#กรมอุทยานแห่งชาติ
เปิดเหตุผล ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังภัยคุกคามพื้นที่อุทยานแห่งชาติ นักวิชาการชำนาญการพิเศษ วนศาสตร์รุ่น 56 ลาออกจากราชการ

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5079742/
#กรมอุทยานแห่งชาติ #ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวัง
#ลาออก #เดลินิวส์
จากใจข้าราชการน้ำดี เปิดเหตุผล ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังฯ วนศาสตร์ 56 ลาออกจากราชการ | เดลินิวส์
เปิดเหตุผล ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังภัยคุกคามพื้นที่อุทยานแห่งชาติ นักวิชาการชำนาญการพิเศษ วนศาสตร์รุ่น 56 ลาออกจากราชการ นับเป็นการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความสามารถ ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว...
www.dailynews.co.th
September 3, 2025 at 9:38 AM
น้ำตานักอนุรักษ์! #ทรายสก๊อต เปิดใจหมดเปลือก ขอยุติบทบาทที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยานฯ ลั่นไม่เหลืออะไรไว้ให้ปกป้อง เพราะปะการังน้ำตื้นมันตายไปหมดแล้ว คนที่สังคมไว้ใจให้ปกป้อง กลายเป็นคนที่ไม่ได้เข้มงวด และปล่อยให้เกิดขึ้น...
.
อ่านทั้งหมดต่อได้ที่ www.dailynews.co.th/news/4620157/
#ที่ปรึกษาอธิบดีกรมอุทยาน #กรมอุทยานแห่งชาติ #ทรายสิรณัฐสก๊อต
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
April 19, 2025 at 3:38 AM
"สุชาติ" สั่งด่วนกรมอุทยานฯ ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังโรคระบาดในสัตว์ป่าหลังเสือโคร่งเชียงใหม่ตายพุ่ง ด้านอธิบดีอรรถพล กำชับสวนสัตว์ทั่วประเทศรายงานสุขภาพสัตว์ใกล้ชิด ยันเสือในความดูแล 11 แห่งแข็งแรงดี ทุกตัวปลอดภัย

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5632724/
#เสือโคร่ง #สุชาติชมกลิ่น
#อรรถพล #กรมอุทยานแห่งชาติ
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
กรมอุทยานฯคุมเข้มโรคระบาดสวนเสือทั่วไทย ยันเสือหลวง 124 ตัวยังปลอดภัย | เดลินิวส์
"สุชาติ" สั่งด่วนกรมอุทยานฯ ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังโรคระบาดในสัตว์ป่าหลังเสือโคร่งเชียงใหม่ตายพุ่ง ด้านอธิบดีอรรถพล กำชับสวนสัตว์ทั่วประเทศรายงานสุขภาพสัตว์ใกล้ชิด ยันเสือในความดูแล 11 แห่งแข็งแรงดี ท...
www.dailynews.co.th
February 25, 2026 at 2:07 AM
๒๔ กุมภาพันธ์...
#วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า
เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนและเกษตรกร
งดการจุดไฟ ลดควันไฟที่เกิดจากการเผาป่า
สร้างความตระหนักถึงอันตราย
และผลกระทบของควันที่เกิดจากไฟป่า

ด้วยความปรารถนาดีจาก
#กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อส.)

#สายด่วนพิทักษ์ป่า 📞1️⃣3️⃣6️⃣2️⃣
(ตลอด ๒๔ ชั่วโมง)
February 24, 2024 at 9:30 PM
กมธ.งบฯ 70 เผยปรับลดงบรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่ม 9 หน่วยงาน เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า
กมธ.งบฯ 70 เผยปรับลดงบรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่ม 9 หน่วยงาน เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า auser15 Fri, 2026-08-21 - 16:00 คณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เผยปรับลดงบประมาณรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่มให้ 9 หน่วยงาน "ได้แก่ งบกลาง-เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น / กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช / สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา / สำนักงานตำรวจแห่งชาติ / สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อพัฒนาสังคม / กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง / กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม / สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร / และสำนักงานอัยการสูงสุด" เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า 21 สิงหาคม 2569 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รายงานว่า ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล โฆษกคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แถลงข่าวเกี่ยวกับสรุปผลการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยคณะ กมธ.ได้พิจารณาครบถ้วนทุกหน่วยงาน รวมถึงการที่ให้คณะอนุ กมธ. ทั้ง 7 คณะ ได้ชี้แจงต่อคณะ กมธ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เป็นการสรุปตัวเลขยอดงบประมาณทั้งหมดในการปรับลดและปรับเพิ่ม โดยในการพิจารณาได้มีการปรับลดทั้งสิ้นเป็นวงเงินงบประมาณ 11,162,736,500 บาท พิจารณาแปรเพิ่มจำนวนเท่ากันคือ 11,162,736,500 บาท ดังนี้ 1. คณะอนุ กมธ.ฝึกอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ฯ ปรับลด 3,202,188,000 บาท 2. คณะอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ ICT และทุนหมุนเวียน ปรับลด 3,333,980,100 บาท 3. คณะอนุ กมธ.ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ปรับลด 1,484,254,200 บาท 4. คณะอนุ กมธ.ท้องถิ่น เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฯ ปรับลด 1,470,141,200 บาท 5. คณะอนุ กมธ.จังหวัด/กลุ่มจังหวัด อบจ. กทม. และเมืองพัทยา และรัฐวิสาหกิจ ปรับลด 242,825,800 บาท 6. คณะอนุ กมธ.ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยี ปรับลด 585,810,700 บาท 7. คณะอนุ กมธ.แผนงานบูรณาการ หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการและกองทุนในกำกับ ปรับลด 843,536,500 บาท รวมทั้งสิ้น 11,162,736,500 บาท ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ได้มีการพิจารณาว่ายอดที่ได้ปรับลดดังกล่าวจะนำไปปรับเพิ่มให้กับหน่วยงานใด โดยมีทั้งสิ้น 9 หน่วยงานที่ได้รับการพิจารณาจัดสรรงบประมาณแปรเพิ่มเติม ได้แก่ 1. งบกลาง ซึ่งเป็นเงินสำรองใช้จ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็น จำนวน 6,044,956,400 บาท 2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวน 148,835,700 บาท 3. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รายการวัสดุการศึกษาเพื่อไปสนับสนุนการศึกษา จำนวน 96,310,100 บาท 4. ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โครงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารเพื่อสนองงานตามพระราชดำริฯ จำนวน 96,766,800 บาท 5. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อพัฒนาสังคม จำนวน 4,219,800 บาท 6. กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จำนวน 500,000,000 บาท 7. กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จำนวน 4,000,000,000 บาท 8. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร การส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน จำนวน 24,321,000 บาท 9. สำนักงานอัยการสูงสุด ค่าจ้างเหมาบริการ จำนวน 247,326,700 บาท ทั้งนี้ สิ่งที่คณะ กมธ.ได้พิจารณานั้นไม่ได้มีตัวเลขที่เป็นเป้าจากทางรัฐบาลว่าจะต้องปรับลดให้ได้ยอดวงเงินเท่าไร แต่ กมธ.และอนุ กมธ.ทุกคน คำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่พี่น้องประชาชนจะได้รับ ซึ่งคำถามที่คณะอนุ กมธ.ทั้ง 7 คณะ ตั้งคำถามในการพิจารณานั้นจะตั้งหลักแรกว่า หากได้รับงบประมาณแล้ว พี่น้องประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไร และมีการใช้เงินงบประมาณอย่างคุ้มค่า ตรงเป้าหรือไม่ หากโครงการใด หน่วยงานไม่สามารถตอบชี้แจงถึงความคุ้มค่า ประโยชน์ ความจำเป็นที่เร่งด่วนได้ รวมถึงไม่สามารถชี้แจงได้ว่าซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นหรือไม่ อนุ กมธ.ก็จะมีการปรับลดตามเหตุผลความจำเป็น โดยคณะอนุ กมธ.ได้รายงานว่า ในการปรับลดในแต่ละคณะจะไม่กระทบกับการบริการของหน่วยงานราชการที่มีให้กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น เงินงบประมาณที่ได้มีการปรับลดดังกล่าว มาจากเรื่องของเป้าหมาย ความคุ้มค่า ตรงจุดและสามารถที่จะอำนวยความสะดวกสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้ทั้งสิ้น สำหรับการประชุมคณะ กมธ.เมื่อวานนี้ ได้มีการพิจารณารายการอุทธรณ์เป็นเงินจำนวนมากถึง 3,000 ล้านบาท ซึ่ง กมธ.ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียด ถี่ถ้วน รอบด้าน และได้ซักถามอย่างรอบคอบในการพิจารณาปรับลดวงเงินเพราะเป็นวงเงินมากถึง 3,000 ล้านบาทของกรมควบคุมมลพิษ เหตุผลสำคัญคือคดีคลองด่าน ซึ่งอยู่กับพวกเรามาเป็นระยะเวลาหลาย 10 ปี และได้มีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดว่าให้ไปชำระหนี้ หลังจากที่มีการเจรจาต่อรองกันแล้วเป็นวงเงินสูงถึง 10,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้แบ่งออกเป็น 3 งวด งวดที่ 1 เป็นเงิน 4,000 ล้านบาท งวดที่ 2 และงวดที่ 3 งวดละ 3,000 ล้านบาท ในประเด็นที่ กมธ.มีการถกเถียงกันคือในเงินงวดที่ 2 ซึ่งมาขอตั้งงบในงบรายจ่ายปี 2570 ผ่านทางกรมควบคุมมลพิษเป็นเงินงบประมาณถึง 3,000 ล้านบาท หลังจากที่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน รอบคอบแล้วทาง กมธ.เห็นว่ายังมีประเด็นเรื่องของการฟ้องคดีเพื่ออายัดสิทธิเรียกร้อง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดและยังไม่มีความชัดเจนกับคำสั่งหรือผลคดีในท้ายที่สุดว่าจะออกมาเป็นอย่างไร กมธ.จึงเห็นว่า หากจัดสรรงบประมาณ 3,000 ล้านบาทนี้ไปให้กรมควบคุมมลพิษ แต่สุดท้าย คดีผลที่สุดอาจจะยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณในปี 2570 ก็จะเป็นการเสียโอกาสในการใช้เงินงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน คณะ กมธ.จึงมีมติว่าปรับลดงบประมาณ 3,000 ล้านบาท จากกรมควบคุมมลพิษ แต่เพื่อทำให้เกิดความสบายใจและไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบของทางรัฐบาล วันนี้จึงได้มีการพูดคุยกันว่าเงินที่ปรับลดในส่วนนี้จะคืนไปที่งบกลาง ซึ่งในยอดเงินงบกลางที่ได้รับการแปรเพิ่มเข้าไปเป็นวงเงินรวมทั้งหมด 6,000 ล้านบาท ก็จะได้มีข้อสังเกตของคณะ กมธ.ไว้อย่างชัดเจนว่าเงิน 3,000 ล้านบาทนี้จะต้องกันแล้วเตรียมไว้ในกรณีที่เกิดความฉุกเฉินจำเป็นที่ทางกรมควบคุมมลพิษจะต้องนำเงินจำนวนนี้ไปจ่ายตามคำสั่งของศาล หากศาลมีคำสั่งเป็นที่สิ้นสุด เราก็จะมีเงินจำนวนนี้สามารถไปชำระหนี้ตามกฎหมายได้ สำหรับการพิจารณางบประมาณกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ตนในฐานะวิปรัฐบาล ได้มีน้อง ๆ นักศึกษาหลายคนส่งเรื่องเข้ามาว่าต้องการให้พิจารณาเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาในปี 2570 ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาในเรื่องของการจัดสรรเงินงบประมาณให้เงินกู้ยืมให้กับน้อง ๆ นักศึกษาเป็นอย่างมาก ในปีนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสูงถึง 9,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ จะเห็นว่าเป็นเงินที่สูงมาก จึงต้องการตอกย้ำให้พี่น้องประชาชน น้อง ๆ นักศึกษาได้เกิดความสบายใจว่า รัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งและเห็นความสำคัญและต้องการให้เงินนี้ไปถึงพี่น้องประชาชนมากที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อพิจารณาคือประสิทธิภาพของการบริหารกองทุน เรามียอดเงินที่ครบกำหนดชำระอยู่ในกองทุนสูงถึงกว่า 220,000 ล้านบาท และมียอดเงินต้นค้างชำระสะสม จำนวนถึง จำนวนถึง 110,000 ล้านบาท คำถามคือ หากเรามีประสิทธิภาพในการบริหารเงินของกองทุนมากกว่านี้ และสามารถตามเก็บเงินผู้ที่เรียนจบไปแล้ว มีรายได้แล้ว กลับมาคืนของกองทุน เราจะมีเงินหมุนเวียนที่ไม่จำเป็นต้องเป็นภาระของรัฐบาลต่อไปในอนาคต ดังนั้น จึงฝากเป็นประเด็นข้อสังเกตของรัฐบาลว่า ปีนี้กองทุนได้รับเงินงบประมาณมากถึง 9,000 ล้านบาท จึงต้องการเห็นการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดกับน้อง ๆ นักศึกษาทั่วประเทศ ทั้งนี้ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรสัปดาห์หน้าในวันที่ 27 – 28 สิงหาคม 2569 จะเป็นการพิจารณาลงมติหลายมาตรา และจะสรุปเล่มรายงานจากการพิจารณาของคณะ กมธ. พร้อมที่จะส่งให้กับประธานรัฐสภาเพื่อบรรจุระเบียบวาระการประชุมต่อไป ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการบรรจุระเบียบวาระเพื่อการพิจารณาในวาระ 2 - 3 ในวันที่ 7 8 และ 9 กันยายน 2569 ซึ่งจะเป็นการลงมติรายมาตรา อย่างครบถ้วนและเป็นไปตามกรอบกำหนดเวลาที่ทางสภากำหนด จึงมั่นใจว่าจะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รวมถึงประกาศใช้ทันกำหนดเวลาเพื่อเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม นี้ อย่างแน่นอน ส่วนในสัปดาห์หน้า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 จะเป็นการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนวจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งได้มีการพูดคุยประสานงานกับประธานวิปฝ่ายค้านเรียบร้อยแล้วในเรื่องของการจัดสรรเวลา โดยเราต้องการเห็นการติดตามตรวจสอบการทำงานของฝ่ายค้าน จึงได้ให้เวลาฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ เป็นเวลา 8 ชั่วโมง ส่วนฝ่ายรัฐบาลนั้นได้มีการพูดคุยว่ากรอบเวลาของคณะรัฐมนตรีน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้กับฝ่ายค้านได้ตรวจสอบและใช้เวลาในการอภิปราย และมีการตอบข้อซักถามระหว่างฝ่ายค้านกับคณะรัฐมนตรีได้อย่างเต็มที่ โดยคาดว่าจะเริ่มการประชุมตั้งแต่ช่วง 09.00 นาฬิกา และเสร็จสิ้นการพิจารณาและลงมติในเวลาประมาณ 21.00 นาฬิกา * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * งบประมาณ 70 * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
dlvr.it
August 21, 2026 at 9:07 AM
กมธ.งบฯ 70 เผยปรับลดงบรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่ม 9 หน่วยงาน เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า
กมธ.งบฯ 70 เผยปรับลดงบรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่ม 9 หน่วยงาน เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า
กมธ.งบฯ 70 เผยปรับลดงบรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่ม 9 หน่วยงาน เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า auser15 Fri, 2026-08-21 - 16:00 คณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เผยปรับลดงบประมาณรวมกว่า 11,160 ล้านบาท นำไปจัดสรรเพิ่มให้ 9 หน่วยงาน "ได้แก่ งบกลาง-เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น / กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช / สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา / สำนักงานตำรวจแห่งชาติ / สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อพัฒนาสังคม / กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง / กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม / สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร / และสำนักงานอัยการสูงสุด" เตรียมลงมติรายมาตราสัปดาห์หน้า 21 สิงหาคม 2569 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รายงานว่า ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล โฆษกคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แถลงข่าวเกี่ยวกับสรุปผลการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยคณะ กมธ.ได้พิจารณาครบถ้วนทุกหน่วยงาน รวมถึงการที่ให้คณะอนุ กมธ. ทั้ง 7 คณะ ได้ชี้แจงต่อคณะ กมธ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เป็นการสรุปตัวเลขยอดงบประมาณทั้งหมดในการปรับลดและปรับเพิ่ม โดยในการพิจารณาได้มีการปรับลดทั้งสิ้นเป็นวงเงินงบประมาณ 11,162,736,500 บาท พิจารณาแปรเพิ่มจำนวนเท่ากันคือ 11,162,736,500 บาท ดังนี้ 1. คณะอนุ กมธ.ฝึกอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ฯ ปรับลด 3,202,188,000 บาท 2. คณะอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ ICT และทุนหมุนเวียน ปรับลด 3,333,980,100 บาท 3. คณะอนุ กมธ.ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ปรับลด 1,484,254,200 บาท 4. คณะอนุ กมธ.ท้องถิ่น เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฯ ปรับลด 1,470,141,200 บาท 5. คณะอนุ กมธ.จังหวัด/กลุ่มจังหวัด อบจ. กทม. และเมืองพัทยา และรัฐวิสาหกิจ ปรับลด 242,825,800 บาท 6. คณะอนุ กมธ.ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยี ปรับลด 585,810,700 บาท 7. คณะอนุ กมธ.แผนงานบูรณาการ หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการและกองทุนในกำกับ ปรับลด 843,536,500 บาท รวมทั้งสิ้น 11,162,736,500 บาท ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ได้มีการพิจารณาว่ายอดที่ได้ปรับลดดังกล่าวจะนำไปปรับเพิ่มให้กับหน่วยงานใด โดยมีทั้งสิ้น 9 หน่วยงานที่ได้รับการพิจารณาจัดสรรงบประมาณแปรเพิ่มเติม ได้แก่ 1. งบกลาง ซึ่งเป็นเงินสำรองใช้จ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็น จำนวน 6,044,956,400 บาท 2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวน 148,835,700 บาท 3. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รายการวัสดุการศึกษาเพื่อไปสนับสนุนการศึกษา จำนวน 96,310,100 บาท 4. ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โครงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารเพื่อสนองงานตามพระราชดำริฯ จำนวน 96,766,800 บาท 5. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อพัฒนาสังคม จำนวน 4,219,800 บาท 6. กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จำนวน 500,000,000 บาท 7. กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จำนวน 4,000,000,000 บาท 8. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร การส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน จำนวน 24,321,000 บาท 9. สำนักงานอัยการสูงสุด ค่าจ้างเหมาบริการ จำนวน 247,326,700 บาท ทั้งนี้ สิ่งที่คณะ กมธ.ได้พิจารณานั้นไม่ได้มีตัวเลขที่เป็นเป้าจากทางรัฐบาลว่าจะต้องปรับลดให้ได้ยอดวงเงินเท่าไร แต่ กมธ.และอนุ กมธ.ทุกคน คำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่พี่น้องประชาชนจะได้รับ ซึ่งคำถามที่คณะอนุ กมธ.ทั้ง 7 คณะ ตั้งคำถามในการพิจารณานั้นจะตั้งหลักแรกว่า หากได้รับงบประมาณแล้ว พี่น้องประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไร และมีการใช้เงินงบประมาณอย่างคุ้มค่า ตรงเป้าหรือไม่ หากโครงการใด หน่วยงานไม่สามารถตอบชี้แจงถึงความคุ้มค่า ประโยชน์ ความจำเป็นที่เร่งด่วนได้ รวมถึงไม่สามารถชี้แจงได้ว่าซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นหรือไม่ อนุ กมธ.ก็จะมีการปรับลดตามเหตุผลความจำเป็น โดยคณะอนุ กมธ.ได้รายงานว่า ในการปรับลดในแต่ละคณะจะไม่กระทบกับการบริการของหน่วยงานราชการที่มีให้กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น เงินงบประมาณที่ได้มีการปรับลดดังกล่าว มาจากเรื่องของเป้าหมาย ความคุ้มค่า ตรงจุดและสามารถที่จะอำนวยความสะดวกสร้างประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้ทั้งสิ้น สำหรับการประชุมคณะ กมธ.เมื่อวานนี้ ได้มีการพิจารณารายการอุทธรณ์เป็นเงินจำนวนมากถึง 3,000 ล้านบาท ซึ่ง กมธ.ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียด ถี่ถ้วน รอบด้าน และได้ซักถามอย่างรอบคอบในการพิจารณาปรับลดวงเงินเพราะเป็นวงเงินมากถึง 3,000 ล้านบาทของกรมควบคุมมลพิษ เหตุผลสำคัญคือคดีคลองด่าน ซึ่งอยู่กับพวกเรามาเป็นระยะเวลาหลาย 10 ปี และได้มีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดว่าให้ไปชำระหนี้ หลังจากที่มีการเจรจาต่อรองกันแล้วเป็นวงเงินสูงถึง 10,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้แบ่งออกเป็น 3 งวด งวดที่ 1 เป็นเงิน 4,000 ล้านบาท งวดที่ 2 และงวดที่ 3 งวดละ 3,000 ล้านบาท ในประเด็นที่ กมธ.มีการถกเถียงกันคือในเงินงวดที่ 2 ซึ่งมาขอตั้งงบในงบรายจ่ายปี 2570 ผ่านทางกรมควบคุมมลพิษเป็นเงินงบประมาณถึง 3,000 ล้านบาท หลังจากที่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน รอบคอบแล้วทาง กมธ.เห็นว่ายังมีประเด็นเรื่องของการฟ้องคดีเพื่ออายัดสิทธิเรียกร้อง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าคดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดและยังไม่มีความชัดเจนกับคำสั่งหรือผลคดีในท้ายที่สุดว่าจะออกมาเป็นอย่างไร กมธ.จึงเห็นว่า หากจัดสรรงบประมาณ 3,000 ล้านบาทนี้ไปให้กรมควบคุมมลพิษ แต่สุดท้าย คดีผลที่สุดอาจจะยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณในปี 2570 ก็จะเป็นการเสียโอกาสในการใช้เงินงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน คณะ กมธ.จึงมีมติว่าปรับลดงบประมาณ 3,000 ล้านบาท จากกรมควบคุมมลพิษ แต่เพื่อทำให้เกิดความสบายใจและไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบของทางรัฐบาล วันนี้จึงได้มีการพูดคุยกันว่าเงินที่ปรับลดในส่วนนี้จะคืนไปที่งบกลาง ซึ่งในยอดเงินงบกลางที่ได้รับการแปรเพิ่มเข้าไปเป็นวงเงินรวมทั้งหมด 6,000 ล้านบาท ก็จะได้มีข้อสังเกตของคณะ กมธ.ไว้อย่างชัดเจนว่าเงิน 3,000 ล้านบาทนี้จะต้องกันแล้วเตรียมไว้ในกรณีที่เกิดความฉุกเฉินจำเป็นที่ทางกรมควบคุมมลพิษจะต้องนำเงินจำนวนนี้ไปจ่ายตามคำสั่งของศาล หากศาลมีคำสั่งเป็นที่สิ้นสุด เราก็จะมีเงินจำนวนนี้สามารถไปชำระหนี้ตามกฎหมายได้ สำหรับการพิจารณางบประมาณกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ตนในฐานะวิปรัฐบาล ได้มีน้อง ๆ นักศึกษาหลายคนส่งเรื่องเข้ามาว่าต้องการให้พิจารณาเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาในปี 2570 ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาในเรื่องของการจัดสรรเงินงบประมาณให้เงินกู้ยืมให้กับน้อง ๆ นักศึกษาเป็นอย่างมาก ในปีนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสูงถึง 9,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ จะเห็นว่าเป็นเงินที่สูงมาก จึงต้องการตอกย้ำให้พี่น้องประชาชน น้อง ๆ นักศึกษาได้เกิดความสบายใจว่า รัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งและเห็นความสำคัญและต้องการให้เงินนี้ไปถึงพี่น้องประชาชนมากที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อพิจารณาคือประสิทธิภาพของการบริหารกองทุน เรามียอดเงินที่ครบกำหนดชำระอยู่ในกองทุนสูงถึงกว่า 220,000 ล้านบาท และมียอดเงินต้นค้างชำระสะสม จำนวนถึง จำนวนถึง 110,000 ล้านบาท คำถามคือ หากเรามีประสิทธิภาพในการบริหารเงินของกองทุนมากกว่านี้ และสามารถตามเก็บเงินผู้ที่เรียนจบไปแล้ว มีรายได้แล้ว กลับมาคืนของกองทุน เราจะมีเงินหมุนเวียนที่ไม่จำเป็นต้องเป็นภาระของรัฐบาลต่อไปในอนาคต ดังนั้น จึงฝากเป็นประเด็นข้อสังเกตของรัฐบาลว่า ปีนี้กองทุนได้รับเงินงบประมาณมากถึง 9,000 ล้านบาท จึงต้องการเห็นการบริหารจัดการกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดกับน้อง ๆ นักศึกษาทั่วประเทศ ทั้งนี้ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรสัปดาห์หน้าในวันที่ 27 – 28 สิงหาคม 2569 จะเป็นการพิจารณาลงมติหลายมาตรา และจะสรุปเล่มรายงานจากการพิจารณาของคณะ กมธ. พร้อมที่จะส่งให้กับประธานรัฐสภาเพื่อบรรจุระเบียบวาระการประชุมต่อไป ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการบรรจุระเบียบวาระเพื่อการพิจารณาในวาระ 2 - 3 ในวันที่ 7 8 และ 9 กันยายน 2569 ซึ่งจะเป็นการลงมติรายมาตรา อย่างครบถ้วนและเป็นไปตามกรอบกำหนดเวลาที่ทางสภากำหนด จึงมั่นใจว่าจะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รวมถึงประกาศใช้ทันกำหนดเวลาเพื่อเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ในวันที่ 1 ตุลาคม นี้ อย่างแน่นอน ส่วนในสัปดาห์หน้า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 จะเป็นการพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนวจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งได้มีการพูดคุยประสานงานกับประธานวิปฝ่ายค้านเรียบร้อยแล้วในเรื่องของการจัดสรรเวลา โดยเราต้องการเห็นการติดตามตรวจสอบการทำงานของฝ่ายค้าน จึงได้ให้เวลาฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ เป็นเวลา 8 ชั่วโมง ส่วนฝ่ายรัฐบาลนั้นได้มีการพูดคุยว่ากรอบเวลาของคณะรัฐมนตรีน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้กับฝ่ายค้านได้ตรวจสอบและใช้เวลาในการอภิปราย และมีการตอบข้อซักถามระหว่างฝ่ายค้านกับคณะรัฐมนตรีได้อย่างเต็มที่ โดยคาดว่าจะเริ่มการประชุมตั้งแต่ช่วง 09.00 นาฬิกา และเสร็จสิ้นการพิจารณาและลงมติในเวลาประมาณ 21.00 นาฬิกา * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * งบประมาณ 70 * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
dlvr.it
August 21, 2026 at 9:07 AM
ชี้ปัญหาช้างป่ารุนแรงขึ้น เสนอรัฐเพิ่มกำลัง-งบประมาณ แก้ปัญหาเชิงรุก
ชี้ปัญหาช้างป่ารุนแรงขึ้น เสนอรัฐเพิ่มกำลัง-งบประมาณ แก้ปัญหาเชิงรุก auser15 Mon, 2026-08-17 - 14:53 รองประธาน กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ชี้ปัญหาช้างป่ารุนแรงขึ้น หลังประชากรช้างเพิ่มจำนวน - ออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ ย้ำรัฐต้องเพิ่มบุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือ เร่งฟื้นฟูแหล่งอาหารและน้ำ ลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง แฟ้มภาพกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 17 สิงหาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายโชคชัย กิตติธเนศวร รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวในรายการทันข่าววุฒิสภา ถึงแนวทางจัดการปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน หลังประชาชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีได้รับผลกระทบจากช้างป่า โดยระบุว่า ปัญหาช้างป่ามีความซับซ้อนและมีแนวโน้มแก้ไขได้ยากขึ้น เนื่องจากจำนวนช้างเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 8 ต่อปี ปัจจุบันมีช้างป่ากว่า 900 ตัวในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก โดยเฉพาะบางพื้นที่ของจังหวัดจันทบุรี ช้างป่าออกนอกเขตอนุรักษ์เป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร และเข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน นายโชคชัย กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีประชาชนเสียชีวิตจากเหตุช้างป่า 2 คน บาดเจ็บ 1 คน และมีช้างป่าตาย 5 ตัว สะท้อนว่าการบริหารจัดการปัจจุบันยังต้องปรับไปสู่การป้องกันเชิงรุก เนื่องจากประชาชนได้รับความเสียหายจากช้างป่าที่เข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตร และบางครั้งทำร้ายประชาชนจนเสียชีวิต จนเกิดความรู้สึกโกรธแค้นและนำไปสู่การทำรั้วไฟฟ้าเพื่อป้องกันช้าง อย่างไรก็ตามมองว่ารั้วไฟฟ้าที่ใช้ป้องกันช้างไม่ควรเป็นระบบที่ปล่อยกระแสไฟฟ้ารุนแรงจนเป็นอันตรายต่อสัตว์ พร้อมยกกรณีการใช้กระแสไฟฟ้าที่ไม่เหมาะสมจนทำให้ช้างป่าตายถึง 3 ตัวว่า เป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้าและสะท้อนถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลมาตรการป้องกันอย่างถูกต้อง สำหรับแนวทางแก้ไข นายโชคชัย กล่าวว่าปัจจุบันกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสานการทำงานเพื่อแก้ปัญหา โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก มุ่งผลักดันช้างกลับเข้าสู่พื้นที่ป่า ทั้งนี้สาเหตุสำคัญที่ทำให้ช้างออกจากป่าคือแหล่งอาหารและแหล่งน้ำในป่าขาดความอุดมสมบูรณ์ ช้างจึงออกมากินพืชผลทางการเกษตร ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องดำเนินการควบคู่ทั้งการจัดการช้างและการฟื้นฟูแหล่งอาหารในพื้นที่ป่า โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นายโชคชัย ยังกล่าวถึงกรณีอาสาสมัครในชุมชนต้องช่วยดูแลและผลักดันช้างป่ากว่า 40 ตัวว่า ภาครัฐต้องเป็นหน่วยงานหลักที่แก้ปัญหา โดยชุดผลักดันช้างควรใช้กำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นหลัก ทั้งจากอุทยานแห่งชาติฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ขณะที่ประชาชนควรทำหน้าที่เป็นหน่วยสนับสนุน พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐจัดสรรบุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือที่จำเป็น เช่น โดรนและกล้องติดตามสัตว์ เพื่อรับมือกับปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการทำงานของกรมอุทยานแห่งชาติฯ รวมถึงหน่วยงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า เพื่อให้การจัดการปัญหาช้างป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อประชาชน และสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ช้างป่ากับการดำรงชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน * ข่าว * สิ่งแวดล้อม * ช้างป่า
dlvr.it
August 17, 2026 at 7:55 AM
ชี้ปัญหาช้างป่ารุนแรงขึ้น เสนอรัฐเพิ่มกำลัง-งบประมาณ แก้ปัญหาเชิงรุก
ชี้ปัญหาช้างป่ารุนแรงขึ้น เสนอรัฐเพิ่มกำลัง-งบประมาณ แก้ปัญหาเชิงรุก
ชี้ปัญหาช้างป่ารุนแรงขึ้น เสนอรัฐเพิ่มกำลัง-งบประมาณ แก้ปัญหาเชิงรุก auser15 Mon, 2026-08-17 - 14:53 รองประธาน กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ชี้ปัญหาช้างป่ารุนแรงขึ้น หลังประชากรช้างเพิ่มจำนวน - ออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ ย้ำรัฐต้องเพิ่มบุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือ เร่งฟื้นฟูแหล่งอาหารและน้ำ ลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง แฟ้มภาพกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 17 สิงหาคม 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายโชคชัย กิตติธเนศวร รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวในรายการทันข่าววุฒิสภา ถึงแนวทางจัดการปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน หลังประชาชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีได้รับผลกระทบจากช้างป่า โดยระบุว่า ปัญหาช้างป่ามีความซับซ้อนและมีแนวโน้มแก้ไขได้ยากขึ้น เนื่องจากจำนวนช้างเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 8 ต่อปี ปัจจุบันมีช้างป่ากว่า 900 ตัวในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก โดยเฉพาะบางพื้นที่ของจังหวัดจันทบุรี ช้างป่าออกนอกเขตอนุรักษ์เป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร และเข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน นายโชคชัย กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีประชาชนเสียชีวิตจากเหตุช้างป่า 2 คน บาดเจ็บ 1 คน และมีช้างป่าตาย 5 ตัว สะท้อนว่าการบริหารจัดการปัจจุบันยังต้องปรับไปสู่การป้องกันเชิงรุก เนื่องจากประชาชนได้รับความเสียหายจากช้างป่าที่เข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตร และบางครั้งทำร้ายประชาชนจนเสียชีวิต จนเกิดความรู้สึกโกรธแค้นและนำไปสู่การทำรั้วไฟฟ้าเพื่อป้องกันช้าง อย่างไรก็ตามมองว่ารั้วไฟฟ้าที่ใช้ป้องกันช้างไม่ควรเป็นระบบที่ปล่อยกระแสไฟฟ้ารุนแรงจนเป็นอันตรายต่อสัตว์ พร้อมยกกรณีการใช้กระแสไฟฟ้าที่ไม่เหมาะสมจนทำให้ช้างป่าตายถึง 3 ตัวว่า เป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้าและสะท้อนถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลมาตรการป้องกันอย่างถูกต้อง สำหรับแนวทางแก้ไข นายโชคชัย กล่าวว่าปัจจุบันกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสานการทำงานเพื่อแก้ปัญหา โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก มุ่งผลักดันช้างกลับเข้าสู่พื้นที่ป่า ทั้งนี้สาเหตุสำคัญที่ทำให้ช้างออกจากป่าคือแหล่งอาหารและแหล่งน้ำในป่าขาดความอุดมสมบูรณ์ ช้างจึงออกมากินพืชผลทางการเกษตร ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องดำเนินการควบคู่ทั้งการจัดการช้างและการฟื้นฟูแหล่งอาหารในพื้นที่ป่า โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นายโชคชัย ยังกล่าวถึงกรณีอาสาสมัครในชุมชนต้องช่วยดูแลและผลักดันช้างป่ากว่า 40 ตัวว่า ภาครัฐต้องเป็นหน่วยงานหลักที่แก้ปัญหา โดยชุดผลักดันช้างควรใช้กำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นหลัก ทั้งจากอุทยานแห่งชาติฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ขณะที่ประชาชนควรทำหน้าที่เป็นหน่วยสนับสนุน พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐจัดสรรบุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือที่จำเป็น เช่น โดรนและกล้องติดตามสัตว์ เพื่อรับมือกับปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการทำงานของกรมอุทยานแห่งชาติฯ รวมถึงหน่วยงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า เพื่อให้การจัดการปัญหาช้างป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อประชาชน และสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ช้างป่ากับการดำรงชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน * ข่าว * สิ่งแวดล้อม * ช้างป่า
dlvr.it
August 17, 2026 at 7:55 AM
‘กรมอุทยานฯ’ ยัน ภารกิจจับเสือตรวจ DNA ไม่ใช่การล่าเสือ เพียงแค่หาสาเหตุของพฤติกรรมทำร้ายคน

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6084679/
#กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช #เสือห้วยขาแข้ง
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 6, 2026 at 3:23 AM
‘สุชาติ’ แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าห้วยขาแข้ง ถูกเสือโคร่งทำร้ายเสียชีวิต

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6081901/
#สุชาติชมกลิ่น #กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช #เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 5, 2026 at 4:06 AM
เสนอเพิ่มแหล่งอาหารในป่า แก้วิกฤตช้างป่า ลดผลกระทบต่อชุมชน
เสนอเพิ่มแหล่งอาหารในป่า แก้วิกฤตช้างป่า ลดผลกระทบต่อชุมชน auser15 Wed, 2026-07-29 - 11:17 รองประธาน กมธ. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ระบุปัญหาช้างป่ารุกแปลงเกษตรรุนแรงมากขึ้น เสนอเพิ่มแหล่งอาหารในป่า พร้อมตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ ช่วยคนและช้างอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน ภาพจาก: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ว่า นายโชคชัย กิตติธเนศวร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤตช้างป่าไทยและแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้าง ว่าปัจจุบันปัญหาช้างป่ามีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะหลายจังหวัดในภาคตะวันออกและบางพื้นที่ของภาคใต้ เนื่องจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติภายในป่าลดลง ส่งผลให้ช้างออกจากป่ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน นายโชคชัย กล่าวว่า แนวทางสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ คือการเพิ่มแหล่งอาหารให้ช้างภายในพื้นที่ป่า โดยจัดทำแปลงพืชอาหารขนาดเล็กกระจายตามแนวชายป่า เพื่อลดความจำเป็นที่ช้างจะออกมาหาอาหารในพื้นที่ของชุมชน นายโชคชัย กล่าวต่อว่าคณะกมธ.อยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาปัญหาช้างป่า ผลกระทบที่เกิดขึ้น และแนวทางการแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยจะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการบริหารจัดการ รวมถึงพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหา และส่งเสริมให้คนกับช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน * ข่าว * สิ่งแวดล้อม * ช้างป่า * ช้าง
dlvr.it
July 29, 2026 at 4:21 AM
เสนอเพิ่มแหล่งอาหารในป่า แก้วิกฤตช้างป่า ลดผลกระทบต่อชุมชน
เสนอเพิ่มแหล่งอาหารในป่า แก้วิกฤตช้างป่า ลดผลกระทบต่อชุมชน
เสนอเพิ่มแหล่งอาหารในป่า แก้วิกฤตช้างป่า ลดผลกระทบต่อชุมชน auser15 Wed, 2026-07-29 - 11:17 รองประธาน กมธ. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ระบุปัญหาช้างป่ารุกแปลงเกษตรรุนแรงมากขึ้น เสนอเพิ่มแหล่งอาหารในป่า พร้อมตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ ช่วยคนและช้างอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน ภาพจาก: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 ว่า นายโชคชัย กิตติธเนศวร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤตช้างป่าไทยและแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้าง ว่าปัจจุบันปัญหาช้างป่ามีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะหลายจังหวัดในภาคตะวันออกและบางพื้นที่ของภาคใต้ เนื่องจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติภายในป่าลดลง ส่งผลให้ช้างออกจากป่ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน นายโชคชัย กล่าวว่า แนวทางสำคัญที่ควรเร่งดำเนินการ คือการเพิ่มแหล่งอาหารให้ช้างภายในพื้นที่ป่า โดยจัดทำแปลงพืชอาหารขนาดเล็กกระจายตามแนวชายป่า เพื่อลดความจำเป็นที่ช้างจะออกมาหาอาหารในพื้นที่ของชุมชน นายโชคชัย กล่าวต่อว่าคณะกมธ.อยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาปัญหาช้างป่า ผลกระทบที่เกิดขึ้น และแนวทางการแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยจะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการบริหารจัดการ รวมถึงพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหา และส่งเสริมให้คนกับช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน * ข่าว * สิ่งแวดล้อม * ช้างป่า * ช้าง
dlvr.it
July 29, 2026 at 4:21 AM
ชาวบ้านคัดค้านการขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน
ชาวบ้านคัดค้านการขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน auser15 Sat, 2026-07-18 - 15:10 ชาวบ้านขอนแก่น รวมตัวเดินรณรงค์ไปยังศาลากลางจังหวัดเพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ชี้ว่าพื้นที่ทับซ้อนที่ทำกินและป่าที่ชุมชนใช้ประโยชน์ตามวิถีชีวิต พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการรับฟังความเห็นเมื่อ 6-8 ก.ค. มีการกีดกันชาวบ้านที่ไม่เห็นชอบ รองผู้ว่าฯ ขอนแก่นรับปากให้กรมอุทยานฯ ยุติกระบวนการรับฟังความเห็นชั่วคราวและออกแบบกระบวนการใหม่ให้โปร่งใสร่วมกับชุมชน กป.อพช.ภาคอีสาน รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ชาวบ้านตำบลดงลาน อำเภอสีชมพู ตำบลห้วยม่วง อำเภอภูผาม่าน บ้านซำผักหนาม ตำบลนาหนองทุ่ม จังหวัดขอนแก่น รวมตัวกันที่สวนสาธารณะรัชดานุสรณ์ก่อนจะเดินรณรงค์ไปยังศาลากลางจังหวัดขอนแก่นเพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน จากนั้นศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดขอนแก่นได้เปิดห้องประชุมเชิญชาวบ้านทั้งหมดเข้าร่วมประชุมกับนายยุทธนา โพธิวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ขอนแก่น สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดขอนแก่น ตัวแทนชาวบ้านจากตำบลห้วยม่วง อำเภอภูผาม่าน ชี้แจงว่าชาวบ้านตำบลห้วยม่วงอยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2512 ปัญหาการประกาศอุทยานแห่งชาติภูผาม่านที่ทับซ้อนที่ดินทำกินพื้นที่ชาวบ้าน ต่อมาสำนักงาน ปฏิรูปที่ดินจังหวัดขอนแก่น ภายหลังการจัดทำ One Map เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้เเสดงสิทธิในที่ดินของชาวบ้านที่ได้รับการจัดสรรที่ทำกินจาก สปก. ชาวบ้านจึงต้องการให้ยกเลิกพื้นที่อุทยานฯที่ทับซ้อนกับที่ทำกินชาวบ้าน ด้านตัวแทนจากบ้านซำผักหนาม ได้ให้ข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่อุทยานเข้ามาดำเนินการปักแนวเขตในยามวิกาล โดยชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมเข้ามาในพื้นที่ของชาวบ้าน รวมถึงพื้นที่ป่าและแหล่งน้ำของชุมชนนี่คือปัญหาที่เกิดและเป็นเหตุที่ชาวบ้านลุกขึ้น ต่อมาได้ทำการรื้อถอนหลักหมุดแนวเขตออก แต่พบว่าพิกัด GIS กลับยังไม่ถูกลบออกทำให้ชาวบ้านไม่มั่นใจว่าการขยายแนวเขตอุทยานแต่ยังทับซ้อนพื้นที่ของชุมชน หรือ ถูกปรับปรุงตามที่ได้ตกลงกันไว้ ขณะที่ตัวแทนจากตำบลดงลาน ได้ยื่นรายชื่อชาวบ้านที่คัดค้าน และแสดงความเห็นในการคัดค้านการขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ดังนี้ 1) พื้นที่ขอขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน บริเวณพื้นที่ ต.นาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ และตำบลดงลาน ตำบลบ้านใหม่ อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น นั้นเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงลานที่ชาวบ้านตำบลดงลานนั้น และตำบลใกล้เคียงใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้จะไม่ใช่ป่าชุมชนตามกฏหมาย แต่ถือได้ว่าเป็นป่าชุมชนตามวิถีของชุมชน ในฐานะที่เป็นแหล่งอาหารและแหล่งเศรษฐกิจตามฤดูกาลของชุมชนทั้ง หน่อไม้ เห็ด ไข่มดแดง หญ้าคา ร่วมทั้งพืชผักในป่าที่สร้างอาชีพและหล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้าน หากป่าของชุมชนถูกผนวกเข้าเป็นอุทยานแห่งชาติจะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ตามกฏหมาย และมีความเสี่ยงจะต้องถูกดำเนินคดีในอนาคต เพิ่มวิกฤตปัญหาความยากจนของชาวบ้านจากการขาดรายได้ และแหล่งอาหารตามธรรมชาติ ซึ่งพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงลานที่อยู่ติดกับพื้นที่ชุมชนดงลาน ชาวบ้านมีแผนจะขอจัดตั้งป่าชุมชน ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมการขออนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 2) การขยายพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน จะทำให้ป่าอนุรักษ์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอยู่ติดกับชุมชนมากยิ่งขึ้น เพราะไม่มีพื้นที่กันชนระหว่างป่าอนุรักษ์กับชุมชน มีแนวโน้มทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างสัตว์ป่าโดยเฉพาะช้างป่า และคน มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งในปัจจุบันปัญหาช้างป่าออกจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์มาบุกรุกพื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัยของชาวตำบลดงลานนั้น นับว่าเป็นวิกฤตที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง ทั้งพื้นที่ทางการเกษตร บ้านเรือนชาวบ้านเสียหาย และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 3 คน เฉพาะในตำบลดงลาน การขยายแนวเขตอุทยานฯ จึงเป็นการขยายพื้นที่อันตรายจากสัตว์ป่ามายังชุมชนมากยิ่งขึ้น ซึ่งศาลปกครองขอนแก่นได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เคลื่อนย้ายช้างป่าออกจากชุมชน ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ตามที่ชาวบ้านได้ยื่นฟ้องต่อศาล 3) การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลดงลาน อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น ปัจจุบันได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเป็น “การท่องเที่ยววิถีสีชมพู” ที่เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ที่มีความสวยงามทางธรรมชาติ เป็นเอกลักษณ์ที่มีความโดดเด่น ทั้งป่าต้นน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ อีกทั้งภูเขาหินปูนที่เรียงตัวทอดยาวรอบพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลดงลานนั้น พบว่ามีถ้ำและหน้าผาที่มีภาพเขียนสี กลายเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์กว่า 27 แหล่ง ที่ชาวบ้านได้สำรวจร่วมกับสำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางมาท่องเที่ยว ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับอำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น และทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุญาตใช้พื้นที่เพื่อเป็นป่านันทนาการ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยววิสาหกิจชุมชน “เที่ยววิถีสีชมพู” ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 นอกจากนั้นชุมชนยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสของกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ในระหว่างการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น เมื่อวันที่ 6-8 กรกฎาคม ในพื้นที่ตำบลดงลาน พบว่าในกระบวนการแสดงความคิดเห็นละเมิดสิทธิชุมชน โดยเจ้าหน้าที่ได้แจกกระดาษเพื่อให้ชาวบ้านกรอกข้อมูลส่วนบุคคล จากนั้นให้แสดงความเห็น หาก “เห็นชอบ” ให้ทำเครื่องหมาย หน้าช่อง “เห็นชอบ” เท่านั้น แต่ถ้ามีความประสงค์จะแสดงความเห็น “ไม่เห็นชอบ” ชาวบ้านต้องให้ความเห็นประกอบ พร้อมกับแจ้งว่าหากชาวบ้าน ทำเครื่องหมาย “ไม่เห็นชอบ” จะถูกตัดสิทธิในการแสดงความเห็น ซึ่งกระบวนการแสดงความเห็นดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิชาวบ้านในการแสดงความคิดเห็น อีกทั้งการสร้างเขื่อนไขในการแสดงความเห็นเป็นการกีดกันชาวบ้านที่มีข้อจำกัดในการเขียน กีดกันไม่ให้ชาวบ้านไม่เห็นชอบ จึงเป็นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นชาวบ้านแบบปิดปาก ขาดหลักความเป็นกลาง ชาวตำบลดงลานจึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นได้ดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. ขอให้ตรวจสอบกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของกรมอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ภายใต้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ขอนแก่น กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าได้ละเมิดสิทธิชาวบ้านตำบลดงลาน ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามกฏหมาย ด้วยการสร้างเขื่อนไขกีดกันในการแสดงความคิดเห็น ละเมิดสิทธิการมีส่วนนร่วมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 43, 57 และ 58 ที่รับรองสิทธิของประชาชนและชุมชนในการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการรับฟังความคิดเห็นก่อนดำเนินโครงการที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชนหรือไม่ 2. ขอให้ตรวจสอบและส่งความเห็นของชาวบ้านดำบลดงลานที่ขอยุติการขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ส่งไปยังกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้สร้างผลกระทบต่อชาวบ้าน และซ้ำเติมวิกฤตความเดือดร้อนต่อชุมชน 3. ขอให้ดำเนินการเร่งรัดให้เคลื่อย้ายช้างป่าออกจากแหล่งชุมชนในพื้นที่อำเภอสีชมพูตามคำสั่งศาลปกครองขอนแก่น เพื่อไม่ให้ประชาชนจังหวัดขอนแก่นต้องเสียชีวิตจากช้างป่าเพิ่มขึ้นอีก แก้ไขความเดือดร้อนชาวบ้านให้ปลอดภัยจากอันตรายของช้างป่า ซึ่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้แจ้งกับชุมชนว่าจะขอให้ทางกรมอุทยานแห่งชาติภูผาม่านยุติกระบวนการรับฟังความคิดเห็นกับชุมชนไปก่อน และหากจะมีการจัดรับฟังความคิดเห็นอีกครั้งจะต้องมีกระบวนการปรึกษาหารือร่วมกับชุมชนเพื่อออกแบบกระบวนการที่มีความโปร่งใส จากนั้นตัวแทนชาวบ้านจัดพื้นที่ตำบลห้วยม่วง บ้านซำผักหนาม ชุมชนชลประทานขอนแก่น ชาวบ้านตำบลดงลางได้ยื่นหนังสือกับรองผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ขอนแก่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อให้ติดตามตรวจสอบกระบวนการต่อไป * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน * ขอนแก่น * กป.อพช.ภาคอีสาน
dlvr.it
July 18, 2026 at 8:18 AM
ชาวบ้านคัดค้านการขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน
ชาวบ้านคัดค้านการขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน
ชาวบ้านคัดค้านการขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน auser15 Sat, 2026-07-18 - 15:10 ชาวบ้านขอนแก่น รวมตัวเดินรณรงค์ไปยังศาลากลางจังหวัดเพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ชี้ว่าพื้นที่ทับซ้อนที่ทำกินและป่าที่ชุมชนใช้ประโยชน์ตามวิถีชีวิต พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการรับฟังความเห็นเมื่อ 6-8 ก.ค. มีการกีดกันชาวบ้านที่ไม่เห็นชอบ รองผู้ว่าฯ ขอนแก่นรับปากให้กรมอุทยานฯ ยุติกระบวนการรับฟังความเห็นชั่วคราวและออกแบบกระบวนการใหม่ให้โปร่งใสร่วมกับชุมชน กป.อพช.ภาคอีสาน รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ชาวบ้านตำบลดงลาน อำเภอสีชมพู ตำบลห้วยม่วง อำเภอภูผาม่าน บ้านซำผักหนาม ตำบลนาหนองทุ่ม จังหวัดขอนแก่น รวมตัวกันที่สวนสาธารณะรัชดานุสรณ์ก่อนจะเดินรณรงค์ไปยังศาลากลางจังหวัดขอนแก่นเพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน จากนั้นศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดขอนแก่นได้เปิดห้องประชุมเชิญชาวบ้านทั้งหมดเข้าร่วมประชุมกับนายยุทธนา โพธิวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ขอนแก่น สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดขอนแก่น ตัวแทนชาวบ้านจากตำบลห้วยม่วง อำเภอภูผาม่าน ชี้แจงว่าชาวบ้านตำบลห้วยม่วงอยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2512 ปัญหาการประกาศอุทยานแห่งชาติภูผาม่านที่ทับซ้อนที่ดินทำกินพื้นที่ชาวบ้าน ต่อมาสำนักงาน ปฏิรูปที่ดินจังหวัดขอนแก่น ภายหลังการจัดทำ One Map เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้เเสดงสิทธิในที่ดินของชาวบ้านที่ได้รับการจัดสรรที่ทำกินจาก สปก. ชาวบ้านจึงต้องการให้ยกเลิกพื้นที่อุทยานฯที่ทับซ้อนกับที่ทำกินชาวบ้าน ด้านตัวแทนจากบ้านซำผักหนาม ได้ให้ข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่อุทยานเข้ามาดำเนินการปักแนวเขตในยามวิกาล โดยชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมเข้ามาในพื้นที่ของชาวบ้าน รวมถึงพื้นที่ป่าและแหล่งน้ำของชุมชนนี่คือปัญหาที่เกิดและเป็นเหตุที่ชาวบ้านลุกขึ้น ต่อมาได้ทำการรื้อถอนหลักหมุดแนวเขตออก แต่พบว่าพิกัด GIS กลับยังไม่ถูกลบออกทำให้ชาวบ้านไม่มั่นใจว่าการขยายแนวเขตอุทยานแต่ยังทับซ้อนพื้นที่ของชุมชน หรือ ถูกปรับปรุงตามที่ได้ตกลงกันไว้ ขณะที่ตัวแทนจากตำบลดงลาน ได้ยื่นรายชื่อชาวบ้านที่คัดค้าน และแสดงความเห็นในการคัดค้านการขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ดังนี้ 1) พื้นที่ขอขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน บริเวณพื้นที่ ต.นาหนองทุ่ม อำเภอชุมแพ และตำบลดงลาน ตำบลบ้านใหม่ อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น นั้นเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงลานที่ชาวบ้านตำบลดงลานนั้น และตำบลใกล้เคียงใช้ประโยชน์ร่วมกัน แม้จะไม่ใช่ป่าชุมชนตามกฏหมาย แต่ถือได้ว่าเป็นป่าชุมชนตามวิถีของชุมชน ในฐานะที่เป็นแหล่งอาหารและแหล่งเศรษฐกิจตามฤดูกาลของชุมชนทั้ง หน่อไม้ เห็ด ไข่มดแดง หญ้าคา ร่วมทั้งพืชผักในป่าที่สร้างอาชีพและหล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้าน หากป่าของชุมชนถูกผนวกเข้าเป็นอุทยานแห่งชาติจะทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ตามกฏหมาย และมีความเสี่ยงจะต้องถูกดำเนินคดีในอนาคต เพิ่มวิกฤตปัญหาความยากจนของชาวบ้านจากการขาดรายได้ และแหล่งอาหารตามธรรมชาติ ซึ่งพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงลานที่อยู่ติดกับพื้นที่ชุมชนดงลาน ชาวบ้านมีแผนจะขอจัดตั้งป่าชุมชน ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมการขออนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 2) การขยายพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน จะทำให้ป่าอนุรักษ์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอยู่ติดกับชุมชนมากยิ่งขึ้น เพราะไม่มีพื้นที่กันชนระหว่างป่าอนุรักษ์กับชุมชน มีแนวโน้มทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างสัตว์ป่าโดยเฉพาะช้างป่า และคน มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งในปัจจุบันปัญหาช้างป่าออกจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์มาบุกรุกพื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัยของชาวตำบลดงลานนั้น นับว่าเป็นวิกฤตที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง ทั้งพื้นที่ทางการเกษตร บ้านเรือนชาวบ้านเสียหาย และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 3 คน เฉพาะในตำบลดงลาน การขยายแนวเขตอุทยานฯ จึงเป็นการขยายพื้นที่อันตรายจากสัตว์ป่ามายังชุมชนมากยิ่งขึ้น ซึ่งศาลปกครองขอนแก่นได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เคลื่อนย้ายช้างป่าออกจากชุมชน ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ตามที่ชาวบ้านได้ยื่นฟ้องต่อศาล 3) การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลดงลาน อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น ปัจจุบันได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเป็น “การท่องเที่ยววิถีสีชมพู” ที่เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ที่มีความสวยงามทางธรรมชาติ เป็นเอกลักษณ์ที่มีความโดดเด่น ทั้งป่าต้นน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ อีกทั้งภูเขาหินปูนที่เรียงตัวทอดยาวรอบพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลดงลานนั้น พบว่ามีถ้ำและหน้าผาที่มีภาพเขียนสี กลายเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์กว่า 27 แหล่ง ที่ชาวบ้านได้สำรวจร่วมกับสำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางมาท่องเที่ยว ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับอำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น และทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุญาตใช้พื้นที่เพื่อเป็นป่านันทนาการ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยววิสาหกิจชุมชน “เที่ยววิถีสีชมพู” ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 นอกจากนั้นชุมชนยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสของกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ในระหว่างการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น เมื่อวันที่ 6-8 กรกฎาคม ในพื้นที่ตำบลดงลาน พบว่าในกระบวนการแสดงความคิดเห็นละเมิดสิทธิชุมชน โดยเจ้าหน้าที่ได้แจกกระดาษเพื่อให้ชาวบ้านกรอกข้อมูลส่วนบุคคล จากนั้นให้แสดงความเห็น หาก “เห็นชอบ” ให้ทำเครื่องหมาย หน้าช่อง “เห็นชอบ” เท่านั้น แต่ถ้ามีความประสงค์จะแสดงความเห็น “ไม่เห็นชอบ” ชาวบ้านต้องให้ความเห็นประกอบ พร้อมกับแจ้งว่าหากชาวบ้าน ทำเครื่องหมาย “ไม่เห็นชอบ” จะถูกตัดสิทธิในการแสดงความเห็น ซึ่งกระบวนการแสดงความเห็นดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิชาวบ้านในการแสดงความคิดเห็น อีกทั้งการสร้างเขื่อนไขในการแสดงความเห็นเป็นการกีดกันชาวบ้านที่มีข้อจำกัดในการเขียน กีดกันไม่ให้ชาวบ้านไม่เห็นชอบ จึงเป็นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นชาวบ้านแบบปิดปาก ขาดหลักความเป็นกลาง ชาวตำบลดงลานจึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นได้ดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. ขอให้ตรวจสอบกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของกรมอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ภายใต้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ขอนแก่น กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าได้ละเมิดสิทธิชาวบ้านตำบลดงลาน ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามกฏหมาย ด้วยการสร้างเขื่อนไขกีดกันในการแสดงความคิดเห็น ละเมิดสิทธิการมีส่วนนร่วมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 43, 57 และ 58 ที่รับรองสิทธิของประชาชนและชุมชนในการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการรับฟังความคิดเห็นก่อนดำเนินโครงการที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชนหรือไม่ 2. ขอให้ตรวจสอบและส่งความเห็นของชาวบ้านดำบลดงลานที่ขอยุติการขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ส่งไปยังกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้สร้างผลกระทบต่อชาวบ้าน และซ้ำเติมวิกฤตความเดือดร้อนต่อชุมชน 3. ขอให้ดำเนินการเร่งรัดให้เคลื่อย้ายช้างป่าออกจากแหล่งชุมชนในพื้นที่อำเภอสีชมพูตามคำสั่งศาลปกครองขอนแก่น เพื่อไม่ให้ประชาชนจังหวัดขอนแก่นต้องเสียชีวิตจากช้างป่าเพิ่มขึ้นอีก แก้ไขความเดือดร้อนชาวบ้านให้ปลอดภัยจากอันตรายของช้างป่า ซึ่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้แจ้งกับชุมชนว่าจะขอให้ทางกรมอุทยานแห่งชาติภูผาม่านยุติกระบวนการรับฟังความคิดเห็นกับชุมชนไปก่อน และหากจะมีการจัดรับฟังความคิดเห็นอีกครั้งจะต้องมีกระบวนการปรึกษาหารือร่วมกับชุมชนเพื่อออกแบบกระบวนการที่มีความโปร่งใส จากนั้นตัวแทนชาวบ้านจัดพื้นที่ตำบลห้วยม่วง บ้านซำผักหนาม ชุมชนชลประทานขอนแก่น ชาวบ้านตำบลดงลางได้ยื่นหนังสือกับรองผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ขอนแก่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อให้ติดตามตรวจสอบกระบวนการต่อไป * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน * ขอนแก่น * กป.อพช.ภาคอีสาน
dlvr.it
July 18, 2026 at 8:18 AM
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอแสดงความยินดีกับ " | ด่วน.com อัพเดทข่าวด่วน ทั่วไ
https://price.thaixl.com/885/
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขอแสดงความยินดีกับ ” ข่าวเด่น| อัพเดทข่าวด่วน ทั่วไ
👌 กรมอุทยานแห่งชาติ [...]
price.thaixl.com
August 3, 2025 at 4:48 AM
Land Watch ย้ำ 1.5 แสนไร่ 'ทับลาน' แก้ปัญหารัฐขีดเส้นอุทยานฯ ทับที่ประชาชน
Land Watch ย้ำ 1.5 แสนไร่ 'ทับลาน' แก้ปัญหารัฐขีดเส้นอุทยานฯ ทับที่ประชาชน Pazzle Wed, 2026-06-17 - 16:19 หลังบอร์ดอุทยานฯ มีมติปรับแนวเขต "ทับลาน" เฉือน 1.5 แสนไร่ให้ ส.ป.ก. กลุ่ม Land Watch THAI จับตาปัญหาที่ดิน ระบุ 1.5 แสนไร่ทับลานนี้ เรียกว่าเฉือนไม่ได้ แต่เป็นการแก้ปัญหาความผิดพลาดรัฐที่ขีดเส้นอุทยานฯ ทับที่ชาวบ้านที่อยู่มาก่อนในพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรให้ทำกินและอยู่อาศัยตั้งแต่ พ.ศ. 2519 ก่อนที่กรมป่าไม้จะประกาศตั้งอุทยานแห่งชาติทับลานขึ้นมา และขีดเส้นทับที่ ส.ป.ก. และที่ดินที่รัฐเคยจัดสรรให้ชาวบ้านอยู่ จนเกิดเป็นคดีบุกรุกป่าที่ชาวบ้านหลายคนถูกจับกุม การตีเส้นใหม่แนวเขตใหม่คือการ "คืนความถูกต้อง" ไม่ใช่การแจกป่า   17 มิ.ย. 2569 Land Watch THAI จับตาปัญหาที่ดิน เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2569 คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ประชุมพิจารณาเรื่องการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน จ.ปราจีนบุรี นครราชสีมา และ สระแก้ว ตามมติคณะรัฐมนตรี 14 มี.ค. 2566 จำนวน 265,286 ไร่ โดยการพิจารณาดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความทับซ้อน ระหว่างพื้นที่อนุรักษ์กับพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน  โดยพื้นที่เพิกถอน แบ่งเป็น 5 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 พื้นที่ทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เนื้อที่ประมาณ 53,416 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการ เนื่องจากประชาชนได้รับสิทธิตามกฎหมายแล้ว กลุ่มที่ 2 พื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคีตามมติคณะรัฐมนตรี ปี 2520 เนื้อที่ประมาณ 8,328 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. บริหารจัดการ กลุ่มที่ 3 พื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง (พมพ. และ คจก.)ตามมติคณะรัฐมนตรี ปี 2535 เนื้อที่ประมาณ 87,500 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการ โดยพื้นที่ที่ยังไม่ได้ออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ให้พิจารณาเป็น ส.ป.ก. แปลงรวมตามแนวทาง คทช. กลุ่มที่ 4 พื้นที่ราษฎรนอกเขต ส.ป.ก. และนอกโครงการเพื่อความมั่นคง พื้นที่กลุ่มนี้มี เนื้อที่ประมาณ 109,420 ไร่ คณะกรรมการเห็นควรให้คงสถานะเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน โดยใช้มาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เพื่อพิสูจน์สิทธิของประชาชนที่ครอบครองมาก่อนการประกาศอุทยานฯ ซึ่งมีการสำรวจไว้แล้วประมาณ 5,200 ราย และจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะไม่รอนสิทธิของประชาชนรายอื่นที่ประสงค์ขอพิสูจน์สิทธิ กลุ่มที่ 5 พื้นที่ราชพัสดุสนามฝึกซ้อมรบ เนื้อที่ประมาณ 6,621 ไร่ เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติให้สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ในราชการทหาร และในขณะเดียวกันเตรียมการขยายเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เนื้อที่ประมาณ 86,966 ไร่ โดยให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับกรมป่าไม้ สำรวจความเหมาะสมในพื้นที่ขยายเพิ่ม หลายคนเลยตั้งคำถามว่า ทำไมจู่ ๆ ถึงต้องมีการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานกว่า 1.5 แสนไร่? นี่คือการ "เฉือนป่า" หรือไม่?  Land Watch THAI ระบุ หากย้อนดูไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ จะพบว่าแท้จริงแล้วปัญหาไม่ได้เกิดจากชาวบ้านบุกรุกป่า แต่เกิดจากการ "ขีดเส้นแผนที่ทับซ้อนกัน" ของหน่วยงานรัฐในอดีตต่างหาก แล้วจะเรียกว่าเฉือนได้อย่างไร เพราะเมื่อมาย้อนดูกันจะพบว่า ปัญหามันซับซ้อนมาก พ.ศ. 2519 - 2520 รัฐบาลในขณะนั้นมีนโยบายให้หน่วยงานรัฐ (กรมป่าไม้, ส.ป.ก., และหน่วยงานความมั่นคง) นำ "พื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม" (จากการให้สัมปทานตัดไม้จนเตียนโล่ง) มาจัดสรรให้ชาวบ้านทำกินและอยู่อาศัย เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและเหตุผลทางความมั่นคง (เช่น โครงการหมู่บ้านไทยสามัคคี) พ.ศ. 2524 กรมป่าไม้ประกาศตั้ง "อุทยานแห่งชาติทับลาน" ขึ้นมา แต่เส้นแนวเขตอุทยานฯ ที่ขีดขึ้นนั้น ดันไป "ทับซ้อน" กับพื้นที่ที่ ส.ป.ก. และหน่วยงานอื่นเคยจัดสรรให้ชาวบ้านอยู่ไปก่อนแล้ว ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นผู้บุกรุกป่าโดยไม่รู้ตัว พ.ศ. 2540 - 2543 รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาแนวเขตทับซ้อน โดยในปี 2543 กรมป่าไม้ร่วมกับชาวบ้านและหน่วยงานท้องถิ่น ได้เดินสำรวจ รังวัด และฝังหลักเขตใหม่ร่วมกัน ตามสภาพความเป็นจริง (แนวเขตปี 2543) เพื่อกันพื้นที่ชุมชนออกจากป่า พ.ศ. 2545 มีการตั้ง "กรมอุทยานฯ" ขึ้นมาใหม่ และมีนโยบายให้กลับไปยึดเส้นแนวเขตเดิมปี 2524 (เส้นที่ทับซ้อน) นำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านครั้งใหญ่ในปี 2554 สร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก จนกระทั่ง พ.ศ. 2566 - ปัจจุบัน รัฐบาลผลักดันโครงการ One Map เพื่อทำแผนที่ฉบับเดียวที่ทุกหน่วยงานยอมรับ โดย ครม. มีมติเมื่อ 14 มี.ค. 2566 ให้ ยึดแนวเขตที่สำรวจร่วมกันในปี 2543 เป็นหลัก  คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ได้รับเรื่องร้องเรียนจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และสมาคมอุทยานแห่งชาติ แสดงความกังวลต่อการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 เนื่องจากจะมีการเพิกถอนพื้นที่อุทยานเป็นจำนวนถึง 265,000 ไร่ และเรื่องร้องเรียนจากราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาพิพาทที่ดินแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดปราจีนบุรี สนับสนุนให้เร่งแก้ไขแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ ได้นำเรื่องเข้าสู่วาระพิจารณาจำนวน 2 ครั้ง ได้แก่ ในการประชุมครั้งที่ 35 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2567 และ ในการประชุมครั้งที่ 38 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 คณะกรรมาธิการฯ มองว่า กรมอุทยานฯ ละเลยการประกาศใช้แนวเขตปี 2543 ที่ทุกฝ่ายเคยตกลงกันไว้ ทำให้ปัญหาบานปลาย จึงเสนอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งรัดกรมอุทยานฯ ให้ปรับแนวเขตตามเส้นปี 2543 (ตามมติ ครม. 14 มี.ค. 2566) เพื่อยุติความเดือดร้อนของชาวบ้าน ส่วนเรื่องคดีความรุกป่านั้น เป็นเรื่องดุลพินิจของศาลที่ต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ไม่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาแนวเขตนี้ การปรับแนวเขตทับลาน ไม่ใช่การยกป่าสมบูรณ์ให้เอกชน แต่คือการ "แก้ความผิดพลาดของรัฐ" ที่ดันไปขีดเส้นอุทยานฯ ทับที่ดินที่รัฐเคยจัดสรรให้ชาวบ้านอยู่มาก่อน เพื่อคืนความถูกต้องและยุติปัญหาที่ยืดเยื้อมานานกว่า 40 ปี ความจริงในทับลาน 1. พื้นที่ที่ถูกปรับลดแนวเขต (ประมาณ 1.5 แสนไร่) ไม่ใช่ป่าสมบูรณ์ แต่เป็นพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน และพื้นที่เกษตรกรรม ที่รัฐบาลในอดีตจัดสรรให้ประชาชนเข้ามาอยู่อาศัยเพื่อความมั่นคง (เช่น โครงการหมู่บ้านไทยสามัคคี หรือ ส.ป.ก.) ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2518 – 2520 ปัญหาคือ รัฐมาขีดเส้นประกาศตั้ง "อุทยานแห่งชาติทับลาน" ในปี พ.ศ. 2524 ซึ่งไป "ทับ" ที่ทำกินของชาวบ้านที่รัฐจัดสรรให้ไปก่อนหน้านี้แล้ว 2. การตีเส้นใหม่ คือการ "คืนความถูกต้อง" ไม่ใช่การแจกป่า การปรับปรุงแนวเขตในแผนที่ เป็นการ "กัน" พื้นที่ชุมชนเดิมออกจากเขตอุทยานฯ เพื่อแก้ความผิดพลาดของรัฐในอดีต ทำให้ชาวบ้านที่อยู่มาก่อนอย่างถูกต้อง ไม่ต้องกลายเป็น "อาชญากรบุกรุกป่า" และสามารถเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิรับเอกสารทำกิน (ส.ป.ก.) ได้ตามกฎหมาย การปรับแผนที่ครั้งนี้ คณะกรรมการอุทยานฯ ยืนยันแล้วว่า ไม่กระทบต่อสถานะมรดกโลก (กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่) ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ยังคงได้รับการปกป้องดูแลอย่างเข้มงวดเช่นเดิม หลายคนกังวลว่าแก้แผนที่แล้วนายทุนรีสอร์ตจะได้ประโยชน์? ข้อมูลระบุชัดเจนว่า การปรับแนวเขตนี้ให้สิทธิเฉพาะราษฎรในพื้นที่เป้าหมายเดิมเท่านั้น กลุ่มทุน เอกชน หรือผู้ที่บุกรุกป่าใหม่ จะไม่ได้รับสิทธิใด ๆ ทั้งสิ้น และยังคงถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด กรณีการปรับแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ไม่ใช่การ "เฉือนป่าสมบูรณ์ไปแจกนายทุน" อย่างที่หลายคนกังวล แต่คือการ "สางปมความผิดพลาดในอดีต" ที่รัฐขีดเส้นแผนที่ไปทับซ้อนที่ทำกินของประชาชนที่รัฐเองเป็นผู้จัดสรรให้อยู่มาก่อน คืนสิทธิและความเป็นธรรมให้ชาวบ้านดั้งเดิม ไม่ต้องเป็นอาชญากรบุกรุกป่าโดยไม่ตั้งใจ ดักทางกลุ่มทุนและผู้บุกรุกรายใหม่ เพราะรัฐยืนยันชัดเจนว่า ผู้กระทำผิดจะยังคงถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น ยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกว่า 40 ปี ทำให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ไม่ต้องเสียเวลากับข้อพิพาทเรื่องแนวเขตอีกต่อไป และสามารถทุ่มเทสรรพกำลังไปกับการปกป้อง "ป่าทับลานของจริง" ให้เป็นมรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์ต่อไปได้อย่างเต็มที่     * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * สิ่งแวดล้อม * อุทยานแห่งชาติทับลาน * Land Watch Thai * เขตอุทยานทับที่ทำกิน
dlvr.it
June 17, 2026 at 9:25 AM
ขอกองทุนสิ่งแวดล้อม หนุนงบพัฒนาระบบเฝ้าระวังโดยชุมชน แก้ปัญหาช้างป่าบุกรุก จ.จันทบุรี
ขอกองทุนสิ่งแวดล้อม หนุนงบพัฒนาระบบเฝ้าระวังโดยชุมชน แก้ปัญหาช้างป่าบุกรุก จ.จันทบุรี auser15 Sat, 2026-04-25 - 15:42 สว.โชติชัย ขอกองทุนสิ่งแวดล้อม สนับสนุนงบพัฒนาระบบเฝ้าระวังช้างป่าโดยชุมชน ด้วยการประมวลผลภาพช้างป่าแบบอัตโนมัติ และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ช่วยเกษตรกรจันทบุรีลดความเสียหายได้ถึงร้อยละ 70 แฟ้มภาพกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 25 เมษายน 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายโชติชัย บัวดิษ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงปัญหาช้างป่าบุกรุกสวนผลไม้ในพื้นที่อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ว่า ปัจจุบันมีช้างป่าเข้ามาในพื้นที่ชุมชนกว่า 40 ตัว โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่หมู่ที่ 9 บ้านคลองตาอิน ทำให้ชุมชนในพื้นที่ต้องคอยเฝ้าระวังในการอยู่อาศัยและทำมาหากินกันอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลของผลไม้ เนื่องจากช้างป่ามักจะทำลายพืชผลทางการเกษตร ซึ่งการผลักดันช้างออกนอกพื้นที่ทำได้ยากและเสี่ยงเกิดความขัดแย้ง รวมถึงอันตรายจากการใช้ไฟฟ้าป้องกัน ทางชุมชนจึงได้ศึกษาระบบเฝ้าระวังช้างป่าโดยชุมชน โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ด้วยการประมวลผลภาพช้างป่าแบบอัตโนมัติ โดยใช้กล้อง Camera Trap และระบบแจ้งเตือนภัยช้างป่าล่วงหน้า ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ระบบเฝ้าระวังดังกล่าวสามารถช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากช้างป่าลงมากินและทำลายพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่ได้ถึงร้อยละ 70 ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกองทุนสิ่งแวดล้อม ช่วยสนับสนุนงบประมาณพัฒนาระบบเฝ้าระวังดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ชุมชนและช้างอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย ลดความสูญเสีย และสร้างความยั่งยืนในพื้นที่ * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ช้างป่า * จันทบุรี * กองทุนสิ่งแวดล้อม
dlvr.it
April 25, 2026 at 8:48 AM
จำคุก 1 ปี 'ชัยวัฒน์' ไม่รอลงอาญา ตรวจรับงานเท็จ คดีก่อสร้างอาคารอุทยานฯ
จำคุก 1 ปี 'ชัยวัฒน์' ไม่รอลงอาญา ตรวจรับงานเท็จ คดีก่อสร้างอาคารอุทยานฯ Pazzle Thu, 2025-09-18 - 10:36 ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 พิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา "ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร" อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ศาลชี้ ผิด ม.157 คดีตรวจรับงานก่อสร้างอาคารที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยคมกฤต อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยมิชอบ ก่อนที่ศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวชัยวัฒน์ โดยการวางหลักทรัพย์ 300,000 บาท    18 ก.ย. 2568 ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 พิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ฐานดำเนินการโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยคมกฤต อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยมิชอบ ก่อนที่ศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวชัยวัฒน์ โดยการวางหลักทรัพย์ 300,000 บาท มติชน ชัยวัฒน์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า คำพิพากษานี้ถือว่าศาลเมตตาตนมากแล้ว โดยในคำวินิจฉัยเรื่องการฮั้วการประมูลและทุจริตนั้น ศาลได้มีการยกฟ้อง เพราะมีการเปิดประมูลถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง ในส่วนของเงิน 1 ล้านบาท ตนก็ไม่เกี่ยวข้อง เป็นเงินค่าแรงที่จ่ายให้ผู้รับจ้างถูกต้อง ถือว่าเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับตนเอง ความผิดพลาดในเรื่องนี้ มี 2 เรื่องคือ แบบก่อสร้างที่ตามแบบแล้ว ต้องทำรางน้ำที่บ้านพักคนงาน แต่เมื่อสร้างจริงแล้วไม่มี อีกข้อคือการสร้างส้วม ที่ตามแบบต้องสร้างส้วมแบบชักโครก แต่กลับไปสร้างเป็น ส้วมนั่งยองๆ เหตุผลที่ต้องสร้างส้วมแบบนี้ เพราะส้วมแบบชักโครกนั้น มีน้ำไม่พอใช้กด ซึ่งผิดแบบที่เสนอเอาไว้ ThaiPBS จากนี้ชัยวัฒน์จะรอคัดคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติผิดชอบภาค 7 ไปยื่นร้องต่อศาลปกครองสูงสุด ให้เพิกถอนคำสั่งกรณีถูกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งไล่ออกจากราชการไปก่อนหน้านี้ และจะยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้ภายใน 30 วัน   * ข่าว * การเมือง * ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร * ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ * ม.157
dlvr.it
September 18, 2025 at 4:01 AM
เผยกรมอุทยานฯ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 'จัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป' โดยไม่แจ้งล่วงหน้า
เผยกรมอุทยานฯ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น 'จัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป' โดยไม่แจ้งล่วงหน้า auser15 Sun, 2025-08-03 - 11:55 เผยเมื่อช่วงปลายเดือน ก.ค. 68 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จัด “ประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปแยกเป็นรายหมู่บ้าน” แต่ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่าพวกตนไม่ทราบมาก่อนว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นการจัดรับฟังความคิดเห็นในการจัดตั้งอุทยานฯ 3 สิงหาคม 2568 ประชาไทได้รับแจ้งว่า ตามที่ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จัด “ประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปแยกเป็นรายหมู่บ้าน” ใน ต.เฉลิม อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่า พวกตนไม่ทราบมาก่อนว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นการจัดรับฟังความคิดเห็นในการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป อันเป็นขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 สำหรับการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ ชาวบ้านได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียง 1 วันว่าทางหัวหน้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป (เตรียมการ) ขอนัดประชุมที่มัสยิด  และชาวบ้านต่างไม่ทราบว่าเป็นการประชุมในเรื่องใด เมื่อชาวบ้านมาถึงที่ประชุม จึงทราบจากป้ายไวนิลที่ติดไว้หน้าห้องว่า นี่เป็นการประชุมรับฟังความคิดเห็นในการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป โดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ให้ชาวบ้านที่มาประชุมลงชื่อ แต่มีชาวบ้านบางคนไม่ยอมลงชื่อเพราะกังวลว่าจะถูกเอาชื่อไปแอบอ้าง เมื่อเริ่มประชุม เจ้าหน้าที่อุทยานฯ พยายามให้ชาวบ้านตอบว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป แต่มีชาวบ้านหลายคนค้านว่า การจัดทำแนวเขตอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโปยังไม่เสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่จึงยังไม่ควรมาจัดรับฟังความคิดเห็นแบบนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็อ้างว่า ได้จัดรับฟังความคิดเห็นไปแล้วกับทาง ต.ลาโล๊ะ อ.รือเสาะ และ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ และชาวบ้านของทั้งสองตำบลก็เห็นชอบกับการจัดตั้งอุทยานฯ เรียบร้อยแล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่า เจ้าหน้าที่ได้นำเอาแผนผังแปลงที่ดินทำกินของชาวบ้าน ที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการสำรวจไปแล้วมาแสดงบนจอหน้ากระดาน (ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านไม่เห็นด้วยการเดินสำรวจแปลงที่ดินทำกินในลักษณะนี้ เพราะไม่ใช่วิธีการในการกำหนดแนวเขตอุทยานฯ ร่วมกันกับชุมชนอย่างเสมอหน้า) โดยเจ้าหน้าที่ไม่ได้แสดงแผนที่ให้ชาวบ้านเห็นเลยว่า เส้นแนวเขตอุทยานฯ ที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าปรับแก้ใหม่แล้วนั้นอยู่ตรงไหน นี่ยังไม่นับรวมว่าเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ยังไม่ได้มีการทำเครื่องหมายแสดงสัญลักษณ์แนวเขตอุทยานฯ ให้ชาวบ้านเห็นบนภูมิประเทศจริง (บนผืนดิน) ก่อนการจัดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ เท่ากับว่า เจ้าหน้าที่จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในการกำหนดพื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป โดยที่ชาวบ้านผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ทราบเลยว่าเส้นแนวเขตอุทยานอยู่ตรงไหน ที่ผ่านมาแม้ชาวบ้านจะไม่ต้องการจะเข้าการสำรวจแปลงที่ดินทำกินโดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แต่ก็จำต้องเข้าร่วมเพราะถูกขู่ว่าหากใครไม่เข้าร่วม ที่ดินจะไม่ถูกกันออกจากการกำหนดเป็นอุทยานฯ ให้ อีกทั้งการสำรวจนี้ยังมีข้อกังขาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การที่แบบฟอร์มการสำรวจที่ใช้ในแต่พื้นที่มีเนื้อหาต่างกันหลายเวอร์ชั่น ดูไม่มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ที่ลงชื่อในแบบสำรวจก็เป็นเพียงลูกจ้างไม่ใช่ข้าราชการประจำที่มีอำนาจหน้าที่ที่จะสามารถรับผิดชอบได้หากที่ดินของชาวบ้านต้องกลายเป็นอุทยานฯ อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ยอมรับว่า ผลการสำรวจต้องส่งต่อไปยังหน่วยเหนือ และไม่รู้ว่าทางหน่วยเหนือจะกันที่ชาวบ้านออกจากการเป็นอุทยานฯ ให้หรือไม่ (ซึ่งต่างจากตอนแจ้งชาวบ้านให้เข้าร่วมการสำรวจ ที่เจ้าหน้าที่สัญญาว่าหากเข้าร่วม ก็จะกันที่ดินของทุกรายออกจากการเป็นอุทยานฯ) ต่อมาชาวบ้านในที่ประชุมสรุปกันว่า ขอให้ทางเจ้าหน้าที่เลื่อนการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ออกไปก่อน  อย่างไรก็ดี ทางเจ้าหน้าที่พยายามให้ชาวบ้านยกมือลงมติว่าจะเลื่อนการรับฟังความคิดเห็นออกไปหรือไม่ เมื่อชาวบ้านยกมือเพื่อบอกว่าเลื่อน เจ้าหน้าที่ได้ถ่ายรูปชาวบ้านขณะยกมือ ชาวบ้านจึงขอให้เจ้าหน้าที่ลบรูปที่ถ่ายออกเสีย เพราะเกรงว่าเจ้าหน้าที่จะนำเอารูปนั้นไปอ้างว่าชาวบ้านเห็นด้วยกับการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช * อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป * ระแงะ * นราธิวาส
dlvr.it
August 3, 2025 at 4:58 AM
10 ปี บิลลี่ ครอบครัวเตรียมยื่นฟ้อง กรมอุทยาน กรณี 'อุ้มฆ่าบิลลี่' เรียกร้องค่าเสียหาย 26 ล้าน
10 ปี บิลลี่ ครอบครัวเตรียมยื่นฟ้อง กรมอุทยาน กรณี 'อุ้มฆ่าบิลลี่' เรียกร้องค่าเสียหาย 26 ล้าน
Submitted on Wed, 2024-04-03 20:03 พรุ่งนี้ครอบครัว “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ เตรียมยื่นฟ้อง กรมอุทยานแห่งชาติ ฯ ต่อศาลแพ่ง กรณีเจ้าหน้าที่ในสังกัดอุ้มฆ่าบิลลี่ ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดฯ เรียกร้องค่าเสียหาย  26 ล้านบาท ครอบครัวระบุ เป็นเวลาเกือบ…
dlvr.it
April 3, 2024 at 1:06 PM