#ศุภชัยใจสมุทร
‘ศุภชัย’ ยันเปลี่ยนแหล่งงบฯ ไทยพีบีเอส ไม่ใช่ไปใช้อำนาจสั่งข่าว

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6248778/
#ไทยพีบีเอส #ศุภชัยใจสมุทร
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
October 5, 2026 at 4:18 AM
ศุภชัย ใจสมุทร ชาติหมา ภูมิใจไทยมีตัวอะไรที่พอนับเป็นคนอยู่ในพรรคได้บ้าง
April 2, 2026 at 7:35 AM
"นันทนา" สวน "ศุภชัย" เดือดร้อนแทน สว.สีน้ำเงินทำไม! ซัดทำตัวเป็น "หมาหางด้วน" ลั่น 300 คนลงขันจ่ายเอง ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก ชี้ตาราง CCTV มหัศจรรย์ดึงเลขเป๊ะ 1 ในพันล้าน "โกงยึดประเทศ" ของจริง..
.
#นันทนานันทวโรภาส #ศุภชัยใจสมุทร #สวสีน้ำเงิน #ภูมิใจไทย #ฮั้วสว
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
www.dailynews.co.th/news/6067583/
July 30, 2026 at 9:16 AM
'ภูมิใจไทย' เรียกร้องควบคุม 'กัญชา' - 'สมศักดิ์' ยืนยันกลับไปเป็นยาเสพติดแน่นอน
'ภูมิใจไทย' เรียกร้องควบคุม 'กัญชา' - 'สมศักดิ์' ยืนยันกลับไปเป็นยาเสพติดแน่นอน auser15 Tue, 2025-06-24 - 12:28 'ศุภชัย ใจสมุทร' แกนนำพรรคภูมิใจไทยโพสต์โซเชียลเรียกร้องควบคุม 'กัญชา' - เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยชี้สถานการณ์บุกจับพร้อมผลักดันร่างประกาศ สธ.คุมกัญชา มีนัยทางการเมือง และอนาคตมีแววนำกัญชากลับคืน “ยาเสพติด” จังหวะพอเหมาะกับพรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากรัฐบาล เล็งหารือกลุ่มเคลื่อนไหวเร็ว ๆ นี้ - 'สมศักดิ์' รมว.สธ. ยืนยันกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดแน่นอน เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 มติชนออนไลน์ รายงานว่า นายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำพรรคภูมิใจไทย โพสต์ว่า จุดยืนของพรรคภูมิใจไทยนับตั้งแต่ปี 2562 มีความชัดเจนมาโดยตลอดว่าสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากใช้พืชกัญชาเพื่อทางการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น และการปลดล็อกกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติดในประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ก็เป็นลงมติเห็นชอบโดยรัฐสภาคือทั้ง สว. และ สส.รวมทั้งจากพรรคเพื่อไทย และเมื่อพรรคภูมิใจไทยเห็นว่า กัญชาควรต้องมีกฎหมายควบคุมเป็นการเฉพาะจึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยสภาได้แต่งตั้งกรรมธิการเพื่อพิจารณาจนแล้วเสร็จเสนอต่อสภาฯเพื่อพิจารณาวาระสอง แต่มีการตีรวนจากสมาชิกพรรคการเมืองเช่น ปชป. พท. จนร่างดังกล่าวได้ตกไป เนื่องจากการยุบสภาโดยพลเอกประยุทธ์ จันท์โอชา นายกฯในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม พรรคภูมิใจไทยยังเห็นว่า กัญชามีความจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะมากำกับ จึงได้มีการยื่นร่างพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง ต่อสภาฯชุดปัจจุบันเพื่อให้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขก็ได้เสนอร่างในลักษณะเดียวกับร่างของพรรคภูมิใจไทยต่อ ครม. แต่จนวันนี้ร่าง พรบ.ดังกล่าวก็ไม่มีความคืบหน้า หยุดนิ่งอยู่จนบัดนี้ เนื่องจาก การที่ยังไม่มีกฎหมายเป็นการเฉพาะ กระทรวงสาธารณสุขจึงอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่พอมีอยู่มาใช้บังคับเช่น การออกใบอนุญาตร้านค้า สมุนไพรควบคุมโดยกรมแพทย์แผนไทย การควบคุมเรื่อง อาหารและยา โดย อย. ซึ่งแน่นอนว่ามีผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างมากมาย เพราะขาดกฎหมายที่บังคับเป็นการเฉพาะ พรรคภูมิใจไทยจึงเห็นด้วยกับการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย เพราะพรรคสนับสนุนกัญชาทางการแพทย์เท่านั้น และเห็นว่าการที่มีร้านที่ผิดกฎหมายอยู่จำนวนมากมายเกิดเรื่องก็เป็นเพราะการที่กระทรวงสาธารณสุขปล่อยปละละเลยให้เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน การออกใบอนุญาตให้ร้านเกิดขึ้นอย่างมากมายนั้น ก็เป็นการอนุญาตโดยกระทรวงสาธารณสุขทั้งสิ้น จนมีการกล่าวกันว่ามีการหาประโยชน์จากการออกใบอนุญาตร้านกัญชากัน จนร้านกัญชามีอยู่ทุกซอกทุกมุมของทุกเมือง พรรคภูมิใจไทยจึงขอเรียกร้องให้ดำเนินการจับกุมอย่างจริงจังกับร้านที่กระทำผิดกฎหมายและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์เดิมของพรรคภูมิใจไทยที่เป็นกัญชาทางการแพทย์ พรรคภูมิใจไทยยังขอเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งดำเนินการให้คณะรัฐมนตรีเสนอร่าง พรบฯเข้าสู่การพิจารณาของสภาผุ้แทนราษฎรโดยเร่งด่วน จากรัฐบาลเศรษฐา มาจนรัฐบาลแพทองธาร 1 จนถึง 2 กระทรวงสาธารณสุขอยู่ในการกำกับดูแลของพรรคเพื่อไทย ทำไมปล่อยปละ ละเว้น ไม่ทำอะไรปล่อยให้ปัญหาบานปลาย แล้วกลับมาขยับเอาเวลานี้ เร่งจับคนผิดกฎหมาย เร่งออกกฎหมายเถอะ ปัญหาจะได้จบ พรรคภูมิใจไทยขอเรียกร้อง เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยชี้สถานการณ์บุกจับพร้อมผลักดันร่างประกาศ สธ.คุมกัญชา มีนัยทางการเมือง Hfocus รายงานเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ว่านายประสิทธิชัย หนูนวล เลขาธิการเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย ให้สัมภาษณ์ Hfocus ถึงประเด็นรัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ออกมาตรวจจับร้านกัญชา และผลักดัน (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม(กัญชา) ว่า เรื่องกัญชา เป็นเรื่องการเมืองมาตลอด และยิ่งผลักดันร่างประกาศฯ ซึ่งหากมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ และหากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ยังได้อยู่ในตำแหน่งต่อไปอีก ก็อาจผลักดันให้ “กัญชา” กลับคืนสู่ยาเสพติดก็เป็นได้ “ขณะนี้พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ไม่ได้อยู่ในสมการของฝั่งรัฐบาล ก็จะทำอะไรไม่ได้ นี่ก็เป็นจังหวะผลักดัน ซึ่งกัญชาเป็นการเมืองมาตั้งแต่ต้น และการมาพีคตรวจจับกัญชาตอนนี้อีก ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า นี่คือนัยทางการเมืองแน่นอน” นายประสิทธิชัยกล่าว เลขาธิการเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย กล่าวอีกว่า กำลังหารือกันว่า เครือข่ายจะเคลื่อนไหวอย่างไร หากเป็นไปได้อยากเสนอความคิดเห็นต่ออธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แต่ไม่อยากหารือกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขแล้ว เพราะเสียเวลา เราแค่ต้องการชี้ถึงเหตุผลที่เราไม่เห็นด้วย  ไม่ใช่ว่า เราไม่เห็นด้วยเพราะต้องการเปิดเสรี เพราะเสรี เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว การทำอะไรเสรี ไม่ได้สร้างความเข้มแข็ง ตอนนี้สายเขียวเริ่มแย่ไปเรื่อยๆ ปัจจุบันร้านค้าต่างทยอยปิดตัวลงจำนวนมาก  ไม่มีร้านค้ารายใหม่ กลายเป็นเกิดตลาดต่างประเทศเข้ามา เพื่อทำลายตลาดไทย ตอนนี้ดอกกัญชาที่อยู่ในไทย ส่วนใหญ่มาจากต่างชาติ นี่คือปัญหา พอเราไม่มีกฎหมาย ไม่มีพ.ร.บ.กัญชากัญชง  ก็เกิดปัญหา ประกอบกับรมว.สธ.ก็แก้ปัญหาแบบเฉพาะจุดอีก การแก้ปัญหาเฉพาะจุด กลายเป็นก่อปัญหาใหม่ เพราะร้านค้าบนดินอยู่ไม่ได้ ร้านใต้ดินเกิดขึ้นและตรวจจับยากอีก เหตุผล 6 ข้อไม่นำ กัญชา คุมด้วยกฎหมายยาเสพติด ทั้งนี้ เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย ยังได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า เพราะอะไรกัญชาจึงไม่เคยหายไปจากประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติตั้งแต่ 10,000ปีก่อนคริสตกาล ทำไมคนกัญชาจึงรักต้นไม้ชนิดนี้จนกระทั่งพืชสายพันธุ์เดียวแต่มีแบรนด์นับร้อย นั่นหมายถึงว่ากัญชาคือพืชยาอันมหัศจรรย์ และเพราะความมหัศจรรย์ของมันกัญชาจึงถูกทำลายตลอดมา กัญชาทำหน้าที่เป็นยารักษากาย จิต วิญญาณ ของมนุษย์มาช้ามาน เราคนรุ่นหลังในทุกวันนี้เพียงทำหน้าที่สืบสานประวัติศาสตร์ให้ต้นไม้ชนิดนี้อยู่คู่และเป็นประโยชน์ต่อสังคม 1. คนทำกัญชาที่ผลิตแบรนด์ของตัวเองเพราะคนทำกัญชาเหมือนเชฟปรุงอาหาร เราจะต้องหาดินที่ดีที่สุด ปุ๋ยที่ดีที่สุด น้ำหมักชีวภาพที่ดีที่สุด เราพัฒนาสายพันธุ์เพื่อความเป็นเลิศ เพราะดอกไม้ที่ออกจากมือเราจะต้องเป็นดอกไม้ยาที่ดีที่สุดต่อการใช้ของทุกชีวิต 2. เราอยู่กับต้นไม้ตลอดเวลา ต้นไม้สอนให้จิตใจเราปราณีต เพราะเราต้องมองเห็นการเปลี่ยนแปลง การเรียกร้อง และ การเบ่งบานของต้นกัญชา ตั้งแต่เพาะเมล็ดจนกระทั่งดอกเบ่งบาน เราจึงถูกบ่มเพาะให้อ่อนโยน ใจเย็น จิตใจที่ร้อนรน หาเรื่อง ใช้กำลัง ไม่ใช่จิตใจของคนกัญชา อย่าได้กล่าวหาเราว่า เป็นคนคลุ้มคลั่ง 3. เราทำกัญชา นำดอกกัญชามาสกัดทำยารักษาคน เราเจอคนจำนวนมากที่เป็นมะเร็งแล้วหมอบอก4เดือนตายแต่กัญชารักษาหาย เราทำยาให้คนที่ไม่มีเงินไปโรงพยาบาล เราช่วยคนให้หายโรคพื้นฐานแบบไม่ต้องกินยาความดัน เบาหวานไปตลอดชีวิต แทบทุกโรคเรารักษากันมาไม่เว้นแม้กระทั่งโรคซึมเศร้าที่เป็นกันมากในปัจจุบัน เราปลูกกัญชา เรานำดอกมาสูบเพื่อความผ่อนคลาย เพื่อรักษาร่างกายและจิตใจ อย่ามาตัดสินเราว่าเราคือซาตาน เราทำน้ำมันกัญชารักษาคนมาตั้งแต่ผิดกฎหมาย และเรายังทำจนปัจจุบัน เพราะมันเป็นหน้าที่สำคัญของเรามันเป็น 'วัฒนธรรมชาวกัญชา' 4. เราทำกัญชามีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว เราใช้กัญชาเราอยู่บ้าน เราไม่เที่ยวเตร่ ลองไปสำรวจครอบครัวคนใช้กัญชากับคนใช้แอลกอฮอล์ดูว่ามันมีความแตกต่างอย่างไร เราตั้งใจจะพัฒนาผลิตภัณฑ์กัญชาที่ประชาชนจะใช้กันอย่างปลอดภัย และก่อรายได้และการจ้างงานในท้องถิ่น เป้าหมายของเราคือสิ่งดี อย่ายัดเยียดสิ่งร้ายให้กับเราเหมือนที่สังคมกำลังประทับตราเราในตอนนี้ 5. สิ่งที่ทุกท่านไม่รู้คือคนทำกัญชาบางคนเคยตกหลุมดำของยาบ้ามาก่อนและพวกเขาออกมาจากหลุมเหล่านั้นได้ก็เพราะใช้กัญชาบำบัด สิ่งที่คนในสังคมไม่รู้คือกัญชามันบำบัดยาบ้าได้และในอดีตคนติดฝิ่นต้องใช้กัญชาบำบัด และการที่ทุกฝ่ายพยายามนำกัญชาไปขังเพราะกัญชามันจะเปลี่ยนแปลงความมืดดำหลายวงการในสังคม ทั้งวงการยาแผนปัจจุบัน วงการยาบ้า วงการแอลกอฮอล์ วงการบุหรี่ ล้วนเกลียดกัญชา เพราะกัญชาจะมาแทนความมืดดำในวงการเหล่านี้ 6. เราเชื่อว่าไม่มีทางที่กัญชาจะทำลายสังคม และข้อเสียที่มีนั้นสามารถใช้กฎหมายในการควบคุมได้ หากเราทำสิ่งร้ายเราจะหลบซ่อน แต่การปั้นแบรนด์ของเราเพื่อบอกสังคมว่า เราต้องการอยู่ในที่สว่าง เราต้องการทำให้กัญชาไทยเป็นกัญชที่ดีเด่นระดับโลก เราต้องการแสดงฝีมือ และเราต้องการวัฒนธรรมการใช้กัญชาในสังคมที่ถูกต้อง "เราต้องการการสนับสนุนจากทุกท่านในการทำกฎหมายควบคุมกัญชา ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะผลักพวกเราไปสู่ใต้ดิน ไม่เกิดประโยชน์ต่อการคุ้มครองเยาวชน มีแต่การนำกัญชามาอยู่บนที่สว่างจึงจะกำหนดมาตราการที่มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย นี่คือเหตุผลที่อยากจะเรียนต่อทุกท่านว่าทำไมเราจึงต้องการให้กัญชาควบคุมโดยกฎหมายพระราชบัญญัติ ไม่นำกัญชาไปคุมด้วยกฎหมายยาเสพติด" ประสิทธิชัย กล่าว 'สมศักดิ์' ยืนยันกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดแน่นอน 24 มิถุนายน 2568 เว็บไซต์ข่าวช่อง 7 รายงานว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงนโยบายการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ว่า อนาคตควรกลับไปเป็นยาเสพติด เพราะวันนี้ยังมีอะไรที่พะรุงพะรังอยู่กับการดำเนินการที่ผ่านมา เช่น การประกาศเป็นสมุนไพรควบคุม ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย ซึ่งประกาศให้ตั้งร้านจำหน่ายกัญชาหรือการเก็บเกี่ยว และส่วนต่าง ๆ แต่ไม่เคยพูดถึงการดำเนินการทางการแพทย์ กระทั่งนายกรัฐมนตรีสั่งการ ว่ากัญชาต้องเพื่อการแพทย์เท่านั้น นายสมศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากนั้นก็ได้รับฟังความเห็นของประชาชน ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. -10 มิ.ย. 2568 ซึ่งประชาชนให้การยอมรับในแนวทางนี้ และเมื่อวานนี้ (23 มิ.ย.) ตนก็ได้ลงนามประกาศให้กัญชาเพื่อการแพทย์เท่านั้น คนที่จะซื้อกัญชาต้องมีใบสั่งจากแพทย์ รวมถึงใบรับรองแพทย์ว่า มีการเจ็บไข้ได้ป่วยประการใด ส่วนในเรื่องของใบอนุญาตผู้ประกอบการรายใหม่ ที่จะมีการ ขอหรือมีการต่อใบอนุญาตนั้น จะต้องทำกฎกระทรวงขึ้นใหม่อีก 1 ฉบับ รวมถึงมีข้อกำหนดว่า ต้องมีแพทย์ประจำร้าน หรือมีการตรวจทุกเดือน หากพบความผิดไม่ปฏิบัติตาม 2 ครั้ง จะยึดใบประกาศและใบอนุญาต ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยต้องการผลักดัน ร่างพ.ร.บ.ควบคุมกัญชา จะทันในสมัยรัฐบาลนี้หรือไม่ นายสมศักดิ์ มองว่า เป็นเรื่องที่ฝันไป หากดูจะพบว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวมีผลพวงมาจากประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่ง ยาเสพติดประเภท 5 หลุดออกจากกฎหมายไป 2 ประเภท คือกระท่อมและกัญชา โดยให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศเอง โดยฟังความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) อาจต้องทำกฏหมายให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน ตามความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ส. แต่กลับไม่ได้ดำเนินการให้เสร็จสิ้น และมีร้านค้าเกิดขึ้นเป็นหมื่นร้าน เพราะขณะนั้นกฎหมายไม่ได้ทำประกาศ อีกทั้ง พ.ร.บ.คุ้มครองทางการแพทย์ ก็ไม่ชัดเจน แต่กลับมีประกาศให้ซื้อขายและปลูก ซึ่งเป็นเจตนารมย์คำพูดทางการเมืองที่ปากกับใจไม่ตรงกันที่บอกจะให้เป็นทางการ ซึ่งเรื่องนี้ตนได้ชี้แจงกับรัฐบาล และได้มีการมอบหมายให้ดำเนินการภายใน 45 วัน สำหรับการกวาดล้างกัญชาในขณะที่พรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลมีการถูกโยงว่าเป็นเกมการเมืองไล่บี้ภูมิใจไทย นายสมศักดิ์กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่เรื่องนี้เป็นปัญหาเรื้อรัง ซึ่งเราได้รับการร้องเรียนเข้ามาเยอะ โดยเฉพาะในสมัยรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ซึ่งมีความพยายามจะทำให้กัญชาเป็นยาเสพติด และวันนี้ทำได้ในการเป็นสมุนไพรควบคุมเข้มข้นใช้ในทางการแพทย์ แต่ในอนาคต ก็คือยาเสพติด * ข่าว * การเมือง * สังคม * คุณภาพชีวิต * พรรคภูมิใจไทย * พรรคเพื่อไทย * กัญชา * เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย * ยาเสพติด
dlvr.it
June 24, 2025 at 5:34 AM
ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะกับสถานะอันเปราะบาง
ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะกับสถานะอันเปราะบาง ณฐาภพ สังเกตุ   sarayut Mon, 2026-10-05 - 16:33 หลังจากมีข่าวนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมคณะ สส.พรรคภูมิใจไทย เสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 เพื่อเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินทุนจัดสรรของไทยพีบีเอส จากเดิมที่ได้รับเงินบำรุงโดยตรงจาก “ภาษีบาป” (ภาษีสุราและยาสูบ) ในวงเงินไม่เกินปีละ 2,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน มาเป็นการ “จัดสรรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี” ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา โดยเสนอให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2570 เป็นต้นไป ข้อเสนอดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินทุนอาจทำให้สถานะของสื่อสาธารณะเปลี่ยนไป และเปิดช่องให้รัฐเข้ามามีอิทธิพลต่อการทำงานของไทยพีบีเอสมากขึ้น จนท้ายที่สุดอาจกลายเป็นสื่อที่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล หลายองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงองค์กรสื่อสารมวลชนต่างๆ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยมีสาระสำคัญตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเปิดทางให้รัฐเข้ามาแทรกแซงสื่อสาธารณะ ซึ่งควรมีความเป็นอิสระจากภาครัฐ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเปิดรับความคิดเห็นถึงวันที่ 14 ตุลาคม ขณะเดียวกัน ก็มีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในอีกมุมหนึ่ง เช่น “ต้องปกป้องภาษีของประเทศ” “Thai PBS อิสระจริงหรือไม่” หรือ “สื่อนี้มี contribute อะไรต่อประเทศบ้าง” ความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนว่า นอกจากข้อถกเถียงเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะแล้ว ยังมีคำถามสำคัญอีกด้านหนึ่งว่า สื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอสมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทที่ได้รับจากเงินภาษี ในมุมมองของผู้เขียน ไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะสมควรถูกปฏิรูปให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทมากกว่านี้ แต่การปฏิรูปดังกล่าวไม่ควรนำไปสู่การทำให้ไทยพีบีเอสกลายเป็นสื่อที่อยู่ในกำมือของรัฐ เพราะจุดแข็งสำคัญของไทยพีบีเอสในวันนี้ คือการมีความเป็นอิสระจากแหล่งทุนและรัฐบาล ทำให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบและนำเสนอข่าวสารได้โดยไม่ต้องคอยกังวลว่าจะกระทบต่อผู้สนับสนุนหรือแหล่งทุน ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน นี่คือจุดแข็งสำคัญที่ไทยพีบีเอสมีเมื่อเปรียบเทียบกับสำนักข่าวอื่นๆ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านรายได้และแหล่งทุนมากกว่า อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมดกับการออกมาปกป้องไทยพีบีเอสเพียงเพราะองค์กรแห่งนี้เป็นตัวแทนของสื่อสาธารณะ เพราะผู้บริหารและคนทำงานภายในองค์กรเองก็จำเป็นต้องพิสูจน์ผลงานเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่านี้ด้วย ในเมื่อไทยพีบีเอสทำงานจากเงินภาษีประชาชน จึงสมควรพร้อมที่จะถูกตรวจสอบและตั้งคำถามต่อการทำงานได้ทุกเมื่อ และสำหรับสื่อมวลชนแล้ว “พนักพิงหลัง” ที่มั่นคงที่สุดก็คือผลงานที่ออกมาสู่สาธารณะ หากไทยพีบีเอสมีผลงานที่เป็นที่ประจักษ์จริง ผู้เขียนเชื่อว่าจะต้องมีประชาชนและผู้ติดตามสื่อจำนวนหนึ่งออกมาปกป้ององค์กร และไม่ปล่อยให้สื่อสาธารณะตกไปอยู่ในมือของอำนาจรัฐ การปกป้องเช่นนั้นไม่ควรเกิดขึ้นเพียงจากภาคประชาสังคมที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทยพีบีเอส แต่ควรเกิดจากประชาชนทั่วไปที่เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการมีสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ วันนี้เราเห็นได้ชัดว่า “เงินสองพันล้าน” ที่ไทยพีบีเอสได้รับ ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามและสามารถสั่นคลอนความชอบธรรมขององค์กรได้อยู่เสมอ ตัวอย่างหนึ่งคือคำถามเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณภายในองค์กรว่า เหตุใดหน่วยงานข่าวสำคัญๆ ของไทยพีบีเอสจึงมีสัดส่วนบุคลากรค่อนข้างน้อย ยกตัวอย่างเช่น ทีมตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือ Fact-checking ที่ใช้ชื่อว่า “Thai PBS Verify” ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการตรวจสอบข้อมูลข่าวปลอม กลับมีบุคลากรในทีมไม่ถึงสิบคน ขณะที่ทีมข่าวเจาะประเด็นก็ยังมีสัดส่วนบุคลากรไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับงานบางส่วนที่อาจมีลักษณะทับซ้อนกัน หรือแม้กระทั่งกรณีที่ถูกตั้งคำถามถึงการใช้ AI สร้างงานกราฟิกแทนบุคลากร ทั้งที่องค์กรมีงบประมาณเพียงพอที่จะลงทุนกับคนทำงานสร้างสรรค์เหล่านี้ ในอีกแง่หนึ่ง สถานะอันเปราะบางของไทยพีบีเอสที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการบริหารงานที่ยังไม่สามารถสร้างประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้มากเพียงพอ เมื่อไม่สามารถทำให้สังคมเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเงินภาษีจำนวน 2,000 ล้านบาทถูกนำไปสร้างคุณค่าให้กับสาธารณะอย่างไร จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักที่ความพยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดสรรงบประมาณจาก สส. พรรคภูมิใจไทย จะสามารถทำให้สถานะขององค์กรสั่นคลอนได้อย่างง่ายดาย ไทยพีบีเอสจะกลายเป็นสื่อสาธารณะที่สง่างาม และสามารถผ่านร้อนผ่านหนาวได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อการถูกตั้งคำถามหรือถูกขัดขวาง ก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถพิสูจน์ให้สังคมเห็นได้ว่าการทำงานของตนเองคุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้รับ เพราะการเป็นสื่อสาธารณะไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะได้รับสิทธิในการเรียกร้องความเป็นอิสระเพียงอย่างเดียว แต่ความเป็นอิสระนั้นต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และที่สำคัญที่สุดคือผลงานที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเงินของประชาชนถูกนำไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมอย่างแท้จริง     * บทความ * การเมือง * ไทยพีบีเอส * สื่อสาธารณะ * ณฐาภพ สังเกตุ
dlvr.it
October 5, 2026 at 9:40 AM
ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะกับสถานะอันเปราะบาง
ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะกับสถานะอันเปราะบาง
ไทยพีบีเอส สื่อสาธารณะกับสถานะอันเปราะบาง ณฐาภพ สังเกตุ   sarayut Mon, 2026-10-05 - 16:33 หลังจากมีข่าวนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมคณะ สส.พรรคภูมิใจไทย เสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 เพื่อเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินทุนจัดสรรของไทยพีบีเอส จากเดิมที่ได้รับเงินบำรุงโดยตรงจาก “ภาษีบาป” (ภาษีสุราและยาสูบ) ในวงเงินไม่เกินปีละ 2,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน มาเป็นการ “จัดสรรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี” ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา โดยเสนอให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2570 เป็นต้นไป ข้อเสนอดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินทุนอาจทำให้สถานะของสื่อสาธารณะเปลี่ยนไป และเปิดช่องให้รัฐเข้ามามีอิทธิพลต่อการทำงานของไทยพีบีเอสมากขึ้น จนท้ายที่สุดอาจกลายเป็นสื่อที่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล หลายองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงองค์กรสื่อสารมวลชนต่างๆ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยมีสาระสำคัญตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเปิดทางให้รัฐเข้ามาแทรกแซงสื่อสาธารณะ ซึ่งควรมีความเป็นอิสระจากภาครัฐ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเปิดรับความคิดเห็นถึงวันที่ 14 ตุลาคม ขณะเดียวกัน ก็มีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในอีกมุมหนึ่ง เช่น “ต้องปกป้องภาษีของประเทศ” “Thai PBS อิสระจริงหรือไม่” หรือ “สื่อนี้มี contribute อะไรต่อประเทศบ้าง” ความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนว่า นอกจากข้อถกเถียงเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะแล้ว ยังมีคำถามสำคัญอีกด้านหนึ่งว่า สื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอสมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทที่ได้รับจากเงินภาษี ในมุมมองของผู้เขียน ไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะสมควรถูกปฏิรูปให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาทมากกว่านี้ แต่การปฏิรูปดังกล่าวไม่ควรนำไปสู่การทำให้ไทยพีบีเอสกลายเป็นสื่อที่อยู่ในกำมือของรัฐ เพราะจุดแข็งสำคัญของไทยพีบีเอสในวันนี้ คือการมีความเป็นอิสระจากแหล่งทุนและรัฐบาล ทำให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบและนำเสนอข่าวสารได้โดยไม่ต้องคอยกังวลว่าจะกระทบต่อผู้สนับสนุนหรือแหล่งทุน ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน นี่คือจุดแข็งสำคัญที่ไทยพีบีเอสมีเมื่อเปรียบเทียบกับสำนักข่าวอื่นๆ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านรายได้และแหล่งทุนมากกว่า อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมดกับการออกมาปกป้องไทยพีบีเอสเพียงเพราะองค์กรแห่งนี้เป็นตัวแทนของสื่อสาธารณะ เพราะผู้บริหารและคนทำงานภายในองค์กรเองก็จำเป็นต้องพิสูจน์ผลงานเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่านี้ด้วย ในเมื่อไทยพีบีเอสทำงานจากเงินภาษีประชาชน จึงสมควรพร้อมที่จะถูกตรวจสอบและตั้งคำถามต่อการทำงานได้ทุกเมื่อ และสำหรับสื่อมวลชนแล้ว “พนักพิงหลัง” ที่มั่นคงที่สุดก็คือผลงานที่ออกมาสู่สาธารณะ หากไทยพีบีเอสมีผลงานที่เป็นที่ประจักษ์จริง ผู้เขียนเชื่อว่าจะต้องมีประชาชนและผู้ติดตามสื่อจำนวนหนึ่งออกมาปกป้ององค์กร และไม่ปล่อยให้สื่อสาธารณะตกไปอยู่ในมือของอำนาจรัฐ การปกป้องเช่นนั้นไม่ควรเกิดขึ้นเพียงจากภาคประชาสังคมที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทยพีบีเอส แต่ควรเกิดจากประชาชนทั่วไปที่เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการมีสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ วันนี้เราเห็นได้ชัดว่า “เงินสองพันล้าน” ที่ไทยพีบีเอสได้รับ ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามและสามารถสั่นคลอนความชอบธรรมขององค์กรได้อยู่เสมอ ตัวอย่างหนึ่งคือคำถามเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณภายในองค์กรว่า เหตุใดหน่วยงานข่าวสำคัญๆ ของไทยพีบีเอสจึงมีสัดส่วนบุคลากรค่อนข้างน้อย ยกตัวอย่างเช่น ทีมตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือ Fact-checking ที่ใช้ชื่อว่า “Thai PBS Verify” ซึ่งถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการตรวจสอบข้อมูลข่าวปลอม กลับมีบุคลากรในทีมไม่ถึงสิบคน ขณะที่ทีมข่าวเจาะประเด็นก็ยังมีสัดส่วนบุคลากรไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับงานบางส่วนที่อาจมีลักษณะทับซ้อนกัน หรือแม้กระทั่งกรณีที่ถูกตั้งคำถามถึงการใช้ AI สร้างงานกราฟิกแทนบุคลากร ทั้งที่องค์กรมีงบประมาณเพียงพอที่จะลงทุนกับคนทำงานสร้างสรรค์เหล่านี้ ในอีกแง่หนึ่ง สถานะอันเปราะบางของไทยพีบีเอสที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการบริหารงานที่ยังไม่สามารถสร้างประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้มากเพียงพอ เมื่อไม่สามารถทำให้สังคมเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเงินภาษีจำนวน 2,000 ล้านบาทถูกนำไปสร้างคุณค่าให้กับสาธารณะอย่างไร จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักที่ความพยายามเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดสรรงบประมาณจาก สส. พรรคภูมิใจไทย จะสามารถทำให้สถานะขององค์กรสั่นคลอนได้อย่างง่ายดาย ไทยพีบีเอสจะกลายเป็นสื่อสาธารณะที่สง่างาม และสามารถผ่านร้อนผ่านหนาวได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อการถูกตั้งคำถามหรือถูกขัดขวาง ก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถพิสูจน์ให้สังคมเห็นได้ว่าการทำงานของตนเองคุ้มค่ากับงบประมาณที่ได้รับ เพราะการเป็นสื่อสาธารณะไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะได้รับสิทธิในการเรียกร้องความเป็นอิสระเพียงอย่างเดียว แต่ความเป็นอิสระนั้นต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และที่สำคัญที่สุดคือผลงานที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเงินของประชาชนถูกนำไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมอย่างแท้จริง     * บทความ * การเมือง * ไทยพีบีเอส * สื่อสาธารณะ * ณฐาภพ สังเกตุ
dlvr.it
October 5, 2026 at 9:40 AM
ภท.ชงเปลี่ยนแหล่งรายได้ 'ไทยพีบีเอส' จากภาษีบาป เป็นใช้งบรายจ่ายประจำปี
ภท.ชงเปลี่ยนแหล่งรายได้ 'ไทยพีบีเอส' จากภาษีบาป เป็นใช้งบรายจ่ายประจำปี ภาพปก: โลโก ไทยพีบีเอส  XmasUser Thu, 2026-10-01 - 13:30 เว็บไซต์รัฐสภาเปิดรับฟังความคิดเห็น ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส เปลี่ยนแหล่งที่มางบประมาณไทยพีบีเอส จากเดิมที่ใช้เงินภาษีสุราและยาสูบ เปลี่ยนมาเป็นการจัดสรรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี ภท.ให้เหตุผลเพื่อรักษาวินัยทางการเงิน   1 ต.ค. 2569 เว็บไซต์รัฐสภา กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส) เสนอโดย ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคภูมิใจไทย และคณะ ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. จนถึง 14 ต.ค. 2569 เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ สาระสำคัญคือ การเปลี่ยนแหล่งรายได้เงินบำรุงองค์กรไทยพีบีเอส จากภาษีสุราและยาสูบ โดยจัดเก็บเงินบำรุงองค์กรได้ไม่เกินร้อยละ 1.5 ต่อปี เพดานสูงสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี เปลี่ยนมาเป็นการจัดสรรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน  รักษาระเบียบวินัยการคลัง  โดยหนึ่งในเหตุผลหลักคือ เพื่อรักษาระเบียบวินัยการเงินการคลังของภาครัฐตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 และให้สอดคล้องกับ มาตรา 6 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 6 ซึ่งระบุว่า การเสนอกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้จัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดในกฎหมาย เพื่อให้หน่วยงานของรัฐไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น หรือเพื่อการหนึ่งการใดเป็นการเฉพาะ จะกระทำมิได้ ยกเว้นการจัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แม้ว่ามาตรา 82 พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ ระบุว่า บทบัญญัติมาตรา 26 มีข้อยกเว้นว่าไม่ให้บังคับใช้กับกฎหมายที่บังคับใช้ก่อนที่จะมีการออก พ.ร.บ.วินัยการเงินฯ แต่ทางผู้เสนอร่างกฎหมายมองว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทเฉพาะกาล จึงเห็นสมควรยกเลิกบทบัญญัติของกฎหมายที่ขัดแย้งกับหลักการ รักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 และมาตรา 26 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยเฉพาะบทบัญญัติที่ไม่ต้องนำเงินรายได้จากผู้เสียภาษีที่เกี่ยวข้องสุราและยาสูบ เป็นเงินบำรุงองค์กรไทยพีบีเอส โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อเป็นการรักษาวินัยทางการเงินการคลัง เป็นมาตรฐานเดียวกัน  ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส มีการแก้ไข 2 เรื่องหลักๆ คือ การแก้ไขมาตรา 11(1) และการยกเลิกมาตรา 12-16  การแก้ไขมาตรา 11(1) จะเปลี่ยนให้ไทยพีบีเอส ต้องไปรับเงินงบประมาณจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน  จากของเดิมที่ระบุว่า เงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บตามมาตรา 12 ซึ่งก็คือเงินบำรุงองค์กรจากภาษีสุราและยาสูบ  ส่วนการยกเลิก มาตรา 12-16 สาระสำคัญคือจะส่งผลยกเลิกอำนาจการจัดเก็บเงินบำรุงองค์กรจากภาษีสุราและยาสูบไม่เกินร้อยละ 1.5 โดยกำหนดเพดานรายได้สูงสุดปีงบประมาณไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี รับฟังความเห็น 4 ประเด็น ถึงวันที่ 14 ต.ค.นี้ * เห็นด้วยหรือไม่ กับการแก้ไขเพิ่มเติมทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 11 (1))  * เห็นด้วยหรือไม่ กับการยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงองค์การที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ (ยกเลิกมาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 และมาตรา 16) * เห็นว่าพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มีปัญหาในการบังคับใช้หรือไม่ อย่างไร และการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด * ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเข้าไปร่วมแสดงความเห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....  ผ่านเว็บไซต์ https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=629 ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. จนถึง 14 ต.ค. 2569  * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * สื่อมวลชน * ไทยพีบีเอส * พรรคภูมิใจไทย * ศุภชัย ใจสมุทร * ภาษีสุรา และยาสูบ * เสรีภาพสื่อมวลชน
dlvr.it
October 1, 2026 at 6:45 AM
ภท.ชงเปลี่ยนแหล่งรายได้ 'ไทยพีบีเอส' จากภาษีบาป เป็นใช้งบรายจ่ายประจำปี
ภท.ชงเปลี่ยนแหล่งรายได้ 'ไทยพีบีเอส' จากภาษีบาป เป็นใช้งบรายจ่ายประจำปี
ภท.ชงเปลี่ยนแหล่งรายได้ 'ไทยพีบีเอส' จากภาษีบาป เป็นใช้งบรายจ่ายประจำปี ภาพปก: โลโก ไทยพีบีเอส  XmasUser Thu, 2026-10-01 - 13:30 เว็บไซต์รัฐสภาเปิดรับฟังความคิดเห็น ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส เปลี่ยนแหล่งที่มางบประมาณไทยพีบีเอส จากเดิมที่ใช้เงินภาษีสุราและยาสูบ เปลี่ยนมาเป็นการจัดสรรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี ภท.ให้เหตุผลเพื่อรักษาวินัยทางการเงิน   1 ต.ค. 2569 เว็บไซต์รัฐสภา กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส) เสนอโดย ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคภูมิใจไทย และคณะ ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. จนถึง 14 ต.ค. 2569 เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ สาระสำคัญคือ การเปลี่ยนแหล่งรายได้เงินบำรุงองค์กรไทยพีบีเอส จากภาษีสุราและยาสูบ โดยจัดเก็บเงินบำรุงองค์กรได้ไม่เกินร้อยละ 1.5 ต่อปี เพดานสูงสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี เปลี่ยนมาเป็นการจัดสรรผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน  รักษาระเบียบวินัยการคลัง  โดยหนึ่งในเหตุผลหลักคือ เพื่อรักษาระเบียบวินัยการเงินการคลังของภาครัฐตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 และให้สอดคล้องกับ มาตรา 6 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 6 ซึ่งระบุว่า การเสนอกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้จัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดในกฎหมาย เพื่อให้หน่วยงานของรัฐไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น หรือเพื่อการหนึ่งการใดเป็นการเฉพาะ จะกระทำมิได้ ยกเว้นการจัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แม้ว่ามาตรา 82 พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ ระบุว่า บทบัญญัติมาตรา 26 มีข้อยกเว้นว่าไม่ให้บังคับใช้กับกฎหมายที่บังคับใช้ก่อนที่จะมีการออก พ.ร.บ.วินัยการเงินฯ แต่ทางผู้เสนอร่างกฎหมายมองว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทเฉพาะกาล จึงเห็นสมควรยกเลิกบทบัญญัติของกฎหมายที่ขัดแย้งกับหลักการ รักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 และมาตรา 26 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยเฉพาะบทบัญญัติที่ไม่ต้องนำเงินรายได้จากผู้เสียภาษีที่เกี่ยวข้องสุราและยาสูบ เป็นเงินบำรุงองค์กรไทยพีบีเอส โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อเป็นการรักษาวินัยทางการเงินการคลัง เป็นมาตรฐานเดียวกัน  ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส มีการแก้ไข 2 เรื่องหลักๆ คือ การแก้ไขมาตรา 11(1) และการยกเลิกมาตรา 12-16  การแก้ไขมาตรา 11(1) จะเปลี่ยนให้ไทยพีบีเอส ต้องไปรับเงินงบประมาณจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน  จากของเดิมที่ระบุว่า เงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บตามมาตรา 12 ซึ่งก็คือเงินบำรุงองค์กรจากภาษีสุราและยาสูบ  ส่วนการยกเลิก มาตรา 12-16 สาระสำคัญคือจะส่งผลยกเลิกอำนาจการจัดเก็บเงินบำรุงองค์กรจากภาษีสุราและยาสูบไม่เกินร้อยละ 1.5 โดยกำหนดเพดานรายได้สูงสุดปีงบประมาณไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี รับฟังความเห็น 4 ประเด็น ถึงวันที่ 14 ต.ค.นี้ * เห็นด้วยหรือไม่ กับการแก้ไขเพิ่มเติมทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 11 (1))  * เห็นด้วยหรือไม่ กับการยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงองค์การที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ (ยกเลิกมาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 และมาตรา 16) * เห็นว่าพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มีปัญหาในการบังคับใช้หรือไม่ อย่างไร และการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด * ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเข้าไปร่วมแสดงความเห็นร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....  ผ่านเว็บไซต์ https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=629 ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. จนถึง 14 ต.ค. 2569  * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * สื่อมวลชน * ไทยพีบีเอส * พรรคภูมิใจไทย * ศุภชัย ใจสมุทร * ภาษีสุรา และยาสูบ * เสรีภาพสื่อมวลชน
dlvr.it
October 1, 2026 at 6:45 AM
‘ศุภชัย’ เปิด 7 ประเด็นกฎหมาย ปมเลือก สว. ย้ำ ‘กระแสไม่ใช่หลักฐาน’

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6185607/
#ศุภชัยใจสมุทร #สว
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 13, 2026 at 3:34 AM
‘ศุภชัย’ จี้ถาม ‘เท้ง’ หัวหน้าพรรคการเมืองควรทำเช่นนี้หรือ หลังนัด 13 ก.ย. เดินกดดัน กกต. ก่อนมีมติปมโกง สว.

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6174794/
#ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #ศุภชัยใจสมุทร
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 9, 2026 at 4:33 AM
#ศุภชัยใจสมุทร โพสต์แรง “You baseborn bastard!” ทำเอา #ไอซ์รักชนก ต้องกดแชร์ พร้อมบอก สลิ้งแตก!
.
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
www.dailynews.co.th/news/6162999/
September 4, 2026 at 9:35 AM
เปิดรับฟังความเห็น 'ร่าง พ.ร.บ.โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลฯ' คุม 'ดาต้าเซ็นเตอร์-คลาวด์-แพลตฟอร์ม'
เปิดรับฟังความเห็น 'ร่าง พ.ร.บ.โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลฯ' คุม 'ดาต้าเซ็นเตอร์-คลาวด์-แพลตฟอร์ม' auser15 Sat, 2026-09-05 - 10:50 เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พ.ศ. .... มุ่งกำกับกิจการ Data Center บริการคลาวด์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล ทั้งการใช้พลังงาน และความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ร่วมแสดงความเห็นทางเว็บไซต์รัฐสภาถึงวันที่ 15 ตุลาคมนี้ 5 กันยายน 2569 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สนง.สผ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบกิจการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พ.ศ. .... ซึ่ง นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ เป็นผู้เสนอ และเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ไม่เกี่ยวด้วยการเงิน โดยมีเป้าหมายกำกับดูแลการประกอบกิจการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ครอบคลุม บริการศูนย์ข้อมูล (Data Center) บริการคลาวด์ และบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เนื่องจากกิจการดังกล่าวมีการใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก ก่อให้เกิดความร้อน เสียง และอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสุขภาพของประชาชน สำหรับสาระสำคัญ กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี และเพื่อรักษา อธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ กำหนดให้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีสัญชาติไทย ข้อมูลของนิติบุคคลที่จัดตั้งในประเทศไทย รวมถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐ ต้องจัดเก็บไว้ในราชอาณาจักรตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ กำหนดให้สถานที่ตั้งบริการศูนย์ข้อมูลต้องอยู่ในพื้นที่ที่สามารถตั้งโรงงานได้ตามกฎหมายผังเมือง และโครงการต้องได้รับการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน รวมถึงต้องควบคุมการปล่อยความร้อน มลพิษทางเสียง จัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมีมาตรการป้องกันอัคคีภัย โดยผู้ประกอบกิจการต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายและค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกิจการของตน ส่วน บริการคลาวด์ ผู้ให้บริการต้องมีมาตรฐานในการจัดเก็บรักษาข้อมูลและมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล รวมทั้งต้องตรวจสอบหรือยืนยันตัวตนผู้ใช้บริการ และอาจต้องระงับการเข้าถึงข้อมูล หากมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการใช้บริการเพื่อฝ่าฝืนกฎหมาย ขณะที่ บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล กำหนดมาตรการเพิ่มความโปร่งใสและคุ้มครองผู้ใช้บริการ โดยต้องแจ้งสิทธิของผู้ใช้บริการก่อนทำธุรกรรม จัดให้มีช่องทางร้องเรียนและแจ้งการกระทำผิดกฎหมาย พร้อมตอบรับเรื่องภายใน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการเข้าตรวจสอบสถานประกอบการ เอกสาร ระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการยึดหรืออายัดสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามเงื่อนไขที่กฎหมาย ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พ.ศ. .... ผ่านเว็บไซต์รัฐสภา หมวดการรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2569  * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * ไอซีที * แพลตฟอร์ม * ร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล * data center
dlvr.it
September 5, 2026 at 3:54 AM
เปิดรับฟังความเห็น 'ร่าง พ.ร.บ.โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลฯ' คุม 'ดาต้าเซ็นเตอร์-คลาวด์-แพลตฟอร์ม'
เปิดรับฟังความเห็น 'ร่าง พ.ร.บ.โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลฯ' คุม 'ดาต้าเซ็นเตอร์-คลาวด์-แพลตฟอร์ม'
เปิดรับฟังความเห็น 'ร่าง พ.ร.บ.โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลฯ' คุม 'ดาต้าเซ็นเตอร์-คลาวด์-แพลตฟอร์ม' auser15 Sat, 2026-09-05 - 10:50 เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พ.ศ. .... มุ่งกำกับกิจการ Data Center บริการคลาวด์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล ทั้งการใช้พลังงาน และความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ร่วมแสดงความเห็นทางเว็บไซต์รัฐสภาถึงวันที่ 15 ตุลาคมนี้ 5 กันยายน 2569 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สนง.สผ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบกิจการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พ.ศ. .... ซึ่ง นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ เป็นผู้เสนอ และเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ไม่เกี่ยวด้วยการเงิน โดยมีเป้าหมายกำกับดูแลการประกอบกิจการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ครอบคลุม บริการศูนย์ข้อมูล (Data Center) บริการคลาวด์ และบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เนื่องจากกิจการดังกล่าวมีการใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก ก่อให้เกิดความร้อน เสียง และอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสุขภาพของประชาชน สำหรับสาระสำคัญ กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี และเพื่อรักษา อธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ กำหนดให้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีสัญชาติไทย ข้อมูลของนิติบุคคลที่จัดตั้งในประเทศไทย รวมถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐ ต้องจัดเก็บไว้ในราชอาณาจักรตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ กำหนดให้สถานที่ตั้งบริการศูนย์ข้อมูลต้องอยู่ในพื้นที่ที่สามารถตั้งโรงงานได้ตามกฎหมายผังเมือง และโครงการต้องได้รับการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน รวมถึงต้องควบคุมการปล่อยความร้อน มลพิษทางเสียง จัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมีมาตรการป้องกันอัคคีภัย โดยผู้ประกอบกิจการต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายและค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกิจการของตน ส่วน บริการคลาวด์ ผู้ให้บริการต้องมีมาตรฐานในการจัดเก็บรักษาข้อมูลและมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล รวมทั้งต้องตรวจสอบหรือยืนยันตัวตนผู้ใช้บริการ และอาจต้องระงับการเข้าถึงข้อมูล หากมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการใช้บริการเพื่อฝ่าฝืนกฎหมาย ขณะที่ บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล กำหนดมาตรการเพิ่มความโปร่งใสและคุ้มครองผู้ใช้บริการ โดยต้องแจ้งสิทธิของผู้ใช้บริการก่อนทำธุรกรรม จัดให้มีช่องทางร้องเรียนและแจ้งการกระทำผิดกฎหมาย พร้อมตอบรับเรื่องภายใน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการเข้าตรวจสอบสถานประกอบการ เอกสาร ระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการยึดหรืออายัดสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามเงื่อนไขที่กฎหมาย ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พ.ศ. .... ผ่านเว็บไซต์รัฐสภา หมวดการรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2569  * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * ไอซีที * แพลตฟอร์ม * ร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล * data center
dlvr.it
September 5, 2026 at 3:54 AM
ซัดกลับฝั่งส้ม! ปัด ‘ภูมิใจไทย’ ฮั้วเลือก สว. ย้อนถาม 300 คนนัดเจอเมืองทองธานีบริสุทธิ์จริงหรือ?

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6067449/
#ศุภชัยใจสมุทร #คดีฮั้วสว
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
July 30, 2026 at 7:46 AM
‘ศุภชัย’ สอนมวย ‘การฟ้องคดี ไม่ใช่การฟ้องปิดปากเสมอไป’

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6050325/
#ศุภชัยใจสมุทร #พรรคภูมิใจไทย
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
July 23, 2026 at 9:21 AM
STANDARD — ภูมิใจไทยจ่อฟ้องหมิ่นประมาท ‘ยิ่งชีพ iLaw’ ปมกล่าวหาฮั้วเลือก สว. ชี้ไร้หลักฐาน
ภูมิใจไทยจ่อฟ้องหมิ่นประมาท ‘ยิ่งชีพ iLaw’ ปมกล่าวหาฮั้วเลือก สว. ชี้ไร้หลักฐาน
ศุภชัย ใจสมุทร สส.ภูมิใจไทย แถลงตอบโต้ iLaw กรณีหลักฐานคดีฮั้วเลือก สว. ยืนยันพรรคทำตามกฎหมายและพร้อมชี้แจงทุกประเด็น
thestandard.co
July 21, 2026 at 7:51 PM
ภูมิใจไทยจ่อฟ้อง ‘เป๋า ไอลอว์’ หลังเปิด 9 ชื่อ ‘อนุทิน’-รัฐมนตรี-สส. ปมเอี่ยวฮั้วเลือก สว.
ภูมิใจไทยจ่อฟ้อง ‘เป๋า ไอลอว์’ หลังเปิด 9 ชื่อ ‘อนุทิน’-รัฐมนตรี-สส. ปมเอี่ยวฮั้วเลือก สว. See Think Tue, 2026-07-21 - 19:38 “ภูมิใจไทย” จ่อฟ้องหมิ่นประมาท “ยิ่งชีพ iLaw” หลังไอลอว์เปิดข้อมูล 9 ชื่อ  ‘อนุทิน’-รัฐมนตรี-สส. ปมเอี่ยวฮั้วเลือก สว. วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวต่อกรณีที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ยื่นหลักฐานเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว. ให้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) หนังสือดังกล่าวระบุว่า เพื่อขอให้ใช้อำนาจหน้าที่ในการสอบสวนบุคคลในฝ่ายรัฐบาลจำนวน 9 ราย และได้มีการแถลงว่า จากการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานของ iLaw พบพฤติกรรมที่เข้าข่ายการส่งผู้สมัครจัดหาโพย และการให้ค่าตอบแทนในระดับพื้นที่ และระดับประเทศ ในกรณีการเลือกตั้งสว. ที่ผ่านมา หรือสิ่งที่มีการกล่าวกันเรื่องคดีฮั้ว สว. บุคคลที่นายยิ่งชีพ ได้แถลงคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนี้ และมีบุคคลอื่นอีก 8 ราย ซึ่งบางท่านเป็นรัฐมนตรีอยู่ในคณะรัฐบาลชุดนี้ และบางท่านก็เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย กล่าวว่า ถ้อยคําในเนื้อหาคําร้อง และการแถลงของนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ทั้งหมดที่ปรากฏเป็นกรณีที่เห็นได้ชัดว่า เป็นการหมิ่นประมาทบุคคลทั้ง 9 ราย กรณีดังกล่าวมีการอ้างว่าเป็นการสืบสวน และรวบรวมพยานหลักฐานของ iLAW ข้อมูลดังกล่าวต้องถามกลับไปยังนายยิ่งชีพ ว่า นายยิ่งชีพ มีข้อมูลนี้จากไหน อย่างไร เป็นความจริงหรือความเท็จอย่างไรในสิ่งที่ได้มีการสืบสวนสอบสวน กรณีดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นการใส่ร้ายป้ายสีบุคคลที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด เพราะความจริงแล้ว ข้อเท็จจริงที่ได้แถลงออกมา ความที่ปรากฏในแต่ละบุคคลที่กล่าวหาที่มีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงที่มีการกล่าวถึงนั้น ทั้งหมดไม่ได้มีความเป็นจริงอย่างที่นายยิ่งชีพ ได้กล่าว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏทั้งหลายจะเห็นได้ชัดว่า ทั้งหมดเป็นการใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เป็นการกระทําที่ผิดทางอาญาในข้อหาหมิ่นประมาท “นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะดําเนินคดีกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ในข้อหาหมิ่นประมาท และบุคคลอื่นที่ปรากฏอยู่ตามคําแถลง และในหนังสือที่ได้ยื่นต่อประธานวิปฝ่ายค้านนั้น ทุกคนก็จะดําเนินคดีกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ในการกระทําที่นายยิ่งชีพ ได้กระทําไป “ นายศุภชัย ระบุ นายศุภชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้ข้อกล่าวอ้างที่อ้างขึ้นมาลอยๆ อ้างเรื่องของการสืบสวน การรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เป็นข้ออ้างที่ไม่มีพยานหลักฐานอะไรสนับสนุนเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดําเนินการไปในวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา บุคคลทั้งหมดจะดําเนินคดีกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์  21 ก.ค. 2569 เวลา 11.00 น. ที่ห้องแถลงข่าวอาคารรัฐสภา iLaw นำโดย “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ มีการเปิดข้อมูล ข้อกล่าวหา ปากคำพยาน ในคดีการโกงเลือกสว. ในส่วนที่เกี่ยวกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย สส. รัฐบาล และรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งปัจจุบันอย่างน้อย 12 คน และยื่นข้อมูลให้กับฝ่ายค้าน เพื่อใช้ในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลปัจจุบัน โดยมี พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้านเป็นผู้รับหนังสือ สำหรับในหนังสือที่ iLaw นำส่งข้อมูลให้ประธานวิปฝ่ายค้านระบุว่า ตลอดการติดตามกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภาปี 2567 ตั้งแต่การรับสมัคร การเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ จนถึงการสอบสวนคดีฮั้ว สว. ได้รวบรวมข้อมูลจากพยานผู้มีส่วนรู้เห็นที่ได้ให้ข้อมูล ตั้งแต่การนัดหมายเพื่อตระเตรียมการลงคะแนนอย่างมียุทธศาสตร์ การเดินทาง การเข้าพักโรงแรม การตกลงและการให้ผลประโยชน์ตอบแทนการลงคะแนน ซึ่งเคยส่งมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว แต่เห็นว่าแนวโน้มการดำเนินคดียังไม่มีความคืบหน้า iLaw จึงนำข้อมูลส่วนหนึ่งมายื่นต่อประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจในการบริหารราชการ และความซื่อสัตย์สุจริตของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล หรือคณะรัฐมนตรีที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการเลือก สว. ตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ iLaw ระบุข้อมูลขบวนการทุจริตการเลือก สว. ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในรัฐบาล จำนวน 9 คน ดังนี้ 1. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, 2. ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี, 3. ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, 4. กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปฯรัฐบาล, 5. พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, 6.นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, 7.สุขสมรวบ วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, 8.พิชัย ชมภูพล สส.พรรคภูมิใจไทย และ 9.ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ ไอลอว์ได้ลงรายละเอียดข้อมูลที่ยื่นให้กับฝ่ายค้านไว้ที่เว็บไซต์ของไอลอว์ * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * คดีฮั้วเลือก สว. * พรรคภูมิใจไทย * ไอลอว์ * ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
dlvr.it
July 21, 2026 at 12:53 PM
ภูมิใจไทยจ่อฟ้อง ‘เป๋า ไอลอว์’ หลังเปิด 9 ชื่อ ‘อนุทิน’-รัฐมนตรี-สส. ปมเอี่ยวฮั้วเลือก สว.
ภูมิใจไทยจ่อฟ้อง ‘เป๋า ไอลอว์’ หลังเปิด 9 ชื่อ ‘อนุทิน’-รัฐมนตรี-สส. ปมเอี่ยวฮั้วเลือก สว.
ภูมิใจไทยจ่อฟ้อง ‘เป๋า ไอลอว์’ หลังเปิด 9 ชื่อ ‘อนุทิน’-รัฐมนตรี-สส. ปมเอี่ยวฮั้วเลือก สว. See Think Tue, 2026-07-21 - 19:38 “ภูมิใจไทย” จ่อฟ้องหมิ่นประมาท “ยิ่งชีพ iLaw” หลังไอลอว์เปิดข้อมูล 9 ชื่อ  ‘อนุทิน’-รัฐมนตรี-สส. ปมเอี่ยวฮั้วเลือก สว. วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวต่อกรณีที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ยื่นหลักฐานเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว. ให้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) หนังสือดังกล่าวระบุว่า เพื่อขอให้ใช้อำนาจหน้าที่ในการสอบสวนบุคคลในฝ่ายรัฐบาลจำนวน 9 ราย และได้มีการแถลงว่า จากการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานของ iLaw พบพฤติกรรมที่เข้าข่ายการส่งผู้สมัครจัดหาโพย และการให้ค่าตอบแทนในระดับพื้นที่ และระดับประเทศ ในกรณีการเลือกตั้งสว. ที่ผ่านมา หรือสิ่งที่มีการกล่าวกันเรื่องคดีฮั้ว สว. บุคคลที่นายยิ่งชีพ ได้แถลงคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนี้ และมีบุคคลอื่นอีก 8 ราย ซึ่งบางท่านเป็นรัฐมนตรีอยู่ในคณะรัฐบาลชุดนี้ และบางท่านก็เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย กล่าวว่า ถ้อยคําในเนื้อหาคําร้อง และการแถลงของนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ทั้งหมดที่ปรากฏเป็นกรณีที่เห็นได้ชัดว่า เป็นการหมิ่นประมาทบุคคลทั้ง 9 ราย กรณีดังกล่าวมีการอ้างว่าเป็นการสืบสวน และรวบรวมพยานหลักฐานของ iLAW ข้อมูลดังกล่าวต้องถามกลับไปยังนายยิ่งชีพ ว่า นายยิ่งชีพ มีข้อมูลนี้จากไหน อย่างไร เป็นความจริงหรือความเท็จอย่างไรในสิ่งที่ได้มีการสืบสวนสอบสวน กรณีดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นการใส่ร้ายป้ายสีบุคคลที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด เพราะความจริงแล้ว ข้อเท็จจริงที่ได้แถลงออกมา ความที่ปรากฏในแต่ละบุคคลที่กล่าวหาที่มีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงที่มีการกล่าวถึงนั้น ทั้งหมดไม่ได้มีความเป็นจริงอย่างที่นายยิ่งชีพ ได้กล่าว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏทั้งหลายจะเห็นได้ชัดว่า ทั้งหมดเป็นการใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เป็นการกระทําที่ผิดทางอาญาในข้อหาหมิ่นประมาท “นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะดําเนินคดีกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ในข้อหาหมิ่นประมาท และบุคคลอื่นที่ปรากฏอยู่ตามคําแถลง และในหนังสือที่ได้ยื่นต่อประธานวิปฝ่ายค้านนั้น ทุกคนก็จะดําเนินคดีกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ในการกระทําที่นายยิ่งชีพ ได้กระทําไป “ นายศุภชัย ระบุ นายศุภชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้ข้อกล่าวอ้างที่อ้างขึ้นมาลอยๆ อ้างเรื่องของการสืบสวน การรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เป็นข้ออ้างที่ไม่มีพยานหลักฐานอะไรสนับสนุนเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดําเนินการไปในวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา บุคคลทั้งหมดจะดําเนินคดีกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์  21 ก.ค. 2569 เวลา 11.00 น. ที่ห้องแถลงข่าวอาคารรัฐสภา iLaw นำโดย “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ มีการเปิดข้อมูล ข้อกล่าวหา ปากคำพยาน ในคดีการโกงเลือกสว. ในส่วนที่เกี่ยวกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย สส. รัฐบาล และรัฐมนตรีที่อยู่ในตำแหน่งปัจจุบันอย่างน้อย 12 คน และยื่นข้อมูลให้กับฝ่ายค้าน เพื่อใช้ในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลปัจจุบัน โดยมี พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้านเป็นผู้รับหนังสือ สำหรับในหนังสือที่ iLaw นำส่งข้อมูลให้ประธานวิปฝ่ายค้านระบุว่า ตลอดการติดตามกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภาปี 2567 ตั้งแต่การรับสมัคร การเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ จนถึงการสอบสวนคดีฮั้ว สว. ได้รวบรวมข้อมูลจากพยานผู้มีส่วนรู้เห็นที่ได้ให้ข้อมูล ตั้งแต่การนัดหมายเพื่อตระเตรียมการลงคะแนนอย่างมียุทธศาสตร์ การเดินทาง การเข้าพักโรงแรม การตกลงและการให้ผลประโยชน์ตอบแทนการลงคะแนน ซึ่งเคยส่งมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว แต่เห็นว่าแนวโน้มการดำเนินคดียังไม่มีความคืบหน้า iLaw จึงนำข้อมูลส่วนหนึ่งมายื่นต่อประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจในการบริหารราชการ และความซื่อสัตย์สุจริตของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล หรือคณะรัฐมนตรีที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตในการเลือก สว. ตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ iLaw ระบุข้อมูลขบวนการทุจริตการเลือก สว. ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในรัฐบาล จำนวน 9 คน ดังนี้ 1. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, 2. ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี, 3. ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, 4. กรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปฯรัฐบาล, 5. พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, 6.นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, 7.สุขสมรวบ วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, 8.พิชัย ชมภูพล สส.พรรคภูมิใจไทย และ 9.ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ ไอลอว์ได้ลงรายละเอียดข้อมูลที่ยื่นให้กับฝ่ายค้านไว้ที่เว็บไซต์ของไอลอว์ * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * คดีฮั้วเลือก สว. * พรรคภูมิใจไทย * ไอลอว์ * ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
dlvr.it
July 21, 2026 at 12:53 PM
ภท.ฟ้อง สนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นประมาท ลงคลิปกล่าวหาพรรค-อนุทิน ขายชาติ ปมแลนด์บริจด์
ภท.ฟ้อง สนธิ ลิ้มทองกุล หมิ่นประมาท ลงคลิปกล่าวหาพรรค-อนุทิน ขายชาติ ปมแลนด์บริจด์ See Think Fri, 2026-06-12 - 17:39 วันนี้ (12 มิถุนายน 2569) เว็บไซต์พรรคภูมิใจไทยเผยแพร่ข่าวระบุว่า นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อและประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นโจทก์ มอบหมาย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นผู้รับมอบอำนาจ ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ต่อศาลอาญา คำฟ้องคดีอาญา หมายเลขดำที่ อ.1639/2569 เนื่องด้วย เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ได้เผยแพร่คลิปบนเฟซบุ๊ก “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” มีข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ทำให้พรรคภูมิใจไทย ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง "ในคลิปมีคำบรรยาย (Caption) ว่า “คุณกำลังขายชาติ” พร้อมระบุว่า แลนด์บริดจ์ สรุปคือ พวกเขากำลังจะคอร์รัปชันชาติ กำลังเอาชาติไปขาย เพื่อเอาเงินเข้ากระเป๋านักการเมือง และพรรคตัวการของการขายชาติคือพรรคภูมิใจไทย ภูมิใจไทยที่คนได้เลือกกันมา คนที่ต่อต้านแลนด์บริดจ์มีทั่วประเทศแล้วตอนนี้ โดยพยายามเอาเข้ามาเป็น Southern Economic Cooperation SEC เหมือน EEC ที่ทำมากี่ปีแล้วยังไม่ไปไหน จะสร้างสนามบิน 3 สนามก็ยังไม่สำเร็จ รถไฟความเร็วสูงก็ไม่สำเร็จ EEC กลายเป็นที่รวมของจีนเทาเอาเงินมาลงทุน และมาเอาสิทธิพิเศษที่ EEC ให้ ฉันใดฉันนั้น แลนด์บริดจ์และกฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยเสนอเข้านั้นคือกฎหมายขายชาติ มีการยกเว้นภาษีที่ดินให้ล่วงหน้านับร้อยปีแล้ว นั่นคือที่มาว่าทำไมมันถึงต้องออกกฎหมายเพื่อยกที่ดิน 75 ปีให้ต่างชาติ ให้เช่าได้ ผมกำลังชี้หน้าภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี คุณกำลังขายชาติ คุณกำลังขายชาติ คุณกำลังขายชาติ” นายศุภชัย กล่าว นายศุภชัย กล่าวอีกว่า เมื่อปรากฏข่าวเช่นนั้น ย่อมทำให้ประชาชนทั่วไปที่ได้ดูคลิป หรืออ่านข้อความ สามารถเข้าใจได้ทันทีว่าติที่นายสนธิกล่าวในการเผยแพร่คลิปหมายถึงพรรคภูมิใจไทย กระทำการไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนและนักการเมือง ซึ่งเป็นความเท็จทั้งสิ้น ปัจจุบันโครงการแลนด์บริดจ์อยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ ศึกษาถึงผลดี-ผลเสียอย่างถี่ถ้วน ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างหรือลงทุน ซึ่งนายสนธิทราบดี แต่กลับมุ่งใส่ร้ายโจมตี โดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จึงไม่ใช่เป็นการติชมโดยสุจริต ส่งผลให้เกิดความเสียหาย และความศรัทธาที่ประชาชนมีให้พรรคภูมิใจไทยเกิดความเสื่อมคลายลง  * ข่าว * การเมือง * พรรคภูมิใจไทย * คดีหมิ่นประมาท * แลนด์บริจด์ * สนธิ ลิ้มทองกุล
dlvr.it
June 12, 2026 at 10:45 AM
ภูมิใจไทย โต้ ‘วิษณุ’ บาร์โค้ดไม่ทำลายความลับ ยันเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ
ภูมิใจไทย โต้ ‘วิษณุ’ บาร์โค้ดไม่ทำลายความลับ ยันเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ See Think Thu, 2026-02-19 - 16:16 19 ก.พ. 2569  ศุภชัย ใจสมุทร ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า จากกระแสข่าวที่อ้างถึงความเห็นของ วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 อาจมีปัญหาเรื่องความลับของการลงคะแนน เนื่องจากมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่า ควรพิจารณาตามหลักกฎหมาย ไม่ใช่ความกังวลเชิงเทคนิค ศุภชัย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดย “โดยตรงและลับ” โดยคำว่า “ลับ” หมายถึง ต้องไม่มีระบบที่สามารถเชื่อมโยงตัวบุคคลกับตัวเลือกที่ลงคะแนนได้ มิได้หมายความว่าบัตรต้องไม่มีรหัสหรือเครื่องหมายใด ๆ ศุภชัย กล่าวอีกว่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งซึ่งจัดทำภายใต้การกำกับของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีไว้เพื่อควบคุมจำนวนบัตร ป้องกันการปลอมแปลง และบริหารจัดการในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ไม่ได้เชื่อมโยงกับรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และไม่มีระบบติดตามว่าใครลงคะแนนให้ใคร ศุภชัย ยังอธิบายว่า การจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง “เป็นโมฆะ” ต้องมีการละเมิดหลักการพื้นฐานอย่างร้ายแรง และต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน ไม่ใช่เพียงข้อสันนิษฐานว่าระบบ “อาจ” ไม่ลับ ศุภชัย ยังยกตัวอย่างว่า แม้คนรอบตัวจะคาดเดาว่าบุคคลหนึ่งน่าจะเลือกพรรคใด แต่การกาบัตรเกิดขึ้นในคูหาโดยลำพัง เมื่อพับบัตรและหย่อนลงหีบแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถพิสูจน์ได้ว่าบัตรใบนั้นเป็นของใคร หรือเลือกผู้สมัครรายใด ความลับจึงยังคงอยู่ตามหลักกฎหมาย จึงสรุปได้ว่า ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานว่าบาร์โค้ดสามารถระบุตัวผู้ลงคะแนนได้ หรือมีการใช้ระบบดังกล่าวติดตามคะแนนเสียง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2569 ยังคงเป็นการเลือกตั้งโดยตรงและโดยลับตามรัฐธรรมนูญ และไม่อาจถือเป็นโมฆะได้เพียงจากข้อสงสัยเชิงเทคนิค ‘วิษณุ’ มองเลือกตั้ง “ไม่ลับ” ปมมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง  สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่าวานนี้ (18 ก.พ.) วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมายได้บรรยายในหัวข้อ ถอดรหัสภาวะผู้นำ-กรณีศึกษาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ภายใต้หลักสูตรวิทยาการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ วบส.รุ่น 14 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โดยช่วงถาม–ตอบภายหลังการบรรยาย มีผู้เข้าร่วมอบรมได้ถามประเด็นการพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งครั้งล่าสุด  วิษณุอธิบายว่าการตีความข้อกฎหมายกรณีในเรื่องนี้เกิดขึ้นได้ 2 แนวทาง * แนวทางแรกคือ ผลการลงคะแนนเลือกตั้ง “ไม่ลับ” ซึ่งอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะบาร์โค้ดสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงอย่างไร * แนวทางที่สองคือ ผลการลงคะแนนยังลับอยู่ เพราะว่าดูจากตอนที่กากบาทลงคะแนนในคูหา ว่าในขณะนั้นไม่ได้มีผู้ใดล่วงรู้ อย่างไรก็ตาม วิษณุกล่าวความคิดเห็นส่วนตัวว่าในมุมมองของเขา การลงคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้ “ไม่ลับ” เพราะว่ามีโอกาสตรวจสอบย้อนกลับไปได้  “แต่ถ้าถามผมเป็นส่วนตัว ผมอาจจะผิด ผมเห็นด้วยกับความเห็นที่ 1 ว่าไม่ได้ลับหรอก เพราะมันสามารถ identify ย้อนหลังกลับไปได้ว่าใครถูกใครผิด เลือกใคร ใครเป็นคนได้คะแนนเท่าไหร่ ถ้าจะทำ วิธีพิสูจน์ได้ง่ายๆ ก็คือว่า คุณไปเอา…ตัดที่มันมีบาร์โค้ดมา แล้วเอาบาร์โค้ดไปเทียบกับอีก 2 ใบ เทียบได้ไหม…ได้ มันมีโอกาสรู้ใช่ไหมล่ะ เมื่อมีโอกาสรู้ก็แปลว่าไม่ลับแล้วล่ะ” วิษณุ ระบุว่าถ้าคดีนี้ไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ เขาจะพิสูจน์ด้วยการที่หยิบบัตรเลือกตั้งมา 1 ใบ ที่มีบาร์โค้ด และเอาบาร์โค้ดไปเทียบกับต้นขั้ว เอาต้นขั้วไปเทียบกับบัญชีรายชื่อ ชื่อออกมาแล้วว่า “นาย ก.” ก็แสดงว่า “ไม่ลับ” แล้ว “ถ้าศาลรัฐธรรมนูญจะพิสูจน์ เขาจะพิสูจน์ด้วยการที่หยิบบัตรเลือกตั้งมาหนึ่งใบ…ที่มีบาร์โค้ด สมมติว่าบาร์โค้ดเป็บอย่างนี้ เอาบาร์โค้ดไปเทียบกับต้นขั้ว อ้าว ได้ต้นขั้วนี้ เอาต้นขั้วไปเทียบกับรายชื่อ อ้าว ชื่อออกมาแล้วว่านาย ก. นี่ไง ก็แสดงว่าไม่ลับแล้ว เมื่อมีโอกาสรู้ก็แปลว่าไม่ลับ คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่บอกว่าการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรต้องกระทำโดยตรงและลับมันไม่ได้หมายความว่าตอนไหน แต่มันหมายความว่าทุกตอน ไม่ได้ว่าตอนไหนก็ต้องลับตลอดเวลา คือลับไปกับโลกนี้เลย ถึงจะเรียกว่าลับ” ทั้งนี้ วิษณุย้ำด้วยว่ามุมมองของเขาเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวและอาจผิดพลาดได้ เมื่อถูกถามว่ามีโอกาสนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ตามการรายงานของสื่อผู้จัดการออนไลน์ วิษณุระบุว่า ไม่อาจคาดเดาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เห็นว่าการลงคะแนน “ไม่ลับ” ทางออกทางกฎหมายอาจเหลือเพียงการจัดเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ เนื่องจากรูปแบบบัตรเลือกตั้งใช้เหมือนกันทั่วประเทศ พร้อมยกบทเรียนปี 2549 ซึ่งแม้การจัดคูหาไม่เหมาะสมจะเกิดเพียงบางพื้นที่ แต่ก็มีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ และมีความรับผิดทางกฎหมายตามมา อดีตรองนายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ประเด็นบาร์โค้ดอาจเป็นเพียงชนวนหนึ่งของความชุลมุนทางการเมืองในระยะสั้น ขณะที่รัฐบาลชุดต่อไปยังต้องเผชิญความท้าทายในระยะยาว ทั้งความขัดแย้งภายในรัฐบาลเอง และแรงกดดันจากกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลประชามติ ซึ่งจะดึงผู้มีส่วนได้เสียจากหลากหลายขั้วความคิดเข้าสู่เวทีเดียวกัน อันอาจเพิ่มความซับซ้อนทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังต้องรอการพิจารณาและคำวินิจฉัยจากองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมายต่อไป ท่ามกลางสายตาของสาธารณชนที่จับตาความชอบธรรมของกระบวนการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด * ข่าว * การเมือง * เลือกตั้ง 2569 * พรรคภูมิใจไทย * วิษณุ เครืองาม * ศุภชัย ใจสมุทร
dlvr.it
February 19, 2026 at 9:26 AM
ศาลยกฟ้อง 'ชูวิทย์' คดีหมิ่นประมาทพรรคภูมิใจไทย ปมโจมตีนโยบายกัญชา
ศาลยกฟ้อง 'ชูวิทย์' คดีหมิ่นประมาทพรรคภูมิใจไทย ปมโจมตีนโยบายกัญชา auser15 Tue, 2025-11-25 - 14:21 ศาลอาญายกฟ้อง 'ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์' คดีหมิ่นประมาทพรรคภูมิใจไทย ปมค้านนโยบายกัญชาเสรี รณรงค์ไม่ให้คนเลือก สส.ภูมิใจไทย ระบุเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต แม้ถ้อยคำโจมตีนโยบายของโจทก์จะร้ายแรงอยู่บ้างแต่ว่าโจทก์เป็นบุคคลสาธารณะ ต้องยอมรับคำติชม 25 พฤศจิกายน 2568 Thai PBS รายงานว่า  ที่ห้องพิจารณา 808 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำ อ.1225/2566ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคมอบอำนาจให้นายศุภชัย ใจสมุทร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดังเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาฯ จากกรณี เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2566 ได้มีพระบรมราชโองการประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566 ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2566 คณะกรรมการเลือกตั้งได้ออกประกาศเรื่อง กำหนดวันเลือกตั้ง วันรับสมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง วันรับสมัครเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ และสถานที่ที่พรรค การเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ในการนี้โจทก์ได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 387 คน และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 98 คน เมื่อวันที่ 2 พ.ค.2566 ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำลังปราศรัยให้แก่ผู้สมัครในสังกัดพรรคของโจทก์บนเวทีปราศรัยชั่วคราว ณ ลานกีฬาแฟลตดินแดง สน.ดินแดง ซึ่งในขณะนั้นมีประชาชนเข้าร่วมฟังการปราศรัยมากกว่า 2,000 คน นายชูวิทย์ จำเลยได้บังอาจตั้งโต๊ะแถลงข่าวโดยใช้เครื่องขยายเสียงขนาดเล็ก (โทรโข่ง) และแจกเสื้อให้แก่ประชาชนได้จูงใจ ให้ประชาชนทั่วไปงดเว้นการลงคะแนนในเลือก สส. สังกัดของโจทก์ โจมตีข้อความเท็จอันเป็น คดีนี้ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้องคดีไว้พิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าโจทก์เป็นบุคคลสาธารณะมีผลต่อประชาชนและนำนโยบายของกัญชาหาเสียงข้อเท็จจริงจากการนำสืบของโจทก์และจำเลยเมื่อปี 2565 มีการประกาศให้กัญชาและกัญชงไม่ผิดกฎหมายและนำไปใช้เสพ โดยทั่วไป โดยไม่มีการควบคุมทางกฎหมายอีก รวมถึงการที่จำเลยกล่าวว่าโจทก์มีความเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการเลี้ยงใบกัญชง จึงให้ความสนใจกับธุรกิจกัญชาและกัญชงมากกว่าประโยชน์ทางการแพทย์ อย่างไรก็ตามจำเลยเป็นประชาชนที่ให้ความสนใจเรื่องปัญหาของเยาวชนไม่เห็นด้วยกับการปราศรัยนโยบายกัญชาเสรีว่าเป็นสิ่งที่หลอกลวงประชาชน มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงได้ต่อต้านไม่ให้เลือกพรรคที่สนับสนุนนโยบายกัญชาเสรี ดังนั้นจำเลยจึงแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตแม้ถ้อยคำโจมตีนโยบายของโจทก์จะร้ายแรงอยู่บ้างแต่ว่าโจทก์เป็นบุคคลสาธารณะ ต้องยอมรับคำติชม ดังนั้นจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทพิพากษายกฟ้อง * ข่าว * การเมือง * กัญชา * พรรคภูมิใจไทย * ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ * กระบวนการยุติธรรม * หมิ่นประมาท
dlvr.it
November 25, 2025 at 7:29 AM
พรรคภูมิใจไทยเตรียมเสนอร่างกฎหมายปราบทุจริตสอบข้าราชการ กำหนดโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท ริบทรัพย์ เพิ่มโทษเจ้าหน้าที่รัฐ และตัดสิทธิ์รับราชการตลอดชีวิต
#themainstreamth #พรรคภูมิใจไทย #รัฐบาลอนุทิน #ทุจริตสอบราชการ #ศุภชัยใจสมุทร
themainstream.news/politics/185...
July 8, 2026 at 4:30 AM