ถกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 70 วันที่ 3 ไม่จบ ยืดเวลาอภิปรายต่อ
ถกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 70 วันที่ 3 ไม่จบ ยืดเวลาอภิปรายต่อ
auser15
Thu, 2026-09-10 - 06:59
วานนี้ (9 ก.ย.) สภาผู้แทนราษฎร ถกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 70 ต่อเนื่องวันที่ 3 ไม่จบ อภิปรายต่อวันนี้ (10 ก.ย.)
เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 วันที่ 3 มีสมาชิกจากหลายพรรคการเมืองสลับกันอภิปรายและตั้งข้อสังเกตต่อการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ผลัดเปลี่ยนทำหน้าที่ประธานการประชุม
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
* สภาผู้แทนราษฎร เริ่มพิจารณาวาระ 2 ร่างงบฯ ปี 70 กมธ.ปรับลด 1.11 หมื่นล้านบาท-จัดสรรใหม่วงเงินเท่ากัน
* แจงงบกลางเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน 1.2 หมื่นล้าน ไม่ซ้ำซ้อน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
* สภาผู้แทนราษฎร ถกร่างงบฯ ปี 70 วาระ 2 วันแรก เห็นชอบมาตรา 1-8 ตามที่ กมธ.เสนอ
* สภาผู้แทนราษฎร ถกงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2 วันที่ 2
* สภาฯ ถกงบปี 70 วาระ 2 วันที่ 2 ผ่าน 19 มาตรา จากทั้งหมด 41 มาตรา ยังเหลือการอภิปรายอีก 22 มาตรา
* สภาฯ ถกงบปี 70 วันที่ 3 'ภูมิใจไทย' วอนกระชับเวลา
ขอบคุณก่อสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยในจังหวัดสุรินทร์
ที่ประชุมพิจารณาต่อในมาตรา 20 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงมหาดไทย วงเงินกว่า 226,000 ล้านบาท มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมืองร่วมอภิปรายตั้งข้อสังเกตและเสนอปรับลดงบประมาณในโครงการต่าง ๆ ของกรมในสังกัด
นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สส.จังหวัดสุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติงบกลาง เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 เพื่อก่อสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยในจังหวัดสุรินทร์เพิ่ม 230 แห่ง พร้อมชื่นชมรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน และยังกล่าวถึงงบกรมการปกครองกว่า 11,390 ล้านบาท ซึ่งถูกปรับลด 3 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการรักษาความสงบเรียบร้อยและการป้องกันตนเองของประชาชนในหมู่บ้านจังหวัดชายแดนภาคใต้ วงเงิน 427 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) 1,980 หมู่บ้าน โดยเห็นว่างบดังกล่าวมีความจำเป็น พร้อมเสนอให้พิจารณาเพิ่มงบสนับสนุนหรือค่าตอบแทนแก่ ชรบ. ในพื้นที่ชายแดนอีสานใต้ หลังเกิดเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา โดยอาจกำหนดตามระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ ย้ำว่าเป้าหมายสำคัญควรเป็นการเร่งยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี
เสนอปรับลดงบกระทรวงมหาดไทยร้อยละ 0.5
นายสุไลมาน บือแนปีแน สส.จังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ อภิปรายเสนอปรับลดงบกระทรวงมหาดไทยร้อยละ 0.5 โดยเห็นว่าการปรับลดงบกว่า 900 ล้านบาทของคณะกรรมาธิการฯ มีความใกล้เคียงกับแนวทางที่เสนอ เพื่อให้ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและนำงบไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมสนับสนุนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และเห็นว่าการจัดสรรงบควรยึดความต้องการและลำดับความสำคัญของประชาชนเป็นหลัก ขณะเดียวกันตั้งข้อสังเกตการจัดสรรงบอุดหนุนเฉพาะกิจให้ อบต. ซึ่งบางแห่งเสนอหลายโครงการ แต่ได้รับงบเพียงประมาณ 1 โครงการจึงขอให้กำหนดหลักเกณฑ์การเสนอและจัดลำดับโครงการให้ชัดเจน ส่วนกรมโยธาธิการและผังเมือง เห็นว่ามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาน้ำท่วมและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงควรสนับสนุนงบโครงการป้องกันตลิ่ง ระบบระบายน้ำ และการแก้ปัญหาน้ำท่วม ย้ำว่าการปรับลดงบต้องรอบคอบ ไม่ให้กระทบโครงการสาธารณูปโภคที่จำเป็น เช่น ไฟฟ้าส่องสว่าง ถนน และประปา
ตั้งข้อสังเกตโครงการปรับปรุงระบบดับเพลิงในห้องคอมพิวเตอร์ 77 แห่ง วงเงิน 129 ล้านบาท
ขณะที่นางสาววรรณิดา นพสิทธิ์ สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตโครงการปรับปรุงระบบดับเพลิงในห้องคอมพิวเตอร์ 77 แห่ง วงเงิน 129 ล้านบาท โดยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของงบประมาณ เนื่องจากจัดซื้อแบบเหมาจ่าย แต่กำหนดราคากลางเท่ากันทุกแห่ง ทั้งที่มีความต้องการใช้อุปกรณ์แตกต่างกัน พร้อมตั้งคำถามว่ามีการสำรวจพื้นที่จริงครบทั้ง 77 แห่งก่อนเสนอของบประมาณหรือไม่ และเสนอให้ตัดงบโครงการดังกล่าว โดยย้ำว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มค่า
ยึดความคุ้มค่ารายการบัญชีนวัตกรรมประเภทโคมไฟส่องสว่างของ อปท.
ด้านนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.จังหวัดสงขลา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชี้แจงว่า คณะกรรมาธิการพิจารณางบกระทรวงมหาดไทยโดยยึดความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดของประชาชน สำหรับงบรายการบัญชีนวัตกรรมประเภทโคมไฟส่องสว่างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 4,093 แห่ง เสนอของบรวม 32,904 ล้านบาท แต่ได้รับอนุมัติ 329 รายการ วงเงิน 2,371 ล้านบาท หรือร้อยละ 7 โดยเห็นว่าการติดตั้งโคมไฟไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทุกพื้นที่ แต่ควรพิจารณาตามความจำเป็น บริบทพื้นที่ และความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน ขณะเดียวกัน ตั้งข้อสังเกตโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก กิจกรรมโอทอปและนวัตวิถี รวมถึงงบฝึกอบรมกว่า 900 ล้านบาท และโครงการเศรษฐกิจฐานราก 1,200 ล้านบาท โดยเสนอให้ปรับตัวชี้วัดโครงการโอทอปให้สะท้อนผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม พร้อมรับข้อเสนอของนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตประธานรัฐสภา ที่ขอให้หน่วยรับงบประมาณใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและตรงตามวัตถุประสงค์
ตั้งข้อสังเกตโครงการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สินคดียาเสพติด
นางสาวรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายมาตรา 21 งบกระทรวงยุติธรรม ตั้งข้อสังเกตโครงการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สินคดียาเสพติดของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) 2 แห่ง ในจังหวัดขอนแก่นและสมุทรสาคร หลังพบมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียวและเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 3,000 บาท จึงขอให้ตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมเสนอให้พิจารณาความจำเป็นของโครงการและจัดลำดับงบประมาณไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด การบำบัดฟื้นฟู และการคืนคนดีสู่สังคม
อภิปรายงบกรมการปกครอง งบจัดซื้อเสื้อเกราะมีส่วนต่างราคาตัวละ 15,000 บาท
ในการอภิปรายงบประมาณของกรมการปกครอง น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส. กทม. พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการจัดหาระบบวิเคราะห์และสำเนาข้อมูลโทรศัพท์มือถือเพื่อการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล วงเงินประมาณ 85.5–100 ล้านบาท โดยระบุว่าหน่วยงานไม่สามารถระบุชื่อซอฟต์แวร์ได้ชัดเจน และบริษัทที่ใช้อ้างอิงราคามีรายได้ต่อปีเพียง 0 บาท และ 480,000 บาท ซึ่งอาจซ้ำซ้อนกับภารกิจของตำรวจ
นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอปรับลดงบจัดซื้อเครื่องมือตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัลและสิทธิซอฟต์แวร์ปลดล็อกโทรศัพท์มือถือ วงเงิน 85–90 ล้านบาท โดยเห็นว่าเป็นงบประมาณที่สูงเกินสมควรสำหรับสิทธิ์การใช้งานเพียง 2 ปี และมีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
นาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงงบจัดซื้อเสื้อเกราะ 14,814 ตัว วงเงิน 482.8 ล้านบาท ที่กรมการปกครองตั้งราคาไว้ตัวละ 46,000 บาท ขณะที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จัดซื้อสเปกเดียวกันในราคาตัวละ 31,000 บาท ซึ่งมีส่วนต่างราคาตัวละ 15,000 บาท
ตั้งข้อสังเกตงบเสาไฟโซลาร์เซลล์และครุภัณฑ์มหาดไทย
นายอิทธิพล ชลธราศิริ สส. ขอนแก่น พรรคประชาชน คัดค้านโครงการจัดซื้อชุดโคมไฟเสาไฟพลังงานแสงอาทิตย์ตามบัญชีนวัตกรรมไทย ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น วงเงินกว่า 3,300 ล้านบาท โดยตั้งราคาไว้สูงถึงต้นละ 60,000–70,000 บาท ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดซื้อเองนอกบัญชีนวัตกรรมสามารถซื้อได้ในราคาต้นละ 6,900–16,500 บาท ซึ่งตามข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถือเป็นช่องว่างทางกฎหมายที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบาย
นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส. กทม. พรรคประชาชน ชี้ให้เห็นความผิดปกติในการจัดซื้อครุภัณฑ์ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย อาทิ การจัดซื้อเก้าอี้ในอาคารเดียวกันที่ลำพูน แพร่ และอ่างทอง ซึ่งมีราคาต่างกันตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท รวมถึงการตั้งงบจัดซื้อท่อส่งน้ำบ้านพักข้าราชการที่ฉะเชิงเทราในราคาสูงถึง 45,000 บาท ซึ่งเมื่อคำนวณตามสเปกแล้วเทียบเท่ากับการใช้งานกับอาคารสูงถึง 100 เมตร
รัฐบาลทำประกันภัยพิบัติ 1.55 หมื่นล้าน เบี้ยสูง 20% แพงที่สุดในโลก
ศาสตราจารย์ สุชาติ ธาดาธำรงเวช สส. พรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการนำงบประมาณ 15,000–15,500 ล้านบาท ไปซื้อประกันภัยพิบัติจากบริษัทเอกชนให้แก่ประชาชน 30 ล้านครัวเรือน โดยระบุว่าภัยธรรมชาติขนาดใหญ่เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งบริษัทประกันภัยเอกชนไม่สามารถรองรับความเสียหายได้จริง และเสนอให้จัดตั้งกองทุนสำรองบรรเทาสาธารณภัยของรัฐเพื่อสะสมงบประมาณไว้ใช้ในระยะยาวแทน
นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายขอตัดงบประมาณ 10% เน้นสื่อสารไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พร้อมระบุว่า ความรู้สึกของประชาชนไม่ได้ต้องการการเยียวยา แต่ต้องการไม่ให้เกิดภัยพิบัติ ดังนั้นภารกิจสำคัญของ ปภ.คือการป้องกันภัยพิบัติ สิ่งสำคัญที่ตนอยากสื่อสารคือ ข้อมูลความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติ ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายราชการต้องการทำ เพราะข้อมูลที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง เช่น ที่นายกรัฐมนตรี เคยระบุว่า เราเสียค่าเยียวยาปีละ 4 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อมาดูเอกสารจริง ตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวมทั้งหมด 4 ปี เมื่อเฉลี่ยออกมาเหลือเพียงปีละ 9,877 ล้านบาท แต่การที่นายกรัฐมนตรีออกมาตรการทำประกันภัยพิบัติ วงเงิน 15,500 ล้านบาท ตนมองว่าไม่สมเหตุสมผล และไม่แฟร์กับประชาชน เพราะเป็นการอ้างอิงจากตัวเลขของปี 2569 ปีเดียว
นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตามหลักวิชาการในเรื่องสัดส่วนเบี้ยประกันต่อทุนประกัน วงเงิน 15,500 ล้านบาท สัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท คิดเป็น 20% เท่ากับว่า ภัยพิบัติใหญ่ของประเทศเฉลี่ยจะเกิด 5 ปีต่อ 1 ครั้ง ต้องถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยของทั่วโลก การทำประกันภัยพิบัติในแต่ละประเทศ รวมถึงธนาคารโลก มีค่าเฉลี่ยสัดส่วนทุนประกันอยู่ที่ 4-8% แต่รัฐบาลชุดนี้ปล่อยงบออกไป 20% ถือว่าแพงที่สุดในโลก ประเด็นคือ ไม่ควรนำภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมาคิดคำนวณ
นพ.วรงค์ เสนอว่า รัฐบาลควรทำตามมาตรฐานของหลายประเทศทั่วโลก โดยยกตัวอย่างว่า หากวงเงินประกัน 15,500 ล้านบาทเก็บเข้ากองทุน 5 พันล้านบาท ก็ทำประกันกับบริษัทประกัน จะกี่บริษัทก็ได้ หากเกิดความเสียหายในวงเงิน 1 หมื่นกว่าล้าน ก็ใช้เงินกองทุนดูแลได้ หลังจากนั้นค่อยให้บริษัทประกันต่างประเทศเข้ามาดูแล ดังนั้น หากยังเดินหน้าในรูปแบบเดิม ก็เท่ากับเอาภาษีประชาชนไปเสียเปรียบ และประชาชนจะมองว่า มีคนบางกลุ่มต้องการคอมมิชชั่นจากการทำประกัน
ข้อสังเกตเรื่องบัตรประชาชนและระบบข้อมูลโรงแรม
นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน ชื่นชมกรมการปกครองที่ปรับลดงบประมาณจัดซื้อบัตรประจำตัวประชาชนลงได้ 43 ล้านบาท โดยลดต้นทุนต่อบัตรจาก 19.58 บาท เหลือ 15.55 บาท พร้อมตั้งข้อสังเกตต่อโครงการระบบบันทึกข้อมูลผู้พักโรงแรมเพื่อความมั่นคง (Thailand Hotel Backup Data) วงเงิน 47 ล้านบาท ซึ่งรองรับเฉพาะโรงแรมที่ถูกกฎหมายจำนวน 28,000 แห่ง ขณะที่ยังไม่ครอบคลุมที่พักอีกกว่า 70,000 แห่งที่อยู่นอกระบบเนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย จึงเสนอให้เร่งแก้ไขพระราชบัญญัติโรงแรมก่อนดำเนินการพัฒนาระบบไอทีเพิ่มเติม
เปิดปมทุจริตสอบท้องถิ่น เสนอดึงเงินสมัครสอบเข้างบประมาณแผ่นดินให้สภาฯ ตรวจสอบ
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งข้อสังเกตและคลางแคลงใจต่อการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ที่มุ่งปรับลดงบประมาณกระทรวงมหาดไทยเพียงแค่รายการครุยทหารและครุภัณฑ์ทั่วไป แต่กลับละเลยการตรวจสอบกรณีการทุจริตและโกงสอบท้องถิ่นครั้งมโหฬารของกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น (สถ.)
นายสาทิตย์ กล่าวถึงการทุจริตในกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ 1. งบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 277 ล้านบาท สถ. ได้ขอตั้งงบฯ ไซเบอร์และการปกป้องระบบไว้สูง แต่ในปี 2569 กลับพบการแฮกและเข้าไปแก้ไขไฟล์ดิจิทัลเกี่ยวกับการสอบท้องถิ่นเพื่อทุจริตมากถึง 115 ครั้ง ทว่าในงบปี 2570 กลับมีการถอดดัชนีตัวชี้วัดความปลอดภัยทางไซเบอร์ออกทั้งหมด ซึ่ง กมธ. กลับไม่ได้ซักถามหรือประเมินประสิทธิภาพในส่วนนี้เลย
2. เบี้ยประชุมกรรมาธิการและคณะกรรมการสอบ 90 ล้านบาท นายสาทิตย์ กล่าวว่ามีการตั้งงบเบี้ยประชุมบอร์ดกลางและอนุกรรมการสอบไว้เกือบ 100 ล้านบาท แต่กลับไม่มีการตรวจสอบย้อนหลังว่า ในปีที่มีการโกงสอบเกิดขึ้น ได้มีการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมไปกี่ครั้ง และรัฐบาลจะเรียกคืนงบเบี้ยประชุมที่จ่ายให้กับชุดที่เกิดการทุจริตอย่างไร
3. เงินนอกงบประมาณจากค่าสมัครสอบ 175.3 ล้านบาท นายสาทิตย์ ระบุว่า ในคดีโกงสอบท้องถิ่น มีผู้สมัครสอบสูงถึง 438,277 ราย โดย สถ. จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนละ 400 บาท รวมเป็นเงินนอกงบประมาณกว่า 175.3 ล้านบาท แม้จะมีการว่าจ้างมหาวิทยาลัยจัดสอบในวงเงิน 133 ล้านบาท แต่ยังมีเงินส่วนต่างเหลืออยู่มหาศาล ซึ่งไม่เคยนำมาแสดงไว้ในรายงานงบประมาณแผ่นดินอย่างเปิดเผย
"การโกงสอบท้องถิ่นถือเป็นการทำลายระบบคุณธรรมในระบบราชการไทยอย่างร้ายแรง ผมขอเรียกร้องให้ กมธ. ลุกขึ้นชี้แจง และเสนอให้ต่อไปนี้ เงินค่าสมัครสอบและงบจัดสอบท้องถิ่นทั้งหมด ต้องนำกลับเข้ามาอยู่ในระบบเงินงบประมาณแผ่นดิน เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถตรวจสอบได้ หาก กมธ. ไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างน่าผิดหวังอย่างยิ่ง" นายสาทิตย์ กล่าว
ห่วงตัดงบระบบความปลอดภัยกรมราชทัณฑ์-DSI ขอ กมธ.แจงหลักเกณฑ์
นางสาวสุภานันท์ ปัญญาทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ พรรคกล้าธรรม อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่สอง มาตรา 21 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานในกำกับ โดยตั้งข้อสังเกตและสอบถามไปยัง กมธ.วิสามัญฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปี 70 สภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับการปรับลดงบประมาณในส่วนงานด้านระบบรักษาความปลอดภัย ว่า จากรายงานการปรับลดงบประมาณ พบข้อสังเกตว่า กมธ.วิสามัญฯ ได้ปรับลดงบประมาณโครงการติดตั้งและปรับปรุงระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ของกรมราชทัณฑ์เกือบทั้งหมดลงในอัตรา 5% เท่ากันทั่วประเทศ พร้อมตั้งคำถามว่าได้ใช้มาตรการหรือหลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาบนพื้นฐานข้อเท็จจริง
นางสาวสุภานันท์ กล่าวว่า ระบบ CCTV ในเรือนจำไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สำนักงานทั่วไป แต่เปรียบเสมือนดวงตาที่ช่วยให้ผู้คุมตรวจจับความปลอดภัย ป้องกันการหลบหนี ป้องกันยาเสพติดและสิ่งของต้องห้าม หากการตัดงบส่งผลให้กรมราชทัณฑ์ต้องลดคุณสมบัติอุปกรณ์ (สเปก) หรือลดจำนวนกล้องลงจนเกิดจุดอับสายตา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และสังคมภายนอก นอกจากนี้ ยังพบการตัดลดงบประมาณในโครงการสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ โครงการจัดทำเรือนจำอัจฉริยะ ที่ตั้งงบไว้ 50 ล้านบาท แต่ถูกตัดงบไป 5 ล้านบาท (คิดเป็น 10%) ทั้งที่เป็นโครงการนำเทคโนโลยีมาช่วยลดภาระผู้คุม ระบบรักษาความปลอดภัย ณ ศูนย์ราชการ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตั้งงบไว้ 73,442,000 บาท แต่ถูกปรับลดไปถึง 6,684,200 บาท (คิดเป็น 9.1%) ทั้งที่ DSI รับผิดชอบคดีซับซ้อน ควบคุมผู้ต้องหาสำคัญ ตลอดจนดูแลความปลอดภัยของกลางและสำนวนคดี
นอกจากนี้ นางสาวสุภานันท์ ได้ฝากคำถาม 2 ประเด็นสำคัญไปยัง กมธ.วิสามัญฯ ได้แก่ ประเด็นแรก เกณฑ์การปรับลดงบ CCTV 5% เท่ากันทุกแห่ง มีเหตุผลหรือหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยอ้างอิง หรือเป็นเพียงการหั่นตัวเลขทางบัญชี ส่วนประเด็นที่สอง ผลกระทบจากการตัดงบเรือนจำอัจฉริยะและ DSI จะส่งผลให้ต้องปรับลดคุณสมบัติอุปกรณ์ หรือกระทบต่อแผนความมั่นคงและความปลอดภัยโดยรวมอย่างไร โดยตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับคำชี้แจงที่เป็นรูปธรรม เพื่อยืนยันว่า กมธ.วิสามัญฯ ตระหนักถึงความปลอดภัยของสาธารณะอย่างแท้จริง
การปรับโครงสร้างบริหาร ศธ. เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
ในการพิจารณามาตรา 24 งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานในกำกับ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมืองอภิปรายในหลายประเด็น ทั้งข้อเสนอปรับเปลี่ยนแนวทางการเรียนการสอน การปรับโครงสร้างบริหารเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนข้อสังเกตเรื่องความคุ้มค่าของการจัดสรรงบประมาณ
นายอัมพร พินะสา สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่าประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะเด็กเกิดน้อยแต่คุณภาพการศึกษายังไม่สูงเท่าที่ควร โดยเห็นว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ความรู้ของครูหรือผู้บริหาร แต่เกิดจากการจัดสรรงบประมาณที่ยังไม่ครอบคลุมถึงปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล เช่น อำเภอท่าสองยาง พบพระ และอุ้มผาง ที่ยังขาดแคลนบ้านพักครู พาหนะรับส่ง ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต พร้อมเสนอให้คืนบทบาทครูสู่ห้องเรียน คืนผู้อำนวยการสู่การบริหารโรงเรียน และกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่การศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษาร่วมออกแบบการเรียนรู้
ความเห็นต่างเรื่องการปรับลดงบประมาณ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส. ศรีสะเกษ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย แสดงความไม่เห็นด้วยกับการปรับลดงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ โดยชี้ว่างบประมาณส่วนใหญ่เป็นงบบุคลากร ขณะที่งบที่ถึงตัวเด็กและโรงเรียนโดยตรงมีสัดส่วนน้อยอยู่แล้ว การยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กยังต้องใช้งบประมาณเพิ่มศักยภาพโรงเรียนใกล้เคียง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงผลสำเร็จของการปรับวิธีเรียนจากการท่องจำมาเป็นการคิดวิเคราะห์ ซึ่งส่งผลให้คะแนน PISA ของไทยขยับจากอันดับที่ 58 มาอยู่ที่อันดับ 53 และดีขึ้นในทุกตัวชี้วัด โดยไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศทั่วโลกที่มีคะแนนสูงขึ้น จึงเสนอให้ปรับลดงบประมาณเพียงร้อยละ 0.001
นายจักรภพ เพ็ญแข สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอปรับลดงบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการลงร้อยละ 5 โดยให้เหตุผลว่าสำนักงานปลัดฯ ยังไม่ประสบความสำเร็จในการบูรณาการการทำงานร่วมกันของ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสภาการศึกษา ซึ่งส่งผลให้การทำงานยังคงแยกส่วนกัน พร้อมเสนอให้ปรับกรอบแนวคิดจากการกำหนดมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด มาเป็นการส่งเสริมความหลากหลายของผู้เรียนแต่ละคน และเห็นว่าในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) บทบาทของครูควรปรับจากผู้สั่งการมาเป็นผู้ให้คำแนะนำ
ข้อสังเกตด้านงบพัฒนาคุณภาพการศึกษา
น.ส.พิมพการ พลสมัคร สส. อุบลราชธานี เขต 3 พรรคไทรวมพลัง ชื่นชมคณะอนุกรรมาธิการที่ร่วมกันปรับลดงบประมาณส่วนเกินได้กว่า 585 ล้านบาท แต่ตั้งข้อสังเกตว่างบประมาณสุทธิของกระทรวงศึกษาธิการถูกปรับลดลง 144 ล้านบาท โดยเฉพาะแผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ถูกปรับลดพร้อมกันใน 8 หน่วยงาน รวมกว่า 144 ล้านบาท ซึ่งมากกว่ายอดปรับลดสุทธิของทั้งกระทรวง ขณะที่อาชีวศึกษาได้รับการจัดสรรงบเพิ่มในแผนงานพื้นฐาน แต่กลับถูกปรับลดงบพัฒนาคุณภาพลง 20 ล้านบาท นอกจากนี้ยังแสดงความห่วงใยกรณีการปรับลดงบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) 21 ล้านบาท และปัญหาผู้กู้ยืมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ในมหาวิทยาลัยราชภัฏที่ไม่ได้รับการอนุมัติวงเงินกู้ยืม
ข้อเสนอปรับโครงสร้างและกระจายอำนาจ
นายอดิศร เพียงเกษ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ตั้งข้อสังเกตต่อโครงสร้างการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการ โดยย้อนถึงความพยายามในอดีตที่จะกระจายอำนาจออกจากส่วนกลาง แต่ต่อมามีการรื้อฟื้นโครงสร้างศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัดขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่เดิม พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อกระจายอำนาจการตัดสินใจไปสู่ระดับโรงเรียน อำเภอ และจังหวัดมากขึ้น
ข้อสังเกตเรื่องงบอุดหนุนรายหัวนักเรียน
นายพีรพล กนกวลัย สส. พรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่ในทางปฏิบัติผู้ปกครองยังต้องจ่ายเงินเพิ่มให้โรงเรียนคนละ 2,000–3,000 บาท พร้อมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณอุดหนุนรายหัวนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนเอกชน และอาชีวศึกษา ซึ่งยังไม่มีการแยกสัดส่วนนักเรียนต่างชาติที่เรียนร่วมกับเด็กไทยอย่างชัดเจน โดยระบุว่าปัจจุบันมีนักเรียนต่างชาติเรียนร่วมในห้องเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 จึงเสนอให้กระทรวงจัดทำรายละเอียดและแยกตัวเลขงบประมาณของนักเรียนต่างชาติให้ชัดเจนในปีงบประมาณต่อไป
นายสุทัศน์ มีศิริ สส. นนทบุรี เขต 6 พรรคประชาชน อภิปรายว่าการจัดทำงบประมาณด้านการศึกษาในภาพรวมยังมีความไม่สอดคล้องกัน โดยฉากหน้าปรากฏการปรับลดงบโครงการที่ไม่จำเป็นลง 144 ล้านบาท แต่ในเอกสารกลับพบการตั้งงบเพิ่มขึ้น 96 ล้านบาท ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อใช้ในงบดำเนินงานฝึกอบรมระยะสั้นที่ยังไม่มีความชัดเจนด้านการวัดผลสัมฤทธิ์ ขณะเดียวกันโรงเรียนขนาดเล็กในหลายพื้นที่ยังประสบปัญหาอาคารเรียนทรุดโทรม และงบกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ช่วยเหลือเด็กยากจนถูกปรับลดลง 21 ล้านบาท จึงเรียกร้องให้สมาชิกร่วมพิจารณาปรับลดงบประมาณในมาตรานี้ตามที่ได้สงวนคำแปรญัตติไว้
ปิดประชุมตี 2 อภิปรายต่อ 10 ก.ย.
ช่วงเวลาประมาณ 22.30 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน หารือต่อที่ประชุม ซึ่งมีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ขอความชัดเจนเกี่ยวกับแผนการประชุม หากการพิจารณาร่างงบประมาณปี 2570 สามารถแล้วเสร็จตามกำหนด
นายพริษฐ์ ระบุว่า ควรมีการแจ้งแนวทางล่วงหน้า เพื่อให้สมาชิกสามารถบริหารจัดการภารกิจและการเดินทางได้ โดยเฉพาะวาระสำคัญที่ยังค้างจากสัปดาห์ก่อน ทั้งปัญหาชายแดนใต้ และการรับทราบรายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมเสนอให้วิปรัฐบาลและฝ่ายค้านหารือร่วมกัน เพื่อจัดลำดับวาระให้เกิดความชัดเจน
ต่อมาเข้าสู่การพิจารณางบประมาณกระทรวงสาธารณสุข โดยสมาชิกอภิปรายตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณโครงการอาสาพยาบาล อาจมีความซ้ำซ้อนหรือคาบเกี่ยวกับภารกิจของหน่วยงานเดิม และอาจไม่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่
กระทั่งเวลาประมาณ 23.45 น. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หารือขอความชัดเจนเกี่ยวกับกรอบเวลาการประชุม หลังได้รับข้อมูลว่าอาจไม่มีการพักประชุม และอาจพิจารณาต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเช้าหรือบ่ายของวันถัดไป
นายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านได้ให้ความร่วมมือ พร้อมเสนอทางออก โดยให้พิจารณามาตรา 26 ให้แล้วเสร็จภายในคืนนี้ และจะถอนรายชื่อผู้อภิปรายเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถหารือกำหนดกรอบเวลาของวันถัดไปได้
พร้อมย้ำว่า การพิจารณางบประมาณไม่ควรเป็นเพียงการเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้น แต่ต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปราย โดยเฉพาะงบประมาณขององค์กรอิสระ เพราะหากลากยาวจนดึกอาจไม่มีคนฟัง
สอดคล้องกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ทุกฝ่ายหาทางออกร่วมกัน โดยเห็นว่าควรกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายในแต่ละมาตราให้ชัดเจน เพื่อให้สมาชิกทุกฝ่ายสามารถวางแผนการอภิปรายได้
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า สมาชิกที่สงวนความเห็นหรือเสนอแก้ไขมาตราต่าง ๆ มีสิทธิอภิปราย แต่ประธานต้องควบคุมให้อยู่ในประเด็น พร้อมเห็นว่าหากทุกฝ่ายสามารถตกลงกติกาการทำงานร่วมกันได้ จะช่วยให้การประชุมเดินหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงว่า ไม่มีการดึงเวลาหรือถ่วงรั้งการพิจารณางบประมาณ สมาชิกทุกคนใช้สิทธิอภิปรายตามเวลาที่กำหนด
นายบุญจง ย้ำว่า การอภิปรายเรื่ององค์กรอิสระ เป็นสิทธิของสมาชิก ไม่ควรมองว่าเป็นการปกป้องหรือขัดขวาง พร้อมขอให้ทุกฝ่ายปล่อยให้การประชุมเดินหน้าตามระบบ
ส่วนนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ระบุว่า ได้ประสานงานระหว่างวิปรัฐบาลและฝ่ายค้าน เพื่อให้การพิจารณางบประมาณเดินหน้าต่อ พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาฝ่ายรัฐบาลตั้งใจยื้อเวลา พร้อมระบุว่า ร่างงบประมาณฉบับนี้ไม่ใช่งบประมาณของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นงบประมาณของประชาชนทั้งประเทศ
นายกรวีร์ ยอมรับว่า ตั้งแต่เริ่มพิจารณายังไม่สามารถควบคุมเวลาได้ตามเป้าหมาย แต่ภารกิจสำคัญคือทำให้การพิจารณางบฯเสร็จสิ้นให้ได้
ต่อมาเวลาประมาณ 01.30 น. นายพริษฐ์ หารืออีกครั้ง โดยเสนอให้ทุกฝ่ายมุ่งหาทางออกร่วมกัน หลังมีการหารือระหว่างวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาล พร้อมระบุว่า ไม่ควรแข่งขันกันว่าใครอดทนมากกว่าใคร แต่ควรให้ความสำคัญกับภารกิจของสภาฯ คือการพิจารณาร่างงบประมาณปี 2570 ให้แล้วเสร็จ
นายพริษฐ์ เสนอให้แบ่งเวลาการอภิปรายของแต่ละฝ่าย และบริหารจัดการให้อยู่ภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด เพื่อให้การพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันถัดไป รวมถึงขอให้กำหนดความชัดเจนเกี่ยวกับการพิจารณาปัญหาชายแดนใต้ และรายงาน กกต.
ภายหลัง นายกรวีร์ แจ้งต่อที่ประชุมว่า ได้หารือกับตัวแทนวิปฝ่ายค้าน และได้ข้อสรุปแนวทางบริหารเวลา โดยฝ่ายค้านจะใช้เวลาอภิปรายรวม 6 ชั่วโมง ส่วนเวลาที่เหลือเป็นการบริหารจัดการของฝ่ายรัฐบาล เพื่อให้การพิจารณาเดินหน้าไปตามเป้าหมาย
สำหรับข้อเสนอให้ประชุมสภาฯ ในวันศุกร์ นายกรวีร์ ระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในอำนาจตัดสินใจของประธานวิปฯ
ทั้งนี้ หลังการหารือที่ประชุมจึงเดินหน้าพิจารณาร่างงบประมาณปี 2570 ต่อไป จนเสร็จสิ้นการพิจารณาในมาตรา 26 เกี่ยวกับงบประมาณกระทรวงอุตสาหกรรม ก่อนที่ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ได้สั่งปิดการประชุมในเวลาประมาณ 02.05 น.
ที่มาเรียบเรียงจาก: TPchannel | สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา | สำนักข่าวไทย | Thai PBS
* ข่าว
* การเมือง
* เศรษฐกิจ
* งบประมาณ 70
* งบประมาณรายจ่ายประจำปี
* งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570