#นรเศรษฐ์นาหนองตูม
‘ทนายนรเศรษฐ์’ บุก ป.ป.ช. ร้องสอบ ‘สส.ไอเดียร์’ ปมใส่นาฬิกาหรูโรเล็กซ์ 3.3 ล้าน ไร้แจ้งบัญชีทรัพย์สิน

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6250220/
#สสไอเดียร์ #นรเศรษฐ์นาหนองตูม
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
October 5, 2026 at 9:27 AM
ยื่นฟ้อง ‘ศิลปินแห่งชาติ-สศร.-วธ.' เรียกคืนหรือชดใช้ 10 ล้าน ระบุถูกยืมงานศิลปะแล้วนำไปขายโดยไม่ยินยอม
ยื่นฟ้อง ‘ศิลปินแห่งชาติ-สศร.-วธ.' เรียกคืนหรือชดใช้ 10 ล้าน ระบุถูกยืมงานศิลปะแล้วนำไปขายโดยไม่ยินยอม auser15 Fri, 2026-08-28 - 14:32 ยื่นฟ้องแพ่ง "ศิลปินแห่งชาติ-สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.)-กระทรวงวัฒนธรรม" เรียกคืนภาพวาด "พระพุทธบาท" หรือชดใช้ 10 ล้าน คำฟ้องระบุว่าโจทก์ซื้อภาพนี้มาตั้งแต่ปี 2553 แต่ต่อมาถูกอ้างขอยืมไปจัดแสดงและทำแสตมป์ที่ระลึก ก่อนพบว่าถูกนำไปขายให้ สศร. โดยไม่ได้รับความยินยอม ศาลนัดพร้อมชี้สองสถาน 29 พฤศจิกายนนี้ ชุติมา นวลพลับ และนรเศรษฐ์ นาหนองตูม (ทนายความ) | ภาพจาก: เพจนรเศรษฐ์ นาหนองตูม  เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 นางสาวชุติมา นวลพลับ ได้มอบหมายให้นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเป็นคดีแพ่งในข้อหาเรียกทรัพย์คืน โดยฟ้องนายพิชัย นิรันต์ ศิลปินแห่งชาติและผู้สร้างสรรค์ผลงาน เป็นจำเลยที่ 1 สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เป็นจำเลยที่ 2 และกระทรวงวัฒนธรรม เป็นจำเลยที่ 3 พร้อมเรียกร้องทุนทรัพย์รวม 10,000,000 บาท คำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ได้ตกลงซื้อภาพวาดจิตรกรรมชื่อ "พระพุทธบาท" พ.ศ. 2522 (Lord Buddha's Footprint 1979) เทคนิคสีน้ำมันและทองคำแท้บนผ้าใบ ขนาด 125 x 157 เซนติเมตร จากนายพิชัย ในราคา 700,000 บาท โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินครบถ้วน พร้อมหนังสือมอบกรรมสิทธิ์และหลักฐานลงลายมือชื่อไว้ชัดเจน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้อ้างขอยืมภาพดังกล่าวเพื่อนำไปจัดแสดงนิทรรศการ และในเดือนสิงหาคม 2556 ได้อ้างว่ารัฐบาลขอยืมภาพไปจัดทำเป็นแสตมป์ที่ระลึก ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือขอบคุณพร้อมติดแสตมป์ที่ระลึกและลงนามยืนยันว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จากนั้นโจทก์ได้ทวงถามขอภาพคืนมาโดยตลอด แต่จำเลยที่ 1 บ่ายเบี่ยงอ้างว่าอยู่ระหว่างการจัดแสดงและเก็บรายละเอียดงานสี จนกระทั่งวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 โจทก์ตรวจพบว่าภาพวาดดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ในฐานะผลงานสะสมของกระทรวงวัฒนธรรม จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2554 จำเลยที่ 1 ได้นำภาพนี้พร้อมผลงานอื่นรวม 3 ชิ้น ไปเสนอขายให้จำเลยที่ 2 และมีการจัดทำใบสั่งซื้อเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 ในราคารวม 800,000 บาท โจทก์ชี้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการนำทรัพย์สินของผู้อื่นไปขายโดยไม่มีสิทธิ์ ตามหลักกฎหมาย "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน" (Nemo dat quod non habet) ส่งผลให้จำเลยที่ 2 และ 3 แม้เป็นหน่วยงานราชการ ก็ไม่มีสิทธิถือครอบครองผลงานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากศาลวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ซื้อไว้โดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 โจทก์ยินดีชดใช้ราคาซื้อคืนเฉพาะส่วนของภาพนี้ คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 266,666.67 บาท เพื่อขอรับภาพคืน สำหรับคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ขอให้จำเลยทั้ง 3 ส่งมอบภาพวาด "พระพุทธบาท" พ.ศ. 2522 คืนในสภาพสมบูรณ์ หากไม่สามารถคืนทรัพย์สินได้ ให้ร่วมกันชดใช้ราคาภาพเป็นเงิน 10,000,000 บาท พร้อมชำระดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะคืนหรือใช้ราคาเสร็จสิ้น รวมถึงชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์  ทั้งนี้ ศาลได้กำหนดนัดพร้อมและชี้สองสถานในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น. * ข่าว * สังคม * วัฒนธรรม * คุณภาพชีวิต * ชุติมา นวลพลับ * พิชัย นิรันต์ * สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย * งานศิลปะ * กระทรวงวัฒนธรรม
dlvr.it
August 28, 2026 at 7:46 AM
ยื่นฟ้อง ‘ศิลปินแห่งชาติ-สศร.-วธ.' เรียกคืนหรือชดใช้ 10 ล้าน ระบุถูกยืมงานศิลปะแล้วนำไปขายโดยไม่ยินยอม
ยื่นฟ้อง ‘ศิลปินแห่งชาติ-สศร.-วธ.' เรียกคืนหรือชดใช้ 10 ล้าน ระบุถูกยืมงานศิลปะแล้วนำไปขายโดยไม่ยินยอม
ยื่นฟ้อง ‘ศิลปินแห่งชาติ-สศร.-วธ.' เรียกคืนหรือชดใช้ 10 ล้าน ระบุถูกยืมงานศิลปะแล้วนำไปขายโดยไม่ยินยอม auser15 Fri, 2026-08-28 - 14:32 ยื่นฟ้องแพ่ง "ศิลปินแห่งชาติ-สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.)-กระทรวงวัฒนธรรม" เรียกคืนภาพวาด "พระพุทธบาท" หรือชดใช้ 10 ล้าน คำฟ้องระบุว่าโจทก์ซื้อภาพนี้มาตั้งแต่ปี 2553 แต่ต่อมาถูกอ้างขอยืมไปจัดแสดงและทำแสตมป์ที่ระลึก ก่อนพบว่าถูกนำไปขายให้ สศร. โดยไม่ได้รับความยินยอม ศาลนัดพร้อมชี้สองสถาน 29 พฤศจิกายนนี้ ชุติมา นวลพลับ และนรเศรษฐ์ นาหนองตูม (ทนายความ) | ภาพจาก: เพจนรเศรษฐ์ นาหนองตูม  เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 นางสาวชุติมา นวลพลับ ได้มอบหมายให้นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งเป็นคดีแพ่งในข้อหาเรียกทรัพย์คืน โดยฟ้องนายพิชัย นิรันต์ ศิลปินแห่งชาติและผู้สร้างสรรค์ผลงาน เป็นจำเลยที่ 1 สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เป็นจำเลยที่ 2 และกระทรวงวัฒนธรรม เป็นจำเลยที่ 3 พร้อมเรียกร้องทุนทรัพย์รวม 10,000,000 บาท คำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ได้ตกลงซื้อภาพวาดจิตรกรรมชื่อ "พระพุทธบาท" พ.ศ. 2522 (Lord Buddha's Footprint 1979) เทคนิคสีน้ำมันและทองคำแท้บนผ้าใบ ขนาด 125 x 157 เซนติเมตร จากนายพิชัย ในราคา 700,000 บาท โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินครบถ้วน พร้อมหนังสือมอบกรรมสิทธิ์และหลักฐานลงลายมือชื่อไว้ชัดเจน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้อ้างขอยืมภาพดังกล่าวเพื่อนำไปจัดแสดงนิทรรศการ และในเดือนสิงหาคม 2556 ได้อ้างว่ารัฐบาลขอยืมภาพไปจัดทำเป็นแสตมป์ที่ระลึก ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือขอบคุณพร้อมติดแสตมป์ที่ระลึกและลงนามยืนยันว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จากนั้นโจทก์ได้ทวงถามขอภาพคืนมาโดยตลอด แต่จำเลยที่ 1 บ่ายเบี่ยงอ้างว่าอยู่ระหว่างการจัดแสดงและเก็บรายละเอียดงานสี จนกระทั่งวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 โจทก์ตรวจพบว่าภาพวาดดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ในฐานะผลงานสะสมของกระทรวงวัฒนธรรม จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2554 จำเลยที่ 1 ได้นำภาพนี้พร้อมผลงานอื่นรวม 3 ชิ้น ไปเสนอขายให้จำเลยที่ 2 และมีการจัดทำใบสั่งซื้อเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 ในราคารวม 800,000 บาท โจทก์ชี้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการนำทรัพย์สินของผู้อื่นไปขายโดยไม่มีสิทธิ์ ตามหลักกฎหมาย "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน" (Nemo dat quod non habet) ส่งผลให้จำเลยที่ 2 และ 3 แม้เป็นหน่วยงานราชการ ก็ไม่มีสิทธิถือครอบครองผลงานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากศาลวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ซื้อไว้โดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 โจทก์ยินดีชดใช้ราคาซื้อคืนเฉพาะส่วนของภาพนี้ คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 266,666.67 บาท เพื่อขอรับภาพคืน สำหรับคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ขอให้จำเลยทั้ง 3 ส่งมอบภาพวาด "พระพุทธบาท" พ.ศ. 2522 คืนในสภาพสมบูรณ์ หากไม่สามารถคืนทรัพย์สินได้ ให้ร่วมกันชดใช้ราคาภาพเป็นเงิน 10,000,000 บาท พร้อมชำระดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะคืนหรือใช้ราคาเสร็จสิ้น รวมถึงชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์  ทั้งนี้ ศาลได้กำหนดนัดพร้อมและชี้สองสถานในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น. * ข่าว * สังคม * วัฒนธรรม * คุณภาพชีวิต * ชุติมา นวลพลับ * พิชัย นิรันต์ * สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย * งานศิลปะ * กระทรวงวัฒนธรรม
dlvr.it
August 28, 2026 at 7:46 AM
เครือข่ายนิสิตนักศึกษาฟ้องศาลปกครอง ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง | 16 ก.พ. 2569
เครือข่ายนิสิตนักศึกษาฟ้องศาลปกครอง ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง | 16 ก.พ. 2569 hungary budapest Thu, 2026-02-19 - 15:37 วันนี้ (16 ก.พ. 69) เครือข่ายนิสิตนักศึกษา ภาคประชาชน และทนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง จากการที่บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้ เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าเป็นการกระทำมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะขัดหลักการลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญชัดเจน โดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระงับการรับรองผลเลือกตั้งไว้ชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด นรเศรษฐ์กล่าวว่า หากการทำบาร์โค้ดเช่นนี้เป็นการกระทําที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจส่งผลให้การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย ศาลอาจมีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ โดยห้ามใช้บัตรเลือกตั้งที่สามารถสืบย้อนไปถึงคนที่มาลงคะแนนเสียง จึงขอให้ศาลดําเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะหากรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว ปัญหาที่ตามมาจะเยียวยาแก้ไขได้ยาก ส่วนต้นขั้วและบัตรเลือกตั้ง หากศาลมีคำสั่งก็ต้องจัดเก็บอย่างปลอดภัยภายใต้การกํากับดูแล หรือคำสั่งของศาล ป้องกันข้อมูลรั่วไหล นรเศรษฐ์อธิบายว่าการกระทําของ กกต. ที่ให้มีบัตรลักษณะนี้ ถือเป็นคำสั่งหรือการกระทําทางปกครอง อ้างอิงตามแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง หมายเลขแดง 607-608/2549 ว่ากรณีนี้อยู่ในเขตอํานาจของศาลปกครองกลาง เพราะการกําหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้ง ไม่ใช่การกระทําทางรัฐธรรมนูญ จึงไม่ได้อยู่ในเขตอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้มายื่นที่ศาลปกครองแทน เขาเปรียบเทียบการเลือกตั้งโมฆะเมื่อปี 2549 และ 2557 ว่าครั้งนั้นศาลปกครองเคยวินิจฉัยว่า แค่สามารถคาดเดาได้ว่าบุคคลนั้นลงคะแนนเสียงอย่างไร ก็ขัดต่อการลงคะแนนโดยลับแล้ว และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ชัดเจนว่า เพียงอยู่ในวิสัยที่สามารถรู้ได้ ก็ขัดต่อหลักการลงคะแนนเสียงโดยลับ ครั้งนี้ ไม่เพียงแค่อยู่ในวิสัยหรือสามารถคาดการณ์ แต่หากสแกนก็รู้ได้แน่ชัด ขัดต่อการลงคะแนนโดยลับชัดเจน * ข่าว * การเมือง * สังคม * นรเศรษฐ์ นาหนองตูม * คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) * ศาลปกครอง * บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
dlvr.it
February 19, 2026 at 8:45 AM
นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม เปิดเผยข้อบังคับมูลนิธิกันจอมพลัง ระบุชัดหากเลิกกิจการ ทรัพย์สินตกเป็นของมูลนิธิธรรมนัสฯ จุดกระแสตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเชื่อมโยงทางการเมือง
#ข่าว #การเมือง #TheMainstreamth #ทนายนรเศรษฐ์ #กันจอมพลัง #ธรรมนัสพรหมเผ่า
themainstream.news/politics/163...
ทนายนรเศรษฐ์ เผยข้อบังคับมูลนิธิกันจอมพลัง ระบุหากเลิกกิจการ ทรัพย์สินตกเป็นของมูลนิธิธรรมนัสฯ
นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม เปิดเผยข้อบังคับมูลนิธิกันจอมพลัง ระบุชัดหากเลิกกิจการ ทรัพย์สินตกเป็นของมูลนิธิธรรมนัสฯ จุดกระแสตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเชื่อมโยงทางการเมือง
themainstream.news
October 22, 2025 at 10:30 AM
"นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม" ทนายความชื่อดัง ชี้ถ้ามูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ล้มเลิก ทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นกรรมสิทธิ์ "มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า"

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5228930/
#นรเศรษฐ์นาหนองตูม #มูลนิธิกันจอมพลัง #มูลนิธิธรรมนัส
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
'ทนายนรเศรษฐ์' เผยถ้ามูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ล้มเลิก ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของ 'มูลนิธิธรรมนัส' | เดลินิวส์
"นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม" ทนายความชื่อดัง ชี้ถ้ามูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ล้มเลิก ทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นกรรมสิทธิ์ "มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า"
www.dailynews.co.th
October 22, 2025 at 9:53 AM
เครือข่ายนิสิตนักศึกษาฟ้องศาลปกครอง ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง | 16 ก.พ. 2569
เครือข่ายนิสิตนักศึกษาฟ้องศาลปกครอง ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง | 16 ก.พ. 2569
เครือข่ายนิสิตนักศึกษาฟ้องศาลปกครอง ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง | 16 ก.พ. 2569 hungary budapest Thu, 2026-02-19 - 15:37 วันนี้ (16 ก.พ. 69) เครือข่ายนิสิตนักศึกษา ภาคประชาชน และทนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง จากการที่บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้ เพื่อให้ศาลพิจารณาว่าเป็นการกระทำมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะขัดหลักการลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญชัดเจน โดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระงับการรับรองผลเลือกตั้งไว้ชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด นรเศรษฐ์กล่าวว่า หากการทำบาร์โค้ดเช่นนี้เป็นการกระทําที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจส่งผลให้การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย ศาลอาจมีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ โดยห้ามใช้บัตรเลือกตั้งที่สามารถสืบย้อนไปถึงคนที่มาลงคะแนนเสียง จึงขอให้ศาลดําเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะหากรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว ปัญหาที่ตามมาจะเยียวยาแก้ไขได้ยาก ส่วนต้นขั้วและบัตรเลือกตั้ง หากศาลมีคำสั่งก็ต้องจัดเก็บอย่างปลอดภัยภายใต้การกํากับดูแล หรือคำสั่งของศาล ป้องกันข้อมูลรั่วไหล นรเศรษฐ์อธิบายว่าการกระทําของ กกต. ที่ให้มีบัตรลักษณะนี้ ถือเป็นคำสั่งหรือการกระทําทางปกครอง อ้างอิงตามแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง หมายเลขแดง 607-608/2549 ว่ากรณีนี้อยู่ในเขตอํานาจของศาลปกครองกลาง เพราะการกําหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้ง ไม่ใช่การกระทําทางรัฐธรรมนูญ จึงไม่ได้อยู่ในเขตอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้มายื่นที่ศาลปกครองแทน เขาเปรียบเทียบการเลือกตั้งโมฆะเมื่อปี 2549 และ 2557 ว่าครั้งนั้นศาลปกครองเคยวินิจฉัยว่า แค่สามารถคาดเดาได้ว่าบุคคลนั้นลงคะแนนเสียงอย่างไร ก็ขัดต่อการลงคะแนนโดยลับแล้ว และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ชัดเจนว่า เพียงอยู่ในวิสัยที่สามารถรู้ได้ ก็ขัดต่อหลักการลงคะแนนเสียงโดยลับ ครั้งนี้ ไม่เพียงแค่อยู่ในวิสัยหรือสามารถคาดการณ์ แต่หากสแกนก็รู้ได้แน่ชัด ขัดต่อการลงคะแนนโดยลับชัดเจน * ข่าว * การเมือง * สังคม * นรเศรษฐ์ นาหนองตูม * คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) * ศาลปกครอง * บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
dlvr.it
February 19, 2026 at 8:45 AM