#ธุรกิจเครือข่าย
กูเกิลฟ้องเครือข่ายสร้างธุรกิจปลอมกว่า 10,000 แห่ง

#ShoperGamer #Google #Fake #GoogleMaps #Scammer #Feed
[Shoper Gamer] กูเกิลฟ้องเครือข่ายสร้างธุรกิจปลอมกว่า 10,000 แห่ง โดย
โดย
www.blockdit.com
March 21, 2025 at 3:29 PM
การอธิบายเครือข่ายธุรกิจกับนักการเมืองนั่นนี่ชวนให้นึกถึงฟ้าเดียวกันยุคที่ยังทำวารสาร ถ้าเค้ายังทำอยู่แล้วทำข้อมูลเรื่องพวกนี้ ต้องสนุกมากแน่ๆ เลย นึกถึงหน้ารองปกของทุกเล่ม แซ่บมาก
September 30, 2025 at 2:41 PM
ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ก้าวสู่ตำแหน่ง MD มณีแดง 💎❤️ ก้าวสู่ความสำเร็จ สร้างทีม ขยายเครือข่าย เติบโตไปด้วยกัน เริ่มต้นวันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่า! 🚀

📲 สนใจร่วมทีม LineOA: @375geqbr

#ไกรสรมณีแดง #มณีแดง #MDมณีแดง #นักธุรกิจมณีแดง #สร้างทีมขยายเครือข่าย #สุขภาพดีมีรายได้ #สร้างอนาคตไปด้วยกัน

📱👉https://shorturl.asia/1fpwi6
October 9, 2026 at 5:54 AM
ประธาน #กสทช. ตั้งเป้าให้ไทยมีผู้ประกอบธุรกิจโอเปอเรเตอร์โครงข่ายเสมือน #MVNO เพิ่มขึ้น เพื่อให้คนไทยมีทางเลือกในการใช้เครือข่ายโทรคมนาคมมากขึ้น ส่งเสริมการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคม

www.yozzo.com/industry-new...
June 27, 2024 at 11:33 AM
NCDs — สมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นเสนอแนวทางสนับสนุนธุรกิจดูแลสุขภาพผู้บริโภคสู่การประชุมครม. #JteamWed #NCDs #News
สมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นผลักดันสู่ครม.สนับสนุนธุรกิจดูแลสุขภาพผู้บริโภค
สสส. ร่วมกับ สช. และภาคีเครือข่ายได้ผลักดันข้อเสนอจากสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพผู้บริโภค ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการนำแนวทางที่เกิดจากสมัชชาไปสู่การปฏิ… · Photo : Paolo Mastrangelo · CC BY · Flickr
news.netasgard.com
October 8, 2026 at 5:59 AM
2 ตำแหน่ง สร้างรายได้ไร้ขีดจำกัด 🚀💰
MC ผู้บริโภค • MD นักธุรกิจ
เปลี่ยนการใช้จ่ายให้กลายเป็นโอกาส สร้างทีม ขยายเครือข่าย เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ❤️🔥
#มณีแดง #ไกรสรมณีแดง #MC #MD #สร้างรายได้ #สร้างทีม #ขยายเครือข่าย #ธุรกิจออนไลน์ #รายได้หลายระดับ #โอกาสสร้างรายได้

📱👉https://shorturl.asia/tpri8e
October 6, 2026 at 12:00 AM
2 ตำแหน่ง สร้างรายได้ไร้ขีดจำกัด 🚀💰
MC ผู้บริโภค • MD นักธุรกิจ
เปลี่ยนการใช้จ่ายให้กลายเป็นโอกาส สร้างทีม ขยายเครือข่าย เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ❤️🔥
#มณีแดง #ไกรสรมณีแดง #MC #MD #สร้างรายได้ #สร้างทีม #ขยายเครือข่าย #ธุรกิจออนไลน์ #รายได้หลายระดับ #โอกาสสร้างรายได้

📱👉https://shorturl.asia/tpri8e
October 6, 2026 at 12:00 AM
พูดถึงธุรกิจเครือข่าย จำได้เรื่องนึง เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เคยไปฟังของแบรนด์ๆ นึงที่ห้องประชุม มีแม่ข่ายคนนึงเล่าให้ฟังว่า การเล่นหุ้นเป็น Passive Income ที่ดีนะ แต่คนส่วนใหญ่เข้าถึงไม่ได้ แต่ธุรกิจเครือข่ายคนส่วนใหญ่เข้าถึงได้นะ ผมเลยมาลองทำ บลาๆ

ในยุคนั้นการเล่นหุ้นมันเข้าถึงคนส่วนใหญ่ยากจริงๆ นั่นแหละ แต่ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่แม่งซื้อหุ้นได้ง่ายๆ แล้ว 50 บาทก็ซื้อได้
October 20, 2024 at 12:52 PM
ศาลแพ่งมีคำสั่งรับฟ้องแบบกลุ่ม คดีชาวบ้านฟ้องซีพีกรณีปลาหมอคางดำ
ศาลแพ่งมีคำสั่งรับฟ้องแบบกลุ่ม คดีชาวบ้านฟ้องซีพีกรณีปลาหมอคางดำ auser15 Mon, 2026-09-14 - 13:19 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ยืนตามศาลชั้นต้น มีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีกลุ่ม กรณีตัวแทนชาวบ้าน 'เครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลอง' และ 'เครือข่าย จ.เพชรบุรี' เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด กับพวกรวม 9 คน กรณีการดำเนินธุรกิจของบริษัทส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการประกอบอาชีพ แฟ้มภาพประชาไท 14 กันยายน 2569 Thai PBS รายงานว่า กลุ่มตัวแทนชาวบ้าน จ.สมุทรสงคราม นำโดย นายปัญญา โตกทอง ในนามเครือข่าย "ประชาคมคนรักแม่กลอง" และเครือข่าย จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พร้อมด้วยทนายจากสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความฯ เดินทางไปที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อรับฟังคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีกลุ่มหรือไม่ หลังจำเลยใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อคำสั่งรับฟ้องแบบกลุ่ม โดยยืนยันว่า การดำเนินธุรกิจและการศึกษาวิจัยของบริษัทฯ ไม่ได้เป็นต้นเหตุหรือปัจจัยที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาด ของปลาหมอคางดำลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หลังใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ในการพิจารณาคำร้องขออุทธรณ์ของฝ่ายจำเลย ทนายความระบุว่า ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีกลุ่ม ยืนตามศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลว่า กลุ่มผู้ฟ้องมีเหตุแห่งการฟ้องร้องบนพื้นฐานเดียวกัน คือการได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจ ค่าขาดประโยชน์จากการประกอบอาชีพ และความเสียหายต่อระบบนิเวศบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ทนายความ ระบุว่า หลังศาลอุทธรณ์ รับฟ้องคดีแบบกลุ่ม คาดว่าในช่วงต้นปีหน้าจะมีการเรียกสืบพยานฝ่ายโจทก์และจำเลย โดยคาดว่าจะมีคำพิพากษาในช่วงปลายปีหน้าเช่นกัน สำหรับการยื่นฟ้องแบบกลุ่มในครั้งนี้แยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประมงเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และกลุ่มประมงพื้นบ้านใน จ.สมุทรสงคราม ซึ่งได้เรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้ย้อนหลังเป็นเวลา 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2560-2567 เรียกร้องสินไหมทดแทนกว่า 2,486 ล้านบาท ขณะที่กระบวนการดังกล่าวยังเป็นเพียงขั้นตอนการอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ไม่ใช่คำพิพากษาชี้ขาดว่าจำเลยมีความผิดหรือต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย ตามจำนวนที่ถูกฟ้องร้อง * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด * ซีพี * เครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลอง * CPF * ปลาหมอคางดำ
dlvr.it
September 14, 2026 at 6:25 AM
กรมธุรกิจพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสต็อคน้ำมันทั่วประเทศ ยืนยันน้ำมันไม่ขาดแคลน
กรมธุรกิจพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสต็อคน้ำมันทั่วประเทศ ยืนยันน้ำมันไม่ขาดแคลน auser15 Sat, 2026-03-14 - 17:03 กรมธุรกิจพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสต็อคน้ำมันทั่วประเทศ ยืนยันน้ำมันไม่ขาดแคลน แต่จากการสำรวจของสำนักข่าวไทยพบปั๊มน้ำมันต่างๆ ทยอยจำกัดการจำหน่ายดีเซล ก่อนขยับขึ้น หลังตรึงราคาไม่เกิน 30 บาท/ลิตร ครบ 15 วัน ในวันที่ 16 มี.ค.นี้ กองทุนน้ำมันประกาศอุดหนุนราคาเพิ่ม เงินไหลออกราว 1,300 ล้านบาท/วัน ภาพปั๊มน้ำมัน ปตท. ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ประกาศน้ำมันหมด - งดเติมน้ำมันให้รถทะเบียนพม่า เมื่อ 14 มี.ค. 2569 (ภาพจากเครือข่าย) Energy News Center รายงานเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 ว่า นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า จากกรณีที่มีรายงานว่าคลังน้ำมันหลักไม่ปล่อยน้ำมันออกจากคลัง จนอาจทำให้ไม่มีน้ำมันส่งต่อไปยังคลังภูมิภาคและสถานีบริการ ซึ่งอาจสร้างความกังวลต่อประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมันในประเทศนั้น ธพ. จึงได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที โดยประสานสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสอบปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง ณ คลังน้ำมันสำรอง จำนวน 53 แห่ง ทั่วประเทศ รวม 23 จังหวัด เพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำมันใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ น้ำมันดิบ น้ำมันกลุ่มเบนซิน และน้ำมันดีเซล และประเมินสถานการณ์การจัดหาและการกระจายน้ำมันอย่างใกล้ชิด กรมธุรกิจพลังงานยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศ และระบบการกระจายน้ำมันยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ พร้อมทั้งกำชับผู้ค้าน้ำมันให้บริหารจัดการสต็อคและการขนส่งน้ำมันอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานีบริการและประชาชน ทั้งนี้ กรมธุรกิจพลังงานจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง และหากพบพฤติกรรมกักตุนหรือการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงาน จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำขอให้ประชาชนมั่นใจว่า น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศยังมีเพียงพอ ยังไม่มีความจำเป็นต้องกักตุนน้ำมันแต่อย่างใด ปั๊มน้ำมันทยอยจำกัดเติมดีเซล ภาพจากสำนักข่าวไทย สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 ว่า  ปั๊มน้ำมันต่างๆ ทยอยจำกัดการจำหน่ายดีเซล ก่อนขยับขึ้น หลังตรึงราคาไม่เกิน 30 บาท/ลิตร ครบ 15 วัน ในวันที่ 16 มี.ค.นี้ กองทุนน้ำมันประกาศอุดหนุนราคาเพิ่ม เงินไหลออกราว 1,300 ล้านบาท/วัน พบปั๊มน้ำมันส่วนใหญ่ ติดป้ายดีเซลหมด เช่น ปั๊ม ปตท.จุดพักรถ มอเตอร์เวย์ เส้นทาง ชลบุรี, ปั๊ม สำนักงานใหญ่ ปตท. รวมทั้งปั๊มแบรนด์อื่นๆ เนื่องจากประชาชน เร่งเติมน้ำมัน รวมถึงกักตุนก่อนจะครบกำหนดระยะเวลาตรึงราคา 15 วัน สิ้นสุด 16 มี.ค. 2569 ทำให้น้ำมันขนส่งไม่ทันกับความต้องการ ล่าสุด ปั๊ม ต่างๆจำกัดการจำหน่ายดีเซล เช่น ปั๊มปตท.ต่างจังหวัดบางแห่งจำกัดเติมดีเซลเพียง500บาท ที่ปั๊ม เขาทอง นครสวรรค์ , ปั๊มปตท. เนินปอ ที่พิจิตร ส่วน กทม.ปั๊ม ปตท. สนามเป้า จำกัดเติมไม่เกิน 1,000บาท ปั๊มบางจากฯ แจ้งว่าปริมาณน้ำมันยังมีเพียงพอ แต่เพื่อให้บริการได้อย่างทั่วถึงระยะยาว จึงขอความร่วมมือ จำกัดการเติมน้ำมันรถ รถ 6 ล้อขึ้นไม่เกิน 3,000 บาท/คัน/วัน , งดเติมน้ำมันใส่ภาชนะบรรจุ (ยกเว้นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่มีความจำเป็นต้องนำภาชนะบรรจุมาเติมน้ำมัน ไม่เกิน 3,000 บาท/คัน/วัน) นอกจากนี้บางค่ายแจ้งปั๊มในสังกัด ห้ามจำหน่ายน้ำมันโดยไม่ผ่าน มิเตอร์จ่าย สถานีบริการ ฝ่าฝืนมีมาตรการลงโทษ,จำกัดเก๋งเล็ก รถกะบะ จำหน่ายไม่เกิน 500 บาท/ค้น , รถบรรทุก รถบัส จำหน่ายไม่เกิน 1,000 บาท/คัน,รถบัตร VIP ไม่เกิน 100 ลิตร ส่วนรถหน่วยราชการ และกลุ่มเกษตรกร พิจารณาตามความเหมาะสม แต่ไม่เกิน 200 ลิตร ส่วนการกรอกเติมน้ำมันกรอกถัง ทั้งนี้ให้พิจารณาเป็นกรณี พิเศษ สำหรับรถหน่วยงานราชการที่มีความจำเป็น เช่น รถพยาบาล รถดับเพลิง เป็นต้น แนะนำผลักดันให้ผู้บริโภคเปลี่ยนมาเติมน้ำมันประเภท ULG และ Premium ที่มีปริมาณเพียงพอสำหรับขาย นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้น,เงินบาทอ่อนค่าและไทยเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นจากบี5 เป็น บี7 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประกาศต้องอุดหนุนราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นดีเซลเพิ่มจาก 14.15 บาท เป็น 18.31 บาท/ลิตร ทำสถิติสูงสุด ส่วนแก๊สโซฮอล์อี20 อุดหนุนเพิ่มจาก 9.11 บาท เป็น 9.85 บาท/ลิตร อี10 อุดหนุนเพิ่มจาก 7.52 บาท เป็น 8.37 บาท/ลิตร ส่งผลกองทุนน้ำมันไหลออกเพื่ออุดหนุนไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านบาท/วัน * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พลังงาน * น้ำมัน
dlvr.it
March 14, 2026 at 10:08 AM
เวทีแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน สู่การยุติมลพิษพลาสติกตามสนธิสัญญาพลาสติกโลก
เวทีแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน สู่การยุติมลพิษพลาสติกตามสนธิสัญญาพลาสติกโลก auser15 Tue, 2025-06-17 - 14:44 วช. ร่วมกับ TEI และองค์กรภาคธุรกิจไทย เปิดเวทีแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศ สู่การยุติมลพิษพลาสติกตามสนธิสัญญาพลาสติกโลก 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568  ด้วย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้จัดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025) ครั้งที่ 20 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนซันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิดหลักของการจัดงาน คือ “Research for all เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยภายใต้งานดังกล่าว สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ สมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน ได้จัดงานเสวนา “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทยกับสนธิสัญญาพลาสติกโลก (Global Plastic Treaty)” ณ ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงประชาชนผู้ที่สนใจได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินงานที่ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ  สังคม และสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมการจัดการขยะอย่างยั่งยืนด้วยหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมส่งเสริมการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสนธิสัญญาพลาสติกโลก (Global Plastic Treaty) เป็นมาตรการด้านมลพิษจากพลาสติก รวมทั้งสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกำกับให้ทุกประเทศมีการแก้ไขปัญหามลพิษพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรมอันจะเป็นกุญแจสำคัญสู่การยุติมลพิษพลาสติก โดยภายในงานมี ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในฐานะเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และนายกสมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืนกล่าวต้อนรับ และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ช่วงการเสวนาเรื่อง “ความพร้อมของประเทศไทยกับสนธิสัญญาพลาสติกโลก (Global Plastic Treaty)” มีการนำเสนอข้อมูลใน 2 หัวข้อ โดยในหัวข้อ “ปัญหาและนโยบายขยะพลาสติกและความพร้อมประเทศไทย” เป็นการนำเสนอเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศด้านมลพิษจากพลาสติก รวมทั้งสิ่งแวดล้อมทางทะเล และ งานวิจัยที่ชี้บ่งปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาพลาสติกในสิ่งแวดล้อม รศ.ดร.สัญญา สิริวิทยาปกรณ์ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2562 – 2567) มีงานวิจัยด้านปัญหาและแนวทางแก้ไขพลาสติกในสิ่งแวดล้อมกว่า 300 รายการที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ซึ่งมากกว่าครึ่งเป็นงานวิจัยด้านสถานการณ์ เทคโนโลยี นโยบาย และเศรษฐกิจหมุนเวียน ผลวิจัยระบุว่าเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการจัดการพลาสติกอย่างยั่งยืน ได้แก่ วัสดุทางเลือก การย่อยสลายทางชีวภาพ การรีไซเคิลขั้นสูง และเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งนี้ การจัดการของเสียและน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึงด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ช่วยลดขยะพลาสติกและลดการปนเปื้อนไมโครพลาสติกในสิ่งแวดล้อมได้ และไมโครพลาสติกจากพลาสติกทุกชนิด รวมทั้งจากพลาสติกชีวภาพ มีความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ในด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน แม้ไทยมีศักยภาพและความริเริ่มทั้งในชุมชนและอุตสาหกรรม แต่ต้องเร่งขยายผลเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การใช้กลไก Carbon Credit และ Plastic Credit สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เติบโตเร็วขึ้นพร้อมกับการขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พลิกวิกฤตพลาสติกเป็นโอกาสพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ” ดร.ผานิต รัตสุข ผู้อำนวยการกองจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ยังคงเผชิญกับปัญหามลพิษพลาสติกรั่วไหลสู่ทะเลในระดับสูง จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับสนธิสัญญาพลาสติกระดับโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน ตั้งแต่ผู้ผลิตโพลีเมอร์ที่ต้องลงทุนในเทคโนโลยีพลาสติกหมุนเวียน ผู้ประกอบการที่ต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคที่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดการใช้พลาสติก ไปจนถึงภาครัฐที่ต้องออกกฎระเบียบที่เข้มข้น พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมการจัดการขยะพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ สนธิสัญญาฉบับนี้ไม่เพียงเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมพลาสติก แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านพลาสติกยั่งยืนระดับโลก สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน อนุรักษ์ทรัพยากร และผลักดันการสร้างงานสีเขียวที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต” และในหัวข้อ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับเชิงพื้นที่” เป็นการนำเสนอเกี่ยวกับความพร้อมของ อปท. ในการบริหารจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน และบทบาทภาคเอกชนในการเดินหน้าสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้ง ชุมชนต้นแบบด้านการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ดร.ภาณุวัฒน์  อ่อนเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานยุทธศาสตร์จัดการมูลฝอย สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “การจัดการขยะของกรุงเทพมหานครขับเคลื่อนด้วยหลักการ 3R Reduce Reuse Recycle มุ่งเน้นการลดการใช้ทรัพยากร การหมุนเวียนใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในการสงวน รักษาทรัพยากรเพื่อคนรุ่นต่อไปได้มีทรัพยากรที่เพียงพอในการสนองตอบการดำเนินการชีวิตขั้นพื้นฐาน โดยเน้นการลดและคัดแยกขยะที่ต้นทางเพื่อรวบรวมวัสดุที่สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบการผลิตสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ทั้งที่มีมูลค่าสูงและมูลค่าต่ำกลับเข้าสู่ระบบการผลิตใหม่ให้มากที่สุด ส่วนขยะที่เกิดขึ้นจะรวบรวมส่งเข้าระบบกำจัด ไม่ให้มีขยะตกค้าง และกำจัดด้วยเทคโนโลยีที่สามารถแปรรูปขยะเป็นพลังงาน หรือสารบำรุงดิน ลดขยะฝังกลบ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”   นายวีระ ขวัญเลิศจิตต์ เลขาธิการสมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน กล่าวว่า “โครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติก และขยะอย่างยั่งยืน หรือ PPP Plastics ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2561 เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้บรรลุตามเป้าหมายหลักในการสนับสนุนการดำเนินงานตาม Roadmap การจัดการขยะพลาสติก เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกในทะเลไทยลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ภายใน พ.ศ. 2570 โดยปัจจุบัน PPP Plastics ได้รับการจดทะเบียนเป็นสมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน ที่ดำเนินงานควบคู่กับภาคีเครือข่ายเดิม ตามกรอบการดำเนินงานในการพัฒนานโยบาย สร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน จัดทำฐานข้อมูลและขับเคลื่อนนวัตกรรม รวมทั้งสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะอย่างยั่งยืน PPP Plastics ได้ต่อยอดและขยายผลความสำเร็จจากโครงการต่าง ๆ ที่ผ่านมา ร่วมกับการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อสร้าง Smart Recycling Hub ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนระบบการจัดการพลาสติกตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ที่ตอบรับกับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะและพลาสติก นอกจากนี้ยังมีการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าเพื่อส่งเสริมระบบการจัดการพลาสติกตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยมุ่งหวังเพื่อให้ประเทศไทยพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน” นายสายัณห์ รุ่งเรือง รองประธานวิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านเอื้ออาทรระยอง (วังหว้า) กล่าวว่า “บ้านเอื้ออาทรระยองของเราได้ทำการเปิดธนาคารขยะมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบันก็รวมได้ 10 ปี โดยเรามีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนและประชาชนบริเวณรอบ ๆ ชุมชนรู้จักการแยกขยะแบบถูกวิธี และรู้จักการเพิ่มมูลค่าของขยะรีไซเคิลที่มีอยู่ในครัวเรือนรวมถึงที่เก็บมาจากภายนอก ให้รู้จักการมีส่วนร่วมในการลด แยกขยะ รู้ถึงการแยกขยะรีไซเคิลยังสามารถนำมาลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอาจจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการเก็บแยก ให้รู้ตระหนักของภาวะของโลกเดือดในปัจจุบัน และเป็นการสร้างจิตสำนึกส่งต่อไปยังรุ่นสู่รุ่น” และท้ายสุด สมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน (PPP Plastics) ได้มีการแถลงเปิดตัวสมาคมฯ โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ในฐานะนายกสมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน กล่าวว่า “สมาคมฯ มีความมุ่งมั่นในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกของประเทศไทยบนพื้นฐานของการจัดการขยะอย่างยั่งยืนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม และร่วมสร้างการบูรณาการความร่วมมือเพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) สำหรับพลาสติกให้เกิดขึ้นได้จริงในประเทศ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนระบบการจัดการพลาสติกตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง พร้อมกับการตอบรับกับนโยบาย EPR เพื่อการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรและตอบสนองต่อทิศทางนโยบายของประเทศตามมาตรการด้านมลพิษจากพลาสติก (Global Plastic Treaty) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่การยุติมลพิษพลาสติก พร้อมทั้ง ได้ร่วมกับองค์กรสมาชิกสมาคมฯ ประกาศความร่วมมือ “Building Ecosystem for Plastic Circularity” เพื่อเป็นการแสดงออกถึงพลังความร่วมมือในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนและร่วมส่งเสริมการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม   * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ * วช. * เศรษฐกิจหมุนเวียน * มลพิษพลาสติก * สนธิสัญญาพลาสติกโลก
dlvr.it
June 17, 2025 at 7:47 AM
เปิดแคมเปญจี้นายจ้าง-แบรนด์แฟชั่นร่วมรับผิดชอบคนงาน 'บอดี้แฟชั่น' ถูกลอยแพปี'63 รวม 245 ล.
เปิดแคมเปญจี้นายจ้าง-แบรนด์แฟชั่นร่วมรับผิดชอบคนงาน 'บอดี้แฟชั่น' ถูกลอยแพปี'63 รวม 245 ล. ภาพปก: แฟ้มภาพ ประชาไท XmasUser Fri, 2025-08-22 - 13:34 'ผ่านมา 5 ปีแล้วยังไม่คืบเรื่องการชดใช้' เครือข่ายสิทธิแรงงานนานาชาติ เปิดแคมเปญเรียกร้องให้นายจ้าง 'บอดี้แฟชั่น' และแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่สั่งสินค้า ร่วมรับผิดชอบกรณีที่เมื่อปี 2563 โรงงานบอดี้แฟชั่น ซึ่งมีเจ้าของคือ โรเบิร์ต อึ้ง นักธุรกิจชาวมาเลเซีย และเป็น CEO ของบริษัทชุดชั้นในชื่อดังอย่าง 'Huber' เลิกจ้างลอยแพคนงานกว่า 900 ชีวิต และไม่จ่ายค่าจ้างคนงานในเดือนสุดท้าย รวมเงิน 245 ล้านบาท และแม้ว่าจะผ่านมากว่า 5 ปีแล้ว แต่นายจ้างก็ยังไม่เคยมาจ่ายเงินชดเชยให้คนงาน   เมื่อ 7 ส.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก "สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ประจำประเทศไทย (FCCT)" ถ่ายทอดสดออนไลน์ ที่ FCCT กรุงเทพฯ อดีตคนงานบอดี้แฟชั่น (Body Fashion) ร่วมกับองค์กรด้านสิทธิแรงงานสากล ได้แก่ Clean Clothes Campaign (CCC) และ Solidarity Center (SC) ประจำประเทศไทย Worker Rights Consortium และ Südwind ร่วมจัดงานแถลงข่าว เปิดแคมเปญรณรงค์เพื่อเรียกร้องให้เจ้าของโรงงานสิ่งทอ ‘บอดี้แฟชั่น’ และแบรนด์แฟชั่นต่างๆ ที่สั่งสินค้าจากโรงงานร่วมรับผิดชอบค่าชดเชย และค่าจ้าง รวม 7.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือ 245 ล้านบาท) หลังจากกรณีที่นายจ้างโรงงานสิ่งทอ บริษัท Body Fashion Thailand Limited จ.นครสวรรค์ และสมุทรปราการ โดยมีโรเบิร์ต อึ้ง (Robert Ng) หรืออึ้ง มัน ชุด (Ng Man Chung) นักธุรกิจมาเลเซีย เป็นนายจ้าง ได้เลิกจ้างลอยแพคนงานรวมกว่า 900 ราย โดยไม่จ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง และเงินอื่นๆ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน บรรยากาศงานเปิดตัวแคมเปญเรียกร้องให้นายจ้าง และแบรนด์สินค้าเสื้อผ้าระดับโลก ลูกค้าโรงงานบอดี้แฟชั่น ร่วมรับผิดชอบค่าชดเชยให้กับคนงาน 245 ล้านบาท (ที่มา: เฟซบุ๊ก FCCT) ส่วนการสนับสนุนที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้แรงงานบอดี้แฟชั่นครั้งนี้ คือฝ่ายกฎหมายของสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย ส่วนการสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือด้านการประสานงานต่างๆ คือแรงงานเพื่อสังคม ทั้งนี้ แม้ว่าการเลิกจ้างลอยแพคนงานจะเกิดเหตุตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และศาลแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แรงงานก็ตาม แต่ทางนายจ้างก็ไม่เคยปฏิบัติตาม รวมถึงแบรนด์สินค้าระดับโลกหลายแบรนด์ที่เคยสั่งสินค้าจากโรงงานบอดี้แฟชั่น ก็ยังไม่เคยร่วมรับผิดชอบเลยสักครั้ง ส่วนแบรนด์ดังระดับโลก ที่เคยเป็นลูกค้าสั่งสินค้าจากโรงงาน บอดี้แฟชั่น ยกตัวอย่าง ฮูเบอร์โฮลดิ้ง (Huber Holding) ซึ่งผู้บริหารคือโรเบิร์ต อึ้ง ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกับโรงงานบอดี้แฟชั่น (ผู้ผลิต ฮันโร (Hanro), ฮอม (HOM), ฮูเบอร์บอดีแวร์ (Huber Bodywear), สกินนี (Skinny) ประเทศออสเตรีย, ไทรอัมพ์ (Triumph) สวิตเซอร์แลนด์, เลน ไบรอันต์ (Lane Bryant) และวิกตอเรียซีเคร็ต (Victoria’s Secret) ประเทศสหรัฐฯ  ทำลายทั้งชีวิต ประสิทธิ์ เกิดพิทักษ์ ทำงานที่บอดี้แฟชั่นมานาน 22 ปี และถูกเลย์ออฟในปี 2563 ก่อนหน้านี้เราทำงานอย่างหนักเพื่อส่งสินค้าให้ตรงตามเป้าหมาย แต่พอปี 2563 นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายเงินชดเชยให้ อีกทั้ง ไม่ยอมจ่ายเงินค่าแรงเดือนสุดท้ายให้คนงานด้วย ทำให้เธอไม่มีเงินติดตัวสักบาทเดียว และต้องดูแลสมาชิกครอบครัวถึง 5 คน รวมถึงแม่ที่เป็นโรคประจำตัวอีกด้วย ประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตอนที่เธอถูกเลิกจ้างตอนนั้นอายุค่อนข้างมากแล้ว ไปสมัครงานใหม่ที่ไหนก็ไม่มีใครรับ เราต้องไปยืมหนี้สินเพื่อหาเงินให้ลูกหลานพ่อแม่เรากินเราใช้ จากที่เราเคยดูแลสมาชิกครอบครัวได้ แต่ตอนนี้กลายเป็นเขาต้องดูแลเราแทน เราได้เงินสงเคราะห์ชราภาพเดือนละ 600 บาทเท่านั้น บางเดือนเราก็ต้องยอมให้เจ้าหน้าที่ตัดน้ำตัดไฟทั้งๆ ที่พ่อแม่เราอยู่ในบ้าน เพราะเราไม่มีปัญญาที่จะหาเงินมาจ่าย ประสิทธิ์ กล่าวว่า ชีวิตตอนนี้เธอไม่มีเงิน ต้องกลับเข้ามาในกรุงเทพฯ เพื่อหางานใหม่ ตอนนี้ทำงานก่อสร้างได้วันละ 400 บาท “เราอยากได้รับความช่วยเหลือจากนายจ้างทั้งๆ ที่เราผลิตงานให้ ฮูเบอร์ วิกตอเรียซีเคร็ต ไทรอัมพ์ แต่เราก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากใครเลย” ประสิทธิ์ กล่าว อดีตคนงานบอดี้แฟชั่น เผยว่า เธอยังหวังว่าจะได้รับเงินชดเชยจำนวน 700,000 บาท เพื่อจะเอาไปต่อยอดชีวิต และทำมาหากิน และหวังว่าคนงานทุกคนประมาณ 800 กว่าคนจะได้รับเงินชดเชยจำนวน 245 ล้านบาท จารุวรรณ การักษ์ อดีตพนักงานบอดี้แฟชั่น จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า เธอและสามีทำงานที่บอดี้แฟชั่นมานานแล้ว โดยตัวเธอทำงานมา 24 ปี ขณะที่สามีของเธอทำงานมา 21 ปี ซึ่งในปี 2563 ทั้งสองคนถูกเลิกจ้างพร้อมกัน โดยไม่ได้รับค่าจ้างในเดือนสุดท้าย และไม่ได้เงินค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง "เมื่อก่อนเธอทำงานได้เงินเดือน เดือนละ 50,000 บาท แต่ตอนนี้ได้เงินเดือนหนึ่งไม่ถึง 5,000 บาท จากที่เคยมีบ้านและรถยนต์ ตอนนี้ไม่มีอะไรเลยในชีวิต บ้านกำลังจะโดนยึด แต่รถยนต์โดนยึดไปแล้ว เมื่อรถที่ใช้ในชีวิตในประจำวันถูกยึด เราต้องไปหาซื้อจักรยานเก่า เพื่อขับไปทำงานไกลถึง 8 กม." อดีตพนักงานบอดี้แฟชั่น นครสวรรค์ กล่าว เธฮกล่าวต่อว่า เมื่อไม่มีเงินก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินในระบบ พอในระบบเรายืมต่อไม่ได้ ก็ต้องไปกู้เงินนอกระบบ พอไม่มีเงินจ่าย เขาก็มาด่าเราที่ทำงาน บางวันก็ต้องหลบซ่อน เพราะว่าเราไม่มีเงินจ่ายให้เขา "ตอนกลางคืนสามีเธอไปอาศัยนอนที่สถานีขนส่ง บขส. วันไหนทำงานไม่ได้ ก็ไม่มีข้าวกิน แฟนจะไปขอข้าวที่พระบิณฑบาตรตอนเช้า ส่วนลูกไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัยได้ เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน สามีของเธอเคยถึงขนาดคิดฆ่าตัวตาย เพื่อเอาเงินประกันซื้อบ้าน เพื่อให้ตอนเขาตาย จะให้เราเอาบ้านไปขาย เพื่อเอาเงินมาส่งลูกเรียนในระดับมหาวิทยาลัย" จารุวรรณ กล่าว 'ฮูเบอร์' ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดแรงงานไทย ด้านเกอร์ทูต คราฟเฟนแบร์ก จากผู้ประสานงาน Clean Clothes Campaign ประเทศออสเตรีย และ ‘Südwind’ กล่าวว่า หนึ่งในแบรนด์สินค้าที่เป็นลูกค้าของบอดี้แฟชั่น ในช่วงที่เกิดการโกงค่าชดเชยและค่าจ้างคนงานคือ บริษัท Huber Holding AG (ฮูเบอร์โฮลดิ้ง) หนึ่งในบริษัทเสื้อผ้าชั้นในชื่อดังสัญชาติออสเตรีย รวมถึงบริษัทในเครืออีกมากมาย ซึ่งโรเบิร์ต อึ้ง เป็นเจ้าของโรงงานบอดี้แฟชั่น และฮูเบอร์โฮลดิ้ง รวมถึงบริษัทในเครือดังกล่าวอีกด้วย โดยฮูเบอร์โฮลดิ้ง เป็นลูกค้าคนสำคัญของบอดี้แฟชั่นไทยแลนด์มาเป็นเวลาหลายปี เกอร์ทูต เผยว่า ก่อนหน้านี้มีนักศึกษาของออสเตรียเคยพยายามติดต่อโรเบิร์ต อึ้ง นักธุรกิจสัญชาติมาเลเซีย ตั้งแต่เมื่อ ก.ย. 2566 ทั้งด้วยวิธีการส่งจดหมาย และโทร.หา แต่ไม่ได้รับการตอบรับ ในปีเดียวกัน (2566) จึงมีการแถลงต่อสื่อมวลในกรณีที่บริษัทฮูเบอร์ฯ ละเมิดสิทธิแรงงานในไทย และมีการออกรายงานของ Worker Rights Consortium เมื่อเดือน ธ.ค. 2566 ผลจากการเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้บริษัทฮูเบอร์ฯ เผยว่าจะเข้าไปตรวจสอบต่อกรณีการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้น แต่หลายเดือนถัดมา ฮูเบอร์ฯ ออกแถลงการณ์ เผยว่า บริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิแรงงานในประเทศไทย ขณะเดียวกัน รายงานตรวจสอบภายในของบริษัทฮูเบอร์ฯ ยอมรับว่าโรงงานบอดี้แฟชั่นประเทศไทยได้ผลิตสินค้าให้กับบริษัทฮูเบอร์โฮลดิ้ง และระบุด้วยว่าพาร์ทเนอร์ของฮูเบอร์ฯ ได้แจ้งใบชำระหนี้ให้กับบอดี้แฟชั่นเต็มจำนวนแล้ว แต่ไม่ได้มีการหยิบเรื่องการจ่ายเงินตามใบชำระเงินขึ้นมา อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงเผยว่าในช่วงที่มีการโกงค่าแรงคนงาน บริษัทฮูเบอร์ฯ สั่งซื้อสินค้าจากโรงงานที่ละเมิดสิทธิแรงงานโดยการไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้าง และแน่นอนว่าตอนที่มีการละเมิดสิทธิแรงงาน บริษัทฮูเบอร์เป็นลูกค้าคนสำคัญของบอดี้แฟชั่น และในมุมมองของเธอ แทนที่บริษัทจะปฏิเสธความรับผิดชอบและถอยห่างออกมา บริษัทฮูเบอร์ฯ ควรรับผิดชอบและรับประกันว่าตัวของแรงงานได้รับการจ่ายเงินตามค่าจ้างอย่างทันที ในเชิงการเรียกร้องความรับผิดชอบผ่านกลไกระหว่างประเทศ เกอร์ทูต เผยว่า แม้ว่ารัฐบาลออสเตรียและไทยต่างเป็นรัฐภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งมีข้อผูกมัดให้รัฐสมาชิกต้องร่วมมือกันเพื่อคุ้มครองสิทธิตามที่บัญญัติในกติกาสากลฉบับนี้ และแน่นอนว่าเราเคยเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรียออกมาดำเนินการในกรณีที่เกิดขึ้น และควรร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการบังคับใช้กฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงานในกระบวนการยุติธรรมของประเทศออสเตรีย แต่น่าเสียดายว่าข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมออสเตรีย แจ้งว่ารัฐบาลไม่ได้มีข้อตกลงทวิภาคีเพื่อสนับสนุนการดำเนินคดีในออสเตรียได้ ดังนั้น กรณีที่เกิดขึ้นกับบอดี้แฟชั่นประเทศสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการมีกฎหมายความรับผิดชอบในการประกอบธุรกิจ ไม่ใช่แค่ในออสเตรีย แต่รวมถึงในสหภาพยุโรปด้วย เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบจากการละเมิดสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานการผลิต ข้อมูลรายงานประจำปีของบริษัทฮูเบอร์ฯ ทำให้เราทราบว่า บริษัทเริ่มมีกำไรเมื่อปี 2565 เป็นต้นมา แต่ส่วนแบ่งจากกำไรจำนวนมากกลับถูกส่งไปยังเจ้าของ แทนที่จะจ่ายเงินชดเชยและค่าจ้างที่ค้างชำระให้กับคนงาน นอกจากนี้ เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เราพยายามติดต่อไปยังลูกค้าของบริษัทฮูเบอร์ เพื่อให้ข้อมูลเรื่องที่บริษัทมีหนี้ค้างจ่ายให้กับคนงานในไทย เพราะเราถือว่าบริษัทฮูเบอร์ เป็นบริษัทซัปพลายเออร์ชั้นนำให้กับร้านค้าปลีกหลายเจ้าในออสเตรีย พวกเขาควรเข้ามาร่วมรับผิดชอบ และจ่ายเงินที่ติดค้างให้กับแรงงานโดยทันที เธอได้กล่าวด้วยว่า แม้ว่าตัวของเจ้าของบริษัทจะมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะจ่ายให้คนงานได้ แต่มันไม่ได้หมายความว่า บริษัทอื่นๆ ที่สั่งสินค้าจากบอดี้แฟชั่นช่วงก่อนปี 2565 จะรับผิดชอบการจ่ายเงินน้อยกว่า "เราเรียกร้องโรเบิร์ต อึ้ง ในฐานะเจ้าของบอดี้แฟชั่น และฮูเบอร์โฮลดิ้ง ให้จ่ายเงินที่ค้างทั้งหมดให้กับคนงาน "มันน่าตกใจที่ไม่มีทั้งฝ่ายบริหารหรือกรรมการจากบริษัทฮูเบอร์ เข้าร่วมหรือติดตามให้โรเบิร์ต อึ้ง มารับผิดชอบการโกงค่าจ้างและค่าชดเชยครั้งนี้" เกอร์ทูต ระบุ แบรนด์สินค้าระดับโลกต้องร่วมรับผิดชอบ สก็อต โนวา ผู้อำนวยการใหญ่ของ Worker Rights Consortium (WRC) กล่าวว่า กรณีนี้มีความพิเศษตรงที่แบรนด์ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถใช้ข้ออ้างในแบบที่เคยทำ "ในกรณีส่วนใหญ่ เมื่อมีการปิดโรงงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชย เจ้าของมักจะอ้างว่าล้มละลาย สูญหาย หรือ เลิกประกอบธุรกิจ อย่างไรก็ตาม มันแตกต่างกันมากในกรณีนี้ โรเบิร์ต อึ้ง ยังร่ำรวย มีเครือข่ายธุรกิจใหญ่ๆ มากมายเป็นร้อยๆ บริษัท เขาไม่ได้หลบหนีไปไหน" โนวา ชี้ว่า บริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น อเมซอน (Amazon), นอร์ดสตอร์ม (Nordstrom), มาร์กแอนด์สเปนเซอร์ (Marks & Spencer), เน็กซ์ (Next), และเจซีเพนเนย์ (JCPenney) ยังคงสั่งสินค้าจากโรงงานของโรเบิร์ต อึ้ง ซึ่งมีการผลิตในประเทศจีน ศรีลังกา และฮังการี “มูลค่าของการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจมันสูงกว่าจำนวนเงินที่นายโรเบิร์ต อึ้ง ค้างจ่ายคนงานมาก ถ้าบริษัทเหล่านี้เข้ามาร่วมกดดันให้เขาต้องรับผิดชอบ คนงานก็มีโอกาสที่จะได้เงิน” โนวา กล่าว จอห์นสัน ยึง ผู้ประสานงานคำร้องเร่งด่วนระหว่างประเทศจาก "Clean Clothes Campaign" กล่าวว่า ลูกค้าที่สำคัญที่สุดของบอดี้แฟชั่นในช่วงที่มีการโกงค่าจ้างและค่าชดเชยขึ้นก็คือ บริษัทฮูเบอร์โฮลดิ้ง (Huber Holding) ผู้ผลิตชุดชั้นในรายใหญ่จากประเทศออสเตรีย ซึ่งก็มีโรเบิร์ต อึ้ง เป็นเจ้าของ ซึ่งแม้ตัวเขาจะยอมรับว่าโรงงานบอดี้แฟชั่นผลิตสินค้าของเขาจริง แต่โรเบิร์ต อึ้ง กลับปฏิเสธความรับผิดชอบ “เน็กซ์ (Next) และ มาร์กสแอนด์สเปนเซอร์ (Marks & Spencer) ยังคงทำธุรกิจกับโรเบิร์ต อึ้ง แบรนด์สินค้าเหล่านี้ต้องพิจารณาถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนและความเสี่ยงจากความเสียหายทางชื่อเสียง ” ยึง กล่าว และระบุว่า “ความเดือดร้อนของคนงานถูกฉายภาพออกไปทั่วโลก มีการประท้วงที่โรงงานฮูเบอร์ (Huber) ในออสเตรียปีนี้ (2568) และที่โรงงานวิกตอเรียส์ซีเคร็ต ในเนเธอร์แลนด์ เมื่อปีที่ผ่านมา (2567)” "วิธีทำธุรกิจที่ขาดความรับผิดชอบของโรเบิร์ต อึ้ง ไม่เพียงแต่ทำร้ายลูกจ้างบอดี้แฟชั่นเท่านั้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงกับคนงานนับพันคนที่ยังทำงานในอาณาจักรสิ่งทอของเขา เราจะพยายามผลักดันแนวร่วมในระดับสากลของเราเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบต่อไป" ยึง กล่าว "แบรนด์ระดับโลกอย่าง 'เน็กซ์' หรือ 'มาร์กแอนด์สเปนเซอร์' ยังร่วมงานกับโรเบิร์ต อึ้ง แบรนด์สินค้าพวกนี้ควรคำนึงถึงการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและความเสี่ยงต่อชื่อเสียงจากประวัติความฉาวโฉ่ของนายโรเบิร์ต อึ้ง" โนวา กล่าว แบรนด์ดังต้องร่วมรับผิดชอบ ขณะที่เดวิด เวลซ์ (David Welsh) ผู้อำนวยการ Solidarity Center ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นกรณีประวัติศาสตร์ในการสร้างความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมสิ่งทอและผลิตเสื้อผ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ละเลยความรับผิดชอบในการเอาเปรียบคนงานที่เปราะบาง นอกจากนี้ ยังพยายามมองหาสถานที่ที่ขาดหลักนิติธรรมและคนงานมีความเสี่ยงต่อการละเมิดที่เลวร้ายที่สุดจากกลุ่มธุรกิจ "แบรนด์สินค้าอย่างวิกตอเรียซีเคร็ต และไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Triumph International) มีความเกี่ยวข้องกับโรงงานนี้มายาวนาน โดยพวกเขาสร้างกำไรด้วยการเอาเปรียบคนงานไทยซึ่งส่วนมากยากจนและเป็นผู้หญิง แบรนด์สินค้าพวกนี้ไม่สามารถที่จะหลบซ่อนด้วยการอ้างว่าพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบกับการละเมิดสิทธิ์ในบริษัทที่พวกเขาสั่งสินค้า อย่างไรก็ตามความรับผิดชอบหลักควรจะเป็นของเจ้าของโรงงาน และซีอีโอจากแบรนด์ฮูเบอร์ ซึ่งยังคงทำเงินหลายล้านในอุตสาหกรรมข้ามชาติที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย" เวลซ์ กล่าวว่า คราฟเฟนแบร์ก ประเมินว่า โรงงานในประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะปิดตัวลงหลังมีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะมีกรณีการสูญเสียการจ้างงานและการโกงค่าจ้างและค่าชดเชยตามมา กรณีของบอดี้แฟชั่น จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่าแบรนด์สินค้าต่างๆ สามารถกดดันให้มีการบังคับใช้จรรยาบรรณทางธุรกิจ (code of conduct) ได้จริงหรือไม่ หรือยังคงปล่อยให้คนงานต้องรับกรรมต่อไป  * ข่าว * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ต่างประเทศ * โรเบิร์ต อึ้ง * บอดี้แฟชั่น * เดวิด เวลซ์ * Solidarity Center * Clean Cloth Campaign * จอห์นสัน ยึง * สก็อต โนวา * Worker Rights Consortium * จารุวรรณ การักษ์ * ประสิทธิ์ เกิดพิทักษ์ * ออสเตรีย
dlvr.it
August 22, 2025 at 8:37 AM
บัตรเครดิต Apple Card ได้พาร์ทเนอร์ใหม่แล้วคือธนาคาร JPMorgan Chase
บัตรเครดิต Apple Card ได้พาร์ทเนอร์ใหม่แล้วคือธนาคาร JPMorgan Chase Body หลังจากมีข่าวมายาวนาน ในที่สุดแอปเปิลก็ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าบริการบัตรเครดิต Apple Card ที่มีเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ได้สิ้นสุดความร่วมมือกับธนาคาร Goldman Sach แล้ว โดย JPMorgan Chase จะเป็นพันธมิตรส่วนสถาบันการเงินที่ดูแลการออกบัตรเครดิตใหม่ ส่วนเครือข่ายการเงินที่ใช้ยังเป็น Mastercard เหมือนเดิม Apple Card เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2019 โดยมี Goldman Sach เป็นธนาคารพาร์ทเนอร์ อย่างไรก็ตามมีข่าวมาตั้งแต่สองปีก่อนว่าธนาคารอยากยกเลิกความร่วมมือนี้ เพราะต้องการถอนตัวจากธุรกิจสินเชื่อบุคคล แต่ยังเจรจาหาสถาบันการเงินที่มารับช่วงต่อไม่ได้ ซึ่งรายล่าสุดที่มีข่าวเมื่อปีที่แล้วก็คือ JPMorgan Chase นั่นเอง The Wall Street Journal อ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องบอกว่ามูลค่าพอร์ตสินเชื่อนี้อยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่ง Goldman Sach ตัดสินใจขายให้ JPMorgan Chase แบบมีส่วนเหลือประมาณ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ กระบวนการโอนย้ายบัญชีผู้ใช้งาน Apple Card ไปยังบัญชีเงินฝากของ Chase จะเสร็จสิ้นภายใน 24 เดือนข้างหน้า ที่มา: The Wall Street Journal และ แอปเปิล arjin Thu, 08/01/2026 - 12:36
www.blognone.com
January 8, 2026 at 7:37 AM
ดีลมูลค่ามหาศาลใน Gastech2026 แต่ใครกันแน่ที่ต้องแบกรับภาระจากภาวะ 'โลกเดือด'?
ดีลมูลค่ามหาศาลใน Gastech2026 แต่ใครกันแน่ที่ต้องแบกรับภาระจากภาวะ 'โลกเดือด'? ภาพจาก กรีนพีซ ประเทศไทย admin666 Wed, 2026-09-16 - 21:57 16 ก.ย. 2569 ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย กรีนพีซ ประเทศไทย และองค์กรเครือข่ายจัดเสวนาสะท้อนปัญหาจากการขยายตัวอุตสาหกรรมพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ที่ส่งผลต่อภาวะโลกรวนและกระทบต่อการดำรงชีวิตมนุษย์ และขณะนี้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ Gastech2026 อยู่ที่ไบเทคบางนา กรุงเทพ โดยมีทั้งหน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจมาร่วมทำข้อตกลงในการขยายอุตสาหกรรมพลังงาน การเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นในชื่อ “ภาพลวงตาของอุตสาหกรรมฟอสซิล : สำรวจอำนาจของภาคธุรกิจ เส้นทางการเงินและต้นทุนที่ซ้อนเร้นในงาน Gastech2026” โดยมีทั้งองค์กรภาคประชาสังคมและตัวแทนจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานก๊าซในพื้นที่มานำเสนอปัญหาของอุตสาหกรรมพลังงานที่กำลังขยายเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการพัฒนาที่กระทบต่อการทำมาหากินและสุขภาพของชุมชนรอบๆ ทั้งฉะเชิงเทรา ระยอง และปราจีนบุรี ดีลใน Gastech2026 มีเพื่อขยายอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล  มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านสภาพอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากกรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวถึง การประชุม Gastech2026 เป็นการประชุมที่รัฐบาลและบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจพลังงานฟอสซิลมาทำข้อตกลงและขยายสัญญาการซื้อขายก๊าซระยะยาว การสร้างวาทกรรมใหม่ให้กับการคงอยู่และขยายตัวของอุตสาหกรรม LNG เอาไว้ต่อไปหลังเกิดวิกฤตสงครามที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ  มนูญ วงษ์มะเซาะห์ แม้ว่าเดิมทีการประชุม Gastech เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เกิดการพูดคุยทำข้อตกลงเพื่อขยายอุตสาหกรรมฟอสซิล จากเดิมที่เคยเป็นเพียงการประชุมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในลอนดอนเมื่อปี 2015 แต่ก็พัฒนามาจนกลายเป็นเวทีประชุมขนาดใหญ่ระดับโลก โดยปีนี้กระทรวงพลังงานของไทยก็เป็นเจ้าภาพหลักพร้อมโฆษณาว่าเป็นงานโชว์นิทรรศการและการประชุมแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีแก๊ส และเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน อีกทั้งยังรวมถึงเรื่องดาต้าเซนเตอร์และเอไอด้วย โดยมีสปอนเซอร์และผู้ร่วมจัดหลักของงานเป็นบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง Chevron Exxon และ Shell ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดวาระของการประชุมพร้อมกับมีบริษัทด้านพลังงานของไทยเป็นผู้ร่วมจัดด้วยเช่น ปตท. และ Gulf ด้วย มนูญกล่าวว่าเวทีนี้จึงเป็นการรวมผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลระดับโลกและระดับประเทศมาเจอกัน ทำให้มีเรื่องต้องจับตาเช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายลงทุนของอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย และยังมีเรื่อง “ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593” หรือ PDP 2026 ซึ่งแผนดังกล่าวนี้ยังคงมีการคาดการณ์ถึงการใช้พลังงานจากแก๊สอยู่ตลอดในทุกฉากทัศน์ของแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในแผน PDP2026  “คำถามสำคัญที่เราถามก็คือใครจะต้องจ่ายค่าความสูญเสียหรือภาระระลอกใหม่จากการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่เกิดขึ้นในการประชุม Gastech ครั้งนี้ จึงไปตั้งคำถามกับสิ่งที่รัฐบาลไทยไปส่งเสริมกำลังสร้างภาระให้กับประชาชนด่านหน้าในภาคตะวันออกทั้งฉะเชิงเทรา ระยอง ปราจีนบุรี และชลบุรีที่อยู่ในเขต EEC” ตัวแทนจากกรีนพีซกล่าว บริษัทพลังงานต้องร่วมรับผิดชอบภาวะ "โลกเดือด" มนูญกล่าวถึงบริษัทพลังงานรายใหญ่ที่มาเป็นผู้ร่วมจัดงาน Gastech ก็ถือเป็นอาชญากรทางด้านสิ่งแวดล้อมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดติด 10 อันดับแรกของโลก ไม่ว่าจะเป็น Chevron อันดับ 4 Exxon อันดับ 5 และ Shell อันดับ 9  ส่วนบริษัทในเอเชียที่เข้าร่วมอกจากของประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียแล้ว ของไทยก็ยังมีบริษัทบ้านปูและบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.อันดับที่ 100 และ 125 ตามลำดับ  “วิกฤตโลกเดือดไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่มันเกิดโดยมีผู้ก่อ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการรับผิดรับชอบต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจและต้องคำนึงถึงความสำคัญในการมุ่งไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สะอาดและเป็นธรรมเพื่อลดวิกฤตโลกเดือดให้กับประชาชนอีก 99%” มนูญกล่าวว่างาน Gastech ที่พื้นที่ของการทำข้อตกลงเพื่อขยายการทำอุตสาหกรรมฟอสซิล เพราะงานในปี 2015 เปโตรไชน่าลงนามข้อตกลงหลายฉบับเพื่อซื้อขาย LNG ในระยะยาวและยังมีบริษัทอื่นๆ จำนวนมากที่เข้าไปทำข้อตกลงเพื่อขยายอุตสาหกรรมฟอสซิลและโครงสร้างการผลิตและใช้พลังงานฟอสซิลด้วยเช่นกัน ใน Gastech ปีนี้เพียงแค่ผ่านมา 1 วันบริษัทอย่าง BGrimm Power PCL ก็ทำข้อตกลงในการทำห่วงโซ่อุปทานของกังหันก๊าซที่ใช้ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานก๊าซ และเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยก็ออกมายอมรับว่าสามารถบรรลุข้อตกลงมูลค่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และช่วยตอกย้ำศักยภาพของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานโลกด้วย นอกจากเรื่องมูลค่าทางธุรกิจจากข้อตกลงที่เกิดขึ้นภายในงาน ตัวแทนจากกรีนพีซยังยกตัวอย่างการกำหนดวาทกรรมและวาระการผลิตการใช้พลังงานฟอสซิลต่อไปมากมายจากทั้งรัฐบาลไทยและบริษัทเอกชนไทยและต่างประเทศด้วย เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทยที่บอกว่าแก๊สยังต้องไปต่อและเป็นส่วนสำคัญในอุตสหากรรมของไทย  หรือบริษัทพลังงานรายใหญ่ 5 รายพูดในงานว่าจำเป็นต้องฟื้นฟูห่วงโซ่อุปทานของแก๊ซกลับขึ้นมาหลังเกิดวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง โดย Shell ได้พูดถึงการทำสัญญาซื้อขายระยะยาวให้มากขึ้นเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน หรือ Chevron เองก็พูดในงานไปในทางเดียวกัน ส่วน Exxon ก็พูดถึงการเพิ่มกำลังผลิต LNG เป็นสองเท่าและมองว่าเอเชียจะเป็นตลาดสำคัญในอนาคตเนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นจากธุรกิจดาต้าเซนเตอร์และการใช้เอไอ ไปจนถึงการผูกเรื่องความมั่นคงทางพลังงานกับการรักษาตลาด LNG เอาไว้ ไทยยังวางแผนใช้ก๊าซต่อไปเรื่อยๆ  ส่วนผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง ปตท.ก็ยังมองว่ายังต้องนำเข้า LNG อีก 20-30 ปีโดยทำควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนและยังสำคัญต่อไทย ส่วน BGrimm บอกว่าพลังงานจากก๊าซธรรมชาติยังสามารถอยู่ร่วมกับการใช้พลังงานหมุนเวียนได้เพราะต้องใช้พลังงาน 24 ชั่วโมง ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ก็กล่าวถึงการจัดหา LNG ในระยะยาวไปจนถึงการใช้พื้นที่รองรับ LNG ในมาบตาพุด 2 และมาบตาพุด 3 โดยเชื่อมโยงกับความพยายามเชื่อมพาวเวอร์กริดในอาเซียนด้วย มนูญมองว่าวาทกรรมเหล่านี้เป็นมองภาพการขยายตัวอุตสาหกรรมพลังงานก๊าซ และเมื่อเทียบกับแผน PDP2026 ก็เห็นชัดเจนว่าทุกช่วงและทุกทางเลือกยังคงมีการใช้พลังงานก๊าซทั้งหมด จากแผนจะเห็นภาพชัดว่าการใช้ก๊าซในการผลิตพลังงานจะคงอยู่กับคนไทยไปอีกนาน และจะยังคงมีการนำเข้า LNG อยู่  ภาพจากสไลด์ของมนูญแสดงให้เห็นการวางฉากทัศน์การเปลี่ยนผ่านพลังงานในแผน PDP2026 โดยการใช้ก๊าซถูกระบุใน CCGT มนูญกล่าวว่าจาก แผน PDP2026 ที่ยังคงใช้พลังงานก๊าซเช่นนี้ประกอบกับการทำข้อตกลงต่างๆ ในงาน Gastech ที่ทำให้เห็นความพยายามขยายอุตสาหกรรมก๊าซและใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด ทำให้องค์กรภาคประชชนตั้งข้อสังเกตว่าแผนพลังงานของไทยอาจจะไม่ได้ไปด้วยกันกับแผนลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็น Net Zero ภายในปี 2050 ได้ มนูญได้กล่าวถึงข้อเรียกร้อง 5 ข้อที่มีต่อรัฐบาล กระทรวงพลังงานและภาคธุรกิจ * ยุติการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลและเร่งการเปลี่ยนผ่านไปพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะที่ ปตท.ประกาศ LNG Hub จะต้องทบทวนใหม่และมุ่งไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม * ต้องยุติการฟอกเขียวที่ไม่แก้ปัญหาโลกเดือด อย่างเช่น โครงการดักจับคาร์บอน  * ปฏิรูปการจัดทำแผน PDP2026 จะต้องมีภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย เพราะที่ผ่านมาประชาชนกลับถูกกีดกันและแผนนี้ยังไม่สอดคล้องกับข้อตกลงปารีสในการลดก๊าซเรือนกระจก และแผน PDP ต้องมีกลไกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนหรือถูกครอบงำจากการกำหนดนโยบายจากธุรกิจพลังงาน * ยกระดับทำกฎหมายประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์หรือ SEA โดยเฉพาะโครงการที่จะกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน หรือผู้มีส่วนได้เสียอื่นใดที่จะได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมจะต้องทำกระบวนการ SEA ก่อน * ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องยกระดับธรรมาภิบาลการลงทุน บังคับให้ภาคธุรกิจรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงคุ้มครองผู็ที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก “เราไม่อยากเห็นพี่น้องของเราถูกตั้งค่าหัวหรือถูกใช้ SLAPP (ฟ้องคดีปิดปาก) จากการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องผลประโยชน์สาธารณะรวมถึงภาคธุรกิจหรือสถาบันการเงินมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิบัติตามคำชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนตามกรอบที่จะต้องเคารพ เยียวยาในการดำเนินธุรกิจ โดยไม่ใช่ภาคสมัครใจแต่ต้องเป็นภาคบังคับ” มนูญกล่าว โรงไฟฟ้ากำลังจะมาแย่งชิงทรัพยากรกับชุมชน จิราพัชร ช้ำเกตุ ตัวแทนกลุ่มฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์กล่าวถึงการต่อสู้ของภาคประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทราในการคัดค้านโรงไฟฟ้าก๊าซของบริษัทบูรพาพาวเวอร์มาตลอด 18-19 ปี ตั้งแต่ยังเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินจนเปลี่ยนมาเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซในทุกวันนี้ เพราะให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้เข้าสู่ระบบเมื่อไหร่ก็จะมีโอกาสเกิดโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มขึ้นอีก เพราะโรงไฟฟ้าบูรพาเกือบเป็นโรงไฟฟ้าแห่งสุดท้ายแล้วที่ยังอยู่ในระบบตอนนี้ จิราพัชร ช้ำเกตุ ส่วนการต่อสู้ของชุมชนไม่ได้มีเพียงแค่ประเด็นโรงไฟฟ้าบูรพาอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆ ในพื้นที่ด้วย เพราะผลกระทบต่อพื้นที่และเกษตรกรในพื้นที่ที่มีอยู่แต่เดิมก็มีคำถามแล้วว่าจะจัดการอย่างไร แต่เมื่อมีโรงไฟฟ้าบูรพาเพิ่มขึ้นมาอีกจะจัดการอย่างไร จึงมีทั้งการประท้วงและยื่นหนังสือการติดตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ไปจนถึงการใช้สิทธิทางกฎหมายในการฟ้องร้องดำเนินคดี รวมถึงจัดทำข้อมูลจัดเวทีชุมชน ก็เป็นการยกระดับการต่อสู้ของภาคประชาชนและภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศด้วย “การต่อสู้ของคนในชุมชนจึงไม่ใช่แค่เรื่องโรงไฟฟ้าบูรพา แต่เป็นการพูดถึงระบบที่เชื่อมโยงกัน เช่น เรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ในการเกษตรและอากาศที่ใช้หายใจซึ่งเป็นทรัพยากรใช้ร่วมกันอยู่กับโรงไฟฟ้าบูรพา”  จิราพัชรกล่าวว่าประเด็นที่ภาคประชาชนชี้แจงเข้าไปในรายงาน EIA และภาครัฐทั้งหลายเป็นการตอกย้ำปัญหาของชุมชุน โดยเฉพาะเรื่องน้ำที่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าอ่างเก็บน้ำซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทางที่จะถูกเอามาใช้กับโรงไฟฟ้าบูรพามีน้ำไม่เพียงพอแล้วต่อการใช้ของชุมชนแม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูกาลที่ยังมีน้ำ ถ้ามีโรงไฟฟ้าบูรพาเพิ่มขึ้นมาอีกจะใช้มีการแย่งชิงทรัพยากรของชุมชนอีกแค่ไหน ชุมชนต้องแบกรับความเสี่ยงอีกนานเท่าไหร่ ยิ่งไปกว่านั้นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ก็ส่งผลกระทบกับเกษตรกรในพื้นที่แล้ว มะม่วงไม่ติดดอกแล้ว เกษตรอินทรีย์ก็ได้ผลผลิตน้อยลง ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวเองเพราะไม่มีเอกชนรายไหนยอมรับว่าตัวเองทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและทำให้เกิดผลกระทบในพื้นที่ทำให้คนในชุมชนต้องแบกรับปัญหาไว้เองทั้งที่คนในชุมชนไม่ควรต้องมาแบกรับภาระเหล่านี้แทน จิราพัชรกล่าวว่า เมื่อการพัฒนาไม่สอดคล้องกับชุมชนยิ่งทำให้ความเปราะบางของชุมชนเพิ่มมากขึ้นและยังเพิ่มขึ้นอีกจากอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลทั้งหลาย ดังนั้นเวลาพูดเรื่องโรงไฟฟ้าบูรพาจึงไม่ใช่แค่มีคำถามว่าโรงไฟฟ้าจะสร้างผลกระทบแค่ไหน แต่พื้นที่ยังสามารถรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้มากกว่านี้อีกหรือไม่ด้วย จิราพัชรกล่าวถึงข้อเสนอและข้อเรียกร้องว่า ถ้าการเข้ามาของโรงไฟฟ้าบูรพาจะยิ่งซ้ำปัญหาของพื้นที่ดังนั้นคนในพื้นที่ต้องการคือไม่มีโรงไฟฟ้าก๊าซโรงใหม่แล้วก็การใช้พลังงานฟอสซิลในแผน PDP และต้องมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่ได้เข้าไปร่วมออกแบบแผนพลังงาน  ชาวประมงระยองได้ผลกระทบจากอุตสาหกรรม LNG มาหลายสิบปี  ปวัตร กาญจนะวงศ์ จากเครือข่ายชุมชนประมงเรือเล็กระยอง กล่าวถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ระยองตั้งแต่สมัยเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมก๊าซและปิโตรเคมีหลังพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยปี 2516 ทำให้มีการถมทะเลและสร้างท่าเรือน้ำลึก จนกระทั่งเกิดอีสเทิร์นซีบอร์ดทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตแรง ตามมาด้วยการเกิดขึ้นของ EEC   ปวัตร กาญจนะวงศ์ ปวัตรกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาทั้งการถมทะเลและการก่อมลพิษอีกทั้งเมื่อกระแสน้ำเปลี่ยนเกิดน้ำขุ่นทั้งปีทำให้พื้นที่ทำกินของชาวประมงลดน้อยลงจนต้องออกทะเลไปไกลขึ้นเพื่อทำประมง จนปี 2556 เกิดเหตุน้ำมันรั่วเข้าเกาะเสม็ดเหตุการณ์นี้ทำให้สัตว์น้ำหายไป 8 ปีและชายหาดเต็มไปด้วยก้อนคาร์บอน จนปลายปี 2564 เมื่อสัตว์น้ำเริ่มกลับมาชาวบ้านในระยองก็เริ่มมีความหวังจะได้กลับมาทำมาหากินแต่ปี 2565 ก็เกิดเหตุน้ำมันรั่วซ้ำอีกทำให้ทะเลระยองกลับสู่สภาพสัตว์น้ำหายไปหมด  อีกทั้งน้ำเสียจากโรงงานต่างๆ และน้ำจากการหล่อเย็นยังถูกปล่อยลงทะเลจนทะเลระยองกลายเป็นสีดำ มีสัตว์แปลกๆ พัดขึ้นมาเต็มหาดอย่างที่ชาวระยองไม่เคยเห็น ในขณะที่ชาวระยองกำลังสูญเสียรายได้ทุกวันนี้จับปูกันได้แบบนับตัวจากเดิมที่เคยออกทะเลครั้งหนึ่งได้กันหลายสิบกิโล แต่หน่วยงานรัฐก็ไม่พูดอะไร ตัวแทนจากเครือข่ายชุมชนประมงยังกล่าวถึงวิกฤตซ้ำซ้อนจากความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้เกิดคลื่นลมแรงมากขึ้นทะเลกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้นจนกระทบต่อการทำมาหากิน อีกทั้งเมื่อชาวประมงออกทะเลไปลึกขึ้นก็ต้องเจอกับคลื่นลมแรงมากขึ้นด้วย ผลกระทบเหล่านี้ทำให้ชุมชนประมงเปราะบางมาก  “การฟื้นตัวทางธรรมชาติมีอยู่ทะเลฟื้นตัวได้แต่พอโดนกระทำซ้ำๆ มันฟื้นตัวไม่ทัน โดยเฉพาะชุมชนมันส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมด้วยชุมชนก็เลยไม่เหลือเกราะป้องกันและศักยภาพในการตั้งรับต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้ทัน”  “อุปสรรคใหญ่คือโครงสร้างอำนาจไม่เท่ากัน วันนี้เราเห็นทุนขนาดใหญ่ รัฐเปิดโอกาสให้เขาสนับสนุน งดเว้นภาษี งดเว้นทุกอย่างนำแรงงานจากต่างประเทศเข้ามา คนในพื้นที่กลับถูกมองข้าม คนที่อยู่มาดั้งเดิมกลับถูกละเลย กระบวนการ EIA EHIA ก็ไม่ได้รับฟังอย่างเต็มที่ ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดรวมถึงโรงงานก็อ้างว่ากฎหมาย EIA กำหนดให้รับฟังแค่รัศมี 5 กิโล 10 กิโลแค่นั้น แต่จริงๆ มันกระทบทั้งหาดระยองยาว 20-30 กิโล” ปวัตรเสนอว่า อยากให้รัฐบาลหยุดขยายพลังงานฟอสซิลที่จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงอยากให้เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังหมุนเวียนอย่างโซลาร์ภาคประชาชนให้มากขึ้น และรัฐต้องทำกฎหมาย SEA รวมถึงผลักดันกฎหมายการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษหรือ PRTR เพื่อจัดการมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ และยกเลิก EEC หรือเขตเศรษฐกิจอื่นๆ เพราะพื้นที่ไม่มีศักยภาพในการรับมือการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ข้ามกฎหมายควบคุมที่มี นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอต่อสถาบันการเงินด้วยคือ ให้หยุดสนับสนุนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานฟอสซิลเพราะการดำเนินงานของบริษัท  “สถาบันทางการเงินควรรับผิดชอบต่อคาร์บอนฟุตปริ้นท์ที่เกิดขึ้นด้วย อยากให้คุณตระหนักไว้ว่าคุณสนับสนุนบริษัทที่ทำก๊าซฟอสซิล เท่ากับว่าคุณคือหุ้นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตให้กับโลก สิ่งแวดล้อมและกับผู้คนด้วย” ปวัตรกล่าว เสียงประชาชนปราจีนฯ ที่ถูกโยนทิ้งน้ำเน่าจากโรงงานขยะทุนจีน สุเมธ เหรียญพงษ์นาม จากกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง กล่าวว่าสำหรับปราจีนบุรีตอนนี้มีผลกระทบรายวันที่หนักมากไม่มีคนควบคุมดูแลอาชากรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ถ้าภาพของงาน Gastech คือการจับมือกันระหว่างรัฐบาลกับบริษัทใหญ่ สำหรับจังหวัดปราจีนบุรีก็มีภาพของรัฐบาลผู้ออกนโยบาย และนายทุน ชนชั้นนำในจังหวัดที่จับมือกับทุนจีนทั้งถูกกฎหมายและทุนจีนเทา จนถึงทุนจีนเถื่อน  สุเมธกล่าวว่าจังหวัดปราจีนเป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์จะขาดก็เพียงแค่ไม่มีทะเลเท่านั้น อีกทั้งรายได้ต่อหัวของประชาชนในจังหวัดยังสูงเป็นอันดับ 6 เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่กลุ่มทุนกลับลงไปซ้ำเติมปัญหาสิ่งแวดล้อมในจังหวัด ทุกวันนี้ก็จะเห็นข่าวไฟไหม้ ปล่องควันจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 โรง และกำลังจะมีโรงไฟฟ้าขยะเพิ่มอีก 3 โรง เป็นวิกฤตที่กำลังเพิ่มขึ้นในจังหวัด   นอกจากนั้น ตัวแทนกลุ่มปราจีนฯ เห็นว่าการลงทุนอุตสาหกรรมที่เข้ามาในจังหวัดไม่ได้มีความหลากหลายอย่างระยอง แต่ปราจีนบุรีมีแค่ประเทศเดียวที่มาลงทุนคือ ทุนจีนแต่กลุ่มนี้ไม่ได้เอาเทคโนโลยีมาลงให้กับประชาชนมาก กลายเป็นว่าโรงงานที่มาคือโรงงานคัดแยกขยะ(ประเภท 105) กับโรงงานรีไซเคิล(ประเภท 106) เป็นส่วนใหญ่ และแม้ว่าโรงงานเหล่านี้จะจดจัดตั้งอย่างถูกกฎหมายก็ยังมีการปล่อยผลมลพิษออกมาอยู่ อีกทั้งภายในโรงงานถูกกฎหมายเหล่านี้ก็แอบทำโรงหลอมขยะเถื่อนข้างในใช้เตาเผารุ่นเก่าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและไม่มีระบบการป้องกัน สุเมธยกตัวอย่างว่า ตอนไปตรวจพื้นที่ตำบลหนองกี่นักเรียนอนุบาลต้องใส่หน้ากากเรียนกัน เพราะควันจากโรงหลอมทุนจีน หรือแหล่งน้ำข้างบ้านเด็กก็เจอว่ามีโรงงานจีนที่ปล่อยน้ำเสียออกมา “บางทีประชาชนเองก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้ข้อมูลอะไรหรือไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตเขา แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมไป Gastech เหมือนกัน แต่นายกฯ ไม่รับฟังข้อเสนอของเรา ไม่ฟังเสียงประชาชน”   สุเมธกล่าวต่อว่า เมื่อจะมีการเปิดโรงงานต่างๆ ก็ไม่เคยถามประชาชนว่าอยากได้โรงงานหรืออุตสาหกรรมแบบนี้หรือไม่ อยากให้มาแก้ปัญหาที่เป็นอยู่หรือไม่ แต่เสียงของประชาชนถูกกลืนหายไปในส่วนไหนของการพัฒนา  “รัฐบาลของเราเอง ส่วนราชการของเราเองกลับเอาเสียงของเราโยนลงไปในน้ำเน่า ซึ่งมันก็จะหายไปไม่มีทางดังขึ้นมา นี่คือสิ่งที่เราได้รับผลกระทบในจังหวัดปราจีนบุรี การแก้ปัญหามันแก้เพื่อให้โรงงานอยู่ได้หรือให้ประชาชนได้คลายความทุกข์” ดังนั้นสุเมธจึงได้กล่าวถึงข้อเสนอว่า ถ้ารัฐบาลไม่ฟังเสียงของประชาชนแล้วผลักดัน EEC ต่อไปจะทำให้ปราจีนบุรีต้องเจอปัญหาอีกมาก จึงอยากให้อนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีและเป็นประธานบอร์ด EEC ยกเลิกคำสั่งขยาย EEC เพื่อตัดวงจรนี้ และให้ประชาชนได้เข้าไปบริหารจังหวัดตนเองเพื่อให้พวกเขาได้อยู่อย่างมีความสุข ใครคือผู้ตัดสินใจขยายอุตสาหกรรมก๊าซ? ดาวอน ฮวัง ตัวแทนของ Solutions for Our Climate (SFOC) จากประเทศเกาหลีใต้ ทำงานติดตามเส้นทางเงินลงทุนจากกองทุนสาธารณะที่ใช้จ่ายให้กับอุตสาหกรรมก๊าซ โดยเริ่มจากชวนคุยถึงประเด็น “ใครเป็นผู้จ่ายเงินเพื่อทำให้ก๊าซเกิดขึ้น” เพราะผู้ที่ตัดสินใจให้เงินทุนในการสร้างสถานีรับก๊าซทุกแห่ง ท่อส่งก๊าซทุกเส้น และโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซทุกโรง มักจะอยู่ห่างไกลจากสถานที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ และทำให้เกิดผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ ที่วิทยากรคนอื่นๆ เล่าไว้อย่างไร ดาวอนได้กล่าวถึงแนวคิดของการประชุม Gastech ว่าเป็น “จุดที่ความต้องการพลังงานทั่วโลกมาพบกับอุปทาน” โดยประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงในงานคือการมองว่าอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความต้องการพลังงานเติบโตเร็วที่สุดในโลก  ดาวอนเล่าย้อนไปว่า ในการประชุมเมื่อปีที่แล้วตัวแทนรัฐบาลไทยซึ่งมีตำแหน่งระดับเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเองก็ยังเคยไปขึ้นเวทีพูดในทำนองว่า LNG เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ดีที่สุด ซึ่งผู้ที่จะได้รับผลกำไรจากคำอธิบายเช่นนี้ก็คือบรรดา ธนาคาร หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก และบริษัทพลังงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของ SFOC อธิบายกลไกว่า เนื่องโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมก๊าซมีราคาแพงและมีความเสี่ยงสูง ทำให้การสร้างสถานีรับก๊าซ ท่อส่งก๊าซ หรือโรงไฟฟ้าสักแห่งหนึ่ง เท่ากับการผูกเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไว้เป็นเวลาหลายทศวรรษ จึงไม่มีใครรับประกันได้ว่าการดำเนินโครงการจะคุ้มค่าทางการเงิน ทำให้กลายเป็นความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์ไม่เต็มใจจะแบกรับ ดาวอนกล่าวต่อว่า นี่คือจุดที่กองทุนสาธารณะอย่างหน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกและธนาคารของรัฐเข้ามามามีบทบาทเติมช่องว่างนั้น ด้วยการให้กู้ยืม การค้ำประกัน และการประกันความเสี่ยง รัฐไม่เริ่มลงทุน อุตสาหกรรมก๊าสก็ไม่ได้ไปต่อ “การทำเช่นนี้ทำให้พวกเขาทำ 2 เรื่องไปพร้อมกัน ประการแรก พวกเขาทำให้โครงการที่อาจไม่สามารถหาเงินทุนได้ กลายเป็นโครงการที่ธนาคารยอมให้เงินทุน ประการที่สอง การเข้ามาของพวกเขาส่งสัญญาณถึงความปลอดภัย และกระตุ้นให้เงินทุนเอกชนที่รออยู่ข้างสนามไหลตามกองทุนสาธารณะเข้ามา” ดาวอนชี้ว่าโครงการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลเหล่านี้จำนวนมากจะไม่มีวันไปถึงขั้นการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายหากไม่มีเงินจากกองทุนสาธารณะเหล่านั้นเข้ามา กองทุนสาธารณะจึงไม่ได้เพียงให้เงินทุนแก่อุตสาหกรรมก๊าซ แต่ทำให้อุตสาหกรรมก๊าซเกิดขึ้นได้ “ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ส่วนมากมีสิ่งที่เรียกว่า “หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก” ซึ่งเป็นสถาบันของรัฐที่มีหน้าที่ช่วยให้บริษัทในประเทศได้งานในต่างประเทศ หน่วยงานนี้ให้กู้ยืม ค้ำประกัน และประกันความเสี่ยง เพื่อให้เมื่อบริษัทในประเทศยื่นประมูลโครงการในต่างประเทศ บริษัทนั้นจะเข้าร่วมพร้อมการสนับสนุนจากรัฐบาล” ดาวอนอธิบายถึงแหล่งที่มาของเงินจากกองทุนสาธารณะ ดาวอนยกตัวอย่างประเทศของเธอเองว่า ความสำเร็จด้านการส่งออกของเกาหลีใต้สร้างขึ้นบนอุตสาหกรรมหนัก ได้แก่ การต่อเรือ เหล็ก และการก่อสร้างโรงงาน เมื่อบริษัทวิศวกรรมเกาหลีต้องการสร้างสถานีรับก๊าซหรือโรงไฟฟ้าในกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้มีแรงจูงใจที่จะช่วยเหลือด้านเงินทุน เพราะสัญญาก่อสร้างจะตกเป็นของบริษัทเกาหลี ผลที่ตามมาเมื่อมีโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมก๊าซในต่างประเทศก็จะมีคำสั่งซื้อกลับมาที่เกาหลีใต้ ดาวอนอธิบายต่อว่า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งเกาหลี หรือ KEXIM ซึ่งเป็นธนาคารที่รัฐบาลให้การสนับสนุนมีขั้นตอนที่ KEXIM จะออกเอกสารที่เรียกว่า “หนังสือแสดงความสนใจ” หรือ “หนังสือแสดงเจตจำนง” สิ่งนี้ส่งสัญญาณให้บริษัทเกาหลีทราบว่าธนาคารพร้อมจะพิจารณาให้เงินทุนแก่ข้อตกลงของบริษัทนั้น โดยผลในทางปฏิบัติ หนังสือเหล่านี้ก็คือรายการซื้อของของธนาคารที่ทำให้เห็นว่ากำลังจะมีโครงการอะไรเกิดขึ้นบ้าง เกาหลีสร้าง ไทยจ่าย ดาวอนกล่าวว่า เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วรายการของธนาคาร KEXIM มีโครงการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่รอการจัดหาเงินทุนอยู่ 11 โครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่จะมีการประกาศการตัดสินใจให้เงินทุนขั้นสุดท้าย ได้แก่  * ไทย - สถานีนำเข้า LNG 1 แห่งในประเทศไทย * อินโดนีเซีย - โครงการปิโตรเคมี 5 โครงการและโรงผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วมที่ใช้ถ่านหินและก๊าซ 1 แห่ง  * เวียดนาม - โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซ 4 โครงการ  ดังนั้นการให้เงินทุนแก่โครงการเหล่านี้จึงเป็นรอยนิ้วมือแรก หากติดตามดูสักโครงการหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบก็จะพบว่าเกาหลีเข้ามามีส่วนในทุกขั้นตอน ทั้งการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท ผู้ให้เงินทุน และผู้ก่อสร้าง  ดาวอนกล่าวถึงการสร้างสถานีรับ LNG แห่งที่สามที่มาบตาพุด ที่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีกำหนดเปิดในปี 2029 โครงการนี้สัญญาก่อสร้างมูลค่าประมาณ 1.5 ล้านล้านวอน(ประมาณ 3.64 หมื่นล้านบาท) จะตกเป็นของบริษัทเกาหลี คือ POSCO E&C ดาวอนชี้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าควรจะต้องกังวล เพราะการสร้างสถานีรับก๊าซเพิ่มเป็นแห่งที่สามทั้งที่รัฐบาลไทยเองประเมินว่าสถานีรับ 2 แห่งเดิมเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศถึงปี 2030 แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเพิ่มอีก แต่สถานีที่สามนี้ก็จะถูกสร้างขึ้นโดยผู้รับเหมาต่างชาติโดยชำระค่าก่อสร้างด้วยเงินจากประชาชนตลอดหลายปีหลังจากนั้น และการลงทุนของเกาหลีใต้ในลักษณะเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในเวียดนามด้วยเช่นกัน “โครงสร้างแบบเดียวกันกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตราบใดที่ยังมีคนยืนยันว่าภูมิภาคนี้ต้องการก๊าซเพิ่ม หน่วยงานและบริษัทเกาหลีก็ไม่น่าจะปล่อยให้โอกาสผ่านไป” ดาวอนกล่าว มีแค่สัญญาในกระดาษ แต่ไม่หยุดใช้ก๊าซ ตัวแทนจาก SFOC กล่าวว่า แม้บริษัทและธนาคารของเกาหลีใต้เหล่านี้จะประกาศคำมั่นสัญญา ต่อสาธารณะว่าจะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 ทุกแห่งและถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ แต่คำมั่นก็ไม่ใช่แผนงาน ไม่มีกรอบเวลา มีแค่คำมั่นในกระดาษ ไม่มีสถาบันใดในกลุ่มนี้กำหนดวันที่จะหยุดให้เงินทุนหรือหยุดก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับน้ำมันและก๊าซ  ดาวอนกล่าวถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากข้อผูกพันระยะยาวในสัญญาซื้อขาย LNG  เพราะราคาพลังงานไม่ได้อยู่นิ่ง แม้วันที่ลงนามในสัญญาราคาก๊าซอาจถูก แต่เมื่อเกิดแรงกระแทกต่อตลาดเชื้อเพลิงชนิดเดียวกันนี้ราคาอาจสูงขึ้นเกินกว่าจะจ่ายไหว และสัญญาระยะเวลา 20 ปีไม่ได้ปรับตามราคาที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ๆ รวมถึงสถานีรับก๊าซหรือโรงไฟฟ้าที่สร้างขึ้นเพื่อดำเนินงานเป็นเวลา 40 ปีก็เช่นเดียวกัน ทำให้ประเทศที่รับซื้อจะถูกผูกติดอยู่หลายทศวรรษและแบกรับความเสี่ยงด้านราคา ขณะที่ผู้ให้เงินทุนสร้างไม่ได้แบกรับความเสี่ยงเหล่านี้ด้วย ดาวอนย้อนกลับไปที่งาน Gastech มิลานเมื่อปีที่แล้ว งานครั้งนั้นทำให้เกิดข้อตกลงด้านพลังงานระยะยาวระหว่างสหภาพยุโรปและ ExxonMobil และงาน Gastech ในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ก็จะเกิดสิ่งเดียวกันในอาเซียน ที่ข้อตกลงที่เกิดขึ้นในห้องประชุมตลอดสัปดาห์นี้อาจกำหนดทิศทางระบบพลังงานและงบประมาณสาธารณะของประเทศในอาเซียนไปอีก 30 ปี ตัวแทนจาก SFOC ทิ้งท้ายว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานจากก๊าซฟอสซิลไม่ได้เกิดขึ้นจากพลังของธรรมชาติ แต่มาจากสถาบันต่างๆ เป็นผู้ตัดสินใจ มีการลงนามอนุมัติกันในห้อง มีกองทุนสาธารณะอยู่ในใจกลางของแทบทุกทางเลือก เงินก้อนเดียวกันนี้สามารถนำไปสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่พวกเขาเคยให้คำมั่นไว้แล้วแทนได้ “กองทุนสาธารณะคือคานงัด มันทำให้การขยายตัวครั้งนี้เกิดขึ้นได้ และมันก็สามารถหยุดการขยายตัวนี้ได้เช่นกัน เงินมาจากเกาหลี และการตัดสินใจหยุดก็ต้องมาจากเกาหลีเช่นกัน เราขอเรียกร้องให้ผู้ให้เงินทุนภาครัฐและบริษัทพลังงานของรัฐเกาหลี หยุดให้เงินสนับสนุนการขยายตัวของก๊าซที่กำลังเร่งให้ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น และถอนตัวจากโครงการเหล่านี้”  * ข่าว * สิ่งแวดล้อม * Gastech 2026 * สุเมธ เหรียญพงษ์นาม * โลกเดือด * ภาวะโลกร้อน * มนูญ วงษ์มะเซาะห์ * ปวัตร กาญจนะวงศ์
dlvr.it
September 16, 2026 at 6:44 PM
พม่าเสี่ยงกลายเป็น 'รัฐสแกมเมอร์พ่วงยาเสพติด' หลังภาครัฐปราบไม่จริง
พม่าเสี่ยงกลายเป็น 'รัฐสแกมเมอร์พ่วงยาเสพติด' หลังภาครัฐปราบไม่จริง auser15 Fri, 2026-09-11 - 08:22 สื่อ SHAN นำเสนอบทวิเคราะห์โต้แย้งคำกล่าวอ้างของรัฐบาลทหารพม่าและรัฐบาลจีน ที่อ้างว่าทำการกวาดล้างเครือขายแก๊งสแกมเมอร์ชายแดนได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วแก๊งสแกมเมอร์ยังไม่ได้ถูกถอนรากถอนโคน เพียงแค่ย้ายจากศูนยืขนาดใหญ่ตามชายแดนไปซ่อนตัวและแทรกซึมตามที่ต่างๆ แบบที่เรียกว่า "ศูนย์สแกมแฝง" โดยมีธุรกิจอื่นบังหน้า ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลทหารและกองกำลังที่หนุนหลังพวกเขามีส่วนในการทำให้แก๊งสแกมเมอร์เติบโตได้ ภาพจาก: Progressive Voice Myanmar สื่อ SHAN เตือนว่าพม่ากำลังกลายเสี่ยงจะกลายเป็น "Narco-Scam State" หรือรัฐเศรษฐกิจทุนเทา ที่มีทั้งยาเสพติด การหลอกลวงออนไลน์ที่เรียกว่าสแกมเมอร์ และการฟอกเงิน โดยมีส่วนเชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธทั้งที่เกี่ยวกับรัฐบาลทหารและที่ไม่ใช่ของภาครัฐ เสี่ยงต่อการทำให้ประเทศตกอยู่ในวงจรความรุนแรงที่ขับเคลื่อนโดยการสร้างกำไรจากธุรกิจผิดกฎหมาย คำเตือนนี้ขัดแย้งกับสิ่งที่รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของจีน หวังอี้ ไดอ้างไว้ว่ามีการกวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งอาจจะมองได้ว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่สร้างภาพว่าจีนกำลังเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ได้ ฝ่ายรัฐบาลทหารพม่าได้สร้างเรื่องเล่าว่าพวกเขาเป็นผู้ที่ทำการต่อสู้อย่างห้าวหาญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ส่วนทางการจีนก็ประกาศชัยชนะอ้างว่ามีการปราบปรามถอนรากถอนโคนแก๊งอาชญากรรมสำเร็จแล้ว แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้าน ไม่ใช่ฝ่ายรัฐบาล ทำการปฏิบัติการที่เรียกว่า "ปฏิบัติการ 1027" ในช่วงปลายปี 2023 ซึ่งมีการโจมตีศูนย์สแกมเมอร์ทางตอนเหนือของรัฐฉานด้วยส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สภาพความเป็นจริงก็ต่างไปจากเรื่องเล่าของฝ่ายรัฐบาลทหารพม่ากับรัฐบาลจีน เพราะแก๊งอาชญากรรมไม่ได้ถูกถอนรากถอนโคนอย่างแท้จริง จากข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือน สิงหาคม 2026 มีการพบว่าแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ไม่ได้หายไป แค่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและปรับตัว โดยมีรายงานข่าวจาก TCIJ X Prachatai ระบุว่าในขณะที่ศูนย์สแกมเมอร์ในแถบเมียวดีถูกรื้อถอน และมีการดำเนินคดีกับตัวการใหญ่อย่าง เฉินจิ้อ ประธานกลุ่ม Prince Group แล้ว แต่แก๊งสแกมเมอร์ก็ใช้กลยุทธ์ "ย้ายฐานหนีการจับกุม" ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่เข้าทลายค่าย โดยมีการย้ายฐานไปยังที่ๆ กฎหมายเข้าไม่ถึงหรือที่ๆ ได้รับการคุ้มครอง และมีการจ้างแรงงานใหม่ ในกรณีช่วงหลัง พวกสแกมเมอร์ก็ได้หนีจากศูนย์ปฏิบัติการตามชายแดน เช่น รัฐฉานและรัฐกะเหรี่ยง หลังจากที่ถูกเปิดโปง โดยหนีไปยังใจกลางเมืองใหญ่ของพม่าอย่างกรุงย่างกุ้ง เปลี่ยนวิธีการที่มีความซับซ้อนขึ้น กระจายตัวมากขึ้น และฝังตัวแทรกซึมอยู่ในระบบของเมือง จนกลายเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจประเทศพม่าและส่วนหนึ่งของหน่วยงานความมั่นคง เดืมทีแล้วแก๊งสแกมเมอร์อาศัยศูนย์ปฏิบัติการขนาดใหญ่แบบมีกำแพงปิดล้อม ซึ่งข้างในมีที่พักของคนงานสแกมเมอร์ที่ถูกค้ามนุษย์ข้ามแดนเข้าไปหลายพันคน การมีฐานขนาดใหญ่แบบนี้ตกเป็นเป้าหมายได้ง่ายจากทั้งการโจมตีทางอากาศและการบุกโจมตีภาคพื้นดิน แต่ในปัจจุบัน แก๊งสแกมเมอร์ได้เปลี่ยนรูปแบบที่มีลักษณะหลบซ่อนพรางตัวมากขึ้น ทำให้มีลักษณะแบบที่เรียกว่า "Ghost Compound" หรือ "ศูนย์สแกมแฝง" มีตัวอย่างคือแก๊งอาชญากรรมจีนที่อาศัยนายหน้าในพื้นที่นั้นๆ คอยช่วยเหลือ มีการซื้อหรือเช่า โรงแรมหรูๆ เช่นใน Hlaingthaya, Bahan, และ Tamwe เพื่อเปลี่ยนให้เป็น "ศูนย์สแกมแฝง" โดยที่ภายนอก อาคารเหล่านี้จะยังคงชื่อเดิมเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม หรือ ศูนย์ฝึกอบรมไอที แต่จริงๆ แล้วเป็นแค่ฉากบังหน้าซึ่งภายในซ่อนศูนย์สแกมเมอร์เอาไว้ภายใต้หน้าต่างปิดทึบที่มีการรักษาความปลอดภัย ทำให้จากเดิมที่เหยื่อค้ามนุษย์ถูกบังคับใช้แรงงานสแกมถูกขังไว้ในรั้วลวดหนามที่กลางป่า กลายเป็นว่าพวกเขาถูกขังไว้ด้วยกลอนดิจิทัลและมียามคอยเฝ้าลิฟท์อยู่ในอพาร์ทเมนต์หรู ความขัดแย้งในพม่าที่มีส่วนพัวพันกับแก๊งสแกมเมอร์ ขณะเดียวกันก็มีการเอื้ออำนวยให้เกิดการฟอกเงินผิดกฎหมายผ่านการซื้ออสังหาริมทรัพย์และธุรกิจในท้องถิ่นเพื่อนำมาทำเป็นศูนย์สแกมเมอร์แอบแฝง สื่อ SHAN ระบุว่าในความเป็นจริงแล้ว แก๊งสแกมเมอร์ไม่ได้อยู่ได้โดยตัวมันเอง แต่มีปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้อยู่ได้ ซึ่งในกรณีของพม่าศูนย์สแกมเมอร์กลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจให้กับสภาพความมั่นคงที่แตกหักของประเทศ กลุ่มที่เกี่ยวข้องมีทั้ง กองทัพเผด็จการทหาร กองกำลังพิทักษ์ชายแดน กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์บางกลุ่มที่ควบคุมพื้นที่ชายแดน และ กองกำลังทหารบ้านฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลทหาร ซึ่งต่างก็มีส่วนได้ส่วนเสียกับแก๊งสแกมเมอร์ด้วยทั้งนั้น ดังนั้นแล้วผู้เขียนในสื่อ SHAN จึงมองว่าการที่รัฐบาลทหารสร้างภาพว่าตัวเองเป็นผู้ปราบปรามแก๊งอาชญากรรมเพียงหนึ่งเดียว เป็นเพียงแค่ "ละครฉากหน้า" ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วตามสายบังคับบัญชาของกองทัพพม่าต่างก็มีส่วนพัวพันกับเครือข่ายแก๊งอาชญากรรมที่พวกเขาอ้างว่าทำการปราบปราม ในแถบชายแดนกองทัพพม่าเคยให้การคุ้มครองศูนย์สแกมเมอร์จนทำให้แก๊งพวกนี้เติบโตได้ แล้วพอเวลามีการปราบปรามก็มักจะสร้างภาพด้วยการปราบศูนย์แหล่งเล็กๆ ไม่กี่แห่งเพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากนานาชาติเท่านั้น ส่วนคนในตำแหน่งใหญ่ๆ ของกองทัพพม่าก็หาประโยชน์จากแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ด้วยการปราบปรามแบบเลือกปฏิบัติ มีการตั้งเป้าปราบแต่กลุ่มที่ไม่ได้จ่ายส่วยให้เท่านั้น หรือไม่ก็ปราบกลุ่มที่ดูจะสร้างความสั่นคลอนต่อการทูตของรัฐบาลทหาร กรณีตัวอย่าง : กองกำลังฝ่ายเดียวกับรัฐบาลทหาร ช่วยคุ้มครองแก๊งสแกมเมอร์ในรัฐกะเหรี่ยง ตั้งแต่เมื่อเดือน สิงหาคม ที่ผ่านมา แก๊งสแกมเมอร์จีนเทาได้ตั้งศูนย์สแกมเมอร์แห่งใหม่ที่เมืองพะอัน รัฐกะเหรี่ยง และเริ่มโฆษณารับสมัครงานผ่านทางเทเลแกรม โดยที่ศูนย์สแกมเมอร์ของแก๊งจีนเทาแห่งนี้ได้รับการคุ้มครองจาก กองกำลังแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNA) ที่นำโดยซอชิตตู่ ที่ก่อนหน้านี้มีชื่อกองกำลังว่า กองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง เป็นกลุ่มติดอาวุธที่เอียงข้างรัฐบาลทหารพม่า ถึงแม้ว่าต่อมาจะแสดงออกว่าตีตัวออกห่างรัฐบาลทหาร กลุ่มแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาได้ย้ายฐานจากเมืองเมียวดีที่เคยอื้อฉาวในเรื่องแหล่งสแกมเมอร์มาก่อน จากกรณีการเปิดโปงชเว่ก๊กโก่และเคเคปารฺ์ค แต่คราวนี้พวกเขาย้ายฐานไปที่ เมาะปอยคะ และ แม่ลา ซึ่งเป็นแหล่งที่เคยมีการสู้รบชี้ชะตาในการปฏิวัติกะเหรี่ยงเมื่อยุค 1980s-1990s ซึ่งในพื้นที่เหล่านี้มีศูนย์สแกมเมอร์ตั้งอยู่ก่อนแล้วบางส่วนและกำลังมีการสร้างศูนย์สแกมเมอร์แหล่งใหม่ ซึ่งมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้นไปตามทิวเขาดอนะ นอกจากนี้เมาะปอยคะยังเคยเป็นแหล่งฐานทัพในประวัติศาสตร์ของกลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร ทำให้มีผู้สังเกตการณ์เตือนว่าการที่มีกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์เพิ่มขึ้นในพื้นที่ประวัติศาสตร์ของฝ่ายต่อต้าน อาจจะกลายเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของ KNU และทำลายภาพจำของการต่อสู้ปลดปล่อยของชาวกะเหรี่ยงได้ ถึงแม้ว่าสมาชิกองค์การติดอาวุธชาติพันธุ์ (EAOs) บางกลุ่มจะประณามกิจการสแกมเมอร์ แต่สภาพความเป็นจริงก็บีบให้กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์บางกลุ่มทำในสิ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง มีกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์บางกลุ่มที่ช่วยให้การคุ้มครองการขนส่งลำเลียงของแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งกลายเป็นการส่งเสริมให้แก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้สามารถดำเนินการค้ามนุษย์และกักขังหน่วงเหนี่ยวบังคับใช้แรงงานต่อไปได้ แต่กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ทำไปเพื่อแลกกับเงินทุนเพื่อใช้กับการทำสงครามกลางเมือง จึงกลายเป็นเรื่องน่าวิตกถ้าการสู้รบในพม่าดำเนินต่อไป เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรมนี้ก็จะดำเนินต่อไปด้วย กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์มากเป็นพิเศษมักจะเป็นกลุ่มติดอาวุธฝ่ายเดียวกับรัฐบาลทหารไม่ว่าจะเป็น DKBA, BGF หรือ KNA ของซอชิตตู่ โดยที่กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้มักจะทำหน้าที่เป็นกันชนระหว่างภาครัฐกับพื้นที่ของกลุ่มต่อต้าน พวกเขาอาศัยอิทธิพลในพื้นที่เพื่อให้การคุ้มครอง ให้ที่พักพิง และคอยจัดการปกปิดให้กับแก๊งสแกมเมอร์ ในบางกรณีถึงขั้นกลายเป็นหุ้นส่วนกับกิจการสแกม ในกรณี DKBA และ BGF นั้นมีการช่วยเคลื่อนย้ายแรงงานและฟอกเงินโดยอาศัยด่านของตัวเองในการคุ้มครองแก๊งเหล่านี้ ปัจจัยเรื่องที่กลุ่มติดอาวุธฝ่ายรัฐบาลทหารมีส่วนเอื้ออำนวยต่อแก๊งสแกมเมอร์ สะท้อนให้เห็นว่าภาคส่วนความมั่นคงของพม่าก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาสแกมเมอร์ด้วยเช่นกัน รวมถึงเป็นการสะท้อนปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกและกลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในพม่า ย้ายฐานสู่ใจกลางย่างกุ้ง เส้นแบ่งที่พร่าเลือนระหว่างธุรกิจถูกกฎหมาย-ผิดกฎหมาย แก๊งสแกมเมอร์ได้ย้ายฐานปฏิบัติการจากชายแดนไปสู่เมืองเศรษฐกิจใหญ่อย่างย่างกุ้ง สะท้อนให้เห็นช่วงเวลาที่อันตราย เพราะพวกแก๊งอาชญากรรมไม่ได้อาศัยชายแดนที่ไร้กฎเกณฑ์ในการทำธุรกิจผิดกฎหมายอีกต่อไป แต่หันมาแทรกซึมอยู่ที่ใจกลางย่านในเมืองใหญ่ แก๊งสแกมเมอร์ได้ทำการกว้านซื้ออพาร์ทเมนต์หรู ตั้งบริษัทบังหน้า จ่ายส่วยให้ข้าราชการ ตำรวจ และหน่วยงานตรวจสอบในท้องถิ่นให้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ โดยมีชาวจีนที่เป็นส่วนหนึ่งของแก๊งอาชญากรรมจ่ายเงินหลายแสนดอลลาร์เพื่อซื้อใบอนุญาตประกอบการ เรื่องนี้อันตรายเพราะมันทำให้เส้นแบ่งระหว่างธุรกิจถูกกฎหมายกับธุรกิจของแก๊งอาชญากรรมมีความพร่าเลือนจนแทบแยกไม่ออก ขณะเดียวกัน รายงานจาก Khit Thit Media ก็ระบุด้วยว่า ชาวจีนบางส่วนที่เคยถือบัตรประจำตัวที่ใช้เลขไอดีประจำรัฐกะเหรี่ยงหรือรัฐฉาน คือ 3/ และ 13/ ก็กำลังจ่ายเงินใต้โต๊ะเป็นจำนวนมากเพื่อเปลี่ยนเป็นเลขไอดีประจำภาคย่างกุ้ง คือ 12/ แล้วพวกเขาเหล่านี้ก็ใช้สถานะจากเลขไอดีประจำท้องที่ในการจดทะเบียนให้ตัวเองเป็นเจ้าของโรงแรมหรือนักธุรกิจ ทั้งที่พวกเขาไม่สามารถพูดภาษาพม่าได้ และถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกม การที่ทั้งภาครัฐและกลุ่มติดอาวุธเข้ามามีส่วนพัวพันกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์เสียเองเช่นนี้ ทำให้เกิดความย้อนแย้งในตัวเอง ทำให้การพยายามกำจัดแก๊งสแกมเมอร์ให้หมดจากประเทศไม่มีทางสำเร็จ การปราบปรามโดยรัฐบาลทหารของมินอ่องหล่ายก็เป็นแค่การสร้างภาพเพื่อคลายความตึงเครียดจากการจับตามองของต่างชาติเท่านั้น แต่ระบบหลักของแก๊งสแกมเมอร์ยังคงอยู่ อีกทั้งการที่ฝ่ายความมั่นคงและกลุ่มติดอาวุธอาศัยหารายได้จากแก๊งสแกมเมอร์เพื่อใช้ในสงครามยิ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออนาคตของพม่า อนาคต "Narco-Scam State" จากเดิมที่ธุรกิจสแกมเป็นแค่ปัญหาชั่วคราว แต่ในตอนนี้เริ่มมีการเข้าไปฝังตัวอยู่ในระบบโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองของประเทศพม่า ทำให้อนาคตของพม่าดูริบหรี่ ในระยะสั้นแล้วกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์จะอาศัยเทคโนโลยีระดับสูงและการแฝงตัวกับระบบในพื้นที่เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ จะมีโรงแรมที่เป็นใส้ในเป็นศูนย์สแกมแฝงแบบที่เรียกว่า "ghost hotel" เพิ่มมากขึ้น และมีบ่อนคาสิโนที่มีการล็อกผลพนันผุดขึ้นมาเรื่อยๆ จนเห็นได้ทั่วไป กลายเป็นปัญหาสังคมของเมืองนั้นๆ ในระยะยาว พม่าเสี่ยงที่จะกลายเป็น "Narco-Scam State" หรือ 'รัฐสแกมเมอร์พ่วงยาเสพติด' บวกกับการฟอกเงิน โดยที่กลุ่มแก๊งอาชญากรรมจะมีส่วนพัวพันกับทั้งกลุ่มติดอาวุธและฝ่ายรัฐบาล ทำให้พม่าตกอยู่ในวงจรความรุนแรงโดยมีธุรกิจผิดกฎหมายเป็นตัวคอยหล่อเลี้ยงเงินทุนสำหรับการสู้รบ สื่อ SHAN ระบุว่า สิ้งที่จะแก้ไขปัญหาได้ต้องเป็นมากกว่าการใช้กำลังทหารบุกทลายหรือการกดดันจากต่างชาติ แต่ต้องมีการสะสางแบบยกเครื่องในเรื่องแรงจูงใจของกลุ่มต่างๆ ทั้งรัฐบาลทหารและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่มีส่วนร่วมกับแก๊งสแกมเมอร์ ตราบใดที่กลุ่มความขัดแย้งในสงครามกลางเมืองพม่าเหล่านี้ยังคงมองเห็นแก๊งสแกมเมอร์เป็นแหล่งรายได้ ปัญหาก็จะยังคงอยู่ ทั้งนี้ยังต้องเปิดโปงด้วยว่าข้ออ้างเรื่องการ "การปราบปรามอย่างหมดจด" จากฝ่ายรัฐบาลนั้น เป็นแค่เรื่องโกหกเพราะฝ่ายรัฐบาลทหารเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่พวกเขาเป็นฝ่ายปราบปรามเสียเอง เรียบเรียงจาก THE MYTH OF THE CLEAN SWEEP: How Myanmar’s Scam Empire Evolved Into a National Shadow State, SHAN, 30-08-2026 Scam Warlord Shifts Operations to Cradle of Karen Revolution, Irrawaddy, 08-09-2026 The Myanmar Military’s Scam Empire, Progressive Voice Myanmar, 18-11-2025     * รายงานพิเศษ * ต่างประเทศ * สแกมเมอร์ * แก๊งคอลเซ็นเตอร์ * พม่า * ยาเสพติด * อาชญากรรม
dlvr.it
September 11, 2026 at 1:28 AM
ดีลมูลค่ามหาศาลใน Gastech2026 แต่ใครกันแน่ที่ต้องแบกรับภาระจากภาวะ 'โลกเดือด'?
ดีลมูลค่ามหาศาลใน Gastech2026 แต่ใครกันแน่ที่ต้องแบกรับภาระจากภาวะ 'โลกเดือด'?
ดีลมูลค่ามหาศาลใน Gastech2026 แต่ใครกันแน่ที่ต้องแบกรับภาระจากภาวะ 'โลกเดือด'? ภาพจาก กรีนพีซ ประเทศไทย admin666 Wed, 2026-09-16 - 21:57 16 ก.ย. 2569 ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย กรีนพีซ ประเทศไทย และองค์กรเครือข่ายจัดเสวนาสะท้อนปัญหาจากการขยายตัวอุตสาหกรรมพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ที่ส่งผลต่อภาวะโลกรวนและกระทบต่อการดำรงชีวิตมนุษย์ และขณะนี้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติ Gastech2026 อยู่ที่ไบเทคบางนา กรุงเทพ โดยมีทั้งหน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจมาร่วมทำข้อตกลงในการขยายอุตสาหกรรมพลังงาน การเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นในชื่อ “ภาพลวงตาของอุตสาหกรรมฟอสซิล : สำรวจอำนาจของภาคธุรกิจ เส้นทางการเงินและต้นทุนที่ซ้อนเร้นในงาน Gastech2026” โดยมีทั้งองค์กรภาคประชาสังคมและตัวแทนจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานก๊าซในพื้นที่มานำเสนอปัญหาของอุตสาหกรรมพลังงานที่กำลังขยายเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และการพัฒนาที่กระทบต่อการทำมาหากินและสุขภาพของชุมชนรอบๆ ทั้งฉะเชิงเทรา ระยอง และปราจีนบุรี ดีลใน Gastech2026 มีเพื่อขยายอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล  มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านสภาพอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากกรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวถึง การประชุม Gastech2026 เป็นการประชุมที่รัฐบาลและบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจพลังงานฟอสซิลมาทำข้อตกลงและขยายสัญญาการซื้อขายก๊าซระยะยาว การสร้างวาทกรรมใหม่ให้กับการคงอยู่และขยายตัวของอุตสาหกรรม LNG เอาไว้ต่อไปหลังเกิดวิกฤตสงครามที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ  มนูญ วงษ์มะเซาะห์ แม้ว่าเดิมทีการประชุม Gastech เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เกิดการพูดคุยทำข้อตกลงเพื่อขยายอุตสาหกรรมฟอสซิล จากเดิมที่เคยเป็นเพียงการประชุมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในลอนดอนเมื่อปี 2015 แต่ก็พัฒนามาจนกลายเป็นเวทีประชุมขนาดใหญ่ระดับโลก โดยปีนี้กระทรวงพลังงานของไทยก็เป็นเจ้าภาพหลักพร้อมโฆษณาว่าเป็นงานโชว์นิทรรศการและการประชุมแลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีแก๊ส และเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน อีกทั้งยังรวมถึงเรื่องดาต้าเซนเตอร์และเอไอด้วย โดยมีสปอนเซอร์และผู้ร่วมจัดหลักของงานเป็นบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง Chevron Exxon และ Shell ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดวาระของการประชุมพร้อมกับมีบริษัทด้านพลังงานของไทยเป็นผู้ร่วมจัดด้วยเช่น ปตท. และ Gulf ด้วย มนูญกล่าวว่าเวทีนี้จึงเป็นการรวมผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลระดับโลกและระดับประเทศมาเจอกัน ทำให้มีเรื่องต้องจับตาเช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายลงทุนของอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย และยังมีเรื่อง “ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593” หรือ PDP 2026 ซึ่งแผนดังกล่าวนี้ยังคงมีการคาดการณ์ถึงการใช้พลังงานจากแก๊สอยู่ตลอดในทุกฉากทัศน์ของแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในแผน PDP2026  “คำถามสำคัญที่เราถามก็คือใครจะต้องจ่ายค่าความสูญเสียหรือภาระระลอกใหม่จากการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่เกิดขึ้นในการประชุม Gastech ครั้งนี้ จึงไปตั้งคำถามกับสิ่งที่รัฐบาลไทยไปส่งเสริมกำลังสร้างภาระให้กับประชาชนด่านหน้าในภาคตะวันออกทั้งฉะเชิงเทรา ระยอง ปราจีนบุรี และชลบุรีที่อยู่ในเขต EEC” ตัวแทนจากกรีนพีซกล่าว บริษัทพลังงานต้องร่วมรับผิดชอบภาวะ "โลกเดือด" มนูญกล่าวถึงบริษัทพลังงานรายใหญ่ที่มาเป็นผู้ร่วมจัดงาน Gastech ก็ถือเป็นอาชญากรทางด้านสิ่งแวดล้อมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดติด 10 อันดับแรกของโลก ไม่ว่าจะเป็น Chevron อันดับ 4 Exxon อันดับ 5 และ Shell อันดับ 9  ส่วนบริษัทในเอเชียที่เข้าร่วมอกจากของประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียแล้ว ของไทยก็ยังมีบริษัทบ้านปูและบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.อันดับที่ 100 และ 125 ตามลำดับ  “วิกฤตโลกเดือดไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่มันเกิดโดยมีผู้ก่อ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการรับผิดรับชอบต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจและต้องคำนึงถึงความสำคัญในการมุ่งไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่สะอาดและเป็นธรรมเพื่อลดวิกฤตโลกเดือดให้กับประชาชนอีก 99%” มนูญกล่าวว่างาน Gastech ที่พื้นที่ของการทำข้อตกลงเพื่อขยายการทำอุตสาหกรรมฟอสซิล เพราะงานในปี 2015 เปโตรไชน่าลงนามข้อตกลงหลายฉบับเพื่อซื้อขาย LNG ในระยะยาวและยังมีบริษัทอื่นๆ จำนวนมากที่เข้าไปทำข้อตกลงเพื่อขยายอุตสาหกรรมฟอสซิลและโครงสร้างการผลิตและใช้พลังงานฟอสซิลด้วยเช่นกัน ใน Gastech ปีนี้เพียงแค่ผ่านมา 1 วันบริษัทอย่าง BGrimm Power PCL ก็ทำข้อตกลงในการทำห่วงโซ่อุปทานของกังหันก๊าซที่ใช้ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานก๊าซ และเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยก็ออกมายอมรับว่าสามารถบรรลุข้อตกลงมูลค่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และช่วยตอกย้ำศักยภาพของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานโลกด้วย นอกจากเรื่องมูลค่าทางธุรกิจจากข้อตกลงที่เกิดขึ้นภายในงาน ตัวแทนจากกรีนพีซยังยกตัวอย่างการกำหนดวาทกรรมและวาระการผลิตการใช้พลังงานฟอสซิลต่อไปมากมายจากทั้งรัฐบาลไทยและบริษัทเอกชนไทยและต่างประเทศด้วย เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทยที่บอกว่าแก๊สยังต้องไปต่อและเป็นส่วนสำคัญในอุตสหากรรมของไทย  หรือบริษัทพลังงานรายใหญ่ 5 รายพูดในงานว่าจำเป็นต้องฟื้นฟูห่วงโซ่อุปทานของแก๊ซกลับขึ้นมาหลังเกิดวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง โดย Shell ได้พูดถึงการทำสัญญาซื้อขายระยะยาวให้มากขึ้นเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน หรือ Chevron เองก็พูดในงานไปในทางเดียวกัน ส่วน Exxon ก็พูดถึงการเพิ่มกำลังผลิต LNG เป็นสองเท่าและมองว่าเอเชียจะเป็นตลาดสำคัญในอนาคตเนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นจากธุรกิจดาต้าเซนเตอร์และการใช้เอไอ ไปจนถึงการผูกเรื่องความมั่นคงทางพลังงานกับการรักษาตลาด LNG เอาไว้ ไทยยังวางแผนใช้ก๊าซต่อไปเรื่อยๆ  ส่วนผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง ปตท.ก็ยังมองว่ายังต้องนำเข้า LNG อีก 20-30 ปีโดยทำควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนและยังสำคัญต่อไทย ส่วน BGrimm บอกว่าพลังงานจากก๊าซธรรมชาติยังสามารถอยู่ร่วมกับการใช้พลังงานหมุนเวียนได้เพราะต้องใช้พลังงาน 24 ชั่วโมง ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ก็กล่าวถึงการจัดหา LNG ในระยะยาวไปจนถึงการใช้พื้นที่รองรับ LNG ในมาบตาพุด 2 และมาบตาพุด 3 โดยเชื่อมโยงกับความพยายามเชื่อมพาวเวอร์กริดในอาเซียนด้วย มนูญมองว่าวาทกรรมเหล่านี้เป็นมองภาพการขยายตัวอุตสาหกรรมพลังงานก๊าซ และเมื่อเทียบกับแผน PDP2026 ก็เห็นชัดเจนว่าทุกช่วงและทุกทางเลือกยังคงมีการใช้พลังงานก๊าซทั้งหมด จากแผนจะเห็นภาพชัดว่าการใช้ก๊าซในการผลิตพลังงานจะคงอยู่กับคนไทยไปอีกนาน และจะยังคงมีการนำเข้า LNG อยู่  ภาพจากสไลด์ของมนูญแสดงให้เห็นการวางฉากทัศน์การเปลี่ยนผ่านพลังงานในแผน PDP2026 โดยการใช้ก๊าซถูกระบุใน CCGT มนูญกล่าวว่าจาก แผน PDP2026 ที่ยังคงใช้พลังงานก๊าซเช่นนี้ประกอบกับการทำข้อตกลงต่างๆ ในงาน Gastech ที่ทำให้เห็นความพยายามขยายอุตสาหกรรมก๊าซและใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด ทำให้องค์กรภาคประชชนตั้งข้อสังเกตว่าแผนพลังงานของไทยอาจจะไม่ได้ไปด้วยกันกับแผนลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็น Net Zero ภายในปี 2050 ได้ มนูญได้กล่าวถึงข้อเรียกร้อง 5 ข้อที่มีต่อรัฐบาล กระทรวงพลังงานและภาคธุรกิจ * ยุติการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลและเร่งการเปลี่ยนผ่านไปพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะที่ ปตท.ประกาศ LNG Hub จะต้องทบทวนใหม่และมุ่งไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม * ต้องยุติการฟอกเขียวที่ไม่แก้ปัญหาโลกเดือด อย่างเช่น โครงการดักจับคาร์บอน  * ปฏิรูปการจัดทำแผน PDP2026 จะต้องมีภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย เพราะที่ผ่านมาประชาชนกลับถูกกีดกันและแผนนี้ยังไม่สอดคล้องกับข้อตกลงปารีสในการลดก๊าซเรือนกระจก และแผน PDP ต้องมีกลไกป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนหรือถูกครอบงำจากการกำหนดนโยบายจากธุรกิจพลังงาน * ยกระดับทำกฎหมายประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์หรือ SEA โดยเฉพาะโครงการที่จะกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน หรือผู้มีส่วนได้เสียอื่นใดที่จะได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมจะต้องทำกระบวนการ SEA ก่อน * ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องยกระดับธรรมาภิบาลการลงทุน บังคับให้ภาคธุรกิจรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงคุ้มครองผู็ที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก “เราไม่อยากเห็นพี่น้องของเราถูกตั้งค่าหัวหรือถูกใช้ SLAPP (ฟ้องคดีปิดปาก) จากการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องผลประโยชน์สาธารณะรวมถึงภาคธุรกิจหรือสถาบันการเงินมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิบัติตามคำชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนตามกรอบที่จะต้องเคารพ เยียวยาในการดำเนินธุรกิจ โดยไม่ใช่ภาคสมัครใจแต่ต้องเป็นภาคบังคับ” มนูญกล่าว โรงไฟฟ้ากำลังจะมาแย่งชิงทรัพยากรกับชุมชน จิราพัชร ช้ำเกตุ ตัวแทนกลุ่มฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์กล่าวถึงการต่อสู้ของภาคประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทราในการคัดค้านโรงไฟฟ้าก๊าซของบริษัทบูรพาพาวเวอร์มาตลอด 18-19 ปี ตั้งแต่ยังเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินจนเปลี่ยนมาเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซในทุกวันนี้ เพราะให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้เข้าสู่ระบบเมื่อไหร่ก็จะมีโอกาสเกิดโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มขึ้นอีก เพราะโรงไฟฟ้าบูรพาเกือบเป็นโรงไฟฟ้าแห่งสุดท้ายแล้วที่ยังอยู่ในระบบตอนนี้ จิราพัชร ช้ำเกตุ ส่วนการต่อสู้ของชุมชนไม่ได้มีเพียงแค่ประเด็นโรงไฟฟ้าบูรพาอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆ ในพื้นที่ด้วย เพราะผลกระทบต่อพื้นที่และเกษตรกรในพื้นที่ที่มีอยู่แต่เดิมก็มีคำถามแล้วว่าจะจัดการอย่างไร แต่เมื่อมีโรงไฟฟ้าบูรพาเพิ่มขึ้นมาอีกจะจัดการอย่างไร จึงมีทั้งการประท้วงและยื่นหนังสือการติดตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA ไปจนถึงการใช้สิทธิทางกฎหมายในการฟ้องร้องดำเนินคดี รวมถึงจัดทำข้อมูลจัดเวทีชุมชน ก็เป็นการยกระดับการต่อสู้ของภาคประชาชนและภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศด้วย “การต่อสู้ของคนในชุมชนจึงไม่ใช่แค่เรื่องโรงไฟฟ้าบูรพา แต่เป็นการพูดถึงระบบที่เชื่อมโยงกัน เช่น เรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ในการเกษตรและอากาศที่ใช้หายใจซึ่งเป็นทรัพยากรใช้ร่วมกันอยู่กับโรงไฟฟ้าบูรพา”  จิราพัชรกล่าวว่าประเด็นที่ภาคประชาชนชี้แจงเข้าไปในรายงาน EIA และภาครัฐทั้งหลายเป็นการตอกย้ำปัญหาของชุมชุน โดยเฉพาะเรื่องน้ำที่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่าอ่างเก็บน้ำซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทางที่จะถูกเอามาใช้กับโรงไฟฟ้าบูรพามีน้ำไม่เพียงพอแล้วต่อการใช้ของชุมชนแม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูกาลที่ยังมีน้ำ ถ้ามีโรงไฟฟ้าบูรพาเพิ่มขึ้นมาอีกจะใช้มีการแย่งชิงทรัพยากรของชุมชนอีกแค่ไหน ชุมชนต้องแบกรับความเสี่ยงอีกนานเท่าไหร่ ยิ่งไปกว่านั้นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ก็ส่งผลกระทบกับเกษตรกรในพื้นที่แล้ว มะม่วงไม่ติดดอกแล้ว เกษตรอินทรีย์ก็ได้ผลผลิตน้อยลง ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวเองเพราะไม่มีเอกชนรายไหนยอมรับว่าตัวเองทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและทำให้เกิดผลกระทบในพื้นที่ทำให้คนในชุมชนต้องแบกรับปัญหาไว้เองทั้งที่คนในชุมชนไม่ควรต้องมาแบกรับภาระเหล่านี้แทน จิราพัชรกล่าวว่า เมื่อการพัฒนาไม่สอดคล้องกับชุมชนยิ่งทำให้ความเปราะบางของชุมชนเพิ่มมากขึ้นและยังเพิ่มขึ้นอีกจากอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลทั้งหลาย ดังนั้นเวลาพูดเรื่องโรงไฟฟ้าบูรพาจึงไม่ใช่แค่มีคำถามว่าโรงไฟฟ้าจะสร้างผลกระทบแค่ไหน แต่พื้นที่ยังสามารถรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้มากกว่านี้อีกหรือไม่ด้วย จิราพัชรกล่าวถึงข้อเสนอและข้อเรียกร้องว่า ถ้าการเข้ามาของโรงไฟฟ้าบูรพาจะยิ่งซ้ำปัญหาของพื้นที่ดังนั้นคนในพื้นที่ต้องการคือไม่มีโรงไฟฟ้าก๊าซโรงใหม่แล้วก็การใช้พลังงานฟอสซิลในแผน PDP และต้องมีการเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่ได้เข้าไปร่วมออกแบบแผนพลังงาน  ชาวประมงระยองได้ผลกระทบจากอุตสาหกรรม LNG มาหลายสิบปี  ปวัตร กาญจนะวงศ์ จากเครือข่ายชุมชนประมงเรือเล็กระยอง กล่าวถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ระยองตั้งแต่สมัยเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมก๊าซและปิโตรเคมีหลังพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยปี 2516 ทำให้มีการถมทะเลและสร้างท่าเรือน้ำลึก จนกระทั่งเกิดอีสเทิร์นซีบอร์ดทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตแรง ตามมาด้วยการเกิดขึ้นของ EEC   ปวัตร กาญจนะวงศ์ ปวัตรกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาทั้งการถมทะเลและการก่อมลพิษอีกทั้งเมื่อกระแสน้ำเปลี่ยนเกิดน้ำขุ่นทั้งปีทำให้พื้นที่ทำกินของชาวประมงลดน้อยลงจนต้องออกทะเลไปไกลขึ้นเพื่อทำประมง จนปี 2556 เกิดเหตุน้ำมันรั่วเข้าเกาะเสม็ดเหตุการณ์นี้ทำให้สัตว์น้ำหายไป 8 ปีและชายหาดเต็มไปด้วยก้อนคาร์บอน จนปลายปี 2564 เมื่อสัตว์น้ำเริ่มกลับมาชาวบ้านในระยองก็เริ่มมีความหวังจะได้กลับมาทำมาหากินแต่ปี 2565 ก็เกิดเหตุน้ำมันรั่วซ้ำอีกทำให้ทะเลระยองกลับสู่สภาพสัตว์น้ำหายไปหมด  อีกทั้งน้ำเสียจากโรงงานต่างๆ และน้ำจากการหล่อเย็นยังถูกปล่อยลงทะเลจนทะเลระยองกลายเป็นสีดำ มีสัตว์แปลกๆ พัดขึ้นมาเต็มหาดอย่างที่ชาวระยองไม่เคยเห็น ในขณะที่ชาวระยองกำลังสูญเสียรายได้ทุกวันนี้จับปูกันได้แบบนับตัวจากเดิมที่เคยออกทะเลครั้งหนึ่งได้กันหลายสิบกิโล แต่หน่วยงานรัฐก็ไม่พูดอะไร ตัวแทนจากเครือข่ายชุมชนประมงยังกล่าวถึงวิกฤตซ้ำซ้อนจากความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้เกิดคลื่นลมแรงมากขึ้นทะเลกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้นจนกระทบต่อการทำมาหากิน อีกทั้งเมื่อชาวประมงออกทะเลไปลึกขึ้นก็ต้องเจอกับคลื่นลมแรงมากขึ้นด้วย ผลกระทบเหล่านี้ทำให้ชุมชนประมงเปราะบางมาก  “การฟื้นตัวทางธรรมชาติมีอยู่ทะเลฟื้นตัวได้แต่พอโดนกระทำซ้ำๆ มันฟื้นตัวไม่ทัน โดยเฉพาะชุมชนมันส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมด้วยชุมชนก็เลยไม่เหลือเกราะป้องกันและศักยภาพในการตั้งรับต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้ทัน”  “อุปสรรคใหญ่คือโครงสร้างอำนาจไม่เท่ากัน วันนี้เราเห็นทุนขนาดใหญ่ รัฐเปิดโอกาสให้เขาสนับสนุน งดเว้นภาษี งดเว้นทุกอย่างนำแรงงานจากต่างประเทศเข้ามา คนในพื้นที่กลับถูกมองข้าม คนที่อยู่มาดั้งเดิมกลับถูกละเลย กระบวนการ EIA EHIA ก็ไม่ได้รับฟังอย่างเต็มที่ ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดรวมถึงโรงงานก็อ้างว่ากฎหมาย EIA กำหนดให้รับฟังแค่รัศมี 5 กิโล 10 กิโลแค่นั้น แต่จริงๆ มันกระทบทั้งหาดระยองยาว 20-30 กิโล” ปวัตรเสนอว่า อยากให้รัฐบาลหยุดขยายพลังงานฟอสซิลที่จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงอยากให้เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังหมุนเวียนอย่างโซลาร์ภาคประชาชนให้มากขึ้น และรัฐต้องทำกฎหมาย SEA รวมถึงผลักดันกฎหมายการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษหรือ PRTR เพื่อจัดการมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ และยกเลิก EEC หรือเขตเศรษฐกิจอื่นๆ เพราะพื้นที่ไม่มีศักยภาพในการรับมือการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ข้ามกฎหมายควบคุมที่มี นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอต่อสถาบันการเงินด้วยคือ ให้หยุดสนับสนุนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานฟอสซิลเพราะการดำเนินงานของบริษัท  “สถาบันทางการเงินควรรับผิดชอบต่อคาร์บอนฟุตปริ้นท์ที่เกิดขึ้นด้วย อยากให้คุณตระหนักไว้ว่าคุณสนับสนุนบริษัทที่ทำก๊าซฟอสซิล เท่ากับว่าคุณคือหุ้นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตให้กับโลก สิ่งแวดล้อมและกับผู้คนด้วย” ปวัตรกล่าว เสียงประชาชนปราจีนฯ ที่ถูกโยนทิ้งน้ำเน่าจากโรงงานขยะทุนจีน สุเมธ เหรียญพงษ์นาม จากกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง กล่าวว่าสำหรับปราจีนบุรีตอนนี้มีผลกระทบรายวันที่หนักมากไม่มีคนควบคุมดูแลอาชากรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ถ้าภาพของงาน Gastech คือการจับมือกันระหว่างรัฐบาลกับบริษัทใหญ่ สำหรับจังหวัดปราจีนบุรีก็มีภาพของรัฐบาลผู้ออกนโยบาย และนายทุน ชนชั้นนำในจังหวัดที่จับมือกับทุนจีนทั้งถูกกฎหมายและทุนจีนเทา จนถึงทุนจีนเถื่อน  สุเมธกล่าวว่าจังหวัดปราจีนเป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์จะขาดก็เพียงแค่ไม่มีทะเลเท่านั้น อีกทั้งรายได้ต่อหัวของประชาชนในจังหวัดยังสูงเป็นอันดับ 6 เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่กลุ่มทุนกลับลงไปซ้ำเติมปัญหาสิ่งแวดล้อมในจังหวัด ทุกวันนี้ก็จะเห็นข่าวไฟไหม้ ปล่องควันจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 โรง และกำลังจะมีโรงไฟฟ้าขยะเพิ่มอีก 3 โรง เป็นวิกฤตที่กำลังเพิ่มขึ้นในจังหวัด   นอกจากนั้น ตัวแทนกลุ่มปราจีนฯ เห็นว่าการลงทุนอุตสาหกรรมที่เข้ามาในจังหวัดไม่ได้มีความหลากหลายอย่างระยอง แต่ปราจีนบุรีมีแค่ประเทศเดียวที่มาลงทุนคือ ทุนจีนแต่กลุ่มนี้ไม่ได้เอาเทคโนโลยีมาลงให้กับประชาชนมาก กลายเป็นว่าโรงงานที่มาคือโรงงานคัดแยกขยะ(ประเภท 105) กับโรงงานรีไซเคิล(ประเภท 106) เป็นส่วนใหญ่ และแม้ว่าโรงงานเหล่านี้จะจดจัดตั้งอย่างถูกกฎหมายก็ยังมีการปล่อยผลมลพิษออกมาอยู่ อีกทั้งภายในโรงงานถูกกฎหมายเหล่านี้ก็แอบทำโรงหลอมขยะเถื่อนข้างในใช้เตาเผารุ่นเก่าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกและไม่มีระบบการป้องกัน สุเมธยกตัวอย่างว่า ตอนไปตรวจพื้นที่ตำบลหนองกี่นักเรียนอนุบาลต้องใส่หน้ากากเรียนกัน เพราะควันจากโรงหลอมทุนจีน หรือแหล่งน้ำข้างบ้านเด็กก็เจอว่ามีโรงงานจีนที่ปล่อยน้ำเสียออกมา “บางทีประชาชนเองก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้ข้อมูลอะไรหรือไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตเขา แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมไป Gastech เหมือนกัน แต่นายกฯ ไม่รับฟังข้อเสนอของเรา ไม่ฟังเสียงประชาชน”   สุเมธกล่าวต่อว่า เมื่อจะมีการเปิดโรงงานต่างๆ ก็ไม่เคยถามประชาชนว่าอยากได้โรงงานหรืออุตสาหกรรมแบบนี้หรือไม่ อยากให้มาแก้ปัญหาที่เป็นอยู่หรือไม่ แต่เสียงของประชาชนถูกกลืนหายไปในส่วนไหนของการพัฒนา  “รัฐบาลของเราเอง ส่วนราชการของเราเองกลับเอาเสียงของเราโยนลงไปในน้ำเน่า ซึ่งมันก็จะหายไปไม่มีทางดังขึ้นมา นี่คือสิ่งที่เราได้รับผลกระทบในจังหวัดปราจีนบุรี การแก้ปัญหามันแก้เพื่อให้โรงงานอยู่ได้หรือให้ประชาชนได้คลายความทุกข์” ดังนั้นสุเมธจึงได้กล่าวถึงข้อเสนอว่า ถ้ารัฐบาลไม่ฟังเสียงของประชาชนแล้วผลักดัน EEC ต่อไปจะทำให้ปราจีนบุรีต้องเจอปัญหาอีกมาก จึงอยากให้อนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีและเป็นประธานบอร์ด EEC ยกเลิกคำสั่งขยาย EEC เพื่อตัดวงจรนี้ และให้ประชาชนได้เข้าไปบริหารจังหวัดตนเองเพื่อให้พวกเขาได้อยู่อย่างมีความสุข ใครคือผู้ตัดสินใจขยายอุตสาหกรรมก๊าซ? ดาวอน ฮวัง ตัวแทนของ Solutions for Our Climate (SFOC) จากประเทศเกาหลีใต้ ทำงานติดตามเส้นทางเงินลงทุนจากกองทุนสาธารณะที่ใช้จ่ายให้กับอุตสาหกรรมก๊าซ โดยเริ่มจากชวนคุยถึงประเด็น “ใครเป็นผู้จ่ายเงินเพื่อทำให้ก๊าซเกิดขึ้น” เพราะผู้ที่ตัดสินใจให้เงินทุนในการสร้างสถานีรับก๊าซทุกแห่ง ท่อส่งก๊าซทุกเส้น และโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซทุกโรง มักจะอยู่ห่างไกลจากสถานที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ และทำให้เกิดผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ ที่วิทยากรคนอื่นๆ เล่าไว้อย่างไร ดาวอนได้กล่าวถึงแนวคิดของการประชุม Gastech ว่าเป็น “จุดที่ความต้องการพลังงานทั่วโลกมาพบกับอุปทาน” โดยประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงในงานคือการมองว่าอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความต้องการพลังงานเติบโตเร็วที่สุดในโลก  ดาวอนเล่าย้อนไปว่า ในการประชุมเมื่อปีที่แล้วตัวแทนรัฐบาลไทยซึ่งมีตำแหน่งระดับเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเองก็ยังเคยไปขึ้นเวทีพูดในทำนองว่า LNG เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ดีที่สุด ซึ่งผู้ที่จะได้รับผลกำไรจากคำอธิบายเช่นนี้ก็คือบรรดา ธนาคาร หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก และบริษัทพลังงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของ SFOC อธิบายกลไกว่า เนื่องโครงสร้างพื้นฐานในอุตสาหกรรมก๊าซมีราคาแพงและมีความเสี่ยงสูง ทำให้การสร้างสถานีรับก๊าซ ท่อส่งก๊าซ หรือโรงไฟฟ้าสักแห่งหนึ่ง เท่ากับการผูกเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไว้เป็นเวลาหลายทศวรรษ จึงไม่มีใครรับประกันได้ว่าการดำเนินโครงการจะคุ้มค่าทางการเงิน ทำให้กลายเป็นความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์ไม่เต็มใจจะแบกรับ ดาวอนกล่าวต่อว่า นี่คือจุดที่กองทุนสาธารณะอย่างหน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกและธนาคารของรัฐเข้ามามามีบทบาทเติมช่องว่างนั้น ด้วยการให้กู้ยืม การค้ำประกัน และการประกันความเสี่ยง รัฐไม่เริ่มลงทุน อุตสาหกรรมก๊าสก็ไม่ได้ไปต่อ “การทำเช่นนี้ทำให้พวกเขาทำ 2 เรื่องไปพร้อมกัน ประการแรก พวกเขาทำให้โครงการที่อาจไม่สามารถหาเงินทุนได้ กลายเป็นโครงการที่ธนาคารยอมให้เงินทุน ประการที่สอง การเข้ามาของพวกเขาส่งสัญญาณถึงความปลอดภัย และกระตุ้นให้เงินทุนเอกชนที่รออยู่ข้างสนามไหลตามกองทุนสาธารณะเข้ามา” ดาวอนชี้ว่าโครงการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลเหล่านี้จำนวนมากจะไม่มีวันไปถึงขั้นการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายหากไม่มีเงินจากกองทุนสาธารณะเหล่านั้นเข้ามา กองทุนสาธารณะจึงไม่ได้เพียงให้เงินทุนแก่อุตสาหกรรมก๊าซ แต่ทำให้อุตสาหกรรมก๊าซเกิดขึ้นได้ “ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ส่วนมากมีสิ่งที่เรียกว่า “หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออก” ซึ่งเป็นสถาบันของรัฐที่มีหน้าที่ช่วยให้บริษัทในประเทศได้งานในต่างประเทศ หน่วยงานนี้ให้กู้ยืม ค้ำประกัน และประกันความเสี่ยง เพื่อให้เมื่อบริษัทในประเทศยื่นประมูลโครงการในต่างประเทศ บริษัทนั้นจะเข้าร่วมพร้อมการสนับสนุนจากรัฐบาล” ดาวอนอธิบายถึงแหล่งที่มาของเงินจากกองทุนสาธารณะ ดาวอนยกตัวอย่างประเทศของเธอเองว่า ความสำเร็จด้านการส่งออกของเกาหลีใต้สร้างขึ้นบนอุตสาหกรรมหนัก ได้แก่ การต่อเรือ เหล็ก และการก่อสร้างโรงงาน เมื่อบริษัทวิศวกรรมเกาหลีต้องการสร้างสถานีรับก๊าซหรือโรงไฟฟ้าในกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้มีแรงจูงใจที่จะช่วยเหลือด้านเงินทุน เพราะสัญญาก่อสร้างจะตกเป็นของบริษัทเกาหลี ผลที่ตามมาเมื่อมีโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมก๊าซในต่างประเทศก็จะมีคำสั่งซื้อกลับมาที่เกาหลีใต้ ดาวอนอธิบายต่อว่า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งเกาหลี หรือ KEXIM ซึ่งเป็นธนาคารที่รัฐบาลให้การสนับสนุนมีขั้นตอนที่ KEXIM จะออกเอกสารที่เรียกว่า “หนังสือแสดงความสนใจ” หรือ “หนังสือแสดงเจตจำนง” สิ่งนี้ส่งสัญญาณให้บริษัทเกาหลีทราบว่าธนาคารพร้อมจะพิจารณาให้เงินทุนแก่ข้อตกลงของบริษัทนั้น โดยผลในทางปฏิบัติ หนังสือเหล่านี้ก็คือรายการซื้อของของธนาคารที่ทำให้เห็นว่ากำลังจะมีโครงการอะไรเกิดขึ้นบ้าง เกาหลีสร้าง ไทยจ่าย ดาวอนกล่าวว่า เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วรายการของธนาคาร KEXIM มีโครงการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่รอการจัดหาเงินทุนอยู่ 11 โครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่จะมีการประกาศการตัดสินใจให้เงินทุนขั้นสุดท้าย ได้แก่  * ไทย - สถานีนำเข้า LNG 1 แห่งในประเทศไทย * อินโดนีเซีย - โครงการปิโตรเคมี 5 โครงการและโรงผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วมที่ใช้ถ่านหินและก๊าซ 1 แห่ง  * เวียดนาม - โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซ 4 โครงการ  ดังนั้นการให้เงินทุนแก่โครงการเหล่านี้จึงเป็นรอยนิ้วมือแรก หากติดตามดูสักโครงการหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบก็จะพบว่าเกาหลีเข้ามามีส่วนในทุกขั้นตอน ทั้งการเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท ผู้ให้เงินทุน และผู้ก่อสร้าง  ดาวอนกล่าวถึงการสร้างสถานีรับ LNG แห่งที่สามที่มาบตาพุด ที่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีกำหนดเปิดในปี 2029 โครงการนี้สัญญาก่อสร้างมูลค่าประมาณ 1.5 ล้านล้านวอน(ประมาณ 3.64 หมื่นล้านบาท) จะตกเป็นของบริษัทเกาหลี คือ POSCO E&C ดาวอนชี้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าควรจะต้องกังวล เพราะการสร้างสถานีรับก๊าซเพิ่มเป็นแห่งที่สามทั้งที่รัฐบาลไทยเองประเมินว่าสถานีรับ 2 แห่งเดิมเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศถึงปี 2030 แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องสร้างเพิ่มอีก แต่สถานีที่สามนี้ก็จะถูกสร้างขึ้นโดยผู้รับเหมาต่างชาติโดยชำระค่าก่อสร้างด้วยเงินจากประชาชนตลอดหลายปีหลังจากนั้น และการลงทุนของเกาหลีใต้ในลักษณะเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในเวียดนามด้วยเช่นกัน “โครงสร้างแบบเดียวกันกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตราบใดที่ยังมีคนยืนยันว่าภูมิภาคนี้ต้องการก๊าซเพิ่ม หน่วยงานและบริษัทเกาหลีก็ไม่น่าจะปล่อยให้โอกาสผ่านไป” ดาวอนกล่าว มีแค่สัญญาในกระดาษ แต่ไม่หยุดใช้ก๊าซ ตัวแทนจาก SFOC กล่าวว่า แม้บริษัทและธนาคารของเกาหลีใต้เหล่านี้จะประกาศคำมั่นสัญญา ต่อสาธารณะว่าจะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 ทุกแห่งและถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ แต่คำมั่นก็ไม่ใช่แผนงาน ไม่มีกรอบเวลา มีแค่คำมั่นในกระดาษ ไม่มีสถาบันใดในกลุ่มนี้กำหนดวันที่จะหยุดให้เงินทุนหรือหยุดก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับน้ำมันและก๊าซ  ดาวอนกล่าวถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากข้อผูกพันระยะยาวในสัญญาซื้อขาย LNG  เพราะราคาพลังงานไม่ได้อยู่นิ่ง แม้วันที่ลงนามในสัญญาราคาก๊าซอาจถูก แต่เมื่อเกิดแรงกระแทกต่อตลาดเชื้อเพลิงชนิดเดียวกันนี้ราคาอาจสูงขึ้นเกินกว่าจะจ่ายไหว และสัญญาระยะเวลา 20 ปีไม่ได้ปรับตามราคาที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ๆ รวมถึงสถานีรับก๊าซหรือโรงไฟฟ้าที่สร้างขึ้นเพื่อดำเนินงานเป็นเวลา 40 ปีก็เช่นเดียวกัน ทำให้ประเทศที่รับซื้อจะถูกผูกติดอยู่หลายทศวรรษและแบกรับความเสี่ยงด้านราคา ขณะที่ผู้ให้เงินทุนสร้างไม่ได้แบกรับความเสี่ยงเหล่านี้ด้วย ดาวอนย้อนกลับไปที่งาน Gastech มิลานเมื่อปีที่แล้ว งานครั้งนั้นทำให้เกิดข้อตกลงด้านพลังงานระยะยาวระหว่างสหภาพยุโรปและ ExxonMobil และงาน Gastech ในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ก็จะเกิดสิ่งเดียวกันในอาเซียน ที่ข้อตกลงที่เกิดขึ้นในห้องประชุมตลอดสัปดาห์นี้อาจกำหนดทิศทางระบบพลังงานและงบประมาณสาธารณะของประเทศในอาเซียนไปอีก 30 ปี ตัวแทนจาก SFOC ทิ้งท้ายว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานจากก๊าซฟอสซิลไม่ได้เกิดขึ้นจากพลังของธรรมชาติ แต่มาจากสถาบันต่างๆ เป็นผู้ตัดสินใจ มีการลงนามอนุมัติกันในห้อง มีกองทุนสาธารณะอยู่ในใจกลางของแทบทุกทางเลือก เงินก้อนเดียวกันนี้สามารถนำไปสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่พวกเขาเคยให้คำมั่นไว้แล้วแทนได้ “กองทุนสาธารณะคือคานงัด มันทำให้การขยายตัวครั้งนี้เกิดขึ้นได้ และมันก็สามารถหยุดการขยายตัวนี้ได้เช่นกัน เงินมาจากเกาหลี และการตัดสินใจหยุดก็ต้องมาจากเกาหลีเช่นกัน เราขอเรียกร้องให้ผู้ให้เงินทุนภาครัฐและบริษัทพลังงานของรัฐเกาหลี หยุดให้เงินสนับสนุนการขยายตัวของก๊าซที่กำลังเร่งให้ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น และถอนตัวจากโครงการเหล่านี้”  * ข่าว * สิ่งแวดล้อม * Gastech 2026 * สุเมธ เหรียญพงษ์นาม * โลกเดือด * ภาวะโลกร้อน * มนูญ วงษ์มะเซาะห์ * ปวัตร กาญจนะวงศ์
dlvr.it
September 16, 2026 at 6:44 PM
ภาคประชาสังคม 5 ประเทศเปิดโปง "ภาพลวงตาฟอสซิล" เผยต้นทุนที่ชุมชนแบกรับ
ภาคประชาสังคม 5 ประเทศเปิดโปง "ภาพลวงตาฟอสซิล" เผยต้นทุนที่ชุมชนแบกรับ auser15 Wed, 2026-09-16 - 15:04 เครือข่าย Fossil Free Thailand ร่วมกับองค์กรจากเนปาล ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ แถลงที่ FCCT ภายใต้หัวข้อ "ภาพลวงตาของฟอสซิล" คู่ขนานกับงาน Gastech 2026 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งรัฐมนตรีพลังงานไทยเผยว่าบรรลุข้อตกลงธุรกิจมูลค่ากว่า 17,000 ล้านดอลลาร์ รายงานชี้ว่าเกาหลีใต้ทุ่มเงินทุนสาธารณะกว่า 74.5% หนุนโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลระหว่างปี 2563-2567 ตัวแทนชุมชนจากไทย เนปาล ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียเล่าผลกระทบจากโครงการก๊าซ พร้อมเรียกร้องให้ยุติสนับสนุนฟอสซิลและเปลี่ยนทิศทางเงินทุนสู่พลังงานหมุนเวียน ภาพจาก: กรีนพีซ ประเทศไทย 16 กันยายน 2569 ที่กรุงเทพฯ ขณะที่บริษัทก๊าซฟอสซิล นักลงทุน และรัฐบาลจากหลายประเทศรวมตัวกันในงาน Gastech 2026 เพื่อผลักดันข้อตกลงและโครงสร้างพื้นฐานก๊าซแห่งใหม่ ภาคประชาสังคมและตัวแทนชุมชนแนวหน้าจากหลายประเทศในเอเชียได้รวมตัวกันที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เพื่อนำเสนออีกมุมมองหนึ่งต่อการขยายตัวของก๊าซฟอสซิล ภายใต้หัวข้อ "ภาพลวงตาของฟอสซิล: เปิดอิทธิพลภาคธุรกิจ เส้นทางการเงิน และต้นทุนที่ถูกมองข้ามในงาน Gastech 2026" โดยมีเครือข่าย Fossil Free Thailand กรีนพีซ ประเทศไทย Solutions for Our Climate (SFOC) Accountability Counsel และตัวแทนชุมชนจากเนปาล ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เข้าร่วม ทั้งนี้ Gastech 2026 ครั้งที่ 54 เกิดขึ้นขณะที่ชุมชนในหลายพื้นที่ของเอเชียกำลังเผชิญผลกระทบจากอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น รวมถึงภัยพิบัติดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาลและทิเบตเมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่เพียงไม่กี่วันหลังงานเริ่มขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยเปิดเผยว่าการประชุมและเจรจาในงาน Gastech 2026 บรรลุข้อตกลงทางธุรกิจด้านพลังงานมูลค่ากว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมระบุว่าสะท้อนศักยภาพของเอเชียในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานระดับโลก รายงานระบุว่าเงินทุนสาธารณะมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลในเอเชีย โดยเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างสำคัญ ระหว่างปี 2563-2567 เงินทุนสาธารณะด้านสินเชื่อเพื่อการส่งออกของเกาหลีใต้สำหรับโครงการพลังงานในต่างประเทศร้อยละ 74.5 ถูกนำไปสนับสนุนโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยก๊าซฟอสซิลเพียงอย่างเดียวคิดเป็นร้อยละ 58.1 ของเงินทุนทั้งหมด ทั้งนี้ ภาคประชาสังคมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน เพิ่มความโปร่งใสในการตัดสินใจลงทุน และเปิดให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย นายมนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2569 (PDP2026) ของไทย วางแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฟอสซิลใหม่สูงถึง 9,100 เมกะวัตต์ภายในช่วง 12 ปีแรกของแผน พร้อมเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจกำหนดอนาคตพลังงานให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นศูนย์กลาง ด้าน Dawon Hwang จาก Solutions for Our Climate กล่าวว่า สถาบันการเงินภาครัฐและบริษัทพลังงานของเกาหลีใต้กำลังสนับสนุนการขยายก๊าซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่สถานีรับ-จ่ายก๊าซ LNG มาบตาพุดในไทย ไปจนถึงโรงไฟฟ้าก๊าซในเวียดนาม แม้จะประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 แล้วก็ตาม ในส่วนของตัวแทนชุมชนไทย นางสาวจิราพัชร ช้ำเกตุ เครือข่ายฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์ กล่าวว่า หลังชุมชนคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินสำเร็จ วันนี้กลับเห็นโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลถูกผลักดันเข้ามาแทนที่ ด้านนายปวัตร กาญจนะวงศ์ สมาคมประมงพื้นบ้านระยองและ EEC Watch กล่าวว่า หลังการก่อสร้างสถานีรับ-จ่ายก๊าซ LNG ชาวประมงพื้นบ้านที่เคยจับปูม้าได้ 20-40 กิโลกรัมต่อคืน ปัจจุบันบางรายจับได้เพียงประมาณ 1 กิโลกรัม ขณะที่นายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม เครือข่ายเข้มแข็งปราจีนบุรี กล่าวว่า จังหวัดปราจีนบุรีกลายเป็นพื้นที่รับขยะจากทั่วประเทศและต่างประเทศ พร้อมยืนยันคัดค้านข้อเสนอนำปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สำหรับตัวแทนจากประเทศอื่น Siti Aminah จาก Indonesia Legal Resource Center กล่าวถึงผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้า Jawa-1 CCGT ในอินโดนีเซียที่ได้รับเงินสนับสนุนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวประมงและเกษตรกรในพื้นที่ ขณะที่ Trestito Fiel จาก Philippines Movement for Climate Justice Mindanao กล่าวถึงชัยชนะของชุมชนในการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้า LNG ที่เมือง Kauswagan บนเกาะมินดาเนา ด้านนางสาวสุธารี วรรณศิริ จาก Accountability Counsel เรียกร้องให้สถาบันการเงินมีกลไกความรับผิดชอบที่เข้มแข็งขึ้นสำหรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ Yujung Shin ทนายความด้านสภาพภูมิอากาศจาก Solutions for Our Climate กล่าวถึงพัฒนาการทางกฎหมายที่สำคัญ โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีความเห็นแนะนำเกี่ยวกับพันธกรณีของรัฐในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ศาลเนเธอร์แลนด์มีคำวินิจฉัยให้คดีที่ตั้งคำถามต่อการสนับสนุนทางการเงินของธนาคารต่อเชื้อเพลิงฟอสซิลสามารถดำเนินต่อไปได้ สะท้อนว่าการให้เงินทุนสนับสนุนการขยายเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังถูกตรวจสอบทางกฎหมายมากขึ้น ในตอนท้าย ภาคประชาสังคมเรียกร้องให้รัฐบาล บริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล นักลงทุน และสถาบันการเงิน ยุติการสนับสนุนโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลแห่งใหม่ และเปลี่ยนทิศทางเงินทุนไปสู่พลังงานหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เป็นธรรม เคารพสิทธิของชุมชน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ต่างประเทศ * สิ่งแวดล้อม * กรีนพีซ ประเทศไทย * Gastech 2026 * เชื้อเพลิงฟอสซิล * ก๊าซธรรมชาติ * พลังงาน
dlvr.it
September 16, 2026 at 8:11 AM
ภาคประชาสังคม 5 ประเทศเปิดโปง "ภาพลวงตาฟอสซิล" เผยต้นทุนที่ชุมชนแบกรับ
ภาคประชาสังคม 5 ประเทศเปิดโปง "ภาพลวงตาฟอสซิล" เผยต้นทุนที่ชุมชนแบกรับ
ภาคประชาสังคม 5 ประเทศเปิดโปง "ภาพลวงตาฟอสซิล" เผยต้นทุนที่ชุมชนแบกรับ auser15 Wed, 2026-09-16 - 15:04 เครือข่าย Fossil Free Thailand ร่วมกับองค์กรจากเนปาล ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ แถลงที่ FCCT ภายใต้หัวข้อ "ภาพลวงตาของฟอสซิล" คู่ขนานกับงาน Gastech 2026 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งรัฐมนตรีพลังงานไทยเผยว่าบรรลุข้อตกลงธุรกิจมูลค่ากว่า 17,000 ล้านดอลลาร์ รายงานชี้ว่าเกาหลีใต้ทุ่มเงินทุนสาธารณะกว่า 74.5% หนุนโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลระหว่างปี 2563-2567 ตัวแทนชุมชนจากไทย เนปาล ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียเล่าผลกระทบจากโครงการก๊าซ พร้อมเรียกร้องให้ยุติสนับสนุนฟอสซิลและเปลี่ยนทิศทางเงินทุนสู่พลังงานหมุนเวียน ภาพจาก: กรีนพีซ ประเทศไทย 16 กันยายน 2569 ที่กรุงเทพฯ ขณะที่บริษัทก๊าซฟอสซิล นักลงทุน และรัฐบาลจากหลายประเทศรวมตัวกันในงาน Gastech 2026 เพื่อผลักดันข้อตกลงและโครงสร้างพื้นฐานก๊าซแห่งใหม่ ภาคประชาสังคมและตัวแทนชุมชนแนวหน้าจากหลายประเทศในเอเชียได้รวมตัวกันที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เพื่อนำเสนออีกมุมมองหนึ่งต่อการขยายตัวของก๊าซฟอสซิล ภายใต้หัวข้อ "ภาพลวงตาของฟอสซิล: เปิดอิทธิพลภาคธุรกิจ เส้นทางการเงิน และต้นทุนที่ถูกมองข้ามในงาน Gastech 2026" โดยมีเครือข่าย Fossil Free Thailand กรีนพีซ ประเทศไทย Solutions for Our Climate (SFOC) Accountability Counsel และตัวแทนชุมชนจากเนปาล ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เข้าร่วม ทั้งนี้ Gastech 2026 ครั้งที่ 54 เกิดขึ้นขณะที่ชุมชนในหลายพื้นที่ของเอเชียกำลังเผชิญผลกระทบจากอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น รวมถึงภัยพิบัติดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาลและทิเบตเมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่เพียงไม่กี่วันหลังงานเริ่มขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยเปิดเผยว่าการประชุมและเจรจาในงาน Gastech 2026 บรรลุข้อตกลงทางธุรกิจด้านพลังงานมูลค่ากว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมระบุว่าสะท้อนศักยภาพของเอเชียในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานระดับโลก รายงานระบุว่าเงินทุนสาธารณะมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลในเอเชีย โดยเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างสำคัญ ระหว่างปี 2563-2567 เงินทุนสาธารณะด้านสินเชื่อเพื่อการส่งออกของเกาหลีใต้สำหรับโครงการพลังงานในต่างประเทศร้อยละ 74.5 ถูกนำไปสนับสนุนโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยก๊าซฟอสซิลเพียงอย่างเดียวคิดเป็นร้อยละ 58.1 ของเงินทุนทั้งหมด ทั้งนี้ ภาคประชาสังคมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน เพิ่มความโปร่งใสในการตัดสินใจลงทุน และเปิดให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย นายมนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2569 (PDP2026) ของไทย วางแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฟอสซิลใหม่สูงถึง 9,100 เมกะวัตต์ภายในช่วง 12 ปีแรกของแผน พร้อมเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจกำหนดอนาคตพลังงานให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นศูนย์กลาง ด้าน Dawon Hwang จาก Solutions for Our Climate กล่าวว่า สถาบันการเงินภาครัฐและบริษัทพลังงานของเกาหลีใต้กำลังสนับสนุนการขยายก๊าซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่สถานีรับ-จ่ายก๊าซ LNG มาบตาพุดในไทย ไปจนถึงโรงไฟฟ้าก๊าซในเวียดนาม แม้จะประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 แล้วก็ตาม ในส่วนของตัวแทนชุมชนไทย นางสาวจิราพัชร ช้ำเกตุ เครือข่ายฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์ กล่าวว่า หลังชุมชนคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินสำเร็จ วันนี้กลับเห็นโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลถูกผลักดันเข้ามาแทนที่ ด้านนายปวัตร กาญจนะวงศ์ สมาคมประมงพื้นบ้านระยองและ EEC Watch กล่าวว่า หลังการก่อสร้างสถานีรับ-จ่ายก๊าซ LNG ชาวประมงพื้นบ้านที่เคยจับปูม้าได้ 20-40 กิโลกรัมต่อคืน ปัจจุบันบางรายจับได้เพียงประมาณ 1 กิโลกรัม ขณะที่นายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม เครือข่ายเข้มแข็งปราจีนบุรี กล่าวว่า จังหวัดปราจีนบุรีกลายเป็นพื้นที่รับขยะจากทั่วประเทศและต่างประเทศ พร้อมยืนยันคัดค้านข้อเสนอนำปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สำหรับตัวแทนจากประเทศอื่น Siti Aminah จาก Indonesia Legal Resource Center กล่าวถึงผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้า Jawa-1 CCGT ในอินโดนีเซียที่ได้รับเงินสนับสนุนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวประมงและเกษตรกรในพื้นที่ ขณะที่ Trestito Fiel จาก Philippines Movement for Climate Justice Mindanao กล่าวถึงชัยชนะของชุมชนในการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้า LNG ที่เมือง Kauswagan บนเกาะมินดาเนา ด้านนางสาวสุธารี วรรณศิริ จาก Accountability Counsel เรียกร้องให้สถาบันการเงินมีกลไกความรับผิดชอบที่เข้มแข็งขึ้นสำหรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ Yujung Shin ทนายความด้านสภาพภูมิอากาศจาก Solutions for Our Climate กล่าวถึงพัฒนาการทางกฎหมายที่สำคัญ โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีความเห็นแนะนำเกี่ยวกับพันธกรณีของรัฐในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ศาลเนเธอร์แลนด์มีคำวินิจฉัยให้คดีที่ตั้งคำถามต่อการสนับสนุนทางการเงินของธนาคารต่อเชื้อเพลิงฟอสซิลสามารถดำเนินต่อไปได้ สะท้อนว่าการให้เงินทุนสนับสนุนการขยายเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังถูกตรวจสอบทางกฎหมายมากขึ้น ในตอนท้าย ภาคประชาสังคมเรียกร้องให้รัฐบาล บริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล นักลงทุน และสถาบันการเงิน ยุติการสนับสนุนโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลแห่งใหม่ และเปลี่ยนทิศทางเงินทุนไปสู่พลังงานหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เป็นธรรม เคารพสิทธิของชุมชน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ต่างประเทศ * สิ่งแวดล้อม * กรีนพีซ ประเทศไทย * Gastech 2026 * เชื้อเพลิงฟอสซิล * ก๊าซธรรมชาติ * พลังงาน
dlvr.it
September 16, 2026 at 8:11 AM
ศาลแพ่งมีคำสั่งรับฟ้องแบบกลุ่ม คดีชาวบ้านฟ้องซีพีกรณีปลาหมอคางดำ
ศาลแพ่งมีคำสั่งรับฟ้องแบบกลุ่ม คดีชาวบ้านฟ้องซีพีกรณีปลาหมอคางดำ
ศาลแพ่งมีคำสั่งรับฟ้องแบบกลุ่ม คดีชาวบ้านฟ้องซีพีกรณีปลาหมอคางดำ auser15 Mon, 2026-09-14 - 13:19 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ยืนตามศาลชั้นต้น มีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีกลุ่ม กรณีตัวแทนชาวบ้าน 'เครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลอง' และ 'เครือข่าย จ.เพชรบุรี' เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด กับพวกรวม 9 คน กรณีการดำเนินธุรกิจของบริษัทส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการประกอบอาชีพ แฟ้มภาพประชาไท 14 กันยายน 2569 Thai PBS รายงานว่า กลุ่มตัวแทนชาวบ้าน จ.สมุทรสงคราม นำโดย นายปัญญา โตกทอง ในนามเครือข่าย "ประชาคมคนรักแม่กลอง" และเครือข่าย จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พร้อมด้วยทนายจากสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความฯ เดินทางไปที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อรับฟังคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีกลุ่มหรือไม่ หลังจำเลยใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อคำสั่งรับฟ้องแบบกลุ่ม โดยยืนยันว่า การดำเนินธุรกิจและการศึกษาวิจัยของบริษัทฯ ไม่ได้เป็นต้นเหตุหรือปัจจัยที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาด ของปลาหมอคางดำลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หลังใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ในการพิจารณาคำร้องขออุทธรณ์ของฝ่ายจำเลย ทนายความระบุว่า ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีกลุ่ม ยืนตามศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลว่า กลุ่มผู้ฟ้องมีเหตุแห่งการฟ้องร้องบนพื้นฐานเดียวกัน คือการได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจ ค่าขาดประโยชน์จากการประกอบอาชีพ และความเสียหายต่อระบบนิเวศบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ทนายความ ระบุว่า หลังศาลอุทธรณ์ รับฟ้องคดีแบบกลุ่ม คาดว่าในช่วงต้นปีหน้าจะมีการเรียกสืบพยานฝ่ายโจทก์และจำเลย โดยคาดว่าจะมีคำพิพากษาในช่วงปลายปีหน้าเช่นกัน สำหรับการยื่นฟ้องแบบกลุ่มในครั้งนี้แยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประมงเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และกลุ่มประมงพื้นบ้านใน จ.สมุทรสงคราม ซึ่งได้เรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้ย้อนหลังเป็นเวลา 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2560-2567 เรียกร้องสินไหมทดแทนกว่า 2,486 ล้านบาท ขณะที่กระบวนการดังกล่าวยังเป็นเพียงขั้นตอนการอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ไม่ใช่คำพิพากษาชี้ขาดว่าจำเลยมีความผิดหรือต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย ตามจำนวนที่ถูกฟ้องร้อง * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด * ซีพี * เครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลอง * CPF * ปลาหมอคางดำ
dlvr.it
September 14, 2026 at 6:25 AM
พม่าเสี่ยงกลายเป็น 'รัฐสแกมเมอร์พ่วงยาเสพติด' หลังภาครัฐปราบไม่จริง
พม่าเสี่ยงกลายเป็น 'รัฐสแกมเมอร์พ่วงยาเสพติด' หลังภาครัฐปราบไม่จริง
พม่าเสี่ยงกลายเป็น 'รัฐสแกมเมอร์พ่วงยาเสพติด' หลังภาครัฐปราบไม่จริง auser15 Fri, 2026-09-11 - 08:22 สื่อ SHAN นำเสนอบทวิเคราะห์โต้แย้งคำกล่าวอ้างของรัฐบาลทหารพม่าและรัฐบาลจีน ที่อ้างว่าทำการกวาดล้างเครือขายแก๊งสแกมเมอร์ชายแดนได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วแก๊งสแกมเมอร์ยังไม่ได้ถูกถอนรากถอนโคน เพียงแค่ย้ายจากศูนยืขนาดใหญ่ตามชายแดนไปซ่อนตัวและแทรกซึมตามที่ต่างๆ แบบที่เรียกว่า "ศูนย์สแกมแฝง" โดยมีธุรกิจอื่นบังหน้า ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลทหารและกองกำลังที่หนุนหลังพวกเขามีส่วนในการทำให้แก๊งสแกมเมอร์เติบโตได้ ภาพจาก: Progressive Voice Myanmar สื่อ SHAN เตือนว่าพม่ากำลังกลายเสี่ยงจะกลายเป็น "Narco-Scam State" หรือรัฐเศรษฐกิจทุนเทา ที่มีทั้งยาเสพติด การหลอกลวงออนไลน์ที่เรียกว่าสแกมเมอร์ และการฟอกเงิน โดยมีส่วนเชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธทั้งที่เกี่ยวกับรัฐบาลทหารและที่ไม่ใช่ของภาครัฐ เสี่ยงต่อการทำให้ประเทศตกอยู่ในวงจรความรุนแรงที่ขับเคลื่อนโดยการสร้างกำไรจากธุรกิจผิดกฎหมาย คำเตือนนี้ขัดแย้งกับสิ่งที่รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของจีน หวังอี้ ไดอ้างไว้ว่ามีการกวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งอาจจะมองได้ว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่สร้างภาพว่าจีนกำลังเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ได้ ฝ่ายรัฐบาลทหารพม่าได้สร้างเรื่องเล่าว่าพวกเขาเป็นผู้ที่ทำการต่อสู้อย่างห้าวหาญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ส่วนทางการจีนก็ประกาศชัยชนะอ้างว่ามีการปราบปรามถอนรากถอนโคนแก๊งอาชญากรรมสำเร็จแล้ว แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มติดอาวุธฝ่ายต่อต้าน ไม่ใช่ฝ่ายรัฐบาล ทำการปฏิบัติการที่เรียกว่า "ปฏิบัติการ 1027" ในช่วงปลายปี 2023 ซึ่งมีการโจมตีศูนย์สแกมเมอร์ทางตอนเหนือของรัฐฉานด้วยส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สภาพความเป็นจริงก็ต่างไปจากเรื่องเล่าของฝ่ายรัฐบาลทหารพม่ากับรัฐบาลจีน เพราะแก๊งอาชญากรรมไม่ได้ถูกถอนรากถอนโคนอย่างแท้จริง จากข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือน สิงหาคม 2026 มีการพบว่าแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ไม่ได้หายไป แค่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและปรับตัว โดยมีรายงานข่าวจาก TCIJ X Prachatai ระบุว่าในขณะที่ศูนย์สแกมเมอร์ในแถบเมียวดีถูกรื้อถอน และมีการดำเนินคดีกับตัวการใหญ่อย่าง เฉินจิ้อ ประธานกลุ่ม Prince Group แล้ว แต่แก๊งสแกมเมอร์ก็ใช้กลยุทธ์ "ย้ายฐานหนีการจับกุม" ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่เข้าทลายค่าย โดยมีการย้ายฐานไปยังที่ๆ กฎหมายเข้าไม่ถึงหรือที่ๆ ได้รับการคุ้มครอง และมีการจ้างแรงงานใหม่ ในกรณีช่วงหลัง พวกสแกมเมอร์ก็ได้หนีจากศูนย์ปฏิบัติการตามชายแดน เช่น รัฐฉานและรัฐกะเหรี่ยง หลังจากที่ถูกเปิดโปง โดยหนีไปยังใจกลางเมืองใหญ่ของพม่าอย่างกรุงย่างกุ้ง เปลี่ยนวิธีการที่มีความซับซ้อนขึ้น กระจายตัวมากขึ้น และฝังตัวแทรกซึมอยู่ในระบบของเมือง จนกลายเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจประเทศพม่าและส่วนหนึ่งของหน่วยงานความมั่นคง เดืมทีแล้วแก๊งสแกมเมอร์อาศัยศูนย์ปฏิบัติการขนาดใหญ่แบบมีกำแพงปิดล้อม ซึ่งข้างในมีที่พักของคนงานสแกมเมอร์ที่ถูกค้ามนุษย์ข้ามแดนเข้าไปหลายพันคน การมีฐานขนาดใหญ่แบบนี้ตกเป็นเป้าหมายได้ง่ายจากทั้งการโจมตีทางอากาศและการบุกโจมตีภาคพื้นดิน แต่ในปัจจุบัน แก๊งสแกมเมอร์ได้เปลี่ยนรูปแบบที่มีลักษณะหลบซ่อนพรางตัวมากขึ้น ทำให้มีลักษณะแบบที่เรียกว่า "Ghost Compound" หรือ "ศูนย์สแกมแฝง" มีตัวอย่างคือแก๊งอาชญากรรมจีนที่อาศัยนายหน้าในพื้นที่นั้นๆ คอยช่วยเหลือ มีการซื้อหรือเช่า โรงแรมหรูๆ เช่นใน Hlaingthaya, Bahan, และ Tamwe เพื่อเปลี่ยนให้เป็น "ศูนย์สแกมแฝง" โดยที่ภายนอก อาคารเหล่านี้จะยังคงชื่อเดิมเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม หรือ ศูนย์ฝึกอบรมไอที แต่จริงๆ แล้วเป็นแค่ฉากบังหน้าซึ่งภายในซ่อนศูนย์สแกมเมอร์เอาไว้ภายใต้หน้าต่างปิดทึบที่มีการรักษาความปลอดภัย ทำให้จากเดิมที่เหยื่อค้ามนุษย์ถูกบังคับใช้แรงงานสแกมถูกขังไว้ในรั้วลวดหนามที่กลางป่า กลายเป็นว่าพวกเขาถูกขังไว้ด้วยกลอนดิจิทัลและมียามคอยเฝ้าลิฟท์อยู่ในอพาร์ทเมนต์หรู ความขัดแย้งในพม่าที่มีส่วนพัวพันกับแก๊งสแกมเมอร์ ขณะเดียวกันก็มีการเอื้ออำนวยให้เกิดการฟอกเงินผิดกฎหมายผ่านการซื้ออสังหาริมทรัพย์และธุรกิจในท้องถิ่นเพื่อนำมาทำเป็นศูนย์สแกมเมอร์แอบแฝง สื่อ SHAN ระบุว่าในความเป็นจริงแล้ว แก๊งสแกมเมอร์ไม่ได้อยู่ได้โดยตัวมันเอง แต่มีปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้อยู่ได้ ซึ่งในกรณีของพม่าศูนย์สแกมเมอร์กลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจให้กับสภาพความมั่นคงที่แตกหักของประเทศ กลุ่มที่เกี่ยวข้องมีทั้ง กองทัพเผด็จการทหาร กองกำลังพิทักษ์ชายแดน กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์บางกลุ่มที่ควบคุมพื้นที่ชายแดน และ กองกำลังทหารบ้านฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลทหาร ซึ่งต่างก็มีส่วนได้ส่วนเสียกับแก๊งสแกมเมอร์ด้วยทั้งนั้น ดังนั้นแล้วผู้เขียนในสื่อ SHAN จึงมองว่าการที่รัฐบาลทหารสร้างภาพว่าตัวเองเป็นผู้ปราบปรามแก๊งอาชญากรรมเพียงหนึ่งเดียว เป็นเพียงแค่ "ละครฉากหน้า" ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วตามสายบังคับบัญชาของกองทัพพม่าต่างก็มีส่วนพัวพันกับเครือข่ายแก๊งอาชญากรรมที่พวกเขาอ้างว่าทำการปราบปราม ในแถบชายแดนกองทัพพม่าเคยให้การคุ้มครองศูนย์สแกมเมอร์จนทำให้แก๊งพวกนี้เติบโตได้ แล้วพอเวลามีการปราบปรามก็มักจะสร้างภาพด้วยการปราบศูนย์แหล่งเล็กๆ ไม่กี่แห่งเพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากนานาชาติเท่านั้น ส่วนคนในตำแหน่งใหญ่ๆ ของกองทัพพม่าก็หาประโยชน์จากแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ด้วยการปราบปรามแบบเลือกปฏิบัติ มีการตั้งเป้าปราบแต่กลุ่มที่ไม่ได้จ่ายส่วยให้เท่านั้น หรือไม่ก็ปราบกลุ่มที่ดูจะสร้างความสั่นคลอนต่อการทูตของรัฐบาลทหาร กรณีตัวอย่าง : กองกำลังฝ่ายเดียวกับรัฐบาลทหาร ช่วยคุ้มครองแก๊งสแกมเมอร์ในรัฐกะเหรี่ยง ตั้งแต่เมื่อเดือน สิงหาคม ที่ผ่านมา แก๊งสแกมเมอร์จีนเทาได้ตั้งศูนย์สแกมเมอร์แห่งใหม่ที่เมืองพะอัน รัฐกะเหรี่ยง และเริ่มโฆษณารับสมัครงานผ่านทางเทเลแกรม โดยที่ศูนย์สแกมเมอร์ของแก๊งจีนเทาแห่งนี้ได้รับการคุ้มครองจาก กองกำลังแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNA) ที่นำโดยซอชิตตู่ ที่ก่อนหน้านี้มีชื่อกองกำลังว่า กองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง เป็นกลุ่มติดอาวุธที่เอียงข้างรัฐบาลทหารพม่า ถึงแม้ว่าต่อมาจะแสดงออกว่าตีตัวออกห่างรัฐบาลทหาร กลุ่มแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาได้ย้ายฐานจากเมืองเมียวดีที่เคยอื้อฉาวในเรื่องแหล่งสแกมเมอร์มาก่อน จากกรณีการเปิดโปงชเว่ก๊กโก่และเคเคปารฺ์ค แต่คราวนี้พวกเขาย้ายฐานไปที่ เมาะปอยคะ และ แม่ลา ซึ่งเป็นแหล่งที่เคยมีการสู้รบชี้ชะตาในการปฏิวัติกะเหรี่ยงเมื่อยุค 1980s-1990s ซึ่งในพื้นที่เหล่านี้มีศูนย์สแกมเมอร์ตั้งอยู่ก่อนแล้วบางส่วนและกำลังมีการสร้างศูนย์สแกมเมอร์แหล่งใหม่ ซึ่งมีลักษณะกระจายตัวมากขึ้นไปตามทิวเขาดอนะ นอกจากนี้เมาะปอยคะยังเคยเป็นแหล่งฐานทัพในประวัติศาสตร์ของกลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหาร ทำให้มีผู้สังเกตการณ์เตือนว่าการที่มีกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์เพิ่มขึ้นในพื้นที่ประวัติศาสตร์ของฝ่ายต่อต้าน อาจจะกลายเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของ KNU และทำลายภาพจำของการต่อสู้ปลดปล่อยของชาวกะเหรี่ยงได้ ถึงแม้ว่าสมาชิกองค์การติดอาวุธชาติพันธุ์ (EAOs) บางกลุ่มจะประณามกิจการสแกมเมอร์ แต่สภาพความเป็นจริงก็บีบให้กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์บางกลุ่มทำในสิ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง มีกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์บางกลุ่มที่ช่วยให้การคุ้มครองการขนส่งลำเลียงของแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งกลายเป็นการส่งเสริมให้แก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้สามารถดำเนินการค้ามนุษย์และกักขังหน่วงเหนี่ยวบังคับใช้แรงงานต่อไปได้ แต่กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ทำไปเพื่อแลกกับเงินทุนเพื่อใช้กับการทำสงครามกลางเมือง จึงกลายเป็นเรื่องน่าวิตกถ้าการสู้รบในพม่าดำเนินต่อไป เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรมนี้ก็จะดำเนินต่อไปด้วย กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์มากเป็นพิเศษมักจะเป็นกลุ่มติดอาวุธฝ่ายเดียวกับรัฐบาลทหารไม่ว่าจะเป็น DKBA, BGF หรือ KNA ของซอชิตตู่ โดยที่กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้มักจะทำหน้าที่เป็นกันชนระหว่างภาครัฐกับพื้นที่ของกลุ่มต่อต้าน พวกเขาอาศัยอิทธิพลในพื้นที่เพื่อให้การคุ้มครอง ให้ที่พักพิง และคอยจัดการปกปิดให้กับแก๊งสแกมเมอร์ ในบางกรณีถึงขั้นกลายเป็นหุ้นส่วนกับกิจการสแกม ในกรณี DKBA และ BGF นั้นมีการช่วยเคลื่อนย้ายแรงงานและฟอกเงินโดยอาศัยด่านของตัวเองในการคุ้มครองแก๊งเหล่านี้ ปัจจัยเรื่องที่กลุ่มติดอาวุธฝ่ายรัฐบาลทหารมีส่วนเอื้ออำนวยต่อแก๊งสแกมเมอร์ สะท้อนให้เห็นว่าภาคส่วนความมั่นคงของพม่าก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาสแกมเมอร์ด้วยเช่นกัน รวมถึงเป็นการสะท้อนปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกและกลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในพม่า ย้ายฐานสู่ใจกลางย่างกุ้ง เส้นแบ่งที่พร่าเลือนระหว่างธุรกิจถูกกฎหมาย-ผิดกฎหมาย แก๊งสแกมเมอร์ได้ย้ายฐานปฏิบัติการจากชายแดนไปสู่เมืองเศรษฐกิจใหญ่อย่างย่างกุ้ง สะท้อนให้เห็นช่วงเวลาที่อันตราย เพราะพวกแก๊งอาชญากรรมไม่ได้อาศัยชายแดนที่ไร้กฎเกณฑ์ในการทำธุรกิจผิดกฎหมายอีกต่อไป แต่หันมาแทรกซึมอยู่ที่ใจกลางย่านในเมืองใหญ่ แก๊งสแกมเมอร์ได้ทำการกว้านซื้ออพาร์ทเมนต์หรู ตั้งบริษัทบังหน้า จ่ายส่วยให้ข้าราชการ ตำรวจ และหน่วยงานตรวจสอบในท้องถิ่นให้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ โดยมีชาวจีนที่เป็นส่วนหนึ่งของแก๊งอาชญากรรมจ่ายเงินหลายแสนดอลลาร์เพื่อซื้อใบอนุญาตประกอบการ เรื่องนี้อันตรายเพราะมันทำให้เส้นแบ่งระหว่างธุรกิจถูกกฎหมายกับธุรกิจของแก๊งอาชญากรรมมีความพร่าเลือนจนแทบแยกไม่ออก ขณะเดียวกัน รายงานจาก Khit Thit Media ก็ระบุด้วยว่า ชาวจีนบางส่วนที่เคยถือบัตรประจำตัวที่ใช้เลขไอดีประจำรัฐกะเหรี่ยงหรือรัฐฉาน คือ 3/ และ 13/ ก็กำลังจ่ายเงินใต้โต๊ะเป็นจำนวนมากเพื่อเปลี่ยนเป็นเลขไอดีประจำภาคย่างกุ้ง คือ 12/ แล้วพวกเขาเหล่านี้ก็ใช้สถานะจากเลขไอดีประจำท้องที่ในการจดทะเบียนให้ตัวเองเป็นเจ้าของโรงแรมหรือนักธุรกิจ ทั้งที่พวกเขาไม่สามารถพูดภาษาพม่าได้ และถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกม การที่ทั้งภาครัฐและกลุ่มติดอาวุธเข้ามามีส่วนพัวพันกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์เสียเองเช่นนี้ ทำให้เกิดความย้อนแย้งในตัวเอง ทำให้การพยายามกำจัดแก๊งสแกมเมอร์ให้หมดจากประเทศไม่มีทางสำเร็จ การปราบปรามโดยรัฐบาลทหารของมินอ่องหล่ายก็เป็นแค่การสร้างภาพเพื่อคลายความตึงเครียดจากการจับตามองของต่างชาติเท่านั้น แต่ระบบหลักของแก๊งสแกมเมอร์ยังคงอยู่ อีกทั้งการที่ฝ่ายความมั่นคงและกลุ่มติดอาวุธอาศัยหารายได้จากแก๊งสแกมเมอร์เพื่อใช้ในสงครามยิ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออนาคตของพม่า อนาคต "Narco-Scam State" จากเดิมที่ธุรกิจสแกมเป็นแค่ปัญหาชั่วคราว แต่ในตอนนี้เริ่มมีการเข้าไปฝังตัวอยู่ในระบบโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองของประเทศพม่า ทำให้อนาคตของพม่าดูริบหรี่ ในระยะสั้นแล้วกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์จะอาศัยเทคโนโลยีระดับสูงและการแฝงตัวกับระบบในพื้นที่เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ จะมีโรงแรมที่เป็นใส้ในเป็นศูนย์สแกมแฝงแบบที่เรียกว่า "ghost hotel" เพิ่มมากขึ้น และมีบ่อนคาสิโนที่มีการล็อกผลพนันผุดขึ้นมาเรื่อยๆ จนเห็นได้ทั่วไป กลายเป็นปัญหาสังคมของเมืองนั้นๆ ในระยะยาว พม่าเสี่ยงที่จะกลายเป็น "Narco-Scam State" หรือ 'รัฐสแกมเมอร์พ่วงยาเสพติด' บวกกับการฟอกเงิน โดยที่กลุ่มแก๊งอาชญากรรมจะมีส่วนพัวพันกับทั้งกลุ่มติดอาวุธและฝ่ายรัฐบาล ทำให้พม่าตกอยู่ในวงจรความรุนแรงโดยมีธุรกิจผิดกฎหมายเป็นตัวคอยหล่อเลี้ยงเงินทุนสำหรับการสู้รบ สื่อ SHAN ระบุว่า สิ้งที่จะแก้ไขปัญหาได้ต้องเป็นมากกว่าการใช้กำลังทหารบุกทลายหรือการกดดันจากต่างชาติ แต่ต้องมีการสะสางแบบยกเครื่องในเรื่องแรงจูงใจของกลุ่มต่างๆ ทั้งรัฐบาลทหารและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่มีส่วนร่วมกับแก๊งสแกมเมอร์ ตราบใดที่กลุ่มความขัดแย้งในสงครามกลางเมืองพม่าเหล่านี้ยังคงมองเห็นแก๊งสแกมเมอร์เป็นแหล่งรายได้ ปัญหาก็จะยังคงอยู่ ทั้งนี้ยังต้องเปิดโปงด้วยว่าข้ออ้างเรื่องการ "การปราบปรามอย่างหมดจด" จากฝ่ายรัฐบาลนั้น เป็นแค่เรื่องโกหกเพราะฝ่ายรัฐบาลทหารเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่พวกเขาเป็นฝ่ายปราบปรามเสียเอง เรียบเรียงจาก THE MYTH OF THE CLEAN SWEEP: How Myanmar’s Scam Empire Evolved Into a National Shadow State, SHAN, 30-08-2026 Scam Warlord Shifts Operations to Cradle of Karen Revolution, Irrawaddy, 08-09-2026 The Myanmar Military’s Scam Empire, Progressive Voice Myanmar, 18-11-2025     * รายงานพิเศษ * ต่างประเทศ * สแกมเมอร์ * แก๊งคอลเซ็นเตอร์ * พม่า * ยาเสพติด * อาชญากรรม
dlvr.it
September 11, 2026 at 1:28 AM
Allot เป็นประธานของสหพันธุ์ใหม่ที่ประกอบด้วยบริษัทเทคโนโลยี 9 แห่งและมหาวิทยาลัยอิสราเอล 6 แห่ง ซึ่งพัฒนาการสื่อสารต้านทานควอนตัมในชั้นเครือข่าย 7 ชั้น โดยใช้การเข้ารหัสหลังควอนตัมและการกระจายคีย์ควอนตัม เพื่อรับมือกับภัยคุกคามควอนตัมในอนาคต

#การเข้ารหัสหลังควอนตัม #ความปลอดภัยควอนตัม #ข่าว
Allot นำการสร้างสหพันธุ์การสื่อสารหลังควอนตัมกับพันธมิตรจากภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษา
quantumzeitgeist.com
August 18, 2026 at 6:52 PM
บริษัท startups ควอนตัม KETS เข้าร่วมโปรแกรม Quantum Incubator Stream ของ CDL-Toronto ซึ่งได้รับการเข้าถึงนักวิจัยควอนตัมชั้นนำ บริษัท hardware (D-Wave, Rigetti, Xanadu) เครือข่ายนักลงทุน และการให้คำปรึกษาด้านธุรกิจจากสถาบันการจัดการ Rotman

#Startupควอนตัม #ระบบนิเวศควอนตัม #ข่าว
KETS ได้รับการคัดเลือกสำหรับโปรแกรม Quantum Incubator ของ Creative Destruction Lab ในโตรอนโต
kets-quantum.com
August 18, 2026 at 6:40 AM
โครงสร้างทุนและการรับประกันของ PIDG แสดงให้เห็นว่าเงินทุนขนาดเล็กสามารถปลดล็อกการลงทุนจากภาคเอกชนหลายพันล้านดอลลาร์สำหรับโครงสร้างพื้นฐานในแอฟริกาได้ โครงสร้างเดียวกันนี้ยังมีให้กับมืออาชีพด้านการเงินผิวดำในสหรัฐฯ ที่ทำงานผ่าน CDFI และกองทุนชุมชนในเมืองต่างๆ ที่บ้าน
PIDG และคู่มือการเงินผสม: การลดความเสี่ยงในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับผู้ให้กู้เชิงพาณิชย์
เครือข่ายเสียง BEJฟังวารสารได้ทุกที่ฟังรายงานต้นฉบับ, สัมภาษณ์ผู้บริหาร, ข้อมูลธุรกิจ, และการวิเคราะห์จาก The Black Executive Journal — ตอนนี้มีให้บริการในรูปแบบพอดแคสต์ สำรวจเครือข่ายเสียง BEJ → * * * # ทุนแรก‑ขาดทุนและการรับประกัน สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินผิวดำในสหรัฐอเมริกาสามารถเรียนรู้จากโมเดลโครงสร้างพื้นฐานของ PIDG ในแอฟริกา โมเดลการเงินแบบผสมของ PIDG เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่าทุนแรก‑ขาดทุนและการรับประกันที่มีการจัดโครงสร้างอย่างรอบคอบสามารถเปลี่ยนโครงการในแอฟริกาที่ “มีความเสี่ยงเกินไป” ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถทำธุรกรรมได้สำหรับผู้ให้กู้เชิงพาณิชย์ และมันอยู่ใกล้เคียงกับงานที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินผิวดำในสหรัฐอเมริกาได้ทำอยู่แล้วผ่าน CDFIs และกองทุนชุมชน โอกาสคือการมองว่า PIDG ไม่ใช่กรณีศึกษาการพัฒนาที่ห่างไกล แต่เป็นคู่มือที่สามารถถ่ายโอนได้สำหรับวิธีที่ผู้มีความสามารถด้านการเงินผิวดำสามารถออกแบบความเสี่ยงในทั้งโครงสร้างพื้นฐานในแอฟริกาและชุมชนผิวดำในสหรัฐอเมริกา * * * ## สองตลาด หนึ่งปัญหาการลดความเสี่ยง PIDG ถูกสร้างขึ้นเป็นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐและเอกชนเพื่อระดมการลงทุนจากเอกชนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนและรวมถึงในแอฟริกาตอนใต้และเอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้ โดยมุ่งเน้นเฉพาะโครงการในระยะเริ่มต้นที่ผู้ให้กู้เชิงพาณิชย์มักหลีกเลี่ยง 💡 เงินช่วยเหลือทางเทคนิค, การจัดหาเงินทุนช่องว่างความสามารถในการทำงาน, และกลไกการแบ่งปันความเสี่ยงที่มีการจัดโครงสร้างรวมกันเพื่อเคลื่อนย้ายโครงการจากแนวคิดไปสู่การทำธุรกรรม ไม่ใช่เป็นความคิดภายหลัง แต่เป็นส่วนผสมหลักในโครงสร้างทุน CDFIs ในสหรัฐอเมริกาได้รับการสร้างขึ้นเป็นผู้ให้กู้ที่ขับเคลื่อนด้วยภารกิจเพื่อให้การเงินที่เป็นธรรมและรับผิดชอบและความช่วยเหลือทางเทคนิคในชุมชนที่ขาดแคลน ซึ่งธนาคารทั่วไปมักจะถอยกลับหรือกำหนดราคาความเสี่ยงให้อยู่เหนือการเข้าถึง การวิจัยเกี่ยวกับการเงินแบบผสมแสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเภทของสถาบันมีอยู่เพราะตลาดมีการจัดหาทุนต่ำสำหรับโครงการที่มีผลกระทบสูงแต่มีความเสี่ยงที่ถูกมองว่ามีสูง แม้ว่าจะมีเป้าหมายสาธารณะและผลตอบแทนส่วนตัวที่สามารถสอดคล้องกันได้หากมีการแบ่งปันความเสี่ยงในรูปแบบที่แตกต่างออกไป PIDG เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่เห็นได้ชัดที่สุดที่ใช้ทุนเชิงกระตุ้นเพื่อเปลี่ยนการคำนวณนั้นสำหรับโครงสร้างพื้นฐานในแอฟริกา และ CDFIs เป็นกระดูกสันหลังของความพยายามที่คล้ายกันในย่านผิวดำและย่านที่มีรายได้น้อยในสหรัฐอเมริกา * * * ## สิ่งที่ PIDG ทำจริงๆ ภารกิจของ PIDG ชัดเจน กลุ่มนี้พัฒนาและให้ทุนสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน ช่วยให้โครงการในระยะเริ่มต้นสามารถเอาชนะความท้าทายทางการเงิน เทคโนโลยี หรือสิ่งแวดล้อมเพื่อให้พวกเขากลายเป็นโอกาสที่พร้อมสำหรับการลงทุนและสามารถทำธุรกรรมได้สำหรับทุนจากเอกชน > นี่ไม่ใช่การกุศล มันคือการกระจายความเสี่ยงที่มีการออกแบบซึ่งทำให้ทุนเชิงพาณิชย์สามารถทำในสิ่งที่ทำได้ดีที่สุด เมื่อความผันผวนในระยะเริ่มต้นมีที่อื่นให้ไปลงจอด ตั้งแต่ปี 2002 PIDG ได้สนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 286 โครงการ ระดมทุนประมาณ 32–33 พันล้านดอลลาร์จากการลงทุนภาคเอกชนและช่วยปรับปรุงการเข้าถึงพลังงาน การขนส่ง น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารสำหรับผู้คนหลายร้อยล้านคน รายงานความยั่งยืนและผลกระทบล่าสุดแสดงให้เห็นว่า PIDG ได้มอบเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ให้กับ 33 โครงการในปี 2025 โดยมีการลงทุนรวม 4.1 พันล้านดอลลาร์และ 2.9 พันล้านดอลลาร์ที่ระดมจากนักลงทุนเอกชน ซึ่งเสริมสร้างตำแหน่งของมันให้เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มการเงินแบบผสมชั้นนำของโลกสำหรับโครงสร้างพื้นฐานในตลาดเกิดใหม่ สภาพภูมิอากาศและความยืดหยุ่นเป็นธีมหลักในขณะนี้ โดยมีการมอบหมายใหม่ส่วนใหญ่ถูกจัดประเภทเป็นการเงินด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงพลังงานสะอาด การเคลื่อนที่ด้วยไฟฟ้า เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน และโครงสร้างพื้นฐานที่ชาญฉลาดต่อสภาพภูมิอากาศ * * * ## การเงินแบบผสมและทุนแรก‑ขาดทุนในทางปฏิบัติ วรรณกรรมการเงินเพื่อการพัฒนากำหนดการเงินแบบผสมว่าเป็นการใช้เงินทุนที่มีเงื่อนไขหรือเชิงกระตุ้นร่วมกับการเงินเชิงพาณิชย์ โดยใช้เครื่องมือเช่นการรับประกันทุนแรก‑ขาดทุน, เงินกู้ที่มีลำดับรอง, หุ้นชั้นรอง, และการแลกเปลี่ยนสกุลเงินเพื่อปรับปรุงโปรไฟล์ความเสี่ยง-ผลตอบแทนสำหรับนักลงทุนเอกชน ชั้นทุนแรก‑ขาดทุนและการรับประกันดูดซับการขาดทุนเบื้องต้นหรือช่วงที่กำหนดของการขาดทุนเพื่อให้ผู้ให้กู้หรือผู้ลงทุนชั้นสูงเผชิญกับความเสี่ยงน้อยลง ซึ่งมักทำให้สามารถมีระยะเวลาที่นานขึ้น ราคาที่ต่ำลง หรือเข้าถึงตลาดที่พวกเขาจะหลีกเลี่ยงในกรณีอื่น PIDG และบริษัทในเครือใช้เครื่องมือเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการออกแบบ เงินช่วยเหลือทางเทคนิค, การจัดหาเงินทุนช่องว่างความสามารถในการทำงาน, และกลไกการแบ่งปันความเสี่ยงที่มีการจัดโครงสร้างรวมกันเพื่อเคลื่อนย้ายโครงการจากแนวคิดไปสู่การทำธุรกรรม ไม่ใช่เป็นความคิดภายหลัง แต่เป็นส่วนผสมหลักในโครงสร้างทุน ผลลัพธ์คือท่อส่งของดีลที่ธนาคารในแอฟริกา บริษัทประกันภัยระดับโลก และนักลงทุนสถาบันสามารถรับประกันได้เพราะมีคนทำงานหนักในการดูดซับความเสี่ยงในระยะเริ่มต้น * * * ## ตัวอย่าง IRDF: คู่มือทุนแรก‑ขาดทุนของ PIDG การสนับสนุนล่าสุดของ PIDG สำหรับกองทุนพัฒนาความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐาน (IRDF) ซึ่งบริหารจัดการโดย Global Infrastructure Partners เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของทุนแรก‑ขาดทุนในทางปฏิบัติ PIDG ได้มอบเงินสนับสนุน 41 ล้านดอลลาร์ รวมถึงการลงทุนเชิงกระตุ้นทุนแรก‑ขาดทุน 6.4 ล้านดอลลาร์เพื่อดูดซับการขาดทุนเบื้องต้นในส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอ GuarantCo บริษัทในเครือของ PIDG ได้เพิ่มการรับประกันการขาดทุนบางส่วน 35 ล้านดอลลาร์ ซึ่งให้การป้องกันเพิ่มเติมสำหรับนักลงทุนชั้นสูงและทำให้กองทุนสามารถมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศในภาคพลังงาน น้ำ การขนส่ง และดิจิทัลในตลาดเกิดใหม่ โครงสร้างรวมกันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อระดมทุนประมาณ 750 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนเช่นกองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกันภัย ซึ่งได้รับการเปิดเผยต่อโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลกระทบสูงโดยมีความเสี่ยงที่ถูกบรรเทาโดยทุนแรก‑ขาดทุนและชั้นการรับประกันที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริจาค กำลังจะมา...คณิตศาสตร์การใช้ประโยชน์จากการรับประกันCDFIs ของสหรัฐฯ: สถาปัตยกรรมขนานในบริบทที่แตกต่างนักการเงินผิวดำในสหรัฐฯ อยู่ที่ไหนในวันนี้สิ่งที่ CDFIs ของสหรัฐฯ และทีมการเงินผิวดำสามารถยืมจาก PIDGจากเลนขนานสู่สนามร่วมสิ่งนี้หมายถึงอะไรสำหรับนักการเงินผิวดำ นี่ไม่ใช่การกุศล. มันเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ออกแบบมาเพื่อให้ทุนเชิงพาณิชย์ทำในสิ่งที่ดีที่สุด หลังจากความผันผวนในช่วงต้นมีที่ลงจอดที่อื่น. ### This post is for subscribers only Become a member to get access to all content Subscribe now
www.blackexecutivebrief.com
August 12, 2026 at 11:25 AM