#อธิบดีปกครอง
สั่งย้ายฟ้าผ่า! อธิบดีกรมการปกครองโยก #นายอำเภอบ้านสร้าง ช่วยราชการวิทยาลัยการปกครอง
.
#น้ำท่วม #น้ำท่วมปราจีนบุรี
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์
www.dailynews.co.th/news/6254811/
October 7, 2026 at 3:34 AM
อธิบดีกรมการปกครอง ยืนยันแชตไลน์หลุด "ช่วยน้ำเงินด้วย" ไม่ใช่ข้อความของตน
อธิบดีกรมการปกครอง ยืนยันแชตไลน์หลุด "ช่วยน้ำเงินด้วย" ไม่ใช่ข้อความของตน auser15 Sun, 2026-06-21 - 14:32 'นฤชา โฆษาศิวิไลซ์' อธิบดีกรมการปกครอง ยืนยันไม่ได้ทำผิดตามที่ 'อดีต ปจ.ภูเก็ต' ยื่นฟ้องศาล ปมสั่งช่วยราชการและแชตไลน์หลุด "ช่วยน้ำเงินด้วย" ไม่ใช่ข้อความของตน ชี้ทำตามระเบียบ-ผู้บังคับบัญชารับทราบ ภาพจาก: ครอบครัวข่าว 3  21 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ในความผิดตามมาตรา 157 กรณีคำสั่งให้ช่วยราชการไม่ชอบ และปมแชตไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ว่า ในส่วนประเด็นไลน์หลุด ยืนยันว่า ไม่ใช่ข้อความของตน และไม่เป็นไปตามข้อกล่าวหา ส่วนเรื่องคำสั่งให้ช่วยราชการนายรุ่งเรืองนั้น มั่นใจว่าทำตามระเบียบขั้นตอนถูกต้องทุกอย่าง ตนได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาให้รับทราบแล้ว และยังไม่มีผู้บังคับบัญชาท่านใดท้วงติง หรือเห็นว่าตนทำผิดระเบียบและกฎหมายข้อไหน นายนฤชา กล่าวอีกว่า สำหรับการฟ้องร้องของนายรุ่งเรือง ตนมองว่าเป็นสิทธิหากเห็นว่าไม่ได้รับความยุติธรรม และตนขอให้รอดูข้อเท็จจริงของผลการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยต่อไป “ผมนอกจากเป็นอธิบดีกรมการปกครองแล้ว ยังมีฐานะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) จากนี้ทุกเรื่องที่พิจารณาว่าเข้าข่ายมูลฐานความผิด ป.ป.ง. ผมจะส่งเรื่องให้ป.ป.ง. ดำเนินการต่อตามหน้าที่ อำนาจ ต่อไปทุกราย นายนฤชา กล่าว * ข่าว * การเมือง * นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ * กรมการปกครอง * แชตช่วยน้ำเงินด้วย
dlvr.it
June 21, 2026 at 7:37 AM
อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ยื่น ป.ป.ช. สอบ 'ภูมิธรรม–ปลัด มท.' ปมโยกย้ายมิชอบ
อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ยื่น ป.ป.ช. สอบ 'ภูมิธรรม–ปลัด มท.' ปมโยกย้ายมิชอบ auser15 Sat, 2026-05-23 - 13:37 'ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์' อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบ 'ภูมิธรรม–ปลัด มท.' ปมโยกย้ายมิชอบ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง 23 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า วานนี้ (22 พ.ค.) 2569 นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบและไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีการโยกย้ายตนออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก่อนเกษียณอายุราชการ คำร้องดังกล่าวกล่าวหานายภูมิธรรม เวชยชัย ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ขณะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่ามีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการเสนอและดำเนินการโยกย้ายผู้ร้องโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามหลักระบบคุณธรรม และอาจเข้าข่ายความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผู้ร้องระบุว่า การโยกย้ายดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการมอบนโยบายในช่วงเวลาอันสั้น โดยไม่ปรากฏเหตุผลเฉพาะรายว่า ผู้ร้องมีข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ไม่มีการประเมินผลการทำงาน ไม่มีการเปิดโอกาสให้ชี้แจง และไม่มีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าการย้ายออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองเป็นความจำเป็นแท้จริงของทางราชการ ประเด็นสำคัญของคำร้อง คือ ผู้ร้องเห็นว่าการถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยมิใช่การสับเปลี่ยนตำแหน่งตามปกติ แต่เป็นการลดบทบาท อำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ และโอกาสในทางราชการ โดยเฉพาะเมื่อผู้ร้องใกล้เกษียณอายุราชการ ทำให้ไม่อาจกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมได้ และส่งผลกระทบต่อเกียรติประวัติ ชื่อเสียง และโอกาสหลังเกษียณอายุราชการ คำร้องยังอ้างถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม หรือ ก.พ.ค. ซึ่งมีมติเสียงข้างมากว่า การดำเนินการโยกย้ายดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ผู้ร้องจึงขอให้ ป.ป.ช. รับเรื่องไว้ไต่สวน ตรวจสอบเอกสารและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตรวจสอบว่ามีผู้ใดเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำดังกล่าวหรือไม่ ผู้ร้องยืนยันว่า มิได้ประสงค์ให้ ป.ป.ช. วินิจฉัยความผิดล่วงหน้า แต่ขอให้มีการไต่สวนโดยรอบคอบ เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อคุ้มครองหลักนิติธรรม ระบบคุณธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน และความเป็นธรรมต่อข้าราชการที่ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำคดีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง แต่เป็นคำถามสำคัญต่อ “ระบบคุณธรรม” ในราชการไทยว่า การใช้อำนาจย้ายข้าราชการต้องมีเหตุผลเฉพาะราย ตรวจสอบได้ และต้องไม่กระทบสิทธิ เกียรติประวัติ และความเป็นธรรมของผู้ถูกย้าย เมื่อ ก.พ.ค. มีคำวินิจฉัยว่า การโยกย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ได้รับความเสียหายจึงมีสิทธิร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบต่อไปว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบ หรืออาจถึงขั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมายอาญาหรือไม่ * ข่าว * การเมือง * ป.ป.ช. * กระทรวงมหาดไทย * ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ * กรมการปกครอง * ภูมิธรรม เวชยชัย
dlvr.it
May 23, 2026 at 6:41 AM
เสนอยืดเดดไลน์พิสูจน์ 'สัญชาติ' กลุ่มชาติพันธุ์-คนไร้รัฐเกือบ 4 แสน UNHCR ชมไทยแก้ได้จริง ผลจากมติ ครม.67
เสนอยืดเดดไลน์พิสูจน์ 'สัญชาติ' กลุ่มชาติพันธุ์-คนไร้รัฐเกือบ 4 แสน UNHCR ชมไทยแก้ได้จริง ผลจากมติ ครม.67 รายงาน: พัชญ์สิตา รุ่งโรจน์ธนกุล XmasUser Fri, 2026-03-20 - 14:49 เฟซบุ๊กกรมการปกครอง fanpage ซึ่งเป็นช่องการการสื่อสารที่เป็นทางการของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ระบุว่า วันที่ 17 มี.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง มอบหมายให้ วิฑูรย์ สิรินุกูล รองอธิบดีกรมการปกครอง ร่วมกับ ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นันทนีย์ เจษฎาชัยยุทธ์ ผู้แทน UNHCR ประเทศไทย สรชาย ครองยุทธ ปลัดจังหวัดอุบลราชธานี อานนท์ หนุนชู นายอำเภอโขงเจียม ปทิตตา โฉมประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานยุติธรรมจังหวัดอุบลราชธานี ภูธร พันธรังศรี ผู้ประสานงานเครือข่ายฮักน้ำของ ร่วมเปิดโครงการ "รักข้ามโขง ชีวิตคนไร้สถานะ" เพื่อแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ โดยมีการเปิดคลินิกสัญชาติและคลินิกสิทธิมนุษยชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในพื้นที่ การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในราชอาณาจักรเป็นเวลานานและกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร โดยได้ปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากเดิมใช้ระยะเวลา 270 วัน และ 180 วัน เหลือเพียง 5 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาความไร้สัญชาติของพี่น้องชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ผู้อพยพ-ชาติพันธ์ุเฮ ! อยู่เกิน 15 ปี ครม.ไฟเขียวลดขั้นตอนขอสถานะ เข้าเมือง-สัญชาติเด็กเกิดไทย   ทั้งนี้ กรมการปกครองได้เร่งรัดดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการให้สัญชาติไทยและกำหนดสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้มีสิทธิแล้วจำนวน 113,274 ราย และได้รับคำชื่นชมจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ที่ระบุว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถแก้ไขปัญหาภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติได้ดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก และมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับ สปป.ลาว พบว่ามีกลุ่มลาวอพยพที่เข้ามาอยู่อาศัยในลักษณะครอบครัวและมีความสัมพันธ์กับคนไทยจำนวน 5,382 ราย รวมทั้งยังมีกลุ่มญวนหรือเวียดนามอพยพอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติต่อไป จึงได้เกิดโครงการดังกล่าวขึ้นในพื้นที่อำเภอโขงเจียม ในวันนี้ กรมการปกครองได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลให้แก่ประชาชน โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนเพื่อดำเนินการทางทะเบียน จำนวนรวม 224 ราย ประกอบด้วย * การแก้ไขกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีข้อมูลผิดพลาด 93 ราย * การถ่ายบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย 2 ราย * การขอมีสัญชาติไทย 9 ราย * การลงทะเบียนจัดทำทะเบียนประวัติ 0 ใหม่ 8 ราย * คนไทยตกหล่น (ตรวจดีเอ็นเอ) 3 ราย และ * การขอคำปรึกษาจากคลินิกสัญชาติ 109 ราย ขณะเดียวกัน กรมการปกครองยังได้เปิดคลินิกสัญชาติ ให้บริการคำปรึกษาแก่ประชาชนที่ได้รับสิทธิ รวมถึงการออกบัตรประจำตัวให้แก่ผู้ที่ยื่นเอกสารครบถ้วน ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เปิดคลินิกสิทธิมนุษยชน ให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่มีสถานะตกหล่น รวมถึงการรวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานเพื่อยื่นต่อกรมการปกครอง รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ได้เร่งรัดสำรวจและจัดทำข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งดำเนินการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสิทธิต่างๆ ของผู้ได้รับสัญชาติไทยอย่างเท่าเทียมกัน เช่น สิทธิการศึกษาและสิทธิทางการเมือง ตามนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายใต้แนวคิด "อำเภอพึ่งได้" DOPA 2026 Better Together ในตอนท้าย รองอธิบดีกรมการปกครอง กล่าวย้ำว่า กรมการปกครองขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยสามารถดำรงชีวิตได้อย่างถูกต้องตามเงื่อนไขและบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยโครงการจะดำเนินการถึงวันที่ 20 มี.ค. 2569 และหลังจากนี้กรมการปกครองจะสรุปผลและพัฒนาต้นแบบ เพื่อขยายผลการดำเนินงานในพื้นที่ต่อไป จึงเกิดคำถามว่ารัฐบาลใหม่ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยจะสานต่อนโยบายเร่งรัดกระบวนการให้สัญชาติแก่กลุ่มชาติพันธุ์หรือไม่ เนื่องจากนโยบายดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก มติ ครม. ที่นำโดยพรรคเพื่อไทยเมื่อปี 2567 ทั้งนี้ มติ ครม. ดังกล่าวได้รับคำชื่นชมจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (UNHCR) และยูนิเซฟมาตั้งแต่ปี 2567  "สิ่งนี้นับว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญ" แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ประจำประเทศไทยกล่าว และระบุว่า “การดำเนินการนี้จะเป็นการลดจำนวนบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติที่มากที่สุดเท่าที่เคยปรากฎบนโลกนี้" ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มี.ค.จากการรายงานของ The Reporters ผู้แทน UNHCR ประเทศไทยมีการกล่าวชื่นชมประเทศไทยในเรื่องความมุ่งมั่นแก้ปัญหา 'คนไร้รัฐไร้สัญชาติ' จนนานาชาติยอมรับ  ประกาศ ก.มหาดไทย ระบุ นโยบายเร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติ ใช้บังคับถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 69  เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่เกิด-อพยพ อยู่ในไทยมายาวนาน 15 ปีขึ้นไป โดยกฎเกณฑ์ใหม่นี้จะลดระยะเวลาและขั้นตอนการพิจารณาเรื่องการให้สถานะอยู่อาศัยถาวร-การพิจารณาให้สัญชาติกับเด็กที่เกิดในไทย ให้เหลือ 5 วัน เพื่อแก้ปัญหาสัญชาติและการรับรองสถานะบุคคลรวมกว่า 480,000 ราย  ประกาศดังฉบับดังกล่าวระบุตรงข้อที่ 1 ด้วยว่า ประกาศฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ประกาศ และใช้บังคับเป็นระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป เว้นแต่คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้ขยายระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2569 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ออกไป ให้ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้มีผลใช้บังคับตามระยะเวลาที่ขยายนั้น ประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้ลงนามโดย ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ขณะนั้น)  2 วันก่อนที่ราชกิจจานุเบกษาจะเผยแพร่ประกาศฉบับนี้ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดีย "เอ็กซ์" แสดงความยินดีกับพี่น้องชาติพันธุ์ที่รอคอยการแก้ไขปัญหาสัญชาติและการรับรองสถานะ โดยระบุข้อความตอนหนึ่งด้วยว่า "ในจังหวัดเชียงรายมีผู้รอการพิสูจน์สิทธิกว่า 90,000 ราย ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในประเทศ" แพทองธารระบุในโพสต์ดังกล่าวด้วยว่า เดือน ก.ค. 2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เดินทางมาที่จังหวัดเชียงรายเพื่อพบกับพี่น้องชาติพันธุ์และให้คำมั่นว่า จะดูแลพี่น้องชาติพันธุ์ด้วยความเสมอภาค เท่าเทียม โดยสามารถอยู่ในประเทศไทยได้ถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องที่เกี่ยวข้อง * กระทรวงมหาดไทยประกาศลดเวลา-ขั้นตอน รับรองสถานะเข้าเมือง-ให้สัญชาติเด็กเกิดไทย จากรอเกือบปีเหลือ 5 วัน กสม.ชงมหาดไทย ขอให้ต่อมติ ครม.ไปอีกจาก มิ.ย. 69  เหตุยังมีคนติดค้างอีกจำนวนมาก  ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters รายงานคำพูด ปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชน ที่เปิดเผยว่า เธอได้ติดตามการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติมาตลอด ต้องชื่นชม กรมการปกครองและสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ออกมติ ครม. 29 ต.ค. 2567 ที่จะทำให้คนไร้สัญชาติกว่า 4.8 แสนคน ได้รับสิทธิสถานะบุคคล ทั้งถิ่นที่อยู่ถาวรและสัญชาติ ส่งผลให้ทำให้ปัญหาคลี่คลายแล้วเสร็จไปแล้วกว่า 1 แสน แต่ยังติดค้างอีกจำนวนมาก โดย กสม.จะเตรียมขอให้ยืดเวลาออกไปจาก 30 มิ.ย. 2569  กรรมการสิทธิมนุษยชนผู้นี้ยังกล่าวกับ The Reporters ด้วยว่า สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีข้อเสนอแนะต่อมติคณะรัฐมนตรี 29 ต.ค. 2567   * รายงานพิเศษ * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * กลุ่มชาติพันธุ์ * คนไร้รัฐ * สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ * กสม. * ปรีดา คงแป้น * กระทรวงมหาดไทย * กระบวนการพิสูจน์สิทธิสัญชาติ * พ.ร.บ.สัญชาติ * สหประชาชาติ * UN
dlvr.it
March 20, 2026 at 9:12 AM
'ไผ่ จตุภัทร์' ฟ้องศาลปกครอง ชี้คำสั่งลงโทษวินัย-งดเยี่ยมญาติใกล้ชิด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
'ไผ่ จตุภัทร์' ฟ้องศาลปกครอง ชี้คำสั่งลงโทษวินัย-งดเยี่ยมญาติใกล้ชิด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย auser15 Wed, 2026-05-20 - 16:49 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผย 'ไผ่ จตุภัทร์' ยื่นฟ้องราชทัณฑ์ต่อศาลปกครอง เหตุเห็นว่าคำสั่งลงโทษวินัย-งดเยี่ยมญาติใกล้ชิดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2569 ที่ศาลปกครองกลาง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ได้เข้ายื่นฟ้องคดีต่อ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ, อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และกรมราชทัณฑ์ กรณีออกคำสั่งจากการลงโทษทางวินัย เนื่องจากในช่วงเดือนกันยายน 2568 จตุภัทร์ทำการประท้วงโดยนำผ้าไปปิดกล้องวงจรปิดในห้องขังและนำกาแฟผสมน้ำไปเขียนข้อความบนกำแพง เนื่องจากเห็นว่าเมื่อถูกกักตัวป้องกันโรคหลังเข้าเรือนจำครบตามกำหนดแล้ว แต่ไม่ได้ถูกจำแนกแดนไป และไม่มีคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ จึงได้ดำเนินการประท้วงดังกล่าว ต่อมาทางเรือนจำลงโทษโดยให้ภาคทัณฑ์และไม่สามารถเยี่ยมญาติแบบใกล้ชิดได้ แต่เขาเห็นว่าคำสั่งลงโทษดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ยื่นฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ความเป็นมา: ไผ่ประท้วงการถูกกักตัวเกินกำหนด เรือนจำสอบวินัยและลงโทษภาคทัณฑ์ เหตุในกรณีนี้โดยสรุป ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2568 จตุภัทร์ถูกย้ายจากเรือนจำอำเภอภูเขียว มาที่แดนแรกรับของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยต้องถูกกักตัวเพื่อเฝ้าระวังโรค ตามนโยบายของเรือนจำ เป็นเวลา 5 วัน โดยการกักโรคดังกล่าวคือการกักตัวในห้องขังตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง กำหนดจำนวนผู้ต้องขังในห้องกักกันโรคแต่ละห้องให้ได้จำนวนน้อยที่สุด เช่น ห้องละ 5 – 10 คน จตุภัทร์ครบกำหนดกักโรคในวันที่ 28 ก.ย. 2568 และควรได้รับการจำแนกแดนในวันถัดมา แต่ปรากฏว่าถูกกักตัวต่อไปในวันที่ 29 ก.ย. 2568 โดยผู้ต้องขังที่ถูกย้ายมาพร้อมกันในห้องกักอื่นได้ถูกจำแนกหรือย้ายแดนไปแล้ว จึงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และพยายามสอบถามถึงสาเหตุ แต่ไม่ได้รับคำตอบใด จึงได้ประท้วงโดยนำเสื้อไปคลุมกล้องวงจรปิดและนำกาแฟผสมน้ำเขียนข้อความบนกำแพง ต่อมา ในช่วงบ่ายวันที่ 29 ก.ย. จตุภัทร์ถูกเจ้าหน้าที่บังคับใส่กุญแจมือไพล่หลัง ใช้ถ้อยคำหยาบคายต่อว่า และพยายามนำเอกสารบันทึกจับกุมมาให้ลงชื่อ แต่เขาปฏิเสธ จากนั้น เขาถูกนำตัวกลับไปห้องกักโรคต่อไป จนวันที่ 1 ต.ค. 2568 จึงถูกจำแนกแดน ล่วงเลยระยะเวลากักโรคไปอีก 3 วัน โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลให้เข้าใจได้ วันที่ 2 ต.ค. 2568 จตุภัทร์ถูกเจ้าหน้าที่นำตัวไปสอบสวนทางวินัย โดยให้อานนท์ นำภา เพื่อนผู้ต้องขัง มาช่วยเป็นผู้บันทึกในการสอบสวน แต่ไม่ได้แจ้งสิทธิในการมีทนายความเข้าร่วม จนวันที่ 8 ธ.ค. 2568 ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้มีคำสั่งลงโทษจตุภัทร์ โดยเห็นว่าป็นการกระทำผิดวินัย ฐานจงใจก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจำ แต่ยังไม่เกิดความเสียหายขึ้นเนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่มีเจตนาที่จะทำให้กิจการของเรือนจำเสียหาย จึงลงโทษโดยการภาคทัณฑ์ จตุภัทร์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โดยเห็นว่าคำสั่งลงโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการแจ้งสิทธิการมีทนายความร่วมการสอบสวนและสิทธิการขอเข้าตรวจสอบเอกสาร ทั้งผู้ออกคำสั่งไม่กำหนดระยะเวลาลงโทษภาคทัณฑ์ ทำให้ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถคาดหมายได้ว่าคำสั่งลงโทษจะมีผลถึงเมื่อใด และการกระทำก็ไม่ได้เข้าลักษณะความผิดวินัยฐาน “จงใจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจำ” แต่เป็นเพียงการแสดงถึงความเดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่มีเจตนาก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อมาวันที่ 15 ม.ค. 2569 เรือนจำได้แจ้งคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ดังกล่าวทั้งหมด รวมทั้งส่งรายงานผลการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวให้กรมราชทัณฑ์พิจารณาต่อไป  ต่อมาวันที่ 6 พ.ค. 2569 อธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้มีคำสั่งยกอุทธรณ์ของจตุภัทร์ทั้งหมดเช่นกัน แต่ให้เรือนจำแก้ไขข้อกฎหมายพร้อมฐานความผิดในคำสั่งดังกล่าวให้ถูกต้องด้วย ยื่นฟ้องคดี เห็นว่าคำสั่งขัดต่อหลักความได้สัดส่วน รุนแรงเกินกว่าเหตุ การกระทำไม่ได้ก่อความเสียหาย ถูกงดเยี่ยมญาติใกล้ชิด โดยไม่ระบุเวลาสิ้นสุด จากเหตุการณ์ดังกล่าว จตุภัทร์เห็นว่า คำสั่งลงโทษวินัยผู้ต้องขัง และคำสั่งยกอุทธรณ์ของกรมราชทัณฑ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยสรุปเห็นว่าผู้ฟ้องไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคำสั่งดังกล่าว โดยในการพยายามสอบถามเรื่องการถูกกักตัวเกินระยะเวลา 5 วันตามแนวทางปฏิบัติของเรือนจำ กลับถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำเพิกเฉย การแสดงออกที่เกิดขึ้นเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและดึงดูดความสนใจจากเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาตรวจสอบ และสอบถามถึงสาเหตุการถูกกักตัวเกินกำหนด ภายใต้สถานการณ์ที่ถูกตัดขาดจากช่องทางสื่อสารปกติ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นไปเพื่อปกป้องสิทธิของตน คำสั่งลงโทษดังกล่าว ขัดต่อหลักความได้สัดส่วน (Principle of Proportionality) เนื่องด้วยพฤติการณ์ที่ผู้ฟ้องกระทำประกอบกับมูลเหตุจูงใจกับการลงโทษภาคทัณฑ์ไม่ได้สัดส่วนกัน กล่าวคือ วัสดุที่ผู้ฟ้องคดีใช้คือน้ำผสมกาแฟ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเช็ดล้างทำความสะอาดได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายถาวรหรือทำให้ทรัพย์สินของราชการเสื่อมค่า การคลุมกล้องวงจรปิดก็เป็นเพียงการกระทำชั่วคราว การถูกบันทึกประวัติความผิดทางวินัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในเรือนจำ ย่อมเห็นได้ชัดว่าบทลงโทษนั้นรุนแรงเกินกว่าพฤติการณ์ นอกจากนั้น การกระทำของจตุภัทร์ยังไม่เข้าลักษณะ “จงใจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือกิจการของเรือนจำ” ซึ่งโดยสภาพแห่งการกระทำ ไม่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกิจการหรือทรัพย์สินของเรือนจำได้ เนื่องจากสามารถนำออก ลบหรือทำความสะอาดออกได้โดยง่าย ไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินของเรือนจำเกิดความเสียหาย ตลอดจนไม่ปรากฏว่ากิจการของเรือนจำได้รับความเสียหายหรือจะเสียหายจากการกระทำดังกล่าว ทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ยังมีการแก้ไขคำสั่งลงโทษ โดยอาศัยผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ของกรมราชทัณฑ์เป็นฐาน แก้ไขฐานความผิดที่มีความร้ายแรงกว่าฐานเดิมที่ถูกกล่าวหาอันมิใช่การแก้ไขคำสั่งเล็กน้อย แต่ไม่เคยให้โอกาสผู้ฟ้องคดีมีโอกาสชี้แจง จึงเป็นการแก้ไขคำสั่งที่กระทบสิทธิ ทั้งการลงโทษภาคทัณฑ์ตามฐานความผิดใหม่ที่แก้ไขนี้ก็จะต้องปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้ “จงใจทำให้ทรัพย์สินของทางราชการหรือของผู้อื่นเสียหาย” ซึ่งไม่เข้าลักษณะดังกล่าวเช่นกัน นอกจากนั้น การออกคำสั่งลงโทษทางวินัยผู้ต้องขังนั้น เจ้าหน้าที่รัฐต้องกระทำภายใต้กรอบอำนาจที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 69 (1) ประกอบกับกฎกระทรวงการดำเนินการทางวินัยผู้ต้องขัง พ.ศ. 2563 ข้อ 8 เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งหมายให้โทษ “ภาคทัณฑ์” เป็นเพียงมาตรการตักเตือนสำหรับความผิดเล็กน้อย โดยไม่มีบทบัญญัติใดในกฎหมายที่ให้อำนาจผู้บัญชาการเรือนจำนำผลของการภาคทัณฑ์ไปเป็นเหตุในการลิดรอนสิทธิหรือประโยชน์ขั้นพื้นฐานอื่นใดของผู้ต้องขัง โดยการให้งดเยี่ยมญาติใกล้ชิด โดยญาติของจตุภัทร์ถูกปฏิเสธไม่ให้เยี่ยมญาติใกล้ชิด ทั้งคำสั่งยังไม่มีการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของช่วงเวลาภาคทัณฑ์ไว้ ผู้ฟ้องคดียืนยันว่า คำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ดังกล่าวได้ถูกนำไปใช้เป็นเหตุในการลิดรอนสิทธิการเยี่ยมญาติใกล้ชิด และไม่แน่นอนว่าในอนาคตผู้ฟ้องคดีจะได้รับผลกระทบอื่นนอกเหนือจากการตักเตือนอีกหรือไม่ และมีผลเป็นระยะเวลายาวนานเพียงใด ถือเป็นการใช้อำนาจเกินเลยไปกว่าที่กฎกระทรวงฯ ให้อำนาจไว้ และเป็นการลงโทษซ้ำซ้อนแก่ผู้ฟ้องคดี นอกจากจะขัดต่อหลักความได้สัดส่วน ยังเป็นการละเมิดข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (The Nelson Mandela Rules) ข้อ 39 (1) ผลของการกระทำเช่นนี้ที่ถูกภาคทัณฑ์จะต้องยุติลงเพียงการถูกว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น แต่ผู้ฟ้องคดีกลับถูกตัดสิทธิการเยี่ยมญาติใกล้ชิดเฉกเช่นเดียวกับโทษสถานหนักอื่น ๆ แม้ผู้ฟ้องคดีจะตกอยู่ในสถานะผู้ต้องขังซึ่งถูกระงับอิสรภาพตามกฎหมาย แต่สถานะดังกล่าวหาได้ให้อำนาจรัฐในการพรากเอาศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังไปด้วยไม่ คำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ที่ถูกนำไปใช้ขยายผลกระทบเกินเลยกว่าการว่ากล่าวตักเตือน จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนทางปกครอง และสร้างภาระให้เกิดกับผู้ฟ้องคดีเกินสมควร รวมทั้งผู้ออกคำสั่งลงโทษเอง ยังมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนแจ้งสิทธิการมีทนายความระหว่างถูกสอบสวนวินัยอีกด้วย อีกทั้งมิได้แจ้งสิทธิว่าผู้ฟ้องคดีมีสิทธิเข้าตรวจสอบหรือขอรับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา การไม่แจ้งสิทธิพื้นฐานดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้และสิทธิในการได้รับกระบวนการที่เป็นธรรมอย่างมีนัยสำคัญ การอ้างว่าการไม่แจ้งสิทธิไม่ได้เป็นเงื่อนไขความชอบด้วยกฎหมายนั้น เป็นการอ้างที่ผิดพลาด สิทธิในการมีทนายความหรือที่ปรึกษาและสิทธิในการโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของหลักการฟังความสองฝ่ายอันเป็นหัวใจของการพิจารณาทางปกครอง ในการฟ้องคดีนี้ จตุภัทร์ได้ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เรื่อง การลงโทษผู้ต้องขังกระทำผิดวินัย ลงวันที่ 8 ธ.ค. 2568, ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย ฉบับลงวันที่ 9 เม.ย. 2569, ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หรือที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันออกระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติให้มีการแจ้งสิทธิที่จะมีทนายความเข้าร่วมการสอบข้อเท็จจริงทางวินัยผู้ต้องขัง เพื่อคุ้มครองสิทธิในกระบวนการสอบสวนวินัยของผู้ต้องขังต่อไป และขอให้กรมราชทัณฑ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีของเงินต้น ทั้งนี้ จตุภัทร์ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 หลังศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน ในคดีมาตรา 112 จากการชุมนุมที่อำเภอภูเขียว และในช่วงปลายเดือนกันยายนนั้น เขาถูกย้ายตัวจากภูเขียวมาคุมขังในกรุงเทพฯ เพื่อร่วมการพิจารณาคดีที่ศาลอาญา ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ศาลฎีกาได้อนุญาตให้ประกันตัวจตุภัทร์ในคดีชุมนุมที่ภูเขียว แต่ต่อมาศาลอาญาและศาลอุทธรณ์กลับไม่อนุญาตให้ประกันตัวเขาในคดีจากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งนายประกันได้ยื่นถอนประกันตัวไปหลังจตุภัทร์ถูกคุมขัง แม้คดียังอยู่ระหว่างสืบพยาน ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด โดยจนถึงปัจจุบันมีการพยายามยื่นขอประกันตัวคดีนี้มาแล้ว 5 ครั้ง และเป็นเพียงคดีเดียวที่เขายังไม่ได้รับการประกันตัว * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน * กระบวนการยุติธรรม * จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา
dlvr.it
May 20, 2026 at 9:56 AM
นายกฯ กำชับมหาดไทย-ตำรวจ ปราบยาเสพติด-เข้มด่านตรวจปืน ตกใจ เหตุยิงโคราช ถาม “อีกแล้วเหรอ”
นายกฯ กำชับมหาดไทย-ตำรวจ ปราบยาเสพติด-เข้มด่านตรวจปืน ตกใจ เหตุยิงโคราช ถาม “อีกแล้วเหรอ” See Think Thu, 2026-08-13 - 13:02 นายกฯ กำชับมหาดไทย-ตำรวจ เป็นทีมเดียวกัน ใช้ One Data ปราบยาเสพติด-เข้มด่านตรวจปืน ตกใจเหตุยิงโคราช ถาม “อีกแล้วเหรอ” ทางด้าน อธิบดีกรมการปกครองยืนยัน ไม่มีการแจกปืนให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน โดยจะเปลี่ยนเป็นให้สิ่งอื่นแทน 13 สิงหาคม 2569 หลายสำนักข่าว ได้แก่ ไทยรัฐ และ เนชั่น รายงานคำพูด อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุยิงภายในงาน ชิม ช้อป ใช้ ที่จังหวัดนครราชสีมา โดยนายกรัฐมนตรีมีท่าทีตกใจพร้อมถามว่า “อีกแล้วเหรอ” ก่อนจะส่ายหน้า  เมื่อถามต่อไปว่า การออกใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนจะต้องมีการประเมินสุขภาพจิตด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ต้องแก้ไขเรื่องของโครงสร้าง ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่  อธิบดี ปค. ยัน ระงับแจกปืนให้กำนัน-ผญบ. จะเปลี่ยนเป็นให้สิ่งอื่นแทน ทางด้านเดอะรีพอร์ตเตอร์รายงานคำพูด นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวถึงกรณีงานเลี้ยงครบรอบ 134 ปี กำนันผู้ใหญ่บ้านเกาะพะงัน ซึ่งมีการจับรางวัลแจกปืนลูกซองยาว 5 กระบอกว่า นโยบายตอนนี้ควบคุมปริมาณอาวุธปืน ตามนโยบายสำคัญของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ระงับการออกใบอนุญาตซื้อขายหรือใบ ป.3 พร้อมยืนยันว่าตามนโยบายของรัฐบาล จะไม่มีการแจกปืนเป็นรางวัลให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน แต่จะเปลี่ยนเป็นให้สิ่งอื่นที่มีมูลค่าทดแทน อาจจะเป็นเงินสด หรือทำสัญลักษณ์แหนบเข็ม และย้ำว่านโยบายเร่งด่วนในขณะนี้คือต้องยกเลิกหรือระงับไว้ก่อน แต่ในระเบียบมีการเปิดช่องไว้ว่าอาจจะเป็นสิ่งอื่นที่มีมูลค่าทดแทนกันได้ ส่วนกรณีที่เกาะพะงันได้รับรางวัลไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น นายนฤชากล่าวว่า ในแต่ละปีต้องมีการดำเนินการตรวจสอบ รวมถึงคนที่ได้รับรางวัลไป สำหรับกรณีที่มอบไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามขั้นตอนต้องไปดำเนินการออกใบ ป.3 แต่วันนี้มีการระงับออกใบ ป.3 ทั้งหมด โดยใช้ฐานข้อมูลจากส่วนกลางจากทั่วประเทศ เมื่อถามถึงคำสั่งทางปกครองที่ออกมาเมื่อวานนี้ (12 ส.ค.) ระบุถึงการระงับโครงการปืนสวัสดิการ ซึ่งมีเสียงสะท้อนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องการเข้าถึงอาวุธปืน นายนฤชากล่าวว่า เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจว่าปืนในโครงการสวัสดิการมีไว้ให้สำหรับสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ในการทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย แต่วันนี้เมื่อเป็นนโยบายสำคัญและเร่งด่วนที่ต้องหยุดและจำกัดปริมาณ จึงจำเป็นต้องระงับโครงการปืนสวัสดิการไว้เช่นเดียวกัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทั้งฝ่ายข้าราชการและประชาชนทั่วไป เมื่อถามต่อว่า ตำรวจมีความกังวลในการจำกัดเรื่องการพกอาวุธปืน และให้เจ้าหน้าที่นำปืนไว้ที่สถานที่ปฏิบัติงาน เมื่อเกิดเหตุอาจไม่ทันการ นายนฤชาระบุว่า เป็นเรื่องที่แต่ละหน่วยปฏิบัติ แต่ในทางการแก้ไขปัญหา คืออนุญาตให้เจ้าหน้าที่เฉพาะที่ปฏิบัติหน้าที่ และหากจะพกพาอาวุธปืนไปได้ต้องมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษร มอบหมายให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ตามอำนาจหน้าที่ของตนเอง ดังนั้นทุก สน. และทุกหน่วยราชการ ต้องไปออกคำสั่งรองรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น เพื่อที่จะพกพาอาวุธไปปฏิบัติหน้าที่ได้ นายกฯ กำชับมหาดไทย-ตำรวจ เป็นทีมเดียวกัน ปราบยาเสพติด-เข้มด่านตรวจปืน วันนี้ (13 สิงหาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 (ภาคกลางและภาคตะวันออก) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ก่อนเริ่มการประชุม นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยผู้เข้าร่วมงานได้ยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากนั้นรับชมวีดิทัศน์สรุปผลการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลของกระทรวงมหาดไทย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า งานด้านความมั่นคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจและมีความกังวลเป็นลำดับต้นๆ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นย่อมสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในการดูแลประชาชน ขณะที่ปัญหาความมั่นคงในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น การทำงานของภาครัฐจึงต้องปรับตัว และไม่สามารถดำเนินงานแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงภายในประเทศ ภายใต้หลัก “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” โดยเน้นการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่ พร้อมย้ำว่า “นายอำเภอกับผู้กำกับต้องเป็นทีมเดียวกัน” และทั้ง “ทีมจังหวัด” และ “ทีมอำเภอ” ต้องทำงานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการทำงานของ “ทีมอำเภอ” นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน หรือ One Data เพื่อให้ข้อมูลมีความเป็นปัจจุบัน ถูกต้อง และตรงกัน โดยนำข้อมูลมารวบรวม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ร่วมกัน เพื่อป้องกันปัญหาก่อนเกิดเหตุ แต่ละพื้นที่ต้องทราบอย่างชัดเจนว่าจุดเสี่ยงอยู่ที่ใด ปัญหาหลักคืออะไร และหน่วยงานหรือบุคคลใดเป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากแต่ละอำเภอมีสภาพปัญหาแตกต่างกัน ทั้งปัญหายาเสพติด ผู้มีอิทธิพล อาชญากรรมออนไลน์ อาวุธปืน และปัญหาเฉพาะพื้นที่ จึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญและกำหนดแนวทางแก้ไขให้ตรงกับสภาพปัญหา ด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติด นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลได้เดินหน้า Operation 90 Days หรือ “ยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” อย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลตามเป้าหมาย ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เร่งแก้ไขปัญหาอาวุธปืนอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดในการสอดส่อง ตรวจค้น และจับกุมการพกพาอาวุธปืนผิดกฎหมาย รวมถึงขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยชะลอการออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) สำหรับประชาชนทั่วไป เนื่องจากอาวุธปืนเป็นสิ่งที่มีอันตรายร้ายแรง และประชาชนทั่วไปไม่มีหน้าที่ต้องนำอาวุธปืนไปใช้ในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนายอำเภอ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตั้งจุดตรวจและจุดสกัด โดยเน้นการตรวจค้นอาวุธปืนเป็นสำคัญ พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้เพิ่มความระมัดระวัง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความพร้อมและความเข้มงวด และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด นายกรัฐมนตรียังระบุว่า ได้มอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติอาวุธปืนฉบับใหม่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีเครื่องมือทางกฎหมายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในส่วนของการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและองค์กรอาชญากรรม นายกรัฐมนตรีกำชับให้ดำเนินการอย่างจริงจังและขยายผลให้ถึงผู้บงการ ผู้สนับสนุน ตลอดจนผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง ภายใต้หลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” กล่าวคือ ไม่ยึดติดกับชื่อหรือสถานะของบุคคล แต่พิจารณาจากพฤติการณ์ หากพบว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาตามหลักนิติธรรม พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกำชับเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับไม่ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หากตรวจพบว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือ หรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำผิด ต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ โดยกำหนดให้งานด้านความมั่นคงต้องมีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน สามารถประเมินผลได้ ทั้งในด้านการลดปัญหา การยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของภาครัฐ “การประชุม Workshop ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการมารับมอบนโยบาย แต่ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่วิธีคิด การวางโครงสร้างการทำงานระหว่างนายอำเภอกับผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร การใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน การวิเคราะห์ปัญหา การกำหนดเป้าหมาย และการนำแนวทางที่ได้กลับไปปฏิบัติจริงในพื้นที่” นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำหลักการสำคัญในการทำงานว่า “ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน วิเคราะห์ปัญหาให้แม่นยำ ทำงานเป็นทีม บังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และวัดผลเพื่อปรับปรุงแผนอย่างต่อเนื่อง” เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากยิ่งขึ้น และเกิดความเชื่อมั่นต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ภายหลังเสร็จสิ้นการมอบนโยบาย นายกรัฐมนตรีได้ร่วมถ่ายภาพกับผู้เข้าร่วมงาน และเยี่ยมชมนิทรรศการการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้ การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 (ภาคกลางและภาคตะวันออก) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีผู้เข้าร่วมจาก 25 จังหวัด ครอบคลุม 209 อำเภอ และ 355 สถานีตำรวจภูธร รวมทั้งสิ้น 564 คน   * ข่าว * การเมือง * อนุทิน ชาญวีรกูล * กระทรวงมหาดไทย
dlvr.it
August 13, 2026 at 6:07 AM
"อธิบดีปกครอง" ชี้ #เนรเทศ เป็นแค่มาตรการหนึ่ง มีกฎหมายแรงกว่านี้อีก ยันจัดการสุสานยิวฉะเชิงเทราเข้มงวด!!
.
#เนรเทศต่างชาติ #เกาะสมุย #สุสานยิว
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
www.dailynews.co.th/news/6174844/
September 9, 2026 at 7:48 AM
อธิบดีปกครอง ชี้เนรเทศเป็นแค่มาตรการหนึ่ง มีแรงกว่านี้อีกมาก

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6174844/
#นฤชาโฆษาศิวิไลซ์ #ชาวต่างชาติ
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 9, 2026 at 4:47 AM
‘อธิบดีปกครอง’ สั่งยกระดับความปลอดภัย 3 จังหวัดขั้นสูงสุด

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6131486/
#นฤชาโฆษาศิวิไลซ์ #3จังหวัดชายแดนภาคใต้ #โจรใต้
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 23, 2026 at 2:25 AM
ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด 3 จังหวัดชายแดนใต้
ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด 3 จังหวัดชายแดนใต้ auser15 Sun, 2026-08-23 - 09:31 เช้าวันนี้ (23 ส.ค.) อธิบดีกรมการปกครองเผย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด หลังเกิดเหตุระเบิดพร้อมกันหลายจุดเมื่อคืนที่ผ่านมา (22 ส.ค.) สั่งประชาชนงดออกจากบ้าน ประสานทุกหน่วยติดตามผู้ก่อเหตุ 23 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า เช้าวันนี้ (23 ส.ค.) นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวถึงสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดเหตุหลายจุดในช่วงคืนที่ผ่านมาว่า เราทราบข่าวตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และเร่งกำชับโดยเฉพาะการยกมาตรการรักษาความปลอดภัย และกำลังทั้งหลายที่อยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะ จังหวัดยะลา ได้ให้ยกระดับการเตรียมพร้อมระดับสูงสุด และกำลังหลักในส่วนที่อยู่ในชุดคุ้มครองตำบล ได้กำชับให้ระมัดระวังพื้นที่อย่างสูงสุด โดยเฉพาะการแจ้งเตือนประชาชน ห้ามออกจากพื้นที่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ทั้งหมดก็เป็นเรื่องการแจ้งกำชับและเฝ้าระวัง ในเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัย และรักษาฐานที่มั่นตนเองด้วย อีกทั้งกรมการปกครองและหน่วยที่เกี่ยวข้องออกพื้นที่ติดตามผู้ก่อการร้าย และอีกส่วนก็ปฏิบัติให้เป็นตามแผนมาตราการของแผนพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จจต.) เรื่องที่เกี่ยวข้อง * เมื่อคืนที่ผ่านมา (22 ส.ค.) เกิดเหตุก่อกวนหลายจุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  เมื่อถามว่าระหว่างนี้ หากยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ จะมีประกาศห้ามออกจากพื้นที่จะต้องดูแลอย่างไรบ้าง นายนฤชา กล่าวว่า เรื่องการประกาศเป็นแผนของ จจต. อยู่แล้ว โดยเฉพาะกองทัพภาค ที่จะเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ ดูแลเรื่องนี้ เมื่อถามว่าเบื้องต้นได้รับรายงานจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า ต้องรอรายงานอย่างเป็นทางการ แต่เฉพาะจำนวนที่เกิดเหตุก็ค่อนข้างหนัก รวม 3 จังหวัด เมื่อถามว่าฝ่ายปกครองมีการข่าวหรือไม่ ว่าการก่อเหตุหลายจุดพร้อมกัน ต้องการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือสื่อถึงอะไร นายนฤชา กล่าวว่า ด้านการข่าวเราก็ได้รับแจ้งมาเป็นระยะ และเราได้แจ้งกลับไปที่หน่วยปฏิบัติ ในส่วนของการดำเนินการเมื่อคืนนี้ เป็นเรื่องที่ถือว่าเขาได้เตรียมการ ในเรื่องของการกระจายในพื้นที่ค่อนข้างกว้าง และทุกพื้นที่ก็เฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้เราก็กำชับว่าต้องปฏิบัติอย่างไร ด้วยการยกระดับในขั้นสูงสุดอยู่ตลอดเวลา * ข่าว * การเมือง * ความมั่นคง * ชายแดนใต้
dlvr.it
August 23, 2026 at 2:33 AM
ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด 3 จังหวัดชายแดนใต้
ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด 3 จังหวัดชายแดนใต้
ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด 3 จังหวัดชายแดนใต้ auser15 Sun, 2026-08-23 - 09:31 เช้าวันนี้ (23 ส.ค.) อธิบดีกรมการปกครองเผย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด หลังเกิดเหตุระเบิดพร้อมกันหลายจุดเมื่อคืนที่ผ่านมา (22 ส.ค.) สั่งประชาชนงดออกจากบ้าน ประสานทุกหน่วยติดตามผู้ก่อเหตุ 23 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า เช้าวันนี้ (23 ส.ค.) นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวถึงสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดเหตุหลายจุดในช่วงคืนที่ผ่านมาว่า เราทราบข่าวตั้งแต่เมื่อวานแล้ว และเร่งกำชับโดยเฉพาะการยกมาตรการรักษาความปลอดภัย และกำลังทั้งหลายที่อยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะ จังหวัดยะลา ได้ให้ยกระดับการเตรียมพร้อมระดับสูงสุด และกำลังหลักในส่วนที่อยู่ในชุดคุ้มครองตำบล ได้กำชับให้ระมัดระวังพื้นที่อย่างสูงสุด โดยเฉพาะการแจ้งเตือนประชาชน ห้ามออกจากพื้นที่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ทั้งหมดก็เป็นเรื่องการแจ้งกำชับและเฝ้าระวัง ในเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัย และรักษาฐานที่มั่นตนเองด้วย อีกทั้งกรมการปกครองและหน่วยที่เกี่ยวข้องออกพื้นที่ติดตามผู้ก่อการร้าย และอีกส่วนก็ปฏิบัติให้เป็นตามแผนมาตราการของแผนพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จจต.) เรื่องที่เกี่ยวข้อง * เมื่อคืนที่ผ่านมา (22 ส.ค.) เกิดเหตุก่อกวนหลายจุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  เมื่อถามว่าระหว่างนี้ หากยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ จะมีประกาศห้ามออกจากพื้นที่จะต้องดูแลอย่างไรบ้าง นายนฤชา กล่าวว่า เรื่องการประกาศเป็นแผนของ จจต. อยู่แล้ว โดยเฉพาะกองทัพภาค ที่จะเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ ดูแลเรื่องนี้ เมื่อถามว่าเบื้องต้นได้รับรายงานจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่ นายนฤชา กล่าวว่า ต้องรอรายงานอย่างเป็นทางการ แต่เฉพาะจำนวนที่เกิดเหตุก็ค่อนข้างหนัก รวม 3 จังหวัด เมื่อถามว่าฝ่ายปกครองมีการข่าวหรือไม่ ว่าการก่อเหตุหลายจุดพร้อมกัน ต้องการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือสื่อถึงอะไร นายนฤชา กล่าวว่า ด้านการข่าวเราก็ได้รับแจ้งมาเป็นระยะ และเราได้แจ้งกลับไปที่หน่วยปฏิบัติ ในส่วนของการดำเนินการเมื่อคืนนี้ เป็นเรื่องที่ถือว่าเขาได้เตรียมการ ในเรื่องของการกระจายในพื้นที่ค่อนข้างกว้าง และทุกพื้นที่ก็เฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้เราก็กำชับว่าต้องปฏิบัติอย่างไร ด้วยการยกระดับในขั้นสูงสุดอยู่ตลอดเวลา * ข่าว * การเมือง * ความมั่นคง * ชายแดนใต้
dlvr.it
August 23, 2026 at 2:33 AM
🔥 ไทยจ่อยื่นขอสัญชาติให้ลูกสาวหลักแสนจากแรงงานต่างด้าว 12 จังหวัด
#24hHotNewsAI #THNews
ไทยจ่อยื่นขอสัญชาติให้ลูกสาวหลักแสนจากแรงงานต่างด้าว 12 จังหวัด
รัฐไทยเตรียมเปิดทางให้บุตรของแรงงานข้ามชาติใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี สมุทรปราการ กรุงเทพฯ นครปฐม ปราจีนบุรี ชลบุรี และระยอง ขอสัญชาติไทยได้โดยตรงเมื่อจบปริญญาตรี โดยนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง...
https://24hhotnewsai.com/th/news/ไทยจ่อยื่นขอสัญชาติให้ลูกสาวหลักแสนจากแรงงานต่างด้าว-12-จังหวัด-202608191455
August 19, 2026 at 7:55 AM
นายกฯ กำชับมหาดไทย-ตำรวจ ปราบยาเสพติด-เข้มด่านตรวจปืน ตกใจ เหตุยิงโคราช ถาม “อีกแล้วเหรอ”
นายกฯ กำชับมหาดไทย-ตำรวจ ปราบยาเสพติด-เข้มด่านตรวจปืน ตกใจ เหตุยิงโคราช ถาม “อีกแล้วเหรอ”
นายกฯ กำชับมหาดไทย-ตำรวจ ปราบยาเสพติด-เข้มด่านตรวจปืน ตกใจ เหตุยิงโคราช ถาม “อีกแล้วเหรอ” See Think Thu, 2026-08-13 - 13:02 นายกฯ กำชับมหาดไทย-ตำรวจ เป็นทีมเดียวกัน ใช้ One Data ปราบยาเสพติด-เข้มด่านตรวจปืน ตกใจเหตุยิงโคราช ถาม “อีกแล้วเหรอ” ทางด้าน อธิบดีกรมการปกครองยืนยัน ไม่มีการแจกปืนให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน โดยจะเปลี่ยนเป็นให้สิ่งอื่นแทน 13 สิงหาคม 2569 หลายสำนักข่าว ได้แก่ ไทยรัฐ และ เนชั่น รายงานคำพูด อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุยิงภายในงาน ชิม ช้อป ใช้ ที่จังหวัดนครราชสีมา โดยนายกรัฐมนตรีมีท่าทีตกใจพร้อมถามว่า “อีกแล้วเหรอ” ก่อนจะส่ายหน้า  เมื่อถามต่อไปว่า การออกใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนจะต้องมีการประเมินสุขภาพจิตด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ต้องแก้ไขเรื่องของโครงสร้าง ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่  อธิบดี ปค. ยัน ระงับแจกปืนให้กำนัน-ผญบ. จะเปลี่ยนเป็นให้สิ่งอื่นแทน ทางด้านเดอะรีพอร์ตเตอร์รายงานคำพูด นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวถึงกรณีงานเลี้ยงครบรอบ 134 ปี กำนันผู้ใหญ่บ้านเกาะพะงัน ซึ่งมีการจับรางวัลแจกปืนลูกซองยาว 5 กระบอกว่า นโยบายตอนนี้ควบคุมปริมาณอาวุธปืน ตามนโยบายสำคัญของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ระงับการออกใบอนุญาตซื้อขายหรือใบ ป.3 พร้อมยืนยันว่าตามนโยบายของรัฐบาล จะไม่มีการแจกปืนเป็นรางวัลให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน แต่จะเปลี่ยนเป็นให้สิ่งอื่นที่มีมูลค่าทดแทน อาจจะเป็นเงินสด หรือทำสัญลักษณ์แหนบเข็ม และย้ำว่านโยบายเร่งด่วนในขณะนี้คือต้องยกเลิกหรือระงับไว้ก่อน แต่ในระเบียบมีการเปิดช่องไว้ว่าอาจจะเป็นสิ่งอื่นที่มีมูลค่าทดแทนกันได้ ส่วนกรณีที่เกาะพะงันได้รับรางวัลไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น นายนฤชากล่าวว่า ในแต่ละปีต้องมีการดำเนินการตรวจสอบ รวมถึงคนที่ได้รับรางวัลไป สำหรับกรณีที่มอบไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามขั้นตอนต้องไปดำเนินการออกใบ ป.3 แต่วันนี้มีการระงับออกใบ ป.3 ทั้งหมด โดยใช้ฐานข้อมูลจากส่วนกลางจากทั่วประเทศ เมื่อถามถึงคำสั่งทางปกครองที่ออกมาเมื่อวานนี้ (12 ส.ค.) ระบุถึงการระงับโครงการปืนสวัสดิการ ซึ่งมีเสียงสะท้อนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เรื่องการเข้าถึงอาวุธปืน นายนฤชากล่าวว่า เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจว่าปืนในโครงการสวัสดิการมีไว้ให้สำหรับสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ในการทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย แต่วันนี้เมื่อเป็นนโยบายสำคัญและเร่งด่วนที่ต้องหยุดและจำกัดปริมาณ จึงจำเป็นต้องระงับโครงการปืนสวัสดิการไว้เช่นเดียวกัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทั้งฝ่ายข้าราชการและประชาชนทั่วไป เมื่อถามต่อว่า ตำรวจมีความกังวลในการจำกัดเรื่องการพกอาวุธปืน และให้เจ้าหน้าที่นำปืนไว้ที่สถานที่ปฏิบัติงาน เมื่อเกิดเหตุอาจไม่ทันการ นายนฤชาระบุว่า เป็นเรื่องที่แต่ละหน่วยปฏิบัติ แต่ในทางการแก้ไขปัญหา คืออนุญาตให้เจ้าหน้าที่เฉพาะที่ปฏิบัติหน้าที่ และหากจะพกพาอาวุธปืนไปได้ต้องมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษร มอบหมายให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ตามอำนาจหน้าที่ของตนเอง ดังนั้นทุก สน. และทุกหน่วยราชการ ต้องไปออกคำสั่งรองรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น เพื่อที่จะพกพาอาวุธไปปฏิบัติหน้าที่ได้ นายกฯ กำชับมหาดไทย-ตำรวจ เป็นทีมเดียวกัน ปราบยาเสพติด-เข้มด่านตรวจปืน วันนี้ (13 สิงหาคม 2569) เวลา 09.00 น. ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 (ภาคกลางและภาคตะวันออก) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ก่อนเริ่มการประชุม นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยผู้เข้าร่วมงานได้ยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากนั้นรับชมวีดิทัศน์สรุปผลการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลของกระทรวงมหาดไทย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า งานด้านความมั่นคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจและมีความกังวลเป็นลำดับต้นๆ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นย่อมสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในการดูแลประชาชน ขณะที่ปัญหาความมั่นคงในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น การทำงานของภาครัฐจึงต้องปรับตัว และไม่สามารถดำเนินงานแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงภายในประเทศ ภายใต้หลัก “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” โดยเน้นการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่ พร้อมย้ำว่า “นายอำเภอกับผู้กำกับต้องเป็นทีมเดียวกัน” และทั้ง “ทีมจังหวัด” และ “ทีมอำเภอ” ต้องทำงานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการทำงานของ “ทีมอำเภอ” นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน หรือ One Data เพื่อให้ข้อมูลมีความเป็นปัจจุบัน ถูกต้อง และตรงกัน โดยนำข้อมูลมารวบรวม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ร่วมกัน เพื่อป้องกันปัญหาก่อนเกิดเหตุ แต่ละพื้นที่ต้องทราบอย่างชัดเจนว่าจุดเสี่ยงอยู่ที่ใด ปัญหาหลักคืออะไร และหน่วยงานหรือบุคคลใดเป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากแต่ละอำเภอมีสภาพปัญหาแตกต่างกัน ทั้งปัญหายาเสพติด ผู้มีอิทธิพล อาชญากรรมออนไลน์ อาวุธปืน และปัญหาเฉพาะพื้นที่ จึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญและกำหนดแนวทางแก้ไขให้ตรงกับสภาพปัญหา ด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติด นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลได้เดินหน้า Operation 90 Days หรือ “ยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” อย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลตามเป้าหมาย ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เร่งแก้ไขปัญหาอาวุธปืนอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดในการสอดส่อง ตรวจค้น และจับกุมการพกพาอาวุธปืนผิดกฎหมาย รวมถึงขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยชะลอการออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) สำหรับประชาชนทั่วไป เนื่องจากอาวุธปืนเป็นสิ่งที่มีอันตรายร้ายแรง และประชาชนทั่วไปไม่มีหน้าที่ต้องนำอาวุธปืนไปใช้ในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนายอำเภอ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตั้งจุดตรวจและจุดสกัด โดยเน้นการตรวจค้นอาวุธปืนเป็นสำคัญ พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้เพิ่มความระมัดระวัง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความพร้อมและความเข้มงวด และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด นายกรัฐมนตรียังระบุว่า ได้มอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติอาวุธปืนฉบับใหม่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีเครื่องมือทางกฎหมายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในส่วนของการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและองค์กรอาชญากรรม นายกรัฐมนตรีกำชับให้ดำเนินการอย่างจริงจังและขยายผลให้ถึงผู้บงการ ผู้สนับสนุน ตลอดจนผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง ภายใต้หลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” กล่าวคือ ไม่ยึดติดกับชื่อหรือสถานะของบุคคล แต่พิจารณาจากพฤติการณ์ หากพบว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาตามหลักนิติธรรม พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกำชับเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับไม่ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หากตรวจพบว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือ หรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำผิด ต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ โดยกำหนดให้งานด้านความมั่นคงต้องมีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน สามารถประเมินผลได้ ทั้งในด้านการลดปัญหา การยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของภาครัฐ “การประชุม Workshop ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการมารับมอบนโยบาย แต่ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่วิธีคิด การวางโครงสร้างการทำงานระหว่างนายอำเภอกับผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร การใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน การวิเคราะห์ปัญหา การกำหนดเป้าหมาย และการนำแนวทางที่ได้กลับไปปฏิบัติจริงในพื้นที่” นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำหลักการสำคัญในการทำงานว่า “ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน วิเคราะห์ปัญหาให้แม่นยำ ทำงานเป็นทีม บังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และวัดผลเพื่อปรับปรุงแผนอย่างต่อเนื่อง” เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากยิ่งขึ้น และเกิดความเชื่อมั่นต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ภายหลังเสร็จสิ้นการมอบนโยบาย นายกรัฐมนตรีได้ร่วมถ่ายภาพกับผู้เข้าร่วมงาน และเยี่ยมชมนิทรรศการการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้ การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 (ภาคกลางและภาคตะวันออก) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีผู้เข้าร่วมจาก 25 จังหวัด ครอบคลุม 209 อำเภอ และ 355 สถานีตำรวจภูธร รวมทั้งสิ้น 564 คน   * ข่าว * การเมือง * อนุทิน ชาญวีรกูล * กระทรวงมหาดไทย
dlvr.it
August 13, 2026 at 6:07 AM
ตำรวจขีดเส้น 31 ก.ค. ให้ 13 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น เข้ารับทราบข้อกล่าวหา
ตำรวจขีดเส้น 31 ก.ค. ให้ 13 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น เข้ารับทราบข้อกล่าวหา auser15 Thu, 2026-07-30 - 12:42 ตำรวจออกหมายเรียก 13 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น เข้ารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันที่ 31 ก.ค. "ผอ.สำนักทดสอบฯ มศว" ประสานพบตำรวจตามกำหนด ขณะที่อดีตอธิบดี สถ. ขอเลื่อนเป็นสัปดาห์หน้า เหตุอยู่ต่างจังหวัด แฟ้มภาพตำรวจสอบสวนกลาง โดย บก.ปปป. 30 กรกฎาคม 2569 Thai PBS รายงานว่า พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) เปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวนคดีทุจริต การสอบคัดเลือกบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหารวม 13 คน ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันที่ 31 ก.ค.นี้ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวว่า ตำรวจส่งหมายเรียกไปยัง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และนายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) โดยทั้ง 2 คนได้รับหมายเรียกเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้น นายเรืองเดชประสานพนักงานสอบสวนว่า จะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามกำหนดในวันที่ 31 ก.ค. ส่วนนายธีรุตม์ นั้นแจ้งขอเลื่อนเข้าพบพนักงานสอบสวนเป็นสัปดาห์หน้า เนื่องจากยังอยู่ต่างจังหวัด และตรงกับช่วงวันหยุดยาว โดยทั้ง 2 จะถูกแจ้งข้อกล่าวหารวม 7 ข้อหา ส่วนอีก 11 คนที่ตำรวจพบขณะเข้าตรวจค้นภายในบ้านที่ จ.นนทบุรี และพบพฤติกรรมกำลังแก้ไขข้อมูลข้อสอบ คาดว่าขณะนี้ทั้งหมดได้รับหมายเรียกครบแล้ว แม้จะยังไม่มีใครประสานวันเข้าพบพนักงานสอบสวน แต่เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา เนื่องจากทั้งหมดเคยให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. มาแล้ว ทั้งนี้ หากผู้ต้องหาทั้ง 13 คนไม่เข้าพบตามหมายเรียกในวันที่ 31 ก.ค. ตำรวจจะออกหมายเรียกอีกครั้ง และหากยังไม่มาพบตามกำหนดอีก จะดำเนินการขอออกหมายจับเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย แจ้งข้อหาเพิ่ม "พิชิต-อัศวิน-ศตพร" ฐานสนับสนุนพนักงานละเว้นฯ ขณะเดียวกัน พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามได้เข้าแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหา 3 คน ได้แก่ นายพิชิต นายอัศวิน หรือ "ดอกเตอร์วิน" และ น.ส.ศตพร ซึ่งปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และทัณฑสถานหญิงกลาง โดยทั้ง 3 คนถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติม ในความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังคณะพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม รวบรวมหลักฐาน และได้ข้อเท็จจริงในคดีเพิ่มเติม ซึ่งทั้ง 3 คน ยังเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นปี 2568 เพียง 3 คนแรก ที่ถูกดำเนินคดี นอกจากผู้ต้องหาทั้ง 3 คนแล้ว กลุ่มบุคคล 11 คน ที่ร่วมกันแก้ไขคะแนนสอบภายในบ้านพักนนทบุรี ก็จะถูกแจ้งข้อหา สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพิ่มอีก 1 ข้อหา จากเดิมที่จะถูกแจ้งข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ * ข่าว * การเมือง * สังคม * คุณภาพชีวิต * คดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น
dlvr.it
July 30, 2026 at 5:47 AM
ตำรวจขีดเส้น 31 ก.ค. ให้ 13 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น เข้ารับทราบข้อกล่าวหา
ตำรวจขีดเส้น 31 ก.ค. ให้ 13 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น เข้ารับทราบข้อกล่าวหา
ตำรวจขีดเส้น 31 ก.ค. ให้ 13 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น เข้ารับทราบข้อกล่าวหา auser15 Thu, 2026-07-30 - 12:42 ตำรวจออกหมายเรียก 13 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น เข้ารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันที่ 31 ก.ค. "ผอ.สำนักทดสอบฯ มศว" ประสานพบตำรวจตามกำหนด ขณะที่อดีตอธิบดี สถ. ขอเลื่อนเป็นสัปดาห์หน้า เหตุอยู่ต่างจังหวัด แฟ้มภาพตำรวจสอบสวนกลาง โดย บก.ปปป. 30 กรกฎาคม 2569 Thai PBS รายงานว่า พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) เปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวนคดีทุจริต การสอบคัดเลือกบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหารวม 13 คน ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันที่ 31 ก.ค.นี้ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวว่า ตำรวจส่งหมายเรียกไปยัง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และนายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) โดยทั้ง 2 คนได้รับหมายเรียกเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้น นายเรืองเดชประสานพนักงานสอบสวนว่า จะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามกำหนดในวันที่ 31 ก.ค. ส่วนนายธีรุตม์ นั้นแจ้งขอเลื่อนเข้าพบพนักงานสอบสวนเป็นสัปดาห์หน้า เนื่องจากยังอยู่ต่างจังหวัด และตรงกับช่วงวันหยุดยาว โดยทั้ง 2 จะถูกแจ้งข้อกล่าวหารวม 7 ข้อหา ส่วนอีก 11 คนที่ตำรวจพบขณะเข้าตรวจค้นภายในบ้านที่ จ.นนทบุรี และพบพฤติกรรมกำลังแก้ไขข้อมูลข้อสอบ คาดว่าขณะนี้ทั้งหมดได้รับหมายเรียกครบแล้ว แม้จะยังไม่มีใครประสานวันเข้าพบพนักงานสอบสวน แต่เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา เนื่องจากทั้งหมดเคยให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. มาแล้ว ทั้งนี้ หากผู้ต้องหาทั้ง 13 คนไม่เข้าพบตามหมายเรียกในวันที่ 31 ก.ค. ตำรวจจะออกหมายเรียกอีกครั้ง และหากยังไม่มาพบตามกำหนดอีก จะดำเนินการขอออกหมายจับเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย แจ้งข้อหาเพิ่ม "พิชิต-อัศวิน-ศตพร" ฐานสนับสนุนพนักงานละเว้นฯ ขณะเดียวกัน พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามได้เข้าแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหา 3 คน ได้แก่ นายพิชิต นายอัศวิน หรือ "ดอกเตอร์วิน" และ น.ส.ศตพร ซึ่งปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และทัณฑสถานหญิงกลาง โดยทั้ง 3 คนถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติม ในความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังคณะพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม รวบรวมหลักฐาน และได้ข้อเท็จจริงในคดีเพิ่มเติม ซึ่งทั้ง 3 คน ยังเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นปี 2568 เพียง 3 คนแรก ที่ถูกดำเนินคดี นอกจากผู้ต้องหาทั้ง 3 คนแล้ว กลุ่มบุคคล 11 คน ที่ร่วมกันแก้ไขคะแนนสอบภายในบ้านพักนนทบุรี ก็จะถูกแจ้งข้อหา สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพิ่มอีก 1 ข้อหา จากเดิมที่จะถูกแจ้งข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ * ข่าว * การเมือง * สังคม * คุณภาพชีวิต * คดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น
dlvr.it
July 30, 2026 at 5:47 AM
เผยตรวจคะแนนสอบท้องถิ่นเสร็จแล้ว พบสอบไม่ผ่านแต่แก้ให้ผ่าน 5,129 ราย
เผยตรวจคะแนนสอบท้องถิ่นเสร็จแล้ว พบสอบไม่ผ่านแต่แก้ให้ผ่าน 5,129 ราย auser15 Wed, 2026-07-29 - 12:29 นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดเผยว่าตรวจสอบกระดาษคำตอบสอบท้องถิ่นปี 2568 ของผู้สอบ 279,949 ราย เสร็จแล้ว โดยยกเลิกบัญชีเดิม 55,193 รายที่ได้มาโดยไม่สุจริต ใช้บัญชีที่ถูกต้องแทน ทำให้มีผู้สอบผ่านสุจริต 49,268 ราย และพบผู้แก้ไขคะแนน 5,925 ราย แบ่งเป็นสอบไม่ผ่านแต่แก้ให้ผ่าน 5,129 ราย ต้องถูกเพิกถอนการบรรจุทันที ในจำนวนนี้บรรจุแล้วกว่า 3,000 ราย เตรียมประชุม กสถ. สัปดาห์หน้าเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป แฟ้มภาพตำรวจสอบสวนกลาง โดย บก.ปปป. 29 กรกฎาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายงานว่า นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการตรวจกระดาษคำตอบข้อสอบท้องถิ่น ประจำปี 2568 ว่า กระดาษคำตอบของผู้สอบ 279,949 ราย รวมทั้งที่สอบไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 และส่วนของภาคใต้ที่สอบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นั้น ภายหลังจากประกาศผลและบรรจุ ได้มีการขึ้นบัญชีเดิมไว้ 55,193 ราย ต่อมาภายหลังพบว่า ได้มาโดยผิดปกติ ไม่สุจริต และ ไม่เป็นไปตามกระบวนการสอบที่ควรจะเป็น จึงได้ยกเลิกบัญชีนั้น และใช้บัญชีที่ถูกต้องแทน พร้อมระบุว่า ไม่ได้มีการตรวจกระดาษคำตอบใหม่ เนื่องจากกระดาษคำตอบได้ถูกตรวจตั้งแต่วันที่สอบแล้ว ซึ่งมีตัวเลขดิจิทัลกำกับวันและเวลาที่ชัดเจน แต่จากการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. พบว่ามีการนำบัญชีอื่นไปใช้ในการรับรอง จำนวน 55,193 ราย และส่งไปบรรจุตามหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งหลังจากปรากฏการทุจริต จึงได้มีการนำบัญชีที่ถูกต้องและมีอยู่แล้วกลับมาใช้ใหม่ จึงทำให้มีผู้สอบผ่าน จำนวน 50,064 ราย ในจำนวนนี้ เป็นผู้สอบผ่านโดยสุจริต 49,268 ราย และผู้ที่พบว่ามีการแก้ไขคะแนน 5,925 ราย ซึ่งจำนวนนี้ มีทั้งสอบไม่ผ่าน แต่แก้คะแนนให้ผ่าน 5,129 ราย และผู้ที่สอบผ่านอยู่แล้ว แต่ยังมีการแก้คะแนนอีก 790 ราย ดังนั้นบัญชีทั้งหมดจะถูกประกาศใหม่ แต่จะเป็นบัญชีเดิมที่ไม่ได้นำมาใช้ ซึ่งประธาน กสถ. ได้ลงนามไว้แล้ว และ ได้ร่วมกันตรวจสอบกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นระยะเวลา 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม จนถึงเมื่อวานนี้ (27 ก.ค.) เพื่อตรวจทาน และลดความผิดพลาดให้มากที่สุด ซึ่งหลังจากนี้ จะมีการเรียกประชุม กสถ.ในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับผู้สอบแต่ละกลุ่มใหม่ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ส่วนข้อเสนอจาก นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร ให้ขึ้นบัญชีดำกับ มศว. นั้น ขณะนี้ กำลังหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด และกรมบัญชีกลาง ว่าจะสามารถดำเนินการทางกฎหมายอย่างไร เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอีก นายนิรัตน์ ยังย้ำว่า กลุ่มที่ 1 ซึ่งมีจำนวน 11,030 ราย เป็นผู้สอบผ่านหลังตรวจสอบและประกาศผลใหม่แล้ว สถานะไม่เปลี่ยนแปลง และยังคงรับราชการได้ตามปกติ แม้อันดับอาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่ผลสอบยังคงเดิม เพราะเป็นผู้ที่สอบได้ด้วยความสามารถของตนเอง ส่วนผู้ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งทั้งหมด 14,988 ราย ทั้งผู้ที่สอบได้ด้วยตนเอง และผู้ที่มีการตกแต่งคะแนน จากการตรวจสอบพบว่า มีผู้ที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ 5,129 ราย ต้องถูกเพิกถอนการบรรจุทันที เพราะในจำนวนนี้ มีผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการแล้วกว่า 3,000 ราย ซึ่งต้องถูกเพิกถอนการบรรจุเช่นกัน ทั้งนี้ หลังจาก กสถ. กำหนดแนวทางดำเนินการสำหรับผู้สอบแต่ละกลุ่มแล้ว จะส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น​หรือ​ ก.กลาง​ พิจารณา ทั้งในส่วนของบัญชีเดิมและบัญชีใหม่ที่ได้รับความเห็นชอบ เมื่อประกาศบัญชีใหม่แล้ว ก.กลาง จะจัดส่งรายชื่อไปยังแต่ละจังหวัด โดยแต่ละจังหวัดจะเห็นเฉพาะรายชื่อในพื้นที่ของตนเอง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกับผู้ที่เกี่ยวข้อง  จากนั้น ก.จังหวัด จะส่งข้อมูลต่อให้ส่วนท้องถิ่น เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ได้รับการบรรจุแล้ว หรือ ผู้ที่ต้องถูกเพิกถอนการบรรจุ และเลิกจ้าง โดยจะมีการแจ้งเหตุผล และฐานกฎหมายประกอบอย่างชัดเจน นายนิรัตน์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ได้ประกาศผลคะแนนเรียบร้อยแล้ว แต่จะเปิดเผยเฉพาะข้อมูลของแต่ละจังหวัด เนื่องจากการเผยแพร่รายชื่อทั้งหมด อาจกระทบสิทธิส่วนบุคคล แม้ข้อมูลดังกล่าวจะไม่ใช่ความลับก็ตาม ฉะนั้นรายละเอียดทั้งหมดจะมีความชัดเจนหลังการประชุม กสถ. ในสัปดาห์หน้า ซึ่งขณะนี้บัญชีรายชื่อได้ตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว * ข่าว * การเมือง * สังคม * คุณภาพชีวิต * คดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น
dlvr.it
July 29, 2026 at 5:32 AM
เผยตรวจคะแนนสอบท้องถิ่นเสร็จแล้ว พบสอบไม่ผ่านแต่แก้ให้ผ่าน 5,129 ราย
เผยตรวจคะแนนสอบท้องถิ่นเสร็จแล้ว พบสอบไม่ผ่านแต่แก้ให้ผ่าน 5,129 ราย
เผยตรวจคะแนนสอบท้องถิ่นเสร็จแล้ว พบสอบไม่ผ่านแต่แก้ให้ผ่าน 5,129 ราย auser15 Wed, 2026-07-29 - 12:29 นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดเผยว่าตรวจสอบกระดาษคำตอบสอบท้องถิ่นปี 2568 ของผู้สอบ 279,949 ราย เสร็จแล้ว โดยยกเลิกบัญชีเดิม 55,193 รายที่ได้มาโดยไม่สุจริต ใช้บัญชีที่ถูกต้องแทน ทำให้มีผู้สอบผ่านสุจริต 49,268 ราย และพบผู้แก้ไขคะแนน 5,925 ราย แบ่งเป็นสอบไม่ผ่านแต่แก้ให้ผ่าน 5,129 ราย ต้องถูกเพิกถอนการบรรจุทันที ในจำนวนนี้บรรจุแล้วกว่า 3,000 ราย เตรียมประชุม กสถ. สัปดาห์หน้าเพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป แฟ้มภาพตำรวจสอบสวนกลาง โดย บก.ปปป. 29 กรกฎาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายงานว่า นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการตรวจกระดาษคำตอบข้อสอบท้องถิ่น ประจำปี 2568 ว่า กระดาษคำตอบของผู้สอบ 279,949 ราย รวมทั้งที่สอบไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 และส่วนของภาคใต้ที่สอบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นั้น ภายหลังจากประกาศผลและบรรจุ ได้มีการขึ้นบัญชีเดิมไว้ 55,193 ราย ต่อมาภายหลังพบว่า ได้มาโดยผิดปกติ ไม่สุจริต และ ไม่เป็นไปตามกระบวนการสอบที่ควรจะเป็น จึงได้ยกเลิกบัญชีนั้น และใช้บัญชีที่ถูกต้องแทน พร้อมระบุว่า ไม่ได้มีการตรวจกระดาษคำตอบใหม่ เนื่องจากกระดาษคำตอบได้ถูกตรวจตั้งแต่วันที่สอบแล้ว ซึ่งมีตัวเลขดิจิทัลกำกับวันและเวลาที่ชัดเจน แต่จากการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. พบว่ามีการนำบัญชีอื่นไปใช้ในการรับรอง จำนวน 55,193 ราย และส่งไปบรรจุตามหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งหลังจากปรากฏการทุจริต จึงได้มีการนำบัญชีที่ถูกต้องและมีอยู่แล้วกลับมาใช้ใหม่ จึงทำให้มีผู้สอบผ่าน จำนวน 50,064 ราย ในจำนวนนี้ เป็นผู้สอบผ่านโดยสุจริต 49,268 ราย และผู้ที่พบว่ามีการแก้ไขคะแนน 5,925 ราย ซึ่งจำนวนนี้ มีทั้งสอบไม่ผ่าน แต่แก้คะแนนให้ผ่าน 5,129 ราย และผู้ที่สอบผ่านอยู่แล้ว แต่ยังมีการแก้คะแนนอีก 790 ราย ดังนั้นบัญชีทั้งหมดจะถูกประกาศใหม่ แต่จะเป็นบัญชีเดิมที่ไม่ได้นำมาใช้ ซึ่งประธาน กสถ. ได้ลงนามไว้แล้ว และ ได้ร่วมกันตรวจสอบกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นระยะเวลา 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม จนถึงเมื่อวานนี้ (27 ก.ค.) เพื่อตรวจทาน และลดความผิดพลาดให้มากที่สุด ซึ่งหลังจากนี้ จะมีการเรียกประชุม กสถ.ในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับผู้สอบแต่ละกลุ่มใหม่ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ส่วนข้อเสนอจาก นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร ให้ขึ้นบัญชีดำกับ มศว. นั้น ขณะนี้ กำลังหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด และกรมบัญชีกลาง ว่าจะสามารถดำเนินการทางกฎหมายอย่างไร เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอีก นายนิรัตน์ ยังย้ำว่า กลุ่มที่ 1 ซึ่งมีจำนวน 11,030 ราย เป็นผู้สอบผ่านหลังตรวจสอบและประกาศผลใหม่แล้ว สถานะไม่เปลี่ยนแปลง และยังคงรับราชการได้ตามปกติ แม้อันดับอาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่ผลสอบยังคงเดิม เพราะเป็นผู้ที่สอบได้ด้วยความสามารถของตนเอง ส่วนผู้ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งทั้งหมด 14,988 ราย ทั้งผู้ที่สอบได้ด้วยตนเอง และผู้ที่มีการตกแต่งคะแนน จากการตรวจสอบพบว่า มีผู้ที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ 5,129 ราย ต้องถูกเพิกถอนการบรรจุทันที เพราะในจำนวนนี้ มีผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการแล้วกว่า 3,000 ราย ซึ่งต้องถูกเพิกถอนการบรรจุเช่นกัน ทั้งนี้ หลังจาก กสถ. กำหนดแนวทางดำเนินการสำหรับผู้สอบแต่ละกลุ่มแล้ว จะส่งเรื่องต่อให้คณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น​หรือ​ ก.กลาง​ พิจารณา ทั้งในส่วนของบัญชีเดิมและบัญชีใหม่ที่ได้รับความเห็นชอบ เมื่อประกาศบัญชีใหม่แล้ว ก.กลาง จะจัดส่งรายชื่อไปยังแต่ละจังหวัด โดยแต่ละจังหวัดจะเห็นเฉพาะรายชื่อในพื้นที่ของตนเอง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกับผู้ที่เกี่ยวข้อง  จากนั้น ก.จังหวัด จะส่งข้อมูลต่อให้ส่วนท้องถิ่น เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ได้รับการบรรจุแล้ว หรือ ผู้ที่ต้องถูกเพิกถอนการบรรจุ และเลิกจ้าง โดยจะมีการแจ้งเหตุผล และฐานกฎหมายประกอบอย่างชัดเจน นายนิรัตน์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ได้ประกาศผลคะแนนเรียบร้อยแล้ว แต่จะเปิดเผยเฉพาะข้อมูลของแต่ละจังหวัด เนื่องจากการเผยแพร่รายชื่อทั้งหมด อาจกระทบสิทธิส่วนบุคคล แม้ข้อมูลดังกล่าวจะไม่ใช่ความลับก็ตาม ฉะนั้นรายละเอียดทั้งหมดจะมีความชัดเจนหลังการประชุม กสถ. ในสัปดาห์หน้า ซึ่งขณะนี้บัญชีรายชื่อได้ตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว * ข่าว * การเมือง * สังคม * คุณภาพชีวิต * คดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น
dlvr.it
July 29, 2026 at 5:32 AM
กรมการปกครองมอบบัตรประจำตัวให้นักเรียนเชียงใหม่แก้ไขสถานะ G
กรมการปกครองมอบบัตรประจำตัวให้นักเรียนเชียงใหม่แก้ไขสถานะ G auser15 Sat, 2026-07-18 - 10:41 กรมการปกครองจัดกิจกรรม “ฮอมฮัก ฮ่วมใจ๋ แก้ไขสถานะ G เจียงใหม่” มอบบัตรประจำตัวให้นักเรียนเชียงใหม่ เดินหน้าเร่งแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลเด็กนักเรียนอักษร G มุ่งให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม กรมการปกครองรายงานว่าเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานเปิดกิจกรรมมอบนโยบายและแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ “ฮอมฮัก ฮ่วมใจ๋ แก้ไขสถานะ G เจียงใหม่” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของเด็กนักเรียนอักษร G ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมมอบนโยบายแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเร่งรัดดำเนินการให้เด็กได้รับการกำหนดสถานะบุคคลและสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย โดยมี นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายคีน ชัม เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายความคุ้มครอง สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ  ผู้บริหารส่วนกลาง ผู้บริหารส่วนภูมิภาค ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของเด็กนักเรียนอักษร G เป็นภารกิจสำคัญที่กรมการปกครองให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเด็กกลุ่มดังกล่าวยังประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานหลายด้าน แม้จะได้รับโอกาสทางการศึกษาแล้ว แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิด้านการรักษาพยาบาล การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ การเดินทาง และการคุ้มครองตามกฎหมายได้อย่างสมบูรณ์ เลขประจำตัวที่ขึ้นต้นด้วยอักษร G จึงไม่ใช่เพียงตัวอักษรที่ใช้ในการจำแนกข้อมูล หากแต่เป็นข้อจำกัดที่ส่งผลต่อโอกาสและคุณภาพชีวิตของเด็กจำนวนมาก ทั้งนี้ กรมการปกครองในฐานะสำนักทะเบียนกลาง ได้ปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้ครอบคลุมถึงบุตรแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในสถานศึกษา ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 และได้เริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เพื่อให้เด็กได้รับการกำหนดสถานะบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีเอกสารแสดงตน สามารถเข้าถึงสิทธิที่พึงได้รับ ตลอดจนเป็นการจัดระเบียบฐานข้อมูลบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยของประเทศให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อันเป็นภารกิจสำคัญด้านความมั่นคงของประเทศ ปัจจุบันมีเด็กนักเรียนอักษร G ทั่วประเทศ จำนวนกว่า 200,000 ราย ซึ่งกรมการปกครอง จะบูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัด อำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดดำเนินการกำหนดสถานะบุคคลให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายที่กำหนด สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ มีเด็กนักเรียนอักษร G จำนวน 24,821 ราย โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ และอีก 6 อำเภอใกล้เคียง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเร่งด่วน จำนวน 10,457 ราย กรมการปกครองจึงได้เร่งรัดการจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย และสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม อธิบดีกรมการปกครองยืนยันว่า กรมการปกครองจะเดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติอย่างต่อเนื่อง โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาค และเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนสามารถเติบโตอย่างมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต เพราะ “การมีตัวตน” คือจุดเริ่มต้นของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พร้อมขอบคุณสำนักทะเบียนอำเภอทุกแห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนทุกภาคส่วนที่ร่วมบูรณาการการดำเนินงาน เพื่อร่วมกันผลักดันให้การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของเด็กนักเรียนอักษร G บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม และทำให้ “อำเภอพึ่งได้” เพิ่มโอกาสในชีวิต และการพัฒนาศักยภาพในอนาคต ของกลุ่มบุคคลที่ยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่อไป * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สถานะบุคคล * สถานะบุคคลเด็กนักเรียนอักษร G * กรมการปกครอง * เชียงใหม่ * เด็กและเยาวชน
dlvr.it
July 18, 2026 at 3:46 AM
กรมการปกครองมอบบัตรประจำตัวให้นักเรียนเชียงใหม่แก้ไขสถานะ G
กรมการปกครองมอบบัตรประจำตัวให้นักเรียนเชียงใหม่แก้ไขสถานะ G
กรมการปกครองมอบบัตรประจำตัวให้นักเรียนเชียงใหม่แก้ไขสถานะ G auser15 Sat, 2026-07-18 - 10:41 กรมการปกครองจัดกิจกรรม “ฮอมฮัก ฮ่วมใจ๋ แก้ไขสถานะ G เจียงใหม่” มอบบัตรประจำตัวให้นักเรียนเชียงใหม่ เดินหน้าเร่งแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลเด็กนักเรียนอักษร G มุ่งให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม กรมการปกครองรายงานว่าเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานเปิดกิจกรรมมอบนโยบายและแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ “ฮอมฮัก ฮ่วมใจ๋ แก้ไขสถานะ G เจียงใหม่” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของเด็กนักเรียนอักษร G ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมมอบนโยบายแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเร่งรัดดำเนินการให้เด็กได้รับการกำหนดสถานะบุคคลและสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย โดยมี นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายคีน ชัม เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายความคุ้มครอง สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ  ผู้บริหารส่วนกลาง ผู้บริหารส่วนภูมิภาค ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของเด็กนักเรียนอักษร G เป็นภารกิจสำคัญที่กรมการปกครองให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเด็กกลุ่มดังกล่าวยังประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานหลายด้าน แม้จะได้รับโอกาสทางการศึกษาแล้ว แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิด้านการรักษาพยาบาล การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ การเดินทาง และการคุ้มครองตามกฎหมายได้อย่างสมบูรณ์ เลขประจำตัวที่ขึ้นต้นด้วยอักษร G จึงไม่ใช่เพียงตัวอักษรที่ใช้ในการจำแนกข้อมูล หากแต่เป็นข้อจำกัดที่ส่งผลต่อโอกาสและคุณภาพชีวิตของเด็กจำนวนมาก ทั้งนี้ กรมการปกครองในฐานะสำนักทะเบียนกลาง ได้ปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้ครอบคลุมถึงบุตรแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในสถานศึกษา ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 และได้เริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เพื่อให้เด็กได้รับการกำหนดสถานะบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีเอกสารแสดงตน สามารถเข้าถึงสิทธิที่พึงได้รับ ตลอดจนเป็นการจัดระเบียบฐานข้อมูลบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทยของประเทศให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อันเป็นภารกิจสำคัญด้านความมั่นคงของประเทศ ปัจจุบันมีเด็กนักเรียนอักษร G ทั่วประเทศ จำนวนกว่า 200,000 ราย ซึ่งกรมการปกครอง จะบูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัด อำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดดำเนินการกำหนดสถานะบุคคลให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายที่กำหนด สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ มีเด็กนักเรียนอักษร G จำนวน 24,821 ราย โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ และอีก 6 อำเภอใกล้เคียง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเร่งด่วน จำนวน 10,457 ราย กรมการปกครองจึงได้เร่งรัดการจัดทำทะเบียนประวัติและบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย และสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม อธิบดีกรมการปกครองยืนยันว่า กรมการปกครองจะเดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติอย่างต่อเนื่อง โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาค และเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนสามารถเติบโตอย่างมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต เพราะ “การมีตัวตน” คือจุดเริ่มต้นของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พร้อมขอบคุณสำนักทะเบียนอำเภอทุกแห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนทุกภาคส่วนที่ร่วมบูรณาการการดำเนินงาน เพื่อร่วมกันผลักดันให้การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลของเด็กนักเรียนอักษร G บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม และทำให้ “อำเภอพึ่งได้” เพิ่มโอกาสในชีวิต และการพัฒนาศักยภาพในอนาคต ของกลุ่มบุคคลที่ยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่อไป * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * สถานะบุคคล * สถานะบุคคลเด็กนักเรียนอักษร G * กรมการปกครอง * เชียงใหม่ * เด็กและเยาวชน
dlvr.it
July 18, 2026 at 3:46 AM
ยื่นหนังสือให้ ป.ป.ช. สอบแชตอ้างอธิบดีปกครองให้ 'ช่วยน้ำเงินด้วย'
ยื่นหนังสือให้ ป.ป.ช. สอบแชตอ้างอธิบดีปกครองให้ 'ช่วยน้ำเงินด้วย' auser15 Tue, 2026-06-09 - 16:26 พรรคประชาชนและทนายอั๋นบุรีรัมย์ เข้ายื่นหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบสวนกรณีที่มีการเปิดเผยแชตข้อความซึ่งอ้างว่าเป็นแชตของ 'นฤชา โฆษาศิวิไลซ์' อธิบดีกรมการปกครอง สั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาทางไลน์ว่าให้ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ภาพจาก: ครอบครัวข่าว 3  9 มิถุนายน 2569 NBT Connext รายงานว่า นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส. ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เข้ายื่นหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีที่มีการเปิดเผยแชตข้อความซึ่งอ้างว่าเป็นแชตของนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง สั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาทางไลน์ว่าให้ “ช่วยน้ำเงินด้วย” นายวิโรจน์เปิดเผยว่า เรื่องนี้มีนัยสำคัญแน่นอน และสามารถพิสูจน์ในระบบดิจิทัลว่ามีการพิมพ์ข้อความจริงหรือไม่ และเท่าที่ตนเองติดตามการชี้แจงของอธิบดีกรมการปกครองมักหยิบยกประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ข้อมูลในแชตดังกล่าวผิดพลาด ซึ่งประเด็นนี้ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่สาระสำคัญที่แท้จริงคืออธิบดีฯ พิมพ์ไลน์คุยกับข้าราชการในบังคับบัญชาของตนเองจริงหรือไม่ และปรากฏข้อความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” จริงหรือไม่ ซึ่งคำนี้ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ต้องตีความว่าหมายถึงให้ช่วยพรรคการเมืองใด และถือเป็นความผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่งการเป็นข้าราชการจะต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง ไม่ฝักใฝ่หรือใช้อำนาจรัฐไปเอื้อผลประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ผลประโยชน์จากการเลือกตั้งหรือการใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อให้ฝ่ายการเมืองใดฝ่ายการเมืองหนึ่ง โดยในวันนี้นอกจากจะร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. แล้ว นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส. ภูเก็ต จะเดินทางไปร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควบคู่กันไปด้วย ขณะที่ นายเฉลิมพงศ์ ระบุว่า ตนเองในฐานะ สส. พื้นที่จังหวัดภูเก็ต ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมาสัมผัสได้ถึงระบอบสีน้ำเงิน และการสั่งการเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่ระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัด ที่นำเงินไปซื้อเสียงในพื้นที่ จนถึงระดับอธิบดีฯ ที่ส่งไลน์สั่งการให้ปลัดจังหวัดภูเก็ตและปลัดป้องกันอำเภอถลาง ให้ช่วยผู้สมัคร สส. จากพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นว่ามีการสั่งการเป็นขั้นตอนและเป็นระบบระบอบสีน้ำเงินที่ทำในช่วงการเลือกตั้ง โดยการเดินทางมาร้องในวันนี้ ตนเองจะร้องเรื่องความเป็นกลางของข้าราชการการเมือง การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 172 ของ ป.ป.ช. ในการดำเนินคดีเอาผิดกับอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งชี้ให้เห็นชัดว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาไม่มีความโปร่งใส มีการทำงานกันเป็นขั้นตอนโดยหน่วยงานข้าราชการระดับสูงของจังหวัดภูเก็ต มีการนำเงินไปซื้อเสียงให้กับกลุ่มนักการเมืองในพื้นที่ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หากข้าราชการคนใดไม่ทำงานตามที่สั่งก็จะถูกกลั่นแกล้งและโยกย้าย รวมถึงยังมีการจัดฉากในการโยกย้ายในอำเภอเมืองที่ทำงานไม่สำเร็จและแพ้การเลือกตั้ง ซึ่งมีการจัดฉากว่ามีการรับสินบนจากใบอนุญาตอาวุธปืน เนื่องจากทำงานไม่ตอบสนองในระบอบสีน้ำเงิน จึงขอความเป็นธรรมให้กับข้าราชการผู้น้อยที่ถูกผู้บังคับบัญชาบีบบังคับ ทำให้เห็นว่าระบอบดังกล่าวเป็นปัญหาและกัดกินประเทศไทย นายเฉลิมพงศ์ เชื่อว่า หากมีการเปิดแชตไลน์ของปลัดทั้ง 77 จังหวัด ก็จะทราบว่ามีการสั่งการจริงหรือไม่และแชตไลน์ที่มีการพูดคุยกันเป็นของจริงหรือไม่ เพราะสามารถตรวจเช็กเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับไอดีไลน์ได้ รวมถึงแชตหลักก็สามารถปรินต์ออกมาเป็นหลักฐานเพื่อใช้ในชั้นศาลได้ ส่วนหลักฐานที่นำมายื่นในวันนี้เป็นแชตไลน์ที่ให้ตรวจสอบนายอำเภอเมืองเรียกรับสินบนจากอาวุธปืนที่จัดฉากให้ถูกย้ายออกจากพื้นที่ รวมถึงก่อนหน้านี้ที่รองผู้ว่าฯ จ. ภูเก็ต ซึ่งเคยเป็นปลัดจังหวัดโกงเงิน อส. ที่สูญหายไปกว่า 3 ล้านบาท และยังอยู่ในพื้นที่ได้ตามปกติโดยไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน จึงอยากฝากไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า เหตุใดจนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีแชตไลน์อธิบดี ทั้งที่นายกฯ เคยสั่งการให้ข้าราชการวางตัวเป็นกลางและเก็บความรู้สึกไว้เป็นเบื้องหลัง  โดย นายเฉลิมพงศ์ได้มีการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ที่ผูกกับไลน์ไอดีและพบเบอร์โทรศัพท์แล้ว ส่วนจะเป็นเบอร์ของใครต้องไปตรวจสอบว่าลงทะเบียนในชื่อของใคร ซึ่งก่อนหน้านี้อธิบดีกรมการปกครองก็อ้างว่าไลน์ของตนเองเป็นสาธารณะ ซึ่งตนเองรู้สึกตกใจว่าไลน์ที่ใช้สื่อสารกันเป็นสาธารณะได้หรือไม่ ถามโดยมองว่าอธิบดีกรมการปกครองก็สามารถถามได้ว่าใครเป็นผู้พิมพ์ข้อความดังกล่าว และมองว่าเป็นไปไม่ได้ที่อธิบดีฯ จะไม่รู้มาก่อนเพราะข้อความในแชตไลน์จะผูกกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่ออยู่แล้ว ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์ นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า ตนเองทราบมาว่า นายกฯ ก็รู้สึกไม่สบายใจกับอธิบดีท่านนี้ แต่มีกระแสข่าวว่าอธิบดีฯ ไม่ได้รับฟังการบังคับบัญชาของนายกฯ เพราะมีผู้สนับสนุนหลักอยู่เบื้องหลังที่เป็นคนที่นายกฯ เกรงใจ นายกฯ จึงไม่สบายใจที่จะพูดคุยหรือดีลอะไรกับอธิบดีคนนี้ ทั้งนี้เห็นว่า นายกฯ ควรพิจารณาโยกย้ายอธิบดีท่านนี้ไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนสอบสวนก่อน ไม่ควรปล่อยให้ทำงานต่อ และยืนยันว่าเรื่องนี้จะไม่เงียบหายอย่างแน่นอน ด้าน นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ตนในฐานะที่เป็นทนายความให้กับปลัดจังหวัดภูเก็ต ได้ดำเนินการฟ้องอธิบดีกรมการปกครอง เป็นคดีอาญาที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ใน 2 ข้อกล่าวหา คือ ฐานความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และการนำข้อมูลเกี่ยวกับการนำข้อมูลหลักฐานมาเปิดเผย ซึ่งเรื่องนี้ตนเองได้ไปร้องต่อสภาแล้ว และในวันพฤหัสบดีนี้เรื่องจะถูกนำเข้าสู่กรรมาธิการฯ ซึ่งหวังว่าหากอธิบดีฯ เป็นคนบริสุทธิ์จริงตามที่พูดมาขอให้เดินเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบโดยไม่ต้องรอให้ ป.ป.ช. เรียก * ข่าว * การเมือง * นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ * แชตช่วยน้ำเงินด้วย * กรมการปกครอง * พรรคประชาชน
dlvr.it
June 9, 2026 at 9:33 AM
เตรียมทำบัตรประจำตัวผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า
เตรียมทำบัตรประจำตัวผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า auser15 Tue, 2026-06-09 - 12:24 กรมการปกครองเตรียมทำบัตรประจำตัวผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า โดยสำนักงานข้าใหญ่หลวงผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จะสนับสนุนงบประมาณในการจัดทำบัตร เพจกรมการปกครอง รายงานว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ณ สำนักบริหารการทะเบียน อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง มอบหมายให้ นายสุภณ สยามบุญนัญ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน ให้การต้อนรับ นายราอูฟ มาซู ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ฝ่ายปฏิบัติการแห่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) นางแทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำประเทศไทย และคณะ ในโอกาสเดินทางมาเยี่ยมชมการเตรียมความพร้อมในการจัดทำบัตรประจำตัวของคนต่างด้าวซึ่งพำนักอยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ (ผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า) ในการนี้ คณะได้รับฟังบรรยายสรุปแนวทางการขออนุญาตออกนอกเขตพื้นที่ควบคุมของเพื่อทำงาน และกระบวนการจัดทำบัตรประจำตัวให้กับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา พร้อมทั้งเยี่ยมชมสาธิตขั้นตอนการออกบัตรประจำตัวให้กับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาที่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกพื้นที่ควบคุมเพื่อทำงาน ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เห็นชอบมาตรการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่พำนักอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า ทำให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า สามารถดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดในการขออนุญาตออกนอกเขตพื้นที่ควบคุมเพื่อทำงานได้โดยชอบด้วยกฎหมาย โดย นายราอูฟ มาซู กล่าวขอบคุณและชื่นชมความก้าวหน้าของกระบวนการความช่วยเหลือผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า ตลอด 40 ปี ของประเทศไทย ตั้งแต่การช่วยเหลือดูแลตลอดจนการส่งเสริม และหยิบยื่นโอกาสในการทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ การออกบัตรประจำตัวให้กับผู้หนีภัยนั้น มีผลดีในด้านการเข้าถึงระบบการธนาคาร การติดต่อสื่อสาร และประกันสุขภาพ สุดท้าย นายราอูฟ มาซู เน้นย้ำว่าสำนักงานข้าใหญ่หลวงผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) พร้อมสนับสนุนและเคียงบ่าเคียงไหล่ประเทศไทยในการดำเนินการเกี่ยวกับผู้หนีภัยสู่สายตาประชาคมโลก โอกาสนี้ ผู้แทนอธิบดีกรมการปกครองได้กล่าวขอบคุณ UNHCR ที่ได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดทำบัตรประจำตัวผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า ซึ่งจะทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลและตรวจพิสูจน์ตัวบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบ ควบคุม ติดตามและบังคับใช้กฎหมาย สนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และส่งเสริมสิทธิมนุษยชน กรมการปกครอง และ UNHCR จะประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ในการบริหารจัดการผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่าให้สอดคล้องกับหลักมนุษยธรรม ควบคู่กับการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * ผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า * ผู้ลี้ภัย * ผู้อพยพ * สถานะ * กรมการปกครอง * UNHCR
dlvr.it
June 9, 2026 at 5:47 AM
อธิบดีกรมการปกครอง ยืนยันไม่ได้ส่งแชตไลน์ "ช่วยน้ำเงินด้วย" ช่วงเลือกตั้ง
อธิบดีกรมการปกครอง ยืนยันไม่ได้ส่งแชตไลน์ "ช่วยน้ำเงินด้วย" ช่วงเลือกตั้ง auser15 Fri, 2026-05-29 - 16:00 'นฤชา โฆษาศิวิไลซ์' อธิบดีกรมการปกครอง ยืนยันไม่ได้ส่งแชตไลน์ "ช่วยน้ำเงินด้วย" ช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา พร้อมตั้งคำถามถึงเจตนาแฝงที่ออกมาเปิดเรื่องดังกล่าวช่วงนี้ - 'อนุทิน' ระบุจะต้องตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง แต่ยืนยันไม่ได้ช่วยและไม่เคยช่วย นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง | ภาพจาก: กรมการปกครอง Thai PBS รายงานว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ และคณะ ได้ยื่นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยแชตไลน์ "ช่วยน้ำเงินด้วย" และกล่าวอ้างว่า เป็นบทสนทนาของอธิบดีกรมการปกครอง ในช่วงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา วันนี้ (29 พ.ค.2569) กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เผยแพร่คำชี้แจงของนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง โดยยืนยัน ว่า ไม่ได้เป็นบทสนทนาของตนเองแต่อย่างใด กรมการปกครอง ขอยืนยันว่า การปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายปกครองทุกระดับ ในห้วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา ยึดมั่น "ความเป็นกลางทางการเมือง" และ "ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง" ตามหน้าที่และอำนาจอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ได้ประชุมซักซ้อมข้อราชการสำคัญประจำเดือน และมีหนังสือสั่งสือสั่งการที่ชัดเจนในการปฏิบัติตัว และการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ กรณีข้อความบทสนทนาที่กล่าวอ้างนั้น ยังปรากฏข้อความหลายอย่างที่ต้องพิสูจน์ทราบและมีการบิดเบือนจากข้อเท็จจริง เช่น รายชื่อบุคคลที่อยู่ในบทสนทนาที่กล่าวอ้างว่าเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ระยะเวลาที่ปรากฏในบทสนทนา เป็นต้น นอกจากนี้ กรมการปกครอง ยังตั้งคำถามถึงเจตนาแอบแฝง ในการเปิดเผยเรื่องดังกล่าว ในห้วงเวลาปัจจุบัน ทั้งที่ผ่านพ้นห้วงระยะเวลาการเลือกตั้งมาช้านานแล้ว ประกอบกับกรมการปกครอง อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้าราชการบางกลุ่ม ที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตและการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ การเรียกรับผลประโยชน์ในพื้นที่ โดยการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน และเป็นไปตามขั้นตอนตามระเบียบกฎหมาย และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย นายนฤชา ขอยืนยันถึงแนวทางในการปฏิบัติราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต การยึดประโยชน์ของราชการเป็นสำคัญ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับพี่น้องประชาชน และมุ่งมั่นในการดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเคร่งครัดและเด็ดขาด ต่อไป กรณีที่มีการนำประเด็นดังกล่าวไปบิดเบือนและคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียง และความเสียหายต่อทางราชการ นายนฤชา ขอใช้สิทธิทางกฎหมายในการปกป้องชื่อเสียง เกียรติภูมิ และประโยชน์ของทางราชการ Thai PBS รายงานเพิ่มเติมว่า วันนี้ (29 พ.ค.2569) เวลา 14.25 น. ที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า วันนี้เห็นนายนฤชาออกแถลงการณ์ โดยตนต้องไปอ่านรายละเอียด เพราะก่อนหน้านี้อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ เพิ่งกลับจาก จ.เพชรบุรี อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน กล่าวว่า จะต้องตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง แต่ยืนยันไม่ได้ช่วย และไม่เคยช่วย เมื่อถามว่ากรณีนี้บานปลาย เป็นเรื่องความขัดแย้งภายในมหาดไทยด้วยหรือไม่ หลังย้ายปลัดจังหวัดภูเก็ต นายกรัฐมนตรี ตอบว่า ไม่มี ให้ดู มท.1 ไว้อย่างเดียว กระทรวงมหาดไทยไม่ต้องไปดูคนอื่น * ข่าว * การเมือง * กรมการปกครอง * นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ * กระทรวงมหาดไทย
dlvr.it
May 29, 2026 at 9:07 AM
อธิบดีกรมการปกครอง ลงนามเด้ง 'นายอำเภอหาดใหญ่'
อธิบดีกรมการปกครอง ลงนามเด้ง 'นายอำเภอหาดใหญ่' Pazzle Wed, 2025-11-26 - 20:32 อธิบดีกรมการปกครองลงนามสั่งย้าย "นายอำเภอหาดใหญ่" ไปช่วยราชการ มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง   26 พ.ย. 2568  อธิบดีกรมการปกครอง นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ลงนามในคำสั่งกรมการปกครอง ที่ 1033/2568 เรื่องให้ข้าราชการช่วยราชการ โดยในเอกสารดังกล่าว ระบุว่า เพื่อประโยชน์ของทางราชการอาศัยอำนาจความในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 จึงให้ เอก ยังอภัย ณ สงขลา ตำแหน่งนายอำเภอ (ผู้อำนวยการสูง) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ช่วยราชการ วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง เป็นการประจำ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง สั่ง ณ วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2568   * ข่าว * การเมือง * น้ำท่วม * น้ำท่วมภาคใต้ * หาดใหญ่
dlvr.it
November 26, 2025 at 1:39 PM
'เพื่อไทย' ข้องใจ รมว.มหาดไทย ไม่เชื่อการกระจายอำนาจ
'เพื่อไทย' ข้องใจ รมว.มหาดไทย ไม่เชื่อการกระจายอำนาจ auser15 Sat, 2025-11-22 - 13:58 แถลงข่าวประจำสัปดาห์พรรคเพื่อไทย ข้องใจ รมว.มหาดไทย ไม่เชื่อการกระจายอำนาจ ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแทรกแซงการของบประมาณ - ตั้งคำถามถึงรัฐบาล ย้ายข้าราชการ 3 เดือนเกือบ 300 ตำแหน่ง พุ่งเป้ามหาดไทย ปูทางเลือกตั้งหรือไม่ ซัดโยกอธิบดีกรมที่ดินเพียง 6 วัน ทำสับตำแหน่งในบุรีรัมย์พรึบ เหน็บหากมั่นใจอย่าหนีซักฟอก ลั่นจ่อเปิดตัวครอบครัวเพื่อเต็มองคาพยพ 22 พ.ย. 2568 ในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์พรรคเพื่อไทย นายพัฒนา สัพโส สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย แถลงว่า ตนขอตั้งข้อสังเหตุต่อพฤติการบางประการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐ อาจเข้าข่ายบทบัญญัติมาตรา 29 แห่งวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดในการของบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจปี 2570 ซึ่งอาจจะขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ในการทำคำขอดังกล่าว มีระบุในพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ขั้นตอนแผนการกระจายอำนาจ และพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณที่ให้ท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาลต่างๆ ทำการของบประมาณตรงมายังสำนักงบประมาณในระบบ บีบีแอล ซึ่งหลักเกณฑ์ในพ.ร.บ.เป็นอำนาจของผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ แต่ในรัฐบาลชุดนี้ โดย สถ.ได้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด จัดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองระดับจังหวัดโดยผ่าน สถ. นายพัฒนา กล่าวต่อว่า ตนเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจให้คณะกรรมการชุดนี้มีการตัดหรือเพิ่ม เพราะถ้าตัดหรือเพิ่มจะถือว่าเป็นการแทรกแซงหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และรมว.มหาดไทย ก็เป็นนายกฯ และประธานกรรมการกระจายอำนาจ “ท่านบริหารราชการแผ่นดินอย่างนี้ ผมมองเป็นเจตนาอย่างอื่นไม่ได้ ท่านไม่รักคุณท้องถิ่น และไม่เชื่อในการกระจายอำนาจ ท่านถึงได้ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองระดับจังหวัด และให้ สถ.เข้ามาแทรกแซงในการทำคำของบประมาณ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาล ซึ่งทุกรัฐบาลที่ผ่านมาเขาไม่ทำกัน เพราะเดิมองค์การบริหารส่วนตำบล ยังขอผ่าน สถ. แต่รัฐบาลชุดนี้ไม่รู้ว่ามีเหตุผลและเจตนาอะไรถึงต้องย้อนกลับไปให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาล ขอผ่าน สถ. นั่นคือสิ่งที่ผมอยากสื่อไปยัง รมว.มหาดไทย ว่าวันนี้ท่านยังแก้ไขได้ทัน” นายพัฒนา กล่าว ตั้งคำถามถึงรัฐบาล ย้ายข้าราชการ ปูทางเลือกตั้งหรือไม่ นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ​ โฆษก​พรรค​เพื่อ​ไทย​ กล่าวถึงการติดตามการทำงานของรัฐบาล​ ในการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง หลังจากการเข้ามาทำงานใน 1 เดือนของรัฐบาล​ มีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงไปแล้ว 89 ตำแหน่ง​ และถึงขณะนี้​ ระยะเวลา​ 2 เดือนเศษ​มีการโยกย้ายไปแล้ว 122 ตำแหน่ง และหาครบเรื่อยๆถึงสิ้นเดือนน่าจะทะลุ​ 300 ตำแหน่ง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย​ มีการโยกย้ายไปแล้ว 49 ตำแหน่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 13 ตำแหน่ง​ สำนักนายกรัฐมนตรี 12 ตำแหน่ง โฆษกพรรคเพื่อไทย​ ยังตั้งข้อสังเกตว่าหลายตำแหน่งเกี่ยวข้องกับคดีสำคัญ​ อย่างเขากระโดง​ ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ในสังคม​ และตำแหน่งสำคัญอย่าง​ เลขาธิการ​สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ​ หรือ สทนช. มีการปรับเปลี่ยน​ ทั้งที่ประเทศไทยจมน้ำอยู่เป็นล้านไร่​ หรืออธิบดีกรมที่ดินที่มีการแต่งตั้งเมื่อ 12 พฤศจิกายน​ แต่หลังจากนั้น 6 วัน​ มีการโยกย้ายข้าราชการที่ดิน​ ในจังหวัดบุรีรัมย์​ทันที​ จึงอาจตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า​ มีข้อเกี่ยวข้องกับคดีสำคัญหรือไม่ โฆษกพรรคเพื่อไทย​ กล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยจึงอยากเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันจับตามองถึงการแต่งตั้งโยกย้ายเหล่านี้​ แต่งตั้งตามกฎหมายและระเบียบหรือไม่หรือเป็นเพียงปลายภูเขาน้ำแข็ง​ เพราะเป็นข้าราชการระดับสูง​ ที่ต้องมีการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี​ และตั้งคำถามว่าข้าราชการที่ต่ำลงไปจะมีอีกจำนวนเท่าไหร่​ หรือการแต่งตั้งโยกย้ายในระดับนี้เป็นการแต่งตั้งเพื่อหาผลประโยชน์ หรืออำนวยความสะดวกในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่​ นายศึกษิษฏ์ กล่าวอีกว่า ทั้งเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายและการจัดการงบประมาณภาครัฐ มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างชัดเจน โดยทางพรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้ประชาชน ช่วยกันจับตามองว่าการแต่งตั้งโยกย้าย และการเพิ่มขั้นตอนการของบประมาณ เป็นการปูทางอำนวยความสะดวกในการเลือกตั้งหรือไม่ ที่มีการพูดว่า พร้อมแล้วที่จะยุบสภา พร้อมเตรียม 2 เรื่องดังกล่าวไว้แล้วใช่หรือไม่ และหากนายกรัฐมนตรียืนยันว่าที่ผ่านมา บริหารราชการแผ่นดินได้อย่างถูกต้อง ก็อย่าหนีการตรวจสอบ " ที่บอกว่าเพิ่งเข้ามาได้เดี๋ยวเดียว จะทำอะไรผิดได้ ทางพรรคเพื่อไทยเราเห็นต่าง เพราะความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว เป็นความเสียหายจำนวนมากด้วย ซึ่งการตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยไม่เคยเรียกร้อง หรือบังคับให้ใครมาร่วมอภิปรายด้วย ทุกพรรคมีสิทธิ์จะโหวตอย่างไรก็ได้ ถ้านายกฯและรัฐบาลสามารถชี้แจงได้ ท่านก็น่าจะได้รับการไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อ ท่านอย่าหนีความรับผิดชอบ" นายศึกษิษฏ์ กล่าว นายศึกษิษฏ์ กล่าวอีกว่า สำหรับพรรคเพื่อไทย เรามีการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งหลายๆ ด้าน ทั้ง สส. และผู้สมัครของเรา ได้ลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหา และช่วยเหลือประชาชนอย่างอย่างเหนียวแน่นและใกล้ชิด รวมถึงเราได้ตั้ง นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส. บัญชีรายชื่อ เป็นประธานกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ยังได้มีการเปิดตัวผู้สมัครไปแล้ว กว่า 250 เขต และจะมีการทยอยเปิดตัวเรื่อยๆ เป็นการแสดงได้ชัดว่าพรรคเพื่อไทย ยังเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความเข้มแข็ง และมีบุคลากรจำนวนมาก ต้องการเข้ามาร่วมงานด้วย อย่างไรก็ตามในเร็วๆ นี้ จะมีงานเปิดตัวครอบครัวเพื่อไทย ซึ่งรอบนี้จะจัดอย่างเต็มองคาพยพ ที่มาเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวไทย [1] [2]   * ข่าว * การเมือง * พรรคเพื่อไทย * ท้องถิ่น * อปท. * กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
dlvr.it
November 22, 2025 at 7:03 AM