#แหล่งเงินทุน
October 12, 2026 at 4:03 AM
October 10, 2026 at 7:27 AM
October 9, 2026 at 7:06 AM
สหรัฐฯ ภายใต้ปธน.ทรัมป์ คว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เพื่อป้องกันไม่ให้ดำเนินคดีชาวอเมริกัน โดยห้ามธุรกรรมและตัดแหล่งเงินทุน หลังไม่พอใจที่ออกหมายจับเจ้าหน้าที่อิสราเอล

มาตรการนี้เกิดขึ้นชั่วโมงเดียวกับที่อดีตผู้พิพากษา ICC ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ
October 9, 2026 at 6:16 PM
บ่นอีกนิด คืออย่างในบรรดาประเทศที่ทำประเด็นก็จะมีจัด tier list อีก ว่าประเทศไหนความต้องการมาก/น้อยในเชิงสิทธิ แล้วมันส่งผลกับการให้ทุน อย่างไทยเรานี่ติดอยู่ในระดับ “ไม่ดี แต่ก็ไม่ได้แย่สุด” มานานมากแล้ว ซึ่งไอ้ความกลางๆ นี่ทำให้เงินไหลมาน้อยมาก ทั้งที่รัฐบาลเราก็ยังตั้งไข่จัดสรรงบได้ไม่ดี แบบวันนี้พี่ที่โดนให้ออก ก็คือเพราะเขาตัดงบทีมไทยก่อน ในขณะที่ทีมประเทศอื่นยังมีแหล่งทุนอื่นรองรับ
January 27, 2025 at 9:04 AM
ก็โซโยะเป็นแหล่งเงินทุนสำรอง แหล่งเงินทุนหลักเป็นทาคิก็ถูกแล้วนะ
February 9, 2025 at 1:04 PM
ประเด็นคือ usaid นี่ก็ไม่ได้แหล่งทุนไก่กาด้วยเหอะ ถือว่าต้องมีต้นทุนประมาณนึง เขียนขอยากชห555555555 แต่ไม่ปฏิเสธว่าเงินที่เอามาลงโครงการมันเยอะมากๆๆๆ ทำได้หลายประเด็นด้วยในหลายประเทศ ที่อยากเหยียบหน้ามันสุดคือ หยุดเงินให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทุกประเทศยกเว้นอียิปต์กับอิสราเอล อิ ส ร า เ อ ล อีห่า
January 27, 2025 at 7:15 AM
เมื่อการเข้าถึงเงินทุนจากนักลงทุนลดลง โปรแกรมสนับสนุนจากบริษัท, อเรลเลเตอร์ และโครงการเงินทุนที่ไม่ทำให้สูญเสียหุ้นกำลังกลายเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญสำหรับผู้ก่อตั้งเทคโนโลยีผิวสีในสหรัฐอเมริกา
โครงการเงินทุนใหม่เกิดขึ้นสำหรับผู้ก่อตั้งเทคโนโลยีคนดำในขณะที่การลงทุนจากทุนร่วมลดลงต่ำกว่า 1%
## ข้อมูลสำคัญ • กองทุน Black Founders Fund ของ Google for Startups ให้ **เงินทุนที่ไม่ต้องการการแบ่งหุ้นสูงสุด $100,000 และเครดิต Google Cloud มูลค่า $120,000** แก่สตาร์ทอัพที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์. • ผู้ก่อตั้งผิวดำได้รับ **น้อยกว่า 1% ของเงินทุนร่วมลงทุนในสหรัฐอเมริกาในปี 2024** ตามข้อมูลจาก Crunchbase ที่อ้างถึงในรายงานอุตสาหกรรม. • โปรแกรมทุนต่างๆ เช่น **NAACP Powershift** และ **SoGal Black Founder Startup Grant** กำลังขยายการเข้าถึงเงินทุน. • องค์กรเร่งด่วน เช่น **BIT Launch** และ **Techstars Detroit** กำลังสร้างช่องทางการลงทุนในระยะเริ่มต้น. • **Comcast RISE** ยังคงให้ **เงินทุน $10,000 พร้อมกับทรัพยากรด้านเทคโนโลยีและการตลาด** แก่ธุรกิจที่เป็นเจ้าของโดยคนผิวดำ. # เงินทุนที่ไม่ต้องการการแบ่งหุ้นขยายตัวสำหรับผู้ก่อตั้งเทคโนโลยีผิวดำ โปรแกรมทุนจากองค์กรและไม่แสวงหาผลกำลังเติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุนที่ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพผิวดำกำลังเผชิญ. กองทุน **Google for Startups Black Founders Fund** ซึ่งดำเนินการร่วมกับ Goodie Nation เสนอหนึ่งในโอกาสการระดมทุนที่ไม่ต้องการการแบ่งหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันสำหรับสตาร์ทอัพที่นำโดยคนผิวดำในสหรัฐอเมริกา. บริษัทที่ได้รับเลือกจะได้รับ **เงินทุนที่ไม่ต้องการการแบ่งหุ้นสูงสุด $100,000** พร้อมกับ **เครดิต Google Cloud มูลค่าสูงสุดถึง $120,000** , การสนับสนุนการให้คำปรึกษา, และการเข้าถึงเครือข่ายผู้ก่อตั้งและนักลงทุนของ Google. ตั้งแต่เริ่มต้นในปี 2020 โครงการนี้ได้สนับสนุน **สตาร์ทอัพที่นำโดยคนผิวดำมากกว่า 200 แห่ง** ทำให้โปรแกรมนี้เป็นหนึ่งในการแทรกแซงขององค์กรที่สำคัญที่สุดที่มุ่งขยายการเข้าถึงเงินทุนสำหรับสตาร์ทอัพในระดับการลงทุน. สำหรับผู้ก่อตั้งที่ต้องเผชิญกับตลาดเงินทุนที่การระดมทุนร่วมทุนแบบดั้งเดิมยังคงเป็นเรื่องยากที่จะได้รับ การให้ทุนเหล่านี้กำลังทำหน้าที่เป็น **เงินทุนสะพานระหว่างการเริ่มต้นที่มีแรงดึงดูดและการลงทุนจากสถาบัน**. # ช่องว่างเงินทุนร่วมลงทุนยังคงอยู่ แม้ว่าจะมีการเติบโตของการระดมทุนจากทุน แต่ความไม่เท่าเทียมกันในเงินทุนร่วมลงทุนยังคงชัดเจน. รายงานอุตสาหกรรมที่อ้างถึงข้อมูลจาก Crunchbase แสดงให้เห็นว่า **ผู้ก่อตั้งผิวดำได้รับน้อยกว่า 1% ของเงินทุนร่วมลงทุนทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาในปี 2024** ซึ่งยังคงเป็นรูปแบบการขาดการเป็นตัวแทนในด้านการเงินของสตาร์ทอัพที่ยาวนานหลายปี. ความไม่เท่าเทียมกันนี้เห็นได้ชัดเจนในภาคเทคโนโลยีที่เติบโตสูง เช่น: • ปัญญาประดิษฐ์ • ซอฟต์แวร์คลาวด์ • ความปลอดภัยไซเบอร์ • โครงสร้างพื้นฐานฟินเทค กองทุนร่วมลงทุนผิวดำในระยะเริ่มต้นยังระดมเงินทุนในปริมาณที่น้อยกว่า การวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมแสดงให้เห็นว่ากองทุนร่วมลงทุนที่นำโดยคนผิวดำมี **ขนาดกองทุนเฉลี่ยประมาณ $20 ล้าน** โดยกองทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ **$59 ล้าน** ซึ่งต่ำกว่าช่วง **$50 ล้าน–$100 ล้านที่พบทั่วไปในอุตสาหกรรมร่วมทุนที่กว้างขึ้น**. ดังนั้น ผู้ก่อตั้งจำนวนมากจึงหันไปใช้ **เงินทุนจากทุน, โปรแกรมเร่งด่วน, และการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์** เพื่อขยายระยะเวลาในการดำเนินงานและบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่สำคัญ. ## สิ่งนี้หมายถึงอะไรสำหรับผู้ก่อตั้ง ### This post is for subscribers only Become a member to get access to all content Subscribe now
www.blackexecutivebrief.com
July 29, 2026 at 10:16 AM
ทวิตเตอร์แม่งคือแหล่งเพาะเชื้อแนวคิดทุนนิยมอะ ทุนนิยมตอนนี้มันไม่ได้สูบแค่เงินแล้ว มันสูบเอนเกจเมนต์เป็นอาหารด้วย แต่ละคนพยายามทำตัวแรงเพื่อให้ไวรัล พ่นความเกลียดชังทุกรูปแบบ ไม่ก็แย่งกันเทรนด์ไรไม่รู้เพื่อให้ศิลปินตัวเองติดอันดับ ทุกวันนี้รู้สึกว่าเป็นการเล่นเน็ตที่เหนื่อยมาก

แต่ก็นั่นแหละ เรารู้ว่าอาหารขยะไม่มีประโยชน์​แต่เราก็ยังกินมัน
May 24, 2025 at 2:10 PM
Moonshot AI รับทุนเพิ่มรอบล่าสุดที่มูลค่าบริษัท 50,000 ล้านดอลลาร์ เตรียม IPO ต้นปี 2027
Moonshot AI รับทุนเพิ่มรอบล่าสุดที่มูลค่าบริษัท 50,000 ล้านดอลลาร์ เตรียม IPO ต้นปี 2027 Body สำนักข่าว Bloomberg อ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยตัว ระบุว่า Moonshot AI ผู้สร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์ Kimi สามารถปิดรอบการลงทุนล่าสุดที่มูลค่าบริษัท 50,000 ล้านดอลลาร์ และน่าจะเป็นรอบสุดท้ายก่อนจะ IPO ในต้นปี 2027 Kimi นับเป็นตระกูลปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก หลัง Kimi K3 สามารถเทียบชั้นโมเดลระดับสูงในช่วงที่เปิดตัวได้ และตอนนี้บริษัททำรายได้ต่อปีประมาณพันล้านดอลลาร์ และน่าจะเพิ่มเป็นสองพันล้านดอลลาร์ได้ คาดว่าบริษัทจะระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกง โดยต้องการเงินทุนเพิ่มอีก 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ว่าบริษัท AI ฝั่งสหรัฐฯ ยังมีเพียง SpaceX ที่รวมเอา xAI เข้าไปอยู่ในตลาดหุ้น และทั้ง OpenAI และ Anthropic ยังอยู่ระหว่างกระบวนการ IPO แต่บริษัทฝั่งจีนนั้นเริ่มมีบริษัท AI เป็นธุรกิจหลักเข้าตลาดหุ้นกันเนืองๆ เช่น MiniMax (HKG:100), Z.AI (HKG: 2513) ที่มา - Japan Times lew Tue, 06/10/2026 - 11:13
www.blognone.com
October 6, 2026 at 12:18 PM
October 7, 2026 at 4:21 AM
October 6, 2026 at 4:23 AM
Pasqal นำคณะเครือข่าย Q-PLANET ที่มีพันธมิตร 28 ราย พร้อมเงินทุน €50 ล้าน จาก EU เพื่ออุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ Quantum Neutral-Atom ผ่านแหล่งเลเซอร์แบบรวม ชิป Atom และกระบวนการผลิตมาตรฐานสำหรับการคำนวณ การรับรู้ และการสื่อสาร

#คิวบิตนิวตรัลอะตอม #ฮาร์ดแวร์ควอนตัม #EUควอนตัม
Pasqal นำคณะเครือข่าย Q-PLANET เพื่ออุตสาหกรรมห่วงโซ่การจัดหา Quantum Neutral-Atom ของยุโรป
quantumcomputingreport.com
October 6, 2026 at 10:04 PM
October 5, 2026 at 7:01 AM
ในการของบวิจัย จะถูกแบ่งเป็นการสนับสนุนจากแหล่งทุนรูปแบบ
in kind - ให้เป็นสิ่งของเพื่อสนับสนุนการวิจัย
in cash - ให้เป็นเงินทุนวิจัย
in ca - หมากเกมนี้ ชั้นก็รู้ ว่าจะต้องลงเอยอย่างไร
February 14, 2025 at 2:29 PM
ก.ล.ต. พร้อมเอาผิดหากพบใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งฟอกเงิน รอผลจาก ปอศ.ระบุตัวตน 'เบน สมิธ'
ก.ล.ต. พร้อมเอาผิดหากพบใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งฟอกเงิน รอผลจาก ปอศ.ระบุตัวตน 'เบน สมิธ' auser15 Thu, 2025-10-23 - 13:55 ก.ล.ต. พร้อมเอาผิดหากพบใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งฟอกเงิน รอผลตรวจสอบจาก ปอศ.ระบุตัวตน 'เบน สมิธ' เผยกำลังปรับปรุงหลักเกณฑ์ บล.รับคำสั่งขายชอร์ต เพิ่มประสิทธิภาพการซื้อขายหลักทรัพย์และลดความเสี่ยงในตลาด สำนักข่าวไทยรายงานเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ว่า นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวบริษัทจดทะเบียนของไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์กัมพูชา ซึ่งล่าสุดบริษัทจดทะเบียนดังกล่าวได้ออกมาปฏิเสธแล้วนั้น ระบุว่าเรื่องยังต้องรอความชัดเจน การที่เป็นบริษัทมหาชน ผู้บริหารต้องปฎิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง ซื่อสัตย์ หากเกี่ยวข้องการฟอกเงินจริงถือเป็นเรื่องใหญ่มาก สำหรับ ก.ล.ต. มีอำนาจตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ส่วนความผิดฐานฟอกเงิน เป็นอำนาจหน้าที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างไรก็ตามหากพบการกระทำที่ใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งฟอกเงิน แล้วมีความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ถือเป็นหน้าที่ของกรรมการและกรรมการบริหารบริษัทต้องรับผิดชอบ ซึ่งหากกระทำผิดจริงขณะเป็นกรรมการแม้ลาออกไปแล้วก็สามารถดำเนินการเอาผิดได้ ส่วนกรณีที่มีการยื่นให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบว่านายเบนจามิน เบอร์เจอร์ ที่เคยถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษต่อ ปอศ. เมื่อปี 2564 กรณีเสนอขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้ยื่นขอรับอนุญาตในปี 2562 เป็นบุคคลเดียวกับนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือนายเบน สมิธ ที่ตกเป็นข่าวหรือไม่ ซึ่ง ก.ล.ต. ไม่มีข้อมูลที่สามารถยืนยันได้ว่ามีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันหรือไม่อย่างไร จึงได้ประสานไปยัง ปอศ. แล้ว เพื่อตรวจสอบว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลที่ ก.ล.ต.กล่าวโทษ ซึ่งขณะนี้ยังคงรอผลอยู่ ทั้งนี้ ก.ล.ต. เสนอแก้กฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ผู้บริหารและกรรมการบริษัทจดทะเบียนรายงานการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์ (Share Pledging) ในจำนวนที่มีนัยสำคัญ เช่น การนำหุ้นไปวางเป็นหลักประกันจำนำ หรือโอนหุ้นให้ custodian ถือแทน เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่สำคัญ ครบถ้วน และเพียงพอเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการออกกฎหมาย อีกทั้ง ได้กำหนด “6 มาตรฐานองค์ความรู้กรรมการไทย” ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อส่งเสริมให้กรรมการบริษัทจดทะเบียนมีความรู้ เข้าใจบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมถึงมีการพัฒนาวิชาชีพผู้ตรวจสอบภายใน (IA) การยกระดับการกำกับดูแลและการปฏิบัติงานของที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) รวมถึงการเสนอแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. กำกับดูแลผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับตลาดทุน (gatekeeper) เช่น ผู้สอบบัญชี สำนักงานสอบบัญชี ที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน และบริษัทจัดอันดับเครดิต ซึ่งอยู่ในกระบวนการแก้ไขกฎหมาย ก.ล.ต. ยังคงติดตามและประเมินผลมาตรการดูแล Short Selling และ Program Trading ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ (16 เมษายน 2568) รวมถึงอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและการกำกับดูแลการขายชอร์ต โดยให้ผู้ลงทุนที่ไม่ส่งคำสั่งขายชอร์ตตามเกณฑ์ที่กำหนดมีความรับผิดตามกฎหมาย รวมทั้งเพิ่มกลไกให้สามารถติดตามผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (End-Beneficial Owner) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจบัญชีแบบไม่เปิดเผยชื่อ (Omnibus Account) ขณะเดียวกัน อยู่ระหว่างปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) รับคำสั่งขายชอร์ตของลูกค้าที่ยืนยันการจัดหาแหล่งยืมหุ้น (locate) เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดย บล. จะรับคำสั่งขายชอร์ตจากลูกค้าที่ขอยืนยันการ locate จาก บล. ได้ เฉพาะเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนหลักเกณฑ์การให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (margin loan) ของบริษัทหลักทรัพย์และการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อให้มีการกำกับดูแลการให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงต่อ บล. ก.ล.ต. ยังสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลที่สะท้อนผลการดำเนินงานหรือแนวทางในการเพิ่มมูลค่าและผลประกอบการของบริษัท (Value Up Program) เพื่อเป็นกลไกในการยกระดับธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งมีกลไกสนับสนุนผ่านกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thai ESGX) และโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งนี้ มี 2 บริษัทที่ได้ดำเนินการเปิดเผยแผน Corporate Value Up และมีคุณสมบัติเป็นหลักทรัพย์ที่ Thai ESG หรือ Thai ESGX สามารถลงทุนได้ และมีมากกว่า 90 บริษัทอยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูล (ณ 19 ก.ย. 68) รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ยังกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล เป็น เงินบาทเพื่อนำไปใช้จ่ายผ่านระบบ e-money กับร้านค้าที่ร่วมโครงการทั่วประเทศ (Tourist Digipay) ขณะนี้มีผู้ประกอบการธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจับคู่กับผู้ให้บริการ e-money เข้ามาขอรับคำปรึกษาแล้ว 8 คู่ แต่ยังไม่ได้ยื่นเข้าโครงการ ซึ่งตามไทม์ไลน์ต้องจะเริ่มภายใน 18 เดือน คาดว่าภายในไตรมาส 4 นี้จะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * ก.ล.ต. * เบน สมิธ * เบนจามิน เบอร์เจอร์ * เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์
dlvr.it
October 23, 2025 at 7:03 AM
เผยทุนธนาคารเกาหลีใต้ปล่อยสินเชื่อดอกโหด กระทบครัวเรือนชนบทกัมพูชา
เผยทุนธนาคารเกาหลีใต้ปล่อยสินเชื่อดอกโหด กระทบครัวเรือนชนบทกัมพูชา Pazzle Wed, 2025-07-16 - 13:57 เครือข่ายติดตามบริษัทข้ามชาติของเกาหลี ‘KTNC Watch’ ออกรายงานเผยทุนธนาคารเกาหลีเข้าซื้อสถาบันการเงินกัมพูชา 2 แห่งที่เดิมดำเนินงานแบบ ‘ธนาคารกรามีน’ ที่ให้สินเชื่อแบบไม่มีหลักประกันให้แก่ครัวเรือนยากจนในกัมพูชา เปลี่ยนเป็นสถาบันการเงินที่ออกสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ ออกสินเชื่อเชิงรุกพื้นที่ชนบท กลุ่มคนเปราะบาง ผู้กู้บางรายไม่เข้าใจเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ คิดดอกเบี้ย 15-18% ต่อปี กลายเป็นหนี้สินเกินภาระแก่ครัวเรือนยากจน เกิดวงจรสูญเสียที่ดิน สูญเสียแหล่งทำกิน เป็นหนี้เพิ่มขึ้น และทำให้ความยากจนทวีความรุนแรงมากขึ้น ภาพปกรายงาน ‘หากำไรบนความยากจน’ ของเครือข่ายติดตามบริษัทข้ามชาติเกาหลี หรือ KTNC Watch เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา เครือข่ายติดตามบริษัทข้ามชาติเกาหลี หรือ KTNC Watch ได้เผยแพร่รายงานชื่อ “Preying on Poverty: An Investigation into the Lending Practices of Korean Banks in Cambodia and their Human Rights Impact” หรือ "หากำไรบนความยากจน: ตรวจสอบแนวทางการปล่อยสินเชื่อของธนาคารเกาหลีใต้ในกัมพูชาและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน” ซึ่งเปิดโปงพฤติกรรมการปล่อยสินเชื่อเชิงเอารัดเอาเปรียบของธนาคารเกาหลีที่ดำเนินธุรกิจในกัมพูชา ซึ่งส่งผลละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อคนในพื้นที่ รายงานดังกล่าวศึกษาธุรกิจสินเชื่อขนาดเล็กหรือ “ไมโครไฟแนนซ์” ของธนาคารKB Prasac Bank และ Woori Cambodia Bank ซึ่งร่วมลงทุนโดยธนาคารเกาหลีใต้ KB Kookmin Bank และ Woori Bank ตามลำดับ โดยธนาคาร KB Kookmin Bank จากเกาหลีใต้ ได้เข้าซื้อบริษัทไมโครไฟแนนซ์ที่ใหญ่ที่สุดในกัมพูชา คือ PRASAC ในปี 2564 และได้จัดตั้ง KB PRASAC Bank Plc. (KB Prasac Bank) ผ่านการควบรวมกิจการกับบริษัทย่อยในท้องถิ่นในปี 2566 ในขณะที่ Woori Bank ได้เข้าซื้อกิจการไมโครไฟแนนซ์ VisionFund Cambodia ในปี 2561 และจัดตั้ง Woori Bank (Cambodia) Plc. (Woori Cambodia Bank) ในปี 2563 โดยผ่านการควบรวมกิจการกับบริษัทย่อยในท้องถิ่นเช่นกัน คือ Woori Finance Cambodia Plc และ WB Finance Co Ltd แปรสภาพ ‘ธนาคารกรามีนกัมพูชา’ สู่สถาบันการเงินเอกชน ‘ไมโครไฟแนนซ์’ ภาพธนาคาร KB Prasac Bank สาขาต่างจังหวัดในกัมพูชา ที่มา: KTNC Watch/Hankyoreh 21 รูปแบบสถาบันการเงินแบบ ‘ไมโครไฟแนนซ์’ ในที่นี้ หมายถึงโมเดลแบบ ‘ธนาคารกรามีน’ (Grameen Bank) ซึ่งก่อตั้งโดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวบังกลาเทศ มูฮัมหมัด ยูนูส ในช่วงทศวรรษ 1970 โดยให้สินเชื่อรายย่อยโดยไม่ต้องใช้หลักประกันแก่ผู้ยากจน โดยเฉพาะผู้หญิงในชนบท ผู้กู้จะนำเงินไปเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็กหรือลงทุนในการเกษตรเพื่อสร้างรายได้และยกระดับชีวิตให้หลุดพ้นจากความยากจน โมเดลไมโครไฟแนนซ์ได้แพร่หลายไปทั่วโลกในฐานะเครื่องมือบรรเทาความยากจนและเสริมพลังเศรษฐกิจให้กับกลุ่มเปราะบาง โดยยูนูสได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2549 จากผลงานดังกล่าว องค์กรไมโครไฟแนนซ์ที่ KB Kookmin และ Woori เข้าซื้อกิจการในกัมพูชา แต่เดิมเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ก่อตั้งขึ้นด้วยจุดประสงค์เดียวกัน PRASAC ซึ่ง KB Kookmin เข้าซื้อในปี 2564 ก่อตั้งขึ้นในปี 2538 ในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อช่วยฟื้นฟูพื้นที่ชนบทของกัมพูชาหลังสงครามกลางเมืองอันยาวนาน และเติบโตจนเป็นสถาบันไมโครไฟแนนซ์ หรือ MFI ที่ใหญ่ที่สุดในกัมพูชา ในขณะที่ VisionFund Cambodia ที่ Woori เข้าซื้อกิจการก็เคยเป็นองค์กรไมโครไฟแนนซ์ไม่แสวงหากำไร ก่อตั้งในปี 2546 โดยองค์กรช่วยเหลือระหว่างประเทศ World Vision ไมโครไฟแนนซ์เน้นให้สินเชื่อวงเงินสูงเอาที่ดินค้ำ จนเกิดหนี้เกินภาระ อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษ 2010 อุตสาหกรรมไมโครไฟแนนซ์ในกัมพูชาเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นธุรกิจแสวงหากำไร โดย MFI เริ่มออกสินเชื่อเพื่อทำกำไรกับคนจนในชนบท ซึ่งเดิมเป็นกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการไม่แสวงหากำไร สถาบัน MFI เหล่านี้เลิกให้สินเชื่อ หรือเงินกู้รายย่อยโดยไม่ใช้หลักประกันเพื่อบรรเทาความยากจน แต่กลับให้สินเชื่อวงเงินสูงโดยใช้ที่ดินของผู้กู้เป็นหลักประกันเพื่อเพิ่มรายได้จากดอกเบี้ยให้สูงสุด เมื่อการแข่งขันระหว่าง MFI รุนแรงขึ้น พวกเขาก็เริ่มใช้วิธีเชิงรุกมากขึ้นในการเล็งเป้าหมายไปยังผู้ยากจนในชนบทของกัมพูชา ซึ่งมีระดับการศึกษาต่ำและความรู้ด้านการเงินจำกัด โดยให้กู้เงินจำนวนมากเกินความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน โดยอ้างอิงเพียงมูลค่าของหลักประกัน เมื่อหนี้กลายเป็นภาระเกินกว่าจะชำระได้เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสูงและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เจ้าหน้าที่สินเชื่อได้กดดันเกษตรกรให้ขายที่ดินหลักประกันของตนเองนอกกระบวนการศาล หรือต้องไปกู้เงินนอกระบบเพื่อมาชำระหนี้เดิม นำไปสู่วงจรอุบาทว์ของการสูญเสียที่ดิน การสูญเสียแหล่งทำกิน และเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ความยากจนจึงยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น สินเชื่อเชิงรุกเข้าถึงภาคชนบท ขอสินเชื่อเพื่อลงทุนเกษตร ไปจนถึงปรับปรุงบ้าน  ผู้กู้รายหนึ่งแสดงสัญญาสินเชื่อของ Woori Bank ที่มา: KTNC Watch ในรายงานของ KTNC Watch ได้ลงพื้นที่สอบสวนและสัมภาษณ์ 14 ครอบครัว รวมถึงชุมชนชาติพันธุ์ในกัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบจากหนี้สินล้นพ้นตัวซึ่งเชื่อมโยงกับสินเชื่อของ KB Prasac Bank และ Woori Bank รายงานชี้ว่าการปล่อยกู้ในลักษณะนี้ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของครอบครัวที่ยากจนและเปราะบางในชนบท โดยผู้กู้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่ทำงานเกษตร มีการศึกษาและรายได้ต่ำ เหตุผลในการกู้เงิน ในรายงาน KTNC Watch พบว่าผู้ขอสินเชื่อเพื่อต้องการปรับปรุงคุณภาพชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน เหตุผลหลักในการกู้คือการใช้เป็นทุนทำเกษตร เช่น ลงทุนในไร่มันสำปะหลังและซื้อรถแทรกเตอร์ ซื้อที่ดินเพิ่มเติม หรือซื้อสวนยางพารา ผู้กู้บางรายนำเงินไปปรับปรุงสภาพบ้าน เนื่องจากบ้านสภาพเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ทำจากไม้ไผ่ จึงอยู่ได้เพียงราว 2 ปี บางรายกู้เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น ห้องน้ำ สวน หรือรั้วบ้าน ในรายงานของ KTNC Watch ทีมเก็บข้อมูลภาคสนามพบว่าหมู่บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่มีบ้านเรือนเรียบง่าย พื้นเป็นดิน ไม่มีพื้นปูผิว ผนังทำจากไม้แผ่นบางๆ มีรูรั่วที่ต้องใช้กระสอบเก่าปะหลังคาทำจากแผ่นโลหะบางที่ขึ้นสนิมและบุบเสียรูป บ้านเหล่านี้ไม่มั่นคงหรือคงทน ความต้องการ "บ้านที่แข็งแรง" จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ อย่างไรก็ตาม เงินกู้เพื่อสร้างหรือปรับปรุงที่อยู่อาศัย เป็นสินเชื่อที่ไม่ได้สร้างรายได้โดยตรง ทำให้ผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีรายได้จำกัดตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ต้องเผชิญกับภาระหนี้ที่เกินความสามารถในการชำระคืน ขณะที่ธนาคารยังคงปล่อยกู้โดยไม่มีการประเมินความสามารถในการชำระหนี้อย่างแท้จริง กลายเป็นกับดักหนี้สินที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ “ฉันตั้งใจจะลงทุนในไร่มันสำปะหลัง จะซื้อยาฉีดให้รากมันโตดีขึ้น แล้วก็จะซื้อรถแทรกเตอร์ไว้ขนมันสำปะหลังไปตลาด เพราะไร่ฉันอยู่ไกล” ผู้ขอสินเชื่อกรณีที่ 9 ระบุ ผู้ขอสินเชื่อ กรณีที่ 10 ในรายงานระบุว่า เดิมจะกู้เงินจากธนาคาร ACLEDA เพื่อซื้อสวนยาง ใช้เงิน 35,000 เหรียญสหรัฐฯ เพราะปีนั้นราคาข้าวไม่ดี โดยตัดสินใจกู้เงินจากธนาคาร Prasac เพื่อจ่ายคืนหนี้ที่กู้มาจาก ACLEDA อีกทีหนึ่ง “ฉันกู้เงินเพื่อสร้างบ้านที่แข็งแรงให้ครอบครัว เพราะบ้านดั้งเดิมของชาวชนเผ่าปกติอยู่ได้แค่ 2 ปี ฉันเลยอยากมีบ้านที่ทนทาน” ผู้ขอสินเชื่อกรณีที่ 3 ระบุ “ฉันกู้เงินเพื่อสร้างบ้านใหม่ เพราะบ้านเดิมเก่ามาก หลังคารั่ว น้ำท่วมบ่อย แม่ก็แก่แล้ว ฉันกลัวบ้านจะพัง เพราะแถวนี้น้ำท่วมบ่อย และบ้านก็ไม่แข็งแรงพอ” ผู้ขอสินเชื่อกรณีที่ 11 ระบุ ผู้กู้ไม่เข้าใจเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ แถมถูกติดตามหนี้แบบคุกคาม ความยากจนอย่างแพร่หลาย และโครงสร้างระบบประกันสังคมที่ไม่เพียงพอในกัมพูชา เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หลายครัวเรือนกัมพูชาต้องพึ่งพาไมโครไฟแนนซ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทซึ่งมีประชากรยากจนกว่า 90% และขาดแคลนบริการพื้นฐานอย่างสาธารณสุข ความจำเป็นในการหาเงินฉุกเฉินเพื่อรักษาคนในครอบครัวจึงเป็นเรื่องปกติ ขณะเดียวกัน แรงงานภาคเกษตรก็เผชิญกับความไม่แน่นอนจากผลผลิตและรายได้ที่ผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทำให้หลายคนต้องกู้เงินเพื่อทำเกษตรหรือยังชีพ จนเกิดภาระหนี้สินล้นตัว ในรายงานระบุว่า เมื่อต้องลงนามในสัญญาเงินกู้ รายละเอียดต่าง ๆ ในสัญญาไม่ได้รับการอธิบายอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่มักชี้แจงเพียงยอดเงินต้น อัตราดอกเบี้ยรายเดือน และตารางการชำระหนี้ แต่ไม่อธิบายเงื่อนไขอื่นๆ เช่น ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ค่าปรับล่าช้า หรือขั้นตอนการยึดหลักประกันหากผิดนัดชำระ โดยเฉพาะลูกหนี้ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ มักไม่เข้าใจเงื่อนไขในสัญญาเพราะสัญญาและคำอธิบายจากเจ้าหน้าที่ใช้แต่ภาษาเขมร ซึ่งหลายคนฟังหรืออ่านไม่ออก ทำให้ต้องพึ่งคำอธิบายแบบคร่าว ๆ จากเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซับซ้อนเหล่านี้ ผู้เสียหายกรณีที่ 6 ในรายงานเล่าว่าเจ้าหน้าที่อ่านสัญญาเป็นภาษาเขมรให้ฟัง แต่เขาไม่สามารถอ่านเขียนได้ และไม่เข้าใจเนื้อหาที่แท้จริง รู้เพียงว่าเป็นเงินกู้ที่มีดอกเบี้ย แต่ไม่รู้ว่าดอกเบี้ยเท่าไร ผู้ขอสินเชื่อกรณีที่ 9 กู้เงิน 10,000 เหรียญสหรัฐฯ และจ่ายคืนไปแล้ว 3,000 เหรียญสหรัฐฯ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมยอดหนี้คงเหลือถึงยังเป็น 8,000 เหรียญสหรัฐฯ แทนที่จะเป็น 7,000 เหรียญสหรัฐฯ ผู้เสียหายกรณีที่ 3 ไม่เข้าใจว่าการชำระหนี้แยกเป็นยอดเงินต้นกับดอกเบี้ยอย่างไร และยังเข้าใจผิดว่าการจำนองที่ดินหมายถึงธนาคารจะยึดเฉพาะพืชผล ไม่รวมถึงที่ดิน ในรายงานของ KTNC Watch เสนอว่า จากการสืบสวนพบว่าธุรกิจของ KB Kookmin Bank และ Woori Bank ในกัมพูชามีลักษณะการปล่อยกู้เชิงเอารัดเอาเปรียบ เจ้าหน้าที่สินเชื่อใช้วิธีการขายเชิงรุก อนุมัติสินเชื่อวงเงินสูงเกินความจำเป็นโดยใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน ทั้งที่ทราบดีว่าผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้จากรายได้ประจำ เมื่อหนี้เพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่ก็บังคับให้ผู้กู้ขายที่ดินหรือกู้เงินนอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง ผ่านกระบวนการติดตามหนี้ที่คุกคาม ธุรกิจเหล่านี้ทำให้ธนาคารได้รับรายได้จากดอกเบี้ยปีละหลายแสนล้านวอน ขณะที่ครอบครัวผู้กู้กลับล่มสลายทางเศรษฐกิจ ความยากจนทวีความรุนแรง และถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ทั้งการสูญเสียที่ดินและบ้าน ขาดแคลนอาหาร สุขภาพทรุดโทรม เด็กต้องหยุดเรียน ออกมาทำงาน ประสบความเครียด ซึมเศร้า และบางรายถึงขั้นฆ่าตัวตาย รายงานระบุว่า “เมื่อหนี้เพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมสูง ผู้กู้ไม่สามารถชำระได้เพราะเจอวิกฤตเศรษฐกิจจากโควิด-19 และผลผลิตเกษตรเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เจ้าหน้าที่สินเชื่อยังถูกระบุว่าใช้กลยุทธ์การขายสินเชื่อเชิงเผชิญหน้า ส่งเสริมให้ชาวบ้านกู้เงินก้อนใหญ่ โดยรับปากว่าอนุมัติสินเชื่อง่าย และบางรายติดตามหนี้แบบไปถึงบ้านผู้กู้ ข่มขู่ให้ขายที่ดิน หรือกู้หนี้นอกระบบมาใช้หนี้ ข่มขู่จะเรียกตำรวจ ส่งเข้าคุก หรือแม้กระทั่งขู่ว่า “ถ้าผู้กู้ฆ่าตัวตาย ลูกก็ยังต้องรับผิดชอบหนี้ต่อไป” หลายปีที่ผ่านมา สื่อระหว่างประเทศรายใหญ่และคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้รายงานถึงปัญหาการปล่อยกู้ในอุตสาหกรรมไมโครไฟแนนซ์ของกัมพูชา เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว สื่อเกาหลีในประเทศได้รายงานเรื่องนี้เป็นครั้งแรก และ ส.ส.เกาหลีใต้ คิมนัมกึน ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นอภิปรายในรัฐสภา อย่างไรก็ตาม ธนาคารทั้งสองยังคงอ้างว่าการดำเนินธุรกิจปล่อยกู้ในกัมพูชาไม่มีปัญหาและไม่ได้ดำเนินการปรับปรุงใด ๆ ดอกเบี้ย 15-18% ต่อปี สร้างภาระผ่อนใช้หนี้มหาศาล รายงานชี้ว่า KB Prasac และ Woori Cambodia เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยสูง 15% ถึง 18% พร้อมค่าธรรมเนียมจัดการ 1% ถึง 2% ของวงเงินกู้ทั้งหมด ในปี 2023 รายได้ดอกเบี้ยต่อผู้กู้ของ KB Prasac อยู่ที่เฉลี่ย 1,126 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่ Woori Cambodia อยู่ที่ 1,020 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่รายได้ประชาชาติต่อหัวของกัมพูชาอยู่ที่ 1,810 ดอลลาร์สหรัฐ ในรายงานระบุว่าผู้กู้ต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 60% ถึง 70% ของรายได้ต่อปี ผู้กู้วัย 39 ปี ที่ให้ชื่อเพียงว่า ลี กล่าวว่าเขากู้เงิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐจาก Woori Cambodia Bank และยังเหลือเงินต้น เป็นหนี้ที่ต้องชำระอีกประมาณ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ “มีแรงกดดันจากเจ้าหน้าที่สินเชื่อเวลาที่เราไม่มีเงินพอใช้หนี้ พวกเขาบอกให้เราขายที่ดินเพื่อใช้หนี้” ลี กล่าวเพิ่มเติม และยังกล่าวว่า ขณะนี้กำลังประสบปัญหาในการหาเงินใช้หนี้หลังสวนทุเรียนล้มเหลว องค์กร Licadho เรียกร้องทุนเกาหลีช่วยเหลือและเยียวยาผู้กู้ “เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ธนาคารเกาหลีทำตัวเป็นนักล่าสินเชื่อกับผู้กู้ชาวกัมพูชา จนทำให้เกิดวิกฤตหนี้ล้นพ้นตัว” นาลี พีลอร์ก ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ของ LICADHO ซึ่งเป็นเอ็นจีโอด้านปกป้องสิทธิมนุษยชนในกัมพูชากล่าว “ธนาคาร KB Kookmin และ Woori จำเป็นต้องยุติการละเมิดเหล่านี้ในบริษัทย่อยที่กัมพูชา และต้องช่วยเหลือเยียวยาหนี้ให้กับผู้กู้ที่ได้รับผลกระทบแล้ว โดยเฉพาะในชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง” ตอนท้ายของรายงาน KTNC Watch เรียกร้องให้ KB Kookmin Bank และ Woori Bank แสดงความรับผิดชอบ รวมทั้งผลักดันเพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิของผู้กู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปล่อยกู้เชิงเอารัดเอาเปรียบของธนาคารจากเกาหลีใต้ต่อไป กิจการทั้ง 2 แห่ง ไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมไมโครไฟแนนซ์กัมพูชา ในรายงานของ Camboja News คาย ตงงี โฆษกของสมาคมไมโครไฟแนนซ์กัมพูชา (Cambodia Microfinance Association/CMA) กล่าวถึงรายงานของ KTNC Watch ว่าเป็นประเด็นที่สมควรได้รับความสนใจ อย่างไรก็ตามเขาระบุว่า KB Prasac Bank และ Woori Cambodia Bank ไม่ได้เป็นสมาชิกของ CMA “เรามองสถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นความท้าทาย แต่เป็นโอกาสในการแสดงความเป็นผู้นำและเสริมความมั่นคงของกิจการไมโครไฟแนนซ์ในระยะยาว” เขากล่าว ตงงี เน้นว่า CMA ไม่ยอมรับการบังคับ ข่มขู่ หรือกดดันผู้กู้หรือต่อครอบครัวของผู้กู้ โดยย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติต่อผู้กู้ด้วยความเคารพและการแก้ปัญหาอย่างเป็นธรรม เขากล่าวว่า CMA มีสายด่วนสำหรับผู้กู้ทั่วประเทศให้สามารถร้องเรียนได้อย่างปลอดภัย และเจ้าหน้าที่สินเชื่อของสถาบันสมาชิกจะได้รับการฝึกอบรมเรื่องแนวทางปฏิบัติและความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและพื้นที่เปราะบาง ในรายงานของ Camboja News ทั้ง KB Prasac และ Woori Cambodia ไม่ได้ตอบข้อซักถามขณะรายงานนี้เผยแพร่ ขณะที่ไม่สามารถติดต่อธนาคารกลางแห่งกัมพูชาเพื่อขอความเห็นได้   แปลและเรียบเรียงจาก [Press Release] KTNC Watch Publishes Investigative Report on Predatory Lending Practices of Korean Banks in Cambodia, 30 June 2025, KTNC Watch (อ่านรายงานฉบับเต็มได้ในลิ้ง),  https://ktncwatch.org/news/press-release-ktnc-watch-publishes-investigative-report-predatory-lending-practi/ Two Korean-Owned Banks Allegedly Committed Human Rights Abuses via Aggressive Lending Practices in Cambodia, 1 July 2025, Khuon Narim, Camboja News,  https://cambojanews.com/two-korean-owned-banks-allegedly-committed-human-rights-abuses-via-aggressive-lending-practices-in-cambodia/ KB Prasac, Woori Bank Accused of Predatory Lending in Rural Cambodia, 1 July 2025, Kiripost, https://kiripost.com/stories/kb-prasac-woori-bank-accused-of-predatory-lending-in-rural-cambodia   * รายงานพิเศษ * การเมือง * เศรษฐกิจ * ต่างประเทศ * กัมพูชา * ชนบท * สินเชื่อ * ความยากจน * ธนาคารกรามีน * เกาหลีใต้ * KTNC Watch * การพัฒนา * ความเหลื่อมล้ำ
dlvr.it
July 16, 2025 at 7:18 AM
พรรคประชาชนเปิดปมสแกมเมอร์สู่ขบวนการฟอกเงินระดับโลก เสนอ 5 ทางแก้
พรรคประชาชนเปิดปมสแกมเมอร์สู่ขบวนการฟอกเงินระดับโลก เสนอ 5 ทางแก้ auser15 Sat, 2025-11-22 - 15:02 พรรคประชาชนจัดงานรีชาร์จประชาชน Recharge the People เปิดปมสแกมเมอร์ สู่ขบวนการฟอกเงินระดับโลก หวั่นไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินให้ทุนเทากัมพูชา เสนอ 5 ทางแก้ 22 พ.ย. 2568 พรรคประชาชนจัดงานรีชาร์จประชาชน Recharge the People โดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้บรรยายในประเด็น 'เปิดปมสแกมเมอร์ สู่ขบวนการฟอกเงินระดับโลก รัฐบาลไทยทำอะไรอยู่?' ได้สะท้อนภาพปัญหาโดยใช้หัวข้อว่า "สแกมเมอร์ 101 จากเงินที่รอคุณยายสู่ความวอดวายระดับประเทศ" ชี้กัมพูชาเป็นประเทศที่มีเครือข่ายสแกมเมอร์เกือบ 60 แห่ง มูลค่าเงินต่อปี 125,00 ล้านดอลลาร์ หรือเป็นเงินกว่า 4-6 แสนล้านบาท ดังนั้นไทยสูญเงินจากการหลอกของสแกมเมอร์ 115,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเงินส่วนนี้กระทบกับเศรษฐกิจไทย ขณะที่การเปิดบัญชีม้า ผู้ที่รับจ้างเปิดบัญชีม้า ได้รับผลกระทบ นอกจากมีโทษจำคุกตามกฏหมาย จะหางานทำยากมากเพราะไม่สามารถเปิดบัญชีใหม่ได้ เพราะมีชื่อขึ้นทะเบียนบัญชีม้า พร้อมยกตัวอย่างทหารเกณฑ์ตอนนี้หลายคนเปิดบัญชีไม่ได้ เพราะมีชื่อว่าเคยเปิดบัญชีม้า และประเทศไทยถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นแหล่งการฟอกเงินจากบัญชีม้า และไปยังกัมพูชา ผ่านนอมินี ในรูปแบบการซื้อธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้รายวัน เช่น ร้านอาหาร ผับบาร์ โดยใช้เงินสีเทากับเงินที่ได้ในทุกวันผสมกันไป เพื่อให้ถูกกฎหมายไม่โดนสรรพากรตรวจสอบ “หากปล่อยให้มีการหลอกเงินต่อไป แล้วสกัดกั้นไม่ได้ ธุรกิจสุจริตในไทยก็ต้องปิดตัวลง ,พนักงานคลอเซนเตอร์ตัวจริงพังไปด้วย, ปั่นราคา, อสังหาริมทรัพย์, มูลนิธิจะไม่น่าเชื่อถือ, มีการทำทัวร์ศูนย์เหรียญ, เกิดพนันออนไลน์ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การหลอกเงินคุณยาย แต่ทำ ให้ธุรกิจสุจริตในไทยวอดวายทั้ง ประเทศ" นายวิโรจน์กล่าว นายวิโรจน์ ยังกล่าวต่อว่า คุณภาพชีวิตของคนไทยแย่ลง ความเปราะบางการเงินเกิดขึ้น กำลังซื้อก็ลดลง และประเทศอาจจะถูกจัดให้เป็นประเทศสีเทาเข้าสักวัน หากถึงวันนั้นภาคการเงินการธนาคารเราพังทันทีเพราะไม่มีใครอยากมาลงทุนในประเทศไทย และเราจะถูกตรวจสอบอย่างหนักและลึก เพราะเราจะถูกมองว่าเป็นเครือข่ายของแก๊งสแกมเมอร์ในฐานะคนฟอกเงิน ถ้าเปรียบกัมพูชาคือโจร ที่ออกไปปล้นเงิน เราคือคู่สมรสของโจรที่มีหน้าที่ซ่อนเงินให้โจร พร้อมเสนอทางแก้ ดังนี้ 1. ต้องเร่งสร้างระบบนิเวศให้ประเทศไทยมีเกราะคุ้มกันจากสแกมเมอร์ มี พ.ร.ก.ไซเบอร์ฉบับที่2 มาตรา 8/10 ออกมาตราการในทางปฏิบัติ หากไม่ยอมทำตามต้องร่วมรับผิดร่วมจ่ายความเสียหายให้กับประชาชนด้วย แต่ปรากฏว่ากฎหมายลูกธนาคารแห่งประเทศไทยยังออกไม่ครบประชาชนไม่รู้ว่าเมื่อเกิดความเสียหายแล้วจะไปหาความรับผิดชอบร่วมจากที่ไหน จึงตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้ว่า กสทช.และเลขาคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ต.ล.) ทำไม่ได้สักที จะปกป้องผลประโยชน์ของนายธนาคาร จะปกป้องผลประโยชน์ของผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ และปล่อยให้ประชาชนร้องเพลงพี่เบิร์ด ตือคนทีาแพ้ต้องดูแลตัวเองหรือ, กสทช.ทำไมไม่ทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยทำไมไม่ล็อคเลขประจำตัวประชาชนที่เป็นบัญชีม้า ไม่สามารถซื้อซิมใหม่ได้ 2. DBD DOI และกรมสรรพากร ต้องร่วมมือกันปราบนอมินีและธุรกิจศูนย์เหรียญ ที่ไม่เสียภาษี 3. บช.สอท. ,บก.ปอท. ,ปปง.และปปช. ร่วมมือกับต่างประเทศ ขยายผลจับกุมตัวใหญ่ให้ได้ "จับ" "ยึด"ให้ได้ สหรัฐอเมริกาสิงคโปร์ เปิดเผยชื่อบริษัทและตัวการมาแล้ว แต่ประเทศไทย ทั้งที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าเป็นฐานการฟอกเงิน แต่ยังเปิดเผยและคอคนไทยคนไหนที่ อุ้มสมคบคิด ปรับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่กัมพูชามาดำเนินคดีไม่ได้ คนเชื่อว่าตำรวจไทย ปปง.ไทยทำได้ ถ้ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่ตนคงหวังจากรัฐบาลนี้ไม่ได้ คงต้องหวังจากรัฐบาลประชาชน ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป 4. ก.ล.ต.ปปง.คปภ. และกรมการปกครอง ต้องทำให้กลุ่มการลงทุนต่างๆไม่สามารถปิดบังตัวตนของผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงได้ ต้องเปิดเผยตัวตนที่มาของเงินในทุกช่องทาง 5. มาตรการระหว่างประเทศเราคงต้องแสดงความมุ่งมั่น จะต้องลงสัตยาบันให้ได้ และใช้อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อทะลายเครือข่ายใหญ่ ในเวทีอาเซียน ถึงเวลาที่เราต้องถือธงนำได้เวลาใช้ปฏิญญาต่างๆของอาเซียน ในการจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคอย่างจริงจังได้แล้ว ร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ ในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ สกัดกั้นการเคลื่อนย้ายเงินสกปรก และเรายังสามารถร่วมมือกับประเทศต่างๆ ที่ยังไม่ได้ลงนามทั้งอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศสอินเดีย เกาหลีใต้สิงคโปร์และยังมีอีกหลายประเทศ ภายใต้ทางการทูต ที่เราสามารถร่วมมือกันและปราบปราม บางสิ่งบางอย่างหรือภารกิจบางอย่างด้วยความสมัครใจ ที่ประเทศต่างๆ มองว่าเป็นภัยคุกคามร่วมกัน และฝากกระทรวงการต่างประเทศ จัดให้กัมพูชาอยู่ในประเทศสีเทาให้ด้ แต่เราก็ต้องบริสุทธิ์ด้วย ซึ่งไทยเราทำได้เลย นายวิโรจน์ ยังกล่าวต่อว่าประเทศไทยใน เดือนตุลาคม ปี 2569 เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลก "หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นายกรัฐมนตรีของเรานายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จะถือธงนำประเทศไทย กล่าวสุนทรพจน์ที่ยิ่งใหญ่ ว่าประเทศไทยของเราจะเป็นแกนนำ ที่พร้อมให้ความร่วมมือ กับโลกทำลายกระบวนการสแกมเมอร์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้สิ้นซาก นี่คือภารกิจของนายกรัฐมนตรี ของคนไทยที่ชื่อณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" นายวิโรจน์กล่าว แนะล้างบางทุกระบบรับใช้ทุนเทา แก้ปัญหาผู้ต้องขังทุนเทาวีไอพี ทั้งนี้นายวิโรจน์ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึง ถึงกรณีผู้ต้องขังจีนเทาวีไอพีในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า ผู้ต้องขังเหล่านั้น เข้าใจว่าเป็นมาเฟียข้ามชาติ หรือที่หลายสำนักข่าวเรียกว่า "จีนเทา" แล้วก็มีการปรนเปรอให้อภิสิทธิ์ต่างๆ อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องสุภาพสตรี แต่รวมถึงเรื่องของอภิสิทธิ์ต่างๆ ด้วย ก็น่าหนักใจเพราะตอนนี้เรากำลังเจอปัญหาสแกมเมอร์ ทุนเทาข้ามชาติเข้ามายึดประเทศ เข้ามาทำธุรกิจฟอกเงิน เข้าเข้ามาสร้างอาณาจักรศูนย์เหรียญ มีการจ้างนอร์มินีตั้งบริษัทต่างๆ ที่เข้ามาก่อกรรมทำเข็ญ ทำให้ธุรกิจสุจริตในประเทศไทยล้มล้มหายตายจาก แทนที่ประชาชนคนไทยที่จะได้ทำงานดีๆ ก็ปรากฏว่าไม่ได้รับการจ้างงาน เนื่องจากธุรกิจดีๆ หายไป แต่พอทุนเทาเหล่านั้นติดคุก แทนที่จะถูกลงโทษ กลับไปสร้างอาณาจักรในคุกอีก มีความสุขสบาย เข้าใจว่าอาจจะอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าผู้บริหารเรือนจำด้วยซ้ำ ก็ต้องสืบสวนสอบสวนว่ามีการจ่ายผลประโยชน์ให้กับผู้บริหารเรือนจำหรือไม่ ยังไม่นับรวมว่ามีการตั้งคำถามว่า จริง ๆ แล้วอยู่ในเรือนจำกันจริงหรือไม่อีกด้วย เมื่อถามว่าคิดว่าทุนเทาเหล่านี้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ตอนไหน ควรสืบสาวไปขนาดไหน นายวิโรจน์กล่าวว่า จริง ๆ แล้วตนไม่อยากเหมารวมประเทศใด เป็นมาเฟียข้ามชาติ เพราะมีหลายประเทศเทา ซึ่งการเข้ามาเสวยอำนาจ สร้างอาณาจักรศูนย์เหรียญ ก็น่าจะมาตั้งแต่ยุค คสช. ที่แม้จะมีมาตรา 44 แต่ก็ไม่กลัว ดังนั้น ถ้าจะสอบสวนขยายผลย้อนหลัง ก็ต้องย้อนหลังไปถึงในยุคของ คสช. หรืออาจจะก่อนหน้านั้น แต่ตนมองว่า ข่าวจีนเทาและมาเฟียข้ามชาติที่เข้ามาในประเทศไทย ก็เริ่มต้นจากยุคนั้น เข้าใจว่าในช่วงเวลานั้น สอดคล้องกับการล่มสลายของสีหนุวิลล์ด้วย จึงแพร่กระจายเข้ามาในประเทศไทยที่มีระบบนิเวศที่ดี สามารถใช้เงินสกปรกติดสินบนเจ้าหน้าที่ และนำเงินมาให้นักการเมืองบางกลุ่มใช้ซื้อเสียง เพื่อเข้าสู่สภา แล้วก็ไปเป็นลูกสมุนมาเฟีย ก็ต้องตั้งคำถามร่วมกันว่า ตอนนั้น คสช. มีมาตรา 44 ที่สามารถสั่งการอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องรับผิดทางกฎหมาย ถือว่ายิ่งใหญ่มาก แต่ทำไมมีแต่ประชาชนที่กลัว แต่มาเฟียข้ามชาติกลับไม่กลัว สำหรับกระบวนการยุติธรรมของไทยตอนนี้ นายวิโรจน์มองว่า ไม่ใช่เพียงกระทรวงยุติธรรมที่ต้องล้างระบบ แต่ในแวดวงตำรวจ และฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะในท้องถิ่นที่เป็นเมืองท่องเที่ยวบางเมือง ที่ตอนนี้ธุรกิจสุจริตของคนไทยแทบอยู่ไม่ได้แล้ว ในการจัดตั้งบริษัทก็พบว่ามีบริษัททนายความแห่งหนึ่ง รับจดจัดตั้งบริษัท ทีละ 40-50 บริษัท ซึ่งก็ทำกำไรไม่ค่อยได้หรือขาดทุน เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายภาษีให้สรรพากร จากนั้นก็โยนเงินกันไปมาค้าขายกัน สร้างอาณาจักรธุรกิจกันเองภายในกลุ่มมาเฟียของตน แล้วก็จ่ายเงินเลี้ยงข้าราชการท้องถิ่น เลี้ยงข้าราชการการฝ่ายปกครอง เลี้ยงตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้ตนเองอยู่อย่างสุขสบาย ทำตามอำเภอใจ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในเรือนจำ แต่มันเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าแล้ว ต้องยอมรับว่าเงินจากแก๊งสแกมเมอร์ การหลอกลวงออนไลน์เฉพาะจากประเทศไทย ในปีหนึ่งรายได้กว่า 115,000 ล้านบาท และเทื่อได้เงินมา ก็จำเป็นต้องฟอกฟอก ต้องเอาไปสร้างอาณาจักรเพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นเงินที่ใช้จ่ายได้ และเมื่อไม่อยากโดนจับก็ต้องติดสินบนเจ้าหน้าที่ เมื่อถามว่า คิดว่า ผบ.เรือนจำ มีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ และการดำเนินคดีตอนนี้ เหมือนจะหยุดแค่ผู้บัญชาการเรือนจำ แต่ไม่ได้ขึ้นไปในระดับสูงกว่านั้น มีความคิดเห็นอย่างไร นายวิโรจน์ตอบว่า เชื่อว่าผู้บัญชาการเรือนจำน่าจะรู้ เพราะถ้าไม่รู้ เจ้าหน้าที่คงไม่กล้าทำ และอาจมีนักการเมืองรับสินบนด้วย ในส่วนของการสืบสวน ขณะนี้มีความผิดมูลฐานเกิดขึ้นแล้ว ในเมื่อเรามีพระราชบัญญัติบัญญัติอย่างน้อย 2 ฉบับ คือพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่ง ปปง. ต้องสืบเส้นเงินของข้าราชการที่เกี่ยวข้องทุกคนในเรือนจำกรุงเทพฯ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติแล้ว ซึ่งผู้ต้องขังเหล่านี้ก็เป็นอาชญากรข้ามชาติ พ.ร.บ.นี้สามารถนำมาใช้ได้ ทำไมไม่สืบสวนสอบสวนขยายผล ยึดอายัดทรัพย์ ติดตามเส้นทางการเงิน ไม่ควรตัดตอนอยู่แค่ ผบ.เรือนจำ เพราะถ้าทำแบบนั้น ก็ไม่สามารถสกัดกั้นทุนเทาข้ามชาติได้ กลายเป็นว่าประเทศของเราปกป้องให้ทุนเทาสามารถมาฟอกเงินได้แบบสบายตัวตัวสบายใจ แล้วประชาชนคนไทยทุกคนจะแย่ เปรียบเหมือนกัมพูชาเป็นสแกมเมอร์ ส่วนประเทศไทย กลายเป็นแหล่งฟอกเงิน เหมือนคู่หูโจรที่เอาเงินมาเก็บให้ ซึ่งตนก็กังวลว่า องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยข่าวกรองทางการเมือง ที่ป้องกันการฟอกเงินของโลก จะติด Gray list หรืออาจถึงขั้น Black list กับทั้งกัมพูชาและประเทศไทยในที่สุด   ที่มาเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวไทย [1] [2]    * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พรรคประชาชน * สแกมเมอร์ * แก๊งคอลเซ็นเตอร์ * ฟอกเงิน * กัมพูชา
dlvr.it
November 22, 2025 at 8:06 AM
จริงๆ เราว่าเกี่ยวเลยค่ะ ถ้ามองภาพรวมคือเงินทุนน้อยลงเรื่อยๆ มาหลายปี แต่งานเท่าเดิมหรือไม่ก็เยอะกว่าเดิม แหล่งทุนโหดขึ้น ปล่อย grant ระยะยาวยากขึ้น/ไม่มีแล้ว มันเริ่มฝืดหนักค่ะ จากปีนี้ไปจะเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ เพราะฝั่งเมกาจะเลวร้ายขึ้นแน่นอน 🥹 ส่วนพี่เราคือ ทำโครงการยุติความรุนแรงต่อผญออนไลน์ เพิ่งเริ่มมาได้แปปเดียว ตอนนี้ต้องออกเลย เสียใจแทนมากๆ
January 27, 2025 at 8:32 AM
ใช้ข้อมูลค่าน้ำ-ค่าไฟประกอบการพิจารณาเงินกู้ ผ่านแอปฯ ทางรัฐ หนุนเข้าถึงแหล่งทุนอย่างทั่วถึง
ใช้ข้อมูลค่าน้ำ-ค่าไฟประกอบการพิจารณาเงินกู้ ผ่านแอปฯ ทางรัฐ หนุนเข้าถึงแหล่งทุนอย่างทั่วถึง auser15 Sun, 2025-07-13 - 10:27 ย้ำนโยบาย ประชาชนสามารถใช้ข้อมูลค่าน้ำ-ค่าไฟประกอบการพิจารณาเงินกู้ ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” หนุนประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนอย่างทั่วถึง นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 13 กรกฎาคม 2568 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค เปิดตัว “บริการขอประวัติการใช้และชำระค่าน้ำ - ค่าไฟ” ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อประกอบการสมัครขอสินเชื่อ ภายใต้โครงการ “Your Data” ซึ่งช่วยให้ประชาชนใช้ข้อมูลของตนเองในการเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น บริการดังกล่าว ช่วยให้ประชาชนที่มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีค่าน้ำหรือค่าไฟ สามารถเรียกดูและดาวน์โหลดประวัติการชำระย้อนหลัง 6 เดือนของตนเองผ่านแอป “ทางรัฐ” ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถนำไปใช้เป็นเอกสารประกอบการสมัครขอสินเชื่อกับผู้ให้บริการทางการเงินที่เข้าร่วมโครงการ ถือเป็นช่องทางใหม่ ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่ที่ไม่มีรายได้ประจำสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ผู้ให้บริการสินเชื่อที่ได้รับข้อมูลดังกล่าว สามารถนำข้อมูลไปประมวลผลได้โดยอัตโนมัติ (machine - readable) มีการรับรองด้วยลายมือชื่อดิจิทัล (digital signature) และตรวจสอบได้ว่าข้อมูลไม่ถูกปลอมแปลงแก้ไข ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนโดยรวม ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนและยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” จากนั้นเลือกเมนู “การเงิน/ประกัน” และเข้าสู่ “ขอเอกสารประกอบการสมัครบริการทางการเงิน” เลือกหน่วยงานที่ต้องการ ระบุหมายเลขมิเตอร์ ตรวจสอบข้อมูล และยืนยันคำขอ ระบบจะจัดเก็บเอกสารไว้ในโทรศัพท์มือถือโดยอัตโนมัติ เพื่อนำไปยื่นขอสินเชื่อต่อไป ทั้งนี้ การขอประวัติการใช้และชำระค่าน้ำ - ค่าไฟผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์มาก เพราะสะดวก รวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อให้กับผู้มีวินัยในการจ่ายค่าน้ำ - ค่าไฟ เพราะข้อมูลที่แสดงพฤติกรรมการจ่ายที่ดี จะส่งผลต่อการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อในทางบวก “โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญของรัฐในการส่งเสริมให้ประชาชนใช้ประโยชน์จาก “ข้อมูลของตนเอง” เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มที่เคยขาดหลักฐานทางรายได้ในรูปแบบเดิม รัฐบาลเดินหน้าใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเปิดประตูการเงินให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเข้าถึงเงินทุนได้อย่างเสมอภาค พร้อมก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ ทั้งนี้ บริการดังกล่าวเริ่มเปิดให้ใช้งานตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม และรายชื่อผู้ให้บริการสินเชื่อที่รองรับเอกสารดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย www.bot.or.th " นางสาวศศิกานต์ กล่าว * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * ทางรัฐ * สินเชื่อ
dlvr.it
July 13, 2025 at 3:34 AM
October 3, 2026 at 6:12 AM
ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะกับสถานะอันเปราะบาง
ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะกับสถานะอันเปราะบาง ณฐาภพ สังเกตุ   sarayut Mon, 2026-10-05 - 16:33 หลังจากมีข่าวนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมคณะ สส.พรรคภูมิใจไทย เสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 เพื่อเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินทุนจัดสรรของไทยพีบีเอส จากเดิมที่ได้รับเงินบำรุงโดยตรงจาก “ภาษีบาป” (ภาษีสุราและยาสูบ) ในวงเงินไม่เกินปีละ 2,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน มาเป็นการ “จัดสรรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี” ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา โดยเสนอให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2570 เป็นต้นไป ข้อเสนอดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินทุนอาจทำให้สถานะของสื่อสาธารณะเปลี่ยนไป และเปิดช่องให้รัฐเข้ามามีอิทธิพลต่อการทำงานของไทยพีบีเอสมากขึ้น จนท้ายที่สุดอาจกลายเป็นสื่อที่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล หลายองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงองค์กรสื่อสารมวลชนต่างๆ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยมีสาระสำคัญตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเปิดทางให้รัฐเข้ามาแทรกแซงสื่อสาธารณะ ซึ่งควรมีความเป็นอิสระจากภาครัฐ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเปิดรับความคิดเห็นถึงวันที่ 14 ตุลาคม ขณะเดียวกัน ก็มีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในอีกมุมหนึ่ง เช่น “ต้องปกป้องภาษีของประเทศ” “Thai PBS อิสระจริงหรือไม่” หรือ “สื่อนี้มี contribute อะไรต่อประเทศบ้าง” ความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนว่า นอกจากข้อถกเถียงเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะแล้ว ยังมีคำถามสำคัญอีกด้านหนึ่งว่า สื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอสมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทที่ได้รับจากเงินภาษี ในมุมมองของผู้เขียน ไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะสมควรถูกปฏิรูปให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทมากกว่านี้ แต่การปฏิรูปดังกล่าวไม่ควรนำไปสู่การทำให้ไทยพีบีเอสกลายเป็นสื่อที่อยู่ในกำมือของรัฐ เพราะจุดแข็งสำคัญของไทยพีบีเอสในวันนี้ คือการมีความเป็นอิสระจากแหล่งทุนและรัฐบาล ทำให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบและนำเสนอข่าวสารได้โดยไม่ต้องคอยกังวลว่าจะกระทบต่อผู้สนับสนุนหรือแหล่งทุน ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน นี่คือจุดแข็งสำคัญที่ไทยพีบีเอสมีเมื่อเปรียบเทียบกับสำนักข่าวอื่นๆ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านรายได้และแหล่งทุนมากกว่า อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมดกับการออกมาปกป้องไทยพีบีเอสเพียงเพราะองค์กรแห่งนี้เป็นตัวแทนของสื่อสาธารณะ เพราะผู้บริหารและคนทำงานภายในองค์กรเองก็จำเป็นต้องพิสูจน์ผลงานเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่านี้ด้วย ในเมื่อไทยพีบีเอสทำงานจากเงินภาษีประชาชน จึงสมควรพร้อมที่จะถูกตรวจสอบและตั้งคำถามต่อการทำงานได้ทุกเมื่อ และสำหรับสื่อมวลชนแล้ว “พนักพิงหลัง” ที่มั่นคงที่สุดก็คือผลงานที่ออกมาสู่สาธารณะ หากไทยพีบีเอสมีผลงานที่เป็นที่ประจักษ์จริง ผู้เขียนเชื่อว่าจะต้องมีประชาชนและผู้ติดตามสื่อจำนวนหนึ่งออกมาปกป้ององค์กร และไม่ปล่อยให้สื่อสาธารณะตกไปอยู่ในมือของอำนาจรัฐ การปกป้องเช่นนั้นไม่ควรเกิดขึ้นเพียงจากภาคประชาสังคมที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทยพีบีเอส แต่ควรเกิดจากประชาชนทั่วไปที่เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการมีสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ วันนี้เราเห็นได้ชัดว่า “เงินสองพันล้าน” ที่ไทยพีบีเอสได้รับ ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามและสามารถสั่นคลอนความชอบธรรมขององค์กรได้อยู่เสมอ ตัวอย่างหนึ่งคือคำถามเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณภายในองค์กรว่า เหตุใดหน่วยงานข่าวสำคัญๆ ของไทยพีบีเอสจึงมีสัดส่วนบุคลากรค่อนข้างน้อย ยกตัวอย่างเช่น ทีมตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือ Fact-checking ที่ใช้ชื่อว่า “Thai PBS Verify” ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการตรวจสอบข้อมูลข่าวปลอม กลับมีบุคลากรในทีมไม่ถึงสิบคน ขณะที่ทีมข่าวเจาะประเด็นก็ยังมีสัดส่วนบุคลากรไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับงานบางส่วนที่อาจมีลักษณะทับซ้อนกัน หรือแม้กระทั่งกรณีที่ถูกตั้งคำถามถึงการใช้ AI สร้างงานกราฟิกแทนบุคลากร ทั้งที่องค์กรมีงบประมาณเพียงพอที่จะลงทุนกับคนทำงานสร้างสรรค์เหล่านี้ ในอีกแง่หนึ่ง สถานะอันเปราะบางของไทยพีบีเอสที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการบริหารงานที่ยังไม่สามารถสร้างประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้มากเพียงพอ เมื่อไม่สามารถทำให้สังคมเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเงินภาษีจำนวน 2,000 ล้านบาทถูกนำไปสร้างคุณค่าให้กับสาธารณะอย่างไร จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักที่ความพยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดสรรงบประมาณจาก สส. พรรคภูมิใจไทย จะสามารถทำให้สถานะขององค์กรสั่นคลอนได้อย่างง่ายดาย ไทยพีบีเอสจะกลายเป็นสื่อสาธารณะที่สง่างาม และสามารถผ่านร้อนผ่านหนาวได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อการถูกตั้งคำถามหรือถูกขัดขวาง ก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถพิสูจน์ให้สังคมเห็นได้ว่าการทำงานของตนเองคุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้รับ เพราะการเป็นสื่อสาธารณะไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะได้รับสิทธิในการเรียกร้องความเป็นอิสระเพียงอย่างเดียว แต่ความเป็นอิสระนั้นต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และที่สำคัญที่สุดคือผลงานที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเงินของประชาชนถูกนำไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมอย่างแท้จริง     * บทความ * การเมือง * ไทยพีบีเอส * สื่อสาธารณะ * ณฐาภพ สังเกตุ
dlvr.it
October 5, 2026 at 9:40 AM
ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะกับสถานะอันเปราะบาง
ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะกับสถานะอันเปราะบาง
ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะกับสถานะอันเปราะบาง ณฐาภพ สังเกตุ   sarayut Mon, 2026-10-05 - 16:33 หลังจากมีข่าวนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมคณะ สส.พรรคภูมิใจไทย เสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 เพื่อเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินทุนจัดสรรของไทยพีบีเอส จากเดิมที่ได้รับเงินบำรุงโดยตรงจาก “ภาษีบาป” (ภาษีสุราและยาสูบ) ในวงเงินไม่เกินปีละ 2,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน มาเป็นการ “จัดสรรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี” ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา โดยเสนอให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2570 เป็นต้นไป ข้อเสนอดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินทุนอาจทำให้สถานะของสื่อสาธารณะเปลี่ยนไป และเปิดช่องให้รัฐเข้ามามีอิทธิพลต่อการทำงานของไทยพีบีเอสมากขึ้น จนท้ายที่สุดอาจกลายเป็นสื่อที่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล หลายองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงองค์กรสื่อสารมวลชนต่างๆ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยมีสาระสำคัญตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเปิดทางให้รัฐเข้ามาแทรกแซงสื่อสาธารณะ ซึ่งควรมีความเป็นอิสระจากภาครัฐ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเปิดรับความคิดเห็นถึงวันที่ 14 ตุลาคม ขณะเดียวกัน ก็มีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในอีกมุมหนึ่ง เช่น “ต้องปกป้องภาษีของประเทศ” “Thai PBS อิสระจริงหรือไม่” หรือ “สื่อนี้มี contribute อะไรต่อประเทศบ้าง” ความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนว่า นอกจากข้อถกเถียงเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะแล้ว ยังมีคำถามสำคัญอีกด้านหนึ่งว่า สื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอสมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทที่ได้รับจากเงินภาษี ในมุมมองของผู้เขียน ไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะสมควรถูกปฏิรูปให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทมากกว่านี้ แต่การปฏิรูปดังกล่าวไม่ควรนำไปสู่การทำให้ไทยพีบีเอสกลายเป็นสื่อที่อยู่ในกำมือของรัฐ เพราะจุดแข็งสำคัญของไทยพีบีเอสในวันนี้ คือการมีความเป็นอิสระจากแหล่งทุนและรัฐบาล ทำให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบและนำเสนอข่าวสารได้โดยไม่ต้องคอยกังวลว่าจะกระทบต่อผู้สนับสนุนหรือแหล่งทุน ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน นี่คือจุดแข็งสำคัญที่ไทยพีบีเอสมีเมื่อเปรียบเทียบกับสำนักข่าวอื่นๆ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านรายได้และแหล่งทุนมากกว่า อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมดกับการออกมาปกป้องไทยพีบีเอสเพียงเพราะองค์กรแห่งนี้เป็นตัวแทนของสื่อสาธารณะ เพราะผู้บริหารและคนทำงานภายในองค์กรเองก็จำเป็นต้องพิสูจน์ผลงานเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่านี้ด้วย ในเมื่อไทยพีบีเอสทำงานจากเงินภาษีประชาชน จึงสมควรพร้อมที่จะถูกตรวจสอบและตั้งคำถามต่อการทำงานได้ทุกเมื่อ และสำหรับสื่อมวลชนแล้ว “พนักพิงหลัง” ที่มั่นคงที่สุดก็คือผลงานที่ออกมาสู่สาธารณะ หากไทยพีบีเอสมีผลงานที่เป็นที่ประจักษ์จริง ผู้เขียนเชื่อว่าจะต้องมีประชาชนและผู้ติดตามสื่อจำนวนหนึ่งออกมาปกป้ององค์กร และไม่ปล่อยให้สื่อสาธารณะตกไปอยู่ในมือของอำนาจรัฐ การปกป้องเช่นนั้นไม่ควรเกิดขึ้นเพียงจากภาคประชาสังคมที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทยพีบีเอส แต่ควรเกิดจากประชาชนทั่วไปที่เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการมีสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ วันนี้เราเห็นได้ชัดว่า “เงินสองพันล้าน” ที่ไทยพีบีเอสได้รับ ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามและสามารถสั่นคลอนความชอบธรรมขององค์กรได้อยู่เสมอ ตัวอย่างหนึ่งคือคำถามเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณภายในองค์กรว่า เหตุใดหน่วยงานข่าวสำคัญๆ ของไทยพีบีเอสจึงมีสัดส่วนบุคลากรค่อนข้างน้อย ยกตัวอย่างเช่น ทีมตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือ Fact-checking ที่ใช้ชื่อว่า “Thai PBS Verify” ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการตรวจสอบข้อมูลข่าวปลอม กลับมีบุคลากรในทีมไม่ถึงสิบคน ขณะที่ทีมข่าวเจาะประเด็นก็ยังมีสัดส่วนบุคลากรไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับงานบางส่วนที่อาจมีลักษณะทับซ้อนกัน หรือแม้กระทั่งกรณีที่ถูกตั้งคำถามถึงการใช้ AI สร้างงานกราฟิกแทนบุคลากร ทั้งที่องค์กรมีงบประมาณเพียงพอที่จะลงทุนกับคนทำงานสร้างสรรค์เหล่านี้ ในอีกแง่หนึ่ง สถานะอันเปราะบางของไทยพีบีเอสที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการบริหารงานที่ยังไม่สามารถสร้างประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้มากเพียงพอ เมื่อไม่สามารถทำให้สังคมเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเงินภาษีจำนวน 2,000 ล้านบาทถูกนำไปสร้างคุณค่าให้กับสาธารณะอย่างไร จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักที่ความพยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดสรรงบประมาณจาก สส. พรรคภูมิใจไทย จะสามารถทำให้สถานะขององค์กรสั่นคลอนได้อย่างง่ายดาย ไทยพีบีเอสจะกลายเป็นสื่อสาธารณะที่สง่างาม และสามารถผ่านร้อนผ่านหนาวได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อการถูกตั้งคำถามหรือถูกขัดขวาง ก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถพิสูจน์ให้สังคมเห็นได้ว่าการทำงานของตนเองคุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้รับ เพราะการเป็นสื่อสาธารณะไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะได้รับสิทธิในการเรียกร้องความเป็นอิสระเพียงอย่างเดียว แต่ความเป็นอิสระนั้นต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และที่สำคัญที่สุดคือผลงานที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเงินของประชาชนถูกนำไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมอย่างแท้จริง     * บทความ * การเมือง * ไทยพีบีเอส * สื่อสาธารณะ * ณฐาภพ สังเกตุ
dlvr.it
October 5, 2026 at 9:40 AM
'แบรนด์ดัง-นักลงทุนต่างชาติ' ช่วยขับเคลื่อนการใช้แรงงานบังคับในจีน
'แบรนด์ดัง-นักลงทุนต่างชาติ' ช่วยขับเคลื่อนการใช้แรงงานบังคับในจีน auser15 Thu, 2025-06-26 - 13:01 รายงานข่าวสืบสวนโดยสื่ออังกฤษ TBIJ เผยแบรนด์ระดับโลกกว่า 100 แบรนด์ รวมถึง Apple, Samsung, Volkswagen เชื่อมโยงระบบแรงงานบังคับชาวอุยกูร์ในจีน พบแรงงานซินเจียงถูกส่งไปโรงงาน 75 แห่งใน 11 ภูมิภาคผลิตสินค้าส่งออกทั่วโลก บริษัทใหญ่อย่าง LG เป็นเจ้าของโรงงานโดยตรงที่เข้าร่วมโครงการย้ายถิ่นฐานแรงงาน กองทุนบำนาญรัฐยุโรป-อเมริกาและสถาบันการเงินใหญ่เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญ แผนห้าปีจีนวางเป้าย้ายแรงงาน 13.75 ล้านคนระหว่างปี 2021-2025 ภาพจาก: Gemini AI ตั้งแต่กองทุนบำเหน็จบำนาญไปจนถึงธุรกิจระดับโลก นักลงทุนและผู้บริโภคส่งมอบเงินให้กับบริษัทที่ใช้แรงงานจากซินเจียง ในเดือนมีนาคม 2021 สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้ส่งจดหมายไปยังรัฐบาลเกาหลีใต้ สหประชาชาติมีความกังวลอย่างสูงต่อข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานบังคับที่โรงงานจีนในห่วงโซ่อุปทานของ Samsung, LG และแบรนด์เกาหลีใหญ่อื่น ๆ LG รีบปกป้องตัวเองในสื่อสิ่งพิมพ์ LG เคยซื้อจากโรงงานจีนแห่งหนึ่ง แต่ได้หยุดไปเมื่อปีที่แล้ว (2024) บริษัทได้ห้ามใช้ "แรงงานบังคับทุกรูปแบบ" ที่โรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนของตน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมด ในเดือนเดียวกันนั้น คลิปวิดีโอที่อัปโหลดบน Douyin (TikTok เวอร์ชั่นจีน) เผยให้เห็นว่า LG ดำเนินการโรงงานของตัวเองในจีนที่มีการใช้แรงงานบังคับ คลิปนี้โพสต์คนทำงานจากเขตคาซัคอีลีในซินเจียง ที่ต้องย้ายมาทำงานห่างจากบ้านเกิดหลายพันกิโลเมตรทางตะวันออก ปัจจุบันทำงานที่สายการประกอบเครื่องซักผ้าใน LG Panda Appliances ในมณฑลเจียงซู เขาเป็นหนึ่งในหลายพันคนชาวซินเจียงที่ถูกบีบบังคับโดยโครงการย้ายแรงงานของรัฐบาลจีนให้ออกจากถิ่นฐานไปทำงานในโรงงานต่างๆ ทั่วประเทศ สิ่งที่แตกต่างในกรณีนี้คือ เขาไม่ได้เพียงแค่ทำงานในจุดไกลๆ ของห่วงโซ่อุปทานที่ยากต่อการติดตาม แต่เครื่องซักผ้าที่เคลื่อนผ่านสายพานดูเหมือนพร้อมจัดส่ง และที่สำคัญ โรงงานแห่งนี้เป็นเจ้าของโดย LG โดยตรง รายงานนี้ผลิตขึ้นร่วมกับ Pulitzer Center The Bureau of Investigative Journalism (TBIJ) เปิดเผยเป็นครั้งแรกว่าแบรนด์ระดับโลกอย่าง LG เป็นเจ้าของโรงงานโดยตรงที่ใช้แรงงานจากโครงการย้ายถิ่นของจีน แสดงให้เห็นว่าบริษัทบางแห่งมีส่วนในการกดขี่และเอาเปรียบชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ในประเทศ การสืบสวนร่วมกันโดย TBIJ, New York Times และ Der Spiegel เชื่อมโยงแบรนด์ระดับโลก 100 แบรนด์ รวมถึง Apple, Samsung และ Volkswagen เข้ากับระบบแรงงานบังคับที่รัฐบาลจีนบังคับใช้ การตอบสนองของบริษัท Apple และ Samsung ระบุว่าซัพพลายเออร์ของตนได้รับการตรวจสอบโดยอิสระเป็นประจำ และการตรวจสอบล่าสุดไม่พบการใช้แรงงานบังคับ แต่ Apple กล่าวว่ากำลังสืบสวนข้อกล่าวหาเหล่านี้ Volkswagen ยังกล่าวว่ากำลังสืบสวนเช่นกัน แต่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้จนกว่าจะเสร็จสิ้น "เนื่องจากข้อผูกพันด้านความลับในสัญญา" ส่วน LG ไม่ตอบสนองต่อคำขอสัมภาษณ์หลายครั้ง บริษัทจีนขนาดใหญ่ รวมถึงผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำของโลกบางแห่ง ยังคงดำเนินการโรงงานที่ใช้แรงงานจากซินเจียง แหล่งเงินทุน บริษัทเหล่านี้ รวมถึงโรงงานที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงในห่วงโซ่อุปทาน ได้รับเงินทุนจากกองทุนบำนาญรัฐในยุโรปและอเมริกาเหนือ รวมถึงสถาบันการเงินใหญ่อีกหลายแห่ง การสืบสวนครั้งนี้เผยให้เห็นการเชื่อมโยงลึกซึ้งระหว่างเงินทุนโลกกับระบบแรงงานบังคับที่แทรกซึมไปทั่วเศรษฐกิจการผลิตของจีน ข้อตกลงการร่วมลงทุน LG Panda ที่ดำเนินการโรงงานในมณฑลเจียงซู เป็นสิ่งที่เรียกว่า "Joint Venture" หรือการร่วมลงทุนระหว่างบริษัทต่างชาติกับธุรกิจจีนในท้องถิ่น โดยในกรณีนี้ สหรัฐฯ ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อพันธมิตรจีนเนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน ในหลายกรณี บริษัทต่างชาติจำเป็นต้องจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อเข้าถึงตลาดผู้บริโภคจีนที่ร่ำรวย หรือเพื่อตั้งโรงงานในประเทศ การวิจัยชี้ให้เห็นว่าระบบนี้ช่วยให้รัฐบาลจีนใช้อำนาจควบคุมบริษัทต่างชาติได้ เคียสเทิน อัสดาล (Kirsten Asdal) ที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงจีนสำหรับนักลงทุนและบริษัทต่างๆ อธิบายว่า การร่วมลงทุนคือเครื่องมือสำหรับ "ฝังอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์เหนือการลงทุนต่างชาติ" ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การบังคับให้มีคณะกรรมการสมาชิกพรรคในบริษัท การเรียกร้องที่นั่งในคณะกรรมการบริหาร และการควบคุมใบอนุญาตต่างๆ ปักกิ่งได้ "สร้างแขนงการควบคุมเข้าไปในบริษัทต่างชาติอย่างเป็นระบบในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา" อัสดาล กล่าว "ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป" บริษัทข้ามชาติมีคำถามมากมายที่ต้องตอบเกี่ยวกับแรงงานบังคับในสายการผลิตของตนเอง รายงานที่ผ่านมาเชื่อมโยงบริษัทจีนกับโครงการย้ายแรงงานจากซินเจียงเน้นเฉพาะโรงงานซัพพลายเออร์เท่านั้น ไม่ใช่โรงงานที่แบรนด์เป็นเจ้าของเอง ในปี 2022 LG Panda จัดงานสรรหาบุคลากรที่ค่ายกักกันแห่งหนึ่งในซินเจียงตอนเหนือ ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการล้างสมองด้วยลำโพง ห้องขังที่แออัด และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ใช้กระบองไฟฟ้าทำร้ายนักโทษที่พูดภาษาคาซัค บริษัทต้องการบรรจุแรงงานมากกว่า 100 ตำแหน่ง นายหน้าแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการย้ายถิ่นจากซินเจียงไป LG Panda เล่าให้ Der Spiegel ฟังเมื่อต้นปี 2025 นี้ว่า พวกเขาได้รับการอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ของ LG ในเกาหลีใต้ LG ยังดำเนินการโรงงานที่สองในมณฑลเจียงซูที่ผลิตตู้เย็น ซึ่งก็รับแรงงานย้ายถิ่นเช่นกัน โรงงานทั้งสองแห่งเริ่มเข้าร่วมโครงการย้ายถิ่นแรงงานในปี 2019 และ 2020 และโรงงานหนึ่งยังคงรับแรงงานจากซินเจียงจนถึงปี 2024 ตามหลักฐานจากโซเชียลมีเดียและประกาศของรัฐบาลท้องถิ่น โอมาร์ (นามแฝง) คนงานชาวคาซัคที่ LG Panda โพสต์วิดีโอของเพื่อนร่วมงานชาวคาซัคคนอื่นๆ ที่ถูกรถบัสรับมาร่วมงานฉลองปีใหม่ของ LG ในช่วงกลางปี 2024 เขาได้โพสต์ภาพตัวเองยืนหน้าถังเครื่องซักผ้าที่กำลังประกอบบนโครงสูง คลิปเสียงที่มาพร้อมกับภาพกล่าวว่า "เราไม่สามารถก้าวข้ามความสามารถของเราและหลบหนีจากโชคชะตาได้ ทุกคนมีน้ำตาเศร้า และทุกครอบครัวมีพระคัมภีร์ที่ยากจะท่องจำ" ข้อมูลการค้าเผยให้เห็นว่านับตั้งแต่แรงงานซินเจียงถูกส่งไปยังโรงงานแต่ละแห่ง พวกเขาได้ส่งออกสินค้ามากกว่า 90,000 ล็อตไปยังตลาดโลกหลายสิบประเทศ การส่งออกหลายพันรายการเดินทางโดยรถไฟไปยังโปแลนด์และเยอรมนี ตามเส้นทางเหนือของเส้นทางสายไหมโบราณ ผ่านเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะของอีลีคาซัค ซึ่งเป็นภูมิภาคเดียวกันกับที่ชาวนาผู้ทำงานในสายการประกอบเครื่องซักผ้าของ LG ต้องทิ้งไว้เบื้องหลัง บริษัทข้ามชาติที่เป็นเจ้าของโดยต่างชาติอื่นๆ ส่วนใหญ่จากไต้หวัน เกาหลีใต้ และไทย ก็ร่วมมือกับรัฐบาลจีนเพื่อรับแรงงานซินเจียงเข้าสู่โรงงานที่ผลิตรองเท้า รถยนต์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และเนื้อไก่ทอด การเข้าถึงระดับโลก คุณค่าในท้องถิ่น นอกจาก LG แล้ว แบรนด์จีนหลายแห่งมีโรงงานที่รับแรงงานย้ายถิ่นจากซินเจียง ซึ่งรวมถึงเลเบลที่ผู้บริโภคตะวันตกหลายคนจำได้ อย่างไรก็ตาม จีนไม่ใช่แค่โรงงานของโลกอีกต่อไป บริษัทที่เติบโตจากภายในประเทศได้กลายเป็นผู้เล่นหลักระดับโลก และแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ในกลุ่มแรกของเลเบลจีนที่ได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศ "เราไม่เคยเห็นการมีส่วนร่วมโดยตรงของแบรนด์ระดับโลกในโครงการย้ายถิ่นของรัฐบาลซินเจียงมาก่อน" ลอร่า เมอร์ฟี่ (Laura Murphy) ศาสตราจารย์ด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชนกล่าว เธอเคยให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลไบเดนในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายการค้า การสืบสวนของ TBIJ เปิดเผยหลักฐานของแรงงานบังคับที่โรงงานเป็นเจ้าของโดย Hisense, Midea, Haier และ TCL หนึ่งในห้าโรงงานของ TCL ที่มีแรงงานซินเจียงเป็นเจ้าของร่วมกับ De'Longhi ของอิตาลี โรงงานที่เป็นเจ้าของโดยแบรนด์รองเท้าและรถยนต์จีนก็ถูกพบว่าเข้าข่ายเช่นกัน มีผู้คนมากกว่า 150 คนถูกส่งไปยัง Hisense ในกวางตุ้งจากค่ายกักกัน Xinye ที่มีชื่อเสียงในเหอเทียน ซินเจียงตอนใต้ ในปี 2018 ตามสื่อรัฐจีน ค่ายดำเนินการภายใต้ระบบ "กึ่งทหาร" พร้อมการประเมินอุดมการณ์และ "การลงโทษ" ค่ายแปลงชาวนาให้เป็นคนงานโรงงาน ตามรายงานของรัฐบาลเกี่ยวกับความพยายามย้ายถิ่นแรงงานในท้องถิ่น ในปี 2018 สื่อรัฐอ้างว่า "ความคิดหัวรุนแรงเคยวางยาพิษในจิตใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลายคน" ที่ค่าย เมื่อปีที่แล้ว (2024) โพสต์จากบัญชี Douyin เจ็ดบัญชีที่แตกต่างกันชี้ให้เห็นว่า Hisense ยังคงรับชนกลุ่มน้อยจากซินเจียงตามคำสั่งของรัฐบาล ในเดือนมีนาคม 2024 ซูคราบ (นามแฝง) ชายหนุ่มเคอร์กิซ ได้อัปโหลดคลิป Douyin ของตัวเองที่โรงงาน Hisense ในกวางตุ้ง กำลังติดตั้งคอมเพรสเซอร์และพัดลมเข้ากับโครงฐานตู้เย็น "เราเหนื่อยล้ากับสายตาที่ไร้ความเห็นใจ กับคำพูดที่ทำให้หัวใจเศร้า กับผู้คนที่ไม่เห็นคุณค่าของเรา กับคำสัญญาที่ไม่ได้รับการบรรลุ" เสียงบรรยายภาษาเคอร์กิซในคลิปกล่าว ก่อนหน้านี้ ซูคราบเคยโพสต์เฉพาะทิวทัศน์จากบ้านเกิดของเขาในเทือกเขาปามีร์ เลี้ยงแกะหางใหญ่ขณะที่พวกมันปีนขึ้นลงตามซากหินที่เลื่อนไหล "เจาะสกรูให้ดี" ความคิดเห็นแรกในวิดีโอที่โพสต์โดยผู้ใช้คนอื่นในกวางตุ้ง Hisense กล่าวว่าบริษัทไม่ได้เข้าร่วม "กิจกรรมการย้ายถิ่นแรงงานบังคับหรือการละเมิดใดๆ" Midea, Haier, TCL และ De'Longhi ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอแสดงความคิดเห็น Haier ซึ่งเริ่มต้นเป็นผู้ผลิตตู้เย็นจีนในช่วงทศวรรษ 1980 เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลกมา 16 ปีติดต่อกัน เมื่อขยายธุรกิจไปต่างประเทศ บริษัทได้ซื้อ Hoover รวมถึง Candy ของอิตาลีและ General Electric ในสหรัฐอเมริกา TBIJ ระบุโรงงานอย่างน้อย 5 แห่งใน 3 จังหวัดที่จัดหาชิ้นส่วนเครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศให้กับ Haier ที่มีแรงงานชนกลุ่มน้อยจากซินเจียง โรงงานหนึ่งในห้าแห่งในซานตง เป็นเจ้าของบางส่วนโดยกลุ่ม และส่งมอเตอร์ไปยังโรงงาน Haier ในอินเดีย เวียดนาม และไทย รวมถึงไปยัง Candy Hoover Group ในอิตาลี บทความในสื่อรัฐยืนยันว่ารัฐบาลจีนเริ่มย้ายชาวอุยกูร์ไปยังโรงงาน Haier ในซานตงครั้งแรกในปี 2018 โซเชียลมีเดียชี้ตำแหน่งแรงงานซินเจียงที่นั่นจนถึงต้นปีที่แล้ว (2024) บทความปี 2023 จากกรมสร้างความสามัคคี (United Front Work Department) หน่วยงานของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ทำหน้าที่รับรองความจงรักภักดีในภาคส่วนต่างๆ ของสังคมจีน มีภาพถ่ายชาวอุยกูร์ที่สวมเครื่องแบบสีน้ำเงินสาบานตนต่อธงในลานหน้าสำนักงานใหญ่ของโรงงาน ภาพสุดท้ายแสดงหญิงสาวอุยกูร์ในชุดประจำชาติสีน้ำเงินยิ้มขณะถือภาพวาดดอกโบตั๋นสีแดงขนาดใหญ่หน้าป้ายโรงงาน ชายจีนถือด้านอื่นของภาพวาด ซึ่งเป็นของขวัญ แรงงานซินเจียงแปดคนได้แต่งงานกับพนักงานท้องถิ่นที่โรงงาน บทความโฆษณาชวนเชื่อระบุด้วยความชื่นชม การลงทุนจากต่างประเทศ โรงงานจีนครึ่งหนึ่งที่ถูกพบในการสืบสวนนี้ถูกควบคุมโดยบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นักลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของโลกบางแห่งถือหุ้นในบริษัทจีนเหล่านี้ Vanguard Group ถือหุ้นใน 16 แห่ง กองทุนสวัสดิการแห่งชาติและกองทุนบำนาญของรัฐในนอร์เวย์ เกาหลีใต้ และแคนาดา รวมถึงฟลอริดาในสหรัฐอเมริกา ล้วนมีความเสี่ยงเหล่านี้ โฆษกรัฐบาลรัฐฟลอริดากล่าวว่ากองทุน "ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเกี่ยวกับการลงทุน" กองทุนสวัสดิการแห่งชาติของนอร์เวย์ "คัดกรองบริษัททั้งหมดในพอร์ตการลงทุนและดัชนีอ้างอิงเพื่อความเสี่ยงด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ" รวมถึงแรงงานบังคับ โฆษกบอกกับ TBIJ พวกเขาเสริมว่ากองทุน "อาจถอนการลงทุนจากบริษัทหากเราประเมินว่าการประเมินค่าตลาดระยะยาวอาจได้รับผลกระทบในทางลบจากการจัดการปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม" กองทุนบำนาญของแคนาดากล่าวว่า "ไม่ต้องการลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ" และทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและทบทวนการถือครองอย่างสม่ำเสมอ กองทุนบำนาญของเกาหลีใต้ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอแสดงความคิดเห็น โฆษกสถานทูตจีนในสหรัฐอเมริกากล่าวว่า "ข้อกล่าวหาเรื่อง 'แรงงานบังคับ' ในซินเจียงเป็นเพียงคำโกหกอันชั่วร้ายที่แต่งขึ้นโดยกองกำลังต่อต้านจีน" สมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมดที่นั่น "เพลิดเพลินกับชีวิตที่มีความสุขและเติมเต็ม" พวกเขากล่าว โดยเสริมว่า "ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับซินเจียงไม่ใช่ประเด็นสิทธิมนุษยชนเลย แต่เป็นหัวใจสำคัญของการต่อต้านการก่อการร้ายด้วยความรุนแรงและการแบ่งแยกดินแดน" ในขณะที่แบรนด์อย่าง LG และ TCL เข้าร่วมโครงการย้ายถิ่นแรงงานซินเจียงโดยตรงโดยไม่เปิดเผยต่อนักลงทุน โรงงานซัพพลายเออร์หลายแห่งก็เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน มูลค่าของบริษัทหนึ่ง ยักษ์ใหญ่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ G.Tech เพิ่มขึ้นหนึ่งในสามเป็น 431 ล้านดอลลาร์ในปีที่สิ้นสุดเดือนพฤษภาคม 2025 ธุรกิจให้บริการลูกค้าอย่าง Lenovo และ Logitech จากโรงงานในกวางตุ้งที่เข้าร่วมโครงการย้ายถิ่น โรงงานที่ถูกพบอย่างน้อยสามแห่งเป็นเจ้าของโดยบริษัท Kingboard Holdings มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และวัตถุดิบที่ใช้ผลิตแผงเหล่านั้นรายใหญ่ที่สุดของโลก Lenovo ยืนยันว่าซัพพลายเออร์บางรายที่ TBIJ ระบุได้ส่งผลิตภัณฑ์ให้กับบริษัท แต่กล่าวว่าการตรวจสอบโดยอิสระไม่พบการใช้แรงงานบังคับ Logitech กล่าวว่ากำลังสืบสวนข้อกล่าวหาและจะ "ประเมินความสัมพันธ์กับผู้ขายที่ละเมิดใหม่" บริษัทย่อยของ Kingboard Holdings และ G.Tech ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่มีความเสี่ยงผ่านการถือหุ้นในแบรนด์ที่ซื้อชิ้นส่วนจากโรงงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการย้ายถิ่นของรัฐบาล รีเบคกา ดีวินเตอร์-ชมิดต์ (Rebecca DeWinter-Schmitt) ผู้อำนวยการร่วมที่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Investor Alliance for Human Rights กล่าวว่านักลงทุนส่วนใหญ่กำลังมองหาความเสี่ยงแรงงานบังคับทั้งภายในและภายนอกซินเจียงอย่างจริงจัง ในปี 2024 Volkswagen ยอมแพ้ต่อแรงกดดันจากนักลงทุนให้ถอนการลงทุนจากสิ่งอำนวยความสะดวกในซินเจียง แต่การย้ายถิ่นแรงงานไปทางตะวันออกตรวจพบได้ยากกว่า ดีวินเตอร์-ชมิดต์กล่าวว่านักลงทุนควรใช้อิทธิพลของตนเพื่อกำหนดให้ซัพพลายเออร์จีนยุติการเข้าร่วมโครงการย้ายถิ่นแรงงานอย่างเร่งด่วน "หากบริษัทไม่สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว" เธอกล่าว "นักลงทุนต้องพิจารณาการถอนการลงทุน" ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 Wuhan Honghai Technology ซัพพลายเออร์ให้กับ Haier, Midea และ TPV ผู้ผลิตจอภาพ AOC, Envision และ Philips ออกหุ้นสู่ตลาดหลักทรัพย์ปักกิ่ง สองสามเดือนก่อนหน้านั้น แรงงานซินเจียงคนหนึ่งที่โรงงานได้อัปโหลดวิดีโอที่มีดนตรีพื้นบ้านที่ไพเราะ ถ่ายจากหน้าต่างชั้นบนของหอพักในโรงงาน มุมมองส่องไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อแสดงพระอาทิตย์ตก ส่องแสงสีแดงเบื้องหลังตึกสูงของชุมชนหลงหวังเหมียวในเขตชานเมืองอู่ฮั่น TPV กล่าวว่า "เราต่อต้านแรงงานบังคับและการเป็นทาสยุคใหม่ทุกรูปแบบอย่างแน่วแน่" และบริษัททำการประเมินซัพพลายเออร์เป็นประจำ Wuhan Honghai ไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอแสดงความคิดเห็น หลังจากบริษัทออกหุ้นสู่ตลาดหลักทรัพย์ไม่นาน ผู้สื่อข่าว Der Spiegel ถามพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ประตูโรงงานว่ามีแรงงานจากซินเจียงข้างในนั้นบ้างหรือไม่ "มี" เขาตอบ "ทำไมคุณถึงสนใจพวกเขา?" ที่มา: How big brands and foreign money prop up Chinese forced labour (Daniel Murphy, TBIJ, 20 June 2025)   * รายงานพิเศษ * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * TBIJ * จีน * แรงงานบังคับ
dlvr.it
June 26, 2025 at 6:07 AM
แอคติ๊กฟ้าในทวิตตอนนี้ออกมาปกป้องตัวเองกันใหญ่ละ คนเริ่มบ่นมากขึ้น ดอาจริงๆก็ไม่ผิดหรอก ใครก็อยากได้ เงินอะ แต่การที่ฉันจะรำคาญพวกฟาร์มเอนเกจก็ไม่ผิดเหมือนกันนะ อยากเล่นแพลตฟอมที่ทุกคนอินเตอแอคกันแบบออแกนิค ไม่ใช่ทุกอย่างต้องผ่านการคิดเพื่อเอายอด ไม่อยากไถทวิตๆไปเรื่อยละอยู่ดีๆก็กลายไปเป็นแหล่งหาเงินของใครแบบไม่รู้ตัว ยิ่งเศษเงินอินายทุนใจหมาแบบอีลอนยิ่งแล้วใหญ่
May 30, 2026 at 6:36 AM