#pazzle
9 ปี เหมือนเกิดเมื่อวาน รวมสัมภาษณ์ครอบครัว 'น้องเมย' ยุติธรรมไม่เกิด ระบบไม่เปลี่ยน?
9 ปี เหมือนเกิดเมื่อวาน รวมสัมภาษณ์ครอบครัว 'น้องเมย' ยุติธรรมไม่เกิด ระบบไม่เปลี่ยน? วรรณา แต้มทอง : รายงาน ชนิสรา ริมธีระกุล : กราฟิก Pazzle Sat, 2026-10-17 - 07:51 ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2560 ครอบครัวของ “น้องเมย” ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหาร ชั้นปีที่ 1 โรงเรียนเตรียมทหาร ได้รับแจ้งว่าน้องเมยเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลวในอายุเพียง 18 ปี หลังถูกรุ่นพี่สั่งธำรงวินัยหลายครั้งด้วยกันในช่วงระยะเวลา 3 เดือนก่อนเสียชีวิต สำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ดไล่เรียงไทม์ไลน์เหตุการณ์ก่อนการเสียชีวิตของน้องเมยไว้อย่างละเอียด ดังนี้ เดือนพฤษภาคม 2560 น้องเมยได้เริ่มเข้าไปเรียนในโรงเรียนเตรียมทหาร เดือนสิงหาคม 2560 น้องเมยถูกรุ่นพี่สั่ง “ธำรงวินัย” ด้วยการเอาหัวปักพื้น จนต้องเข้ารับการรักษาตัว และยังคงถูกสั่งซ่อมวินัยและฝึกหนักแม้จะมีใบรับรองแพทย์ เดือนตุลาคม 2560 ราววันที่วันที่ 12 ต.ค. 2560 ครอบครัวได้รับแจ้งจากทางโรงเรียนว่าน้องเมยตกบันได ทางครอบครัวได้พาน้องเมยทำการมารักษาตัว และนำตัวน้องเมยส่งกลับเข้าโรงเรียนอีกครั้งในวันที่ 15 ต.ค. 2560  ปรากฏว่าคืนวันที่ 15 ต.ค. 2560 น้องเมยถูกสั่งธำรงวินัยยึดพื้น และวันที่ 16 ต.ค. 2560 ถูกสั่งพุ่งหลังจนหมดสติ วันที่ 17 ต.ค. 2560 น้องเมยป่วยแต่ยังถูกลงโทษซ้ำ จนหมดสติ เสียชีวิต ก่อนจะเสียชีวิตน้องเมยได้ใช้โทรศัพท์หยอดเหรียญภายในโรงเรียนโทรหาแม่ ซึ่งแม่ของน้องเมยได้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในการคุยกันครั้งสุดท้ายว่า เขายังไม่หายป่วย เขาระบมไปหมดแล้วทั้งตัว และอย่าไปเชื่อผู้พัน สุกัลยา ตัญกาญจน์ แม่น้องเมยได้โพสต์ข้อความและภาพประกอบผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2569 ระบุ เมยโทรหาก่อนสิ้นใจ สนทนาสุดท้ายก่อนเหรียญตัด แ ม่ อ ย่ า ไ ป เ ชื่ อ " ผู้พัน " … อย่าทำหน้าอย่างนั้น สำนึกผิดไปมันก็ไม่ทันแล้ว รู้ว่าดูอยู่ รู้ว่าอ่านอยู่ #เราต่างก็มีลูกเหมือนกัน วันหนึ่งคุณ และพวกคุณจะเสียใจ ภาพจากกล้องวงจรปิดในโรงเรียนเตรียมทหารวันที่ 17 ต.ค. 2560 ยังมีจังหวะที่น้องเมยเดินกุมท้องเจ็บซี่โครงออกมา ซึ่งเป็นภาพที่ทำให้ครอบครัวคาใจ เนื่องจากทางโรงเรียนแจ้งว่าน้องเมยหัวใจล้มเหลวเสียชีวิต ทำไมน้องเมยถึงไม่จับที่บริเวณหน้าอก แต่เดินเอามือกุมท้องแทน และประเด็นการเสียชีวิตจากโรคหัวใจครอบครัวยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากน้องเมยเป็นคนสุขภาพแข็งแรงและไม่มีประวัติเป็นโรคหัวใจมาก่อน เดือนกรกฎาคม 2568 ศาลมณฑลทหารบกที่ 12 จังหวัดปราจีนบุรี อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแรกของน้องเมย ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ จำเลยมีความผิดทำร้ายร่างกาย  ทำโทษ โดยฝ่าฝืนคำสั่งกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทันทีนั้น ศาลเห็นว่าด้วยอายุจำเลยนั้นไม่เคยได้รับโทษ การจะลงโทษจำเลยไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ให้จำเลยปรับปรุงตัวรับราชการ รับใช้ชาติต่อไปจะเป็นประโยชน์มากกว่า โดยมีโทษจำคุก 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาทและรอลงอาญา 2 ปี ภายหลังฟังคำพิพากษาแม่น้องเมยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “อยากจะบอกว่าในการรับโทษของเขาเราโอเคนะ ไม่ได้ขัด แต่มันมีคำถามเล็กๆ ว่า ศาลเห็นว่าจำเลยทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ และถ้าลูกพี่มีชีวิตอยู่ล่ะ เขาสามารถทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติได้ไหม แล้วจำเลยยังไม่ได้ติด(ลงโทษ)เลย เพราะจะยากต่อการประกอบสัมมาชีพ แต่ลูกพี่ไม่ได้มีโอกาสไง” ย้อนดูบทสัมภาษณ์ของครอบครัว “น้องเมย” ประชาไทรวบรวมบทสัมภาษณ์จากรายการต่างๆ ที่ครอบครัวน้องเมยเคยให้สัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่ช่วงหลังการเสียชีวิตจนถึงช่วง 9 ปีหลังเหตุการณ์ และหยิบเอาประเด็นสำคัญมารวมไว้ ปี 2560 “ท่านรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ) ตินิดนึ่ง ลองเข้าใจนิดนึ่ง ท่านไม่ได้มองครอบครัวผมบ้างเลย ผมก็อายุมากแล้ว แทนที่บั้นปลายชีวิตผมจะอาศัยเขาได้ นี่มาเรียนโรงเรียนทหาร โรงเรียนเตรีมทหาร แค่มากิน มานอน มาเรียนหนังสือ ออกกำลัง ถึงกับต้องเสียชีวิตเลยเหรอ” พิเชษฐ ตัญกาญจน์ พ่อน้องเมย ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2560 ที่นิติเวช รพ.พระมงกุฏ ขณะเดินทางมารับอวัยวะของน้องเมย  ที่มา มติชนทีวี “ครอบครัว"น้องเมย" ร่ำไห้ รับกล่องอวัยวะ เดินหน้าชันสูตรหาเหตุดับต่อ” หลังพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงกรณีการเสียชีวิตภายในโรงเรียนเตรียมทหารของน้องเมยว่า “ผมว่าโดนทุกคน โดนซ่อมทุกคน ผมก็โดนมา ใครก็โดนทั้งนั้น ซ่อมก็ไม่ได้มากอะไรหรอกนะ…ก็นี่เขาเอาคืนแล้วไง ใครจะไปรู้ล่ะว่าลูกเขาหัวใจล้มเหลวหรือว่าเป็นโรคหัวใจหยุดเฉียบพลันแบบนี้ เขาจะไปรู้ได้ไง ก็ไม่มีใครรู้หรอก เดี๋ยวก็ให้ทางพนักงานสอบสวนเขาสอบสวนแล้วกัน คุณอย่ามาสอบสวนผมเลย…ผมก็เคยสลบ ไม่เห็นหน้าผมตอนผมโดน ก็ผมมันไม่ตายไง ก็นี่ตัวเองไม่สบาย ถ้าเลือกตายผมก็เลือกตายในสนามรบเหมือนกัน” ปี 2561 พิเชษฐ ตัญกาญจน์ พ่อน้องเมยตอบคำถามในรายการแฉเกี่ยวกับประเด็นที่มีคนบอกว่าน้องเมยสุขภาพไม่แข็งแรงอยู่แล้วก่อนมาเรียนเตรียมทหารว่า “การที่จะเข้าไปเป็นนักเรียนเตรียมทหารได้ร่างกายต้องแข็งแรง พละเหล่าทหารบกก็คือ จปร. พละคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน น้องเมยทำ 944 คะแนน…มันมีหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างที่ผมไม่เชื่อตั้งแต่วันแรกอยู่แล้ว ถึงขนาดว่าเรื่องอวัยวะที่ผมไม่รู้เลยว่าใส่ร่างมา หรือไม่ใส่ร่าง อวัยวะหายอีก” พิเชษฐ ตัญกาญจน์ พ่อน้องเมย  ที่มา แฉ - เกือบปีคดีไม่คืบหน้า ครอบครัวน้องเมย! เดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรม 11 ก.ย. 61 สุพิชา ตัญกาญจน์ พี่สาวของน้องเมยซึ่งเป็นคนตัดสินใจไม่เผาศพน้องเมยหลังสวดอภิธรรม และนำร่างไปชันสูตรใหม่อีกครั้งพูดถึงประเด็นความสงสัยนี้ไว้ว่า “ตอนที่เขาเสียชีวิตแพทย์ก็บอกว่าหัวใจล้มเหลว ซึ่งหัวใจล้มเหลวมันเป็นกรณีที่ครอบจักรวาล ไม่รู้ว่าเป็นอะไรมาก็ลงไว้ก่อนว่าหัวใจล้มเหลว แต่ว่าเราอ่ะไม่เชื่ออยู่แล้ว เพราะว่าเมยเขาจะโดนซ้อมโดนอะไรแบบนี้ในโรงเรียนบ่อยๆ เราก็แอบได้ยินมาจากเพื่อนเขาที่มาบอกเรา หนูก็รู้สึกว่ามันไม่ปกติ และประกอบกับช่วงฌาปนกิจมีพวกทหารชอบอ้างตัวว่าเป็นนายพลหรือนายพันที่อื่น หรือบางคนที่มีลูกเรียนเตรียมฯ เขาก็จะบอกว่าน้องตายไม่ได้ปกตินะ อย่าเพิ่งเผา เชื่อผม พอเราได้ยินเรื่อยๆ จนเพื่อนเราเองที่เป็นทหารข้างในลึกๆ เขาก็บอกแบบนี้ ไม่เผาล่ะ เราก็เดินไปบอกพ่อกับแม่เลยว่าหนูจะไม่เผา  ต้องเคลียร์ทุกอย่างว่าเขาไม่ได้เป็นโรคหัวใจ…การที่จะเข้ามาเรียนที่นี่ได้มันหลายขั้นตอนมาก แค่คุณเป็นโรคเท้าแบนเขาก็ไม่รับคุณเข้ามาเรียนในที่นี้แล้ว มันยากมากกว่าจะผ่านแต่ละด่านเข้ามาเรียน มันก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ปกติแน่นอน ” สุพิชา ตัญกาญจน์ พี่สาวน้องเมย  ที่มา แฉ - เกือบปีคดีไม่คืบหน้า ครอบครัวน้องเมย! เดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรม 11 ก.ย. 61 ขณะที่แม่ของน้องเมยย้อนเล่ากลับไปถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทางครอบครัวลุกขึ้นมาต่อสู้ทวงคืนความยุติธรรมให้น้องเมย ทั้งที่ในตอนแรกครอบครัวเพียงแค่ต้องการนำร่างน้องเมยมาบำเพ็ญกุศล แต่เมื่อมีการปล่อยข่าวว่าน้องเมยสุขภาพไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัว ครอบครัวจึงยอมไม่ได้  “ที่ไม่ยอม ตั้งแต่วันแรกที่ จปร. แม่ทำใจล่ะ ยอมรับสภาพตั้งแต่ที่เขาพูดกับเราก็บอกว่าขอบคุณ ผบ.โรงเรียน และก็พวกนายทหารที่ จปร. เราขอบคุณมากที่เขาช่วยปั๊มหัวใจลูกเรา เราขอยุติเรื่อง เราไม่ได้เริ่มนะ เราต้องบอกก่อนเพราะทุกคนบอกว่าครอบครัวเราออกไปโวยวาย ไม่ เราขอยุติเพื่อที่จะเอาลูกมาบำเพ็ญกุศล 3 วันเท่านั้น เขาปล่อยข่าวไปได้อย่างไงว่าเด็กคนนี้เป็นโรคประจำตัว เด็กคนนี้ร่างกายไม่แข็งแรง เจ็บปวดนะ” สุกัลยา ตัญกาญจน์ แม่น้อยเมย ที่มา แฉ - เกือบปีคดีไม่คืบหน้า ครอบครัวน้องเมย! เดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรม 11 ก.ย. 61 “มีโทรศัพท์เข้ามาจากผู้พันก่อน ให้คุยกับลูกพักนึ่ง แล้วก็มีคุณหมอแพทย์หญิงยุพรโทรเข้ามาอีก วันนั้นจะรับโทรศัพท์จากโรงเรียนตลอด หลังจากหมอโทรหามีลูกชายโทรมา เขาบอกว่าเขายังไม่หายป่วยเลย…เขาระบมไปหมดแล้วทั้งตัว อย่าไปเชื่อผู้พัน  เขาพูดมากกว่านั้น แต่เราขอพูดแค่ตรงนี้ก่อน” สุกัลยา ตัญกาญจน์ แม่น้อยเมย ที่มา โหนกระแส ครอบครัวไม่เชื่ออวัยวะเป็นของน้องเมยจริง...เผยรู้ใครทำร้ายจนตาย!!! | EP.134 | 1 ก.พ. 61  ในรายการโหนกระแสเมื่อปี 2561 เมื่อมีการถามถึงประเด็นที่ว่าทางครอบครัวทราบหรือไม่ว่า ใครเป็นคนกระทำน้องเมย พี่สาวและพ่อน้องเมยได้ตอบคำถามในประเด็นนี้ไว้ว่า ทางครอบครัวได้รับรู้ว่ามีกลุ่มรุ่นพี่ที่ไม่พอใจน้องเมย และสั่งธำรงวินัยสั่งซ่อมวินัยน้องเมยเรื่อยมาในช่วงระยะเวลา 3 เดือนก่อนการเสียชีวิต “ทราบ รู้ทุกคน เด็กคนที่ทำเมยเขาบอกกับคนอื่นว่าเขาไม่กล้าออกมาขอโทษพ่อกับแม่หรือครอบครัวเราเลย เพราะกระแสสังคมมันแรงมาก การที่เขาทำเมยเรื่องมันยาวตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม จนถึงวันที่เขาเสียชีวิต มันเป็นระยะเวลาที่นานจนเขาน่าจะออกมาขอโทษได้ แต่เขาก็ไม่เคย วันที่ 23 สิงหาคม เมยถูกสั่งให้เอาหัวปักพื้น มีผลมาจนถึงวันที่ 17 ตุลาคมวันที่เสียชีวิตได้ เพราะว่าเป็นความแค้นที่ตัวเองโดนปลดออกจากตำแหน่งนั้น เหมือนเพื่อนแค้นแทนเพื่อน แล้วก็มาแก้แค้นแทนเพื่อน” พี่สาวน้องเมยกล่าว   “3 เดือนกว่า เมยโดนเล่นมาตลอด” พ่อน้องเมยกล่าว   ที่มา โหนกระแส ครอบครัวไม่เชื่ออวัยวะเป็นของน้องเมยจริง...เผยรู้ใครทำร้ายจนตาย!!! | EP.134 | 1 ก.พ. 61  ปี 2568 “เราพยายามเดินสู่กระบวนการด้วยตัวของเราโดยไม่มีใครเข้ามาช่วยจริงๆ แม้แต่ขอให้ตำรวจทำสำนวน เรายังโดนพูดเลยว่า “คุณรู้ไหมว่าคดีของลูกคุณสิ้นเปลืองบประมาณไปเท่าไหร่” มันเจ็บนะ เราขอให้เขาทำ แต่เขากลับพูดแบบนี้กับเรา เราไปจู้จี้เขามากเหรอ ลูกเราตายไปทั้งคนนะ  อีกหนึ่งคือตำรวจในกองคดี เราไปฟังผลจากแพทย์นิติวิทยาศาสตร์เรียบร้อยแล้ว หมออธิบายแล้ว A B C มันเกิดจากอะไรให้ไปตั้งเลย สุดท้ายแล้วสำนวนมามันไม่ใช่ คนละเรื่อง เขาบอกกับแม่ว่า “คุณแม่เข้าใจผมนะ ลูกผมมันยังเล็ก ผมยังไม่อยากตาย” แล้วแม่เองจะพึ่งใคร” สุกัลยา ตัญกาญจน์ แม่น้อยเมย ที่มา โหนกระแส ครอบครัว "น้องเมย" จุกอก 8 ปีที่รอคอย สุดท้ายศาลทหารพิพากษา คุก 4 เดือน 16 วัน l EP.1980 l 23ก.ค.68 ปี 2569 ในสารคดี “(ก่อนจะ) 10 ปี คดี ‘น้องเมย’: ความยุติธรรมที่กำลังนับถอยหลัง” ของ The101world ที่สัมภาษณ์ครอบครัวน้องเมยถึงความรู้สึกตลอด 9 ปีที่พยายามสู้คดีหาความยุติธรรมให้น้องเมย แม่น้องเมยได้พูดไว้ว่า “จากผมดำกลายเป็นผมขาว ก็บอกแล้วว่าพลังชีวิตเนี่ย มันไม่เหลือ มันหมด มันไม่อยากอะไรแล้วแม้กับความสวยงามในตัวเอง มันข้ามไปแล้ว มันไม่อยากแล้ว ถามว่าดูแลตัวไหม แม่ดู แม่ออกกำลังกาย เพราะคดีเมยยังไม่จบ แม่ยังต้องมีแรงเดินทางไปขึ้นศาลอีกเยอะ” “เมื่อทุกคนกลัวหมด แล้วความยุติธรรม แม่จะได้จากตรงไหน” ที่มา The101world (ก่อนจะ) 10 ปี คดี ‘น้องเมย’: ความยุติธรรมที่กำลังนับถอยหลัง | 101 Documentary นอกจากนี้แม่ของน้องเมยยังไม่มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพื่อตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นที่เกี่ยวกับการเสียชีวิตของน้องเมยอยู่เสมอ อาทิข้อความ 15 ตค.60 ..ส่งเมยกลับรร.ตท สภาพที่ดี 17 ตค.60 เสียชีวิตกองแพทย์ รร.ตท 19 ตค.60 รร.ตท.ส่งเมย ในสภาพศพกลับคืนมา แม่น้องเมยโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569   เมย ... ไม่ใช่เคสแรก เมย ... จะไม่ใช่เคสสุดท้าย .. ตราบใดที่เรายังเงียบ มองเห็นความไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่ไม่สู้  เรื่องราวแบบนี้ มันจะหวนกลับมาอีกครั้ง อย่าเหน็บกันนักเลย เพราะความไม่เงียบเฉยของครอบครัว มันทำให้น้องรุ่นถัดไป อยู่อย่างปลอดภัยขึ้น จนถึงปัจจุบัน  ไม่ใช่หรือ .. !!!   แม่น้องเมยโพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569   * รายงานพิเศษ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * น้องเมย * ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ * สุกัลยา ตัญกาญจน์ * พิเชษฐ ตัญกาญจน์ * สุพิชา ตัญกาญจน์ * โรงเรียนเตรียมทหาร * พลทหารเสียชีวิต * ชนิสรา ริมธีระกุล * วรรณา แต้มทอง
dlvr.it
October 17, 2026 at 1:14 AM
'นิสิตสามย่าน' แจกฟรี E-Book ฉลองวันเกิด 30 ปี 'โจชัว หว่อง'
'นิสิตสามย่าน' แจกฟรี E-Book ฉลองวันเกิด 30 ปี 'โจชัว หว่อง' Pazzle Wed, 2026-10-14 - 14:58 สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน แจกฟรี E-Book "IS TIME STILL ON OUR SIDE?" หนังสือฉลองวันเกิดครบ 30 ปี "โจชัว หว่อง" นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของฮ่องกง    14 ต.ค. 2569 สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน แจกฟรี E-Book หนังสือ "IS TIME STILL ON OUR SIDE?" รวมบทความ จดหมาย กวีนิพนธ์ และเรื่องสั้น หนังสือฉลองวันเกิดครบ 30 ปี "โจชัว หว่อง" นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของฮ่องกง เมื่อปี 2017 โจชัวต้องฉลองวันเกิดครบ 21 ปีของเขาในเรือนจำ สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่านได้ตีพิมพ์หนังสือเพื่ออุทิศให้โจชัว และในปี 2026 โจชัวอายุครบ 30 ปี และเขายังต้องฉลองวันเกิดอยู่หลังกรงขังอีกครั้ง ปัจจุบันโจชัว หว่อง ถูกคุมขังมาแล้ว 2,149 วัน หรือกว่า 5 ปี 10 เดือน หลังถูกทางการฮ่องกงควบคุมตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2020  ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2026 เขาให้การรับสารภาพในข้อหาสมคบคิดเพื่อร่วมมือกับต่างชาติ นับเป็นครั้งที่สองภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่รัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์บังคับใช้ในฮ่องกง ซึ่งอาจทำให้ต้องรับโทษจำคุกเพิ่มเติมจากกำหนดพ้นโทษเดิมในปี 2570 สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่านได้เปิดรับจดหมาย บทความ บทกวี และงานศิลปะจากผู้ที่สนใจ เพื่อรวบรวมจัดทำเป็นหนังสือ "IS TIME STILL ON OUR SIDE?" ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ "IS TIME STILL ON OUR SIDE?"   * ข่าว * การเมือง * สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน * โจชัว หว่อง
dlvr.it
October 14, 2026 at 8:24 AM
ศาลฎีกาสั่งคุก 2 ปี 'ไจโกะ' คดี ม.112 ชี้ ทวิตพระราชดำรัส ร.9 กระทบกษัตริย์ปัจจุบัน
ศาลฎีกาสั่งคุก 2 ปี 'ไจโกะ' คดี ม.112 ชี้ ทวิตพระราชดำรัส ร.9 กระทบกษัตริย์ปัจจุบัน Pazzle Thu, 2026-10-15 - 12:13 ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก “ไจโกะ” อดีตนักศึกษาวัย 25 ปี จำเลยคดี ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยไม่รอการลงโทษ จากกรณีทวีตรูปและพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2563 ศาลฎีการะบุ ม.112 ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ แม้จะสวรรคตไปแล้วก็กระทบต่อพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ ซึ่งสืบราชสันตติวงศ์และผูกพันตามสายโลหิต และที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปีนั้น เป็นอัตราโทษต่ำที่สุดแล้ว ไม่อาจลงโทษให้ต่ำกว่านี้ได้ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษ ส่งผลให้ในวันนี้ไจโกะจะถูกส่งตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง   15 ต.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงาน ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก “ไจโกะ” หรือก่อนหน้านี้เธอใช้นามสมมติว่า “ใจ” อดีตนักศึกษาวัย 25 ปี จำเลยคดี ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยไม่รอการลงโทษ ไจโกะถูกแจ้งข้อหาจากกรณีทวีตรูปและพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 ศาลฎีกาพิพากษายืนเห็นว่า ม.112 บัญญัติสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ม.6 การตีความจึงต้องมุ่งคุ้มครองพระเกียรติยศซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ทั้ง ม.112 ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ หากตีความเช่นนั้นอาจเกิดการล่วงละเมิดให้กระทบกับพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และความเชื่อความศรัทธา แม้จะสวรรคตไปแล้วก็กระทบต่อพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ ซึ่งสืบราชสันตติวงศ์และผูกพันตามสายโลหิต  นอกจากนี้ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปีนั้น เป็นอัตราโทษต่ำที่สุดแล้ว ไม่อาจลงโทษให้ต่ำกว่านี้ได้ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ร้ายแรงจึงไม่สมควรรอการลงโทษ ส่งผลให้ในวันนี้ไจโกะจะถูกส่งตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง และกลายเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองคนที่ 50 ก่อนหน้านี้ ไจโกะเคยให้สัมภาษณ์กับศูนย์ทนายฯ ไว้ว่า “แรกๆ เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ ม.112 เลยค่ะ” ภายหลังการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก การออกมาแสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของสถาบันกษัตริย์ สร้างบรรยากาศของเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด และสิทธิทางการเมืองของประชาชนในประเทศนี้ ส่งผลให้ไจโกะที่ขณะนั้นเป็นนักศึกษาธรรมดาคนหนึ่ง ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เริ่มออกมาเคลื่อนไหว และตั้งคำถามถกเถียงร่วมกับคนในสังคมนี้ “เรารู้สึกว่าโซเชียลมีเดียมันเริ่มกว้างไกลขึ้น คนเริ่มกล้าพูดถึงกษัตริย์ มีการแชร์ข่าว บทความ โพสต์ในทวิตเยอะมาก พอเราโตขึ้น ภาพที่เขาอยากให้เราเห็นเหมือตอนเด็กๆ มันเริ่มไม่ใช่แล้ว สิ่งที่เราเคยเห็นตอนนั้นกับตอนนี้มันต่างกัน” “112 เราว่ามันกว้างมากจนเกินไปที่ใครมันก็สามารถเป็นเหยื่อจากความเจ็บปวดนี้ก็ได้ แล้วดันเป็นเราที่เป็นเหยื่อคนนั้น นี่คือจุดบอดใหญ่ของกฎหมายนี้เลยที่ใครจะใช้แจ้งก็ได้”            * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน * ไจโกะ * คดี ม.112 * พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
dlvr.it
October 15, 2026 at 5:31 AM
นักศึกษา-ศิษย์เก่ายื่นศาลปกครอง ฟ้อง 'มช.- อธิการบดี' ทุบ 'หอพักอ่างแก้ว' ไม่ประเมินคุณค่าอาคารก่อนรื้อ
นักศึกษา-ศิษย์เก่ายื่นศาลปกครอง ฟ้อง 'มช.- อธิการบดี' ทุบ 'หอพักอ่างแก้ว' ไม่ประเมินคุณค่าอาคารก่อนรื้อ ภาพหอพักอ่างแก้ว จาก How to “ไม่“ ทิ้ง หอพักอ่างแก้ว มช. ฯลฯ Pazzle Thu, 2026-10-15 - 17:37 ตัวแทนนักศึกษาและศิษย์เก่า มช. ยื่นศาลปกครอง ฟ้อง 'มช.- อธิการบดี' ทุบ "หอพักอ่างแก้ว-แฟลตฝายหิน" โดยไม่ประเมินคุณค่าอาคารก่อนรื้อ พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวและไต่สวนฉุกเฉินเพื่อหยุดยั้งความเสียหาย   15 ต.ค. 2569 กลุ่มนักศึกษา มช. SAAP 24:7 รายงาน เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 ตัวแทนนักศึกษาและศิษย์เก่า มช. รวม 4 คน ยื่นศาลปกครองฟ้องมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และอธิการบดีต่อศาลปกครองเชียงใหม่ พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวและไต่สวนฉุกเฉินเพื่อหยุดยั้งความเสียหาย จากกรณีการทุบอาคาร "หอพักอ่างแก้ว-แฟลตฝายหิน"  กลุ่มผู้ฟ้องชี้ว่าการกระทำของ มช. ส่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย สืบเนื่องจากหนังสือจากสำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ ที่ชี้ว่าอาคารทั้งสองหลังสร้างขึ้นก่อน พ.ศ. 2530 จึงน่าจะเป็นอาคารราชพัสดุ โดยระบุชัดเจนว่า มช. ในฐานะหน่วยงานในกำกับของรัฐไม่ได้เป็นส่วนราชการผู้ใช้ที่ราชพัสดุ จึงไม่มีอำนาจรื้อถอนเองโดยพลการและต้องได้รับอนุญาตจากกรมธนารักษ์ นอกจากนี้ จากที่กรมธนารักษ์ระบุแนวปฏิบัติตามกฏกระทรวงฯ เกี่ยวกับการรื้อถอนอาคารที่น่าจะเป็นอาคารทรงคุณค่าในการอนุรักษ์ไว้ว่า หากจะรื้อถอนต้องพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาคุณค่าเสียก่อน ทว่าท่ามกลางการเสนอคุณค่าของอาคารพิพาทโดยองค์กรต่างๆ ซึ่งชี้ว่าอาคารนี้มีคุณค่าทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรม มช. กลับรื้อถอนอาคารหอพักอ่างแก้วต่อ โดยไม่ปรากฏซึ่งการพิจารณาคุณค่าเหล่านั้นอย่างเป็นทางการ อีกทั้งข้ออ้างเรื่องโครงสร้างอาคารจาก มช. ยังไม่มีการเปิดเผยรายงานการทางวิศวกรรม ทั้งที่สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทยให้ความเห็นว่าสามารถซ่อมแซมหรือเสริมกำลังได้ ทางด้าน มช. ยังไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ ดังกล่าวแม้จะมีการยื่นขอให้เปิดเผยตาม พรบ.ข้อมูลข่าวสารของราชการไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ ผู้ฟ้องจึงขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งหรือมติอนุมัติรื้อถอน และสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการรื้อถอนอาคารส่วนที่ยังเหลือ แม้อาคารบางส่วนถูกรื้อแล้ว ผู้ฟ้องยืนยันว่าการฟ้อง มช. คือการปกป้องหลักการที่ยังหลงเหลือ เพื่อดึงผู้เชี่ยวชาญเป็นเจ้าภาพร่วมตรวจสอบโครงสร้าง ประเมินความเป็นไปได้ในการปรับปรุงใช้ประโยชน์อย่างโปร่งใส แต่หากยืนยันว่าไม่สามารถกู้คืนส่วนใดได้เลย มช. ก็ต้องเยียวยาความเสียหายของแหล่งเรียนรู้ต่อประชาคมและสังคมอย่างสมควร โดยไม่นำพื้นที่ดังกล่าวไปจัดการตามอำเภอใจ กลุ่ม SAAP 24:7 ระบุว่า การฟ้องศาลเป็นการโต้กลับความเงียบที่ มช. ใช้บังคับให้ยอมรับการรื้อถอนโดยไร้การมีส่วนร่วม เพื่อสร้างบรรทัดฐานไม่ให้ มช. ใช้อำนาจทำลายมรดกทางปัญญาและประวัติศาสตร์ของสังคมซ้ำไปมาอีก โดยไม่มีการรับฟังเสียงของประชาคม มช.          ตัวแทนผู้ฟ้องคดีให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า หอพักอ่างแก้วถูกทุบรื้อไปแล้วเกินครึ่งแล้ว การมาฟ้องศาลปกครองและขอคุ้มครองชั่วคราวในตอนนี้จะยังทำอะไรได้อีกว่า จริงอยู่ที่โครงสร้างภายนอกบางส่วนถูกรื้อถอนไปตามความเร่งรีบของโครงการ แต่มุมมองที่ว่าสายเกินไปแล้วอาจจะทำให้ความขัดแย้งนี้ฉาบฉวย และปล่อยเลยตามเลยจนเกินไป การลุกขึ้นมาฟ้องศาลและขอคุ้มครองชั่วคราวในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของการฟื้นตึกเดิม ซึ่งถ้าทำได้คงเป็นปาฏิหาริย์ แต่คือการปกป้องสาระสำคัญที่ยังหลงเหลือ และการผดุงไว้ซึ่งธรรมาภิบาลและพันธกิจที่สำคัญของสถาบันการศึกษาของเราก็คือ มช. เราอาจยังทำอะไรได้อีกมากใน 2 ประเด็นหลักเชิงหลักการ อันแรกคือการตรวจสอบทางวิชาการที่มีเจ้าภาพร่วม ที่ไม่ใช่ให้ มช. ผูกขาดการทำลายและการจัดวางประวัติศาสตร์อยู่ฝ่ายเดียว ตลอดข้อพิพาทที่ผ่านมา มันทำให้เราเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจที่เจ็บปวดที่สุดคือ มช. กลายเป็นฝ่ายผูกขาดการอ้างอิงข้อมูลเรื่องความไม่มั่นคงแข็งแรงของอาคารแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายงานการประเมินทางวิศวกรรมฉบับสมบูรณ์ กระบวนการประเมินคุณค่าของเขา หรือแม้กระทั่งทั้ง ๆ ที่มีข้อทักท้วงจากสำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหน่วยงานเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ มหาวิทยาลัยก็ทำเหมือนจะใช้วิธีชิงลงมือก่อนเพื่อให้เรื่องมันเลยตามเลย อันนี้เป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้ ถ้าเรายอมรับ ก็เท่ากับการยอมรับวัฒนธรรมการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จที่ไร้การตรวจสอบ  ดังนั้น หากศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และถึงที่สุดถ้าศาลเห็นไปในทางเดียวกับเรา สิ่งที่เราขอพึ่งอำนาจศาลคือ การสั่งให้ดึงผู้เชี่ยวชาญเรื่องการอนุรักษ์เข้ามาเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดการอาคารทั้งสอง ไม่ว่าจะเป็นสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย, หรือ Docomomo องค์กรเหล่านี้ไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่เขาสามารถใช้หลักวิชาการตรวจสอบโครงสร้างที่ยังหลงเหลืออยู่อย่างเป็นระบบ ว่าชิ้นส่วนไหนยังแข็งแรง พอที่จะทำ Structural Retrofitting (การเสริมกำลังโครงสร้าง) และ Adaptive Reuse (การปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอย) ได้อย่างไร และที่สำคัญที่สุด มช. ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจรื้อถอนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ลอยตัวเหนือปัญหา  อีกประการคือเรื่องหลักการเยียวยาพื้นที่สาธารณะ หากจำเป็นต้องสูญเสียอาคารทั้งสองจริง ๆ กล่าวโดยง่ายก็คือ เมื่อทุบแล้ว เราต้องไม่สูญเปล่า และต้องมีแผนที่ชอบธรรม  ในมิติของการจัดวางประวัติศาสตร์ การปล่อยให้อาคารสองหลังนี้ถูกทุบทิ้งไปดื้อ ๆ โดยปราศจากการบันทึก อนุรักษ์อย่างมีส่วนร่วม และไม่มีแผนการใช้ประโยชน์ที่ชัดเจน ก็เท่ากับการกระทำความรุนแรงเชิงสถาบันต่อแหล่งเรียนรู้ของประชาคม มช. สังคมไทย สังคมนานาชาติ และยังเป็นการทำลายหลักฐานเชิงประจักษ์ทางประวัติศาสตร์การศึกษาในประเทศไทย ในภาคเหนือ ในเชียงใหม่ ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชั้นครูอย่าง อาจารย์อมร ศรีวงศ์ และวิศวกร ศาสตราจารย์ ดร.อรุณ ชัยเสรี  ประเด็นที่ควรถูกตั้งคำถามที่สุดของโครงการนี้คือ มช. นึกจะทุบก็ทุบทิ้ง ทั้งๆ ที่มีเพียงแค่แผนรื้อถอนเพื่อเคลียร์พื้นที่ แต่ไม่มีความชัดเจนต่อสาธารณะในเชิงวิสัยทัศน์หรือแผนอะไรเลยว่าจะเอาพื้นที่ที่มีอาคารทรงคุณค่าอันเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เราหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วตรงนั้นไปทำอะไรต่อ ดังนั้น หากท้ายที่สุดแล้ว ส่วนโครงสร้างบางส่วนจะได้รับความเสียหายหนักจนเกินเยียวยาจริง ๆ ไม่สามารถเก็บอะไรได้เลย มหาวิทยาลัยก็จะต้องถูกผูกมัดด้วยกระบวนการชดเชยและเยียวยาประชาคมอย่างเป็นรูปธรรม พื้นที่ตรงนั้นต้องไม่ถูกแปรสภาพไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ตามอำเภอใจ แต่ต้องถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เรียนรู้หรืออนุสรณ์สถานทางสถาปัตยกรรมที่สะท้อนบทเรียนราคาแพงของการพัฒนาที่ไร้การรับฟังครั้งนี้ โดยสรุปก็คือ การที่เรามาฟ้องศาลปกครองในวันนี้ เราคิดว่าเราไม่ได้ทำเพื่อยื้อเวลาอย่างไร้ความหมาย แต่เราทำเพื่อเปลี่ยนสถานะของความเงียบที่ถูกนำมาใช้บังคับให้ยอมรับการทุบทำลายแบบไม่ฟังใคร ให้กลายเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่โปร่งใส มีส่วนร่วม และชดเชยกับสังคมอย่างสมควร เพื่อให้สังคมได้เห็นว่า มรดกทางปัญญาและประวัติศาสตร์มันมีคุณค่าเกินกว่าจะปล่อยให้ใครใช้อำนาจทำลายทิ้งตามอำเภอใจ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเราปล่อยให้เขาทำแบบนี้ แบบดื้อๆ ต่อไปเรื่อยๆ กรณีแบบนี้ก็จะซ้ำรอยไปมาอีกเรื่อยๆ   * ข่าว * สังคม * การศึกษา * SAAP 24:7 * หออ่างแก้ว * มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ * ศาลปกครอง * เชียงใหม่
dlvr.it
October 15, 2026 at 10:56 AM
นักศึกษา-ศิษย์เก่ายื่นศาลปกครอง ฟ้อง 'มช.- อธิการบดี' ทุบ 'หอพักอ่างแก้ว' ไม่ประเมินคุณค่าอาคารก่อนรื้อ
นักศึกษา-ศิษย์เก่ายื่นศาลปกครอง ฟ้อง 'มช.- อธิการบดี' ทุบ 'หอพักอ่างแก้ว' ไม่ประเมินคุณค่าอาคารก่อนรื้อ
นักศึกษา-ศิษย์เก่ายื่นศาลปกครอง ฟ้อง 'มช.- อธิการบดี' ทุบ 'หอพักอ่างแก้ว' ไม่ประเมินคุณค่าอาคารก่อนรื้อ ภาพหอพักอ่างแก้ว จาก How to “ไม่“ ทิ้ง หอพักอ่างแก้ว มช. ฯลฯ Pazzle Thu, 2026-10-15 - 17:37 ตัวแทนนักศึกษาและศิษย์เก่า มช. ยื่นศาลปกครอง ฟ้อง 'มช.- อธิการบดี' ทุบ "หอพักอ่างแก้ว-แฟลตฝายหิน" โดยไม่ประเมินคุณค่าอาคารก่อนรื้อ พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวและไต่สวนฉุกเฉินเพื่อหยุดยั้งความเสียหาย   15 ต.ค. 2569 กลุ่มนักศึกษา มช. SAAP 24:7 รายงาน เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 ตัวแทนนักศึกษาและศิษย์เก่า มช. รวม 4 คน ยื่นศาลปกครองฟ้องมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และอธิการบดีต่อศาลปกครองเชียงใหม่ พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวและไต่สวนฉุกเฉินเพื่อหยุดยั้งความเสียหาย จากกรณีการทุบอาคาร "หอพักอ่างแก้ว-แฟลตฝายหิน"  กลุ่มผู้ฟ้องชี้ว่าการกระทำของ มช. ส่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย สืบเนื่องจากหนังสือจากสำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ ที่ชี้ว่าอาคารทั้งสองหลังสร้างขึ้นก่อน พ.ศ. 2530 จึงน่าจะเป็นอาคารราชพัสดุ โดยระบุชัดเจนว่า มช. ในฐานะหน่วยงานในกำกับของรัฐไม่ได้เป็นส่วนราชการผู้ใช้ที่ราชพัสดุ จึงไม่มีอำนาจรื้อถอนเองโดยพลการและต้องได้รับอนุญาตจากกรมธนารักษ์ นอกจากนี้ จากที่กรมธนารักษ์ระบุแนวปฏิบัติตามกฏกระทรวงฯ เกี่ยวกับการรื้อถอนอาคารที่น่าจะเป็นอาคารทรงคุณค่าในการอนุรักษ์ไว้ว่า หากจะรื้อถอนต้องพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาคุณค่าเสียก่อน ทว่าท่ามกลางการเสนอคุณค่าของอาคารพิพาทโดยองค์กรต่างๆ ซึ่งชี้ว่าอาคารนี้มีคุณค่าทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรม มช. กลับรื้อถอนอาคารหอพักอ่างแก้วต่อ โดยไม่ปรากฏซึ่งการพิจารณาคุณค่าเหล่านั้นอย่างเป็นทางการ อีกทั้งข้ออ้างเรื่องโครงสร้างอาคารจาก มช. ยังไม่มีการเปิดเผยรายงานการทางวิศวกรรม ทั้งที่สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทยให้ความเห็นว่าสามารถซ่อมแซมหรือเสริมกำลังได้ ทางด้าน มช. ยังไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ ดังกล่าวแม้จะมีการยื่นขอให้เปิดเผยตาม พรบ.ข้อมูลข่าวสารของราชการไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ ผู้ฟ้องจึงขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งหรือมติอนุมัติรื้อถอน และสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการรื้อถอนอาคารส่วนที่ยังเหลือ แม้อาคารบางส่วนถูกรื้อแล้ว ผู้ฟ้องยืนยันว่าการฟ้อง มช. คือการปกป้องหลักการที่ยังหลงเหลือ เพื่อดึงผู้เชี่ยวชาญเป็นเจ้าภาพร่วมตรวจสอบโครงสร้าง ประเมินความเป็นไปได้ในการปรับปรุงใช้ประโยชน์อย่างโปร่งใส แต่หากยืนยันว่าไม่สามารถกู้คืนส่วนใดได้เลย มช. ก็ต้องเยียวยาความเสียหายของแหล่งเรียนรู้ต่อประชาคมและสังคมอย่างสมควร โดยไม่นำพื้นที่ดังกล่าวไปจัดการตามอำเภอใจ กลุ่ม SAAP 24:7 ระบุว่า การฟ้องศาลเป็นการโต้กลับความเงียบที่ มช. ใช้บังคับให้ยอมรับการรื้อถอนโดยไร้การมีส่วนร่วม เพื่อสร้างบรรทัดฐานไม่ให้ มช. ใช้อำนาจทำลายมรดกทางปัญญาและประวัติศาสตร์ของสังคมซ้ำไปมาอีก โดยไม่มีการรับฟังเสียงของประชาคม มช.          ตัวแทนผู้ฟ้องคดีให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า หอพักอ่างแก้วถูกทุบรื้อไปแล้วเกินครึ่งแล้ว การมาฟ้องศาลปกครองและขอคุ้มครองชั่วคราวในตอนนี้จะยังทำอะไรได้อีกว่า จริงอยู่ที่โครงสร้างภายนอกบางส่วนถูกรื้อถอนไปตามความเร่งรีบของโครงการ แต่มุมมองที่ว่าสายเกินไปแล้วอาจจะทำให้ความขัดแย้งนี้ฉาบฉวย และปล่อยเลยตามเลยจนเกินไป การลุกขึ้นมาฟ้องศาลและขอคุ้มครองชั่วคราวในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของการฟื้นตึกเดิม ซึ่งถ้าทำได้คงเป็นปาฏิหาริย์ แต่คือการปกป้องสาระสำคัญที่ยังหลงเหลือ และการผดุงไว้ซึ่งธรรมาภิบาลและพันธกิจที่สำคัญของสถาบันการศึกษาของเราก็คือ มช. เราอาจยังทำอะไรได้อีกมากใน 2 ประเด็นหลักเชิงหลักการ อันแรกคือการตรวจสอบทางวิชาการที่มีเจ้าภาพร่วม ที่ไม่ใช่ให้ มช. ผูกขาดการทำลายและการจัดวางประวัติศาสตร์อยู่ฝ่ายเดียว ตลอดข้อพิพาทที่ผ่านมา มันทำให้เราเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจที่เจ็บปวดที่สุดคือ มช. กลายเป็นฝ่ายผูกขาดการอ้างอิงข้อมูลเรื่องความไม่มั่นคงแข็งแรงของอาคารแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายงานการประเมินทางวิศวกรรมฉบับสมบูรณ์ กระบวนการประเมินคุณค่าของเขา หรือแม้กระทั่งทั้ง ๆ ที่มีข้อทักท้วงจากสำนักงานธนารักษ์พื้นที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหน่วยงานเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ มหาวิทยาลัยก็ทำเหมือนจะใช้วิธีชิงลงมือก่อนเพื่อให้เรื่องมันเลยตามเลย อันนี้เป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้ ถ้าเรายอมรับ ก็เท่ากับการยอมรับวัฒนธรรมการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จที่ไร้การตรวจสอบ  ดังนั้น หากศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และถึงที่สุดถ้าศาลเห็นไปในทางเดียวกับเรา สิ่งที่เราขอพึ่งอำนาจศาลคือ การสั่งให้ดึงผู้เชี่ยวชาญเรื่องการอนุรักษ์เข้ามาเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดการอาคารทั้งสอง ไม่ว่าจะเป็นสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย, หรือ Docomomo องค์กรเหล่านี้ไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่เขาสามารถใช้หลักวิชาการตรวจสอบโครงสร้างที่ยังหลงเหลืออยู่อย่างเป็นระบบ ว่าชิ้นส่วนไหนยังแข็งแรง พอที่จะทำ Structural Retrofitting (การเสริมกำลังโครงสร้าง) และ Adaptive Reuse (การปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอย) ได้อย่างไร และที่สำคัญที่สุด มช. ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจรื้อถอนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ลอยตัวเหนือปัญหา  อีกประการคือเรื่องหลักการเยียวยาพื้นที่สาธารณะ หากจำเป็นต้องสูญเสียอาคารทั้งสองจริง ๆ กล่าวโดยง่ายก็คือ เมื่อทุบแล้ว เราต้องไม่สูญเปล่า และต้องมีแผนที่ชอบธรรม  ในมิติของการจัดวางประวัติศาสตร์ การปล่อยให้อาคารสองหลังนี้ถูกทุบทิ้งไปดื้อ ๆ โดยปราศจากการบันทึก อนุรักษ์อย่างมีส่วนร่วม และไม่มีแผนการใช้ประโยชน์ที่ชัดเจน ก็เท่ากับการกระทำความรุนแรงเชิงสถาบันต่อแหล่งเรียนรู้ของประชาคม มช. สังคมไทย สังคมนานาชาติ และยังเป็นการทำลายหลักฐานเชิงประจักษ์ทางประวัติศาสตร์การศึกษาในประเทศไทย ในภาคเหนือ ในเชียงใหม่ ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชั้นครูอย่าง อาจารย์อมร ศรีวงศ์ และวิศวกร ศาสตราจารย์ ดร.อรุณ ชัยเสรี  ประเด็นที่ควรถูกตั้งคำถามที่สุดของโครงการนี้คือ มช. นึกจะทุบก็ทุบทิ้ง ทั้งๆ ที่มีเพียงแค่แผนรื้อถอนเพื่อเคลียร์พื้นที่ แต่ไม่มีความชัดเจนต่อสาธารณะในเชิงวิสัยทัศน์หรือแผนอะไรเลยว่าจะเอาพื้นที่ที่มีอาคารทรงคุณค่าอันเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เราหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วตรงนั้นไปทำอะไรต่อ ดังนั้น หากท้ายที่สุดแล้ว ส่วนโครงสร้างบางส่วนจะได้รับความเสียหายหนักจนเกินเยียวยาจริง ๆ ไม่สามารถเก็บอะไรได้เลย มหาวิทยาลัยก็จะต้องถูกผูกมัดด้วยกระบวนการชดเชยและเยียวยาประชาคมอย่างเป็นรูปธรรม พื้นที่ตรงนั้นต้องไม่ถูกแปรสภาพไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ตามอำเภอใจ แต่ต้องถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เรียนรู้หรืออนุสรณ์สถานทางสถาปัตยกรรมที่สะท้อนบทเรียนราคาแพงของการพัฒนาที่ไร้การรับฟังครั้งนี้ โดยสรุปก็คือ การที่เรามาฟ้องศาลปกครองในวันนี้ เราคิดว่าเราไม่ได้ทำเพื่อยื้อเวลาอย่างไร้ความหมาย แต่เราทำเพื่อเปลี่ยนสถานะของความเงียบที่ถูกนำมาใช้บังคับให้ยอมรับการทุบทำลายแบบไม่ฟังใคร ให้กลายเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่โปร่งใส มีส่วนร่วม และชดเชยกับสังคมอย่างสมควร เพื่อให้สังคมได้เห็นว่า มรดกทางปัญญาและประวัติศาสตร์มันมีคุณค่าเกินกว่าจะปล่อยให้ใครใช้อำนาจทำลายทิ้งตามอำเภอใจ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเราปล่อยให้เขาทำแบบนี้ แบบดื้อๆ ต่อไปเรื่อยๆ กรณีแบบนี้ก็จะซ้ำรอยไปมาอีกเรื่อยๆ   * ข่าว * สังคม * การศึกษา * SAAP 24:7 * หออ่างแก้ว * มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ * ศาลปกครอง * เชียงใหม่
dlvr.it
October 15, 2026 at 10:56 AM
9 ปี เหมือนเกิดเมื่อวาน รวมสัมภาษณ์ครอบครัว 'น้องเมย' ยุติธรรมไม่เกิด ระบบไม่เปลี่ยน?
9 ปี เหมือนเกิดเมื่อวาน รวมสัมภาษณ์ครอบครัว 'น้องเมย' ยุติธรรมไม่เกิด ระบบไม่เปลี่ยน?
9 ปี เหมือนเกิดเมื่อวาน รวมสัมภาษณ์ครอบครัว 'น้องเมย' ยุติธรรมไม่เกิด ระบบไม่เปลี่ยน? วรรณา แต้มทอง : รายงาน ชนิสรา ริมธีระกุล : กราฟิก Pazzle Sat, 2026-10-17 - 07:51 ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2560 ครอบครัวของ “น้องเมย” ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหาร ชั้นปีที่ 1 โรงเรียนเตรียมทหาร ได้รับแจ้งว่าน้องเมยเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลวในอายุเพียง 18 ปี หลังถูกรุ่นพี่สั่งธำรงวินัยหลายครั้งด้วยกันในช่วงระยะเวลา 3 เดือนก่อนเสียชีวิต สำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ดไล่เรียงไทม์ไลน์เหตุการณ์ก่อนการเสียชีวิตของน้องเมยไว้อย่างละเอียด ดังนี้ เดือนพฤษภาคม 2560 น้องเมยได้เริ่มเข้าไปเรียนในโรงเรียนเตรียมทหาร เดือนสิงหาคม 2560 น้องเมยถูกรุ่นพี่สั่ง “ธำรงวินัย” ด้วยการเอาหัวปักพื้น จนต้องเข้ารับการรักษาตัว และยังคงถูกสั่งซ่อมวินัยและฝึกหนักแม้จะมีใบรับรองแพทย์ เดือนตุลาคม 2560 ราววันที่วันที่ 12 ต.ค. 2560 ครอบครัวได้รับแจ้งจากทางโรงเรียนว่าน้องเมยตกบันได ทางครอบครัวได้พาน้องเมยทำการมารักษาตัว และนำตัวน้องเมยส่งกลับเข้าโรงเรียนอีกครั้งในวันที่ 15 ต.ค. 2560  ปรากฏว่าคืนวันที่ 15 ต.ค. 2560 น้องเมยถูกสั่งธำรงวินัยยึดพื้น และวันที่ 16 ต.ค. 2560 ถูกสั่งพุ่งหลังจนหมดสติ วันที่ 17 ต.ค. 2560 น้องเมยป่วยแต่ยังถูกลงโทษซ้ำ จนหมดสติ เสียชีวิต ก่อนจะเสียชีวิตน้องเมยได้ใช้โทรศัพท์หยอดเหรียญภายในโรงเรียนโทรหาแม่ ซึ่งแม่ของน้องเมยได้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในการคุยกันครั้งสุดท้ายว่า เขายังไม่หายป่วย เขาระบมไปหมดแล้วทั้งตัว และอย่าไปเชื่อผู้พัน สุกัลยา ตัญกาญจน์ แม่น้องเมยได้โพสต์ข้อความและภาพประกอบผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2569 ระบุ เมยโทรหาก่อนสิ้นใจ สนทนาสุดท้ายก่อนเหรียญตัด แ ม่ อ ย่ า ไ ป เ ชื่ อ " ผู้พัน " … อย่าทำหน้าอย่างนั้น สำนึกผิดไปมันก็ไม่ทันแล้ว รู้ว่าดูอยู่ รู้ว่าอ่านอยู่ #เราต่างก็มีลูกเหมือนกัน วันหนึ่งคุณ และพวกคุณจะเสียใจ ภาพจากกล้องวงจรปิดในโรงเรียนเตรียมทหารวันที่ 17 ต.ค. 2560 ยังมีจังหวะที่น้องเมยเดินกุมท้องเจ็บซี่โครงออกมา ซึ่งเป็นภาพที่ทำให้ครอบครัวคาใจ เนื่องจากทางโรงเรียนแจ้งว่าน้องเมยหัวใจล้มเหลวเสียชีวิต ทำไมน้องเมยถึงไม่จับที่บริเวณหน้าอก แต่เดินเอามือกุมท้องแทน และประเด็นการเสียชีวิตจากโรคหัวใจครอบครัวยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากน้องเมยเป็นคนสุขภาพแข็งแรงและไม่มีประวัติเป็นโรคหัวใจมาก่อน เดือนกรกฎาคม 2568 ศาลมณฑลทหารบกที่ 12 จังหวัดปราจีนบุรี อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแรกของน้องเมย ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ จำเลยมีความผิดทำร้ายร่างกาย  ทำโทษ โดยฝ่าฝืนคำสั่งกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทันทีนั้น ศาลเห็นว่าด้วยอายุจำเลยนั้นไม่เคยได้รับโทษ การจะลงโทษจำเลยไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ให้จำเลยปรับปรุงตัวรับราชการ รับใช้ชาติต่อไปจะเป็นประโยชน์มากกว่า โดยมีโทษจำคุก 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาทและรอลงอาญา 2 ปี ภายหลังฟังคำพิพากษาแม่น้องเมยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า “อยากจะบอกว่าในการรับโทษของเขาเราโอเคนะ ไม่ได้ขัด แต่มันมีคำถามเล็กๆ ว่า ศาลเห็นว่าจำเลยทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ และถ้าลูกพี่มีชีวิตอยู่ล่ะ เขาสามารถทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติได้ไหม แล้วจำเลยยังไม่ได้ติด(ลงโทษ)เลย เพราะจะยากต่อการประกอบสัมมาชีพ แต่ลูกพี่ไม่ได้มีโอกาสไง” ย้อนดูบทสัมภาษณ์ของครอบครัว “น้องเมย” ประชาไทรวบรวมบทสัมภาษณ์จากรายการต่างๆ ที่ครอบครัวน้องเมยเคยให้สัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่ช่วงหลังการเสียชีวิตจนถึงช่วง 9 ปีหลังเหตุการณ์ และหยิบเอาประเด็นสำคัญมารวมไว้ ปี 2560 “ท่านรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ) ตินิดนึ่ง ลองเข้าใจนิดนึ่ง ท่านไม่ได้มองครอบครัวผมบ้างเลย ผมก็อายุมากแล้ว แทนที่บั้นปลายชีวิตผมจะอาศัยเขาได้ นี่มาเรียนโรงเรียนทหาร โรงเรียนเตรีมทหาร แค่มากิน มานอน มาเรียนหนังสือ ออกกำลัง ถึงกับต้องเสียชีวิตเลยเหรอ” พิเชษฐ ตัญกาญจน์ พ่อน้องเมย ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2560 ที่นิติเวช รพ.พระมงกุฏ ขณะเดินทางมารับอวัยวะของน้องเมย  ที่มา มติชนทีวี “ครอบครัว"น้องเมย" ร่ำไห้ รับกล่องอวัยวะ เดินหน้าชันสูตรหาเหตุดับต่อ” หลังพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงกรณีการเสียชีวิตภายในโรงเรียนเตรียมทหารของน้องเมยว่า “ผมว่าโดนทุกคน โดนซ่อมทุกคน ผมก็โดนมา ใครก็โดนทั้งนั้น ซ่อมก็ไม่ได้มากอะไรหรอกนะ…ก็นี่เขาเอาคืนแล้วไง ใครจะไปรู้ล่ะว่าลูกเขาหัวใจล้มเหลวหรือว่าเป็นโรคหัวใจหยุดเฉียบพลันแบบนี้ เขาจะไปรู้ได้ไง ก็ไม่มีใครรู้หรอก เดี๋ยวก็ให้ทางพนักงานสอบสวนเขาสอบสวนแล้วกัน คุณอย่ามาสอบสวนผมเลย…ผมก็เคยสลบ ไม่เห็นหน้าผมตอนผมโดน ก็ผมมันไม่ตายไง ก็นี่ตัวเองไม่สบาย ถ้าเลือกตายผมก็เลือกตายในสนามรบเหมือนกัน” ปี 2561 พิเชษฐ ตัญกาญจน์ พ่อน้องเมยตอบคำถามในรายการแฉเกี่ยวกับประเด็นที่มีคนบอกว่าน้องเมยสุขภาพไม่แข็งแรงอยู่แล้วก่อนมาเรียนเตรียมทหารว่า “การที่จะเข้าไปเป็นนักเรียนเตรียมทหารได้ร่างกายต้องแข็งแรง พละเหล่าทหารบกก็คือ จปร. พละคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน น้องเมยทำ 944 คะแนน…มันมีหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างที่ผมไม่เชื่อตั้งแต่วันแรกอยู่แล้ว ถึงขนาดว่าเรื่องอวัยวะที่ผมไม่รู้เลยว่าใส่ร่างมา หรือไม่ใส่ร่าง อวัยวะหายอีก” พิเชษฐ ตัญกาญจน์ พ่อน้องเมย  ที่มา แฉ - เกือบปีคดีไม่คืบหน้า ครอบครัวน้องเมย! เดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรม 11 ก.ย. 61 สุพิชา ตัญกาญจน์ พี่สาวของน้องเมยซึ่งเป็นคนตัดสินใจไม่เผาศพน้องเมยหลังสวดอภิธรรม และนำร่างไปชันสูตรใหม่อีกครั้งพูดถึงประเด็นความสงสัยนี้ไว้ว่า “ตอนที่เขาเสียชีวิตแพทย์ก็บอกว่าหัวใจล้มเหลว ซึ่งหัวใจล้มเหลวมันเป็นกรณีที่ครอบจักรวาล ไม่รู้ว่าเป็นอะไรมาก็ลงไว้ก่อนว่าหัวใจล้มเหลว แต่ว่าเราอ่ะไม่เชื่ออยู่แล้ว เพราะว่าเมยเขาจะโดนซ้อมโดนอะไรแบบนี้ในโรงเรียนบ่อยๆ เราก็แอบได้ยินมาจากเพื่อนเขาที่มาบอกเรา หนูก็รู้สึกว่ามันไม่ปกติ และประกอบกับช่วงฌาปนกิจมีพวกทหารชอบอ้างตัวว่าเป็นนายพลหรือนายพันที่อื่น หรือบางคนที่มีลูกเรียนเตรียมฯ เขาก็จะบอกว่าน้องตายไม่ได้ปกตินะ อย่าเพิ่งเผา เชื่อผม พอเราได้ยินเรื่อยๆ จนเพื่อนเราเองที่เป็นทหารข้างในลึกๆ เขาก็บอกแบบนี้ ไม่เผาล่ะ เราก็เดินไปบอกพ่อกับแม่เลยว่าหนูจะไม่เผา  ต้องเคลียร์ทุกอย่างว่าเขาไม่ได้เป็นโรคหัวใจ…การที่จะเข้ามาเรียนที่นี่ได้มันหลายขั้นตอนมาก แค่คุณเป็นโรคเท้าแบนเขาก็ไม่รับคุณเข้ามาเรียนในที่นี้แล้ว มันยากมากกว่าจะผ่านแต่ละด่านเข้ามาเรียน มันก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ปกติแน่นอน ” สุพิชา ตัญกาญจน์ พี่สาวน้องเมย  ที่มา แฉ - เกือบปีคดีไม่คืบหน้า ครอบครัวน้องเมย! เดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรม 11 ก.ย. 61 ขณะที่แม่ของน้องเมยย้อนเล่ากลับไปถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทางครอบครัวลุกขึ้นมาต่อสู้ทวงคืนความยุติธรรมให้น้องเมย ทั้งที่ในตอนแรกครอบครัวเพียงแค่ต้องการนำร่างน้องเมยมาบำเพ็ญกุศล แต่เมื่อมีการปล่อยข่าวว่าน้องเมยสุขภาพไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัว ครอบครัวจึงยอมไม่ได้  “ที่ไม่ยอม ตั้งแต่วันแรกที่ จปร. แม่ทำใจล่ะ ยอมรับสภาพตั้งแต่ที่เขาพูดกับเราก็บอกว่าขอบคุณ ผบ.โรงเรียน และก็พวกนายทหารที่ จปร. เราขอบคุณมากที่เขาช่วยปั๊มหัวใจลูกเรา เราขอยุติเรื่อง เราไม่ได้เริ่มนะ เราต้องบอกก่อนเพราะทุกคนบอกว่าครอบครัวเราออกไปโวยวาย ไม่ เราขอยุติเพื่อที่จะเอาลูกมาบำเพ็ญกุศล 3 วันเท่านั้น เขาปล่อยข่าวไปได้อย่างไงว่าเด็กคนนี้เป็นโรคประจำตัว เด็กคนนี้ร่างกายไม่แข็งแรง เจ็บปวดนะ” สุกัลยา ตัญกาญจน์ แม่น้อยเมย ที่มา แฉ - เกือบปีคดีไม่คืบหน้า ครอบครัวน้องเมย! เดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรม 11 ก.ย. 61 “มีโทรศัพท์เข้ามาจากผู้พันก่อน ให้คุยกับลูกพักนึ่ง แล้วก็มีคุณหมอแพทย์หญิงยุพรโทรเข้ามาอีก วันนั้นจะรับโทรศัพท์จากโรงเรียนตลอด หลังจากหมอโทรหามีลูกชายโทรมา เขาบอกว่าเขายังไม่หายป่วยเลย…เขาระบมไปหมดแล้วทั้งตัว อย่าไปเชื่อผู้พัน  เขาพูดมากกว่านั้น แต่เราขอพูดแค่ตรงนี้ก่อน” สุกัลยา ตัญกาญจน์ แม่น้อยเมย ที่มา โหนกระแส ครอบครัวไม่เชื่ออวัยวะเป็นของน้องเมยจริง...เผยรู้ใครทำร้ายจนตาย!!! | EP.134 | 1 ก.พ. 61  ในรายการโหนกระแสเมื่อปี 2561 เมื่อมีการถามถึงประเด็นที่ว่าทางครอบครัวทราบหรือไม่ว่า ใครเป็นคนกระทำน้องเมย พี่สาวและพ่อน้องเมยได้ตอบคำถามในประเด็นนี้ไว้ว่า ทางครอบครัวได้รับรู้ว่ามีกลุ่มรุ่นพี่ที่ไม่พอใจน้องเมย และสั่งธำรงวินัยสั่งซ่อมวินัยน้องเมยเรื่อยมาในช่วงระยะเวลา 3 เดือนก่อนการเสียชีวิต “ทราบ รู้ทุกคน เด็กคนที่ทำเมยเขาบอกกับคนอื่นว่าเขาไม่กล้าออกมาขอโทษพ่อกับแม่หรือครอบครัวเราเลย เพราะกระแสสังคมมันแรงมาก การที่เขาทำเมยเรื่องมันยาวตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม จนถึงวันที่เขาเสียชีวิต มันเป็นระยะเวลาที่นานจนเขาน่าจะออกมาขอโทษได้ แต่เขาก็ไม่เคย วันที่ 23 สิงหาคม เมยถูกสั่งให้เอาหัวปักพื้น มีผลมาจนถึงวันที่ 17 ตุลาคมวันที่เสียชีวิตได้ เพราะว่าเป็นความแค้นที่ตัวเองโดนปลดออกจากตำแหน่งนั้น เหมือนเพื่อนแค้นแทนเพื่อน แล้วก็มาแก้แค้นแทนเพื่อน” พี่สาวน้องเมยกล่าว   “3 เดือนกว่า เมยโดนเล่นมาตลอด” พ่อน้องเมยกล่าว   ที่มา โหนกระแส ครอบครัวไม่เชื่ออวัยวะเป็นของน้องเมยจริง...เผยรู้ใครทำร้ายจนตาย!!! | EP.134 | 1 ก.พ. 61  ปี 2568 “เราพยายามเดินสู่กระบวนการด้วยตัวของเราโดยไม่มีใครเข้ามาช่วยจริงๆ แม้แต่ขอให้ตำรวจทำสำนวน เรายังโดนพูดเลยว่า “คุณรู้ไหมว่าคดีของลูกคุณสิ้นเปลืองบประมาณไปเท่าไหร่” มันเจ็บนะ เราขอให้เขาทำ แต่เขากลับพูดแบบนี้กับเรา เราไปจู้จี้เขามากเหรอ ลูกเราตายไปทั้งคนนะ  อีกหนึ่งคือตำรวจในกองคดี เราไปฟังผลจากแพทย์นิติวิทยาศาสตร์เรียบร้อยแล้ว หมออธิบายแล้ว A B C มันเกิดจากอะไรให้ไปตั้งเลย สุดท้ายแล้วสำนวนมามันไม่ใช่ คนละเรื่อง เขาบอกกับแม่ว่า “คุณแม่เข้าใจผมนะ ลูกผมมันยังเล็ก ผมยังไม่อยากตาย” แล้วแม่เองจะพึ่งใคร” สุกัลยา ตัญกาญจน์ แม่น้อยเมย ที่มา โหนกระแส ครอบครัว "น้องเมย" จุกอก 8 ปีที่รอคอย สุดท้ายศาลทหารพิพากษา คุก 4 เดือน 16 วัน l EP.1980 l 23ก.ค.68 ปี 2569 ในสารคดี “(ก่อนจะ) 10 ปี คดี ‘น้องเมย’: ความยุติธรรมที่กำลังนับถอยหลัง” ของ The101world ที่สัมภาษณ์ครอบครัวน้องเมยถึงความรู้สึกตลอด 9 ปีที่พยายามสู้คดีหาความยุติธรรมให้น้องเมย แม่น้องเมยได้พูดไว้ว่า “จากผมดำกลายเป็นผมขาว ก็บอกแล้วว่าพลังชีวิตเนี่ย มันไม่เหลือ มันหมด มันไม่อยากอะไรแล้วแม้กับความสวยงามในตัวเอง มันข้ามไปแล้ว มันไม่อยากแล้ว ถามว่าดูแลตัวไหม แม่ดู แม่ออกกำลังกาย เพราะคดีเมยยังไม่จบ แม่ยังต้องมีแรงเดินทางไปขึ้นศาลอีกเยอะ” “เมื่อทุกคนกลัวหมด แล้วความยุติธรรม แม่จะได้จากตรงไหน” ที่มา The101world (ก่อนจะ) 10 ปี คดี ‘น้องเมย’: ความยุติธรรมที่กำลังนับถอยหลัง | 101 Documentary นอกจากนี้แม่ของน้องเมยยังไม่มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพื่อตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นที่เกี่ยวกับการเสียชีวิตของน้องเมยอยู่เสมอ อาทิข้อความ 15 ตค.60 ..ส่งเมยกลับรร.ตท สภาพที่ดี 17 ตค.60 เสียชีวิตกองแพทย์ รร.ตท 19 ตค.60 รร.ตท.ส่งเมย ในสภาพศพกลับคืนมา แม่น้องเมยโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569   เมย ... ไม่ใช่เคสแรก เมย ... จะไม่ใช่เคสสุดท้าย .. ตราบใดที่เรายังเงียบ มองเห็นความไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่ไม่สู้  เรื่องราวแบบนี้ มันจะหวนกลับมาอีกครั้ง อย่าเหน็บกันนักเลย เพราะความไม่เงียบเฉยของครอบครัว มันทำให้น้องรุ่นถัดไป อยู่อย่างปลอดภัยขึ้น จนถึงปัจจุบัน  ไม่ใช่หรือ .. !!!   แม่น้องเมยโพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569   * รายงานพิเศษ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * น้องเมย * ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ * สุกัลยา ตัญกาญจน์ * พิเชษฐ ตัญกาญจน์ * สุพิชา ตัญกาญจน์ * โรงเรียนเตรียมทหาร * พลทหารเสียชีวิต * ชนิสรา ริมธีระกุล * วรรณา แต้มทอง
dlvr.it
October 17, 2026 at 1:14 AM
'นิสิตสามย่าน' แจกฟรี E-Book ฉลองวันเกิด 30 ปี 'โจชัว หว่อง'
'นิสิตสามย่าน' แจกฟรี E-Book ฉลองวันเกิด 30 ปี 'โจชัว หว่อง'
'นิสิตสามย่าน' แจกฟรี E-Book ฉลองวันเกิด 30 ปี 'โจชัว หว่อง' Pazzle Wed, 2026-10-14 - 14:58 สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน แจกฟรี E-Book "IS TIME STILL ON OUR SIDE?" หนังสือฉลองวันเกิดครบ 30 ปี "โจชัว หว่อง" นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของฮ่องกง    14 ต.ค. 2569 สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน แจกฟรี E-Book หนังสือ "IS TIME STILL ON OUR SIDE?" รวมบทความ จดหมาย กวีนิพนธ์ และเรื่องสั้น หนังสือฉลองวันเกิดครบ 30 ปี "โจชัว หว่อง" นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของฮ่องกง เมื่อปี 2017 โจชัวต้องฉลองวันเกิดครบ 21 ปีของเขาในเรือนจำ สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่านได้ตีพิมพ์หนังสือเพื่ออุทิศให้โจชัว และในปี 2026 โจชัวอายุครบ 30 ปี และเขายังต้องฉลองวันเกิดอยู่หลังกรงขังอีกครั้ง ปัจจุบันโจชัว หว่อง ถูกคุมขังมาแล้ว 2,149 วัน หรือกว่า 5 ปี 10 เดือน หลังถูกทางการฮ่องกงควบคุมตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2020  ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2026 เขาให้การรับสารภาพในข้อหาสมคบคิดเพื่อร่วมมือกับต่างชาติ นับเป็นครั้งที่สองภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่รัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์บังคับใช้ในฮ่องกง ซึ่งอาจทำให้ต้องรับโทษจำคุกเพิ่มเติมจากกำหนดพ้นโทษเดิมในปี 2570 สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่านได้เปิดรับจดหมาย บทความ บทกวี และงานศิลปะจากผู้ที่สนใจ เพื่อรวบรวมจัดทำเป็นหนังสือ "IS TIME STILL ON OUR SIDE?" ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ "IS TIME STILL ON OUR SIDE?"   * ข่าว * การเมือง * สำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน * โจชัว หว่อง
dlvr.it
October 14, 2026 at 8:24 AM
ศาลฎีกาสั่งคุก 2 ปี 'ไจโกะ' คดี ม.112 ชี้ ทวิตพระราชดำรัส ร.9 กระทบกษัตริย์ปัจจุบัน
ศาลฎีกาสั่งคุก 2 ปี 'ไจโกะ' คดี ม.112 ชี้ ทวิตพระราชดำรัส ร.9 กระทบกษัตริย์ปัจจุบัน
ศาลฎีกาสั่งคุก 2 ปี 'ไจโกะ' คดี ม.112 ชี้ ทวิตพระราชดำรัส ร.9 กระทบกษัตริย์ปัจจุบัน Pazzle Thu, 2026-10-15 - 12:13 ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก “ไจโกะ” อดีตนักศึกษาวัย 25 ปี จำเลยคดี ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยไม่รอการลงโทษ จากกรณีทวีตรูปและพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2563 ศาลฎีการะบุ ม.112 ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ แม้จะสวรรคตไปแล้วก็กระทบต่อพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ ซึ่งสืบราชสันตติวงศ์และผูกพันตามสายโลหิต และที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปีนั้น เป็นอัตราโทษต่ำที่สุดแล้ว ไม่อาจลงโทษให้ต่ำกว่านี้ได้ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษ ส่งผลให้ในวันนี้ไจโกะจะถูกส่งตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง   15 ต.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงาน ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก “ไจโกะ” หรือก่อนหน้านี้เธอใช้นามสมมติว่า “ใจ” อดีตนักศึกษาวัย 25 ปี จำเลยคดี ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยไม่รอการลงโทษ ไจโกะถูกแจ้งข้อหาจากกรณีทวีตรูปและพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 ศาลฎีกาพิพากษายืนเห็นว่า ม.112 บัญญัติสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ม.6 การตีความจึงต้องมุ่งคุ้มครองพระเกียรติยศซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ทั้ง ม.112 ไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ หากตีความเช่นนั้นอาจเกิดการล่วงละเมิดให้กระทบกับพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และความเชื่อความศรัทธา แม้จะสวรรคตไปแล้วก็กระทบต่อพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ ซึ่งสืบราชสันตติวงศ์และผูกพันตามสายโลหิต  นอกจากนี้ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปีนั้น เป็นอัตราโทษต่ำที่สุดแล้ว ไม่อาจลงโทษให้ต่ำกว่านี้ได้ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ร้ายแรงจึงไม่สมควรรอการลงโทษ ส่งผลให้ในวันนี้ไจโกะจะถูกส่งตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง และกลายเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองคนที่ 50 ก่อนหน้านี้ ไจโกะเคยให้สัมภาษณ์กับศูนย์ทนายฯ ไว้ว่า “แรกๆ เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ ม.112 เลยค่ะ” ภายหลังการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก การออกมาแสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของสถาบันกษัตริย์ สร้างบรรยากาศของเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด และสิทธิทางการเมืองของประชาชนในประเทศนี้ ส่งผลให้ไจโกะที่ขณะนั้นเป็นนักศึกษาธรรมดาคนหนึ่ง ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เริ่มออกมาเคลื่อนไหว และตั้งคำถามถกเถียงร่วมกับคนในสังคมนี้ “เรารู้สึกว่าโซเชียลมีเดียมันเริ่มกว้างไกลขึ้น คนเริ่มกล้าพูดถึงกษัตริย์ มีการแชร์ข่าว บทความ โพสต์ในทวิตเยอะมาก พอเราโตขึ้น ภาพที่เขาอยากให้เราเห็นเหมือตอนเด็กๆ มันเริ่มไม่ใช่แล้ว สิ่งที่เราเคยเห็นตอนนั้นกับตอนนี้มันต่างกัน” “112 เราว่ามันกว้างมากจนเกินไปที่ใครมันก็สามารถเป็นเหยื่อจากความเจ็บปวดนี้ก็ได้ แล้วดันเป็นเราที่เป็นเหยื่อคนนั้น นี่คือจุดบอดใหญ่ของกฎหมายนี้เลยที่ใครจะใช้แจ้งก็ได้”            * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน * ไจโกะ * คดี ม.112 * พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
dlvr.it
October 15, 2026 at 5:31 AM
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม “เชียงใหม่” คึกคัก พบผู้ประกันตนตาม ม.39 หนึ่งรายติดขัด ไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม “เชียงใหม่” คึกคัก พบผู้ประกันตนตาม ม.39 หนึ่งรายติดขัด ไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ Pazzle Sun, 2026-10-11 - 11:49 บรรยากาศการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเชียงใหม่คึกคัก ที่ศูนย์ประชุมฯ 700 ปี ซึ่งเป็นสถานที่เลือกตั้งจุดใหญ่ที่สุดของเชียงใหม่ เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. มีผู้ประกันตน – นายจ้าง มาร่วมใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างหนาแน่น และเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมามีรายงานว่ามีผู้ประกันตน – นายจ้าง ต่อแถวยาวรอใช้สิทธิเลือกตั้งกันเป็นจำนวนมาก จนเจ้าหน้าที่หน้าหน่วยต้องมีการปรับแถวใหม่ เพื่อไม่ให้ผู้มาใช้สิทธิตากแดดต่อแถวรอคิว           ทั้งนี้ วราภรณ์ ปิยนิธิพงศ์ ผู้ประกันตนตาม ม.39 ซึ่งเดินทางมาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แต่ปรากฎว่าไม่สามารถเลือกตั้งได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่หน่วยแจ้งว่าไม่ปรากฏข้อมูลผู้ประกันตน วราภรณ์ยืนยันว่าตนเองส่งเงินสมทบ 432 บาท เข้าประกันสังคมทุกเดือน และยังใช้สิทธิรักษาพยาบาลตาม ม.39 ที่โรงพยาบาลใน จ.เชียงใหม่ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมตนถึงไม่มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในครั้งนี้เหมือนผู้ประกันตนคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ตนเองเป็นผู้ประกันตนตาม ม.33 และเมื่อออกจากงานก็ได้ย้ายมา ม.39 “วันนี้เราต้องการที่จะมาเลือก พยายามหาทุกอย่าง ถ้าไม่ได้ลงทะเบียนออนไลน์ก็ไม่เป็นไร ก็มาที่หน้างาน เจ้าหน้าที่ก็เจอข้อมูลเดิมแค่ตอนที่เราถูกเลิกจ้างตอน ม.33 แต่ข้อมูลใหม่ ม.39 ไม่มี ก็เลยเลือกไม่ได้ การเลือกตั้งประกันสังคมมันสำคัญเพราะระบบมันเป็นแบบนี้ มันเป็นเงินของเรา คุณจะไปทำอะไรคุณต้องบอกเราบ้างสักนิดนึ่ง กินก็กินน้อยๆ หน่อย เรารู้อยู่แล้วว่าคุณทำอะไรที่ไม่โปร่งใสอยู่แล้ว แต่เราพยายามเจียด 432 บาท เพื่อรักษาพยาบาลตัวเราเอง” วราภรณ์ กล่าว  วราภรณ์ ปิยนิธิพงศ์ ผู้ประกันตนตาม ม.39   * ข่าว * การเมือง * แรงงาน * เลือกตั้งประกันสังคม * เชียงใหม่
dlvr.it
October 11, 2026 at 4:55 AM
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม “เชียงใหม่” คึกคัก พบผู้ประกันตนตาม ม.39 หนึ่งรายติดขัด ไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม “เชียงใหม่” คึกคัก พบผู้ประกันตนตาม ม.39 หนึ่งรายติดขัด ไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม “เชียงใหม่” คึกคัก พบผู้ประกันตนตาม ม.39 หนึ่งรายติดขัด ไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ Pazzle Sun, 2026-10-11 - 11:49 บรรยากาศการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเชียงใหม่คึกคัก ที่ศูนย์ประชุมฯ 700 ปี ซึ่งเป็นสถานที่เลือกตั้งจุดใหญ่ที่สุดของเชียงใหม่ เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. มีผู้ประกันตน – นายจ้าง มาร่วมใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างหนาแน่น และเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมามีรายงานว่ามีผู้ประกันตน – นายจ้าง ต่อแถวยาวรอใช้สิทธิเลือกตั้งกันเป็นจำนวนมาก จนเจ้าหน้าที่หน้าหน่วยต้องมีการปรับแถวใหม่ เพื่อไม่ให้ผู้มาใช้สิทธิตากแดดต่อแถวรอคิว           ทั้งนี้ วราภรณ์ ปิยนิธิพงศ์ ผู้ประกันตนตาม ม.39 ซึ่งเดินทางมาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม แต่ปรากฎว่าไม่สามารถเลือกตั้งได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่หน่วยแจ้งว่าไม่ปรากฏข้อมูลผู้ประกันตน วราภรณ์ยืนยันว่าตนเองส่งเงินสมทบ 432 บาท เข้าประกันสังคมทุกเดือน และยังใช้สิทธิรักษาพยาบาลตาม ม.39 ที่โรงพยาบาลใน จ.เชียงใหม่ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมตนถึงไม่มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในครั้งนี้เหมือนผู้ประกันตนคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ตนเองเป็นผู้ประกันตนตาม ม.33 และเมื่อออกจากงานก็ได้ย้ายมา ม.39 “วันนี้เราต้องการที่จะมาเลือก พยายามหาทุกอย่าง ถ้าไม่ได้ลงทะเบียนออนไลน์ก็ไม่เป็นไร ก็มาที่หน้างาน เจ้าหน้าที่ก็เจอข้อมูลเดิมแค่ตอนที่เราถูกเลิกจ้างตอน ม.33 แต่ข้อมูลใหม่ ม.39 ไม่มี ก็เลยเลือกไม่ได้ การเลือกตั้งประกันสังคมมันสำคัญเพราะระบบมันเป็นแบบนี้ มันเป็นเงินของเรา คุณจะไปทำอะไรคุณต้องบอกเราบ้างสักนิดนึ่ง กินก็กินน้อยๆ หน่อย เรารู้อยู่แล้วว่าคุณทำอะไรที่ไม่โปร่งใสอยู่แล้ว แต่เราพยายามเจียด 432 บาท เพื่อรักษาพยาบาลตัวเราเอง” วราภรณ์ กล่าว  วราภรณ์ ปิยนิธิพงศ์ ผู้ประกันตนตาม ม.39   * ข่าว * การเมือง * แรงงาน * เลือกตั้งประกันสังคม * เชียงใหม่
dlvr.it
October 11, 2026 at 4:55 AM
50 ปี 6 ตุลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต
50 ปี 6 ตุลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต Pazzle Fri, 2026-10-09 - 11:56 เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2569 ในวาระ "50 ปี 6 ตุลา 2519" สวนอัญญา - เฮือนครูองุ่น มาลิก : หอประวัติศาสตร์ประชาชนภาคเหนือเชียงใหม่ จัดปาฐกถาพิเศษ "50 ปี 6 ตุลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต" โดย ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์  พร้อมด้วยวงเสวนาโดย  * ใตองแห้ง * พรรณิการ์ วานิช * ดร.ขวัญขีวัน บัวแดง * ภัควดี วีระภาสพงษ์ * นันธัชพร ศรีจันทร์ ดำเนินรายการ โดย ดร.ณัฐกร วิธิตานนท์        * ข่าว * การเมือง * มัลติมีเดีย * 6 ตุลาคม 2519 * เชียงใหม่ * อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ * ใบตองแห้ง * ภัควดี วีระภาสพงษ์ * พรรณิการ์ วานิช * ขวัญขีวัน บัวแดง * นันธัชพร ศรีจันทร์ * ณัฐกร วิธิตานนท์
dlvr.it
October 9, 2026 at 5:16 AM
50 ปี 6 ตุลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต
50 ปี 6 ตุลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต
50 ปี 6 ตุลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต Pazzle Fri, 2026-10-09 - 11:56 เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2569 ในวาระ "50 ปี 6 ตุลา 2519" สวนอัญญา - เฮือนครูองุ่น มาลิก : หอประวัติศาสตร์ประชาชนภาคเหนือเชียงใหม่ จัดปาฐกถาพิเศษ "50 ปี 6 ตุลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต" โดย ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์  พร้อมด้วยวงเสวนาโดย  * ใตองแห้ง * พรรณิการ์ วานิช * ดร.ขวัญขีวัน บัวแดง * ภัควดี วีระภาสพงษ์ * นันธัชพร ศรีจันทร์ ดำเนินรายการ โดย ดร.ณัฐกร วิธิตานนท์        * ข่าว * การเมือง * มัลติมีเดีย * 6 ตุลาคม 2519 * เชียงใหม่ * อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ * ใบตองแห้ง * ภัควดี วีระภาสพงษ์ * พรรณิการ์ วานิช * ขวัญขีวัน บัวแดง * นันธัชพร ศรีจันทร์ * ณัฐกร วิธิตานนท์
dlvr.it
October 9, 2026 at 5:16 AM
เครือข่ายรำลึก 6 ตุลาฯ แจกฟรี E-Book '50 ปี มรดก 6 ตุลา'
เครือข่ายรำลึก 6 ตุลาฯ แจกฟรี E-Book '50 ปี มรดก 6 ตุลา' ภาพปกจาก แฟรงค์ ลอมบาร์ด โครงการ “บันทึก 6 ตุลา” Pazzle Tue, 2026-10-06 - 11:06 เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ แจกไฟล์ฟรี E-Book "50 ปี 6 ตุลา - มรดกของ 6 ตุลา" เนื่องในวาระ 50 ปี 6 ตุลาฯ เหตุการณ์สังหารหมู่กลางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   6 ต.ค. 2569 เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ แจกไฟล์ฟรี E-Book "50 ปี 6 ตุลา - มรดกของ 6 ตุลา" สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ 50  50 ปี 6 ตุลาฯ เหตุการณ์สังหารหมู่กลางธรรมศาสตร์ ย้อนกลับไปในวันที่ 4 ต.ค. 2519 กลุ่มนักศึกษาใน มธ. รณรงค์ให้นักศึกษางดสอบแล้วมาร่วมประท้วงขับไล่ถนอม ในการรณรงค์มีการแสดงละครที่มีฉากแขวนคอสะท้อนถึงเหตุการณ์ 2 ช่างไฟฟ้าที่นครปฐม ฉากดังกล่าวถูกเผยแพร่ต่อครั้งแรกในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ซึ่งหน้าของผู้แสดง (อภินันท์ บัวหภักดี) บังเอิญไปคล้ายกับพระบรมโอรสาธิราช จากนั้นหนังสือพิมพ์ดาวสยามจึงได้เผยแพร่ภาพต่อ พร้อมมีข้อความโจมตีขบวนการนักศึกษาว่าจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำลายสถาบันกษัตริย์ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการคอมมิวนิสต์ สถานีวิทยุทหารทุกแห่งขยายข้อความด้วยการปลุกระดมให้ทำลายพวกคอมมิวนิสต์ใน มธ. นำมาซึ่งการปิดล้อม มธ. โดยกลุ่มพลังฝ่ายขวา เช่น กลุ่มกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มนวพล  ในตอนดึกวันที่ 5 ต.ค. ก่อนที่เช้าวันที่ 6 ต.ค. 2519 กลุ่มคนประมาณ 100 คนได้บุกเข้าไปเผาแผ่นโปสเตอร์หน้าประตู มธ. ฝั่งสนามหลวง ก่อนที่เสียงปืนนัดแรกจะดังขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มใช้อาวุธสงครามกับผู้ชุมนุมใน มธ. ตามมาด้วยการปราบปรามใหญ่ด้วยน้ำมือของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่ถูกปลุกระดม  ข้อมูลจากเว็บไซต์บันทึก 6 ตุลา สรุปความเสียหายจากเหตุการณ์ 6 ตุลา ตามตัวเลขทางการระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 39 คน บาดเจ็บ 145 คน (ในจำนวนนี้เป็นตำรวจเสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 23 คน) นักศึกษาประชาชนถูกจับกุม 3,094 คน เป็นชาย 2,432 คน หญิง 662 คน ขณะที่แหล่งข่าวอ้างอิงจากการเก็บศพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ประมาณว่ามีนักศึกษาประชาชนเสียชีวิต 530 คน ส่วนทรัพย์สิน (จากการสำรวจของคณะกรรมการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) มีครุภัณฑ์และวัสดุของคณะต่างๆ เสียหายเป็นมูลค่า 50 กว่าล้านบาท ร้านสหกรณ์มีสินค้าและทรัพย์สินเสียหาย 1 ล้าน 3 แสนบาท สิ่งของมีค่าหายสาบสูญ อาทิ โทรทัศน์ เครื่องพิมพ์ดีด กล้องถ่ายรูป เทปบันทึกเสียง เครื่องเย็บกระดาษ เสื้อผ้า เงินสด รายงานแจ้งว่า “หน้าต่างถูกทุบและโดนลูกกระสุนเสียหาย โต๊ะเก้าอี้พัง ห้องพักอาจารย์ถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย” ดาวน์โหลดได้ที่นี่    * ข่าว * การเมือง * 6 ตุลาคม 2519 * สังหารหมู่ * บันทึก 6 ตุลา
dlvr.it
October 6, 2026 at 5:35 AM
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' คดี ม.112 ชี้ กม. คุ้มครองกษัตริย์ ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' คดี ม.112 ชี้ กม. คุ้มครองกษัตริย์ ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ : รายงาน Pazzle Tue, 2026-10-06 - 15:34 ศาลจังหวัดภูเขียวพิพากษาคดี ม.112 ของ "ไผ่" จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ "ครูใหญ่" อรรถพล บัวพัฒน์ กรณีการปราศรัยเกี่ยวกับโครงสร้างและสถาบันพระมหากษัตริย์ บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เมื่อปี 2564 ศาลระบุ แม้ตัวบทจะไม่ได้ระบุคำว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์" ไว้โดยตรง แต่ขอบเขตความคุ้มครองย่อมครอบคลุมทั้งพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันและอดีตพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี ศาลชี้คำปราศรัยของไผ่ จตุภัทร์ มีลักษณะเป็นการพาดพิงว่าสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์และพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันทรงขาดทศพิธราชธรรม ส่วนคำปราศรัยของครูใหญ่ อรรถพล ทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิดในตัวพระมหากษัตริย์ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ลงโทษจำคุก ไผ่ จตุภัทร์เป็นเวลา 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ อรรถพลเป็นเวลา 2 ปี เป็นอันปิดฉากกระบวนการทางกฎหมายที่ดำเนินมานานนับตั้งแต่ปี 2564     6 ต.ค. 2569 เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2569 มีรายงานอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา ว่าศาลจังหวัดภูเขียวได้นัดอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของ "ไผ่" จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ "ครูใหญ่" อรรถพล บัวพัฒน์ กรณีการปราศรัยเกี่ยวกับโครงสร้างและสถาบันพระมหากษัตริย์ บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 โดยการอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ต้องเลื่อนมาจากกำหนดเดิม (วันที่ 23 และ 29 ก.ย. 2569) รวมสองครั้ง เนื่องจากเหตุอุทกภัยกระทบต่อระบบคอมพิวเตอร์ของเรือนจำ ในการสู้คดีชั้นฎีกา ไผ่ จตุภัทร์ยกข้อต่อสู้ว่า มาตรา 112 ต้องได้รับการตีความอย่างเคร่งครัดและมุ่งคุ้มครองเฉพาะประมุขที่ทรงครองราชย์อยู่ ณ ขณะนั้น อีกทั้งการปราศรัยของตนเป็นการกล่าวถึง "สถาบัน" ในภาพรวม ไม่ได้ระบุตัวบุคคล ขณะที่ครูใหญ่ อรรถพลต่อสู้ว่า คำว่า "กษัตริย์" เป็นเพียงชื่อตำแหน่งทำนองเดียวกับผู้ใหญ่บ้าน และคำว่า "ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ของใคร" เป็นการสื่อถึงบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมร้องขอให้ศาลลงโทษรอการลงอาญา ทว่าศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ลงโทษจำคุก ไผ่ จตุภัทร์เป็นเวลา 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ อรรถพลเป็นเวลา 2 ปี เป็นอันปิดฉากกระบวนการทางกฎหมายที่ดำเนินมานานนับตั้งแต่ปี 2564 บรรยากาศ ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ทนายความและครอบครัวของไผ่ จตุภัทร์ได้เดินทางมาเข้าร่วมฟังคำพิพากษา ขณะที่ไผ่ จตุภัทร์ และครูใหญ่ อรรถพลรับฟังการอ่านคำพิพากษาผ่านระบบถ่ายทอดสัญญาณวิดีโอจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นประจำศาลจังหวัดภูเขียวได้เปิดซองคำพิพากษาและอ่านสรุปใจความสำคัญดังนี้ ในประเด็นความผิดตามมาตรา 112 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ตัวบทกฎหมายจะไม่ได้ระบุคำว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์" ไว้โดยตรง แต่ขอบเขตความคุ้มครองย่อมครอบคลุมทั้งพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันและอดีตพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากมีความเกี่ยวโยงทางประวัติศาสตร์ สายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม และโครงสร้างกฎหมายที่สืบทอดต่อเนื่องกันมา ความเคารพรักที่ประชาชนมีต่อสถาบันในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งย่อมเกิดจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าในอดีต ศาลชี้ว่าคำปราศรัยของไผ่ จตุภัทร์มีลักษณะเป็นการพาดพิงว่า สมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์และพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันทรงขาดทศพิธราชธรรม ซึ่งเป็นการละเมิดต่อพระราชสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง ทั้งยังทำให้พระมหากษัตริย์ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติยศ และถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ส่วนประเด็นข้อแย้งที่ว่ามาตรา 112 คุ้มครองเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่ยังทรงครองราชย์อยู่นั้น ศาลเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์กับองค์พระมหากษัตริย์มีความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ข้อความของไผ่ จตุภัทร์จึงสื่อความหมายถึงพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ สำหรับคำปราศรัยของครูใหญ่ อรรถพล ศาลเห็นว่าทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิดว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจสั่งการให้ระเบิดภูเขาเพื่อประโยชน์ของโรงงานปูนในจังหวัดสระบุรี จึงไม่ใช่ลักษณะของการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ในข้ออ้างที่นำตำแหน่งพระมหากษัตริย์ไปเปรียบเทียบกับข้าราชการหรือผู้ใหญ่บ้านในลักษณะว่าเป็นเพียงชื่อตำแหน่ง ศาลฎีกาเห็นว่าไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เนื่องจากมีความแตกต่างกันในทุกมิติ ทั้งในเรื่องที่มา ซึ่งการสืบราชสันตติวงศ์เป็นไปตามสายพระโลหิตในราชวงศ์จักรี ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ขณะที่ข้าราชการเข้าสู่ตำแหน่งด้วยการสอบคัดเลือกหรือการแต่งตั้ง และผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกตั้งของราษฎร ในแง่อำนาจหน้าที่ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมืองและทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ส่วนข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านใช้อำนาจปกครองตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะตำแหน่งเท่านั้น ในแง่วาระการดำรงตำแหน่ง พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งตลอดรัชกาล ในขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านมีวาระการทำงานตามกฎหมายกำหนดและมีกระบวนการถอดถอนได้ และในแง่ความรับผิด บุคคลใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางแพ่งหรือทางอาญามิได้ โดยความรับผิดชอบทางการเมืองย่อมเป็นของคณะรัฐมนตรี ต่างจากข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านที่ต้องรับผิดชอบทั้งทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญา ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ข้อฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับคำร้องขอให้รอการลงโทษของครูใหญ่ อรรถพล ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิดในพื้นที่สาธารณะโดยมีเจตนาให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ ซึ่งเป็นการลดทอนพระเกียรติยศและทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม จึงไม่มีเหตุอันสมควรให้รอการลงโทษ พิพากษายืนให้จำคุกไผ่ จตุภัทร์ 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ อรรถพล 2 ปี ด้านฐานความผิดอื่นที่ทั้งสองถูกกล่าวหา ได้แก่ ความผิดตามมาตรา 116 (2) (3), การฝ่าฝืนข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น คดีได้ถึงที่สุดไปก่อนหน้านี้แล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่สั่งยกฟ้อง หลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษา มารดาของไผ่ จตุภัทร์ซึ่งเป็นนายประกัน ได้สอบถามศาลเกี่ยวกับการขอถอนประกันและส่งตัวจำเลยที่ได้ยื่นไว้ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2569 เนื่องจากเหตุน้ำท่วมซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัย โดยเจ้าหน้าที่ศาลระบุว่าได้ปรึกษาหัวหน้าศาลแล้ว และจะให้นับระยะเวลาการคุมขังย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2569 ซึ่งเป็นวันที่ยื่นคำร้อง ส่วนเรื่องการถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ศาลแจ้งว่าในวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมาเกิดภาวะน้ำท่วมบริเวณศาลอาญาและเรือนจำ ทำให้ไม่สามารถย้ายตัวจำเลยออกมาดำเนินการตามขั้นตอนได้ โดยจะนำตัวไปดำเนินการอีกครั้งเมื่อสถานการณ์น้ำลด ซึ่งต้องประสานรายละเอียดกับทางเรือนจำต่อไป ทางฝ่ายจำเลยจึงขอให้ศาลแจ้งความคืบหน้าผ่านมารดา เพื่อให้ครอบครัวสามารถประสานงานกับทีมทนายความในกรุงเทพฯ ที่รับผิดชอบคดี รวมถึงเรื่องการฝากซื้ออาหารและของใช้จำเป็น จากการพูดคุยผ่านระบบวิดีโอ ไผ่ จตุภัทร์ และครูใหญ่ อรรถพลซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มานานกว่า 1 ปี ได้สอบถามถึงหมายแจ้งโทษเด็ดขาด ซึ่งผู้พิพากษาตอบว่าน่าจะออกหมายได้ทันที เนื่องจากคดีได้ถึงที่สุดแล้วในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา ในช่วงท้าย มารดาได้สอบถามไผ่ จตุภัทร์ถึงความเป็นอยู่ในเรือนจำท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ว่าญาติหรือทนายความจะสามารถเข้าเยี่ยมได้หรือไม่ ซึ่งไผ่ จตุภัทร์ตอบว่ายังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจน พร้อมเล่าว่าขณะนี้ต้องรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นหลัก เนื่องจากอาหารที่สั่งไว้ตามปกติยังไม่สามารถจัดส่งได้เพราะติดปัญหาน้ำท่วม ไผ่ จตุภัทร์ยังฝากบอกคนภายนอกว่า "ทำใจได้แล้ว" และขอให้ช่วยแจ้งข้อมูลว่าตนจะต้องเดินทางไปที่ศาลใดต่อ ก่อนที่มารดาจะกล่าวอำลาว่า "ขอให้ปลอดภัยนะ รักษาร่างกาย รักษาสุขภาพนะ คิดถึงนะ" โดยไผ่ จตุภัทร์ได้เตือนให้มารดาระมัดระวังเรื่องน้ำท่วมเช่นเดียวกัน คำตัดสินของศาลฎีกาในวันนี้ส่งผลให้คดีมาตรา 112 จากเหตุการณ์ปราศรัยที่ภูเขียวเป็นอันสิ้นสุดลง หลังต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมยาวนานกว่า 5 ปีผ่านทั้งสามชั้นศาล และส่งผลให้ทั้งสองตกเป็นผู้ต้องขังตามคำพิพากษาถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม ไผ่ จตุภัทร์ยังคงมีคดีตามมาตรา 116 จากการร่วมชุมนุม #หมายที่ไหนม็อบที่นั่น ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเดิมมีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา แต่ต้องเลื่อนออกไป โดยในคดีดังกล่าวนั้น ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอยุติคดีตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งปัจจุบันศาลยังไม่ได้มีคำสั่งใดๆ ในประเด็นนี้   * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา * อรรถพล บัวพัฒน์ * คดี ม.112 * ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ * สถาบันกษัตริย์
dlvr.it
October 6, 2026 at 9:14 AM
นักศึกษา 'มน. - มช.' รำลึก 50 ปี เหตุการณ์ '6 ตุลา'
นักศึกษา 'มน. - มช.' รำลึก 50 ปี เหตุการณ์ '6 ตุลา' ภาณุลักษณ์ อินทร์เฉลิม : รายงานเนื้อหาส่วนมหาวิทยาลัยนเรศวร  Pazzle Tue, 2026-10-06 - 18:12 นักศึกษามหาวิทยาลัยนเรศวร และนักศึกษามหาวิทยาวิทยาเชียงใหม่ ร่วมจัดงานรำลึก 50 ปี 6 ตุลาฯ เหตุการณ์สังหารหมู่กลางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2519      6 ต.ค. 2569 เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาฯ เหตุการณ์สังหารหมู่กลางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษามหาวิทยาลัยนเรศวร และนักศึกษาจากมหาวิทยาวิทยาเชียงใหม่ ได้ร่วมกันจัดงานเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ด้วย ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร นิสิตจากชมรมรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ร่วมกับเครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลา ใน จ.พิษณุโลก จัดนิทรรศการรำลึก 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมชวนผู้ร่วมชมนิทรรศการติดโพสต์อิทแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า “นึกถึง 6 ตุลา นึกถึงอะไร” โดยมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก กลุ่มผู้จัดกิจกรรมมองว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ได้เป็นเพียงบาดแผลทางประวัติศาสตร์และโศกนาฏกรรมจากการปราบปรามประชาชนเท่านั้น แต่ในวันเดียวกันยังเป็นจุดเริ่มต้นของการรัฐประหารโดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ และนำไปสู่การส่งต่อ “มรดกอำนาจนิยม” อาทิ คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งแก้ไขเพิ่มโทษทางอาญาในประมวลกฎหมายอาญา จำนวน 12 มาตรา หนึ่งในนั้นคือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เพิ่มอัตราโทษเป็นจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี จากเดิมที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และไม่มีโทษขั้นต่ำ ผู้จัดกิจกรรมระบุว่า ผลของคำสั่งดังกล่าวยังคงส่งผลกระทบต่อหลักสิทธิมนุษยชนมาจนถึงปัจจุบัน ผู้จัดกิจกรรมระบุด้วยว่า แม้เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังคงสร้างบาดแผลให้กับสังคมไทย การจัดนิทรรศการครั้งนี้ ชมรมรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ต้องการจารึกความทรงจำและสร้างพื้นที่ให้เกิดการตระหนักรู้ถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในหมู่นิสิตที่มหาวิทยาลัยนเรศวร                 ส่่วนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักศึกษากลุ่มนิติซ้ายจากคณะนิติศาสตร์ได้แขวนป้ายผ้าขนาดใหญ่หน้าคณะเขียนข้อความ "ลบมรดก 6 ตุลา" และป้าย "หมวด 1 มาตรา 1 อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน" พร้อมทั้งจัดงานนิทรรศการลบมรดก 6 ตุลา บริเวณด้านข้างคณะ และจะจัดเสวนา "ในนามของความมั่นคง" โดยอาจารย์ภาสกร ญี่นาง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในวันพรุ่งนี้ (7 ต.ค. 2569) เวลา 20.30 น.  นักศึกษากลุ่มนิติซ้ายระบุ จากเหตุการณ์รัฐประหาร 6 ตุลา 2519 สู่คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มอัตราโทษในความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาท รวมถึงมาตรา 112 กลุ่มกิจกรรมนักศึกษานิติซ้ายขอร่วมรำลึก ทบทวน และตั้งคำถาม ในฐานะนักศึกษากฎหมาย ผู้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ และผู้เชื่อว่ากฎหมายมิได้อยู่เหนือการตั้งคำถาม เพราะการรำลึกมิใช่เพียงการหวนกลับไปมองอดีต แต่คือการทบทวนว่า มรดกจากอดีตยังคงกำหนดปัจจุบันของเราอย่างไร ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา เพื่อไม่ให้หน้าต่อไปของประวัติศาสตร์ถูกเขียนซ้ำด้วยอำนาจแบบเดิม         ภาพบริเวณหน้าคณะนิติศาสตร์ มช. นอกจากนี้ยังพบป้ายผ้าเขียนข้อความ "NEVER FORGET OCT 6 1976" ที่บริเวณหน้าคณะมนุษยศาสตร์ มช. ด้วย   บริเวณหน้าคณะมนุษยศาสตร์ มช.      * ข่าว * การเมือง * การศึกษา * มหาวิทยาลัยนเรศวร * มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ * 6 ตุลาคม 2519 * ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา 2519
dlvr.it
October 6, 2026 at 12:20 PM
'ฟ้า พรหมศร' เริ่มฟื้นฟูร่างกาย หลังอดอาหารมานาน ฝากดีใจกับทุกคนที่เข้าเกณฑ์ 'นิรโทษกรรม'
'ฟ้า พรหมศร' เริ่มฟื้นฟูร่างกาย หลังอดอาหารมานาน ฝากดีใจกับทุกคนที่เข้าเกณฑ์ 'นิรโทษกรรม' Pazzle Tue, 2026-10-06 - 16:43 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนอัปเดตอาการ “ฟ้า” พรหมศร ผู้ต้องขังคดี ม.112 อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ที่อดอาหารเรียกร้องสิทธิประกันตัวไปมากว่า 80 วัน โดยขณะนี้ฟ้าเริ่มกลับมาเข้ากระบวนการฟื้นฟูร่างกายทยอยกลับมารับสารอาหาร แต่ยังไม่ได้รับประทานอาหารหนัก ฟ้าฝากดีใจกับผู้ต้องขังทุกคนที่เข้าเกณฑ์ได้รับการปล่อยตัวจากผลของการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง โดยฟ้าเชื่อว่าปัญหาของสังคมจะแก้ไขได้นั้นต้องมีการพูดคุยระหว่างกัน หาทางออกร่วมกัน   6 ต.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงาน เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ระหว่างฎีกา เขาเริ่มอดอาหารอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัว และขอโอกาสออกไปดูแลครอบครัว โดยเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟ้าเริ่มเข้ากระบวนการ Refeeding แล้ว หลังอดอาหารต่อเนื่องรวม 3 เดือน หรือรวม 92 วัน ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ฟ้าอยู่ในชุดสีขาวพร้อมทั้งสวมเสื้อกันหนาวสีกรมอีกชั้น ข้าง ๆ ตัวมีไม้เท้าช่วยพยุง พร้อมแก้วน้ำหวานและสมุด 1 เล่ม สีหน้าเขาดูสดใสขึ้น แม้ใบหน้าจะยังคงตอบอยู่ก็ตาม ฟ้าแจ้งว่าได้เริ่มกลับมาดื่มนมตั้งแต่ประมาณวันที่ 29 ก.ย. ที่ผ่านมา และตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ได้เริ่มเข้ากระบวนการ Refeeding คือทยอยกลับมารับสารอาหาร โดยได้ทานเบลนเดอร่า-เอ็มเอฟ ซึ่งเป็นอาหารเสริมชนิดผง แต่ยังไม่ได้รับประทานอาหารหนัก ฟ้าเล่าว่าวันแรกที่เริ่มทาน มีอาการท้องเสียหนักมาก แต่ในทุกขั้นตอน จะมีนักโภชนาการที่เข้ามาดูแลกระบวนการ โดยมีการนับแคลอรีจากสิ่งที่ทานด้วย และค่าต่าง ๆ อยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น ฟ้าบอกว่าสภาวะสมองยังมีมึน ๆ เบลอ ๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เยอะเหมือนช่วงที่ผ่านมา ฟ้ายังย้ำถึงเรื่องที่เขาพยายามสวดมนต์บ่อย ๆ อยู่เช่นเดิม  ส่วนสถานการณ์ของเรือนจำนั้น ฟ้าบอกว่าทราบว่ามีน้ำท่วม แต่เขาไม่ได้รับรู้สถานการณ์โดยรวมเท่าไร โดยรวม ๆ ในโรงพยาบาลทุกอย่างยังคงดำเนินการได้ตามปกติ ยังไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องน้ำท่วม เพียงแต่เขารู้สึกว่าอากาศค่อนข้างเย็นขึ้น และมีลมโกรกมากกว่าช่วงก่อนหน้านี้ ฟ้ายังสนใจอยากทราบข่าวสถานการณ์ภายนอก โดยเฉพาะเรื่องนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง เมื่อทราบว่าเริ่มมีคนได้ปล่อยตัวบ้างแล้ว ฟ้ารีบบอกว่าดีใจด้วยที่มีคนได้รับประโยชน์ แต่เรื่องนี้ก็ต้องหาแนวทางให้กับคดีมาตรา 112 ซึ่งไม่ถูกนับรวมในกฎหมายนี้ต่อไปด้วย “ฟ้าเชื่อว่าปัญหาของสังคมจะแก้ไขได้นั้นต้องมีการพูดคุยระหว่างกัน หาทางออกร่วมกัน ฟ้ารู้สึกดีใจกับทุกคน ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาทางการเมืองมาตลอด อยู่บนกระดานของความขัดแย้ง ทุกฝ่ายต่างเจ็บปวด” ฟ้าบอกถึงความเห็นของเขา  ในส่วนคดีมาตรา 112 ของฟ้า ที่ศาลจังหวัดพัทลุงนั้น เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์เห็นว่ายังไม่สามารถส่งตัวจำเลยเดินทางไปได้ เนื่องจากสภาวะร่างกายที่อ่อนเพลียของฟ้า ศาลจึงได้เลื่อนการสืบพยานออกไป และนัดพร้อมคดีใหม่เป็นวันที่ 2 พ.ย. 2569 นี้  ขณะเดียวกัน ฟ้ายังมีนัดฟังคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 ของศาลอาญา กรณีปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb ในวันที่ 30 ต.ค. 2569 นี้อีกด้วย     * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน * พรหมศร วีระธรรมจารี * คดี ม.112 * อดอาหารประท้วง * สิทธิประกันตัว
dlvr.it
October 6, 2026 at 10:20 AM
4 วัน หลังเริ่มทุบ 'หอพักอ่างแก้ว' อาคารด้านหน้าหายเรียบ ป้ายคัดค้านเพียบ
4 วัน หลังเริ่มทุบ 'หอพักอ่างแก้ว' อาคารด้านหน้าหายเรียบ ป้ายคัดค้านเพียบ Pazzle Wed, 2026-10-07 - 16:01     7 ต.ค. 2569 วันที่สี่ของการทุบทำลาย "หอพักอ่างแก้ว" ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รถแบ็กโฮและรถตัดเหล็กได้ทำงานรื้อถอนอยากต่อเนื่องจนตัวอาคารบริเวณด้านหน้าของหอพักอ่างแก้วทยอยถูกหั่นความสูงหายไป และมีรถขนเศษเหล็กและเศษปูนออกมา เพื่อเปิดทางเข้าให้เครื่องจักรได้ทำการรื้อถอนส่วนด้านข้างซ้ายขวาของอาคารต่อไป และได้มีการนำกล้องวงจรปิดมาติดไว้ตรงหน้าประตูทางเข้าหอพักอ่างแก้ว โดยทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังไม่มีประกาศใดๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการรื้อถอนหอพักอ่างแก้วออกมา นับตั้งแต่ได้นำเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้ามาทุบทำลายตัวอาคาร เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 ต.ค. 2569 ตลอดช่วงเวลา 4 วันที่ผ่านมา มีนักศึกษาและประชาชนไม่เห็นด้วยกับการรื้อถอนครั้งนี้ได้เคลื่อนไหวคัดค้านต่อเนื่อง เช่น มีการนำดอกไม้ ป้ายข้อความ “WE REMEMBERS ANGKAEW DORM 1964 - 2026” และริบบินดำมาวางหน้าทางเข้าหอพักอ่างแก้วในช่วงเย็นของวันแรกที่มีการรื้อถอน ขณะที่วันที่ 5 ต.ค. 2569 วันที่สองของการรื้อหอพักอ่างแก้วมีนักศึกษา มช. แขวนป้ายผ้าเขียนข้อความ "บริษัทรับทำลายไม่จำกัด ติดต่อ มช." และ "ผีอมรจะหักคอคิง" ที่บริเวณคณะสังคมศาสตร์ นอกจากนี้บริเวณโดยรอบอาคารหอพักอ่างแก้วมีนักศึกษาและประชาชนที่ไม่เห็นด้วยนำกระดาษเขียนข้อความคัดค้านการทุบตึกมาติดไว้โดยรอบ อาทิข้อความ “นี่เราอยากโดนไล่ที่หรอนี่ #SAVEหอพักอ่างแก้ว” “บริษัทช้างทำลายไม่จำกัด รับทุบอาคารทุกประเภท” “ชีจะทุบลูกเดียว” “ทุบบ้านผู้บริหาร มช.”                                     * ข่าว * การศึกษา * หออ่างแก้ว * มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ * เชียงใหม่
dlvr.it
October 7, 2026 at 9:20 AM
4 วัน หลังเริ่มทุบ 'หอพักอ่างแก้ว' อาคารด้านหน้าหายเรียบ ป้ายคัดค้านเพียบ
4 วัน หลังเริ่มทุบ 'หอพักอ่างแก้ว' อาคารด้านหน้าหายเรียบ ป้ายคัดค้านเพียบ
4 วัน หลังเริ่มทุบ 'หอพักอ่างแก้ว' อาคารด้านหน้าหายเรียบ ป้ายคัดค้านเพียบ Pazzle Wed, 2026-10-07 - 16:01     7 ต.ค. 2569 วันที่สี่ของการทุบทำลาย "หอพักอ่างแก้ว" ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รถแบ็กโฮและรถตัดเหล็กได้ทำงานรื้อถอนอยากต่อเนื่องจนตัวอาคารบริเวณด้านหน้าของหอพักอ่างแก้วทยอยถูกหั่นความสูงหายไป และมีรถขนเศษเหล็กและเศษปูนออกมา เพื่อเปิดทางเข้าให้เครื่องจักรได้ทำการรื้อถอนส่วนด้านข้างซ้ายขวาของอาคารต่อไป และได้มีการนำกล้องวงจรปิดมาติดไว้ตรงหน้าประตูทางเข้าหอพักอ่างแก้ว โดยทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังไม่มีประกาศใดๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการรื้อถอนหอพักอ่างแก้วออกมา นับตั้งแต่ได้นำเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้ามาทุบทำลายตัวอาคาร เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 ต.ค. 2569 ตลอดช่วงเวลา 4 วันที่ผ่านมา มีนักศึกษาและประชาชนไม่เห็นด้วยกับการรื้อถอนครั้งนี้ได้เคลื่อนไหวคัดค้านต่อเนื่อง เช่น มีการนำดอกไม้ ป้ายข้อความ “WE REMEMBERS ANGKAEW DORM 1964 - 2026” และริบบินดำมาวางหน้าทางเข้าหอพักอ่างแก้วในช่วงเย็นของวันแรกที่มีการรื้อถอน ขณะที่วันที่ 5 ต.ค. 2569 วันที่สองของการรื้อหอพักอ่างแก้วมีนักศึกษา มช. แขวนป้ายผ้าเขียนข้อความ "บริษัทรับทำลายไม่จำกัด ติดต่อ มช." และ "ผีอมรจะหักคอคิง" ที่บริเวณคณะสังคมศาสตร์ นอกจากนี้บริเวณโดยรอบอาคารหอพักอ่างแก้วมีนักศึกษาและประชาชนที่ไม่เห็นด้วยนำกระดาษเขียนข้อความคัดค้านการทุบตึกมาติดไว้โดยรอบ อาทิข้อความ “นี่เราอยากโดนไล่ที่หรอนี่ #SAVEหอพักอ่างแก้ว” “บริษัทช้างทำลายไม่จำกัด รับทุบอาคารทุกประเภท” “ชีจะทุบลูกเดียว” “ทุบบ้านผู้บริหาร มช.”                                     * ข่าว * การศึกษา * หออ่างแก้ว * มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ * เชียงใหม่
dlvr.it
October 7, 2026 at 9:20 AM
นักศึกษา 'มน. - มช.' รำลึก 50 ปี เหตุการณ์ '6 ตุลา'
นักศึกษา 'มน. - มช.' รำลึก 50 ปี เหตุการณ์ '6 ตุลา'
นักศึกษา 'มน. - มช.' รำลึก 50 ปี เหตุการณ์ '6 ตุลา' ภาณุลักษณ์ อินทร์เฉลิม : รายงานเนื้อหาส่วนมหาวิทยาลัยนเรศวร  Pazzle Tue, 2026-10-06 - 18:12 นักศึกษามหาวิทยาลัยนเรศวร และนักศึกษามหาวิทยาวิทยาเชียงใหม่ ร่วมจัดงานรำลึก 50 ปี 6 ตุลาฯ เหตุการณ์สังหารหมู่กลางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2519      6 ต.ค. 2569 เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาฯ เหตุการณ์สังหารหมู่กลางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษามหาวิทยาลัยนเรศวร และนักศึกษาจากมหาวิทยาวิทยาเชียงใหม่ ได้ร่วมกันจัดงานเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ด้วย ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร นิสิตจากชมรมรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ร่วมกับเครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลา ใน จ.พิษณุโลก จัดนิทรรศการรำลึก 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมชวนผู้ร่วมชมนิทรรศการติดโพสต์อิทแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า “นึกถึง 6 ตุลา นึกถึงอะไร” โดยมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก กลุ่มผู้จัดกิจกรรมมองว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ได้เป็นเพียงบาดแผลทางประวัติศาสตร์และโศกนาฏกรรมจากการปราบปรามประชาชนเท่านั้น แต่ในวันเดียวกันยังเป็นจุดเริ่มต้นของการรัฐประหารโดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ และนำไปสู่การส่งต่อ “มรดกอำนาจนิยม” อาทิ คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งแก้ไขเพิ่มโทษทางอาญาในประมวลกฎหมายอาญา จำนวน 12 มาตรา หนึ่งในนั้นคือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เพิ่มอัตราโทษเป็นจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี จากเดิมที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และไม่มีโทษขั้นต่ำ ผู้จัดกิจกรรมระบุว่า ผลของคำสั่งดังกล่าวยังคงส่งผลกระทบต่อหลักสิทธิมนุษยชนมาจนถึงปัจจุบัน ผู้จัดกิจกรรมระบุด้วยว่า แม้เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังคงสร้างบาดแผลให้กับสังคมไทย การจัดนิทรรศการครั้งนี้ ชมรมรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ต้องการจารึกความทรงจำและสร้างพื้นที่ให้เกิดการตระหนักรู้ถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในหมู่นิสิตที่มหาวิทยาลัยนเรศวร                 ส่่วนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักศึกษากลุ่มนิติซ้ายจากคณะนิติศาสตร์ได้แขวนป้ายผ้าขนาดใหญ่หน้าคณะเขียนข้อความ "ลบมรดก 6 ตุลา" และป้าย "หมวด 1 มาตรา 1 อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน" พร้อมทั้งจัดงานนิทรรศการลบมรดก 6 ตุลา บริเวณด้านข้างคณะ และจะจัดเสวนา "ในนามของความมั่นคง" โดยอาจารย์ภาสกร ญี่นาง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในวันพรุ่งนี้ (7 ต.ค. 2569) เวลา 20.30 น.  นักศึกษากลุ่มนิติซ้ายระบุ จากเหตุการณ์รัฐประหาร 6 ตุลา 2519 สู่คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มอัตราโทษในความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาท รวมถึงมาตรา 112 กลุ่มกิจกรรมนักศึกษานิติซ้ายขอร่วมรำลึก ทบทวน และตั้งคำถาม ในฐานะนักศึกษากฎหมาย ผู้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ และผู้เชื่อว่ากฎหมายมิได้อยู่เหนือการตั้งคำถาม เพราะการรำลึกมิใช่เพียงการหวนกลับไปมองอดีต แต่คือการทบทวนว่า มรดกจากอดีตยังคงกำหนดปัจจุบันของเราอย่างไร ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา เพื่อไม่ให้หน้าต่อไปของประวัติศาสตร์ถูกเขียนซ้ำด้วยอำนาจแบบเดิม         ภาพบริเวณหน้าคณะนิติศาสตร์ มช. นอกจากนี้ยังพบป้ายผ้าเขียนข้อความ "NEVER FORGET OCT 6 1976" ที่บริเวณหน้าคณะมนุษยศาสตร์ มช. ด้วย   บริเวณหน้าคณะมนุษยศาสตร์ มช.      * ข่าว * การเมือง * การศึกษา * มหาวิทยาลัยนเรศวร * มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ * 6 ตุลาคม 2519 * ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา 2519
dlvr.it
October 6, 2026 at 12:20 PM
โต๊ะเจรจาใหม่ยกที่ 1 UNCLOS กัมพูชาเปิดทางแบ่งผลประโยชน์ ไทยเสียงแข็งลุยแบ่งเส้นเขตแดน
โต๊ะเจรจาใหม่ยกที่ 1 UNCLOS กัมพูชาเปิดทางแบ่งผลประโยชน์ ไทยเสียงแข็งลุยแบ่งเส้นเขตแดน ศศิธร อักษรวิลัย : รายงาน Pazzle Tue, 2026-10-06 - 22:48 ‘ปัญหาเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา’ เดินทางเข้าสู่บทใหม่เป็นที่เรียบร้อย หลังเปิดฉากการประชุม  ในเวทีระหว่างประเทศภายใต้กฎหมายทะเล( United Nations Convention on the Law Of the Sea-UNCLOS) ไปเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยนี่เป็นครั้งแรกที่สาธารณะได้เห็นทั้งสองฝ่ายแสดงจุดยืนต่อแนวทางการยุติปัญหานี้อย่างเป็นทางการ หลังจากก่อนหน้านี้มีวิวาทะผ่านสื่อโต้กันไปมาฝุ่นตลบอยู่นานหลายเดือน  ประเด็นน่าสนใจเกิดขึ้นจากเนื้อหาในการแสดงจุดยืนนี้เอง กัมพูชาอยากกำหนดเส้นเขตแดนให้ชัด แต่ก็ไม่ทิ้งการแบ่งผลประโยชน์ในอ่าวไทยไป ขณะที่ไทยซึ่งขึ้นแถลงทีหลัง สวนกลับกัมพูชาด้วยโทนที่ดุดัน ย้ำว่าจะคุยแค่เรื่องกำหนดเขตแดน “เท่านั้น” ประชาไทจึงชวนย้อนดูถ้อยแถลงของทั้งสองฝ่ายว่าสิ่งที่อยู่ในเนื้อหานั้นสะท้อนอะไรบ้างและมีอะไรที่น่าจับตาต่อจากนี้  ปัญหาเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชาเป็นที่พูดถึงมากช่วงไม่กี่ปีมานี้ ท่ามกลางความตึงเครียดจากเหตุการณ์การปะทะที่ชายแดนทางบก ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ยกเลิกMOU44 ที่ไทย-กัมพูชาใช้เป็นกรอบเจรจาเขตแดนทางทะเล เมื่อต้นปีไทยได้ประกาศยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวด้วยเหตุผลว่าไม่มีความคืบหน้าและจะใช้กรอบUNCLOSในการเจรจาแทน นั่นจึงเป็นจุดเปลี่ยน(อีกครั้ง)ที่นำปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชาไปสู่เวทีระหว่างประเทศ แต่แตกต่างที่ครั้งนี้ ‘ไม่ใช่การขึ้นศาล’ กัมพูชาไม่ปิดประตู ‘แบ่งผลประโยชน์’ ในอ่าวไทย ปรัก สุคน รมว.การต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายกัมพูชา เริ่มต้นจากการกล่าวที่มาของเส้นเขตแดนทางบกของรัฐสมัยใหม่ระหว่างสยามกับกัมพูชาซึ่งได้ก่อกำเนิดในช่วงนั้นภายใต้สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสปีค.ศ. 1904 และ 1907        ปรัก สุคน ระหว่างกล่าวแถลงเปิดในกระบวนการประนอมภาคบังคับวันที่ 15 ก.ย.  (ภาพจาก เว็บไซต์ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร) เป็นที่น่าสังเกตว่ากัมพูชากำลังพูดถึงสนธิสัญญาที่เกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนทางบก ในเวทีการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาเขตแดนทางทะเล  สิ่งที่ต้องจับต่อคือกัมพูชาจะใช้สนธิสัญญาดังกล่าวมาเป็นฐานในการเจรจาเพื่อกำหนดเขตแดนทางทะเลในกระบวนการนี้ด้วยหรือไม่อย่างไร เพราะจริงๆ แล้ว ฐานที่กัมพูชาใช้รองรับเส้นอ้างสิทธิทางทะเลก็มาจากสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี 1907  สนธิสัญญาดังกล่าวระบุให้ใช้ยอดสูงสุดของเกาะกูดลากเข้ามาที่ชายฝั่ง เป็นจุดอ้างอิง แล้วให้เอาชายฝั่งที่ตรงกับจุดสูงสุดของเกาะกูดนั้นเป็นเส้นเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา แต่กัมพูชาตีความและนำแนวคิดนี้ไปใช้กับการแบ่งเขตแดนทางทะเลด้วย  อย่างไรก็ตาม กัมพูชาไม่ได้ลากเส้นผ่านเกาะกูดอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพียงแต่ลากอ้อมเป็นรูปตัว U แทน เพราะสนธิสัญญานี้ก็ระบุชัดว่าเกาะกูดเป็นของไทย ซึ่งข้อเท็จจริงส่วนนี้กัมพูชายอมรับแล้ว ตัวแทนฝ่ายกัมพูชายังได้กล่าวว่าช่วงกลางทศวรรษ 1990 กัมพูชาได้หาวิธีแก้ปัญหาเขตแดนทางทะเลกับไทย เพื่อที่จะได้นำทรัพยากรใต้ทะเลออกมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งสองประเทศได้เริ่มหารือกันในเดือนเมษา ปี 1995 จนในที่สุดก็บรรลุข้อตกลงหรือ MOU 44 ที่ให้มีทั้งข้อตกลงเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลและการพัฒนาทรัพยากรสำหรับผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ก็ยังไม่สามารถตกลงสุดท้ายได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแบ่งเขตหรือพื้นที่พัฒนาร่วม ทั้งนี้ โมเดลการจัดทำพื้นที่พัฒนาร่วมหรือ Joint Development Area (JDA) เป็นโมเดลหนึ่งที่หลายประเทศที่มีข้อพิพาททางทะลใช้แก้ปัญหาชั่วคราวตามกฎหมายทะเล สาระสำคัญของ JDA คือ ประเทศที่มีปัญหาเขตแดนทางทะเลไม่จำเป็นจะต้องเจรจากำหนดเส้นระหว่างกันให้ชัดเจนก่อน แต่ตกลงกันที่จะนำทรัพยากรมาแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันไปพลางๆ ในระหว่างที่ยังไม่แบ่งเขต ตัวอย่างโมเดลนี้คือ JDA ระหว่างไทยกับมาเลเซีย และความสำเร็จจากกรณีไทย-มาเลเซียนี่เอง กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ไทยและกัมพูชาใช้เป็นทางออกของปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเล  กรณีของไทย-มาเลเซียนั้น ได้เริ่มขุดเจาะมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์จากการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รัฐบาลทั้งสองจะรับภาระและแบ่งผลประโยชน์เท่ากันในสัดส่วน 50:50  ปัจจุบันมีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำนวน 2 แปลง คือ แปลง A-18 (พื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางกิโลเมตร) และแปลง B-17-01 (พื้นที่ประมาณ 4,250 ตารางกิโลเมตร)  กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุว่าในปีที่ผ่านมาไทยมีรายได้จากกิจการปิโตรเลียมที่มาจากองค์กรร่วมไทย–มาเลเซีย จำนวน 9,565 ล้านบาท ปรัก สุคน กล่าวว่าวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่ไทยได้ประกาศยกเลิกMOU44ฝ่ายเดียว แม้กัมพูชาจะคัดค้านหลายครั้ง กัมพูชาจึงได้เลือกริเริ่มเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ  ขออธิบายเพิ่มเติม การเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ ประเทศคู่พิพาทสามารถยื่นขอเข้าได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากอีกฝ่าย และอีกฝ่ายหนึ่งต้องเข้าร่วมกระบวนการ กระบวนการนี้จะมีฝ่ายที่สามเข้ามาประนอมข้อพิพาท ประกอบด้วยสมาชิกที่แต่ละประเทศเสนอประเทศละ 2 คน รวมเป็น 4 คน ก่อนที่สมาชิกทั้ง 4 คนจะร่วมกันเลือกประธาน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนศาลยุติธรรมระหว่างประเทศกรณีปราสาทเขาพระวิหารที่จะตัดสินว่าใครแพ้ใครชนะ แต่มีหน้าที่ช่วยหาจุดประนีประนอมที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ ในส่วนเป้าหมายในกระบวนการนี้ กัมพูชาเสนอมา 3 ทางเลือกซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ  หนึ่ง กัมพูชาต้องการให้คณะกรรมาธิการช่วยสนับสนุนให้สองประเทศกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลขึ้นมาเพียงเส้นเดียว  สอง หากทำตามทางเลือกแรกไม่ได้ กัมพูชาก็พร้อมจะทำข้อตกลงเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วมเพื่อแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันตามความเป็นธรรมก่อน ในระหว่างที่การแบ่งเขตแดนยังไม่แล้วเสร็จ  สาม หากสองตัวเลือกที่ว่ามายังไม่สำเร็จ ให้คณะกรรมาธิการเสนอความเห็นเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายกลับไปเจรจากันต่อ ดังนั้น ถ้าเราพิจารณาตั้งแต่การเจรจาก่อนทำข้อตกลง MOU44 จนมาถึงช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ากัมพูชาให้ความสำคัญกับการแบ่งทรัพยากรใต้ทะเลมาตลอด เนื่องจากต้องการฟื้นฟูโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าแม้จะให้การจัดทำเส้นเขตแดนเส้นเดียวมาเป็นอันดับแรก แต่กัมพูชากำลังมุ่งทางเลือกที่สองมากกว่า    ภัทรพงษ์ แสงไกร จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้ความเห็นผ่านทางเฟสบุ๊คไลฟ์ ว่า การที่จะให้แบ่งเส้นเดียวตามที่กัมพูชาเสนอภายในระยะ 12 เดือน กับพื้นที่ทับซ้อนทั้งหมดกว่า 26,000 ตร.กม. นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และตามความเป็นจริงกรณีแบบนี้มักใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี ในเชิงยุทธศาสตร์จึงมีแนวโน้มเป็นในทางเลือกที่สอง ซึ่งนั่นก็ไปสอดคล้องกับท่าทีที่กัมพูชามีมาแต่เดิม เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ซึ่งเพิ่งผ่านการประชุมครั้งแรกร่วมกับไทยไปหยกๆ ก็ได้ปรากฎข่าวกัมพูชามองหาการลงทุนเพิ่มเติมจากบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศส TotalEnergies ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการสำรวจพลังงานบริเวณอ่าวไทย โดย แก้ว รัตนัค รมว.เหมืองแร่และพลังงานของกัมพูชา ระบุว่า กระบวนการประนอมนี้ควรจะช่วยสร้างความชัดเจนเรื่องเส้นเขตแดนและเรื่องการพัฒนาร่วม หากมีความชัดเจน กัมพูชาก็จะได้เดินหน้าสำรวจได้   อนึ่ง ที่จริงแล้วทั้งสองประเทศต่างได้ให้สัมปทานบริษัทน้ำมันในพื้นที่พิพาทมาหลายสิบปีแล้ว ไทยเองก็ตระหนักดีว่านี่คือขุมทรัพย์พลังงานมูลค่ามหาศาล ท่ามกลางแหล่งอื่นๆในอ่าวไทยที่มีเหลือใช้อีกไม่นานนัก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีบริษัทไหนได้เข้าไปดำเนินการได้จนกว่าการเจรจาจะบรรลุผล ในอนาคตเราก็อาจได้เห็นการจัดทำ JDA ไทย-กัมพูชา แต่การจะไปถึงขั้นนั้นอย่างน้อยก็ต้องมีการกำหนดเส้นเขตแดนที่ชัดเจนมาก่อนจึงจะเห็นส่วนทับซ้อนที่เหลืออยู่จริงๆ  ประเด็นการจัดทำ JDA ก็มีความน่าสนใจอีกประการ เพราะตามคำแถลงนั้น กัมพูชาใช้คำว่า “Equitable” ในการขยายความประเด็นการแบ่งประโยชน์ร่วมกัน คำนี้มีนัยยะทางกฎหมายที่หมายถึง “เที่ยงธรรม” ซึ่งไม่ได้แปลว่าแบ่งเท่ากันโดยอัตโนมัติ แต่สัดส่วนจะถูกปรับเปลี่ยนไปตามปัจจัยแวดล้อมและข้อเท็จจริงหลายๆ ด้านประกอบกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนเรื่อง “ความเที่ยงธรรม” คือการประนอมภาคบังคับครั้งแรกของโลกกรณีติมอร์เลสเตกับออสเตรเลีย ซึ่งสุดท้ายติมอร์เลสเตได้รับพื้นที่ทางทะเลเพิ่มขึ้นและส่วนแบ่งรายได้จาก Greater Sunrise ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดมหาศาลในทะเลติมอร์ เพิ่มจาก 50% (ตามข้อตกลงเดิมก่อนเข้ากระบวนการ) เป็น 70-80% ตามแต่กรณี ที่สำคัญกรณีติมอร์เลสเตและออสเตรเลีย มีลักษณะคล้ายกับไทยและกัมพูชา คือ เป็นการพิพาทระหว่างประเทศเล็กที่เพิ่งผ่านความยากลำบากมาและมีความจำเป็นต้องฟื้นฟูประเทศ กับประเทศใหญ่ที่มีความเจริญมากกว่า ซึ่งการพิจารณาประเด็นความเที่ยงธรรม ก็จะดูปัจจัยเหล่านี้ด้วยเช่นกัน   ไทยย้ำจะคุยเรื่องกำหนดเส้นเขตแดนเท่านั้น  สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า ไทยเชื่อมั่นว่าความเห็นต่างระหว่างเพื่อนบ้านควรแก้ไขผ่านการพูดคุยและแสวงหาทางออกผ่านการเจรจาทวิภาคี ซึ่งไทยได้ยึดหลักนี้มาโดยตลอด แต่กัมพูชาใช้แนวทางอื่น และมักอ้างว่าตนเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วนไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ สีหศักดิ์กล่าวว่าการอ้างเช่นนี้มีความย้อนแย้งและมุ่งประโยชน์ให้ฝ่ายกัมพูชาเอง       สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ระหว่างกล่าวแถลงเปิดในกระบวนการประนอมภาคบังคับวันที่ 15 ก.ย. 2569  (ภาพจากเว็บไซต์ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร) รัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับไทย กฎหมายระหว่างประเทศและการทูตเป็นพื้นฐานในการรักษาความสัมพันธ์โดยสันติระหว่างประเทศ กฎหมายเป็นกรอบรองรับ แต่การทูตเป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน เพื่อบรรลุทางออกที่ยั่งยืน เมื่อครั้งมีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อต้นปี ผู้นำทั้งสองประเทศก็ได้ยืนยันที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ตัวแทนไทยยังกล่าวว่ายังได้พบกับปรัก สุคน เมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมาและเสนอมาตรการไปแล้ว แต่กัมพูชาไม่เคยให้โอกาสกับแนวทางการทูตดังกล่าว แทนที่จะพูดคุยทวิภาคีอย่างเต็มใจและจริงใจ ตัวแทนฝ่ายไทยระบุว่ากัมพูชากลับนำเสนอเรื่องราวเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวหาไทยครั้งแล้วครั้งเล่า และเล่นบทผู้ถูกกระทำเพื่อสร้างภาพความชอบธรรม นี่คือลักษณะแนวทางที่กัมพูชาใช้มาตลอด นอกจากนี้ยังปลุกกระแสความรู้สึกของสาธารณชนและเพิ่มความตึงเครียด ทำให้การฟื้นฟูความสัมพันธ์เป็นไปได้ยาก สีหศักดิ์ย้ำว่าไทยยึดถือแนวทางกฎหมายและการทูตควบคู่กันไป และมองว่าการทูตต้องไม่การแข่งขันความเหนือกว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์ฝ่ายเดียว นอกจากเนื้อหา สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือโทนของฝ่ายไทยที่ ‘ดุดัน’ ยิ่งชัดเจนเมื่อเทียบกับฝั่งกัมพูชาที่ละมุนละม่อมกว่า ด้วยความที่เป็นการกล่าวเปิดการประชุมครั้งแรก ฝ่ายไทยอาจมีการประเมินท่าทีอีกฝั่งไว้ว่าน่าจะมาในรูปแบบที่แข็งกร้าวไม่ต่างกัน จึงได้เตรียมถ้อยแถลงไว้เช่นนี้  อย่างไรก็ตาม กระบวนการการประนอมภาคบังคับไม่ใช่การขึ้นศาล แต่เป็นการเจรจาที่มีบุคคลที่สามช่วยให้ทั้งสองฝ่ายหาทางออกที่ยอมรับร่วมกันได้ ท่าทีที่เอื้อต่อกระบวนการลักษณะนี้จึงไม่ใช่ท่าทีแข็งกร้าว ในรอบต่อๆ ไปไทยอาจปรับท่าทีให้อ่อนลง เพื่อให้การเจรจาเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ การแถลงนี้เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ช่วงของกระบวนการที่อนุญาตให้สาธารณชนได้เข้าถึง หลังจากนี้การประชุมส่วนใหญ่จะดำเนินไปในลักษณะปิด เราจะไม่เห็นว่าการเจรจาต่อรองจริงๆ ดำเนินไปอย่างไรบ้าง  ส่วนการตัดสินใจยกเลิก MOU44 สีหศักดิ์ระบุว่า ข้ออ้างของกัมพูชาที่ว่าการยกเลิกของไทยทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่น ไม่เป็นความจริง ข้อเท็จจริงคือ ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา มีการประชุมแค่ 2 ครั้ง ไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มเจรจาใหม่อีกรอบ และไทยก็มองว่าการเข้าเป็นภาคี UNCLOS ของกัมพูชาเมื่อต้นปีถือเป็นโอกาสที่ดีในการเจรจากันอีกครั้ง รัฐมนตรีไทยยืนยันว่าเขตทางทะเลของไทยเป็นไปตามที่ปรากฏในพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 เป้าหมายของการเข้าสู่กระบวนการนี้คือ “การกำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาเท่านั้น” ทั้งยังย้ำว่ากระบวนการนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยในดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด และไทยปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปของกัมพูชาที่ประกาศเมื่อปี พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นเส้นที่ปราศจากพื้นฐานทางกฎหมาย   นี่คือจุดยืนเดียวที่ไทยมีมาตลอดตั้งแต่เริ่มเจรจาปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลกับกัมพูชา ไทยมีความกังวลเส้นอ้างสิทธิของกัมพูชาที่เข้ามาประชิดเกาะกูดและต่อสู้มาตลอดว่าการลากของกัมพูชานั้นไม่ถูกต้อง เส้นดังกล่าวกัมพูชาอ้างอิงมาจากสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี 1907 ซึ่งเป็นการแบ่งเขตทางบก จึงเป็นการอ้างอิงที่ผิดฝาผิดตัว ไทยต้องการให้กัมพูชาปรับเส้นตรงนี้ใหม่โดยให้ลงมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นเส้นตรง  ไทยมองว่าฐานทางกฎหมายของฝั่งตัวเองมีน้ำหนักมากกว่า เพราะเส้นอ้างสิทธิของไทยอ้างอิงมาจากบทบัญญัติในUNCLOSโดยตรง และนี่จะกลายเป็นข้อต่อสู้สำคัญในกระบวนการประนอมครั้งนี้ที่อาจจะผลักดันให้กัมพูชายอมปรับเส้นนี้ได้ ส่วนท้ายที่สุดแล้วเส้นที่ปรับใหม่นั้นจะตรงกับเส้นที่ไทยอ้างหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องว่ากันต่อ  สำหรับประเด็นอธิปไตยของเกาะกูด เกาะกูดมักจะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นทางการเมืองภายในตลอดเมื่อมีประเด็นเรื่องเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา แม้ฝ่ายไทยจะย้ำว่าอธิปไตยของเกาะกูดไม่อยู่ในขอบเขตของกระบวนการนี้ อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าเกาะกูดจะถูกตัดออกจากสมการนี้ไปโดยสิ้นเชิง เพราะในทางกฎหมาย ตำแหน่งของเกาะจะถูกใช้เป็นปัจจัยในการกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ ดังนั้นอย่างน้อยเกาะกูดจะต้องเกี่ยวข้องในกระบวนการกำหนดเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา จากข้อเท็จจริงที่ว่าเกาะกูดเป็นของไทย นี่จะกลายเป็นข้อต่อสู้สำคัญที่จะผลักให้เส้นอ้างสิทธิของกัมพูชาให้ขยับออกไปจากเกาะกูดได้  เพราะตามกฎหมาย เกาะไม่ได้หมายถึงแค่ตัวพื้นดินที่โผล่พ้นน้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาณาเขตทางทะเลรอบๆ เกาะอีกด้วย ฝั่งกัมพูชาเองก็ทราบว่าเส้นของตนเองที่ลากมาประชิดเกาะกูดอาจจะอ้างได้ยากในเวทีระหว่างประเทศ และถึงแม้ว่าการเจรจาครั้งนี้อาจไม่สามารถทำให้ทั้งสองฝ่ายกำหนดเส้นเขตแดนได้ทั้งหมดภายใน 1 ปีนี้ แต่เราอาจจะได้เห็นความชัดเจนในระดับนึงว่าเส้นบริเวณเกาะกูดควรอยู่ตรงไหนกันแน่  สิ่งที่ต้องคิดต่อคือหากผลจากกระบวนการประนอมทำให้มีการกำหนดเส้นเขตแดนใหม่ไม่ว่าจะในบางส่วนหรือทั้งหมดที่แตกต่างจากพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 กระบวนการต่อไปจะเป็นเรื่องภายในประเทศไทย  ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 นั้นระบุว่าหนังสือสัญญาที่มีบทบัญญัติในการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของไทย  ต้องเข้าสู่กระบวนการขอเห็นชอบจากสภาก่อน ถึงตอนนั้นเรื่องนี้จึงอาจมีประเด็นภายในประเทศที่ต้องจับตา โดยเฉพาะปฏิกิริยาจากกลุ่มชาตินิยมที่มีความกังวลเรื่องอธิปไตยและดินแดน เป็นอีกโจทย์หนึ่งให้กับรัฐบาลว่าระหว่างที่กำลังเจรจากันอยู่นี้ จะอธิบายให้ประชาชนฟังอย่างไรเพื่อไม่ให้เข้าใจไปว่าลักษณะนี้คือ “การเสียดินแดน”     เขตไหล่ทวีปไทย (ภาพจากพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 ) สำหรับกระบวนการหลังจากนี้จะมีการประชุมเป็นระยะๆ อย่างน้อย 1 ปี หรือขยายได้ตามตกลงกัน แม้การเจรจานี้จะเกิดขึ้นภายใต้ความสัมพันธ์ที่เปราะบาง ปัญหาชายแดนทางบกที่ยังคาราคาซัง แต่ทั้งสองประเทศก็ต้องเดินหน้าเจรจาเพื่อหาข้อยุติต่อไป อย่างน้อยที่สุดเราอาจจะเห็นข้อตกลงฉบับใหม่ที่ชื่อ MOU 70 หรือ MOU 71 แต่ไม่ว่าจะลงเอยในรูปแบบใด บทสรุปล้วนแต่ขึ้นอยู่กับจุดประนีประนอมที่ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับร่วมกันได้     * รายงานพิเศษ * การเมือง * ต่างประเทศ * กัมพูชา * UNCLOS * ศศิธร อักษรวิลัย * กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา * ปรัก สุคน * พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา * สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว * เขตแดนทางทะเล
dlvr.it
October 6, 2026 at 3:59 PM
'นาฏกรรมลำนำ' จากลานโพธิ์สู่ลานประติมากรรม รำลึก 50 ปี '6 ตุลา'
'นาฏกรรมลำนำ' จากลานโพธิ์สู่ลานประติมากรรม รำลึก 50 ปี '6 ตุลา' แมวส้ม : ภาพ/รายงาน Pazzle Tue, 2026-10-06 - 10:39 "นาฏกรรมลำนำ" จากลานโพธิ์สู่ลานประติมากรรม ในวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา 2519 พร้อมอ่านรายชื่อนักศึกษาและประชาชนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 41 ราย และวางดอกไม้รำลึก   6 ต.ค. 2569 เวลา 05.30 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีกิจกรรมศิลปะการแสดง "นาฏกรรมลำนำ" จากลานโพธิ์สู่ลานประติมากรรม เป็นกิจกรรมแรกในวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา 2519  การแสดงเริ่มต้นที่ลานโพธิ์ ก่อนเคลื่อนไปตามเส้นทางผ่านลานปรีดี สนามฟุตบอล และหน้าหอประชุมใหญ่ สู่ลานประติมากรรม โดยมีผ้าขาวปูเป็นทางเดินยาวจากลานโพธิ์ถึงจุดหมาย นักแสดงถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบทกวี บทเพลง ดนตรี และการเคลื่อนไหว ท่ามกลางเสียงกลอง กีตาร์ และไวโอลีน ขณะที่ผู้เข้าร่วมงานราว 100 คนเดินตามขบวนไปตลอดเส้นทาง                  ช่วงหนึ่งของการแสดงที่สนามฟุตบอล มีการบรรเลงบทเพลง “เพื่อมวลชน” ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังประติมานุสรณ์ 6 ตุลา ซึ่งมีการอ่านรายชื่อนักศึกษาและประชาชนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 41 ราย และวางดอกไม้รำลึก จากนั้นปิดท้ายด้วยการร่วมร้องเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา”  การแสดงดังกล่าวดำเนินบทลำนำและบทกวีโดย “สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย” กำกับการแสดงโดย “ธีระวัฒน์ มูลวิไล” และมีนักแสดง 10 คน ได้แก่ สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย, สินีนาฏ เกษประไพ, วสุ วรรลยางกูร, ปทิตตา แซ่เอี้ย, รัตฐนิกา โพธิขวัญ, วิชชาพร ต่างกลาง, ภควัต แจ้งสุวรรณ์, ณัฐิศารัศมิ์ พงศ์ภานุมาศไพศาล, ภูมิภัทร ปัญญาภู และชัยภัทร ทิพยาณานุกุล . สำหรับการแสดง “นาฏกรรมลำนำ” เป็นกิจกรรมแรกในวันครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เริ่มขึ้นในเวลา 05.30 น. ซึ่งตรงกับเวลาเดียวกับที่ระเบิดเอ็ม.79 ลูกแรกถูกยิงเข้ามาตกกลางสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กิจกรรมดังกล่าวจัดโดยมูลนิธิไชยวนาและเครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลา ซึ่งยังมีกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งวัน                    * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * 6 ตุลาคม 2519 * มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ * สังหารหมู่ * 6 ตุลา
dlvr.it
October 6, 2026 at 3:57 AM
โต๊ะเจรจาใหม่ยกที่ 1 UNCLOS กัมพูชาเปิดทางแบ่งผลประโยชน์ ไทยเสียงแข็งลุยแบ่งเส้นเขตแดน
โต๊ะเจรจาใหม่ยกที่ 1 UNCLOS กัมพูชาเปิดทางแบ่งผลประโยชน์ ไทยเสียงแข็งลุยแบ่งเส้นเขตแดน
โต๊ะเจรจาใหม่ยกที่ 1 UNCLOS กัมพูชาเปิดทางแบ่งผลประโยชน์ ไทยเสียงแข็งลุยแบ่งเส้นเขตแดน ศศิธร อักษรวิลัย : รายงาน Pazzle Tue, 2026-10-06 - 22:48 ‘ปัญหาเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา’ เดินทางเข้าสู่บทใหม่เป็นที่เรียบร้อย หลังเปิดฉากการประชุม  ในเวทีระหว่างประเทศภายใต้กฎหมายทะเล( United Nations Convention on the Law Of the Sea-UNCLOS) ไปเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยนี่เป็นครั้งแรกที่สาธารณะได้เห็นทั้งสองฝ่ายแสดงจุดยืนต่อแนวทางการยุติปัญหานี้อย่างเป็นทางการ หลังจากก่อนหน้านี้มีวิวาทะผ่านสื่อโต้กันไปมาฝุ่นตลบอยู่นานหลายเดือน  ประเด็นน่าสนใจเกิดขึ้นจากเนื้อหาในการแสดงจุดยืนนี้เอง กัมพูชาอยากกำหนดเส้นเขตแดนให้ชัด แต่ก็ไม่ทิ้งการแบ่งผลประโยชน์ในอ่าวไทยไป ขณะที่ไทยซึ่งขึ้นแถลงทีหลัง สวนกลับกัมพูชาด้วยโทนที่ดุดัน ย้ำว่าจะคุยแค่เรื่องกำหนดเขตแดน “เท่านั้น” ประชาไทจึงชวนย้อนดูถ้อยแถลงของทั้งสองฝ่ายว่าสิ่งที่อยู่ในเนื้อหานั้นสะท้อนอะไรบ้างและมีอะไรที่น่าจับตาต่อจากนี้  ปัญหาเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชาเป็นที่พูดถึงมากช่วงไม่กี่ปีมานี้ ท่ามกลางความตึงเครียดจากเหตุการณ์การปะทะที่ชายแดนทางบก ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ยกเลิกMOU44 ที่ไทย-กัมพูชาใช้เป็นกรอบเจรจาเขตแดนทางทะเล เมื่อต้นปีไทยได้ประกาศยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวด้วยเหตุผลว่าไม่มีความคืบหน้าและจะใช้กรอบUNCLOSในการเจรจาแทน นั่นจึงเป็นจุดเปลี่ยน(อีกครั้ง)ที่นำปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชาไปสู่เวทีระหว่างประเทศ แต่แตกต่างที่ครั้งนี้ ‘ไม่ใช่การขึ้นศาล’ กัมพูชาไม่ปิดประตู ‘แบ่งผลประโยชน์’ ในอ่าวไทย ปรัก สุคน รมว.การต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายกัมพูชา เริ่มต้นจากการกล่าวที่มาของเส้นเขตแดนทางบกของรัฐสมัยใหม่ระหว่างสยามกับกัมพูชาซึ่งได้ก่อกำเนิดในช่วงนั้นภายใต้สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสปีค.ศ. 1904 และ 1907        ปรัก สุคน ระหว่างกล่าวแถลงเปิดในกระบวนการประนอมภาคบังคับวันที่ 15 ก.ย.  (ภาพจาก เว็บไซต์ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร) เป็นที่น่าสังเกตว่ากัมพูชากำลังพูดถึงสนธิสัญญาที่เกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนทางบก ในเวทีการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาเขตแดนทางทะเล  สิ่งที่ต้องจับต่อคือกัมพูชาจะใช้สนธิสัญญาดังกล่าวมาเป็นฐานในการเจรจาเพื่อกำหนดเขตแดนทางทะเลในกระบวนการนี้ด้วยหรือไม่อย่างไร เพราะจริงๆ แล้ว ฐานที่กัมพูชาใช้รองรับเส้นอ้างสิทธิทางทะเลก็มาจากสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี 1907  สนธิสัญญาดังกล่าวระบุให้ใช้ยอดสูงสุดของเกาะกูดลากเข้ามาที่ชายฝั่ง เป็นจุดอ้างอิง แล้วให้เอาชายฝั่งที่ตรงกับจุดสูงสุดของเกาะกูดนั้นเป็นเส้นเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา แต่กัมพูชาตีความและนำแนวคิดนี้ไปใช้กับการแบ่งเขตแดนทางทะเลด้วย  อย่างไรก็ตาม กัมพูชาไม่ได้ลากเส้นผ่านเกาะกูดอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพียงแต่ลากอ้อมเป็นรูปตัว U แทน เพราะสนธิสัญญานี้ก็ระบุชัดว่าเกาะกูดเป็นของไทย ซึ่งข้อเท็จจริงส่วนนี้กัมพูชายอมรับแล้ว ตัวแทนฝ่ายกัมพูชายังได้กล่าวว่าช่วงกลางทศวรรษ 1990 กัมพูชาได้หาวิธีแก้ปัญหาเขตแดนทางทะเลกับไทย เพื่อที่จะได้นำทรัพยากรใต้ทะเลออกมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งสองประเทศได้เริ่มหารือกันในเดือนเมษา ปี 1995 จนในที่สุดก็บรรลุข้อตกลงหรือ MOU 44 ที่ให้มีทั้งข้อตกลงเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลและการพัฒนาทรัพยากรสำหรับผลประโยชน์ร่วมกัน แต่ก็ยังไม่สามารถตกลงสุดท้ายได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแบ่งเขตหรือพื้นที่พัฒนาร่วม ทั้งนี้ โมเดลการจัดทำพื้นที่พัฒนาร่วมหรือ Joint Development Area (JDA) เป็นโมเดลหนึ่งที่หลายประเทศที่มีข้อพิพาททางทะลใช้แก้ปัญหาชั่วคราวตามกฎหมายทะเล สาระสำคัญของ JDA คือ ประเทศที่มีปัญหาเขตแดนทางทะเลไม่จำเป็นจะต้องเจรจากำหนดเส้นระหว่างกันให้ชัดเจนก่อน แต่ตกลงกันที่จะนำทรัพยากรมาแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันไปพลางๆ ในระหว่างที่ยังไม่แบ่งเขต ตัวอย่างโมเดลนี้คือ JDA ระหว่างไทยกับมาเลเซีย และความสำเร็จจากกรณีไทย-มาเลเซียนี่เอง กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ไทยและกัมพูชาใช้เป็นทางออกของปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเล  กรณีของไทย-มาเลเซียนั้น ได้เริ่มขุดเจาะมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์จากการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รัฐบาลทั้งสองจะรับภาระและแบ่งผลประโยชน์เท่ากันในสัดส่วน 50:50  ปัจจุบันมีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำนวน 2 แปลง คือ แปลง A-18 (พื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางกิโลเมตร) และแปลง B-17-01 (พื้นที่ประมาณ 4,250 ตารางกิโลเมตร)  กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุว่าในปีที่ผ่านมาไทยมีรายได้จากกิจการปิโตรเลียมที่มาจากองค์กรร่วมไทย–มาเลเซีย จำนวน 9,565 ล้านบาท ปรัก สุคน กล่าวว่าวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่ไทยได้ประกาศยกเลิกMOU44ฝ่ายเดียว แม้กัมพูชาจะคัดค้านหลายครั้ง กัมพูชาจึงได้เลือกริเริ่มเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ  ขออธิบายเพิ่มเติม การเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ ประเทศคู่พิพาทสามารถยื่นขอเข้าได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากอีกฝ่าย และอีกฝ่ายหนึ่งต้องเข้าร่วมกระบวนการ กระบวนการนี้จะมีฝ่ายที่สามเข้ามาประนอมข้อพิพาท ประกอบด้วยสมาชิกที่แต่ละประเทศเสนอประเทศละ 2 คน รวมเป็น 4 คน ก่อนที่สมาชิกทั้ง 4 คนจะร่วมกันเลือกประธาน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนศาลยุติธรรมระหว่างประเทศกรณีปราสาทเขาพระวิหารที่จะตัดสินว่าใครแพ้ใครชนะ แต่มีหน้าที่ช่วยหาจุดประนีประนอมที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ ในส่วนเป้าหมายในกระบวนการนี้ กัมพูชาเสนอมา 3 ทางเลือกซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ  หนึ่ง กัมพูชาต้องการให้คณะกรรมาธิการช่วยสนับสนุนให้สองประเทศกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลขึ้นมาเพียงเส้นเดียว  สอง หากทำตามทางเลือกแรกไม่ได้ กัมพูชาก็พร้อมจะทำข้อตกลงเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วมเพื่อแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันตามความเป็นธรรมก่อน ในระหว่างที่การแบ่งเขตแดนยังไม่แล้วเสร็จ  สาม หากสองตัวเลือกที่ว่ามายังไม่สำเร็จ ให้คณะกรรมาธิการเสนอความเห็นเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายกลับไปเจรจากันต่อ ดังนั้น ถ้าเราพิจารณาตั้งแต่การเจรจาก่อนทำข้อตกลง MOU44 จนมาถึงช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ากัมพูชาให้ความสำคัญกับการแบ่งทรัพยากรใต้ทะเลมาตลอด เนื่องจากต้องการฟื้นฟูโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าแม้จะให้การจัดทำเส้นเขตแดนเส้นเดียวมาเป็นอันดับแรก แต่กัมพูชากำลังมุ่งทางเลือกที่สองมากกว่า    ภัทรพงษ์ แสงไกร จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้ความเห็นผ่านทางเฟสบุ๊คไลฟ์ ว่า การที่จะให้แบ่งเส้นเดียวตามที่กัมพูชาเสนอภายในระยะ 12 เดือน กับพื้นที่ทับซ้อนทั้งหมดกว่า 26,000 ตร.กม. นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และตามความเป็นจริงกรณีแบบนี้มักใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี ในเชิงยุทธศาสตร์จึงมีแนวโน้มเป็นในทางเลือกที่สอง ซึ่งนั่นก็ไปสอดคล้องกับท่าทีที่กัมพูชามีมาแต่เดิม เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ซึ่งเพิ่งผ่านการประชุมครั้งแรกร่วมกับไทยไปหยกๆ ก็ได้ปรากฎข่าวกัมพูชามองหาการลงทุนเพิ่มเติมจากบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่จากฝรั่งเศส TotalEnergies ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการสำรวจพลังงานบริเวณอ่าวไทย โดย แก้ว รัตนัค รมว.เหมืองแร่และพลังงานของกัมพูชา ระบุว่า กระบวนการประนอมนี้ควรจะช่วยสร้างความชัดเจนเรื่องเส้นเขตแดนและเรื่องการพัฒนาร่วม หากมีความชัดเจน กัมพูชาก็จะได้เดินหน้าสำรวจได้   อนึ่ง ที่จริงแล้วทั้งสองประเทศต่างได้ให้สัมปทานบริษัทน้ำมันในพื้นที่พิพาทมาหลายสิบปีแล้ว ไทยเองก็ตระหนักดีว่านี่คือขุมทรัพย์พลังงานมูลค่ามหาศาล ท่ามกลางแหล่งอื่นๆในอ่าวไทยที่มีเหลือใช้อีกไม่นานนัก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีบริษัทไหนได้เข้าไปดำเนินการได้จนกว่าการเจรจาจะบรรลุผล ในอนาคตเราก็อาจได้เห็นการจัดทำ JDA ไทย-กัมพูชา แต่การจะไปถึงขั้นนั้นอย่างน้อยก็ต้องมีการกำหนดเส้นเขตแดนที่ชัดเจนมาก่อนจึงจะเห็นส่วนทับซ้อนที่เหลืออยู่จริงๆ  ประเด็นการจัดทำ JDA ก็มีความน่าสนใจอีกประการ เพราะตามคำแถลงนั้น กัมพูชาใช้คำว่า “Equitable” ในการขยายความประเด็นการแบ่งประโยชน์ร่วมกัน คำนี้มีนัยยะทางกฎหมายที่หมายถึง “เที่ยงธรรม” ซึ่งไม่ได้แปลว่าแบ่งเท่ากันโดยอัตโนมัติ แต่สัดส่วนจะถูกปรับเปลี่ยนไปตามปัจจัยแวดล้อมและข้อเท็จจริงหลายๆ ด้านประกอบกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนเรื่อง “ความเที่ยงธรรม” คือการประนอมภาคบังคับครั้งแรกของโลกกรณีติมอร์เลสเตกับออสเตรเลีย ซึ่งสุดท้ายติมอร์เลสเตได้รับพื้นที่ทางทะเลเพิ่มขึ้นและส่วนแบ่งรายได้จาก Greater Sunrise ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดมหาศาลในทะเลติมอร์ เพิ่มจาก 50% (ตามข้อตกลงเดิมก่อนเข้ากระบวนการ) เป็น 70-80% ตามแต่กรณี ที่สำคัญกรณีติมอร์เลสเตและออสเตรเลีย มีลักษณะคล้ายกับไทยและกัมพูชา คือ เป็นการพิพาทระหว่างประเทศเล็กที่เพิ่งผ่านความยากลำบากมาและมีความจำเป็นต้องฟื้นฟูประเทศ กับประเทศใหญ่ที่มีความเจริญมากกว่า ซึ่งการพิจารณาประเด็นความเที่ยงธรรม ก็จะดูปัจจัยเหล่านี้ด้วยเช่นกัน   ไทยย้ำจะคุยเรื่องกำหนดเส้นเขตแดนเท่านั้น  สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า ไทยเชื่อมั่นว่าความเห็นต่างระหว่างเพื่อนบ้านควรแก้ไขผ่านการพูดคุยและแสวงหาทางออกผ่านการเจรจาทวิภาคี ซึ่งไทยได้ยึดหลักนี้มาโดยตลอด แต่กัมพูชาใช้แนวทางอื่น และมักอ้างว่าตนเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วนไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ สีหศักดิ์กล่าวว่าการอ้างเช่นนี้มีความย้อนแย้งและมุ่งประโยชน์ให้ฝ่ายกัมพูชาเอง       สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ระหว่างกล่าวแถลงเปิดในกระบวนการประนอมภาคบังคับวันที่ 15 ก.ย. 2569  (ภาพจากเว็บไซต์ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร) รัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับไทย กฎหมายระหว่างประเทศและการทูตเป็นพื้นฐานในการรักษาความสัมพันธ์โดยสันติระหว่างประเทศ กฎหมายเป็นกรอบรองรับ แต่การทูตเป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน เพื่อบรรลุทางออกที่ยั่งยืน เมื่อครั้งมีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เซบู ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อต้นปี ผู้นำทั้งสองประเทศก็ได้ยืนยันที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ตัวแทนไทยยังกล่าวว่ายังได้พบกับปรัก สุคน เมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมาและเสนอมาตรการไปแล้ว แต่กัมพูชาไม่เคยให้โอกาสกับแนวทางการทูตดังกล่าว แทนที่จะพูดคุยทวิภาคีอย่างเต็มใจและจริงใจ ตัวแทนฝ่ายไทยระบุว่ากัมพูชากลับนำเสนอเรื่องราวเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวหาไทยครั้งแล้วครั้งเล่า และเล่นบทผู้ถูกกระทำเพื่อสร้างภาพความชอบธรรม นี่คือลักษณะแนวทางที่กัมพูชาใช้มาตลอด นอกจากนี้ยังปลุกกระแสความรู้สึกของสาธารณชนและเพิ่มความตึงเครียด ทำให้การฟื้นฟูความสัมพันธ์เป็นไปได้ยาก สีหศักดิ์ย้ำว่าไทยยึดถือแนวทางกฎหมายและการทูตควบคู่กันไป และมองว่าการทูตต้องไม่การแข่งขันความเหนือกว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์ฝ่ายเดียว นอกจากเนื้อหา สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือโทนของฝ่ายไทยที่ ‘ดุดัน’ ยิ่งชัดเจนเมื่อเทียบกับฝั่งกัมพูชาที่ละมุนละม่อมกว่า ด้วยความที่เป็นการกล่าวเปิดการประชุมครั้งแรก ฝ่ายไทยอาจมีการประเมินท่าทีอีกฝั่งไว้ว่าน่าจะมาในรูปแบบที่แข็งกร้าวไม่ต่างกัน จึงได้เตรียมถ้อยแถลงไว้เช่นนี้  อย่างไรก็ตาม กระบวนการการประนอมภาคบังคับไม่ใช่การขึ้นศาล แต่เป็นการเจรจาที่มีบุคคลที่สามช่วยให้ทั้งสองฝ่ายหาทางออกที่ยอมรับร่วมกันได้ ท่าทีที่เอื้อต่อกระบวนการลักษณะนี้จึงไม่ใช่ท่าทีแข็งกร้าว ในรอบต่อๆ ไปไทยอาจปรับท่าทีให้อ่อนลง เพื่อให้การเจรจาเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ การแถลงนี้เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ช่วงของกระบวนการที่อนุญาตให้สาธารณชนได้เข้าถึง หลังจากนี้การประชุมส่วนใหญ่จะดำเนินไปในลักษณะปิด เราจะไม่เห็นว่าการเจรจาต่อรองจริงๆ ดำเนินไปอย่างไรบ้าง  ส่วนการตัดสินใจยกเลิก MOU44 สีหศักดิ์ระบุว่า ข้ออ้างของกัมพูชาที่ว่าการยกเลิกของไทยทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่น ไม่เป็นความจริง ข้อเท็จจริงคือ ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา มีการประชุมแค่ 2 ครั้ง ไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มเจรจาใหม่อีกรอบ และไทยก็มองว่าการเข้าเป็นภาคี UNCLOS ของกัมพูชาเมื่อต้นปีถือเป็นโอกาสที่ดีในการเจรจากันอีกครั้ง รัฐมนตรีไทยยืนยันว่าเขตทางทะเลของไทยเป็นไปตามที่ปรากฏในพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 เป้าหมายของการเข้าสู่กระบวนการนี้คือ “การกำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาเท่านั้น” ทั้งยังย้ำว่ากระบวนการนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยในดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด และไทยปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปของกัมพูชาที่ประกาศเมื่อปี พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นเส้นที่ปราศจากพื้นฐานทางกฎหมาย   นี่คือจุดยืนเดียวที่ไทยมีมาตลอดตั้งแต่เริ่มเจรจาปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลกับกัมพูชา ไทยมีความกังวลเส้นอ้างสิทธิของกัมพูชาที่เข้ามาประชิดเกาะกูดและต่อสู้มาตลอดว่าการลากของกัมพูชานั้นไม่ถูกต้อง เส้นดังกล่าวกัมพูชาอ้างอิงมาจากสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี 1907 ซึ่งเป็นการแบ่งเขตทางบก จึงเป็นการอ้างอิงที่ผิดฝาผิดตัว ไทยต้องการให้กัมพูชาปรับเส้นตรงนี้ใหม่โดยให้ลงมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นเส้นตรง  ไทยมองว่าฐานทางกฎหมายของฝั่งตัวเองมีน้ำหนักมากกว่า เพราะเส้นอ้างสิทธิของไทยอ้างอิงมาจากบทบัญญัติในUNCLOSโดยตรง และนี่จะกลายเป็นข้อต่อสู้สำคัญในกระบวนการประนอมครั้งนี้ที่อาจจะผลักดันให้กัมพูชายอมปรับเส้นนี้ได้ ส่วนท้ายที่สุดแล้วเส้นที่ปรับใหม่นั้นจะตรงกับเส้นที่ไทยอ้างหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องว่ากันต่อ  สำหรับประเด็นอธิปไตยของเกาะกูด เกาะกูดมักจะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นทางการเมืองภายในตลอดเมื่อมีประเด็นเรื่องเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา แม้ฝ่ายไทยจะย้ำว่าอธิปไตยของเกาะกูดไม่อยู่ในขอบเขตของกระบวนการนี้ อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าเกาะกูดจะถูกตัดออกจากสมการนี้ไปโดยสิ้นเชิง เพราะในทางกฎหมาย ตำแหน่งของเกาะจะถูกใช้เป็นปัจจัยในการกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ ดังนั้นอย่างน้อยเกาะกูดจะต้องเกี่ยวข้องในกระบวนการกำหนดเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา จากข้อเท็จจริงที่ว่าเกาะกูดเป็นของไทย นี่จะกลายเป็นข้อต่อสู้สำคัญที่จะผลักให้เส้นอ้างสิทธิของกัมพูชาให้ขยับออกไปจากเกาะกูดได้  เพราะตามกฎหมาย เกาะไม่ได้หมายถึงแค่ตัวพื้นดินที่โผล่พ้นน้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาณาเขตทางทะเลรอบๆ เกาะอีกด้วย ฝั่งกัมพูชาเองก็ทราบว่าเส้นของตนเองที่ลากมาประชิดเกาะกูดอาจจะอ้างได้ยากในเวทีระหว่างประเทศ และถึงแม้ว่าการเจรจาครั้งนี้อาจไม่สามารถทำให้ทั้งสองฝ่ายกำหนดเส้นเขตแดนได้ทั้งหมดภายใน 1 ปีนี้ แต่เราอาจจะได้เห็นความชัดเจนในระดับนึงว่าเส้นบริเวณเกาะกูดควรอยู่ตรงไหนกันแน่  สิ่งที่ต้องคิดต่อคือหากผลจากกระบวนการประนอมทำให้มีการกำหนดเส้นเขตแดนใหม่ไม่ว่าจะในบางส่วนหรือทั้งหมดที่แตกต่างจากพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 กระบวนการต่อไปจะเป็นเรื่องภายในประเทศไทย  ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 นั้นระบุว่าหนังสือสัญญาที่มีบทบัญญัติในการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของไทย  ต้องเข้าสู่กระบวนการขอเห็นชอบจากสภาก่อน ถึงตอนนั้นเรื่องนี้จึงอาจมีประเด็นภายในประเทศที่ต้องจับตา โดยเฉพาะปฏิกิริยาจากกลุ่มชาตินิยมที่มีความกังวลเรื่องอธิปไตยและดินแดน เป็นอีกโจทย์หนึ่งให้กับรัฐบาลว่าระหว่างที่กำลังเจรจากันอยู่นี้ จะอธิบายให้ประชาชนฟังอย่างไรเพื่อไม่ให้เข้าใจไปว่าลักษณะนี้คือ “การเสียดินแดน”     เขตไหล่ทวีปไทย (ภาพจากพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 ) สำหรับกระบวนการหลังจากนี้จะมีการประชุมเป็นระยะๆ อย่างน้อย 1 ปี หรือขยายได้ตามตกลงกัน แม้การเจรจานี้จะเกิดขึ้นภายใต้ความสัมพันธ์ที่เปราะบาง ปัญหาชายแดนทางบกที่ยังคาราคาซัง แต่ทั้งสองประเทศก็ต้องเดินหน้าเจรจาเพื่อหาข้อยุติต่อไป อย่างน้อยที่สุดเราอาจจะเห็นข้อตกลงฉบับใหม่ที่ชื่อ MOU 70 หรือ MOU 71 แต่ไม่ว่าจะลงเอยในรูปแบบใด บทสรุปล้วนแต่ขึ้นอยู่กับจุดประนีประนอมที่ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับร่วมกันได้     * รายงานพิเศษ * การเมือง * ต่างประเทศ * กัมพูชา * UNCLOS * ศศิธร อักษรวิลัย * กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา * ปรัก สุคน * พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา * สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว * เขตแดนทางทะเล
dlvr.it
October 6, 2026 at 3:59 PM
'นาฏกรรมลำนำ' จากลานโพธิ์สู่ลานประติมากรรม รำลึก 50 ปี '6 ตุลา'
'นาฏกรรมลำนำ' จากลานโพธิ์สู่ลานประติมากรรม รำลึก 50 ปี '6 ตุลา'
'นาฏกรรมลำนำ' จากลานโพธิ์สู่ลานประติมากรรม รำลึก 50 ปี '6 ตุลา' แมวส้ม : ภาพ/รายงาน Pazzle Tue, 2026-10-06 - 10:39 "นาฏกรรมลำนำ" จากลานโพธิ์สู่ลานประติมากรรม ในวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา 2519 พร้อมอ่านรายชื่อนักศึกษาและประชาชนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 41 ราย และวางดอกไม้รำลึก   6 ต.ค. 2569 เวลา 05.30 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีกิจกรรมศิลปะการแสดง "นาฏกรรมลำนำ" จากลานโพธิ์สู่ลานประติมากรรม เป็นกิจกรรมแรกในวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา 2519  การแสดงเริ่มต้นที่ลานโพธิ์ ก่อนเคลื่อนไปตามเส้นทางผ่านลานปรีดี สนามฟุตบอล และหน้าหอประชุมใหญ่ สู่ลานประติมากรรม โดยมีผ้าขาวปูเป็นทางเดินยาวจากลานโพธิ์ถึงจุดหมาย นักแสดงถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบทกวี บทเพลง ดนตรี และการเคลื่อนไหว ท่ามกลางเสียงกลอง กีตาร์ และไวโอลีน ขณะที่ผู้เข้าร่วมงานราว 100 คนเดินตามขบวนไปตลอดเส้นทาง                  ช่วงหนึ่งของการแสดงที่สนามฟุตบอล มีการบรรเลงบทเพลง “เพื่อมวลชน” ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังประติมานุสรณ์ 6 ตุลา ซึ่งมีการอ่านรายชื่อนักศึกษาและประชาชนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 41 ราย และวางดอกไม้รำลึก จากนั้นปิดท้ายด้วยการร่วมร้องเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา”  การแสดงดังกล่าวดำเนินบทลำนำและบทกวีโดย “สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย” กำกับการแสดงโดย “ธีระวัฒน์ มูลวิไล” และมีนักแสดง 10 คน ได้แก่ สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย, สินีนาฏ เกษประไพ, วสุ วรรลยางกูร, ปทิตตา แซ่เอี้ย, รัตฐนิกา โพธิขวัญ, วิชชาพร ต่างกลาง, ภควัต แจ้งสุวรรณ์, ณัฐิศารัศมิ์ พงศ์ภานุมาศไพศาล, ภูมิภัทร ปัญญาภู และชัยภัทร ทิพยาณานุกุล . สำหรับการแสดง “นาฏกรรมลำนำ” เป็นกิจกรรมแรกในวันครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เริ่มขึ้นในเวลา 05.30 น. ซึ่งตรงกับเวลาเดียวกับที่ระเบิดเอ็ม.79 ลูกแรกถูกยิงเข้ามาตกกลางสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กิจกรรมดังกล่าวจัดโดยมูลนิธิไชยวนาและเครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลา ซึ่งยังมีกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งวัน                    * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * 6 ตุลาคม 2519 * มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ * สังหารหมู่ * 6 ตุลา
dlvr.it
October 6, 2026 at 3:57 AM
เครือข่ายรำลึก 6 ตุลาฯ แจกฟรี E-Book '50 ปี มรดก 6 ตุลา'
เครือข่ายรำลึก 6 ตุลาฯ แจกฟรี E-Book '50 ปี มรดก 6 ตุลา'
เครือข่ายรำลึก 6 ตุลาฯ แจกฟรี E-Book '50 ปี มรดก 6 ตุลา' ภาพปกจาก แฟรงค์ ลอมบาร์ด โครงการ “บันทึก 6 ตุลา” Pazzle Tue, 2026-10-06 - 11:06 เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ แจกไฟล์ฟรี E-Book "50 ปี 6 ตุลา - มรดกของ 6 ตุลา" เนื่องในวาระ 50 ปี 6 ตุลาฯ เหตุการณ์สังหารหมู่กลางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   6 ต.ค. 2569 เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ แจกไฟล์ฟรี E-Book "50 ปี 6 ตุลา - มรดกของ 6 ตุลา" สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ 50  50 ปี 6 ตุลาฯ เหตุการณ์สังหารหมู่กลางธรรมศาสตร์ ย้อนกลับไปในวันที่ 4 ต.ค. 2519 กลุ่มนักศึกษาใน มธ. รณรงค์ให้นักศึกษางดสอบแล้วมาร่วมประท้วงขับไล่ถนอม ในการรณรงค์มีการแสดงละครที่มีฉากแขวนคอสะท้อนถึงเหตุการณ์ 2 ช่างไฟฟ้าที่นครปฐม ฉากดังกล่าวถูกเผยแพร่ต่อครั้งแรกในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ซึ่งหน้าของผู้แสดง (อภินันท์ บัวหภักดี) บังเอิญไปคล้ายกับพระบรมโอรสาธิราช จากนั้นหนังสือพิมพ์ดาวสยามจึงได้เผยแพร่ภาพต่อ พร้อมมีข้อความโจมตีขบวนการนักศึกษาว่าจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำลายสถาบันกษัตริย์ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการคอมมิวนิสต์ สถานีวิทยุทหารทุกแห่งขยายข้อความด้วยการปลุกระดมให้ทำลายพวกคอมมิวนิสต์ใน มธ. นำมาซึ่งการปิดล้อม มธ. โดยกลุ่มพลังฝ่ายขวา เช่น กลุ่มกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มนวพล  ในตอนดึกวันที่ 5 ต.ค. ก่อนที่เช้าวันที่ 6 ต.ค. 2519 กลุ่มคนประมาณ 100 คนได้บุกเข้าไปเผาแผ่นโปสเตอร์หน้าประตู มธ. ฝั่งสนามหลวง ก่อนที่เสียงปืนนัดแรกจะดังขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มใช้อาวุธสงครามกับผู้ชุมนุมใน มธ. ตามมาด้วยการปราบปรามใหญ่ด้วยน้ำมือของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่ถูกปลุกระดม  ข้อมูลจากเว็บไซต์บันทึก 6 ตุลา สรุปความเสียหายจากเหตุการณ์ 6 ตุลา ตามตัวเลขทางการระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 39 คน บาดเจ็บ 145 คน (ในจำนวนนี้เป็นตำรวจเสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 23 คน) นักศึกษาประชาชนถูกจับกุม 3,094 คน เป็นชาย 2,432 คน หญิง 662 คน ขณะที่แหล่งข่าวอ้างอิงจากการเก็บศพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ประมาณว่ามีนักศึกษาประชาชนเสียชีวิต 530 คน ส่วนทรัพย์สิน (จากการสำรวจของคณะกรรมการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) มีครุภัณฑ์และวัสดุของคณะต่างๆ เสียหายเป็นมูลค่า 50 กว่าล้านบาท ร้านสหกรณ์มีสินค้าและทรัพย์สินเสียหาย 1 ล้าน 3 แสนบาท สิ่งของมีค่าหายสาบสูญ อาทิ โทรทัศน์ เครื่องพิมพ์ดีด กล้องถ่ายรูป เทปบันทึกเสียง เครื่องเย็บกระดาษ เสื้อผ้า เงินสด รายงานแจ้งว่า “หน้าต่างถูกทุบและโดนลูกกระสุนเสียหาย โต๊ะเก้าอี้พัง ห้องพักอาจารย์ถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย” ดาวน์โหลดได้ที่นี่    * ข่าว * การเมือง * 6 ตุลาคม 2519 * สังหารหมู่ * บันทึก 6 ตุลา
dlvr.it
October 6, 2026 at 5:35 AM
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' คดี ม.112 ชี้ กม. คุ้มครองกษัตริย์ ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' คดี ม.112 ชี้ กม. คุ้มครองกษัตริย์ ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' คดี ม.112 ชี้ กม. คุ้มครองกษัตริย์ ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ : รายงาน Pazzle Tue, 2026-10-06 - 15:34 ศาลจังหวัดภูเขียวพิพากษาคดี ม.112 ของ "ไผ่" จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ "ครูใหญ่" อรรถพล บัวพัฒน์ กรณีการปราศรัยเกี่ยวกับโครงสร้างและสถาบันพระมหากษัตริย์ บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เมื่อปี 2564 ศาลระบุ แม้ตัวบทจะไม่ได้ระบุคำว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์" ไว้โดยตรง แต่ขอบเขตความคุ้มครองย่อมครอบคลุมทั้งพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันและอดีตพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี ศาลชี้คำปราศรัยของไผ่ จตุภัทร์ มีลักษณะเป็นการพาดพิงว่าสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์และพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันทรงขาดทศพิธราชธรรม ส่วนคำปราศรัยของครูใหญ่ อรรถพล ทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิดในตัวพระมหากษัตริย์ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ลงโทษจำคุก ไผ่ จตุภัทร์เป็นเวลา 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ อรรถพลเป็นเวลา 2 ปี เป็นอันปิดฉากกระบวนการทางกฎหมายที่ดำเนินมานานนับตั้งแต่ปี 2564     6 ต.ค. 2569 เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2569 มีรายงานอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา ว่าศาลจังหวัดภูเขียวได้นัดอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของ "ไผ่" จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ "ครูใหญ่" อรรถพล บัวพัฒน์ กรณีการปราศรัยเกี่ยวกับโครงสร้างและสถาบันพระมหากษัตริย์ บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 โดยการอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ต้องเลื่อนมาจากกำหนดเดิม (วันที่ 23 และ 29 ก.ย. 2569) รวมสองครั้ง เนื่องจากเหตุอุทกภัยกระทบต่อระบบคอมพิวเตอร์ของเรือนจำ ในการสู้คดีชั้นฎีกา ไผ่ จตุภัทร์ยกข้อต่อสู้ว่า มาตรา 112 ต้องได้รับการตีความอย่างเคร่งครัดและมุ่งคุ้มครองเฉพาะประมุขที่ทรงครองราชย์อยู่ ณ ขณะนั้น อีกทั้งการปราศรัยของตนเป็นการกล่าวถึง "สถาบัน" ในภาพรวม ไม่ได้ระบุตัวบุคคล ขณะที่ครูใหญ่ อรรถพลต่อสู้ว่า คำว่า "กษัตริย์" เป็นเพียงชื่อตำแหน่งทำนองเดียวกับผู้ใหญ่บ้าน และคำว่า "ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ของใคร" เป็นการสื่อถึงบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมร้องขอให้ศาลลงโทษรอการลงอาญา ทว่าศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ลงโทษจำคุก ไผ่ จตุภัทร์เป็นเวลา 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ อรรถพลเป็นเวลา 2 ปี เป็นอันปิดฉากกระบวนการทางกฎหมายที่ดำเนินมานานนับตั้งแต่ปี 2564 บรรยากาศ ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ทนายความและครอบครัวของไผ่ จตุภัทร์ได้เดินทางมาเข้าร่วมฟังคำพิพากษา ขณะที่ไผ่ จตุภัทร์ และครูใหญ่ อรรถพลรับฟังการอ่านคำพิพากษาผ่านระบบถ่ายทอดสัญญาณวิดีโอจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นประจำศาลจังหวัดภูเขียวได้เปิดซองคำพิพากษาและอ่านสรุปใจความสำคัญดังนี้ ในประเด็นความผิดตามมาตรา 112 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ตัวบทกฎหมายจะไม่ได้ระบุคำว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์" ไว้โดยตรง แต่ขอบเขตความคุ้มครองย่อมครอบคลุมทั้งพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันและอดีตพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากมีความเกี่ยวโยงทางประวัติศาสตร์ สายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม และโครงสร้างกฎหมายที่สืบทอดต่อเนื่องกันมา ความเคารพรักที่ประชาชนมีต่อสถาบันในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งย่อมเกิดจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าในอดีต ศาลชี้ว่าคำปราศรัยของไผ่ จตุภัทร์มีลักษณะเป็นการพาดพิงว่า สมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์และพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันทรงขาดทศพิธราชธรรม ซึ่งเป็นการละเมิดต่อพระราชสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง ทั้งยังทำให้พระมหากษัตริย์ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติยศ และถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ส่วนประเด็นข้อแย้งที่ว่ามาตรา 112 คุ้มครองเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่ยังทรงครองราชย์อยู่นั้น ศาลเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์กับองค์พระมหากษัตริย์มีความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ข้อความของไผ่ จตุภัทร์จึงสื่อความหมายถึงพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ สำหรับคำปราศรัยของครูใหญ่ อรรถพล ศาลเห็นว่าทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิดว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจสั่งการให้ระเบิดภูเขาเพื่อประโยชน์ของโรงงานปูนในจังหวัดสระบุรี จึงไม่ใช่ลักษณะของการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ในข้ออ้างที่นำตำแหน่งพระมหากษัตริย์ไปเปรียบเทียบกับข้าราชการหรือผู้ใหญ่บ้านในลักษณะว่าเป็นเพียงชื่อตำแหน่ง ศาลฎีกาเห็นว่าไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เนื่องจากมีความแตกต่างกันในทุกมิติ ทั้งในเรื่องที่มา ซึ่งการสืบราชสันตติวงศ์เป็นไปตามสายพระโลหิตในราชวงศ์จักรี ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ขณะที่ข้าราชการเข้าสู่ตำแหน่งด้วยการสอบคัดเลือกหรือการแต่งตั้ง และผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกตั้งของราษฎร ในแง่อำนาจหน้าที่ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมืองและทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ส่วนข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านใช้อำนาจปกครองตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะตำแหน่งเท่านั้น ในแง่วาระการดำรงตำแหน่ง พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งตลอดรัชกาล ในขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านมีวาระการทำงานตามกฎหมายกำหนดและมีกระบวนการถอดถอนได้ และในแง่ความรับผิด บุคคลใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางแพ่งหรือทางอาญามิได้ โดยความรับผิดชอบทางการเมืองย่อมเป็นของคณะรัฐมนตรี ต่างจากข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านที่ต้องรับผิดชอบทั้งทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญา ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ข้อฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับคำร้องขอให้รอการลงโทษของครูใหญ่ อรรถพล ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิดในพื้นที่สาธารณะโดยมีเจตนาให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ ซึ่งเป็นการลดทอนพระเกียรติยศและทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม จึงไม่มีเหตุอันสมควรให้รอการลงโทษ พิพากษายืนให้จำคุกไผ่ จตุภัทร์ 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ อรรถพล 2 ปี ด้านฐานความผิดอื่นที่ทั้งสองถูกกล่าวหา ได้แก่ ความผิดตามมาตรา 116 (2) (3), การฝ่าฝืนข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น คดีได้ถึงที่สุดไปก่อนหน้านี้แล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่สั่งยกฟ้อง หลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษา มารดาของไผ่ จตุภัทร์ซึ่งเป็นนายประกัน ได้สอบถามศาลเกี่ยวกับการขอถอนประกันและส่งตัวจำเลยที่ได้ยื่นไว้ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2569 เนื่องจากเหตุน้ำท่วมซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัย โดยเจ้าหน้าที่ศาลระบุว่าได้ปรึกษาหัวหน้าศาลแล้ว และจะให้นับระยะเวลาการคุมขังย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2569 ซึ่งเป็นวันที่ยื่นคำร้อง ส่วนเรื่องการถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ศาลแจ้งว่าในวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมาเกิดภาวะน้ำท่วมบริเวณศาลอาญาและเรือนจำ ทำให้ไม่สามารถย้ายตัวจำเลยออกมาดำเนินการตามขั้นตอนได้ โดยจะนำตัวไปดำเนินการอีกครั้งเมื่อสถานการณ์น้ำลด ซึ่งต้องประสานรายละเอียดกับทางเรือนจำต่อไป ทางฝ่ายจำเลยจึงขอให้ศาลแจ้งความคืบหน้าผ่านมารดา เพื่อให้ครอบครัวสามารถประสานงานกับทีมทนายความในกรุงเทพฯ ที่รับผิดชอบคดี รวมถึงเรื่องการฝากซื้ออาหารและของใช้จำเป็น จากการพูดคุยผ่านระบบวิดีโอ ไผ่ จตุภัทร์ และครูใหญ่ อรรถพลซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มานานกว่า 1 ปี ได้สอบถามถึงหมายแจ้งโทษเด็ดขาด ซึ่งผู้พิพากษาตอบว่าน่าจะออกหมายได้ทันที เนื่องจากคดีได้ถึงที่สุดแล้วในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา ในช่วงท้าย มารดาได้สอบถามไผ่ จตุภัทร์ถึงความเป็นอยู่ในเรือนจำท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ว่าญาติหรือทนายความจะสามารถเข้าเยี่ยมได้หรือไม่ ซึ่งไผ่ จตุภัทร์ตอบว่ายังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจน พร้อมเล่าว่าขณะนี้ต้องรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นหลัก เนื่องจากอาหารที่สั่งไว้ตามปกติยังไม่สามารถจัดส่งได้เพราะติดปัญหาน้ำท่วม ไผ่ จตุภัทร์ยังฝากบอกคนภายนอกว่า "ทำใจได้แล้ว" และขอให้ช่วยแจ้งข้อมูลว่าตนจะต้องเดินทางไปที่ศาลใดต่อ ก่อนที่มารดาจะกล่าวอำลาว่า "ขอให้ปลอดภัยนะ รักษาร่างกาย รักษาสุขภาพนะ คิดถึงนะ" โดยไผ่ จตุภัทร์ได้เตือนให้มารดาระมัดระวังเรื่องน้ำท่วมเช่นเดียวกัน คำตัดสินของศาลฎีกาในวันนี้ส่งผลให้คดีมาตรา 112 จากเหตุการณ์ปราศรัยที่ภูเขียวเป็นอันสิ้นสุดลง หลังต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมยาวนานกว่า 5 ปีผ่านทั้งสามชั้นศาล และส่งผลให้ทั้งสองตกเป็นผู้ต้องขังตามคำพิพากษาถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม ไผ่ จตุภัทร์ยังคงมีคดีตามมาตรา 116 จากการร่วมชุมนุม #หมายที่ไหนม็อบที่นั่น ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเดิมมีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา แต่ต้องเลื่อนออกไป โดยในคดีดังกล่าวนั้น ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอยุติคดีตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งปัจจุบันศาลยังไม่ได้มีคำสั่งใดๆ ในประเด็นนี้   * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา * อรรถพล บัวพัฒน์ * คดี ม.112 * ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ * สถาบันกษัตริย์
dlvr.it
October 6, 2026 at 9:14 AM