#โสภณซารัมย์
'โสภณ ซารัมย์' ได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
'โสภณ ซารัมย์' ได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร auser15 Sun, 2026-03-15 - 13:14 เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก 'โสภณ ซารัมย์' ได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร 15 มีนาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) มีวาระเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ.2566) กำหนดให้การเลือกเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเชิญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อายุสูงสุดเป็นประธานชั่วคราว คือ นายไพโรจน์ โล่สุนทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคเพื่อไทย เพื่อดำเนินการ โดย สส. แต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อ สส.ได้ 1 ชื่อ เพื่อชิงตำแหน่งและต้องมี สส. รับรองไม่น้อยกว่า 20 คน และถ้ามี สส. เสนอชื่อประธานชั่วคราวชิงตำแหน่ง ให้ สส. ที่มีอายุสูงสุดในลำดับถัดไปเป็นประธานชั่วคราวแทน           สส. ที่ถูกเสนอชื่อจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ หากเสนอชื่อเพียงคนเดียว ถือว่าพูดถูกเสนอชื่อนั้นเป็นผู้ได้รับเลือก หากเสนอหลายชื่อให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ โดยในการลงคะนน ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงจาก สส. มากที่สุด ในแต่ละตำแหน่ง จะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานและรองประธานสภาฯ เมื่อการเลือกจบแล้วให้แจ้งรายชื่อผู้ได้รับการดำรงตำแหน่งไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ           ก่อนเข้าสู่วาระการเลือกประธานและรองประธานสภาฯ นายไพโรจน์ ในฐานะประธานชั่วคราวในที่ประชุม แจ้งต่อที่ประชุมให้ สส. ลุกขึ้นปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560           จากนั้นนายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภาฯ ขณะที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน           นายโสภณ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ขอบคุณสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่ได้เสนอชื่อตนในการเป็นประธานสภาฯ ในครั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 25 ปี ที่ตนอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติได้เห็นการทำงาน ตั้งแต่สภาฯ ในรุ่นก่อน ตั้งแต่ยกชาร์ตประกอบการอภิปรายจนถึงยุคปัจจุบันที่ใช้ AI ในการทำงาน ดังนั้น จากประสบการณ์ที่ตนได้เห็นมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย หวังว่าสภาฯ ชุดนี้จะได้หลอมรวมเอาประสบการณ์ดี ๆ ความรู้สมัยใหม่ในการทำงานสภาฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อประชาชน           พรรคภูมิใจไทย ได้อาสาประชาชนมาทำงานเพื่อแก้ปัญหาของประเทศนี้ โดยอำนาจหน้าที่ของประธานสภาฯ และสถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งมี 3 ประการ ประการแรก คือ นำเรื่องราวความเดือดร้อนของประชาชน ผ่านการปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้ หรือเสนอญัตติ ตนอยากเห็นสภาฯ ใช้กลไกเหล่านี้ มาบอกกล่าวเพื่อให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ประการที่ 2 คือ การตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร อยากเห็นการตรวจสอบที่มีคุณภาพและมีความสมดุล เป็นเหตุเป็นผล และประการที่ 3 เป็นอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ คือ การบัญญัติกฎหมาย โดยทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิฤต ทั้งสังคม การค้า เศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์โลก และที่สำคัญความขัดแย้งที่นำไปสู่สงคราม ตนอยากเห็นสภาฯ แห่งนี้ได้เป็นหลักในการฟันฝ่าวิกฤตเหล่านี้เคียงคู่ไปกับรัฐบาล คือ การใช้กฎหมาย โดยในอดีตการเสนอกฎหมายส่วนใหญ่มาจากรัฐบาล ครั้งนี้ตนอยากเห็นการเสนอกฎหมายที่ออกจากสภาฯ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน โดยปัจจุบันไทยมีกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นจำนวนมาก ทั้งไม่สามารถบังคับใช้ได้ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ตนจึงหวังว่าในสภาฯ ชุดนี้ จะต้องสังคายนากฎหมายเหล่านั้น ส่วนกฎหมายใหม่ที่จะนำมาเสนอเพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารได้ไปทำงาน ต้องทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันพัฒนาการของโลกและวิวัฒนาการของประเทศ           ในอดีตเห็นกระบวนการออกกฎหมายที่ใช้เวลานาน สมัยประชุมหรือแม้แต่สมัยของสภาฯ ก็ยังไม่สามารถออกกฎหมายได้ ซึ่งคิดว่าประชาชนไม่พึงปรารถนาที่จะให้สภาฯ นี้ ใช้วาทกรรมเอาชนะกัน โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ คิดว่าประชาชนต้องการเห็นการออกกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือที่จะให้รัฐบาลนำไปบริหารอย่างเป็นรูปธรรม จึงหวังอย่างยิ่งว่าสมาชิกในสภาฯ นี้จะได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน ให้สภาฯ เป็นที่พึ่งหวังของประชาชน หากเราไม่สามารถสร้างความศรัทธาให้สภาฯ แห่งนี้ ก็ยากที่จะทำให้เกิดระบอบประชาธิปไตยที่จะพัฒนาประเทศได้ ทั้งนี้ ตนขอปวารณาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข           ขณะที่นายพริษฐ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่เสนอชื่อตนในวาระการเลือกประธานสภาฯ เข้าใจดีว่าการเสนอชื่อตนในวันนี้ เป็นการเสนอชื่อโดยไม่ได้คาดหวังว่าตนจะเป็นผู้ได้รับเลือกเข้าไปทำหน้าที่เป็นประธานสภาฯ เพราะตั้งแต่ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พรรคประชาชนก็ชัดเจนมาโดยตลอดว่าเคารพสิทธิของพรรคอันดับ 1 ในการเดินหน้าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และวันนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าได้รวบรวมเสียงเพียงพอแล้ว และคงจะถูกพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยในการลงมติเลือกประธานสภาฯ แต่ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาชนมองว่าบทบาทของเราไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบรัฐบาลและการผลักดันกฎหมายในสภาฯ เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบทบาทของการแสดงวิสัยทัศน์และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศนั้นควรจะเดินไปอย่างไร เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้ว่าที่รัฐบาลรับไว้พิจารณาและเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต           ภารกิจที่สำคัญที่สุดของประธานสภาฯ ณ เวลานี้ คือ การกอบกู้ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภาฯ เป็นเรื่องน่าเหลือชื่อว่าแม้สภาฯ จะเป็นองค์กรเดียวระดับชาติที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่ในหลายครั้งสภาฯ ก็กลับทำลายศรัทธาของประชาชนไปมากเช่นกัน แล้วคำถามที่ว่าประธานสภาฯ จะทำอะไรได้กับภารกิจนี้ โดยข้อบังคับการประชุมฯ ข้อ 9 (1) ระบุไว้ชัดว่าประธานสภาฯ นั้นจะต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ และเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนก็เห็นตรงกันว่าประธานสภาฯ นั้น จะต้องวางตนเป็นกลาง ระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรค ระหว่างสมาชิกทุกคน           โดยตนมีความเห็นว่าหากเราจะทำให้สภาฯ แห่งนี้เป็นองค์กรที่ประชาชนฝากความหวังไว้ได้ มีอย่างน้อย 4 เรื่องสำคัญที่หวังว่าประธานสภาฯ คนถัดไปจะต้องไม่วางตนเป็นกลาง คือ เรื่องแรก ระหว่างหยุดอยู่กับที่และการเดินไปข้างหน้า ตนอยากเห็นสภาฯ ถูกใช้ประโยชน์มากกว่านี้จากเทคโนโลยีในอนาคตเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของงานนิติบัญญัติ เช่น การจัดทำระบบฐานข้อมูลที่รวบรวมคำอภิปรายทั้งในห้องประชุมใหญ่และคณะกรรมาธิการ เพื่อให้ประชาชนสามารถค้นหาได้ว่าสภาฯ ได้ศึกษาเรื่องอะไร มีข้อเสนอแนะอะไรไปแล้วบ้าง จะได้ไม่ต้องเสนอซ้ำเสนออีก หรือการเพิ่มความเป็นไปได้ของการประชุมออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการประชุมสภาฯ หรือการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญเกี่ยวกับการพิจารณาร่างกฎหมาย เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อวิกฤตของประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอวาระการประชุมปกติ           เรื่องที่ 2 ต้องไม่วางตนเป็นกลาง ระหว่างการปกปิดกับความโปร่งใส สภาฯ ที่โปร่งใสจะทำให้ประชาชนรับรู้ว่าผู้แทนที่เลือกเข้ามาทำงานคุ้มค่ากับภาษีประชาชนหรือไม่ โดยการจัดทำและเผยแพร่ Dashboard ให้ประชาชนสามารถเข้ามาตรวจสอบได้ทันที อีกสิ่งหนึ่งคือการสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการเหมือนกับการถ่ายทอดสดการประชุมสภาฯ เรื่องที่ 3 จะต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่างการเผาผลาญกับการปกป้องภาษีประชาชน ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ประชาชนเผชิญกับปัญหาปากท้อง จากวิกฤตทั้งภายในและภายนอก อยากเห็นประธานสภาฯ เป็นแบบอย่างที่ดีกับการนำงบประมาณมาใช้แก้ไขปัญหาประชาชน และเรื่องสุดท้าย ประธานสภาฯ จะต้องไม่หวังตนเป็นกลาง ระหว่างอำนาจของใครไม่กี่คนกับอำนาจของประชาชน หวังว่าประธานสภาฯ คนถัดไปจะลุกขึ้นมาถือธงในการปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชนทุกคนไม่ให้ถูกขัดขวางบิดเบือนครอบงำโดยอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้การได้มาและการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระนั้นเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทางการเมือง ในฐานะตัวแทนของ สส. 500 คนที่มาจากการเลือกตั้ง ประธานสภาฯ จะต้องมีบทบาทสำคัญในการรวมพลังทุกพรรคและสมาชิกทุกคนเพื่อตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา แล้วทำให้สังคมมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งถัดไปจะเสรี เป็นธรรม และโปร่งใส และในฐานะประธานรัฐสภา จะต้องทำให้กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง รวดเร็ว เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน ทุกชุดความคิด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่ได้แสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา           สุดท้ายคำถามที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ว่าใครจะได้เป็นประธานสภาฯ แต่คือคำถามที่ว่า 4 ปี ข้างหน้านี้ สภาฯ แห่งนี้ จะยืนอยู่ข้างใคร ระหว่างประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดกับกลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่ม ที่อาจจะมีความพยายามครอบงำสภาฯ แห่งนี้ สำหรับเสียงในสภาฯ ขณะนี้ สส. 499 คน ฝ่ายรัฐบาล 15 พรรค มีเสียงรวม 290 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้าน 7 พรรค มีเสียงรวม 209 เสียง แต่จะลงคะแนนได้ 208 เสียง เนื่องจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อแล้ว ต่อมา สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายงานผลการลงคะแนนบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ปรากฎว่า นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย 289 คะแนน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน 123 คะแนน งดออกเสียง 80 คะแนน บัตรเสีย 5 คะแนน รวมจำนวน สส. ออกเสียง 497 คะแนน * ข่าว * การเมือง * โสภณ ซารัมย์ * ประธานสภาผู้แทนราษฎร * สภาผู้แทนราษฎร
dlvr.it
March 15, 2026 at 6:19 AM
#ไอซ์รักชนก ซัด ประธานสภา ปิดประชุมสภาหนีหลัง ‘พรรคส้ม’จ่อยื่นญัตติด่วน #วิกฤติน้ำมัน ระบุชาวบ้านเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้ารอความชัดเจนจากรัฐบาล หวังสภาลงมือทำอะไรสักอย่าง...
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.dailynews.co.th/news/5702521/
#โสภณซารัมย์ #ประชุมสภา #โหวตนายก
#ข่าว #ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
March 19, 2026 at 11:43 AM
ตามคาด “โสภณ ซารัมย์” สส.บุรีรัมย์ 7 สมัย ฉลุยนั่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ด้วยคะแนน 289 : 123 งดออกเสียง 80 บัตรเสีย 5
.
อ่านต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5689438/
.
#ประชุมสภา #สภาผู้แทนราษฎร #โสภณซารัมย์
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
March 15, 2026 at 9:15 AM
ใครอวยโสภณ ซารัมย์ขอยาดด่า สายตามข่าวThai public transportation ด่าสาปนางหนักมาก
March 15, 2026 at 9:08 AM
‘โสภณ’ ออกประกาศ สส. ใส่ ‘เสื้อเชิ้ต-ผ้าไทย’ ไม่ต้องใส่สูทเข้าประชุมสภา
.
สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5726312/
#โสภณซารัมย์ #ข่าว #ข่าววันนี้
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
March 27, 2026 at 7:57 AM
'โสภณ ซารัมย์' ได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
'โสภณ ซารัมย์' ได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
'โสภณ ซารัมย์' ได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร auser15 Sun, 2026-03-15 - 13:14 เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก 'โสภณ ซารัมย์' ได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร 15 มีนาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) มีวาระเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ.2566) กำหนดให้การเลือกเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเชิญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อายุสูงสุดเป็นประธานชั่วคราว คือ นายไพโรจน์ โล่สุนทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคเพื่อไทย เพื่อดำเนินการ โดย สส. แต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อ สส.ได้ 1 ชื่อ เพื่อชิงตำแหน่งและต้องมี สส. รับรองไม่น้อยกว่า 20 คน และถ้ามี สส. เสนอชื่อประธานชั่วคราวชิงตำแหน่ง ให้ สส. ที่มีอายุสูงสุดในลำดับถัดไปเป็นประธานชั่วคราวแทน           สส. ที่ถูกเสนอชื่อจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ หากเสนอชื่อเพียงคนเดียว ถือว่าพูดถูกเสนอชื่อนั้นเป็นผู้ได้รับเลือก หากเสนอหลายชื่อให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ โดยในการลงคะนน ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงจาก สส. มากที่สุด ในแต่ละตำแหน่ง จะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานและรองประธานสภาฯ เมื่อการเลือกจบแล้วให้แจ้งรายชื่อผู้ได้รับการดำรงตำแหน่งไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ           ก่อนเข้าสู่วาระการเลือกประธานและรองประธานสภาฯ นายไพโรจน์ ในฐานะประธานชั่วคราวในที่ประชุม แจ้งต่อที่ประชุมให้ สส. ลุกขึ้นปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560           จากนั้นนายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภาฯ ขณะที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน           นายโสภณ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ขอบคุณสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่ได้เสนอชื่อตนในการเป็นประธานสภาฯ ในครั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 25 ปี ที่ตนอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติได้เห็นการทำงาน ตั้งแต่สภาฯ ในรุ่นก่อน ตั้งแต่ยกชาร์ตประกอบการอภิปรายจนถึงยุคปัจจุบันที่ใช้ AI ในการทำงาน ดังนั้น จากประสบการณ์ที่ตนได้เห็นมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย หวังว่าสภาฯ ชุดนี้จะได้หลอมรวมเอาประสบการณ์ดี ๆ ความรู้สมัยใหม่ในการทำงานสภาฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อประชาชน           พรรคภูมิใจไทย ได้อาสาประชาชนมาทำงานเพื่อแก้ปัญหาของประเทศนี้ โดยอำนาจหน้าที่ของประธานสภาฯ และสถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งมี 3 ประการ ประการแรก คือ นำเรื่องราวความเดือดร้อนของประชาชน ผ่านการปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้ หรือเสนอญัตติ ตนอยากเห็นสภาฯ ใช้กลไกเหล่านี้ มาบอกกล่าวเพื่อให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ประการที่ 2 คือ การตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร อยากเห็นการตรวจสอบที่มีคุณภาพและมีความสมดุล เป็นเหตุเป็นผล และประการที่ 3 เป็นอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ คือ การบัญญัติกฎหมาย โดยทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิฤต ทั้งสังคม การค้า เศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์โลก และที่สำคัญความขัดแย้งที่นำไปสู่สงคราม ตนอยากเห็นสภาฯ แห่งนี้ได้เป็นหลักในการฟันฝ่าวิกฤตเหล่านี้เคียงคู่ไปกับรัฐบาล คือ การใช้กฎหมาย โดยในอดีตการเสนอกฎหมายส่วนใหญ่มาจากรัฐบาล ครั้งนี้ตนอยากเห็นการเสนอกฎหมายที่ออกจากสภาฯ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน โดยปัจจุบันไทยมีกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นจำนวนมาก ทั้งไม่สามารถบังคับใช้ได้ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ตนจึงหวังว่าในสภาฯ ชุดนี้ จะต้องสังคายนากฎหมายเหล่านั้น ส่วนกฎหมายใหม่ที่จะนำมาเสนอเพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารได้ไปทำงาน ต้องทันสมัย ทันเหตุการณ์ ทันพัฒนาการของโลกและวิวัฒนาการของประเทศ           ในอดีตเห็นกระบวนการออกกฎหมายที่ใช้เวลานาน สมัยประชุมหรือแม้แต่สมัยของสภาฯ ก็ยังไม่สามารถออกกฎหมายได้ ซึ่งคิดว่าประชาชนไม่พึงปรารถนาที่จะให้สภาฯ นี้ ใช้วาทกรรมเอาชนะกัน โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ คิดว่าประชาชนต้องการเห็นการออกกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือที่จะให้รัฐบาลนำไปบริหารอย่างเป็นรูปธรรม จึงหวังอย่างยิ่งว่าสมาชิกในสภาฯ นี้จะได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน ให้สภาฯ เป็นที่พึ่งหวังของประชาชน หากเราไม่สามารถสร้างความศรัทธาให้สภาฯ แห่งนี้ ก็ยากที่จะทำให้เกิดระบอบประชาธิปไตยที่จะพัฒนาประเทศได้ ทั้งนี้ ตนขอปวารณาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข           ขณะที่นายพริษฐ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่เสนอชื่อตนในวาระการเลือกประธานสภาฯ เข้าใจดีว่าการเสนอชื่อตนในวันนี้ เป็นการเสนอชื่อโดยไม่ได้คาดหวังว่าตนจะเป็นผู้ได้รับเลือกเข้าไปทำหน้าที่เป็นประธานสภาฯ เพราะตั้งแต่ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พรรคประชาชนก็ชัดเจนมาโดยตลอดว่าเคารพสิทธิของพรรคอันดับ 1 ในการเดินหน้าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และวันนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าได้รวบรวมเสียงเพียงพอแล้ว และคงจะถูกพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยในการลงมติเลือกประธานสภาฯ แต่ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาชนมองว่าบทบาทของเราไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบรัฐบาลและการผลักดันกฎหมายในสภาฯ เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบทบาทของการแสดงวิสัยทัศน์และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศนั้นควรจะเดินไปอย่างไร เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้ว่าที่รัฐบาลรับไว้พิจารณาและเพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต           ภารกิจที่สำคัญที่สุดของประธานสภาฯ ณ เวลานี้ คือ การกอบกู้ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภาฯ เป็นเรื่องน่าเหลือชื่อว่าแม้สภาฯ จะเป็นองค์กรเดียวระดับชาติที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่ในหลายครั้งสภาฯ ก็กลับทำลายศรัทธาของประชาชนไปมากเช่นกัน แล้วคำถามที่ว่าประธานสภาฯ จะทำอะไรได้กับภารกิจนี้ โดยข้อบังคับการประชุมฯ ข้อ 9 (1) ระบุไว้ชัดว่าประธานสภาฯ นั้นจะต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ และเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนก็เห็นตรงกันว่าประธานสภาฯ นั้น จะต้องวางตนเป็นกลาง ระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรค ระหว่างสมาชิกทุกคน           โดยตนมีความเห็นว่าหากเราจะทำให้สภาฯ แห่งนี้เป็นองค์กรที่ประชาชนฝากความหวังไว้ได้ มีอย่างน้อย 4 เรื่องสำคัญที่หวังว่าประธานสภาฯ คนถัดไปจะต้องไม่วางตนเป็นกลาง คือ เรื่องแรก ระหว่างหยุดอยู่กับที่และการเดินไปข้างหน้า ตนอยากเห็นสภาฯ ถูกใช้ประโยชน์มากกว่านี้จากเทคโนโลยีในอนาคตเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของงานนิติบัญญัติ เช่น การจัดทำระบบฐานข้อมูลที่รวบรวมคำอภิปรายทั้งในห้องประชุมใหญ่และคณะกรรมาธิการ เพื่อให้ประชาชนสามารถค้นหาได้ว่าสภาฯ ได้ศึกษาเรื่องอะไร มีข้อเสนอแนะอะไรไปแล้วบ้าง จะได้ไม่ต้องเสนอซ้ำเสนออีก หรือการเพิ่มความเป็นไปได้ของการประชุมออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการประชุมสภาฯ หรือการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญเกี่ยวกับการพิจารณาร่างกฎหมาย เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อวิกฤตของประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอวาระการประชุมปกติ           เรื่องที่ 2 ต้องไม่วางตนเป็นกลาง ระหว่างการปกปิดกับความโปร่งใส สภาฯ ที่โปร่งใสจะทำให้ประชาชนรับรู้ว่าผู้แทนที่เลือกเข้ามาทำงานคุ้มค่ากับภาษีประชาชนหรือไม่ โดยการจัดทำและเผยแพร่ Dashboard ให้ประชาชนสามารถเข้ามาตรวจสอบได้ทันที อีกสิ่งหนึ่งคือการสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการเหมือนกับการถ่ายทอดสดการประชุมสภาฯ เรื่องที่ 3 จะต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่างการเผาผลาญกับการปกป้องภาษีประชาชน ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ประชาชนเผชิญกับปัญหาปากท้อง จากวิกฤตทั้งภายในและภายนอก อยากเห็นประธานสภาฯ เป็นแบบอย่างที่ดีกับการนำงบประมาณมาใช้แก้ไขปัญหาประชาชน และเรื่องสุดท้าย ประธานสภาฯ จะต้องไม่หวังตนเป็นกลาง ระหว่างอำนาจของใครไม่กี่คนกับอำนาจของประชาชน หวังว่าประธานสภาฯ คนถัดไปจะลุกขึ้นมาถือธงในการปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชนทุกคนไม่ให้ถูกขัดขวางบิดเบือนครอบงำโดยอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้การได้มาและการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระนั้นเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทางการเมือง ในฐานะตัวแทนของ สส. 500 คนที่มาจากการเลือกตั้ง ประธานสภาฯ จะต้องมีบทบาทสำคัญในการรวมพลังทุกพรรคและสมาชิกทุกคนเพื่อตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา แล้วทำให้สังคมมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งถัดไปจะเสรี เป็นธรรม และโปร่งใส และในฐานะประธานรัฐสภา จะต้องทำให้กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง รวดเร็ว เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน ทุกชุดความคิด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนที่ได้แสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา           สุดท้ายคำถามที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ว่าใครจะได้เป็นประธานสภาฯ แต่คือคำถามที่ว่า 4 ปี ข้างหน้านี้ สภาฯ แห่งนี้ จะยืนอยู่ข้างใคร ระหว่างประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดกับกลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่ม ที่อาจจะมีความพยายามครอบงำสภาฯ แห่งนี้ สำหรับเสียงในสภาฯ ขณะนี้ สส. 499 คน ฝ่ายรัฐบาล 15 พรรค มีเสียงรวม 290 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้าน 7 พรรค มีเสียงรวม 209 เสียง แต่จะลงคะแนนได้ 208 เสียง เนื่องจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อแล้ว ต่อมา สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายงานผลการลงคะแนนบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ปรากฎว่า นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย 289 คะแนน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน 123 คะแนน งดออกเสียง 80 คะแนน บัตรเสีย 5 คะแนน รวมจำนวน สส. ออกเสียง 497 คะแนน * ข่าว * การเมือง * โสภณ ซารัมย์ * ประธานสภาผู้แทนราษฎร * สภาผู้แทนราษฎร
dlvr.it
March 15, 2026 at 6:19 AM
เตรียมปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น.​ บังคับใช้ทันก่อนช่วงปีใหม่ 2569
เตรียมปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น.​ บังคับใช้ทันก่อนช่วงปีใหม่ 2569 auser15 Tue, 2025-12-02 - 15:25 กระบวนการรับฟังความเห็นที่กำหนดกรอบระยะเวลา 15 วันเสร็จสิ้นแล้ว เตรียมปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น.​ บังคับใช้ทันก่อนช่วงปีใหม่ 2569 2 ธันวาคม 2568 Thai PBS รายงานว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์​ มีมติให้ปลดล็อคเวลาจำหน่าย ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ว่า ขณะนี้กระบวนการรับฟังความเห็นที่กำหนดกรอบระยะเวลา 15 วันเสร็จสิ้นแล้ว เชื่อว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ทันก่อนช่วงปีใหม่ ขอให้ผู้ประกอบการสบายใจได้ เมื่อถามว่าขณะนี้​เกิดความเข้าใจผิดว่าสามารถจำหน่ายได้ทุกร้าน​ นายโสภณ ชี้แจงว่า ร้านที่จะจำหน่ายได้​ ต้องเป็นร้านที่จดทะเบียนขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนการนั่งดื่มในร้านสามารถนั่งได้จนถึงเวลา 01.00 น. * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
dlvr.it
December 2, 2025 at 8:28 AM
เตรียมปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น.​ บังคับใช้ทันก่อนช่วงปีใหม่ 2569
เตรียมปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น.​ บังคับใช้ทันก่อนช่วงปีใหม่ 2569
เตรียมปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น.​ บังคับใช้ทันก่อนช่วงปีใหม่ 2569 auser15 Tue, 2025-12-02 - 15:25 กระบวนการรับฟังความเห็นที่กำหนดกรอบระยะเวลา 15 วันเสร็จสิ้นแล้ว เตรียมปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงเวลา 14.00-17.00 น.​ บังคับใช้ทันก่อนช่วงปีใหม่ 2569 2 ธันวาคม 2568 Thai PBS รายงานว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์​ มีมติให้ปลดล็อคเวลาจำหน่าย ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ว่า ขณะนี้กระบวนการรับฟังความเห็นที่กำหนดกรอบระยะเวลา 15 วันเสร็จสิ้นแล้ว เชื่อว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ทันก่อนช่วงปีใหม่ ขอให้ผู้ประกอบการสบายใจได้ เมื่อถามว่าขณะนี้​เกิดความเข้าใจผิดว่าสามารถจำหน่ายได้ทุกร้าน​ นายโสภณ ชี้แจงว่า ร้านที่จะจำหน่ายได้​ ต้องเป็นร้านที่จดทะเบียนขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนการนั่งดื่มในร้านสามารถนั่งได้จนถึงเวลา 01.00 น. * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
dlvr.it
December 2, 2025 at 8:28 AM
18 พรรคโหวต 'อนุทิน' นายกฯ คนที่ 33 ปชน. เจองูเห่าแล้ว 1
18 พรรคโหวต 'อนุทิน' นายกฯ คนที่ 33 ปชน. เจองูเห่าแล้ว 1 admin666 Thu, 2026-03-19 - 15:48 18 พรรคร่วมโหวต 'อนุทิน' ได้เป็นนายกฯ คนที่ 33 ด้วยจำนวน 293 เสียง 'สุริยา' สส.ประชาชนร่วมโหวต 1 เสียง 'ณัฐพงษ์' ได้ 119 เสียง  19 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรมีประชุมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล 16 พรรคเสนอชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี  ทั้งนี้ทางด้านพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชนได้เสนอชื่อณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เรื่องที่เกี่ยวข้อง * 'โรม' ชี้ 'อนุทิน' ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ปมฮั้ว สว. - 'อรรถกร' ทวงอย่าลืมเพื่อน 'ธรรมนัส' ผลการโหวตเลือกนายกฯ มี สส.จาก 18 พรรคร่วมโหวตให้อนุทิน 293 เสียง โดยได้เสียงจาก สุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานีเขต 7 พรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านด้วย 1 เสียง สส.ที่ร่วมโหวตอนุทิน 293 เสียง ▪️ทางเลือกใหม่ 1 เสียง ▪️ไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง ▪️ไทยสร้างไทย 1 เสียง ▪️ไทรวมพลัง 6 เสียง ▪️ประชาชน 1 เสียง ▪️ประชาชาติ 5 เสียง ▪️ประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง ▪️พลังประชารัฐ 5 เสียง ▪️เพื่อชาติไทย 2 เสียง ▪️เพื่อไทย 73 เสียง ▪️ภูมิใจไทย 187 เสียง   ▪️มิติใหม่ 1 เสียง ▪️รวมใจไทย 1 เสียง ▪️รวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง ▪️รวมพลังประชาชน 1 เสียง ▪️เศรษฐกิจ 3 เสียง ▪️ใหม่ 1 เสียง ▪️โอกาสใหม่ 1 เสียง สส.ที่ร่วมโหวตให้ณัฐพงษ์ 119 เสียง ▪️ประชาชน 118 เสียง  ▪️เสรีรวมไทย 1 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง ▪️กล้าธรรม 58 เสียง ▪️ไทยภักดี 1 เสียง ▪️ไทยสร้างไทย 1 เสียง ▪️ประชาธิปัตย์ 21 เสียง ▪️งดออกเสียงตามตำแหน่งและเป็นแคนดิเดต รวม 5 เสียง เพื่อไทย 1 เสียงในตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ ภูมิใจไทย  3 เสียง ในตำแหน่งประธานสภาและรองประธานสภาคนที่ 1 และอนุทิน ประชาชน 1 เสียงคือณัฐพงษ์ มี สส.ไม่แสดงตน 1 เสียง คือ หรั่ง ธุระพล จากพรรคภูมิใจไทย * ข่าว * การเมือง * โหวตเลือกนายกฯ * อนุทิน ชาญวีรกูล * ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ * สุริยา วงศ์อารีย์
dlvr.it
March 19, 2026 at 9:10 AM
ถกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 70 วันที่ 3 ไม่จบ ยืดเวลาอภิปรายต่อ
ถกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 70 วันที่ 3 ไม่จบ ยืดเวลาอภิปรายต่อ auser15 Thu, 2026-09-10 - 06:59 วานนี้ (9 ก.ย.) สภาผู้แทนราษฎร ถกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 70 ต่อเนื่องวันที่ 3 ไม่จบ อภิปรายต่อวันนี้ (10 ก.ย.) เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 วันที่ 3 มีสมาชิกจากหลายพรรคการเมืองสลับกันอภิปรายและตั้งข้อสังเกตต่อการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ผลัดเปลี่ยนทำหน้าที่ประธานการประชุม เรื่องที่เกี่ยวข้อง * สภาผู้แทนราษฎร เริ่มพิจารณาวาระ 2 ร่างงบฯ ปี 70 กมธ.ปรับลด 1.11 หมื่นล้านบาท-จัดสรรใหม่วงเงินเท่ากัน  * แจงงบกลางเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน 1.2 หมื่นล้าน ไม่ซ้ำซ้อน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน  * สภาผู้แทนราษฎร ถกร่างงบฯ ปี 70 วาระ 2 วันแรก เห็นชอบมาตรา 1-8 ตามที่ กมธ.เสนอ  * สภาผู้แทนราษฎร ถกงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2 วันที่ 2  * สภาฯ ถกงบปี 70 วาระ 2 วันที่ 2 ผ่าน 19 มาตรา จากทั้งหมด 41 มาตรา ยังเหลือการอภิปรายอีก 22 มาตรา  * สภาฯ ถกงบปี 70 วันที่ 3 'ภูมิใจไทย' วอนกระชับเวลา  ขอบคุณก่อสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยในจังหวัดสุรินทร์ ที่ประชุมพิจารณาต่อในมาตรา 20 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงมหาดไทย วงเงินกว่า 226,000 ล้านบาท มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมืองร่วมอภิปรายตั้งข้อสังเกตและเสนอปรับลดงบประมาณในโครงการต่าง ๆ ของกรมในสังกัด นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สส.จังหวัดสุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติงบกลาง เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 เพื่อก่อสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยในจังหวัดสุรินทร์เพิ่ม 230 แห่ง พร้อมชื่นชมรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน และยังกล่าวถึงงบกรมการปกครองกว่า 11,390 ล้านบาท ซึ่งถูกปรับลด 3 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการรักษาความสงบเรียบร้อยและการป้องกันตนเองของประชาชนในหมู่บ้านจังหวัดชายแดนภาคใต้ วงเงิน 427 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) 1,980 หมู่บ้าน โดยเห็นว่างบดังกล่าวมีความจำเป็น พร้อมเสนอให้พิจารณาเพิ่มงบสนับสนุนหรือค่าตอบแทนแก่ ชรบ. ในพื้นที่ชายแดนอีสานใต้ หลังเกิดเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา โดยอาจกำหนดตามระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ ย้ำว่าเป้าหมายสำคัญควรเป็นการเร่งยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เสนอปรับลดงบกระทรวงมหาดไทยร้อยละ 0.5 นายสุไลมาน บือแนปีแน สส.จังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ อภิปรายเสนอปรับลดงบกระทรวงมหาดไทยร้อยละ 0.5 โดยเห็นว่าการปรับลดงบกว่า 900 ล้านบาทของคณะกรรมาธิการฯ มีความใกล้เคียงกับแนวทางที่เสนอ เพื่อให้ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและนำงบไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมสนับสนุนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และเห็นว่าการจัดสรรงบควรยึดความต้องการและลำดับความสำคัญของประชาชนเป็นหลัก ขณะเดียวกันตั้งข้อสังเกตการจัดสรรงบอุดหนุนเฉพาะกิจให้ อบต. ซึ่งบางแห่งเสนอหลายโครงการ แต่ได้รับงบเพียงประมาณ 1 โครงการจึงขอให้กำหนดหลักเกณฑ์การเสนอและจัดลำดับโครงการให้ชัดเจน ส่วนกรมโยธาธิการและผังเมือง เห็นว่ามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาน้ำท่วมและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงควรสนับสนุนงบโครงการป้องกันตลิ่ง ระบบระบายน้ำ และการแก้ปัญหาน้ำท่วม ย้ำว่าการปรับลดงบต้องรอบคอบ ไม่ให้กระทบโครงการสาธารณูปโภคที่จำเป็น เช่น ไฟฟ้าส่องสว่าง ถนน และประปา ตั้งข้อสังเกตโครงการปรับปรุงระบบดับเพลิงในห้องคอมพิวเตอร์ 77 แห่ง วงเงิน 129 ล้านบาท ขณะที่นางสาววรรณิดา นพสิทธิ์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตโครงการปรับปรุงระบบดับเพลิงในห้องคอมพิวเตอร์ 77 แห่ง วงเงิน 129 ล้านบาท โดยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของงบประมาณ เนื่องจากจัดซื้อแบบเหมาจ่าย แต่กำหนดราคากลางเท่ากันทุกแห่ง ทั้งที่มีความต้องการใช้อุปกรณ์แตกต่างกัน พร้อมตั้งคำถามว่ามีการสำรวจพื้นที่จริงครบทั้ง 77 แห่งก่อนเสนอของบประมาณหรือไม่ และเสนอให้ตัดงบโครงการดังกล่าว โดยย้ำว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มค่า ยึดความคุ้มค่ารายการบัญชีนวัตกรรมประเภทโคมไฟส่องสว่างของ อปท. ด้านนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.จังหวัดสงขลา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชี้แจงว่า คณะกรรมาธิการพิจารณางบกระทรวงมหาดไทยโดยยึดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดของประชาชน สำหรับงบรายการบัญชีนวัตกรรมประเภทโคมไฟส่องสว่างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 4,093 แห่ง เสนอของบรวม 32,904 ล้านบาท แต่ได้รับอนุมัติ 329 รายการ วงเงิน 2,371 ล้านบาท หรือร้อยละ 7 โดยเห็นว่าการติดตั้งโคมไฟไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทุกพื้นที่ แต่ควรพิจารณาตามความจำเป็น บริบทพื้นที่ และความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน ขณะเดียวกัน ตั้งข้อสังเกตโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก กิจกรรมโอทอปและนวัตวิถี รวมถึงงบฝึกอบรมกว่า 900 ล้านบาท และโครงการเศรษฐกิจฐานราก 1,200 ล้านบาท โดยเสนอให้ปรับตัวชี้วัดโครงการโอทอปให้สะท้อนผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม พร้อมรับข้อเสนอของนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตประธานรัฐสภา ที่ขอให้หน่วยรับงบประมาณใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและตรงตามวัตถุประสงค์ ตั้งข้อสังเกตโครงการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สินคดียาเสพติด นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายมาตรา 21 งบกระทรวงยุติธรรม ตั้งข้อสังเกตโครงการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สินคดียาเสพติดของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) 2 แห่ง ในจังหวัดขอนแก่นและสมุทรสาคร หลังพบมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียวและเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 3,000 บาท จึงขอให้ตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมเสนอให้พิจารณาความจำเป็นของโครงการและจัดลำดับงบประมาณไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด การบำบัดฟื้นฟู และการคืนคนดีสู่สังคม อภิปรายงบกรมการปกครอง งบจัดซื้อเสื้อเกราะมีส่วนต่างราคาตัวละ 15,000 บาท ในการอภิปรายงบประมาณของกรมการปกครอง น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส. กทม. พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการจัดหาระบบวิเคราะห์และสำเนาข้อมูลโทรศัพท์มือถือเพื่อการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล วงเงินประมาณ 85.5–100 ล้านบาท โดยระบุว่าหน่วยงานไม่สามารถระบุชื่อซอฟต์แวร์ได้ชัดเจน และบริษัทที่ใช้อ้างอิงราคามีรายได้ต่อปีเพียง 0 บาท และ 480,000 บาท ซึ่งอาจซ้ำซ้อนกับภารกิจของตำรวจ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอปรับลดงบจัดซื้อเครื่องมือตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัลและสิทธิซอฟต์แวร์ปลดล็อกโทรศัพท์มือถือ วงเงิน 85–90 ล้านบาท โดยเห็นว่าเป็นงบประมาณที่สูงเกินสมควรสำหรับสิทธิ์การใช้งานเพียง 2 ปี และมีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล นาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงงบจัดซื้อเสื้อเกราะ 14,814 ตัว วงเงิน 482.8 ล้านบาท ที่กรมการปกครองตั้งราคาไว้ตัวละ 46,000 บาท ขณะที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จัดซื้อสเปกเดียวกันในราคาตัวละ 31,000 บาท ซึ่งมีส่วนต่างราคาตัวละ 15,000 บาท ตั้งข้อสังเกตงบเสาไฟโซลาร์เซลล์และครุภัณฑ์มหาดไทย นายอิทธิพล ชลธราศิริ สส. ขอนแก่น พรรคประชาชน คัดค้านโครงการจัดซื้อชุดโคมไฟเสาไฟพลังงานแสงอาทิตย์ตามบัญชีนวัตกรรมไทย ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น วงเงินกว่า 3,300 ล้านบาท โดยตั้งราคาไว้สูงถึงต้นละ 60,000–70,000 บาท ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดซื้อเองนอกบัญชีนวัตกรรมสามารถซื้อได้ในราคาต้นละ 6,900–16,500 บาท ซึ่งตามข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถือเป็นช่องว่างทางกฎหมายที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบาย นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส. กทม. พรรคประชาชน ชี้ให้เห็นความผิดปกติในการจัดซื้อครุภัณฑ์ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย อาทิ การจัดซื้อเก้าอี้ในอาคารเดียวกันที่ลำพูน แพร่ และอ่างทอง ซึ่งมีราคาต่างกันตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท รวมถึงการตั้งงบจัดซื้อท่อส่งน้ำบ้านพักข้าราชการที่ฉะเชิงเทราในราคาสูงถึง 45,000 บาท ซึ่งเมื่อคำนวณตามสเปกแล้วเทียบเท่ากับการใช้งานกับอาคารสูงถึง 100 เมตร รัฐบาลทำประกันภัยพิบัติ 1.55 หมื่นล้าน เบี้ยสูง 20% แพงที่สุดในโลก ศาสตราจารย์ สุชาติ ธาดาธำรงเวช สส. พรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการนำงบประมาณ 15,000–15,500 ล้านบาท ไปซื้อประกันภัยพิบัติจากบริษัทเอกชนให้แก่ประชาชน 30 ล้านครัวเรือน โดยระบุว่าภัยธรรมชาติขนาดใหญ่เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งบริษัทประกันภัยเอกชนไม่สามารถรองรับความเสียหายได้จริง และเสนอให้จัดตั้งกองทุนสำรองบรรเทาสาธารณภัยของรัฐเพื่อสะสมงบประมาณไว้ใช้ในระยะยาวแทน นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายขอตัดงบประมาณ 10% เน้นสื่อสารไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พร้อมระบุว่า ความรู้สึกของประชาชนไม่ได้ต้องการการเยียวยา แต่ต้องการไม่ให้เกิดภัยพิบัติ ดังนั้นภารกิจสำคัญของ ปภ.คือการป้องกันภัยพิบัติ สิ่งสำคัญที่ตนอยากสื่อสารคือ ข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติ ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายราชการต้องการทำ เพราะข้อมูลที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง เช่น ที่นายกรัฐมนตรี เคยระบุว่า เราเสียค่าเยียวยาปีละ 4 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมาดูเอกสารจริง ตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวมทั้งหมด 4 ปี เมื่อเฉลี่ยออกมาเหลือเพียงปีละ 9,877 ล้านบาท แต่การที่นายกรัฐมนตรีออกมาตรการทำประกันภัยพิบัติ วงเงิน 15,500 ล้านบาท ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผล และไม่แฟร์กับประชาชน เพราะเป็นการอ้างอิงจากตัวเลขของปี 2569 ปีเดียว นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตามหลักวิชาการในเรื่องสัดส่วนเบี้ยประกันต่อทุนประกัน วงเงิน 15,500 ล้านบาท สัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท คิดเป็น 20% เท่ากับว่า ภัยพิบัติใหญ่ของประเทศเฉลี่ยจะเกิด 5 ปีต่อ 1 ครั้ง ต้องถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยของทั่วโลก การทำประกันภัยพิบัติในแต่ละประเทศ รวมถึงธนาคารโลก มีค่าเฉลี่ยสัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 4-8% แต่รัฐบาลชุดนี้ปล่อยงบออกไป 20% ถือว่าแพงที่สุดในโลก ประเด็นคือ ไม่ควรนำภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมาคิดคำนวณ นพ.วรงค์ เสนอว่า รัฐบาลควรทำตามมาตรฐานของหลายประเทศทั่วโลก โดยยกตัวอย่างว่า หากวงเงินประกัน 15,500 ล้านบาทเก็บเข้ากองทุน 5 พันล้านบาท ก็ทำประกันกับบริษัทประกัน จะกี่บริษัทก็ได้ หากเกิดความเสียหายในวงเงิน 1 หมื่นกว่าล้าน ก็ใช้เงินกองทุนดูแลได้ หลังจากนั้นค่อยให้บริษัทประกันต่างประเทศเข้ามาดูแล ดังนั้น หากยังเดินหน้าในรูปแบบเดิม ก็เท่ากับเอาภาษีประชาชนไปเสียเปรียบ และประชาชนจะมองว่า มีคนบางกลุ่มต้องการคอมมิชชั่นจากการทำประกัน ข้อสังเกตเรื่องบัตรประชาชนและระบบข้อมูลโรงแรม นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน ชื่นชมกรมการปกครองที่ปรับลดงบประมาณจัดซื้อบัตรประจำตัวประชาชนลงได้ 43 ล้านบาท โดยลดต้นทุนต่อบัตรจาก 19.58 บาท เหลือ 15.55 บาท พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อโครงการระบบบันทึกข้อมูลผู้พักโรงแรมเพื่อความมั่นคง (Thailand Hotel Backup Data) วงเงิน 47 ล้านบาท ซึ่งรองรับเฉพาะโรงแรมที่ถูกกฎหมายจำนวน 28,000 แห่ง ขณะที่ยังไม่ครอบคลุมที่พักอีกกว่า 70,000 แห่งที่อยู่นอกระบบเนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย จึงเสนอให้เร่งแก้ไขพระราชบัญญัติโรงแรมก่อนดำเนินการพัฒนาระบบไอทีเพิ่มเติม เปิดปมทุจริตสอบท้องถิ่น เสนอดึงเงินสมัครสอบเข้างบประมาณแผ่นดินให้สภาฯ ตรวจสอบ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งข้อสังเกตและคลางแคลงใจต่อการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ที่มุ่งปรับลดงบประมาณกระทรวงมหาดไทยเพียงแค่รายการครุยทหารและครุภัณฑ์ทั่วไป แต่กลับละเลยการตรวจสอบกรณีการทุจริตและโกงสอบท้องถิ่นครั้งมโหฬารของกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น (สถ.) นายสาทิตย์ กล่าวถึงการทุจริตในกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ 1. งบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 277 ล้านบาท สถ. ได้ขอตั้งงบฯ ไซเบอร์และการปกป้องระบบไว้สูง แต่ในปี 2569 กลับพบการแฮกและเข้าไปแก้ไขไฟล์ดิจิทัลเกี่ยวกับการสอบท้องถิ่นเพื่อทุจริตมากถึง 115 ครั้ง ทว่าในงบปี 2570 กลับมีการถอดดัชนีตัวชี้วัดความปลอดภัยทางไซเบอร์ออกทั้งหมด ซึ่ง กมธ. กลับไม่ได้ซักถามหรือประเมินประสิทธิภาพในส่วนนี้เลย 2. เบี้ยประชุมกรรมาธิการและคณะกรรมการสอบ 90 ล้านบาท นายสาทิตย์ กล่าวว่ามีการตั้งงบเบี้ยประชุมบอร์ดกลางและอนุกรรมการสอบไว้เกือบ 100 ล้านบาท แต่กลับไม่มีการตรวจสอบย้อนหลังว่า ในปีที่มีการโกงสอบเกิดขึ้น ได้มีการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมไปกี่ครั้ง และรัฐบาลจะเรียกคืนงบเบี้ยประชุมที่จ่ายให้กับชุดที่เกิดการทุจริตอย่างไร 3. เงินนอกงบประมาณจากค่าสมัครสอบ 175.3 ล้านบาท นายสาทิตย์ ระบุว่า ในคดีโกงสอบท้องถิ่น มีผู้สมัครสอบสูงถึง 438,277 ราย โดย สถ. จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนละ 400 บาท รวมเป็นเงินนอกงบประมาณกว่า 175.3 ล้านบาท แม้จะมีการว่าจ้างมหาวิทยาลัยจัดสอบในวงเงิน 133 ล้านบาท แต่ยังมีเงินส่วนต่างเหลืออยู่มหาศาล ซึ่งไม่เคยนำมาแสดงไว้ในรายงานงบประมาณแผ่นดินอย่างเปิดเผย "การโกงสอบท้องถิ่นถือเป็นการทำลายระบบคุณธรรมในระบบราชการไทยอย่างร้ายแรง ผมขอเรียกร้องให้ กมธ. ลุกขึ้นชี้แจง และเสนอให้ต่อไปนี้ เงินค่าสมัครสอบและงบจัดสอบท้องถิ่นทั้งหมด ต้องนำกลับเข้ามาอยู่ในระบบเงินงบประมาณแผ่นดิน เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถตรวจสอบได้ หาก กมธ. ไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างน่าผิดหวังอย่างยิ่ง" นายสาทิตย์ กล่าว ห่วงตัดงบระบบความปลอดภัยกรมราชทัณฑ์-DSI ขอ กมธ.แจงหลักเกณฑ์ นางสาวสุภานันท์ ปัญญาทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่สอง มาตรา 21 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานในกำกับ โดยตั้งข้อสังเกตและสอบถามไปยัง กมธ.วิสามัญฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปี 70 สภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับการปรับลดงบประมาณในส่วนงานด้านระบบรักษาความปลอดภัย ว่า จากรายงานการปรับลดงบประมาณ พบข้อสังเกตว่า กมธ.วิสามัญฯ ได้ปรับลดงบประมาณโครงการติดตั้งและปรับปรุงระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ของกรมราชทัณฑ์เกือบทั้งหมดลงในอัตรา 5% เท่ากันทั่วประเทศ พร้อมตั้งคำถามว่าได้ใช้มาตรการหรือหลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาบนพื้นฐานข้อเท็จจริง นางสาวสุภานันท์ กล่าวว่า ระบบ CCTV ในเรือนจำไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สำนักงานทั่วไป แต่เปรียบเสมือนดวงตาที่ช่วยให้ผู้คุมตรวจจับความปลอดภัย ป้องกันการหลบหนี ป้องกันยาเสพติดและสิ่งของต้องห้าม หากการตัดงบส่งผลให้กรมราชทัณฑ์ต้องลดคุณสมบัติอุปกรณ์ (สเปก) หรือลดจำนวนกล้องลงจนเกิดจุดอับสายตา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และสังคมภายนอก นอกจากนี้ ยังพบการตัดลดงบประมาณในโครงการสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ โครงการจัดทำเรือนจำอัจฉริยะ ที่ตั้งงบไว้ 50 ล้านบาท แต่ถูกตัดงบไป 5 ล้านบาท (คิดเป็น 10%) ทั้งที่เป็นโครงการนำเทคโนโลยีมาช่วยลดภาระผู้คุม ระบบรักษาความปลอดภัย ณ ศูนย์ราชการ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตั้งงบไว้ 73,442,000 บาท แต่ถูกปรับลดไปถึง 6,684,200 บาท (คิดเป็น 9.1%) ทั้งที่ DSI รับผิดชอบคดีซับซ้อน ควบคุมผู้ต้องหาสำคัญ ตลอดจนดูแลความปลอดภัยของกลางและสำนวนคดี นอกจากนี้ นางสาวสุภานันท์ ได้ฝากคำถาม 2 ประเด็นสำคัญไปยัง กมธ.วิสามัญฯ ได้แก่ ประเด็นแรก เกณฑ์การปรับลดงบ CCTV 5% เท่ากันทุกแห่ง มีเหตุผลหรือหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยอ้างอิง หรือเป็นเพียงการหั่นตัวเลขทางบัญชี ส่วนประเด็นที่สอง ผลกระทบจากการตัดงบเรือนจำอัจฉริยะและ DSI จะส่งผลให้ต้องปรับลดคุณสมบัติอุปกรณ์ หรือกระทบต่อแผนความมั่นคงและความปลอดภัยโดยรวมอย่างไร โดยตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับคำชี้แจงที่เป็นรูปธรรม เพื่อยืนยันว่า กมธ.วิสามัญฯ ตระหนักถึงความปลอดภัยของสาธารณะอย่างแท้จริง การปรับโครงสร้างบริหาร ศธ. เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ในการพิจารณามาตรา 24 งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานในกำกับ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมืองอภิปรายในหลายประเด็น ทั้งข้อเสนอปรับเปลี่ยนแนวทางการเรียนการสอน การปรับโครงสร้างบริหารเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนข้อสังเกตเรื่องความคุ้มค่าของการจัดสรรงบประมาณ นายอัมพร พินะสา สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่าประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะเด็กเกิดน้อยแต่คุณภาพการศึกษายังไม่สูงเท่าที่ควร โดยเห็นว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ความรู้ของครูหรือผู้บริหาร แต่เกิดจากการจัดสรรงบประมาณที่ยังไม่ครอบคลุมถึงปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล เช่น อำเภอท่าสองยาง พบพระ และอุ้มผาง ที่ยังขาดแคลนบ้านพักครู พาหนะรับส่ง ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต พร้อมเสนอให้คืนบทบาทครูสู่ห้องเรียน คืนผู้อำนวยการสู่การบริหารโรงเรียน และกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่การศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษาร่วมออกแบบการเรียนรู้ ความเห็นต่างเรื่องการปรับลดงบประมาณ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส. ศรีสะเกษ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย แสดงความไม่เห็นด้วยกับการปรับลดงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ โดยชี้ว่างบประมาณส่วนใหญ่เป็นงบบุคลากร ขณะที่งบที่ถึงตัวเด็กและโรงเรียนโดยตรงมีสัดส่วนน้อยอยู่แล้ว การยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กยังต้องใช้งบประมาณเพิ่มศักยภาพโรงเรียนใกล้เคียง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงผลสำเร็จของการปรับวิธีเรียนจากการท่องจำมาเป็นการคิดวิเคราะห์ ซึ่งส่งผลให้คะแนน PISA ของไทยขยับจากอันดับที่ 58 มาอยู่ที่อันดับ 53 และดีขึ้นในทุกตัวชี้วัด โดยไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศทั่วโลกที่มีคะแนนสูงขึ้น จึงเสนอให้ปรับลดงบประมาณเพียงร้อยละ 0.001 นายจักรภพ เพ็ญแข สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอปรับลดงบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการลงร้อยละ 5 โดยให้เหตุผลว่าสำนักงานปลัดฯ ยังไม่ประสบความสำเร็จในการบูรณาการการทำงานร่วมกันของ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสภาการศึกษา ซึ่งส่งผลให้การทำงานยังคงแยกส่วนกัน พร้อมเสนอให้ปรับกรอบแนวคิดจากการกำหนดมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด มาเป็นการส่งเสริมความหลากหลายของผู้เรียนแต่ละคน และเห็นว่าในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) บทบาทของครูควรปรับจากผู้สั่งการมาเป็นผู้ให้คำแนะนำ ข้อสังเกตด้านงบพัฒนาคุณภาพการศึกษา น.ส.พิมพการ พลสมัคร สส. อุบลราชธานี เขต 3 พรรคไทรวมพลัง ชื่นชมคณะอนุกรรมาธิการที่ร่วมกันปรับลดงบประมาณส่วนเกินได้กว่า 585 ล้านบาท แต่ตั้งข้อสังเกตว่างบประมาณสุทธิของกระทรวงศึกษาธิการถูกปรับลดลง 144 ล้านบาท โดยเฉพาะแผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ถูกปรับลดพร้อมกันใน 8 หน่วยงาน รวมกว่า 144 ล้านบาท ซึ่งมากกว่ายอดปรับลดสุทธิของทั้งกระทรวง ขณะที่อาชีวศึกษาได้รับการจัดสรรงบเพิ่มในแผนงานพื้นฐาน แต่กลับถูกปรับลดงบพัฒนาคุณภาพลง 20 ล้านบาท นอกจากนี้ยังแสดงความห่วงใยกรณีการปรับลดงบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) 21 ล้านบาท และปัญหาผู้กู้ยืมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ในมหาวิทยาลัยราชภัฏที่ไม่ได้รับการอนุมัติวงเงินกู้ยืม ข้อเสนอปรับโครงสร้างและกระจายอำนาจ นายอดิศร เพียงเกษ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตต่อโครงสร้างการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการ โดยย้อนถึงความพยายามในอดีตที่จะกระจายอำนาจออกจากส่วนกลาง แต่ต่อมามีการรื้อฟื้นโครงสร้างศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัดขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่เดิม พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อกระจายอำนาจการตัดสินใจไปสู่ระดับโรงเรียน อำเภอ และจังหวัดมากขึ้น ข้อสังเกตเรื่องงบอุดหนุนรายหัวนักเรียน นายพีรพล กนกวลัย สส. พรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่ในทางปฏิบัติผู้ปกครองยังต้องจ่ายเงินเพิ่มให้โรงเรียนคนละ 2,000–3,000 บาท พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณอุดหนุนรายหัวนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเอกชน และอาชีวศึกษา ซึ่งยังไม่มีการแยกสัดส่วนนักเรียนต่างชาติที่เรียนร่วมกับเด็กไทยอย่างชัดเจน โดยระบุว่าปัจจุบันมีนักเรียนต่างชาติเรียนร่วมในห้องเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 จึงเสนอให้กระทรวงจัดทำรายละเอียดและแยกตัวเลขงบประมาณของนักเรียนต่างชาติให้ชัดเจนในปีงบประมาณต่อไป นายสุทัศน์ มีศิริ สส. นนทบุรี เขต 6 พรรคประชาชน อภิปรายว่าการจัดทำงบประมาณด้านการศึกษาในภาพรวมยังมีความไม่สอดคล้องกัน โดยฉากหน้าปรากฏการปรับลดงบโครงการที่ไม่จำเป็นลง 144 ล้านบาท แต่ในเอกสารกลับพบการตั้งงบเพิ่มขึ้น 96 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อใช้ในงบดำเนินงานฝึกอบรมระยะสั้นที่ยังไม่มีความชัดเจนด้านการวัดผลสัมฤทธิ์ ขณะเดียวกันโรงเรียนขนาดเล็กในหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาอาคารเรียนทรุดโทรม และงบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ช่วยเหลือเด็กยากจนถูกปรับลดลง 21 ล้านบาท จึงเรียกร้องให้สมาชิกร่วมพิจารณาปรับลดงบประมาณในมาตรานี้ตามที่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ปิดประชุมตี 2 อภิปรายต่อ 10 ก.ย. ช่วงเวลาประมาณ 22.30 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน หารือต่อที่ประชุม ซึ่งมีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ขอความชัดเจนเกี่ยวกับแผนการประชุม หากการพิจารณาร่างงบประมาณปี 2570 สามารถแล้วเสร็จตามกำหนด นายพริษฐ์ ระบุว่า ควรมีการแจ้งแนวทางล่วงหน้า เพื่อให้สมาชิกสามารถบริหารจัดการภารกิจและการเดินทางได้ โดยเฉพาะวาระสำคัญที่ยังค้างจากสัปดาห์ก่อน ทั้งปัญหาชายแดนใต้ และการรับทราบรายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมเสนอให้วิปรัฐบาลและฝ่ายค้านหารือร่วมกัน เพื่อจัดลำดับวาระให้เกิดความชัดเจน ต่อมาเข้าสู่การพิจารณางบประมาณกระทรวงสาธารณสุข โดยสมาชิกอภิปรายตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณโครงการอาสาพยาบาล อาจมีความซ้ำซ้อนหรือคาบเกี่ยวกับภารกิจของหน่วยงานเดิม และอาจไม่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ กระทั่งเวลาประมาณ 23.45 น. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หารือขอความชัดเจนเกี่ยวกับกรอบเวลาการประชุม หลังได้รับข้อมูลว่าอาจไม่มีการพักประชุม และอาจพิจารณาต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเช้าหรือบ่ายของวันถัดไป นายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านได้ให้ความร่วมมือ พร้อมเสนอทางออก โดยให้พิจารณามาตรา 26 ให้แล้วเสร็จภายในคืนนี้ และจะถอนรายชื่อผู้อภิปรายเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถหารือกำหนดกรอบเวลาของวันถัดไปได้ พร้อมย้ำว่า การพิจารณางบประมาณไม่ควรเป็นเพียงการเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้น แต่ต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปราย โดยเฉพาะงบประมาณขององค์กรอิสระ เพราะหากลากยาวจนดึกอาจไม่มีคนฟัง สอดคล้องกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ทุกฝ่ายหาทางออกร่วมกัน โดยเห็นว่าควรกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายในแต่ละมาตราให้ชัดเจน เพื่อให้สมาชิกทุกฝ่ายสามารถวางแผนการอภิปรายได้ นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า สมาชิกที่สงวนความเห็นหรือเสนอแก้ไขมาตราต่าง ๆ มีสิทธิอภิปราย แต่ประธานต้องควบคุมให้อยู่ในประเด็น พร้อมเห็นว่าหากทุกฝ่ายสามารถตกลงกติกาการทำงานร่วมกันได้ จะช่วยให้การประชุมเดินหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงว่า ไม่มีการดึงเวลาหรือถ่วงรั้งการพิจารณางบประมาณ สมาชิกทุกคนใช้สิทธิอภิปรายตามเวลาที่กำหนด นายบุญจง ย้ำว่า การอภิปรายเรื่ององค์กรอิสระ เป็นสิทธิของสมาชิก ไม่ควรมองว่าเป็นการปกป้องหรือขัดขวาง พร้อมขอให้ทุกฝ่ายปล่อยให้การประชุมเดินหน้าตามระบบ ส่วนนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ระบุว่า ได้ประสานงานระหว่างวิปรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อให้การพิจารณางบประมาณเดินหน้าต่อ พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาฝ่ายรัฐบาลตั้งใจยื้อเวลา พร้อมระบุว่า ร่างงบประมาณฉบับนี้ไม่ใช่งบประมาณของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นงบประมาณของประชาชนทั้งประเทศ นายกรวีร์ ยอมรับว่า ตั้งแต่เริ่มพิจารณายังไม่สามารถควบคุมเวลาได้ตามเป้าหมาย แต่ภารกิจสำคัญคือทำให้การพิจารณางบฯเสร็จสิ้นให้ได้ ต่อมาเวลาประมาณ 01.30 น. นายพริษฐ์ หารืออีกครั้ง โดยเสนอให้ทุกฝ่ายมุ่งหาทางออกร่วมกัน หลังมีการหารือระหว่างวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาล พร้อมระบุว่า ไม่ควรแข่งขันกันว่าใครอดทนมากกว่าใคร แต่ควรให้ความสำคัญกับภารกิจของสภาฯ คือการพิจารณาร่างงบประมาณปี 2570 ให้แล้วเสร็จ นายพริษฐ์ เสนอให้แบ่งเวลาการอภิปรายของแต่ละฝ่าย และบริหารจัดการให้อยู่ภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด เพื่อให้การพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันถัดไป รวมถึงขอให้กำหนดความชัดเจนเกี่ยวกับการพิจารณาปัญหาชายแดนใต้ และรายงาน กกต. ภายหลัง นายกรวีร์ แจ้งต่อที่ประชุมว่า ได้หารือกับตัวแทนวิปฝ่ายค้าน และได้ข้อสรุปแนวทางบริหารเวลา โดยฝ่ายค้านจะใช้เวลาอภิปรายรวม 6 ชั่วโมง ส่วนเวลาที่เหลือเป็นการบริหารจัดการของฝ่ายรัฐบาล เพื่อให้การพิจารณาเดินหน้าไปตามเป้าหมาย สำหรับข้อเสนอให้ประชุมสภาฯ ในวันศุกร์ นายกรวีร์ ระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในอำนาจตัดสินใจของประธานวิปฯ ทั้งนี้ หลังการหารือที่ประชุมจึงเดินหน้าพิจารณาร่างงบประมาณปี 2570 ต่อไป จนเสร็จสิ้นการพิจารณาในมาตรา 26 เกี่ยวกับงบประมาณกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนที่ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ได้สั่งปิดการประชุมในเวลาประมาณ 02.05 น. ที่มาเรียบเรียงจาก: TPchannel | สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา | สำนักข่าวไทย | Thai PBS   * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * งบประมาณ 70 * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
dlvr.it
September 10, 2026 at 12:06 AM
ถกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 70 วันที่ 3 ไม่จบ ยืดเวลาอภิปรายต่อ
ถกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 70 วันที่ 3 ไม่จบ ยืดเวลาอภิปรายต่อ
ถกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 70 วันที่ 3 ไม่จบ ยืดเวลาอภิปรายต่อ auser15 Thu, 2026-09-10 - 06:59 วานนี้ (9 ก.ย.) สภาผู้แทนราษฎร ถกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 70 ต่อเนื่องวันที่ 3 ไม่จบ อภิปรายต่อวันนี้ (10 ก.ย.) เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 วันที่ 3 มีสมาชิกจากหลายพรรคการเมืองสลับกันอภิปรายและตั้งข้อสังเกตต่อการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ผลัดเปลี่ยนทำหน้าที่ประธานการประชุม เรื่องที่เกี่ยวข้อง * สภาผู้แทนราษฎร เริ่มพิจารณาวาระ 2 ร่างงบฯ ปี 70 กมธ.ปรับลด 1.11 หมื่นล้านบาท-จัดสรรใหม่วงเงินเท่ากัน  * แจงงบกลางเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน 1.2 หมื่นล้าน ไม่ซ้ำซ้อน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน  * สภาผู้แทนราษฎร ถกร่างงบฯ ปี 70 วาระ 2 วันแรก เห็นชอบมาตรา 1-8 ตามที่ กมธ.เสนอ  * สภาผู้แทนราษฎร ถกงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2 วันที่ 2  * สภาฯ ถกงบปี 70 วาระ 2 วันที่ 2 ผ่าน 19 มาตรา จากทั้งหมด 41 มาตรา ยังเหลือการอภิปรายอีก 22 มาตรา  * สภาฯ ถกงบปี 70 วันที่ 3 'ภูมิใจไทย' วอนกระชับเวลา  ขอบคุณก่อสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยในจังหวัดสุรินทร์ ที่ประชุมพิจารณาต่อในมาตรา 20 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงมหาดไทย วงเงินกว่า 226,000 ล้านบาท มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมืองร่วมอภิปรายตั้งข้อสังเกตและเสนอปรับลดงบประมาณในโครงการต่าง ๆ ของกรมในสังกัด นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สส.จังหวัดสุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติงบกลาง เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 เพื่อก่อสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยในจังหวัดสุรินทร์เพิ่ม 230 แห่ง พร้อมชื่นชมรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน และยังกล่าวถึงงบกรมการปกครองกว่า 11,390 ล้านบาท ซึ่งถูกปรับลด 3 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการรักษาความสงบเรียบร้อยและการป้องกันตนเองของประชาชนในหมู่บ้านจังหวัดชายแดนภาคใต้ วงเงิน 427 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) 1,980 หมู่บ้าน โดยเห็นว่างบดังกล่าวมีความจำเป็น พร้อมเสนอให้พิจารณาเพิ่มงบสนับสนุนหรือค่าตอบแทนแก่ ชรบ. ในพื้นที่ชายแดนอีสานใต้ หลังเกิดเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา โดยอาจกำหนดตามระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ ย้ำว่าเป้าหมายสำคัญควรเป็นการเร่งยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เสนอปรับลดงบกระทรวงมหาดไทยร้อยละ 0.5 นายสุไลมาน บือแนปีแน สส.จังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ อภิปรายเสนอปรับลดงบกระทรวงมหาดไทยร้อยละ 0.5 โดยเห็นว่าการปรับลดงบกว่า 900 ล้านบาทของคณะกรรมาธิการฯ มีความใกล้เคียงกับแนวทางที่เสนอ เพื่อให้ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและนำงบไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมสนับสนุนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และเห็นว่าการจัดสรรงบควรยึดความต้องการและลำดับความสำคัญของประชาชนเป็นหลัก ขณะเดียวกันตั้งข้อสังเกตการจัดสรรงบอุดหนุนเฉพาะกิจให้ อบต. ซึ่งบางแห่งเสนอหลายโครงการ แต่ได้รับงบเพียงประมาณ 1 โครงการจึงขอให้กำหนดหลักเกณฑ์การเสนอและจัดลำดับโครงการให้ชัดเจน ส่วนกรมโยธาธิการและผังเมือง เห็นว่ามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาน้ำท่วมและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงควรสนับสนุนงบโครงการป้องกันตลิ่ง ระบบระบายน้ำ และการแก้ปัญหาน้ำท่วม ย้ำว่าการปรับลดงบต้องรอบคอบ ไม่ให้กระทบโครงการสาธารณูปโภคที่จำเป็น เช่น ไฟฟ้าส่องสว่าง ถนน และประปา ตั้งข้อสังเกตโครงการปรับปรุงระบบดับเพลิงในห้องคอมพิวเตอร์ 77 แห่ง วงเงิน 129 ล้านบาท ขณะที่นางสาววรรณิดา นพสิทธิ์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตโครงการปรับปรุงระบบดับเพลิงในห้องคอมพิวเตอร์ 77 แห่ง วงเงิน 129 ล้านบาท โดยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของงบประมาณ เนื่องจากจัดซื้อแบบเหมาจ่าย แต่กำหนดราคากลางเท่ากันทุกแห่ง ทั้งที่มีความต้องการใช้อุปกรณ์แตกต่างกัน พร้อมตั้งคำถามว่ามีการสำรวจพื้นที่จริงครบทั้ง 77 แห่งก่อนเสนอของบประมาณหรือไม่ และเสนอให้ตัดงบโครงการดังกล่าว โดยย้ำว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มค่า ยึดความคุ้มค่ารายการบัญชีนวัตกรรมประเภทโคมไฟส่องสว่างของ อปท. ด้านนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.จังหวัดสงขลา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชี้แจงว่า คณะกรรมาธิการพิจารณางบกระทรวงมหาดไทยโดยยึดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดของประชาชน สำหรับงบรายการบัญชีนวัตกรรมประเภทโคมไฟส่องสว่างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 4,093 แห่ง เสนอของบรวม 32,904 ล้านบาท แต่ได้รับอนุมัติ 329 รายการ วงเงิน 2,371 ล้านบาท หรือร้อยละ 7 โดยเห็นว่าการติดตั้งโคมไฟไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทุกพื้นที่ แต่ควรพิจารณาตามความจำเป็น บริบทพื้นที่ และความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน ขณะเดียวกัน ตั้งข้อสังเกตโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก กิจกรรมโอทอปและนวัตวิถี รวมถึงงบฝึกอบรมกว่า 900 ล้านบาท และโครงการเศรษฐกิจฐานราก 1,200 ล้านบาท โดยเสนอให้ปรับตัวชี้วัดโครงการโอทอปให้สะท้อนผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม พร้อมรับข้อเสนอของนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตประธานรัฐสภา ที่ขอให้หน่วยรับงบประมาณใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและตรงตามวัตถุประสงค์ ตั้งข้อสังเกตโครงการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สินคดียาเสพติด นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายมาตรา 21 งบกระทรวงยุติธรรม ตั้งข้อสังเกตโครงการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สินคดียาเสพติดของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) 2 แห่ง ในจังหวัดขอนแก่นและสมุทรสาคร หลังพบมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียวและเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 3,000 บาท จึงขอให้ตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมเสนอให้พิจารณาความจำเป็นของโครงการและจัดลำดับงบประมาณไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด การบำบัดฟื้นฟู และการคืนคนดีสู่สังคม อภิปรายงบกรมการปกครอง งบจัดซื้อเสื้อเกราะมีส่วนต่างราคาตัวละ 15,000 บาท ในการอภิปรายงบประมาณของกรมการปกครอง น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส. กทม. พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการจัดหาระบบวิเคราะห์และสำเนาข้อมูลโทรศัพท์มือถือเพื่อการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล วงเงินประมาณ 85.5–100 ล้านบาท โดยระบุว่าหน่วยงานไม่สามารถระบุชื่อซอฟต์แวร์ได้ชัดเจน และบริษัทที่ใช้อ้างอิงราคามีรายได้ต่อปีเพียง 0 บาท และ 480,000 บาท ซึ่งอาจซ้ำซ้อนกับภารกิจของตำรวจ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอปรับลดงบจัดซื้อเครื่องมือตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัลและสิทธิซอฟต์แวร์ปลดล็อกโทรศัพท์มือถือ วงเงิน 85–90 ล้านบาท โดยเห็นว่าเป็นงบประมาณที่สูงเกินสมควรสำหรับสิทธิ์การใช้งานเพียง 2 ปี และมีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล นาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงงบจัดซื้อเสื้อเกราะ 14,814 ตัว วงเงิน 482.8 ล้านบาท ที่กรมการปกครองตั้งราคาไว้ตัวละ 46,000 บาท ขณะที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จัดซื้อสเปกเดียวกันในราคาตัวละ 31,000 บาท ซึ่งมีส่วนต่างราคาตัวละ 15,000 บาท ตั้งข้อสังเกตงบเสาไฟโซลาร์เซลล์และครุภัณฑ์มหาดไทย นายอิทธิพล ชลธราศิริ สส. ขอนแก่น พรรคประชาชน คัดค้านโครงการจัดซื้อชุดโคมไฟเสาไฟพลังงานแสงอาทิตย์ตามบัญชีนวัตกรรมไทย ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น วงเงินกว่า 3,300 ล้านบาท โดยตั้งราคาไว้สูงถึงต้นละ 60,000–70,000 บาท ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดซื้อเองนอกบัญชีนวัตกรรมสามารถซื้อได้ในราคาต้นละ 6,900–16,500 บาท ซึ่งตามข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถือเป็นช่องว่างทางกฎหมายที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบาย นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส. กทม. พรรคประชาชน ชี้ให้เห็นความผิดปกติในการจัดซื้อครุภัณฑ์ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย อาทิ การจัดซื้อเก้าอี้ในอาคารเดียวกันที่ลำพูน แพร่ และอ่างทอง ซึ่งมีราคาต่างกันตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท รวมถึงการตั้งงบจัดซื้อท่อส่งน้ำบ้านพักข้าราชการที่ฉะเชิงเทราในราคาสูงถึง 45,000 บาท ซึ่งเมื่อคำนวณตามสเปกแล้วเทียบเท่ากับการใช้งานกับอาคารสูงถึง 100 เมตร รัฐบาลทำประกันภัยพิบัติ 1.55 หมื่นล้าน เบี้ยสูง 20% แพงที่สุดในโลก ศาสตราจารย์ สุชาติ ธาดาธำรงเวช สส. พรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการนำงบประมาณ 15,000–15,500 ล้านบาท ไปซื้อประกันภัยพิบัติจากบริษัทเอกชนให้แก่ประชาชน 30 ล้านครัวเรือน โดยระบุว่าภัยธรรมชาติขนาดใหญ่เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งบริษัทประกันภัยเอกชนไม่สามารถรองรับความเสียหายได้จริง และเสนอให้จัดตั้งกองทุนสำรองบรรเทาสาธารณภัยของรัฐเพื่อสะสมงบประมาณไว้ใช้ในระยะยาวแทน นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายขอตัดงบประมาณ 10% เน้นสื่อสารไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พร้อมระบุว่า ความรู้สึกของประชาชนไม่ได้ต้องการการเยียวยา แต่ต้องการไม่ให้เกิดภัยพิบัติ ดังนั้นภารกิจสำคัญของ ปภ.คือการป้องกันภัยพิบัติ สิ่งสำคัญที่ตนอยากสื่อสารคือ ข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติ ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายราชการต้องการทำ เพราะข้อมูลที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง เช่น ที่นายกรัฐมนตรี เคยระบุว่า เราเสียค่าเยียวยาปีละ 4 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมาดูเอกสารจริง ตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวมทั้งหมด 4 ปี เมื่อเฉลี่ยออกมาเหลือเพียงปีละ 9,877 ล้านบาท แต่การที่นายกรัฐมนตรีออกมาตรการทำประกันภัยพิบัติ วงเงิน 15,500 ล้านบาท ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผล และไม่แฟร์กับประชาชน เพราะเป็นการอ้างอิงจากตัวเลขของปี 2569 ปีเดียว นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตามหลักวิชาการในเรื่องสัดส่วนเบี้ยประกันต่อทุนประกัน วงเงิน 15,500 ล้านบาท สัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท คิดเป็น 20% เท่ากับว่า ภัยพิบัติใหญ่ของประเทศเฉลี่ยจะเกิด 5 ปีต่อ 1 ครั้ง ต้องถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยของทั่วโลก การทำประกันภัยพิบัติในแต่ละประเทศ รวมถึงธนาคารโลก มีค่าเฉลี่ยสัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 4-8% แต่รัฐบาลชุดนี้ปล่อยงบออกไป 20% ถือว่าแพงที่สุดในโลก ประเด็นคือ ไม่ควรนำภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมาคิดคำนวณ นพ.วรงค์ เสนอว่า รัฐบาลควรทำตามมาตรฐานของหลายประเทศทั่วโลก โดยยกตัวอย่างว่า หากวงเงินประกัน 15,500 ล้านบาทเก็บเข้ากองทุน 5 พันล้านบาท ก็ทำประกันกับบริษัทประกัน จะกี่บริษัทก็ได้ หากเกิดความเสียหายในวงเงิน 1 หมื่นกว่าล้าน ก็ใช้เงินกองทุนดูแลได้ หลังจากนั้นค่อยให้บริษัทประกันต่างประเทศเข้ามาดูแล ดังนั้น หากยังเดินหน้าในรูปแบบเดิม ก็เท่ากับเอาภาษีประชาชนไปเสียเปรียบ และประชาชนจะมองว่า มีคนบางกลุ่มต้องการคอมมิชชั่นจากการทำประกัน ข้อสังเกตเรื่องบัตรประชาชนและระบบข้อมูลโรงแรม นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน ชื่นชมกรมการปกครองที่ปรับลดงบประมาณจัดซื้อบัตรประจำตัวประชาชนลงได้ 43 ล้านบาท โดยลดต้นทุนต่อบัตรจาก 19.58 บาท เหลือ 15.55 บาท พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อโครงการระบบบันทึกข้อมูลผู้พักโรงแรมเพื่อความมั่นคง (Thailand Hotel Backup Data) วงเงิน 47 ล้านบาท ซึ่งรองรับเฉพาะโรงแรมที่ถูกกฎหมายจำนวน 28,000 แห่ง ขณะที่ยังไม่ครอบคลุมที่พักอีกกว่า 70,000 แห่งที่อยู่นอกระบบเนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย จึงเสนอให้เร่งแก้ไขพระราชบัญญัติโรงแรมก่อนดำเนินการพัฒนาระบบไอทีเพิ่มเติม เปิดปมทุจริตสอบท้องถิ่น เสนอดึงเงินสมัครสอบเข้างบประมาณแผ่นดินให้สภาฯ ตรวจสอบ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งข้อสังเกตและคลางแคลงใจต่อการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ที่มุ่งปรับลดงบประมาณกระทรวงมหาดไทยเพียงแค่รายการครุยทหารและครุภัณฑ์ทั่วไป แต่กลับละเลยการตรวจสอบกรณีการทุจริตและโกงสอบท้องถิ่นครั้งมโหฬารของกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น (สถ.) นายสาทิตย์ กล่าวถึงการทุจริตในกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ 1. งบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 277 ล้านบาท สถ. ได้ขอตั้งงบฯ ไซเบอร์และการปกป้องระบบไว้สูง แต่ในปี 2569 กลับพบการแฮกและเข้าไปแก้ไขไฟล์ดิจิทัลเกี่ยวกับการสอบท้องถิ่นเพื่อทุจริตมากถึง 115 ครั้ง ทว่าในงบปี 2570 กลับมีการถอดดัชนีตัวชี้วัดความปลอดภัยทางไซเบอร์ออกทั้งหมด ซึ่ง กมธ. กลับไม่ได้ซักถามหรือประเมินประสิทธิภาพในส่วนนี้เลย 2. เบี้ยประชุมกรรมาธิการและคณะกรรมการสอบ 90 ล้านบาท นายสาทิตย์ กล่าวว่ามีการตั้งงบเบี้ยประชุมบอร์ดกลางและอนุกรรมการสอบไว้เกือบ 100 ล้านบาท แต่กลับไม่มีการตรวจสอบย้อนหลังว่า ในปีที่มีการโกงสอบเกิดขึ้น ได้มีการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมไปกี่ครั้ง และรัฐบาลจะเรียกคืนงบเบี้ยประชุมที่จ่ายให้กับชุดที่เกิดการทุจริตอย่างไร 3. เงินนอกงบประมาณจากค่าสมัครสอบ 175.3 ล้านบาท นายสาทิตย์ ระบุว่า ในคดีโกงสอบท้องถิ่น มีผู้สมัครสอบสูงถึง 438,277 ราย โดย สถ. จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนละ 400 บาท รวมเป็นเงินนอกงบประมาณกว่า 175.3 ล้านบาท แม้จะมีการว่าจ้างมหาวิทยาลัยจัดสอบในวงเงิน 133 ล้านบาท แต่ยังมีเงินส่วนต่างเหลืออยู่มหาศาล ซึ่งไม่เคยนำมาแสดงไว้ในรายงานงบประมาณแผ่นดินอย่างเปิดเผย "การโกงสอบท้องถิ่นถือเป็นการทำลายระบบคุณธรรมในระบบราชการไทยอย่างร้ายแรง ผมขอเรียกร้องให้ กมธ. ลุกขึ้นชี้แจง และเสนอให้ต่อไปนี้ เงินค่าสมัครสอบและงบจัดสอบท้องถิ่นทั้งหมด ต้องนำกลับเข้ามาอยู่ในระบบเงินงบประมาณแผ่นดิน เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถตรวจสอบได้ หาก กมธ. ไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างน่าผิดหวังอย่างยิ่ง" นายสาทิตย์ กล่าว ห่วงตัดงบระบบความปลอดภัยกรมราชทัณฑ์-DSI ขอ กมธ.แจงหลักเกณฑ์ นางสาวสุภานันท์ ปัญญาทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่สอง มาตรา 21 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานในกำกับ โดยตั้งข้อสังเกตและสอบถามไปยัง กมธ.วิสามัญฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปี 70 สภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับการปรับลดงบประมาณในส่วนงานด้านระบบรักษาความปลอดภัย ว่า จากรายงานการปรับลดงบประมาณ พบข้อสังเกตว่า กมธ.วิสามัญฯ ได้ปรับลดงบประมาณโครงการติดตั้งและปรับปรุงระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ของกรมราชทัณฑ์เกือบทั้งหมดลงในอัตรา 5% เท่ากันทั่วประเทศ พร้อมตั้งคำถามว่าได้ใช้มาตรการหรือหลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาบนพื้นฐานข้อเท็จจริง นางสาวสุภานันท์ กล่าวว่า ระบบ CCTV ในเรือนจำไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สำนักงานทั่วไป แต่เปรียบเสมือนดวงตาที่ช่วยให้ผู้คุมตรวจจับความปลอดภัย ป้องกันการหลบหนี ป้องกันยาเสพติดและสิ่งของต้องห้าม หากการตัดงบส่งผลให้กรมราชทัณฑ์ต้องลดคุณสมบัติอุปกรณ์ (สเปก) หรือลดจำนวนกล้องลงจนเกิดจุดอับสายตา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และสังคมภายนอก นอกจากนี้ ยังพบการตัดลดงบประมาณในโครงการสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ โครงการจัดทำเรือนจำอัจฉริยะ ที่ตั้งงบไว้ 50 ล้านบาท แต่ถูกตัดงบไป 5 ล้านบาท (คิดเป็น 10%) ทั้งที่เป็นโครงการนำเทคโนโลยีมาช่วยลดภาระผู้คุม ระบบรักษาความปลอดภัย ณ ศูนย์ราชการ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตั้งงบไว้ 73,442,000 บาท แต่ถูกปรับลดไปถึง 6,684,200 บาท (คิดเป็น 9.1%) ทั้งที่ DSI รับผิดชอบคดีซับซ้อน ควบคุมผู้ต้องหาสำคัญ ตลอดจนดูแลความปลอดภัยของกลางและสำนวนคดี นอกจากนี้ นางสาวสุภานันท์ ได้ฝากคำถาม 2 ประเด็นสำคัญไปยัง กมธ.วิสามัญฯ ได้แก่ ประเด็นแรก เกณฑ์การปรับลดงบ CCTV 5% เท่ากันทุกแห่ง มีเหตุผลหรือหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยอ้างอิง หรือเป็นเพียงการหั่นตัวเลขทางบัญชี ส่วนประเด็นที่สอง ผลกระทบจากการตัดงบเรือนจำอัจฉริยะและ DSI จะส่งผลให้ต้องปรับลดคุณสมบัติอุปกรณ์ หรือกระทบต่อแผนความมั่นคงและความปลอดภัยโดยรวมอย่างไร โดยตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับคำชี้แจงที่เป็นรูปธรรม เพื่อยืนยันว่า กมธ.วิสามัญฯ ตระหนักถึงความปลอดภัยของสาธารณะอย่างแท้จริง การปรับโครงสร้างบริหาร ศธ. เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ในการพิจารณามาตรา 24 งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานในกำกับ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมืองอภิปรายในหลายประเด็น ทั้งข้อเสนอปรับเปลี่ยนแนวทางการเรียนการสอน การปรับโครงสร้างบริหารเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนข้อสังเกตเรื่องความคุ้มค่าของการจัดสรรงบประมาณ นายอัมพร พินะสา สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่าประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะเด็กเกิดน้อยแต่คุณภาพการศึกษายังไม่สูงเท่าที่ควร โดยเห็นว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ความรู้ของครูหรือผู้บริหาร แต่เกิดจากการจัดสรรงบประมาณที่ยังไม่ครอบคลุมถึงปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล เช่น อำเภอท่าสองยาง พบพระ และอุ้มผาง ที่ยังขาดแคลนบ้านพักครู พาหนะรับส่ง ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต พร้อมเสนอให้คืนบทบาทครูสู่ห้องเรียน คืนผู้อำนวยการสู่การบริหารโรงเรียน และกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่การศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษาร่วมออกแบบการเรียนรู้ ความเห็นต่างเรื่องการปรับลดงบประมาณ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส. ศรีสะเกษ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย แสดงความไม่เห็นด้วยกับการปรับลดงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ โดยชี้ว่างบประมาณส่วนใหญ่เป็นงบบุคลากร ขณะที่งบที่ถึงตัวเด็กและโรงเรียนโดยตรงมีสัดส่วนน้อยอยู่แล้ว การยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กยังต้องใช้งบประมาณเพิ่มศักยภาพโรงเรียนใกล้เคียง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงผลสำเร็จของการปรับวิธีเรียนจากการท่องจำมาเป็นการคิดวิเคราะห์ ซึ่งส่งผลให้คะแนน PISA ของไทยขยับจากอันดับที่ 58 มาอยู่ที่อันดับ 53 และดีขึ้นในทุกตัวชี้วัด โดยไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศทั่วโลกที่มีคะแนนสูงขึ้น จึงเสนอให้ปรับลดงบประมาณเพียงร้อยละ 0.001 นายจักรภพ เพ็ญแข สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอปรับลดงบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการลงร้อยละ 5 โดยให้เหตุผลว่าสำนักงานปลัดฯ ยังไม่ประสบความสำเร็จในการบูรณาการการทำงานร่วมกันของ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสภาการศึกษา ซึ่งส่งผลให้การทำงานยังคงแยกส่วนกัน พร้อมเสนอให้ปรับกรอบแนวคิดจากการกำหนดมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด มาเป็นการส่งเสริมความหลากหลายของผู้เรียนแต่ละคน และเห็นว่าในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) บทบาทของครูควรปรับจากผู้สั่งการมาเป็นผู้ให้คำแนะนำ ข้อสังเกตด้านงบพัฒนาคุณภาพการศึกษา น.ส.พิมพการ พลสมัคร สส. อุบลราชธานี เขต 3 พรรคไทรวมพลัง ชื่นชมคณะอนุกรรมาธิการที่ร่วมกันปรับลดงบประมาณส่วนเกินได้กว่า 585 ล้านบาท แต่ตั้งข้อสังเกตว่างบประมาณสุทธิของกระทรวงศึกษาธิการถูกปรับลดลง 144 ล้านบาท โดยเฉพาะแผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ถูกปรับลดพร้อมกันใน 8 หน่วยงาน รวมกว่า 144 ล้านบาท ซึ่งมากกว่ายอดปรับลดสุทธิของทั้งกระทรวง ขณะที่อาชีวศึกษาได้รับการจัดสรรงบเพิ่มในแผนงานพื้นฐาน แต่กลับถูกปรับลดงบพัฒนาคุณภาพลง 20 ล้านบาท นอกจากนี้ยังแสดงความห่วงใยกรณีการปรับลดงบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) 21 ล้านบาท และปัญหาผู้กู้ยืมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ในมหาวิทยาลัยราชภัฏที่ไม่ได้รับการอนุมัติวงเงินกู้ยืม ข้อเสนอปรับโครงสร้างและกระจายอำนาจ นายอดิศร เพียงเกษ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตต่อโครงสร้างการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการ โดยย้อนถึงความพยายามในอดีตที่จะกระจายอำนาจออกจากส่วนกลาง แต่ต่อมามีการรื้อฟื้นโครงสร้างศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัดขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่เดิม พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อกระจายอำนาจการตัดสินใจไปสู่ระดับโรงเรียน อำเภอ และจังหวัดมากขึ้น ข้อสังเกตเรื่องงบอุดหนุนรายหัวนักเรียน นายพีรพล กนกวลัย สส. พรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่ในทางปฏิบัติผู้ปกครองยังต้องจ่ายเงินเพิ่มให้โรงเรียนคนละ 2,000–3,000 บาท พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณอุดหนุนรายหัวนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเอกชน และอาชีวศึกษา ซึ่งยังไม่มีการแยกสัดส่วนนักเรียนต่างชาติที่เรียนร่วมกับเด็กไทยอย่างชัดเจน โดยระบุว่าปัจจุบันมีนักเรียนต่างชาติเรียนร่วมในห้องเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 จึงเสนอให้กระทรวงจัดทำรายละเอียดและแยกตัวเลขงบประมาณของนักเรียนต่างชาติให้ชัดเจนในปีงบประมาณต่อไป นายสุทัศน์ มีศิริ สส. นนทบุรี เขต 6 พรรคประชาชน อภิปรายว่าการจัดทำงบประมาณด้านการศึกษาในภาพรวมยังมีความไม่สอดคล้องกัน โดยฉากหน้าปรากฏการปรับลดงบโครงการที่ไม่จำเป็นลง 144 ล้านบาท แต่ในเอกสารกลับพบการตั้งงบเพิ่มขึ้น 96 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อใช้ในงบดำเนินงานฝึกอบรมระยะสั้นที่ยังไม่มีความชัดเจนด้านการวัดผลสัมฤทธิ์ ขณะเดียวกันโรงเรียนขนาดเล็กในหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาอาคารเรียนทรุดโทรม และงบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ช่วยเหลือเด็กยากจนถูกปรับลดลง 21 ล้านบาท จึงเรียกร้องให้สมาชิกร่วมพิจารณาปรับลดงบประมาณในมาตรานี้ตามที่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ ปิดประชุมตี 2 อภิปรายต่อ 10 ก.ย. ช่วงเวลาประมาณ 22.30 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน หารือต่อที่ประชุม ซึ่งมีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ขอความชัดเจนเกี่ยวกับแผนการประชุม หากการพิจารณาร่างงบประมาณปี 2570 สามารถแล้วเสร็จตามกำหนด นายพริษฐ์ ระบุว่า ควรมีการแจ้งแนวทางล่วงหน้า เพื่อให้สมาชิกสามารถบริหารจัดการภารกิจและการเดินทางได้ โดยเฉพาะวาระสำคัญที่ยังค้างจากสัปดาห์ก่อน ทั้งปัญหาชายแดนใต้ และการรับทราบรายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมเสนอให้วิปรัฐบาลและฝ่ายค้านหารือร่วมกัน เพื่อจัดลำดับวาระให้เกิดความชัดเจน ต่อมาเข้าสู่การพิจารณางบประมาณกระทรวงสาธารณสุข โดยสมาชิกอภิปรายตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณโครงการอาสาพยาบาล อาจมีความซ้ำซ้อนหรือคาบเกี่ยวกับภารกิจของหน่วยงานเดิม และอาจไม่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ กระทั่งเวลาประมาณ 23.45 น. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หารือขอความชัดเจนเกี่ยวกับกรอบเวลาการประชุม หลังได้รับข้อมูลว่าอาจไม่มีการพักประชุม และอาจพิจารณาต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเช้าหรือบ่ายของวันถัดไป นายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านได้ให้ความร่วมมือ พร้อมเสนอทางออก โดยให้พิจารณามาตรา 26 ให้แล้วเสร็จภายในคืนนี้ และจะถอนรายชื่อผู้อภิปรายเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถหารือกำหนดกรอบเวลาของวันถัดไปได้ พร้อมย้ำว่า การพิจารณางบประมาณไม่ควรเป็นเพียงการเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้น แต่ต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปราย โดยเฉพาะงบประมาณขององค์กรอิสระ เพราะหากลากยาวจนดึกอาจไม่มีคนฟัง สอดคล้องกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ทุกฝ่ายหาทางออกร่วมกัน โดยเห็นว่าควรกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายในแต่ละมาตราให้ชัดเจน เพื่อให้สมาชิกทุกฝ่ายสามารถวางแผนการอภิปรายได้ นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า สมาชิกที่สงวนความเห็นหรือเสนอแก้ไขมาตราต่าง ๆ มีสิทธิอภิปราย แต่ประธานต้องควบคุมให้อยู่ในประเด็น พร้อมเห็นว่าหากทุกฝ่ายสามารถตกลงกติกาการทำงานร่วมกันได้ จะช่วยให้การประชุมเดินหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงว่า ไม่มีการดึงเวลาหรือถ่วงรั้งการพิจารณางบประมาณ สมาชิกทุกคนใช้สิทธิอภิปรายตามเวลาที่กำหนด นายบุญจง ย้ำว่า การอภิปรายเรื่ององค์กรอิสระ เป็นสิทธิของสมาชิก ไม่ควรมองว่าเป็นการปกป้องหรือขัดขวาง พร้อมขอให้ทุกฝ่ายปล่อยให้การประชุมเดินหน้าตามระบบ ส่วนนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ระบุว่า ได้ประสานงานระหว่างวิปรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อให้การพิจารณางบประมาณเดินหน้าต่อ พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาฝ่ายรัฐบาลตั้งใจยื้อเวลา พร้อมระบุว่า ร่างงบประมาณฉบับนี้ไม่ใช่งบประมาณของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นงบประมาณของประชาชนทั้งประเทศ นายกรวีร์ ยอมรับว่า ตั้งแต่เริ่มพิจารณายังไม่สามารถควบคุมเวลาได้ตามเป้าหมาย แต่ภารกิจสำคัญคือทำให้การพิจารณางบฯเสร็จสิ้นให้ได้ ต่อมาเวลาประมาณ 01.30 น. นายพริษฐ์ หารืออีกครั้ง โดยเสนอให้ทุกฝ่ายมุ่งหาทางออกร่วมกัน หลังมีการหารือระหว่างวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาล พร้อมระบุว่า ไม่ควรแข่งขันกันว่าใครอดทนมากกว่าใคร แต่ควรให้ความสำคัญกับภารกิจของสภาฯ คือการพิจารณาร่างงบประมาณปี 2570 ให้แล้วเสร็จ นายพริษฐ์ เสนอให้แบ่งเวลาการอภิปรายของแต่ละฝ่าย และบริหารจัดการให้อยู่ภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด เพื่อให้การพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันถัดไป รวมถึงขอให้กำหนดความชัดเจนเกี่ยวกับการพิจารณาปัญหาชายแดนใต้ และรายงาน กกต. ภายหลัง นายกรวีร์ แจ้งต่อที่ประชุมว่า ได้หารือกับตัวแทนวิปฝ่ายค้าน และได้ข้อสรุปแนวทางบริหารเวลา โดยฝ่ายค้านจะใช้เวลาอภิปรายรวม 6 ชั่วโมง ส่วนเวลาที่เหลือเป็นการบริหารจัดการของฝ่ายรัฐบาล เพื่อให้การพิจารณาเดินหน้าไปตามเป้าหมาย สำหรับข้อเสนอให้ประชุมสภาฯ ในวันศุกร์ นายกรวีร์ ระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในอำนาจตัดสินใจของประธานวิปฯ ทั้งนี้ หลังการหารือที่ประชุมจึงเดินหน้าพิจารณาร่างงบประมาณปี 2570 ต่อไป จนเสร็จสิ้นการพิจารณาในมาตรา 26 เกี่ยวกับงบประมาณกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนที่ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ได้สั่งปิดการประชุมในเวลาประมาณ 02.05 น. ที่มาเรียบเรียงจาก: TPchannel | สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา | สำนักข่าวไทย | Thai PBS   * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * งบประมาณ 70 * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
dlvr.it
September 10, 2026 at 12:06 AM
สภาผู้แทนราษฎร เริ่มพิจารณาวาระ 2 ร่างงบฯ ปี 70 กมธ.ปรับลด 1.11 หมื่นล้านบาท-จัดสรรใหม่วงเงินเท่ากัน
สภาผู้แทนราษฎร เริ่มพิจารณาวาระ 2 ร่างงบฯ ปี 70 กมธ.ปรับลด 1.11 หมื่นล้านบาท-จัดสรรใหม่วงเงินเท่ากัน auser15 Mon, 2026-09-07 - 10:37 สภาผู้แทนราษฎรเริ่มพิจารณาวาระ 2 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ด้านประธาน กมธ.วิสามัญฯ รายงานผลการพิจารณา ปรับลดงบฯ 1.11 หมื่นล้านบาท ก่อนจัดสรรเพิ่มให้ภารกิจที่จำเป็นในวงเงินเท่ากัน มุ่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ 7 กันยายน 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญฯ แถลงรายงานผลการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม ถึง 28 สิงหาคม 2569 ครอบคลุมหน่วยรับงบประมาณ 3,286 หน่วย โดยมุ่งให้การจัดสรรงบประมาณตอบสนองต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังและหลักธรรมาภิบาล คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีข้อเสนอแนะสำคัญให้รัฐบาลบริหารความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บริหารจัดการหนี้สาธารณะเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลัง ทบทวนและปรับลดหน่วยงานที่หมดความจำเป็นหรือมีภารกิจซ้ำซ้อน รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการ 8 คณะ และมีมติปรับลดงบประมาณรวมประมาณ 11,162 ล้านบาท โดยพิจารณาจากความล่าช้า ความพร้อม ความคุ้มค่า ความสอดคล้องกับสถานการณ์และนโยบาย รวมถึงความสามารถในการใช้เงินจากแหล่งอื่น เช่น เงินนอกงบประมาณ รายได้ที่จัดเก็บเอง และเงินสะสม สำหรับงบประมาณที่ปรับลด คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้พิจารณาปรับเพิ่มในวงเงินเท่ากันวงเงินประมาณ 11,162 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนภารกิจที่มีความจำเป็น เช่น งบกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานอัยการสูงสุด นายเอกนิติ กล่าวว่า การพิจารณางบประมาณให้ความสำคัญกับความพร้อมของหน่วยงาน ความซ้ำซ้อน ผลการดำเนินงาน ความคุ้มค่า ตลอดจนภารกิจที่สนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชน โดยต้องอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง และกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * งบประมาณ 70 * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
dlvr.it
September 7, 2026 at 3:42 AM
สภาผู้แทนราษฎร เริ่มพิจารณาวาระ 2 ร่างงบฯ ปี 70 กมธ.ปรับลด 1.11 หมื่นล้านบาท-จัดสรรใหม่วงเงินเท่ากัน
สภาผู้แทนราษฎร เริ่มพิจารณาวาระ 2 ร่างงบฯ ปี 70 กมธ.ปรับลด 1.11 หมื่นล้านบาท-จัดสรรใหม่วงเงินเท่ากัน
สภาผู้แทนราษฎร เริ่มพิจารณาวาระ 2 ร่างงบฯ ปี 70 กมธ.ปรับลด 1.11 หมื่นล้านบาท-จัดสรรใหม่วงเงินเท่ากัน auser15 Mon, 2026-09-07 - 10:37 สภาผู้แทนราษฎรเริ่มพิจารณาวาระ 2 ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ด้านประธาน กมธ.วิสามัญฯ รายงานผลการพิจารณา ปรับลดงบฯ 1.11 หมื่นล้านบาท ก่อนจัดสรรเพิ่มให้ภารกิจที่จำเป็นในวงเงินเท่ากัน มุ่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ 7 กันยายน 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญฯ แถลงรายงานผลการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม ถึง 28 สิงหาคม 2569 ครอบคลุมหน่วยรับงบประมาณ 3,286 หน่วย โดยมุ่งให้การจัดสรรงบประมาณตอบสนองต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังและหลักธรรมาภิบาล คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีข้อเสนอแนะสำคัญให้รัฐบาลบริหารความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บริหารจัดการหนี้สาธารณะเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลัง ทบทวนและปรับลดหน่วยงานที่หมดความจำเป็นหรือมีภารกิจซ้ำซ้อน รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการ 8 คณะ และมีมติปรับลดงบประมาณรวมประมาณ 11,162 ล้านบาท โดยพิจารณาจากความล่าช้า ความพร้อม ความคุ้มค่า ความสอดคล้องกับสถานการณ์และนโยบาย รวมถึงความสามารถในการใช้เงินจากแหล่งอื่น เช่น เงินนอกงบประมาณ รายได้ที่จัดเก็บเอง และเงินสะสม สำหรับงบประมาณที่ปรับลด คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้พิจารณาปรับเพิ่มในวงเงินเท่ากันวงเงินประมาณ 11,162 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนภารกิจที่มีความจำเป็น เช่น งบกลาง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานอัยการสูงสุด นายเอกนิติ กล่าวว่า การพิจารณางบประมาณให้ความสำคัญกับความพร้อมของหน่วยงาน ความซ้ำซ้อน ผลการดำเนินงาน ความคุ้มค่า ตลอดจนภารกิจที่สนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชน โดยต้องอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง และกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * งบประมาณ 70 * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
dlvr.it
September 7, 2026 at 3:42 AM
‘โสภณ’ ตั้งกรรมการสอบปมเลขาฯ พระปกเกล้าเรียกผลประโยชน์แลกเรียนหลักสูตร ปปร.

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6134845/
#โสภณซารัมย์ #ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 24, 2026 at 9:31 AM
ตั้งกรรมการสอบเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ปมถูกร้องเรียนเรียกรับผลประโยชน์แลกเรียนหลักสูตร ปปร.
ตั้งกรรมการสอบเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ปมถูกร้องเรียนเรียกรับผลประโยชน์แลกเรียนหลักสูตร ปปร. auser15 Mon, 2026-08-24 - 16:47 ประธานสภาผู้แทนราษฎร เผยตั้งกรรมการสอบเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ปมถูกร้องเรียกรับผลประโยชน์แลกเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 30 ระบุจะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เพื่อรักษาภาพพจน์สถาบัน 24 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีคนกล่าวหาว่าเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการเข้าศึกษาหลักสูตร ประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่30 ว่า ตนก็ทราบเรื่องที่มีการกล่าวหาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเรื่องนี้ตนเคยให้ชี้แจงไปแล้วที่สภา เพราะเคยปรากฏข่าวมาแล้ว วันนี้พอเป็นกระแสข่าวออกมา ในฐานะที่ตนเป็นประธานคณะกรรมการสถาบันพระปกเกล้า ก็ให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพื่อพิสูจน์ความจริงต่อตัวเลขาสถาบันพระปกเกล้า และเป็นการรักษาภาพพจน์ของสถาบันพระปกเกล้า พร้อมระบุว่า หากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงตนก็รับไม่ได้ แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ตนได้แจ้งกับเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าไปแล้วว่าต้องเตรียมเคลียร์ตัวเอง ส่วนกรรมการสอบข้อเท็จจริงก็จะตั้งบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ เมื่อถามว่ามีประชุมก่อนหน้านี้เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าชี้แจงอย่างไร นายโสภณกล่าวว่า ตนให้ชี้แจงในที่ประชุมสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าชี้แจงด้วยวาจาว่าเรื่องนี้เกิดจากความเข้าใจผิด และมีเอกสารถอนฟ้องมาแสดง ตนได้ดูเอกสารแล้วก็รับได้ในระดับหนึ่งแต่ก็เห็นว่าเป็นการชี้แจงฝ่ายเดียว เมื่อถามว่าการชี้แจงของเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ายังไม่ชัดเจนใช่หรือไม่ ถึงต้องตั้งกรรมการตรวจสอบภายหลังการชี้แจง นายโสภณ กล่าวว่า ตอนนั้นตนเห็นในสื่อ และมีคนส่งข้อมูลให้ดูตนในฐานะประธานก็นิ่งนอนใจ แต่เรื่องดังกล่าวไม่ได้อยู่ในวาระประชุม ตนจึงบอกว่าเมื่อมีสื่อนำเสนอเป็นข่าวแล้ว ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสบายใจของคณะกรรมการ และเพื่อปกป้องชื่อเสียงสถาบัน จึงให้เลขาชี้แจงต่อที่ประชุมสถาบันพระปกเกล้า และเมื่อสองสามวันที่ผ่านมาก็มีกระแสข่าวขึ้นมาอีก เราจะให้ชี้แจงอีกก็คงไม่ได้แล้ว เพราะข้ามขั้นตอนไปแล้วจึงทำตามลำดับ เพราะกรณีของเจ้าหน้าที่รัฐ คือหนึ่งการให้ชี้แจงหากฟังขึ้นก็ยุติ และสองการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง หากพบผิดก็ตั้งกรรมการอีกชุดนึงเพื่อดำเนินการทางวินัย ส่วนกรอบเวลาการตรวจสอบ นายโสภณกล่าวว่าตั้งคณะกรรมการไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม และต้องฟังความเห็นกรรมการของสถาบันพระปกเกล้าด้วย ซึ่งระหว่างตั้งกรรมการตรวจสอบเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ เพราะขณะนี้เพราะอยู่ในขั้นตอนการสืบหาข้อเท็จจริง หากมีมูลก็สอบต่อ แต่บางครั้งคณะกรรมการสอบก็ไม่จำเป็น โดยนำผลของการสืบมาดำเนินการเลยได้ เมื่อถามว่าหากท้ายที่สุดแล้วข้อมูลที่มีการร้องเรียนเป็นความจริง เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าต้องพ้นจากตำแหน่งเลยหรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า อย่าเพิ่งคาดการณ์ ต้องรอผลตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรม การจะทำอะไรหากเรามีธงในใจ จะไม่สามารถให้ความเป็นธรรม ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ หากสถาบันเหล่านี้ไม่มีธรรมาภิบาล ก็คงขาดความน่าเชื่อถือ เมื่อถามว่ามีคนวิพากษ์วิจารณ์ การคัดเลือกบุคคลที่จะเข้าเรียนในหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้าเป็นคนที่มีเส้นสายมากกว่าเลือกจากคุณสมบัติ จะตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า “ตรวจสอบครับ” ซึ่งตนได้ให้นโยบายว่า ผู้ที่มาเรียนก็มีทั้งสร้างคอนเนคชัน แต่สิ่งสำคัญคือนำองค์ความรู้ไปปรับใช้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และหากผู้ที่เข้าไปเรียนในหลักสูตรเป็นข้าราชการ แล้วไม่ไปเรียนตามหลักสูตรกำหนด ไม่ไปเซ็นชื่อ ตนก็ไม่อนุญาตให้ซ่อมเพราะนำเงินราชการไปเรียนแต่ไม่ทำตาม "อดีตเขาให้ซ่อม แต่ในยุคผมถ้าไม่มาเรียนตามนโยบายที่กำหนด ผมไม่ให้ซ่อม ก็จริงจัง "นายโสภณ กล่าว * ข่าว * การเมือง * สถาบันพระปกเกล้า * หลักสูตร ปปร. * ทุจริต
dlvr.it
August 24, 2026 at 9:52 AM
ตั้งกรรมการสอบเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ปมถูกร้องเรียนเรียกรับผลประโยชน์แลกเรียนหลักสูตร ปปร.
ตั้งกรรมการสอบเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ปมถูกร้องเรียนเรียกรับผลประโยชน์แลกเรียนหลักสูตร ปปร.
ตั้งกรรมการสอบเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ปมถูกร้องเรียนเรียกรับผลประโยชน์แลกเรียนหลักสูตร ปปร. auser15 Mon, 2026-08-24 - 16:47 ประธานสภาผู้แทนราษฎร เผยตั้งกรรมการสอบเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ปมถูกร้องเรียกรับผลประโยชน์แลกเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 30 ระบุจะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เพื่อรักษาภาพพจน์สถาบัน 24 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีคนกล่าวหาว่าเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการเข้าศึกษาหลักสูตร ประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่30 ว่า ตนก็ทราบเรื่องที่มีการกล่าวหาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเรื่องนี้ตนเคยให้ชี้แจงไปแล้วที่สภา เพราะเคยปรากฏข่าวมาแล้ว วันนี้พอเป็นกระแสข่าวออกมา ในฐานะที่ตนเป็นประธานคณะกรรมการสถาบันพระปกเกล้า ก็ให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพื่อพิสูจน์ความจริงต่อตัวเลขาสถาบันพระปกเกล้า และเป็นการรักษาภาพพจน์ของสถาบันพระปกเกล้า พร้อมระบุว่า หากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงตนก็รับไม่ได้ แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ตนได้แจ้งกับเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าไปแล้วว่าต้องเตรียมเคลียร์ตัวเอง ส่วนกรรมการสอบข้อเท็จจริงก็จะตั้งบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ เมื่อถามว่ามีประชุมก่อนหน้านี้เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าชี้แจงอย่างไร นายโสภณกล่าวว่า ตนให้ชี้แจงในที่ประชุมสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าชี้แจงด้วยวาจาว่าเรื่องนี้เกิดจากความเข้าใจผิด และมีเอกสารถอนฟ้องมาแสดง ตนได้ดูเอกสารแล้วก็รับได้ในระดับหนึ่งแต่ก็เห็นว่าเป็นการชี้แจงฝ่ายเดียว เมื่อถามว่าการชี้แจงของเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ายังไม่ชัดเจนใช่หรือไม่ ถึงต้องตั้งกรรมการตรวจสอบภายหลังการชี้แจง นายโสภณ กล่าวว่า ตอนนั้นตนเห็นในสื่อ และมีคนส่งข้อมูลให้ดูตนในฐานะประธานก็นิ่งนอนใจ แต่เรื่องดังกล่าวไม่ได้อยู่ในวาระประชุม ตนจึงบอกว่าเมื่อมีสื่อนำเสนอเป็นข่าวแล้ว ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสบายใจของคณะกรรมการ และเพื่อปกป้องชื่อเสียงสถาบัน จึงให้เลขาชี้แจงต่อที่ประชุมสถาบันพระปกเกล้า และเมื่อสองสามวันที่ผ่านมาก็มีกระแสข่าวขึ้นมาอีก เราจะให้ชี้แจงอีกก็คงไม่ได้แล้ว เพราะข้ามขั้นตอนไปแล้วจึงทำตามลำดับ เพราะกรณีของเจ้าหน้าที่รัฐ คือหนึ่งการให้ชี้แจงหากฟังขึ้นก็ยุติ และสองการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง หากพบผิดก็ตั้งกรรมการอีกชุดนึงเพื่อดำเนินการทางวินัย ส่วนกรอบเวลาการตรวจสอบ นายโสภณกล่าวว่าตั้งคณะกรรมการไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม และต้องฟังความเห็นกรรมการของสถาบันพระปกเกล้าด้วย ซึ่งระหว่างตั้งกรรมการตรวจสอบเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าก็ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ เพราะขณะนี้เพราะอยู่ในขั้นตอนการสืบหาข้อเท็จจริง หากมีมูลก็สอบต่อ แต่บางครั้งคณะกรรมการสอบก็ไม่จำเป็น โดยนำผลของการสืบมาดำเนินการเลยได้ เมื่อถามว่าหากท้ายที่สุดแล้วข้อมูลที่มีการร้องเรียนเป็นความจริง เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าต้องพ้นจากตำแหน่งเลยหรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า อย่าเพิ่งคาดการณ์ ต้องรอผลตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรม การจะทำอะไรหากเรามีธงในใจ จะไม่สามารถให้ความเป็นธรรม ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ หากสถาบันเหล่านี้ไม่มีธรรมาภิบาล ก็คงขาดความน่าเชื่อถือ เมื่อถามว่ามีคนวิพากษ์วิจารณ์ การคัดเลือกบุคคลที่จะเข้าเรียนในหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้าเป็นคนที่มีเส้นสายมากกว่าเลือกจากคุณสมบัติ จะตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า “ตรวจสอบครับ” ซึ่งตนได้ให้นโยบายว่า ผู้ที่มาเรียนก็มีทั้งสร้างคอนเนคชัน แต่สิ่งสำคัญคือนำองค์ความรู้ไปปรับใช้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และหากผู้ที่เข้าไปเรียนในหลักสูตรเป็นข้าราชการ แล้วไม่ไปเรียนตามหลักสูตรกำหนด ไม่ไปเซ็นชื่อ ตนก็ไม่อนุญาตให้ซ่อมเพราะนำเงินราชการไปเรียนแต่ไม่ทำตาม "อดีตเขาให้ซ่อม แต่ในยุคผมถ้าไม่มาเรียนตามนโยบายที่กำหนด ผมไม่ให้ซ่อม ก็จริงจัง "นายโสภณ กล่าว * ข่าว * การเมือง * สถาบันพระปกเกล้า * หลักสูตร ปปร. * ทุจริต
dlvr.it
August 24, 2026 at 9:52 AM
พรรคเศรษฐกิจ-เครือข่าย หนุนคงโทษประหารชีวิตคดีอุกฉกรรจ์
พรรคเศรษฐกิจ-เครือข่าย หนุนคงโทษประหารชีวิตคดีอุกฉกรรจ์ auser15 Mon, 2026-08-03 - 16:19 พรรคเศรษฐกิจ-เครือข่าย ยื่นหนังสือถึงประธานรัฐสภา หนุนคงโทษประหารชีวิตคดีอุกฉกรรจ์ ทบทวนการลดโทษ พักโทษ และปล่อยตัว พร้อมผลักดันป้องกันการกระทำผิดซ้ำอย่างเข้มงวด 3 สิงหาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา ได้รับมอบหมายจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทนรับหนังสือจากนายคริส โปตระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม และภาคีเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อสนับสนุนการประหารชีวิตคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญต่อชีวิต เพศ ทรัพย์สิน และยาเสพติดร้ายแรง ประกอบด้วย มูลนิธิองค์กรทำดี ชมรมสันติประชาธรรม สายไหมต้องรอด มูลนิธิเป็นหนึ่ง กลุ่มประชาชนเพื่อประชาชน จ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่ ชมรมมุสลิมอาสาพัฒนาสังคม กลุ่มไทยไม่ทน และมูลนิธิวินวิน เข้ายื่นหนังสือขอให้รัฐสภาผลักดันมาตรการดำเนินคดีต่ออาชญากรที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญและประทุษร้ายต่อชีวิตและเพศอย่างร้ายแรง โดยคงโทษประหารชีวิต ทบทวนการลดโทษ พักโทษ และการปล่อยตัว รวมทั้งบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 อย่างเคร่งครัด นายแทนคุณ ระบุว่าสถานการณ์อาชญากรรมที่กระทบต่อชีวิตและเพศในประเทศไทยมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศ จึงเสนอให้ยกระดับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตั้งแต่การป้องกัน การดำเนินคดี การพิจารณาคดี การบังคับโทษ และการพ้นโทษ รวมถึงผลักดันให้มีการใช้โทษประหารชีวิตในคดีอุกฉกรรจ์ และปรับปรุงกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้านนายคริส โปตระนันทน์ กล่าวว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้เป็นการสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรม โดยในฐานะ สส.จะผลักดันการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้มีการบังคับใช้โทษประหารชีวิตอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิดในคดีอุกฉกรรจ์ และยุติการลดโทษแก่ผู้กระทำความผิด พร้อมเชิญชวนทุกพรรคการเมืองร่วมกันผลักดันการแก้ไขกฎหมาย โดยไม่ให้เป็นประเด็นทางการเมือง ภายหลังรับหนังสือ พลตำรวจตรี วิชัย กล่าวว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป พร้อมระบุว่า ประเทศไทยยังมีกฎหมายกำหนดโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดร้ายแรงอยู่แล้ว แต่การบังคับใช้กฎหมาย ผู้ใช้กฎหมาย และผู้มีอำนาจกำหนดโทษ ควรให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมผลักดันประเด็นดังกล่าว * ข่าว * การเมือง * โทษประหาร * พรรคเศรษฐกิจ * กระบวนการยุติธรรม
dlvr.it
August 3, 2026 at 9:29 AM
พรรคเศรษฐกิจ-เครือข่าย หนุนคงโทษประหารชีวิตคดีอุกฉกรรจ์
พรรคเศรษฐกิจ-เครือข่าย หนุนคงโทษประหารชีวิตคดีอุกฉกรรจ์
พรรคเศรษฐกิจ-เครือข่าย หนุนคงโทษประหารชีวิตคดีอุกฉกรรจ์ auser15 Mon, 2026-08-03 - 16:19 พรรคเศรษฐกิจ-เครือข่าย ยื่นหนังสือถึงประธานรัฐสภา หนุนคงโทษประหารชีวิตคดีอุกฉกรรจ์ ทบทวนการลดโทษ พักโทษ และปล่อยตัว พร้อมผลักดันป้องกันการกระทำผิดซ้ำอย่างเข้มงวด 3 สิงหาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา ได้รับมอบหมายจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทนรับหนังสือจากนายคริส โปตระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม และภาคีเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อสนับสนุนการประหารชีวิตคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญต่อชีวิต เพศ ทรัพย์สิน และยาเสพติดร้ายแรง ประกอบด้วย มูลนิธิองค์กรทำดี ชมรมสันติประชาธรรม สายไหมต้องรอด มูลนิธิเป็นหนึ่ง กลุ่มประชาชนเพื่อประชาชน จ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่ ชมรมมุสลิมอาสาพัฒนาสังคม กลุ่มไทยไม่ทน และมูลนิธิวินวิน เข้ายื่นหนังสือขอให้รัฐสภาผลักดันมาตรการดำเนินคดีต่ออาชญากรที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญและประทุษร้ายต่อชีวิตและเพศอย่างร้ายแรง โดยคงโทษประหารชีวิต ทบทวนการลดโทษ พักโทษ และการปล่อยตัว รวมทั้งบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 อย่างเคร่งครัด นายแทนคุณ ระบุว่าสถานการณ์อาชญากรรมที่กระทบต่อชีวิตและเพศในประเทศไทยมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศ จึงเสนอให้ยกระดับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตั้งแต่การป้องกัน การดำเนินคดี การพิจารณาคดี การบังคับโทษ และการพ้นโทษ รวมถึงผลักดันให้มีการใช้โทษประหารชีวิตในคดีอุกฉกรรจ์ และปรับปรุงกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้านนายคริส โปตระนันทน์ กล่าวว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้เป็นการสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรม โดยในฐานะ สส.จะผลักดันการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้มีการบังคับใช้โทษประหารชีวิตอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิดในคดีอุกฉกรรจ์ และยุติการลดโทษแก่ผู้กระทำความผิด พร้อมเชิญชวนทุกพรรคการเมืองร่วมกันผลักดันการแก้ไขกฎหมาย โดยไม่ให้เป็นประเด็นทางการเมือง ภายหลังรับหนังสือ พลตำรวจตรี วิชัย กล่าวว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป พร้อมระบุว่า ประเทศไทยยังมีกฎหมายกำหนดโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดร้ายแรงอยู่แล้ว แต่การบังคับใช้กฎหมาย ผู้ใช้กฎหมาย และผู้มีอำนาจกำหนดโทษ ควรให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมผลักดันประเด็นดังกล่าว * ข่าว * การเมือง * โทษประหาร * พรรคเศรษฐกิจ * กระบวนการยุติธรรม
dlvr.it
August 3, 2026 at 9:29 AM
สภาผู้แทนราษฎรตีตกตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ส่งตรงให้ ครม. พิจารณาแทน
สภาผู้แทนราษฎรตีตกตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ส่งตรงให้ ครม. พิจารณาแทน auser15 Fri, 2026-05-29 - 14:41 สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ก่อนส่งเรื่องให้ ครม. พิจารณาต่อด้วยคะแนน 266:174 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เรื่องความคุ้มค่า ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และความโปร่งใสในการผลักดันโครงการ 29 พฤษภาคม 2569 Thai PBS รายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ได้มีการพิจารณาและลงมติในวาระสำคัญเกี่ยวกับญัตติด่วน เรื่องการขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาการดำเนินโครงการ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือที่รู้จักกันในนาม "โครงการแลนด์บริดจ์" (Landbridge) ภายหลังจากที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านได้เสร็จสิ้นการอภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อกังวลอย่างกว้างขวางแล้ว ในเวลา 11:39 น. ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้เปิดให้มีการลงคะแนนเสียง ผลปรากฏว่าเสียงข้างมากมีมติเห็นด้วยที่จะให้ส่งเรื่องดังกล่าวไปให้ ครม. พิจารณา โดยไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษา ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 266 เสียง ไม่เห็นด้วย 174 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง ก่อนหน้าที่จะมีการลงมติดังกล่าว บรรยากาศการอภิปรายเป็นไปด้วยความดุเดือด โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายสรุปโดยตั้งคำถามถึงความชอบมาพากลของโครงการแลนด์บริดจ์อย่างรุนแรง นายอภิสิทธิ์ระบุว่าโครงการมูลค่ามหาศาลนี้เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากมายาคติทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อว่า ประเทศไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากจุดที่แคบที่สุดของภูมิประเทศมาทดแทนเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาได้ พร้อมทั้งจำแนกปัญหาสำคัญออกเป็น 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. ความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ 2. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ยังขาดการศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ 3. สิทธิของประชาชนภาคใต้ในการเชื่อมโยงกับโลกอย่างเหมาะสม 4. แนวโน้มที่จะต้องผันแปรโครงการไปสู่อุตสาหกรรมหนักประเภทปิโตรเคมี 5. ปัญหาความมั่นคงระดับประเทศ ซึ่งเหตุผลเหล่านี้เพียงพอแล้วที่จะปฏิเสธโครงการนี้ และเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ร่วมกับประชาชน นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังได้ตำหนิรัฐบาลอย่างรุนแรงว่า โครงการนี้ไม่ได้ถูกระบุไว้ในเล่มนโยบายที่เสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่กลับมีความพยายามรวบรัดผลักดันและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากตัวแทนประชาชน การปฏิเสธไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในวันนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงความมีพิรุธและข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์แอบแฝงที่เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มบุคคลเฉพาะกลุ่ม บนความย่อยยับของทรัพยากรธรรมชาติและโอกาสของชาวใต้ ทั้งยังเสี่ยงดึงประเทศไทยเข้าสู่ศูนย์กลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้อภิปรายสรุปในทำนองเดียวกันว่า การตั้งกรรมาธิการในเรื่องนี้มีเป้าหมายเพื่อค้นหายุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืนที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การตอบคำถามว่าจะทำแลนด์บริดจ์หรือเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) หรือไม่ พร้อมหยิบยกข้อกังวลของ สส.ชุมพร และ สส.กำแพงเพชร ที่ตั้งคำถามว่า สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ลงพื้นที่ไปสอบถามความคิดเห็นของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจริงหรือไม่ และ นายกฯ ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากสมาชิกภายในพรรคตนเองบ้างแล้วหรือยัง นายณัฐพงษ์ระบุว่า ไม่มีเหตุผลความจำเป็นใด ๆ เลยที่จะปัดตกญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ นอกเสียจากว่ารัฐบาลมีความต้องการที่จะปิดหูปิดตาประชาชนและดึงดันเดินหน้าโครงการอย่างเต็มที่ โดยนายณัฐพงษ์ได้ถอดบทเรียนเปรียบเทียบกับโครงการ EEC ว่า แม้ตัวเลข GDP จะเติบโต แต่ความมั่นคงและสวัสดิการของแรงงานกลับไม่ได้เติบโตตาม เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศนำมาซึ่งมลพิษทางสิ่งแวดล้อมและผลประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มทุนส่วนน้อยเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาชนจึงขอเสนอทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า คือการทำโครงการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ภายใต้ชื่อ "ระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้" หรือ Southern Biodiversity Regeneration Corridor (SBRC) เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนและสมดุลให้แก่พื้นที่ภาคใต้แทน * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * แลนด์บริดจ์
dlvr.it
May 29, 2026 at 7:47 AM
ฝ่ายค้านยื่นวินิจฉัย พ.ร.ก.เงินกู้ เฉพาะแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เหตุไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน
ฝ่ายค้านยื่นวินิจฉัย พ.ร.ก.เงินกู้ เฉพาะแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เหตุไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ภาพปก: ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ซ้าย) ยื่นหนังสือถึงโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา (ขวา) เพื่อให้ ปธ.รัฐสภา ยื่นหนังสือถึงศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ปมออก พ.ร.ก.เงินกู้ ใช้เปลี่ยนผ่านพลังงาน ขัดมาตรา 172 วรรค 1 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ (ที่มา : ทีมสื่อพรรคประชาชน) XmasUser Mon, 2026-05-11 - 15:03 * พรรคฝ่ายค้านเข้าชื่อยื่นหนังสือถึงประธานรัฐสภา ให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน จำนวนประมาณ 2 แสนกว่าล้าน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1 หรือไม่ โดยพรรคฝ่ายค้านมีความเห็นตรงกันว่า แผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่มาตรการเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สามารถนำโครงการไปใส่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 แทนได้  * นอกจากนี้ 'ณัฐพงษ์' ระบุว่า จะมีการเสนอญัตติในสภาฯ ขอตั้งคณะ กมธ.วิสามัญ ติดตามการใช้งบประมาณตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ที่เพิ่งประกาศในราชกิจจาฯ เนื่องจากการออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจฝ่ายบริหาร ไม่ต้องผ่านการกลั่นกรองหลายชั้น จึงควรมีคณะ กมธ.ขึ้นมาตรวจสอบ หากรัฐบาลไม่มีเจตนาปกปิด หรือสอดไส้ ก็ไม่ควรโหวต ‘คว่ำ’   11 พ.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก The Reporters ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (11 พ.ค.) ที่รัฐสภา พรรคการเมืองฝ่ายค้าน นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน กรณ์ จาติกวานิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคนอื่นๆ ได้แถลงร่วมกันว่า พรรคฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ  ได้เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภาโดยตรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 เพื่อให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ จำนวน 4 แสนล้านบาท ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1 หรือไม่  ณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่อยากให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบ ณ ตอนนี้ ก็คือการทำหน้าที่ของรัฐบาล ว่ามีความพยายามสอดไส้เงินกู้อีก 200,000 ล้านบาท ที่จริงๆ แล้วพวกเรามองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนในออก พ.ร.ก.เงินกู้อีก 2 แสนล้านบาท เพื่อมาใช้ในแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างของพลังงาน โดยใช้เงินเยียวยาเป็นตัวประกัน อันนี้เป็นเนื้อหาที่อยู่ในคำร้องที่ได้ยื่นต่อประธานรัฐสภา  หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า ในส่วนของข้อมูลประกอบให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา จะมีทั้งเรื่องข้อมูลแผนผลิตภัณฑ์รวมภายในประเทศ (GDP) หรือแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานหลายๆ อย่าง ซึ่งสามารถเอาไปใส่ไว้ในแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้ ไม่มีความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้  ณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ขณะที่พรรคฝ่ายค้านอื่นๆ มีความเห็นว่าบางส่วนของมาตรการเยียวยาไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ อาจจะใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตได้เช่นเดียวกัน  กรณ์ จาติกวานิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า สำหรับ ปชป. ได้แสดงความเห็นถึงร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้หลายครั้งแล้ว อย่างที่ได้ย้ำให้ประชาชนเข้าใจอีกครั้งหนึ่งว่า การกู้เงินใช้ของรัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องปกติ มีกฎหมายเปิดช่องให้รัฐบาลทุกรัฐบาลขาดดุลงบประมาณกู้ยืมเงินแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และมาเยียวยาประชาชนได้ แต่การกู้เงินมีข้อจำกัดทุกรัฐบาลเช่นเดียวกัน โดยปกติแล้ว ทุกรัฐบาลสามารถขาดดุลได้ตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ อย่างเช่นในปี 2570 รัฐบาลก็เตรียมที่จะเสนองบประมาณขาดดุลมากถึง 8 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขทางกฎหมาย แต่รัฐธรรมนูญได้เปิดความยืดหยุ่นทุกๆ รัฐบาลเป็นกรณีพิเศษ ในกรณีที่มีวิกฤตทางเศรษฐกิจ หรือตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ตามที่พรรคประชาชนกราบเรียนเมื่อสักครู่ ถ้าไม่ใช้เงินโดยเร่งด่วนจะมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีการขยายความเพิ่มเติมว่าความเร่งด่วนต้องเป็นกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตรงนี้คือสิ่งที่พวกเราพรรคร่วมฝ่ายค้านต้องร่วมกันตรวจสอบว่า การขาดดุลงบประมาณระดับที่สูงที่สุดตามที่เคยปรากฏมาแล้วกว่าทุกรัฐบาล และรัฐบาลยังมีเจตนาออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพิ่มเติม สอดคล้องกับเงื่อนไขตามกฎหมายหรือไม่  จากการที่พวกเราฝ่ายค้านได้ศึกษาข้อเสนอของรัฐบาล และดูจากสภาวการณ์เศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน เปรียบเทียบกับการออก พ.ร.ก.กู้เงินของรัฐบาลในอดีตที่ล้วนเกิดขึ้นในช่วงวิกฤต ที่มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจทุกครั้ง เราจึงมีข้อสรุปว่าการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้ ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1  ณัฐพงษ์ กล่าวว่า โดยตอนนี้ พ.ร.ก.มีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้ไปแล้ว แต่ในตัวคำร้องเอง เราก็ได้มีคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัย หรือมีคำสั่งออกมาในเบื้องต้น ถ้าหากว่ามีการรับคำร้องไว้พิจารณา เนื่องจาก พ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็น พ.ร.ก.เงินกู้ หากรัฐบาลมีการใช้จ่ายเงินออกไปก่อน และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในภายหลังว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น ก็อาจจะมีผลตามมาภายหลังได้ว่า ตกลงเงินที่กู้มาและใช้ไปก่อนหน้านี้ จะดำเนินการอย่างไร ต้องเรียกคืนหรือไม่ ในคำร้องเราก็มีการระบุอย่างรัดกุมว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเฉพาะหน้าว่า ตกลงแล้วจะระงับการเบิกจ่าย พ.ร.ก.เงินกู้ ในส่วนของ 2 แสนล้านบาท ในส่วนที่เราไม่เห็นว่ามีความเร่งด่วน ก่อนหรือไม่ อย่างไร  ณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตามเงื่อนไขของมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ พิจารณาจะเป็นรายฉบับ แล้วแต่กรณี และก็ยืนยันว่าเราพิจารณาเขียนคำร้องอย่างรอบคอบ และศาลรัฐธรรมนูญเคยถูกวิจารณ์ว่า การเขียนคำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันทุกองค์กร บางทีมันไปก้าวล่วงขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหารรึเปล่า อย่างเช่น ในเรื่องคำวินิจฉัยที่เคยออกมา ก้าวล่วงขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหารรึเปล่า อย่างเช่นคำวินิจฉัยที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ว่าต้องทำให้ถนนลูกรังหมดประเทศก่อน และค่อยใช้ทำรถไฟความเร็วสูงได้ ดังนั้น จากการหารือของพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกฝ่าย เราพยายามเขียนคำร้องให้รัดกุม และรอบคอบที่สุด เพื่อที่จะใช้อำนาจนี้ฝ่ายนิติบัญญัติเสียงข้างน้อยที่สุดที่จะถ่วงดุลฝ่ายบริหาร และก็ป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจเกินขอบเขต  หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า เรื่องมาตรา 173 ที่ให้ยื่นประธานรัฐสภา เพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น รัฐธรรมนูญอนุญาตให้ยื่นเฉพาะมาตรา 172 วรรค 1 เท่านั้น แต่ว่าในเรื่องของเหตุความจำเป็นรีบด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ มันจะต้องล้อกับวรรค 1 ที่เป็น เรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การเขียนคำร้องต้องเขียนไปตามบทบัญญัติตามวรรค 1 อยู่แล้ว แต่ว่าเหตุผลประกอบคือ มันจำเป็นหรือไม่ที่ต้องกู้เงินจำนวน 2 แสนล้านบาท ด้วยเหตุผลการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ด้วยการออก พ.ร.ก.เงินกู้ มันมีความจำเป็นที่เร่งด่วน และไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริงหรือไม่ หรือว่าควรทำในระบบงบประมาณปกติ ซึ่งมันต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานได้ ดังนั้น การดำเนินการผ่านกระบวนการงบประมาณตามปกติ มันก็ไม่ได้ทำให้ความมั่นคงทางเศรษฐกิจเราแย่ลง หรือมีความเสี่ยงแต่อย่างใด ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลที่อยู่ในคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ กรณ์ ระบุว่า ถ้าเราศึกษาใน พ.ร.บ.วินัยทางการคลัง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกหลังรัฐธรรมนูญ 2560 หรือมีผลบังคับใช้ในปี 2561 ก็จะระบุชัดเจนในเรื่องของการออก พ.ร.ก.ว่าจะทำได้ในกรณีที่จำเป็น และเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ประเด็นนี้มีนัยยะสำคัญแน่นอน ทั้งมีผลต่อ พ.ร.ก. และก็ต้องลองเปรียบเทียบในอดีต ไม่ว่าจะเป็นปี 2541 ช่วงต้มยำกุ้ง หรือปี 2552 เรื่องวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือปี 2563 วิกฤตโควิด-19 สถานการณ์ที่เศรษฐกิจติดลบทุกกรณี สถานการณ์ที่ถ้าไม่มีการกู้ยืมเงินโดยเร็ว จะมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่มีความชัดเจน เป็นสถานการณ์ที่เปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันได้หรือไม่ อย่างไร ก็เป็นวิจารณญาณของศาลรัฐธรรมนูญที่ควรจะต้องพิจารณา ณัฐพงษ์ กล่าวว่า อีกส่วนที่เตรียมดำเนินการคู่ขนานกันผ่านกระบวนการในสภาฯ คือจะมีการเสนอญัตติในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ ตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้ด้วย ก็คาดหวังว่าไม่อยากให้รัฐบาลโหวตคว่ำ ไม่ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ เพราะว่าสิ่งที่พวกเราพยายามตั้งคำถามคือการอาศัยอำนาจการออกตาม พ.ร.ก. เท่ากับว่ามีคณะกรรมการมากลั่นกรองแค่ไม่กี่ชั้น ต่างจากการใช้งบประมาณตามปกติที่มีการตั้งคำร้อง การพิจารณาทางสภาฯ หลายชั้น ดังนั้น ถ้ารัฐบาลไม่มีเจตนาปกปิด หรือว่าสอดไส้ หรือว่าตีเช็คเปล่า หรือลัดขั้นตอนกระบวนการปกติ ก็ไม่ได้มีความจำเป็นใดๆ ที่รัฐบาลจะต้องมาโหวตคว่ำการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้  * ข่าว * การเมือง * พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน * พรรคภูมิใจไทย * พรรคประชาธิปัตย์ * พรรคประชาชน * ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ * กรณ์ จาติกวานิช
dlvr.it
May 11, 2026 at 8:34 AM
‘รอมฎอน’ เสนอตั้ง คกก.ตามคดี ลอบยิง ‘กมลศักดิ์’ แต่ถูกปัด มีอุปสรรคมาก คนถูกยิงต้องสืบเอง
‘รอมฎอน’ เสนอตั้ง คกก.ตามคดี ลอบยิง ‘กมลศักดิ์’ แต่ถูกปัด มีอุปสรรคมาก คนถูกยิงต้องสืบเอง ภาพจาก รัฐสภา admin666 Thu, 2026-04-30 - 15:34 “การลอบยิงนี้ไม่ได้โจมตีแค่ สส. คนใดคนหนึ่ง แต่กำลังท้าทายต่อสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย”  รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนกล่าวถึงคดีลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ในการแถลงข่าวหลังจากเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมการติดตาม แต่ประธานสภา โสภณ ซารัมย์ ยังไม่เห็นว่าการดำเนินการมีอุปสรรคให้เจ้าหน้าที่แต่ละฝ่ายรับผิดชอบ  30 เม.ย. 2569 รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวหลังจากเช้าวันนี้เขาได้เสนอให้รัฐสภามีท่าทีหรือตั้งคณะกรรมการหรือกลไกที่จะติดตามประเด็นลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.ของพรรคประชาชาติผ่านการหารือต่อที่ประชุมเมื่อเช้านี้เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านมา 1 เดือนแล้วพบข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงได้ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐทั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กองทัพเข้ามาเกี่ยวข้องกับการลอบยิงกมลศักดิ์  ทั้งนี้ในการหารือ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นว่าคดียังมีความคืบหน้าอยู่ไม่พบว่ามีอุปสรรคใดในการทำหน้าที่ของฝ่ายต่างๆ ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไปก่อน   รอมฎอน ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงความจำเป็นของข้อเสนอของเขาโดยอธิบายว่า การดำเนินการในคดีของกมลศักดินั้นมีอุปสรรคอยู่พอสมควรและมีข้อสงสัยต่อการรวบรวมพยานหลักฐาน เพราะก็เห็นได้ชัดว่า สส.กมลศักดิ์ต้องไปรวบรวมพยานหลักฐานแจ้งความร้องทุกข์ด้วยตนเองต่อนาวิกโยธินจำนวน 2 นายที่เกี่ยวข้องในคดีพยายามฆ่าตนเอง ทั้งนี้ยังต้องรอความชัดเจนจากชุดคลี่คลายคดีของตำรวจภูธรภาค 9 ตั้งมาใหม่จะสามารถสอบปากคำผู้ที่ถูกแจ้งความหรือไม่อย่างไร และวันนี้ก็เป็นวันครบกำหนดตามที่มีการแถลงว่าจะทำการสอบปากคำก็ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก และจากการจับกุมชุดสังหารได้ทั้ง 5 คน กมลศักดิ์แจ้งความร้องทุกข์เพิ่มอีก 2 คนที่เป็นเจ้าหน้าที่นาวิกโยธินที่ยังปฏิบัติราชการอยู่ภายใต้สังกัด กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็มีข้อกังวลกันว่าคดีจะแยกออกเป็น 2 คดีหรือไม่อย่างไร รอมฎอนกล่าวว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะทำให้เพื่อน สส.ที่ทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือแม้แต่เขาเองต้องระวังตัว เป็นกระทบโดยตรงที่สัมพันธ์กับการทำงานในฐานะ สส.ด้วย อย่าง กมลศักดิ์เองลาประชุมไป 2 สัปดาห์แล้วเพราะต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานในพื้นที่ และยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการป้องกันเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ ซึ่งเขาจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด “การลอบยิงนี้ไม่ได้โจมตีแค่ สส. คนใดคนหนึ่ง แต่กำลังท้าทายต่อสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย”  รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนกล่าวถึงคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์  สส.พรรคประชาชนกล่าวต่อว่าคดีนี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวอย่างแน่นอน เพราะผู้ก่อเหตุเกี่ยวโยงไปถึงหน่วยงานรัฐด้วย และไม่ใช่คดีสังคมอย่างที่บางหน่วยงานพยายามบอก แต่เป็นคดีความมั่นคงที่กระทบต่อสถาบันทางการเมืองมีแรงจูงใจทางการเมือง และประชาชนทั่วไปยังตั้งข้อสังเกตว่ามีความพยายามตัดตอนหรือเบี่ยงเบนประเด็นหรือไม่ ทำให้ต้องติดตามการทำงานสืบสวนสอบสวนของตำรวจนั้นจะทำงานอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ รอมฎอนกล่าวว่าเหตุข้างต้นทำให้ต้องมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาว่าคดีที่เกี่ยวกับการลอบสังหารเพื่อน สส.กมลศักดิ์เป็นคดีพิเศษ เพื่อทำให้การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา มีความเป็นกลางและเป็นมืออาชีพจริงๆ การคาดให้ตำรวจพื้นที่ทำงานเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอแล้ว อีกทั้งหลักการดำเนินการอย่างโปร่งใส่เที่ยงธรรมก็มีความสำคัญอย่างมากต่อคดี  อีกทั้งเขาเห็นว่า กรณีของกมลศักดิ์ขณะนี้มีความพยายามเบี่ยงเบนประเด็นด้วยปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ที่เป้าหมายของปฏิบัติการไม่ได้มีแค่นักการเมือง แต่ยังรวมถึงนักข่าว นักกิจกรรม คนทำงานภาคประชาสังคมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้อย่างถ้วนหน้าและหนักหน่วง โดยการกระทำลักษณะนี้เกิดขึ้นเป็นระลอกและมีแบบแผน เพราหลังจากมีสื่อมวลชนที่เปิดเผยให้เห็นว่ากรณีของกมลศักดิ์มีภาพรถยนต์ของ กอ.รมน.เข้ามาเกี่ยวข้องก็เริ่มมีกระแสโจมตีมากขึ้น และการโจมตีลักษณะนี้ทำให้การโฟกัสต่อปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ย้ายไปที่อื่น จึงอยากขอให้สื่อมวลชนติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด  “เรื่องนี้ไม่ได้กระทบต่อการทำหน้าที่ของ สส.เท่านั้นแต่กระทบต่อสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยและเราจำเป็นจะต้องมีพื้นที่แบบนี้ที่ปลอดภัยที่จะส่งเสียงของพี่น้องประชาชน ไม่เช่นนั้นเราจะแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยหนทางการเมือง ด้วยแนวทางสันติในการฟังเสียงที่แตกต่างหลากหลายของพี่น้องประชาชนได้อย่างยากลำบาก” รอมฎอนกล่าวทิ้งท้าย * ข่าว * การเมือง * กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ * ลอบสังหาร * รอมฎอน ปันจอร์ * ประชุมสภา
dlvr.it
April 30, 2026 at 9:01 AM
'โสภณ' เผยเร่งทบทวนงบอาหาร สส. จ่อปรับลดหลังสงกรานต์
'โสภณ' เผยเร่งทบทวนงบอาหาร สส. จ่อปรับลดหลังสงกรานต์ auser15 Fri, 2026-03-27 - 14:09 'โสภณ ซารัมย์' ประธานสภาผู้แทนราษฎร เผยหลังหารือกับผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เร่งทบทวนงบอาหาร สส. จ่อปรับลดหลังสงกรานต์ สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังหารือกับผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ถึงกรณีงบประมาณค่าอาหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งอยู่ในความสนใจของสังคม โดยระบุว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง และมีแนวโน้มจะปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความคาดหวังของประชาชน ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างการเตรียมการ จะมีการปรับพฤติกรรมการสั่งอาหารให้เหมาะสม ลดปริมาณลงตามความจำเป็น เพื่อให้เกิดความประหยัดมากขึ้น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุเพิ่มเติมว่า คาดว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางปรับงบประมาณดังกล่าว ภายหลังช่วงแถลงนโยบายของรัฐบาล หรือหลังเทศกาลสงกรานต์ ขณะเดียวกัน ยังมีแนวคิดปรับปรุงระเบียบการแต่งกายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้สอดคล้องกับมาตรการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะการใช้พลังงานภายในอาคารรัฐสภา โดยยอมรับว่า ที่ผ่านมาได้มีการผ่อนปรนในทางปฏิบัติ แต่ในระยะต่อไป อาจมีการปรับปรุงระเบียบให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสาธารณชน * ข่าว * การเมือง * โสภณ ซารัมย์ * สภาผู้แทนราษฎร
dlvr.it
March 27, 2026 at 7:14 AM
ปชน.ยื่น 'ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับสร้างความมั่นคงการทำงาน' เรียกร้องนำ 2 ร่างค้างเข้าสภา
ปชน.ยื่น 'ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับสร้างความมั่นคงการทำงาน' เรียกร้องนำ 2 ร่างค้างเข้าสภา auser15 Wed, 2026-03-25 - 18:28 พรรคประชาชน ยื่น 'ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับสร้างความมั่นคงการทำงาน' พร้อมเรียกร้องรัฐบาลนำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ 'ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับมีเวลาพักผ่อน-ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์' ที่ค้างจากการยุบสภา กลับเข้าสู่การพิจารณาโดยเร็ว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงาน ภาพจาก: เครือข่าย “คนทำงาน” 25 มีนาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ นางสาวรัชดาภรณ์ เอี่ยมอนันต์ นิติกรเชี่ยวชาญ รักษาการในตำแหน่งผู้บังคับบัญชากลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทนรับการยื่นเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน จากนายเซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ที่เข้าร่วมการยื่นเสนอร่างฯ พร้อมยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลนำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับที่ผ่านการพิจารณาแล้ว กลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน นายเซีย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการยื่นร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานหลายฉบับเข้าสู่สภา แต่เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เกิดการยุบสภา ทำให้ร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาค้างอยู่จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับแรก คือ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับมีเวลาพักผ่อน ซึ่งมีสาระสำคัญในการคืนเวลาให้ชีวิตคนทำงาน โดยกำหนดให้ลดชั่วโมงการทำงานเหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มวันหยุดประจำสัปดาห์ และเพิ่มวันลาพักผ่อนประจำปีเป็น 10 วันต่อปี และอีกฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่มุ่งยืนยันหลักการว่าผู้ใช้แรงงานทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม โดยกำหนดให้สถานประกอบการต้องมีพื้นที่สำหรับปั๊มนมบุตร มีสิทธิลาเพื่อดูแลบุคคลใกล้ชิดที่เจ็บป่วย รวมถึงสิทธิลาในช่วงมีประจำเดือน ทั้งนี้ ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับได้ผ่านการพิจารณาในวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 แล้ว แต่ต้องชะงักลงและค้างอยู่ในกระบวนการพิจารณาเนื่องจากการยุบสภา นายเซีย ย้ำว่า ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับไม่ใช่เพียงข้อบททางกฎหมาย แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในทุกภาคส่วน จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลรับรองร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั้งสองฉบับ เพื่อนำกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว พร้อมขอให้รัฐบาลและพรรคการเมืองสนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ที่มุ่งสร้างความมั่นคงในการทำงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานให้ดียิ่งขึ้น เครือข่าย “คนทำงาน” ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลนำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ กลับเข้าสู่การพิจารณา วันเดียวกันนี้ (25 มี.ค.) เครือข่าย “คนทำงาน” ออกแถลงการณ์เรียกร้อง เรียกร้องให้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เร่งนำร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานจำนวน 2 ฉบับ กลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาโดยเร็วที่สุด หลังจากร่างกฎหมายทั้งสองตกค้างอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ฉบับแรก คือร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน "ฉบับมีเวลาพักผ่อน" เสนอโดย ส.ส.จรัส คุ้มไขนำ มีสาระสำคัญได้แก่ การลดชั่วโมงทำงานเหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มวันหยุดประจำสัปดาห์ และเพิ่มวันลาหยุดพักผ่อนประจำปีเป็น 10 วันต่อปี ฉบับที่สอง คือร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน "ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" เสนอโดย ส.ส.วรรณวิภา ไม้สน มุ่งยืนยันสิทธิของแรงงานทุกคนให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม รวมถึงการกำหนดให้สถานประกอบการจัดพื้นที่ปั๊มนมบุตร สิทธิลาเพื่อดูแลคนใกล้ชิดยามเจ็บป่วย และการลาในวันที่มีประจำเดือน ทั้งสองฉบับผ่านการพิจารณาวาระที่ 1 ของรัฐสภามาแล้ว แต่ต้องหยุดชะงักลงเมื่อเกิดการยุบสภาขึ้นเสียก่อน เครือข่ายฯ ระบุว่า ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีมีอำนาจนำร่างกฎหมายที่ค้างพิจารณากลับเข้าสู่สภาได้ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันเปิดประชุมสภาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ซึ่งหมายความว่าขณะนี้เวลาของผู้ใช้แรงงานกำลังถูกนับถอยหลังลงทุกขณะ เครือข่ายฯ ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 2 ข้อ ได้แก่ หนึ่ง ให้รัฐบาลรับรองและนำร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับกลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาโดยทันที และสอง ให้รัฐบาลพร้อมด้วยพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลสนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน "ฉบับมีความมั่นคงในการทำงาน" อีก 1 ฉบับ เมื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แถลงการณ์ดังกล่าวปิดท้ายด้วยการย้ำจุดยืนว่า แรงงานมิใช่เพียง "ทุนมนุษย์" หรือตัวเลขในสมการต้นทุน หากแต่คือมนุษย์ที่มีชีวิต มีจิตใจ และมีศักดิ์ศรีที่ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกับทุกคนในสังคม * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน * พรรคประชาชน
dlvr.it
March 25, 2026 at 11:31 AM
'โรม' ชี้ 'อนุทิน' ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ปมฮั้ว สว. - 'อรรถกร' ทวงอย่าลืมเพื่อน 'ธรรมนัส'
'โรม' ชี้ 'อนุทิน' ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ปมฮั้ว สว. - 'อรรถกร' ทวงอย่าลืมเพื่อน 'ธรรมนัส' admin666 Thu, 2026-03-19 - 11:51 19 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรมีประชุมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล 16 พรรคเสนอชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี  ทั้งนี้ทางด้านพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชนได้เสนอชื่อณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดให้สมาชิกได้อภิปรายสนับสนุนแคนดิเดตก่อนเปิดให้มีการลงมติ อนุทินขาดคุณสมบัติ “ไม่ซื่อสัตย์สุจริต” รังสิมันต์ โรม สส.พรรคปรชาชนกล่าวว่าการอภิปรายครั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้เห็นว่าอนุทินนั้นมีความเหมาสะมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ โดยยกประเด็นเรื่องวิกฤติน้ำมันที่เกิดขึ้นในรัฐบาลรักษาการณ์ที่มีอนุทินเป็นนายกฯ ซึ่งเต็มไปด้วยการคอรัปชั่นอย่างมาก รังสิมันต์อธิบายว่า ปัญหาน้ำมันเถื่อนเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนานและเป็นโครงสร้างอาชญากรรมข้ามชาติ โดยจะมีการนำเข้าน้ำมันประเทศต่างๆ อย่างผิดกฎหมายมาขายในไทย ซึ่งประเด็นน้ำมันนี้เกิดจากการทุจริตและเขามีข้อกังขาถึงความซื้อสัตย์สุจริตของอนุทิน ซึ่งต้องพิจารณาจากสิ่งที่เขาทำในอดีตด้วย และอนุทินก็มีตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อบอกว่าน้ำมันพอแล้วน้ำมันหายไปได้อย่างไรหากไม่มีนโยบายที่ทำให้เกิดการทุจริต และเขาจะบอกว่าอนุทินขาดคุณสมบัติเรื่องซื่อสัตย์สุจริต เขาเห็นว่าปัญหาเรื่องน้ำมันที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้เชื่อว่า รัฐบาลที่นำโดยอนุทิน รัฐบาลนี้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำมันแน่นอนแต่การที่มีวิฤติแบบนี้แสดงให้เห็นว่าเกิดการทุจริตเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลอนุทินที่เป็นรัฐบาลรักษาการณ์อยู่ ถ้าอนุทินยังเป็นนายกฯ ต่อไป อาจไม่มีคุณสมบัติในประเด็นซื่อสัตย์สุจริตพอ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160  ประเด็นต่อมาหลังจากผ่านการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ.2569 เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มีแค่การซื้อเสียงหรือโกงเลือกตั้ง แม้ว่าอาจจะสามารถชี้นิ้วว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ทำงานมีปัญหา แต่อนุทินเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถจัดเลือกตั้งอย่างสุจริตได้  ก่อนการเลือกตั้งมีการย้ายนายอำเภอ 250 ตำแหน่ง ไม่ใช่มาตรฐานที่ดีที่ฝ่ายบริหารจะใช้อำนาจอย่างไรก็ได้ที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นกลาง ถ้าเป็นพรรคการเมืองอื่นทำแบบเดียวกันการย้ายตำหน่งเป็นเรื่องยอมรับได้เป็นมาตรฐานที่ดีแล้ว ซึ่งอนุทินซึ่งเป็นนายกฯและรมว.มหาดไทยทำก่อนเลือกตั้งนั้นเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้เพราะเป็นการโกงเลือกตั้ง และไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 ด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังมีประเด็น ฮั้ว สว. ซึ่งเป็นองค์กรที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกและตรวจสอบองค์กรอิสระ แล้วการฮั้ว สว.ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการฮั้ว สว. สีน้ำเงินและอนุทินถูกกล่าวหาถึงเรื่องนี้ด้วย ซึ่งถือว่าอนุทินเป็นผู้ที่มีข้อกังขาถึงคุณสมบัติว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นการบ่อนทำลายการเลือก สว. ซึ่งทำให้ประชาชนเสียศรัทธา ทั้งที่อนุทินเป็นประมุขของฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่รักษากฎหมาย แต่จะบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายอย่างเดียวเช่นนั้นหรือ  ทั้ง 3 ประเด็นนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า อนุทินขาดคุณสมบัติซื่อสัตย์สุจริตตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 จึงขอให้เพื่อสมาชิกพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจลงมติในวันนี้ วันนี้ต้องเร่งเลือกนายกฯ เพื่อไปแก้ปัญหาประชาชน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่อยู่ในระบบสภามายาวนานและดำเนินการตามระบอบประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด ซึ่งเมื่อมีการอภิปรายเกิดขึ้นก็ได้รับฟังแล้ว แต่การอภิปรายก็ต้องเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมซึ่งไม่อนุญาตให้ใส่ร้ายป้ายสีหรือมีการพูดเท็จตามข้อ 69 ดังนั้นแล้วตนก็จะไม่พูดให้เกิดความเสียหาย อีกทั้งตนก็ไม่สามารถไปกล่าวโทษใครดีใครเลวแต่กระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยมีกลไกเข้าสู่การเป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็มีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติจากหน่วยงานอย่าง กกต. ทั้งหมดแล้ว และผู้ที่เป็นแคนดิเดตก็ได้ผ่านกระบวนการคัดกรองตรวจสอบคุณสมบัติความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากมีข้อสงสัยก็มีกระบวนการตั้งกระทู้ถาม ญัติติอภิปรายต่างๆ กระบวนการเหล่านั้นเป็นกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้นหากมีข้อสงสัยว่าใครได้ประพฤติชอบด้วย แต่ในวันนี้เมื่อเป็นญัตติเลือกนายกฯ เพื่อไทยก็ได้ประชุม สส.ของพรรคมีมติเป็นเอกฉันท์โดยไม่มีการบังคับใดๆ ว่าจะให้อนุทินเป็นนายกฯ เพราะวันนี้ผ่านการเลือกตั้งมาครั้งล่าสุดที่พรรคเพื่อไทยเข้าสู่การเลือกตั้งแล้วฟังเสียงของพี่น้องประชาชน  อย่างไรก็ตาม พรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกตั้งมาเป็นพรรคอันดับ 1 ซึ่งเป็นเสียงของประชาชนที่จะให้ประเทศเดินหน้าและให้อนุทินเป็นนายก พรรคเพื่อไทยก็ยอมรับในเรื่องนี้ เมื่อผ่านการเลือกตั้งมาแล้วเสียงของประชาชนก็เป็นเรื่องที่เราต้องรับฟัง และขอบคุณที่พรรคภูมิใจไทยส่งเทียบเชิญให้พรรคเพื่อไทยร่วมรัฐบาล  นอกจากจำนวนเสียงที่ต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญแล้ว การที่จะนำนโยบายของพรรคเพื่อไทยไปดำเนินการให้เกิดขึ้นจริงเป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ ซึ่งได้รับการตอบรับจากพรรคภูมิใจไทยที่นำนโยบายของพรรคไปผสมรวมและจะนำมาแถลงต่อรัฐสภาเพื่อนำไปทำให้เกิดเป็นประโยชน์กับประชาชน วันนี้เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะรีบเลือกนายกฯ เพื่อให้นายกฯใหม่จัดตั้งรัฐบาลเพื่อให้ได้รับการโปรดเกล้าและตั้งรัฐบาลเพื่อไปแก้ปัญหาให้ประชาชนที่มีตั้งปัญหาหนี้ ปากท้อง อีกทั้งยังมีปัญหาชายแดนไทย ไปจนถึงปัญหาสงครามในตะวันออกกลางที่มีผลกระทบมาถึงเป็นวิกฤติน้ำมัน  ความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นอันดับหนึ่ง วันนี้เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะเร่งดำเนินการเลือกนายกฯ เพื่อให้สุดท้ายได้รัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มมาแก้ปัญหาให้ประชาชนในทุกมิติ พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าหากกระบวนการครบถ้วนและได้เข้าร่วมรัฐบาลสามารถดำเนินการในฐานะ ครม.ได้ เรายืนยันว่าจะนำปัญหาของประชาชนไปแก้ไข  ฝากสภาแห่งนี้ในการนำเสนอความเดือดร้อนของประชาชนเพื่อให้เกิดการแก้ไข และแน่นอนว่าในฐานะ สส.และเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ในฐานะ สส. ไม่ว่าฝากฝั่งใด ภาระหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐไม่ได้แตกต่างกัน หากมีอะไรผิดพลาดหรือมีการทุจริตคอรัปชั่นเชื่อว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยทั้ง 74 คนจะไม่อยู่นิ่งเฉย แน่นอนว่าหากมีปัญหาของประชาชน ความเป้นอยู่ความปลอดภัย ความมั่นคง เศรษฐกิจปากท้องก็พร้อมเป็นเสียงสะท้อนต่อรัฐบาลเพื่อให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม พรรคเพื่อไทยจึงสนับสนุนเลือกอนุทินเป็นผู้เหมาะสมเป็นนายกฯ  แคนดิเดตมีคดีทั้งคู่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่าที่ไม่สามารถสนับสนุนเลือกอนุทินเป็นนายกฯ ได้เพราะประเด็นคดีฮั้ว สว. คดีนี้มีความร้ายแรงพอที่จะทำลายระบอบประชาธิปไตย เนื่องจาก สว.ที่ไม่เป็นกลางทางการเมืองหรือตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคการเมืองหรือนักการเมืองแล้ว สซที่มีหน้าที่สรรหาองค์กรอิสระจะทำให้องค์กรนั้นไม่เที่ยงธรรมและไม่เป็นกลาง  อนุทินยังเป็นผู้ถูกกล่าวหาของ กกต.และถูกส่งต่อให้อนุกรรมการพิจารณาโดยมีความเห็นว่าผู้ที่ถูกกล่าวหารวมถึงอนุทินได้ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการได้มาของ สว. เมื่อสืบสวนเสร็จก็จะถูกส่งต่อให้อนุกรรมการวินิจฉัยที่มีอยู่ 35 ชุดอยู่แล้ว แต่ กกต.ก็ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาใหม่เป็นชุดที่ 36 มาพิจารณาเรื่องนี้ทำให้ต่อมามีการฟ้องว่า กกต.ตั้งอนุกรรมการมาโดยไม่ชอบ แต่โดยสรุปคืออนุทินยังอยู่ในสถานะเป็นผู้ถูกกล่าวหา แม้ว่าอนุกรรมการชุดที่ 36 จะมีความเห็นให้ยกคำร้องเรื่องนี้แต่ผู้ตัดสินสุดท้ายก็ยังอยู่กับ กกต. ที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณา นอกจากนั้นยังอยู่ในการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ แม้ว่า ผู้ต้องหาทั้ง 8 คนนี้การดำเนินการต้องสอบสวนทั้งหมดโดยตัดทอนสืบสวนเฉพาะคนไม่ได้ซึ่งมีกลุ่มคณะกรรมการของ ทำให้ไม่สามารถเห็นชอบให้คนที่ยังมีคดีค้างอยู่เป็นนายกฯ ได้เพราะเป็นการบั่นทอนศรัทธาของประชาชนที่พึ่งมีและเป็นการรบกวนการบริหารแผ่นดินอีกทั้งยังทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเราไม่สามารถหาบุคคลอื่นได้ ส่วนที่ไม่สามารถเห็นชอบณัฐพงษ์ได้ก็เพราะเรื่องเดียวกันเพราะมีคดีอยู่ในศาลจึงไม่สามารถให้ความเห็นชอบได้เหมือนกัน ดังนั้นการงดออกเสียงจึงไม่ใช่การรอร่วมรัฐบาล เขาเองทำงานเป็นฝ่ายค้านมานานที่สุดในสภาแล้วไม่มีประวัติรอร่วมรัฐบาล จะทำหน้าที่ตรวจสอบจริง แต่เรื่องที่เสียดายที่สุดผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อวันนี้ยังมีคดีค้างอยู่ในศาลทั้งที่พรรคการเมืองทั้งสองพรรคที่เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ มายังมีคนที่ไม่มีปัญหาคดีค้างอยู่ เช่น ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ซึ่งเป็น สส.อยู่ด้วย ขออนุทินอย่าลืมเพื่อน “ธรรมนัส”  อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรมกล่าวว่าเขามีความไม่สบายใจที่เมื่อวานศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องในประเด็นปัญหาบัตรเลือกตั้ง แล้วอนาคตหากมีความเห็นที่เป็นลบออกมาการลงมติวันนี้จะชอบตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไรก็ตามในวันนี้ที่มีวิกฤติสงครามที่กระทบกับไทย จึงเป็นหน้าที่ของ สส. ที่จะมาร่วมพิจารณาเลือกนายกฯ ให้มีอำนาจเต็มเข้ามาแก้ปัญหา  “หากไม่ได้มีสถานการณ์เร่งด่วน วันนี้ผมและพรรคกล้าธรรมอาจมีการตีรวนหรือว่ามีการป่วนแบบวันที่ผมโดนว่าในสื่อโซเชียลแบบครั้งที่แล้ว แต่ผมยืนยันว่าผมไม่ได้ป่วนเพราะในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่แล้วผมอยากจะให้ทุกอย่างสมบูรณ์ แต่วันนี้ประเทศไทยต้องการคนทำงานเก่งทำงานดีทำงานเร็วไปแก้ไข จึงไม่คิดที่จะขัดขวางกระบวนการ”  อีกเรื่องที่กังวลจากการที่เคยทำงานภายใต้การบังคับบัญชาของอนุทินในฐานะ รมว.กระทรวงการกีฬาและการท่องเที่ยว ซึ่งมีเรื่องที่ดำเนินการได้เร็วอย่างการเปิดให้มีการปรับเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่รู้ว่าวันนี้เนื่องจากปัญหาเยอะจนทำให้ลืมไป เช่น เมื่อมีการตั้ง ศบก. ขึ้นมาบริหารจัดการผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ลืมภาคการท่องเที่ยวไปหรือไม่ เพราะมีการตั้งปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวเข้าไป หรือเรื่องที่เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำให้ประชาชนรวย เพราะวันนี้เสียงจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำมันส่งมาในทิศทางตรงกันข้าม รวมถึงลืมเพื่อนอย่างธรรมนัส พรหมเผ่าที่ร่วมสู้มาด้วยกันหรือไม่ วันนี้จึงไม่สามารถโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ ได้จึงจะใช้สิทธิในการงดออกเสียง * ข่าว * การเมือง * โหวตเลือกนายกฯ * อนุทิน ชาญวีรกูล * ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ * รังสิมันต์ โรม * อรรถกร ศิริลัทธยากร * อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
dlvr.it
March 19, 2026 at 5:12 AM
ภท.เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด-กาญจนบุรี บ้านใหญ่มาหมด
ภท.เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด-กาญจนบุรี บ้านใหญ่มาหมด auser15 Tue, 2025-11-11 - 10:03 พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด-กาญจนบุรี บ้านใหญ่มาหมด "บุญเรือง-นาเมืองรักษ์-สมทรัพย์-สินธุไพร-คงเพชร" ชูผลงานนักปฏิบัติ ทำจริง ไม่ใช่นักวาทกรรม ภาพจาก: พรรคภูมิใจไทย เว็บไซต์พรรคภูมิใจไทยรายงานเมื่อวันที่ 10 พ.ย.2568 ว่า นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้การต้อนรับว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.กาฬสินธุ์ 6 เขต ประกอบด้วย เขต 1 นายเทิดแผ่นดินทอง ธารชัย, เขต 2 นางวันเพ็ญ เศรษฐรักษา, เขต 3 นายเดชบดินทร์ พยุงแสนกุล, เขต 4 นายวิรัตน์ ภูต้องใจ, เขต 5 น.ส.ภัทรภร วรามิตร, เขต 6 น.ส.สัตบุษย์ บุญเรือง,  ขณะที่ จ.ร้อยเอ็ด ประกอบด้วย เขต 1 นายธนชัย สินธุไพร, เขต 2 น.ส.วสกมล อ่อนประทุม, เขต 3 นายกิตติศักดิ์ เลิศศิริรังสรรค์, เขต 4 นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ , เขต 5 นายชัยวุฒิ เอี่ยมรัศมีกุล, เขต 6 น.ส.กวิสรา สมทรัพย์, เขต 7 นายศักดา คงเพชร, เขต 8 นายธนกฤต ชาติอนุลักษณ์  นอกจากนี้ ยังมีว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.จ.กาญจนบุรี เขต 5 ได้แก่ นายประวีณวัช บุญยงค์   นายโสภณ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยส่งผู้สมัครครบทุกเขตใน จ.กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด และมีความมั่นใจว่าจะได้ที่นั่ง สส.เกินครึ่งในแต่ละจังหวัด ซึ่ง จ.กาฬสินธุ์พรรคภูมิใจไทยเคยมีผู้แทน 1 คน ขณะที่จังหวัดร้อยเอ็ดไม่เคยปักธงมาก่อน แต่จากการลงพื้นที่พบว่าประชาชนให้การตอบรับอย่างอบอุ่น โดยเฉพาะจากนโยบายที่ประชาชนพึงพอใจ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาหลักของทั้งสองจังหวัด โดยเน้นให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ แยกผู้ป่วยออก ทำให้ประชาชนเชื่อมั่น "วันนี้พรรคภูมิใจไทยมีกระแสการตอบรับของประชาชนอย่างดียิ่ง ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่าพรรคเราไม่มีกระแส อย่างที่เป็นเหมือนวันนี้ บวกกับบุคลิกของ สส.ของพรรคซึ่งเป็นนักปฏิบัติมากกว่าใช้วาทกรรมคำพูด จึงมีความมั่นใจอย่างเต็มที่ พร้อมพิสูจน์ผลงานด้วยการกระทำ พรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้มีความพร้อมทั้งในด้านนโยบายและบุคลากรที่เป็นรัฐมนตรีมีความสามารถ โดยเน้นผสมผสานคนรุ่นใหม่มาเสริมพลังพรรค ร่วมกับนักการเมืองรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์ การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญของประเทศ และเป็นโอกาสให้ประชาชนเลือกพรรคที่ทำงานจริง" นายโสภณกล่าว นายโสภณ กล่าวอีกว่า แม้จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยและประกาศยุบสภาตามกำหนดของ MOA หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง พรรคภูมิใจไทยจะเดินหน้าทำงานเต็มที่ในช่วงเวลาที่เหลือ เพื่อพิสูจน์ผลงานให้ประชาชนเห็น แม้จะเป็นรัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน แต่พรรคมุ่งมั่นทำงานเพื่อพิสูจน์ผลงาน หากทำ 4 เดือนนี้ให้ปรากฏชัดเจน ก็เชื่อว่าจะสามารถกลับมาเป็นรัฐบาลได้ 4 ปี * ข่าว * การเมือง * พรรคภูมิใจไทย
dlvr.it
November 11, 2025 at 3:09 AM