#อรรถพล
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' คดี ม.112 ชี้ กม. คุ้มครองกษัตริย์ ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' คดี ม.112 ชี้ กม. คุ้มครองกษัตริย์ ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ : รายงาน Pazzle Tue, 2026-10-06 - 15:34 ศาลจังหวัดภูเขียวพิพากษาคดี ม.112 ของ "ไผ่" จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ "ครูใหญ่" อรรถพล บัวพัฒน์ กรณีการปราศรัยเกี่ยวกับโครงสร้างและสถาบันพระมหากษัตริย์ บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เมื่อปี 2564 ศาลระบุ แม้ตัวบทจะไม่ได้ระบุคำว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์" ไว้โดยตรง แต่ขอบเขตความคุ้มครองย่อมครอบคลุมทั้งพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันและอดีตพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี ศาลชี้คำปราศรัยของไผ่ จตุภัทร์ มีลักษณะเป็นการพาดพิงว่าสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์และพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันทรงขาดทศพิธราชธรรม ส่วนคำปราศรัยของครูใหญ่ อรรถพล ทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิดในตัวพระมหากษัตริย์ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ลงโทษจำคุก ไผ่ จตุภัทร์เป็นเวลา 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ อรรถพลเป็นเวลา 2 ปี เป็นอันปิดฉากกระบวนการทางกฎหมายที่ดำเนินมานานนับตั้งแต่ปี 2564     6 ต.ค. 2569 เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2569 มีรายงานอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา ว่าศาลจังหวัดภูเขียวได้นัดอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของ "ไผ่" จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ "ครูใหญ่" อรรถพล บัวพัฒน์ กรณีการปราศรัยเกี่ยวกับโครงสร้างและสถาบันพระมหากษัตริย์ บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 โดยการอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ต้องเลื่อนมาจากกำหนดเดิม (วันที่ 23 และ 29 ก.ย. 2569) รวมสองครั้ง เนื่องจากเหตุอุทกภัยกระทบต่อระบบคอมพิวเตอร์ของเรือนจำ ในการสู้คดีชั้นฎีกา ไผ่ จตุภัทร์ยกข้อต่อสู้ว่า มาตรา 112 ต้องได้รับการตีความอย่างเคร่งครัดและมุ่งคุ้มครองเฉพาะประมุขที่ทรงครองราชย์อยู่ ณ ขณะนั้น อีกทั้งการปราศรัยของตนเป็นการกล่าวถึง "สถาบัน" ในภาพรวม ไม่ได้ระบุตัวบุคคล ขณะที่ครูใหญ่ อรรถพลต่อสู้ว่า คำว่า "กษัตริย์" เป็นเพียงชื่อตำแหน่งทำนองเดียวกับผู้ใหญ่บ้าน และคำว่า "ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ของใคร" เป็นการสื่อถึงบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมร้องขอให้ศาลลงโทษรอการลงอาญา ทว่าศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ลงโทษจำคุก ไผ่ จตุภัทร์เป็นเวลา 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ อรรถพลเป็นเวลา 2 ปี เป็นอันปิดฉากกระบวนการทางกฎหมายที่ดำเนินมานานนับตั้งแต่ปี 2564 บรรยากาศ ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ทนายความและครอบครัวของไผ่ จตุภัทร์ได้เดินทางมาเข้าร่วมฟังคำพิพากษา ขณะที่ไผ่ จตุภัทร์ และครูใหญ่ อรรถพลรับฟังการอ่านคำพิพากษาผ่านระบบถ่ายทอดสัญญาณวิดีโอจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นประจำศาลจังหวัดภูเขียวได้เปิดซองคำพิพากษาและอ่านสรุปใจความสำคัญดังนี้ ในประเด็นความผิดตามมาตรา 112 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ตัวบทกฎหมายจะไม่ได้ระบุคำว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์" ไว้โดยตรง แต่ขอบเขตความคุ้มครองย่อมครอบคลุมทั้งพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันและอดีตพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากมีความเกี่ยวโยงทางประวัติศาสตร์ สายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม และโครงสร้างกฎหมายที่สืบทอดต่อเนื่องกันมา ความเคารพรักที่ประชาชนมีต่อสถาบันในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งย่อมเกิดจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าในอดีต ศาลชี้ว่าคำปราศรัยของไผ่ จตุภัทร์มีลักษณะเป็นการพาดพิงว่า สมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์และพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันทรงขาดทศพิธราชธรรม ซึ่งเป็นการละเมิดต่อพระราชสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง ทั้งยังทำให้พระมหากษัตริย์ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติยศ และถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ส่วนประเด็นข้อแย้งที่ว่ามาตรา 112 คุ้มครองเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่ยังทรงครองราชย์อยู่นั้น ศาลเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์กับองค์พระมหากษัตริย์มีความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ข้อความของไผ่ จตุภัทร์จึงสื่อความหมายถึงพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ สำหรับคำปราศรัยของครูใหญ่ อรรถพล ศาลเห็นว่าทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิดว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจสั่งการให้ระเบิดภูเขาเพื่อประโยชน์ของโรงงานปูนในจังหวัดสระบุรี จึงไม่ใช่ลักษณะของการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ในข้ออ้างที่นำตำแหน่งพระมหากษัตริย์ไปเปรียบเทียบกับข้าราชการหรือผู้ใหญ่บ้านในลักษณะว่าเป็นเพียงชื่อตำแหน่ง ศาลฎีกาเห็นว่าไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เนื่องจากมีความแตกต่างกันในทุกมิติ ทั้งในเรื่องที่มา ซึ่งการสืบราชสันตติวงศ์เป็นไปตามสายพระโลหิตในราชวงศ์จักรี ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ขณะที่ข้าราชการเข้าสู่ตำแหน่งด้วยการสอบคัดเลือกหรือการแต่งตั้ง และผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกตั้งของราษฎร ในแง่อำนาจหน้าที่ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมืองและทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ส่วนข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านใช้อำนาจปกครองตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะตำแหน่งเท่านั้น ในแง่วาระการดำรงตำแหน่ง พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งตลอดรัชกาล ในขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านมีวาระการทำงานตามกฎหมายกำหนดและมีกระบวนการถอดถอนได้ และในแง่ความรับผิด บุคคลใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางแพ่งหรือทางอาญามิได้ โดยความรับผิดชอบทางการเมืองย่อมเป็นของคณะรัฐมนตรี ต่างจากข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านที่ต้องรับผิดชอบทั้งทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญา ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ข้อฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับคำร้องขอให้รอการลงโทษของครูใหญ่ อรรถพล ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิดในพื้นที่สาธารณะโดยมีเจตนาให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ ซึ่งเป็นการลดทอนพระเกียรติยศและทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม จึงไม่มีเหตุอันสมควรให้รอการลงโทษ พิพากษายืนให้จำคุกไผ่ จตุภัทร์ 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ อรรถพล 2 ปี ด้านฐานความผิดอื่นที่ทั้งสองถูกกล่าวหา ได้แก่ ความผิดตามมาตรา 116 (2) (3), การฝ่าฝืนข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น คดีได้ถึงที่สุดไปก่อนหน้านี้แล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่สั่งยกฟ้อง หลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษา มารดาของไผ่ จตุภัทร์ซึ่งเป็นนายประกัน ได้สอบถามศาลเกี่ยวกับการขอถอนประกันและส่งตัวจำเลยที่ได้ยื่นไว้ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2569 เนื่องจากเหตุน้ำท่วมซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัย โดยเจ้าหน้าที่ศาลระบุว่าได้ปรึกษาหัวหน้าศาลแล้ว และจะให้นับระยะเวลาการคุมขังย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2569 ซึ่งเป็นวันที่ยื่นคำร้อง ส่วนเรื่องการถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ศาลแจ้งว่าในวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมาเกิดภาวะน้ำท่วมบริเวณศาลอาญาและเรือนจำ ทำให้ไม่สามารถย้ายตัวจำเลยออกมาดำเนินการตามขั้นตอนได้ โดยจะนำตัวไปดำเนินการอีกครั้งเมื่อสถานการณ์น้ำลด ซึ่งต้องประสานรายละเอียดกับทางเรือนจำต่อไป ทางฝ่ายจำเลยจึงขอให้ศาลแจ้งความคืบหน้าผ่านมารดา เพื่อให้ครอบครัวสามารถประสานงานกับทีมทนายความในกรุงเทพฯ ที่รับผิดชอบคดี รวมถึงเรื่องการฝากซื้ออาหารและของใช้จำเป็น จากการพูดคุยผ่านระบบวิดีโอ ไผ่ จตุภัทร์ และครูใหญ่ อรรถพลซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มานานกว่า 1 ปี ได้สอบถามถึงหมายแจ้งโทษเด็ดขาด ซึ่งผู้พิพากษาตอบว่าน่าจะออกหมายได้ทันที เนื่องจากคดีได้ถึงที่สุดแล้วในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา ในช่วงท้าย มารดาได้สอบถามไผ่ จตุภัทร์ถึงความเป็นอยู่ในเรือนจำท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ว่าญาติหรือทนายความจะสามารถเข้าเยี่ยมได้หรือไม่ ซึ่งไผ่ จตุภัทร์ตอบว่ายังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจน พร้อมเล่าว่าขณะนี้ต้องรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นหลัก เนื่องจากอาหารที่สั่งไว้ตามปกติยังไม่สามารถจัดส่งได้เพราะติดปัญหาน้ำท่วม ไผ่ จตุภัทร์ยังฝากบอกคนภายนอกว่า "ทำใจได้แล้ว" และขอให้ช่วยแจ้งข้อมูลว่าตนจะต้องเดินทางไปที่ศาลใดต่อ ก่อนที่มารดาจะกล่าวอำลาว่า "ขอให้ปลอดภัยนะ รักษาร่างกาย รักษาสุขภาพนะ คิดถึงนะ" โดยไผ่ จตุภัทร์ได้เตือนให้มารดาระมัดระวังเรื่องน้ำท่วมเช่นเดียวกัน คำตัดสินของศาลฎีกาในวันนี้ส่งผลให้คดีมาตรา 112 จากเหตุการณ์ปราศรัยที่ภูเขียวเป็นอันสิ้นสุดลง หลังต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมยาวนานกว่า 5 ปีผ่านทั้งสามชั้นศาล และส่งผลให้ทั้งสองตกเป็นผู้ต้องขังตามคำพิพากษาถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม ไผ่ จตุภัทร์ยังคงมีคดีตามมาตรา 116 จากการร่วมชุมนุม #หมายที่ไหนม็อบที่นั่น ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเดิมมีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา แต่ต้องเลื่อนออกไป โดยในคดีดังกล่าวนั้น ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอยุติคดีตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งปัจจุบันศาลยังไม่ได้มีคำสั่งใดๆ ในประเด็นนี้   * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา * อรรถพล บัวพัฒน์ * คดี ม.112 * ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ * สถาบันกษัตริย์
dlvr.it
October 6, 2026 at 9:14 AM
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' ปราศรัย สภ.ภูเขียว ตีความ 112 ครอบคลุมกษัตริย์ทุกองค์ในราชวงศ์จักรี
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' ปราศรัย สภ.ภูเขียว ตีความ 112 ครอบคลุมกษัตริย์ทุกองค์ในราชวงศ์จักรี ภาพปก : 'ไผ่' จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (ซ้าย) และ 'ครูใหญ่' อรรถพล บัวพัฒน์ (ขวา) (แฟ้มภาพเมื่อ 26 ม.ค. 2569) XmasUser Thu, 2026-10-01 - 11:01 ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษายืนจำคุก ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา 2 ปี 12 เดือน และ ‘ครูใหญ่’ อรรถพล บัวพัฒน์ 2 ปี หลังศาลตีความมาตรา 112 ครอบคลุมกษัตริย์ในอดีตและปัจจุบันในราชวงศ์จักรี  ด้านไผ่ เผยด้วยว่า เนื่องจากเรือนจำน้ำท่วม เลยยังไม่แน่ใจว่าทนาย และครอบครัว เข้าเยี่ยมได้เมื่อไร    เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 เว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลจังหวัดภูเขียว จ.ชัยภูมิ นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีมาตรา 112 ของ ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ ‘ครูใหญ่’ อรรถพล บัวพัฒน์ จากกรณีปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียว และ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 หลังเลื่อนมาแล้ว 2 ครั้ง จากนัดเดิมวันที่ 23 ก.ย. และ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุสถานการณ์น้ำท่วม ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของเรือนจำขัดข้อง ในชั้นฎีกา ‘ไผ่’ จตุภัทร์ ต่อสู้ว่ามาตรา 112 ต้องตีความโดยเคร่งครัด คุ้มครองเฉพาะกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ และคำปราศรัยของตนหมายถึง “สถาบัน” ไม่ใช่ตัวบุคคล ขณะที่ ‘ครูใหญ่’ อรรถพล สู้ว่า “กษัตริย์” คือชื่อตำแหน่งเหมือนผู้ใหญ่บ้าน และถ้อยคำ “ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ของใคร” หมายถึงบริษัทปูนซิเมนต์ไทย พร้อมขอให้รอการลงโทษ แต่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน และครูใหญ่ 2 ปี ปิดฉากคดีที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2564  เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ของศาล ทนายความพร้อมครอบครัวของจตุภัทร์ เดินทางไปฟังคำพิพากษา ส่วนจตุภัทร์ และอรรถพล เชื่อมต่อผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มายังห้องพิจารณา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดภูเขียวเปิดซองคำพิพากษา ก่อนอ่านโดยสรุปใจความได้ว่า  ในประเด็นว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้มาตรา 112 จะไม่ได้บัญญัติถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ครอบคลุมทั้งพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันและพระมหากษัตริย์ในอดีตทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี เพราะมีความหมายเชิงประวัติศาสตร์ ความผูกพันทางวัฒนธรรม และโครงสร้างทางกฎหมายที่สืบทอดกันมาไม่ขาดสาย ความเคารพที่ประชาชนมีต่อสถาบันในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งสะท้อนจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชทุกยุคสมัย ศาลวินิจฉัยว่าถ้อยคำของจตุภัทร์ เป็นการกล่าวหาว่า สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชและพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ขัดต่อพระราชสถานะอันผู้ใดจะละเมิดมิได้ที่รัฐธรรมนูญรับรอง และทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง  ส่วนข้ออ้างที่ว่ามาตรา 112 หมายถึงเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ ศาลเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ กับพระมหากษัตริย์ยึดโยงกัน และเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ถ้อยคำของจตุภัทร์ จึงสื่อถึงพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ สำหรับถ้อยคำของอรรถพล ศาลเห็นว่าทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ใช้อำนาจสั่งให้ระเบิดภูเขาเพื่อประโยชน์ของโรงงานปูนที่สระบุรี จึงไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตามที่จำเลยอ้าง ต่อข้ออ้างที่เปรียบเทียบตำแหน่งพระมหากษัตริย์กับตำแหน่งข้าราชการหรือผู้ใหญ่บ้าน ว่าหมายถึงตำแหน่งมิใช่ตัวบุคคล ศาลฎีกาเห็นว่าเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะแตกต่างกันในทุกด้าน ทั้งในด้านที่มา ซึ่งการสืบราชสันตติวงศ์เป็นไปตามสายพระโลหิตในราชวงศ์จักรี ตามรัฐธรรมนูญและกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ขณะที่ข้าราชการเข้าสู่ตำแหน่งผ่านการสอบคัดเลือกหรือแต่งตั้ง และผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกตั้งของราษฎร  ด้านอำนาจ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองและทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านใช้อำนาจตามกฎหมายเฉพาะตำแหน่ง   ด้านวาระ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งตลอดรัชกาล ขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านมีวาระตามกฎหมายและอาจถูกถอดถอนได้  และด้านความรับผิด ผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ทางอาญาหรือทางแพ่งไม่ได้ โดยความรับผิดชอบทางการเมืองเป็นของรัฐบาล ขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านต้องรับผิดทั้งทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญา ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น  ส่วนที่อรรถพลขอให้รอการลงโทษ ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดต่อหน้าสาธารณชน โดยมีเจตนาให้บุคคลทั่วไปรับรู้ เป็นการลดพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ และทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ พิพากษายืน จำคุกจตุภัทร์ 2 ปี 12 เดือน และอรรถพล 2 ปี สำหรับข้อหาอื่นๆ ที่ทั้ง 2 คนเผชิญ ได้แก่ มาตรา 116 (2) (3), การฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น คดียุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องข้อหาเหล่านี้แล้ว หลังการอ่านคำพิพากษาจบลง มารดาของจตุภัทร์ ในฐานะนายประกันได้หารือกับศาลถึงคำร้องขอถอนประกัน และส่งตัวจำเลยที่ยื่นไว้ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2569 เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมเป็นเหตุสุดวิสัย เจ้าหน้าที่ศาลตอบว่าได้หารือกับหัวหน้าศาลแล้ว จะให้นับตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. ซึ่งเป็นวันที่ยื่นคำร้องเข้าไป ส่วนเรื่องถอดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ศาลแจ้งว่าในวันจันทร์ (28 ก.ย.) และวันอังคารที่ผ่านมา (29 ก.ย.) เกิดน้ำท่วมที่ศาลอาญาและเรือนจำ ทำให้เรือนจำไม่สามารถนำตัวจำเลยออกมาดำเนินการตามขั้นตอนได้ เมื่อน้ำลดจึงจะนำตัวจำเลยไปดำเนินการ ส่วนจะเป็นช่วงใดต้องประสานกับเรือนจำอีกครั้ง  ฝ่ายจำเลยจึงขอให้ศาลประสานความคืบหน้าผ่านมารดา เพื่อให้ครอบครัวประสานกับทนายความที่กรุงเทพฯ ซึ่งดูแลคดีอยู่ รวมถึงเรื่องการฝากซื้ออาหารและของใช้ จากการพูดคุยผ่านวิดีโอ ทั้งไผ่ และครูใหญ่ ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาแล้วกว่า 1 ปี สอบถามเรื่องหมายแจ้งโทษเด็ดขาด ผู้พิพากษาแจ้งว่าหมายน่าจะออกได้ทันที เพราะคดีถึงที่สุดในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา ในช่วงท้าย แม่ถามไผ่ขอสอบถามถึงความเป็นอยู่ในเรือนจำช่วงน้ำท่วมที่กรุงเทพฯ ญาติหรือทนายจะเข้าเยี่ยมได้หรือไม่ ไผ่ตอบว่ายังไม่ทราบสถานการณ์แน่ชัด และเล่าว่าตอนนี้กินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพราะสั่งอาหารไปตามปกติแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเนื่องจากน้ำท่วม  ไผ่ ยังฝากบอกว่า "ทำใจได้แล้ว" และขอให้แจ้งด้วยว่าต่อไปจะต้องไปที่ศาลไหน ก่อนแม่จะกล่าวลาว่า "ขอให้ปลอดภัยนะ รักษาร่างกาย รักษาสุขภาพนะ คิดถึงนะ" ขณะที่ไผ่ บอกให้แม่ระวังน้ำท่วมเช่นกัน คำพิพากษาศาลฎีกาในวันนี้ทำให้คดีมาตรา 112 จากการปราศรัยที่ภูเขียวถึงที่สุด หลังการต่อสู้ยาวนานกว่า 5 ปี ผ่านมา 3 ชั้นศาล และถือเป็นการวินิจฉัยในชั้นศาลสุดท้าย ทำให้ทั้งสองกลายเป็นผู้ต้องขังคดีถึงที่สุด ขณะที่จตุภัทร์ ยังมีคดีมาตรา 116 จากการชุมนุม #หมายที่ไหนม็อบที่นั่น ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์มาเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมายัง คดีได้เลื่อนออกมา โดยที่คดีนี้ฝ่ายจำเลยยังได้ยื่นคำร้องขอยุติคดีตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่ศาลยังไม่มีคำสั่งในเรื่องนี้ * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา * อรรถพล บัวพัฒน์ * มาตรา 112 * สภ.ภูเขียว * ชัยภูมิ * น้ำท่วม
dlvr.it
October 1, 2026 at 4:15 AM
That's looking forward
Looking back on September Thai lawyers for Human Rights have also published a summary of verdicts that were handed down. It's grim, it's relentless, it doesn't get enough coverage. We won't forget our Thai friends. We won't forget our other friends detained elsewhere either
9/
October 3, 2025 at 8:27 PM
"สุชาติ" สั่งด่วนกรมอุทยานฯ ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังโรคระบาดในสัตว์ป่าหลังเสือโคร่งเชียงใหม่ตายพุ่ง ด้านอธิบดีอรรถพล กำชับสวนสัตว์ทั่วประเทศรายงานสุขภาพสัตว์ใกล้ชิด ยันเสือในความดูแล 11 แห่งแข็งแรงดี ทุกตัวปลอดภัย

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5632724/
#เสือโคร่ง #สุชาติชมกลิ่น
#อรรถพล #กรมอุทยานแห่งชาติ
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
กรมอุทยานฯคุมเข้มโรคระบาดสวนเสือทั่วไทย ยันเสือหลวง 124 ตัวยังปลอดภัย | เดลินิวส์
"สุชาติ" สั่งด่วนกรมอุทยานฯ ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังโรคระบาดในสัตว์ป่าหลังเสือโคร่งเชียงใหม่ตายพุ่ง ด้านอธิบดีอรรถพล กำชับสวนสัตว์ทั่วประเทศรายงานสุขภาพสัตว์ใกล้ชิด ยันเสือในความดูแล 11 แห่งแข็งแรงดี ท...
www.dailynews.co.th
February 25, 2026 at 2:07 AM
ไม่แน่ใจว่ายังมีแบบอฟชในยูทูบอยู่ไหมนะคะ ปกติฟังจากหน้า B ของเทปจริง ๆ 🤣

youtu.be/Wef51rrvoTc?...
July 2, 2026 at 12:31 AM
ตอนที่ 1 ของบทใหม่มาแล้วนะทุกคน #เล่าเรื่องชีวิตกับอรรถพล ใน #ReadAWrite (รอร.)

ขอโทษที่ให้รอเดือนกว่าครับ ไม่ว่างจริง ๆ ไปลงเวลากับคอนเทนต์ยูทูปหมดเลย ฟีดแบ็กมาได้ครับ

ดูเลย : www.readawrite.com/c/96b4dd08c3...
เล่าเรื่องชีวิตกับอรรถพล - บทที่ 3 ตอนที่ 1 - สำมะเลเทเมา: เรื่องนี้ที่อยากเล่า/ไดอารี
บทที่ 3 ตอนที่ 1 - สำมะเลเทเมา - เรื่องเล่าชีวิตจริงแบบสาระปนกวนจากความคิดและการกระทำของอรรถพล ผู้เป็นเด็กอายุ 17 ที่ผ่านมาในชีวิตแบบใส่สีตีไข่ ให้ชาว รอร. ได้ดู มีอะไรเล่านั้นก็ไปดูต่อกันเล้ย... จะพย...
www.readawrite.com
November 18, 2024 at 2:13 PM
เหลือจะเชื่อเลย ขอบคุณที่รัฐบาลนี้ไม่รับ พรบ. นิรโทษฯ ประชาชนและแก้ไข ม. 112 //ถุ้ย

x.com/mobnewsThail...
MOBNEWS  Dissolve the parliament 🗳️ on X: "ศาลพิพากษายืน! จำคุก ครูใหญ่ อรรถพล—ไผ่ ดาวดิน คดี #ม112 ปราศรัยหน้า สภ.ภูเขียว ไผ่ มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน ประมาณ 3 ปี ส่วนครูใหญ่ มีกำหนด 2 ปี ครูใหญ่ ระบุ ‘ถ้าไม่เห็นผมโพสต์อะไรอีก แสดงว่าไม่ได้ออกมาเลือกตั้งครับ ไม่ต้องถามหา’ ณ ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นประกันตัว . https://t.co/F5Y6Tr2cHD" / X
ศาลพิพากษายืน! จำคุก ครูใหญ่ อรรถพล—ไผ่ ดาวดิน คดี #ม112 ปราศรัยหน้า สภ.ภูเขียว ไผ่ มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน ประมาณ 3 ปี ส่วนครูใหญ่ มีกำหนด 2 ปี ครูใหญ่ ระบุ ‘ถ้าไม่เห็นผมโพสต์อะไรอีก แสดงว่าไม่ได้ออกมาเลือกตั้งครับ ไม่ต้องถามหา’ ณ ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นประกันตัว . https://t.co/F5Y6Tr2cHD
x.com
September 3, 2025 at 5:15 AM
That's all the events we have for now. Thanks to those who sent in events to add.

Lot of Thai friends in court this week. Tawan, Get, Bai Por, Chonticha Jaengrew & more.
112 continues to be a tool of repression by the Thai state against the people.
#FreeOurFriends
tlhr2014.com/archives/77812
17/
September 28, 2025 at 8:40 PM
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' คดี ม.112 ชี้ กม. คุ้มครองกษัตริย์ ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' คดี ม.112 ชี้ กม. คุ้มครองกษัตริย์ ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' คดี ม.112 ชี้ กม. คุ้มครองกษัตริย์ ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ : รายงาน Pazzle Tue, 2026-10-06 - 15:34 ศาลจังหวัดภูเขียวพิพากษาคดี ม.112 ของ "ไผ่" จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ "ครูใหญ่" อรรถพล บัวพัฒน์ กรณีการปราศรัยเกี่ยวกับโครงสร้างและสถาบันพระมหากษัตริย์ บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เมื่อปี 2564 ศาลระบุ แม้ตัวบทจะไม่ได้ระบุคำว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์" ไว้โดยตรง แต่ขอบเขตความคุ้มครองย่อมครอบคลุมทั้งพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันและอดีตพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี ศาลชี้คำปราศรัยของไผ่ จตุภัทร์ มีลักษณะเป็นการพาดพิงว่าสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์และพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันทรงขาดทศพิธราชธรรม ส่วนคำปราศรัยของครูใหญ่ อรรถพล ทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิดในตัวพระมหากษัตริย์ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ลงโทษจำคุก ไผ่ จตุภัทร์เป็นเวลา 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ อรรถพลเป็นเวลา 2 ปี เป็นอันปิดฉากกระบวนการทางกฎหมายที่ดำเนินมานานนับตั้งแต่ปี 2564     6 ต.ค. 2569 เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2569 มีรายงานอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา ว่าศาลจังหวัดภูเขียวได้นัดอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของ "ไผ่" จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ "ครูใหญ่" อรรถพล บัวพัฒน์ กรณีการปราศรัยเกี่ยวกับโครงสร้างและสถาบันพระมหากษัตริย์ บริเวณหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 โดยการอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ต้องเลื่อนมาจากกำหนดเดิม (วันที่ 23 และ 29 ก.ย. 2569) รวมสองครั้ง เนื่องจากเหตุอุทกภัยกระทบต่อระบบคอมพิวเตอร์ของเรือนจำ ในการสู้คดีชั้นฎีกา ไผ่ จตุภัทร์ยกข้อต่อสู้ว่า มาตรา 112 ต้องได้รับการตีความอย่างเคร่งครัดและมุ่งคุ้มครองเฉพาะประมุขที่ทรงครองราชย์อยู่ ณ ขณะนั้น อีกทั้งการปราศรัยของตนเป็นการกล่าวถึง "สถาบัน" ในภาพรวม ไม่ได้ระบุตัวบุคคล ขณะที่ครูใหญ่ อรรถพลต่อสู้ว่า คำว่า "กษัตริย์" เป็นเพียงชื่อตำแหน่งทำนองเดียวกับผู้ใหญ่บ้าน และคำว่า "ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ของใคร" เป็นการสื่อถึงบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมร้องขอให้ศาลลงโทษรอการลงอาญา ทว่าศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ลงโทษจำคุก ไผ่ จตุภัทร์เป็นเวลา 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ อรรถพลเป็นเวลา 2 ปี เป็นอันปิดฉากกระบวนการทางกฎหมายที่ดำเนินมานานนับตั้งแต่ปี 2564 บรรยากาศ ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ทนายความและครอบครัวของไผ่ จตุภัทร์ได้เดินทางมาเข้าร่วมฟังคำพิพากษา ขณะที่ไผ่ จตุภัทร์ และครูใหญ่ อรรถพลรับฟังการอ่านคำพิพากษาผ่านระบบถ่ายทอดสัญญาณวิดีโอจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นประจำศาลจังหวัดภูเขียวได้เปิดซองคำพิพากษาและอ่านสรุปใจความสำคัญดังนี้ ในประเด็นความผิดตามมาตรา 112 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ตัวบทกฎหมายจะไม่ได้ระบุคำว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์" ไว้โดยตรง แต่ขอบเขตความคุ้มครองย่อมครอบคลุมทั้งพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันและอดีตพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี เนื่องจากมีความเกี่ยวโยงทางประวัติศาสตร์ สายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม และโครงสร้างกฎหมายที่สืบทอดต่อเนื่องกันมา ความเคารพรักที่ประชาชนมีต่อสถาบันในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งย่อมเกิดจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าในอดีต ศาลชี้ว่าคำปราศรัยของไผ่ จตุภัทร์มีลักษณะเป็นการพาดพิงว่า สมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์และพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันทรงขาดทศพิธราชธรรม ซึ่งเป็นการละเมิดต่อพระราชสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง ทั้งยังทำให้พระมหากษัตริย์ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติยศ และถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ส่วนประเด็นข้อแย้งที่ว่ามาตรา 112 คุ้มครองเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่ยังทรงครองราชย์อยู่นั้น ศาลเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์กับองค์พระมหากษัตริย์มีความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ข้อความของไผ่ จตุภัทร์จึงสื่อความหมายถึงพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ สำหรับคำปราศรัยของครูใหญ่ อรรถพล ศาลเห็นว่าทำให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจผิดว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจสั่งการให้ระเบิดภูเขาเพื่อประโยชน์ของโรงงานปูนในจังหวัดสระบุรี จึงไม่ใช่ลักษณะของการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ในข้ออ้างที่นำตำแหน่งพระมหากษัตริย์ไปเปรียบเทียบกับข้าราชการหรือผู้ใหญ่บ้านในลักษณะว่าเป็นเพียงชื่อตำแหน่ง ศาลฎีกาเห็นว่าไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เนื่องจากมีความแตกต่างกันในทุกมิติ ทั้งในเรื่องที่มา ซึ่งการสืบราชสันตติวงศ์เป็นไปตามสายพระโลหิตในราชวงศ์จักรี ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ขณะที่ข้าราชการเข้าสู่ตำแหน่งด้วยการสอบคัดเลือกหรือการแต่งตั้ง และผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกตั้งของราษฎร ในแง่อำนาจหน้าที่ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมืองและทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ส่วนข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านใช้อำนาจปกครองตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะตำแหน่งเท่านั้น ในแง่วาระการดำรงตำแหน่ง พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งตลอดรัชกาล ในขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านมีวาระการทำงานตามกฎหมายกำหนดและมีกระบวนการถอดถอนได้ และในแง่ความรับผิด บุคคลใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางแพ่งหรือทางอาญามิได้ โดยความรับผิดชอบทางการเมืองย่อมเป็นของคณะรัฐมนตรี ต่างจากข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านที่ต้องรับผิดชอบทั้งทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญา ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ข้อฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับคำร้องขอให้รอการลงโทษของครูใหญ่ อรรถพล ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิดในพื้นที่สาธารณะโดยมีเจตนาให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ ซึ่งเป็นการลดทอนพระเกียรติยศและทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม จึงไม่มีเหตุอันสมควรให้รอการลงโทษ พิพากษายืนให้จำคุกไผ่ จตุภัทร์ 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ อรรถพล 2 ปี ด้านฐานความผิดอื่นที่ทั้งสองถูกกล่าวหา ได้แก่ ความผิดตามมาตรา 116 (2) (3), การฝ่าฝืนข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น คดีได้ถึงที่สุดไปก่อนหน้านี้แล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่สั่งยกฟ้อง หลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษา มารดาของไผ่ จตุภัทร์ซึ่งเป็นนายประกัน ได้สอบถามศาลเกี่ยวกับการขอถอนประกันและส่งตัวจำเลยที่ได้ยื่นไว้ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2569 เนื่องจากเหตุน้ำท่วมซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัย โดยเจ้าหน้าที่ศาลระบุว่าได้ปรึกษาหัวหน้าศาลแล้ว และจะให้นับระยะเวลาการคุมขังย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2569 ซึ่งเป็นวันที่ยื่นคำร้อง ส่วนเรื่องการถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ศาลแจ้งว่าในวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมาเกิดภาวะน้ำท่วมบริเวณศาลอาญาและเรือนจำ ทำให้ไม่สามารถย้ายตัวจำเลยออกมาดำเนินการตามขั้นตอนได้ โดยจะนำตัวไปดำเนินการอีกครั้งเมื่อสถานการณ์น้ำลด ซึ่งต้องประสานรายละเอียดกับทางเรือนจำต่อไป ทางฝ่ายจำเลยจึงขอให้ศาลแจ้งความคืบหน้าผ่านมารดา เพื่อให้ครอบครัวสามารถประสานงานกับทีมทนายความในกรุงเทพฯ ที่รับผิดชอบคดี รวมถึงเรื่องการฝากซื้ออาหารและของใช้จำเป็น จากการพูดคุยผ่านระบบวิดีโอ ไผ่ จตุภัทร์ และครูใหญ่ อรรถพลซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มานานกว่า 1 ปี ได้สอบถามถึงหมายแจ้งโทษเด็ดขาด ซึ่งผู้พิพากษาตอบว่าน่าจะออกหมายได้ทันที เนื่องจากคดีได้ถึงที่สุดแล้วในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา ในช่วงท้าย มารดาได้สอบถามไผ่ จตุภัทร์ถึงความเป็นอยู่ในเรือนจำท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ว่าญาติหรือทนายความจะสามารถเข้าเยี่ยมได้หรือไม่ ซึ่งไผ่ จตุภัทร์ตอบว่ายังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจน พร้อมเล่าว่าขณะนี้ต้องรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นหลัก เนื่องจากอาหารที่สั่งไว้ตามปกติยังไม่สามารถจัดส่งได้เพราะติดปัญหาน้ำท่วม ไผ่ จตุภัทร์ยังฝากบอกคนภายนอกว่า "ทำใจได้แล้ว" และขอให้ช่วยแจ้งข้อมูลว่าตนจะต้องเดินทางไปที่ศาลใดต่อ ก่อนที่มารดาจะกล่าวอำลาว่า "ขอให้ปลอดภัยนะ รักษาร่างกาย รักษาสุขภาพนะ คิดถึงนะ" โดยไผ่ จตุภัทร์ได้เตือนให้มารดาระมัดระวังเรื่องน้ำท่วมเช่นเดียวกัน คำตัดสินของศาลฎีกาในวันนี้ส่งผลให้คดีมาตรา 112 จากเหตุการณ์ปราศรัยที่ภูเขียวเป็นอันสิ้นสุดลง หลังต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมยาวนานกว่า 5 ปีผ่านทั้งสามชั้นศาล และส่งผลให้ทั้งสองตกเป็นผู้ต้องขังตามคำพิพากษาถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม ไผ่ จตุภัทร์ยังคงมีคดีตามมาตรา 116 จากการร่วมชุมนุม #หมายที่ไหนม็อบที่นั่น ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเดิมมีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา แต่ต้องเลื่อนออกไป โดยในคดีดังกล่าวนั้น ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอยุติคดีตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งปัจจุบันศาลยังไม่ได้มีคำสั่งใดๆ ในประเด็นนี้   * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา * อรรถพล บัวพัฒน์ * คดี ม.112 * ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ * สถาบันกษัตริย์
dlvr.it
October 6, 2026 at 9:14 AM
'จดหมายจากไผ่' ถูกตัดสิทธิเยี่ยมญาติ หลังประท้วงผู้คุม กักโรคนานไม่ย้ายแดนให้
'จดหมายจากไผ่' ถูกตัดสิทธิเยี่ยมญาติ หลังประท้วงผู้คุม กักโรคนานไม่ย้ายแดนให้ Pazzle Wed, 2025-11-19 - 19:15 “จดหมายจากไผ่” ระบุ ถูกตัดสิทธิเยี่ยมญาติใกล้ชิดในวันที่ 27 พ.ย. นี้ คาดว่าสาเหตุมาจากการประท้วงผู้คุมในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่ไม่ย้ายแดนเมื่อกักโรคครบ 5 วัน โดยให้ไผ่อยู่ในห้องกังโรคนานกว่าผู้ต้องขังรายอื่น ในการประท้วงผู้คุมไผ่ได้ใช้กาแฟผสมน้ำเขียนใส่ผนังหนังกักตัว ด้วยข้อเรียกร้องของการต่อสู้เมื่อปี 63 “ปฏิรูปสถาบัน Reform the Monarchy” ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ไผ่และครูใหญ่ อรรถพล 2 ผู้ต้องขังคดี ม.112 ได้ถูกย้ายจากเรือนจำภูเขียวมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ   19 พ.ย. 2568 เฟซบุ๊กของไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้า วัย 34 ปี ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ด้วยผลของคดี ม.112 ได้โพสต์ “จดหมายจากไผ่” ระบุว่า ไผ่ถูกตัดสิทธิเยี่ยมญาติใกล้ชิดในวันที่ 27 พ.ย. นี้ คาดว่าสาเหตุมาจากการประท้วงผู้คุมในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่ให้ไผ่อยู่ในห้องกังโรคนานกว่าผู้ต้องขังรายอื่น จดหมายจากไผ่ ผมใช้กาแฟผสมน้ำ ปั้นแล้วเขียนใส่ผนัง เพื่อประท้วงการกักขังโรคที่นานจนเกินไป เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา ผมและครูใหญ่ย้ายจากเรือนจำภูเขียวมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และได้เข้าไปกักตัวห้อง 13 แดน 2 ซึ่งโดยปกติเราจะต้องถูกกักโรค 5 วันแล้วจึงจะได้จำแนกลงมาใช้ชีวิตข้างล่าง แต่เมื่อครบ 5 วันตามกำหนดเพื่อนผู้ต้องขังในห้องอื่นๆถูกจำแนกตัวไปยังแดนต่างๆ แล้ว ผมยังต้องกักโรคอยู่ เหมือนถูกกลั่นแกล้งจากผู้คุม ผมจึงประท้วงโดยใช้ข้อเรียกร้องของการต่อสู้เมื่อปี 63 “ปฏิรูปสถาบัน Reform the Monarchy” มาเขียนบนผนัง วันต่อมา นายนิภัทรชล หินสุข ได้ให้ผู้ช่วยงานเรือนจำมาใส่กุญแจมือไขว้หลัง ให้มาประกบผมซ้ายขวา แล้วพาผมลงไปสอบถามที่หน้าแดน 2 ในช่วงบ่ายมีเจ้าหน้าที่ ชื่อนายสันติ ป้องนพ ขึ้นมาที่ห้องกักโรคที่ผมอยู่ เพื่อถ่ายรูปและยังขู่ว่า จะไม่ให้ไปอยู่กับอานนท์และเพื่อนคู่คดีที่แดน 4 จะให้ไปอยู่ที่แดน 8 วันพุธที่ 1 ตุลาคม 68 คณะกรรมการจำแนกได้ให้ผมกับครูใหญ่ไปอยู่แดน 8 ตามที่นายสันติได้ขู่ไว้จริง หลังจากนั้นก็มีคณะกรรมการตรวจสอบวินัยมาสอบถามข้อเท็จจริงจากผม และเรื่องราวก็เงียบไป จนกระทั่งได้ทราบจากญาติว่าการจองเยี่ยมญาติใกล้ชิด ในวันที่ 27 พ.ย. ช่วงบ่ายของผมถูกตัดสิทธิ์ โดยที่ผมไม่ได้รับแจ้งผลของคณะกรรมการสอบวินัยด้วยซ้ำ “ผมโดนตัดสิทธิ์ที่จะได้พบปะญาติพี่น้องในวันเยี่ยมญาติใกล้ชิด” ทั้งนี้เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2568 ไผ่ และครูใหญ่ - อรรถพล บัวพัฒน์ 2 นักกิจกรรมภาคอีสาน ถูกศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาจำคุกในคดีมาตรา 112 จากการปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจ สภ.ภูเขียว ขอโทษ กรณีไปคุกคามนักเรียนที่บ้าน ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า ศาลจังหวัดภูเขียวอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยศาลพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลจังหวัดภูเขียวพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112 จำคุกคนละ 3 ปี  เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 จตุภัทร์กึ่งหนึ่ง เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และได้กระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 2 อรรถพล มีกำหนด 2 ปี ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต พิพากษายกฟ้อง ภายหลังศาลอุทธรณ์พิพากษา ไผ่และครูใหญ่ได้ยื่นขอประกันตัวรวม 3 ครั้งแล้ว แต่ศาลฎีกาไม่อนุญาต โดยอ้างเหตุว่า “หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 อาจจะหลบหนี”   * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา * อรรถพล บัวพัฒน์ * คดี ม.112 * เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
dlvr.it
November 19, 2025 at 12:23 PM
ศาลฎีกาให้ประกัน 'ไผ่-ครูใหญ่' คดี 112 แต่ยังไม่ได้ปล่อยตัว เพราะรอประกันคดีอื่น
ศาลฎีกาให้ประกัน 'ไผ่-ครูใหญ่' คดี 112 แต่ยังไม่ได้ปล่อยตัว เพราะรอประกันคดีอื่น ภาพปก: จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (ขวา) และอรรถพล บัวพัฒน์ (ซ้าย) XmasUser Thu, 2026-03-12 - 11:49 ศาลฎีกาให้ประกันตัว 'ไผ่ - ครูใหญ่' คดี ม.112 จากการปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันฯ หน้า สภ.ภูเขียว เมื่อปี 2564 โดยให้วางหลักทรัพย์คนละ 250,000 บาท ต้องติดกำไล EM และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ อย่างไรก็ดี ไผ่ และครูใหญ่ จะยังไม่ได้ปล่อยตัว เพราะต้องรอผลประกันคดีอื่นๆ ก่อน   12 มี.ค. 2569 เว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานเมื่อวานนี้ (11 มี.ค.) ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน และ ‘ครูใหญ่’ อรรถพล บัวพัฒน์ สองผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 หรือหมิ่นประมาทกษัตริย์ และมาตรา 116 หรือยุยงปลุกปั่น จากการปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ หน้า สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อ 1 ก.พ. 2564 หลังจากครอบครัวยื่นประกันตัวทั้ง 2 คน เมื่อ 9 มี.ค. 2569  ความคืบหน้าล่าสุด ศาลฎีกา อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่า "จำเลยปฏิเสธการต่อสู้คดี และเคยได้รับอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น และในชั้นอุทธรณ์ ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยาน และโทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยไม่สูงมากนัก เมื่อพิจารณาประกอบกับระยะเวลาที่จำเลยต้องขังมาแล้ว จนถึงวันยื่นคำร้องนี้ หากจำเลยยินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา"  ศาลฎีกา ตีราคาประกันตัวคนละ 5 แสนบาท โดยให้วางหลักประกันคนละ 250,000 บาท โดยมีเงื่อนไขต้องติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (หรือกำไล EM) และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งไผ่และครูใหญ่จะยังไม่ได้รับการปล่อยตัวในวันนี้ เนื่องจากทั้งสองคนยังมีคดีอื่น ๆ ที่ถอนประกันและถูกพิพากษาจำคุกอยู่อีกหลายคดี โดยทนายความจะทยอยยื่นประกันตัวในคดีอื่น ๆ ภายในสัปดาห์นี้ หากมีความคืบหน้าอย่างไรจะรายงานให้ทราบต่อไป   สำหรับไผ่ และครูใหญ่ ถูกคุมขังในชั้นฎีกาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 เป็นต้นมา หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายืนตามศาลจังหวัดภูเขียวว่า ทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112 โดยให้จำคุกไผ่ เป็นเวลา 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ เป็นเวลา 2 ปี ส่วนข้อหาตามมาตรา 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลพิพากษายกฟ้อง ต่อมา ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ทั้งสองประกันตัวในชั้นฎีกา ทำให้ทั้งสองคนถูกขังอยู่ที่เรือนจำอำเภอภูเขียว และต่อมาได้ย้ายมาคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เนื่องจากมีสืบพยานในคดีที่ศาลอาญา และศาลอาญากรุงเทพใต้ ก่อนหน้านี้ 'ไผ่' จตุภัทร์ ได้ยื่นประกันตัวในคดีนี้มาแล้ว 6 ครั้ง ส่วน 'ครูใหญ่' อรรถพล ได้ยื่นประกันตัวในคดีนี้มาแล้ว 5 ครั้ง ศาลฎีกายกคำร้องทุกฉบับ จนทั้งสองคนถูกขังมาแล้ว 6 เดือนเศษ  ต่อมาในวันที่ 9 มี.ค. 2569 ครอบครัวของ 'ไผ่' จตุภัทร์ ยื่นคำร้องขอประกันตัวไผ่เป็นครั้งที่ 7 และยื่นคำร้องขอประกันตัวครูใหญ่เป็นครั้งที่ 6  สำหรับคำร้องขอประกันตัวทั้งสองคนได้เสนอเงื่อนไขต่อศาลว่าจะมาศาลตามกำหนดนัด, ไม่เดินทางออกนอกประเทศหรือพื้นที่ที่กำหนด, ไม่ออกจากที่อยู่อาศัยของตน โดยมีหนังสือรับรองการประกันตัวจากบิดาและมารดาของไผ่ ซึ่งทั้งคู่เป็นทนายความ และเสนอหลักประกัน เพื่อรับรองว่าหากได้ประกันตัวแล้วจะไม่หลบหนี คดีของจำเลยทั้งสองยังได้ยื่นฎีกาไปแล้ว และคดียังไม่ถึงที่สุด ทั้งคู่ถูกขังมาแล้วเป็นเวลา 6 เดือน สำหรับครูใหญ่นั้นถูกขังเป็นเวลา 1 ใน 4 ของอัตราโทษแล้ว จึงขอให้ศาลพิจารณาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ภายหลังยื่นประกันตัว ศาลจังหวัดภูเขียว ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่ง ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งลงวันที่ 11 มี.ค. 2569 อนุญาตให้ประกันตัว โดยระบุว่า  "พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธต่อสู้คดี และเคยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยาน  และโทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สูงมากนัก เมื่อพิจารณาประกอบกับระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องขังมาแล้วจนถึงวันยื่นคำร้องนี้ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางเพื่อป้องกันการหลบหนีหรือภัยอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ก็เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา "ตีราคาประกันคนละ 500,000 บาท โดยให้วางหลักประกันคนละ 250,000 บาท และร่วมกับการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 2 เดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น แจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อนปล่อยตัว ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักประกันแล้วดำเนินการต่อไป หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยินยอมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ให้ยกคำร้อง" แม้ไผ่ และครูใหญ่ จะได้รับอนุญาตประกันตัวในคดีนี้แล้ว แต่ทั้งสองจะยังคงไม่ถูกปล่อยตัวในวันนี้ เนื่องจากในระหว่างถูกคุมขังคดีนี้ได้มีการถอนประกัน รวมถึงถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกในคดีอื่นๆ ซึ่งทนายความจะทยอยยื่นประกันตัวในทุกคดีที่ทั้งสองคนมีหมายขังอยู่ภายในสัปดาห์นี้ นอกจากคดีนี้แล้ว สำหรับ 'ไผ่' จตุภัทร์ ยังมีคดีที่ถูกคุมขังอยู่อย่างน้อย 3 คดี ได้แก่ คดี ม.112 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ของศาลอาญา (ระหว่างพิจารณาคดี), คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุชุมนุม “รวมพลแห่เทียน ขับไล่เสนียดจัญไร ออกไป” ของศาลแขวงพระนครเหนือ (คดีอยู่ชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 24 วัน) และคดี ม.116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย และ #หมายที่ไหนม็อบที่นั่น เมื่อปี 2563 ของศาลจังหวัดขอนแก่น (คดีอยู่ชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน) ส่วน 'ครูใหญ่' อรรถพล ยังมีคดีที่ถูกคุมขังอยู่อย่างน้อย 4 คดี ได้แก่ คดี ม.116 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ของศาลอาญา (ระหว่างพิจารณาคดี), คดี ม.112 ชุมนุม #ม็อบ26ตุลา เดินจากสามย่านไปหน้าสถานทูตเยอรมัน ของศาลอาญากรุงเทพใต้ (ระหว่างพิจารณาคดี), คดี ม.112 ปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ของศาลอาญากรุงเทพใต้ (คดีอยู่ชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี) และคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุติดตามการจับกุม 'นิว สิริชัย' หน้าสภ.คลองหลวง (ระหว่างพิจารณาคดี) * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา * อรรถพล บัวพัฒน์ * คดีการเมือง * มาตรา 112 * ชัยภูมิ
dlvr.it
March 12, 2026 at 7:56 AM
คนพิการก็แรงงานคนหนึ่ง เปิดช่องว่างกฎหมาย โดนเอาเปรียบ ขาดโอกาสก้าวหน้า
คนพิการก็แรงงานคนหนึ่ง เปิดช่องว่างกฎหมาย โดนเอาเปรียบ ขาดโอกาสก้าวหน้า See Think Thu, 2025-05-01 - 15:15 อรรถพล ศรีชิษณุวรานนท์ ทุกคนอยากมีงานทำ รวมทั้งคนพิการด้วยเช่นกัน ปัจจุบันแม้ประเทศไทยมีกฏหมายส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงงาน แต่คนพิการที่ได้งานทำก็ยังต้องเผชิญสัญญาจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม ส่วนใหญ่ก้มหน้าอดทนทำไปเพราะทางเลือกสำหรับคนพิการมีไม่มาก อีกทั้งยังเผชิญกำแพงทัศนคติจากเพื่อนร่วมงาน และการเลือกปฏิบัติ ทำให้ขาดโอกาสก้าวหน้าทางอาชีพ  รายงานนี้ชวนสำรวจมุมมองของคนพิการที่ได้รับการจ้างงานจากภาครัฐและเอกชน ตาม มาตรา 35 พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 2550 ว่าเขาเหล่านั้นพบเจอประสบการณ์อะไรบ้าง มีคุณภาพชีวิตเป็นอย่างไร มีความต้องการและเสียงสะท้อนต่อการจ้างงานในมาตรา 35 อย่างไร รวมทั้งมุมมองจากคนภาคเอกชนและนักกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานคนพิการ กฎหมายกำหนด 3 ทางเลือก จ้างงานคนพิการ ในประเทศไทยมีกฎหมายกำหนดให้มีการจ้างงานคนพิการ คือ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 โดยมีมาตราที่ว่าด้วยการจ้างงานคนพิการอยู่ 3 มาตรา เพื่อให้ภาครัฐและเอกชนเลือกดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่สะดวก ได้แก่ มาตรา 33 กำหนดให้เจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐ รับคนพิการเข้าทํางานตามลักษณะของงานในอัตราส่วนที่เหมาะสม โดยมีระเบียบกำหนดให้รับคนพิการเข้าทำงาน (อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี) อัตราส่วน 100 : 1 หรือพูดง่ายๆ ว่า พนักงานทั่วไป 100 คน ต้องจ้างคนพิการ 1 คน มาตรา 34  หากไม่สะดวกรับคนพิการเข้าทำงานก็ให้ส่งเงินเข้า ‘กองทุน’ แทน ซึ่งอัตราที่ต้องส่งจะกำหนดไว้ในกฎกระทรวงแรงงาน การส่งเงินเข้ากองทุนจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษี ตามที่กฎหมายกําหนดด้วย มาตรา 35 หากไม่สามารถทำตาม ม.33 หรือ 34 นายจ้างอาจเลือกให้สัมปทาน จัดสถานที่จําหนายสินค้า หรือบริการจัดจ้างเหมาช่วงงาน หรือให้การช่วยเหลืออื่นใด แก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการแทนก็ได้ ตามที่ระเบียบกำหนด กฎหมายนี้ต้องการสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานคนพิการในบริษัทที่ใหญ่ระดับมีคนทำงาน 100 คนขึ้นไป โดยแรงจูงใจสำหรับผู้ประกอบการคือ สิทธิพิเศษทางภาษีที่สามารถยกเว้นรายจ่ายในการจ้างคนพิการเพิ่มจากรายจ่ายจริงได้อีก 1 เท่า และหากกิจการมีการจ้างคนพิการเข้าทำงานเกิน 60% ของพนักงานลูกจ้าง มีระยะเวลาในการจ้างเกิน 180 วัน ก็ให้สิทธิพิเศษยกเว้นรายจ่ายในการจ้างคนพิการเพิ่มจากสิทธิพิเศษขั้นแรกอีก 1 เท่า ภาครัฐจ้างงานคนพิการน้อยมาก เมื่อกฎหมายกำหนดแล้ว มีการจ้างงานคนพิการมากแค่ไหน? ผลการศึกษาเรื่อง ‘การส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการในหน่วยงานของรัฐ’ ของคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ ในคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสวุฒิสภา เมื่อปี 2566 พบว่า ภาคเอกชนมีความพยายามปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด ในขณะที่หน่วยงานของรัฐ ยังไม่สามารถดำเนินการจ้างงานคนพิการให้ครบถ้วนตามกฏหมาย ตัวเลขการจ้างงานในปี 2566 * หน่วยงานภาครัฐที่ต้องจ้างงานคนพิการ มี 294 แห่ง มียอดจ้างคนพิการทั้งหมด 17,533 คน แต่มีเพียง 147 แห่งที่สามารถจ้างคนพิการได้ โดยแบ่งการจ้างงานตามมาตรา 33 จำนวน 1,252 คน มาตรา 35 จำนวน 257 คน * ภาคเอกชนเจ้าของสถานประกอบการที่ต้องจ้างคนพิการ มี 14,456 แห่ง มียอดที่ต้องจ้างคนพิการทั้งหมด 67,868 คน แบ่งเป็นการจ้างตามมาตรา 33 จำนวน 33,193 คน มาตรา 35 จำนวน 11,068 คน และส่งเงินเข้ากองทุนมาตรา 34 จำนวน 12,001 คน  แล้วคนพิการจะเข้าถึงงานได้อย่างไร? การเข้าถึงงานของคนพิการสามารถเข้าถึงได้ 2 ช่องทาง * สมัครทางตรงกับสถานประกอบการเหมือนพนักงานทั่วไป * สมัครผ่าน ‘หน่วยงานกลาง’ ที่มีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่งจะทำหน้าที่เชื่อมประสานคนพิการที่ต้องการทำงานให้ได้จับคู่กับบริษัทที่สนใจจ้างงานคนพิการ ในช่องทางนี้กรมจัดหางานเป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง คนพิการกับสัญญาจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม “ยังดีกว่าอยู่บ้านเพราะอยู่บ้านไม่มีรายได้เลย ผมมีใบวุฒิแค่ ม.สาม ตอนนั้นเขาหาคนทำงานตามมาตรา 35 บอกว่าได้ 9,000 บาทค่าแรงขั้นต่ํา ทำเดือนแรกได้จริงๆ 6,000 บาท สงสัยเราอาจเข้ากลางคัน เดือนที่ 2 ได้ 6,000 กว่า อยู่ประมาณนั้นไม่เกิน 7,000 บาท เขาตัดเสาร์อาทิตย์ไป ถ้าหยุดก็ไม่ได้ พอมาดูสัญญาอีกทีถึงรู้ว่าเขาจ่ายเป็นรายวัน” เสียงสะท้อนของเอ (นามสมมุติ) ชายหนุ่มพิการในจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคกลาง ความพิการเกิดจากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้มเมื่อตอนอายุ 19 ปี ปัจจุบันมีความพิการมา 9 ปี มีวุฒิการศึกษาเพียงมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพราะไม่ได้กลับไปเรียนต่อด้วยข้อจำกัดในหลายมิติ ทั้งการเดินทาง สภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่ไม่เอื้อต่อความพิการ เขาได้ทำงานครั้งแรกเมื่อ 3 ปีที่แล้วซึ่งเป็นประสบการณ์ของการได้ออกจากบ้านมาทำงานครั้งแรกหลังจากนอนอยู่ที่บ้านมา 6 ปี เอได้รับการจ้างงานแบบเหมาบริการ ตาม ม.35 ให้เข้าไปช่วยทำงานในหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดที่เขาอาศัยอยู่ ปีแรกของการทำงาน เอมีหน้าที่เดินส่งเอกสารให้แผนกต่างๆ ในหน่วยงาน หรือช่วยงานที่ใช้แรงจากร่างกายที่พอทำได้ ช่วยพับผ้า เก็บของให้เข้าที่เข้าทาง เข้างานตั้งแต่ 8.00 - 16.30 น. เหมือนพนักงานประจำ ทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ แต่หากระหว่างสัปดาห์มีวันหยุดนักขัตฤกษ์ก็จะไม่ได้รับค่าแรง  “บางทีป่วยไม่สบายต้องทนฝืนไปทำงาน ไม่งั้นคงโดนหักไม่เหลืออะไรเลย” เอเลือกเช่าห้องอยู่ใกล้ที่ทำงาน เพราะบ้านอยู่ต่างอำเภอ เขาสามารถเข็นรถวีลแชร์ไปทำงานได้ ใช้เวลา 10 นาทีเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย “ได้ตามค่าแรงขั้นต่ำเป็นรายวัน จึงได้ไม่เกิน 7,000 บาททุกเดือน เราต้องเสียค่าใช้จ่ายในชีวิต ของใช้ แผ่นรองซึมซับ กระดาษทิชชู ค่ากิน รวมเดือนละ 2,000 กว่าบาท ค่าห้องค่าน้ําค่าไฟ 4,000 กว่าบาท จะเหลือเงินต่อเดือนแค่ไม่ถึง 1,000 บาท ค่าข้าวก็เซฟไปได้บ้าง ป้าๆ พี่ๆ ในที่ทำงานเขาเห็นใจก็ให้ข้าวกินมื้อเที่ยงกับมื้อเย็น” เมื่อครบรอบปีต้องต่อสัญญาปีถัดไป เป็นช่วงที่คนพิการต้องลุ้นมากว่าจะได้ต่อสัญญาอีกหรือไม่ จะตัดสินใจทำงานกับสถานประกอบการเดิมหรือที่ใหม่ (กฎหมายกำหนดการต่อสัญญาในมาตรา 35 เป็นแบบรายปี) ด้วยความที่ไม่มีทางเลือกมากนัก เอต้องตัดสินใจต่อสัญญากับสถานประกอบการเดิม เพราะการออกมาทำงาน แม้จะมีรายได้ไม่มาก แต่สำหรับคนพิการที่ไม่ได้มีต้นทุนทางการศึกษาและเศรษฐกิจ การมีงานทำสามารถช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวได้ นั่นทำให้รู้สึกถึงการมีคุณค่าในตัวเองเพิ่มขึ้น และเพิ่มความภูมิใจที่เติบโตด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง แต่เขาก็รู้สึกเสมอว่าสัญญาการจ้างงานแบบนี้ไม่ค่อยเป็นธรรม “ผมเองไม่ได้เก่งหนังสือ สัญญาหนึ่งปี บริษัทก็ทําตามกฎหมาย ค่าจ้างคนพิการตามค่าแรงขั้นต่ํารายวัน แล้วคูณจํานวนวันของแต่ละเดือน แต่บริษัทจ่ายเฉพาะวันที่ทํางาน วันหยุดไม่รวม ท้ายสัญญาระบุด้วยว่าจะไม่เรียกร้องอะไรเพิ่มเติม พอต่อสัญญารอบใหม่ เรารู้ แต่ก็ต้องยอม เพราะว่าดีกว่าอยู่บ้าน ไม่มีรายได้เลย” ปี 2568 เอได้ทำการต่อสัญญาจ้างใหม่กับสถานประกอบการรายใหม่ ในมาตรา 35  โดยได้ค่าตอบแทนเป็นรายเดือน เดือนละ 10,043 บาท เอสะท้อนว่าดีกว่าสถานประกอบการเดิม และตั้งข้อสังเกตว่าทำไมแต่ละที่ถึงปฏิบัติไม่เหมือนกัน  “เข้าปีที่ 2 จะต้องต่อสัญญาใหม่ปี 68 เราอ่านสัญญาแล้วเป็นบริษัทใหม่ ไม่ใช่บริษัทเดิมแล้ว ในสัญญาระบุว่าอัตราการจ้างจะเป็นเงินเดือน ได้มาตรา 35 เหมือนเดิม แต่เปรียบเทียบกับบริษัทเก่ารู้สึกว่าบริษัทใหม่เป็นธรรมมากกว่า ดีขึ้น หยุดก็ไม่โดนหัก แต่ว่าถ้าไม่แจ้งลาโดนหัก” เอสะท้อนทิ้งท้ายถึงความคาดหวังว่า จะมีการพัฒนาการจ้างงานในมาตรา 35 ให้มีความมั่นคง เพิ่มระยะเวลาต่อสัญญาให้ยาวนานขึ้น และเพิ่มสวัสดิการกองทุนเงินสะสมยามแก่ชรา “อยากได้สัญญาให้ยาวกว่านี้ ให้เขารับเราไปตลอดจนกว่าจะทําไม่ได้แล้ว ไม่ต้องมาต่อสัญญาปีต่อปี แล้วมีสวัสดิการอื่นๆ แบบว่าหักไปเดือนละร้อยเหมือนยอดกระปุก ออมเงินแบบกองทุนให้สะสมยามปลดเกษียณ มีเงินสักก้อนยามแก่ชราตอนที่ออกไปทํางานไม่ไหว อย่างน้อยจะได้มีใช้จ่ายเช่าที่อยู่ มีของกิน ไม่ใช่เบี้ย 800 หรือ 1,000 ในแต่ละเดือน แบบนั้นไม่พอกิน” คนพิการรุนแรงกับความรู้สึกความไม่มั่นคงในงาน มาตรา 35 “เปลี่ยนบริษัทจ้างงานทุกปี ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ไม่แฟร์กับคนพิการที่มีความรับผิดชอบในการทํางาน รู้สึกไม่มั่นคง” ในมุมมองของบี (นามสมมุติ) หญิงสาวพิการรุนแรง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เธอมีวุฒิระดับ ปวส. เล่าถึงประสบการณ์กับการทำงานที่แรกหลังจากนอนอยู่บ้านมาร่วม 10 ปี เธอได้รับการจ้างงานตามมาตรา 35 ในปี 2560 งานแรกเป็นงานในองค์กรคนพิการแห่งหนึ่งในจังหวัดภาคกลาง โดยได้รับการประสานการจ้างงานผ่านหน่วยงานกลางแห่งหนึ่ง เธอทุ่มเทพยายามทำงานด้วยความมุ่งมั่น ทั้งลงพื้นที่ชุมชนและงานเอกสาร ในแต่ละสัปดาห์ต้องลงพื้นที่และเข้าออฟฟิตอย่างละ 1 วัน อีก 3 วันทำงานเอกสารที่บ้าน ในแต่ละปีช่วงท้ายปีต้องมาลุ้นว่าจะผ่านการประเมินจากหน่วยงานกลางเพื่ออนุมัติให้ต่อสัญญาได้หรือไม่ บีได้ค่าตอบแทนเป็นรายเดือนและได้รับโอนจากที่ทำงานโดยตรง ประมาณ 9,500 กว่าบาท โดยวุฒิการศึกษาไม่มีผลต่อการเพิ่มค่าแรง ทําสัญญาจ้างแบบปีต่อปี เธอได้ทำอยู่เพียง 4 ปี ก็ต้องเปลี่ยนที่ทำงานเพราะโควิคระบาด “ทำงานที่เดิมมา 4 ปี เปลี่ยนบริษัทตัวกลางทุกปี ซึ่งไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เพราะไม่แฟร์กับคนพิการที่มีความรับผิดชอบในการทํางาน รู้สึกไม่มั่นคง ในขณะที่คิดว่าตัวเองพยายามและตั้งใจทํางาน ตามบทบาทหน้าที่ได้รับการจ้างงานมาอย่างเต็มที่ ไม่มีสวัสดิการอะไรเลย มีแค่เงินเดือน ประกันอุบัติเหตุก็ไม่มี “แล้วเจอสถานการณ์โควิด หน่วยงานกลางแจ้งว่า ปีนี้โควต้าจ้างงานคนพิการต้องลดลง เพราะบริษัทลดการจ้างพนักงานประจําที่ไม่พิการลง โควต้าคนพิการก็ต้องลด ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนอยากมีรายได้หมด เราก็เสียวว่าจะเป็นหนึ่งในคนที่ถูกตัดออก รู้สึกบีบคั้น และสุดท้ายเราเป็นคนไม่ได้ต่อสัญญา ตกใจมากจนร้องไห้” บีสะท้อนถึงความพยายามต่องานที่ทำว่า ทำด้วยความตั้งใจ จริงจัง ทำตามเกณฑ์ประเมินทุกอย่างตามระบบการประเมินการทำงานจากหน่วยงานกลางที่ประสานการจ้างงานให้ เธอเห็นด้วยกับการมีตัวชี้วัดการทำงาน เพราะถือเป็นระบบการตรวจสอบ แต่ไม่ได้เห็นด้วยในชุดการประเมินในบางหัวข้อที่ดูเหมือนก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัวและไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้องานที่ทำ แต่ด้วยเป็นข้อบังคับที่มีผลต่อโอกาสการได้ต่อสัญญา เธอจึงต้องทำตามตัวชี้วัดด้วยความลำบากใจ “ในการประเมินของหน่วยงานกลาง เราต้องให้ที่บ้านช่วยถ่ายรูปให้ บางครั้งพ่อแม่ไม่ค่อยว่างมาถ่ายรูปขณะเราทำงาน ต้องลําบากเขา แล้วตอนช่วงโควิดต้องส่งภาพทุกวัน เขาจะดูปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวเป็นตัวชี้วัด หัวข้อแบบนี้เกี่ยวข้องกับเนื้องานหรือเปล่า เขาจําเป็นต้องรู้ไหม ในระบบรายงานของหน่วยงานกลาง จะต้องทำรายงานการทํางาน ต้องมีรูปถ่ายประกอบด้วยทั้งด้านปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว ด้านสุขภาพอนามัย เช่น ออกกําลังกายไหม เหมือนกับเราต้องสร้างภาพไปเรื่อยๆ ต้องกินผักด้วย ถามถึงขั้นว่าสูบบุหรี่กี่ม้วน ดื่มเหล้ากี่แก้ว เล่นการพนันไหม มีเงินเก็บเท่าไหร่ แล้วเขาถามไหมว่าเราพอกินไหม มันไม่พออยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้เอาข้อมูลนี้ไปบอก บอกแต่ว่าคนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีสร้างคุณค่าให้สังคม ถ้าไม่ทําตามตัวชี้วัดก็จะมีผลต่อการต่อสัญญาเพราะข้อมูลไม่ครบ” การมีงานทำย่อมทำให้คนพิการรุนแรงอย่างบี สามารถพอหล่อเลี้ยงชีวิตและพอช่วยลดลงภาระทางครอบครัวลงได้บ้าง แต่เอาเข้าจริงมันก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายของตัวเองในการเดินทางไปทำงานนอกบ้าน หากไม่ได้รับการสนับสนุนค่าเดินทางมาเพิ่มเติม เช่น ค่ารถ ค่าผู้ช่วยคนพิการ “ครอบครัวเรามีแค่แม่คนเดียว ค่าใช้จ่ายเยอะ เรามีโอกาสที่ได้ทํางาน สามารถแบ่งเบาภาระได้บ้าง จากการเริ่มทํางานที่แรก รายได้ไม่พอรายจ่ายที่ต้องออกไปทํางาน ค่าใช้จ่ายมีค่าเดินทาง ค่ากิน ค่าผู้ช่วยคนพิการ ค่าผู้ช่วยคนพิการวันละ 300 บาท ค่าเดินทางไปกลับตอนนั้นจ้างรถแบบเป็นเหมาไปกลับ 600 บาท รวมแล้ว 900 บาทต่ออาทิตย์ เดินทางอาทิตย์ละ 1 วันไปที่ทำงาน ตอนนั้นที่ทำงานเขาเห็นเราอยู่ไกล ก็ช่วยว่าเข้าออฟฟิศ 2 ครั้งต่อเดือนก็พอ และมีค่าผู้ช่วยคนพิการให้ ถ้าไม่มีคงแย่”  หลังจากบีได้สมัครหางานผ่านหน่วยงานกลางรายใหม่จนได้รับการจ้างงานในรูปแบบเดิมตาม มาตรา 35 ในบทบาทงานที่เกี่ยวข้องกับ AI ค่าตอบแทนเดือนแรกได้ 9,000 กว่าบาท เพิ่มขึ้นไม่กี่สิบบาท แต่เธอรู้สึกพอใจเพราะรูปแบบการทำงานไม่ต้องลงพื้นที่ ทำงานที่บ้านอย่างเดียวให้ครบ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไม่ต้องมีระบบประเมินเหมือนที่เดิม แต่ต้องมีชิ้นงานส่งเข้าไปในระบบออนไลน์เป็นตัวชี้วัดการทำงาน และเก็บยอดเวลารวมการทำงานผ่านระบบออนไลน์ ด้วยโควต้าการจ้างงานในแต่ละปีมีจำนวนมากน้อยต่างกัน จึงทำให้มีการแข่งขันสูงในการต่อสัญญา บีต้องพยายามทำงานให้ได้มาตราสูงกว่าเดิม โดยทํางานเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง ยามว่างก็ทําสะสมเวลาไว้ หากทำงานไม่ครบเวลาจะได้รับใบแจ้งเตือน ซึ่งจะมีผลต่อการต่อสัญญา ถึงอย่างนั้นเมื่อใกล้สิ้นปี เธอก็จะรู้สึกถึงความไม่มั่นคงอยู่ดี เพราะหากปีไหนโควต้ามีน้อย โอกาสต่อสัญญาก็ 50/50 “มีความกังวลเรื่องสัญญาจ้างงานทุกปี ความกังวลนี้เกิดขึ้นช่วงเดือนกันยายน ตุลาคม ต้องมีการประเมิน มีการทําข้อสอบ ประเมินจากการทํางานจริง แต่ก็ยังกังวลเรื่องเกี่ยวกับการต่อสัญญาเพราะมีการแข่งขันในที่ทํางานเสมอ เราไม่ได้ทํางานคนเดียวกับหน่วยงานกลางรายใหม่นี้ ยังมีอีกหลายสิบชีวิตหรือหลายร้อยชีวิตด้วยซ้ํา ต้องไปสู้กับคนพวกนั้น” บีทิ้งท้ายว่า รัฐและสถานประกอบการควรสนับสนุนคนพิการรุนแรงให้มากกว่าเดิม เพิ่มเงินที่ช่วยสนับสนุนสำหรับจ่ายค่าแรงผู้ช่วยคนพิการ และคาดหวังระยะเวลาต่อสัญญาที่ยาวมากขึ้นด้วย ไม่ต้องลุ้นไปเรื่อยๆ ทุกปี ขาดโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ อีกหนึ่งมุมมองและเสียงสะท้อนที่ปนมาด้วยความน้อยใจของซี (นามสมมุติ) ชายหนุ่มพิการทางสายตาที่มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรี เขาผ่านประสบการณ์การทำงานที่ผกผันมาหลากหลายที่ อดีตเริ่มทำงานที่แรกในมาตรา 33 ในปี 2558 ด้วยเงินเดือน 12,000 บาท แต่อยู่ได้เพียง 2 ปี และต้องเปลี่ยนงานอีก 3 ครั้ง ผ่านทั้งการจ้างตามมาตรา 33 และมาตรา 35 สาเหตุการเปลี่ยนงานมาจากความกดดันจากทัศนคติของเพื่อนร่วมงาน นอกจากนี้ซียังมองว่ามาตรา 35 หรือการจ้างเหมาบริการนั้นไม่มีความก้าวหน้าทางอาชีพ เงินเดือนไม่ขึ้นตามอายุงาน แต่ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ค่าแรงขั้นต่ำในปีนั้นๆ ปัจจุบันซีได้รับการจ้างจากหน่วยงานภาครัฐแห่งหนึ่ง เขาตั้งคำถามว่าทำไมคนพิการถึงไม่มีโอกาสก้าวหน้าได้ และอยากให้มีการจ้างงานตามมาตรา 33 (จ้างประจำ) มากกว่า “แบบนี้คนพิการจะดิ้นรนไปเรียนกันเพื่ออะไร” “จริงๆ แล้วเราอยากให้มีการจ้างงานคนพิการในรูปแบบมาตรา 33 มากกว่า เพราะมีความมั่นคงและมีสวัสดิการที่ดีกว่า มาตรา 35 เป็นสัญญาปีต่อปี ทำให้เราไม่มั่นใจในอนาคต ในหน่วยงานที่ผมทำอยู่ปัจจุบันก็มีการบรรจุพนักงานราชการที่เป็นคนปกติมากขึ้นเรื่อยๆ แต่คนพิการกลับไม่มีตำแหน่ง ไม่มีโอกาส ทั้งที่ทำงานมาพร้อมกัน หรือบางคนอายุน้อยกว่าด้วยซ้ำ เหมือนเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน เวลาเราเสนอความคิดเห็นอะไรไป เขาก็รับฟังแต่ก็เหมือนปล่อยผ่านไม่ได้นำไปปฏิบัติจริง” “คนพิการไม่ได้ต้องการแค่เงินเดือนเพิ่ม โดยที่งานเท่าเดิม แต่ต้องการงานที่หลากหลายขึ้น อยากทำงานที่ท้าทายและได้ใช้ความสามารถที่มี อยากเติบโตในสายอาชีพ การบรรจุเป็นพนักงานประจำมันคือความมั่นคง ตอนนี้มีเฉพาะบางหน่วยงานที่มีการบรรจุคนพิการเป็นลูกจ้างประจำ” เช่นเดียวกับ ดี (นามสมมุติ) หญิงสาวพิการทางสายตา ที่เพิ่งจบการศึกษาเมื่อปี 2564 ผ่านการทำงานมา 2 แห่งด้วยการจ้างงานตามมาตรา 35 ดีเห็นด้วยกับซีในเรื่องความก้าวหน้าทางอาชีพพร้อมกันนี้เธอยังชวนตั้งคำถามถึงทัศนคติที่มีต่อการจ้างคนพิการว่า ทุกภาคส่วนควรมองว่ามันเป็นการพัฒนาศักยภาพคนพิการ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำเพียงเพราะกฏหมายบังคับให้ทำ “อยากให้หน่วยงานต่างๆ รับฟังความคิดเห็นของคนพิการให้มากขึ้น อยากให้เข้ามาสัมผัสชีวิตการทำงานของคนพิการให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่จัดจ้างตามมาตรา 35 อย่างเดียว แต่ไม่เคยถามเลยว่าชอบงานประเภทอะไร อยากให้ลองให้โอกาสคนพิการได้ทำงานที่หลากหลายก่อน ถ้าไม่ได้ค่อยว่ากัน ต่อให้มีกฎหมายที่ดีกว่านี้ แต่ถ้าทัศนคติของคนในองค์กรยังเหมือนเดิม ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น บางทีการจ้างงานคนพิการก็เป็นไปเพื่อแค่ผลประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี ไม่ได้มีเจตนาที่จะพัฒนาศักยภาพของคนพิการจริงๆ” หน่วยงานกลาง ตัวแมชชิ่งคนพิการ-นายจ้างผู้ประกอบการ ฉัตรชัย อภิบาลพูนผล เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทจัดหางานกล่องดินสอเพื่อคนพิการ เป็นอีกคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการจ้างงานคนพิการในภาคเอกชน เดิมทีเขาทำงานเรื่องสื่อเด็กตาบอดมาก่อน และพบว่าเหตุเด็กพิการไม่อยากเรียน ไม่ใช่แค่เรื่องสื่อหรือโรงเรียน แต่เป็นเพราะไม่เห็นเหตุผลในการเรียนรู้ เรียนจบมาก็ได้แค่นวดแผนโบราณ ยิ่งจบสูงกลับยิ่งหางานยาก ดังนั้นการแก้ไขปัญหาการศึกษาคนพิการจึงต้องทำควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาการจ้างงาน ฉัตรชัยเล่าให้ฟังถึงช่วงเริ่มต้นผลักดันเรื่องการจ้างงานคนพิการว่า เมื่อ 7-8 ปีที่แล้วยากมาก องค์กรจัดหางานของเขาขาดทุนมาตลอด ไม่ได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาล ทำงานกับบริษัทที่ตั้งใจจะจ้างจริงๆ เท่านั้น แต่ช่วงหลังสถานการณ์เริ่มดีขึ้น มีบริษัทให้ความสนใจมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกระแสเรื่อง social inclusion ที่ขยายวงกว้าง ทั้งประเด็นเรื่องคนผิวสี, ผู้หญิง, LGBTQ+ อีกปัจจัยคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้การทำงานง่ายขึ้น และการทำงานจากที่บ้าน (work from home) ในช่วงโควิด-19 ก็เป็นตัวเร่งให้หลายบริษัทเห็นความเป็นไปได้ในการจ้างงานคนพิการมากขึ้น “หากมองในแง่ธุรกิจอย่างเดียวอาจจะไม่น่าสนใจนัก แต่เป้าหมายขององค์กรเราคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการ สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ออกจากบ้านได้ ผมเชื่อว่าชีวิตต้องมีโอกาสและทางเลือก การมีงานทำไม่ใช่แค่เรื่องเงินแต่เป็นเรื่องของคุณค่าความเป็นมนุษย์และคุณค่าในตัวเอง ทำให้พวกเขามีเป้าหมายในชีวิตและมีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง” ปัญหาของการจ้างงานคนพิการในปัจจุบันคืออะไร ? ในมุมมองของฉัตรชัย พบว่าปัญหาไม่ใช่เรื่องความต้องการจ้างงาน (demand) แต่เป็นเรื่องอุปทาน (supply) ล้วนๆ บริษัทพร้อมจ่ายค่าจ้างในตำแหน่งที่ว่างอยู่ แต่ไม่สามารถหาคนพิการที่เหมาะสมกับความต้องการของบริษัทได้ บริษัทที่จ่ายค่าจ้างตามราคาตลาดย่อมต้องการคนที่มีคุณภาพ จบปริญญาตรี ใช้คอมพิวเตอร์ได้ ภาษาอังกฤษพอได้ และมีประสบการณ์ คนพิการที่มีคุณสมบัติเหล่านี้มักจะมีงานทำอยู่แล้ว ทำให้หลายครั้งไม่สามารถหาคนพิการให้บริษัทที่ติดต่อเข้ามาได้ จึงต้องเจรจาให้บริษัทลดมาตรฐานลง แต่พวกเขาก็ไม่สามารถลดได้มากนักจึงกลับมาเป็นปัญหา ‘ไก่กับไข่’ ฉัตรชัยสะท้อนถึงความท้ายทายว่า การหาคนพิการที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของบริษัทซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่สุด อีกความท้าทายคือการสร้างความมั่นใจให้คนพิการกล้าที่จะไปทำงาน หลายครั้งที่สัมภาษณ์และเตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ไปทำงานเพราะความกลัว เรื่องเอกสารก็มีความวุ่นวาย แต่ไม่ยากเท่าเรื่องความมั่นใจและการปรับตัวของคนพิการ เปรียบเทียบการจ้าง มาตรา 33 (จ้างประจำ)  กับ 35 (เหมาบริการ) ที่กล่องดินสอ สัดส่วนการจ้างงานมาตรา 35 เยอะกว่ามาตรา 33 ฉัตรชัยบอกว่า เพราะมาตรา 35 จ้างง่ายกว่า เป็นทางเลือกที่ดีกว่าไม่มีอะไรเลย แต่สิ่งที่เราอยากเห็นคือการจ้างงานในรูปแบบ มาตรา 33 ซึ่งเป็นการจ้างเป็นพนักงานประจำที่ออฟฟิศ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือนและประกันสังคม แต่เป็นเรื่องของการเข้าสังคม การเติบโตในหน้าที่การงานและการทำงานเป็นทีม การจ้างงานคนพิการในรูปแบบมาตรา 33 สิ่งที่ยากคือ การทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงาน หลายครั้งผู้บริหารและ HR อยากทำ แต่คนที่ต้องทำงานด้วยโดยตรงอาจจะไม่อยาก ดังนั้นการเตรียมความพร้อมให้กับทีมงานที่ต้องทำงานร่วมกับคนพิการจึงสำคัญมาก การจ้างงานคนพิการอาจดูเหมือนยาก แต่สามารถเริ่มต้นจากง่ายๆ ด้วยมาตรา 35 ก่อนก็ได้ สิ่งที่น่าจะขาดหายไปคือกระบวนการสร้างความพร้อมร่วมกัน นอกจากนี้หากรัฐเพิ่มแรงจูงใจทางการเงินสำหรับการจ้างงานมาตรา 33 เช่น ลดหย่อนภาษีมากขึ้น หรือเพิ่มบทลงโทษสำหรับการไม่จ้างงานในรูปแบบอื่นๆ ก็อาจจะช่วยได้ เจตนารมณ์กฎหมายจ้างงานคนพิการ รัตน์ กิจธรรม ฝ่ายต่างประเทศและกิจการพิเศษ สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย เป็นอีกคนที่อยู่ในช่วงเวลาจุดเริ่มต้นของการเกิดกฏหมายจ้างคนพิการ ทั้งสามมาตรา และยังเป็นหนึ่งในอนุกรรมาธิการ ศึกษาเรื่องการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการในหน่วยของงาน ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส ของวุฒิสภาในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ปี 2563-2566 ได้เล่าถึง ประเด็นสำคัญ ที่มาและวิวัฒนาการของกฎหมายการจ้างงานคนพิการ เหตุผลของการมีกฎหมาย แบบระบบโควต้าการจ้างงานรวมทั้งบทบาทและปัญหาของมาตรา 35 รัตน์เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นโดยกล่าวถึงอาจารย์มนเฑียร บุญตัน อดีต สว.ที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นคนที่เริ่มและศึกษากฎหมายของอเมริกาที่เรียกว่า Randolph-Sheppard Act (1)  ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 1936 เป็นกฎหมายกลางที่ควบคุมทุกรัฐ ให้มีมาตรการส่งเสริมการจ้างงานคนตาบอด โดยให้สิทธิ์และสัมปทานในการใช้เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและบริการบางอย่างของรัฐ จากจุดเริ่มต้นก็มีการขยายขอบเขตออกไป ทำให้เกิด พ.ร.บ. ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ.2534 เนื้อหาการจ้างงานคล้ายกับมาตรา 33 และ 34 ปัจจุบัน มีเพียง 2 อย่าง - จ้างงานหรือจ่ายเงิน ถ้าไม่จ้างก็ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน โดยบังคับเฉพาะภาคเอกชนเท่านั้น ไม่มีภาครัฐ อัตราส่วนตอนนั้นคือ 200:1 ตอนปี 2550 เถียงกันเรื่องนี้ สุดท้ายรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยอมให้เป็น 100:1 และเริ่มบังคับในภาครัฐด้วย การคิดมาตรา 35 มีที่มาเพราะมาตรา 34 ที่บังคับใช้มากว่า 20 ปี ทำอะไรไม่ได้ จึงหาทางออกโดยเอา Randolph-Sheppard Act มาเป็นทางเลือก เพราะแค่ “จ้างหรือจ่าย” ดูยากไป จึงต้องเพิ่ม 7 อย่าง คือ ให้สัมปทาน จัดสถานที่จําหนายสินค้า หรือบริการจัดจ้างเหมาช่วงงาน ฝึกงาน หรือให้การช่วยเหลืออื่นใด แก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการแทนก็ได้ รัตน์ย้ำถึงที่มาสำคัญของกฎหมายเหล่านี้คือ มาตรการเชิงบวก (Positive Measures) หรือ Affirmative Action (2) ซึ่งเป็นมาตรการที่มุ่งเน้นการขจัดการเลือกปฏิบัติและส่งเสริมโอกาสให้กับกลุ่มคนที่ด้อยโอกาส เป็นการให้แต้มต่อกับคนที่เสียเปรียบในสังคม “ต้องยึดหลักให้มั่นว่ามันมาจากหลักสิทธิมนุษยชน หลักการสากล และมาตรการแต้มต่อ เมื่อปลายปีที่แล้วมีนายจ้างส่งคำร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญว่ามาตรา 33 และ 34 ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะจำกัดสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพของนายจ้าง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัด เพราะมาตรา 27 บอกว่ามาตรการใดที่เป็นการส่งเสริมโอกาสให้คนพิการเท่าเทียมกับคนอื่น ไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่ได้สร้างภาระเกินสมควร” โควตาการจ้างงานคนพิการในไทยน้อยกว่าค่าเฉลี่ยโลก หากพูดถึงเรื่องโควตาการจ้างงานคนพิการ 1:100 รัตน์ระบุว่า สัดส่วนโควตาของไทยนั้น นับว่าน้อยที่สุดแล้ว ระบบโควตามีมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อช่วยเหลือทหารผ่านศึกพิการ ปัจจุบันมีกว่า 100 ประเทศที่มีระบบโควตา องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) บอกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 4-6% ของเอเชียอยู่ที่ 2-4% แต่ของไทยอยู่ที่ 1% โดยสภาคนพิการเสนอให้ปรับเป็น 100:2 หรือ 50:1 แต่อย่างไรปัจจุบันยังไม่มีการปรับแก้ไข สำหรับกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน รัตน์ระบุว่า เจตนารมณ์กฏหมายต้องการให้มาตรา 33, 34 และ 35 มีความสมดุลกัน โดยมาตรา 33 เป็นเป้าหมายหลัก มีการลดหย่อนภาษีมากกว่า แต่คนไทยก็มีนวัตกรรมเยอะ มีศรีธนญชัยแยะ กฎหมายไม่ได้คิดมาให้ใช้มาตรา 35 เป็นหลัก เราหวังดี แต่ก็มีคนใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพราะมันเห็นผลเร็วกว่า คนเลยไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า แต่ถึงเวลาที่เราจะมาเห็นภาพกว้าง ตั้งเป้าหมายร่วมกัน และดูว่าจะทำอย่างไร เป็นการแก้ปัญหา Pain Point ของฝั่งนายจ้าง คือนายจ้างอยากจ้างคนพิการ แต่หา ‘คนที่ใช่’ ไม่ได้ การจ้างงานเชิงสังคมจึงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่นั่นก็ทำให้คนพิการส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่เดินทางไม่สะดวกได้มีงานทำ มีรายได้บ้างก็ยังดี ทุกอย่างมันต้องมีวิวัฒนาการ รัตน์สะท้อนว่ามาตรา 33, 34 และโดยเฉพาะ 35 เป็นนวัตกรรม แต่ทุกนวัตกรรมก็ต้องมีการลองผิดลองถูก กฎหมายไทยล้ำหน้าหลายประเทศมาก แต่ก็ต้องช่วยกันพัฒนาปรับปรุงให้มันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ต้องพัฒนาคนพิการ พัฒนาระบบ สร้างแรงจูงใจให้คนออกจากมาตรา 35 ไปสู่มาตรา 33 มากขึ้น เช่น ให้มาตรา 33 ได้ลดหย่อนภาษี 3 เท่า (1) Randolph-Sheppard Act คือกฎหมายของสหรัฐอเมริกาที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมสิทธิของคนตาบอดในการดำเนินกิจการจำหน่ายสินค้าและบริการภายในอาคารของรัฐบาลกลาง โดยผ่านโครงการที่รัฐต่างๆ ดำเนินการร่วมกับรัฐบาลกลาง (2) Affirmative Action คือ นโยบายหรือมาตรการเชิงรุกที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขความไม่เท่าเทียมทางสังคม โดยเฉพาะในด้าน โอกาสทางการศึกษา การจ้างงาน และการเข้าถึงทรัพยากร สำหรับกลุ่มคนที่เคยถูกเลือกปฏิบัติในอดีต เช่น คนผิวสี ผู้หญิง ชนกลุ่มน้อย หรือคนพิการ * รายงานพิเศษ * สังคม * แรงงาน * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * คนพิการ * การจ้างงานคนพิการ * ท้องถิ่นสร้างสื่อสอบ ติดตาม "ประชาไท Prachatai.com" ได้ทุกช่องทาง Facebook, X/Twitter, Instagram, YouTube, TikTok หรือสั่งซื้อสินค้า https://prachataistore.net
dlvr.it
May 1, 2025 at 8:40 AM
youtu.be/ptFqqBjpSfc?...

โหมดท่าน// ต้องใช้สกิลค่อนข้างสูง
อย่าร้อนตัว - เอ็ม อรรถพล | CG-NRT | Cover
YouTube video by CG-NRT
youtu.be
September 30, 2026 at 7:59 AM
'จดหมายจากไผ่' ถูกตัดสิทธิเยี่ยมญาติ หลังประท้วงผู้คุม กักโรคนานไม่ย้ายแดนให้
'จดหมายจากไผ่' ถูกตัดสิทธิเยี่ยมญาติ หลังประท้วงผู้คุม กักโรคนานไม่ย้ายแดนให้
'จดหมายจากไผ่' ถูกตัดสิทธิเยี่ยมญาติ หลังประท้วงผู้คุม กักโรคนานไม่ย้ายแดนให้ Pazzle Wed, 2025-11-19 - 19:15 “จดหมายจากไผ่” ระบุ ถูกตัดสิทธิเยี่ยมญาติใกล้ชิดในวันที่ 27 พ.ย. นี้ คาดว่าสาเหตุมาจากการประท้วงผู้คุมในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่ไม่ย้ายแดนเมื่อกักโรคครบ 5 วัน โดยให้ไผ่อยู่ในห้องกังโรคนานกว่าผู้ต้องขังรายอื่น ในการประท้วงผู้คุมไผ่ได้ใช้กาแฟผสมน้ำเขียนใส่ผนังหนังกักตัว ด้วยข้อเรียกร้องของการต่อสู้เมื่อปี 63 “ปฏิรูปสถาบัน Reform the Monarchy” ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ไผ่และครูใหญ่ อรรถพล 2 ผู้ต้องขังคดี ม.112 ได้ถูกย้ายจากเรือนจำภูเขียวมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ   19 พ.ย. 2568 เฟซบุ๊กของไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา นักกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้า วัย 34 ปี ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ด้วยผลของคดี ม.112 ได้โพสต์ “จดหมายจากไผ่” ระบุว่า ไผ่ถูกตัดสิทธิเยี่ยมญาติใกล้ชิดในวันที่ 27 พ.ย. นี้ คาดว่าสาเหตุมาจากการประท้วงผู้คุมในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่ให้ไผ่อยู่ในห้องกังโรคนานกว่าผู้ต้องขังรายอื่น จดหมายจากไผ่ ผมใช้กาแฟผสมน้ำ ปั้นแล้วเขียนใส่ผนัง เพื่อประท้วงการกักขังโรคที่นานจนเกินไป เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา ผมและครูใหญ่ย้ายจากเรือนจำภูเขียวมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และได้เข้าไปกักตัวห้อง 13 แดน 2 ซึ่งโดยปกติเราจะต้องถูกกักโรค 5 วันแล้วจึงจะได้จำแนกลงมาใช้ชีวิตข้างล่าง แต่เมื่อครบ 5 วันตามกำหนดเพื่อนผู้ต้องขังในห้องอื่นๆถูกจำแนกตัวไปยังแดนต่างๆ แล้ว ผมยังต้องกักโรคอยู่ เหมือนถูกกลั่นแกล้งจากผู้คุม ผมจึงประท้วงโดยใช้ข้อเรียกร้องของการต่อสู้เมื่อปี 63 “ปฏิรูปสถาบัน Reform the Monarchy” มาเขียนบนผนัง วันต่อมา นายนิภัทรชล หินสุข ได้ให้ผู้ช่วยงานเรือนจำมาใส่กุญแจมือไขว้หลัง ให้มาประกบผมซ้ายขวา แล้วพาผมลงไปสอบถามที่หน้าแดน 2 ในช่วงบ่ายมีเจ้าหน้าที่ ชื่อนายสันติ ป้องนพ ขึ้นมาที่ห้องกักโรคที่ผมอยู่ เพื่อถ่ายรูปและยังขู่ว่า จะไม่ให้ไปอยู่กับอานนท์และเพื่อนคู่คดีที่แดน 4 จะให้ไปอยู่ที่แดน 8 วันพุธที่ 1 ตุลาคม 68 คณะกรรมการจำแนกได้ให้ผมกับครูใหญ่ไปอยู่แดน 8 ตามที่นายสันติได้ขู่ไว้จริง หลังจากนั้นก็มีคณะกรรมการตรวจสอบวินัยมาสอบถามข้อเท็จจริงจากผม และเรื่องราวก็เงียบไป จนกระทั่งได้ทราบจากญาติว่าการจองเยี่ยมญาติใกล้ชิด ในวันที่ 27 พ.ย. ช่วงบ่ายของผมถูกตัดสิทธิ์ โดยที่ผมไม่ได้รับแจ้งผลของคณะกรรมการสอบวินัยด้วยซ้ำ “ผมโดนตัดสิทธิ์ที่จะได้พบปะญาติพี่น้องในวันเยี่ยมญาติใกล้ชิด” ทั้งนี้เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2568 ไผ่ และครูใหญ่ - อรรถพล บัวพัฒน์ 2 นักกิจกรรมภาคอีสาน ถูกศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาจำคุกในคดีมาตรา 112 จากการปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจ สภ.ภูเขียว ขอโทษ กรณีไปคุกคามนักเรียนที่บ้าน ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า ศาลจังหวัดภูเขียวอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยศาลพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลจังหวัดภูเขียวพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112 จำคุกคนละ 3 ปี  เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 จตุภัทร์กึ่งหนึ่ง เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และได้กระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 2 อรรถพล มีกำหนด 2 ปี ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต พิพากษายกฟ้อง ภายหลังศาลอุทธรณ์พิพากษา ไผ่และครูใหญ่ได้ยื่นขอประกันตัวรวม 3 ครั้งแล้ว แต่ศาลฎีกาไม่อนุญาต โดยอ้างเหตุว่า “หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 อาจจะหลบหนี”   * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา * อรรถพล บัวพัฒน์ * คดี ม.112 * เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
dlvr.it
November 19, 2025 at 12:23 PM
ศาลอาญาไม่ให้ประกันตัว 'ไผ่-ครูใหญ่' คดี ม.112 ม.116 ต้องใส่กำไล EM แม้อยู่ในเรือนจำ
ศาลอาญาไม่ให้ประกันตัว 'ไผ่-ครูใหญ่' คดี ม.112 ม.116 ต้องใส่กำไล EM แม้อยู่ในเรือนจำ Pazzle Fri, 2026-07-17 - 20:11 ศาลอาญา-ศาลอาญากรุงเทพใต้ ยกคำร้องประกันตัว ‘ไผ่-ครูใหญ่’ ในคดี ม.112 - ม.116 ที่มีหมายขังอยู่ แม้ศาลภูเขียวจะให้ประกันตัวในคดี ม.112 อีกคดีแล้ว พร้อมสั่งให้ใส่กำไล EM ทำให้ทั้งสองคนต้องใส่กำไล EM อยู่ในเรือนจำ เนื่องจากต้องถูกส่งตัวกลับมาคุมขังต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากคดีม็อบ #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร   17 ก.ค. 2569 ศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน ทนายความยื่นประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ในคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 ที่ยังมีหมายขังอยู่จากการถอนประกันตัวเอง สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ (16 ก.ค. 2569) มีการส่งตัวทั้งสองคนไปติดกำไล EM และทำสัญญาประกันในคดี ม.112 ของศาลจังหวัดภูเขียวแล้ว หลังจากที่ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวตั้งแต่เมื่อเดือนมีนาคม 2569 สำหรับคดีที่ยื่นประกันตัวจตุภัทร์ 1 คดี ได้แก่ คดี ม.112 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งเป็นคดีสุดท้ายที่ศาลเคยไม่อนุญาตให้ประกันตัว หลังจากเขายื่นถอนประกัน และปัจจุบันยังอยู่ระหว่างพิจารณาคดี และคดีที่ยื่นประกัน “ครูใหญ่” อรรถพล มี 4 คดี ได้แก่ คดี ม.116 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร, คดี ม.112 ชุมนุม #ม็อบ26ตุลา เดินจากสามย่านไปหน้าสถานทูตเยอรมัน, คดี ม.112 ปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ และคดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” ซึ่งเป็นคดีที่ถอนประกันระหว่างพิจารณาคดี รวมถึงคดีที่ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกและอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ในช่วงเย็นของวันนี้ ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง 2 คดี ได้แก่ ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องประกันตัวทั้งสองคนในคดีชุมนุม 19 กันยาฯ และศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้องประกันตัว “ครูใหญ่” อรรถพล ในคดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ระบุเป็นเหตุผลในทำนองเดียวกันว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนอีกสองของอรรถพล ได้แก่ คดี ม.112 ปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ศาลมีคำสั่งส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา และคดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 ได้รับแจ้งว่าถูกขังจนครบโทษแล้ว ศาลยกคำร้องประกันตัวไผ่ - ครูใหญ่ ในคดีอื่นที่ยังมีหมายขัง แม้ได้ติด EM ในคดี ม.112 อีกคดีที่ศาลฎีกาให้ประกันตัว วันนี้ (17 ก.ค. 2569) ทนายความยื่นประกันตัวจตุภัทร์และอรรถพลในทุกคดีที่ยังมีหมายขังอยู่ สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ที่เคยมีการยื่นประกันตัวไปในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา และศาลมีคำสั่งยกคำร้องมาโดยตลอด “ไผ่” จตุภัทร์ 1 คดี ได้แก่ คดี ม.112 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร (ยื่นประกันวันนี้เป็นครั้งที่ 7 หลังจากได้ประกันตัวคดีหลัก) “ครูใหญ่” อรรถพล 4 คดี ได้แก่ คดี ม.116 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร (ยื่นประกันวันนี้เป็นครั้งที่ 5), คดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน, คดี ม.112 ปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ และคดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” (ยื่นประกันวันนี้เป็นครั้งที่ 3) คำร้องขอประกันตัวจตุภัทร์และอรรถพลทั้งหมดที่ยื่นต่อศาลในวันนี้ ระบุโดยสรุปว่า ก่อนหน้านี้จำเลยได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ต่อมาจำเลยถูกขังในคดี ม.112 ของศาลจังหวัดภูเขียวและไม่ได้รับประกันตัว จึงประสงค์ขอถอนประกัน จากนั้นศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยในคดี ม.112 ของศาลจังหวัดภูเขียว จากนั้น ศาลอาญาได้มีหนังสือถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อสอบถามเหตุขัดข้องในการติด EM จำเลย หากไม่มีเหตุขัดข้องให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองคนไปศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อทำสัญญาประกันและติด EM ตามคำสั่งอนุญาตประกันตัวของศาลฎีกา และปัจจุบันจำเลยถูกส่งตัวไปติด EM และทำสัญญาประกันที่ศาลจังหวัดภูเขียวแล้ว และศาลได้ออกหมายปล่อยในคดีดังกล่าวแล้ว สำหรับคำร้องในคดีชุมนุม 19 กันยาฯ ได้ระบุด้วยว่า นับตั้งแต่ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยในคดี ย่อมแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ตามแนววินิจฉัยของศาลสูงแล้วว่า จำเลยทั้งสองไม่มีพฤติการณ์หลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ก่อเหตุอันตรายประการอื่น หรือกระทำการใดอันเป็นการฝ่าฝืนการประกันตัวของศาลนี้ นอกจากนั้น จำเลยอื่นในคดีนี้ศาลก็มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2569 ศาลอนุญาตให้ประกันตัว “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว จึงปรากฏข้อเท็จจริงใหม่อันเป็นสาระสำคัญที่ศาลนี้จะใช้ประกอบวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่เคยไม่อนุญาตให้ประกันตัว ในช่วงเย็นของวันนี้ ศาลอาญามีคำสั่ง #ยกคำร้อง ประกันตัวจตุภัทร์และอรรถพลในคดี 19 กันยาฯ โดยระบุว่า “พิเคราะห์แล้ว ศาลนี้และศาลอุทธรณ์ เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมาแล้วหลายครั้ง โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมจึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้จำเลยและผู้ยื่นคำร้องทราบโดยเร็ว” ผู้พิพากษาที่ลงนามคำสั่งคือ ชยกมล เกษมสันต์ ณ อยุธยา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ส่วนศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่ง #ยกคำร้อง ประกันตัว “ครูใหญ่” อรรถพล ในคดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ระบุว่า “พิเคราะห์แล้วกรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง แจ้งให้ทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว” ผู้พิพากษาที่ลงนามคำสั่งคือ ประสงค์ ชุ่มจิตร รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ สำหรับอีกสองคดีของอรรถพลที่ยื่นประกันตัวไปในวันนี้ ได้แก่ คดี ม.112 ปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ศาลมีคำสั่งส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ส่วนคดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 ได้รับแจ้งว่าอรรถพลถูกขังจนครบโทษแล้ว ติด EM - ทำสัญญาประกันคดี ม.112 ของศาลจังหวัดภูเขียวแล้ว หลังศาลให้ประกันตัวเมื่อช่วงเดือนมี.ค. 69 แต่ยังต้องกลับมาคุมขังที่กรุงเทพฯ เพราะยังมีคดีที่ไม่ได้ประกัน เมื่อวานนี้ (16 ก.ค. 2569) จตุภัทร์และอรรถพลถูกนำตัวเดินทางไปยังศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อทำสัญญาประกันและติดกำไล EM ตามคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวของศาลฎีกา ตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค. 2569 โดยก่อนหน้านี้ได้มีความพยายามในการยื่นคำร้องเพื่อให้ทั้งสองคนได้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวมาเกือบสองเดือน กว่าศาลจะมีคำสั่งอนุญาต การดำเนินการดังกล่าว เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2569 มีการทำคำร้องขอวางหลักประกันและทำสัญญาประกันที่ศาลจังหวัดภูเขียว พร้อมกับขอให้ศาลมีคำสั่งเบิกตัวทั้งสองคนไปที่ศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อติด EM พบว่าศาลจังหวัดภูเขียวมีหนังสือถึงศาลอาญา เพื่อขอให้ส่งตัวจำเลยทั้งสองมาเพื่อดำเนินการตามคำสั่งศาลฎีกา หากขัดข้องให้แจ้ง จากนั้นศาลอาญาแจ้งความขัดข้องในการส่งตัว เนื่องจากมีนัดสืบพยานในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ในเดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 จากนั้นในวันที่ 23 มิ.ย. 2569 ทนายความในคดี 19 กันยาฯ ได้ทำคำร้องต่อศาลอาญาให้ดำเนินการติด EM ตามคำสั่งศาลฎีกา ที่ศาลอาญาแทนศาลจังหวัดภูเขียว แต่พบว่าศาลอาญามีคำสั่ง ยกคำร้องประกันตัว โดยระบุว่า “พิเคราะห์แล้ว ศาลนี้และศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้จำเลยและผู้ยื่นคำร้องทราบโดยเร็ว” ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมีลักษณะเป็นตราประทับที่มีเนื้อหาคำสั่งอยู่แล้ว และคำร้องไม่ใช่เรื่องการขอประกันตัวแต่อย่างใด หลังทนายความแถลงต่อศาลเกี่ยวกับคำสั่งดังกล่าว ศาลจึงมีคำสั่งใหม่ว่า “สั่งเพิ่มเติม ผู้ร้องยังมิได้ดำเนินการทำสัญญาประกันและติด EM ที่ศาลจังหวัดภูเขียว ศาลอาญาไม่อาจทำสัญญาประกันและติด EM ให้ได้ ส่วนกรณีให้ส่งผู้ต้องหาไปติด EM ที่ศาลจังหวัดภูเขียวนั้น เนื่องจากยังพิจารณาคดีที่ศาลอาญาไม่เสร็จ จึงไม่อาจส่งตัวได้” ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2569 ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอให้ส่งตัวทั้งสองคนไปทำสัญญาประกันและติด EM ที่ศาลจังหวัดภูเขียว เนื่องจากคดี 19 กันยาฯ มีช่วงระหว่างวันที่ 4-20 ก.ค. 2569 ที่ไม่มีการสืบพยาน ศาลมีคำสั่งให้สอบถามเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่ามีเหตุขัดข้องในการติด EM หรือไม่ หากไม่มีให้ส่งตัวจำเลยไปศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อดำเนินการดังกล่าว จึงเป็นผลให้เมื่อวานนี้ (16 ก.ค. 2569) ไผ่และครูใหญ่ถูกส่งตัวไปศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อทำสัญญาประกันและติด EM ตามคำสั่งประกันตัว และกลับมาคุมขังต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เนื่องจากมีคดีอื่นที่ศาลยังคงยกคำร้องประกันตัว ทั้งนี้ ไผ่และครูใหญ่ยังมีนัดสืบพยานที่ศาลอาญาในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ต่อไป ในวันที่ 21-24 ก.ค. 2569 นี้   * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน * จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา * อรรถพล บัวพัฒน์ * คดี ม.112 * คดี ม.116
dlvr.it
July 17, 2026 at 1:27 PM
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' ปราศรัย สภ.ภูเขียว ตีความ 112 ครอบคลุมกษัตริย์ทุกองค์ในราชวงศ์จักรี
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' ปราศรัย สภ.ภูเขียว ตีความ 112 ครอบคลุมกษัตริย์ทุกองค์ในราชวงศ์จักรี
ศาลฎีกายืนจำคุก 'ไผ่-ครูใหญ่' ปราศรัย สภ.ภูเขียว ตีความ 112 ครอบคลุมกษัตริย์ทุกองค์ในราชวงศ์จักรี ภาพปก : 'ไผ่' จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (ซ้าย) และ 'ครูใหญ่' อรรถพล บัวพัฒน์ (ขวา) (แฟ้มภาพเมื่อ 26 ม.ค. 2569) XmasUser Thu, 2026-10-01 - 11:01 ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษายืนจำคุก ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา 2 ปี 12 เดือน และ ‘ครูใหญ่’ อรรถพล บัวพัฒน์ 2 ปี หลังศาลตีความมาตรา 112 ครอบคลุมกษัตริย์ในอดีตและปัจจุบันในราชวงศ์จักรี  ด้านไผ่ เผยด้วยว่า เนื่องจากเรือนจำน้ำท่วม เลยยังไม่แน่ใจว่าทนาย และครอบครัว เข้าเยี่ยมได้เมื่อไร    เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 เว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลจังหวัดภูเขียว จ.ชัยภูมิ นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีมาตรา 112 ของ ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ ‘ครูใหญ่’ อรรถพล บัวพัฒน์ จากกรณีปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียว และ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 หลังเลื่อนมาแล้ว 2 ครั้ง จากนัดเดิมวันที่ 23 ก.ย. และ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุสถานการณ์น้ำท่วม ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของเรือนจำขัดข้อง ในชั้นฎีกา ‘ไผ่’ จตุภัทร์ ต่อสู้ว่ามาตรา 112 ต้องตีความโดยเคร่งครัด คุ้มครองเฉพาะกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ และคำปราศรัยของตนหมายถึง “สถาบัน” ไม่ใช่ตัวบุคคล ขณะที่ ‘ครูใหญ่’ อรรถพล สู้ว่า “กษัตริย์” คือชื่อตำแหน่งเหมือนผู้ใหญ่บ้าน และถ้อยคำ “ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ของใคร” หมายถึงบริษัทปูนซิเมนต์ไทย พร้อมขอให้รอการลงโทษ แต่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน และครูใหญ่ 2 ปี ปิดฉากคดีที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2564  เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ของศาล ทนายความพร้อมครอบครัวของจตุภัทร์ เดินทางไปฟังคำพิพากษา ส่วนจตุภัทร์ และอรรถพล เชื่อมต่อผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มายังห้องพิจารณา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดภูเขียวเปิดซองคำพิพากษา ก่อนอ่านโดยสรุปใจความได้ว่า  ในประเด็นว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้มาตรา 112 จะไม่ได้บัญญัติถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ครอบคลุมทั้งพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันและพระมหากษัตริย์ในอดีตทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี เพราะมีความหมายเชิงประวัติศาสตร์ ความผูกพันทางวัฒนธรรม และโครงสร้างทางกฎหมายที่สืบทอดกันมาไม่ขาดสาย ความเคารพที่ประชาชนมีต่อสถาบันในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งสะท้อนจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชทุกยุคสมัย ศาลวินิจฉัยว่าถ้อยคำของจตุภัทร์ เป็นการกล่าวหาว่า สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชและพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ขัดต่อพระราชสถานะอันผู้ใดจะละเมิดมิได้ที่รัฐธรรมนูญรับรอง และทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง  ส่วนข้ออ้างที่ว่ามาตรา 112 หมายถึงเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ ศาลเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ กับพระมหากษัตริย์ยึดโยงกัน และเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ถ้อยคำของจตุภัทร์ จึงสื่อถึงพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ สำหรับถ้อยคำของอรรถพล ศาลเห็นว่าทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ใช้อำนาจสั่งให้ระเบิดภูเขาเพื่อประโยชน์ของโรงงานปูนที่สระบุรี จึงไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตามที่จำเลยอ้าง ต่อข้ออ้างที่เปรียบเทียบตำแหน่งพระมหากษัตริย์กับตำแหน่งข้าราชการหรือผู้ใหญ่บ้าน ว่าหมายถึงตำแหน่งมิใช่ตัวบุคคล ศาลฎีกาเห็นว่าเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะแตกต่างกันในทุกด้าน ทั้งในด้านที่มา ซึ่งการสืบราชสันตติวงศ์เป็นไปตามสายพระโลหิตในราชวงศ์จักรี ตามรัฐธรรมนูญและกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ขณะที่ข้าราชการเข้าสู่ตำแหน่งผ่านการสอบคัดเลือกหรือแต่งตั้ง และผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกตั้งของราษฎร  ด้านอำนาจ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองและทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านใช้อำนาจตามกฎหมายเฉพาะตำแหน่ง   ด้านวาระ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งตลอดรัชกาล ขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านมีวาระตามกฎหมายและอาจถูกถอดถอนได้  และด้านความรับผิด ผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ทางอาญาหรือทางแพ่งไม่ได้ โดยความรับผิดชอบทางการเมืองเป็นของรัฐบาล ขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านต้องรับผิดทั้งทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญา ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น  ส่วนที่อรรถพลขอให้รอการลงโทษ ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดต่อหน้าสาธารณชน โดยมีเจตนาให้บุคคลทั่วไปรับรู้ เป็นการลดพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ และทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ พิพากษายืน จำคุกจตุภัทร์ 2 ปี 12 เดือน และอรรถพล 2 ปี สำหรับข้อหาอื่นๆ ที่ทั้ง 2 คนเผชิญ ได้แก่ มาตรา 116 (2) (3), การฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น คดียุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องข้อหาเหล่านี้แล้ว หลังการอ่านคำพิพากษาจบลง มารดาของจตุภัทร์ ในฐานะนายประกันได้หารือกับศาลถึงคำร้องขอถอนประกัน และส่งตัวจำเลยที่ยื่นไว้ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2569 เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมเป็นเหตุสุดวิสัย เจ้าหน้าที่ศาลตอบว่าได้หารือกับหัวหน้าศาลแล้ว จะให้นับตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. ซึ่งเป็นวันที่ยื่นคำร้องเข้าไป ส่วนเรื่องถอดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ศาลแจ้งว่าในวันจันทร์ (28 ก.ย.) และวันอังคารที่ผ่านมา (29 ก.ย.) เกิดน้ำท่วมที่ศาลอาญาและเรือนจำ ทำให้เรือนจำไม่สามารถนำตัวจำเลยออกมาดำเนินการตามขั้นตอนได้ เมื่อน้ำลดจึงจะนำตัวจำเลยไปดำเนินการ ส่วนจะเป็นช่วงใดต้องประสานกับเรือนจำอีกครั้ง  ฝ่ายจำเลยจึงขอให้ศาลประสานความคืบหน้าผ่านมารดา เพื่อให้ครอบครัวประสานกับทนายความที่กรุงเทพฯ ซึ่งดูแลคดีอยู่ รวมถึงเรื่องการฝากซื้ออาหารและของใช้ จากการพูดคุยผ่านวิดีโอ ทั้งไผ่ และครูใหญ่ ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาแล้วกว่า 1 ปี สอบถามเรื่องหมายแจ้งโทษเด็ดขาด ผู้พิพากษาแจ้งว่าหมายน่าจะออกได้ทันที เพราะคดีถึงที่สุดในวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา ในช่วงท้าย แม่ถามไผ่ขอสอบถามถึงความเป็นอยู่ในเรือนจำช่วงน้ำท่วมที่กรุงเทพฯ ญาติหรือทนายจะเข้าเยี่ยมได้หรือไม่ ไผ่ตอบว่ายังไม่ทราบสถานการณ์แน่ชัด และเล่าว่าตอนนี้กินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพราะสั่งอาหารไปตามปกติแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเนื่องจากน้ำท่วม  ไผ่ ยังฝากบอกว่า "ทำใจได้แล้ว" และขอให้แจ้งด้วยว่าต่อไปจะต้องไปที่ศาลไหน ก่อนแม่จะกล่าวลาว่า "ขอให้ปลอดภัยนะ รักษาร่างกาย รักษาสุขภาพนะ คิดถึงนะ" ขณะที่ไผ่ บอกให้แม่ระวังน้ำท่วมเช่นกัน คำพิพากษาศาลฎีกาในวันนี้ทำให้คดีมาตรา 112 จากการปราศรัยที่ภูเขียวถึงที่สุด หลังการต่อสู้ยาวนานกว่า 5 ปี ผ่านมา 3 ชั้นศาล และถือเป็นการวินิจฉัยในชั้นศาลสุดท้าย ทำให้ทั้งสองกลายเป็นผู้ต้องขังคดีถึงที่สุด ขณะที่จตุภัทร์ ยังมีคดีมาตรา 116 จากการชุมนุม #หมายที่ไหนม็อบที่นั่น ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์มาเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมายัง คดีได้เลื่อนออกมา โดยที่คดีนี้ฝ่ายจำเลยยังได้ยื่นคำร้องขอยุติคดีตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่ศาลยังไม่มีคำสั่งในเรื่องนี้ * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา * อรรถพล บัวพัฒน์ * มาตรา 112 * สภ.ภูเขียว * ชัยภูมิ * น้ำท่วม
dlvr.it
October 1, 2026 at 4:13 AM
6 ปี “ม็อบแฮรี่พอตเตอร์” อ่านจดหมายจากผู้ต้องขังการเมือง-เรียกร้อง “ปล่อยเพื่อนเรา”
6 ปี “ม็อบแฮรี่พอตเตอร์” อ่านจดหมายจากผู้ต้องขังการเมือง-เรียกร้อง “ปล่อยเพื่อนเรา” ภาพ แมวส้ม admin666 Sun, 2026-08-02 - 20:20 2 ส.ค. 2569 เวลา 17.00 น. บริเวณหน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีกิจกรรม “ม็อบแฮรี่พอตเตอร์ ตอน จดหมายจากอัซคาบัน“ มาเสกคาถาผู้พิทักษ์ เพื่อระลึกถึง #ม็อบแฮรี่พอตเตอร์ ที่เคยจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2563 พร้อมชวนเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย กิจกรรมเริ่มต้นขึ้นด้วยการอ่านบทกวี “มหาตุลาการ” และมีผู้ขึ้นปราศรัย-อ่านจดหมายจากผู้ต้องขังคดีการเมือง ทั้งคดี ม.112 อานนท์ นำภา ครูใหญ่ อรรถพล บัวพัฒน์ บุ้ง เนติพร   จดหมายจากฟรานซิส บุญเกื้อหนุน ผู้ต้องขังคดี ม.110  กิจกรรมสุดท้าย ผู้ชุมนุมร่วมกันเสกคาถาผู้พิทักษ์เรียกร้อง "ปล่อยเพื่อนเรา" และ “ไม่เอาระบอบสีน้ำเงิน” ก่อนยุติการชุมนุมในเวลา 19.14 น. บรรยากาศการชุมนุม มีบูธเข้าชื่อเสนอกฎหมาย #ยกเลิกมรดกรัฐประหาร6ตุลา และเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบ #Noระบอบสีน้ำเงิน และเขียนจดหมายถึงผู้ต้องขัง รวมถึงบูธจากองค์กรภาคประชาสังคม ขณะที่มีประชาชนทยอยเข้าร่วมกิจกรรม โดยมีบางส่วนแต่งกายมาในธีมแฮรี่พอตเตอร์ ชุมนุม “ม็อบแฮรี่พอตเตอร์” เคยจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2563 ในชื่อการชุมนุม ‘เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย' การชุมนุมครั้งนั้นมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ  1.ให้ยกเลิก และแก้ไขกฎหมายที่มีผลเป็นการขยายพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่อาจกระทบกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  2. แก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และ  3. ต้องรับฟังเสียงของนิสิต นักศึกษา และประชาชนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งในช่วงเวลานั้นประเด็นหนึ่งที่มีการเรียกร้องกันคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ร่างมาโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่รัฐประหารรัฐบาลพลเรือนมา นอกจากนั้น อานนท์ นำภา ขึ้นปราศรัยกล่าวถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อสังคมการเมืองไทยโดยมุ่งหวังให้ให้สถาบันอยู่ในสังคมไทยอย่างถูกต้องชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นการเปิดทางไปสู่การพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเมืองไทยตามมาตลอดช่วง 6 * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * มาตรา 112 * ผู้ต้องขังคดีการเมือง * อานนท์ นำภา * ม็อบแฮรี่ พอตเตอร์
dlvr.it
August 2, 2026 at 1:41 PM
6 ปี “ม็อบแฮรี่พอตเตอร์” อ่านจดหมายจากผู้ต้องขังการเมือง-เรียกร้อง “ปล่อยเพื่อนเรา”
6 ปี “ม็อบแฮรี่พอตเตอร์” อ่านจดหมายจากผู้ต้องขังการเมือง-เรียกร้อง “ปล่อยเพื่อนเรา”
6 ปี “ม็อบแฮรี่พอตเตอร์” อ่านจดหมายจากผู้ต้องขังการเมือง-เรียกร้อง “ปล่อยเพื่อนเรา” ภาพ แมวส้ม admin666 Sun, 2026-08-02 - 20:20 2 ส.ค. 2569 เวลา 17.00 น. บริเวณหน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีกิจกรรม “ม็อบแฮรี่พอตเตอร์ ตอน จดหมายจากอัซคาบัน“ มาเสกคาถาผู้พิทักษ์ เพื่อระลึกถึง #ม็อบแฮรี่พอตเตอร์ ที่เคยจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2563 พร้อมชวนเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมาย กิจกรรมเริ่มต้นขึ้นด้วยการอ่านบทกวี “มหาตุลาการ” และมีผู้ขึ้นปราศรัย-อ่านจดหมายจากผู้ต้องขังคดีการเมือง ทั้งคดี ม.112 อานนท์ นำภา ครูใหญ่ อรรถพล บัวพัฒน์ บุ้ง เนติพร   จดหมายจากฟรานซิส บุญเกื้อหนุน ผู้ต้องขังคดี ม.110  กิจกรรมสุดท้าย ผู้ชุมนุมร่วมกันเสกคาถาผู้พิทักษ์เรียกร้อง "ปล่อยเพื่อนเรา" และ “ไม่เอาระบอบสีน้ำเงิน” ก่อนยุติการชุมนุมในเวลา 19.14 น. บรรยากาศการชุมนุม มีบูธเข้าชื่อเสนอกฎหมาย #ยกเลิกมรดกรัฐประหาร6ตุลา และเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบ #Noระบอบสีน้ำเงิน และเขียนจดหมายถึงผู้ต้องขัง รวมถึงบูธจากองค์กรภาคประชาสังคม ขณะที่มีประชาชนทยอยเข้าร่วมกิจกรรม โดยมีบางส่วนแต่งกายมาในธีมแฮรี่พอตเตอร์ ชุมนุม “ม็อบแฮรี่พอตเตอร์” เคยจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2563 ในชื่อการชุมนุม ‘เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย' การชุมนุมครั้งนั้นมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ  1.ให้ยกเลิก และแก้ไขกฎหมายที่มีผลเป็นการขยายพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่อาจกระทบกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  2. แก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และ  3. ต้องรับฟังเสียงของนิสิต นักศึกษา และประชาชนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งในช่วงเวลานั้นประเด็นหนึ่งที่มีการเรียกร้องกันคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ร่างมาโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่รัฐประหารรัฐบาลพลเรือนมา นอกจากนั้น อานนท์ นำภา ขึ้นปราศรัยกล่าวถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อสังคมการเมืองไทยโดยมุ่งหวังให้ให้สถาบันอยู่ในสังคมไทยอย่างถูกต้องชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นการเปิดทางไปสู่การพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเมืองไทยตามมาตลอดช่วง 6 * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * มาตรา 112 * ผู้ต้องขังคดีการเมือง * อานนท์ นำภา * ม็อบแฮรี่ พอตเตอร์
dlvr.it
August 2, 2026 at 1:41 PM
ชมสด อภิปรายฯ อุ๊งอิ้งโค้งสุดท้าย กับ ครูใหญ่ อรรถพล 25 มี.ค.68 #อภิปรายไม่ไว้วางใจ

www.youtube.com/live/tmT5gqg...
ชมสด อภิปรายฯ อุ๊งอิ้งโค้งสุดท้าย กับ ครูใหญ่ อรรถพล 25 มี.ค.68
YouTube video by Friends Talk
www.youtube.com
March 25, 2025 at 11:59 AM
อภิปรายฯนายกคุณหนู วันที่ 2 กับ ครูใหญ่ อรรถพล 25มี.ค.68 #ประชุมสภา #อภิปรายไม่ไว้วางใจ

www.youtube.com/live/G0kcson...
อภิปรายฯนายกคุณหนู วันที่2 กับ ครูใหญ่ อรรถพล 25มี.ค.68
YouTube video by Friends Talk
www.youtube.com
March 25, 2025 at 3:35 AM
ประชุม ครม. นัดพิเศษ เห็นชอบ 7 มาตรการ เตรียมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
ประชุม ครม. นัดพิเศษ เห็นชอบ 7 มาตรการ เตรียมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน auser15 Thu, 2026-03-26 - 16:51 ประชุม ครม. นัดพิเศษ เห็นชอบ 7 มาตรการ ช่วยกลุ่มเปราะบาง-โลจิสติกส์-เตรียมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน-เติมเงินบัตรสวัสดิการ 26 มีนาคม 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมชี้แจงประเด็นข้อสงสัยของประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบันภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษ รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) เพื่อพิจารณามาตรการดูแลประชาชน ลดผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง โดยนายกรัฐมนตรีได้รับฟังการประเมินสถานการณ์ด้านพลังงานที่เกิดจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยกระทรวงพลังงานได้รายงานความคืบหน้า ความจำเป็นและมาตรการของประเทศต่าง ๆ ที่ต้องปรับตัวในช่วงที่เผชิญวิกฤตพลังงานของโลก ว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร และประเทศไทยจะต้องปรับตัว หรือมีการบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างไร ให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เตรียมมาตรการดูแลประชาชนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้งให้หน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้ข้อจำกัด แม้จะอยู่ในช่วงจัดตั้งรัฐบาลใหม่ก็ตาม แต่ก็ยังสามารถใช้กลไกต่าง ๆ ในด้านกฎหมายเท่าที่ทำได้ กฎหมายใดมีข้อติดขัด ก็ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยพิจารณาด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ในตะวันออกกลางอยู่ในสถานะที่ไม่แน่นอน จึงทำให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนระดับสูง ส่วนประเทศไทยสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังช่วยเหลืออยู่ วันนี้ได้มีการปรับราคาขายปลีก 6 บาท มาอยู่ที่ประมาณ 39 บาท หากเปรียบเทียบราคาในอาเซียนจะพบว่า มาเลเซีย 45.59 บาท เวียดนาม  47.16 บาท กัมพูชา 57.76 บาท ลาว 64.14 บาท ฟิลิปปินส์ 66.71 บาท สิงคโปร์ 100.26 บาท ทั้งนี้ อินโดนีเซีย และบรูไน ต่ำกว่าประเทศไทย คือ 28.32 และ 7.92 ตามลำดับ ส่วนสถานะกองทุนฯ ก่อนปรับอุดหนุนน้ำมันดีเซล 19 บาทต่อลิตร มีอัตราการไหลออก 1,700 ล้านบาท ส่งผลให้สถานะกองทุนฯ - 38,000 ล้านบาท จึงเป็นเหตุที่นำมาประกอบการปรับราคาน้ำมัน เพื่อให้มีการสะท้อนต้นทุนจริงเพิ่มขึ้น ลดภาระของกองทุนฯ ลดปัญหาเรื่องการเก็งกำไรและกักตุนน้ำมัน ปัจจุบันหน่วยงานความมั่นคงได้ช่วยตรวจตราเพื่อไม่เกิดการเอาเปรียบประชาชน ส่วนการผลิตน้ำมันนั้น ได้ติดตามโรงกลั่นอย่างใกล้ชิดพบว่า ทำการกลั่นเต็มกำลังทุกโรงกลั่น ดีเซลประมาณ 78 ล้านลิตรต่อวัน และยังมีน้ำมันสำรองอีก 10 ล้านลิตร โดยในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ดีเซลมีการจ่าย 85 ล้านลิตรต่อวัน สูงกว่าความต้องการปกติเมื่อเทียบกับช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาเฉลี่ยที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน นอกจากนี้ได้ประสานผู้ค้าตามมาตรา 7 ให้จ่ายน้ำมันให้ Jobber ด้วย ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มกำลัง โดยสั่งการให้กรมการค้าภายในบูรณาการการทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ผ่านกลไกของคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เพื่อกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ จำนวน 59 รายการ นอกจากนี้เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้จัดประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อทบทวนและพิจารณาเพิ่มรายการสินค้าควบคุมตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยมติที่ประชุม กกร. ได้ยกระดับมาตรการควบคุมราคาสินค้าให้เข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยสินค้ากลุ่มควบคุมเข้มงวด (ต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา) และที่ประชุมมีมติให้ขยับสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการจากเดิมที่เพียงแค่แจ้งราคา เปลี่ยนเป็นต้องได้รับอนุญาตจากกรมการค้าภายในก่อนปรับขึ้นราคาเท่านั้น ส่วนสินค้ากลุ่มเฝ้าระวังต้องแจ้งรายละเอียดก่อนปรับราคา สำหรับสินค้าที่มีความจำเป็น เช่น น้ำตาลทราย และรายการอื่นๆ ผู้ประกอบการต้องแจ้งรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงราคาให้กระทรวงฯ ทราบล่วงหน้า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนและราคาได้อย่างเหมาะสม อีกทั้ง การเพิ่มสินค้าควบคุมใหม่ (เสนอ ครม. พิจารณา) นอกเหนือจากบัญชีสินค้าควบคุม 59 รายการเดิม โดยได้เสนอเพิ่มสินค้าอีก 7 รายการ ที่ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์และอุปทานของราคาสินค้าโดยรวม ได้แก่ วัตถุดิบต้นน้ำ: เมล็ดพลาสติก (ซึ่งเป็นต้นทุนบรรจุภัณฑ์) สินค้าบริโภคเพิ่มเติม: น้ำดื่มบรรจุขวด, ซอสปรุงรส, น้ำปลา และซีอิ๊ว เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดหาแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติม โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่กำลังเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยว ในส่วนของปุ๋ย ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากกลุ่มปิโตรเคมีและผูกพันกับราคาพลังงานนั้น กระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงการคลัง เพื่อวางมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร รวมถึงจากการหารือร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ยืนยันว่าปัจจุบันมีปริมาณสต๊อกปุ๋ยเพียงพอไปจนถึงเดือนเมษายน และกำลังอยู่ระหว่างการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งใหม่เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบใหม่มีความผันผวน จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเยียวยาเพื่อช่วยลดภาระและบรรเทาผลกระทบด้านต้นทุนให้แก่เกษตรกรและชาวประมงอย่างทั่วถึง อีกทั้งยังมีโครงการดูแลภาคเกษตรกร ช่วยเหลือค่าปุ๋ย หรือการปรับสูตรปุ๋ยให้มีการลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้ามากยิ่งขึ้น รวมถึงการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มเติมในพื้นที่ที่ทำได้ ทั้งนี้ นอกจากการเพิ่มจำนวนสินค้าควบคุมแล้ว ยังดำเนินมาตรการเชิงรุกควบคู่กันด้วยโครงการ “ไทยช่วยไทย” โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการรายใหญ่ จัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นในราคาพิเศษกระจายไปยังเครือข่ายค้าปลีก-ค้าส่งครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดูแลผู้ประกอบการและผู้บริโภคให้สมดุลกัน รวมถึงมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง จัดโครงการลดค่าครองชีพเฉพาะจุด โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงการคลังผ่าน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เดือดร้อนที่สุดอย่างต่อเนื่องและตรงจุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยืนยันการบริหารจัดการสินค้าจำเป็น โดยเน้นย้ำความต่อเนื่องของสินค้าในตลาด ในการดูแลบริหารจัดการสต๊อก ส่งทีมงานลงพื้นที่ตรวจสอบการจัดเก็บสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการกักตุนและดูแลให้สินค้ามีหมุนเวียนเพียงพอ รวมถึงการบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (3 มาตราสำคัญ) กรณีการขายสินค้าในราคาไม่สมเหตุสมผล การปฏิเสธการจำหน่าย หรือมีการกักตุนสินค้า โดยจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด หากพบการกระทำผิด พร้อมกันนี้ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสการเอาเปรียบหรือราคาสินค้าที่ไม่เป็นธรรมได้ที่สายด่วน 1569 โดยกระทรวงฯ จะรวบรวมสถิติการจับกุมและผลการดำเนินงานแถลงผ่านทางศูนย์ ศบก. ให้สาธารณชนทราบอย่างต่อเนื่อง ด้านปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบ 7 มาตรการช่วยเหลือประชาชน ได้แก่ มาตรการที่ 1 เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงการคลังพิจารณา การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต ว่าจะลดอย่างไรและลดในระยะเวลามากแค่ไหนตามความเหมาะสม มาตรการที่ 2 กลุ่มคนเปราะบาง ซึ่งจะใช้กลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปกติในการใช้จ่ายเพื่อสินค้าอุปโภคบริโภคจะมีวงเงิน 300 บาทต่อเดือนต่อคน จะเพิ่มวงเงินให้อีก 100 บาท เป็น 400 บาท ในระยะเวลา 1 เดือน โดยหลังจากที่ตั้งรัฐบาลจะประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดหากจะต่อมาตรการ มาตรการที่ 3 ระบบขนส่ง จะมีทั้งกลุ่มรถบรรทุก และกลุ่มรถโดยสาร รวมถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง มาตรการที่ 4 ภาคเกษตรกร ซึ่งวันนี้ในเบื้องต้นสิ่งที่จะกระทบเกษตรกรโดยเร็วที่สุดเป็นเรื่องของราคาปุ๋ย กระทรวงพาณิชย์ได้มีมาตรการเป็นโครงการธงเขียว สนับสนุนปุ๋ย จะมีรายละเอียดลดต้นทุนให้กับภาคเกษตรกร จะสนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยทางเลือกและปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดพึ่งพาการนำเข้าด้วย มาตรการที่ 5 เกษตรกรกลุ่มประมง โดยจะได้รับการเยียวยาโดยใช้ น้ำมัน B20 มีต้นทุนที่ต่ำกว่าน้ำมันปกติ ในอัตราที่ 5-6 บาท สามารถดูแลกลุ่มประมงได้ มาตรการที่ 6 คู่สัญญากับภาครัฐ กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหรือกลุ่มก่อสร้าง ซึ่งอาจจะมีช่วงที่ขาดน้ำมันไม่สามารถใช้งานเครื่องจักรได้ ให้การส่งมอบงานอาจเกิดความล่าช้า ในการขยายระยะเวลาตรวจรับงานที่เหมาะสมสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น กับที่ส่วนหนึ่งที่จะบรรเทาภาระผู้ประกอบการ เรื่องชดเชยค่า k ต่างๆ ทางสำนักงบประมาณได้รับไปดำเนินการให้ มาตรการที่ 7 เป็นมาตรการกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะ SMEs ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยธนาคารออมสิน เตรียมวงเงินซอฟต์โลน (Soft Loan) ประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายย่อย ทั้งซัพพลายเชน (Supply Chain) สามารถเข้ามาถึงวงเงินซอฟต์โลน (Soft Loan) โดยรายละเอียด ธนาคารออมสินจะกำหนดออกมาให้ทราบต่อไป ด้านปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในส่วนกระทรวงคมนาคมจะมีการดำเนินการเพื่อให้ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันมีผลต่อผู้บริโภคหรือประชาชนให้ได้รับผลน้อยที่สุดต่อในด้านการโดยสารและการขนส่งสินค้าอุปโภค บริโภค ซึ่งจะมีการให้ดำเนินการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า ซึ่งจะมี 2 กลุ่มใหญ่ คือรถบรรทุกสินค้าและรถโดยสารสาธารณะ โดยคณะรัฐมนตรีได้ให้กรอบการช่วยเหลือสนับสนุน หรือ Subsidy แบบพุ่งเป้าให้กับ 3 กลุ่ม เน้นการใช้งานจริงของผู้ประกอบการรถบรรทุก ซึ่งกรมการขนส่งทางบกมีการใช้ระบบ GPS ติดตามการใช้งานของรถบรรทุกอยู่แล้ว โดยเงินสนับสนุน โดยกระทรวงการคลังจะดำเนินการผ่านในระบบพร้อมเพย์ โดยจะใช้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้าสนับสนุนให้กับผู้ประกอบการโดยตรง ตามที่ใช้จริง เช่นเดียวกับรถโดยสารสาธารณะ นอกจากนี้ ในส่วนของรถโดยสารขนาดเล็กและรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จะต้องไปดำเนินการลงทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อเข้าสู่ระบบการติดตามการใช้จริง โดยจะ Subsidy ผ่านการใช้จริง ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก จะได้แจ้งรายละเอียดกับผู้ประกอบการ ทั้งในส่วนของรถบรรทุกและรถโดยสาร สำหรับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นายกรัฐมนตรีอยากจะให้ประชาชนหันมาใช้ระบบบริการขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพื่อที่จะลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลลง โดยความเพียงพอของการให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ขณะนี้กระทรวงคมนาคม โดย บขส. และกรมการขนส่งทางบก ได้เตรียมการเพื่อให้การบริการมีความพร้อม ครบถ้วนตามจำนวนความต้องการของประชาชนในการเดินทาง โดยได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้กระทรวงมหาดไทยกำหนดจุดเติมน้ำมัน สถานีน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะในทุกจังหวัด เพื่อให้เกิดความชัดเจนและไม่กระทบต่อประชาชน ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานจะมีการป้อนน้ำมันในส่วนนี้เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะมีการให้บริการเพียงพอต่อการเดินทางของประชาชน * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พลังงาน * น้ำมัน
dlvr.it
March 26, 2026 at 9:56 AM
รมว.พลังงาน เตรียมระงับส่งออก-เพิ่มสำรองน้ำมัน ปัจจุบันน้ำมันเพียงพอถึง 95 วัน
รมว.พลังงาน เตรียมระงับส่งออก-เพิ่มสำรองน้ำมัน ปัจจุบันน้ำมันเพียงพอถึง 95 วัน ภาพปก: ที่มา เพจเฟซบุ๊ก ไทยคู่ฟ้า  XmasUser Thu, 2026-03-05 - 19:58 รมว.พลังงาน แถลงมาตรการรับมือด้านพลังงานจากผลกระทบการสู้รบตะวันออกกลาง เตรียมประกาศมาตรการระงับการส่งออก เว้น ลาว และเมียนมา พร้อมเพิ่มสำรองน้ำมันในประเทศ โดยสถานการณ์ล่าสุดน้ำมันสำรองอยู่ได้ถึง 95 วัน ยืนยันกองทุนพลังงานมีศักยภาพสามารถตรึงราคาน้ำมันได้    5 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก The Reporters ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (5 มี.ค. 69) เมื่อเวลา 16.40 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล อรรถพล​ ฤกษ์​พิบูลย์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และคณะ แถลงต่อสื่อมวลชน ภายหลังการประชุมหารือเกี่ยวกับมาตรการพลังงาน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางว่า การประชุมในวันนี้เป็นการประเมินตัวเลขสำรองน้ำมัน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยพูดไว้ว่าสามารถใช้ภายในประเทศได้ 65 วัน ซึ่งตัวเลขนี้หมายถึงสถานการณ์ที่ไม่มีการนำเข้าน้ำมันเข้ามาในประเทศเลย ประเทศเราจะอยู่ได้แค่ 65 วัน แต่ทางรัฐบาลได้รับการยืนยันว่าจะมีน้ำมันทยอยเข้ามาที่ประเทศไทยอีกอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะอยู่ได้อีก 95 วัน และตัวเลขการนำเข้าน้ำมันจะมีเพิ่มเติมอีกเรื่อยๆ ในอนาคต ดังนั้น อยากทำความเข้าใจกับสาธารณชนก่อนว่า ไม่ใช่ว่า 65 วันแล้ว ประเทศเราจะไม่มีน้ำมันใช้  อรรถพล กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 2 คือรัฐบาลจะมีการประกาศระงับการส่งออกน้ำมัน ยกเว้น สปป.ลาว และประเทศเมียนมา เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีการพึ่งพาด้านพลังงานซึ่งกันและกันกับประเทศไทย โดยประเทศลาว เราก็มีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ และประเทศเมียนมามีแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่ส่งมาป้อนประเทศไทยเพื่อนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ฉะนั้น จะมีการงดเว้นแค่ 2 ประเทศนี้เท่านั้น และเพื่อเป็นการช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย  ต่อมา อรรถพล กล่าวด้วยว่า หลังจากนั้นจะมีการประกาศให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มน้ำมันสำรองจากเดิม 1% เพิ่มขึ้นเป็น 3% เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการเก็บน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้นในบ้านของเรา  รมว.พลังงาน กล่าวต่อว่า ในเรื่องราคาน้ำมัน จะมีการตรึงราคาน้ำมันไว้ 15 วันโดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยโดยเฉพาะในส่วนของน้ำมันดีเซล ส่วนน้ำมันเบนซิน รัฐบาลจะช่วยเพียงบางส่วน  ขณะที่ในกรณีของก๊าซธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่นำมาผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่ง 50-60% มาจากแหล่งก๊าซในประเทศเมียนมา และอีกส่วนหนึ่งมาจากประเทศกาตาร์ โดยขนผ่านช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเราประเมินแล้วว่าน่าจะมีปัญหา แต่อย่างไรก็ดี มีบางส่วนหลุดจากช่องแคบมาแล้ว แต่ยังมีอีก 3 ลำที่ยังออกมาไม่ได้ ซึ่งเราก็ไม่ได้รอ โดยทางคณะกรรมการกำกับพลังงานอนุมัติให้มีการจัดหาแหล่งอื่นๆ เข้ามาทดแทน โดยทาง ปตท. ยืนยันว่าสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เบื้องต้น มีการคุยกับผู้ค้า และทางฝั่งผู้ค้าได้ยื่นข้อเสนอมาให้แล้ว เพราะฉะนั้น เรื่องปริมาณที่ขาดจึงไม่น่าเป็นห่วง  อรรถพล ระบุต่อว่า เรื่องการผลิตไฟฟ้ายังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเจรจาเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาวแล้ว เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติทั้งจากอ่าวไทย และพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจร่วม (JDA) ก็ได้รับการตอบรับดี และคาดว่าะมีความคืบหน้าออกมา นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้น โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ทั้งหมดนี้เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าพลังงานทั้งจากก๊าซ น้ำมัน และอื่นๆ จะไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน  จากกรณีที่ประชาชนออกมาตุนน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในประเทศหรือไม่ อรรถพล มองว่า เบื้องต้นก็เป็นพฤติกรรมชั่วคราวของประชาชน อย่างแรก ถ้าประชาชนมีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งเท่าที่ติดตามดูกิจการน้ำมันต่างๆ พอเราพูดไปชัดเจนว่ามีการตรึงราคา หรือการใช้อย่างเพียงพอ สถานการณ์สถานีบริการน้ำมันหน้างานตอนนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว ประชาชนไม่ได้แตกตื่นเอาแกลลอน และถังไปเติม ซึ่งเราคาดว่าไม่ได้มีผล และเมื่อเขาซื้อไปแล้ว เขาก็ต้องใช้ เพราะฉะนั้น เขาซื้อไปเยอะแล้ว ในอนาคตเขาก็จะซื้อน้อยลง  “ถ้าความมั่นใจได้ ภายในวันสองวันปริมาณการขายก็จะลดลง ก็จะไม่มีผล” อรรถพล กล่าว  รมว.พลังงาน ระบุต่อว่า มีการกำชับสั่งการไปที่จังหวัดทุกจังหวัด กำชับสถานีบริการน้ำมันทุกที่ห้ามมีการกักตุนหรือเก็บเอาไว้ และเราประสานงานกับผู้ค้าน้ำมันให้มีการจัดส่งให้อย่างเพียงพอ แม้ว่าจะพบปัญหาเป็นคอขวดอยู่บางช่วง แต่ระบบลอจิสติกส์บ้านเรา ปัญหาตรงนี้ 1-2 วันก็คลี่คลายลงไป กองทุนพลังงานจะได้รับผลกระทบจากนโยบายตรึงราคาน้ำมันหรือไม่  รมว.พลังงาน กล่าวว่า ในเรื่องราคา เราใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาเป็น “Buffer” (กันชน) ลดเรื่องการกระชากของราคาอะไรก็ว่าไป ขาขึ้นเราใช้ช่วยพยุง และขาลงเราก็มีการเก็บคืน และอยากให้เห็นภาพมากขึ้น ช่วงวิกฤตพลังงานเชื้อเพลิง กองทุนฯ เคยติดลบไปถึง 120,000 ล้านบาท ตอนรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหาร ติดลบอยู่ประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท แต่ว่าในช่วงที่ผ่านมาก่อนเกิดเหตุการณ์ เนื่องจากสภาวะมันดีขึ้น กองทุนฯ มีสภาพคล่องเป็นบวก กำลังจะโยงว่า เวลาเกิดวิกฤตตัวกองทุนน้ำมัน ก็สามารถเข้าไปทำหน้าที่เหมือนที่ผ่านมาได้ คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร อรรถพล ระบุต่อว่า พอครบ 15 วันแล้ว เราจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าการสู้รบยังยืดเยื้ออยู่ไหม เราจะใช้ตัวกลไกกองทุนฯ เข้าไปช่วยเหลืออย่างไร แต่ว่าศักยภาพของกองทุนมีหรือไม่ คำตอบคือมี  อรรถพล กล่าวต่อว่า แหล่งน้ำมันนอกตะวันออกกลางที่ได้พูดคุยมีทั้งมาจากอเมริกาใต้ และทางใต้แอฟริกา มาจากบ้านเราทางมาเลเซีย ข้อดีคือ ปตท. เวลาปกติมีการค้าขายซื้อน้ำมันไปมาด้วยอยู่แล้ว และพอเกิดวิกฤต ปตท. ก็สามารถขอเปลี่ยนปริมาณซื้อ และเอาเข้ามาในประเทศไทยได้  อรรถพล กล่าวด้วยว่า ตอนนี้เรามีมาตรการระงับส่งออก และเพิ่มปริมาณสำรอง ดังนั้น เมื่อระงับการส่งออก ผู้ผลิตอาจจะต้องไปลดกำลังการผลิตลงบางส่วน เขาต้องผลิตเพื่อรองรับน้ำมันสำรองมากขึ้น น้ำมันก็จะอยู่ในประเทศไทย  ขั้นต่อไป หากมีการขาดแคลนมากขึ้นในวันข้างหน้า เราจะมีการพิจารณาพลังงานที่อยู่ในบ้านเราเข้ามาช่วย ด้วยการนำน้ำมันปาล์มมาผ่านกระบวนการทางเคมีกลายเป็น "ไบโอดีเซล" แล้วผสมกับดีเซลในสัดส่วนต่างๆ เช่น B7, B10 โดยพิจารณาใน 2 ส่วน คือ 1. ถ้าหากขาดแคลนก็ทำได้เลย 2. ถ้าราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกสูงกว่าไบโอดีเซล ไม่ต้องรอให้ของขาด ก็เพิ่มสัดส่วนน้ำมันปาล์มได้เพื่อลดต้นทุน และหากไปอีกขั้น ไม่จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันดิบอย่างเดียว สามารถนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปก็ได้ ด้วยการลดสเปกของน้ำมันของไทย เพื่อให้เราสามารถนำเข้าน้ำมันจากหลายแหล่งมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อรรถพล กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงพลังงานจะนำเสนอมาตรการประหยัดพลังงานเข้าที่ประชุม ครม.ในวันอังคารที่ 10 มี.ค.ต่อไป * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * ต่างประเทศ * สงครามตะวันออกกลาง * อิหร่าน * สหรัฐฯ * อิสราเอล * น้ำมัน * พลังงาน * อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ * กระทรวงพลังงาน * รัฐบาล * กองทุนพลังงาน * ราคาน้ำมัน
dlvr.it
March 5, 2026 at 1:11 PM
112WATCH วิจารณ์คำพิพากษา คดี ‘ครูใหญ่’ พูดถึง ‘เผ่ามังกรฟ้า’
112WATCH วิจารณ์คำพิพากษา คดี ‘ครูใหญ่’ พูดถึง ‘เผ่ามังกรฟ้า’ admin666 Tue, 2025-10-07 - 14:50 112WATCH เผยแพร่บทวิจารณ์การตีความของศาลในคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ของ "ครูใหญ่" อรรถพล ที่ลงโทษจำคุกจากเหตุที่เขาปราศรัยเมื่อ 18 พ.ย.2563 ที่มีการกล่าวถึง "เผ่ามังกรฟ้า" ว่าเป็นการตีความอย่างกว้างขวางของศาลนั้นเป็นอัตวิสัย และทำให้การเสียดสีและการวิจารณ์กลายเป็นอาชญากรรม เมื่อ 4 ต.ค.2568 ทาง 112WATCH เผยแพร่บทวิจารณ์คำพิพากษาของศาลในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของอรรถพล บัวพัฒน์ หรือ “ครูใหญ่” จากการปราศรัยในที่ชุมนุม “#18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์” เมื่อวันที่ 18 พ.ย.2563 โดยเป็นคดีที่ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้แจ้งความดำเนินคดี “ศาลใช้การตีความที่กว้างขวางและมีลักษณะเชิงอัตวิสัยต่อถ้อยคำของจำเลย จนทำให้การเสียดสีทางการเมืองหรือการวิพากษ์วิจารณ์พื้นฐานกลายเป็นอาชญากรรม” ในบทวิจารณ์ระบุว่าการตีความของศาลที่มีต่อคำว่า “ราชประหาร” ที่เป็นการเล่นคำนั้น ศาลมองว่าเป็นการแสดงเจตนาร้ายต่อสถาบันกษัตริย์  อีกทั้งการตีความ “เผ่ามังกรฟ้า” ซึ่งมาจากการ์ตูนวันพีซก็เป็นการพาดพิงหมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยอ้างประกอบกับท่าทางการปราศรัยของอรรถพลที่ชี้นิ้วขึ้้นฟ้าขณะพูด นอกจากนั้น 112WATCH ยังแสดงความกังวลว่าการตีความของศาลกำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการลงโทษการแสดงออกถึงความคิดเห็นที่อาจ “ก่อให้เกิดความเกลียดชัง” แม้ว่าจะไม่ใช่การดูหมิ่นโดยตรงก็ตาม เช่นที่ศาลชี้ว่าการวิจารณ์กฎหมายคณะสงฆ์ปี 2505 ที่ให้อำนาจกษัตริย์แต่งตั้งและถอดถอนสมณศักดิ์ชั้นสูง อาจไม่ใช่การดูหมิ่นโดยตรง แต่ตีความได้ว่ามีเจตนา “ทำให้ผู้ฟังเกลียดชังสถาบัน” โดยเห็นว่าการเปรียบเทียบว่ากษัตริย์วางตัวเท่าเทียมพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่บ่อนทำลายศรัทธา การตีความเช่นนี้ทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่ในสถานะที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ อีกทั้งการที่ศาลตีความคำถามของอรรถพลที่ไม่ได้ระบุถึงชัดเจนว่าเป็นผู้ใดในคำถามของเขาที่ถามว่าการอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยากขนาดไหนนั้น ว่าในฐานะที่ผู้พูดเป็นครูและมีการศึกษาก็ควรจะต้องใช้คำชัดเจนกว่านี้หากหมายถึงฝ่ายอื่น กลายเป็นว่าการตีความของศาลดังกลาวเป็นการกำหนดมาตรฐานให้การแสดงออกเชิงเสียดสีกลายเป็นความผิดตามกฎหมาย อีกทั้งการกำหนดโทษของศาลที่รวมกันหลายคดีจนมีโทษจำคุกรวมแล้ว 5 ปี 9 เดือน ก็สะท้อนว่าศาลตั้งใจลงโทษอย่างหนักเพื่อสกัดกั้นไม่ให้นักกิจกรรมมีเสียงอีกต่อไป “ความร้ายแรงของคำตัดสินนี้ไม่อาจหยุดอยู่แค่การสังเกตการณ์ แต่ควรเป็นสัญญาณเรียกร้องให้สังคมตื่นรู้ถึงหน้าที่พลเมือง พลังของมาตรา 112 ไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่บรรยากาศแห่งความกลัวและการเซ็นเซอร์ตนเองที่กฎหมายสร้างขึ้น” 112WATCH ระบุ * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * มาตรา 112 * 112WATCH * อรรถพล บัวพัฒน์ * เผ่ามังกรฟ้า
dlvr.it
October 7, 2025 at 8:17 AM
ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก ม.112 'ครูใหญ่ อรรถพล' 3 ปี
ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก ม.112 'ครูใหญ่ อรรถพล' 3 ปี auser15 Tue, 2025-09-30 - 20:28 iLaw เผยศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก ม.112 'ครูใหญ่ อรรถพล' 3 ปี กรณีปราศรัยเนื้อหาเรื่องเผ่ามังกรฟ้า-การแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ 30 กันยายน 2568 เพจ iLaw รายงานว่า ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี อรรถพล บัวพัฒน์ หรือครูใหญ่ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีการปราศรัยในการชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ บริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.36 น. ศาลออกนั่งพิจารณาคดีและเริ่มอ่านคำพิพากษาสรุปได้ว่า ถ้อยคำปราศรัยของจำเลยเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 โดยส่วนแรกคือประโยคที่ว่า “ประชาชนจะลุกขึ้นมาทำรัฐประหาร และหากไกลไปกว่านั้น ก็อาจจะไม่ใช่แค่รัฐประหาร แต่เราอาจจะราชประหารก็ได้” ศาลวินิจฉัยว่าหากยึดตามคำว่า "รัฐประหาร" หมายถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยฉับพลัน เมื่อแปลคำว่า "ราช" หมายถึง "พระราชา-กษัตริย์" และ "ประหาร" หมายถึงการฆ่าหรือทำลาย คำว่า "ราชประหาร" เมื่อประกอบกับบริบทของการปราศรัยของจำเลยจึงแปลว่า "การที่ประชาชนจะใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงกษัตริย์" ซึ่งถือเป็นเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในส่วนของคำว่า “ไอ้พวกเผ่ามังกรฟ้าที่ไม่เห็นหัวประชาชน เห็นประชาชนเป็นแค่มด ไม่เคยสำนึกในบุญคุณของประชาชน แต่ทวงบุญคุณประชาชน” ศาลเห็นว่าแม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการกล่าวถึงตัวละครในการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง One Piece แต่เมื่อพิจารณาบริบทการกล่าว และการที่จำเลยมีการชูนิ้วขึ้นฟ้าขณะพูดถึงคำนี้ ศาลจึงเชื่อว่าเป็นการพูดถึงเพื่อ พาดพิงถึงกษัตริย์ ส่วนข้อความเกี่ยวกับการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2505 ที่ระบุว่าการให้อำนาจพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งสมณศักดิ์และการแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม จะเป็นการทำให้กษัตริย์ตีตัวเสมอพระพุทธเจ้า ศาลเห็นว่าแม้ข้อความดังกล่าวจะไม่เป็นการดูหมิ่นโดยตรง แต่ผู้ที่รับฟังอาจเกิด ความเกลียดชังต่อกษัตริย์ได้ และในส่วนสุดท้ายประโยคที่กล่าวว่า “มันอยู่ยากนักหรือไง อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเนี่ย... ถ้ามันอยู่ยาก มา ๆ มา ๆ มาปรึกษากู เดี๋ยวเลกเชอร์ให้ว่าอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ทำยังไง” ศาลพิจารณาว่าไม่มีหลักฐานใดว่ากษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ อีกทั้งรัฐธรรมนูญ 2560 ยังระบุชัดเจนว่ากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นการกล่าวเช่นนี้จึงเป็นการด้อยค่าพระมหากษัตริย์ ว่าพระองค์ไม่มีความสามารถและความเข้าใจในเรื่องรัฐธรรมนูญ และคำเบิกความของจำเลยที่อ้างว่าเจตนาสื่อถึงรัฐสภาและรัฐบาลนั้น ศาลเห็นว่าจำเลยซึ่งจบการศึกษาด้านภาษาไทยและมีอาชีพเป็นครูสอนพิเศษ ย่อมมีทักษะในการใช้ภาษาได้ดี หากมีเจตนาตามที่กล่าวอ้างก็ควรใช้ถ้อยคำที่สื่อความหมายได้อย่างชัดเจนกว่านี้ จึงฟังไม่ขึ้น ศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์มีความน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักเพียงพอ พยานหลักฐานที่จำเลยนำมาต่อสู้คดีไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ได้ โดยศาลจึงพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการ ดูหมิ่น อาฆาต มาดร้าย พระมหากษัตริย์ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยเป็นระยะเวลา 3 ปี ทั้งนี้ ศาลได้มีคำสั่งให้ นับโทษต่อ จากคดีเดิมอีก 2 คดี ได้แก่ 1. คดีหมายเลขแดงที่ อ.2038/2566 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่พิพากษาจำคุก 9 เดือน 2. คดีหมายเลขแดงที่ อ.1155/2567 ของศาลจังหวัดภูเขียว ที่พิพากษาจำคุก 2 ปี ส่งผลให้อรรถพลมีโทษจำคุกรวมทั้งหมด 5 ปี 9 เดือน * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * อรรถพล บัวพัฒน์ * ม.112 * กระบวนการยุติธรรม * iLaw
dlvr.it
September 30, 2025 at 1:32 PM
ระยะทาง งบประมาณ การรอคอย: เครื่องช่วยความพิการและกายอุปกรณ์ของคนพิการศรีสะเกษ
ระยะทาง งบประมาณ การรอคอย: เครื่องช่วยความพิการและกายอุปกรณ์ของคนพิการศรีสะเกษ
ระยะทาง งบประมาณ การรอคอย: เครื่องช่วยความพิการและกายอุปกรณ์ของคนพิการศรีสะเกษ user8 Wed, 2024-08-28 - 17:17 อรรถพล ศรีชิษณุวรานนท์ รายงาน คชรักษ์ แก้วสุราช ถ่ายภาพ * ที่ศรีสะเกษ…
dlvr.it
August 28, 2024 at 11:15 AM