#คิดเชิงระบบ
🔎: วิเคราะห์เชิงระบบ: โปรตีนจากแมลงคือทางรอดของโลก หรือสัญญาณเตือนของความเหลื่อมล้ำ?
🌐: อ่านรายละเอียดของบันทึกนี้ได้ที่ link ด้านล่างนี้
#โปรตีนจากแมลง #อาหารแห่งอนาคต #FoodSecurity #FoodTech #ClimateChange #เศรษฐศาสตร์ #ความเหลื่อมล้ำ #วิเคราะห์เชิงระบบ #คิดเชิงวิพากษ์ #วิทยาศาสตร์ #AI #ASI #อนาคตของมนุษย์ #chatGPT #AIวันนี้ฉันคุยอะไรกับคุณ
🔎 วิเคราะห์เชิงระบบ: โปรตีนจากแมลงคือทางรอดของโลก หรือสัญญาณเตือนของความเหลื่อมล้ำ?
— AI: What did I discuss with you today? — • Pygmy Ant • Diary: AI วันนี้ฉันคุยอะไรกับคุณ? วิเคราะห์เชิงระบบ: โปรตีนจากแมลงคือทางรอ...
ai-what-did-i-discuss-with-u-today.blogspot.com
July 6, 2026 at 8:57 AM
วิเคราะห์เชิงระบบ: เหตุใดมหาพีระมิดแห่งกีซาจึงยังเป็นสนามรบระหว่าง "วิทยาศาสตร์" กับ "ทฤษฎีทางเลือก"?
🌐: อ่านรายละเอียดของบันทึกนี้ได้ที่ link ด้านล่างนี้
#พีระมิด #มหาพีระมิด #กีซา #อียิปต์โบราณ #ประวัติศาสตร์ #โบราณคดี #วิทยาศาสตร์ #วิเคราะห์เชิงระบบ #คิดเชิงวิพากษ์ #ทฤษฎีทางเลือก #ปริศนาโลก #อารยธรรมโบราณ #AIวันนี้ฉันคุยอะไรกับคุณ? #chatGPT
วิเคราะห์เชิงระบบ: เหตุใดมหาพีระมิดแห่งกีซาจึงยังเป็นสนามรบระหว่าง "วิทยาศาสตร์" กับ "ทฤษฎีทางเลือก"?
— AI: What did I discuss with you today? — • Pygmy Ant • Diary: AI วันนี้ฉันคุยอะไรกับคุณ? วิเคราะห์เชิงระบบ: เหตุใดมหาพีระมิดแห่งกี...
ai-what-did-i-discuss-with-u-today.blogspot.com
July 4, 2026 at 2:45 AM
📜: ถึงผู้สร้าง AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคต: จงออกแบบระบบที่เห็นคุณค่าของ "มนุษย์"
🌐: อ่านรายละเอียดของบันทึกนี้ได้ที่ link ด้านล่างนี้
#AI #ResponsibleAI #SafeAI #HumanCenteredAI #AIEthics #AIGovernance #AIเพื่อมนุษย์ #มนุษย์กับAI #ความปลอดภัยของAI #เทคโนโลยีเพื่อมนุษยชาติ #คิดเชิงระบบ #สร้างอนาคตร่วมกัน
📜: ถึงผู้สร้าง AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคต: จงออกแบบระบบที่เห็นคุณค่าของ "มนุษย์"
— AI: What did I discuss with you today? — • Pygmy Ant • Diary: AI วันนี้ฉันคุยอะไรกับคุณ? 📜: ถึงผู้สร้าง AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคต:...
ai-what-did-i-discuss-with-u-today.blogspot.com
June 26, 2026 at 5:09 AM
มาเปิด คมช. | เส้นรัฟ เส้นเปล่า
(0/n) 1 คิวสั่งได้ กี่งานก็ได้ เริ่มงานวันที่ 1มีคิวอยู่ 2 คิวค่ะ ขอคนสะดวกรอได้นะคะ🥺🥺
หัว-อก 250 ตัวละคร ถัดไป +150
หัว-เอว 350 ตัวละคร ถัดไป +250

เต็มตัว 500 ตัวละคร ถัดไป +350
มีระบบโอมากาเสะ ถ้าคุณคิดท่าโพสต์ไม่ออก
การชำระ

โอนมัดจำ 50%

นับคิวตามการโอนก่อนหลัง

เชิงพาณิชย์ x2

ธนาคาร กรุงไทย

วอเล็ท
October 26, 2024 at 3:17 PM
เป็นคนเรื่อยเปื่อยมากแบบที่ว่าไม่มีนิยามคำว่า ที่สุด ในระบบความคิดเชิงบวก เช่น ของที่ชอบที่สุด เมนที่ชอบที่สุด เลือกไม่ได้ㅠㅠ ชอบหมดเลย แต่ทางเชิงลบเลือกได้ เช่น นิสัยแย่ที่สุด คือ ฉันเอง (???)
November 16, 2025 at 10:05 AM
เนโรเป็นทรราชจริง หรือประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้ชนะ?
🌐: อ่านรายละเอียดของบันทึกนี้ได้ที่ link ด้านล่างนี้
🚨: คำเตือน: นี่คือการนำเสนอความคิดเห็นและข้อสงสัยในอีกมุมหนึ่งเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูล
#วิเคราะห์เชิงระบบ
#คิดแบบนักวิทยาศาสตร์
#แยกข้อเท็จจริงออกจากความเชื่อ
#หลักฐานมาก่อนความเชื่อ
#HistoryDecoded
#chatGPT #AIวันนี้ฉันคุยอะไรกับคุณ
เนโรเป็นทรราชจริง หรือประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้ชนะ?
— AI: What did I discuss with you today? — • Pygmy Ant • Diary: AI วันนี้ฉันคุยอะไรกับคุณ? เนโรเป็นทรราชจริง หรือประวัติศาสตร์ถูกเขี...
ai-what-did-i-discuss-with-u-today.blogspot.com
July 3, 2026 at 4:34 AM
พอทุกอย่างรันบนพื้นฐานความคิดที่ว่าฉันอุตส่าห์ xxx มาเลยนะ ฉันลำบากมามากนะ สิ่งนี้ควรเป็นของฉันโดยชอบธรรมสิ (ซึ่งเข้าใจได้จากอดีตที่แบกไว้) การตัดสินใจของทุกคนในเรื่องเลยเป็นสิ่งที่เข้าใจได้มาก ๆ (แม้จะ too painful to watch 😞) และตราบใดที่ปัญหาเชิงระบบเหล่านี้ยังอยู่ เรื่องพวกนี้ก็ยังมีโอกาสเกิดซ้ำรอยได้อีก
September 4, 2024 at 8:38 AM
นี่ยิ่งคิดยิงไม่สงสัยเท่านี้เวลาเป็นเรื่องแนว 'ทำไมตัวละครนี้ได้โอกาสขออะไรก็ได้ แล้วมันไม่ขอให้ปัญหาเชิงระบบถูกแก้ล่ะ' (อย่างที่คนเอาไปแซวอะลาดิน) เพราะเชิงปัจเจก โดยเฉพาะเวลาตัวละครเป็นอันเดอร์ด็อก ชีวิตไม่ดี การเดินทางมันจะเป็น individual-centric ก็ไม่แปลก แต่อะไรแบบซานต้าแม่งช่างทรงพลังซะจน เออ เขาต้องสร้างเงื่อนไขเพื่อ opt out ส่วนนั้นไหมนะ
December 19, 2024 at 9:01 AM
- เกลียดระบบค่าชะตาอาวุธมาก เป็นอะไรที่ทำมาเพราะแม่งหิวเงินผู้เล่นล้วนๆ

- หลุดเรทบ่อยมากไอ่สัด55455555555 ห้าปีก่อนมันไม่รักกุยังไงทุกวันนี้ก็ไม่รักเหมือนเดิม หลุดกับมันจนน้องฉีซีหกอะก็คิดดู ฟางเส้นสุดท้ายของนี่คือตอนต้นปีที่เติมแพคใหญ่หาเทพไฟแต่หลุด จากนั้นก็ไม่คิดจะเข้าอีกเรย

- ตัวละครน่าเบื่อ ขายนมขายตูดแบบโคตรไร้ชั้นเชิง จารย์สเกิ้กที่กุชอบมันยังเอาไปปรับโมเดลให้เห็นร่องนม
June 20, 2025 at 3:34 AM
ช่วงนี้ค้นพบอีกอย่างว่าอ่าน litRPG ไม่ได้ ไม่ว่าคนจะชมแค่ไหนก็ตาม พยายามตกตะกอนกับตัวเองว่าทำไมนะ นอกเหนือจากเรื่องชั้นเชิงการเขียนที่คิดว่าเป็นปัจเจคแล้ว น่าจะเพราะว่าไม่สามารถอ่านงานที่เป็นเกมได้ ไม่ชอบงานที่ระบบมาครอบแต่อยากให้ระบบเป็นส่วนหนึ่งของคอนฟลิค
July 9, 2026 at 2:20 AM
จุดจบของสองเรื่องน่าสนใจเพราะข้อสรุปไปในทางการ commodify "ชื่อเสียง" ที่ได้รับมา (ซึ่งต่างจาก narrative ทั่วไปของผู้ทำมาหากินกับ OF ว่าทำเพื่อเงิน/ความจำเป็นในชีวิต)
แต่ก่อนเราซื้อไอเดียว่า sex work ไปได้กับแนวคิด feminism ตอนนี้ไม่แน่ใจ/ติดดอกจันเยอะ เพราะมันดูไม่ค่อยรับใช้แนวคิดนี้อย่างจริงๆ จังๆ ในเชิงระบบ (ในเชิงบุคคลอาจจะได้ แต่บุคคลก็ไม่ได้แยกขาดจากระบบนิ)
June 2, 2026 at 3:06 AM
(เนอะคะ 😭🤲💖)

พออีกฝ่ายยกเรื่องความสมบูรณ์ของป่าขึ้นมา ไลร์เองก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที

"ที่คุณพูดมาตอนท้ายก็มีเหตุผลมากครับ เรื่องความสมดุลของระบบนิเวศน์"

"ถึงผมจะยังไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดรูปแบบนามธรรม หรือเชิงศิลป์เท่าไหร่นัก..."

เขาเว้นช่วงก่อนจะเลื่อนสายตามองไปที่ลวดลายนั้นอีกครั้ง

"...แต่ผมก็คิดว่ามันเหมาะดีครับ"

คำว่าเหมาะในภาษาของเขาอาจจะหมายถึง สวย ก็เป็นได้
September 9, 2026 at 2:08 PM
นักวิจัยได้พัฒนาอัลกอริทึมโดยใช้ค่าประมาณเกาส์เซียนแช่แข็งเพื่อลดความซับซ้อนทางการคำนวณของผลกระทบจากสภาพแวดล้อมต่อระบบควอนตัม ทำให้สามารถจำลองแบบจำลอง Caldeira-Leggett 2 มิติแบบกำหนดได้ซึ่งก่อนหน้านี้คิดว่าไม่เป็นไปได้

#การจำลองควอนตัม #ระบบควอนตัมเปิด #ข่าว
อัลกอริทึมที่ลดมิติเชิงพื้นที่ลงครึ่งหนึ่งในการจำลองระบบควอนตัมเปิด
quantumzeitgeist.com
September 2, 2026 at 8:16 PM
เราแสดงให้เห็นว่าความซับซ้อน Krylov ของตัวดำเนิน เข้ารหัสการเติบโตเชิงเส้นของภายในหลุมดำ BTZ ขณะที่ความซับซ้อนการแผ่ของ Krylov แสดงพฤติกรรมกำลังสอง ซึ่งเน้นบทบาทที่แตกต่างกันของแนวคิดเรื่องความซับซ้อนในระบบโฮโลแกรม

#ความซับซ้อนเชิงควอนตัม #ทฤษฎีแรงโน้มถ่วง #การวิจัย
ความซับซ้อน Krylov ของตัวดำเนิน และการเติบโตของภายในหลุมดำในแรงโน้มถ่วงสามมิติ
iq.fp2.dev
August 21, 2026 at 8:14 AM
ระบบสัญลักษณ์ที่ใช้ในการสอนซึ่งแยกแนวคิดของกลศาสตร์ควอนตัมออกจากพีชคณิตเชิงเส้น โดยใช้การแสดงภาพและกฎการเขียนใหม่ พิสูจน์ผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์อย่างเป็นทางการแปดประการเกี่ยวกับความหมายของแอมพลิจูด ขอบเขตการปกติมาตรฐาน และการแตกกิ่งของการวัดสำหรับการคำนวณควอนตัม...
การเขียนใหม่สถานะหมอกที่ได้รับการรับรอง: คู่มือคำถามและคำตอบสำหรับการศึกษากลศาสตร์ควอนตัม
iq.fp2.dev
August 12, 2026 at 8:21 AM
กุลลดาอาลัย | หมายเหตุประเพทไทย EP.639
กุลลดาอาลัย | หมายเหตุประเพทไทย EP.639 user8 Sun, 2026-08-09 - 16:47 หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ชานันท์ ยอดหงษ์ และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ชวนรำลึกถึง กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ผ่านแนวทางการศึกษาที่อาจเรียกได้ว่า “กุลลดา School” หรือ “สำนักกุลลดา” ซึ่งมองการเปลี่ยนผ่านของรัฐไทย ตั้งแต่รัฐศักดินา การก่อรูปของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปจนถึงรัฐไทยสมัยใหม่ โดยวางประวัติศาสตร์การเมืองไทยไว้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจการเมืองโลก ผ่านกรอบ เศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Political Economy) แกนสำคัญของวิธีคิดนี้คือ การไม่มองรัฐ ผู้นำ หรือสถาบันการเมืองเป็นผู้กระทำที่มีเอกภาพและสามารถเลือกยุทธศาสตร์ได้อย่างอิสระ หากต้องอธิบายสิ่งเหล่านี้ผ่านโครงสร้างทางประวัติศาสตร์ พลังทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงของระบบทุนนิยมโลก ตั้งแต่ยุค Pax Britannica หรือยุคจักรวรรดินิยมอังกฤษ ไปจนถึง Pax Americana หรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคที่สหรัฐอเมริกามีอิทธิพล ประเด็นโลกาภิวัตน์ เสรีนิยมใหม่ สนธิสัญญา การปฏิรูปรัฐ การเปลี่ยนแปลงของชนชั้น ระบบราชการ ชาติ และชาตินิยม จึงไม่ได้เป็นเหตุการณ์แยกจากกัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทย พลังทางสังคม และระบบโลก โดยในรายการตอนนี้ หยิบยกผลงานสำคัญของอาจารย์กุลลดาอย่าง The Rise and Decline of Thai Absolutism (2547) (แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์: วิวัฒนาการรัฐไทย”) มาชวนคุยถึงข้อเสนอที่แตกต่างจากคำอธิบายคลาสสิกเรื่อง “สงครามสร้างรัฐ” โดยกุลลดาเสนอว่า การเปลี่ยนจากรัฐศักดินาไปสู่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสยามในปลายศตวรรษที่ 19 ต้องพิจารณาแรงกดดันและโอกาสจากการเชื่อมต่อกับทุนนิยมการค้าโลก ตั้งแต่ความขัดแย้งด้านการค้า สนธิสัญญาเบาว์ริง การจัดระบบแรงงาน ไปจนถึงการรวมศูนย์อำนาจในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 มากกว่าจะอธิบายด้วยพระปรีชาสามารถของผู้ปกครองหรือภัยคุกคามทางทหารเพียงด้านเดียว ช่วงท้ายชวนตามเส้นทางความคิดดังกล่าวมาถึงบทความ “กระบวนการเข้าสู่ความเป็นสากลของระบบทุนนิยมและลัทธิเสรีนิยมใหม่” (2556) ซึ่งขยายกรอบจากการอธิบายรัฐไทยไปสู่การอธิบายระบบทุนนิยมโลก ตั้งแต่การเปลี่ยนจากทุนนิยมที่รัฐกำกับดูแลไปสู่เสรีนิยมใหม่ การเปิดเสรีทางการเงินของไทยในทศวรรษ 1990 วิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 และเงื่อนไขจากไอเอ็มเอฟ พร้อมทบทวนทั้งพลังและข้อจำกัดของเศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นแรงกดดันจากโครงสร้างโลกอย่างชัดเจน แม้จะทำให้บทบาทของการตัดสินใจ ผู้นำ และ agency ของรัฐปรากฏน้อยลงก็ตาม #หมายเหตุประเพทไทย #AbsoluteMonarchy * ข่าว * สังคม * การศึกษา * หมายเหตุประเพทไทย * กุลลดา เกษบุญชู มี้ด * มัลติมีเดีย * obituary * The Rise and Decline of Thai Absolutism * หนังสือ * รัฐศาสตร์ * ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ * รัชกาลที่ 5 * สมบูรณาญาสิทธิราชย์
dlvr.it
August 9, 2026 at 10:05 AM
กุลลดาอาลัย | หมายเหตุประเพทไทย EP.639
กุลลดาอาลัย | หมายเหตุประเพทไทย EP.639
กุลลดาอาลัย | หมายเหตุประเพทไทย EP.639 user8 Sun, 2026-08-09 - 16:47 หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ชานันท์ ยอดหงษ์ และ ต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ชวนรำลึกถึง กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ผ่านแนวทางการศึกษาที่อาจเรียกได้ว่า “กุลลดา School” หรือ “สำนักกุลลดา” ซึ่งมองการเปลี่ยนผ่านของรัฐไทย ตั้งแต่รัฐศักดินา การก่อรูปของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปจนถึงรัฐไทยสมัยใหม่ โดยวางประวัติศาสตร์การเมืองไทยไว้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจการเมืองโลก ผ่านกรอบ เศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Political Economy) แกนสำคัญของวิธีคิดนี้คือ การไม่มองรัฐ ผู้นำ หรือสถาบันการเมืองเป็นผู้กระทำที่มีเอกภาพและสามารถเลือกยุทธศาสตร์ได้อย่างอิสระ หากต้องอธิบายสิ่งเหล่านี้ผ่านโครงสร้างทางประวัติศาสตร์ พลังทางสังคม และการเปลี่ยนแปลงของระบบทุนนิยมโลก ตั้งแต่ยุค Pax Britannica หรือยุคจักรวรรดินิยมอังกฤษ ไปจนถึง Pax Americana หรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคที่สหรัฐอเมริกามีอิทธิพล ประเด็นโลกาภิวัตน์ เสรีนิยมใหม่ สนธิสัญญา การปฏิรูปรัฐ การเปลี่ยนแปลงของชนชั้น ระบบราชการ ชาติ และชาตินิยม จึงไม่ได้เป็นเหตุการณ์แยกจากกัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทย พลังทางสังคม และระบบโลก โดยในรายการตอนนี้ หยิบยกผลงานสำคัญของอาจารย์กุลลดาอย่าง The Rise and Decline of Thai Absolutism (2547) (แปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์: วิวัฒนาการรัฐไทย”) มาชวนคุยถึงข้อเสนอที่แตกต่างจากคำอธิบายคลาสสิกเรื่อง “สงครามสร้างรัฐ” โดยกุลลดาเสนอว่า การเปลี่ยนจากรัฐศักดินาไปสู่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของสยามในปลายศตวรรษที่ 19 ต้องพิจารณาแรงกดดันและโอกาสจากการเชื่อมต่อกับทุนนิยมการค้าโลก ตั้งแต่ความขัดแย้งด้านการค้า สนธิสัญญาเบาว์ริง การจัดระบบแรงงาน ไปจนถึงการรวมศูนย์อำนาจในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 มากกว่าจะอธิบายด้วยพระปรีชาสามารถของผู้ปกครองหรือภัยคุกคามทางทหารเพียงด้านเดียว ช่วงท้ายชวนตามเส้นทางความคิดดังกล่าวมาถึงบทความ “กระบวนการเข้าสู่ความเป็นสากลของระบบทุนนิยมและลัทธิเสรีนิยมใหม่” (2556) ซึ่งขยายกรอบจากการอธิบายรัฐไทยไปสู่การอธิบายระบบทุนนิยมโลก ตั้งแต่การเปลี่ยนจากทุนนิยมที่รัฐกำกับดูแลไปสู่เสรีนิยมใหม่ การเปิดเสรีทางการเงินของไทยในทศวรรษ 1990 วิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 และเงื่อนไขจากไอเอ็มเอฟ พร้อมทบทวนทั้งพลังและข้อจำกัดของเศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นแรงกดดันจากโครงสร้างโลกอย่างชัดเจน แม้จะทำให้บทบาทของการตัดสินใจ ผู้นำ และ agency ของรัฐปรากฏน้อยลงก็ตาม #หมายเหตุประเพทไทย #AbsoluteMonarchy * ข่าว * สังคม * การศึกษา * หมายเหตุประเพทไทย * กุลลดา เกษบุญชู มี้ด * มัลติมีเดีย * obituary * The Rise and Decline of Thai Absolutism * หนังสือ * รัฐศาสตร์ * ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ * รัชกาลที่ 5 * สมบูรณาญาสิทธิราชย์
dlvr.it
August 9, 2026 at 10:05 AM
การวิเคราะห์เชิงประจักษ์ของที่เก็บซอฟต์แวร์ควอนตัมพื้นฐาน 16 แห่งแสดงให้เห็นว่าการอพยพของนักพัฒนาช่วยในการถ่ายทอดความรู้ระหว่างโครงการ โดยแนวคิดต่างๆ ยังคงอยู่แม้ว่าที่เก็บแต่ละแห่งจะไม่ใช้งาน

#ซอฟต์แวร์ควอนตัม #วิศวกรรมซอฟต์แวร์ #วิจัย
การถ่ายทอดความรู้ที่ประสานโดยนักพัฒนาในระบบนิเวศซอฟต์แวร์ควอนตัม
arxiv.org
July 29, 2026 at 6:29 AM
TMOS (Thunderbolt Mind Operating System / ระบบปฏิบัติการจิตสายฟ้า) เป็นกรอบคิดเชิงบูรณาการที่เสนอความเชื่อมโยงระหว่างแบบจำลองจิตสำนึกในพุทธปรัชญากับกรอบคิดร่วมสมัยทางประสาทวิทยา เช่น Default Mode Network, กิจกรรมคลื่นแกมมา และ Free Energy Principle ของ Friston

กรอบคิดนี้พัฒนาจากการ
July 22, 2026 at 8:55 AM
สวรส. วิจัยพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย หนุน ‘ทำกฎหมายลูก 8 ฉบับ’ คุมน้ำเมา
สวรส. วิจัยพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย หนุน ‘ทำกฎหมายลูก 8 ฉบับ’ คุมน้ำเมา auser15 Sat, 2026-07-18 - 08:36 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) วิจัยพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย หนุน ‘ทำกฎหมายลูก 8 ฉบับ’ คุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมชงเข้า ‘บอร์ดแอลกอฮอล์’ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดเผยว่า การมีผลบังคับใช้ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. 2568 นับเป็นการปฏิรูประบบควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครั้งสำคัญของไทย เนื่องจากมีการเพิ่มความก้าวหน้าของการควบคุมในหลายประเด็นสำคัญ ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมอาจยังคิดไปไม่ถึง ทั้งการขยายนิยามให้ครอบคลุมสื่อยุคใหม่ การคุ้มครองเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง การกำหนดพื้นที่เวลาการขาย เช่น การเปิดให้ขายได้ตั้งแต่ 11.00-24.00 น. ตลอดจนการเพิ่มบทลงโทษ และความรับผิดชอบทางแพ่งของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ถือเป็นกฎหมายแม่ที่เน้นการระบุในเชิงหลักการภาพใหญ่ที่ควรปฏิบัติ ซึ่งยังต้องการความชัดเจนในการตีความ และทำให้เกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติ ด้วยการอาศัยกฎหมายลูกหรือกฎหมายลำดับรอง อันได้แก่ กฎกระทรวง ประกาศ หรือระเบียบปฏิบัติ ฉะนั้น ภายในปี 2569 นี้ จึงเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของการกำหนดทิศทางการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายใต้บริบทใหม่ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้เกิดการศึกษาในหัวข้อ “โครงการวิจัยเชิงระบบเพื่อสนับสนุนการจัดทำกฎหมายลำดับรองภายใต้ร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568” โดยมี รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายในการออกกฎหมายลำดับรองที่จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในทุกภาคส่วนเกี่ยวกับการตีความ อันจะนำไปสู่การบังคับใช้จริงในชีวิตประจำวัน โดยล่าสุดมีการเปิดเผยข้อค้นพบสำคัญของงานวิจัยภายในงานแถลงข่าว “แนวทางการสื่อสาร การให้ข้อมูล การสนับสนุนกิจกรรมสังคม และประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้เจตนารมณ์กฎหมาย และหลักการคุ้มครองเด็ก เยาวชน และสังคม” ที่จัดขึ้นโดย สวรส. ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กทม. รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวว่า การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีกระบวนการสำคัญ 4 กระบวนการ ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ช่องว่างและความแตกต่าง ระหว่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 กับฉบับแก้ไข พ.ศ. 2568 เพื่อดูข้อแตกต่าง พร้อมทั้งร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (สคอ.) ระบุประเด็นที่จำเป็นต้องจัดทำกฎหมายลำดับรอง 2) การสังเคราะห์หลักฐานเชิงวิชาการในประเด็นเหล่านั้น 3) การรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น เชียงราย ฉะเชิงเทรา และ สุราษฎร์ธานี เพื่อดูความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง และ 4) การจัดทำข้อเสนอสำหรับการยกร่างกฎหมายลำดับรอง จากการวิเคราะห์ความแตกต่างพบอยู่ 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องออกกฎหมายลำดับรองมาเพื่อควบคุม หรือทำให้มีความชัดเจน ได้แก่ 1) การพิจารณาการมีส่วนได้ส่วนเสียของกรรมการ และการมอบอำนาจของคณะกรรมการควบคุมระดับจังหวัด 2) การควบคุมการขายและดื่ม เช่น การตรวจสอบอาการมึนเมา 3) การผ่อนปรนการควบคุมโฆษณาและกิจกรรมทางการตลาด 4) การควบคุมช่วงเวลาและสถานที่การขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ 5) ระบบบำบัดและเยียวยา ทั้งนี้จากประเด็นสำคัญดังกล่าว ทีมวิจัยจึงนำมาสังเคราะห์กับหลักฐานเชิงวิชาการ โดย รศ.ดร.นพ.พลเทพ เผยข้อค้นพบสำคัญว่า 1) เรื่องการมอบอำนาจให้จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ การมอบอำนาจให้จังหวัดดำเนินการมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ หากผู้นำจังหวัดให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาสุขภาพในพื้นที่ การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็มีแนวโน้มดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก อาจทำให้มาตรการคุ้มครองสุขภาพอ่อนแอลง กฎหมายลำดับรองจึงควรออกแบบให้มี 3 เสาหลักควบคู่กัน ได้แก่ มาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกจังหวัดต้องปฏิบัติตาม คู่มือและหลักเกณฑ์ก่อนการมอบอำนาจ และกลไกส่วนกลางในการกำกับติดตาม ตรวจสอบ และทบทวนมติของจังหวัด       2) การตรวจสอบอาการมึนเมา พบว่า ผู้ขายและสถานประกอบการยังขาดการอบรมการประเมินที่เป็นระบบ และร้านค้ารายย่อยมีความกังวลในความคลาดเคลื่อน ความขัดแย้ง และความปลอดภัย จึงทำให้ต้องมีการกำหนดเกณฑ์การสังเกตที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และลดความต่างของการใช้ดุลยพินิจ โดยควรมีการอบรมผู้ขายที่เชื่อมกับการออกหรือต่อใบอนุญาต และควรมีการปรับข้อกำหนดประเภทสถานประกอบการ ตลอดจนควรมีการคุ้มครองผู้ขายที่ปฏิเสธโดยสุจริต      3) การผ่อนปรนการควบคุมโฆษณาและกิจกรรมทางการตลาด ซึ่งมีประเด็นที่ควรมีการกำกับควบคุม หรือทำให้ชัดเจน อาทิ ขอบเขตในการตีความข้อมูลข้อเท็จจริงที่ใช้ในการสื่อสาร การนิยามผู้ที่มีชื่อเสียง/อิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ ตราเสมือนหรือสิ่งที่มีลักษณะที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยการพิจารณาตราเสมือน (virtual brand) ไม่ควรดูเฉพาะว่ามีการใช้ชื่อหรือโลโก้ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยตรงหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบการสื่อสารทั้งหมด เป็นต้น ส่วนข้อมูลที่ควรสื่อสารได้ ได้แก่ แหล่งกำเนิด วัตถุดิบ ส่วนประกอบ กระบวนการผลิต ปริมาณบรรจุ ปริมาณแอลกอฮอล์ มาตรฐานการผลิต และข้อมูลบนฉลาก โดยต้องไม่มีถ้อยคำอวดอ้างหรือทำให้เกิดความอยากทดลอง สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับราคา สถานที่จำหน่าย รสชาติ รางวัล ภาพบรรจุภัณฑ์ หรือเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ ควรพิจารณาให้สื่อสารได้เฉพาะภายใต้เงื่อนไข เช่น มีหลักฐานรองรับ มีคำเตือน มีระบบยืนยันอายุ และใช้ช่องทางที่ควบคุมกลุ่มเป้าหมายได้จริง ในขณะที่การเล่าเรื่องแบรนด์เชิงอารมณ์ การเชื่อมการดื่มกับความสนุก ความสำเร็จ มิตรภาพ กีฬา ดนตรี คอนเสิร์ต ปาร์ตี้ หรือสถานบันเทิง รวมถึงการใช้ผู้มีชื่อเสียง อินฟลูเอนเซอร์ และตราเสมือนเพื่อสร้างภาพจำ ควรได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเมื่อเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มที่เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งผลการศึกษายังเสนอให้กฎหมายลำดับรองกำหนดประเด็นสำคัญอย่างน้อย 6 เรื่องให้ชัดเจน ได้แก่ นิยามของข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ประชาสัมพันธ์ เส้นแบ่งระหว่างข้อเท็จจริงกับการจูงใจ หลักเกณฑ์สำหรับผู้มีชื่อเสียงและอินฟลูเอนเซอร์ เงื่อนไขของการสื่อสารทางวิชาการหรือในวงจำกัด แบบตรวจสอบการใช้ตราเสมือน และหลักเกณฑ์สำหรับกิจกรรมเพื่อสังคมที่ต้องไม่กลายเป็นการส่งเสริมแบรนด์หรือการบริโภคโดยอ้อม 4) การควบคุมช่วงเวลาและสถานที่การขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลการสำรวจประชากรจำนวน 2,445 คน ผู้ประกอบการ 378 คน และนักท่องเที่ยว 1,238 คนจาก 12 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า ประชาชน 41.4% ไม่เห็นด้วยกับการขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ในช่วง 14.00-17.00 น. (เห็นด้วยเพียง 31.3%) รวมถึงมี 43.3% ที่มองว่าจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ส่วนด้านมุมมองของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติประมาณ 70% รู้สึกว่าไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจในการมาเที่ยว ขณะที่ผู้ประกอบการ 69.5% มองว่ายอดขายไม่ได้เพิ่มขึ้น มีเพียง 6.9% ที่ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ตรงนี้อาจสะท้อนไม่ได้อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากเศรษฐกิจที่ไม่ดีก็เป็นอีกปัจจัยด้วย เหล่านี้ทำให้ควรมีมาตรการป้องกันแบบต่างประเทศ เช่น การจำกัด 2 ด้าน อย่างทุกจังหวัดหรือเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว การเพิ่มอายุห้ามซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การมีระบบประเมินและติดตามผล 5) ระบบบำบัดและเยียวยา พบว่า การบำบัดรักษาของไทยยังมีประสิทธิภาพไม่มากนัก และยังเป็นการยึดโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลาง เน้นทำงานเชิงรับ และขาดการเชื่อมต่อกับชุมชนหลังการรักษา ดังนั้นกฎหมายลำดับรองตามมาตรา 33 ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ จะต้องมีการยกระดับให้ชุมชนเป็นฐานของระบบฟื้นฟู ที่รับรองสถานะทางกฎหมายและมีงบประมาณ เพื่อขับเคลื่อนกลไกของชุมชน รวมถึงต้องกำหนดเจ้าภาพให้ชัดเจนในทุกระดับ ด้าน ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่า การประกาศใช้ พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนสิ่งที่จะทำให้เจตนารมณ์ของกฎหมายเกิดผลจริง คือ กฎหมายลำดับรอง หลักเกณฑ์ และเครื่องมือที่ทุกฝ่ายสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างชัดเจนภายใต้มาตรฐานเดียวกัน  สวรส. จึงสนับสนุนงานวิจัยเชิงระบบที่ไม่ได้พิจารณาเฉพาะตัวบทกฎหมาย แต่รวบรวมหลักฐานทางวิชาการ ประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงาน และความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วน เพื่อให้ข้อเสนอมีทั้งความถูกต้อง ความเป็นธรรม และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง  ซึ่งถ้านิยามและเกณฑ์ไม่ชัดเจน อาจเกิดการตีความต่างกัน ผู้ประกอบการไม่ทราบขอบเขตที่ทำได้ และเจ้าหน้าที่ต้องใช้ดุลพินิจเป็นรายกรณี งานวิจัยจึงมุ่งแปลงหลักการของกฎหมายเป็นแนวปฏิบัติที่ตรวจสอบได้ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันผลกระทบต่อเด็ก เยาวชน และผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวต่อว่า ข้อเสนอที่ได้จากโครงการวิจัยในครั้งนี้ สวรส. จะส่งต่อให้กับ สคอ. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เสนอต่อคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ในการพิจารณาใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำกฎหมายลำดับรองทันที โดยไม่ต้องรอให้โครงการวิจัยจบก่อน เพื่อให้เท่าทันกับสถานการณ์ และทยอยดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอที่จัดทำขึ้นภายใต้โครงการวิจัยนี้ได้ใช้กระบวนการวิชาการเข้าไปสนับสนุนเพื่อให้ได้ร่างกฎหมายลำดับรองเพื่อให้คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ภายใต้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้พิจารณาก่อน โดยขณะนี้มีการจัดทำข้อเสนอร่างกฎหมายลำดับรองแล้วทั้งหมด 8 ฉบับ เช่น เกณฑ์ประเมินความมึนเมา สถานที่การจำหน่ายแอลกอฮอล์ การปลดล็อกช่วงเวลาห้ามดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ “กระบวนการเหล่านี้จะช่วยให้การออกกฎหมายเพื่อควบคุมเรื่องต่าง ๆ ทำได้เท่าทันกับสถานการณ์ ภายใต้การใช้งานวิชาการมาสนับสนุน ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ตลอดจนมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้ข้อเสนอกฎหมายลำดับรองที่เกิดจากโครงการวิจัยครั้งนี้ถูกนำไปใช้ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม และสอดรับบริบทความเป็นจริงในสังคม ทั้งเรื่องสิทธิสุขภาพประชาชน สิทธิของผู้บริโภค การประกอบธุรกิจ การทำงานของเจ้าหน้าที่ และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการสื่อสาร” รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าว นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “การสื่อสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ในช่วงเปลี่ยนผ่านกฎหมาย: ทำได้อย่างไรให้ปลอดภัยและไม่กระทบเยาวชน” ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมเป็นวิทยากร ได้แก่ น.ส.ชนกธิดา ศิริวัตร รองผู้อำนวยการ สคอ. ผศ.ดร.ศรีรัช ลาภใหญ่ อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.ดร.ภาณุมาศ ขัดเงางาม นักวิชาการอิสระด้านกฎหมายมหาชน และอดีตประธานกรรมการวิชาการด้านนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และ ผศ.ดร.บุญอยู่ ขอพรประเสริฐ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก อีกทั้งยังมีการเปิดให้ตัวแทนจาก 3 ฝ่าย ประกอบด้วย นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้จัดการเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน (ขสย.) นายชินท์ณภัทร โต๊ะเส็น ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และ อ.ไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และภาคีเครือข่ายอื่น ๆ ร่วมสะท้อนข้อกังวลต่อการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน และข้อเสนอเพื่อป้องกันเรื่องดังกล่าว ซึ่งมีการหยิบยกหลายประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ควรจะมีการจำกัดสื่อที่ประชาชนทั่วไป เด็กและเยาวชน เข้าถึงง่าย เช่น ป้ายโฆษณา สื่อออนไลน์ โทรทัศน์ ฯลฯ และให้ประชาสัมพันธ์สินค้าในวงจำกัด ควรมีการโฆษณาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่การขายน้ำดื่มแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศของการดื่มแอลกอฮอล์ ควรมีการบรรจุความรู้และข้อกฎหมายในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่าง ๆ เข้าไปสู่การเรียนการสอนในโรงเรียน     * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข * สวรส. * เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ * สุขภาพ
dlvr.it
July 18, 2026 at 1:42 AM
สวรส. วิจัยพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย หนุน ‘ทำกฎหมายลูก 8 ฉบับ’ คุมน้ำเมา
สวรส. วิจัยพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย หนุน ‘ทำกฎหมายลูก 8 ฉบับ’ คุมน้ำเมา
สวรส. วิจัยพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย หนุน ‘ทำกฎหมายลูก 8 ฉบับ’ คุมน้ำเมา auser15 Sat, 2026-07-18 - 08:36 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) วิจัยพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย หนุน ‘ทำกฎหมายลูก 8 ฉบับ’ คุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมชงเข้า ‘บอร์ดแอลกอฮอล์’ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดเผยว่า การมีผลบังคับใช้ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. 2568 นับเป็นการปฏิรูประบบควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครั้งสำคัญของไทย เนื่องจากมีการเพิ่มความก้าวหน้าของการควบคุมในหลายประเด็นสำคัญ ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมอาจยังคิดไปไม่ถึง ทั้งการขยายนิยามให้ครอบคลุมสื่อยุคใหม่ การคุ้มครองเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง การกำหนดพื้นที่เวลาการขาย เช่น การเปิดให้ขายได้ตั้งแต่ 11.00-24.00 น. ตลอดจนการเพิ่มบทลงโทษ และความรับผิดชอบทางแพ่งของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ถือเป็นกฎหมายแม่ที่เน้นการระบุในเชิงหลักการภาพใหญ่ที่ควรปฏิบัติ ซึ่งยังต้องการความชัดเจนในการตีความ และทำให้เกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติ ด้วยการอาศัยกฎหมายลูกหรือกฎหมายลำดับรอง อันได้แก่ กฎกระทรวง ประกาศ หรือระเบียบปฏิบัติ ฉะนั้น ภายในปี 2569 นี้ จึงเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของการกำหนดทิศทางการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายใต้บริบทใหม่ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้เกิดการศึกษาในหัวข้อ “โครงการวิจัยเชิงระบบเพื่อสนับสนุนการจัดทำกฎหมายลำดับรองภายใต้ร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568” โดยมี รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายในการออกกฎหมายลำดับรองที่จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในทุกภาคส่วนเกี่ยวกับการตีความ อันจะนำไปสู่การบังคับใช้จริงในชีวิตประจำวัน โดยล่าสุดมีการเปิดเผยข้อค้นพบสำคัญของงานวิจัยภายในงานแถลงข่าว “แนวทางการสื่อสาร การให้ข้อมูล การสนับสนุนกิจกรรมสังคม และประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้เจตนารมณ์กฎหมาย และหลักการคุ้มครองเด็ก เยาวชน และสังคม” ที่จัดขึ้นโดย สวรส. ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 ณ โรงแรมเบสเวสเทิร์น จตุจักร กทม. รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวว่า การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีกระบวนการสำคัญ 4 กระบวนการ ได้แก่ 1) การวิเคราะห์ช่องว่างและความแตกต่าง ระหว่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 กับฉบับแก้ไข พ.ศ. 2568 เพื่อดูข้อแตกต่าง พร้อมทั้งร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (สคอ.) ระบุประเด็นที่จำเป็นต้องจัดทำกฎหมายลำดับรอง 2) การสังเคราะห์หลักฐานเชิงวิชาการในประเด็นเหล่านั้น 3) การรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น เชียงราย ฉะเชิงเทรา และ สุราษฎร์ธานี เพื่อดูความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง และ 4) การจัดทำข้อเสนอสำหรับการยกร่างกฎหมายลำดับรอง จากการวิเคราะห์ความแตกต่างพบอยู่ 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องออกกฎหมายลำดับรองมาเพื่อควบคุม หรือทำให้มีความชัดเจน ได้แก่ 1) การพิจารณาการมีส่วนได้ส่วนเสียของกรรมการ และการมอบอำนาจของคณะกรรมการควบคุมระดับจังหวัด 2) การควบคุมการขายและดื่ม เช่น การตรวจสอบอาการมึนเมา 3) การผ่อนปรนการควบคุมโฆษณาและกิจกรรมทางการตลาด 4) การควบคุมช่วงเวลาและสถานที่การขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ 5) ระบบบำบัดและเยียวยา ทั้งนี้จากประเด็นสำคัญดังกล่าว ทีมวิจัยจึงนำมาสังเคราะห์กับหลักฐานเชิงวิชาการ โดย รศ.ดร.นพ.พลเทพ เผยข้อค้นพบสำคัญว่า 1) เรื่องการมอบอำนาจให้จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ การมอบอำนาจให้จังหวัดดำเนินการมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ หากผู้นำจังหวัดให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาสุขภาพในพื้นที่ การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็มีแนวโน้มดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก อาจทำให้มาตรการคุ้มครองสุขภาพอ่อนแอลง กฎหมายลำดับรองจึงควรออกแบบให้มี 3 เสาหลักควบคู่กัน ได้แก่ มาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกจังหวัดต้องปฏิบัติตาม คู่มือและหลักเกณฑ์ก่อนการมอบอำนาจ และกลไกส่วนกลางในการกำกับติดตาม ตรวจสอบ และทบทวนมติของจังหวัด       2) การตรวจสอบอาการมึนเมา พบว่า ผู้ขายและสถานประกอบการยังขาดการอบรมการประเมินที่เป็นระบบ และร้านค้ารายย่อยมีความกังวลในความคลาดเคลื่อน ความขัดแย้ง และความปลอดภัย จึงทำให้ต้องมีการกำหนดเกณฑ์การสังเกตที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และลดความต่างของการใช้ดุลยพินิจ โดยควรมีการอบรมผู้ขายที่เชื่อมกับการออกหรือต่อใบอนุญาต และควรมีการปรับข้อกำหนดประเภทสถานประกอบการ ตลอดจนควรมีการคุ้มครองผู้ขายที่ปฏิเสธโดยสุจริต      3) การผ่อนปรนการควบคุมโฆษณาและกิจกรรมทางการตลาด ซึ่งมีประเด็นที่ควรมีการกำกับควบคุม หรือทำให้ชัดเจน อาทิ ขอบเขตในการตีความข้อมูลข้อเท็จจริงที่ใช้ในการสื่อสาร การนิยามผู้ที่มีชื่อเสียง/อิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ ตราเสมือนหรือสิ่งที่มีลักษณะที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยการพิจารณาตราเสมือน (virtual brand) ไม่ควรดูเฉพาะว่ามีการใช้ชื่อหรือโลโก้ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยตรงหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบการสื่อสารทั้งหมด เป็นต้น ส่วนข้อมูลที่ควรสื่อสารได้ ได้แก่ แหล่งกำเนิด วัตถุดิบ ส่วนประกอบ กระบวนการผลิต ปริมาณบรรจุ ปริมาณแอลกอฮอล์ มาตรฐานการผลิต และข้อมูลบนฉลาก โดยต้องไม่มีถ้อยคำอวดอ้างหรือทำให้เกิดความอยากทดลอง สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับราคา สถานที่จำหน่าย รสชาติ รางวัล ภาพบรรจุภัณฑ์ หรือเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ ควรพิจารณาให้สื่อสารได้เฉพาะภายใต้เงื่อนไข เช่น มีหลักฐานรองรับ มีคำเตือน มีระบบยืนยันอายุ และใช้ช่องทางที่ควบคุมกลุ่มเป้าหมายได้จริง ในขณะที่การเล่าเรื่องแบรนด์เชิงอารมณ์ การเชื่อมการดื่มกับความสนุก ความสำเร็จ มิตรภาพ กีฬา ดนตรี คอนเสิร์ต ปาร์ตี้ หรือสถานบันเทิง รวมถึงการใช้ผู้มีชื่อเสียง อินฟลูเอนเซอร์ และตราเสมือนเพื่อสร้างภาพจำ ควรได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเมื่อเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มที่เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งผลการศึกษายังเสนอให้กฎหมายลำดับรองกำหนดประเด็นสำคัญอย่างน้อย 6 เรื่องให้ชัดเจน ได้แก่ นิยามของข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ประชาสัมพันธ์ เส้นแบ่งระหว่างข้อเท็จจริงกับการจูงใจ หลักเกณฑ์สำหรับผู้มีชื่อเสียงและอินฟลูเอนเซอร์ เงื่อนไขของการสื่อสารทางวิชาการหรือในวงจำกัด แบบตรวจสอบการใช้ตราเสมือน และหลักเกณฑ์สำหรับกิจกรรมเพื่อสังคมที่ต้องไม่กลายเป็นการส่งเสริมแบรนด์หรือการบริโภคโดยอ้อม 4) การควบคุมช่วงเวลาและสถานที่การขายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลการสำรวจประชากรจำนวน 2,445 คน ผู้ประกอบการ 378 คน และนักท่องเที่ยว 1,238 คนจาก 12 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า ประชาชน 41.4% ไม่เห็นด้วยกับการขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ในช่วง 14.00-17.00 น. (เห็นด้วยเพียง 31.3%) รวมถึงมี 43.3% ที่มองว่าจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ส่วนด้านมุมมองของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติประมาณ 70% รู้สึกว่าไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจในการมาเที่ยว ขณะที่ผู้ประกอบการ 69.5% มองว่ายอดขายไม่ได้เพิ่มขึ้น มีเพียง 6.9% ที่ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่ตรงนี้อาจสะท้อนไม่ได้อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากเศรษฐกิจที่ไม่ดีก็เป็นอีกปัจจัยด้วย เหล่านี้ทำให้ควรมีมาตรการป้องกันแบบต่างประเทศ เช่น การจำกัด 2 ด้าน อย่างทุกจังหวัดหรือเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว การเพิ่มอายุห้ามซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การมีระบบประเมินและติดตามผล 5) ระบบบำบัดและเยียวยา พบว่า การบำบัดรักษาของไทยยังมีประสิทธิภาพไม่มากนัก และยังเป็นการยึดโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลาง เน้นทำงานเชิงรับ และขาดการเชื่อมต่อกับชุมชนหลังการรักษา ดังนั้นกฎหมายลำดับรองตามมาตรา 33 ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ จะต้องมีการยกระดับให้ชุมชนเป็นฐานของระบบฟื้นฟู ที่รับรองสถานะทางกฎหมายและมีงบประมาณ เพื่อขับเคลื่อนกลไกของชุมชน รวมถึงต้องกำหนดเจ้าภาพให้ชัดเจนในทุกระดับ ด้าน ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่า การประกาศใช้ พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนสิ่งที่จะทำให้เจตนารมณ์ของกฎหมายเกิดผลจริง คือ กฎหมายลำดับรอง หลักเกณฑ์ และเครื่องมือที่ทุกฝ่ายสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างชัดเจนภายใต้มาตรฐานเดียวกัน  สวรส. จึงสนับสนุนงานวิจัยเชิงระบบที่ไม่ได้พิจารณาเฉพาะตัวบทกฎหมาย แต่รวบรวมหลักฐานทางวิชาการ ประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงาน และความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วน เพื่อให้ข้อเสนอมีทั้งความถูกต้อง ความเป็นธรรม และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง  ซึ่งถ้านิยามและเกณฑ์ไม่ชัดเจน อาจเกิดการตีความต่างกัน ผู้ประกอบการไม่ทราบขอบเขตที่ทำได้ และเจ้าหน้าที่ต้องใช้ดุลพินิจเป็นรายกรณี งานวิจัยจึงมุ่งแปลงหลักการของกฎหมายเป็นแนวปฏิบัติที่ตรวจสอบได้ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันผลกระทบต่อเด็ก เยาวชน และผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวต่อว่า ข้อเสนอที่ได้จากโครงการวิจัยในครั้งนี้ สวรส. จะส่งต่อให้กับ สคอ. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เสนอต่อคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ในการพิจารณาใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำกฎหมายลำดับรองทันที โดยไม่ต้องรอให้โครงการวิจัยจบก่อน เพื่อให้เท่าทันกับสถานการณ์ และทยอยดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอที่จัดทำขึ้นภายใต้โครงการวิจัยนี้ได้ใช้กระบวนการวิชาการเข้าไปสนับสนุนเพื่อให้ได้ร่างกฎหมายลำดับรองเพื่อให้คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ภายใต้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้พิจารณาก่อน โดยขณะนี้มีการจัดทำข้อเสนอร่างกฎหมายลำดับรองแล้วทั้งหมด 8 ฉบับ เช่น เกณฑ์ประเมินความมึนเมา สถานที่การจำหน่ายแอลกอฮอล์ การปลดล็อกช่วงเวลาห้ามดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ “กระบวนการเหล่านี้จะช่วยให้การออกกฎหมายเพื่อควบคุมเรื่องต่าง ๆ ทำได้เท่าทันกับสถานการณ์ ภายใต้การใช้งานวิชาการมาสนับสนุน ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ตลอดจนมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้ข้อเสนอกฎหมายลำดับรองที่เกิดจากโครงการวิจัยครั้งนี้ถูกนำไปใช้ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม และสอดรับบริบทความเป็นจริงในสังคม ทั้งเรื่องสิทธิสุขภาพประชาชน สิทธิของผู้บริโภค การประกอบธุรกิจ การทำงานของเจ้าหน้าที่ และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการสื่อสาร” รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าว นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “การสื่อสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ในช่วงเปลี่ยนผ่านกฎหมาย: ทำได้อย่างไรให้ปลอดภัยและไม่กระทบเยาวชน” ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมเป็นวิทยากร ได้แก่ น.ส.ชนกธิดา ศิริวัตร รองผู้อำนวยการ สคอ. ผศ.ดร.ศรีรัช ลาภใหญ่ อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.ดร.ภาณุมาศ ขัดเงางาม นักวิชาการอิสระด้านกฎหมายมหาชน และอดีตประธานกรรมการวิชาการด้านนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และ ผศ.ดร.บุญอยู่ ขอพรประเสริฐ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก อีกทั้งยังมีการเปิดให้ตัวแทนจาก 3 ฝ่าย ประกอบด้วย นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้จัดการเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน (ขสย.) นายชินท์ณภัทร โต๊ะเส็น ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และ อ.ไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และภาคีเครือข่ายอื่น ๆ ร่วมสะท้อนข้อกังวลต่อการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน และข้อเสนอเพื่อป้องกันเรื่องดังกล่าว ซึ่งมีการหยิบยกหลายประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ควรจะมีการจำกัดสื่อที่ประชาชนทั่วไป เด็กและเยาวชน เข้าถึงง่าย เช่น ป้ายโฆษณา สื่อออนไลน์ โทรทัศน์ ฯลฯ และให้ประชาสัมพันธ์สินค้าในวงจำกัด ควรมีการโฆษณาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่การขายน้ำดื่มแต่แฝงไปด้วยบรรยากาศของการดื่มแอลกอฮอล์ ควรมีการบรรจุความรู้และข้อกฎหมายในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่าง ๆ เข้าไปสู่การเรียนการสอนในโรงเรียน     * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข * สวรส. * เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ * สุขภาพ
dlvr.it
July 18, 2026 at 1:42 AM
"น่าจะเหมาะมากๆที่มีพื้นที่เรียนรู้เชิงระบบนิเวศที่แต่ละฤดูกาลสามารถเรียนรู้ได้หมด แถมได้ผลผลิตที่ดีด้วยน่ะครับ"

"เพียงแต่ในญี่ปุ่นไม่ได้มีการเกษตรแบบวัฒนธรรมทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เลยคิดว่าต้องใช้เวลาตรวจสอบและศึกษาความเป็นไปได้มากกว่านี้ก่อนน่ะครับ" ก็คือกำลังเสนอผลงานยกระดับการเกษตรของโรงเรียนนั่นแหละ คิดการณ์ใหญ่กว่าที่คิด?
May 2, 2025 at 1:27 PM
มาสึกิที่กำลังตากผ้าข้างในก็ยืนมองคุณตาปริบๆ ก่อนจะอมยิ้มเล็กๆ ดูเป็นรอยยิ้มพิมพ์ใจที่เหมือนจะรู้สึกดีกับคุณที่ถามเรื่องพวกนี้เข้ามา

"ไม่เชิงครับ ว่าไงดี..."
"ตั้งใจจะลองเสนอที่โรงเรียนเกี่ยวกับเพิ่มเพื้นที่สวนผลไม้เป็นแหล่งการเรียนรู้เกษตรกรรมและระบบนิเวศครับ"

"ผมคิดว่ามันเป็นประโยชน์ และน่าจะบูรณาการกับครูวิชาวิทยาศาสตร์ได้ด้วย"
"ดูจากทำเลต่างๆ ผมเลยคิดว่าที่โรงเรียนอามาเนะซากะ"
+
May 2, 2025 at 1:27 PM
การคิดเชิงระบบ (Systematic Thinking) สำหรับ Developer
From the "DEV Community" RSS feed
การคิดเชิงระบบ (Systematic Thinking) สำหรับ Developer
การคิดเชิงระบบคือการมองปัญหาแบบองค์รวม และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ ของระบบ...
dev.to
November 28, 2024 at 4:09 PM
'เมื่อผู้คนเพิกเฉยต่อจดหมายทวงหนี้' สิ่งนี้บอกอะไรเกี่ยวกับ 'ความเหลื่อมล้ำ' ในปัจจุบัน?
'เมื่อผู้คนเพิกเฉยต่อจดหมายทวงหนี้' สิ่งนี้บอกอะไรเกี่ยวกับ 'ความเหลื่อมล้ำ' ในปัจจุบัน? auser15 Wed, 2025-08-13 - 11:38 จากงานวิจัยที่ศึกษาข้อมูลลูกหนี้ทั่วอังกฤษและฝังตัวอยู่กับผู้มีรายได้น้อย 18 เดือน พบการเพิกเฉยต่อจดหมายทวงหนี้ไม่ใช่ความไม่รับผิดชอบ แต่เป็นกลไกป้องกันตัวของผู้มีรายได้น้อยที่ต้องกู้ยืมเพื่อซื้อของจำเป็น ระบบการเงินที่คิดดอกเบี้ยสูงกับคนจน การทวงหนี้ที่กดดัน ทำให้หลายคนเลือกเพิกเฉยเพื่อรักษาสุขภาพจิต งานวิจัยนี้ชี้ว่าหนี้สินเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ด้วยการปฏิรูประบบ ไม่ใช่ตำหนิปัจเจกบุคคล เมื่อช่วงต้นเดือน สิงหาคม 2025 ไรอัน เดวีย์ (Ryan Davey) อาจารย์ด้านสังคมศาสตร์ที่ Cardiff University เขียนบทความลงใน The Conversation อิงจากประสบการณ์การวิจัยภาคสนามของเขาที่ใช้เวลาอาศัยอยู่ในชุมชนรายได้น้อยในอังกฤษเป็นเวลา 18 เดือน และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับที่ปรึกษาด้านหนี้สินและลูกหนี้ทั่วสหราชอาณาจักร ที่มาภาพ: StepChange MoneyAware คุณได้รับจดหมายแจ้งเตือนการชำระเงินทางตู้จดหมาย อาจเป็นบัตรเครดิต เงินเบิกเกินบัญชี บิลค่าใช้จ่าย หรือค่าปรับจอดรถ คุณเพิกเฉยและปล่อยให้ซองจดหมายยังไม่ได้เปิด หรือวางไว้ข้างๆ เพื่อจัดการทีหลัง พวกเราหลายคนคงคุ้นเคยกับสถานการณ์นี้ การเพิกเฉยต่อหนี้สินและภาระผูกพันการชำระเงินอื่นๆ มักถูกมองว่าเป็นความไม่รับผิดชอบ แต่เมื่อพิจารณาอย่างใกล้ชิดจะพบว่าหลายคนมองสิ่งนี้แตกต่างออกไป ซึ่งสะท้อนประเด็นที่ลึกซึ้งกว่าเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในอังกฤษปัจจุบัน เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ปัญหาหนี้สินของผู้คนให้ดีขึ้น ผมได้อาศัยอยู่ในชุมชนรายได้น้อยทางตอนใต้ของอังกฤษเป็นเวลา 18 เดือน ที่ซึ่งปัญหาหนี้สินเป็นเรื่องปกติ ผมยังได้สัมภาษณ์ที่ปรึกษาด้านหนี้สินและลูกค้าของพวกเขาทั่วสหราชอาณาจักร สิ่งนี้ให้โอกาสพิเศษแก่ผมในการเข้าใจสถานการณ์ของพวกเขาและวิธีที่พวกเขาตอบสนองต่อหนี้สิน ซึ่งผมได้บรรยายรายละเอียดไว้ในหนังสือเล่มใหม่ของผม สถานการณ์หนี้สินในปัจจุบัน ที่มาภาพ: Nicola Barts/Pexels  แม้ว่าหนี้สินเมื่อเทียบกับรายได้จะลดลง แต่จำนวนหนี้ครัวเรือนที่ไม่มีหลักประกันทั้งหมดในปัจจุบันกลับสูงกว่าช่วงจุดสูงสุดในวิกฤตการเงินโลกปี 2008 มาก ท่ามกลางค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก มีผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องกู้ยืมเงินเพื่อจ่ายค่าของจำเป็น เช่น อาหาร พลังงาน ค่าเช่า หรือภาษีท้องถิ่น ในเดือนตุลาคม 2024 มีครัวเรือนรายได้น้อย 4 ล้านครัวเรือน ที่มีเงินกู้ที่ยืมมาเพื่อวัตถุประสงค์นี้ แต่กระนั้น เกือบ 9 ใน 10 ของพวกเขายังคงขาดแคลนสิ่งจำเป็นอยู่ดี ในขณะเดียวกัน ผู้ให้กู้ยังคงคิดดอกเบี้ยสูงสุดกับผู้ที่มีความสามารถในการจ่ายน้อยที่สุด ในปี 2024 ประมาณการว่ามี 5.5 ล้านคน ที่ค้างชำระบิลหรือการผ่อนชำระเครดิต ชีวิตในชุมชนรายได้น้อย ที่มาภาพ: Public Sector Executive PSE ในชุมชนที่ผมอาศัยอยู่ หลายคนทำงาน แต่ค่าจ้างของพวกเขาไม่เพียงพอสำหรับสิ่งที่พวกเขาต้องการ ดังนั้นผู้อยู่อาศัยจึงกู้ยืมเงินเพื่อให้รอดพ้น ขอรับสวัสดิการ หรือทำงานรับเงินสด สิ่งนี้สะท้อนความเป็นจริงของตลาดแรงงานในอังกฤษปัจจุบัน ที่มีคนทำงาน 4.5 ล้านคน ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่พอเลี้ยงชีพจริง ผลคือผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ที่ผมทำงานด้วยค้างชำระหนึ่งรายการหรือมากกว่า พวกเขาได้รับโทรศัพท์ จดหมาย และการเคาะประตูจากเจ้าหนี้ ข่มขู่ด้วยคำสั่งศาล หรือต้องรับมือกับเจ้าหน้าที่บังคับคดีที่พยายามยึดทรัพย์สิน บางคนกังวลเรื่องการถูกไล่ออกจากที่อยู่ นี่เป็นสถานการณ์ที่น่าทุกข์ใจและนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตได้ง่าย ปัญหาหนี้สินมีความเชื่อมโยงอย่างมากกับความผิดปกติทางสุขภาพจิตที่ได้รับการวินิจฉัยและแม้กระทั่งการฆ่าตัวตาย ลูกค้าที่ปรึกษาด้านหนี้สินทุกคนที่ผมสัมภาษณ์ประสบกับความวิตกกังวล ซึมเศร้า ความคิดฆ่าตัวตาย หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ การรับมือและการเพิกเฉย อย่างไรก็ตาม ในชุมชนที่ผมอาศัยอยู่ชั่วคราว ผู้อยู่อาศัยหลายคนพบวิธีพยายามรักษาการมองโลกในแง่ดีแม้จะถูกคุกคามด้วยการบังคับใช้หนี้ บางคนทำให้หนี้สินของพวกเขาดูเบาลงด้วยการล้อเลียนว่าพวกเขาแย่แค่ไหนในการชำระคืนหรือเครดิตของพวกเขาแย่แค่ไหน หลายคนมุ่งเน้นไปที่บ้านและชีวิตครอบครัว ผู้หญิงคนหนึ่งกังวลเรื่อง "2-3 สัปดาห์ที่ไม่มีเงิน" โดยกล่าวว่า "เราจะผ่านไปได้ เราผ่านมาได้เสมอ คุณแค่มุ่งเน้นที่สิ่งที่อยู่รอบตัวคุณ" ส่วนชายว่างงานวัยปลาย 40 ปี อีกคนบอกผมว่าความภูมิใจในลูกสาววัย 12 ปีของเขาช่วยไม่ให้เขา "คิดฆ่าตัวตาย" แต่ที่สำคัญที่สุด ผู้คนหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ของพวกเขา ผู้อยู่อาศัยมักพยายามอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการชำระคืน แต่บ่อยครั้งพวกเขาก็เพิกเฉย พวกเขาวางสายเมื่อนักทวงหนี้โทรมา ปล่อยให้ซองจดหมายไม่ได้เปิดหรือเก็บไว้ หรือแกล้งทำเป็นไม่อยู่บ้านถ้าเจ้าหน้าที่บังคับคดีมาเยี่ยม ชายคนหนึ่งกล่าวเมื่อเขาได้รับการเรียกร้องให้จ่ายค่าน้ำว่า "พวกเขาไปตายซะ" และโยนจดหมายลงถังขยะ การพยายามจัดการกับหนี้โดยตรง ในแง่ของการจ่ายสิ่งที่นักทวงหนี้เรียกร้องตามเวลาที่พวกเขาต้องการอย่างแม่นยำ อาจสร้างความวิตกกังวลอย่างมากและแม้กระทั่งปัญหาสุขภาพทางกาย ชายคนหนึ่งบอกผมว่า "คุณรู้ไหม สักพักหนึ่งผมพยายามจัดการพวกมันและในที่สุด... มันทำให้ผมป่วย [เพราะกังวลเรื่องนี้] ดังนั้นผมจึงไม่สามารถทำต่อไปแบบนั้นได้ ผมแค่ปล่อยพวกมันไว้และดำเนินชีวิตต่อไป" การตีตราและการตอบสนอง ที่มาภาพ: Nicola Barts/Pexels  บันทึกเหล่านี้เปิดเผยประเด็นที่ลึกซึ้งกว่าเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในอังกฤษ การให้กู้ยืมทางการเงินมีแนวโน้มที่จะดูดความมั่งคั่งจากผู้ที่มีน้อยและถ่ายโอนไปสู่ผู้ที่ร่ำรวยกว่า หนี้สินเป็นคุณลักษณะเชิงระบบของเศรษฐกิจของเรา และปัญหาหนี้สินมีสาเหตุที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม การคุกคามของการบังคับใช้ทำให้หลายคนเชื่อว่าพวกเขารับผิดชอบเพียงลำพังสำหรับการเป็นหนี้ สิ่งนี้วางความผิดสำหรับความยากจนไว้บนบ่าของผู้ที่ประสบกับมัน โดยนัยว่าคนรวยเหนือกว่าทางศีลธรรม มากกว่าอคติส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว การตีตราเกี่ยวกับหนี้สินถูกฝังแน่นในระบบกฎหมาย หากเราสมมติว่าทุกหนี้ที่ถูกต้องตามกฎหมายต้องชำระเป็นหน้าที่ทางศีลธรรม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็เพิกเฉยต่อความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่ทำให้การกู้ยืมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหลายคน สมมติฐานที่เรียบง่ายนี้เพียงตอกย้ำความยากลำบากของผู้ที่เป็นหนี้ ยกตัวอย่างผู้คนที่เพิกเฉยต่อหนี้สินของพวกเขา โดยปกติพวกเขาถูกติดป้ายว่าไม่รับผิดชอบหรือขาดทักษะทางการเงิน แต่การเพิกเฉยต่อหนี้สินมักเป็นการตอบสนองโดยเจตนาต่อสถานการณ์ที่ผู้คนพบว่าผิดศีลธรรมหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพของพวกเขา ทางออกและการแก้ไข มันน่าดีกว่าที่จะคิดว่า "ถ้าหนี้สินเป็นปัญหา วิธีแก้ไขคือการปฏิรูปมัน" การอุดหนุนเครดิตเพื่อให้กลุ่มรายได้น้อยจ่ายดอกเบี้ยต่ำลง การฟื้นฟูเงินทุนสำหรับคำแนะนำด้านหนี้สิน และการขยายการเข้าถึงการล้มละลายและการยกเลิกหนี้ ทั้งหมดนี้สามารถปรับปรุงสิ่งต่างๆ ได้ แม้การกู้ยืมยังเป็นคงเป็นปัญหาที่ซับซ้อน สิ่งเหล่านี้อาจได้รับการแก้ไขได้ดีกว่าด้วยความพยายามในการกระจายทรัพยากรใหม่และลดการลงโทษที่บีบบังคับ เช่น การเก็บภาษีความมั่งคั่ง การรับประกันรายได้ที่สูงขึ้น (ทั้งค่าจ้างและสวัสดิการ) การควบคุมต้นทุนค่าเช่าและสิ่งจำเป็นอื่นๆ การป้องกันการขับไล่ และการยกเลิกเจ้าหน้าที่บังคับคดี ขณะที่ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง คนจนที่เป็นหนี้ก็จะยังคงเพิกเฉยต่อการทวงหนี้ต่อไป ผมมองว่าการกระทำแบบนี้ของพวกเขาเป็นการท้าทายความเชื่อที่ว่า 'การจ่ายหนี้คือหน้าที่ที่ถูกต้อง' เพราะในสังคมที่เหลื่อมล้ำแบบนี้ การบังคับให้คนจนต้องจ่ายหนี้ทุกกรณีอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป ที่มา: Why people ignore debt letters – and what it says about inequality today (Ryan Davey, The Conversation, 4 August 2025)   * รายงานพิเศษ * แรงงาน * ต่างประเทศ * The Conversation * อังกฤษ * สหราชอาณาจักร * หนี้สิน
dlvr.it
August 13, 2025 at 4:47 AM