#GasTech2026
September 13, 2026 at 5:34 PM
Asia-Pacific is expected to drive over 75% of global natural gas demand growth by 2050. 📈

At #GasTech2026, EDF's Hanling Yang says methane mitigation is the best near-term opportunity for oil and gas. Methane is a valuable energy resource, not just a pollutant.
September 21, 2026 at 5:10 PM
ดีลมูลค่ามหาศาลใน Gastech2026 แต่ใครกันแน่ที่ต้องแบกรับภาระจากภาวะ 'โลกเดือด'?
ดีลมูลค่ามหาศาลใน Gastech2026 แต่ใครกันแน่ที่ต้องแบกรับภาระจากภาวะ 'โลกเดือด'? ภาพจาก กรีนพีซ ประเทศไทย admin666 Wed, 2026-09-16 - 21:57 16 ก.ย. 2569 ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย กรีนพีซ ประเทศไทย และองค์กรเครือข่ายจัดเสวนาสะท้อนปัญหาจากการขยายตัวอุตสาหกรรมพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ที่ส่งผลต่อภาวะโลกรวนและกระทบต่อการดำรงชีวิตมนุษย์ และขณะนี้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ Gastech2026 อยู่ที่ไบเทคบางนา กรุงเทพ โดยมีทั้งหน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจมาร่วมทำข้อตกลงในการขยายอุตสาหกรรมพลังงาน การเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นในชื่อ “ภาพลวงตาของอุตสาหกรรมฟอสซิล : สำรวจอำนาจของภาคธุรกิจ เส้นทางการเงินและต้นทุนที่ซ้อนเร้นในงาน Gastech2026” โดยมีทั้งองค์กรภาคประชาสังคมและตัวแทนจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานก๊าซในพื้นที่มานำเสนอปัญหาของอุตสาหกรรมพลังงานที่กำลังขยายเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการพัฒนาที่กระทบต่อการทำมาหากินและสุขภาพของชุมชนรอบๆ ทั้งฉะเชิงเทรา ระยอง และปราจีนบุรี ดีลใน Gastech2026 มีเพื่อขยายอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล  มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านสภาพอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากกรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวถึง การประชุม Gastech2026 เป็นการประชุมที่รัฐบาลและบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจพลังงานฟอสซิลมาทำข้อตกลงและขยายสัญญาการซื้อขายก๊าซระยะยาว การสร้างวาทกรรมใหม่ให้กับการคงอยู่และขยายตัวของอุตสาหกรรม LNG เอาไว้ต่อไปหลังเกิดวิกฤตสงครามที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ  มนูญ วงษ์มะเซาะห์ แม้ว่าเดิมทีการประชุม Gastech เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เกิดการพูดคุยทำข้อตกลงเพื่อขยายอุตสาหกรรมฟอสซิล จากเดิมที่เคยเป็นเพียงการประชุมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในลอนดอนเมื่อปี 2015 แต่ก็พัฒนามาจนกลายเป็นเวทีประชุมขนาดใหญ่ระดับโลก โดยปีนี้กระทรวงพลังงานของไทยก็เป็นเจ้าภาพหลักพร้อมโฆษณาว่าเป็นงานโชว์นิทรรศการและการประชุมแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีแก๊ส และเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน อีกทั้งยังรวมถึงเรื่องดาต้าเซนเตอร์และเอไอด้วย โดยมีสปอนเซอร์และผู้ร่วมจัดหลักของงานเป็นบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง Chevron Exxon และ Shell ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดวาระของการประชุมพร้อมกับมีบริษัทด้านพลังงานของไทยเป็นผู้ร่วมจัดด้วยเช่น ปตท. และ Gulf ด้วย มนูญกล่าวว่าเวทีนี้จึงเป็นการรวมผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลระดับโลกและระดับประเทศมาเจอกัน ทำให้มีเรื่องต้องจับตาเช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายลงทุนของอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย และยังมีเรื่อง “ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593” หรือ PDP 2026 ซึ่งแผนดังกล่าวนี้ยังคงมีการคาดการณ์ถึงการใช้พลังงานจากแก๊สอยู่ตลอดในทุกฉากทัศน์ของแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในแผน PDP2026  “คำถามสำคัญที่เราถามก็คือใครจะต้องจ่ายค่าความสูญเสียหรือภาระระลอกใหม่จากการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่เกิดขึ้นในการประชุม Gastech ครั้งนี้ จึงไปตั้งคำถามกับสิ่งที่รัฐบาลไทยไปส่งเสริมกำลังสร้างภาระให้กับประชาชนด่านหน้าในภาคตะวันออกทั้งฉะเชิงเทรา ระยอง ปราจีนบุรี และชลบุรีที่อยู่ในเขต EEC” ตัวแทนจากกรีนพีซกล่าว บริษัทพลังงานต้องร่วมรับผิดชอบภาวะ "โลกเดือด" มนูญกล่าวถึงบริษัทพลังงานรายใหญ่ที่มาเป็นผู้ร่วมจัดงาน Gastech ก็ถือเป็นอาชญากรทางด้านสิ่งแวดล้อมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดติด 10 อันดับแรกของโลก ไม่ว่าจะเป็น Chevron อันดับ 4 Exxon อันดับ 5 และ Shell อันดับ 9  ส่วนบริษัทในเอเชียที่เข้าร่วมอกจากของประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียแล้ว ของไทยก็ยังมีบริษัทบ้านปูและบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.อันดับที่ 100 และ 125 ตามลำดับ  “วิกฤตโลกเดือดไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่มันเกิดโดยมีผู้ก่อ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการรับผิดรับชอบต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจและต้องคำนึงถึงความสำคัญในการมุ่งไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สะอาดและเป็นธรรมเพื่อลดวิกฤตโลกเดือดให้กับประชาชนอีก 99%” มนูญกล่าวว่างาน Gastech ที่พื้นที่ของการทำข้อตกลงเพื่อขยายการทำอุตสาหกรรมฟอสซิล เพราะงานในปี 2015 เปโตรไชน่าลงนามข้อตกลงหลายฉบับเพื่อซื้อขาย LNG ในระยะยาวและยังมีบริษัทอื่นๆ จำนวนมากที่เข้าไปทำข้อตกลงเพื่อขยายอุตสาหกรรมฟอสซิลและโครงสร้างการผลิตและใช้พลังงานฟอสซิลด้วยเช่นกัน ใน Gastech ปีนี้เพียงแค่ผ่านมา 1 วันบริษัทอย่าง BGrimm Power PCL ก็ทำข้อตกลงในการทำห่วงโซ่อุปทานของกังหันก๊าซที่ใช้ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานก๊าซ และเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยก็ออกมายอมรับว่าสามารถบรรลุข้อตกลงมูลค่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และช่วยตอกย้ำศักยภาพของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานโลกด้วย นอกจากเรื่องมูลค่าทางธุรกิจจากข้อตกลงที่เกิดขึ้นภายในงาน ตัวแทนจากกรีนพีซยังยกตัวอย่างการกำหนดวาทกรรมและวาระการผลิตการใช้พลังงานฟอสซิลต่อไปมากมายจากทั้งรัฐบาลไทยและบริษัทเอกชนไทยและต่างประเทศด้วย เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทยที่บอกว่าแก๊สยังต้องไปต่อและเป็นส่วนสำคัญในอุตสหากรรมของไทย  หรือบริษัทพลังงานรายใหญ่ 5 รายพูดในงานว่าจำเป็นต้องฟื้นฟูห่วงโซ่อุปทานของแก๊ซกลับขึ้นมาหลังเกิดวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง โดย Shell ได้พูดถึงการทำสัญญาซื้อขายระยะยาวให้มากขึ้นเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน หรือ Chevron เองก็พูดในงานไปในทางเดียวกัน ส่วน Exxon ก็พูดถึงการเพิ่มกำลังผลิต LNG เป็นสองเท่าและมองว่าเอเชียจะเป็นตลาดสำคัญในอนาคตเนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นจากธุรกิจดาต้าเซนเตอร์และการใช้เอไอ ไปจนถึงการผูกเรื่องความมั่นคงทางพลังงานกับการรักษาตลาด LNG เอาไว้ ไทยยังวางแผนใช้ก๊าซต่อไปเรื่อยๆ  ส่วนผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง ปตท.ก็ยังมองว่ายังต้องนำเข้า LNG อีก 20-30 ปีโดยทำควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนและยังสำคัญต่อไทย ส่วน BGrimm บอกว่าพลังงานจากก๊าซธรรมชาติยังสามารถอยู่ร่วมกับการใช้พลังงานหมุนเวียนได้เพราะต้องใช้พลังงาน 24 ชั่วโมง ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ก็กล่าวถึงการจัดหา LNG ในระยะยาวไปจนถึงการใช้พื้นที่รองรับ LNG ในมาบตาพุด 2 และมาบตาพุด 3 โดยเชื่อมโยงกับความพยายามเชื่อมพาวเวอร์กริดในอาเซียนด้วย มนูญมองว่าวาทกรรมเหล่านี้เป็นมองภาพการขยายตัวอุตสาหกรรมพลังงานก๊าซ และเมื่อเทียบกับแผน PDP2026 ก็เห็นชัดเจนว่าทุกช่วงและทุกทางเลือกยังคงมีการใช้พลังงานก๊าซทั้งหมด จากแผนจะเห็นภาพชัดว่าการใช้ก๊าซในการผลิตพลังงานจะคงอยู่กับคนไทยไปอีกนาน และจะยังคงมีการนำเข้า LNG อยู่  ภาพจากสไลด์ของมนูญแสดงให้เห็นการวางฉากทัศน์การเปลี่ยนผ่านพลังงานในแผน PDP2026 โดยการใช้ก๊าซถูกระบุใน CCGT มนูญกล่าวว่าจาก แผน PDP2026 ที่ยังคงใช้พลังงานก๊าซเช่นนี้ประกอบกับการทำข้อตกลงต่างๆ ในงาน Gastech ที่ทำให้เห็นความพยายามขยายอุตสาหกรรมก๊าซและใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด ทำให้องค์กรภาคประชชนตั้งข้อสังเกตว่าแผนพลังงานของไทยอาจจะไม่ได้ไปด้วยกันกับแผนลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็น Net Zero ภายในปี 2050 ได้ มนูญได้กล่าวถึงข้อเรียกร้อง 5 ข้อที่มีต่อรัฐบาล กระทรวงพลังงานและภาคธุรกิจ * ยุติการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลและเร่งการเปลี่ยนผ่านไปพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะที่ ปตท.ประกาศ LNG Hub จะต้องทบทวนใหม่และมุ่งไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม * ต้องยุติการฟอกเขียวที่ไม่แก้ปัญหาโลกเดือด อย่างเช่น โครงการดักจับคาร์บอน  * ปฏิรูปการจัดทำแผน PDP2026 จะต้องมีภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย เพราะที่ผ่านมาประชาชนกลับถูกกีดกันและแผนนี้ยังไม่สอดคล้องกับข้อตกลงปารีสในการลดก๊าซเรือนกระจก และแผน PDP ต้องมีกลไกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนหรือถูกครอบงำจากการกำหนดนโยบายจากธุรกิจพลังงาน * ยกระดับทำกฎหมายประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์หรือ SEA โดยเฉพาะโครงการที่จะกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน หรือผู้มีส่วนได้เสียอื่นใดที่จะได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมจะต้องทำกระบวนการ SEA ก่อน * ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องยกระดับธรรมาภิบาลการลงทุน บังคับให้ภาคธุรกิจรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงคุ้มครองผู็ที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก “เราไม่อยากเห็นพี่น้องของเราถูกตั้งค่าหัวหรือถูกใช้ SLAPP (ฟ้องคดีปิดปาก) จากการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องผลประโยชน์สาธารณะรวมถึงภาคธุรกิจหรือสถาบันการเงินมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิบัติตามคำชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนตามกรอบที่จะต้องเคารพ เยียวยาในการดำเนินธุรกิจ โดยไม่ใช่ภาคสมัครใจแต่ต้องเป็นภาคบังคับ” มนูญกล่าว โรงไฟฟ้ากำลังจะมาแย่งชิงทรัพยากรกับชุมชน จิราพัชร ช้ำเกตุ ตัวแทนกลุ่มฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์กล่าวถึงการต่อสู้ของภาคประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทราในการคัดค้านโรงไฟฟ้าก๊าซของบริษัทบูรพาพาวเวอร์มาตลอด 18-19 ปี ตั้งแต่ยังเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินจนเปลี่ยนมาเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซในทุกวันนี้ เพราะให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้เข้าสู่ระบบเมื่อไหร่ก็จะมีโอกาสเกิดโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มขึ้นอีก เพราะโรงไฟฟ้าบูรพาเกือบเป็นโรงไฟฟ้าแห่งสุดท้ายแล้วที่ยังอยู่ในระบบตอนนี้ จิราพัชร ช้ำเกตุ ส่วนการต่อสู้ของชุมชนไม่ได้มีเพียงแค่ประเด็นโรงไฟฟ้าบูรพาอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆ ในพื้นที่ด้วย เพราะผลกระทบต่อพื้นที่และเกษตรกรในพื้นที่ที่มีอยู่แต่เดิมก็มีคำถามแล้วว่าจะจัดการอย่างไร แต่เมื่อมีโรงไฟฟ้าบูรพาเพิ่มขึ้นมาอีกจะจัดการอย่างไร จึงมีทั้งการประท้วงและยื่นหนังสือการติดตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ไปจนถึงการใช้สิทธิทางกฎหมายในการฟ้องร้องดำเนินคดี รวมถึงจัดทำข้อมูลจัดเวทีชุมชน ก็เป็นการยกระดับการต่อสู้ของภาคประชาชนและภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศด้วย “การต่อสู้ของคนในชุมชนจึงไม่ใช่แค่เรื่องโรงไฟฟ้าบูรพา แต่เป็นการพูดถึงระบบที่เชื่อมโยงกัน เช่น เรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ในการเกษตรและอากาศที่ใช้หายใจซึ่งเป็นทรัพยากรใช้ร่วมกันอยู่กับโรงไฟฟ้าบูรพา”  จิราพัชรกล่าวว่าประเด็นที่ภาคประชาชนชี้แจงเข้าไปในรายงาน EIA และภาครัฐทั้งหลายเป็นการตอกย้ำปัญหาของชุมชุน โดยเฉพาะเรื่องน้ำที่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าอ่างเก็บน้ำซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทางที่จะถูกเอามาใช้กับโรงไฟฟ้าบูรพามีน้ำไม่เพียงพอแล้วต่อการใช้ของชุมชนแม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูกาลที่ยังมีน้ำ ถ้ามีโรงไฟฟ้าบูรพาเพิ่มขึ้นมาอีกจะใช้มีการแย่งชิงทรัพยากรของชุมชนอีกแค่ไหน ชุมชนต้องแบกรับความเสี่ยงอีกนานเท่าไหร่ ยิ่งไปกว่านั้นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ก็ส่งผลกระทบกับเกษตรกรในพื้นที่แล้ว มะม่วงไม่ติดดอกแล้ว เกษตรอินทรีย์ก็ได้ผลผลิตน้อยลง ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวเองเพราะไม่มีเอกชนรายไหนยอมรับว่าตัวเองทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและทำให้เกิดผลกระทบในพื้นที่ทำให้คนในชุมชนต้องแบกรับปัญหาไว้เองทั้งที่คนในชุมชนไม่ควรต้องมาแบกรับภาระเหล่านี้แทน จิราพัชรกล่าวว่า เมื่อการพัฒนาไม่สอดคล้องกับชุมชนยิ่งทำให้ความเปราะบางของชุมชนเพิ่มมากขึ้นและยังเพิ่มขึ้นอีกจากอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลทั้งหลาย ดังนั้นเวลาพูดเรื่องโรงไฟฟ้าบูรพาจึงไม่ใช่แค่มีคำถามว่าโรงไฟฟ้าจะสร้างผลกระทบแค่ไหน แต่พื้นที่ยังสามารถรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้มากกว่านี้อีกหรือไม่ด้วย จิราพัชรกล่าวถึงข้อเสนอและข้อเรียกร้องว่า ถ้าการเข้ามาของโรงไฟฟ้าบูรพาจะยิ่งซ้ำปัญหาของพื้นที่ดังนั้นคนในพื้นที่ต้องการคือไม่มีโรงไฟฟ้าก๊าซโรงใหม่แล้วก็การใช้พลังงานฟอสซิลในแผน PDP และต้องมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่ได้เข้าไปร่วมออกแบบแผนพลังงาน  ชาวประมงระยองได้ผลกระทบจากอุตสาหกรรม LNG มาหลายสิบปี  ปวัตร กาญจนะวงศ์ จากเครือข่ายชุมชนประมงเรือเล็กระยอง กล่าวถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ระยองตั้งแต่สมัยเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมก๊าซและปิโตรเคมีหลังพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยปี 2516 ทำให้มีการถมทะเลและสร้างท่าเรือน้ำลึก จนกระทั่งเกิดอีสเทิร์นซีบอร์ดทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตแรง ตามมาด้วยการเกิดขึ้นของ EEC   ปวัตร กาญจนะวงศ์ ปวัตรกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาทั้งการถมทะเลและการก่อมลพิษอีกทั้งเมื่อกระแสน้ำเปลี่ยนเกิดน้ำขุ่นทั้งปีทำให้พื้นที่ทำกินของชาวประมงลดน้อยลงจนต้องออกทะเลไปไกลขึ้นเพื่อทำประมง จนปี 2556 เกิดเหตุน้ำมันรั่วเข้าเกาะเสม็ดเหตุการณ์นี้ทำให้สัตว์น้ำหายไป 8 ปีและชายหาดเต็มไปด้วยก้อนคาร์บอน จนปลายปี 2564 เมื่อสัตว์น้ำเริ่มกลับมาชาวบ้านในระยองก็เริ่มมีความหวังจะได้กลับมาทำมาหากินแต่ปี 2565 ก็เกิดเหตุน้ำมันรั่วซ้ำอีกทำให้ทะเลระยองกลับสู่สภาพสัตว์น้ำหายไปหมด  อีกทั้งน้ำเสียจากโรงงานต่างๆ และน้ำจากการหล่อเย็นยังถูกปล่อยลงทะเลจนทะเลระยองกลายเป็นสีดำ มีสัตว์แปลกๆ พัดขึ้นมาเต็มหาดอย่างที่ชาวระยองไม่เคยเห็น ในขณะที่ชาวระยองกำลังสูญเสียรายได้ทุกวันนี้จับปูกันได้แบบนับตัวจากเดิมที่เคยออกทะเลครั้งหนึ่งได้กันหลายสิบกิโล แต่หน่วยงานรัฐก็ไม่พูดอะไร ตัวแทนจากเครือข่ายชุมชนประมงยังกล่าวถึงวิกฤตซ้ำซ้อนจากความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้เกิดคลื่นลมแรงมากขึ้นทะเลกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้นจนกระทบต่อการทำมาหากิน อีกทั้งเมื่อชาวประมงออกทะเลไปลึกขึ้นก็ต้องเจอกับคลื่นลมแรงมากขึ้นด้วย ผลกระทบเหล่านี้ทำให้ชุมชนประมงเปราะบางมาก  “การฟื้นตัวทางธรรมชาติมีอยู่ทะเลฟื้นตัวได้แต่พอโดนกระทำซ้ำๆ มันฟื้นตัวไม่ทัน โดยเฉพาะชุมชนมันส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมด้วยชุมชนก็เลยไม่เหลือเกราะป้องกันและศักยภาพในการตั้งรับต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้ทัน”  “อุปสรรคใหญ่คือโครงสร้างอำนาจไม่เท่ากัน วันนี้เราเห็นทุนขนาดใหญ่ รัฐเปิดโอกาสให้เขาสนับสนุน งดเว้นภาษี งดเว้นทุกอย่างนำแรงงานจากต่างประเทศเข้ามา คนในพื้นที่กลับถูกมองข้าม คนที่อยู่มาดั้งเดิมกลับถูกละเลย กระบวนการ EIA EHIA ก็ไม่ได้รับฟังอย่างเต็มที่ ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดรวมถึงโรงงานก็อ้างว่ากฎหมาย EIA กำหนดให้รับฟังแค่รัศมี 5 กิโล 10 กิโลแค่นั้น แต่จริงๆ มันกระทบทั้งหาดระยองยาว 20-30 กิโล” ปวัตรเสนอว่า อยากให้รัฐบาลหยุดขยายพลังงานฟอสซิลที่จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงอยากให้เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังหมุนเวียนอย่างโซลาร์ภาคประชาชนให้มากขึ้น และรัฐต้องทำกฎหมาย SEA รวมถึงผลักดันกฎหมายการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษหรือ PRTR เพื่อจัดการมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ และยกเลิก EEC หรือเขตเศรษฐกิจอื่นๆ เพราะพื้นที่ไม่มีศักยภาพในการรับมือการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ข้ามกฎหมายควบคุมที่มี นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอต่อสถาบันการเงินด้วยคือ ให้หยุดสนับสนุนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานฟอสซิลเพราะการดำเนินงานของบริษัท  “สถาบันทางการเงินควรรับผิดชอบต่อคาร์บอนฟุตปริ้นท์ที่เกิดขึ้นด้วย อยากให้คุณตระหนักไว้ว่าคุณสนับสนุนบริษัทที่ทำก๊าซฟอสซิล เท่ากับว่าคุณคือหุ้นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตให้กับโลก สิ่งแวดล้อมและกับผู้คนด้วย” ปวัตรกล่าว เสียงประชาชนปราจีนฯ ที่ถูกโยนทิ้งน้ำเน่าจากโรงงานขยะทุนจีน สุเมธ เหรียญพงษ์นาม จากกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง กล่าวว่าสำหรับปราจีนบุรีตอนนี้มีผลกระทบรายวันที่หนักมากไม่มีคนควบคุมดูแลอาชากรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ถ้าภาพของงาน Gastech คือการจับมือกันระหว่างรัฐบาลกับบริษัทใหญ่ สำหรับจังหวัดปราจีนบุรีก็มีภาพของรัฐบาลผู้ออกนโยบาย และนายทุน ชนชั้นนำในจังหวัดที่จับมือกับทุนจีนทั้งถูกกฎหมายและทุนจีนเทา จนถึงทุนจีนเถื่อน  สุเมธกล่าวว่าจังหวัดปราจีนเป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์จะขาดก็เพียงแค่ไม่มีทะเลเท่านั้น อีกทั้งรายได้ต่อหัวของประชาชนในจังหวัดยังสูงเป็นอันดับ 6 เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่กลุ่มทุนกลับลงไปซ้ำเติมปัญหาสิ่งแวดล้อมในจังหวัด ทุกวันนี้ก็จะเห็นข่าวไฟไหม้ ปล่องควันจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 โรง และกำลังจะมีโรงไฟฟ้าขยะเพิ่มอีก 3 โรง เป็นวิกฤตที่กำลังเพิ่มขึ้นในจังหวัด   นอกจากนั้น ตัวแทนกลุ่มปราจีนฯ เห็นว่าการลงทุนอุตสาหกรรมที่เข้ามาในจังหวัดไม่ได้มีความหลากหลายอย่างระยอง แต่ปราจีนบุรีมีแค่ประเทศเดียวที่มาลงทุนคือ ทุนจีนแต่กลุ่มนี้ไม่ได้เอาเทคโนโลยีมาลงให้กับประชาชนมาก กลายเป็นว่าโรงงานที่มาคือโรงงานคัดแยกขยะ(ประเภท 105) กับโรงงานรีไซเคิล(ประเภท 106) เป็นส่วนใหญ่ และแม้ว่าโรงงานเหล่านี้จะจดจัดตั้งอย่างถูกกฎหมายก็ยังมีการปล่อยผลมลพิษออกมาอยู่ อีกทั้งภายในโรงงานถูกกฎหมายเหล่านี้ก็แอบทำโรงหลอมขยะเถื่อนข้างในใช้เตาเผารุ่นเก่าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและไม่มีระบบการป้องกัน สุเมธยกตัวอย่างว่า ตอนไปตรวจพื้นที่ตำบลหนองกี่นักเรียนอนุบาลต้องใส่หน้ากากเรียนกัน เพราะควันจากโรงหลอมทุนจีน หรือแหล่งน้ำข้างบ้านเด็กก็เจอว่ามีโรงงานจีนที่ปล่อยน้ำเสียออกมา “บางทีประชาชนเองก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้ข้อมูลอะไรหรือไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตเขา แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมไป Gastech เหมือนกัน แต่นายกฯ ไม่รับฟังข้อเสนอของเรา ไม่ฟังเสียงประชาชน”   สุเมธกล่าวต่อว่า เมื่อจะมีการเปิดโรงงานต่างๆ ก็ไม่เคยถามประชาชนว่าอยากได้โรงงานหรืออุตสาหกรรมแบบนี้หรือไม่ อยากให้มาแก้ปัญหาที่เป็นอยู่หรือไม่ แต่เสียงของประชาชนถูกกลืนหายไปในส่วนไหนของการพัฒนา  “รัฐบาลของเราเอง ส่วนราชการของเราเองกลับเอาเสียงของเราโยนลงไปในน้ำเน่า ซึ่งมันก็จะหายไปไม่มีทางดังขึ้นมา นี่คือสิ่งที่เราได้รับผลกระทบในจังหวัดปราจีนบุรี การแก้ปัญหามันแก้เพื่อให้โรงงานอยู่ได้หรือให้ประชาชนได้คลายความทุกข์” ดังนั้นสุเมธจึงได้กล่าวถึงข้อเสนอว่า ถ้ารัฐบาลไม่ฟังเสียงของประชาชนแล้วผลักดัน EEC ต่อไปจะทำให้ปราจีนบุรีต้องเจอปัญหาอีกมาก จึงอยากให้อนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีและเป็นประธานบอร์ด EEC ยกเลิกคำสั่งขยาย EEC เพื่อตัดวงจรนี้ และให้ประชาชนได้เข้าไปบริหารจังหวัดตนเองเพื่อให้พวกเขาได้อยู่อย่างมีความสุข ใครคือผู้ตัดสินใจขยายอุตสาหกรรมก๊าซ? ดาวอน ฮวัง ตัวแทนของ Solutions for Our Climate (SFOC) จากประเทศเกาหลีใต้ ทำงานติดตามเส้นทางเงินลงทุนจากกองทุนสาธารณะที่ใช้จ่ายให้กับอุตสาหกรรมก๊าซ โดยเริ่มจากชวนคุยถึงประเด็น “ใครเป็นผู้จ่ายเงินเพื่อทำให้ก๊าซเกิดขึ้น” เพราะผู้ที่ตัดสินใจให้เงินทุนในการสร้างสถานีรับก๊าซทุกแห่ง ท่อส่งก๊าซทุกเส้น และโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซทุกโรง มักจะอยู่ห่างไกลจากสถานที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ และทำให้เกิดผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ ที่วิทยากรคนอื่นๆ เล่าไว้อย่างไร ดาวอนได้กล่าวถึงแนวคิดของการประชุม Gastech ว่าเป็น “จุดที่ความต้องการพลังงานทั่วโลกมาพบกับอุปทาน” โดยประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงในงานคือการมองว่าอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความต้องการพลังงานเติบโตเร็วที่สุดในโลก  ดาวอนเล่าย้อนไปว่า ในการประชุมเมื่อปีที่แล้วตัวแทนรัฐบาลไทยซึ่งมีตำแหน่งระดับเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเองก็ยังเคยไปขึ้นเวทีพูดในทำนองว่า LNG เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ดีที่สุด ซึ่งผู้ที่จะได้รับผลกำไรจากคำอธิบายเช่นนี้ก็คือบรรดา ธนาคาร หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก และบริษัทพลังงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของ SFOC อธิบายกลไกว่า เนื่องโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมก๊าซมีราคาแพงและมีความเสี่ยงสูง ทำให้การสร้างสถานีรับก๊าซ ท่อส่งก๊าซ หรือโรงไฟฟ้าสักแห่งหนึ่ง เท่ากับการผูกเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไว้เป็นเวลาหลายทศวรรษ จึงไม่มีใครรับประกันได้ว่าการดำเนินโครงการจะคุ้มค่าทางการเงิน ทำให้กลายเป็นความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์ไม่เต็มใจจะแบกรับ ดาวอนกล่าวต่อว่า นี่คือจุดที่กองทุนสาธารณะอย่างหน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกและธนาคารของรัฐเข้ามามามีบทบาทเติมช่องว่างนั้น ด้วยการให้กู้ยืม การค้ำประกัน และการประกันความเสี่ยง รัฐไม่เริ่มลงทุน อุตสาหกรรมก๊าสก็ไม่ได้ไปต่อ “การทำเช่นนี้ทำให้พวกเขาทำ 2 เรื่องไปพร้อมกัน ประการแรก พวกเขาทำให้โครงการที่อาจไม่สามารถหาเงินทุนได้ กลายเป็นโครงการที่ธนาคารยอมให้เงินทุน ประการที่สอง การเข้ามาของพวกเขาส่งสัญญาณถึงความปลอดภัย และกระตุ้นให้เงินทุนเอกชนที่รออยู่ข้างสนามไหลตามกองทุนสาธารณะเข้ามา” ดาวอนชี้ว่าโครงการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลเหล่านี้จำนวนมากจะไม่มีวันไปถึงขั้นการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายหากไม่มีเงินจากกองทุนสาธารณะเหล่านั้นเข้ามา กองทุนสาธารณะจึงไม่ได้เพียงให้เงินทุนแก่อุตสาหกรรมก๊าซ แต่ทำให้อุตสาหกรรมก๊าซเกิดขึ้นได้ “ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ส่วนมากมีสิ่งที่เรียกว่า “หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก” ซึ่งเป็นสถาบันของรัฐที่มีหน้าที่ช่วยให้บริษัทในประเทศได้งานในต่างประเทศ หน่วยงานนี้ให้กู้ยืม ค้ำประกัน และประกันความเสี่ยง เพื่อให้เมื่อบริษัทในประเทศยื่นประมูลโครงการในต่างประเทศ บริษัทนั้นจะเข้าร่วมพร้อมการสนับสนุนจากรัฐบาล” ดาวอนอธิบายถึงแหล่งที่มาของเงินจากกองทุนสาธารณะ ดาวอนยกตัวอย่างประเทศของเธอเองว่า ความสำเร็จด้านการส่งออกของเกาหลีใต้สร้างขึ้นบนอุตสาหกรรมหนัก ได้แก่ การต่อเรือ เหล็ก และการก่อสร้างโรงงาน เมื่อบริษัทวิศวกรรมเกาหลีต้องการสร้างสถานีรับก๊าซหรือโรงไฟฟ้าในกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้มีแรงจูงใจที่จะช่วยเหลือด้านเงินทุน เพราะสัญญาก่อสร้างจะตกเป็นของบริษัทเกาหลี ผลที่ตามมาเมื่อมีโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมก๊าซในต่างประเทศก็จะมีคำสั่งซื้อกลับมาที่เกาหลีใต้ ดาวอนอธิบายต่อว่า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งเกาหลี หรือ KEXIM ซึ่งเป็นธนาคารที่รัฐบาลให้การสนับสนุนมีขั้นตอนที่ KEXIM จะออกเอกสารที่เรียกว่า “หนังสือแสดงความสนใจ” หรือ “หนังสือแสดงเจตจำนง” สิ่งนี้ส่งสัญญาณให้บริษัทเกาหลีทราบว่าธนาคารพร้อมจะพิจารณาให้เงินทุนแก่ข้อตกลงของบริษัทนั้น โดยผลในทางปฏิบัติ หนังสือเหล่านี้ก็คือรายการซื้อของของธนาคารที่ทำให้เห็นว่ากำลังจะมีโครงการอะไรเกิดขึ้นบ้าง เกาหลีสร้าง ไทยจ่าย ดาวอนกล่าวว่า เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วรายการของธนาคาร KEXIM มีโครงการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่รอการจัดหาเงินทุนอยู่ 11 โครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่จะมีการประกาศการตัดสินใจให้เงินทุนขั้นสุดท้าย ได้แก่  * ไทย - สถานีนำเข้า LNG 1 แห่งในประเทศไทย * อินโดนีเซีย - โครงการปิโตรเคมี 5 โครงการและโรงผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วมที่ใช้ถ่านหินและก๊าซ 1 แห่ง  * เวียดนาม - โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซ 4 โครงการ  ดังนั้นการให้เงินทุนแก่โครงการเหล่านี้จึงเป็นรอยนิ้วมือแรก หากติดตามดูสักโครงการหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบก็จะพบว่าเกาหลีเข้ามามีส่วนในทุกขั้นตอน ทั้งการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท ผู้ให้เงินทุน และผู้ก่อสร้าง  ดาวอนกล่าวถึงการสร้างสถานีรับ LNG แห่งที่สามที่มาบตาพุด ที่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีกำหนดเปิดในปี 2029 โครงการนี้สัญญาก่อสร้างมูลค่าประมาณ 1.5 ล้านล้านวอน(ประมาณ 3.64 หมื่นล้านบาท) จะตกเป็นของบริษัทเกาหลี คือ POSCO E&C ดาวอนชี้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าควรจะต้องกังวล เพราะการสร้างสถานีรับก๊าซเพิ่มเป็นแห่งที่สามทั้งที่รัฐบาลไทยเองประเมินว่าสถานีรับ 2 แห่งเดิมเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศถึงปี 2030 แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเพิ่มอีก แต่สถานีที่สามนี้ก็จะถูกสร้างขึ้นโดยผู้รับเหมาต่างชาติโดยชำระค่าก่อสร้างด้วยเงินจากประชาชนตลอดหลายปีหลังจากนั้น และการลงทุนของเกาหลีใต้ในลักษณะเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในเวียดนามด้วยเช่นกัน “โครงสร้างแบบเดียวกันกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตราบใดที่ยังมีคนยืนยันว่าภูมิภาคนี้ต้องการก๊าซเพิ่ม หน่วยงานและบริษัทเกาหลีก็ไม่น่าจะปล่อยให้โอกาสผ่านไป” ดาวอนกล่าว มีแค่สัญญาในกระดาษ แต่ไม่หยุดใช้ก๊าซ ตัวแทนจาก SFOC กล่าวว่า แม้บริษัทและธนาคารของเกาหลีใต้เหล่านี้จะประกาศคำมั่นสัญญา ต่อสาธารณะว่าจะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 ทุกแห่งและถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ แต่คำมั่นก็ไม่ใช่แผนงาน ไม่มีกรอบเวลา มีแค่คำมั่นในกระดาษ ไม่มีสถาบันใดในกลุ่มนี้กำหนดวันที่จะหยุดให้เงินทุนหรือหยุดก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับน้ำมันและก๊าซ  ดาวอนกล่าวถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากข้อผูกพันระยะยาวในสัญญาซื้อขาย LNG  เพราะราคาพลังงานไม่ได้อยู่นิ่ง แม้วันที่ลงนามในสัญญาราคาก๊าซอาจถูก แต่เมื่อเกิดแรงกระแทกต่อตลาดเชื้อเพลิงชนิดเดียวกันนี้ราคาอาจสูงขึ้นเกินกว่าจะจ่ายไหว และสัญญาระยะเวลา 20 ปีไม่ได้ปรับตามราคาที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ๆ รวมถึงสถานีรับก๊าซหรือโรงไฟฟ้าที่สร้างขึ้นเพื่อดำเนินงานเป็นเวลา 40 ปีก็เช่นเดียวกัน ทำให้ประเทศที่รับซื้อจะถูกผูกติดอยู่หลายทศวรรษและแบกรับความเสี่ยงด้านราคา ขณะที่ผู้ให้เงินทุนสร้างไม่ได้แบกรับความเสี่ยงเหล่านี้ด้วย ดาวอนย้อนกลับไปที่งาน Gastech มิลานเมื่อปีที่แล้ว งานครั้งนั้นทำให้เกิดข้อตกลงด้านพลังงานระยะยาวระหว่างสหภาพยุโรปและ ExxonMobil และงาน Gastech ในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ก็จะเกิดสิ่งเดียวกันในอาเซียน ที่ข้อตกลงที่เกิดขึ้นในห้องประชุมตลอดสัปดาห์นี้อาจกำหนดทิศทางระบบพลังงานและงบประมาณสาธารณะของประเทศในอาเซียนไปอีก 30 ปี ตัวแทนจาก SFOC ทิ้งท้ายว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานจากก๊าซฟอสซิลไม่ได้เกิดขึ้นจากพลังของธรรมชาติ แต่มาจากสถาบันต่างๆ เป็นผู้ตัดสินใจ มีการลงนามอนุมัติกันในห้อง มีกองทุนสาธารณะอยู่ในใจกลางของแทบทุกทางเลือก เงินก้อนเดียวกันนี้สามารถนำไปสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่พวกเขาเคยให้คำมั่นไว้แล้วแทนได้ “กองทุนสาธารณะคือคานงัด มันทำให้การขยายตัวครั้งนี้เกิดขึ้นได้ และมันก็สามารถหยุดการขยายตัวนี้ได้เช่นกัน เงินมาจากเกาหลี และการตัดสินใจหยุดก็ต้องมาจากเกาหลีเช่นกัน เราขอเรียกร้องให้ผู้ให้เงินทุนภาครัฐและบริษัทพลังงานของรัฐเกาหลี หยุดให้เงินสนับสนุนการขยายตัวของก๊าซที่กำลังเร่งให้ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น และถอนตัวจากโครงการเหล่านี้”  * ข่าว * สิ่งแวดล้อม * Gastech 2026 * สุเมธ เหรียญพงษ์นาม * โลกเดือด * ภาวะโลกร้อน * มนูญ วงษ์มะเซาะห์ * ปวัตร กาญจนะวงศ์
dlvr.it
September 16, 2026 at 6:44 PM
At #GasTech2026, EDF's Steve Hamburg on the methane conversation: appetite for action that didn't exist a decade ago is now focused on what it takes to get results. 📺 ⬇️
September 25, 2026 at 3:45 PM
At #GasTech2026 in Bangkok, EDF's message: the technology is ready — for AI-accelerated methane data and mitigation in emerging markets.

What's missing is implementation to mitigate at speed and scale, and financing to make projects investable at scale.
September 18, 2026 at 2:35 PM
ดีลมูลค่ามหาศาลใน Gastech2026 แต่ใครกันแน่ที่ต้องแบกรับภาระจากภาวะ 'โลกเดือด'?
ดีลมูลค่ามหาศาลใน Gastech2026 แต่ใครกันแน่ที่ต้องแบกรับภาระจากภาวะ 'โลกเดือด'?
ดีลมูลค่ามหาศาลใน Gastech2026 แต่ใครกันแน่ที่ต้องแบกรับภาระจากภาวะ 'โลกเดือด'? ภาพจาก กรีนพีซ ประเทศไทย admin666 Wed, 2026-09-16 - 21:57 16 ก.ย. 2569 ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย กรีนพีซ ประเทศไทย และองค์กรเครือข่ายจัดเสวนาสะท้อนปัญหาจากการขยายตัวอุตสาหกรรมพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ที่ส่งผลต่อภาวะโลกรวนและกระทบต่อการดำรงชีวิตมนุษย์ และขณะนี้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ Gastech2026 อยู่ที่ไบเทคบางนา กรุงเทพ โดยมีทั้งหน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจมาร่วมทำข้อตกลงในการขยายอุตสาหกรรมพลังงาน การเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นในชื่อ “ภาพลวงตาของอุตสาหกรรมฟอสซิล : สำรวจอำนาจของภาคธุรกิจ เส้นทางการเงินและต้นทุนที่ซ้อนเร้นในงาน Gastech2026” โดยมีทั้งองค์กรภาคประชาสังคมและตัวแทนจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานก๊าซในพื้นที่มานำเสนอปัญหาของอุตสาหกรรมพลังงานที่กำลังขยายเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการพัฒนาที่กระทบต่อการทำมาหากินและสุขภาพของชุมชนรอบๆ ทั้งฉะเชิงเทรา ระยอง และปราจีนบุรี ดีลใน Gastech2026 มีเพื่อขยายอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล  มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านสภาพอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากกรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวถึง การประชุม Gastech2026 เป็นการประชุมที่รัฐบาลและบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจพลังงานฟอสซิลมาทำข้อตกลงและขยายสัญญาการซื้อขายก๊าซระยะยาว การสร้างวาทกรรมใหม่ให้กับการคงอยู่และขยายตัวของอุตสาหกรรม LNG เอาไว้ต่อไปหลังเกิดวิกฤตสงครามที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ  มนูญ วงษ์มะเซาะห์ แม้ว่าเดิมทีการประชุม Gastech เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เกิดการพูดคุยทำข้อตกลงเพื่อขยายอุตสาหกรรมฟอสซิล จากเดิมที่เคยเป็นเพียงการประชุมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในลอนดอนเมื่อปี 2015 แต่ก็พัฒนามาจนกลายเป็นเวทีประชุมขนาดใหญ่ระดับโลก โดยปีนี้กระทรวงพลังงานของไทยก็เป็นเจ้าภาพหลักพร้อมโฆษณาว่าเป็นงานโชว์นิทรรศการและการประชุมแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีแก๊ส และเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน อีกทั้งยังรวมถึงเรื่องดาต้าเซนเตอร์และเอไอด้วย โดยมีสปอนเซอร์และผู้ร่วมจัดหลักของงานเป็นบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง Chevron Exxon และ Shell ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดวาระของการประชุมพร้อมกับมีบริษัทด้านพลังงานของไทยเป็นผู้ร่วมจัดด้วยเช่น ปตท. และ Gulf ด้วย มนูญกล่าวว่าเวทีนี้จึงเป็นการรวมผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลระดับโลกและระดับประเทศมาเจอกัน ทำให้มีเรื่องต้องจับตาเช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายลงทุนของอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย และยังมีเรื่อง “ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593” หรือ PDP 2026 ซึ่งแผนดังกล่าวนี้ยังคงมีการคาดการณ์ถึงการใช้พลังงานจากแก๊สอยู่ตลอดในทุกฉากทัศน์ของแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในแผน PDP2026  “คำถามสำคัญที่เราถามก็คือใครจะต้องจ่ายค่าความสูญเสียหรือภาระระลอกใหม่จากการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่เกิดขึ้นในการประชุม Gastech ครั้งนี้ จึงไปตั้งคำถามกับสิ่งที่รัฐบาลไทยไปส่งเสริมกำลังสร้างภาระให้กับประชาชนด่านหน้าในภาคตะวันออกทั้งฉะเชิงเทรา ระยอง ปราจีนบุรี และชลบุรีที่อยู่ในเขต EEC” ตัวแทนจากกรีนพีซกล่าว บริษัทพลังงานต้องร่วมรับผิดชอบภาวะ "โลกเดือด" มนูญกล่าวถึงบริษัทพลังงานรายใหญ่ที่มาเป็นผู้ร่วมจัดงาน Gastech ก็ถือเป็นอาชญากรทางด้านสิ่งแวดล้อมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดติด 10 อันดับแรกของโลก ไม่ว่าจะเป็น Chevron อันดับ 4 Exxon อันดับ 5 และ Shell อันดับ 9  ส่วนบริษัทในเอเชียที่เข้าร่วมอกจากของประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียแล้ว ของไทยก็ยังมีบริษัทบ้านปูและบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.อันดับที่ 100 และ 125 ตามลำดับ  “วิกฤตโลกเดือดไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่มันเกิดโดยมีผู้ก่อ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการรับผิดรับชอบต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจและต้องคำนึงถึงความสำคัญในการมุ่งไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สะอาดและเป็นธรรมเพื่อลดวิกฤตโลกเดือดให้กับประชาชนอีก 99%” มนูญกล่าวว่างาน Gastech ที่พื้นที่ของการทำข้อตกลงเพื่อขยายการทำอุตสาหกรรมฟอสซิล เพราะงานในปี 2015 เปโตรไชน่าลงนามข้อตกลงหลายฉบับเพื่อซื้อขาย LNG ในระยะยาวและยังมีบริษัทอื่นๆ จำนวนมากที่เข้าไปทำข้อตกลงเพื่อขยายอุตสาหกรรมฟอสซิลและโครงสร้างการผลิตและใช้พลังงานฟอสซิลด้วยเช่นกัน ใน Gastech ปีนี้เพียงแค่ผ่านมา 1 วันบริษัทอย่าง BGrimm Power PCL ก็ทำข้อตกลงในการทำห่วงโซ่อุปทานของกังหันก๊าซที่ใช้ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานก๊าซ และเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยก็ออกมายอมรับว่าสามารถบรรลุข้อตกลงมูลค่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และช่วยตอกย้ำศักยภาพของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานโลกด้วย นอกจากเรื่องมูลค่าทางธุรกิจจากข้อตกลงที่เกิดขึ้นภายในงาน ตัวแทนจากกรีนพีซยังยกตัวอย่างการกำหนดวาทกรรมและวาระการผลิตการใช้พลังงานฟอสซิลต่อไปมากมายจากทั้งรัฐบาลไทยและบริษัทเอกชนไทยและต่างประเทศด้วย เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทยที่บอกว่าแก๊สยังต้องไปต่อและเป็นส่วนสำคัญในอุตสหากรรมของไทย  หรือบริษัทพลังงานรายใหญ่ 5 รายพูดในงานว่าจำเป็นต้องฟื้นฟูห่วงโซ่อุปทานของแก๊ซกลับขึ้นมาหลังเกิดวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง โดย Shell ได้พูดถึงการทำสัญญาซื้อขายระยะยาวให้มากขึ้นเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน หรือ Chevron เองก็พูดในงานไปในทางเดียวกัน ส่วน Exxon ก็พูดถึงการเพิ่มกำลังผลิต LNG เป็นสองเท่าและมองว่าเอเชียจะเป็นตลาดสำคัญในอนาคตเนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นจากธุรกิจดาต้าเซนเตอร์และการใช้เอไอ ไปจนถึงการผูกเรื่องความมั่นคงทางพลังงานกับการรักษาตลาด LNG เอาไว้ ไทยยังวางแผนใช้ก๊าซต่อไปเรื่อยๆ  ส่วนผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง ปตท.ก็ยังมองว่ายังต้องนำเข้า LNG อีก 20-30 ปีโดยทำควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนและยังสำคัญต่อไทย ส่วน BGrimm บอกว่าพลังงานจากก๊าซธรรมชาติยังสามารถอยู่ร่วมกับการใช้พลังงานหมุนเวียนได้เพราะต้องใช้พลังงาน 24 ชั่วโมง ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ก็กล่าวถึงการจัดหา LNG ในระยะยาวไปจนถึงการใช้พื้นที่รองรับ LNG ในมาบตาพุด 2 และมาบตาพุด 3 โดยเชื่อมโยงกับความพยายามเชื่อมพาวเวอร์กริดในอาเซียนด้วย มนูญมองว่าวาทกรรมเหล่านี้เป็นมองภาพการขยายตัวอุตสาหกรรมพลังงานก๊าซ และเมื่อเทียบกับแผน PDP2026 ก็เห็นชัดเจนว่าทุกช่วงและทุกทางเลือกยังคงมีการใช้พลังงานก๊าซทั้งหมด จากแผนจะเห็นภาพชัดว่าการใช้ก๊าซในการผลิตพลังงานจะคงอยู่กับคนไทยไปอีกนาน และจะยังคงมีการนำเข้า LNG อยู่  ภาพจากสไลด์ของมนูญแสดงให้เห็นการวางฉากทัศน์การเปลี่ยนผ่านพลังงานในแผน PDP2026 โดยการใช้ก๊าซถูกระบุใน CCGT มนูญกล่าวว่าจาก แผน PDP2026 ที่ยังคงใช้พลังงานก๊าซเช่นนี้ประกอบกับการทำข้อตกลงต่างๆ ในงาน Gastech ที่ทำให้เห็นความพยายามขยายอุตสาหกรรมก๊าซและใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด ทำให้องค์กรภาคประชชนตั้งข้อสังเกตว่าแผนพลังงานของไทยอาจจะไม่ได้ไปด้วยกันกับแผนลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็น Net Zero ภายในปี 2050 ได้ มนูญได้กล่าวถึงข้อเรียกร้อง 5 ข้อที่มีต่อรัฐบาล กระทรวงพลังงานและภาคธุรกิจ * ยุติการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลและเร่งการเปลี่ยนผ่านไปพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะที่ ปตท.ประกาศ LNG Hub จะต้องทบทวนใหม่และมุ่งไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม * ต้องยุติการฟอกเขียวที่ไม่แก้ปัญหาโลกเดือด อย่างเช่น โครงการดักจับคาร์บอน  * ปฏิรูปการจัดทำแผน PDP2026 จะต้องมีภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย เพราะที่ผ่านมาประชาชนกลับถูกกีดกันและแผนนี้ยังไม่สอดคล้องกับข้อตกลงปารีสในการลดก๊าซเรือนกระจก และแผน PDP ต้องมีกลไกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนหรือถูกครอบงำจากการกำหนดนโยบายจากธุรกิจพลังงาน * ยกระดับทำกฎหมายประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์หรือ SEA โดยเฉพาะโครงการที่จะกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน หรือผู้มีส่วนได้เสียอื่นใดที่จะได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมจะต้องทำกระบวนการ SEA ก่อน * ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องยกระดับธรรมาภิบาลการลงทุน บังคับให้ภาคธุรกิจรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงคุ้มครองผู็ที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก “เราไม่อยากเห็นพี่น้องของเราถูกตั้งค่าหัวหรือถูกใช้ SLAPP (ฟ้องคดีปิดปาก) จากการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องผลประโยชน์สาธารณะรวมถึงภาคธุรกิจหรือสถาบันการเงินมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิบัติตามคำชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนตามกรอบที่จะต้องเคารพ เยียวยาในการดำเนินธุรกิจ โดยไม่ใช่ภาคสมัครใจแต่ต้องเป็นภาคบังคับ” มนูญกล่าว โรงไฟฟ้ากำลังจะมาแย่งชิงทรัพยากรกับชุมชน จิราพัชร ช้ำเกตุ ตัวแทนกลุ่มฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์กล่าวถึงการต่อสู้ของภาคประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทราในการคัดค้านโรงไฟฟ้าก๊าซของบริษัทบูรพาพาวเวอร์มาตลอด 18-19 ปี ตั้งแต่ยังเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินจนเปลี่ยนมาเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซในทุกวันนี้ เพราะให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้เข้าสู่ระบบเมื่อไหร่ก็จะมีโอกาสเกิดโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มขึ้นอีก เพราะโรงไฟฟ้าบูรพาเกือบเป็นโรงไฟฟ้าแห่งสุดท้ายแล้วที่ยังอยู่ในระบบตอนนี้ จิราพัชร ช้ำเกตุ ส่วนการต่อสู้ของชุมชนไม่ได้มีเพียงแค่ประเด็นโรงไฟฟ้าบูรพาอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆ ในพื้นที่ด้วย เพราะผลกระทบต่อพื้นที่และเกษตรกรในพื้นที่ที่มีอยู่แต่เดิมก็มีคำถามแล้วว่าจะจัดการอย่างไร แต่เมื่อมีโรงไฟฟ้าบูรพาเพิ่มขึ้นมาอีกจะจัดการอย่างไร จึงมีทั้งการประท้วงและยื่นหนังสือการติดตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ไปจนถึงการใช้สิทธิทางกฎหมายในการฟ้องร้องดำเนินคดี รวมถึงจัดทำข้อมูลจัดเวทีชุมชน ก็เป็นการยกระดับการต่อสู้ของภาคประชาชนและภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศด้วย “การต่อสู้ของคนในชุมชนจึงไม่ใช่แค่เรื่องโรงไฟฟ้าบูรพา แต่เป็นการพูดถึงระบบที่เชื่อมโยงกัน เช่น เรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ในการเกษตรและอากาศที่ใช้หายใจซึ่งเป็นทรัพยากรใช้ร่วมกันอยู่กับโรงไฟฟ้าบูรพา”  จิราพัชรกล่าวว่าประเด็นที่ภาคประชาชนชี้แจงเข้าไปในรายงาน EIA และภาครัฐทั้งหลายเป็นการตอกย้ำปัญหาของชุมชุน โดยเฉพาะเรื่องน้ำที่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าอ่างเก็บน้ำซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทางที่จะถูกเอามาใช้กับโรงไฟฟ้าบูรพามีน้ำไม่เพียงพอแล้วต่อการใช้ของชุมชนแม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูกาลที่ยังมีน้ำ ถ้ามีโรงไฟฟ้าบูรพาเพิ่มขึ้นมาอีกจะใช้มีการแย่งชิงทรัพยากรของชุมชนอีกแค่ไหน ชุมชนต้องแบกรับความเสี่ยงอีกนานเท่าไหร่ ยิ่งไปกว่านั้นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ก็ส่งผลกระทบกับเกษตรกรในพื้นที่แล้ว มะม่วงไม่ติดดอกแล้ว เกษตรอินทรีย์ก็ได้ผลผลิตน้อยลง ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวเองเพราะไม่มีเอกชนรายไหนยอมรับว่าตัวเองทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและทำให้เกิดผลกระทบในพื้นที่ทำให้คนในชุมชนต้องแบกรับปัญหาไว้เองทั้งที่คนในชุมชนไม่ควรต้องมาแบกรับภาระเหล่านี้แทน จิราพัชรกล่าวว่า เมื่อการพัฒนาไม่สอดคล้องกับชุมชนยิ่งทำให้ความเปราะบางของชุมชนเพิ่มมากขึ้นและยังเพิ่มขึ้นอีกจากอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลทั้งหลาย ดังนั้นเวลาพูดเรื่องโรงไฟฟ้าบูรพาจึงไม่ใช่แค่มีคำถามว่าโรงไฟฟ้าจะสร้างผลกระทบแค่ไหน แต่พื้นที่ยังสามารถรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้มากกว่านี้อีกหรือไม่ด้วย จิราพัชรกล่าวถึงข้อเสนอและข้อเรียกร้องว่า ถ้าการเข้ามาของโรงไฟฟ้าบูรพาจะยิ่งซ้ำปัญหาของพื้นที่ดังนั้นคนในพื้นที่ต้องการคือไม่มีโรงไฟฟ้าก๊าซโรงใหม่แล้วก็การใช้พลังงานฟอสซิลในแผน PDP และต้องมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่ได้เข้าไปร่วมออกแบบแผนพลังงาน  ชาวประมงระยองได้ผลกระทบจากอุตสาหกรรม LNG มาหลายสิบปี  ปวัตร กาญจนะวงศ์ จากเครือข่ายชุมชนประมงเรือเล็กระยอง กล่าวถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ระยองตั้งแต่สมัยเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมก๊าซและปิโตรเคมีหลังพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยปี 2516 ทำให้มีการถมทะเลและสร้างท่าเรือน้ำลึก จนกระทั่งเกิดอีสเทิร์นซีบอร์ดทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตแรง ตามมาด้วยการเกิดขึ้นของ EEC   ปวัตร กาญจนะวงศ์ ปวัตรกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาทั้งการถมทะเลและการก่อมลพิษอีกทั้งเมื่อกระแสน้ำเปลี่ยนเกิดน้ำขุ่นทั้งปีทำให้พื้นที่ทำกินของชาวประมงลดน้อยลงจนต้องออกทะเลไปไกลขึ้นเพื่อทำประมง จนปี 2556 เกิดเหตุน้ำมันรั่วเข้าเกาะเสม็ดเหตุการณ์นี้ทำให้สัตว์น้ำหายไป 8 ปีและชายหาดเต็มไปด้วยก้อนคาร์บอน จนปลายปี 2564 เมื่อสัตว์น้ำเริ่มกลับมาชาวบ้านในระยองก็เริ่มมีความหวังจะได้กลับมาทำมาหากินแต่ปี 2565 ก็เกิดเหตุน้ำมันรั่วซ้ำอีกทำให้ทะเลระยองกลับสู่สภาพสัตว์น้ำหายไปหมด  อีกทั้งน้ำเสียจากโรงงานต่างๆ และน้ำจากการหล่อเย็นยังถูกปล่อยลงทะเลจนทะเลระยองกลายเป็นสีดำ มีสัตว์แปลกๆ พัดขึ้นมาเต็มหาดอย่างที่ชาวระยองไม่เคยเห็น ในขณะที่ชาวระยองกำลังสูญเสียรายได้ทุกวันนี้จับปูกันได้แบบนับตัวจากเดิมที่เคยออกทะเลครั้งหนึ่งได้กันหลายสิบกิโล แต่หน่วยงานรัฐก็ไม่พูดอะไร ตัวแทนจากเครือข่ายชุมชนประมงยังกล่าวถึงวิกฤตซ้ำซ้อนจากความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้เกิดคลื่นลมแรงมากขึ้นทะเลกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้นจนกระทบต่อการทำมาหากิน อีกทั้งเมื่อชาวประมงออกทะเลไปลึกขึ้นก็ต้องเจอกับคลื่นลมแรงมากขึ้นด้วย ผลกระทบเหล่านี้ทำให้ชุมชนประมงเปราะบางมาก  “การฟื้นตัวทางธรรมชาติมีอยู่ทะเลฟื้นตัวได้แต่พอโดนกระทำซ้ำๆ มันฟื้นตัวไม่ทัน โดยเฉพาะชุมชนมันส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมด้วยชุมชนก็เลยไม่เหลือเกราะป้องกันและศักยภาพในการตั้งรับต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้ทัน”  “อุปสรรคใหญ่คือโครงสร้างอำนาจไม่เท่ากัน วันนี้เราเห็นทุนขนาดใหญ่ รัฐเปิดโอกาสให้เขาสนับสนุน งดเว้นภาษี งดเว้นทุกอย่างนำแรงงานจากต่างประเทศเข้ามา คนในพื้นที่กลับถูกมองข้าม คนที่อยู่มาดั้งเดิมกลับถูกละเลย กระบวนการ EIA EHIA ก็ไม่ได้รับฟังอย่างเต็มที่ ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดรวมถึงโรงงานก็อ้างว่ากฎหมาย EIA กำหนดให้รับฟังแค่รัศมี 5 กิโล 10 กิโลแค่นั้น แต่จริงๆ มันกระทบทั้งหาดระยองยาว 20-30 กิโล” ปวัตรเสนอว่า อยากให้รัฐบาลหยุดขยายพลังงานฟอสซิลที่จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงอยากให้เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังหมุนเวียนอย่างโซลาร์ภาคประชาชนให้มากขึ้น และรัฐต้องทำกฎหมาย SEA รวมถึงผลักดันกฎหมายการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษหรือ PRTR เพื่อจัดการมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ และยกเลิก EEC หรือเขตเศรษฐกิจอื่นๆ เพราะพื้นที่ไม่มีศักยภาพในการรับมือการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ข้ามกฎหมายควบคุมที่มี นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอต่อสถาบันการเงินด้วยคือ ให้หยุดสนับสนุนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานฟอสซิลเพราะการดำเนินงานของบริษัท  “สถาบันทางการเงินควรรับผิดชอบต่อคาร์บอนฟุตปริ้นท์ที่เกิดขึ้นด้วย อยากให้คุณตระหนักไว้ว่าคุณสนับสนุนบริษัทที่ทำก๊าซฟอสซิล เท่ากับว่าคุณคือหุ้นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตให้กับโลก สิ่งแวดล้อมและกับผู้คนด้วย” ปวัตรกล่าว เสียงประชาชนปราจีนฯ ที่ถูกโยนทิ้งน้ำเน่าจากโรงงานขยะทุนจีน สุเมธ เหรียญพงษ์นาม จากกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง กล่าวว่าสำหรับปราจีนบุรีตอนนี้มีผลกระทบรายวันที่หนักมากไม่มีคนควบคุมดูแลอาชากรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ถ้าภาพของงาน Gastech คือการจับมือกันระหว่างรัฐบาลกับบริษัทใหญ่ สำหรับจังหวัดปราจีนบุรีก็มีภาพของรัฐบาลผู้ออกนโยบาย และนายทุน ชนชั้นนำในจังหวัดที่จับมือกับทุนจีนทั้งถูกกฎหมายและทุนจีนเทา จนถึงทุนจีนเถื่อน  สุเมธกล่าวว่าจังหวัดปราจีนเป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์จะขาดก็เพียงแค่ไม่มีทะเลเท่านั้น อีกทั้งรายได้ต่อหัวของประชาชนในจังหวัดยังสูงเป็นอันดับ 6 เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่กลุ่มทุนกลับลงไปซ้ำเติมปัญหาสิ่งแวดล้อมในจังหวัด ทุกวันนี้ก็จะเห็นข่าวไฟไหม้ ปล่องควันจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 โรง และกำลังจะมีโรงไฟฟ้าขยะเพิ่มอีก 3 โรง เป็นวิกฤตที่กำลังเพิ่มขึ้นในจังหวัด   นอกจากนั้น ตัวแทนกลุ่มปราจีนฯ เห็นว่าการลงทุนอุตสาหกรรมที่เข้ามาในจังหวัดไม่ได้มีความหลากหลายอย่างระยอง แต่ปราจีนบุรีมีแค่ประเทศเดียวที่มาลงทุนคือ ทุนจีนแต่กลุ่มนี้ไม่ได้เอาเทคโนโลยีมาลงให้กับประชาชนมาก กลายเป็นว่าโรงงานที่มาคือโรงงานคัดแยกขยะ(ประเภท 105) กับโรงงานรีไซเคิล(ประเภท 106) เป็นส่วนใหญ่ และแม้ว่าโรงงานเหล่านี้จะจดจัดตั้งอย่างถูกกฎหมายก็ยังมีการปล่อยผลมลพิษออกมาอยู่ อีกทั้งภายในโรงงานถูกกฎหมายเหล่านี้ก็แอบทำโรงหลอมขยะเถื่อนข้างในใช้เตาเผารุ่นเก่าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและไม่มีระบบการป้องกัน สุเมธยกตัวอย่างว่า ตอนไปตรวจพื้นที่ตำบลหนองกี่นักเรียนอนุบาลต้องใส่หน้ากากเรียนกัน เพราะควันจากโรงหลอมทุนจีน หรือแหล่งน้ำข้างบ้านเด็กก็เจอว่ามีโรงงานจีนที่ปล่อยน้ำเสียออกมา “บางทีประชาชนเองก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้ข้อมูลอะไรหรือไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตเขา แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมไป Gastech เหมือนกัน แต่นายกฯ ไม่รับฟังข้อเสนอของเรา ไม่ฟังเสียงประชาชน”   สุเมธกล่าวต่อว่า เมื่อจะมีการเปิดโรงงานต่างๆ ก็ไม่เคยถามประชาชนว่าอยากได้โรงงานหรืออุตสาหกรรมแบบนี้หรือไม่ อยากให้มาแก้ปัญหาที่เป็นอยู่หรือไม่ แต่เสียงของประชาชนถูกกลืนหายไปในส่วนไหนของการพัฒนา  “รัฐบาลของเราเอง ส่วนราชการของเราเองกลับเอาเสียงของเราโยนลงไปในน้ำเน่า ซึ่งมันก็จะหายไปไม่มีทางดังขึ้นมา นี่คือสิ่งที่เราได้รับผลกระทบในจังหวัดปราจีนบุรี การแก้ปัญหามันแก้เพื่อให้โรงงานอยู่ได้หรือให้ประชาชนได้คลายความทุกข์” ดังนั้นสุเมธจึงได้กล่าวถึงข้อเสนอว่า ถ้ารัฐบาลไม่ฟังเสียงของประชาชนแล้วผลักดัน EEC ต่อไปจะทำให้ปราจีนบุรีต้องเจอปัญหาอีกมาก จึงอยากให้อนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีและเป็นประธานบอร์ด EEC ยกเลิกคำสั่งขยาย EEC เพื่อตัดวงจรนี้ และให้ประชาชนได้เข้าไปบริหารจังหวัดตนเองเพื่อให้พวกเขาได้อยู่อย่างมีความสุข ใครคือผู้ตัดสินใจขยายอุตสาหกรรมก๊าซ? ดาวอน ฮวัง ตัวแทนของ Solutions for Our Climate (SFOC) จากประเทศเกาหลีใต้ ทำงานติดตามเส้นทางเงินลงทุนจากกองทุนสาธารณะที่ใช้จ่ายให้กับอุตสาหกรรมก๊าซ โดยเริ่มจากชวนคุยถึงประเด็น “ใครเป็นผู้จ่ายเงินเพื่อทำให้ก๊าซเกิดขึ้น” เพราะผู้ที่ตัดสินใจให้เงินทุนในการสร้างสถานีรับก๊าซทุกแห่ง ท่อส่งก๊าซทุกเส้น และโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซทุกโรง มักจะอยู่ห่างไกลจากสถานที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ และทำให้เกิดผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ ที่วิทยากรคนอื่นๆ เล่าไว้อย่างไร ดาวอนได้กล่าวถึงแนวคิดของการประชุม Gastech ว่าเป็น “จุดที่ความต้องการพลังงานทั่วโลกมาพบกับอุปทาน” โดยประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงในงานคือการมองว่าอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความต้องการพลังงานเติบโตเร็วที่สุดในโลก  ดาวอนเล่าย้อนไปว่า ในการประชุมเมื่อปีที่แล้วตัวแทนรัฐบาลไทยซึ่งมีตำแหน่งระดับเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเองก็ยังเคยไปขึ้นเวทีพูดในทำนองว่า LNG เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ดีที่สุด ซึ่งผู้ที่จะได้รับผลกำไรจากคำอธิบายเช่นนี้ก็คือบรรดา ธนาคาร หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก และบริษัทพลังงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของ SFOC อธิบายกลไกว่า เนื่องโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมก๊าซมีราคาแพงและมีความเสี่ยงสูง ทำให้การสร้างสถานีรับก๊าซ ท่อส่งก๊าซ หรือโรงไฟฟ้าสักแห่งหนึ่ง เท่ากับการผูกเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไว้เป็นเวลาหลายทศวรรษ จึงไม่มีใครรับประกันได้ว่าการดำเนินโครงการจะคุ้มค่าทางการเงิน ทำให้กลายเป็นความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์ไม่เต็มใจจะแบกรับ ดาวอนกล่าวต่อว่า นี่คือจุดที่กองทุนสาธารณะอย่างหน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกและธนาคารของรัฐเข้ามามามีบทบาทเติมช่องว่างนั้น ด้วยการให้กู้ยืม การค้ำประกัน และการประกันความเสี่ยง รัฐไม่เริ่มลงทุน อุตสาหกรรมก๊าสก็ไม่ได้ไปต่อ “การทำเช่นนี้ทำให้พวกเขาทำ 2 เรื่องไปพร้อมกัน ประการแรก พวกเขาทำให้โครงการที่อาจไม่สามารถหาเงินทุนได้ กลายเป็นโครงการที่ธนาคารยอมให้เงินทุน ประการที่สอง การเข้ามาของพวกเขาส่งสัญญาณถึงความปลอดภัย และกระตุ้นให้เงินทุนเอกชนที่รออยู่ข้างสนามไหลตามกองทุนสาธารณะเข้ามา” ดาวอนชี้ว่าโครงการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลเหล่านี้จำนวนมากจะไม่มีวันไปถึงขั้นการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายหากไม่มีเงินจากกองทุนสาธารณะเหล่านั้นเข้ามา กองทุนสาธารณะจึงไม่ได้เพียงให้เงินทุนแก่อุตสาหกรรมก๊าซ แต่ทำให้อุตสาหกรรมก๊าซเกิดขึ้นได้ “ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ส่วนมากมีสิ่งที่เรียกว่า “หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก” ซึ่งเป็นสถาบันของรัฐที่มีหน้าที่ช่วยให้บริษัทในประเทศได้งานในต่างประเทศ หน่วยงานนี้ให้กู้ยืม ค้ำประกัน และประกันความเสี่ยง เพื่อให้เมื่อบริษัทในประเทศยื่นประมูลโครงการในต่างประเทศ บริษัทนั้นจะเข้าร่วมพร้อมการสนับสนุนจากรัฐบาล” ดาวอนอธิบายถึงแหล่งที่มาของเงินจากกองทุนสาธารณะ ดาวอนยกตัวอย่างประเทศของเธอเองว่า ความสำเร็จด้านการส่งออกของเกาหลีใต้สร้างขึ้นบนอุตสาหกรรมหนัก ได้แก่ การต่อเรือ เหล็ก และการก่อสร้างโรงงาน เมื่อบริษัทวิศวกรรมเกาหลีต้องการสร้างสถานีรับก๊าซหรือโรงไฟฟ้าในกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้มีแรงจูงใจที่จะช่วยเหลือด้านเงินทุน เพราะสัญญาก่อสร้างจะตกเป็นของบริษัทเกาหลี ผลที่ตามมาเมื่อมีโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมก๊าซในต่างประเทศก็จะมีคำสั่งซื้อกลับมาที่เกาหลีใต้ ดาวอนอธิบายต่อว่า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งเกาหลี หรือ KEXIM ซึ่งเป็นธนาคารที่รัฐบาลให้การสนับสนุนมีขั้นตอนที่ KEXIM จะออกเอกสารที่เรียกว่า “หนังสือแสดงความสนใจ” หรือ “หนังสือแสดงเจตจำนง” สิ่งนี้ส่งสัญญาณให้บริษัทเกาหลีทราบว่าธนาคารพร้อมจะพิจารณาให้เงินทุนแก่ข้อตกลงของบริษัทนั้น โดยผลในทางปฏิบัติ หนังสือเหล่านี้ก็คือรายการซื้อของของธนาคารที่ทำให้เห็นว่ากำลังจะมีโครงการอะไรเกิดขึ้นบ้าง เกาหลีสร้าง ไทยจ่าย ดาวอนกล่าวว่า เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วรายการของธนาคาร KEXIM มีโครงการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่รอการจัดหาเงินทุนอยู่ 11 โครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่จะมีการประกาศการตัดสินใจให้เงินทุนขั้นสุดท้าย ได้แก่  * ไทย - สถานีนำเข้า LNG 1 แห่งในประเทศไทย * อินโดนีเซีย - โครงการปิโตรเคมี 5 โครงการและโรงผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วมที่ใช้ถ่านหินและก๊าซ 1 แห่ง  * เวียดนาม - โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซ 4 โครงการ  ดังนั้นการให้เงินทุนแก่โครงการเหล่านี้จึงเป็นรอยนิ้วมือแรก หากติดตามดูสักโครงการหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบก็จะพบว่าเกาหลีเข้ามามีส่วนในทุกขั้นตอน ทั้งการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท ผู้ให้เงินทุน และผู้ก่อสร้าง  ดาวอนกล่าวถึงการสร้างสถานีรับ LNG แห่งที่สามที่มาบตาพุด ที่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีกำหนดเปิดในปี 2029 โครงการนี้สัญญาก่อสร้างมูลค่าประมาณ 1.5 ล้านล้านวอน(ประมาณ 3.64 หมื่นล้านบาท) จะตกเป็นของบริษัทเกาหลี คือ POSCO E&C ดาวอนชี้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าควรจะต้องกังวล เพราะการสร้างสถานีรับก๊าซเพิ่มเป็นแห่งที่สามทั้งที่รัฐบาลไทยเองประเมินว่าสถานีรับ 2 แห่งเดิมเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศถึงปี 2030 แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเพิ่มอีก แต่สถานีที่สามนี้ก็จะถูกสร้างขึ้นโดยผู้รับเหมาต่างชาติโดยชำระค่าก่อสร้างด้วยเงินจากประชาชนตลอดหลายปีหลังจากนั้น และการลงทุนของเกาหลีใต้ในลักษณะเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในเวียดนามด้วยเช่นกัน “โครงสร้างแบบเดียวกันกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตราบใดที่ยังมีคนยืนยันว่าภูมิภาคนี้ต้องการก๊าซเพิ่ม หน่วยงานและบริษัทเกาหลีก็ไม่น่าจะปล่อยให้โอกาสผ่านไป” ดาวอนกล่าว มีแค่สัญญาในกระดาษ แต่ไม่หยุดใช้ก๊าซ ตัวแทนจาก SFOC กล่าวว่า แม้บริษัทและธนาคารของเกาหลีใต้เหล่านี้จะประกาศคำมั่นสัญญา ต่อสาธารณะว่าจะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 ทุกแห่งและถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ แต่คำมั่นก็ไม่ใช่แผนงาน ไม่มีกรอบเวลา มีแค่คำมั่นในกระดาษ ไม่มีสถาบันใดในกลุ่มนี้กำหนดวันที่จะหยุดให้เงินทุนหรือหยุดก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับน้ำมันและก๊าซ  ดาวอนกล่าวถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากข้อผูกพันระยะยาวในสัญญาซื้อขาย LNG  เพราะราคาพลังงานไม่ได้อยู่นิ่ง แม้วันที่ลงนามในสัญญาราคาก๊าซอาจถูก แต่เมื่อเกิดแรงกระแทกต่อตลาดเชื้อเพลิงชนิดเดียวกันนี้ราคาอาจสูงขึ้นเกินกว่าจะจ่ายไหว และสัญญาระยะเวลา 20 ปีไม่ได้ปรับตามราคาที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ๆ รวมถึงสถานีรับก๊าซหรือโรงไฟฟ้าที่สร้างขึ้นเพื่อดำเนินงานเป็นเวลา 40 ปีก็เช่นเดียวกัน ทำให้ประเทศที่รับซื้อจะถูกผูกติดอยู่หลายทศวรรษและแบกรับความเสี่ยงด้านราคา ขณะที่ผู้ให้เงินทุนสร้างไม่ได้แบกรับความเสี่ยงเหล่านี้ด้วย ดาวอนย้อนกลับไปที่งาน Gastech มิลานเมื่อปีที่แล้ว งานครั้งนั้นทำให้เกิดข้อตกลงด้านพลังงานระยะยาวระหว่างสหภาพยุโรปและ ExxonMobil และงาน Gastech ในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ก็จะเกิดสิ่งเดียวกันในอาเซียน ที่ข้อตกลงที่เกิดขึ้นในห้องประชุมตลอดสัปดาห์นี้อาจกำหนดทิศทางระบบพลังงานและงบประมาณสาธารณะของประเทศในอาเซียนไปอีก 30 ปี ตัวแทนจาก SFOC ทิ้งท้ายว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานจากก๊าซฟอสซิลไม่ได้เกิดขึ้นจากพลังของธรรมชาติ แต่มาจากสถาบันต่างๆ เป็นผู้ตัดสินใจ มีการลงนามอนุมัติกันในห้อง มีกองทุนสาธารณะอยู่ในใจกลางของแทบทุกทางเลือก เงินก้อนเดียวกันนี้สามารถนำไปสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่พวกเขาเคยให้คำมั่นไว้แล้วแทนได้ “กองทุนสาธารณะคือคานงัด มันทำให้การขยายตัวครั้งนี้เกิดขึ้นได้ และมันก็สามารถหยุดการขยายตัวนี้ได้เช่นกัน เงินมาจากเกาหลี และการตัดสินใจหยุดก็ต้องมาจากเกาหลีเช่นกัน เราขอเรียกร้องให้ผู้ให้เงินทุนภาครัฐและบริษัทพลังงานของรัฐเกาหลี หยุดให้เงินสนับสนุนการขยายตัวของก๊าซที่กำลังเร่งให้ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น และถอนตัวจากโครงการเหล่านี้”  * ข่าว * สิ่งแวดล้อม * Gastech 2026 * สุเมธ เหรียญพงษ์นาม * โลกเดือด * ภาวะโลกร้อน * มนูญ วงษ์มะเซาะห์ * ปวัตร กาญจนะวงศ์
dlvr.it
September 16, 2026 at 6:44 PM
September 14, 2026 at 5:51 PM
📍 This week at #GasTech2026, EDF digs into methane & flaring reductions, the emerging-market clean tech gap, Asia's LNG methane transparency (OGMP 2.0), and Japan's power system transformation.

More info ⬇️ https://www.gastechevent.com/conferences/strategic-conference/
September 14, 2026 at 8:45 PM
Gastech 2026 — GULF เปิดตัวระบบพลังงานอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับ AI ที่งานแสดงเทคโนโลยีโลก #AI #Gastech2026 #News
GULF นำนวัตกรรมพลังงานเชื่อมต่อโลกดิจิทัลที่ Gastech 2026
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จัดแสดงนวัตกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่เชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายในงาน Gastech 2026 ซึ่งจัดขึ้นในกรุงเทพฯ ประเทศไทย นวัตก… · Photo : IBRRC · CC BY · Flickr
news.netasgard.com
September 14, 2026 at 11:23 AM