรอ  อรรถวิชช์ ระบุขอเรียกร้องให้สุ่มตรวจตอนผลิตขายจริง ไม่ใช่แค่การนัดตรวจแบบทดสอบเครื่องจักรเท่านั้น เพราะเหล็กเส้นประเภท IF จะควบคุมประสิทธิภาพได้ดีเมื่อมี “เตาปรุง Ladle Furnace” คือถ้าคุณภาพเศษเหล็กที่นำมาหลอมแย่ มาตรฐานเหล็กที่หลอมออกมาจะไม่สม่ำเสมอ ช่วงที่เขาทำงานใน “ทีมสุดซอย” เป็นประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า “ซิน เคอ หยวน ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก” แล้วสต๊อกเหล็กชุดเก่าที่ระบบ QC ยังมีปัญหามันจะออกมาขายแล้วเหรอ เหล็กคือโครงสร้างหลักของบ้านและอาคาร ความปลอดภัยต้องเต็มร้อย อย่าให้มาตรฐานเปลี่ยน * ข่าว * คุณภาพชีวิต * อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี * บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด * กรมโรงงานอุตสาหกรรม * กระทรวงอุตสาหกรรม
dlvr.it
June 6, 2026 at 7:09 AM
กพช.ไฟเขียวค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท - รับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อป 2.20 บาท/หน่วย
กพช.ไฟเขียวค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท - รับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อป 2.20 บาท/หน่วย auser15 Wed, 2026-04-29 - 18:02 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไฟเขียว 2 มาตรการสำคัญปรับอัตราค่าไฟฟ้า ใช้ไฟ 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย - ส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน รับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป 2.20 บาท/หน่วย แฟ้มภาพเครือข่ายประชาไท 29 เมษายน 2569 Thai PBS รายงานว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2569 (ครั้งที่ 176) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน มีมติเห็นชอบ 2 วาระสำคัญด้านพลังงาน ซึ่งดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 ที่เห็นชอบในหลักการ "วาระแห่งชาติด้านพลังงาน" ได้แก่ (1) การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย (2) การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคประชาชน โดยนายเอกนัฏ เปิดเผยรายละเอียดดังนี้ 1 การปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น กพช. จึงทบทวนแนวทางการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าให้มีความยั่งยืน และตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยปรับปรุงค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านที่อยู่อาศัย มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาวิกฤติพลังงานอย่างเร่งด่วน และมุ่งเน้นลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดย กพช. มีมติสำคัญ ดังนี้ - เห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย และการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราก้าวหน้าที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น - มอบหมาย กกพ. ร่วมกับ กฟน. และ กฟภ. ดำเนินการปรับปรุงการออกแบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) ให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายว่า ด้วยการประกอบกิจการพลังงาน ให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.2569 ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 และให้ กกพ. กำกับดูแลการชดเชยและอุดหนุนรายได้ ระหว่างผู้รับใบอนุญาตให้เป็นธรรมโดยคำนึงถึงสถานะทางการเงินของแต่ละราย - มอบหมาย กกพ. นำเงิน Bypass Gas จำนวน 369,568,004.06 บาท มาเป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าผันแปร ( Ft) งวดเดือน พ.ค.–ส.ค.2569 สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ตามมติ ครม. วันที่ 28 เม.ย.2569 - มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ กฟน. และ กฟภ. ร่วมกับ กกพ. ศึกษาแนวทาง การลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนหลังคาให้กับบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้บริการจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับบ้านอยู่อาศัยดังกล่าว ในอัตราค่าไฟที่เหมาะสมและเป็นธรรม และนำเสนอผลการศึกษา ต่อ กพช. โดยเร็ว 2. การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ภาคประชาชน กพช. เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Rooftop สำหรับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดย กพช. มีมติสำคัญ ดังนี้ - รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชน ที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาที่พักอาศัย รูปแบบ Net Billing เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ โดยกำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะรับซื้อไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาท/หน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี - มอบหมาย กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.2569 - มอบหมาย กฟผ. กฟภ. และ กฟน. ปรับปรุงข้อกำหนดโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) พร้อมระบบจำหน่าย สถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับเป้าหมายโซลาร์ภาคประชาชนโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ นายเอกนัฏ กล่าวด้วยว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง ลดภาระค่าพลังงานในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรพลังงาน สนับสนุนการกระจายศูนย์กลางการผลิตไฟฟ้า และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมพลังงานสะอาด ควบคู่กับการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พลังงาน * ไฟฟ้า * ค่าไฟฟ้า * โซลาร์รูฟท็อป
dlvr.it
April 29, 2026 at 11:07 AM
'เอกนัฏ' แจงเหตุลดภาษีสรรพสามิตไม่ได้ แต่ลดค่าการกลั่นได้ ทุกโรงกลั่นร่วมมือ
'เอกนัฏ' แจงเหตุลดภาษีสรรพสามิตไม่ได้ แต่ลดค่าการกลั่นได้ ทุกโรงกลั่นร่วมมือ admin666 Fri, 2026-04-10 - 20:21 รมว.พลังงานชี้หลังวิกฤตต้องรื้อกลไกกองทุนน้ำมัน ลดภาษีสรรพสามิตขอเป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะรัฐต้องใช้เงินช่วยประชาชน ตอนนี้ขอจัดการลดค่าการกลั่นก่อนและทุกโรงกลั่นก็ให้ความร่วมมือ อนาคตเตรียมใช้พลังงานทดแทน 10 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี รัฐบาลอนุทิน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อธิบายชี้แจงในประเด็นการจัดการพลังงาน ว่าต้นทุนพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการครองชีพของประชาชน แต่เมื่อเข้ามารับตำแหน่งก็ต้องมารับสภาวะวิกฤตน้ำมันจากการปะทะกันในตะวันออกกลาง ซึ่งอยู่นอกเหนือการจัดการขอบเขตอำนาจของรัฐบาลไทย แต่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของประเทศ  เอกนัฏชี้แจงว่านับตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่งก็ได้รับรายงานจาก คตร. และได้เรียกกลุ่มผู้ประกอบการมาพูดคุยรวมถึงประชุมกับคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ซึ่งรัฐบาลไทยมีเครื่องมือมีอาวุธและกำลังในการจัดการปัญหาเรื่องนี้น้อยมากผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งน้ำมันที่ราคาที่แพงขึ้นและหายากขึ้นทำให้มีผลกระทบหนัก สิ่งที่รัฐบาลไทยมีคือกองทุนน้ำมัน ซึ่งก็มีคำถามเข้ามาหลากหลาย แต่เขาก็ใช้ความระวังมากในการบริหารกองทุนในฐานะประธานกองทุนน้ำมัน เขาเห็นว่าในสถานการณ์ปกติสิ่งแรกที่จะทำคือการผ่าตัดกองทุนน้ำมันเพราะมีอำนาจมาก การตัดสินใจของกองทุนน้ำมันสามารถนำเม็ดเงินมหาศาลมาอุดหนุนน้ำมันเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วตามเจตนาของกองทุนน้ำมันมีเงินในกระเป๋าแค่ 20,000 ล้านบาทสำหรับการบริหารสถานการณ์แบบที่เป็นอยู่นี้ แต่วันนี้ก็เห็นแล้วว่าที่ตอนนี้ติดลบ 60,000 ล้านบาท แต่เคยติดลบถึง 100,000 ล้านบาทแล้วก็มี และวันนี้ด้วยอำนาจของกองทุนน้ำมันจะเอาเงินกองทุนมาลดราคาน้ำมันอีกก็ยังได้  “ในความคิดเห็นของผมไม่ควรมีองค์กร ไม่ควรมีกองทุนไหนมีอำนาจมากมายขนาดนี้ หลังจัดการสถานการณ์ให้กลับสู่สภาวะปกติแล้ว ก็ตั้งใจปรับเกณฑ์การทำงานของกองทุนน้ำมัน ถ้าเจตนาของกองทุนมีเงินเพียง 20,000 ล้านใช้สำหรับชะลอผลกระทบที่เกิดขึ้นในกรณีน้ำมันราคาขึ้้น แล้วก็ใช้ชะลอผลกระทบไม่ให้สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศมากเกินไปก็ควรจะมีลิมิตในการทำงานมากกว่านี้ ไม่ใช่ว่าวันนึงอยากจะอุดหนุนเงินเป็นพันล้าน สองพันล้าน สามพันล้านก็สามารถทำได้ เกณฑ์เหล่านี้ต้องเปลี่ยนไปการคำนวนอัตราต่างๆ ก็ต้องทำให้โปร่งใสมากขึ้น” เอกนัฏยกตัวอย่างการปรับค่าการตลาดที่ต้องทบทวนปรับกลไกคำนวนใหม่ไม่ให้บางวันก็พุ่งสูงถึง 10-20 บาท บางวันก็ติดลบ 5-10 บาทก็มี แม้ว่าค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2 บาทตามการศึกษาแต่ว่าเวลาพุ่งขึ้นพุ่งลงก็ทำให้เสียเสถียรภาพในการบริหารจัดการ เมื่อกลไกให้อำนาจกองทุนน้ำมันแบบนี้ก็ต้องพยายามบริหารจัดการด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ จึงได้มีการพูดคุยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญตลอด  แต่เมื่อต้องตัดสินใจก็ทำหน้าที่ของตนก็ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ในการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ.2516 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานสามารถกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นได้ การใช้เงินกองทุนน้ำมันก็ไม่ได้ต่างกับเอาเงินของผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาชดเชยทำให้สามารถใช้น้ำมันราคาถูกลงในปัจจุบัน เขาเห็นว่าในภาวะวิกฤติแบบนี้กลไกตลาดที่เคยทำงานไม่ได้ทำงานอย่างปกติ กลไกราคาที่ประเทศไทยอ้างอิงราคาจากตลาดสิงคโปร์มาก็ผิดปกติ ราคาน้ำมันสำเร็จเทียบกับราคาน้ำมันดิบถูกถ่างออกไปให้สูงขึ้นปกติมากทำให้ค่าการกลั่นดูแล้วบ่งชี้ว่าโรงกลั่นก็น่าจะมีกำไรเกินไปมาก ในยามวิกฤตแบบนี้โชคดีที่ประเทศไทยเรามีโรงกลั่นที่สามารถกลั่นน้ำมันดิบได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ แต่กลไกเดิมเราทำเสมือนว่าเราไม่มีโรงกลั่นอยู่เลย เราเอาราคาที่สิงคโปร์มาบวกกับค่าพรีเมี่ยมตั้งราคาที่หน้าโรงกลั่น ผมเห็นว่าแทนที่จะให้กองทุนน้ำมันซึ่งเป็นเงินของผู้ใช้น้ำมันไปแบกรับภาระไว้ทั้งหมด แต่ในเวลาแบบนี้เป็นความรับผิดชอบของโรงกลั่นที่ประกอบกิจการในประเทศไทยต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน ก็ควรจะแบ่งเบาภาระแบกภาระในเวลานี้ ไม่ใช่มาหากำไรมากจนเกินควร”  เอกนัฏกล่าวว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ไม่นำราคาในตลาดสิงคโปร์มาตั้งเป็นราคาหน้าโรงกลั่น แต่มีส่วนลดจากการคำนวนว่าค่าการกลั่นซึ่งสะท้อนกำไรจากการแปลงสภาพน้ำมันดิบหรือวัตถุดิบมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นน้ำมันสำเร็จรูปมากผิดปกติ ก็ได้ดูตัวเลขจริงในเดือนมีนาคมแล้วก็นำมาเป็นส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่นในช่วงเดือนเมษายน และเมื่อค่าการกลั่นช่วงเดือนเมษายนที่จะเพิ่มสูงขึ้นอีกก็จะเอาข้อมูลจริงในช่วงต้นเดือนเมษายนไปพิจารณาแล้วกำหนดส่วนลดใหม่ เพื่อให้โรงกลั่นเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดขึ้นจากราคาน้ำมัน และ ณ เวลานี้ทุกโรงกลั่นก็ให้ความร่วมมือดี รมว.พลังงานย้ำว่าที่ผ่านมาทำงานไม่เคยเกรงใจใคร ทำงานตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้และเป็นผลประโยชน์ส่วนรวมและของประชาชนก็จะทำ แต่ที่เห็นว่าส่วนไหนกฎหมายให้อำนาจไว้มากเกินไปเช่นในส่วนของกองทุนน้ำมันก็เห็นว่าจะต้องถือโอกาสนี้หลังเกิดวิกฤตนี้จะต้องผ่าตัดปรับปรุงหลักเกณฑ์การทำงานของกองทุนน้ำมัน ให้ชัดเจนและโปร่งใส ถูกถ่วงดุลได้ ไม่ให้ทำอะไรก็ได้โดยไม่มีใครรู้ ประเด็นเรื่องภาษีสรรพสามิต เอกนัฏเห็นว่าการลดภาษีส่วนนี้ไม่ใช่เรื่องยากเพราะรัฐบาลมีอำนาจเต็ม แต่ไม่ได้มาฟรีจึงขอไว้เป็นไพ่ใบสุดท้ายทเพราะต้องเอารายได้ส่วนนี้ไปช่วยเหลือมุ่งเป้าให้ประชาชนที่เดือดร้อนที่ต้องการเงินช่วยเหลือจริงๆ การลดภาษีสรรพสามิตอาจจะทำให้คนสบายใจราคาลดลง แต่ประเทศเงินหายในเวลาที่ต้องการเงินมาเยียวยามาช่วยเหลือประชาชน จึงขอใช้กลไกบริหารจัดการกลไกของกองทุนที่วันนี้ก็ดีขึ้นมากจากเดิมที่เคยขาดทุนมากที่สุด 2,500 ล้านบาท วันนี้เหลือวันละหลักร้อยล้านบาทสถานภาพคงที่และขอใช้กลไกการลดราคาหน้าโรงกลั่นซึ่งเป็นการลดราคาที่ไม่ส่งผลต่อสถานะของกองทุนเลย ไม่ต้องเอาเงินของผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาแบกชดเชยให้น้ำมันราคาถูกลงในปัจจุบัน  ในประเด็นภาวะขาดแคลนน้ำมัน เอกนัฏกล่าวว่าได้ตรวจสอบการน้ำเข้าน้ำมันแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ ณ วันนี้ยังไม่มีความแน่นอนเพราะวันหนึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็ประกาศว่าจะทำลายให้เป็นจุณเลย วันหนึ่งก็ประกาศหยุดยิง แล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะหยุดจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นแล้วความแน่นอนก็อยู่บนความไม่แน่นอน ก็ใช้ความระมัดระวัง เตรียมใจเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ เอกนัฏได้ตอบประเด็นที่มีการกักตุนน้ำมันว่า วันนี้ตนได้ส่งทีมไปตรวจเช็กคลังน้ำมันทั่วประเทศ ในเวลานี้ที่เรากำลังคุยกันอยู่ชุดสุดซอยทำงานตั้งแต่วันแรกที่ตนเข้ากระทรวงจนมาถึงวันนี้ เพราะตนก็เลือกที่จะไว้ใจและฟังเสียงของประชาชน ฟังข้อมูลจากพวกท่านว่าน้ำมันไปอยู่ที่ไหน และตนยืนยันว่าถ้าพบความผิดปกติ ไม่ใช่แค่สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันเท่านั้น แต่ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในรอบเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้ได้เรียกทุกข้อมูลมาเปิดดูแล้ว ถ้าพบความผิดปกติ ตนเอาจริงและเอาตายแน่นอน ไม่ชอบที่สุดคือคนที่มาเอาเปรียบประชาชนในเวลาที่พี่น้องต้องเดือดร้อนแบบนี้ ทุกท่านก็เห็นว่าคนอย่างตนเวลาจะชนกับใครแล้ว ตนก็สู้สุดซอย ตั้งแต่สมัยกระทรวงอุตสาหกรรม ถ้าผิด ต้องปิด ถ้าตนถูกฟ้องก็ต้องสู้คดี แต่ตัวเขาเองก็ต้องสู้คดีเหมือนกัน ตนก็ต้องบอกตรงไปตรงมาว่าคนที่มาหากำไรจากประชาชนในช่วงเวลานี้ ถึงมีเงินก็ต้องเตรียมเอาไปใช้ในคุก เอกนัฏกล่าวว่าสิ่งที่พูดมาทั้งหมดเป็นการแค่ไขปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงวิกฤต แต่สิ่งที่เราต้องเข้าใจก็คือว่าวันนี้เราต้องพูดถึงความมั่นคงด้านพลังงาน ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 90% เพราะฉะนั้นวันนี้เองเราก็ต้องคิดว่าถึงวิกฤตนี้จบ วิกฤตในอนาคตข้างหน้าจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร ในโลกที่ผันผวนแปรปรวน เราต้องเตรียมความพร้อมอย่างไร เลยเป็นที่มาว่าทำไมวันนี้การทำงานของกองทุนน้ำมัน เราก็ส่งเสริมในเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพ ถ้ากองทุนน้ำมันไปอุดหนุนน้ำมันดีเซลที่ไม่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือไบโอดีเซลน้อย ก็ได้รับการอุดหนุนน้อย แต่ในส่วนที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพเยอะ เช่น B20 (ดีเซลผสมไบโอดีเซล 20%), E20 (เบนซินผสมเอทานอล 20%) เอทานอลและไบโอดีเซล เราก็ส่งเสริมอุดหนุนเยอะ เพราะทุกหยดที่สามารถผลิตได้ เชื้อเพลิงชีวภาพที่สามารถเอามาผลิตและทดแทนได้ โดยคนไทย เกษตรกรไทย ก็จะนำมาทดแทนการนำเข้าของน้ำมันดิบที่นำเข้ามาใช้ในประเทศ ถึงจะใช้แพงแต่เงินทุกบาทที่เราซื้อแพงก็จะถูกส่งต่อเป็นรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรชาวไทย นี่คือความยั่งยืนและความมั่นคงด้านพลังงานที่เราต้องคิดทำ รวมไปถึงการสำรองน้ำมันของประเทศก็ต้องคิด วันนี้รัฐบาลก็จ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้ค้าเป็นผู้สำรอง แต่ถ้าต้องตัดสินใจรับมือกับวิกฤตในอนาคต ก็ต้องมาช่วยกันคิดว่าในวันนี้ประเทศไทยจะต้องมีคลังน้ำมันที่เป็นของไทยสักทีหนึ่งได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เอกนัฏกล่าวว่าวันนี้สำหรับทั่วโลกและประเทศไทย เพื่อที่จะลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง เราก็เดินหน้าเข้าสู่ไฟฟ้า แต่ไฟฟ้าที่เราผลิตจากแก๊สเป็นจำนวนมาก ประมาณ 60% ซึ่งในจำนวนนี้ฟังดูน่าจะเป็นข่าวดีมากกว่าเรื่องน้ำมัน คือเราผลิตเองได้มากกว่า 50%  แล้วก็นำเข้าแก๊สในราคาที่ไม่แพงจากพม่าอีกประมาณ 10%  แต่ถึงอย่างนั้น เราก็นำเข้าแก๊สเหลว (LNG) ในปริมาณ 40% พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ LNG แพงขึ้นก็จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟ เอกนัฏกล่าวว่าวันนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ล่าสุดก็ประกาศค่าไฟเพิ่มจาก 3.88 บาทต่อหน่วย ไปถึง 3.95 บาทต่อหน่วย ถามว่าสามารถลดค่าไฟกลับที่เดิมได้หรือไม่ ทำได้ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่ท่านเสนอ หมายความว่าเราต้องไปดึงเอารายได้ของการไฟฟ้ามาชดเชยส่วนต่าง ซึ่งไม่ใช่อะไรใหม่ ไม่ได้ยากอะไร แต่สิ่งที่ต้องคิดคือ ผู้ใช้ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตนว่าเราต้องช่วยกันคิดนอกกรอบ  นอกจากนั้นเขาได้เตรียมพร้อมที่จะให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาโครงสร้างไฟใหม่ ซึ่ง 3.88 หรือ 3.95 อันนี้คือค่าเฉลี่ยของการใช้ไฟ แต่จริงๆ เวลาจ่ายค่าไฟจริงมันก็เป็นไปตามอัตรา ซึ่งผูกกับปริมาณการใช้ไฟ ขึ้นเป็นขั้นบันไดเหมือนการจ่ายภาษี ในช่วงวิกฤตเช่นนี้ ผู้ที่ใช้ไฟน้อย มีรายได้น้อย ก็ควรต้องจ่ายค่าไฟถูกลง ยิ่งใช้มากก็จ่ายในอัตราที่แพง หมายความว่า คนที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วยแรก จะกดค่าไฟไม่เกิน 3 บาท ยืนยันว่าสามารถทำได้ โดยที่ไม่ส่งผลต่อค่าไฟโดยเฉลี่ย จะเดินหน้าทำแน่นอน เอกนัฏกล่าวว่าการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ (การผลิตไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์) ซึ่งประเทศไทยโชคดีที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้สูงสุดในภูมิภาค ในที่สุดตนยืนยันว่าทุกขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคสำหรับประชาชนในการติดตั้งแผงโซลาร์ จะต้องลดอุปสรรเหล่านั้นไปให้หมด ตั้งแต่การไปขอใบอนุญาต อ.1 (ดัดแปลงอาคาร) แจ้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน  (กกพ.) ขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ขออนุญาตแล้วก็มาตรวจ ทุกขั้นตอนจะต้องลดความยุ่งยากลง ทำให้สะดวกที่สุด  แต่การติดโซลาร์เซลล์ผลิตไฟไว้ใช้เองก็จะมีมาตรการในการส่งเสริม ลดหย่อนภาษี มีเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อเพิ่มแรงจูงใจคนติดไฟใช้เอง นอกจากนี้ ถ้าผลิตไฟมากกว่าที่จะใช้ สามารถขายไฟคืนระบบได้ในอัตราที่เอามาลดหย่อนค่าไฟรอบบิล ตนเชื่อว่าถ้าทำทุกอย่างที่กล่าวมานี้ทั้งหมดได้ ซึ่งเป็นการปรับในระดับโครงสร้าง ประชาชนจะได้ใช้ไฟในราคาที่ถูกลง * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ * กระทรวงพลังงาน * วิกฤตพลังงาน * น้ำมัน * พลังงานทดแทน * พลังงานแสงอาทิตย์ * การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
dlvr.it
April 10, 2026 at 1:31 PM
รับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตวันแรกคึกคัก
รับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตวันแรกคึกคัก auser15 Sat, 2025-12-27 - 08:48 รับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตวันแรก กรุงเทพฯ ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดน คึกคักบรรดาแกนนำพรรคการเมืองต่างนำลูกพรรคมารับสมัครเป็นวันแรก 27 ธันวาคม 2568 NBT Connext รายงาน บรรยากาศวันแรกคึกคัก หลัง กกต. เปิดรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ในพื้นที่กทม. ซึ่งมีทั้งหมด 33 เขต ที่บริเวณอาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนไทย -ญี่ปุ่น ดินแดง และจะดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 68 เช่น  นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ พร้อมด้วย นางสาวศุภมาศ อิสรภักดี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแม่ทัพทีมกรุงเทพมหานคร นำผู้สมัคร สส.กทม. พรรคภูมิใจไทย ทั้ง 33 เขต เข้ารับสมัครรับเลือกตั้ง โดยเดินทางมาถึงเป็นพรรคแรก นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นำทีมแกนนำพรรคและผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานครทั้ง 33 เขต  นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นำทีมผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต ขึ้นรถเมล์พลังงานไฟฟ้าสีส้มแบบร้อน สกรีนข้อความ “เลือกตั้ง เลือกอนาคต” จากอาคารไทยซัมมิท ทาวเวอร์ มาที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครไทย-ญี่ปุ่น (ดินแดง) เพื่อสมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต * ข่าว * การเมือง * การเลือกตั้ง * การเลือกตั้ง 2569
dlvr.it
December 27, 2025 at 1:51 AM
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ปฏิเสธให้ความเห็นเรื่องเกาหลีใต้ เพราะกลัวกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ - ThaiPBS
December 4, 2024 at 12:16 PM
การเมืองคึกคัก ภูมิใจไทยเปิดรับสมาชิกวันแรก วราวุธ เอกนัฏ สุชาติ และนายกเบี้ยว นำทีมสมัครเข้าพรรค ขณะอนุทินลาราชการเข้าประชุมพรรคช่วงบ่าย
#themainstreamth #ภูมิใจไทย #อนุทิน #วราวุธศิลปอาชา #เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #สุชาติชมกลิ่น #นายกเบี้ยว
อ่านต่อได้ที่ : themainstream.news/politics/171...
ภูมิใจไทยเปิดรับสมาชิกวันแรก วราวุธ เอกนัฏ สุชาติ และนายกเบี้ยว นำทีมสมัครเข้าพรรค
การเมืองคึกคัก ภูมิใจไทยเปิดรับสมาชิกวันแรก วราวุธ เอกนัฏ สุชาติ และนายกเบี้ยว นำทีมสมัครเข้าพรรค ขณะอนุทินลาราชการเข้าประชุมพรรคช่วงบ่าย
themainstream.news
December 15, 2025 at 10:29 AM
นาย ชัชวาลล์ คงอุดม หรือ “ชัช เตาปูน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดเผยว่าพร้อมพิจารณารับตำแหน่ง เลขาธิการพรรคคนใหม่ แทน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่ลาออก โดยยืนยันว่า พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคยังไม่ท้อและพร้อมเดินหน้าต่อไป
#themainstreamth #ชัชเตาปูน #รวมไทยสร้างชาติ #พีระพันธุ์สาลีรัฐวิภาค
themainstream.news/politics/154...
ชัช เตาปูน แบะท่าพร้อมนั่งเลขาฯ รทสช. แทนเอกนัฏ หนุนพีระพันธุ์สู้ต่อ เชื่อพรรคยังไปต่อได้
ชัช เตาปูน เผยพร้อมรับตำแหน่งเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ หากหัวหน้าพรรคมอบหมาย หนุนพีระพันธุ์เดินหน้าสู้ต่อ ย้ำการเมืองควรยึดความดีและนโยบาย ไม่ใช่เงิน
themainstream.news
September 17, 2025 at 10:23 AM
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ร่วมกับ นายชุมพล จุลใส หรือ“ลูกหมี” อดีต ส.ส.ชุมพร พร้อมทีมงานพลังชุมพร เข้ารับประทานอาหารค่ำกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเองและชื่นมื่น
#themainstreamth #เอกณัฏพร้อมพันธุ์ #รวมไทยสร้างชาติ #อนุทินชาญวีรกูล
themainstream.news/politics/154...
เอกนัฏ–ลูกหมีนำทีมพลังชุมพร ดินเนอร์อนุทินบรรยากาศชื่นมื่น ท่ามกลางกระแสข่าวย้ายพรรค
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และลูกหมี ชุมพล จุลใส นำทีมพลังชุมพร ร่วมรับประทานอาหารค่ำกับอนุทิน ชาญวีรกูล บรรยากาศชื่นมื่น ท่ามกลางกระแสข่าวเตรียมย้ายพรรคซบภูมิใจไทย
themainstream.news
September 17, 2025 at 8:31 AM
วันที่ 25 มิถุนายน 2568 ที่สำนักงานใหญ่ พรรครวมไทยสร้างชาติ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) รวมตัวชุมนุมกดดันให้พรรคถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล โดยระบุว่าผิดหวังในท่าทีที่เปลี่ยนไปจากอุดมการณ์ดั้งเดิม
#themainstreamth #รวมไทยสร้างชาติ #คปท #พีระพันธุ์ #เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #รัฐบาล #ปรับครม
themainstream.news/politics/142...
เครือข่ายประชาชนเพื่อความเป็นธรรมบุกพรรครวมไทยสร้างชาติ จี้ถอนตัวรัฐบาล
เครือข่ายประชาชนเพื่อความเป็นธรรมบุกพรรครวมไทยสร้างชาติ กดดันให้ถอนตัวจากรัฐบาล ถามเอกนัฏลืมอดีตแล้วหรือ ขณะที่พีระพันธุ์หัวหน้าพรรคก็เงียบ ไม่มีการชี้แจงใดๆ
themainstream.news
June 26, 2025 at 4:07 AM
พรรครวมไทยสร้างชาติระอุกลางวง ส.ส. 21 คนยื่นหนังสือขอปรับ ครม. ทำเสี่ยเฮ้งฟาดกลับเลขาขิง ปมล้มหัวหน้าพรรค กลายเป็นศึกแตกในที่ส่อเค้าแรงกว่าที่คิด
#รทสช #สุชาติ #เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #โอกาสใหม่ #การเมือง #พีระพันธุ์สาลีรัฐวิภาค #TheMainstream
themainstream.news/politics/140...
“ขิงแตกใน” รวมไทยสร้างชาติส่อแยกทางกลางอากาศ เสี่ยเฮ้งเปิดโปงเลขาขิง เกมล้มหัวหน้า หรือจะเป็นแค
พรรครวมไทยสร้างชาติระอุกลางวง ส.ส. 21 คนยื่นหนังสือขอปรับ ครม. ทำเสี่ยเฮ้งฟาดกลับเลขาขิง ปมล้มหัวหน้าพรรค กลายเป็นศึกแตกในที่ส่อเค้าแรงกว่าที่คิด
themainstream.news
June 11, 2025 at 8:45 AM
สุชาติ แฉกลางอากาศว่า เอกนัฏ เคยชวนเพื่อน ส.ส. จับมือขับไล่ พีระพันธุ์ หัวหน้าพรรค งานนี้พรรคไม่แตกแค่ภายนอก แต่กำลังแตกในอย่างเงียบ ๆ กับเกมการเมืองซ้อนเกมที่เริ่มเปิดฉาก
#รทสช #เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #สุชาติ #พีระพันธุ์สาลีรัฐวิภาค #การเมือง #TheMainstream
themainstream.news/politics/140...
พรรคไม่แตก แต่แตกใน เกมซ้อนเกมของคนกันเอง
เรื่องราวร้าวลึกในพรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อ สุชาติ เปิดชื่อ เอกนัฏ ว่าชวนล้มหัวหน้าพรรค พีระพันธุ์ ความไว้วางใจในพรรคจึงกลายเป็นสิ่งหายาก บทสรุปของเกมซ้อนเกมครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร
themainstream.news
June 11, 2025 at 4:18 AM
‘เอกนัฏ’ ยืนยัน ใช้กลไกนำเงินโรงกลั่น-กองทุน คุมราคาน้ำมันในประเทศไม่ให้ขึ้นแรงตามตลาดโลก

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6027959/
#ราคาน้ำมัน #เอกนัฏพร้อมพันธุ์
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
July 15, 2026 at 2:47 AM
"เอกนัฏ" เร่งจัดการแยกบัญชีค่าไฟ หลังนำค่าไฟทางสาธารณะรวมค่าไฟบ้านเรือน ยอมรับมีมานานนับ 10 ปี

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5965958/
#เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #ค่าไฟ
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
June 22, 2026 at 9:28 AM
เพิ่งรู้! ‘เอกนัฏ’แฉความจริงที่ปิดมานาน เหตุผลแท้จริงที่ทำ ‘ค่าไฟแพง’ประชาชนแบกอะไรอยู่

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5964829/
#เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #ค่าไฟแพง
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
June 22, 2026 at 6:17 AM
แจงชัดๆ บิลค่าไฟรอบใหม่เริ่ม 1 พ.ค. ยังใช้อัตราเดิม 3.95 บาท ขั้นบันไดใหม่รอ มิ.ย. นี้

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5824995/
#บิลค่าไฟ #เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #ค่าไฟ
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
April 30, 2026 at 8:37 AM
โครงสร้างค่าไฟใหม่! ประกาศใครใช้ไฟไม่ถึง 200 หน่วยแรก ลดเหลือไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ครอบคลุม 14 ล้านครัวเรือน เริ่มมีผลเมื่อไหร่?

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5813223/
#เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #ค่าไฟ
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
April 26, 2026 at 7:21 AM