#ธรรมนัสพรหมเผ่า
‘กล้าธรรม’ โร่แจง ‘ธรรมนัส’ บินญี่ปุ่น ดูแลนักกีฬาเอเชียนเกมส์ หลังพ้นฝ่ายค้าน

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6209720/
#พริษฐ์วัชรสินธุ #ธรรมนัสพรหมเผ่า #กล้าธรรม
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 22, 2026 at 4:10 AM
“ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมรับต่อหน้า ส.ส.เพื่อไทยว่า ตนเองดูคนผิด และไว้ใจ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” มากเกินไป หลังพรรคกล้าธรรมตัดสินใจถอนตัวจากรัฐบาลเพื่อไทย
#themainstreamth #ทักษิณ #ทักษิณชินวัตร #ธรรมนัสพรหมเผ่า #พรรคเพื่อไทย
themainstream.news/politics/150...
ทักษิณยอมรับผิดพลาด ไว้ใจธรรมนัสเกินไป หลังพรรคกล้าธรรมถอนตัว เตรียมยื่นศาลตีความคดีแพทองธาร
ทักษิณ ชินวัตร ยอมรับไว้วางใจ ร.อ.ธรรมนัส มากเกินไป หลังพรรคกล้าธรรมถอนตัวจากรัฐบาล ขณะเดียวกันเพื่อไทยเตรียมเดินหน้ากฎหมาย กรณีคดีแพทองธาร
themainstream.news
September 2, 2025 at 10:53 AM
'ธรรมนัส' หารือทูตจีน หวังดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทย 3 ล้านคน ใน 3 เดือน
'ธรรมนัส' หารือทูตจีน หวังดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทย 3 ล้านคน ใน 3 เดือน auser15 Sun, 2025-09-28 - 09:12 'ธรรมนัส พรหมเผ่า' ในฐานะรองนายกกำกับดูแล ก.ท่องเที่ยวและกีฬา หารือเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย แก้ปัญหานักท่องเที่ยวจีนลด หวังเร่งยกระดับท่องเที่ยว เน้นความปลอดภัย พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทย 3 ล้านคนใน 3 เดือน ภาพจาก : Chinese Embassy Bangkok  เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 สำนักข่าวไทย รายงานว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ตนและนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เข้าพบ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อหารือถึงแนวทางเกี่ยวกับปัญหาการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับจีน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวในไทยของคนจีน ลดน้อยลงอย่างมากมีไม่ถึง 3 แสนคนต่อปี โดยจีนต้องการเห็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยที่หลากหลายและทันสมัยมากขึ้น ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงสถานที่เดิม ๆ เช่น วัดพระแก้ว หรือพื้นที่ที่ยังประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากอย่างริมแม่น้ำเจ้าพระยาและเกาะเมืองอยุธยา นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย ปัญหาอาชญากรรม และท่าทีของรัฐบาลหรือรัฐมนตรีบางคน ที่มีท่าทีดูหมิ่นคนจีน ทำให้ฝ่ายจีนไม่พอใจอย่างมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนน้อยลงมาก ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ทางจีนยืนยันความพร้อมที่จะผลักดันการส่งนักท่องเที่ยวมาไทยเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าขยายจาก 300,000 คน เป็น 3 ล้านคน ภายในเวลาไม่กี่เดือน หากเราสามารถยกระดับความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวได้จริง พร้อมทั้งเสนอให้รัฐบาลไทยหันมาพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะการจัดการแม่น้ำเจ้าพระยาและเมืองเก่าอยุธยาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเสียหายทุกปี “ตอนนี้ เราต้องเร่งลงมือทำงานจริงจัง ข้าราชการไม่สามารถอยู่สบายได้อีกต่อไป เพราะพวกเรารับเงินเดือนจากภาษีประชาชน ต้องคิดถึงการพัฒนาประเทศมากกว่าการนั่งในห้องแอร์แล้วจินตนาการ หากทำได้สำเร็จ การท่องเที่ยวไทยจะกลับมาสร้างรายได้มหาศาล และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำมา ซึ่งท่านพร้อมทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมือง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ธรรมนัส พรหมเผ่า * จีน * นักท่องเที่ยวจีน
dlvr.it
September 28, 2025 at 2:22 AM
'ธรรมนัส' ย้ำการเมืองไทยไม่มีมิตรแท้-ศัตรูถาวร
'ธรรมนัส' ย้ำการเมืองไทยไม่มีมิตรแท้-ศัตรูถาวร auser15 Sat, 2025-07-12 - 14:05 'ธรรมนัส' ย้ำการเมืองไทยไม่มีมิตรแท้-ศัตรูถาวร ระบุ "ด่ากันในสภาออกมาก็กอดคอกัน อย่าคิดมาก" ลั่นพรรคกล้าธรรมไม่เคยสร้างศัตรู มั่นใจหากพรรคร่วมรัฐบาลสามัคคีองค์ประชุมสภาฯ ก็ไม่มีปัญหา เผยพบ 'ทักษิณ' หารือภาษีสหรัฐฯ มอง 'อนุทิน' มีโอกาสนั่งนายกหากรวมเสียงข้างมากได้ 12 กรกฏาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงการจัดสัมมนาพรรคกล้าธรรม ในวันที่ 11-13 กรกฎาคม ครั้งนี้ ว่าเป็นการจัดสัมมนาของพรรคกล้าธรรมครั้งแรก มี สส.และว่าที่ผู้สมัคร สส.ในแต่ละภาค มาแสดงพลัง ว่าเราพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้น และเพิ่มความสนิทสนมของสมาชิกพรรค ซึ่งไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เราก็พร้อม ทั้งนี้การเป็นนักการเมือง โดยเฉพาะหากเป็นสถาบันการเมืองก็ต้องมีความพร้อม นักการเมืองพร้อมเสมอ ดังนั้นการจัดเวทีสัมมนาครั้งนี้ก็เป็นการประกาศ ให้สมาชิกพรรคเรารู้ว่าเรามีความพร้อม เมื่อถามว่า แสดงว่าพรรคประเมินแล้วใช่หรือไม่ว่าอาจจะมีการเลือกตั้งในเร็วๆ นี้ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตามกรอบเวลาอย่างไรก็ไม่เกินปี 2570 ซึ่งตอนนี้ก็เหลือเวลาแค่ 1 ปีกว่า มองว่าไม่นาน แป๊บเดียวเท่านั้น ดังนั้นต้องมีความพร้อมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เมื่อถามว่า พรรคกล้าธรรมจะชูยุทธศาสตร์อะไรในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ขณะนี้พรรคเราได้รับมอบหมายให้กำกับ 2 กระทรวงใหญ่ คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้นเราจะเน้นเรื่องของคนฐานราก โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา กับเรื่องของพี่น้องเกษตรกร รวมถึงผู้ใช้แรงงานภาคการเกษตร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ รวมทั้งหมดกว่า 50 ล้านคน โดยพรรคกล้าธรรมจะชูวิธีการให้คนเหล่านี้พ้นกับดักความยากจน เผยพบ 'ทักษิณ' หารือภาษีสหรัฐฯ ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่าในช่วงเช้าที่วันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมาพบกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหามาตรการรับมือกำแพงภาษีสหรัฐอเมริกา ที่บ้านพิษณุโลก ซึ่งไปในนามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่พรรคกำกับดูแล ขณะเดียวกันตนเองได้รับเชิญเข้าร่วมประชุม ในฐานะเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อถามว่านายทักษิณ เป็นห่วงถูกฟ้องเรื่องการครอบงำหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ในการหารือวันนี้ไม่ได้เชิญในนามรัฐบาล แต่เชิญในฐานะผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ไปหารือ เมื่อถามว่านายทักษิณ ให้คำแนะนำอะไรหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า แต่ละฝ่ายที่ร่วมประชุมให้ข้อเสนอ และที่ประชุมเห็นตรงกันว่า การดพเนินการต้องคำนึงถึงคนไทยเป็นอันดับแรก “โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เน้นย้ำการคำนึงถึงพี่น้องเกษตรกร และไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่พี่น้องเกษตรกร ที่ถือว่าเป็นนัยยะเรื่องสำคัญ โดยในที่ประชุมคุยเรื่องสถานการณ์ทางการเมือง มีเพียงการพูดคุยเรื่องการยกระดับมาตรฐานภาษีของสหรัฐอเมริกา” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว ย้ำการเมืองไทยไม่มีมิตรแท้-ศัตรูถาวร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ว่า เป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกัน ส่วนเรื่องเสียงพรรคร่วมรัฐบาลปริ่มน้ำ ได้หยิบยกชี้ให้เห็นว่ายุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะนั้นก็เสียงปริ่มน้ำ ซึ่งตนเองได้คุมเสียงในสภาไม่มีปัญหาอะไร ผ่านมาได้ หากพรรคร่วมรัฐบาลสามัคคีและนำตัวเลขมาคุยกันเชื่อว่าองค์ประชุมจะรอดไปได้ “ถ้าคนอยู่ในแวดวงการเมืองมานาน เริ่มมาตั้งแต่ปี 2541 สมัยพรรคไทยรักไทยเห็นอะไรมาเยอะ สถานการณ์การเมือง ณ เวลานี้ ผมอยู่วงในผมรู้ รู้ว่าสถานการณ์การเมืองตอนนี้เอาอยู่ หรือไม่เอาอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรากับพรรคร่วมจะต้องคุยกัน ถามว่าสถานการณ์อย่างนี้ มีเสถียรภาพหรือไม่ มันอยู่ที่พรรคร่วมรัฐบาลถ้าจับมือกันก็มีเสถียรภาพ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว เมื่อถามว่าในตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคกล้าธรรมว่าจะเสนอบุคคลดำรงตำแหน่งหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสระบุว่า พรรคกล้าธรรมมีสิทธิเสนอ โดยจะให้ สส.ในพรรคหารือกันเรื่องนี้ เพราะพรรคมีความเป็นประชาธิปไตย 100% ที่ต้องถามเสียงส่วนใหญ่ โดยมอบหมายเลขาธิการพรรคไปพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะนักการเมืองด้วยกันได้คุยเหมือนเดิมหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า อย่างที่เห็นภาพในสภาก็มี แต่พูดคุยเหมือนเดิม และไม่เคยสร้างศัตรูทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ส่วนกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร กล่าวไว้ว่าการจะดึงพรรคภูมิใจไทยกลับมา ว่า ทุกอย่างการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีมิตรแท้และไม่มีศัตรูที่ถาวร เพราะด่ากันในสภาออกมาก็กอดคอกัน อย่าคิดมาก เมื่อถามต่อว่าหากมองสถานการณ์การเมืองขณะนี้นายอนุทิน มีโอกาสหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า การเมืองในตำแหน่งผู้นำจะมีโอกาสหรือไม่มีโอกาสอยู่ที่เสียง สส.หรือโหวตเตอร์เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าสามารถรวบรวมเสียงส่วนใหญ่ได้ก็มีโอกาสทุกคน เมื่อถามว่าการรองรับกรณีอุบัติเหตุทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีอย่างไรบ้าง ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่าวันที่นัดพรรคร่วมรัฐบาลหารือกัน คงต้องคุยกันในเรื่องนี้ และย้ำว่าในฐานะที่ดูแล สส.กว่า 30 คน ต้องรักษาเสียงให้เต็มตลอดเวลา ในการโหวตทุกครั้ง อย่างการโหวตในวันพุธที่ผ่านมาเสียงพรรคกล้าธรรมเต็มทุกครั้งไม่มีขาด เมื่อถามถึงการเมืองยังไม่ถึงทางตันใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่าถ้าประสบการณ์ที่ทำการเมืองมา เสียงปริ่มน้ำ เป็นเสียงที่เตือน สส.ว่าต้องพร้อมในการโหวตเรื่องทุกวาระ ไม่น่ามีปัญหาถ้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคกำชับเสียง เมื่อถามว่ามีโอกาสเปลี่ยนขั้วการเมืองหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่าการเมืองไม่มีอะไรที่แน่นอน ส่วนเสียงรัฐบาลตอนนี้มีราว 260 เสียง และปฏิเสธดีลเสียง 3 สส.พรรคภูมิใจไทย มาหนุนแนวทางของรัฐบาล หรือเสียงของฝ่ายค้านมาหนุนรัฐบาล ที่มาเรียบเรียงจาก สำนักข่าวไทย [1] [2] [3]   * ข่าว * การเมือง * ธรรมนัส พรหมเผ่า * พรรคกล้าธรรม
dlvr.it
July 12, 2025 at 7:10 AM
🔴 ด่วน! ลุ้นประมุขกีฬาทางน้ำคนใหม่ 🗳️ สมาคมกีฬาทางน้ำฯ เตรียมเลือกตั้ง 10 พ.ค. นี้

👉 งานนี้มีเซอร์ไพรส์! "ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า" ส.ส.คนดัง เป็นแคนดิเดทเพียงคนเดียว! จ่อนั่งเก้าอี้นายกสมาคมแบบไร้คู่แข่ง!

พร้อมอัปเดตความร่วมมือกับ อาร์แบค ตั้งศูนย์ฝึกนักกีฬาทีมชาติ เตรียมสู้ศึกซีเกมส์ 2025!…

อ่านต่อ https://th.xee4.com?p=6696
May 7, 2025 at 7:51 AM
‘อนุทิน’เลี่ยงตอบ ‘ธรรมนัส’ ร่วมรัฐบาล บอก ‘ตอนนี้อยู่อเมริกา สัญญาณมาไม่ถึง’

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6212561/
#อนุทินชาญวีรกูล #ธรรมนัสพรหมเผ่า
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 23, 2026 at 1:24 AM
‘ธรรมนัส’ ยันกล้าธรรมเป็นหนึ่งเดียว หนุนงบฯ 70 ไม่มีแตกแถว

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6180594/
#ธรรมนัสพรหมเผ่า #พรรคกล้าธรรม
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 11, 2026 at 4:17 AM
‘ธรรมนัส’ ยันไร้ดีลโมนาโก สูตร ‘แดง-เขียว-ส้ม’ แค่ข่าวลวง ให้ฟังจากปาก

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6079548/
#ธรรมนัสพรหมเผ่า #ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 4, 2026 at 6:34 AM
แจ้งความอยู่ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ | คนนอกคอก EP.6
แจ้งความอยู่ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ | คนนอกคอก EP.6 hungary budapest Fri, 2026-07-31 - 15:20 1,800 กม. เป็นระยะทางไกลที่สุดที่ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 คนหนึ่งต้องเดินทางจากบ้านที่ลำพูนไปนราธิวาสเพื่อสู้คดี 270 คดี คือจำนวนคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ที่ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรมเคยเปิดเผยไว้กับสื่อว่าเขาได้ดำเนินการแจ้งความไว้กับตำรวจใน “จังหวัดพะเยา” ให้ดำเนินคดีกับประชาชน โดยกว่า 100 เป็นการแสดงความเห็นท้ายข่าวหลังจากกรณีรังสิมันต์ โรม อดีต สส.พรรคประชาชนเปิดประเด็นเรื่องฟอกเงินและสแกมเมอร์ระหว่างอภิปรายในสภาช่วงปลายเดือนกันยายน 2568 2 เรื่องนี้แม้จะต่างกันที่ตัว “บุคคล” ที่กฎหมายให้การคุ้มครอง แต่ความเหมือนก็คือการแจ้งความหรือฟ้องคดีด้วยข้อกล่าวหาในฐาน “หมิ่นประมาทฯ” (ไม่ว่าจะกับใคร)  เป็นช่องทางหนึ่งในการ “ฟ้องปิดปาก” ที่แปลมาจากคำย่อ SLAPP ของชื่อยาวๆ ว่า “การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วม (Strategic lawsuits against public participation)” ที่หมายถึงการฟ้องคดีเพื่อให้บุคคลใดก็ตามหยุดการกระทำไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ การเข้าร่วมกิจกรรมเรียกร้อง ร้องเรียนต่างๆ ในประเด็นสาธารณะเช่น สิ่งแวดล้อม การเมือง คุณภาพชีวิต เมื่อเอาข้อหาทำนองนี้ไปรวมกับการแจ้งความหรือฟ้องคดีทางไกลจึงกลายเป็นยุทธศาสตร์หนึ่ง เพราะไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษาตัดสินว่าผู้ต้องหาทำผิดหรือถูกคดีขึ้นมาก็อาจจะจบลงได้ทันที เมื่อฝ่ายคนโดนฟ้องมานั่งคำนวนต้นทุนเงินค่าใช้จ่าย เวลา การงาน ที่ต้องแลกเพื่อสู้ในคดีที่ต่อให้ชนะศาลยกฟ้องก็ไม่ได้อะไรชดเชยนอกจากความโล่งใจที่ไม่ต้องติดคุกตาราง ทำให้คนโดนฟ้องเลือกรับสารภาพทั้งที่อาจจะไม่ผิดเพื่อให้ศาลรอการลงโทษ หรือ ไปทาง “ไหว้สวย รวยกระเช้า” ก็เป็นตัวเลือกที่เสียหายน้อยกว่าสู้คดีจนชนะ ส่วนคนฟ้องแค่แค๊ปจอส่งหลักฐานให้ตำรวจ หรือไม่ก็อาจจะลงทุนเพิ่มไปจ้างทนายความฟ้องเองส่วนตัวเองเหลือแค่วันที่ต้องไปเป็นพยานในศาลในฐานะผู้กล่าวหา   อย่างไรก็ตามก็คงมีประเด็นให้ถกเถียงได้ว่า ถ้าฟ้องทางไกลไม่ได้แล้ว ผู้ถูกกล่าวพาดพิงในสื่อสังคมออนไลน์จะต้องเป็นฝ่ายลำบากเดินทางไปแจ้งความหรือฟ้องที่จังหวัดของคนกล่าวหาพาดพิงเช่นนั้นหรือ? ก็ในเมื่อผู้ถูกกล่าวพาดพิงนั้นต่างหากที่เป็นผู้เสียหายเสียชื่อเสียงกันไปแล้ว “คนนอกคอก” ในตอนที่ชื่อว่า “แจ้งความอยู่ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้” ชวน อ.ป้าน หรือ สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาคุยถึงปัญหาของการใช้ช่องทางทางกฎหมายเพื่อฟ้องคดีทางไกล ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ของการใช้กฎหมายเล่นงานกับคนที่ออกมาพูดจาไม่เข้าหูคู่กรณี ซึ่งมีข้อเสนอบางประการที่อาจเอามาใช้แก้ปัญหานี้ได้ * สัมภาษณ์ * การเมือง * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คนนอกคอก คนมีคดีมีเรื่องมาเล่า * สาวตรี สุขศรี
dlvr.it
July 31, 2026 at 8:28 AM
แจ้งความอยู่ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ | คนนอกคอก EP.6
แจ้งความอยู่ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ | คนนอกคอก EP.6
แจ้งความอยู่ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้ | คนนอกคอก EP.6 hungary budapest Fri, 2026-07-31 - 15:20 1,800 กม. เป็นระยะทางไกลที่สุดที่ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 คนหนึ่งต้องเดินทางจากบ้านที่ลำพูนไปนราธิวาสเพื่อสู้คดี 270 คดี คือจำนวนคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ที่ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรมเคยเปิดเผยไว้กับสื่อว่าเขาได้ดำเนินการแจ้งความไว้กับตำรวจใน “จังหวัดพะเยา” ให้ดำเนินคดีกับประชาชน โดยกว่า 100 เป็นการแสดงความเห็นท้ายข่าวหลังจากกรณีรังสิมันต์ โรม อดีต สส.พรรคประชาชนเปิดประเด็นเรื่องฟอกเงินและสแกมเมอร์ระหว่างอภิปรายในสภาช่วงปลายเดือนกันยายน 2568 2 เรื่องนี้แม้จะต่างกันที่ตัว “บุคคล” ที่กฎหมายให้การคุ้มครอง แต่ความเหมือนก็คือการแจ้งความหรือฟ้องคดีด้วยข้อกล่าวหาในฐาน “หมิ่นประมาทฯ” (ไม่ว่าจะกับใคร)  เป็นช่องทางหนึ่งในการ “ฟ้องปิดปาก” ที่แปลมาจากคำย่อ SLAPP ของชื่อยาวๆ ว่า “การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วม (Strategic lawsuits against public participation)” ที่หมายถึงการฟ้องคดีเพื่อให้บุคคลใดก็ตามหยุดการกระทำไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ การเข้าร่วมกิจกรรมเรียกร้อง ร้องเรียนต่างๆ ในประเด็นสาธารณะเช่น สิ่งแวดล้อม การเมือง คุณภาพชีวิต เมื่อเอาข้อหาทำนองนี้ไปรวมกับการแจ้งความหรือฟ้องคดีทางไกลจึงกลายเป็นยุทธศาสตร์หนึ่ง เพราะไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษาตัดสินว่าผู้ต้องหาทำผิดหรือถูกคดีขึ้นมาก็อาจจะจบลงได้ทันที เมื่อฝ่ายคนโดนฟ้องมานั่งคำนวนต้นทุนเงินค่าใช้จ่าย เวลา การงาน ที่ต้องแลกเพื่อสู้ในคดีที่ต่อให้ชนะศาลยกฟ้องก็ไม่ได้อะไรชดเชยนอกจากความโล่งใจที่ไม่ต้องติดคุกตาราง ทำให้คนโดนฟ้องเลือกรับสารภาพทั้งที่อาจจะไม่ผิดเพื่อให้ศาลรอการลงโทษ หรือ ไปทาง “ไหว้สวย รวยกระเช้า” ก็เป็นตัวเลือกที่เสียหายน้อยกว่าสู้คดีจนชนะ ส่วนคนฟ้องแค่แค๊ปจอส่งหลักฐานให้ตำรวจ หรือไม่ก็อาจจะลงทุนเพิ่มไปจ้างทนายความฟ้องเองส่วนตัวเองเหลือแค่วันที่ต้องไปเป็นพยานในศาลในฐานะผู้กล่าวหา   อย่างไรก็ตามก็คงมีประเด็นให้ถกเถียงได้ว่า ถ้าฟ้องทางไกลไม่ได้แล้ว ผู้ถูกกล่าวพาดพิงในสื่อสังคมออนไลน์จะต้องเป็นฝ่ายลำบากเดินทางไปแจ้งความหรือฟ้องที่จังหวัดของคนกล่าวหาพาดพิงเช่นนั้นหรือ? ก็ในเมื่อผู้ถูกกล่าวพาดพิงนั้นต่างหากที่เป็นผู้เสียหายเสียชื่อเสียงกันไปแล้ว “คนนอกคอก” ในตอนที่ชื่อว่า “แจ้งความอยู่ทางโน้น หนาวถึงคนทางนี้” ชวน อ.ป้าน หรือ สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาคุยถึงปัญหาของการใช้ช่องทางทางกฎหมายเพื่อฟ้องคดีทางไกล ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ของการใช้กฎหมายเล่นงานกับคนที่ออกมาพูดจาไม่เข้าหูคู่กรณี ซึ่งมีข้อเสนอบางประการที่อาจเอามาใช้แก้ปัญหานี้ได้ * สัมภาษณ์ * การเมือง * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คนนอกคอก คนมีคดีมีเรื่องมาเล่า * สาวตรี สุขศรี
dlvr.it
July 31, 2026 at 8:28 AM
ศาลพะเยานัดพร้อมคดี 'แม่ค้าราชบุรี' หมิ่นประมาท 'ธรรมนัส' โจทก์เรียกค่าเสียหาย 10 ล้าน
ศาลพะเยานัดพร้อมคดี 'แม่ค้าราชบุรี' หมิ่นประมาท 'ธรรมนัส' โจทก์เรียกค่าเสียหาย 10 ล้าน Pazzle Tue, 2026-07-14 - 18:57     ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงาน เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดพะเยานัดพร้อมและตรวจพยานหลักฐานในคดีที่ “แอปเปิ้ล” สุภาภรณ์ โพธิ์ศรี แม่ค้าจากจังหวัดราชบุรี วัย 35 ปี ถูกฟ้องในข้อกล่าวหา “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กรณีโพสต์ข้อความวิจารณ์คุณสมบัติในเฟซบุ๊ก คดีนี้มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบอำนาจให้ อาทิตย์ มานัสสา อดีตนายกฯ อบต. สันโค้ง และเป็นกรรมการมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เข้าแจ้งความดำเนินคดี กรณีที่มีประชาชนแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊ก สืบเนื่องจากการที่ รังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน อภิปรายถึงขบวนการสแกมเมอร์และการฟอกเงิน ซึ่งเชื่อมโยงถึงนักการเมืองสำคัญ ในช่วงการอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดพะเยา เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569   ศาลยกคำร้องจำเลยขอโอนคดี เห็นว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 ก่อนวันนัดพร้อมและสอบคำให้การ ทนายความฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอโอนย้ายการพิจารณาคดีไปยังศาลจังหวัดราชบุรี โดยระบุเหตุผลว่า คดีนี้มี อาทิตย์ มานัสสา กรรมการมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นผู้รับมอบอำนาจแจ้งความดำเนินคดีที่จังหวัดพะเยา ซึ่งอยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาของจำเลยเป็นอย่างมาก พฤติการณ์เข้าข่ายเป็นการดำเนินคดีเพื่อกลั่นแกล้ง ประกอบกับกังวลว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอิทธิพลของผู้เสียหาย ซึ่งอาจทำให้พยานฝ่ายจำเลยเกิดความหวาดกลัวจนไม่กล้ามาเบิกความ อย่างไรก็ตาม ในวันนัดนี้ ศาลจังหวัดพะเยาได้มีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าว โดยศาลให้ความเห็นว่า กรณีการขอโอนคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 26 จะต้องเป็นเหตุจำหรือเหตุร้ายแรงถึงขั้นต้องปิดศาล เช่น เหตุการณ์ชุมนุมประท้วง กลัวว่าจะมีเหตุทำร้ายกัน เป็นต้น การกล่าวอ้างเรื่องภูมิลำเนาหรืออิทธิพลในพื้นที่จึงเป็นเหตุผลส่วนตัว ยังไม่มีเหตุตามกฎหมายเพียงพอ   จำเลยปฏิเสธเงื่อนไขลบโพสต์-ขอโทษ และยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหา ในการคุ้มครองสิทธิ ผู้รับมอบฉันทะจากทนายความของผู้กล่าวหาได้เสนอเงื่อนไข 3 ข้อ แลกกับการถอนคำร้องทุกข์จำเลย ได้แก่ 1. ให้ลบโพสต์ข้อความตามคำฟ้องทั้งหมด 2. โพสต์ข้อความขอโทษเป็นเวลา 7 วัน 3. ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ฝ่ายจำเลยได้ปฏิเสธที่จะรับเงื่อนไขดังกล่าว ในคดีนี้พบว่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพะเยาได้ออกนั่งพิจารณาด้วยตนเอง โดยได้อ่านคำฟ้องและสอบถามคำให้การ จำเลยให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยจำเลยรับว่าเป็นผู้โพสต์ข้อความตามคำฟ้อง แต่การกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิด เนื่องจากเป็นการติชมโดยสุจริต   ร.อ.ธรรมนัส ยื่นขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม – เรียกค่าเสียหายต่อชื่อเสียง 10 ล้านบาท ทนายความของ ร.อ.ธรรมนัส ยังยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมและยื่นคำร้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ระบุเหตุผลว่าการที่จำเลยเผยแพร่ข้อความดังกล่าว ทำให้บุคคลผู้มาพบเห็นสามารถเข้าใจได้ว่า ผู้ร้องเป็นคนไม่ดี เป็นผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและถูกดำเนินคดีร้ายแรงไม่สมควรเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำทางการเมืองได้ ทำให้ได้รับความเสียหาย คำร้องยังระบุต่อไปว่า ร.อ.ธรรมนัส ได้รับโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญอีกหลายตำแหน่ง ย่อมได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติและเป็นผู้ผ่านคุณสมบุติครบถ้วน จึงทำให้เสียหายต่อเกียรติยศชื่อเสียง ผู้ร้องจึงขอเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าสินไหนทดแทนจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวนดังกล่าวตั้งแต่วันที่โพสต์ข้อความ ด้านฝ่ายจำเลยขออนุญาตศาลยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่งภายใน 15 วัน ศาลนัดสืบพยาน 15-16 ต.ค. นี้ เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงไกล่เกลี่ยกันได้ ศาลจึงให้ดำเนินการนัดสืบพยานหลักฐานต่อไป ฝ่ายอัยการโจทก์อ้างพยาน 5 ปาก ได้แก่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้เสียหาย, อาทิตย์ มานัสสา ผู้รับมอบอำนาจ, ผู้พบเห็นข้อความ, พนักงานสืบสวนผู้ตรวจสอบข้อความ และพนักงานสอบสวนจาก สภ.เมืองพะเยา ส่วนโจทก์ร่วมได้อ้างพยาน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้เสียหาย และ อาทิตย์ มานัสสา ผู้รับมอบอำนาจ และฝ่ายจำเลย อ้างพยาน 1 ปาก คือ ตัวจำเลยเอง ศาลจังหวัดพะเยาได้กำหนดเวลาสืบพยาน โดยให้ฝ่ายโจทก์ 1 นัด, ฝ่ายจำเลยครึ่งนัด และฝ่ายโจทก์ร่วมครึ่งนัด และกำหนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 15 – 16 ต.ค. 2569 ทั้งนี้กรณีประชาชนจากจังหวัดต่าง ๆ ที่ถูก ร.อ.ธรรมนัส กล่าวหาจากการโพสต์หรือแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์นั้น ก่อนหน้านี้ ร.อ.ธรรมนัส เคยให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าว ระบุว่าได้ดำเนินคดีลักษณะดังกล่าวที่จังหวัดพะเยาประมาณ 600 คดี จากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่ามีประชาชนที่รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจำนวน 6 ราย โดยก่อนหน้านี้ ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 5 รายได้ตัดสินใจยอมรับข้อเสนอของฝ่าย ร.อ.ธรรมนัส เพื่อแลกกับการถอนคำร้องทุกข์ เพราะได้รับผลกระทบจากการถูกดำเนินคดีในพื้นที่ที่ไกลจากภูมิลำเนา ส่งผลให้ปัจจุบันเหลือเพียงคดีของสุภาภรณ์ที่จำเลยปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว คดีจึงดำเนินกระบวนการต่อไป   * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * ธรรมนัส พรหมเผ่า * ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน * คดีหมิ่นประมาท
dlvr.it
July 14, 2026 at 12:11 PM
อัยการพะเยาสั่งฟ้อง 'แม่ค้าราชบุรี' หมิ่นประมาท 'ธรรมนัส' ค้ายาเสพติดที่ออสเตรเลีย
อัยการพะเยาสั่งฟ้อง 'แม่ค้าราชบุรี' หมิ่นประมาท 'ธรรมนัส' ค้ายาเสพติดที่ออสเตรเลีย Pazzle Tue, 2026-05-26 - 17:28 อัยการจังหวัดพะเยาสั่งฟ้อง “แอปเปิ้ล” สุภาภรณ์ แม่ค้าจากจังหวัดราชบุรี ที่ศาลจังหวัดพะเยา คดีหมิ่นประมาท "ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า" โจทก์กล่าวหาว่า ข้อความที่จำเลบโพสต์ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า ร.อ.ธรรมนัส ฯ เคยเป็นผู้ต้องหาคดียาเสพติตที่ออสเตรเลีย ก่อนหน้านี้ในชั้นตำรวจแอปเปิ้ล สุภาภรณ์ เคยขอโอนย้ายคดีไปยังจังหวัดราชบุรีที่เป็นภูมิลำเนาของเธอ แต่ตำรวจปฏิเสธคำร้องดังกล่าว เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาทนายความของธรรมนัสฯ ได้ติดต่อมายังทนายความของแอปเปิ้ล สุภาภรณ์ ยื่นข้อเสนอให้ลบโพสต์ในโซเชียลมีเดียที่มีการโพสต์เกี่ยวกับธรรมนัสทั้งหมด และต่อไปไม่ให้โพสต์ถึงธรรมนัสอีก จึงจะดำเนินการถอนการแจ้งความ แต่เนื่องจากแอปเปิ้ล สุภาภรณ์ ไม่รับข้อเสนอนี้ได้ ยืนยันว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงออก โดยเห็นว่าธรรมนัสฯ เป็นนักการเมืองที่สามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ทำให้ยืนยันจะต่อสู้คดีต่อไป    26 พ.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2569 พนักงานอัยการจังหวัดพะเยามีคำสั่งฟ้องคดีของ “แอปเปิ้ล” สุภาภรณ์ โพธิ์ศรี แม่ค้าจากจังหวัดราชบุรี วัย 35 ปี ที่ศาลจังหวัดพะเยา จากกรณีถูกกล่าวหาว่า “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กรณีโพสต์ข้อความวิจารณ์คุณสมบัติในเฟซบุ๊ก สำหรับคดีนี้มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบอำนาจให้นายอาทิตย์ มานัสสา อดีตนายกฯ อบต. สันโค้ง และเป็นกรรมการมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เข้าแจ้งความดำเนินคดี กรณีที่มีประชาชนแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊ก สืบเนื่องจากการที่ รังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน อภิปรายถึงขบวนการสแกมเมอร์และการฟอกเงิน ซึ่งเชื่อมโยงถึงนักการเมืองสำคัญ ในช่วงการอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล  ร.อ.ธรรมนัส ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าว ระบุว่าได้ดำเนินคดีลักษณะดังกล่าวที่จังหวัดพะเยาประมาณ 600 คดี โดยได้จัดตั้งวอร์รูมไว้ที่จังหวัดพะเยาและนราธิวาส  ต่อมาพบว่าประชาชนหลายคนที่ได้รับหมายเรียก รวมถึงกรณีของแอปเปิ้ล สุภาภรณ์ด้วย ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2568 แอปเปิ้ล สุภาภรณ์ ได้เดินทางจากจังหวัดราชบุรีไปยัง สภ.เมืองพะเยา เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 โดยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พร้อมขอโอนย้ายคดีไปยังจังหวัดราชบุรีที่เป็นภูมิลำเนาของเธอ แต่ตำรวจปฏิเสธคำร้องดังกล่าว วันที่ 24 ก.พ. 2569 พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องคดีนี้ ไปยังพนักงานอัยการจังหวัดพะเยา แอปเปิ้ล สุภาภรณ์ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการจังหวัดพะเยา เนื้อหาสรุปว่าข้อความที่ถูกกล่าวหานี้ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยเป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ทั้งการแจ้งความดังกล่าวมีเจตนาไม่สุจริต มีลักษณะการใช้กระบวนการยุติธรรมในการปิดปาก (SLAPPs) เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน 26 มี.ค. 2569  แอปเปิ้ล สุภาภรณ์ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ขอให้ตรวจสอบว่ากรณีดังกล่าวเข้าข่ายการฟ้องปิดปากประชาชนหรือไม่ และขอให้พิจารณาแนวทางป้องกันสถานการณ์การใช้กฎหมายในลักษณะปิดปากการแสดงความคิดเห็นของประชาชน  ต่อมาช่วงเดือน เม.ย. 2569 ทนายความของธรรมนัสฯ ได้ติดต่อมายังทนายความของแอปเปิ้ล สุภาภรณ์ โดยยื่นข้อเสนอให้ลบโพสต์ในโซเชียลมีเดียที่มีการโพสต์เกี่ยวกับธรรมนัสทั้งหมด และต่อไปไม่ให้โพสต์ถึงธรรมนัสอีก จึงจะดำเนินการถอนการแจ้งความ แต่เนื่องจากแอปเปิ้ล สุภาภรณ์ ไม่สามารถรับข้อเสนอนี้ได้ โดยยืนยันว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงออก โดยเห็นว่าธรรมนัสฯ เป็นนักการเมืองที่สามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ทำให้ยืนยันจะต่อสู้คดีต่อไป  โจทก์กล่าวหาว่า ข้อความที่โพสต์ทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า ร.อ.ธรรมนัส ฯ เคยเป็นผู้ต้องหาคดียาเสพติตที่ออสเตรเลีย วันที่ 21 พ.ค. 2569 พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีนี้ โดยสรุปกล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2568 จำเลยหมิ่นประมาทใส่ความ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า โดยการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ทำให้ประชาชนที่พบเห็นโพสต์ข้อความและภาพดังกล่าว เข้าใจได้ว่าผู้เสียหายเคยถูกดำเนินคดีตกเป็นผู้ต้องหาค้ายาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นคนไม่ดี เคยติกคุกติดตะรางเป็นผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และถูกดำเนินคดีสิ่งผิดกฎหมายที่ร้ายแรงและเป็นข้อหาที่ขัดกับนโยบายของประเทศไทย หลังศาลรับฟ้องไว้ ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัวโดยไม่มีหลักประกัน ระบุคำร้องโดยสรุปว่าจำเลยมารายงานตัวทุกนัดไม่เคยขาด ไม่ปรากฏเหตุที่ศาลจะไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จำเลยเป็นผู้มีรายได้น้อยไม่มีเงินเพียงพอต่อการวางเงินประกันต่อศาล  ต่อมาศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวโดยให้สาบานตัว และหากผิดเงื่อนไขจะปรับเป็นเงินจำนวน 20,000 บาท โดยศาลกำหนดวันนัดพร้อมคดีในวันที่ 13 ก.ค. 2569 เวลา 9.00 น.  จากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่ามีประชาชนที่รับความช่วยเหลือทางกฎหมายในกรณีลักษณะเดียวกันนี้จำนวน 6 ราย โดยก่อนหน้านี้ ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 5 รายได้ตัดสินใจยอมรับข้อเสนอของฝ่าย ร.อ.ธรรมนัส เพื่อแลกกับการถอนคำร้องทุกข์ เพราะได้รับผลกระทบจากการถูกดำเนินคดีในพื้นที่ที่ไกลจากภูมิลำเนา ส่งผลให้ปัจจุบันเหลือเพียงคดีของสุภาภรณ์ที่จำเลยปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว คดีจึงดำเนินกระบวนการต่อไป    * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * สุภาภรณ์ โพธิ์ศรี * ธรรมนัส พรหมเผ่า * ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน * พะเยา * คดีหมิ่นประมาท
dlvr.it
May 26, 2026 at 10:41 AM
‘ธรรมนัส’ บอก รอ กกต.รับรองผลเลือกตั้งก่อน หลังถูกถามปม ‘กล้าธรรม’ ร่วม-ไม่ร่วมรัฐบาล
‘ธรรมนัส’ บอก รอ กกต.รับรองผลเลือกตั้งก่อน หลังถูกถามปม ‘กล้าธรรม’ ร่วม-ไม่ร่วมรัฐบาล See Think Thu, 2026-02-19 - 19:07 19 ก.พ. 2569 เวลา 17.40 น. ตามการรายงานของฐานเศรษฐกิจ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ในประเด็นเรื่องทิศทางของพรรคกล้าธรรมว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลอย่างไรนั้น ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่าต้องรอผลการเลือกตั้งและการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ชัดเจนก่อนว่าการเลือกตั้งสมบูรณ์แบบอย่างไร จึงจะหารือร่วมกันระหว่างว่าที่ สส. และกรรมการบริหารพรรคเพื่อกำหนดจุดยืน  ผู้จัดการออนไลน์รายงานคำพูด ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2562 ตนได้รับการเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2566 ก็ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปี 2567 ปลายๆ ก็ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนั้น การเป็นนักการเมืองของตน ยืนยันว่าพร้อมถูกตรวจสอบ ถ้ามีการตรวจสอบก็พร้อมรับว่าผลจะเกิดอย่างไร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคเราไม่กลัวใครบีบ ใครบีบมาเดี๋ยวสวนกลับ การเมืองไม่มีสวย สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดขณะนี้คือการเลือกตั้ง สส. เป็นห่วงเรื่องนี้มากกว่า บางครั้งเราให้ความสนใจกับการจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่ให้ความสนใจกับที่มาที่ไปการเป็นนักการเมืองต้องเป็นรัฐบาลอย่างเดียวหรือ? เราเป็นนักการเมือง ทุกคนที่ผ่านเข้ามาล้วนเป็นคนที่ประชาชนเลือก คนเราตอนรักกัน น้ำต้มผักก็ว่าหวาน คนที่เป็นนักการเมืองอยากชนะการเลือกตั้ง ส่วนคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอยากเป็นรัฐบาล มีแค่นั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “ในชีวิตผมไม่เคยทะเลาะกับใครก่อน แต่ถ้าใครทะเลาะกับผมก็กลับไปฝันร้าย” พร้อมกล่าวต่อว่า ยืนยันว่าเราไม่ทะเลาะกับใคร ส่วนเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า “เดี๋ยวใครมานั่ง ถ้าไม่ใช่ผมจะรู้สึก นั่งในห้องแอร์อย่างเดียวไม่ได้ เพราะต้องปฏิบัติ การขายอะไรต่างประเทศไม่ง่าย เพราะทุกอย่างที่ขายตนขายเองเซ็นเอง อย่าเข้าใจว่าเป็นกระทรวงพาณิชย์ทำ” ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า เกษตรเป็นสินค้าเทคนิค ต้องไปเจรจาโดยทูตเกษตร แต่ละกรมที่ดูแลสินค้าประเภทนั้นต้องชี้แจง กว่าจะจบไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นปศุสัตว์ ประมง พืช ต้องใช้เทคนิค ไม่ใช่ให้ทูตพาณิชย์ไปคุยแล้วจบ พร้อมยืนยันว่าไม่อยากให้กระทรวงเกษตรเกิดสุญญากาศทางการเมือง เพราะต้องทำงานต่อเนื่อง มิเช่นนั้น พี่น้องเกษตรกรเดือดร้อน ภท.เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ หนุนอนุทิน 19 ก.พ. 2569 ช่วงเที่ยงวันนี้ เว็บไซต์พรรคภูมิใจไทยระบุว่า ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ว่าที่ สส.นครราชสีมา แถลงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล นางสาวแนน บุณย์ธิดาระบุว่า วันนี้ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจาก 2 พรรคการเมือง รวม 14 เสียง เพื่อสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้ติดต่อนายอุดมเดช รัตนเสถียร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย จำนวน 2 ท่าน และนายราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ จำนวน 1 ท่าน ด้าน นายอุดมเดช กล่าวว่า ได้รับการประสานงานจากนายทรงศักดิ์และในฐานะที่เป็นคนคุ้นเคยกันจึงเห็นว่าควรเดินหน้าสนับสนุนรัฐบาลที่เข็มแข็งเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศ เช่น เศรษฐกิจ และความมั่นคงชายแดน เมื่อผลคะแนนออกมาชัดเจนแล้วว่าพรรคใดได้เสียงข้างมากเราก็พร้อมสนับสนุน ขณะที่ นายราเชน กล่าวว่า เราเคารพกติกาเสียงข้างมากและต้องสนับสนุนผู้ที่ทีเสียงมากที่สุดในการเป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาล แม้พรรคทางเลือกใหม่มีเพียง 1 เสียง แต่ก็ยินดีสนับสนุนตามหลักสากลให้นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี * ข่าว * การเมือง * เลือกตั้ง 2569 * พรรคกล้าธรรม * พรรคภูมิใจไทย * ธรรมนัส พรหมเผ่า
dlvr.it
February 19, 2026 at 12:39 PM
'ตู่ ไม่อยู่ หนู ร่าเริง' ส่องเบื้องหลัง 'ภูมิใจไทย-กล้าธรรม' ผงาดเลือกตั้งภาคใต้
'ตู่ ไม่อยู่ หนู ร่าเริง' ส่องเบื้องหลัง 'ภูมิใจไทย-กล้าธรรม' ผงาดเลือกตั้งภาคใต้ รายงาน: ณัฐพล เมฆโสภณ XmasUser Tue, 2026-02-10 - 13:54 'อภิสิทธิ์' คืนจอ เกิดกระแส 'ฟ้าคืนใต้' ก็แล้ว กระแสวิจารณ์การจัดการ 'น้ำท่วมหาดใหญ่” ก็แล้ว แต่พรรคภูมิใจไทย นำโดยอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ยังสามารถผงาดขึ้นมาเป็นพรรคที่สามารถครองใจคนใต้ได้สำเร็จ  ทำนองเดียวกับพรรคกล้าธรรม ของผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า เจ้าของสโลแกน 'ทำดีกว่าพูด' แม้จะเป็นพรรคน้องใหม่ประจำการเลือกตั้ง แต่ก็สามารถคว้าชัยชนะมาเป็นอันดับ 2 ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนปาร์ตีลิสต์ถล่มทลาย ส่วนพรรคประชาชน 'อาจจะยังน้า' เรื่องปักธงภาคใต้ ซึ่งสะท้อนผ่านคะแนนปาร์ตีลิสต์ และ สส.เขต ที่ต่างลดลง ผลการเลือกตั้งปี’69 สะท้อนนัยยะทางการเมืองอย่างไร ประชาไท ร่วมคุยไปกับ อาจารย์เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งภาคใต้  * ทำไมพรรคภูมิใจไทยสามารถครองแชมป์การเลือกตั้งภาคใต้ * การหายไปของ ‘ประยุทธ์’ ทำให้ ‘อนุทิน’ ได้คะแนนมากขึ้นอย่างไร * กระแส “ฟ้าคืนใต้” ของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ดีพอที่จะแย่งที่นั่ง ภท. ? * ทำไม “กล้าธรรม” ได้ที่นั่งทางภาคใต้จำนวนมาก * เหตุผลที่พรรคประชาชน ยังเจาะภาคใต้ไม่สำเร็จ   ผลเลือกตั้ง'69 ชี้ "ภูมิใจไทย" ผงาดภาคใต้  ข้อมูลจากเว็บไซต์ สำนักข่าว The Standard เมื่อ 10 ก.พ. 2569 เมื่อเวลา 14.00 น. ผลการเลือกตั้ง สส.เขตภาคใต้ ปี 2569 จำนวน 59 ที่นั่งอย่างไม่เป็นทางการ ผลปรากฏว่า   * พรรคภูมิใจไทย ได้จำนวน 31 ที่นั่ง หรือเกินครึ่งของ สส.เขตทั้งหมดในภาคใต้ สำหรับเขตจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ สส. ยกจังหวัด มีจำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร (3 เขต) ระนอง (1 เขต) สุราษฎร์ธานี (7 เขต) กระบี่ (3 เขต) และสตูล (2 เขต) * พรรคกล้าธรรม (กธ.) แม้ว่าจะเป็นพรรคน้องใหม่ แต่ได้ไปถึง 12 ที่นั่ง * พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เคยครองเสียงข้างมากในภาคใต้ ปี 2569 ได้ไป 9 ที่นั่ง ผลการเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ ภาคใต้ 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 2,114,147 คะแนน (เมื่อปี 2566 ได้ 435,485 คะแนน หรือเพิ่มขึ้น 1,678,662 คะแนน) และได้คะแนนปาร์ตีลิสต์มากสุดใน จ.ตรัง ซึ่งเป็นบ้านของนายหัว ชวน หลีกภัย  2. พรรคประชาชน จำนวน 947,796 คะแนน (ปี 2566 สมัยยังเป็นพรรคก้าวไกล ได้ 1,590,977 คะแนน หรือลดลง 643,181 คะแนน) 3. พรรคภูมิใจไทย จำนวน 607,596 คะแนน (ปี 2566 ได้ 217,722 คะแนน หรือเพิ่มขึ้น 389,874 คะแนน) 'กระแสรักชาติ-บ้านใหญ่-ปกป้องสถาบันฯ' 3 ปัจจัย ภท.วื่งฉิว  ทำไมพรรคภูมิใจไทยสามารถคว้าที่นั่งในพื้นที่ภาคใต้ได้เยอะขนาดนี้ อาจารย์เอกรินทร์ อธิบายว่ามันมี 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ 1. การเล่นการเมืองบ้านใหญ่ 2. การหายไปของประยุทธ์ จันทร์โอชา การชูประเด็นชาตินิยม-ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และ 3. การเมืองวัฒนธรรมของคนใต้ ที่ให้ความสำคัญกับสถาบันหลักของชาติ เอกรินทร์ มองว่า ปัจจัยแรกที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงมากขนาดนี้ คือพรรคภูมิใจไทยเล่นการเมือง “บ้านใหญ่” ได้ดีมากๆ และเข้าถึงประชาชน สนามเลือกตั้งที่เซอร์ไพร์สมากที่สุดคือในจังหวัดปัตตานี เพราะจากเดิมเมื่อปี 2566 พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ สส.เลยสักคนเดียว แต่ในปี 2569 ได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 4 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 5 ที่นั่ง) ถือว่าเยอะมาก และอีกเขตหนึ่งที่แพ้ให้พรรคกล้าธรรม ก็แพ้ไม่ห่างคือประมาณ 4,000 คะแนน ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้มากขนาดนี้  “เขาเอามาได้ก็เพราะเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายก อบจ. ปัตตานี แต่เขาจะไม่ได้ออกหน้า แต่จะอยู่ข้างหลัง” เอกรินทร์ ระบุ ส่วนเขตอื่นๆ อีก 30 เขตภาคใต้ เอกรินทร์ มองว่าไม่พลิกโผ หากประเมินจากบ้านใหญ่  เมื่อสอบถามว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยสามารถดึงเอาขุมกำลังบ้านใหญ่ไปร่วมได้มากขนาดนี้ เอกรินทร์ มองว่า ต้องย้อนกลับไปถึงตอนที่อนุทิน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จากข้อตกลง MOA ที่ทำกับพรรคประชาชน ซึ่งเวลาแค่ 2 เดือนที่อนุทิน มีอำนาจ สามารถโยกย้ายข้าราชการเอาเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมันส่งผลต่อการเลือกตั้งมากๆ ไม่ว่าจะนายอำเภอ หรือตำแหน่งอื่นๆ ซึ่งหมายความว่าบ้านใหญ่เขาก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าใครถืออำนาจรัฐ เราต้องไปอยู่ตรงนั้น เพราะมันจะได้เปรียบในการเลือกตั้ง  “พวกบ้านใหญ่ คือ นักเลือกตั้ง มันจะจมูกไว รู้อยู่แล้วใครได้เปรียบ ช่วงชิงจะมีการเลือกตั้ง และเขาอ่านถูกด้วย ซึ่งต่างจากการเมืองกระแส คือมันเป็นการเมืองแบบเข้าใจพื้นที่ และเข้าใจว่าอำนาจรัฐจะช่วยเขา” เอกรินทร์ กล่าว  ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพบข้อมูลด้วยว่า ย้อนไปเมื่อ 10 ม.ค. 2569 ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย เคยเปิดเผยข้อมูลว่า ระยะเวลา 2 เดือนที่อนุทิน นั่งตำแหน่งนายกฯ และ รมว.กระทรวงมหาดไทย มีการโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการมหาดไทย จำนวน 400 คน และการโยกย้ายตำแหน่งนายอำเภออย่างผิดปกติในพื้นที่ของจังหวัดที่มีการย้ายพรรค วันที่ 8 ม.ค. 2569 หรือก่อนการเลือกตั้ง 1 เดือน อนุทิน ได้มีการย้ายและแต่งตั้งนายอำเภอรอบใหญ่อีกครั้งหนึ่ง จำนวน 236 คน ปลัดจังหวัด 6 คน ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง 1 คน และผู้อำนวยการสำนักกิจการความมั่นคงภายใน ศึกษิษฐ์ ระบุเพิ่มว่า หากดูในรายละเอียดจะพบว่าการโยกย้ายครั้งนี้ นายอำเภอจำนวน 108 คน เป็นการโยกย้ายระหว่างอำเภอ ไม่ได้เป็นการเลื่อนต่ำแหน่ง จึงไม่น่ามีเหตุผลหรือความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเปลี่ยนผู้บริหารอำเภอโดยเฉพาะช่วงใกล้วันเลือกตั้ง นอกจากนี้ ในคำสั่งโยกย้ายนายอำเภอมีการระบุให้มาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ใหม่ 19 ม.ค. จึงอาจจะกระทบกับการเตรียมเลือกตั้งและการทำประชามติอย่างมีนัยยะสำคัญ และในตำแหน่งปลัดจังหวัด ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของนายอำเภอภายในจังหวัดนั้นๆ 4 คนจาก 6 คน เป็นการโยกย้ายจังหวัดในภาคใต้ ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง และ ปัตตานี (3 ใน 4 เป็นจังหวัด ยกเว้นสงขลา เป็นจังหวัดที่ ภท.ชนะยกจังหวัด) ชาตินิยม-'ประยุทธ์' หายไป ทำให้คะแนน ภท.เพิ่มขึ้น เอกรินทร์ ระบุต่อว่า ปัจจัยที่ 2 การออกจากการเมืองของอดีตนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกอบกับกระแสชาตินิยม จากประเด็นข้อพิพาทไทย-กัมพูชาที่ต่อเนื่องมาจากปี 2568 และก็พิพัฒน์ รัชกิจประการ ก็มาบอกว่า ‘ให้เลือกพรรครักชาติ’ ทำให้คะแนนจากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ไหลลงไปที่พรรคภูมิใจไทยจำนวนมาก    ภาพเมื่อ 4 ม.ค. 2569 ระหว่างที่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ซ้าย) พบกับอนุทิน ชาญวีรกูล (ขวา) นายกรัฐมนตรี ระหว่างไปกราบสักการะสมเด็จพระสังฆราช ขอพรปีใหม่ 2569 (ที่มา :สำนักข่าวไทย) ปัจจัยที่ 3 คือเรื่องการเมืองวัฒนธรรมของคนภาคใต้ ไว้ใจกับการเมืองที่ยังยึดโยงกับชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทำให้พรรคภูมิใจไทยที่มีความใกล้ชิดกับชนชั้นนำ และสถาบันกษัตริย์ ได้คะแนนจุดนี้ไป  อาจารย์เอกรินทร์ มองว่า การเมืองเชิงวัฒนธรรมลักษณะนี้สะท้อนผ่านคะแนนลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะประชาชนภาคใต้มีสัดส่วนออกเสียงประชามติ “ไม่เห็นด้วย” เยอะที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะภาคใต้ตอนบน จังหวัดติดอ่าวไทย และฝั่งทะเลอันดามัน  รูปกับ ร.10 ช่วย ภท.โค้งสุดท้าย ? หลายคนสงสัยมากกว่ากรณีที่มีภาพเผยแพร่ออกมาว่า อนุทิน และผู้บริหารกระทรวงการคลัง เข้าเฝ้าในหลวง รัชกาลที่ 10 หนึ่งวันก่อนการเลือกตั้งพอดิบพอดี เรื่องนี้มีผลกับการเลือกตั้งภาคใต้หรือไม่ ถ้าเราดูต่อจากเรื่องการเมืองวัฒนธรรม อาจารย์เอกรินทร์ ให้ความเห็นประเด็นนี้ว่า มันสะท้อนให้เห็นว่า ภท.มีความใกล้ชิดกับสถาบันกษัตริย์ สถาบันกษัตริย์มีความสัมพันธ์กับการเมือง ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานรูทีนหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้จะส่งผลต่อการเลือกตั้ง 2 ประการ คือ  * พรรคประชาธิปัตย์ แน่นอนเพราะว่าเป็นพรรคอนุรักษนิยมเหมือนกัน มันทำให้คนที่จะเลือกประชาธิปัตย์อาจเปลี่ยนใจมาเลือก ภท.แทน * มันเหมือนเป็นการสร้างความมั่นใจว่า ภท.เป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง และทำให้คนกล้าเลือกมากขึ้นด้วย  ทั้งนี้ ย้อนไปเมื่อ 23 มี.ค. 2562 ข่าวในพระราชสำนักเคยเผยแพร่ประกาศสำนักพระราชวัง ในหลวง รัชกาลที่ 10 โปรดเกล้าฯ อัญเชิญพระบรมราโชวาทของรัชกาลที่ 9 ซึ่งกลุ่มในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 โดยมีใจความว่า “ให้ส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อน วุ่นวาย” ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งปี 2562 เพียง 1 วันเช่นเดียวกับการเลือกตี้ครั้งนี้  อนุทิน เข้าเฝ้ารัชกาลที่ 10 เมื่อ 7 ก.พ. 2569 หรือ 1 วันก่อนการเลือกตั้งพอดิบพอดี (ที่มา: เว็บไซต์ สำนักพระราชวัง) คนทำงานท้องถิ่นยังคงเป็นกลจักรสำคัญ ต่อประเด็นที่สื่อถามว่าอะไรเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนทำงานท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ครูสอนศาสนา หรืออื่นๆ ถึงมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง หรือชักชวนให้คนเลือกพรรคการเมืองต่างๆ ได้ เอกรินทร์ มองว่า คนทำงานท้องถิ่นหรือ อสม.เขาอยู่ใกล้ชิดในพื้นที่ น้ำท่วม ไฟไหม้ ลูกคลอด กลไกเหล่านี้เข้าถึงได้หมด มันเป็นเรื่องการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงานกับคนท้องถิ่น และเมื่อคนกลุ่มนี้มาเป็นหัวคะแนน และเป็นความสัมพันธ์กับคนในพื้นที่ขึ้นมา ชาวบ้านเขาก็จะเลือกโดยอิงกับตัวบุคคล ไม่ได้ขึ้นกับพรรคการเมือง ใครเคยช่วยเหลือกัน พอมาขอคะแนนอาจจะ 5 หรือ 10 คะแนนกันก็ให้ ซึ่งชาวบ้านเขาโหวตกันแบบนี้จริงๆ  เอกรินทร์ มองว่า ถ้าพูดแบบตรงๆ ภท.เขาก็มีหัวคะแนนธรรมชาติ ไม่อยากให้คิดว่าเขาจ่ายเงินทั้งหมด เพราะเงินไม่ใช่ตัวตัดสินว่าผู้ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ใช้เงินเยอะ ซึ่งถ้าเรามองแบบนี้จะไม่เห็นมิติ (ไดนามิก) อื่นๆ เลย คำอธิบายก็คือว่ามันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน หรือมนุษย์กับมนุษย์  “ภูมิใจไทยเขาไม่ได้สร้างหัวคะแนนธรรมชาติแบบนั้นหรอก แต่คนที่อยู่กับภูมิใจไทย มันมีความสัมพันธ์กับคนในท้องถิ่นท้องที่ “สมมติว่าเราเทียบ อสม.กันรายเขต และอีกพรรคที่เราสมาทานใครมีเงินเยอะกว่าจะชนะ ซึ่งคนที่มีกระสุนเยอะมากๆ คือพรรคกล้าธรรม แต่ทำไมบางเขตพรรคกล้าธรรมแพ้หลายพื้นที่ให้กับภูมิใจไทยในภาคใต้ ฉะนั้นเงิน 2,000 , 3,000 จ่ายแน่ๆ แต่มันมีมากกว่านั้น” เอกรินทร์ ระบุ  น้ำท่วมหาดใหญ่ส่งผลกระทบ ภท. ? เรียกว่าหลังยุบสภาฯ เกิดน้ำท่วมหนัก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลอนุทินเองก็ถูกวิจารณ์หนักเรื่องการจัดการปัญหาภัยพิบัติ ฉะนั้น คำถามของสื่อคือเรื่องน้ำท่วมหาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงภูมิใจไทยหรือไม่ ในมุมมองของอาจารย์จาก ม.อ.ปัตตานี เอกรินทร์ มองว่ามีผล เพราะถ้าเราดูเขตอำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งตรงกับเขตที่ 2 ผลเลือกตั้ง สส.เขตออกมา ก็เป็นจูรี นุ่มแก้ว จากพรรคประชาธิปัตย์ที่เอาชนะไปได้ ทั้งที่แชมป์เก่าในเขตนี้คือ ศาตรา ศรีปาน พรรคภูมิใจไทย (ผลคะแนนตอนนี้อยู่ที่ 3)  สำหรับในพื้นที่จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ได้เขตที่ 3 และ 4 เอกรินทร์ มองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไม่พอใจ ‘โกหนอ’ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ ตระกูลบ้านใหญ่เมืองตรัง ซึ่งเคยอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน แต่เลือกตั้งครั้งล่าสุดย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ไม่พอวันประกาศย้ายพรรค โกหนอก็ไปเปิดตัวที่หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ทำให้คนไม่ชอบ แต่นอกเหนือจากประเด็นของโกหนอแล้ว เขามองว่าคนทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำได้ดี และได้กระแสอภิสิทธิ์ หนุนเสริมเข้าไป ก็ทำให้สามารถคว้าที่นั่งเขต 3-4 ตรังไปได้   “ตอนแรกผมเข้าใจว่าภูมิใจไทยได้ สส. 3 คน แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2 คน โดยไปแพ้เขต 3 คำอธิบายของผมก็คือกระแสคุณอภิสิทธิ์ และกระแสไม่เอาบ้านใหญ่กินรวบ เพราะว่า อบจ.เป็นของตระกูลโล่สถาพรพิพิธแล้ว” เอกรินทร์ กล่าว  ลุงตู่ไม่อยู่ ลุงพีก็ไม่เอา ก่อนหน้านี้ อาจารย์เอกรินทร์ ประเมินว่า การที่พรรคภูมิใจไทยสร้างฐานเสียงในภาคใต้ เพราะการถอยออกจากวงการการเมืองของประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนใต้ไม่เลือกพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (ลุงพี) หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นพรรค “DNA ลุงตู่”  ประเด็นนี้เอกรินทร์ มองว่าเป็นเพราะว่าไม่มีประยุทธ์ เลยคะแนนตก เหตุผลมีแค่นั้น ส่วนพีระพันธุ์ ไม่น่าจะสู้ภาคใต้ไหว เพราะคนใต้ไม่น่าจะรู้จักลุงพี ทำให้คะแนนไหลไปลงที่พรรคภูมิใจไทยแทน ปาร์ตีลิสต์ ปชป.นำอันดับ 1 เพราะ ‘มาร์ค’ คืนรัง อาจารย์ ม.อ.ปัตตานี มองว่าของพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนจากกระแสอภิสิทธิ์ คืนรัง โดยสังเกตได้จากคะแนนเสียงปาร์ตีลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ขยับขึ้นแบบก้าวกระโดด  “ปาตรีลิสต์ 12 คนที่ได้มา นี่เป็นเพราะอภิสิทธิ์ล้วนๆ”  “ประชาธิปัตย์มาจากกระแสล้วน ไม่มีใครมาซื้อคะแนนปาร์ตีลิสต์กัน และตอนนี้ประชาธิปัตย์ได้อยู่ 10 เขตที่ได้มา ก็จะเป็นเขตที่บ้านใหญ่ของเดชเดโช (เขตนครศรีธรรมราช) แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลก็ไม่ถือว่าใช้กระสุนเป็นธงนำ กรณีของจูรี มาจากกระแสแน่ๆ แต่เขตอื่นก็ยังใช้ทั้งกระสุน และกระแสบ้าง” เอกรินทร์ กล่าว  อาจารย์เอกรินทร์ ชวนคุยด้วยว่า ตอนแรกประเมินว่าพรรคประชาธิปัตย์น่าจะได้คะแนนปาร์ตีลิสต์ ประมาณ 3 ล้านเสียง แต่ ณ ปัจจุบัน ตอนสัมภาษณ์ คะแนนขยับพุ่งเกิน 3.6 ล้านเสียงแล้ว เลยจะ ‘ขอมอบตัว’ สารภาพผิดบนหน้าเฟซบุ๊ก เพราะว่าประเมินผิด หลังจากนี้ น่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของพรรคประชาธิปัตย์ เอกรินทร์ ให้ทัศนะว่า ตัวของอภิสิทธิ์ ต่อไปน่าจะเล่นเกมยาว เพราะว่าเขาอยากทำงานเชิงนโยบาย หรือเชิงกระแส มากกว่าเล่นการเมืองแบบบ้านใหญ่ เพราะฉะนั้น ต้องใช้เวลาในการสร้างฐานเสียง หรือทำงานในพื้นที่  เวทีปราศรัยใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ ที่จังหวัดสงขลา เมื่อ 2 ก.พ. 2569 (ที่มา เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาธิปัตย์) ‘สส. 888’ ไม่กระทบคะแนนเสียงพรรคกล้าธรรม ? อะไรคือปัจจัยที่ทำให้พรรคกล้าธรรมได้คะแนน สส.เขต มากเป็นอันดับ 2 ในแดนใต้ เอกรินทร์ มองว่า มี 2 ส่วน ประกอบด้วย   1. มาจากการย้ายพรรคของ สส.พรรค ปชป. มาอยู่กับพรรคกล้าธรรมของร้อยเอกธรรมนัส อย่างกรณีของ ‘สุรินทร์ ปาณาเร่’ 2. การเอา สส.ที่ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ของการเลือกตั้งปี 2566 หรือมีฐานเสียงอยู่บ้างแล้ว และมาบวกกับทรัพยากรหรือกระสุนของพรรคกล้าธรรม ทำให้พวกเขาชนะการเลือกตั้ง   เอกรินทร์ มีข้อสังเกตด้วยว่า ถ้านับเฉพาะคะแนนปาร์ตีลิสต์ของพรรคกล้าธรรมจะสะท้อนว่า กธ.ไม่ใช่พรรคกระแสหรือพรรคนโยบาย เพราะว่าคะแนนบัญชีรายชื่อได้เพียง 6 แสนคะแนนเท่านั้น สวนทางกับคะแนน สส.เขต ที่ตอนนี้ขึ้นไปถึง 4 ล้านคะแนนแล้ว  ก่อนหน้านี้มีกระแสวิจารณ์ สส.พรรคกล้าธรรม ว่ามีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา หรืองานผิดกฎหมาย จนโลกออนไลน์ตั้งชื่อเล่น สส.กลุ่มนี้ว่า “สส. 888” เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงพรรคกล้าธรรมหรือไม่ อาจารย์ ม.อ.ปัตตานี มองว่าไม่มีผล เพราะประชาชนเขาเลือกคนที่ทำงานในท้องที่มากกว่าดูที่พรรคอย่างเดียว และสังเกตได้จากป้ายหาเสียงของ กธ.ด้วย ซึ่งจะเห็นว่าไม่มีรูปปธรรมนัสในป้ายในภาคใต้   “เราจะสังเกตได้ว่าป้ายหาเสียงของพรรคกล้าธรรม ไม่มีรูปคุณธรรมนัสเลยในภาคใต้ ธรรมดาหัวหน้าพรรคกับผู้สมัครในป้ายหาเสียง แต่ภาคใต้ไม่ค่อยมีภาพคุณธรรมนัสยืนหราอยู่ และเบอร์เล็กมาก” เอกรินทร์ กล่าว  แผ่นพับหาเสียงเลือกตั้งของ 'สจ.เสือ' วงศ์วชร ขาวทอง พรรคกล้าธรรม (ที่มา เพจเฟซบุ๊ก สจ.เสือ วงศ์วชร ขาวทอง) เหตุใด ปชน.ยังปักธง 'ส้ม' ในภาคใต้ไม่ไหว  มาถึงคิวแชมป์เก่าเลือกตั้งปี 2566 มาปีนี้ (2569) ผลงานของพรรคประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เหมือนยังไม่กระเตื้องขึ้น แถมได้คะแนน สส.เขต และปาร์ตีลิสต์น้อยถอยลง ซึ่งอาจสัมพันธ์กับจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เดิมปี 2566 พรรคประชาชน (พรรคก้าวไกลเดิม) ได้ สส.เขตในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 3 เขต หรือก็คือได้ภูเก็ตยกจังหวัด  ต่อมา ปี 2569 ได้ สส.เขตน้อยลง 1 ที่นั่ง เหลือเพียง 2 ที่นั่งคือพื้นที่ เขต 1-2 ของจังหวัดภูเก็ต  ส่วนคะแนนปาร์ตีลิสต์ของพรรคประชาชน เฉพาะภาคใต้ เทียบระหว่างปี 2566 และ 2569 พบว่าได้น้อยลงเช่นเดียวกัน  อ.เอกรินทร์ ระบุว่า ถ้าสังเกตคะแนน สส.เขตที่ 1-2 ภูเก็ตของพรรคประชาชนชนะฉิวเฉียดมากๆ โดยเฉพาะเขต 1 สาเหตุเพราะพรรคอนุรักษนิยมตัดคะแนนกันเอง ระหว่าง ปชป. กธ. และ ภท. โดยได้ไปพรรคละ 1 หมื่นกว่าคะแนน ส่วนของพรรคประชาชน ได้คะแนนที่ 1.8 หมื่นคะแนน อาจารย์รัฐศาสตร์ เสริมว่า สาเหตุที่ทำให้คะแนนภาคใต้พรรคประชาชนไม่กระเตื้องมี 2 สาเหตุ คือ  * ปัญหาคลาสสิกเลยก็คือตัวผู้สมัคร สส. ยังไม่ได้โดดเด่นมากเพียงพอและชนกับพลังของบ้านใหญ่ไม่ไหว * ขุนพลพรรคประชาชนน้อยเกินไป รวมถึงอุดมการณ์และความใกล้ชิดคนใต้ของพรรคประชาชนแทบไม่มีเลย ล่าสุดเพิ่งมามีคือ ‘ลิซา’ ภคมน หนุนอนันต์ นอกนั้นไม่มีความเชื่อมโยงกับคนใต้ในความหมายทางการเมือง ปัญหานี้เป็นปัญหาเดียวกับพรรคเพื่อไทย เอกรินทร์ มองว่า ถ้าอยากแก้ไขปัญหา พรรคประชาชนต้องมีความสัมพันธ์กับคนใต้ให้มากกว่านี้ ต้องหาคนหรือทำงานที่เชื่อมโยงกับคนในท้องถิ่นให้มากกว่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องต้องใช้เวลา ถอดบทเรียน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ แต่ถ้าวันไหนสามารถเปลี่ยนภาคใต้ ภูมิทัศน์การเมืองไทยก็จะเปลี่ยนตาม  ต่อประเด็นที่ถามว่าจุดยืนเรื่องประเด็นโครงสร้างและสถาบันพระมหากษัตริย์ของพรรคประชาชนมีส่วนหรือไม่ที่ทำให้คนภาคใต้ไม่เลือก อาจารย์ ม.อ.ปัตตานี มองว่า มีผลด้วยทำให้คนใต้มีความรู้สึกว่าไม่ตรงอุดมการณ์ ไม่ตรงจริตทางการเมือง และวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับสถาบันหลักของชาติ  “ไม่ใช่ว่าแสดงตัวตนว่ารักชาติแบบจะชนะคนใต้ แบบอนุทิน แต่เป็นหน้าที่พรรคการเมือง การทำงานทางความคิด และจะขายอะไรกับคนใต้ ในความหมายว่า จะอธิบายตัวตนอย่างไร” อาจารย์รัฐศาสตร์ ระบุ อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าฐานคนรุ่นใหม่ในภาคใต้ของ ปชน.อาจจะยังแข็งอยู่ อาจารย์เอกรินทร์ มองว่า คนรุ่นใหม่ทางภาคใต้ โดยเฉพาะคนที่เติบโตมากับการเลือกตั้ง 3 ครั้งหลังสุด (ปี 2562 , 2566, และ 2569) น่าจะเลือกพรรคประชาชนเป็นหลัก และไม่น่าจะแตกต่างจากที่อื่นๆ อย่างมีนัยยะสำคัญ ท้ายที่สุด ชวนมองอนาคตกันว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถขึ้นมาทดแทนพรรคประชาธิปัตย์ และรวมไทยสร้างชาติได้นานขนาดไหน อาจารย์เอกรินทร์ มองว่า การผงาดขึ้นของพรรคภูมิใจไทย เป็นเพราะฝ่ายอนุรักษนิยมตัดสินใจแล้วว่าจะให้ ภท.ถือธงนำในการเลือกตั้งปี 2569 และมาพร้อมกับการเสริมพลัง “การคงอยู่ของชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย จากอันดับ 3 ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ผมคิดว่ามันสะท้อนให้เห็นว่า ภูมิทัศน์ทางการเมืองตอนนี้มันเอียงขวา ถ้าเรามองว่าฝั่งที่ซ้าย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย ถ้าเรารวมไปด้วย ยังได้ สส.ไม่ถึง 200 คนเลยรวมกัน แต่ทั้งสภาฯ เอียงขวาไป 300 กว่าเสียง ถ้าเราดูผลผลิตการเลือกตั้งครั้งนี้” เอกรินทร์ กล่าว  * รายงานพิเศษ * การเมือง * เลือกตั้ง'69. พรรคภูมิใจไทย * พรรคกล้าธรรม * พรรคประชาธิปัตย * ประยุทธ์ จันทร์โอชา * พรรคประชาชน * พรรครวมไทยสร้างชาติ * อนุทิน ชาญวีรกูล * ภาคใต้ * สงขลา * ปัตตานี * ตรัง * นครศรีธรรมราช * เอกรินทร์ ต่วนศิริ
dlvr.it
February 10, 2026 at 8:04 AM
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 2-8 ก.พ. 2569
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 2-8 ก.พ. 2569 auser15 Mon, 2026-02-09 - 12:31 กรมประมง จัดทำแนวทางต่ออายุหนังสือคนประจำเรือสำหรับต่างด้าว นายประเทศ ซอรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่ากรมขับเคลื่อนนโยบาย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ เร่งยกระดับอุตสาหกรรมการประมงของไทยให้มีความเข้มแข็ง ด้วยการแก้ไขปัญหาแรงงานภาคประมงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยได้จัดทำแนวทางการออกหนังสือคนประจำเรือสำหรับคนต่างด้าว (Seabook) ให้สอดรับกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังกล่าว เพื่อให้แรงงานภาคประมง สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยให้ดำเนินการ ดังนี้ 1. เปิดให้ใช้ใบรับคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานและใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมเป็นเอกสารแทนใบอนุญาตทำงาน ประกอบกับเอกสารหลักฐานอื่นตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการออกหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการประมง ยื่นขอหนังสือประจำเรือสำหรับคนต่างด้าว (Seabook เล่มสีเขียว) ได้ ณ สถานที่รับคำขอ (สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร และสำนักงานประมงจังหวัด 22 จังหวัดชายทะเล) โดยให้มีอายุตามระยะเวลาการอนุญาตทำงาน 2. เมื่อคนต่างด้าวได้รับใบอนุญาตทำงานแล้ว ให้นำมายื่นประกอบปรับปรุงข้อมูลหนังสือคนประจำเรือสำหรับคนต่างด้าว กรณีที่มีใบอนุญาตทำงาน (Seabook เล่มสีเขียว) ณ สถานที่รับคำขอ (สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร และสำนักงานประมงจังหวัด 22 จังหวัดชายทะเล) ให้สอดคล้องกับใบอนุญาตทำงานด้วย ตามที่ กระทรวงแรงงานเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถนำแรงงานต่างด้าวกลุ่มที่ 1 จำนวน 3 สัญชาติ ได้แก่ ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งได้รับอนุญาตทำงานถึงวันที่ 31 มี.ค.2569 สามารถยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตเพื่อทำงานในประเทศไทยถึงวันที่ 31 มี.ค.2570 แรงงานต่างด้าวกลุ่มที่ 2 จำนวน 2 สัญชาติ ได้แก่ ลาว และเวียดนาม ซึ่งได้รับอนุญาตทำงานถึงวันที่ 13 ก.พ.2569 สามารถขอยื่นต่ออายุใบอนุญาตเพื่อทำงานได้ถึงวันที่ 13 ก.พ.2570 อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำว่า ชาวประมงที่ประสงค์จะนำแรงงานกลุ่มดังกล่าวทำงานในเรือประมง ต้องไปดำเนินการขอรับการตรวจอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยและดำเนินการ ตามประกาศกระทรวงแรงงานให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อไป มิเช่นนั้น หากการอนุญาตทำงานหรืออนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลง จะส่งผลให้หนังสือคนประจำเรือสิ้นอายุด้วย หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานประมงจังหวัด สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือกองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตร กลุ่มกิจการแรงงานในภาคประมง โทรศัพท์ 06-6114-5077 หรือที่ Facebook Page : กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ https://www.facebook.com/fishmanagement ที่มา: ข่าวสด, 9/2/2569 ประกันสังคมแจงปมตัวเลขข้อมูลเงินชราภาพในแอป SSO Plus ใหม่ไม่เหมือนเดิม สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ชี้แจงกรณีผู้ประกันตนตรวจสอบข้อมูลเงินชราภาพในแอปพลิเคชัน SSO Plus แล้วพบว่ายอดเงินสะสมไม่สอดคล้องกับข้อมูลเงินชราภาพเดิมว่า จากการตรวจสอบพบว่าสาเหตุเกิดได้จากหลายกรณี ได้แก่ เช่นผู้ประกันตนอยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศลดอัตราเงินสมทบในบางช่วงเวลา เช่น ได้แก่ กรณีวิกฤตอุทกภัยน้ำท่วมที่มีการลดอัตราเงินสมทบเป็นบางพื้นที่ กรณีโควิด-19 กรณีช่วงประสบสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้ประกันตนมีประวัติการทำงานกับนายจ้างหลายรายในช่วงเวลาเดียวกัน และผู้ประกันตนตนที่มีสถานะเป็นผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33 และมาตรา 39 ภายในเดือนเดียวกัน ซึ่งระบบเดิมของแอปพลิเคชัน SSO Plus ไม่ได้นำข้อมูลเหล่านี้มาคำนวณเพื่อแสดงผล นอกจากนี้ สำนักงานประกันสังคมได้ปรับรูปแบบการแสดงผลให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นระบบ e-Self Service แอปพลิเคชัน ทางรัฐ หรือช่องทางอื่นๆ เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้องและสอดคล้องกัน ทั้งนี้ การแสดงข้อมูลเงินสมทบกรณีชราภาพบนแอปพลิเคชัน SSO Plus คำนวณมาจากเงินสมทบกรณีชราภาพจากผู้ประกันตน 3% และนายจ้าง 3% รวมเป็น 6% ตัวอย่างเช่น ผู้ประกันตนที่มีค่าจ้าง 15,000 บาท จะส่งเงินสมทบกรณีชราภาพรวมทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเดือนละ 900 บาท เป็นต้น ซึ่งระบบแอปพลิเคชัน SSO Plus ใหม่ มีการนำช่วงเวลาที่มีการลดอัตราเงินสมทบจะมีการคำนวณเงินสมทบชราภาพลดลงตามสัดส่วนที่มีการลดอัตราเงินสมทบ เช่น เงินสมทบงวดเดือนพฤษภาคม 2565 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2565 มีการจัดเก็บเงินสมทบ 1% โดยแบ่งเป็นเงินสมทบกรณีชราภาพ 0.05 % ผู้ประกันตนที่มีค่าจ้าง 15,000 บาท จะมีเงินสมทบสะสมกรณีชราภาพเดือนละ 7.50 บาท รวมสองฝ่ายสะสมเงินสมทบชราภาพ 15 บาท เป็นต้น สำหรับหลักเกณฑ์ในการรับสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ ผู้ประกันตนต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนและมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยผู้ที่ส่งเงินสมทบไม่ถึง 180 เดือน จะได้รับเป็นบำเหน็จชราภาพพร้อมผลประโยชน์ตอบแทน ซึ่งผู้ประกันตนจะได้รับเงินมากกว่ายอดเงินที่แสดงบนแอปพลิเคชัน SSO Plus ส่วนผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือนขึ้นไป จะได้รับเป็นบำนาญชราภาพตลอดชีวิตพร้อมผลประโยชน์ตอบแทน โดยสำนักงานประกันสังคมจะประกาศผลประโยชน์ตอบแทน บำเหน็จชราภาพประจำทุกปี ซึ่งในแต่ละปีจะได้รับไม่เท่ากัน สำนักงานประกันสังคมต้องขออภัยในความไม่สะดวก ทั้งนี้ ได้ดำเนินการปรับปรุงระบบการให้บริการเพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และได้รับสิทธิประโยชน์ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, 5/2/2569 ประกันสังคมโชว์ตัวเลขผลตอบแทนลงทุนกองทุนปี 68 โต 6.16% ฝ่าปัจจัยเสี่ยง น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านการลงทุนของกองทุนประกันสังคมประจำปี 2568 ว่า แม้ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่มีความท้าทายอย่างมากจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในหลายภูมิภาค รวมถึงมาตรการกำแพงภาษีที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก โดยผลตอบแทนรวมจากการลงทุนของกองทุนประกันสังคมในปี 2568 อยู่ที่ระดับ 6.16% วัดตามราคาตลาด ส่งผลให้มูลค่าเงินกองทุนเพิ่มขึ้นจากการลงทุนรวมทั้งสิ้น 168,177 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. กำไรสุทธิจากการลงทุนที่รับรู้แล้ว (Realized Gain) จำนวน 80,161 ล้านบาท ซึ่งมาจากดอกเบี้ยรับ เงินปันผล และกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ลงทุน 2. กำไรสุทธิจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Unrealized Gain) จำนวน 88,016 ล้านบาท อันเป็นผลจากการปรับเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์ลงทุนในพอร์ต เลขาธิการ สปส. กล่าวต่อว่า ผลการดำเนินงานดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการบริหารเงินลงทุนที่รอบคอบ กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และสามารถสร้างผลตอบแทนควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพของกองทุนได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม ยังคงมุ่งมั่นพัฒนากลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของกองทุน และเป็นหลักประกันให้แก่ประกันตนในระยะยาวอย่างยั่งยืนตลอดไป ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, 5/2/2569 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย แนะ รบ.ใหม่รีเซ็ตโครงสร้าง ดันลงทุนเทคโนโลยี-พัฒนาทักษะแรงงาน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงกรณีสื่อต่างประเทศรายงานว่า เศรษฐกิจไทยติดกับดักการเติบโตต่ำเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปีต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปี จากประเทศที่เคยถูกยกให้เป็น “เสือเศรษฐกิจเอเชีย” กลับถูกเปรียบเป็น “คนป่วยโคม่า” ท่ามกลางปัญหาโครงสร้าง ทั้งสังคมผู้สูงอายุ หนี้ครัวเรือนที่พุ่งใกล้ 90% ต่อ GDP และความไม่แน่นอนทางการเมืองว่า การใช้คำดังกล่าวจำเป็นต้องแยกแยะในเชิงความหมาย เพราะแม้จะเป็นภาษาข่าวที่สะท้อนความกังวล แต่ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ติดตามบริบทเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด นายธนวรรธน์กล่าวว่า ประเด็นที่ทำให้ไทยถูกมองว่าป่วยคืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 3% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติที่เคยตั้งไว้ว่าไทยควรเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี เพื่อก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 เศรษฐกิจไทยยังไม่เคยขยายตัวเกิน 3% แม้ตัวเลขจีดีพี จะฟื้นกลับสู่ระดับก่อนช่วงโควิด-19แล้วก็ตาม นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ 1.โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว อัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังแรงงานในระบบหดตัว กระทบต่อศักยภาพการผลิตและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว 2.ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและตลาดภายในประเทศที่เติบโตช้าลง เมื่อจำนวนประชากรลดลง ความต้องการบริโภคภายในประเทศย่อมชะลอตัว ภาคธุรกิจจึงไม่สามารถใช้ตลาดในประเทศเป็นเครื่องยนต์หลักได้เหมือนในอดีต และต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติมากขึ้น นายธนวรรธน์กล่าวต่อว่า 3.โครงสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และดิจิทัลของไทยยังอ่อนแอ ไทยมีแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในสัดส่วนต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะมาเลเซียและเวียดนาม ส่งผลให้ไม่สามารถรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัลและ AI ได้อย่างเต็มที่ และ 4.โครงสร้างการผลิตของไทยยังพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมเป็นหลัก สินค้าส่งออกจำนวนมากยังเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูง ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคเร่งปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานโลก นายธนวรรธน์กล่าวด้วยว่า หากปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อันดับเศรษฐกิจของไทยในอาเซียนมีแนวโน้มถดถอยลง จากเดิมที่ไทยเคยเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของภูมิภาค รองจากอินโดนีเซีย ปัจจุบันถูกสิงคโปร์แซงขึ้นมาแล้ว และหากมาเลเซียยังเติบโตเฉลี่ย 4-5% ต่อปี ขณะที่ไทยต่ำกว่า 3% ภายใน 5 ปี มาเลเซียอาจขึ้นมาเป็นอันดับ 3 แทนไทย ขณะเดียวกัน หากเวียดนามยังขยายตัวได้ 5-7% ต่อปี ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ไทยอาจถูกเวียดนามและฟิลิปปินส์แซงลำดับลงไปอยู่อันดับ 6 ของอาเซียน นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นโคม่าและยังมีโอกาสฟื้นตัว หากรัฐบาลใหม่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยควรเปลี่ยนบทบาทจากการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าในระดับอาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ขณะเดียวกัน ไทยยังมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต อาทิ ดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อาหารแห่งอนาคต และอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า และทรัพยากรน้ำ หากเร่งผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบาย 12 S-Curve อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว นายธนวรรธน์กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่มีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และดิจิทัล รวมถึงการยกระดับการท่องเที่ยวจากเชิงปริมาณไปสู่เชิงคุณภาพ เพื่อเพิ่มรายได้ต่อหัวและสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทย และหากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน และช่วยให้ไทยกลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่นอีกครั้งในอนาคต ที่มา: มติชนออนไลน์, 5/2/2569 ประกาศบอร์ดแพทย์ สปส. ปี 69 จ่าย 15,000 บ./AdRW ให้หัตถการ ‘โรคหลอดเลือดสมอง’ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการทางการแพทย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงการรักษาของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ซึ่งเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการทางการแพทย์ในโรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้ มีสาระสำคัญระบุให้สำนักงานจ่ายค่าบริการทางการแพทย์แก่สถานพยาบาลที่ให้การรักษาผู้ประกันตนประเภทผู้ป่วยใน ด้วยการทำหัตถการ 1. หัตถการโรคหลอดเลือดสมอง (Thrombectomy)จ่ายโดยคำนวณตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Diagnosis Related Group: DRGs) ที่มีค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ปรับตามวันนอน (Adjusted Relative weight : AdjRW) ในอัตรา 15,000 บาทต่อหนึ่งน้ำหนักสัมพัทธ์ปรับตามวันนอน (Adjusted Relative weight: AdRW) 2. หัตถการโรคหัวใจและหลอดเลือด จ่ายตามแผนการรักษาแบบเหมาจ่ายรายครั้งของการรักษา (Package) ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะแทรกช้อนที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกันตนขณะที่ทำการรักษา หรือยังอยู่ในช่วงพักรักษาตัวในสถานพยาบาล นอกจากนี้ยังระบุว่า ในกรณีสถานพยาบาลได้รับค่าบริการทางการแพทย์จากการทำหัตถการตามประกาศฉบับนี้ สถานพยาบาลไม่สามารถเบิกค่าบริการทางการแพทย์จากการทำหัตถการตามประกาศคณะกรรมการการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์ และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติมได้ สำหรับประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2569 ที่มา: The Coverage, 5/2/2569 ชูโมเดล ‘ครูฝึกสถานประกอบการ’ ปั้นทักษะตรงโจทย์อุตสาหกรรม สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยสำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว โครงการส่งเสริมการรับรองสมรรถนะแรงงานในสถานประกอบการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ จตุรพาณิชย์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นางสาวจุลดา มีจุล  ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ระบบคุณวุฒิวิชาชีพ : กลไกยกระดับแรงงานจากการทำงานจริง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงกมล โพธิ์นาค ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือกล่าวปาฐกถาพิเศษ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพและความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม ผ่านกลไก ‘ครูฝึกในสถานประกอบการ’ โครงการดังกล่าวออกแบบขึ้นภายใต้แนวคิด Demand–Driven, Competency–Based และ Workplace–Based โดยใช้สถานประกอบการเป็นพื้นที่หลักของการเรียนรู้ การฝึกอบรม และการประเมินสมรรถนะ มุ่งเน้นให้สถานประกอบการสามารถจัดฝึกอบรม ประเมินสมรรถนะ และรายงานผลการรับรองสมรรถนะแรงงานได้อย่างเป็นระบบ ตามมาตรฐานอาชีพและระบบคุณวุฒิวิชาชีพของประเทศ หัวใจสำคัญของโครงการ คือการพัฒนาศักยภาพ ครูฝึกและหัวหน้างานในสถานประกอบการ ให้มีบทบาทมากกว่าผู้สอนงานในหน้างาน แต่เป็น ‘ผู้ออกแบบการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ’ ที่สามารถเชื่อมโยงมาตรฐานอาชีพเข้ากับบริบทการทำงานจริง ส่งผลให้แรงงานมีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน และสามารถยกระดับคุณภาพแรงงานได้อย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินโครงการครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์มาตรฐานอาชีพ การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมครูฝึก การจัดฝึกอบรมและประเมินสมรรถนะ ไปจนถึงการสนับสนุนให้สถานประกอบการจัดการรับรองสมรรถนะแรงงานภายในองค์กร โดยมีเป้าหมายให้มีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 10 แห่ง พัฒนาครูฝึกและหัวหน้างานไม่น้อยกว่า 80 คน และส่งเสริมการรับรองสมรรถนะแรงงานไม่น้อยกว่า 800 คน ภายในงานแถลงข่าว มีการนำเสนอภาพรวมโครงการ การปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับบทบาทของระบบคุณวุฒิวิชาชีพในการยกระดับแรงงานจากการทำงานจริง การเปิดตัวเครือข่ายสถานประกอบการ และการเสวนาพิเศษในหัวข้อ ‘ครูฝึกในสถานประกอบการ : กลไกใหม่ของการพัฒนากำลังคนไทย’ ซึ่งสะท้อนมุมมองจากภาคนโยบาย ภาคการศึกษา ภาคสมาคมวิชาชีพ และภาคสถานประกอบการ พร้อมทั้งการนำเสนอกรณีศึกษาจริงจากองค์กรที่นำระบบไปใช้ โครงการนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายด้านการพัฒนากำลังคนของประเทศ สู่การปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ เพื่อสร้างระบบการพัฒนาสมรรถนะที่มีมาตรฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว ที่มา: แนวหน้า, 4/2/2569 สำนักงานประกันสังคม ยืนยัน จัดซื้อที่ดินชลบุรี เหมาะสมตามราคาตลาด เป็นไปตามระเบียบพัสดุ และไม่ได้ปล่อยทิ้งรกร้าง อยู่ระหว่างสรุปแบบแปลนก่อสร้าง นางนิยดา เสนีมโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยถึงกรณีการจัดซื้อที่ดิน  5 ไร่ 1 งาน ในซอยแห่งหนึ่งของจังหวัดชลบุรี วงเงิน 84.5 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างสำนักงานประกันสังคมจังหวัดชลบุรีแห่งใหม่ แทนอาคารเดิมที่มีความคับแคบและขาดแคลนที่จอดรถ ว่า ก่อนจัดซื้อได้มีการสอบถามขอแบ่งใช้ที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์และหน่วยงานราชการใน จ.ชลบุรี เพื่อประหยัดงบประมาณแล้ว แต่พบว่า พื้นที่ที่ได้รับจัดสรรอยู่ไกลจากแหล่งชุมชนและมีขนาดไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องจัดซื้อจากเอกชน “ย้ำว่า กระบวนคัดเลือกไม่ใช่เจาะจงแปลงนี้แปลงเดียว มีคณะกรรมการสรรหาพิจารณาที่ดินที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์รวม 11 แห่ง ก่อนคัดเลือกจนเหลือ 3 แห่งที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งที่ดินผืนที่ได้รับคัดเลือกนี้อยู่ห่างจากสำนักงานเดิมเพียง 800 เมตร และเข้าซอยจากถนนสุขุมวิทเพียง 200 เมตร แม้ไม่ติดถนนใหญ่ แต่อยู่ในเขตชุมชนที่เดินทางสะดวก” รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าว สำหรับการจัดซื้อโดยวิธีเฉพาะเจาะจง รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ระบุว่า เป็นไปตามระเบียบพัสดุที่อนุญาตให้ดำเนินการได้ ส่วนประเด็นราคาจัดซื้อที่ 84.5 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินของกรมธนารักษ์นั้น ตามระเบียบต้องอ้างอิงราคาตลาด หรือราคาซื้อขายจริงย้อนหลัง 3 ปี ในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งจากการตรวจสอบราคาที่ดินติดถนนสุขุมวิทในย่านนั้นมีราคาสูงมากประมาณไร่ละ 50 ล้านบาท การเลือกที่ดินในซอยจึงช่วยประหยัดงบประมาณได้มากกว่า โดยเฉลี่ยอยู่ที่ไร่ละประมาณ 16 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นราคาที่สมเหตุสมผลสำหรับพื้นที่ดังกล่าว ส่วนสาเหตุที่ที่ดินที่จัดซื้อมา ยังมีสภาพรกร้าง รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ระบุว่า ข้อเท็จจริงคือ เมื่อซื้อขายเสร็จ ต้องไปขอให้กรมโยธาธิการและผังเมืองช่วยออกแบบ ปัจจุบัน โครงการอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างแบบแปลนอาคาร เพื่อปรับปรุงฟังก์ชันการใช้งานให้สอดคล้องกับภารกิจ ก่อนจะดำเนินการกำหนดราคากลางเพื่อขออนุมัติงบประมาณก่อสร้างต่อไป ส่วนกรณีที่มีการร้องเรียนให้ตรวจสอบการจัดซื้อที่ดินนั้นได้มีส่งมอบเอกสารหลักฐานทั้งหมดให้หน่วยงานตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อยืนยันความโปร่งใสในทุกขั้นตอน ที่มา: NBT Connext, 4/2/2569 เปิดปมงบตัดสูทประกันสังคม พบชื่อบริษัทเลิกกิจการโผล่คว้างานเพียบ เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ผู้สื่อข่าวสามมิติ ได้ลงพื้นที่ไปตามที่อยู่ของ ‘ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์’ ที่ระบุไว้ใน DBD เลขที่ 150 ซอยมีสุวรรณ 3 ถนนพระโขนง-คลองตัน แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กทม. ปรากฏว่า เจอแต่ตึกร้าง โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามชาวบ้านในพื้นที่ ได้ข้อมูลว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว คนในพื้นที่จะรู้จักกันดีว่าตรงนี้คือโรงงานเย็บผ้าศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ แต่ปิดไปนานแล้ว ร้างมา 10 กว่าปีแล้ว และเมื่อไปดูในเว็บ DBD พบว่า ข้อมูลที่ระบุไว้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ อยู่ในสถานะร้าง ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2553 ขณะที่ข้อมูลที่ปรากฏของสำนักงานประกันสังคม เมื่อปี 2555, 2559 และปี 2562 ระบุชื่อ ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ เป็นผู้ชนะการประกวดราคา และรับตัดสูทให้สำนักงานประกันสังคม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ที่ทิ้งร้างนี้ เป็นร้านตัดสูทให้ประกันสังคมหรือไม่ คงได้แค่คำตอบที่ตรงกันกับข้อมูลใน DBD ว่า ศักดิ์ชัยการ์เม้นท์ตอนนี้อยู่ในสถานะร้างจริง ที่มา: เดลินิวส์, 3/2/2569 จ่ายแล้วเงินชดเชยว่างงาน กว่า 2 แสนราย  วงเงิน 618 ล้านบาท “ตรีนุช” สั่งการประกันสังคมเร่งจ่ายเงินบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประกันตนให้มากที่สุด นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมเร่งรัดการจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานแก่ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงาน ตัวเลขการจ่ายเงินชดเชยกรณีว่างงานแล้ว กว่า 618 ล้านบาท โดยมีผู้ประกันตนได้รับเงินแล้วมากกว่า 2 แสนราย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการจ่ายเงินอาจล่าช้าเนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบประมวลผลใหม่ แต่หลังจากที่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาทั้งในส่วนของระบบไอทีและการบริหารจัดการ สามารถที่จะจ่ายเงินชดเชยได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งในส่วนของสำนักงานประกันสังคมในทุกจังหวัดได้ระดมเจ้าหน้าที่ขยายเวลาปฏิบัติงานตั้งแต่ 06.00–20.30 น. เพื่อเร่งพิจารณาและอนุมัติคำสั่งจ่าย สามารถดำเนินการได้มากกว่า 35,000 รายต่อวัน ยืนยันว่าจะเร่งจ่ายสิทธิประโยชน์ให้ครบถ้วนโดยเร็วที่สุด รมว.แรงงงาน กล่าวว่า ส่วนการให้บริการในส่วนของแอพพลิเคชั่น sso plus ได้เปิดให้ผู้ประกันตนตรวจสอบข้อมูลเงินสมทบ สิทธิประโยชน์ ขึ้นทะเบียนนายจ้าง-ลูกจ้าง ตรวจสอบข้อมูลการส่งเงินสมทบ ตรวจสอบสถานพยาบาล เปลี่ยนสิทธิสถานพยาบาล และสมัครเป็นผู้ประกันตนได้ รวมถึงสามารถใช้ E-Self service เพื่อขอรับสิทธิประโยชน์และเงินทดแทนได้ โดยสามารถให้บริการผู้ใช้งานได้เร็วขึ้น เฉลี่ย 1,700 คนต่อนาที ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 2/2/2569 เปิดพิกัดที่รกร้างชลบุรี จับพิรุธ “ประกันสังคม” ทุ่มซื้อ 84.5 ล้าน เซอร์ไพรส์ผู้ประกันตน กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อนายสหัสวัต คุ้มคง ผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชน ชลบุรี เขต 7 ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ในโครงการจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่จังหวัดชลบุรี มูลค่ากว่า 84 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกลับถูกทิ้งร้างและพบข้อสังเกตหลายประการ นายสหัสวัตระบุว่า โครงการดังกล่าว (เลขที่ 67089559825) อนุมัติในช่วงปลายปี 2566 และเริ่มใช้งบประมาณในปี 2567 โดยตั้งงบไว้ 88 ล้านบาท และจบที่ราคา 84,500,000 บาท (ต่ำกว่าราคากลางเพียง 3.98%) เป็นการซื้อที่ดินรวม 5 แปลง พื้นที่ประมาณ 5 ไร่ 1 งาน ในพื้นที่โซนบ้านสวน จากการลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดิน นายสหัสวัตพบข้อสังเกตที่น่าสงสัย ที่ดินตั้งอยู่ใน "ซอกหลืบ" เข้าซอยลึก ถนนทางเข้าแคบ สวนทางกันลำบาก ไม่เหมาะสมกับการรองรับผู้ประกันตนจำนวนมากในชลบุรี ผิดสเปก (TOR): มีข้อมูลระบุว่ากำหนดการเดิมต้องติดถนนใหญ่ แต่กลับมีการใช้วิธี "เฉพาะเจาะจง" ซื้อที่ดินในซอยแทน อีกทั้งปัจจุบัน TOR ดังกล่าวได้หายไปจากหน้าเว็บไซต์ สปส. ราคาสูงผิดปกติ: ราคาประเมินกรมธนารักษ์อยู่ที่ประมาณ 24 ล้านบาท แต่มีการซื้อจริงสูงถึง 84.5 ล้านบาท (ตกตารางวาละกว่า 40,000 บาท) ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับที่ดินในซอยลึก โครงการชะงัก: ผ่านมานานกว่าปีเศษ ยังไม่มีการก่อสร้างใดๆ ปล่อยทิ้งให้หญ้าขึ้นสูงจนกลายเป็นพื้นที่รกร้าง "เราเป็นเจ้าของที่ดินรกร้างกันเฉยเลยพี่น้องผู้ประกันตน การใช้เงิน 84.5 ล้านบาทจากกองทุนประกันสังคมคุ้มค่าหรือไม่ กับที่ดินที่เข้าถึงยากขนาดนี้" นายสหัสวัตระบุ ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 2/2/2569 มจธ.ขยายผลโครงการโมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ. ระยะที่ 2 ผนึก 8 มหาวิทยาลัย ร่วมพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และเครือข่ายมหาวิทยาลัย รวม 9 แห่ง จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ ผ่านโมเดลการฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการ มจธ. ระยะที่ 2 กิจกรรมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 1 อาคารจอดรถ 14 ชั้น (S2) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) การแถลงข่าวได้รับเกียรติจากอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้บริหารจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ รวมถึงผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายทั้ง 9 แห่ง เข้าร่วมแสดงพลังความร่วมมืออย่างพร้อมเพรียง รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการฯ ระยะที่ 1 (เมษายน 2567 – มีนาคม 2568) ซึ่งสามารถพัฒนาศักยภาพคนพิการให้เข้าสู่การทำงานจริงและมีรายได้ คิดเป็นร้อยละ 85 ของผู้เข้าร่วมโครงการ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของโมเดลการฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการ มจธ. ที่เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับตลาดแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม จากความสำเร็จดังกล่าว นำไปสู่การดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการขยายผลในระดับประเทศ ภายใต้ความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่าง กระทรวง พม. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการภาครัฐในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างเป็นระบบ ในระยะที่ 2 โครงการได้ขยายเครือข่ายความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง ครอบคลุมพื้นที่ทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมจาก 300 คน เป็น 370 คนต่อปี และเพิ่มจำนวนหลักสูตรจาก 6 หลักสูตร เป็น 12 หลักสูตร เน้นทั้งการทำงานในสถานประกอบการและการประกอบอาชีพอิสระ โดยมีมหาวิทยาลัยเครือข่ายเข้าร่วมดำเนินโครงการ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยมีหลักสูตรฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการ ระยะที่ 2 รวม 12 หลักสูตร ได้แก่ 1. หลักสูตรเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน – มจธ. (บางมด) 2. หลักสูตรนักพัฒนาธุรกิจ (Business Developer) ประเภทวิสาหกิจชุมชน - มจธ. (บางขุนเทียน) 3. หลักสูตรทักษะอาชีพด้านการซ่อมบำรุงและดัดแปลงรถเข็นสามล้อมือโยกติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า – มจธ. (ความร่วมมือในจังหวัดสระแก้ว) 4. หลักสูตรส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยี - มจธ. (ราชบุรี) 5. โครงการพัฒนาทักษะและต่อยอดการประกอบอาชีพคนพิการ จังหวัดขอนแก่น – มหาวิทยาลัยขอนแก่น 6. หลักสูตรเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน – มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 7. หลักสูตรการประกอบอาหารไทยเพื่อการประกอบอาชีพ – มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี 8. หลักสูตรนักสื่อสารดิจิทัลเพื่อคนพิการสร้างงานสร้างอาชีพ รุ่นที่ 2 – สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 9. หลักสูตรการแปรรูปสมุนไพรไทยด้วยเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ – มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ 10. หลักสูตรแปรรูปผลิตภัณฑ์และของที่ระลึก – มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 11. หลักสูตรพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากผ้าลายอัตลักษณ์จังหวัดเพชรบุรี – มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี 12. หลักสูตรการแปรรูปสมุนไพรและของที่ระลึกตามอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น – มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี โครงการมุ่งเน้นการ Upskill และ Reskill คนพิการให้สามารถทำงานใกล้บ้านในท้องถิ่นของตนเอง ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพิ่มโอกาสการครองงานในระยะยาว และมีรายได้ที่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งบูรณาการ เทคโนโลยีการเกษตร หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าสู่หลักสูตร เพื่อให้ทักษะมีความทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน การดำเนินโครงการยังได้รับความร่วมมือจากจัดหางานจังหวัด สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่เพื่อสร้างระบบสนับสนุนแบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาทักษะ การฝึกงาน จนถึงการมีงานทำจริง สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ที่มา: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.), 2/2/2569 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์
dlvr.it
February 9, 2026 at 5:36 AM
ความเคลื่อนไหวพรรคการเมืองก่อนเลือกตั้ง 69 (20 ธ.ค. 68)
ความเคลื่อนไหวพรรคการเมืองก่อนเลือกตั้ง 69 (20 ธ.ค. 68) auser15 Sat, 2025-12-20 - 18:43 'กล้าธรรม' เปิด​ตัว​ 'ไชยา พรหมา' ลั่น​ "สนามเลือกตั้งคือสนามรบจบศึกทำงานร่วมกันได้" 20 ธันวาคม 2568 Thai PBS รายงานว่า วันนี้ (20 ธ.ค.) ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เปิดตัว นายไชยา พรหมา อดีตรัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อดีตสส.หนองบัวลำภู เขต 2 พรรคเพื่อไทย​ นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร อดีตสส.นครนายก 5 สมัย พรรคเพื่อไทย​ นายปิยวัฒน์​ กิตติธเนศวร  ว่าที่ผู้สมัครเขต​ 1  นครนายก​ นายศักดา คงเพชร อดีตสส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย นายแพทย์​ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ อดีตสส.ศรีสะเกษ เขต 4 พรรคเพื่อไทย และนางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร อดีตสส.ศรีสะเกษ เขต 9 พรรคเพื่อไทย โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะนายทะเบียนพรรค นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค ทั้งนี้ในส่วนของ นายแพทย์ภูมินทร์และนางนุชนาถ ก่อนหน้านี้สมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้ว แต่เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อน จึงได้ตัดสินใจย้ายมาพรรคกล้าธรรม โดยร้อยเอกธรรมนัส​ ได้กล่าวถึงนายไชยา​ ว่าเป็นพี่ที่ตนให้ความเคารพ ช่วงที่ทำงานด้วยกันในสมัยที่ตนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ และนายไชยา​ เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ​ เห็นฝีไม้ลายมือ มีผลงานโดยเฉพาะเรื่องการปราบหมูเถื่อน และร่วมกันพัฒนาพื้นที่ในภาคท้องถิ่น​ จังหวัดบ้านเกิดหนองบัวลำภู สร้างเครือข่ายภาคท้องถิ่นมาด้วยกัน​ พร้อมกับเชื่อว่า​ ทั้ง 7 คนมาร่วมอุดมการณ์​พรรคกล้าธรรม​ ตนมีความมั่นใจว่าเป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพ​ และเชื่อว่าทุกคนจะกลับเข้าสู่สภาในการเลือกตั้งครั้งหน้า และต้อนรับทุกคนเข้าสู่ครอบครัวกล้าธรรม การเลือกตั้งถ้าเราไปคิดแบบนี้ ประชาชนก็จะไม่มีความเชื่อมั่น เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าสู่สนามการเลือกตั้งก็คือสนามรบ เมื่อรบเสร็จแล้วเสร็จกระบวนการเลือกตั้งก็ทำงานร่วมกันต่อ  ​ หลังจากนี้จะมีการเปิดตัวบ้านใหญ่เพิ่มขึ้นอีกแต่จะต้องปรึกษาทีมกฎหมาย ว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้ต่ออีกหรือไม่ ซึ่งก็มีหลายคนโทรหาตนเอง ด้านนายไชยา พรหมา อดีตรัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กล่าวว่า​  เหตุผลที่ตนตัดสินใจมาร่วมทำงานพรรคกล้าธรรม​ เนื่องจากเห็นถึงความตั้งใจว่ามีนโยบายที่ชัดเจน​ โดยเฉพาะภาคการเกษตร​ ซึ่งตนมาจากพื้นฐานที่นั่น​ เป็นผู้แทนราษฎร​มา​ 9 สมัย​ อยู่กับเกษตรกรชาวไร่​ ชาวนา​ และจังหวัดหนองบัวลำภูมีตัวเลขทางรายได้ทางเศรษฐกิจลำดับท้ายๆของประเทศ​ เพราะฉะนั้นตนคิดว่าปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่ถือเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข​ และที่ผ่านมามักจะถูกละเลยในพื้นที่ภาคอีสาน​ ตนเห็นร้อยเอกธรรมนัสและพรรคกล้าธรรม​ ในฐานะที่รับผิดชอบกระทรวงเกษตรฯเป็นนโยบายระดับรากหญ้าอย่าแท้จริง​ ในการที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและจะชาวอีสานได้​ จึงตัดสินใจมาร่วมกับพรรรคกล้าธรรม​ การตัดสินใจในครั้งนี้ ต้องอธิบายด้วยเหตุและผล ว่าไม่ใช่การตัดสินใจเพื่อตัวเอง​ แต่เป็นการตัดสินใจเพื่อประชาชน ไม่ใช่เฉพาะหนองบัวลำภู​ แต่รับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด   และมั่นใจว่าสู้กับว่าที่ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยได้อยู่แล้ว​ เพราะเคยสู้กันมาคู่ต่อสู้ก็สู้กันมาหลายยก  ไม่ได้เป็นปัญหาอุปสรรค​ เวทีการเลือกตั้งก็ต้องสู้กัน​ เราเป็นนักรบ​ เราเป็นนักสู้​ ก็ต้องต่อสู้กันในทางการเมือง​ แต่ขึ้นอยู่กับประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน ส่วนที่ถูกข้อครหาว่าเป็นสส.งูเห่า  นายไชยาระบุว่า ถ้าจะกล่าวหาคำนั้น​ เหตุใดตนถึงต้องมาอยู่เพราะกล้าธรรม​ ไม่ไปอยู่กับพรรคที่อยู่ในกระแสไม่มีดีกว่าหรือ​ แต่ที่ตนต้องเลือกพรรคกล้าธรรมเพราะ​เข้าได้กับทุกฝ่าย​ จากวันนี้ไป​เป็นเรื่องของการจับมือในการทำงาน เพราะฉะนั้นความขัดแย้งในทางการเมือง​ ซึ่งอ​ย่ามาบอกว่าเป็นงูเห่า​ แต่เชื่อว่าการเตือนใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจเพื่อประชาชนภาคอีสาน เพราะเมื่อลงพื้นที่​ชาวบ้านยังถามว่าสิ่งที่รับปากไว้ตอนเป็นรัฐบาล 2 ปี​ ยังมีอะไรที่ยังค้างคาใจประชาชนอยู่​ เช่น อย่างเงินดิจิทัลวอลเล็ต ประชาชนอย่างทวงถาม ปัญหาหลายอย่างอย่างเงินช่วยเหลือและปัญหาด้านภาคการเกษตร​ เป็นเงินช่วยเหลือเกษตรกร เราเป็นรัฐบาลมา 2 ปี​ ก็ยังตอบคำถามเขาไม่ได้ และพื้นที่หนองบัวลำภู​ ปลูกอ้อยให้มากที่สุด เพราะมีอุตสาหกรรมอ้อย​ เมื่อให้ลดการเผา​ เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 และไปรับปากว่า​จะชดเชย​ ให้เงิน 120 บาทต่อตัน​ วันนี้ก็ยังรอคำตอบอยู่​ สิ่งเหล่านี้คือปัญหา 2 ปีที่ถามว่ารับปากแล้วลืมเขาแล้วหรือ ซึ่งตนคิดว่าเรื่องนี้ต้องหาคนไปแก้ไขปัญหา ซึ่งพรรคกล้าทำที่รับผิดชอบกระทรวงเกษตรจะตอบโจทย์ประชาชนได้ ด้าน ร้อยเอกธรรมนัส​ ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่นายไชยา​ ถูกครหาว่าเป็นงูเห่าว่า พวกตนที่อยู่พรรคกล้าทำ ล้วนมาจากพรรคไทยรักไทยเดิม พลังประชาชน​ และเพื่อไทย แสดงว่าพวกเราก็เป็นงูด้วยกัน  ซึ่งระหว่างนั้นร้อยเอกธรรมนัส​ได้โน้มตัวไปเกาะไหล่นายไชยา  ซึ่งตนคิดว่าไม่ใช่​ ก่อนกล่าวว่า​ ตนก็ถือถือว่ามีบทบาทในการสร้างครอบครัวไทยรักไทยให้โตขึ้น เพราะฉะนั้นคำว่างูเห่าในครอบครัวกล้าธรรมไม่ใช่ 'เพื่อไทย' ยัน ‘ไชยา' ลาออกด้วยดี เหตุ ความจำเป็นทางการเมืองพื้นที่หนองบัวลำภู หวั่นเลือกตั้งครั้งนี้ดุเดือด กลายเป็น “Money Politics” วอน กกต. คุมเลือกตั้งให้สุจริต NBT Connext รายงานว่า ที่พรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 69 นายประเสริฐ กล่าวว่า ในวันที่ 25 ธ.ค.นี้ พรรคเพื่อไทยจะมีอีเวนท์ใหญ่ คือการเปิดตัวผู้สมัคร สส.เขต 400 เขต และบัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งตอนนี้ มีผู้สมัครครบหมดแล้ว ในส่วนของนายไชยา พรหมา อดีต สส.หนองบัวลำภู ที่ได้ลาออกไป ก็มีสมัครมาทดแทนแล้ว และมีศักยภาพในพื้นที่ เขต 2  จ.หนองบัวลำภู พร้อมเป็นผู้สมัครพรรคเพื่อไทย พร้อมยืนยันว่า พรรคไม่มีปัญหาในการหาผู้สมัคร โดยนายไชยาได้ส่งเอกสารมาทางไลน์ ถึงหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค ไม่ได้ระบุเหตุผลจำเป็นในการลาออก แต่มีการกล่าวขอบคุณที่อยู่กับพรรคเพื่อไทยมา ตนก็ไม่ทราบเหตุผลในการย้ายไปสังกัดพรรคอื่น และไม่ได้แจ้งว่าจะไปสังกัดพรรคการเมืองใด และในขณะที่อยู่พรรคนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร พรรคได้สนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และเป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งของพรรค ยืนยันว่าไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ ต่อกัน ซึ่งเอกสารส่งมาเมื่อวานนี้ (19 ธ.ค.) เวลาประมาณ 15:00 น. ทางพรรคก็รับทราบ หลังจากนั้นก็มีผู้ประสานมาทันทีว่าสนใจจะสมัครรับเลือกตั้ง ก็ขณะนี้ก็เข้าสู่กระบวนการสรรหาของพรรคเรียบร้อยแล้ว "ในเอกสารที่ท่านไชยาส่งมาระบุว่า ได้ตัดสินใจยื่นลาออกจากพรรคเพื่อไทยด้วยเหตุผลความจำเป็นทางการเมือง ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ส่วนตนแต่ประการใด ท่านเขียนมาแบบนี้ ส่วนข้อความอื่นก็เป็นข้อความที่ขอบคุณพรรค" นายประเสริฐ กล่าว เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าในวันที่ใกล้เปิดรับสมัครจะไม่มีใครถอนตัวเพื่อให้พรรคมีความยุ่งยากหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ในวันเสาร์อาทิตย์นี้ น่าจะหมดเวลาแล้ว เพราะในกระบวนการสมัคร สส.ต้องมีการทำ Primary Vote ถ้าจะสมัครให้ทันในวันแรกของการรับสมัคร แต่ละพรรคต้องเตรียมความพร้อมภายในเสาร์นี้ หรืออย่างช้าสุดวันอาทิตย์ เพื่อให้พรรคดำเนินการให้ทันเวลาที่ กกต. กำหนด จึงเชื่อว่าคงไม่มีใครถอนตัวแล้ว สำหรับกรณีที่พรรคเพื่อไทยได้รับแจ้งจากผู้ที่ประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้ง และผู้สนับสนุนพรรคในหลายพื้นที่ว่ามีบุคคลและกลุ่มบุคคล สุ่มเสี่ยงใช้อำนาจข่มขู่คุกคามผู้ประสงค์ลงสมัครในพรรคเพื่อไทย ในเรื่องนี้ก็เคยปรากฏเป็นข่าว จึงขอวิงวอนไปยังสองหน่วยงานหลัก คือ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่กำกับดูแลเรื่องนี้ เนื่องจากช่วงเวลานี้เข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว เพื่อให้การเลือกตั้งนี้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากที่สุด และอีกหน่วยงานคือ รัฐบาลในฐานะกำกับดูแลทุกภาคส่วน จะต้องไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ เพราะในสถานการณ์ที่มีการเลือกตั้ง บางสีบางกลุ่มที่มีชื่อเสียงด้านลบ มาใช้อำนาจไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ควรปล่อยช่องว่างนี้ให้เกิดข้อกังขาว่า ไม่เป็นกลางและไม่เป็นธรรมในการเลือกตั้ง ขณะนี้พรรคเพื่อไทยได้กำชับไปยังทุกภาคส่วน ให้เตรียมเก็บหลักฐานพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายการใช้อำนาจข่มขู่คุกคาม ใช้อำนาจในทางที่มิชอบ เพื่อเป็นหลักฐานนำเสนอยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ด้าน นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ในฐานะที่อยู่แวดวงการเมืองมานานพอสมควร ประสบการณ์ของการเลือกตั้งครั้งนี้จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างหนึ่งคือมีการย้ายพรรคกันเป็นว่าเล่น แล้วเบื้องหลังของการย้ายพรรคนั้น ทุกคนก็คงทราบดีว่ามีเบื้องหลังอย่างไร “ผมก็พูดมาโดยตลอดว่าการเมืองแบบนี้จะนำไปสู่ที่เขาเรียกว่า “Money Politics” คือการใช้เงินกันอย่างมหาศาลในการเลือกตั้ง และจะนำไปสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมือง เมื่อชนะการเลือกตั้งก็จะแสวงหาผลประโยชน์เพื่อถอนทุน ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ผมมองว่าเป็นเรื่องที่อันตรายจึงอยากฝากไปถึงพรรคการเมืองทั้งหลาย ว่าเรื่องนี้อย่าคิดว่าทำกันง่ายๆ เพราะจะส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติและประชาธิปไตยที่จะเดินไปข้างหน้า“นายชูศักดิ์ กล่าว นายชูศักดิ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ คงจะต่อสู้กันอย่างดุเดือด ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีบ้านเล็ก บ้านใหญ่ มาต่อสู้กันอย่างเข้มข้น โดยใช้ปัจจัยเป็นเรื่องหลัก ซึ่งเราคำนึงถึงเรื่องนี้ และพรรคเพื่อไทยก็ได้เตรียมการในแง่ของการเลือกตั้ง และเราคิดว่าอาจจะมีการโกงการเลือกตั้งกันพอสมควร โดยสัปดาห์นี้เราได้วางแผน การประชุมและจัดตั้งศูนย์ปราบโกงเพื่อดูแลการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม และดำเนินการสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนและหากจัดตั้งเสร็จแล้วจะแถลงให้ทราบต่อไป สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายประเสริฐ จันทรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ร่วมต้อนรับ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา, นายประเสริฐ บุญชัยสุข, นายวัชรพล โตมรศักดิ์, นายสมศักดิ์ กาญจนวัฒนา อดีต สส.นครราชสีมา เพื่อสมัครสมาชิกและเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง จ.นครราชสีมา เขต 1-3 นอกจากนี้ยังมีนายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ร่วมให้การต้อนรับด้วย นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ วันนี้ขอต้อนรับนายเทวัญ และคณะ ซึ่งพวกเราได้รับทราบว่าพรรคชาติพัฒนา มีมติจะไม่ส่งผู้สมัคร ในนามของพรรคชาติพัฒนา แล้วให้สิทธิ์สมาชิกพรรคในการใช้ดุลพินิจสมัครรับเลือกตั้งในพรรคการเมืองอื่น ซึ่งนายเทวัญและคณะ ได้ตัดสินใจลาออกจากพรรคชาติพัฒนา และประสงค์จะมาลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเพื่อไทย ยินดีต้อนรับเข้าสู่พรรคเพื่อไทยเพื่อช่วยกันรณรงค์การเลือกตั้ง และขอแสดงความยินดีและขอบคุณในโอกาสนี้ ด้านนายประเสริฐ กล่าวว่า ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถึงขณะนี้พรรคเพื่อไทยได้มีการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว เราจะมีการส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต แล้วจะมีการเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 เวลา 11:00 น. จากที่นายเทวัญได้เดินทางเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยพร้อมกับว่าผู้สมัครสส. ในเขตจังหวัดนครราชสีมารวม 3 คน ครั้งนี้ ถือเป็นการผนึกกำลังกัน การที่นายเทวัญและว่าที่ผู้สมัครสส.เขต1 เขต 2 และเขต 3 ที่เดินทางมาเสริมทัพขับพรรคเพื่อไทยจะเป็นกำลังที่สำคัญในการนำชัยชนะมาสู่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น และมั่นใจว่าทั้งหมดเป็น บุคคลที่มีคุณภาพเพราะทำพื้นที่ในจังหวัดนครราชสีมามาโดยตลอดวันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่การทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเพื่อพี่น้องชาวโคราชเพื่ออุดมการณ์ของพรรคนั้นจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งใจไว้ ขณะที่นายเทวัญ กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนาได้มีการประชุมกรรมการบริหารพรรค และได้มีมติว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ ว่าทำพรรคจะไม่ส่งผู้สมัคร และกรรมการบริหารพรรคและมีมติเปิดอิสระให้สส.ได้ทำการเมืองต่อในพรรคอื่นๆ ตนเองและอดีต สส. จังหวัดนครราชสีมาได้ปรึกษากันว่าจะไปในทิศทางใดเพราะเราได้ทำงานพื้นที่มาโดยตลอด เอามาได้มีโอกาสได้พบกับนายจุลพันธ์อมรวิวัฒน์หัวหน้าพรรคเพื่อไทยจึงได้เชิญชวนให้เรามาทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีสมาชิกส.สอยู่ในจ. นครราชสีมา 12 คนหากพวกเราเข้ามาก็เป็นการเสริมทีม จึงตัดสินใจร่วมงานทางการเมืองด้วยกัน เชื่อว่าทั้ง 3 เขตที่เรามีจะได้รับความไว้วางใจจากชาวโคราช ส่วนตนเองจะลงบัญชีรายชื่อ ส่วนนายวุฒิพงศ์ ทองเหลา อดีตสส.ปราจีน ไม่ได้มาด้วยกันเพราะ นายวุฒิพงษ์มีทิศทางของตนเอง ทั้งนี้ การตัดสินใจร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย เพราะตนเองได้พูดคุยกับนายจุลพันธ์ และนายประเสริฐแล้ว ซึ่งชาติพัฒนามีฐานอยู่ที่โคราชอยู่แล้ว ถ้าเราได้มีโอกาสมาร่วมงานกับทางพรรคเพื่อไทย ก็คิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์กับพี่น้องชาวโคราช เพราะจังหวัดนครราชสีมาสส.มี 16 คนเป็นรองแค่กรุงเทพมหานครเท่านั้นถือเป็นจังหวัดใหญ่และเป็นประตูสู่อีสานเป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจมีความพร้อมทุกอย่าง วันนี้ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถรวมเป็นปึกแผ่นได้ก็จะเกิดประโยชน์กับชาวโคราชเป็นอย่างยิ่ง คนดังการเมืองแห่สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย ต่อเนื่อง สำนักข่าวไทย รายงานว่า พรรคภูมิใจไทยเปิดรับสมัครผู้ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ยังคงมีว่าที่ผู้สมัครสส.ทั้งระบบบัญชีรายชื่อ, สส.เขต, ทยอยเดินทางมาสมัครอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ว่าที่ผู้สมัครสส.ราชบุรี เขต 1, นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ว่าที่ผู้สมัครสส.อุบลราชธานี เขต 7, นายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัครสส.ฉะเชิงเทรา เขต 1, นายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา ว่าที่ผู้สมัครสส.เชียงใหม่ เขต 1, นายจิรภัทร พันธ์เกษม ว่าที่ผู้สมัครสส.นครราชสีมา เขต 12 ขณะที่ ว่าที่ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ อาทิ ดร.รัชดา ธนาดิเรก, นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ, นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์, ดร.ณพล เลิศสุมิตรกุล, นางรัตนประภา ดิศวัฒน์, นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์, นายจักรวัฒน์ ฐิติพิทยา, ทพญ.จิณตภา ฐิติพิทยา, นาย วีรศักดิ์ ชุณหจักร, นายปิยะณัฐ ศรีวิกรานต์โยธิน, นายจิณณาวัฒน์ โคมบัว,นายพินิจ สิทธิโห, นายวัชรินทร์ ทองคำใส, นายธานี เกสทอง ดร.เชน หมั่นเขตรกิจ, นายเปรมกมล พาชีรัตน์, ดร.สมนึก นาห้วยทราย, นายสัญญา คงสมบัติ, นายอิทธิวัฒน์ ศรีวิกรานต์โยธิน, นายยูฮัน มูละ, นายอิบรอเฮม หวันแหละ, นางกาญจนา ศรีวิชัย, นายณรงค์กรณ์ คำแปง, นายฐานศักดิ์ ศรีพงษ์ใหญ่, นางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ พรรคประชาชนตั้งเป้ากวาด กทม. 33 เขต ดัน 250 ที่นั่งตั้งรัฐบาล สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น รายงานว่า พรรคประชาชนจัดเวทีภายใต้แคมเปญ “ชักธงรบ เตรียมความพร้อม” ประกาศเป้าหมายชัยชนะการเลือกตั้งอย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าคว้าชัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครครบทั้ง 33 เขต พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายใหญ่ 250 ที่นั่งทั่วประเทศ เพื่อจัดตั้ง “รัฐบาลประชาชน” แม้ยอมรับว่ากระแสความนิยมจากผลโพลบางสำนักลดลง แต่ย้ำว่ายังเชื่อมั่นในพลังประชาชน และมั่นใจว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง คะแนนนิยมจะกลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้ง บรรยากาศกิจกรรมเป็นไปอย่างคึกคัก พรรคประชาชนเปิดพื้นที่พบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนมุมมองทางการเมืองกับประชาชน พร้อมกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ในบรรยากาศเป็นกันเอง โดยมีนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อดีต สส.บางขุนเทียน และว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.ฝั่งธนบุรี ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประชาชนในพื้นที่ นายศรายุทธิ์กล่าวว่า นับตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ เป้าหมายหลักคือการสร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และเชื่อมั่นว่าคนที่เข้ามาร่วมงานกับพรรคมีอุดมการณ์เดียวกัน แม้เวลาจะผ่านมาหลายปี พรรคต้องเผชิญอุปสรรคและแรงเสียดทาน แต่วันนี้พรรคประชาชนเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น ยอมรับว่าหลายคนกังวลต่อผลโพลที่คะแนนนิยมลดลง แต่สำหรับผู้ที่ทำงานกับพรรคมาอย่างยาวนาน ยังมั่นใจว่าพรรคจะไปได้ไกลกว่าเดิมและแข็งแรงกว่าเดิม เลขาธิการพรรคประชาชนระบุว่า ตัวเลขต่าง ๆ สะท้อนความเป็นไปได้อย่างชัดเจน ทั้งจำนวนสมาชิกพรรคที่เพิ่มขึ้นกว่า 30% เงินบริจาครวมกว่า 96 ล้านบาท จากผู้บริจาคหลักแสนคน และคะแนนนิยมที่ขยับจากระดับ 10% เป็น 20-30% ล้วนเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เป้าหมาย 250 ที่นั่งไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน พร้อมย้ำว่าชัยชนะจะเกิดขึ้นไม่ได้จากแกนนำเพียงไม่กี่คน แต่ต้องอาศัยพลังของประชาชนทุกคน นายศรายุทธิ์ ยังกล่าวถึงปัญหาสแกมเมอร์และทุนสีเทาที่กำลังบ่อนทำลายคุณภาพชีวิตของคนไทย ว่าเป็นผลจากโครงสร้างอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ทำให้เกิดระบบเส้นสายและการคอร์รัปชัน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นโอกาสในรอบกว่า 15 ปีที่ประชาชนจะได้กำหนดอนาคตประเทศอย่างแท้จริง พร้อมขออย่ากังวลกับตัวเลขโพล เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือความตื่นตัวของประชาชน หากประชาชนลุกขึ้นมามีส่วนร่วม พรรคมั่นใจว่าจะได้คะแนนมากกว่าเดิมแน่นอน ด้านนายณัฐชา กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งก่อน พรรคประสบความสำเร็จจนได้เป็นอันดับหนึ่งและมี สส. 151 ที่นั่ง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ครั้งนี้จึงตั้งเป้าใหม่คือการจัดตั้งรัฐบาลประชาชนให้สำเร็จ พร้อมเชิญชวนประชาชนออกมาเป็น “หัวคะแนนธรรมชาติ” อีกครั้ง เพราะการเลือกตั้งคือการลงทุนที่น้อยที่สุดแต่เปลี่ยนแปลงอนาคตประเทศได้มากที่สุด สำหรับกระแสความนิยมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นายศรายุทธิ์ย้ำว่ายังมั่นใจว่าพรรคประชาชนจะรักษาอันดับหนึ่งไว้ได้ โดยอ้างอิงข้อมูลความนิยม กระบวนการคัดสรรผู้สมัคร และการทำงานอย่างต่อเนื่องของทั้งผู้สมัครหน้าใหม่และอดีต สส. ซึ่งเชื่อว่ายังได้รับการยอมรับจากประชาชน และมีโอกาสกวาดทั้ง 33 เขตตามเป้าหมาย ส่วนกรณีที่ผลโพลชี้ว่าคะแนนนิยมลดลงจากปัจจัยทางการเมืองหลายประเด็น รวมถึงการไม่มีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นแม่เหล็กดึงคะแนน นายศรายุทธิ์มองว่าคะแนนที่ลดลงส่วนใหญ่ไปอยู่ในกลุ่มผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจ ซึ่งหมายความว่ายังมีโอกาสในช่วงเวลารณรงค์อีกประมาณ 50 วันที่เหลืออยู่ พร้อมเปรียบเทียบว่ากระแสความนิยมของนายพิธาเองก็เกิดขึ้นในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง และเชื่อว่านายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน จะมีโอกาสเจิดจรัสไม่ต่างกันเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม นายศรายุทธิ์ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นถึงจุดยืนเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยระบุว่า หลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ควรหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นนี้ในช่วงการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทางกฎหมาย เลขาธิการพรรคประชาชน ย้ำทิ้งท้ายว่า พรรคยึดหลัก “พรรคมากกว่าตัวบุคคล” มาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ การสร้างพรรคให้เป็นสถาบันการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของร่วมกัน คือหัวใจสำคัญ และเชื่อว่าความแข็งแกร่งของพรรคประชาชนจะนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากประชาชนออกมาใช้สิทธิและร่วมกันกำหนดอนาคตประเทศอย่างแท้จริง เปิดรายชื่อ 33 ว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. 'ประชาธิปัตย์' พบมีทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า ความเคลื่อนไหวพรรคประชาธิปัตย์ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รับผิดชอบพื้นที่ กทม. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครกทม.33เขต โดยระบุว่า ผู้สมัครกรุงเทพฯ ทั้ง 33 เขตเรียบร้อยแล้วครับ ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนจาก 150 คนเหลือ 33 คน… ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ครับ ทุกคนทำได้ดีมากๆ ครับ แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนที่ต้องเสียใจและผิดหวัง เพราะจำนวนคนที่เสนอตัวสมัครเข้ามา มีจำนวนมากกว่าจำนวนที่จะส่งลงเลือกตั้งหลายเท่าตัว ขอเรียนว่าคณะกรรมการสรรหาและกรรมการบริหารพรรค ได้พิจารณาในทุกๆ ด้าน อย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน บุคลิกภาพ ทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกับแนวทางสุจริต ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของพรรค สำหรับคนที่ไม่ได้ไปต่อ ผมเชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจและมีคุณค่ามากสำหรับพรรคครับ ผมจะติดต่อดึงคนที่อยากทำงานต่อไปกับพรรค มาช่วยกันทำงานเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินต่อไปครับ เพราะการทำงานการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นผู้แทนราษฎรเท่านั้น ขอแสดงความยินดีกับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทั้ง 33 คนด้วยนะครับ…เราจะสู้ไปด้วยกันครับ เขตเลือกตั้งที่ 1 นายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี เขตเลือกตั้งที่ 2 ดร.เจษฎา เลิศธนสาร เขตเลือกตั้งที่ 3   นายอภิมุข ฉันทวานิช เขตเลือกตั้งที่ 4 นายพงศกร ขวัญเมือง เขตเลือกตั้งที่ 5 นายนนธนัตถ์ บุนนาค เขตเลือกตั้งที่ 6 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร เขตเลือกตั้งที่ 7 นายพงศ์พล เตมีย์ เขตเลือกตั้งที่ 8 นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา เขตเลือกตั้งที่ 9 น.ส.วิเวียน จุลมนต์ เขตเลือกตั้งที่ 10 ดร.ชัยพร แก้ววาตะ เขตเลือกตั้งที่ 11 น.ส.รมิดา อินทะแพทย์ เขตเลือกตั้งที่ 12 นางพิมชนก เก่าเจริญ เขตเลือกตั้งที่ 13 นายภาณุพงศ์​ ลักษณวิศิษฐ์ เขตเลือกตั้งที่ 14 รอ.ดร.นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ เขตเลือกตั้งที่ 15 น.ส.ฐิตยากร พรโรจนากูร เขตเลือกตั้งที่ 16 นายสุนันท์​ มีนมณี เขตเลือกตั้งที่ 17 นายฐิติวัชร์ ดีประเสิรฐวงศ์ เขตเลือกตั้งที่ 18 นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์ เขตเลือกตั้งที่ 19 น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล เขตเลือกตั้งที่ 20 นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง เขตเลือกตั้งที่ 21 ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล เขตเลือกตั้งที่ 22 นายปรินต์ ทองปุสสะ เขตเลือกตั้งที่ 23 น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์ เขตเลือกตั้งที่ 24 น.ส.มารีญา ฤกษ์ดี เขตเลือกตั้งที่ 25 นายชยิน พึ่งสาย เขตเลือกตั้งที่ 26 นายสาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล เขตเลือกตั้งที่ 27 น.ส.มลฑาทิพย์ ทิพยชนาพัฒน์ เขตเลือกตั้งที่ 28 นายพร้อมพล ธรรมจินดา เขตเลือกตั้งที่ 29 น.ส.ศิริขวัญ นิลกรรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 30 นายคณพล พงศ์พิทยา เขตเลือกตั้งที่ 31 พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์ เขตเลือกตั้งที่ 32 ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ เขตเลือกตั้งที่ 33 นายเจตน์สฤษฎิ์ เลิศธนสาร ฝากไว้ในอ้อมใจทุกๆ ท่านด้วยครับ จันทร์ที่ 22 ธ.ค. 9.00 น. เชิญพบตัวเป็นๆ และประวัติของทุกคน ในการเปิดตัวผู้สมัครอย่างเป็นทางการนะครับ #สสที่ดีคุณเองก็เป็นได้นะ #กรุงเทพฯฟ้าใหม่ #ฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า33รายชื่อมีทั้งผู้สมัครหน้าใหม่และหน้าเก่า อาทิ  นายอภิมุข ลงเขตเดิมคือยานนาวา บางคอแหลม นายพงศกร โฆษกพรรค ลงเขตเดิมคือคลองเตย-วัฒนา   น.ส.ศิริภา เลขานุการนายชวน หลีกภัย อดีตประธานสภา  ลงชิงเขต6 เป็นต้น 'สุพิศาล' อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาชน แจงเหตุซบ 'ไทยธรรม' ระบุขอเกาะขบวนไปด้วยแต่เขาไม่ให้ไป ลั่นเจอกันในสนาม ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาท หรือ “ผู้การแมว” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินใจลาออกจากสมาชิกพรรคประชาชนเพื่อย้ายเข้าสังกัดพรรคไทยธรรมว่า สาเหตุที่ลาออกเนื่องจากไม่ผ่านการคัดเลือกเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ตนเองได้เสนอตัวแล้วแต่ทางกรรมการบริหารพรรคแจ้งว่าไม่ได้รับการคัดเลือก “เราขอขึ้นรถเมล์แต่เขาบอกว่ามันเต็มแล้ว ไม่ให้ไปจะให้ทำอย่างไรได้” พล.ต.ต.สุพิศาลกล่าวและว่า กระบวนการคัดสรรของพรรคประชาชนมีความบกพร่อง ไม่รอบคอบ และขาดความชัดเจน แม้ตนจะมีตำแหน่งเป็นถึงรองหัวหน้าพรรคแต่เมื่อสอบถามถึงข้อสรุปนโยบายหรือแบบแผนในการดำเนินงาน กลับไม่ได้รับคำตอบจากคณะกรรมการ โดยอ้างว่าเป็นความลับ ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับตนเป็นอย่างมาก สำหรับการย้ายไปพรรคไทยธรรม พล.ต.ต.สุพิศาลบอกว่า จะไปดำรงตำแหน่ง ประธานที่ปรึกษาพรรค และเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.กทม. เขต 31 (ทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน) เป็นการประกาศท้าชนกับนายอนุสรณ์ ธรรมใจ ว่าที่ผู้สมัครจากพรรคประชาชน เหตุผลที่เลือกพรรคไทยธรรมเนื่องจากหัวหน้าพรรคเคยเป็นลูกศิษย์สมัยที่ตนสอนระดับปริญญาเอก พร้อมแสดงความมั่นใจในฐานเสียงพื้นที่เขตตลิ่งชัน-ทวีวัฒนา เนื่องจากนางลักขณา ภักดีนฤนาถ ภรรยาของตน ปัจจุบันเป็น ส.ก. ในพื้นที่และทำงานใกล้ชิดประชาชนมาโดยตลอด   *ภาพ Cover จากสำนักข่าวไทย  * ข่าว * การเมือง * การเลือกตั้ง * การเลือกตั้ง 2569 * พรรคกล้าธรรม * พรรคภูมิใจไทย * พรรคไทยธรรม * พรรคประชาธิปัตย์
dlvr.it
December 20, 2025 at 11:50 AM
'ธรรมนัส' ยืนยันพิธีเปิดซีเกมส์ 2025 มีความพร้อม 100% ย้ำรัฐบาลทำดีที่สุด
'ธรรมนัส' ยืนยันพิธีเปิดซีเกมส์ 2025 มีความพร้อม 100% ย้ำรัฐบาลทำดีที่สุด auser15 Tue, 2025-12-09 - 11:02 "ธรรมนัส" ยืนยันพิธีเปิดซีเกมส์ 2025 มีความพร้อม 100% ย้ำรัฐบาลทำดีที่สุด ยอมรับนายกฯห่วงความปลอดภัยนักกีฬากัมพูชา กำชับเพิ่มมาตรการดูแลเข้ม บอกมุ่งแก้ปัญหาบ้านเมือง ขอฝ่ายการเมืองอย่าซ้ำเติมคนทำงาน 9 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวไทย รายงานว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กล่าวถึงการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ว่า ขอบคุณคำติชมในเรื่องการจัดมหกรรมซีเกมส์ ที่จะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันนี้ พร้อมยืนยันว่ามีความพร้อม 100% ขณะที่การดูแลนักกีฬากัมพูชาที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ นั้น ร.อ.ธรรมนัส ยอมรับว่า นายกรัฐมนตรีมีความกังวลในเรื่องนี้จึงได้สั่งการให้ตนเองเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้น ซึ่งเรื่องปัญหาชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่มีคณะกรรมการระหว่างประเทศในด้านกีฬาอยู่แล้ว ฉะนั้นหากเราไปกระทำการอะไรก็จะส่งผลกระทบต่อวงการกีฬาด้วย ขณะเดียวกันก็มีฝ่ายรักษาความปลอดภัยคอยดูแลอยู่ ส่วนจะต้องเตือนกองเชียร์ไทยอย่าทำอะไรเกินกว่าเหตุหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ในสนามกีฬาแทบจะไม่มีกองเชียร์จากฝ่ายกัมพูชาอยู่ สำหรับพิธีเปิดในวันนี้ (9 ธ.ค.) สามารถสยบดราม่าได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ในพิธีเปิดวันนี้ในฐานะที่ตนเองเป็นประธาน กกท. จะพยายามเอาองคาพยพทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาคมกีฬาทุกประเภทมาประชุมบูรณาการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยนายกสมาคมและกรรมการสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ซึ่งตนเองได้แต่งตั้งให้ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มากำกับดูแลในเรื่องการกีฬาโดยเฉพาะ พร้อมตั้งวอร์รูมแก้ปัญหาในทุกเรื่อง และในฐานะที่เป็นเจ้าภาพจะทำให้ดีที่สุด แต่ขอให้ดูผลการเปิดมหกรรมในวันนี้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร แต่มั่นใจว่ารัฐบาลและตนเองทำดีที่สุดแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ติดตามและกำชับเรื่องนี้มาโดยตลอด * ข่าว * การเมือง * ซีเกมส์ * ธรรมนัส พรหมเผ่า
dlvr.it
December 9, 2025 at 4:04 AM
'ธรรมนัส' นั่งหัวโต๊ะ 'ปราบค้ามนุษย์' ตั้งเป้าช่วย เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์
'ธรรมนัส' นั่งหัวโต๊ะ 'ปราบค้ามนุษย์' ตั้งเป้าช่วย เหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ Pazzle Wed, 2025-10-22 - 13:58 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ นัดประชุมวาระแรก หาแนวทางช่วยเหลือคนไทยที่ถูกหลอกไปเป็นสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ร.อ.ธรรมนัส ระบุ ตนเป็นคนทำอะไรทำจริงจัง แม้เป็นงานใหม่แต่ในกรอบระยะเวลาอันสั้นก็จะทำให้เป็นรูปธรรม   22 ต.ค. 2568 กรุงเทพธุรกิจ เดอะ สแตนดาร์ด ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) ครั้งที่ 3/2568 โดยมีอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมด้วย  ร.อ.ธรรมนัสกล่าวในที่ประชุมว่า ตนได้รับมอบหมายรับผิดชอบกำกับดูแลเรื่องนี้ สิ่งที่เรากำลังจะทำในกรอบระยะเวลาที่เหลืออยู่จะต้องทำทุกอย่างให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาทั้งการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ที่ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ กรรมการทุกคนที่เห็น ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องที่รู้จักกันมานาน และน่าจะทำงานไปด้วยกันเพื่อให้สัมฤทธิ์ผลตามที่นายกรัฐมนตรีได้วางไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ทั้งเรื่องการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งวันนี้เป็นวาระแรกและเป็นงานใหม่ ขอให้ทุกคนทำงานด้วยจิตใจที่มั่นคงที่จะแก้ไขปัญหาให้กับสังคม  ร.อ.ธรรมนัส ระบุ ตนเป็นคนทำอะไรทำจริงจัง และในกรอบระยะเวลาสั้นๆ จะทำให้เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ * ข่าว * การเมือง * ธรรมนัส พรหมเผ่า * ค้ามนุษย์ * สแกมเมอร์ * อัครา​ พรหม​เผ่า​
dlvr.it
October 22, 2025 at 7:12 AM
'ธรรมนัส' สั่งตั้ง คกก.จังหวัด ฟื้นฟูแหล่งน้ำเชียงรายจากสารปนเปื้อน
'ธรรมนัส' สั่งตั้ง คกก.จังหวัด ฟื้นฟูแหล่งน้ำเชียงรายจากสารปนเปื้อน auser15 Sun, 2025-10-12 - 09:25 'ธรรมนัส' สั่งตั้ง คกก.จังหวัด ฟื้นฟูแหล่งน้ำเชียงรายจากสารปนเปื้อน หวังสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร-ประชาชน สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ว่า ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำกก ณ เขื่อนเชียงราย ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย และเดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอเวียงชัย และรับฟังปัญหาความต้องการในพื้นที่ พร้อมมอบสิ่งของและปัจจัยการผลิต เช่น มอบโฉนดเพื่อการเกษตร พันธุ์สัตว์น้ำ น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ รวมทั้งป้ายปัจจัยการผลิตโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า เขื่อนเชียงรายมีพื้นที่ชลประทาน 58,723 ไร่ ในเขตอำเภอเมืองเชียงราย เวียงชัย และเวียงเชียงรุ้ง ซึ่งกรมชลประทานได้มีการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำกก เพื่อบรรเทาอุทกภัยในช่วงฤดูฝน และเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง รวมถึงเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่ระบบชลประทานในพื้นที่ลุ่มน้ำกกตอนล่าง อย่างไรก็ตาม จังหวัดเชียงรายยังประสบปัญหาจากภัยธรรมชาติและปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม โดยเฉพาะเรื่องสารตกค้างในแม่น้ำกกที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน “สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเจรจาให้ได้ข้อยุติชัดเจนกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจน ไม่ปล่อยให้มีการระบายสารเคมีลงสู่ลำน้ำสาขา ซึ่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย เพราะเรื่องนี้กระทบโดยตรงต่อชีวิตของพี่น้องประชาชน ผมจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารนี้ เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานความมั่นคงดำเนินการทางการทูตอย่างเป็นระบบ” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวอีกว่า ในส่วนกระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งพิจารณาการสร้างประตูระบายน้ำหรือฝายดักตะกอน บริเวณต้นน้ำก่อนเข้าสู่เขตอำเภอแม่อาย เพื่อกรองและลดการไหลของสารปนเปื้อนก่อนเข้าสู่พื้นที่จังหวัดเชียงราย ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน และกรมประมง ร่วมตรวจสอบคุณภาพทั้งน้ำ ดิน และสัตว์น้ำ ในพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่า ทรัพยากรเหล่านี้ปลอดภัยต่อการบริโภค ตลอดจนได้มอบให้กรมชลประทานหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับอุปโภคบริโภคให้ประชาชนเชียงราย เพื่อไม่ต้องใช้น้ำหลักจากแม่น้ำกก แม้จะยังไม่เกินค่ามาตรฐานก็ตาม “ผมจะตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดขึ้นมาดูแลปัญหานี้โดยเฉพาะ โดยมีตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วม เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเข้าถึงพื้นที่จริง ผมขอยืนยันว่า จะเร่งแก้ปัญหาให้ดีที่สุด เพราะนี่คือความเดือดร้อนของประชาชนจริง ๆ ซึ่งรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะไม่เพิกเฉยต่อเรื่องนี้แน่นอน” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับฟังการสะท้อนปัญหาความต้องการของพื้นที่โดยผู้นำท้องที่และผู้นำท้องถิ่นนำเสนอ อาทิ โครงการปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยการขุดลอกหนองหลวง โครงการพัฒนาฟื้นฟูหนองหลวง โครงการก่อสร้างระบบสูบน้ำผันแม่น้ำกกด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมสั่งการให้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาและพัฒนาในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมอบหมายให้ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เพื่อเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม และยืนยันว่า จะเดินหน้ายกระดับราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น ภายใน 3 เดือน เพื่อแก้ปัญหาในระยะเร่งด่วนให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง โอกาสนี้ รมว.ธรรมนัส ได้ปล่อยคาราวานรถ “กาแฟดีที่เชียงรายสู่ชุมชนเพื่อความยั่งยืน กาแฟลดโลกร้อน“ ภายใต้โครงการส่งเสริมและสร้างการรับรู้การผลิตกาแฟภาคเหนือตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดย สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย กรมส่งเสริมการเกษตร อีกด้วย * ข่าว * การเมือง * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * เชียงราย * แม่น้ำกก * ธรรมนัส พรหมเผ่า
dlvr.it
October 12, 2025 at 2:31 AM
'โรม' กังวลเกณฑ์คนสแกนม่านตาแลกเงิน อาจถูกใช้เปิด บช.ม้า-โยงสแกมเมอร์
'โรม' กังวลเกณฑ์คนสแกนม่านตาแลกเงิน อาจถูกใช้เปิด บช.ม้า-โยงสแกมเมอร์ ภาพปก: รังสิมันต์ โรม  XmasUser Thu, 2025-10-09 - 17:16 ผลประชุม กมธ.ความมั่นคง แนะนำ ก.ล.ต. คุยกับสิงคโปร์ ลุยปราบสแกมเมอร์และธนาคารเอี่ยวฟอกเงิน กังวลประชาชนถูกเกณฑ์สแกนม่านตาแลกเงิน เอาข้อมูลชีวมิติไปขาย อาจถูกเอาไปใช้สร้างตัวตนออนไลน์ เปิดบัญชีม้า โยงแก๊งสแกมเมอร์   9 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าว The Reporters รายงานวันนี้ (9 ต.ค.) ที่รัฐสภา เวลา 12.27 น. ธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ระบุว่าเขามาแทน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อชี้แจงคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร เรื่องความสัมพันธ์กับ ‘เบน สมิธ’ และขบวนการฟอกเงิน ธนดล กล่าวต่อว่า วันนี้ธรรมนัส ติดภารกิจลงพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ จึงมอบหมายให้เขามาชี้แจงแทน ตั้งแต่ข้อมูลที่มาที่ไปของเบน สมิธ และที่มีหมายจับจากตำรวจสากล (Interpol) แต่วันนี้ไม่ได้เข้าชี้แจงใน กมธ.  รังสิมันต์ กล่าวว่า เขาอยากให้ตัวของธรรมนัส มาชี้แจงด้วยตัวเองโดยผ่านการออกหนังสือเชิญ และยืนยันว่าส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาอะไรกับธนดล และอยากให้ธนดล ถ้ามีโอกาสได้คุยกับธรรมนัส อยากให้ชี้แจงว่า กมธ.เชิญมา ไม่ได้เชิญมาฆ่ารัฐมนตรี แต่อยากให้มาทำงานด้วยกัน “รอบนี้หนังสือที่เราเชิญท่านร้อยเอกธรรมนัส และก็เชิญท่านนฤมล ท่านไชยชนก พลตำรวจเอกธัชชัย เราเชิญในลักษณะที่ให้มาด้วยตัวเอง การมอบให้ท่านอื่นมา ทางเราไม่สามารถตอบรับได้ และจริงๆ ผมทราบเป็นหนังสือว่าได้มอบให้ทีมทนายความมา ผมก็ได้สั่งการให้ทางฝ่ายเลขาฯ ประสานภายในว่าต้องให้ร้อยเอกธรรมนัส มาด้วยตัวเองเท่านั้น เลยเป็นเหตุผลว่าไม่สามารถให้ผู้แทนของธรรมนัสเข้าประชุมได้” รังสิมันต์ โรม กล่าว โรม กล่าวต่อว่า การใช้อำนาจเรียกจะทำต่อเมื่อไม่ได้รับความร่วมมือ และธรรมนัส ยืนยันมาตลอดว่าจะให้ความร่วมมือ เลยมองว่าไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจเรียก ซึ่งต้องขอมติจาก กมธ.ความมั่นคงฯ และถ้าไม่มาในวันนี้ อาจจะมีเหตุผลว่าติดภารกิจ อ้างแบบนี้ใครก็อ้างได้ แต่ว่าจะมาเมื่อไรก็ขอให้แจ้ง เพื่อให้ กมธ.จะได้จัดการและอำนวยความสะดวกให้ร้อยเอกธรรมนัส แต่ตอนนี้ยังไม่ได้รับคำตอบอะไรจากธรรมนัส  โรม กล่าวต่อว่าจะมีการเชิญรอบที่ 2 แน่นอน แต่เบื้องต้นวันที่ 30 ต.ค.นี้ จะมีการเชิญวรภัค รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามาชี้แจง และจะมีหน่วยงานอื่นๆ ด้วย โรม กล่าวว่า ผลการประชุมหน่วยงานหลายๆ หน่วยงานต้องติดตามข้อมูลต่อไป เพราะว่าถ้าเราไล่เส้นเรื่องทั้งหมดมันมีคีย์แมนหลายๆ คีย์แมน ย้ำกับสื่อมวลชนว่าไม่มีแค่ ‘เบน สมิธ’ แต่มีหลายบริษัท เบื้องต้น ให้คำแนะนำกับ ก.ล.ต. ว่าบุคคลเป้าหมายมีใครบ้าง และต้องทำงานร่วมกับใคร และขอให้ ก.ล.ต.คุยกับตำรวจไซเบอร์ และ ปปง. ที่จะต้องเสาะหาข้อมูล โรม กล่าวต่อว่า เขาได้รับทราบข่าวว่ามีการซื้อขายข้อมูลชีวภาพ และสแกนม่านตา โดยที่จ่ายเงินเป็นคริปโตฯ โดยมูลค่าอยู่ที่ 2,000 บาท เหมือนเป็นการให้เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลชีวมิติ ซึ่งข้อมูลชีวมิติที่เป็นสแกนม่านตา น่ากังวลว่าสามารถเอาไปสร้างตัวตนปลอมบนโลกออนไลน์ และมันอาจจะเป็นแหล่งที่มาสำคัญของการสร้างบัญชีม้า และเป็นแก๊งสแกมเมอร์ได้ ถ้าคนที่ไม่หวังดีได้ข้อมูลนี้และเอามาใช้ลักษณะแบบนั้นก็เป็นเรื่องน่ากังวล สส.พรรคประชาชน กล่าวต่อว่า ตอนนี้มีคนที่สแกนม่านตามาแล้ว 1,000,000 คน มีทั้งคนไทย และแรงงานข้ามชาติ โดยกลุ่มคนที่สแกนจะมีสถานะทางการเงินไม่ค่อยดี และพอเรามาดูบริษัท เราพบว่าเราเริ่มเจอบริษัทที่อาจจะถูกเชื่อมโยงในเรื่องนี้ โดยมี ‘ยิน เลี๊ยก’ ซึ่งเป็นหนึ่งในคีย์แมนของบริษัท ‘BIC’ เป็น 1 ในพาร์ทเนอร์ของเบน สมิธ เราเริ่มได้ข้อมูลตรงนี้และต้องชื่นชมหน่วยงาน ส.ค.ส. (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ที่เอาข้อมูลตรงนี้มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการอย่างเป็นประโยชน์มากๆ ซึ่งต้องมีการสืบและตรวจสอบต่อ “สมมติว่า 1 ล้านคน ถ้าเกิดมันมีการให้คริปโตฯ ไปเรื่อยๆ มูลค่าตอนนี้รวมกัน 2 พันล้านแล้วเป็นอย่างน้อย แสดงว่ามันต้องมีการเสาะแสวงหาข้อมูลต่อไป ต้องติดตามต่อ” โรม กล่าว โรม กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องระดับชาติ แต่เป็นเรื่องระดับโลก และมีบริษัทข้ามชาติหลายๆ บริษัทเข้ามาเกี่ยวข้อง และบริษัทเหล่านี้มีลักษณะของการกระบวนการบางอย่างทำให้การแสวงหาผู้ที่รับประโยชน์จริงๆ จากการฟอกเงิน หรือเส้นทางการเงินต่างๆ ทำได้ยากมากๆ เลยพยายามพูดคุยและยกระดับกันอยู่ โดยทาง กมธ. ได้แนะนำให้กับ ก.ล.ต. คุยกับหน่วยงาน ‘Monetary Authority of Singapore’ (MAS) ของสิงคโปร์ เขาจะทำ 2 ฟังก์ชัน ที่เป็นเหมือน ก.ล.ต. และก็ ธ.ป.ท. เพื่อแสวงหาความร่วมมือและปราบปรามธนาคารต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทุนสีเทา โรม ยืนยันว่าตอนนี้เป็นห่วงเรื่องข้อมูลชีวมิติ เพราะมีข้อมูลบ่งชี้หลายอย่างที่น่าเป็นกังวล เพราะมันมีลักษณะของการทำที่ มันมีการไปเกณฑ์คนโดยเป็นการไปเกณฑ์มาทั้งหมู่บ้าน และเอาคนเหล่านี้ไปสแกนม่านตา และให้เงิน 500 บาท และถ้าแบบนี้ทำกันไปเรื่อยๆ เราไม่รู้เลยว่าการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเป็นอย่างไร และมันอันตรายมาก “ถ้ามีการเอาข้อมูลสแกนม่านตาไปใช้ มันจะยิ่งยากขึ้นไปอีก และกังวลว่าความพร้อมของเจ้าหน้าที่รัฐไทยของเราอาจจะยังไม่มีความพร้อมกับความกังวลแบบนี้” โรม กล่าว และแย้มว่า พื้นที่ที่ได้ยินว่ามีการเกณฑ์คนไปสแกนม่านตาเป็นพื้นที่ในภาคอีสาน * ข่าว * การเมือง * คุณภาพชีวิต * ต่างประเทศ * แก๊งสแกมเมอร์ * ฟอกเงิน * กัมพูชา * ไทย * เบน สมิธ * ธรรมนัส พรหมเผ่า * รังสิมันต์ โรม * พรรคประชาชน * กมธ.ความมั่นคง
dlvr.it
October 9, 2025 at 10:30 AM
'P-Move - We Fair' ยื่นหนังสือเรียกร้องสิทธิที่อยู่อาศัย-สวัสดิการเด็กเล็ก-คนพิการ
'P-Move - We Fair' ยื่นหนังสือเรียกร้องสิทธิที่อยู่อาศัย-สวัสดิการเด็กเล็ก-คนพิการ auser15 Tue, 2025-09-30 - 16:10 ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) และ เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) ยื่นหนังสือเรียกร้องสิทธิที่อยู่อาศัย-สวัสดิการเด็กเล็ก คนพิการ ด้าน 'ธรรมนัส' เผยไม่เริ่มนับหนึ่งใหม่ เดินหน้าชง ครม. อนุมัติงบประมาณแก้ปัญหาด่วน 30 กันยายน 2568 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วย นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงรัฐมนตรีจากพรรคกล้าธรรม และนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รับหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาหลักประกันและบริการทางสังคม รวมถึงการรณรงค์เนื่องในวันอยู่อาศัยโลก           ผู้แทน P-Move กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาบรรจุประเด็นการจัดสรรที่ดินสาธารณะเพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมทั้งขอให้ ร้อยเอก ธรรมนัส ทำหน้าที่ประธานในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยตนเอง           นอกจากนี้ยังได้รับหนังสือจากคณะทำงานขับเคลื่อนสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า 450 องค์กร และเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair)  เพื่อขอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการพัฒนาหลักบริการทางสังคม           ผู้แทน We Fair กล่าวว่า ขอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการประกันสวัสดิการทางสังคม ซึ่งมีด้วยกันหลายประเด็นแต่วันนี่เราเน้นเรื่องเงินอุดหนุนเด็กอายุ 0-6 ปี ซึ่งใช้งบประมาณ 6,000 ล้านบาท คิดเป็น 10% ของงบประมาณ ปี 2568 และ การใช้งบประมาณสนับสนุนเบี้ยความพิการปรับเพิ่มจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาท ซึ่งใช้งบประมาณประมาณ 3,000 ล้านบาท ที่ผ่านมามีความพยายามต่อในการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ จึงอยากติดตามเพราะเชื่อว่าในระยะเวลา 4 เดือนสามารถทำได้           ด้านนางสุนีย์ ไชยรส ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า กล่าวว่า ต้องขอบคุณกระทรวงฯ ที่วางกรอบว่ามีเงินที่ใช้ผลักดันส่วนนี้แล้ว มีเด็กอยู่ทั้งหมด 3.3 ล้านคน แต่ได้เงินอุดหนุนเพียง 2.3 ล้านคน ใช้เงินอุดหนุนเพียง 6,000 ล้านบาท จะสามารถครอบคลุมเด็กได้ทั้งหมด ในส่วนของคนพิการใช้งบประมาณเพิ่มอีก 2 พันกว่าล้านบาท ซึ่งไม่ต้องใช้ข้อมูลใหม่ เพราะทางกระทรวงฯ ได้ทำข้อมูลไว้เรียบร้อยแล้วไม่ว่าจะเป็นจำนวนเด็กที่ขึ้นทะเบียน ใช้เงินส่วนไหน จึงอยากขอให้ ร้อยเอก ธรรมนัส ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีเดินหน้าดันโครงการต่อได้เลย           ด้าน ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องเก่าที่คณะกรรมการแต่ละคณะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนพิการหรือเด็กถ้วนหน้า ได้เห็นชอบอยู่แล้วเพียงแต่ว่าที่ไม่ผ่านและไม่สำเร็จเนื่องจากงบประมาณไม่ได้บรรจุในแผนงบประมาณโดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนงบประมาณปี 2569 ดังนั้น สิ่งที่จะแก้ไขโดยกรอบเวลารัฐบาลชุดนี้ คือ ต้องทำอย่างเร่งด่วน ตนและนายอัคราตลอดจนส่วนเกี่ยวข้องจะไม่เริ่มนับหนึ่ง แต่จะสานต่อสิ่งที่คณะกรรมการเห็นชอบและเกิดประโยชน์กับประชาชนทั้งสองกลุ่ม ซึ่งเป็นปัญหาสังคมที่รัฐต้องรับผิดชอบ หลังจากวันนี้ตนจะมอบหมายให้นายอัคราดำเนินการเร่งประชุมและจะนำเสนอ ครม. ให้เร็วที่สุด เพื่อเร่งแก้ปัญหาให้กับประชาชนให้เกิดเป็นผลโดยเร็วที่สุด           ขณะที่ นายอัครา กล่าวว่า สิ่งที่พยายามขับเคลื่อน คือ การเอางบประมาณของรัฐมาเพิ่มในส่วนของสวัสดิการสังคม ตนดีใจที่ได้รับโอกาสมาทำงานตรงนี้ เพราะตนทราบถึงปัญหาเป็นอย่างดี สมัยที่ตนเป็น นายก อบจ. ดูแลตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเสียชีวิต ปัญหาเรื่องงบประมาณเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องของคน อาจจะโยกงบประมาณจากโครงสร้างพื้นฐานมาดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งตนเชื่อว่า รัฐบาลจะจัดสรรงบในส่วนนี้ลงมาดูแลประชาชนกลุ่มนี้ เพราะเป็นงบประมาณที่น้อยนิดมากหากนำไปเทียบกับการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง หลังจากนี้ ตนหวังว่า ทุกคนจะได้เห็นบทบาทหน้าที่การทำงานของตนที่เติบโตมาจากท้องถิ่น จนเข้าใจถึงปัญหาเป็นอย่างดี * ข่าว * การเมือง * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม * We fair * ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม * P-Move
dlvr.it
September 30, 2025 at 9:16 AM
พรรคกล้าธรรม มีมติเลือก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ แทน นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่ลาออกก่อนหน้า พร้อมปรับโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค ชุดใหม่เกือบทั้งคณะ โดยแต่งตั้ง นายไผ่ ลิกค์ เป็นเลขาธิการพรรค
#themainstreamth #พรรคกล้าธรรม #ธรรมนัสพรหมเผ่า #ไผ่ลิกค์
themainstream.news/politics/182...
พรรคกล้าธรรมเลือก ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ พร้อมตั้ง กก.บห.ชุดใหม่
พรรคกล้าธรรม มีมติเลือก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ แทน นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่ลาออกก่อนหน้า พร้อมปรับโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค ชุดใหม่เกือบทั้งคณะ
themainstream.news
April 29, 2026 at 4:04 AM
ธรรมนัสเผยพรรคกล้าธรรมพร้อมเป็นฝ่ายค้านร่วมพรรคประชาชน หลังหลุดวงจัดตั้งรัฐบาล 2569 ย้ำการเมืองไม่จีรัง และอาจมีโอกาสกลับมาทำงานที่กระทรวงเกษตรฯ
#themainstreamth #ธรรมนัสพรหมเผ่า #พรรคกล้าธรรม #ตั้งรัฐบาล #ฝ่ายค้าน
themainstream.news/politics/179...
ธรรมนัส พรหมเผ่า ย้ำพรรคกล้าธรรมพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ชี้การเมืองไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร
ธรรมนัสเผยพรรคกล้าธรรมพร้อมเป็นฝ่ายค้านร่วมพรรคประชาชน หลังหลุดวงจัดตั้งรัฐบาล 2569 ย้ำการเมืองไม่จีรัง และอาจมีโอกาสกลับมาทำงานที่กระทรวงเกษตรฯ
themainstream.news
March 11, 2026 at 7:52 AM