#พริษฐ์วัชรสินธุ
ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน เผยยินดีเข้าสู่กระบวนการ เพราะไม่เคยกลัวความจริง ปม กกต.แจ้งจับถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง ยันพร้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5639867/
#ไอติมพริษฐ์ #พรรคประชาชน #กกต
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
“ความจริงจะปรากฎ!” ไอติม พริษฐ์ ท้าชน กกต. หลังโดนแจ้งจับปมถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง | เดลินิวส์
ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน เผยยินดีเข้าสู่กระบวนการ เพราะไม่เคยกลัวความจริง ปม กกต.แจ้งจับถอดรหัสบัตรเลือกตั้ง ยันพร้อมรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
www.dailynews.co.th
February 27, 2026 at 2:19 AM
ประท้วงวุ่น ! ‘ไอติม’ ชำแหละงบ กกต. 2,700 ล้านไร้ประสิทธิภาพ-โยงโกง สว. ‘ศุภชัย’ สวนอย่าฮึกเหิม

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6179144/
#พริษฐ์วัชรสินธุ #กกต
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 10, 2026 at 9:34 AM
‘กล้าธรรม’ โร่แจง ‘ธรรมนัส’ บินญี่ปุ่น ดูแลนักกีฬาเอเชียนเกมส์ หลังพ้นฝ่ายค้าน

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6209720/
#พริษฐ์วัชรสินธุ #ธรรมนัสพรหมเผ่า #กล้าธรรม
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 22, 2026 at 4:10 AM
‘พริษฐ์’ เผยพรรคประชาชน ต้องทำความเข้าใจ สส. หลัง ‘ไอซ์ รักชนก’ อัด THACCA แค่โฆษณาชวนเชื่อผ่านละคร ย้ำพรรคให้ความสำคัญคุ้มครองเสรีภาพสื่อ-ผู้ผลิตงานสร้างสรรค์

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5855211/
#พริษฐ์วัชรสินธุ #ไอซ์รักชนก #รักชนกศรีนอก #THACCA
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
May 12, 2026 at 8:23 AM
‘พริษฐ์’ แจ้งปชน.ยังไม่สรุปเลือกนายกฯ แต่ถ้า พท.จะยุบสภาก็ยุบไม่ต้องรอ
‘พริษฐ์’ แจ้งปชน.ยังไม่สรุปเลือกนายกฯ แต่ถ้า พท.จะยุบสภาก็ยุบไม่ต้องรอ ภาพจาก พริษฐ์ วัชรสินธุ admin666 Mon, 2025-09-01 - 16:30 โฆษกพรรคบอกถ้าพรรคเพื่อไทยจะยุบสภาก็ทำได้เลยไม่ต้องรอพรรคประชาชนตัดสินใจจะเลือกใครเป็นนายกฯ เพราะเลือกไปเพื่อให้ยุบสภาอยู่แล้ว และพรรคก็เรียกร้องให้ยุบสภามาตั้งแต่วันที่คลิปเสียงหลุดแล้ว 1 ก.ย.2568 พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงการประชุม สส.ของพรรคว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องจะโหวตให้พรรคใด แต่เนื่องจากเขาทราบข่าวเรื่องที่ตัวแทนของพรรคเพื่อไทยให้ข่าวว่าอาจจะดำเนินการยุบสภาถ้าพรรคประชาชนตัดสินใจเลือกไม่ได้ว่าจะเลือกโหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคใด “พรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นต้องรอให้พรรคประชาชนตัดสินใจก็สามารถดำเนินการยุบสภาได้ แล้วถ้าจะย้ำจุดยืนของพรรคประชาชนอีกรอบ 3 ประการ ประการแรกตั้งแต่วันที่มีคลิปเสียงระหว่างแพทองธารกับฮุน เซนออกมา ทางเราเรียกร้องมาตั้งแต่วันนั้นว่าทางออกที่ดีที่สุดของประเทศคือการยุบสภาเพื่อให้ประเทศเรามีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็วและมีรัฐบาลใหม่ที่มีความชอบธรรมทางการเมือง มีเสถียรภาพและศักยภาพแก้ปัญหาสำคัญๆ ได้” พริษฐ์กล่าว โฆษกพรรคกล่าวย้ำถึงข้อเรียกร้องยุบสภาในครั้งนั้นว่า ทางผู้มีอำนาจในเวลานั้นทั้งแพทองธารและภูมิธรรมไม่ได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวแล้วยุบสภา และตอนนี้ก็ยืนยันว่าอำนาจยุบสภาอยู่ที่รักษาการนายกฯ และพรรคเพื่อไทยดังนั้นหากต้องการยุบสภาทำได้เลยไม่ต้องรอพรรคประชาชนตัดสินใจ พริษฐ์กล่าวอีกว่าการที่พรรคประชาชนต้องมาประชุมกันอย่างหนักใจว่าจะให้ สส.ของพรรคโหวตไปในทิศทางใดในเวลานี้เพื่อเลือกนายกฯ ไปยุบสภาก็เพราะที่ผ่านมาไม่มีการยุบสภา ไม่ใช่ต้องการเลือกใครมาแทนที่การยุบสภา โดยทั้งหมดนี้เป็นจุดยืนของพรรคประชาชน ก่อนหน้าที่พริษฐ์จะออกมาแถลง ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ทางพรรคเพื่อไทยโดยสรวงศ์ เทียนทอง ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้กล่าวกับสื่อถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะมีประกาศยุบสภาที่เป็นทางเลือกหนึ่งกรณีที่พรรคประชาชนไม่ตัดสินใจ * ข่าว * การเมือง * ยุบสภา * พรรคประชาชน * ตั้งรัฐบาล * พริษฐ์ วัชรสินธุ * สรวงศ์ เทียนทอง * ประเสริฐ จันทรรวงทอง
dlvr.it
September 1, 2025 at 9:43 AM
#ABSTRACT : อภิปรายแก้รัฐธรรมนูญวันแรก "ล่ม" 🧵
.
(1)
09:30 น. วันนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2568) มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งมีญัตติสำคัญ คือการพิจารณาร่างแก้ไขรธน. 2560 จำนวน 2 ฉบับ จาก พริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน และวิสุทธิ์ ไชยณรุณ พรรคเพื่อไทย
.
#ประชุมสภา #แก้ไขรัฐธรรมนูญ #รัฐธรรมนูญ #สภาผู้แทนราษฎร #วุฒิสภา #การเมือง #elementsth #forbetterfuture
February 13, 2025 at 5:30 AM
พรรคประชาชนมองรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายล่าช้า จากความไม่รอบคอบของรัฐบาล
พรรคประชาชนมองรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายล่าช้า จากความไม่รอบคอบของรัฐบาล auser15 Tue, 2025-08-26 - 15:58 โฆษกพรรคประชาชน ระบุรัฐบาลชูนโยบายเรือธง รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แต่กลับไม่ผลักดันจนเกิดความล่าช้า จี้แจงให้ชัดถึงสาเหตุ ร่างกฎหมาย 3 ฉบับ ไม่ผ่านสภา หรือความไม่รอบคอบของรัฐบาล พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน | ที่มาภาพ: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา 26 สิงหาคม 2568 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายของรัฐบาลที่อาจต้องเลื่อนออกไปจากกำหนดเดิมในวันที่ 1 ตุลลาคม 2568 เนื่องจากร่างกฎหมาย 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนี้ยังไม่สามารถผลักดันได้ในสภาผู้แทนราษฎร ว่าร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และ ร่าง พ.ร.บ. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับประเด็นดังกล่าวและรัฐบาลโดยตรง เพิ่งจะเข้าสู่วาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพุธที่ 27 สิงหาคม นี้  ในขณะที่พรรคประชาชนย้ำจุดยืนต่อนโยบายนี้ และยืนยันในหลักการมาโดยตลอดว่าเห็นด้วยกับการทำให้ขนส่งสาธารณะเข้าถึงประชาขน สะดวก ราคาถูก และครอบคลุม ทั้งรถไฟฟ้าและรถเมล์ แต่พรรคประชาชน ยังห่วงเกี่ยวกับวิธีการที่รัฐบาลดำเนินการในนโยบายนี้ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ซึ่งอาจมีความเสี่ยง หรือเอื้อต่อเอกชนรายใดรายหนึ่ง นายพริษฐ์ กล่าวต่อไปว่าจากข้อสังเกตในประเด็นดังกล่าว ทำให้พรรคประชาชนมีความเห็นต่อร่างกฎหมาย 3 ฉบับ ในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป สำหรับร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง และ ร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม พรรคเห็นชอบด้วย  แต่จะพยายามผลักดันร่างฉบับที่พรรคประชาชนเสนอเข้าไปประกบในการพิจารณาชั้นกรรมาธิการ เพราะร่างฉบับที่พรรคเสนอจะมีคำนิยามค่าโดยสารร่วม ซึ่งทำให้การคำนวณค่าโดยสารไม่คิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนกัน และสามารถช่วยลดค่าโดยสารให้กับประชาชนได้ แต่ในส่วนของ ร่าง พ.ร.บ. รฟม.พรรคยังมีความกังวลต่อวิธีการและแหล่งที่มาของเงินที่รัฐบาลเลือกใช้ อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลออกมาประกาศว่าอาจเลื่อนโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ออกจากกำหนดเดิมวันที่ 1 ตุลาคม นั้น ย่อมต้องทวงถามรัฐบาลถึงสาเหตุของความล่าช้า เพราะเรื่องนี้ถือเป็นนโยบายเรือธง แต่รัฐบาลยังไม่ตอบอย่างชัดเจน ว่าจะทำได้ต่อเมื่อกฎหมาย 3 ฉบับผ่านหรือไม่ แล้วเหตุใดจึงเลือกประกาศวันบังคับใช้นโยบายเป็น วันที่ 1 ตุลาคม แต่ไม่เห็นความพยายามผลักดันทั้งที่รัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่หากความล่าช้านี้ไม่เกี่ยวข้องกับร่างกฎหมาย 3 ฉบับ รัฐบาลย่อมไม่ควรออกมาโทษการผ่านกฎหมายที่ล่าช้าเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนการประกาศใช้ออกไป เพราะสาเหตุมาจากการวางแผนที่ไม่รอบคอบของรัฐบาลเอง * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * พรรคประชาชน * รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย * คมนาคม * ขนส่งสาธารณะ
dlvr.it
August 26, 2025 at 9:01 AM
‘เท้ง’ ชี้ 5 กลุ่มคอร์รัปชันในไทย ฉุดรั้งคุณภาพชีวิต จ่อดัน ‘พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 3.0’ แก้ปมทุจริต-ล็อกสเปก
‘เท้ง’ ชี้ 5 กลุ่มคอร์รัปชันในไทย ฉุดรั้งคุณภาพชีวิต จ่อดัน ‘พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 3.0’ แก้ปมทุจริต-ล็อกสเปก See Think Thu, 2026-07-23 - 15:18 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมโนโวเทล สุขุมวิท 20 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ดำเนินโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน จัดฟอรัมสัมนา "คอร์รัปชันคนไทยจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน : เกิด แก่ เจ็บ โกง คนไทยจะออกจากวงจรนี้อย่างไร"  โดยมีณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) , รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน.,   นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคปชน. และสส.บัญชีรายชื่อพรรคปชน, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคปชน. และสส.บัญชีรายชื่อพรรคปชน. และบุคลากรจากพรรคประชาชน เป็นผู้ร่วมเสวนา  โดยวัตถุประสงค์ของเวทีเสวนานี้จัดขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ต่อสังคม ในประเด็นการทุจริตของภาครัฐ โดยณัฐพงษ์ได้อธิบายที่มาของชื่อฟอรั่มเสวนา ‘เกิด แก่ เจ็บ โกง’ คือการวิเคราะห์ปัญหาคอร์รัปชั่นเชิงระบบผ่านเรื่องปกติที่คนไทยต้องเจอประจำวันที่ต้องเจอปัญหา คอร์รัปชั่นที่ใกล้ ตัว ตั้งแก่เกิดจนตาย เพื่อนำมาสู่แนวทางการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในไทย กรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน ดำเนินเป็นพิธีกรในฟอรัมเสวนา เปิดเวทีอย่างไม่เป็นทางการด้วยการให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยการสอบถามประชาชนเกี่ยวกับประสบการณ์การเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นโดยรัฐผ่านช่องทางออนไลน์พบว่า ผู้มีส่วนร่วมเกินครึ่งมีประสบการณ์ถูกเจ้าหน้าที่รัฐโกง เช่น ปัญหาการเก็บส่วยจราจร เป็นต้น ณัฐพงษ์ ได้กล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการโดยระบุว่า ถ้ามองย้อนไปไกลๆ จากความขัดแย้งทางการเมือง 20 ปีที่ผ่านมา บางคนอาจนึกถึงกรณี ‘โกงจำนำข้าว’ และการทุจริตเครื่องตรวจจับอาวุธ GT200 แต่ถ้าเราย้อนมาใกล้กว่านี้การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็จะนึกถึงกรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สิน เช่นกรณีนาฬิกายืมเพื่อน, TH-AI passport และล่าสุดกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น เมื่อพูดถึงคอร์รัปชั่น เรามักจะมีภาพจำเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือนักการเมือง แต่จากการสอบถามช่องทางออนไลน์ก่อนหน้า พบว่าประเด็นการคอร์รัปชั่นเช่น เรื่องเบี้ยผู้สูงอายุ สวัสดิการประชาชน คุณภาพชีวิต ยังดูเสมือนเป็นเรื่องไกลตัวเมื่อพูดถึงคอร์รัปชั่น  จัด 5 กลุ่มคอร์รัปชั่นในไทย ฉุดรั้งคุณภาพชีวิตคนไทย ณัฐพงษ์ ได้วิเคราะห์ปัญหาการคอร์รัปชั่นในไทยจัดเป็น 5 กลุ่ม 1.การทุจริตที่ทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงสิทธิที่ควรได้ เช่น กรณีทุจริตเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ณัฐพงษ์ได้ยกตัวอย่างจากการลงพื้นที่ชายแดนใต้ พบว่าพื้นที่ชายแดนใต้มีปัญหาการด้านการขาดแคลนโภชนาการ ถ้าหากมีการการกระจายอำนาจ การบริหารที่โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะพลิกวิกฤตขาดแคลนโภชนาการ ให้เป็นอาหารกลางวันที่ครบถ้วนให้เด็กไทยได้ 2.การทุจริตที่ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการต้องจ่ายเกินจริงเพื่อจ่าย ’ค่าน้ำร้อนน้ำชา’ เช่น การที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้ได้ใบอนุญาต ซึ่งมันคือต้นทุนที่ไม่จำเป็น และจากการสำรวจของ TDRI พบว่า ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระหลายแสนล้านบาทจากการที่ผู้มีอำนาจใช้ช่องทางกฎระเบียบที่มากเกินจริงเพื่อเก็บส่วย 3.การที่ประชาชนได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการทุจริต เช่น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จากการก่อสร้างถนนพระราม 2 ที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างภาครัฐที่ไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ไม่ได้เอื้อให้เกิดการแข่งขัน และไม่ได้มีมาตรการควบคุมความปลอดภัยที่เข้มงวด  4.ความหละหลวมจากกฎระเบียบของภาครัฐ ทำให้การจ่ายสินบนเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบ เช่นโรงงานก่อมลพิษ ที่เลือกที่จะจ่ายสินบนเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ  5.การจ่ายเพื่อให้ได้รับสิทธิ์ เช่น กรณี ‘พ่อทิพย์-แม่ทิพย์’ ที่จ่ายสินบนเพื่อให้บุตรได้รับสัญชาติไทย เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง ทำให้ประเทศไทยถูกมองจากประชาคมโลกว่าเป็นฐานปฎิบัติการของกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ ‘พริษฐ์’ ชี้ การศึกษาไทยไม่ไปไหนเพราะคอร์รัปชั่น พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เปิดประเด็นด้วยการตั้งคำถามถึงการที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นอันดับต้นๆ แต่คุณภาพของการศึกษาไทยกลับสวนทางงบประมาณ พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาไทยคงหนีไม่พ้นเรื่องปัญหาคอร์รัปชั่นทำให้จากการที่งบประมาณจะเข้าถึงผู้เรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับกลายเป็นว่างบประมาณเหล่านั้นเป็นเข้าสู่กระเป๋าคนไม่กี่คน โดยพริษฐ์ยกตัวอย่างกรณีการ “ทุจริตนมโรงเรียน” ที่โรงเรียนออกใบเสร็จเกินจริง แต่พบว่าจำนวนนมที่นักเรียนดื่มจริงๆ กลับเป็นแค่ 30% เท่านั้น  ถ้าหากมีโรงเรียนสัดส่วน 1 ใน 10 ของประเทศไทยมีการทุจริตเช่นนี้ จากการคำนวนพบว่าจะทำให้เกิดงบประมาณรั่วไหลถึง 300 ล้านบาทต่อปี พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า การทุจริตเช่นนี้ไม่ได้มาจากแค่ ’พฤติกรรมที่ไม่ดี’ ของผู้เกี่ยวข้อง แต่อาจเกิดจากระบบโครงสร้างรัฐที่เปิดช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตง่าย เช่นการกำหนดเกณฑ์เนื้อหาหนังสือเรียนล็อกสเปกให้เป็นหนังสือที่มีอยู่ในบัญชีกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ปัญหานี้มักเกิดในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยมีการกำหนดเงื่อนไขใน (TOR)ให้เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสำนักพิมพ์และเจ้าหน้าที่รัฐที่เรียกรับสินบน เพื่อให้หนังสือได้ขึ้นบัญชีกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้สำนักพิมพ์ต้องวิ่งเข้าหาเจ้าหน้าที่รัฐทำให้แทนที่จะเกิดกระบวนการแข่งขันเชิงคุณภาพ หรือด้านราคา กลับกลายเป็นการวัดเส้นสายภายในกระทรวงศึกษาธิการ พริษฐ์ย้ำถึงประเด็นทุจริตในวงการการศึกษาว่า การทุจริตไม่ได้มีผลแค่กับงบประมาณภาษีของประชาชน แต่มีต้นทุนแฝง 3 ด้านที่ฉุดรั้งคุณภาพการศึกษาไทย  1.สื่อการสอนที่ไม่ได้คุณภาพ นมบูดที่ส่งผลต่อพัฒนาการเยาวชน หรือการโกงสอบบรรจุครูทำให้พลาดผู้เรียนพลาดโอกาสในการได้เรียนกับครูที่เก่งที่สุดในประเทศ  2.เข็มทิศนโยบายที่ผิดเพี้ยนจากการทุจริตของผู้มีอำนาจที่ไปดีลกับกลุ่มทุน ทำให้เกิดการใช้จ่ายเกินความ จำเป็นและเกิดการจัดสรรงบประมาณไม่ตรงจุด เช่น การสร้างอาคารเกินความจำเป็นแทนที่จะจัดสรรงบ ประมาณเพื่อจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการมาช่วยลดภาระครู หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้เรียน 3.การผลิตซ้ำค่านิยมไทยต่อการทุจริต ทำให้ผู้เรียนมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติ จากการพบเห็นในรั้วโรงเรียน เมื่อมีใครตั้งคำถามต่อการทุจริต ก็มักจะถูกบอกว่า "เป็นเรื่องของผู้ใหญ๋" เป็นการสร้างค่านิยมทางอ้อมให้ยอมรับการทุจริตว่าเป็นเรื่องปกติในสังคม ทุจริตไม่ใช่เรื่องไกลตัว และผลกระทบของการทุจริตต่อแรงงานข้ามชาติ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่าถึงแม้ว่าเราจะไม่เกี่ยวข้องกับการ ประมูลจัดซื้อจัดจ้างของรัฐโดยตรง ในฐานะมนุษย์เงินเดือนการจ่ายภาษีโดยตรงและทางอ้อมจะถูกนำไป จากการจัดซื้อจัดจ้าง โดยภาษีทุกๆ 100 บาท 36 บาทผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและเงินที่รั่วไหล ไปกับการจัดซื้อจัดจ้างคิดเป็น2-11 บาท การทุจริตเป็นต้นทุนแฝงที่ประชาชนไทยต้องจ่ายในกระบวนการ จัดซื้อจัดจ้าง นอกจากนี้แล้ว ปัญหาการทุจริตส่งผลกระทบถึงแรงงานข้ามชาติด้วย สหัสวัต คุ้มคง สส.พรรคปชน. จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ธุรกิจในภาคการประมง การก่อสร้าง และเกษตกรรมจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานหนักที่คนไทยไม่นิยมทำ ทว่าในมุมมองผู้ประกอบการ การหาแรงงานข้ามชาติแบบถูกกฎหมายมี ‘ต้นทุนที่ไม่จำเป็น’ แฝงอยู่ เนื่องจากกระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติแบบถูกกฎหมาย มีการเก็บส่วย โดยคิดเฉลี่ยส่วย รวมทั้งหมด 6,800-16,100 ต่อคน ทำให้นายจ้างหันมาพึ่งแรงงานข้ามชาตินอกระบบ สหัสวัต กล่าวเพิ่มเติมว่าสิ่งที่แรงงานข้ามชาติต้องเจอคือ การกดขี่แรงงาน เนื่องจากแรงงานนอกระบบไม่ต้องจ่ายหลักประกันในการดำรงชีพ เช่นประกันสังคม และไม่มีประกันสุขภาพ  สหัสวัต วิจารณ์ระบบขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติว่า การลงทะเบียนแรงงานข้ามชาติควรจะเป็น ง่าย ถูก และเร็ว แต่ไทย ยาก แพง และช้า ทำให้เอื้อต่อการทุจริต ปชน. เสนอ ’พรบ จัดซื้อจัดจ้าง 3.0’  นายวิสุทธิ์ ตันตินันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่ากระทรวงคมนาคมจะลดงบลง แต่จำนวนโครงการสำหรับ ‘ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ’ กลับไม่ลด เนื่องจากกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เอื้อให้เกิดการฮั้วประมูล นายวิสุทธิ์กล่าวถึงลักษณะการฮั้วประมูลที่รัฐจ้างรัฐโดยไม่ต้องแข่งขัน และการใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงในโครงการที่ต่ำกว่า 5 แสนบาท นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในโครงการบัญชีนวัตกรรมที่มีการล็อกสเปกให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างด้วยงบประมาณอย่างน้อย 30% ผ่านผู้รับเหมาเพียงไม่กี่ราย  นายวิสุทธิ์กล่าวว่า ‘พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 3.0’ ไม่ใช่การรื้อปะผุ แต่เป็นการรื้อระบบจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ตามมาตรฐาน OECD ให้ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเต็มที่ และสร้างความโปร่งใสทั้งระบบ ไม่ให้เกิดการล็อกสเปก  ชู open government- “กิโยตินกฎหมาย” เพิ่มความโปร่งใส น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน เสนอการ “กิโยตินกฎหมาย” เพื่อลดการทุจริตจากที่ขั้นการบริการรัฐตอนซับซ้อน  โดยมีข้อเสนอ 3 ปัจจัยดันให้ประเทศไทยโปร่งใส ที่มีการศึกษาจากต่างประเทศเช่น เวียดนาม เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ 1.นายกฯ ต้องมีเจตจำนงทางการเมืองแน่วแน่ในการจัดการปัญหาคอร์รัปชั่น มีกรอบเวลา แผนการชัดเจน 2.open government สะดวก โปร่งใส เข้าถึงง่าย ลดกระบวนการซ้ำซ้อน 3.บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน จากการโกงเสี่ยงน้อยกว่าการไม่โกง สู่ ‘แฉโกง ปลอดภัย ได้เงิน’  นายกษิเดช แดงเดช ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนว่า คนที่มาเปิดเผยคนโกงในไทย มีความเสี่ยงมากกว่าคนโกง เนื่องจากปัญหาการทุจริตที่หยั่งรากลึก เช่น ปัญหาใบอนุญาตต่างๆ  กษิเดชมองว่าผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดไม่สามารถออกมาเปิดเผยข้อมูลได้ เช่น สื่อมวลชน เนื่องจากการฟ้องปิดปาก และในทางเดียวกัน ควรมีมาตราการลดโทษ หากผู้ที่อยู่ในวงการทุจริต ออกมาสารภาพก่อน และประชาชนผู้มีข้อมูลพยานหลักฐานออกมาแฉโกงควรได้รับเงินรางวัล เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อการต่อต้านทุจริต และเพื่อจัดการการทุจริตอย่างเป็นระบบ โดยรัฐควรมีหลักประกันคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ที่มีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการทุจริต แฟนคลับพรรคผิดหวัง ปมโหวตอนุทิน ในช่วงถามคำถาม มีทั้งเสียงผู้ฟังที่ชื่นชมการทำงานในการตรวจสอบของพรรคประชาชน   ในขณะเดียวกันทันตแพทย์หญิงอพภิวันท์ นิตยารัมภ์พงศ์ ภรรยาของนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้บุกเบิกนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ตั้งคำถามถึงการโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีที่ 32 ด้วยท่าทีที่ผิดหวังต่อการตัดสินใจโหวตนายกอนุทิน ชาญวีรกูล แต่ไม่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งเปรียบเหมือน “ทิ้งเรือให้โจรพาย” นั้น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ตอบคำถามต่อผู้ฟังในกรณีดังกล่าวว่า “ผมแชร์ความรู้สึกนั้น ทุกๆเวทีก็จะมีคนมาแสดงความเห็นเช่นเดียวกัน” พร้อมอธิบายในการตัดสินใจการโหวตนายกฯอนุทินว่า ”ณ ตอนนั้นเรามีข้อจำกัด ว่าเราไม่ได้มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เราจะสามารถเข้าร่วมรัฐบาลได้ ถ้าเราบอกว่าประเทศนี้กำลังจะถูกนำโดยนายกรัฐมนตรี หรือผู้นำประเทศที่เรารู้สึกว่าคนที่เป็นกัปตันเรือ ที่เป็นคนที่เราอาจจะรู้สึกว่าเขาเป็นโจรหรือเขาไม่ได้มีความโปร่งใส มีการทุจริตในกลุ่มการเมืองเขา คำถามคือข้อจำกัดทางกฎหมาย ณ ตอนนั้น ที่พรรคประชาชน ไม่ได้มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เราต้องการโหวตเพื่อปลดล็อกกติกาบางอย่าง เพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศ ถ้าตอนนั้นเองเราเข้าไปร่วมรัฐบาล หลายคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นโจร เราไม่สามารถเป็นกัปตันได้ คำถามคือถ้าเราไปนั่งเรือโจร ประเทศไทยจะไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ หรือเราสามารถนั่งอยู่ในเรืออีกลำหนึ่ง ทำหน้าที่ฝ่ายค้านเสียงข้างมาก  แล้วทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไปถูกทิศทางหรือไม่ นี่คือคำตอบของพวกเรา ที่หากเราได้อำนาจนายกรัฐมนตรี และ ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. มันไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่เราเชื่อคือประเทศนี้จะเปลี่ยนได้ มีความหวังได้ กัปตันเรือเป็นคนที่สำคัญที่สุด ต้องเป็นคนที่มีเจตจำนง เขาสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง แต่ ณ ตอนนั้นเป็นข้อจำกัดจริงๆ ที่ยอมรับว่าเราไม่ได้ตัดสินใจง่าย  แต่เราตอนนั้นเราเชื่อว่าการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง เราต้องมีอำนาจดูแลกำกับ” ณัฐพงษ์ยอมรับว่าผิดหวังกับการโหวต ณ วันนั้น และเสียใจเหมือนผู้สนับสนุนพรรคประชาชนทุกคน แต่ตราบใดที่มีความหวัง ประชาชนออกมาแสดงตัวขบวนการพรรคประชาชนก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ * ข่าว * การเมือง * คุณภาพชีวิต * คอร์รัปชั่น * พรรคประชาชน
dlvr.it
July 23, 2026 at 8:36 AM
พรรคประชาชนกาง 4 เหตุผล กกต.ควรส่งคดีฮั้วเลือก สว.ไปที่ศาล
พรรคประชาชนกาง 4 เหตุผล กกต.ควรส่งคดีฮั้วเลือก สว.ไปที่ศาล auser15 Sun, 2026-06-14 - 15:30 พรรคประชาชน แถลงข่าวตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ในการตรวจสอบคดีฮั้วเลือก สว. กาง 4 เหตุผลควรส่งเรื่องไปที่ศาล ตามมติหรือข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่าง กกต. และดีเอสไอ 14 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวตั้งข้อสังเกตต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. โดยระบุว่าเวลานี้ กกต. ทั้ง 7 คนจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าคดีฮั้ว สว. จะไปถึงศาลหรือไม่ ก่อนหน้านี้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่าง กกต. และดีเอสไอ หลังจากพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมด คณะกรรมการไต่สวนก็มีมติเห็นว่ามีบุคคลที่มีมูลว่ากระทำความผิดอย่างน้อย 229 คน ซึ่งแบ่งออกเป็นอย่างน้อย 138 คนที่เป็น สว. และอีกอย่างน้อย 91 คนที่เป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองหนึ่ง โดยมีหลายคนเป็น สส. รวมถึงบุคคลใน ครม. ด้วย โดยคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีมีมติเห็นควรให้ กกต. มีมติดำเนินคดีและฟ้องทั้ง 229 คนไปที่ศาล เมื่อมีการสรุปเช่นนี้ออกมาเมื่อกลางปี 2568 กกต. จึงมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเพื่อกลั่นกรอง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเสร็จ คณะอนุวินิจฉัยฯ กลับมีมติสวนทางกัน ว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และเสนอให้ กกต. 7 คนยกคำร้อง นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่าวันนี้จึงอยู่ที่ กกต. ทั้ง 7 คนว่าจะเห็นอย่างไร ในเมื่อมีมติสวนทางกันระหว่างคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 กับคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ทางเลือกของ กกต. มี 3 ความเป็นไปได้ คือ 1) เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ส่งเรื่องของทั้ง 229 คนไปที่ศาล 2) เห็นตามคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ยกคำร้องทั้ง 229 คน และ 3) ฟ้องหรือส่งคำร้องเฉพาะบางคนและยกคำร้องหลายคน ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการสละบางคนเพื่อปกป้องบุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งน่าจะได้ข้อสรุปในเดือนกันยายน 2569 ตามกรอบเวลา 90 วัน หลังจากที่ กกต. 7 คน เริ่มพิจารณาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุที่ตนเห็นว่าทำไม กกต. ควรส่งเรื่องของทั้ง 229 คนไปที่ศาล มีอยู่ 4 เหตุผลด้วยกัน คือ 1) หลักฐานในคดีนี้มีความชัดเจนและหนักแน่นกว่าหลักฐานในคดีก่อนหน้าที่ กกต. เคยมีมติส่งเรื่องไปที่ศาลแล้ว นายพริษฐ์ระบุว่าจากการสำรวจรวบรวมข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ หรือที่มีการยื่นมาจากผู้ร้องหรือผู้ให้การกับคณะไต่สวน เป็นที่คาดการณ์ได้อย่างชัดเจนในระดับหนึ่งว่าหลักฐานที่อยู่ในสำนวนมีประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสถิติในการลงคะแนนในวันเลือก สว. ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหากไม่มีการจัดตั้งให้มีการเลือกตามโพย ตัวเลขการลงคะแนนในบัตรที่สอดคล้องกับหลักฐานโพยที่มีการเก็บและเผยแพร่ให้สาธารณะได้เห็น นอกจากนั้นเข้าใจว่าในสำนวนยังมีหลักฐานเรื่องการนัดหมายของกลุ่มบุคคลดังกล่าวที่โรงแรมต่างๆก่อนวันเลือก มีพยานที่ระบุได้ว่ามีการพูดคุยกันอย่างไรในที่ประชุมดังกล่าว มีหลักฐานเรื่องการเดินทางที่มีการซื้อตั๋วเครื่องบินให้กับกลุ่มคนในเครือข่ายดังกล่าวเพื่อเดินทางมาประชุมก่อนวันเลือก รวมถึงอุปกรณ์หรือเสื้อสีเดียวกันที่มีการแจก ตลอดจนคลิปเสียงที่ระบุถึงการนัดหมาย หรือการเสนอทั้งเรื่องเงิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่น เพื่อให้มีการลงคะแนนให้กันและกัน และที่ชัดเจนที่สุดก็คือเส้นทางการเงิน ดังนั้น หลักฐานที่อยู่ในสำนวนของคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีความหนักแน่นและชัดเจนเพียงพอที่ กกต. ควรมีมติส่งเรื่องไปที่ศาลได้ ก่อนหน้านี้ กกต. เคยมีการพิจารณาคดีการเลือก สว. หลายคดีที่มีมติส่งเรื่องไปที่ศาล โดยที่หลักฐานยังเบากว่าหลักฐานที่อยู่ในคณะไต่สวนชุดที่ 26 ด้วยซ้ำ (เช่น คดี ลต. สว. 53/2568 (นครราชสีมา) และ คดี ลต. สว. 47/2568 (ชลบุรี) ที่มีเพียงหลักฐานที่เป็นข้อความสนทนาทาง LINE เพื่อขอคะแนนให้แก่กัน โดยไม่มีหลักฐานเรื่องการเสนอเงิน ตำแหน่ง หรือผลประโยชน์อื่น) แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่คดีที่มีหลักฐานทั้งเรื่องของโพย การนัดหมาย การเดินทาง คลิปเสียง เส้นทางการเงิน ฯลฯ จะไม่หนักแน่นเพียงเพียงพอที่ กกต. จะส่งเรื่องไปที่ศาลได้ หาก กกต. ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลก็จะถูกตั้งคำถามว่าใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันหรือไม่ระหว่างคดีก่อนหน้าและคดีที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน 2) คณะอนุวินิจฉัยฯ ที่ 36 ที่มีมติว่าควรยกคำร้องทั้งสอง 229 คน เป็นคณะที่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรม และเสี่ยงเป็นเพียงเครื่องมือในการฟอกขาวในกระบวนการพิจารณาของ กกต. จะมีคณะอนุวินิจฉัยฯ อยู่แล้ว 35 คณะ ซึ่งโดยปกติ กกต. จะใช้วิธีการสุ่มว่าคดีไหนจะถูกกลั่นกรองโดยคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่เท่าไหร่ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรู้ก่อนล่วงหน้าว่าใครจะรับผิดชอบคดีใด แต่ในคดีการฮั้ว สว. นี้ กกต. ไม่ได้ใช้คณะอนุวินิจฉัยฯ 35 คณะที่มีอยู่แล้ว แต่กลับตั้งคณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ นายพริษฐ์ยังระบุว่านอกจากนั้นในกระบวนการพิจารณา ทางตัวแทนจากดีเอสไอได้ให้ข้อมูลในการประชุมคณะกรรมาธิการว่า คณะอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ไม่เคยมีการเรียกตัวแทนจากดีเอสไอหรือคณะไต่สวนชุดที่ 26 ไปชี้แจงข้อเท็จจริง และยังมีกรณีที่อนุกรรมการบางคนถูกสังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่ ทั้งเรื่องความเกี่ยวพันกับคดีการทุจริต (เช่น คดีทุจริตรถไฟฟ้าสายสีส้ม) และเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง 3) กกต. ส่วนใหญ่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ 4 ใน 7 คนถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว. ที่ตอนนี้อยู่ในสำนวนเมื่อการเข้าสู่ตำแหน่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนเช่นนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้ง 4 คนอาจถูกตั้งคำถามหรือข้อครหาเป็นพิเศษหากมีการตัดสินใจใดที่เป็นการค้านสายตาของสังคม หาก กกต. ต้องการหลุดพ้นออกจากข้อหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน วิธีการที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดก็คือการมีมติส่งเรื่องทั้งหมดไปให้ศาลเป็นฝ่ายพิจารณา ว่าใน 229 คน ใครผิดหรือไม่ผิดอย่างไร 4) กกต. ถูกตั้งคำถาม ถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ในการตรวจสอบคดีการทุจริตการเลือก สว. นายพริษฐ์ระบุว่าในการดำเนินการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ที่ผ่านมา กกต. มีการกระทำหรือการละเว้นการกระทำในบางกรณี ที่ทำให้ถูกตั้งคำถามว่ากำลังตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่และตรงไปตรงมาหรือไม่ โดยหลักฐานล่าสุดก็คือคลิปที่ตนได้นำมาเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ไปเมื่อวานนี้ ซึ่งตนได้มาจากผู้ตรวจการการเลือก สว. ที่มายื่นหลักฐานให้กับวิปฝ่ายค้านที่สภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นภาพบันทึกเหตุการณ์การเลือก สว. ระดับประเทศ ปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ กกต. เดินเก็บโพยจากผู้สมัคร สว. พร้อมตักเตือนผู้สมัคร แม้ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีการชี้แจงจาก กกต. ว่าการที่ผู้สมัครอาจจะมีการจดบันทึกตัวเลขผู้สมัครเพื่อกันลืมเวลาเดินเข้าคูหาไม่ได้ผิดโดยตัวการกระทำนั้นเอง แต่การชี้แจงเท่านี้ยังตอบคำถามของสังคมไม่ได้ เพราะสังคมยังมีคำถามอย่างน้อยดังต่อไปนี้ 1) กรรมการ กกต. ที่มาตรวจมีการทิ้งท้ายว่า “จะเป็น สว. กันอยู่แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ” สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นต้องเห็นอะไรที่ดูไม่สุจริตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มีความจำเป็นต้องเก็บโพยดังกล่าวและตักเตือน - คำถามคือกรรมการ กกต. เห็นอะไรในโพย หรือ เห็นพฤติกรรมประกอบอะไรในวันเลือก ที่ทำให้มองว่าอาจเป็นเลือกที่ไม่สุจริต? 2) หลังจากเหตุการณ์ในคลิปผ่านไปและทาง กกต. ได้เก็บโพยไปแล้ว กกต. ได้ดำเนินการอย่างไรต่อในวันดังกล่าว? ได้มีการเรียกประชุม กกต. ทั้ง 7 คนหรือไม่ ว่าหลักฐานประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วควรดำเนินการต่ออย่างไร? เพราะตาม พ.ร.ป.สว. มาตรา 59 เปิดช่องไว้ว่าหากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม คณะกรรมการ กกต. มีอำนาจในการ “สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิกการเลือก หรือสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่” 3) เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปและมีการประกาศผลการเลือก สว. แล้ว โพยดังกล่าวถูกตรวจสอบต่อหรือไม่ว่ามีความเชื่อมโยงกับหลักฐานอื่นที่อยู่ในสำนวน เช่น มีการตรวจสอบหรือไม่ว่าตัวเลขที่ถูกบันทึกไว้ในโพย เชื่อมโยงกับตัวเลขของผู้สมัครที่อยู่ในหลักฐานการนัดหมาย การเดินทางร่วมกัน หรือเส้นทางการหรือไม่? 4) โพยเหล่านี้ที่เก็บไปตอนนี้อยู่ที่ไหน? อยู่ในสำนวนที่ กกต. กำลังพิจารณาอยู่และจะมีการชี้ขาดว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่? นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่าหาก กกต. ไม่สามารถชี้แจงคำถามเหล่านี้อย่างชัดเจนได้ แล้วสุดท้ายมีมติไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล กกต. ก็อาจถูกมองได้ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ มีการปิดตาข้างเดียวต่อกระบวนการโกง สว. หรือไม่ หรือกระทั่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่รู้เห็นเป็นใจในกระบวนการการโกง สว. ที่ผ่านมาหรือไม่ ทั้งหมดนี้คือ 4 เหตุผลที่ทำไม กกต. ควรต้องส่งเรื่องและคำร้องของทั้ง 229 คนไปที่ศาลตามมติหรือข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 * ข่าว * การเมือง * พรรคประชาชน * คดีฮั้วเลือก สว. * กกต.
dlvr.it
June 14, 2026 at 8:38 AM
ประกาศขับ 'กล้าธรรม' พ้นวิปฝ่ายค้าน หลังโหวตสวนมติ หนุนงบฯ 2570
ประกาศขับ 'กล้าธรรม' พ้นวิปฝ่ายค้าน หลังโหวตสวนมติ หนุนงบฯ 2570 Pazzle Tue, 2026-09-22 - 13:18 พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานวิปฝ่ายค้าน ประกาศปรับ "พรรคกล้าธรรม" ออกจากการทำหน้าที่วิปฝ่ายค้าน หลังเมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมโหวตสวนมติให้ความเห็นชอบ พ.ร.บ. งบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ซึ่งขัดกับมติวิปฝ่ายค้านในวาระสำคัญ โดยพริษฐ์ระบุ วิปฝ่ายค้านชุดใหม่จะประกอบด้วย 5 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคไทยภักดี, พรรคเสรีรวมไทย และพรรคไทรวมพลัง ขณะที่อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม ระบุ พรรคกล้าธรรมทำงานโดยคำนึงถึงประชาชน หากกฎหมายงบประมาณเกิดปัญหาจนไม่สามารถบังคับใช้ได้ตามกรอบเวลาจะกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชน สส. ของพรรคกล้าธรรมยังคงทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ว่าจะจะอยู่ฝ่ายใดก็ตาม   22 ก.ย. 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานวิปฝ่ายค้าน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กประกาศปรับ "พรรคกล้าธรรม" ออกจากการทำหน้าที่วิปฝ่ายค้าน หลังเมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมโหวตสวนมติของวิปฝ่ายค้าน พริษฐ์ระบุ ในการเมืองระบบรัฐสภา เป็นที่เข้าใจดีว่าการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองในซีกฝ่ายค้าน ย่อมมีมาตรฐานและรูปแบบที่แตกต่าง กับการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองในซีกรัฐบาล เพราะในขณะที่พรรคในซีกรัฐบาล ตกลงจับมือกันเพื่อตั้งรัฐบาล, พรรคในซีกฝ่ายค้าน ประกอบไปด้วยพรรคการเมืองที่ (ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด) ตัดสินใจไม่ร่วมรัฐบาล หรือไม่ถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ด้วยเหตุผลดังกล่าว การทำงานร่วมกันในวิปฝ่ายค้านที่ผ่านมา จึงเป็นการทำงานบนความเข้าใจและการเคารพซึ่งกันและกัน ว่าพรรคในซีกฝ่ายค้าน อาจมีจุดยืน อุดมการณ์ หรือแนวคิดทางนโยบาย ที่แตกต่างกันได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ตนเองยืนยันว่าพรรคในซีกฝ่ายค้านควรมีร่วมกัน คือจุดร่วมในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลไม่ให้ทำงานผิดทิศผิดทาง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรม ได้มีมติให้ สส. จากพรรค ลงมติเห็นชอบ กับ พ.ร.บ. งบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่: - (1) ขัดกับมติวิปฝ่ายค้านในวาระสำคัญดังกล่าว (มติวิปฝ่ายค้าน คือ “ไม่เห็นชอบ” หรือ งดออกเสียง“ ตามมติของแต่ละพรรค) - (2) ก่อให้เกิดคำถามถึงสถานะและเจตนารมณ์ของพรรคกล้าธรรมในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลปัจจุบัน ยิ่งเมื่อประกอบกับความไม่ชัดเจนของพรรคต่อการยื่นญัตติและลงมติในวาระอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ตนได้หารือกับตัวแทนจากพรรคกล้าธรรมหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว และได้ตกลงร่วมกันในการปรับพรรคกล้าธรรม ออกจากองค์ประกอบของคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ทั้งนี้ เพื่อให้กลไกของรัฐสภาที่ถูกออกแบบไว้สำหรับฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล ถูกใช้โดยพรรคการเมืองที่มีเจตจำนงในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่พรรคกล้าธรรมมี สส. ที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนถึง 58 คน พริษฐ์จะยังคงทำหน้าที่ประสานงานกับตัวแทนของพรรคกล้าธรรมต่อไป เพื่อคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของ สส. พรรคกล้าธรรม ในการมีพื้นที่ทำงานในสภาในฐานะผู้แทนราษฎร ผ่านกลไกที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน (เช่น เวลาในการอภิปรายวาระทั่วไป / โควต้าการปรึกษาหารือปัญหาในพื้นที่) พริษฐ์ระบุ จะนำเสนอรายชื่อกรรมการวิปฝ่ายค้านชุดใหม่ ต่อผู้นำฝ่ายค้านฯ เพื่อพิจารณาเสนอต่อประธานสภาตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งจะมีผลให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบไปด้วย 5 พรรค คือ 1. พรรคประชาชน 2. พรรคประชาธิปัตย์ 3. พรรคไทยภักดี 4. พรรคเสรีรวมไทย 5. พรรคไทรวมพลัง (ซึ่งเพิ่มเข้ามาในสมัยประชุมนี้ หลังจากพรรคเริ่มมีการลงมติในทิศทางเดียวกันกับฝ่ายค้านในวาระสำคัญ (เช่น พ.ร.ก. เงินกู้ / พ.ร.บ. งบประมาณ 2570)) โดยสำหรับวาระเฉพาะหน้า พวกเรา 5 พรรค มีภารกิจสำคัญร่วมกัน ในการยื่นญัตติเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล โดยเร็วที่สุด เดอะสแตนดาร์ด ขณะที่ อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา โฆษกพรรคกล้าธรรม ระบุ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมาชิกพรรคกล้าธรรม ได้ทำงานร่วมกับวิปฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมา แม้จะมีบางเรื่องที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่ก็ให้ความร่วมมือกับการทำงานของฝ่ายค้านมาโดยตลอด ซึ่งจุดยืนของพรรคกล้าธรรมคือ การทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนผ่านกระบวนการรัฐสภา โดยพรรคมีความเป็นตัวของตัวเอง และการลงมติในแต่ละครั้งจะพิจารณาจากเนื้อหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนการลงมติรับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 อรรถกรชี้แจงว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าพรรคกล้าธรรมจะโหวตอย่างไร แต่ต้องมองต่อไปว่า หากกฎหมายงบประมาณเกิดปัญหาจนไม่สามารถบังคับใช้ได้ตามกรอบเวลา ย่อมกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังมีปัญหาและประชาชนกำลังต้องการให้ภาครัฐเดินหน้าแก้ไขปัญหา ภายหลังการลงมติงบประมาณที่ผ่านมา ประธานวิปฝ่ายค้านได้มาพูดคุยและแสดงความไม่สบายใจ จึงได้หารือกันถึงการทำงานของฝ่ายค้านและสัดส่วนโควตาการตั้งกระทู้ถามสด ซึ่งพรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะไม่ใช้สิทธิในการถามกระทู้สด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการจัดสรรเวลาหรือการทำงานร่วมกัน ส่วนสถานะของพรรคกล้าธรรมภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว อรรถกรมองว่า พรรคมีจุดยืนและแนวทางการทำงานของตัวเอง โดยที่ผ่านมา สมาชิกพรรคก็เข้าร่วมประชุมวิปฝ่ายค้านและให้ความร่วมมือกับการทำงานของฝ่ายค้านอย่างต่อเนื่อง แต่การตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมอยู่บนพื้นฐานของการพิจารณาผลกระทบต่อประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงการคำนวณทางการเมืองว่าพรรคจะอยู่ฝ่ายใด ”สส.ของพรรคกล้าธรรม ยังคงทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะจะอยู่ฝ่ายใดก็ตาม เรายังคงผลักดันการแก้ไขปัญหาประชาชนผ่านกลไกรัฐสภาต่อไป“ อรรถกร กล่าวทิ้งท้าย       * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * พริษฐ์ วัชรสินธุ * อรรถกร ศิริลัทธยากร * พรรคกล้าธรรม * พ.ร.บ. งบประมาณ * วิปฝ่ายค้าน
dlvr.it
September 22, 2026 at 6:59 AM
พรรคส้มชิงขับ ‘กล้าธรรม’ หลังแหกมติพรรคร่วมฝ่ายค้าน หนุนงบฯ 70

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6209519/
#พริษฐ์วัชรสินธุ #พรรคกล้าธรรม
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 22, 2026 at 2:44 AM
ประกาศขับ 'กล้าธรรม' พ้นวิปฝ่ายค้าน หลังโหวตสวนมติ หนุนงบฯ 2570
ประกาศขับ 'กล้าธรรม' พ้นวิปฝ่ายค้าน หลังโหวตสวนมติ หนุนงบฯ 2570
ประกาศขับ 'กล้าธรรม' พ้นวิปฝ่ายค้าน หลังโหวตสวนมติ หนุนงบฯ 2570 Pazzle Tue, 2026-09-22 - 13:18 พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานวิปฝ่ายค้าน ประกาศปรับ "พรรคกล้าธรรม" ออกจากการทำหน้าที่วิปฝ่ายค้าน หลังเมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมโหวตสวนมติให้ความเห็นชอบ พ.ร.บ. งบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ซึ่งขัดกับมติวิปฝ่ายค้านในวาระสำคัญ โดยพริษฐ์ระบุ วิปฝ่ายค้านชุดใหม่จะประกอบด้วย 5 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชน, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคไทยภักดี, พรรคเสรีรวมไทย และพรรคไทรวมพลัง ขณะที่อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม ระบุ พรรคกล้าธรรมทำงานโดยคำนึงถึงประชาชน หากกฎหมายงบประมาณเกิดปัญหาจนไม่สามารถบังคับใช้ได้ตามกรอบเวลาจะกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชน สส. ของพรรคกล้าธรรมยังคงทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ว่าจะจะอยู่ฝ่ายใดก็ตาม   22 ก.ย. 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานวิปฝ่ายค้าน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กประกาศปรับ "พรรคกล้าธรรม" ออกจากการทำหน้าที่วิปฝ่ายค้าน หลังเมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมโหวตสวนมติของวิปฝ่ายค้าน พริษฐ์ระบุ ในการเมืองระบบรัฐสภา เป็นที่เข้าใจดีว่าการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองในซีกฝ่ายค้าน ย่อมมีมาตรฐานและรูปแบบที่แตกต่าง กับการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคการเมืองในซีกรัฐบาล เพราะในขณะที่พรรคในซีกรัฐบาล ตกลงจับมือกันเพื่อตั้งรัฐบาล, พรรคในซีกฝ่ายค้าน ประกอบไปด้วยพรรคการเมืองที่ (ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด) ตัดสินใจไม่ร่วมรัฐบาล หรือไม่ถูกเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ด้วยเหตุผลดังกล่าว การทำงานร่วมกันในวิปฝ่ายค้านที่ผ่านมา จึงเป็นการทำงานบนความเข้าใจและการเคารพซึ่งกันและกัน ว่าพรรคในซีกฝ่ายค้าน อาจมีจุดยืน อุดมการณ์ หรือแนวคิดทางนโยบาย ที่แตกต่างกันได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ตนเองยืนยันว่าพรรคในซีกฝ่ายค้านควรมีร่วมกัน คือจุดร่วมในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลไม่ให้ทำงานผิดทิศผิดทาง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรม ได้มีมติให้ สส. จากพรรค ลงมติเห็นชอบ กับ พ.ร.บ. งบประมาณ 2570 ของรัฐบาล ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่: - (1) ขัดกับมติวิปฝ่ายค้านในวาระสำคัญดังกล่าว (มติวิปฝ่ายค้าน คือ “ไม่เห็นชอบ” หรือ งดออกเสียง“ ตามมติของแต่ละพรรค) - (2) ก่อให้เกิดคำถามถึงสถานะและเจตนารมณ์ของพรรคกล้าธรรมในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลปัจจุบัน ยิ่งเมื่อประกอบกับความไม่ชัดเจนของพรรคต่อการยื่นญัตติและลงมติในวาระอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ตนได้หารือกับตัวแทนจากพรรคกล้าธรรมหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว และได้ตกลงร่วมกันในการปรับพรรคกล้าธรรม ออกจากองค์ประกอบของคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ทั้งนี้ เพื่อให้กลไกของรัฐสภาที่ถูกออกแบบไว้สำหรับฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล ถูกใช้โดยพรรคการเมืองที่มีเจตจำนงในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่พรรคกล้าธรรมมี สส. ที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนถึง 58 คน พริษฐ์จะยังคงทำหน้าที่ประสานงานกับตัวแทนของพรรคกล้าธรรมต่อไป เพื่อคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของ สส. พรรคกล้าธรรม ในการมีพื้นที่ทำงานในสภาในฐานะผู้แทนราษฎร ผ่านกลไกที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน (เช่น เวลาในการอภิปรายวาระทั่วไป / โควต้าการปรึกษาหารือปัญหาในพื้นที่) พริษฐ์ระบุ จะนำเสนอรายชื่อกรรมการวิปฝ่ายค้านชุดใหม่ ต่อผู้นำฝ่ายค้านฯ เพื่อพิจารณาเสนอต่อประธานสภาตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งจะมีผลให้พรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกอบไปด้วย 5 พรรค คือ 1. พรรคประชาชน 2. พรรคประชาธิปัตย์ 3. พรรคไทยภักดี 4. พรรคเสรีรวมไทย 5. พรรคไทรวมพลัง (ซึ่งเพิ่มเข้ามาในสมัยประชุมนี้ หลังจากพรรคเริ่มมีการลงมติในทิศทางเดียวกันกับฝ่ายค้านในวาระสำคัญ (เช่น พ.ร.ก. เงินกู้ / พ.ร.บ. งบประมาณ 2570)) โดยสำหรับวาระเฉพาะหน้า พวกเรา 5 พรรค มีภารกิจสำคัญร่วมกัน ในการยื่นญัตติเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล โดยเร็วที่สุด เดอะสแตนดาร์ด ขณะที่ อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา โฆษกพรรคกล้าธรรม ระบุ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมาชิกพรรคกล้าธรรม ได้ทำงานร่วมกับวิปฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมา แม้จะมีบางเรื่องที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่ก็ให้ความร่วมมือกับการทำงานของฝ่ายค้านมาโดยตลอด ซึ่งจุดยืนของพรรคกล้าธรรมคือ การทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนผ่านกระบวนการรัฐสภา โดยพรรคมีความเป็นตัวของตัวเอง และการลงมติในแต่ละครั้งจะพิจารณาจากเนื้อหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนการลงมติรับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 อรรถกรชี้แจงว่า สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าพรรคกล้าธรรมจะโหวตอย่างไร แต่ต้องมองต่อไปว่า หากกฎหมายงบประมาณเกิดปัญหาจนไม่สามารถบังคับใช้ได้ตามกรอบเวลา ย่อมกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังมีปัญหาและประชาชนกำลังต้องการให้ภาครัฐเดินหน้าแก้ไขปัญหา ภายหลังการลงมติงบประมาณที่ผ่านมา ประธานวิปฝ่ายค้านได้มาพูดคุยและแสดงความไม่สบายใจ จึงได้หารือกันถึงการทำงานของฝ่ายค้านและสัดส่วนโควตาการตั้งกระทู้ถามสด ซึ่งพรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะไม่ใช้สิทธิในการถามกระทู้สด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการจัดสรรเวลาหรือการทำงานร่วมกัน ส่วนสถานะของพรรคกล้าธรรมภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว อรรถกรมองว่า พรรคมีจุดยืนและแนวทางการทำงานของตัวเอง โดยที่ผ่านมา สมาชิกพรรคก็เข้าร่วมประชุมวิปฝ่ายค้านและให้ความร่วมมือกับการทำงานของฝ่ายค้านอย่างต่อเนื่อง แต่การตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมอยู่บนพื้นฐานของการพิจารณาผลกระทบต่อประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงการคำนวณทางการเมืองว่าพรรคจะอยู่ฝ่ายใด ”สส.ของพรรคกล้าธรรม ยังคงทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะจะอยู่ฝ่ายใดก็ตาม เรายังคงผลักดันการแก้ไขปัญหาประชาชนผ่านกลไกรัฐสภาต่อไป“ อรรถกร กล่าวทิ้งท้าย       * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * พริษฐ์ วัชรสินธุ * อรรถกร ศิริลัทธยากร * พรรคกล้าธรรม * พ.ร.บ. งบประมาณ * วิปฝ่ายค้าน
dlvr.it
September 22, 2026 at 6:59 AM
สภาเดือด! ‘พริษฐ์’ ขยี้ซ้ำ กกต.ไม่สั่งฟ้องแกนนำภูมิใจไทย จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6194004/
#พริษฐ์วัชรสินธุ #กกต
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 16, 2026 at 7:15 AM
สภาเดือด! #พริษฐ์วัชรสินธุ ขยี้ซ้ำ กกต. ไม่สั่งฟ้องแกนนำภูมิใจไทย จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว หากศาลพบเชื่อมโยงการโกงมากกว่า 77 คน กกต. ต้องรื้อคดี สส.ภูมิใจไทยประท้วงพรึ่บ ร่วมป้องแกนนำพรรค
.
#พรรคประชาชน #ภูมิใจไทย #กกต #ฮั้วสว
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
www.dailynews.co.th/news/6194004/
September 16, 2026 at 9:57 AM
‘พริษฐ์’ สงสัยพยานกลับคำให้การช่วงรัฐบาลภูมิใจไทย เพราะถูกข่มขู่หรือไม่

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6187780/
#พริษฐ์วัชรสินธุ #พรรคประชาชน
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 14, 2026 at 4:42 AM
‘พริษฐ์’ เปิด 4 พิรุธคณะอนุวินิจฉัยฯชุดที่ 36 คลอดคำวินิจฉัยสอดรับธงการเมือง

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6167266/
#พริษฐ์วัชรสินธุ #กกต
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 6, 2026 at 7:36 AM
‘ไอติม’ น้อมรับผิด ครบรอบ 1 ปีโหวต ‘อนุทิน’ โดนประชาชนลงโทษผ่านการเลือกตั้งแล้ว

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6167508/
#อนุทินชาญวีรกูล #พริษฐ์วัชรสินธุ
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 6, 2026 at 8:22 AM
กมธ.ตำรวจ แจงไม่ใช่เกมการเมือง เรียก 'พริษฐ์-ยิ่งชีพ' ให้ข้อมูล ปมเอกสาร DSI หลุด
กมธ.ตำรวจ แจงไม่ใช่เกมการเมือง เรียก 'พริษฐ์-ยิ่งชีพ' ให้ข้อมูล ปมเอกสาร DSI หลุด ภาพปก: วัชรพงศ์ คูจิตรสุวรรณ (กลาง) , พริษฐ์ วัชรสินธุ (ซ้าย) และ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ (ขวา) XmasUser Thu, 2026-09-03 - 19:26 'วัชรพงศ์' ประธาน กมธ.ตำรวจ แจงเรียก iLaw-พริษฐ์ พรรคประชาชน ชี้แจงปมเอกสารคดีฮั้ว สว.หลุด เพื่อหาข้อเท็จจริงเท่านั้น เพราะกระทบความน่าเชื่อถือ DSI ไม่ใช่เกมการเมือง ปิดปากคนให้ข้อมูล ด้าน ‘พริษฐ์’ เผยทำงานตรวจสอบมาตลอด ไม่เคยเปิดเอกสารใดๆ ด้าน ‘เป๋า ยิ่งชีพ’ ยืนยันไม่บอกคนให้ข้อมูล ส่วนจะเปิดเผยเอกสารให้ตรวจสอบ หาก กกต.ไม่สั่งฟ้อง สว.   3 ก.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (3 ก.ย.) คณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน นัดประชุมเรียกหลายฝ่ายเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง จากกรณีที่มีการเผยแพร่เอกสารที่เป็นรายงานการสอบสวนคดีพิเศษ ที่ 24/2568 ในฐานความผิดอั้งยี่หรือความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องไปสู่สาธารณะตามช่องทางต่างๆ และมีการกล่าวหาว่ามีบุคคลที่ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. บางคนขัดต่อกฎหมาย จึงมีการเชิญ พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ผู้บัญชาการกองปราบปรามฯ รวมถึงยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) มาให้ข้อมูลข้อเท็จจริง หลังการประชุมกับ กมธ.ตำรวจ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เผยว่า ทั้งกรณีการเผยแพร่เอกสารฮั้ว สว. และถูกเชิญมาในฐานะคนเผยแพร่ข้อมูล แต่พริษฐ์ สอบถามกลับว่าเอกสารอะไร เพราะตั้งแต่ตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ยังไม่เคยนำเอกสารใดๆ มาเปิดเผย ซึ่งยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าเอกสารอะไร แต่เมื่อถูกเชิญก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่ในสภาฯ และต้องให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย เขาก็ยินดีให้ความร่วมมือ เลยเดินทางมาร่วมกับ กมธ.ตำรวจในวันนี้ เพื่อมาตอบข้อซักถามของคณะกรรมาธิการฯ และหวังว่าในอนาคต หากมี สส.พรรคไหนคนไหน ถูกกรรมาธิการชุดไหนเชิญไปให้ความร่วมมือหรือตรวจสอบ ก็หวังว่าจะยึดบรรทัดฐานเดียวกัน ต่อประเด็นที่สื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าการให้ข้อมูลจะเป็นเกมการเมืองหรือไม่ พริษฐ์ ตอบว่าไม่ทราบเหมือนกัน และขอไม่ก้าวล่วงเจตนากรรมาธิการฯ แต่คดีฮั้ว สว.อยู่ในความสนใจของประชาชน ถ้าข้อกล่าวหาโกง สว.เป็นจริง ก็หมายความว่ามีความพยายามบางกลุ่มที่จะกินรวบประเทศโดยไม่ยึดโยงประชาชน  ต่อประเด็นที่สื่อถามว่ากังวลหรือไม่ เพราะว่า DSI ก็ไปแจ้งความคนเปิดเผยข้อมูลแล้ว พริษฐ์ กล่าวต่อว่าพร้อมทำหน้าที่ต่อ และที่ผ่านมา ทำหน้าที่ตรวจสอบการฮั้ว สว. ก็พูดชัดมาตลอดก่อนจะมาชี้แจงว่ารับข้อมูลมาจากหลายทาง พอรับข้อมูลมาก็มีการกลั่นกรองข้อมูลเบื้องต้น พอเห็นข้อมูลหลายแหล่งมันสอดคล้องกัน ก็มองว่ามันอาจมีมูลความจริง ก็นำมาเสนอ ส่วนถ้าเรื่องไหนไม่แน่ใจ ก็นำเสนอลักษณะตั้งคำถาม และเชิญคนเกี่ยวข้องมายืนยัน ถ้าย้อนดูข้อมูลที่เขานำเสนอ ยังไม่มีคนมาหักล้างข้อมูลว่าตรงไหนไม่เป็นความจริง  พริษฐ์ ยืนยันข้อเรียกร้องว่า กกต.ต้องส่งรายชื่อ 229 คนไปที่ศาลฎีกา ส่วนจะผิดหรือไม่ผิด ให้พิสูจน์กันในศาล และอีกข้อหนึ่งก็คือ ช่วงที่ผ่านมาก็มีข้อวิจารณ์ถึงสถานะความเป็นกลางของ กกต.ด้วย เพราะว่าปฏิเสธไม่ได้ว่า 4 ใน 7 กกต.มาจาก สว.ชุดปัจจุบัน หลังจากนั้น เราก็มีความกังวลใจว่าอาจจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมืองได้ ดังนั้น ถ้ามีการสั่งฟ้องที่ศาล ก็จะทำให้ศาลมาหน้าที่ในฐานะคนกลางแทน  สืบเนื่องจากรายการ “เจาะลึกทั่วไทย” รายงานว่ามีกระแสข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนตัวอธิบดี DSI จะมีผลกระทบต่อคดีฮั้ว สว.หรือไม่ พริษฐ์ เผยว่า หากเป็นจริง และคนที่มีแนวโน้มว่าจะมาเป็นอธิบดีคนใหม่คือ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ซึ่งถามว่าปิยะ เคยมีบทบาทอะไรมาก่อนบ้าง ก็ส่วนหนึ่งก็มีบทบาท 1 ใน 7 อนุกรรมการชุดที่ 36 ที่พิจารณากรั่นกรองคดีโกง สว.ทั้งหมดแล้ว มีความเห็นออกมาว่าไม่มีใครมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว และจากการเช็กข้อมูลจากสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เผยว่า ปิยะ เป็น 1 ใน 5 เสียงข้างมาก ว่าไม่มีใครมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว เราก็ตั้งข้อสังเกตว่า หากกระแสข่าวการพยายามเปลี่ยนตัว DSI เป็นจริง นี่ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลในการโยกย้ายข้าราชการเพื่อเป็นคุณที่ตัวเองถูกกล่าวหา  ด้านวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี จากพรรคภูมิใจไทย และประธานคณะ กมธ.ตำรวจ เผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา DSI ไปร้องที่กองปราบฯ หลังจากที่มีบุคคลนำเอกสารไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ ในลักษณะที่อาจทำให้เกิดปัญหาการทำงานของ DSI กรรมาธิการเลยหยิบยกมาหารือว่าเอกสารของ DSI หลุดไปได้อย่างไร และก็ต้องมาตรวจสอบ เพราะว่าเป็นการเปิดเผยเอกสารจากฝ่ายเดียว กรรมาธิการฯ มีหน้าที่หาข้อเท็จจริงเพื่อให้สังคมได้ทราบความจริง แม้ว่าจะเป็นการเอาผิดคนที่เปิดเอกสาร  "ผมอยากให้มองอย่างนี้มากกว่าว่า บุคคลที่ทำการเปิดเผยเอกสารอะไรต่างๆ จะต้องมีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน เพื่อทีว่าจะได้ไม่เป็นการกล่าวหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เอกสารที่ DSI หอบไปแจ้งความร้องทุกข์ฯ ก่องปราบปราม ผมยังไม่เห็นรายละเอียด ผมจึงได้เชิญมาชี้แจง เพราะว่าต่อไปนี้มันจะกระทบความเชื่อมั่นต่อการทำงานของ DSI ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ประชาชนมองว่าเป็นที่พึ่งสุดท้าย ปล่อยเอกสารหลุดไปอย่างนี้ หลุดมาได้อย่างไร ทาง DSI ก็ต้องหาคนผิดให้ได้ เพราะว่ามันมีผลต่อรูปคดี ต่อการปฏิบัติงาน ซึ่งมันไม่ควรหลุดออกมา" วัชรพงศ์ กล่าว  ต่อประเด็นที่สื่อถามว่า DSI มาแจ้งความแล้ว ต้องตรวจสอบคนใน DSI ด้วยกันเองหรือเปล่า วัชรพงศ์ กล่าวว่าเอกสารหอบไปแจ้งความยังไม่เห็นรายละเอียด ก็มีการเชิญมาชี้แจงเพราะกระทบความเชื่อมั่นการทำงานของ DSI เอง  ต่อประเด็นที่สื่อถามว่าจุดประสงค์ของกรรมาธิการตำรวจแท้จริงคืออะไรกันแน่ คือการเรียกมาตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือเอาผิดคนที่เปิดเผยเอกสาร วัชรพงศ์ กล่าวว่า จริงๆ เชิญคุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw มาด้วย แต่ยิ่งชีพไม่มา เพราะว่าเอกสารที่คุณยิ่งชีพมีอยู่ ค่อนข้างชัด แต่ว่าเป็นการเปิดฝ่ายเดียว เลยอยากทราบว่ายิ่งชีพ เอาเอกสารมาได้อย่างไร เพราะว่ามีเอกสารบางอย่างที่ขนาดศาลแจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่ และก้าวก่าย จึงคิดว่าประเด็นนี้เกี่ยวกันหรือเปล่า จึงต้องเอาข้อเท็จจริงออกมาให้ได้ ต่อประเด็นที่สื่อถามว่าสุดท้ายเรื่องนี้เป็นเกมการเมืองหรือไม่ วัชรพงศ์ เผยว่า ไม่ใช่เกมการเมือง และใน กมธ.ก็มีพรรคประชาชน อยู่ด้วย  'ยิ่งชีพ' เผยไม่บอกแน่นอน ได้จากใคร  ยันข้อมูลทั้งหมดจริงตามเอกสารที่ได้อ่าน ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่ไม่ได้ไปร่วม กมธ.ตำรวจ เผยว่า เขาได้รับหนังสือเชิญจาก กมธ.ตำรวจแล้ว เพื่อไปให้ชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวกับเอกสารที่หลุดจากสำนวนสอบสวน และได้ฟังคำสัมภาษณ์จากประธาน กมธ.ตำรวจวันนี้แล้ว ต้องขออภัยที่ไม่ได้ไปด้วยตัวเอง เนื่องจากไม่สบาย ซึ่งเขามองว่าทาง กมธ.คงอยากจะถาม 2 ข้อ ประกอบด้วย  * สำนวนหลุดมาจากใคร  * ข้อมูลที่กล่าวอ้างเป็นจริงหรือไม่ เขาเลยขออนุญาตโพสต์ข้อความเป็นการตอบเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา  * ผมไม่มีทางบอกว่า สำนวนหลุดมาจากใคร และมาถึงเขาได้อย่างไร ดังนั้น หากท่านจำเป็นต้องการข้อมูลชุดนี้จากเขา ก็เกรงว่าจะเป็นการเสียเวลาทุกฝ่าย ไม่มีทางได้คำตอบ * หากต้องการทราบว่าข้อมูลที่กล่าวอ้างเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ ก็จะตอบว่าเป็นจริงตามเอกสารที่ได้อ่านมา วิธีการที่จะได้เอกสารไปตรวจสอบก็คือเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการสั่งไม่ฟ้องคดี ก็จะเปิดเอกสารทั้งหมดต่อสาธารณะ ทุกคนสามารถนำเอกสารเหล่านั้นไปตรวจสอบได้ว่ามันเป็นเอกสารจริงหรือไม่ อย่างไร ส่วนถ้าจะดูเอกสารก่อนในวันนี้ เพื่อตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ ก่อนที่ กกต.จะไม่สั่งฟ้อง เขาก็จะไม่ให้อีก ดังนั้น เขาก็อาจจะทำให้ทุกคนเสียเวลาไปกับเขาอีกชุดหนึ่ง  ยิ่งชีพ โพสต์ว่า ถ้าได้ไปร่วมประชุม เขาก็จะตอบคำถามประมาณนี้ ไม่มีทางเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หากมีคำถามเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่สามารถประสานงานส่งคำถามมาให้เขาและเขาสามารถตอบคำถามทั้งหลังไมค์ และโพสต์บนเฟซบุ๊กชี้แจงได้ทุกวัน ข้อมูลส่วนไหนที่ผมให้ได้และเปิดเผยได้ผมก็จะส่งมอบให้โดยทันที แม้ตัวยังนอนป่วยอยู่ก็ตาม เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาทุกท่านเพิ่ม ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ภาพถ่ายโดย แมวส้ม * ข่าว * การเมือง * ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ * วัชรพงศ์ คูจิตรสุวรรณ * กมธ.ตำรวจ * พริษฐ์ วัชรสินธุ * คดีฮั้ว สว. * กกต. * DSI
dlvr.it
September 3, 2026 at 4:36 PM
กมธ.ตำรวจ แจงไม่ใช่เกมการเมือง เรียก 'พริษฐ์-ยิ่งชีพ' ให้ข้อมูล ปมเอกสาร DSI หลุด
กมธ.ตำรวจ แจงไม่ใช่เกมการเมือง เรียก 'พริษฐ์-ยิ่งชีพ' ให้ข้อมูล ปมเอกสาร DSI หลุด
กมธ.ตำรวจ แจงไม่ใช่เกมการเมือง เรียก 'พริษฐ์-ยิ่งชีพ' ให้ข้อมูล ปมเอกสาร DSI หลุด ภาพปก: วัชรพงศ์ คูจิตรสุวรรณ (กลาง) , พริษฐ์ วัชรสินธุ (ซ้าย) และ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ (ขวา) XmasUser Thu, 2026-09-03 - 19:26 'วัชรพงศ์' ประธาน กมธ.ตำรวจ แจงเรียก iLaw-พริษฐ์ พรรคประชาชน ชี้แจงปมเอกสารคดีฮั้ว สว.หลุด เพื่อหาข้อเท็จจริงเท่านั้น เพราะกระทบความน่าเชื่อถือ DSI ไม่ใช่เกมการเมือง ปิดปากคนให้ข้อมูล ด้าน ‘พริษฐ์’ เผยทำงานตรวจสอบมาตลอด ไม่เคยเปิดเอกสารใดๆ ด้าน ‘เป๋า ยิ่งชีพ’ ยืนยันไม่บอกคนให้ข้อมูล ส่วนจะเปิดเผยเอกสารให้ตรวจสอบ หาก กกต.ไม่สั่งฟ้อง สว.   3 ก.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (3 ก.ย.) คณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน นัดประชุมเรียกหลายฝ่ายเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง จากกรณีที่มีการเผยแพร่เอกสารที่เป็นรายงานการสอบสวนคดีพิเศษ ที่ 24/2568 ในฐานความผิดอั้งยี่หรือความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องไปสู่สาธารณะตามช่องทางต่างๆ และมีการกล่าวหาว่ามีบุคคลที่ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว. บางคนขัดต่อกฎหมาย จึงมีการเชิญ พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ผู้บัญชาการกองปราบปรามฯ รวมถึงยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) มาให้ข้อมูลข้อเท็จจริง หลังการประชุมกับ กมธ.ตำรวจ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เผยว่า ทั้งกรณีการเผยแพร่เอกสารฮั้ว สว. และถูกเชิญมาในฐานะคนเผยแพร่ข้อมูล แต่พริษฐ์ สอบถามกลับว่าเอกสารอะไร เพราะตั้งแต่ตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ยังไม่เคยนำเอกสารใดๆ มาเปิดเผย ซึ่งยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าเอกสารอะไร แต่เมื่อถูกเชิญก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่ในสภาฯ และต้องให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย เขาก็ยินดีให้ความร่วมมือ เลยเดินทางมาร่วมกับ กมธ.ตำรวจในวันนี้ เพื่อมาตอบข้อซักถามของคณะกรรมาธิการฯ และหวังว่าในอนาคต หากมี สส.พรรคไหนคนไหน ถูกกรรมาธิการชุดไหนเชิญไปให้ความร่วมมือหรือตรวจสอบ ก็หวังว่าจะยึดบรรทัดฐานเดียวกัน ต่อประเด็นที่สื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าการให้ข้อมูลจะเป็นเกมการเมืองหรือไม่ พริษฐ์ ตอบว่าไม่ทราบเหมือนกัน และขอไม่ก้าวล่วงเจตนากรรมาธิการฯ แต่คดีฮั้ว สว.อยู่ในความสนใจของประชาชน ถ้าข้อกล่าวหาโกง สว.เป็นจริง ก็หมายความว่ามีความพยายามบางกลุ่มที่จะกินรวบประเทศโดยไม่ยึดโยงประชาชน  ต่อประเด็นที่สื่อถามว่ากังวลหรือไม่ เพราะว่า DSI ก็ไปแจ้งความคนเปิดเผยข้อมูลแล้ว พริษฐ์ กล่าวต่อว่าพร้อมทำหน้าที่ต่อ และที่ผ่านมา ทำหน้าที่ตรวจสอบการฮั้ว สว. ก็พูดชัดมาตลอดก่อนจะมาชี้แจงว่ารับข้อมูลมาจากหลายทาง พอรับข้อมูลมาก็มีการกลั่นกรองข้อมูลเบื้องต้น พอเห็นข้อมูลหลายแหล่งมันสอดคล้องกัน ก็มองว่ามันอาจมีมูลความจริง ก็นำมาเสนอ ส่วนถ้าเรื่องไหนไม่แน่ใจ ก็นำเสนอลักษณะตั้งคำถาม และเชิญคนเกี่ยวข้องมายืนยัน ถ้าย้อนดูข้อมูลที่เขานำเสนอ ยังไม่มีคนมาหักล้างข้อมูลว่าตรงไหนไม่เป็นความจริง  พริษฐ์ ยืนยันข้อเรียกร้องว่า กกต.ต้องส่งรายชื่อ 229 คนไปที่ศาลฎีกา ส่วนจะผิดหรือไม่ผิด ให้พิสูจน์กันในศาล และอีกข้อหนึ่งก็คือ ช่วงที่ผ่านมาก็มีข้อวิจารณ์ถึงสถานะความเป็นกลางของ กกต.ด้วย เพราะว่าปฏิเสธไม่ได้ว่า 4 ใน 7 กกต.มาจาก สว.ชุดปัจจุบัน หลังจากนั้น เราก็มีความกังวลใจว่าอาจจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมืองได้ ดังนั้น ถ้ามีการสั่งฟ้องที่ศาล ก็จะทำให้ศาลมาหน้าที่ในฐานะคนกลางแทน  สืบเนื่องจากรายการ “เจาะลึกทั่วไทย” รายงานว่ามีกระแสข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนตัวอธิบดี DSI จะมีผลกระทบต่อคดีฮั้ว สว.หรือไม่ พริษฐ์ เผยว่า หากเป็นจริง และคนที่มีแนวโน้มว่าจะมาเป็นอธิบดีคนใหม่คือ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ซึ่งถามว่าปิยะ เคยมีบทบาทอะไรมาก่อนบ้าง ก็ส่วนหนึ่งก็มีบทบาท 1 ใน 7 อนุกรรมการชุดที่ 36 ที่พิจารณากรั่นกรองคดีโกง สว.ทั้งหมดแล้ว มีความเห็นออกมาว่าไม่มีใครมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว และจากการเช็กข้อมูลจากสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. เผยว่า ปิยะ เป็น 1 ใน 5 เสียงข้างมาก ว่าไม่มีใครมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว เราก็ตั้งข้อสังเกตว่า หากกระแสข่าวการพยายามเปลี่ยนตัว DSI เป็นจริง นี่ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลในการโยกย้ายข้าราชการเพื่อเป็นคุณที่ตัวเองถูกกล่าวหา  ด้านวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี จากพรรคภูมิใจไทย และประธานคณะ กมธ.ตำรวจ เผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา DSI ไปร้องที่กองปราบฯ หลังจากที่มีบุคคลนำเอกสารไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ ในลักษณะที่อาจทำให้เกิดปัญหาการทำงานของ DSI กรรมาธิการเลยหยิบยกมาหารือว่าเอกสารของ DSI หลุดไปได้อย่างไร และก็ต้องมาตรวจสอบ เพราะว่าเป็นการเปิดเผยเอกสารจากฝ่ายเดียว กรรมาธิการฯ มีหน้าที่หาข้อเท็จจริงเพื่อให้สังคมได้ทราบความจริง แม้ว่าจะเป็นการเอาผิดคนที่เปิดเอกสาร  "ผมอยากให้มองอย่างนี้มากกว่าว่า บุคคลที่ทำการเปิดเผยเอกสารอะไรต่างๆ จะต้องมีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน เพื่อทีว่าจะได้ไม่เป็นการกล่าวหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เอกสารที่ DSI หอบไปแจ้งความร้องทุกข์ฯ ก่องปราบปราม ผมยังไม่เห็นรายละเอียด ผมจึงได้เชิญมาชี้แจง เพราะว่าต่อไปนี้มันจะกระทบความเชื่อมั่นต่อการทำงานของ DSI ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ประชาชนมองว่าเป็นที่พึ่งสุดท้าย ปล่อยเอกสารหลุดไปอย่างนี้ หลุดมาได้อย่างไร ทาง DSI ก็ต้องหาคนผิดให้ได้ เพราะว่ามันมีผลต่อรูปคดี ต่อการปฏิบัติงาน ซึ่งมันไม่ควรหลุดออกมา" วัชรพงศ์ กล่าว  ต่อประเด็นที่สื่อถามว่า DSI มาแจ้งความแล้ว ต้องตรวจสอบคนใน DSI ด้วยกันเองหรือเปล่า วัชรพงศ์ กล่าวว่าเอกสารหอบไปแจ้งความยังไม่เห็นรายละเอียด ก็มีการเชิญมาชี้แจงเพราะกระทบความเชื่อมั่นการทำงานของ DSI เอง  ต่อประเด็นที่สื่อถามว่าจุดประสงค์ของกรรมาธิการตำรวจแท้จริงคืออะไรกันแน่ คือการเรียกมาตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือเอาผิดคนที่เปิดเผยเอกสาร วัชรพงศ์ กล่าวว่า จริงๆ เชิญคุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw มาด้วย แต่ยิ่งชีพไม่มา เพราะว่าเอกสารที่คุณยิ่งชีพมีอยู่ ค่อนข้างชัด แต่ว่าเป็นการเปิดฝ่ายเดียว เลยอยากทราบว่ายิ่งชีพ เอาเอกสารมาได้อย่างไร เพราะว่ามีเอกสารบางอย่างที่ขนาดศาลแจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่ และก้าวก่าย จึงคิดว่าประเด็นนี้เกี่ยวกันหรือเปล่า จึงต้องเอาข้อเท็จจริงออกมาให้ได้ ต่อประเด็นที่สื่อถามว่าสุดท้ายเรื่องนี้เป็นเกมการเมืองหรือไม่ วัชรพงศ์ เผยว่า ไม่ใช่เกมการเมือง และใน กมธ.ก็มีพรรคประชาชน อยู่ด้วย  'ยิ่งชีพ' เผยไม่บอกแน่นอน ได้จากใคร  ยันข้อมูลทั้งหมดจริงตามเอกสารที่ได้อ่าน ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่ไม่ได้ไปร่วม กมธ.ตำรวจ เผยว่า เขาได้รับหนังสือเชิญจาก กมธ.ตำรวจแล้ว เพื่อไปให้ชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวกับเอกสารที่หลุดจากสำนวนสอบสวน และได้ฟังคำสัมภาษณ์จากประธาน กมธ.ตำรวจวันนี้แล้ว ต้องขออภัยที่ไม่ได้ไปด้วยตัวเอง เนื่องจากไม่สบาย ซึ่งเขามองว่าทาง กมธ.คงอยากจะถาม 2 ข้อ ประกอบด้วย  * สำนวนหลุดมาจากใคร  * ข้อมูลที่กล่าวอ้างเป็นจริงหรือไม่ เขาเลยขออนุญาตโพสต์ข้อความเป็นการตอบเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา  * ผมไม่มีทางบอกว่า สำนวนหลุดมาจากใคร และมาถึงเขาได้อย่างไร ดังนั้น หากท่านจำเป็นต้องการข้อมูลชุดนี้จากเขา ก็เกรงว่าจะเป็นการเสียเวลาทุกฝ่าย ไม่มีทางได้คำตอบ * หากต้องการทราบว่าข้อมูลที่กล่าวอ้างเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ ก็จะตอบว่าเป็นจริงตามเอกสารที่ได้อ่านมา วิธีการที่จะได้เอกสารไปตรวจสอบก็คือเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการสั่งไม่ฟ้องคดี ก็จะเปิดเอกสารทั้งหมดต่อสาธารณะ ทุกคนสามารถนำเอกสารเหล่านั้นไปตรวจสอบได้ว่ามันเป็นเอกสารจริงหรือไม่ อย่างไร ส่วนถ้าจะดูเอกสารก่อนในวันนี้ เพื่อตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ ก่อนที่ กกต.จะไม่สั่งฟ้อง เขาก็จะไม่ให้อีก ดังนั้น เขาก็อาจจะทำให้ทุกคนเสียเวลาไปกับเขาอีกชุดหนึ่ง  ยิ่งชีพ โพสต์ว่า ถ้าได้ไปร่วมประชุม เขาก็จะตอบคำถามประมาณนี้ ไม่มีทางเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หากมีคำถามเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่สามารถประสานงานส่งคำถามมาให้เขาและเขาสามารถตอบคำถามทั้งหลังไมค์ และโพสต์บนเฟซบุ๊กชี้แจงได้ทุกวัน ข้อมูลส่วนไหนที่ผมให้ได้และเปิดเผยได้ผมก็จะส่งมอบให้โดยทันที แม้ตัวยังนอนป่วยอยู่ก็ตาม เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาทุกท่านเพิ่ม ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ภาพถ่ายโดย แมวส้ม * ข่าว * การเมือง * ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ * วัชรพงศ์ คูจิตรสุวรรณ * กมธ.ตำรวจ * พริษฐ์ วัชรสินธุ * คดีฮั้ว สว. * กกต. * DSI
dlvr.it
September 3, 2026 at 4:36 PM
‘พริษฐ์’ หวั่น กกต. 4 ใน 7 คน ทำงานไม่เป็นกลาง จึงควรรีบส่งฟ้องศาล  

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6157373/
#พริษฐ์วัชรสินธุ #กกต
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 2, 2026 at 6:53 AM
แฉต่อ ! ‘พริษฐ์’ พบสัญญาณโทรศัพท์ 2 สว.โผล่กระทรวงพาณิชย์

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6150016/
#พริษฐ์วัชรสินธุ #สว
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 30, 2026 at 9:41 AM
เวทีฝ่ายค้านจี้ กกต.ส่งศาล คดี ‘ฮั้วเลือก สว.’ 'ไอติม' เปิดหลักฐานอ้าง 40 สว.มีสัญญาณโทรศัพท์รวมตัว
เวทีฝ่ายค้านจี้ กกต.ส่งศาล คดี ‘ฮั้วเลือก สว.’ 'ไอติม' เปิดหลักฐานอ้าง 40 สว.มีสัญญาณโทรศัพท์รวมตัว See Think Sat, 2026-08-29 - 17:32 วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคฝ่ายค้านได้จัดงาน "เวทีผู้นำฝ่ายค้าน" ภายใต้หัวข้อ "การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ" ซึ่งประเด็นสำคัญในการพูดคุยอยู่ที่ “คดีฮั้วเลือก สว.” และการทำงานขององค์กรอิสระ โดยมี 3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งมี ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และชัยธวัช ตุลาธน อดีตเลขาธิการพรรคก้าวไกล เข้าร่วมเสวนา ภายในงานยังมีการเปิดหลักฐานใหม่ที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าเป็นสัญญาณการโทรศัพท์ของ สว. อย่างน้อย 40 คน บริเวณโรงแรมพูลแมน ในวันที่ 21 ก.ค. 2567 ก่อน สว. จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ โดยพริษฐ์ ระบุว่า สว.ทั้ง 40 คนอยู่ในกลุ่ม 229 คนที่คณะกรรมการชุดที่ 26 มีคำสั่งเกี่ยวกับคดีดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลพิกัดโทรศัพท์ลักษณะนี้น่าจะเป็นข้อมูลที่อยู่ในการครอบครองของ กกต.หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว 'ไอติม' เปิดหลักฐานเพิ่ม อ้าง สว. 40 คนมีสัญญาณโทรศัพท์รวมตัวที่พูลแมน  พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ คดีฮั้ว สว. โดยตั้งข้อสังเกตถึงการทำหน้าที่ของ กกต. ก่อนถึงกำหนดวันที่ 14 ก.ย.นี้ ซึ่ง กกต.เตรียมพิจารณาว่าจะมีคำสั่งเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คนหรือไม่  พริษฐ์กล่าวว่า จากการเสนอข่าวเรื่องการโกงเลือก สว.ในพื้นที่สื่อ หลายๆ ท่านอาจจะเห็นว่าเป็นการเจาะลึกเส้นเงินบางเส้น คลิปวิดีโอบางคลิป แต่ไม่อยากให้ทุกท่านหลงลืมภาพใหญ่ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นพฤติกรรมของขบวนการที่ทำงานกันอย่างเป็นระบบ แบ่งเป็นสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือ “ขบวนการโกง สว.” มีตั้งแต่การแบ่งทีมจัดตั้งจ้างคนมาลงสมัครในแต่ละจังหวัด มารวมตัวกันที่ “ศูนย์ทำโพย” มารวมตัวปฐมนิเทศที่โรงแรมพูลแมนอีกเส้นทาง คือ “การทำหน้าที่ของ กกต.” ตั้งแต่ระเบียบที่ไม่รัดกุม, การตรวจสอบคุณสมบัติที่มีข้อผิดพลาด รวมไปถึงการปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ “โพยใบสั่ง” อย่างทั่วถึงในระดับประเทศ และการเตะถ่วงคดีโกง สว.มาแล้วสองปี พริษฐ์ตั้งคำถามว่าสองเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เดินกันไปแบบคู่ขนาน หรือความจริงแล้วเป็นสองเส้นทางที่มีความเชื่อมโยงกัน ความไม่เชื่อมั่นของเราที่มีต่อ กกต. เป็นเพราะ กกต.ปล่อยปละละเลย หรือ มี กกต.บางส่วนที่รู้เห็นเป็นใจให้เกิดขึ้น พริษฐ์กล่าวว่า หลังจากเวที 25 ส.ค. เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ บ้าง วันนั้นตนได้นำเสนอคลิปที่โรงแรม B2  บูติค แอนด์ บัดเจทว่าบุคคลในคลิปใช่คุณวิทยา คำพวง หรือไม่ หลังจากนั้น วิทยา คำพวง ก็ได้ออกมายอมรับว่าตัวเองคือคนในคลิป สาระสำคัญของเรื่องนี้คือ มีคลัสเตอร์ที่โรงแรม B2 รังสิตฯ และก็อาจมีมากกว่าหนึ่งคลัสเตอร์ คลัสเตอร์ที่หนึ่งคือ การจองห้องให้ผู้สมัคร สว. 8 ราย ที่มีการชำระเงินด้วยบัญชีของคุณวิทยา แม้ว่าคุณวิทยาออกมาปฏิเสธ   พริษฐ์กล่าวว่านอกจากนี้เรายังค้นพบว่ามีคลัสเตอร์ที่สองที่จองห้องในห้วงเวลาเดียวกัน โดยบุคคลที่ชื่อว่า พัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นเลขานุการฯ รมว.ท่องเที่ยวฯ จองห้องให้ผู้สมัคร สว. 20 คน (ในจำนวนนี้มี 16 คนจาก จ.บึงกาฬ) และมี 1 คนที่ได้รับเลือกเป็น สว.คือ พิมาย คงทัน กลุ่มที่ 5 จ.บึงกาฬ พริษฐ์กล่าวว่า ไปไล่รายชื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเลือก สว.จำนวน 229 คน จะไม่เจอชื่อของ วิทยา คำพวง หรือชื่อของ พัสกร สิ่งที่จะสื่อก็คือถ้าเอาความเชื่อของตนเป็นตัวตั้ง ตนเชื่อว่าคนที่รู้เห็นกับขบวนการโกงเลือก สว. มีมากกว่า 229 คน แต่ในเมื่อการทำหน้าที่ตรวจสอบของคณะไต่สวนฯ ได้กลั่นกรองมาถึง 229 คน เราก็เอาตัวเลขนี้เป็นตัวตั้ง ในเมื่อ กกต.บอกว่าจะมีการหาหลักฐานเพิ่มเติม ตนก็ขอตั้งคำถามดังๆ ว่าจะมีการสืบสวนสอบสวนกรณีคุณวิทยากับพัสกรหรือไม่ พริษฐ์กล่าวว่า อีกประเด็นหนึ่งคือประเภทของหลักฐาน ตนได้ยินเรื่องประวัติการโทรมานานแล้ว แต่ไม่มั่นใจว่าจริงเท็จแค่ไหน จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไอลอว์ได้เปิดประวัติการโทรหากันระหว่างผู้สมัคร สว.อ่างทอง กับ สส. 2 พี่น้องจากอ่างทอง แม้เจ้าตัวจะออกมาตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูล แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่ามีการโทรหรือไม่ จากนั้นไม่กี่วัน รมว.ยุติธรรมก็ออกมายืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องจริง  พริษฐ์กล่าวว่า อีกประเด็นหนึ่งที่ได้รู้คือ “การประดิษฐ์ปัญญา” ของ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่ให้สัมภาษณ์เสมือนว่า กกต.จะส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาได้ ก็ต่อเมื่อคนๆ นั้นเป็น “ผู้สมัคร สว.” ซึ่งนักกฎหมายจำนวนหนึ่งก็ได้ออกมาถกเถียงกันไปแล้ว นอกจากนี้ กกต.เองก็เคยมีการสั่งฟ้องไปแล้วในบางกรณีที่คนที่ถูกสั่งฟ้องไม่ใช่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สว. ตนจึงอยากชวนทุกคนวิเคราะห์ว่าการที่ เลขาฯ กกต.ให้สัมภาษณ์เช่นนี้ เป็นความผิดพลาดโดยสุจริต หรือมีธงทางการเมืองอย่างไรหรือไม่ เป็นการพยายามหาทางลงของ กกต.เพื่อที่จะ “สังเวยน้ำเงินอ่อน ปกป้องน้ำเงินเข้ม” หรือไม่ ให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ประเด็นที่ว่า หลักฐานต้องชัดขนาดไหน กกต.ถึงมีหน้าที่ในการสั่งฟ้อง พริษฐ์กล่าวว่า กกต.มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้อง หากเพียงมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต” ส่วนหน้าที่การพิพากษาเป็นของศาล ดังนั้นอย่าเอามาตรฐานที่เราคาดหวังจากศาล มาใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ณ เวลานี้ เพราะก็มีตัวอย่างของคดีที่ กกต.เคยมีมติสั่งฟ้องไปที่ศาลแล้ว จากเพียงหลักฐานการขอคะแนนในแอปพลิเคชัน LINE ตนจึงมคำถามว่าหลักฐานที่เวทีฝ่ายค้านเปิดมาหลายครั้ง ยังไม่เพียงพอจริงหรือ เมื่อเทียบกับแชทไลน์ที่ กกต.ก็เคยสั่งฟ้อง หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ คดีโกงเลือก สว. แต่ละชิ้นที่เปิดเผย ก็มีความสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็น “โพยใบสั่ง” ผลการลงคะแนนของบัตรที่มีแพทเทิร์นซ้ำๆ กัน, เส้นเงิน, ประวัติการโทร, การปฐมนิเทศ, สายสัมพันธ์ ที่กล่าวมานี้เพื่อให้ทุกท่านเข้าใจว่า หนึ่ง ไม่จำเป็นว่าต้องมีหลักฐานจนสิ้นสงสัยแล้ว กกต.จึงจะสั่งฟ้องได้ สอง เราไม่สามารถมองหลักฐานแยกชิ้นได้ เพราะมัอนเป็นขบวนการที่ทำงานร่วมกันย่างเป็นระบบ พริษฐ์ยังเปิดข้อมูลเกี่ยวกับ นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หลังจากทั้ง 2 ฝ่าย แลกเปลี่ยนข้อมูลกันในรายการสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ โดยพริษฐ์ ระบุว่า มีบางประเด็นที่ได้ข้อยุติแล้ว แต่บางประเด็นยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ประเด็นหนึ่งคือการปรากฏตัวของบุคคลหลายคน ในห้องทำงานของนภินทร รวมถึงความสัมพันธ์กับผู้สมัคร สว.ใน จ.ราชบุรี โดยพริษฐ์ ระบุว่า เมื่อตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบผู้สมัคร สว. 2 คน คือ น.ส.ภาวนา จาก จ.ราชบุรี ซึ่งนภินทรยอมรับว่ารู้จัก และ น.ส.วราภัสร์ จาก จ.เพชรบุรี ซึ่งพริษฐ์ระบุว่า ปรากฏชื่อในโพยหลายฉบับ เคยปรากฏตัวที่กระทรวงพาณิชย์ในวันเดียวกับเหตุการณ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกต ทั้งนี้ พริษฐ์ย้ำว่า การนำข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผย ไม่ได้หมายความว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมีความผิด แต่เป็นข้อมูลที่ควรนำไปตรวจสอบเพิ่มเติม พริษฐ์ตั้งคำถามว่าหลักฐานที่กล่าวมานี้เพียงพอให้ กกต.สั่งฟ้องนภินทรแล้วหรือยัง เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตนคนเดียวที่สงสัย ตามข้อมูลที่มีพบว่า นอกจากคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีมติให้สั่งฟ้องคุณนภินทรในฐานะ 1 ในผู้ถูกกล่าวหา 229 คน นอกจากนี้ยังมีข้อมูลตามที่ไอลอว์นำเสนอ ว่ารองเลขาฯ กกต.ที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเลขาฯ กกต. ก็เสนอให้สั่งฟ้องนภินทรเช่นกัน มีเพียงแค่อนุฯ วินิจฉัยชุดที่ 36 เสนอไม่สั่งฟ้อง ในงานเวทีผู้นำฝ่ายค้าน มีช่วงท้ายที่ พริษฐ์ พูดถึงหลักฐานข้อมูลสัญญาณการโทรศัพท์ของ สว. อย่างน้อย 40 คน บริเวณ รร. พูลแมน ในวันที่ 21 ก.ค. 2567 ก่อน สว. จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่  โดยพริษฐ์ ระบุว่า สว.ทั้ง 40 คนอยู่ในกลุ่ม 229 คนที่คณะกรรมการชุดที่ 26 มีคำสั่งเกี่ยวกับคดีดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลพิกัดโทรศัพท์ลักษณะนี้น่าจะเป็นข้อมูลที่อยู่ในการครอบครองของ กกต.หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ‘ชัยธวัช’ ชี้คดีโกง สว. สะท้อนวิกฤตระบอบประชาธิปไตย จากภัยคุกคามของ 'ระบอบสีน้ำเงิน'  ชัยธวัช ตุลาธน อดีตผู้นำฝ่ายค้านและอดีตเลขาธิการพรรคก้าวไกลได้แสดงความเห็น ในวงเสวนา “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ที่จัดขึ้นที่รัฐสภาว่า ตนมีกังวลต่อการโกงเลือก สว. มานานแล้ว ว่าจะทำให้เกิดวิกฤตระบอบประชาไตย ความกังวลนี้มีมาตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 การมีรัฐธรรมนูญปี 2560 จนถึงการที่ คสช. ตั้ง สว. จากการแต่งตั้งครั้งแรก ซึ่ง สว. ดังกล่าวมีอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ รวมถึงมีอำนาจเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย โดย ชัยธวัช อธิบายว่า การพูดประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าปัจจุบันน่ากังวลน้อยกว่าในอดีต แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า หากจะพูดเรื่องการโกง สว. หรือวิกฤตกลไกตรวจสอบถ่วงดุล รวมถึงวิกฤต สว. กกต. และ ป.ป.ช. จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้ในบริบทของพัฒนาการทางการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา และตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา เพราะทั้งหมดเป็นเรื่องเดียวกัน หากถามว่าคดีโกง สว. ทำให้เกิดความกังวลหรือเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลหรือไม่ ชัยธวัชไม่เพียงกังวลแง่นี้ แต่ยังกังวลในเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเกือบจะเกิดวิกฤตในกลไกตรวจสอบถ่วงดุลเท่านั้น แต่คดีโกง สว. เป็นหนึ่งในสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงวิกฤตระบอบประชาธิปไตยไทย จากภัยคุกคามของ 'ระบอบสีน้ำเงิน' ซึ่งเป็นพัฒนาการล่าสุดของระบอบการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และมีรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา ชัยธวัชกล่าวถึงองค์กรตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจว่า องค์กรลักษณะดังกล่าวควรมีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย และประชาธิปไตยที่ดีจำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่เห็นว่าองค์กรอิสระ รวมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญและวุฒิสภาภายใต้ระบอบการเมืองหลังการรัฐประหารปี 2557 และหลังมีรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่ถูกเพื่อเป็นกลไกในการกำกับและควบคุมสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา และฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงเป็นกลไกในการกำกับและควบคุมอำนาจที่มาจากประชาชนให้เชื่องต่อผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงิน ชัยธวัชยกตัวอย่าง ป.ป.ช. ว่า การเลือกฟ้องนักการเมืองคนใดขึ้นอยู่กับว่าในช่วงเวลานั้นบุคคลดังกล่าวยอมถูกกวาดต้อนมาอยู่กับผู้มีอำนาจหรือไม่ พร้อมระบุว่า หากลองไปถามอดีต สส. ในพรรคพลังประชารัฐหลายคนว่าเคยถูกแบล็กเมลเรื่องอะไร ก็จะเห็นภาพดังกล่าว และเมื่อวันหนึ่งไม่มีอำนาจหรือไม่ได้เป็นพวกเดียวกันแล้ว คดีต่างๆ ก็อาจจะเริ่มกลับมาเดินใหม่ กลไกเหล่านี้มีไว้เพื่อควบคุมและกำกับ โดยใครที่เชื่องก็จะรอดและรอไปก่อน ส่วนใครที่ไม่เชื่องก็จะถูกจัดการ ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญก็มีลักษณะเดียวกัน คือ ใครเชื่องก็รอด ส่วนใครไม่เชื่องก็จะถูกตัดสิทธิ์หรือยุบพรรค สำหรับ สว. ชัยธวัชกล่าวว่า ปัจจุบัน สว. ที่มาจากการโกง แม้จะไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ สว. ก็ยังถือว่าเป็นแกนกลางของกลไกกำกับและควบคุมอำนาจของประชาชนภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นพัฒนาการครั้งล่าสุดของระบอบการเมืองที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร ชัยธวัชระบุว่า สว. เป็นแกนกลางในการเลือกว่าจะยอมให้ใครเข้ามาเป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรใด และมีบทบาทมากกว่านั้น เนื่องจากยังมีองค์กรที่มีกระบวนการแต่งตั้งอื่นๆ อีก เช่น อัยการ และประธานศาลปกครองจึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างมากของกลไกดังกล่าว และหน้าที่อีกประการหนึ่งของ สว. คือการป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรูปแบบที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องการ หากมองกลุ่มองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ไปจนถึง สว. ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน จะเห็นว่าองค์กรเหล่านี้เป็นผู้พิทักษ์ระบอบการเมืองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย หลังปี 2557 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นความพยายามทุกวิถีทาง รวมถึงการโกงอย่างเป็นระบบและโจ่งแจ้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงข้างมากของ สว. ในการรักษาองค์กรพิทักษ์ระบอบสีน้ำเงินดังกล่าวเอาไว้ต่อไป และมีการใช้ทุกวิถีทางจริงๆ ถึงขนาดบอกว่า “เราทำเพื่อข้างบน” กรณี สว. หากไม่สามารถช่วยกันจัดการเรื่องนี้ได้ ผลกระทบจะไม่ได้มีเพียงต่อความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจเท่านั้น แต่จะกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยไทยทั้งหมด รวมถึงกระทบต่อหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะต้องจัดวางพระราชสถานะให้ทรงเป็นกลางทางการเมือง โดยย้ำว่าเรื่องนี้มีขนาดใหญ่กว่าเรื่องกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอย่างมาก ชัยธวัชกล่าวต่อว่า ปัญหาคือสังคมถูกทำให้เชื่อและรู้สึกว่า สว. เป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่ในระบบรัฐสภาไทย และเป็นเหมือนประเพณีทางประชาธิปไตยของไทย ทั้งที่ ชัยธวัช ไม่ได้มองเช่นนั้น โดย สว. ในรูปแบบที่คนไทยรู้จัก เป็นผลผลิตของการรัฐประหารและการฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2490 และถูกตั้งใจให้เป็นองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งมาตั้งแต่แรก หากค้นเอกสารและหลักฐานทางประวัติศาสตร์จะพบค่อนข้างชัดว่า มีความตั้งใจให้มีวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพื่อทำหน้าที่ควบคุมสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ชัยธวัชฝากคำถามถึงการทำงานของ กกต. โดยเฉพาะคำอธิบายของ กกต. ก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าจะต้องดำเนินคดีกับบุคคลที่นำเอกสารสำนวนสอบสวนของ กกต. ออกมาเปิดเผย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการทำงานของ กกต. โดย ชัยธวัช ไม่เข้าใจว่าเหตุผลดังกล่าวมีความเป็นเหตุเป็นผลกันอย่างไร สาเหตุที่ในวันนี้มีคนกล้านำเอกสาร พยาน และหลักฐานออกมาเปิดเผย เป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นทนไม่ได้ และไม่มีความเชื่อมั่นใดๆ เหลืออยู่กับ กกต. แล้ว ชัยธวัชกล่าวว่า หาก กกต. ต้องการไม่ให้มีใครนำเอกสารและหลักฐานออกมาเปิดเผย ในวันที่ 14 กันยายน ก็ควรส่งฟ้องทั้ง 229 คน โดยเหตุที่การดำเนินการถูกเลื่อนออกไปนั้น กกต. ระบุว่าต้องการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก 14 วัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวควรนำไปตรวจสอบด้วย เพราะเข้าใจว่ามีเส้นเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายเส้น ‘อภิสิทธิ์’ คาดปม ‘ฮั้ว สว.’ ไม่จบใน 14 ก.ย. เตือนทำ รธน.ใหม่ เตือนระวังเจอ “ฮั้ว สสร.”  อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวตอนหนึ่งออกตัวว่าการขึ้นเวทีด้วยกันกับอดีตผู้นำฝ่ายค้านท่านอื่น เราไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง ตนเห็นด้วยบางเรื่อง แต่บางเรื่องก็มีความเห็นต่างในเชิงของการวิเคราะห์ เมื่อวานมีเวทีพูดถึงวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ อาจารย์บวรศักดิ์กล่าวเตือนว่าสถานการณ์ในสภาพปัจจุบันจะเป็นอย่างไรก็ตาม ต้องย้อนไปดูปีก่อนปี 2540 ที่จะมีองค์กรเหล่านี้ สถานการณ์การตรวจสอบนักการเมืองเป็นอย่างไร หนึ่ง – ไม่เคยมีการเลือกตั้งครั้งไหนเลยที่ศาลสามารถตัดสินว่ามีการกระทำความผิด เพราะว่ากว่าศาลจะตัดสิน เลือกตั้งอีกรอบแล้ว จำหน่ายคดี สอง – วันที่ยังไม่มี ป.ป.ช. แทบไม่มีผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลถูกลงโทษเลย สาม –- วันที่ยังไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ พูดง่ายๆ คือฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมาก ทำอะไรก็ถูก อภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่พูดมาข้างต้น ตนไม่ได้บอกว่าสภาพที่เกิดขึ้นปัจจุบันเป็นเรื่องที่เรารับได้ เพียงแต่จะสื่อว่าเราต้องระมัดระวังในการสรุปว่า “ไม่ควรมีองค์กรอิสระ” เพราะว่าที่มาของการมีองค์กรอิสระนั้นเกิดจากนักการเมืองตรวจสอบกันเองไม่ได้ ยกตัวอย่างในต่างประเทศ บางประเทศแทบไม่ต้องมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะว่าเมื่อนักการเมืองเจอกระแสสังคม เจ้าตัวก็ลาออกก่อน หรือพรรคที่บุคคลนั้นสังกัดมีมาตรการจัดการได้ อภิสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้มี 2 เรื่องที่เป็นบททดสอบสำคัญว่ากลไกตรวจสอบจะสามารถตรวจสอบทุกคนได้จริงหรือไม่ เรื่องแรกคือกรณีขอให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช. ที่พิจารณาคดี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม กรณีซุกหุ้น ไปยังศาลฎีกา ซึ่งผ่านมากว่า 83 วันแล้ว โดยประธานรัฐสภาชี้แจงว่าได้ตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาเรื่องดังกล่าว  ส่วนคดีฮั้ว สว. อภิสิทธิ์คาดการณ์ว่า จะไม่จบลงในวันที่ 14 ก.ย.นี้ พร้อมตั้งคำถามว่า กกต.เคยมีบรรทัดฐานและส่งคดีไปถึงศาลจนศาลวินิจฉัยว่ามีความผิด เหตุใดกรณีที่มีพฤติการณ์หนักและถูกกล่าวหาว่าเป็นขบวนการ จึงจะไม่ถูกส่งให้ศาลพิจารณา  นอกจากนี้ อภิสิทธิ์ยังได้กล่าวถึงกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ต้องระวังจะเกิดการ “ฮั้ว สสร.” ที่อาจทำให้ปัญหาในปัจจุบันหนักยิ่งขึ้น พร้อมเสนอผู้นำฝ่ายค้านให้ผลักดันเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในเรื่องการได้มาของวุฒิสภาและองค์กรอิสระ ‘ชลน่าน’ แจง ร่วมเวทีในนามส่วนตัว เตือนระวัง “โจรสมองเพชร” วางกลยุทธ์ยึดฐานเสียง ชลน่าน อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งขณะนี้ยังเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่ ชี้แจงถึงการมาร่วมเวทีของฝ่ายค้านในครั้งนี้ว่า ตอนที่ได้รับการประสานมา แรกๆ มีความกังวลอยู่ในใจเพราะตนเองเป็นสมาชิกพรรค พท. การตัดสินใจมาในวันนี้ไม่ได้เป็นมติพรรค แต่มาในนามส่วนตัวในฐานะราษฎรคนหนึ่งและคนที่เคยเป็นผู้นำฝ่ายค้านมาก่อน ตนเพียงแค่แจ้งให้พรรครับทราบ พรรคเองมีข้อห่วงใยในแง่มุมที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ตนก็ยืนยันว่าตนไม่ได้มาเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่มาเสนอความเห็น ชลน่านกล่าวว่าในเรื่องวิกฤตทางการเมืองกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลไกการตรวจสอบ ความเชื่อมั่นลดลงตามลำดับ สะท้อนว่าบ้านเมืองเราจะไปต่อได้อย่างไร มาตรวัดที่ดีที่สุดคือการที่ลูกหลานเราในอนาคต ไม่มาต่อว่าคนรุ่นเราว่าที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้เพราะคนรุ่นพ่อแม่ไม่ยอมทำอะไร ชลน่านยังได้แสดงความกังวลถึงรูปแบบการเข้าสู่อำนาจของการเมืองยุคใหม่ โดยเตือนให้ระมัดระวังกลุ่มผู้บริหารจัดการฐานเสียงที่มีความชาญฉลาดเป็นพิเศษ หรือ “โจรสมองเพชร” เพื่อวางกลยุทธ์ยึดฐานเสียง ซึ่งหากสมองเพชรนั้นถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีก็น่ากลัวอย่างยิ่ง  ชลน่านกล่าวว่าในอดีตตนก็ชอบพรรคประชาธิปัตย์ในมุมหนึ่ง คือ ความเป็นอัจฉริยะในการนำเสนอ-โน้มน้าวชักจูงให้คนเห็นภาพ ยกตัวอย่าง วาทศิลป์ในการอภิปรายของคุณอภิสิทธิ์ เปรียบเสมือนการทำให้คนเชื่อว่า “หมาเป็นแมว” เพราะในมิติทางการเมือง บางครั้งความเชื่อก็ถูกทำให้กลายเป็นความจริง  ในประเด็นนี้ อภิสิทธิ์กล่าวพร้อมหัวเราะอย่างเป็นเองว่าขอใช้สิทธิพาดพิง พร้อมกับบอกว่าอีกไม่นานที่พรรคจะจัดงานโฮมคัมมิ่งในวาระที่พรรคอายุครบ 80 ปี จึงขอเชิญชลน่านที่เป็นอดีตสมาชิกไว้ล่วงหน้า ส่วนที่ถูกพาดพิงว่าพรรค ปชป. มีวาทศิลป์ที่สามารถทำให้คนคล้อยตามว่า “หมาเป็นแมว” ตนมองว่าในตอนนั้นสื่อหลักอยู่ในมือของรัฐบาล หน้าที่ของฝ่ายค้านอย่างตนจึงต้องใช้ความสามารถจะให้ประชาชนเห็นความจริงอีกด้าน พร้อมกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มว่า “คุณหมอคงไม่ลืมคำว่า สัจจัง เว อมตา วาจา การเมืองเราต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง” ณัฐพงษ์ ชี้ ‘โกง สว.’ จุดเริ่มต้น ‘กินรวบประเทศ’ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดเวทีผู้นำฝ่ายค้านที่รัฐสภา ชี้วิกฤตศรัทธาต่อการเมืองไทยเชื่อมโยงกับปัญหาการถ่วงดุลและตรวจสอบ โดยเฉพาะที่มาของ สว. และองค์กรอิสระ ย้ำ ‘โกง สว.’ คือจุดเริ่มต้นของการกินรวบประเทศ พร้อมชวนสังคมทำให้สิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ณัฐพงษ์กล่าวว่า เวทีครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 100 วัน นับจากวันที่ออกมาสื่อสารถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ โดยเห็นด้วยกับนิยามที่เคยมีการพูดถึงว่า ระบอบสีน้ำเงินมีลักษณะของระบอบอำนาจนิยม ซึ่งแตกต่างจากระบบประชาธิปไตยที่ควรมีการถ่วงดุลตรวจสอบ และมีความยึดโยงกับประชาชน “สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน คือองค์กรอิสระมาจากสมาชิกวุฒิสภา ที่อาจจะถูกจัดตั้ง ถูกโกงเข้ามา ซึ่งมีความยึดโยงกับพรรคการเมืองที่เป็นพรรคแกนนำของรัฐบาลอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือที่มาที่ผมออกมาชี้ให้เห็นตั้งแต่ตอนนั้นว่า ระบอบสีน้ำเงินกำลังกินรวบประเทศ” ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า จากการแสดงความเห็นในเวทีผู้นำฝ่ายค้านครั้งที่ผ่านมา ทำให้เห็นภาพตรงกันว่า การโกง สว. คือจุดเริ่มต้นของการกินรวบประเทศ และเวทีในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านจากหลายยุคมาร่วมส่งเสียงถึงสิ่งที่ต้องการเห็นร่วมกัน คือระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบบการเมืองแบบอำนาจนิยมที่มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มกินรวบประเทศ สำหรับกระบวนการตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว. ณัฐพงษ์กล่าวว่า หลายคนอาจมองว่าการเอาผิดกับผู้ที่อยู่ในกระบวนการโกง สว. เป็นเรื่องที่ยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อ กกต. ชุดปัจจุบัน 4 ใน 7 คน ถูกเลือกมาจากสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งมีบุคคลที่อยู่ในสำนวนการตรวจสอบอยู่ด้วย จึงเกิดคำถามถึงผลประโยชน์ทับซ้อนว่า จะคาดหวังให้ผู้ที่กำลังใช้อำนาจพิจารณาว่ามีมูลการโกง สว. หรือไม่ เป็นผู้ที่ถูกเลือกเข้ามาจากกลุ่มบุคคลที่กำลังถูกกล่าวหาได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ณัฐพงษ์เชื่อว่านักการเมืองหลายคนเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อ “ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นสิ่งที่เขาปฏิเสธไม่ได้” เพราะการทำงานการเมืองคือการผลักดันสังคมไปข้างหน้า หากยังอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ และมองว่าสิ่งต่างๆ เป็นไปไม่ได้ สังคมก็จะไม่สามารถเดินหน้าได้ “การที่เราจัดเวทีในลักษณะนี้มาทุกวัน ทุกครั้งที่ผ่านมา เรากำลังทำให้สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ให้เขาปฏิเสธไม่ได้มากขึ้นทุกวัน” ณัฐพงษ์ระบุว่า สิ่งที่ต้องทำให้ปฏิเสธไม่ได้มีทั้งพยานที่จะออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการโกง สว. หลักฐานเอกสาร เช่น ใบจองต่างๆ รวมถึงคลิปและหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสถานที่และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีอยู่จริง ทั้งนี้ ณัฐพงษ์ย้ำว่า การใช้อำนาจของ กกต. ในขณะนี้ไม่ได้เป็นการชี้ถูกหรือชี้ผิด โดยกฎหมายกำหนดไว้ว่า หากควรเชื่อได้ว่ามีการโกง สว. เกิดขึ้น หน้าที่ของ กกต. คือการส่งสำนวนต่อไปให้ศาล “ถือว่าเป็นโอกาสดีที่อย่างน้อย กกต. ก็เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 14 กันยายน เราก็จะได้ใช้โอกาสในเวทีนี้ ในการที่จะทำให้สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่เขาปฏิเสธไม่ได้มากยิ่งขึ้น”  * ข่าว * การเมือง * คดีฮั้วเลือก สว. * สมาชิกวุฒิสภา * พรรคประชาชน * พรรคประชาธิปัตย์ * พริษฐ์ วัชรสินธุ * อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ * ชลน่าน ศรีแก้ว * ชัยธวัช​ ตุลา​ธน​ * ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
dlvr.it
August 29, 2026 at 10:47 AM
เวทีฝ่ายค้านจี้ กกต.ส่งศาล คดี ‘ฮั้วเลือก สว.’ 'ไอติม' เปิดหลักฐานอ้าง 40 สว.มีสัญญาณโทรศัพท์รวมตัว
เวทีฝ่ายค้านจี้ กกต.ส่งศาล คดี ‘ฮั้วเลือก สว.’ 'ไอติม' เปิดหลักฐานอ้าง 40 สว.มีสัญญาณโทรศัพท์รวมตัว
เวทีฝ่ายค้านจี้ กกต.ส่งศาล คดี ‘ฮั้วเลือก สว.’ 'ไอติม' เปิดหลักฐานอ้าง 40 สว.มีสัญญาณโทรศัพท์รวมตัว See Think Sat, 2026-08-29 - 17:32 วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคฝ่ายค้านได้จัดงาน "เวทีผู้นำฝ่ายค้าน" ภายใต้หัวข้อ "การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ" ซึ่งประเด็นสำคัญในการพูดคุยอยู่ที่ “คดีฮั้วเลือก สว.” และการทำงานขององค์กรอิสระ โดยมี 3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งมี ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และชัยธวัช ตุลาธน อดีตเลขาธิการพรรคก้าวไกล เข้าร่วมเสวนา ภายในงานยังมีการเปิดหลักฐานใหม่ที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าเป็นสัญญาณการโทรศัพท์ของ สว. อย่างน้อย 40 คน บริเวณโรงแรมพูลแมน ในวันที่ 21 ก.ค. 2567 ก่อน สว. จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ โดยพริษฐ์ ระบุว่า สว.ทั้ง 40 คนอยู่ในกลุ่ม 229 คนที่คณะกรรมการชุดที่ 26 มีคำสั่งเกี่ยวกับคดีดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลพิกัดโทรศัพท์ลักษณะนี้น่าจะเป็นข้อมูลที่อยู่ในการครอบครองของ กกต.หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว 'ไอติม' เปิดหลักฐานเพิ่ม อ้าง สว. 40 คนมีสัญญาณโทรศัพท์รวมตัวที่พูลแมน  พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ คดีฮั้ว สว. โดยตั้งข้อสังเกตถึงการทำหน้าที่ของ กกต. ก่อนถึงกำหนดวันที่ 14 ก.ย.นี้ ซึ่ง กกต.เตรียมพิจารณาว่าจะมีคำสั่งเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คนหรือไม่  พริษฐ์กล่าวว่า จากการเสนอข่าวเรื่องการโกงเลือก สว.ในพื้นที่สื่อ หลายๆ ท่านอาจจะเห็นว่าเป็นการเจาะลึกเส้นเงินบางเส้น คลิปวิดีโอบางคลิป แต่ไม่อยากให้ทุกท่านหลงลืมภาพใหญ่ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นพฤติกรรมของขบวนการที่ทำงานกันอย่างเป็นระบบ แบ่งเป็นสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือ “ขบวนการโกง สว.” มีตั้งแต่การแบ่งทีมจัดตั้งจ้างคนมาลงสมัครในแต่ละจังหวัด มารวมตัวกันที่ “ศูนย์ทำโพย” มารวมตัวปฐมนิเทศที่โรงแรมพูลแมนอีกเส้นทาง คือ “การทำหน้าที่ของ กกต.” ตั้งแต่ระเบียบที่ไม่รัดกุม, การตรวจสอบคุณสมบัติที่มีข้อผิดพลาด รวมไปถึงการปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ “โพยใบสั่ง” อย่างทั่วถึงในระดับประเทศ และการเตะถ่วงคดีโกง สว.มาแล้วสองปี พริษฐ์ตั้งคำถามว่าสองเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เดินกันไปแบบคู่ขนาน หรือความจริงแล้วเป็นสองเส้นทางที่มีความเชื่อมโยงกัน ความไม่เชื่อมั่นของเราที่มีต่อ กกต. เป็นเพราะ กกต.ปล่อยปละละเลย หรือ มี กกต.บางส่วนที่รู้เห็นเป็นใจให้เกิดขึ้น พริษฐ์กล่าวว่า หลังจากเวที 25 ส.ค. เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ บ้าง วันนั้นตนได้นำเสนอคลิปที่โรงแรม B2  บูติค แอนด์ บัดเจทว่าบุคคลในคลิปใช่คุณวิทยา คำพวง หรือไม่ หลังจากนั้น วิทยา คำพวง ก็ได้ออกมายอมรับว่าตัวเองคือคนในคลิป สาระสำคัญของเรื่องนี้คือ มีคลัสเตอร์ที่โรงแรม B2 รังสิตฯ และก็อาจมีมากกว่าหนึ่งคลัสเตอร์ คลัสเตอร์ที่หนึ่งคือ การจองห้องให้ผู้สมัคร สว. 8 ราย ที่มีการชำระเงินด้วยบัญชีของคุณวิทยา แม้ว่าคุณวิทยาออกมาปฏิเสธ   พริษฐ์กล่าวว่านอกจากนี้เรายังค้นพบว่ามีคลัสเตอร์ที่สองที่จองห้องในห้วงเวลาเดียวกัน โดยบุคคลที่ชื่อว่า พัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นเลขานุการฯ รมว.ท่องเที่ยวฯ จองห้องให้ผู้สมัคร สว. 20 คน (ในจำนวนนี้มี 16 คนจาก จ.บึงกาฬ) และมี 1 คนที่ได้รับเลือกเป็น สว.คือ พิมาย คงทัน กลุ่มที่ 5 จ.บึงกาฬ พริษฐ์กล่าวว่า ไปไล่รายชื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเลือก สว.จำนวน 229 คน จะไม่เจอชื่อของ วิทยา คำพวง หรือชื่อของ พัสกร สิ่งที่จะสื่อก็คือถ้าเอาความเชื่อของตนเป็นตัวตั้ง ตนเชื่อว่าคนที่รู้เห็นกับขบวนการโกงเลือก สว. มีมากกว่า 229 คน แต่ในเมื่อการทำหน้าที่ตรวจสอบของคณะไต่สวนฯ ได้กลั่นกรองมาถึง 229 คน เราก็เอาตัวเลขนี้เป็นตัวตั้ง ในเมื่อ กกต.บอกว่าจะมีการหาหลักฐานเพิ่มเติม ตนก็ขอตั้งคำถามดังๆ ว่าจะมีการสืบสวนสอบสวนกรณีคุณวิทยากับพัสกรหรือไม่ พริษฐ์กล่าวว่า อีกประเด็นหนึ่งคือประเภทของหลักฐาน ตนได้ยินเรื่องประวัติการโทรมานานแล้ว แต่ไม่มั่นใจว่าจริงเท็จแค่ไหน จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไอลอว์ได้เปิดประวัติการโทรหากันระหว่างผู้สมัคร สว.อ่างทอง กับ สส. 2 พี่น้องจากอ่างทอง แม้เจ้าตัวจะออกมาตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูล แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่ามีการโทรหรือไม่ จากนั้นไม่กี่วัน รมว.ยุติธรรมก็ออกมายืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องจริง  พริษฐ์กล่าวว่า อีกประเด็นหนึ่งที่ได้รู้คือ “การประดิษฐ์ปัญญา” ของ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่ให้สัมภาษณ์เสมือนว่า กกต.จะส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาได้ ก็ต่อเมื่อคนๆ นั้นเป็น “ผู้สมัคร สว.” ซึ่งนักกฎหมายจำนวนหนึ่งก็ได้ออกมาถกเถียงกันไปแล้ว นอกจากนี้ กกต.เองก็เคยมีการสั่งฟ้องไปแล้วในบางกรณีที่คนที่ถูกสั่งฟ้องไม่ใช่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สว. ตนจึงอยากชวนทุกคนวิเคราะห์ว่าการที่ เลขาฯ กกต.ให้สัมภาษณ์เช่นนี้ เป็นความผิดพลาดโดยสุจริต หรือมีธงทางการเมืองอย่างไรหรือไม่ เป็นการพยายามหาทางลงของ กกต.เพื่อที่จะ “สังเวยน้ำเงินอ่อน ปกป้องน้ำเงินเข้ม” หรือไม่ ให้ กกต. ไม่สั่งฟ้องนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ประเด็นที่ว่า หลักฐานต้องชัดขนาดไหน กกต.ถึงมีหน้าที่ในการสั่งฟ้อง พริษฐ์กล่าวว่า กกต.มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้อง หากเพียงมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต” ส่วนหน้าที่การพิพากษาเป็นของศาล ดังนั้นอย่าเอามาตรฐานที่เราคาดหวังจากศาล มาใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ณ เวลานี้ เพราะก็มีตัวอย่างของคดีที่ กกต.เคยมีมติสั่งฟ้องไปที่ศาลแล้ว จากเพียงหลักฐานการขอคะแนนในแอปพลิเคชัน LINE ตนจึงมคำถามว่าหลักฐานที่เวทีฝ่ายค้านเปิดมาหลายครั้ง ยังไม่เพียงพอจริงหรือ เมื่อเทียบกับแชทไลน์ที่ กกต.ก็เคยสั่งฟ้อง หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ คดีโกงเลือก สว. แต่ละชิ้นที่เปิดเผย ก็มีความสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็น “โพยใบสั่ง” ผลการลงคะแนนของบัตรที่มีแพทเทิร์นซ้ำๆ กัน, เส้นเงิน, ประวัติการโทร, การปฐมนิเทศ, สายสัมพันธ์ ที่กล่าวมานี้เพื่อให้ทุกท่านเข้าใจว่า หนึ่ง ไม่จำเป็นว่าต้องมีหลักฐานจนสิ้นสงสัยแล้ว กกต.จึงจะสั่งฟ้องได้ สอง เราไม่สามารถมองหลักฐานแยกชิ้นได้ เพราะมัอนเป็นขบวนการที่ทำงานร่วมกันย่างเป็นระบบ พริษฐ์ยังเปิดข้อมูลเกี่ยวกับ นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หลังจากทั้ง 2 ฝ่าย แลกเปลี่ยนข้อมูลกันในรายการสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ โดยพริษฐ์ ระบุว่า มีบางประเด็นที่ได้ข้อยุติแล้ว แต่บางประเด็นยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ประเด็นหนึ่งคือการปรากฏตัวของบุคคลหลายคน ในห้องทำงานของนภินทร รวมถึงความสัมพันธ์กับผู้สมัคร สว.ใน จ.ราชบุรี โดยพริษฐ์ ระบุว่า เมื่อตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบผู้สมัคร สว. 2 คน คือ น.ส.ภาวนา จาก จ.ราชบุรี ซึ่งนภินทรยอมรับว่ารู้จัก และ น.ส.วราภัสร์ จาก จ.เพชรบุรี ซึ่งพริษฐ์ระบุว่า ปรากฏชื่อในโพยหลายฉบับ เคยปรากฏตัวที่กระทรวงพาณิชย์ในวันเดียวกับเหตุการณ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกต ทั้งนี้ พริษฐ์ย้ำว่า การนำข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผย ไม่ได้หมายความว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมีความผิด แต่เป็นข้อมูลที่ควรนำไปตรวจสอบเพิ่มเติม พริษฐ์ตั้งคำถามว่าหลักฐานที่กล่าวมานี้เพียงพอให้ กกต.สั่งฟ้องนภินทรแล้วหรือยัง เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตนคนเดียวที่สงสัย ตามข้อมูลที่มีพบว่า นอกจากคณะไต่สวนชุดที่ 26 มีมติให้สั่งฟ้องคุณนภินทรในฐานะ 1 ในผู้ถูกกล่าวหา 229 คน นอกจากนี้ยังมีข้อมูลตามที่ไอลอว์นำเสนอ ว่ารองเลขาฯ กกต.ที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเลขาฯ กกต. ก็เสนอให้สั่งฟ้องนภินทรเช่นกัน มีเพียงแค่อนุฯ วินิจฉัยชุดที่ 36 เสนอไม่สั่งฟ้อง ในงานเวทีผู้นำฝ่ายค้าน มีช่วงท้ายที่ พริษฐ์ พูดถึงหลักฐานข้อมูลสัญญาณการโทรศัพท์ของ สว. อย่างน้อย 40 คน บริเวณ รร. พูลแมน ในวันที่ 21 ก.ค. 2567 ก่อน สว. จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่  โดยพริษฐ์ ระบุว่า สว.ทั้ง 40 คนอยู่ในกลุ่ม 229 คนที่คณะกรรมการชุดที่ 26 มีคำสั่งเกี่ยวกับคดีดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลพิกัดโทรศัพท์ลักษณะนี้น่าจะเป็นข้อมูลที่อยู่ในการครอบครองของ กกต.หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ‘ชัยธวัช’ ชี้คดีโกง สว. สะท้อนวิกฤตระบอบประชาธิปไตย จากภัยคุกคามของ 'ระบอบสีน้ำเงิน'  ชัยธวัช ตุลาธน อดีตผู้นำฝ่ายค้านและอดีตเลขาธิการพรรคก้าวไกลได้แสดงความเห็น ในวงเสวนา “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ที่จัดขึ้นที่รัฐสภาว่า ตนมีกังวลต่อการโกงเลือก สว. มานานแล้ว ว่าจะทำให้เกิดวิกฤตระบอบประชาไตย ความกังวลนี้มีมาตั้งแต่การรัฐประหารปี 2557 การมีรัฐธรรมนูญปี 2560 จนถึงการที่ คสช. ตั้ง สว. จากการแต่งตั้งครั้งแรก ซึ่ง สว. ดังกล่าวมีอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ รวมถึงมีอำนาจเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย โดย ชัยธวัช อธิบายว่า การพูดประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าปัจจุบันน่ากังวลน้อยกว่าในอดีต แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า หากจะพูดเรื่องการโกง สว. หรือวิกฤตกลไกตรวจสอบถ่วงดุล รวมถึงวิกฤต สว. กกต. และ ป.ป.ช. จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องเหล่านี้ในบริบทของพัฒนาการทางการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา และตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา เพราะทั้งหมดเป็นเรื่องเดียวกัน หากถามว่าคดีโกง สว. ทำให้เกิดความกังวลหรือเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลหรือไม่ ชัยธวัชไม่เพียงกังวลแง่นี้ แต่ยังกังวลในเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเกือบจะเกิดวิกฤตในกลไกตรวจสอบถ่วงดุลเท่านั้น แต่คดีโกง สว. เป็นหนึ่งในสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงวิกฤตระบอบประชาธิปไตยไทย จากภัยคุกคามของ 'ระบอบสีน้ำเงิน' ซึ่งเป็นพัฒนาการล่าสุดของระบอบการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และมีรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา ชัยธวัชกล่าวถึงองค์กรตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจว่า องค์กรลักษณะดังกล่าวควรมีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย และประชาธิปไตยที่ดีจำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่เห็นว่าองค์กรอิสระ รวมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญและวุฒิสภาภายใต้ระบอบการเมืองหลังการรัฐประหารปี 2557 และหลังมีรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่ถูกเพื่อเป็นกลไกในการกำกับและควบคุมสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา และฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงเป็นกลไกในการกำกับและควบคุมอำนาจที่มาจากประชาชนให้เชื่องต่อผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงิน ชัยธวัชยกตัวอย่าง ป.ป.ช. ว่า การเลือกฟ้องนักการเมืองคนใดขึ้นอยู่กับว่าในช่วงเวลานั้นบุคคลดังกล่าวยอมถูกกวาดต้อนมาอยู่กับผู้มีอำนาจหรือไม่ พร้อมระบุว่า หากลองไปถามอดีต สส. ในพรรคพลังประชารัฐหลายคนว่าเคยถูกแบล็กเมลเรื่องอะไร ก็จะเห็นภาพดังกล่าว และเมื่อวันหนึ่งไม่มีอำนาจหรือไม่ได้เป็นพวกเดียวกันแล้ว คดีต่างๆ ก็อาจจะเริ่มกลับมาเดินใหม่ กลไกเหล่านี้มีไว้เพื่อควบคุมและกำกับ โดยใครที่เชื่องก็จะรอดและรอไปก่อน ส่วนใครที่ไม่เชื่องก็จะถูกจัดการ ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญก็มีลักษณะเดียวกัน คือ ใครเชื่องก็รอด ส่วนใครไม่เชื่องก็จะถูกตัดสิทธิ์หรือยุบพรรค สำหรับ สว. ชัยธวัชกล่าวว่า ปัจจุบัน สว. ที่มาจากการโกง แม้จะไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ สว. ก็ยังถือว่าเป็นแกนกลางของกลไกกำกับและควบคุมอำนาจของประชาชนภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นพัฒนาการครั้งล่าสุดของระบอบการเมืองที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร ชัยธวัชระบุว่า สว. เป็นแกนกลางในการเลือกว่าจะยอมให้ใครเข้ามาเป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรใด และมีบทบาทมากกว่านั้น เนื่องจากยังมีองค์กรที่มีกระบวนการแต่งตั้งอื่นๆ อีก เช่น อัยการ และประธานศาลปกครองจึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างมากของกลไกดังกล่าว และหน้าที่อีกประการหนึ่งของ สว. คือการป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรูปแบบที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องการ หากมองกลุ่มองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ไปจนถึง สว. ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน จะเห็นว่าองค์กรเหล่านี้เป็นผู้พิทักษ์ระบอบการเมืองที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย หลังปี 2557 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นความพยายามทุกวิถีทาง รวมถึงการโกงอย่างเป็นระบบและโจ่งแจ้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงข้างมากของ สว. ในการรักษาองค์กรพิทักษ์ระบอบสีน้ำเงินดังกล่าวเอาไว้ต่อไป และมีการใช้ทุกวิถีทางจริงๆ ถึงขนาดบอกว่า “เราทำเพื่อข้างบน” กรณี สว. หากไม่สามารถช่วยกันจัดการเรื่องนี้ได้ ผลกระทบจะไม่ได้มีเพียงต่อความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจเท่านั้น แต่จะกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยไทยทั้งหมด รวมถึงกระทบต่อหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะต้องจัดวางพระราชสถานะให้ทรงเป็นกลางทางการเมือง โดยย้ำว่าเรื่องนี้มีขนาดใหญ่กว่าเรื่องกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอย่างมาก ชัยธวัชกล่าวต่อว่า ปัญหาคือสังคมถูกทำให้เชื่อและรู้สึกว่า สว. เป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่ในระบบรัฐสภาไทย และเป็นเหมือนประเพณีทางประชาธิปไตยของไทย ทั้งที่ ชัยธวัช ไม่ได้มองเช่นนั้น โดย สว. ในรูปแบบที่คนไทยรู้จัก เป็นผลผลิตของการรัฐประหารและการฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2490 และถูกตั้งใจให้เป็นองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งมาตั้งแต่แรก หากค้นเอกสารและหลักฐานทางประวัติศาสตร์จะพบค่อนข้างชัดว่า มีความตั้งใจให้มีวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เพื่อทำหน้าที่ควบคุมสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ชัยธวัชฝากคำถามถึงการทำงานของ กกต. โดยเฉพาะคำอธิบายของ กกต. ก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าจะต้องดำเนินคดีกับบุคคลที่นำเอกสารสำนวนสอบสวนของ กกต. ออกมาเปิดเผย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการทำงานของ กกต. โดย ชัยธวัช ไม่เข้าใจว่าเหตุผลดังกล่าวมีความเป็นเหตุเป็นผลกันอย่างไร สาเหตุที่ในวันนี้มีคนกล้านำเอกสาร พยาน และหลักฐานออกมาเปิดเผย เป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นทนไม่ได้ และไม่มีความเชื่อมั่นใดๆ เหลืออยู่กับ กกต. แล้ว ชัยธวัชกล่าวว่า หาก กกต. ต้องการไม่ให้มีใครนำเอกสารและหลักฐานออกมาเปิดเผย ในวันที่ 14 กันยายน ก็ควรส่งฟ้องทั้ง 229 คน โดยเหตุที่การดำเนินการถูกเลื่อนออกไปนั้น กกต. ระบุว่าต้องการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก 14 วัน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวควรนำไปตรวจสอบด้วย เพราะเข้าใจว่ามีเส้นเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายเส้น ‘อภิสิทธิ์’ คาดปม ‘ฮั้ว สว.’ ไม่จบใน 14 ก.ย. เตือนทำ รธน.ใหม่ เตือนระวังเจอ “ฮั้ว สสร.”  อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวตอนหนึ่งออกตัวว่าการขึ้นเวทีด้วยกันกับอดีตผู้นำฝ่ายค้านท่านอื่น เราไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง ตนเห็นด้วยบางเรื่อง แต่บางเรื่องก็มีความเห็นต่างในเชิงของการวิเคราะห์ เมื่อวานมีเวทีพูดถึงวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ อาจารย์บวรศักดิ์กล่าวเตือนว่าสถานการณ์ในสภาพปัจจุบันจะเป็นอย่างไรก็ตาม ต้องย้อนไปดูปีก่อนปี 2540 ที่จะมีองค์กรเหล่านี้ สถานการณ์การตรวจสอบนักการเมืองเป็นอย่างไร หนึ่ง – ไม่เคยมีการเลือกตั้งครั้งไหนเลยที่ศาลสามารถตัดสินว่ามีการกระทำความผิด เพราะว่ากว่าศาลจะตัดสิน เลือกตั้งอีกรอบแล้ว จำหน่ายคดี สอง – วันที่ยังไม่มี ป.ป.ช. แทบไม่มีผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลถูกลงโทษเลย สาม –- วันที่ยังไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ พูดง่ายๆ คือฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมาก ทำอะไรก็ถูก อภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่พูดมาข้างต้น ตนไม่ได้บอกว่าสภาพที่เกิดขึ้นปัจจุบันเป็นเรื่องที่เรารับได้ เพียงแต่จะสื่อว่าเราต้องระมัดระวังในการสรุปว่า “ไม่ควรมีองค์กรอิสระ” เพราะว่าที่มาของการมีองค์กรอิสระนั้นเกิดจากนักการเมืองตรวจสอบกันเองไม่ได้ ยกตัวอย่างในต่างประเทศ บางประเทศแทบไม่ต้องมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะว่าเมื่อนักการเมืองเจอกระแสสังคม เจ้าตัวก็ลาออกก่อน หรือพรรคที่บุคคลนั้นสังกัดมีมาตรการจัดการได้ อภิสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้มี 2 เรื่องที่เป็นบททดสอบสำคัญว่ากลไกตรวจสอบจะสามารถตรวจสอบทุกคนได้จริงหรือไม่ เรื่องแรกคือกรณีขอให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช. ที่พิจารณาคดี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม กรณีซุกหุ้น ไปยังศาลฎีกา ซึ่งผ่านมากว่า 83 วันแล้ว โดยประธานรัฐสภาชี้แจงว่าได้ตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาเรื่องดังกล่าว  ส่วนคดีฮั้ว สว. อภิสิทธิ์คาดการณ์ว่า จะไม่จบลงในวันที่ 14 ก.ย.นี้ พร้อมตั้งคำถามว่า กกต.เคยมีบรรทัดฐานและส่งคดีไปถึงศาลจนศาลวินิจฉัยว่ามีความผิด เหตุใดกรณีที่มีพฤติการณ์หนักและถูกกล่าวหาว่าเป็นขบวนการ จึงจะไม่ถูกส่งให้ศาลพิจารณา  นอกจากนี้ อภิสิทธิ์ยังได้กล่าวถึงกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ต้องระวังจะเกิดการ “ฮั้ว สสร.” ที่อาจทำให้ปัญหาในปัจจุบันหนักยิ่งขึ้น พร้อมเสนอผู้นำฝ่ายค้านให้ผลักดันเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราในเรื่องการได้มาของวุฒิสภาและองค์กรอิสระ ‘ชลน่าน’ แจง ร่วมเวทีในนามส่วนตัว เตือนระวัง “โจรสมองเพชร” วางกลยุทธ์ยึดฐานเสียง ชลน่าน อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งขณะนี้ยังเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่ ชี้แจงถึงการมาร่วมเวทีของฝ่ายค้านในครั้งนี้ว่า ตอนที่ได้รับการประสานมา แรกๆ มีความกังวลอยู่ในใจเพราะตนเองเป็นสมาชิกพรรค พท. การตัดสินใจมาในวันนี้ไม่ได้เป็นมติพรรค แต่มาในนามส่วนตัวในฐานะราษฎรคนหนึ่งและคนที่เคยเป็นผู้นำฝ่ายค้านมาก่อน ตนเพียงแค่แจ้งให้พรรครับทราบ พรรคเองมีข้อห่วงใยในแง่มุมที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ตนก็ยืนยันว่าตนไม่ได้มาเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่มาเสนอความเห็น ชลน่านกล่าวว่าในเรื่องวิกฤตทางการเมืองกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลไกการตรวจสอบ ความเชื่อมั่นลดลงตามลำดับ สะท้อนว่าบ้านเมืองเราจะไปต่อได้อย่างไร มาตรวัดที่ดีที่สุดคือการที่ลูกหลานเราในอนาคต ไม่มาต่อว่าคนรุ่นเราว่าที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้เพราะคนรุ่นพ่อแม่ไม่ยอมทำอะไร ชลน่านยังได้แสดงความกังวลถึงรูปแบบการเข้าสู่อำนาจของการเมืองยุคใหม่ โดยเตือนให้ระมัดระวังกลุ่มผู้บริหารจัดการฐานเสียงที่มีความชาญฉลาดเป็นพิเศษ หรือ “โจรสมองเพชร” เพื่อวางกลยุทธ์ยึดฐานเสียง ซึ่งหากสมองเพชรนั้นถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีก็น่ากลัวอย่างยิ่ง  ชลน่านกล่าวว่าในอดีตตนก็ชอบพรรคประชาธิปัตย์ในมุมหนึ่ง คือ ความเป็นอัจฉริยะในการนำเสนอ-โน้มน้าวชักจูงให้คนเห็นภาพ ยกตัวอย่าง วาทศิลป์ในการอภิปรายของคุณอภิสิทธิ์ เปรียบเสมือนการทำให้คนเชื่อว่า “หมาเป็นแมว” เพราะในมิติทางการเมือง บางครั้งความเชื่อก็ถูกทำให้กลายเป็นความจริง  ในประเด็นนี้ อภิสิทธิ์กล่าวพร้อมหัวเราะอย่างเป็นเองว่าขอใช้สิทธิพาดพิง พร้อมกับบอกว่าอีกไม่นานที่พรรคจะจัดงานโฮมคัมมิ่งในวาระที่พรรคอายุครบ 80 ปี จึงขอเชิญชลน่านที่เป็นอดีตสมาชิกไว้ล่วงหน้า ส่วนที่ถูกพาดพิงว่าพรรค ปชป. มีวาทศิลป์ที่สามารถทำให้คนคล้อยตามว่า “หมาเป็นแมว” ตนมองว่าในตอนนั้นสื่อหลักอยู่ในมือของรัฐบาล หน้าที่ของฝ่ายค้านอย่างตนจึงต้องใช้ความสามารถจะให้ประชาชนเห็นความจริงอีกด้าน พร้อมกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มว่า “คุณหมอคงไม่ลืมคำว่า สัจจัง เว อมตา วาจา การเมืองเราต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง” ณัฐพงษ์ ชี้ ‘โกง สว.’ จุดเริ่มต้น ‘กินรวบประเทศ’ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดเวทีผู้นำฝ่ายค้านที่รัฐสภา ชี้วิกฤตศรัทธาต่อการเมืองไทยเชื่อมโยงกับปัญหาการถ่วงดุลและตรวจสอบ โดยเฉพาะที่มาของ สว. และองค์กรอิสระ ย้ำ ‘โกง สว.’ คือจุดเริ่มต้นของการกินรวบประเทศ พร้อมชวนสังคมทำให้สิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ณัฐพงษ์กล่าวว่า เวทีครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 100 วัน นับจากวันที่ออกมาสื่อสารถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ โดยเห็นด้วยกับนิยามที่เคยมีการพูดถึงว่า ระบอบสีน้ำเงินมีลักษณะของระบอบอำนาจนิยม ซึ่งแตกต่างจากระบบประชาธิปไตยที่ควรมีการถ่วงดุลตรวจสอบ และมีความยึดโยงกับประชาชน “สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน คือองค์กรอิสระมาจากสมาชิกวุฒิสภา ที่อาจจะถูกจัดตั้ง ถูกโกงเข้ามา ซึ่งมีความยึดโยงกับพรรคการเมืองที่เป็นพรรคแกนนำของรัฐบาลอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือที่มาที่ผมออกมาชี้ให้เห็นตั้งแต่ตอนนั้นว่า ระบอบสีน้ำเงินกำลังกินรวบประเทศ” ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า จากการแสดงความเห็นในเวทีผู้นำฝ่ายค้านครั้งที่ผ่านมา ทำให้เห็นภาพตรงกันว่า การโกง สว. คือจุดเริ่มต้นของการกินรวบประเทศ และเวทีในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านจากหลายยุคมาร่วมส่งเสียงถึงสิ่งที่ต้องการเห็นร่วมกัน คือระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบบการเมืองแบบอำนาจนิยมที่มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มกินรวบประเทศ สำหรับกระบวนการตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว. ณัฐพงษ์กล่าวว่า หลายคนอาจมองว่าการเอาผิดกับผู้ที่อยู่ในกระบวนการโกง สว. เป็นเรื่องที่ยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อ กกต. ชุดปัจจุบัน 4 ใน 7 คน ถูกเลือกมาจากสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งมีบุคคลที่อยู่ในสำนวนการตรวจสอบอยู่ด้วย จึงเกิดคำถามถึงผลประโยชน์ทับซ้อนว่า จะคาดหวังให้ผู้ที่กำลังใช้อำนาจพิจารณาว่ามีมูลการโกง สว. หรือไม่ เป็นผู้ที่ถูกเลือกเข้ามาจากกลุ่มบุคคลที่กำลังถูกกล่าวหาได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ณัฐพงษ์เชื่อว่านักการเมืองหลายคนเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อ “ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นสิ่งที่เขาปฏิเสธไม่ได้” เพราะการทำงานการเมืองคือการผลักดันสังคมไปข้างหน้า หากยังอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ และมองว่าสิ่งต่างๆ เป็นไปไม่ได้ สังคมก็จะไม่สามารถเดินหน้าได้ “การที่เราจัดเวทีในลักษณะนี้มาทุกวัน ทุกครั้งที่ผ่านมา เรากำลังทำให้สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ให้เขาปฏิเสธไม่ได้มากขึ้นทุกวัน” ณัฐพงษ์ระบุว่า สิ่งที่ต้องทำให้ปฏิเสธไม่ได้มีทั้งพยานที่จะออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการโกง สว. หลักฐานเอกสาร เช่น ใบจองต่างๆ รวมถึงคลิปและหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสถานที่และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีอยู่จริง ทั้งนี้ ณัฐพงษ์ย้ำว่า การใช้อำนาจของ กกต. ในขณะนี้ไม่ได้เป็นการชี้ถูกหรือชี้ผิด โดยกฎหมายกำหนดไว้ว่า หากควรเชื่อได้ว่ามีการโกง สว. เกิดขึ้น หน้าที่ของ กกต. คือการส่งสำนวนต่อไปให้ศาล “ถือว่าเป็นโอกาสดีที่อย่างน้อย กกต. ก็เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 14 กันยายน เราก็จะได้ใช้โอกาสในเวทีนี้ ในการที่จะทำให้สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่เขาปฏิเสธไม่ได้มากยิ่งขึ้น”  * ข่าว * การเมือง * คดีฮั้วเลือก สว. * สมาชิกวุฒิสภา * พรรคประชาชน * พรรคประชาธิปัตย์ * พริษฐ์ วัชรสินธุ * อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ * ชลน่าน ศรีแก้ว * ชัยธวัช​ ตุลา​ธน​ * ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
dlvr.it
August 29, 2026 at 10:47 AM
‘นภินทร’ ประกาศไม่มีหนี เชิญ ‘ไอติม-ยิ่งชีพ’ เข้าทำเนียบวันนี้ แต่ ‘พริษฐ์’ บอกไม่ว่าง

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6144987/
#นภินทรศรีสรรพางค์ #พริษฐ์วัชรสินธุ
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 28, 2026 at 3:56 AM
‘พริษฐ์’ ปัดเกมการเมือง ปมรู้อยู่แล้ว รร.พูลแมนของดใช้พื้นที่จัดเวทีผู้นำฝ่ายค้าน ใช้แผนสำรอง

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6143052/
#พรรคประชาชน #พริษฐ์วัชรสินธุ
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 27, 2026 at 8:54 AM