#โหวตนายกรัฐมนตรี
เอาแล้วไง! "งูเห่าพรรคส้ม" ปิดเพจหนี ปมโหวตส่ง "อนุทิน ชาญวีรกูล" นั่งเป็นนายกรัฐมนตรี

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5701766/
#งูเห่าพรรคส้ม #พรรคประชาชน #อนุทินชาญวีรกูล
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
"สุริยา" งูเห่าส้มตัวแรก! โหวตสวนมติพรรคประชาชน หนุน "อนุทิน" นั่งนายกฯ ล่าสุดปิดเฟซบุ๊กหนีแล้ว | เดลินิวส์
เอาแล้วไง! "งูเห่าพรรคส้ม" ปิดเพจหนี ปมโหวตส่ง "อนุทิน ชาญวีรกูล" นั่งเป็นนายกรัฐมนตรี
www.dailynews.co.th
March 19, 2026 at 7:37 AM
งูเห่าส้มคนแรกเพียงหนึ่งเดียว! เปิดประวัติ "สุริยา วงศ์อารีย์" สส. จากอุดรธานี ที่ยกมือโหวตหนุน "อนุทิน" นั่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 พร้อมแฉเบื้องหลัง สะพัดดีลลับ รับทรัพย์อู้ฟู่ถึง 20 ล้านบาท!

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5701854/
#โหวตนายก #ประชุมสภา
#นายกรัฐมนตรี #พรรคประชาชน
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
March 19, 2026 at 9:38 AM
ด่วน! “วันนอร์” ประธานสภาฯ บรรจุวาระประชุมสภาฯ เลือก “นายกฯ” คนใหม่แล้ว วันศุกร์ที่ 5 ก.ย.นี้
.
สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5081099/
#นายกรัฐมนตรี #จัดตั้งรัฐบาล #โหวตนายกรัฐมนตรี #อนุทิน #ภูมิใจไทย
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 3, 2025 at 2:43 PM
'ปชน.' พร้อมโหวตนายกฯ เงื่อนไขรัฐบาลชั่วคราว เลือกตั้งใหม่ 'อนุทิน' ลั่นไม่ได้เสนอตัวเป็นนายกฯ
'ปชน.' พร้อมโหวตนายกฯ เงื่อนไขรัฐบาลชั่วคราว เลือกตั้งใหม่ 'อนุทิน' ลั่นไม่ได้เสนอตัวเป็นนายกฯ Pazzle Wed, 2025-07-02 - 20:02 ณัฐพงษ์ระบุ หากต้องมีการเลือกนายกฯ คนใหม่ พรรคประชาชนสามารถช่วยโหวตเลือกนายกฯ ได้ โดยไม่ต้องไปร่วมรัฐบาล บนเงื่อนไขว่ารัฐบาลใหม่ต้องเป็นรัฐบาลชั่วคราวเพื่อเตรียมจัดการเลือกตั้งใหม่ ด้าน “อนุทิน” ปฏิเสธข่าวลือเสนอตัวเป็นนายกฯ ชั่วคราว ทุกอย่างยังไม่ใช่เวลา มีกลไกลของรัฐสภาเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และทางพรรคไม่ได้ประสานกับผู้นำฝ่ายค้านเรื่องนี้ ส่วน “ชัยเกษม” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 3 ของพรรคเพื่อไทยระบุ ยังไม่มีการติดต่อมาจากทางพรรคให้เตรียมตัวรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หากแพทองธารพ้นจากเก้าอี้ แต่หากเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ ตนเองก็ยินดีจะทำเพื่อพรรค   ประชาชาติธุรกิจ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน หารือในการประชุม สส. ของพรรคหลังแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยทางพรรคประชาชนมีความเห็นว่าหากแพทองธารต้องพ้นจากตำแหน่งการเมืองจะไม่ถึงทางตัน เพราะรักษาการนายกฯ ก็ยังสามารถยุบสภาได้ ในกรณีที่ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีกันใหม่ พรรคประชาชนสามารถช่วยโหวตเลือกนายกคนใหม่ได้ โดยไม่ต้องไปร่วมรัฐบาล บนเงื่อนไขว่ารัฐบาลใหม่ต้องเป็นรัฐบาลชั่วคราวเพื่อเตรียมจัดการเลือกตั้งใหม่ และต้องมีการทำประชามติถามประชาชนเรื่อง สสร.ในการจัดทำรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุด ไทยพีบีเอส อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปฏิเสธกระแสข่าวลือเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว ระบุ งงว่าไปเสนอตัวเมื่อไหร่ ทุกอย่างยังไม่ใช่เวลา หลังณัฐพงษ์หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้าน ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยประสานเสนออนุทินเป็นนายกฯชั่วคราว ตนเองได้สอบถามคนในพรรคแล้วว่าใครเป็นผู้ประสานไป ซึ่งไม่มีใครทราบเรื่อง จึงขอปฏิเสธกระแสข่าวนี้ อนุทินย้ำทิ้งท้ายว่า ตนเองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย การเป็นนายกฯ แบบชั่วคราวนั้นไม่มี ทุกอย่างมีกลไกลของรัฐสภาเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เดอะสแตนดาร์ด ขณะที่ชัยเกษม นิติสิริ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 3 ของพรรคเพื่อไทย กล่าวว่ายังไม่มีการติดต่อมาจากทางพรรคเพื่อให้เตรียมตัวรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หากแพทองธารพ้นจากตำแหน่งตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ชัยเกษมระบุว่า ส่วนตัวเป็นคนที่สามารถเผชิญได้ทุกสถานการณ์ จึงไม่ต้องเตรียมความพร้อมอะไร หากเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ หรือตนต้องเข้าไปช่วยก็ยินดีจะทำให้พรรค นอกจากนี้ชัยเกษมได้ตอบคำถามสื่อมวลชน กรณีที่มีการเผยแพร่บทสัมภาษณ์ของชัยเกษมที่ระบุว่าหากจะให้ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีอำนาจเต็มนั้น ชัยเกษมปฏิเสธว่าตนไม่เคยพูดอย่างนั้น ทำไมตนต้องไปตั้งเงื่อนไขเช่นนั้นด้วย ยืนยันไม่มีเหตุผลอะไรแบบนั้นเลย   * ข่าว * การเมือง * ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ * พรรคประชาชน * อนุทิน ชาญวีรกูล * แพทองธาร ชินวัตร * ชัยเกษม นิติสิริ
dlvr.it
July 2, 2025 at 1:09 PM
18 พรรคโหวต 'อนุทิน' นายกฯ คนที่ 33 ปชน. เจองูเห่าแล้ว 1
18 พรรคโหวต 'อนุทิน' นายกฯ คนที่ 33 ปชน. เจองูเห่าแล้ว 1 admin666 Thu, 2026-03-19 - 15:48 18 พรรคร่วมโหวต 'อนุทิน' ได้เป็นนายกฯ คนที่ 33 ด้วยจำนวน 293 เสียง 'สุริยา' สส.ประชาชนร่วมโหวต 1 เสียง 'ณัฐพงษ์' ได้ 119 เสียง  19 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรมีประชุมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล 16 พรรคเสนอชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี  ทั้งนี้ทางด้านพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชนได้เสนอชื่อณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เรื่องที่เกี่ยวข้อง * 'โรม' ชี้ 'อนุทิน' ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ปมฮั้ว สว. - 'อรรถกร' ทวงอย่าลืมเพื่อน 'ธรรมนัส' ผลการโหวตเลือกนายกฯ มี สส.จาก 18 พรรคร่วมโหวตให้อนุทิน 293 เสียง โดยได้เสียงจาก สุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานีเขต 7 พรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านด้วย 1 เสียง สส.ที่ร่วมโหวตอนุทิน 293 เสียง ▪️ทางเลือกใหม่ 1 เสียง ▪️ไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง ▪️ไทยสร้างไทย 1 เสียง ▪️ไทรวมพลัง 6 เสียง ▪️ประชาชน 1 เสียง ▪️ประชาชาติ 5 เสียง ▪️ประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง ▪️พลังประชารัฐ 5 เสียง ▪️เพื่อชาติไทย 2 เสียง ▪️เพื่อไทย 73 เสียง ▪️ภูมิใจไทย 187 เสียง   ▪️มิติใหม่ 1 เสียง ▪️รวมใจไทย 1 เสียง ▪️รวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง ▪️รวมพลังประชาชน 1 เสียง ▪️เศรษฐกิจ 3 เสียง ▪️ใหม่ 1 เสียง ▪️โอกาสใหม่ 1 เสียง สส.ที่ร่วมโหวตให้ณัฐพงษ์ 119 เสียง ▪️ประชาชน 118 เสียง  ▪️เสรีรวมไทย 1 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง ▪️กล้าธรรม 58 เสียง ▪️ไทยภักดี 1 เสียง ▪️ไทยสร้างไทย 1 เสียง ▪️ประชาธิปัตย์ 21 เสียง ▪️งดออกเสียงตามตำแหน่งและเป็นแคนดิเดต รวม 5 เสียง เพื่อไทย 1 เสียงในตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ ภูมิใจไทย  3 เสียง ในตำแหน่งประธานสภาและรองประธานสภาคนที่ 1 และอนุทิน ประชาชน 1 เสียงคือณัฐพงษ์ มี สส.ไม่แสดงตน 1 เสียง คือ หรั่ง ธุระพล จากพรรคภูมิใจไทย * ข่าว * การเมือง * โหวตเลือกนายกฯ * อนุทิน ชาญวีรกูล * ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ * สุริยา วงศ์อารีย์
dlvr.it
March 19, 2026 at 9:10 AM
New event!
📆28th March
🕖7pm Thailand Time

RVPCON present Listening Party (for new EP) & talks on current politics, w/ Liberate P, HockHacker & more!
at KINJAI CONTEMPORARY

Details:
www.instagram.com/p/DWQ7j6FEvqF
March 25, 2026 at 7:58 PM
'วิโรจน์' เผย ปชน. พร้อมโหวต 'นายกชั่วคราว' หากรับเงื่อนไขรองบฯ 69 ผ่านแล้วยุบสภา
'วิโรจน์' เผย ปชน. พร้อมโหวต 'นายกชั่วคราว' หากรับเงื่อนไขรองบฯ 69 ผ่านแล้วยุบสภา auser15 Sat, 2025-07-05 - 16:39 'วิโรจน์' เผยพรรคประชาชนพร้อมโหวต 'นายกชั่วคราว' หากรับเงื่อนไขรองบฯ 69 ผ่าน ทำประชามติร่วมกับการเลือกตั้ง และยุบสภาภายในสิ้นปีนี้ - ไม่คิดพรรคเพื่อไทยถอน พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ แบบไม่เป็นท่า เชื่อสังคมต้องการเหตุผล - ย้ำจุดยืนเดิม​ "นิรโทษกรรม" ไม่ควรเลือกปฏิบัติหรือมีเงื่อนไข​ แต่ควรตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองนักโทษคดี ม.112 5 กรกฎาคม 2568 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีชั่วคราว เพื่อมาแก้วิกฤตบ้านเมืองว่า พรรคประชาชนยึดหลักการ และยังคงยืนยันเงื่อนไขที่ดีที่สุด คือ การยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชน แต่พรรคประชาชน ต้องการหาทางออกภายใต้เงื่อนไขที่คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก แต่หากจำเป็นต้องมีนายกรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง เพื่อให้การพิจารณางบประมาณ ปี 69 ผ่านก่อน แล้วค่อยยุบสภา พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะยกมือให้ โดยยืนยันว่าไม่ขอร่วมรัฐบาล และเตรียมเรื่องการทำประชามติการตั้ง สสร. เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เป็นผลพวงของรัฐประหารได้เริ่มต้นแก้ไขอย่างจริงจัง ย้ำว่า การทำรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้น ภายใต้การที่มีพรรคประชาชนอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า ได้มีการพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยนั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า ได้ยื่นเงื่อนไขต่อสาธารณะ หากนายชัยเกษม นิติสิริ รับเงื่อนไขนี้ แล้วพรรคประชาชนจำเป็นต้องยกมือให้นายชัยเกษม ก็ยินดี เมื่องบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ผ่าน ทำประชามติร่วมกับการเลือกตั้ง และยุบสภาภายในสิ้นปีนี้ แล้วจำเป็นต้องใช้มือเรา เราก็ยินดีที่จะยกมือให้ เพื่อบ้านเมืองผ่านไปได้ ส่วนได้มีการพูดคุยกับ สส. ที่ไปร่วมวงเจรจากับนายอนุทิน หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า การไปพบปะพูดคุยกันระหว่างนักการเมืองเป็นเรื่องปกติ และได้มีการชี้แจงออกมาแล้วว่า เป็นการพบปะกันจริง แต่เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ ไม่คิดพรรคเพื่อไทยถอน พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ แบบไม่เป็นท่า เชื่อสังคมต้องการเหตุผล นายวิโรจน์ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเลื่อนวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือกฎหมายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ออกไปก่อน ว่า วันนี้ไม่คิดว่าพรรคเพื่อไทยจะถอยพ.ร.บ.เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ แบบไม่เป็นท่า ซึ่งขณะนี้กำลังจับจ้องว่าเหตุผลของพรรคเพื่อไทยคืออะไร และต้องถามว่าจะเลื่อนการพิจารณา เลื่อนวาระ หรือถอนออกไป เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลยืนยันถึงความจำเป็นที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ และคิดว่าสังคมก็ต้องการคำตอบเรื่องนี้เช่นกัน ว่าเป็นเพราะรัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพหรือไม่ จึงต้องถอนออกไปออกก่อน ซึ่งคิดว่าสังคมอยากจะฟังเหตุผลจากจอมเทคนิค ทั้งเทคนิคการหาเสียง เทคนิคการเจรจา จนมาสู่เทคนิคการถอนร่างในสภา ว่ามีข้อเท็จจริงประการใด ทั้งนี้ ในมุมมองก็คงเห มือนของทุกคน ว่าจะเปลี่ยนท่าทีอะไรเร็วแบบนี้ แต่เดิมบอกคิดดีแล้ว สังคมบอกให้ตรวจทานอะไรก็ไม่ตรวจทาน ใครทัดทานอะไรก็ไม่ฟัง ตนเองคิดว่าถ้าวันนี้เสียงของฝั่งรัฐบาลเท่าเดิม คิดว่าจะถอยหรือไม่ แต่วันนี้ถอยด้วยเหตุผลอะไรก็จินตนาการกันเอง แต่คิดว่าไม่ใช่ด้วยเหตุผล แต่เป็นเพราะความไม่มั่นใจว่าเสียงที่อยู่ฝั่งตนเองนั้นมีอยู่กี่เสียงกันแน่ เพราะแม้แต่พรรคประชาชาติเองก็ชัดเจน ว่าจะไม่โหวตให้ และยังมีสส.ที่อยู่ในฝ่ายมุสลิมที่ยืนยันว่าไม่ยกมือให้ วันนี้เชื่อว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่รักษาการนายกรัฐมนตรี ก็ไม่สามารถตอบได้ว่ารัฐบาลมีกี่เสียง ย้ำจุดยืนเดิม​ "นิรโทษกรรม" ไม่ควรเลือกปฏิบัติหรือมีเงื่อนไข​ แต่ควรตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองนักโทษคดี ม.112 นายวิโรจน์​ ลักขณาอดิศร สส.พรรคประชาชน กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม​ 4 ร่างที่จะเตรียมเข้าสู่สภา ในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ หลังรัฐบาลเตรียมเลื่อน พ.ร.บ. ประกอบกิจการสถานบันเทิงครบวงจร ออกไปก่อน​ ว่า​ เป้าหมายของการนิรโทษกรรม คือการให้อภัย​ ฟื้นฟูความสัมพันธ์และเดินหน้ากันใหม่​​ แต่หากเดินหน้านิรโทษกรรม​แบบมีเงื่อนไข​ ก็จะอธิบายต่อสังคมยาก​ ดังนั้น พรรคประชาชน​ ยืนยันในจุดยืนเดิม​ คือต้องมีคณะกรรมการ​ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเปิดเผยและโปร่งใส ขึ้นมาพิจารณานักโทษในคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112​ อย่างลงรายละเอียด​และกลั่นกรองก่อน​ และพรรคประชาชนยินดีรับหลักการของทุกร่าง​ พร้อมเชื่อว่าข้อเสนอของพรรคฯ ไม่น่าจะมีใครปฏิเสธหากพิจารณาโดยปราศอคติ ส่วนการเดินหน้านิรโทษกรรม หลายคนมองว่าหนึ่งในผู้ที่จะได้รับประโยชน์ คือ นายทักษิณ​ ชินวัตร​ อดีต​นายก​รัฐมนตรี​ รวมถึงอดีต​สส.พรรคก้าวไกล​ สส.พรรคประชาชนด้วย​ นายวิโรจน์​ กล่าวว่า​ คณะกรรมการคงดูที่พฤติการณ์เป็นหลัก​ แต่คดีมาตรา 112 ต้องยอมรับว่า​ เข้าข่ายเป็นคดีการเมือง​ เพราะแต่ละห้วงเวลามีมาตรฐานการดำเนินคดีที่แตกต่างกัน​ ถึงต้องมีคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรอง​ เนื้อหาสาระ​ องค์ประกอบทางนิตินัย​ พฤตินัย เจตนา โดยไม่ต้องสนใจว่าใครได้ประโยชน์ ที่มาเรียบเรียงจาก NBT Connext [1] [2] [3]   * ข่าว * การเมือง * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ * พรรคประชาชน * วิโรจน์ ลักขณาอดิศร * พรรคเพื่อไทย * ยุบสภา
dlvr.it
July 5, 2025 at 9:47 AM
เปิด 8 สส. งูเห่า ‘เพื่อไทย’ โหวต ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ
เปิด 8 สส. งูเห่า ‘เพื่อไทย’ โหวต ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ Pazzle Wed, 2025-09-03 - 16:12 เปิดรายชื่อ 8 สส. งูเห่า “เพื่อไทย” ลงนามร่วมโหวต “อนุทิน” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ คนต่อไป โดย สส. ฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลจำนวน 146 คน มาจากพรรคภูมิใจไทย 68 คน พรรคกล้าธรรม 31 คน พรรคพลังประชารัฐ 17 คน พรรครวมไทยสร้างชาติ 16 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคไทยสร้างไทย 3 คน และพรรคประชาธิปัตย์ 3 คน 3 ก.ย. 2568 เดลินิวส์ มติชน เปิดเผยรายชื่อ 8 สส. งูเห่าพรรคเพื่อไทย ที่ลงนามร่วมโหวต อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 หลังเมื่อช่วงเช้าพรรคประชาชนได้แถลงมติร่วมโหวตอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป สส. พรรคร่วมรัฐบาลจำนวน 146 คน ที่สนับสนุนอนุทินเป็นนายกฯ ก็ได้ทยอยเดินทางมาลงนาม โดย สส. 146 คน มาจาก พรรคภูมิใจไทย 68 คน พรรคกล้าธรรม 31 คน พรรคพลังประชารัฐ 17 คน พรรครวมไทยสร้างชาติ 16 คน พรรคเพื่อไทย 8 คน พรรคไทยสร้างไทย 3 คน และพรรคประชาธิปัตย์ 3 คน สส. 8 คนจากพรรคเพื่อไทย ได้แก่ 1. อนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ ชลบุรี เขต 5 2. สุรพล บุญมา นครนายก เขต 1 3. กิตติ สมทรัพย์ ร้อยเอ็ด เขต 6 4. นรากร เมืองนารักษ์ ร้อยเอ็ด เขต 4 5. ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ กาญจนบุรี เขต 1 6. ประเสริฐ บุญเรือง กาฬสินธุ์ เขต 6 7. นพ.ภูมินทร์ ลีธีรประเสริฐ ศรีสะเกษ เขต 4 8. นุชนารถ เตชะเสถียร ศรีสะเกษ เขต 9   มีรายงานว่า สส. ทั้ง 8 คน เป็นก๊วนของศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์  เมื่อช่วงเช้าอนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้แถลงว่าสามารถรวบรวมเสียง สส. ได้ 146 เสียง พร้อมจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย   * ข่าว * การเมือง * อนุทิน ชาญวีรกูล * พรรคเพื่อไทย * พรรคภูมิใจไทย
dlvr.it
September 3, 2025 at 9:25 AM
วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม2566 ในรัฐสภาจะมีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย
✊🏼มาร่วมจับตา เสียงข้างมากในสภา ต้องเป็นไปตามเสียงข้างมากของประชาชน
✊🏼มาร่วมเรียกร้องและจับตาส.ว.ที่ประชาชนไม่ได้เลือก ให้ทำหน้าที่ลงมติเลือกนายกตามฉันทามติประชาชน ห้ามโหวตสวน ห้ามงดออกเสียง
July 12, 2023 at 8:18 AM
'ทากาอิจิ ซานาเอะ' ผู้หญิงคนแรกได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP ขั้นต่อไปให้สภาโหวตเป็นนายก
'ทากาอิจิ ซานาเอะ' ผู้หญิงคนแรกได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP ขั้นต่อไปให้สภาโหวตเป็นนายก auser15 Sat, 2025-10-04 - 17:34 สื่อ NHK รายงานว่า 'ทากาอิจิ ซานาเอะ' เป็นผู้หญิงคนแรกที่คว้าชัยชนะในการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP - ขั้นต่อไปเธอจะต้องเข้ารับการลงคะแนนเสียงในรัฐสภา ว่าจะได้เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหรือไม่ ทากาอิจิ ซานาเอะ' เป็นผู้หญิงคนแรกที่คว้าชัยชนะในการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP | ภาพจาก: NHK WORLD-JAPAN 4 ตุลาคม 2568 NHK WORLD-JAPAN รายงานว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ LDP ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลญี่ปุ่น ได้ผู้นำคนใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว นางทากาอิจิ ซานาเอะ อดีตรัฐมนตรีที่ดูแลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ได้รับเลือกจากสมาชิกพรรคในวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม เธอเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้เป็นหัวหน้าพรรค LDP ไม่นานหลังจากที่ได้รับเลือก นางทากาอิจิกล่าวว่า "แทนที่จะเฉลิมฉลองแค่อย่างเดียว ดิฉันทราบว่าความท้าทายที่แท้จริงนั้นเริ่มขึ้นแล้ว ดิฉันเชื่อว่ายังมีงานอีกมากมายรออยู่ข้างหน้า และเราต้องร่วมกันฝ่าฟันไปด้วยการสนับสนุนจากทุกคน ดิฉันและทุก ๆ คนจะร่วมกันจุดประกายให้พรรค LDP เป็นพรรคที่สดใส ซึ่งจะเปลี่ยนความวิตกกังวลของผู้คนให้กลายเป็นความหวัง" มีผู้สมัคร 5 คนลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ในรอบแรก นางทากาอิจิ ซานาเอะ อดีตรัฐมนตรีที่ดูแลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ได้คะแนนเสียง 183 คะแนน นายโคอิซูมิ ชินจิโร รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ได้ 164 คะแนน นายฮายาชิ โยชิมาซะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ 134 คะแนน นายโคบายาชิ ทากายูกิ อดีตรัฐมนตรีที่ดูแลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ได้ 59 คะแนน นายโมเตงิ โทชิมิตสึ อดีตเลขาธิการพรรค ได้ 49 คะแนน จากนั้น นางทากาอิจิและนายโคอิซูมิมาชิงชัยกันอีกครั้ง โดยนางทากาอิจิเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะด้วยคะแนน 185 คะแนน ส่วนนายโคอิซูมิได้ 156 คะแนน ขั้นต่อไป นางทากาอิจิจะต้องเข้ารับการลงคะแนนเสียงในรัฐสภาญี่ปุ่น โดยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะตัดสินว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ขณะนี้พรรคร่วมรัฐบาลขาดเสียงข้างมากในทั้งสองสภา แต่ยังไม่ชัดเจนว่าพรรคฝ่ายค้านจะรวมตัวกันสนับสนุนทางเลือกอื่นหรือไม่ หากนางทากาอิจิชนะการลงคะแนนเสียงครั้งนี้ เธอจะสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะผู้หญิงคนแรกที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น นี่ถือเป็นครั้งที่สามที่เธอลงชิงชัยในตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP นางทากาอิจิเป็นอดีตผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ เธอก้าวเข้าสู่วงการการเมืองญี่ปุ่นในปี 2536 และชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้สมัครอิสระ เธอเป็นตัวแทนของจังหวัดนารา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ เธอเข้าร่วมพรรค LDP ในปี 2539 และได้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีอาเบะ ชินโซ เธอดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีที่รับผิดชอบกิจการโอกินาวาและดินแดนทางเหนือ ต่อมาเธอกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้เป็นประธานคณะกรรมการวิจัยนโยบายของพรรค LDP นางทากาอิจิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสาร โดยอยู่ในตำแหน่งนานถึง 1,438 วัน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด ต่อมาเธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีที่ดูแลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเธอได้จัดตั้งระบบ "การจัดการความมั่นคง" เพื่อปกป้องข้อมูลที่ละเอียดอ่อนได้ดียิ่งขึ้น * ข่าว * การเมือง * ทากาอิจิ ซานาเอะ * ญี่ปุ่น * พรรค LDP
dlvr.it
October 4, 2025 at 10:37 AM
'เห็นด้วย หรือคัดค้าน' มุมมองผ่านเลนส์ 'นักวิชาการ' เมื่อ ปชน.เลือก 'อนุทิน' ขึ้นนายกฯ
'เห็นด้วย หรือคัดค้าน' มุมมองผ่านเลนส์ 'นักวิชาการ' เมื่อ ปชน.เลือก 'อนุทิน' ขึ้นนายกฯ XmasUser Tue, 2025-09-09 - 13:48 'ประชาไท' รวบรวมความเห็นนักวิชาการหลากหลายคน มองการตัดสินใจของพรรคประชาชนโหวตเลือก 'อนุทิน ชาญวีรกูล' แคนดิเดตพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ อย่างไร มีผลดี-ผลเสียต่อตัวพรรคเองหรือไม่ ขณะที่บางส่วนร่วมตั้งคำถามทำไมไม่เข้าร่วมรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง  เบื้องต้น ประชาไทรวบรวมความเห็นนักวิชาการออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงก่อนการโหวตเลือกนายกฯ วันที่ 5 ก.ย. 2568 และช่วงหลังที่ประชุมสภาฯ มีมติโหวตฯ ให้อนุทิน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนเลือกนายกฯ * บางส่วนเห็นแย้งจุดยืนของพรรคประชาชน เลือก 'อนุทิน' พรรคภูมิใจไทย ก่อน 'ชัยเกษม' หลังเพื่อไทยเปิดดีลพร้อมยุบสภาฯ หลังแถลงนโยบาย พร้อมตั้งข้อสงสัยทำไมถึงรีบตัดสินใจ * นักวิชาการ ม.รามฯ ยกบทเรียนการเมืองมาเลเซีย ถามเหตุผล ปชน.ไม่ร่วมรัฐบาลเพื่อตรวจสอบ-เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง * 'ปวิน' นักวิชาการ ม.เกียวโต เชื่อเลือกเพื่อไทยดีกว่าบนเงื่อนไขยุบสภาฯ เร็วที่สุด ถ้าอยู่กับโรคร้าย อยากอยู่ให้สั่นที่สุด พร้อมตั้งคำถามท่าทีพรรคประชาชนจับมือภูมิใจไทย ทั้งที่อุดมการณ์ความเชื่อแตกต่างกัน มีดีลลับ 'ส้ม-น้ำเงิน' หรือไม่  หลังเลือกนายกฯ * 'ศรีสมภพ' ม.สงขลานครินทร์ ให้ข้อมูลมองรัฐบาลเสียงข้างน้อยเกิดขึ้นปกติในโลกประชาธิปไตย * 'ปวิน' ย้ำเลือก 'ชัยเกษม' อาจดีกว่าบนเงื่อนไขยุบสภาฯ เร็วที่สุด พร้อมมองฉากทัศน์ หากภูมิใจไทย ไม่ทำตามสัญญาหรือบริหารประเทศพลาด สังคมจะมองพรรคประชาชนต้องร่วมรับผิดชอบ เพราะมีส่วนในฐานะคนยกมือโหวตอนุทิน แต่หาก ‘ภูมิใจไทย’ อย่างน้อยยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน เชื่อคะแนนนิยมพรรคประชาชนเพิ่ม * ‘วีระ’ นักรัฐศาสตร์ ม.นเรศวร มองการตัดสินใจของพรรคประชาชน ‘ไม่เวิร์ก’ เชื่อเข้าร่วมรัฐบาลร่วมเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างดีกว่าเป็นฝ่ายค้าน มอง ภท.มีสิทธิเบี้ยวกลางทาง   * ความเห็นช่วงก่อนเลือกนายกฯ คนที่ 32 'ธงชัย' มองการตัดสินใจเข้าใจได้ ไม่ควรประณามมากเกินไป เริ่มจาก ศาสตราจารย์กิตติคุณ ธงชัย วินิจจะกูล แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา สื่อสารผ่านเพจเฟซบุ๊ก ‘101.World’ เมื่อเวลา 00.13 น. ของวันที่ 5 ก.ย. 2568 หัวข้อ “จดหมายจากธงชัย วินิจจะกูล: ความเห็นต่อข้อกล่าวหาที่มีต่อพรรคประชาชน” ธงชัย วินิจจะกูล (ที่มา: แมวส้ม) ข้อความในจดหมายของธงชัย ระบุว่า เขาอยากให้พรรคประชาชนโหวตสนับสนุนนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ในตอนนั้น แต่ไม่ว่าจะโหวตทางไหนก็เห็นทั้งข้อดี และข้อเสียมากๆ เมื่อพรรคประชาชนตัดสินใจไปทางพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเสียงชัดเจนจากสมาชิกและคนของเขาเอง ก็ได้แต่คิดว่าก็เคารพการตัดสินใจของพรรค เชื่อว่าเหตุสำคัญคือไม่ไว้ใจพรรคเพื่อไทยอย่างหนัก ถ้าจะวิจารณ์ก็มีข้อเดียว คือไม่ควรต้องรีบ น่าจะทอดเวลาออกไปได้ เดาเอาว่าข่าวเพื่อไทยพยายามดีลเอาประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมา น่าจะทำให้พวกเขารู้สึกถูกตบหน้าอีก (เขาไม่เชื่อว่าประยุทธ์ จะทำสำเร็จ ไม่รู้ว่าจริงจังหรือบลัฟด้วยซ้ำไป) ผลเลยออกมาชัดเจนขนาดนั้น ธงชัย มองว่าการตัดสินใจของพรรคประชาชน เป็นเรื่องที่ "เข้าใจได้" และเราเคารพได้ว่ามีผล (คือความเฮงซวยสารพัดของพรรคเพื่อไทยเอง ที่กระทั่ง 5-6 วันที่ผ่านมา ก็เห็นได้ชัดว่าไม่มีแผน ไม่มีแนวทางหลักการใดๆ เป็นการเมืองรายวัน เป็นเกมแค่นั้นเอง) ธงชัย มองว่าการกล่าวประณามทั้งหลายต่อพรรคประชาชนค่อนข้างเกินไป เราห้ามคนที่รู้สึกเช่นนั้นไม่ได้ แต่หากคิดสักหน่อย ทางเลือกไหนก็เลวมากน้อยต่างกันไม่มาก การตัดสินใจจึงแสนจะยาก เห็นอาการตีโพยตีพายของคนที่ค้านแล้วกลับเซ็ง เราผ่านความผิดพลาดที่เกิดจากการต้องเลือกระหว่างเลวมากกับเลวน้อยกว่าแบบนี้มาหลายครั้งมากแล้ว ความเห็นที่ต่างกันของหลายคนอยู่ที่การประเมินสถานการณ์แตกต่างกัน แต่กลับถูกทำให้กลายเป็นเรื่องผิดกับถูก มีหลักกับขาดหลัก ขาวกับดำชัดเจน ทั้งๆ ที่ไม่กี่วันก่อนทุกคนก็เห็นอยู่ว่ามันไม่ชัดเลย ธงชัย มองด้วยว่า มุมมองการวิเคราะห์ว่ามีดีลกรณี สส. 44 พรรคประชาชนที่โดนสอบเรื่องเซ็นชื่อสนับสนุนแก้ไขมาตรา 112 มาจากไหน ข้อมูล (?) ถ้าไม่มีข้อมูลที่เชื่อได้ เขาเห็นว่าพฤติกรรมทุกอย่างของพรรคประชาชนสามารถอธิบายได้ (ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม) ไม่มีมูลเลยว่าเป็นผลของดีล 44 คน การวิเคราะห์แบบนั้นจึงอาจกลายเป็นการกล่าวหากันเกินไป พรรคประชาชนต้องรับผลการติดสินใจของเขา ก็แค่นั้น “ผมไม่เคยรู้สึกอยากแบกพรรคประชาชนเลย อย่างมากก็แค่เชียร์ให้เขาไปได้ดี แต่ผมเห็นว่าการกล่าวหาราวกับเรารู้ชัดว่าเราถูก พรรคประชาชนผิดนั้นน่าผิดหวัง” จดหมายของธงชัย ทิ้งท้าย ‘พวงทอง’ เสนอ ปชน.โหวต ‘ชัยเกษม’ เป็นนายกฯ ติง ‘เพื่อไทย’ ควรลงลายลักษณ์อักษร ศาสตราจารย์ ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นในเรื่องนี้ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเมื่อ 4 ก.ย. 2568 เวลา 8.03 น. ระบุว่า ตอนนี้คัดค้านการโหวตอนุทิน ให้เป็นนายกฯ เปลี่ยนจากความไม่ไว้วางใจภูมิใจไทย ไปสู่ความไม่พอใจกรแทรกแซงนอกระบบ ผลคือความไม่พอใจต่อ ปชน. รุนแรงมากขึ้นอีก มันยากที่จะทำให้คนยอมรับการตัดสินใจนี้ พวงทอง ระบุด้วยว่า เธอเห็นด้วยกับข้อเสนอของอธึกกิต แสวงสุข คอลัมน์นิสต์ “ใบตองแห้ง” ว่าพรรคประชาชนควรโหวตสนับสนุนชัยเกษม เป็นนายกฯ และให้ประกาศยุบสภาฯ ทันที เพื่อล้มข้อตกลงของอนุทิน เพราะกระบวนตามระบอบประชาธิปไตยถูกแทรกแซงอย่างเห็นได้ชัด พร้อมทิ้งท้ายว่า ‘พรรค ปชน. ไม่ใช่คนคุมเกม ไม่ใช่คนกำหนดกติกาอย่างที่เข้าใจ’ พวงทอง ยังได้โพสต์ท่าทีของพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาแถลงให้สัญญากับประชาชนว่า หากได้รับการโหวตเป็นนายกฯ เขาจะยุบสภาฯ ทันทีหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ควรจะมีการเซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งลงนามโดยชัยเกษม แคนดิเดตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่าจะยุบสภาฯ ทันทีภายใน 3 วัน และให้ชัยเกษม เดินทางไปพบผู้บริหารพรรคประชาชน ที่ผ่านมา ชัยเกษมถูกกันออกจากการทำข้อตกลงกับพรรคปชน. ทั้งๆ ที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทำตามคำสัญญาของเพื่อไทยด้วยตนเอง พวงทอง ระบุต่อว่า หากไม่ทำเช่นนี้ จะทำให้พรรค ปชน. ไว้วางใจได้อย่างไรว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่เบี้ยวอีก จะไม่เกิดเหตุการณ์ทำนองว่าคุณชัยเกษม ออกมาบอกว่า "ไม่รู้เรื่อง เขาไม่เคยมาบอกผม ผมไม่เคยสัญญากับใคร" "พรรคพูดลอยๆ ไม่เคยสัญญากับพรรค ปชน.ว่าจะยุบสภาฯ ทันที สถานการณ์เปลี่ยน เราต้องเปลี่ยน บลาๆๆๆ" จนถึงวันนี้ดิฉันก็ยังเชื่อว่าเพื่อไทยจะบิดพลิ้วทำนองนี้ได้อีก  พวงทอง ระบุต่อว่า พรรคเพื่อไทยบิดพลิ้วตระบัดสัตย์มาหลายครั้งหลายหนทั้งต่อพรรค ปชน. และประชาชน ทั้งเรื่องที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยจนพวกคุณไม่เหลือเครดิตใดๆ อีกแล้ว อย่าตีกินกระแสเรียกร้องให้พรรค ปชน.ไม่โหวตให้ภูมิใจไทยแบบเอาแต่ได้ โดยไม่ผูกมัดตัวเอง ‘ปวิน’ เสนอ ปชน.โหวต ‘ชัยเกษม’ เป็นนายกฯ  ขอเจอโรคร้ายสั้นที่สุด  ตั้งข้อสงสัยทำไมเร่งเซ็น MOA ด้านปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ได้ให้ความเห็นการตัดสินใจของพรรคประชาชน สนับสนุนนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า วันนี้ (5 ก.ย.) จะมีการโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่แล้ว แต่เธอยังเห็นว่า ยังพอมีเวลาที่พรรคประชาชนจะโหวตชัยเกษม เพื่อนำไปสู่การยุบสภาฯ ทันที เพราะนี่คือจุดมุ่งหมายของพรรค ถ้าจะเอาคำของคนในพรรคมาพูดเอง การโหวตนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรับรองพรรคที่โหวตให้ แต่ขึ้นกับผลที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับการโหวตเพื่อรับรองเพื่อไทย โหวตเพราะต้องการยุบสภาฯ ทันที ก็น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ยอมรับได้ ส่วนตัวอาจารย์ปวิน ยืนยันว่าไม่ชอบทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย แต่ให้เลือกได้ จะขอเผชิญกับโรคร้ายในเวลาที่สั้นที่สุด นอกจากนี้ ปวิน ได้ตั้งข้อสังเกตมติของพรรคประชาชนที่ส่วนตัวไม่เห็นด้วย และพยายามวิเคราะห์ว่า ‘ทำไมพรรคประชาชนถึงเลือกเส้นทางนี้ ซึ่งอดคิดไม่ได้ว่า อาจจะมีเรื่อง “ดีล” เข้ามาเกี่ยวข้อง ปวิน กล่าวต่อว่า พอพูดแบบนั้นดิชั้นก็ถูกโจมตีทันที มีการตั้งคำถามว่ามีข้อมูลหลักฐานหรือไม่ คนถามนี่ก็แปลก มันมีดีลไหนในโลกบ้างที่มีเอกสาร ‘hard copy’ ออกมา ‘ดีลคือดีล’ มันน่าที่จะเป็นดีลที่อยู่นอกเหนือการมองเห็นจากคนภายนอก แต่แม้มองไม่เห็นดีล ในหลายกรณีเราก็เชื่อว่ามีดีล ‘ทักษิณกลับบ้านคือดีล’ เราทุกคนเชื่อว่าเป็นดีล มันกลายมาเป็น ‘normative view’ (มุมมองแบบบรรทัดฐาน) ไปแล้ว แต่ที่เราเชื่อว่ามันเป็นดีล เพราะสิ่งที่ปรากฏตามมามันทำให้เราเชื่อเช่นนั้น อาทิ การได้กลับบ้าน การได้ยกเว้นการกักขังในเรือนจำ การได้อภิสิทธิ์การรักษาพยาบาล การที่เพื่อไทยได้ตั้งรัฐบาลแม้แพ้การเลือกตั้ง จึงทำให้เราเชื่อว่ามันมีดีล แม้เราไม่เคยเห็นเอกสาร หรือเห็นทักษิณเดินเข้าวังไปเจรจา สำหรับของเรื่องดีลพรรคประชาชน มาจากแนวคิดเดียวกัน เราเห็นเอกสารลายแทงของเค้าหรือไม่ ไม่เห็น แต่ดิชั้นเห็นการจับมือของประชาชนกับภูมิใจไทย คนมองการเมืองวันนี้คงจะ naive (ไร้เดียงสา) ถ้ามองไม่เห็นว่าการเมืองคือเรื่องของดีล ดีลมันเกิดขึ้นทุกวัน จะดีลดีหรือเลว มีความชอบธรรมหรือไม่ การที่ผู้นำพรรคประชาชนเคยพยายามทำดีลกับฝ่ายตรงข้ามมันก็ปรากฏมาแล้วในอดีต เช่น การที่ปิยบุตร แสงกนกกุล นัดพบอภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็นต้น นั่นคือสิ่งที่ประกอบการวิเคราะห์เรื่องดีลวันนี้ การวิเคราะห์ก็คือการวิเคราะห์ แต่การวิเคราะห์ไม่ควรจะเกิดในอากาศ การวิเคราะห์มันก็มาจากหลักฐานในอดีตหรือปัจจุบัน หรือจากสมมติฐานที่ตั้งบนการสังเกต ที่บอกให้เรารู้ถึงความน่าจะเป็น แต่การวิเคราะห์ทั้งหลายแม้อยู่บนข้อเท็จจริงก็อาจผิดได้ และการวิเคราะห์ก็อาจผิดได้ เราไปพูดในหลายรายการมากว่าอย่าเอาอะไรกับนักวิชาการที่ต้องคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดในอนาคต เพราะเรามีโอกาสผิดได้มากพอกับที่เราถูก สาเหตุที่พูดเรื่องดีลพรรคประชาชนขึ้นมา เพราะไม่เคยมองการเมืองไทยว่าเป็นพื้นที่จริยธรรม การเมืองคือเรื่องการต่อรอง ประนีประนอม แฟนคลับพรรคย่อมไม่เห็นด้วย และมักจะมองพรรคที่ตัวเองรักบนผ้าสีขาว แต่ในฐานะนักวิชาการไม่อยากมองว่ามันคือพื้นที่จริยธรรม เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น เราจะพยายามหาความชอบธรรมมาอธิบายการตัดสินใจของพรรค แทนที่จะพยายามเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของการตัดสินใจแบบนั้น เราไม่ปฏิเสธเลยว่า สส.พรรครุ่นใหม่หลายคนมีอุดมการณ์ที่แข็งแกร่งมาก และเราชื่นชมเค้าเสมอ ทั้งเจอเป็นส่วนตัว แวะมาหาที่เมืองเกียวโต (ประเทศญี่ปุ่น) เขียนหลังไมค์คุยกัน หรือเชิญมาเป็นแขกในรายการ อยากให้ สส.เหล่านี้ช่วยมาคอนเฟิร์มในสิ่งที่เราพูดด้วย แต่ไม่แน่ใจการตัดสินใจของผู้นำระดับสูงของพรรค เพราะถ้ากลับไปเรื่องที่เราพูด เราไม่มองพื้นที่นี้เป็นพื้นที่จริยธรรม แต่มองพวกเขาเป็นนักการเมือง ผู้นำระดับสูงจำเป็นต้องต่อรอง และการต่อรองในการเมืองไทยนั้น จริยธรรมเป็นสินค้าที่เอาไปต่อรองไม่ได้ ก็เท่านั้น ผู้นำของพรรคประชาชนกำลังอยู่ในกระบวนการเรียนรู้การต่อรองเหล่านี้ เป็นการอัปจากนักอุดมการณ์มาเป็นนักการเมือง เราก็ได้แต่หวังว่าการเรียนรู้การเป็นนักการเมืองของพวกเขา เขาจะเลือกหนทางที่ถูกต้อง เหมือนกับอุดมการณ์ตอนตั้งพรรคของพวกเค้า ท้ายสุด ปวิน ทิ้งท้ายในโพสต์ว่า ถ้าใครที่ติดตามตัวเขา จะเห็นว่าเขาให้กำลังใจพรรคประชาชนเสมอๆ และที่พูดต้องบอกว่าไม่มีอคติ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคฯ ไม่เคยมองตัวเองเป็นแฟนคลับ แต่ชื่นชมอุดมการณ์ของพรรคนี้เสมอ ดังนั้น การพูดถึงเรื่องดีล เพื่อประกอบคำอธิบายว่ทำไมพรรคประชาชนถึงสนับสนุนอนุทิน เป็นนายกฯ แบบเร่งรัด ไม่ได้มาจากอคติ แต่มาจากการวิเคราะห์และสังเกตการณ์การเมือง ถอดบทเรียนการเมืองมาเลย์  ตั้งคำถามทำไม ปชน.ไม่ร่วมรัฐบาล ผศ.ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง อาจารย์มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก หลังกรณีพรรคประชาชน แสดงจุดยืนสนับสนุนอนุทิน เป็นนายกฯ โดยยกบทเรียนการเมืองมาเลเซีย ระหว่างอันวาร์ อิบราฮิม และมหาเธร์ โมฮัมหมัด มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง (ที่มา: แฟ้มภาพเมื่อ 9 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก Muhammad Ilyas Yahprung New) มูฮัมหมัดอิลยาส กล่าวว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปมาเลเซีย เมื่อปี 2561 พรรคอัมโน ซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา ได้พ่ายแพ้แก่พรรคแนวร่วม ‘ปากาตัน ฮาราปัน’ โดยมีอันวาร์ อิบราฮิม เป็นผู้นำแนวร่วม แต่อันวาร์ อยู่ในคุกไม่สามารถเป็นนายกฯ ได้ จึงมีการวางแผนไว้ก่อนหน้านั้นให้มหาเธร์ ศัตรู่เก่าและศัตรูตลอดกาลของอันวาร์ และแนวร่วม มาเป็นนายกฯ ทั้งที่พรรคของมหาเธร์ ได้ เพียง 11 เสียงเท่านั้น บริบทก่อนการเลือกตั้งมาเลเซีย ระบบยุติธรรมของมาเลเซียพังพินาศ เพราะนาจิบ ราซัค นายกฯ จากพรรคอัมโน คนก่อนใช้กระบวนการยุติธรรมปกปิดตัวเอง และพวกจากความผิด นอกจากนี้ นาจิบ เพิ่งยกเลิกกฎหมาย ISA (จับทุกคนที่สงสัย) แต่องคพายพทั้งหมดในมาเลเซีย ซึ่งถูกจัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2500 ยังอยู่ครบ คือระบบการเมืองนิติสงครามในมาเลเซียหนักพอๆ กัน หรืออาจจะหนักกว่าระบบในเมืองไทยปัจจุบัน แต่พรรคแนวร่วมปากาตันฯ ก็ให้มหาเธร์ มาเป็นนายกฯ และ "เข้าร่วมรัฐบาล" เพื่อปฏิรูประบบยุติธรรม (แน่นอนเพื่ออำนาจ) 2 ปีที่พรรคแนวร่วมฯ ทำงานกับมหาเธร์ โมฮัมหมัด ไม่ค่อยมีผลงานมากนัก เพราะถูกมหาเธร์ กลบรัศมี อีกทั้งระบบราชการมาเลย์คุ้นชินกับอัมโน มาตลอด 60 ปี พรรคฝ่ายค้านไม่เคยบริหารงานจริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่พรรคแนวร่วม ‘ปากาตัน ฮาราปัน’ ผลักดันสำเร็จคือ ‘ปฏิรูประบบยุติธรรม’ เรื่องนี้ไม่มีข้อถกเถียง ‘ปากาตัน’ ไม่โหวตให้มหาเธร์ แล้วบอกว่า ‘เราจะรอดูพวกเอ็งทำตามสัญญานะว่าจะปฏิรูประบบยุติธรรม’ หากแต่เมื่อถือเสียงข้างมาก ‘ปากาตัน ฮาราปัน’ เข้าไปทำเองเลยทั้งๆ ที่ระบบในตอนที่ปากาตัน ฮาราปัน เข้าไปมันเลวร้ายมากๆ ดังนั้น นี่จึงเป็นคำถามตัวโตจากอาจารย์รามคำแหง ถึงพรรคประชาชนว่า เหตุใดพรรคประชาชน ไม่เข้าร่วมรัฐบาลและใช้อำนาจผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องรอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก่อนถึงเข้าไป (ถ้าใช้ตรรกะนี้เราจะวัดความสามารถด้วยอะไร หรือรอให้คนอื่นปูทางให้ราบรื่นก่อนที่ตัวเองจะเข้าไป) หรือว่าพรรคประชาชนต้องการให้ตัวเองมีอำนาจบริหารสูงสุด (เป็นนายก) จึงจะทำงานร่วมกันกับคนอื่นเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ (ถ้าใช้ตรรกกะนี้แสดงว่าทำงานร่วมกับคนอื่นได้ก็ต่อเมื่อมีอำนาจมากกว่าเขา) หรือต้องเข้าร่วมก็ต่อเมื่อมีการเริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงระบบที่เป็นอยู่ แต่ถ้าใช้ตรรกกะนี้ ทำไมไม่เข้าไปมีอำนาจเพื่อผลักดันด้วยตัวเอง ต้องรอให้คนอื่นผลักดัน สถานการณ์ทางการเมือที่เกิดทางค่อนข้างตัน และเข้าทางฝ่ายอำนาจนิยมรัฐพันลึก และก่อให้เกิดความกังวลอย่างมาก ส่วนหนึ่งและเป็นส่วนสำคัญ มาจากการที่พรรคประชาชน ซึ่งกุมเสียงมากสุด ไม่เข้าร่วมรัฐบาลแต่โหวตจะนายกคนที่ได้รับการพิสูจน์มาครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเป็นผู้ตระบัดสัตย์ พลิกลิ้น อยู่ฝ่ายอำนาจนิยม ไม่สนใจสิทธิมนุษยชน มีปัญหาคดีฮั้ว สว.คดีเขากระโดง ฯลฯ ถ้าเข้าร่วมรัฐบาล คนที่เขาเลือกมาอย่างน้อยเค้าคิดว่าอย่างน้อยมีคนของเราอยู่ในรัฐบาล อาจพอสอดส่อง ทัดทาน เป็นหูเป็นตาได้ ทั้งนี้ ย้อนไปในวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้เซ็นสัญญา ‘MOA’ อย่างเร่งรีบ โดยมีเงื่อนไขจำนวน 5 ข้อ และหนึ่งในนั้นคือ พรรคประชาชนจะยกมือโหวตให้อนุทิน เป็นนายกฯ โดยไม่ขอเข้าร่วมรัฐบาล เมื่อ 5 ก.ย. 2568 เวลาประมาณ 16.00 น. ที่ประชุมสภาฯ ได้ลงมติให้ ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯ คนที่ 32 อย่างไม่เป็นทางการ ด้วยคะแนน 311 เสียง ต่อ 152 เสียง 'อนุสรณ์' เสนอทำให้เห็นชนชั้นนำ แทรกแซงการเมืองไทยอย่างไร อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า การเมืองไทยอยู่ใต้การกำกับของเครือข่ายชนชั้นนำมาอย่างยาวนาน หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่ก็ไม่เด่นชัดเท่ากับช่วง 20 ปีที่ผ่านมา (หรือนับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้น) ซึ่งปรากฏทั้งในรูปแบบของกลุ่มการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมเชิงปฏิกิริยา ศาลรัฐธรรมนูญ/องค์กรอิสระ/ตุลาการ รัฐประหาร รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาจนกระทั่งรัฐบาลชุดที่ขึ้นมาเป็นนายกฯ ครั้งนี้ อนุสรณ์ กล่าวว่า ไม่ตั้งความหวังกับพรรคการเมืองใดว่าจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เพราะทุกพรรคต่างแข่งขันในเกมที่ทั้งกติกา และกรรมการจะตัดสินให้ผลออกมาเป็นไปตามที่เครือข่ายชนชั้นนำวางไว้ การขับเคี่ยวช่วงชิงกันเพื่อให้ได้เก้าอี้ในสภาฯ หรือว่าการรวมคะแนนเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเป็นเพียงการปะทะในสมรภูมิเฉพาะหน้าที่มีสงครามใหญ่เป็นฉากหลัง และหากไม่ระมัดระวังก็อาจผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ โพสต์ของอนุสรณ์ ระบุว่า สิ่งที่อยากเห็นมากกว่าการกล่าวหาและการชิงไหวชิงพริบกันไปมาในการเลือกนายกฯ ครั้งนี้ ไม่ว่าจะโดยพรรคไหนนอกเหนือจากการดื้อแพ่งด้วยการไม่ยกมือให้ตามบัญชาแล้ว คือการเปิดโปงให้เห็นว่าเครือข่ายชนชั้นนำเข้ามากำกับทิศทางการเมืองไทยอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับที่ผ่านมา หรือการผนึกกำลังของเครือข่ายสีน้ำเงินในทั้ง 2 สภาที่มีมาสักระยะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการปัดตกการขอให้มีการยุบสภาฯ ที่เกิดขึ้นล่าสุด เพราะไม่แล้วฝ่ายที่อยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงก็จะแพ้ทั้งในสมรภูมิเฉพาะหน้า และในสงครามระยะยาว และเราก็อาจจะไม่เหลืออะไรเลย * ความเห็นหลัง 'อนุทิน' ได้เป็นนายกฯ 'ศรีสมภพ' มอง รบ.เสียงข้างน้อย เรื่องปกติบนโลกประชาธิปไตย ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จากสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลนครินทร์ ให้ความเห็นหลัง ปชน.สนับสนุนภูมิใจไทย เป็นนายกฯ ว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งรัฐบาลแบบนี้บริหารงานด้วยการเจรจาต่อรองประนีประนอม และได้รับเสียงสนับสนุนจากฝ่ายอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นรัฐบล เพื่อสร้างสันติสุข และการแบ่งสรรปันส่วนการใช้อำนาจ (peace and power-sharing) ในการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี (แฟ้มภาพจากเว็บไซต์ PSU Broadcast) ศรีสมภพ นิยามว่า คำว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือสภาแขวน (Hung Parliaments) หรือรัฐบาลที่ไม่มีเสียงส่วนมาก (Governments without a majority) รัฐบาลเสียงข้างน้อยเกิดขึ้นเมื่อพรรคที่เป็นรัฐบาล หรือรัฐบาลผสมได้เสียงน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของที่นั่งในสภานิติบัญญัติ แต่ยังคงเป็นรัฐบาลที่ปกครองประเทศโดยอาศัยการสนับสนุนชั่วคราวจากพรรคการเมืองฝ่ายอื่นๆ เพื่อผ่านกฎหมาย และรักษาตัวให้รอดจากการลงมติไม่ไว้วางใจ และขอย้ำเรื่องการสนับสนุนชั่วครั้งชั่วคราว (ad-hoc support) ศรีสมภพ ยกตัวอย่าง กรณีของรัฐบาลเสียงข้างน้อยในระบอบประชาธิปไตยในโลกปัจจุบัน ดังนี้ แคนาดา - รัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากระบบการเมืองแบบหลากหลาย (Multi-Party System) ยกตัวอย่าง รัฐบาลเสียงข้างน้อยพรรคเสรีนิยม นำโดย จัสติน ทรูโด ช่วงปี 2562-3564 และอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง 2564 จนถึงปัจจุบัน หรือรัฐบาลเสียงข้างน้อยของพรรคอนุรักษนิยมของสตีเฟน ฮาร์เปอร์ เกิดขึ้นระหว่างปี 2549-2551 และปี 2551-2554 ในออสเตรเลีย การเลือกตั้งปี 2553 ทำให้เกิดสภาฯ แขวน พรรคแรงงานของ จูเลีย กิลาร์ด ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยด้วยการสนับสนุนจากพรรคอิสระ และพรรคกรีนส์ สหราชอาณาจักร ช่วงปี 2560-2562 รัฐบาลอนุรักษนิยมของเทเรซา เมย์ สูญเสียเสียงส่วนใหญ่ในสภาฯ และเอาตัวรอดในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อยด้วยการสนับสนุนจากพรรค DUP ของไอร์แลนด์เหนือ หรือก่อนหน้านี้คือรัฐบาลเสียงข้างน้อยพรรคแรงงานในช่วงทศวรรษที่ 2463 และ  2513 ประเทศสวีเดน มีรัฐบาลเสียงข้างน้อยบ่อยๆ เพราะระบบผู้แทนตามสัดส่วนทำให้เสียงข้างมากเกิดขึ้นได้ยาก อินเดีย เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย 2-3 ครั้ง เช่น ในปี 2534 รัฐบาลคองเกรส และในปี 2534 รัฐบาล นาราซิมฮา เรา และปี 2539 รัฐบาลพรรค BJP ของวัชปายี ในสเปน รัฐบาลสังคมนิยมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยตั้งแต่ปี 2561 โดยอาศัยการสนับสนุนจากพรรคอื่นๆ ในระดับภูมิภาค แล้วรัฐบาลเสียงข้างน้อยทำหน้าที่อย่างไรในทางปฏิบัติ ศรีสมภพ ระบุต่อว่า 1. การสร้างความเชื่อมั่นไว้วางในระบอบรัฐสภา รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นไว้วางในต่อสภานิติบัญญัติ หรือสภาล่าง เพื่อหลีกเลี่ยงการลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และได้เสียงที่พอเพียงในการลงมติกฎหมาย หรือ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี นอกจากนี้รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเจรจาต่อรองกับพรรคอื่นเพื่อไม่ให้ระบบล่ม 2. รัฐบาลผสมมักจะแบ่งปันจัดสรรตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีระหว่างพรรคการเมือง เพื่อให้ได้เป็นเสียงข้างมาก แต่รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะไม่ทำอย่างนั้น พรรคที่เป็นรัฐบาลจะรักษาไว้ซึ่งจัดการควบคุมคณะรัฐมนตรี แต่จะแสวงหาการสนับสนุนเป็นรายประเด็นต่อประเด็นจากพรรคอื่นๆ หรือฝ่ายอิสระ 3. รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะพยายามต่อรองกับพรรคอื่นๆ เพื่อผ่านกฏหมาย เป็นการต่อรองเป็นรายกฎหมาย การประนีประนอมหมายถึงการยอมทำนโยบายบางอย่างตามที่ตกลงต่อรองหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกฏหมาย เพื่อให้ได้เสียงพอเพียงในการลงมติในสภาฯ 4. รัฐบาลเสียงข้างน้อยมักจะระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจจะแพ้ในรัฐสภาทำให้รัฐบาลล่ม รัฐบาลแบบนี้จึงอายุไม่ยาวและยุบสภาโดยเร็วให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ในบางที่ก็อาจมีอายุยาวเช่น สวีเดน และเดนมาร์ก 'ปวิน' มองขั้นต่ำต้องยุบสภาฯ หาก ภท.ผิดสัญญา ปชน.เตรียมรับผิดร่วม หลังการเลือกนายกฯ ปวิน  ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ให้สัมภาษณ์ ‘Today’ กล่าวว่า สำหรับเขายังลังเลเกี่ยวกับการตัดสินใจของพรรคประชาชน เลือกให้พรรคภูมิใจไทยเป็นนายกฯ แต่บอกแบบนี้หมายความว่าเราเห็นด้วยกับการเลือกชัยเกษม แต่เห็นด้วยกับเลือกชัยเกษมบนข้อเสนอที่ว่ายุบสภาฯ เลยทันที หลังการแถลงนโยบาย นักวิชาการจาก ม.เกียวโต มองว่าการไม่โหวตให้ใครเลย มันอาจจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด แต่เข้าใจว่ามันไม่ได้เป็นตัวเลือกของพรรคประชาชน แต่อยากจะใช้คำพูดของพรรคประชาชน ถ้าจุดหมายปลายทางอยู่ที่การยุบสภาฯ และข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย คือการยุบสภาฯ ให้เร็วกว่า ถ้าเราต้องอยู่กับตัวเลือกที่แย่ คิดว่าก็ขออยู่กับมันให้น้อยที่สุด แต่ให้คาดการณ์ก็ไม่มีอะไรที่การันตีว่าพรรคเพื่อไทย จะปฏิบัติตามข้อเสนอที่เคยให้ไว้ และพรรคเพื่อไทยก็เคยตระบัดสัตย์มาแล้ว  “ถ้าอยู่บนเงื่อนไขที่ว่ายุบสภาฯ ดีที่สุด ผมว่าเลือกเพื่อไทยดีกว่า” ปวิน ระบุ ทั้งนี้ หลังจากการเลือกตั้งปี 2566 และพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตจากพรรคก้าวไกล ไปไม่ถึงฝันเป็นนายกฯ พรรคเพื่อไทยเคยถูกวิจารณ์อย่างหนัก เพราะว่าไปจับมือร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทย และพรรคอนุรักษนิยมอื่นๆ จัดตั้งรัฐบาล และทำให้เศรษฐา ทวีสิน ได้เป็นนายกฯ จึงที่มาที่บางคนต่อว่าพรรคเพื่อไทยว่า ‘ตระบัดสัตย์’ ปวิน มองว่า แม้ว่าณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะอภิปรายว่าเลือกอนุทิน ไม่ได้ให้มาบริหารประเทศ แต่เลือกให้มายุบสภาฯ แต่หลังจากนี้เป็นต้นไป งานหนักจะอยู่กับพรรคประชาชน เพราะว่าพรรคประชาชนต้องทำให้มั่นใจว่าอนุทิน ชาญวีรกูล จะปฏิบัติตามสัญญาใน MOA อันนี้เป็นความเสี่ยง แต่ถ้าพรรคภูมิใจไทยปฏิบัติตามสัญญา คะแนนนิยมของพรรคประชาชนจะเพิ่มขึ้นอย่างนอน แต่ถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่ปฏิบัติตาม พรรคประชาชนก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบ เพราะว่าเป็นคนโหวตสนับสนุนให้อนุทิน ขึ้นมาเป็นนายกฯ “มันมีการยุบสภาฯ จริงภายใน 4 เดือน ผมไม่หวังเลยนะเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าโอกาสมันเกิดขึ้นน้อยมาก แต่สำหรับผมล้างไผ่ใหม่ ยุบสภาฯ มันเป็นสิ่งที่ผมพอใจอย่างต่ำสุด เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดว่ามันถึงจุดนั้นที่ 4 เดือน คุณอนุทิน รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน ผมคิดว่าจุดนี้พรรคประชาชนสามารถที่จะลุกขึ้นยืน พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเห็นไหม เพราะคุณมีศรัทธาในตัวเรา และตลอดเวลา 4 เดือน เราทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้อย่างดี ตรวจสอบรัฐบาล แล้วกำกับดูแลให้รัฐบาลของคุณอนุทิน ยอมยุบสภาฯ และเขาก็ทำจริงๆ ผมคิดว่าตรงนี้มันจะเป็นคะแนนบวกให้กับพรรคประชาชน แต่ว่าในทางตรงกันข้ามเรากลับมาเรื่องเกี่ยวกับอะไรที่มันยืดยาวไปกว่านั้น พรรคประชาชนอาจจะตกที่นั่งลำบาก เช่น ตกหลุม ไม่จริงใจ ไม่ได้ยึดมั่นกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย เราบอกคุณตั้งแต่วันนั้นแล้ว มันจะต้องหลั่งไหลเข้ามาในวันนั้น” “เพราะฉะนั้น การยุบสภาฯ ไม่ได้เป็นภาระอันหนักอึ้งของพรรคภูมิใจไทยอย่างเดียว มันดันกลายมาเป็นภาระอันหนักอึ้งของพรรคประชาชนด้วย” ปวิน กล่าว ปวิน กล่าวต่อว่า ต่อให้พรรคประชาชนบอกว่าไม่ได้โหวตให้มายุบสภาฯ แต่แยกกันลำบาก  สมมติว่ามันมีอะไรพลาดใน 4 เดือนนี้ ทั้งพรรคภูมิใจไทยหรือรัฐบาลพลาด จะต้องมีการพาดพิงถึงพรรคประชาชนแน่นอน มันกลายเป็นเรื่องตกกระไดพลอยโจนไปแล้ว มันน่าจะออกมารูปแบบนี้ ส่วนของพรรคประชาชนเองก็เหมือนกัน ถ้ามีการพลาดในด้านนโยบายอื่นๆ ไม่เกี่ยวกับการยุบสภาฯ นอกจากพรรคเพื่อไทยจะเอามาเป็นจุดโจมตีของพรรคประชาชนแล้ว บอกตรงๆ มันก็เป็นข้ออ้างลำบากที่พรรคประชาชน จะเอาตัวเองหลุดออกมาจากมัน เพราะเหตุผลที่ว่าคุณโหวตให้เขาออกมาเป็นนายกฯ เพราะว่าในแง่ของตรรกะ เพราะคุณโหวตให้เขาเป็นนายกฯ เพราะฉะนั้น คุณสนับสนุนหรือไว้ใจเขา นักรัฐศาสตร์มอง ปชน.ตัดสินใจผิด เชื่อ ภท.เบี้ยวสัญญากลางทาง ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร ให้สัมภาษณ์กับมติชนทีวี เมื่อ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา มองผลกระทบ 3 อย่างหลังจากเลือกนายกฯ ดังนี้  * รัฐบาลจะบริหารยาก เพราะว่าเป็นเสียงข้างน้อย กฎหมายจะโดนโหวตตกหมดเลย และมีข้อสงสัยด้วยว่า ถ้าพรรคประชาชนไปช่วยหนุนให้อนุทิน เป็นนายกฯ แล้ว เรื่องอื่นๆ จะช่วยด้วยหรือเปล่า อภิปรายไม่ไว้วางใจช่วยหรือไม่ โหวตผ่านกฎหมายช่วยหรือไม่ ขอนับองค์ประชุมจะช่วยด้วยหรือเปล่า คำถามคือพรรคเพื่อไทย ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องเขากระโดง หรือฮั้วเลือก สว. พรรคประชาชนจะทำยังไง จะประคองรัฐบาลต่อหรือไม่เพื่อให้ไปยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่ * มันจะเกิดนิติสงครามมุมกลับ มาตราเดียวกันที่สอยเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร เรื่องจริยธรรม พรรคเพื่อไทยจะเอามาใช้กับพรรคภูมิใจไทย และเขาพร้อมจะเล่นอยู่แล้ว แนวทางพรรคเพื่อไทยเป็นปฏิบัตินิยม * มีความพยายามจะปลุกพลังนอกสภาฯ ถ้าเพื่อไทยจวนตัวสู้ไม่ได้ ก็อาจจะไปเล่นเกมปลุกพลังมวลชนนอกสภาฯ ซึ่งอาจจะไม่ได้มีแค่กลุ่มรวมพลังปกป้องอธิปไตยฯ แต่จะมีกลุ่มอื่นๆ ซึ่งอาจจะเป็นม็อบเสื้อแดง ฟื้นคืนมาอีกครั้ง ต่อประเด็นที่สื่อถามว่า MOA ที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนตกลงด้วยกัน มีหนึ่งในข้อที่อาจจะผิดรัฐธรรมนูญคือข้อที่เขียนว่าห้ามให้รัฐบาลรวมเสียงจนเป็นเสียงข้างมาก และ สส.เพื่อไทย เผยว่าจะลากไปจนยุบพรรคฯ เลย วีระ มองว่ายังไม่ถึงจุดที่จะบอกว่าเป็นการแทรกแซงทางการเมืองที่จะมากำหนดทิศทางทางการเมือง เพราะว่ามันเป็นข้อตกลงเท่านั้น และถ้าดูจากสถานกาณณ์ พรรคภูมิใจไทย จะไม่ยอมปฏิบัติตามเป็นเสียงข้างน้อย และเราจะเห็นปรากฏการณ์ตกปลาในบ่อเพื่อน มีการขนผลไม้ไปแจกในสภาฯ และนี่คือลักษณะของนักการเมืองอาชีพ และเรื่องนี้ภูมิใจไทยไม่ผิด เพราะบอลมาเข้าเท้าภูมิใจไทยเอง  อาจารย์ ม.นเรศวร ยังมองการตัดสินใจของพรรคประชาชนว่า “ผิด” เพราะพรรคประชาชน และเพื่อไทยมีถึง 280 เสียง ไม่น่าเป็นฝ่ายค้าน และตั้งคำถามว่าทำไมพรรคเพื่อไทยไม่จับมือพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง 280 เสียง หรือเอาพรรคชาติไทยพัฒนามารวมด้วยก็ได้ เป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งมันดีกว่าฝ่ายค้านที่เข้มแข็งไม่ใช่หรือ แดง-ส้มควรเป็นพลังประชาธิปไตยเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ใช่หรือ วีระ กล่าวต่อว่า เขามองยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชนคือแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน เพราะว่าต่อให้แข่งขั้นเลือกตั้งภายใต้กติกานี้ ผลก็จะออกมาแบบเดิมคือพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน แต่ทางพรรคเพื่อไทย ยุทธศาสตร์คนละแบบคือต้องการสอย สว.ก่อน แล้วค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่พรรคประชาชนจะยืมมือ สว. เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เขามองว่าถ้า 2 พรรคส้ม-แดงไม่จับมือกัน ไม่มีวันได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ วีระ มองว่า เหตุผลที่พรรคประชาชนไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทยเองก็ฟังไม่ขึ้นที่บอกว่าไม่จริงใจ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าต้องตั้งรัฐบาลหรือเลือกนายกฯ ภายในกี่วัน เราสามารถปล่อยให้เวลาทอดยาว และให้คนที่เราจะไปจับมือพิสูจน์ตัวเอง อาจจะให้กฎหมายประชามติออกก่อน หรือให้แสดงอะไรบางอย่างเพื่อสื่อสารถึงความจริงใจก่อนที่จะจับมือกับพรรคนั้น ดังนั้น มันน่าสงสัยคือทำไมต้องรีบทำขนาดนั้น “ในทางการเมืองมันน่าสงสัย เพราะทุกครั้งที่มีการต่อรองไม่มีอะไรฟรี ถ้าพรรคประชาชนโหวตให้เขาฟรี คุณได้อะไรกลับมา ตรงนี้ในฐานะคนดูการเมืองหรือในฐานะคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องตั้งคำถามเยอะๆ ว่าพรรคประชาชนจะได้อะไรมาในอนาคต ในวันนี้เรายังไม่อยากกล่าวหาอะไร มันคุ้มหรือเปล่าการไปเลือกพรรคภูมิใจไทย” วีระ กล่าว วีระ เชื่อว่า พรรคภูมิใจไทยจะไปเบี้ยวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลางทาง เพราะว่าพรรคได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นทำไมต้องไปแก้ไข และสมมติว่าตัวเองได้เป็นพรรคภูมิใจไทย จะพยายามดึงเสียงข้างมากในสภาล่างให้เกินกึ่งหนึ่ง คุม สว.ให้ได้ ควบคุมองค์กรอิสระ และจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 จากนั้น เขาจะควบคุมองคาพยพที่เป็นอำนาจรัฐในทางกฎหมายของการเมืองไทย ไม่มานั่งสนใจกระดาษแผ่นเดียวที่ตกลงกันไว้ อาจารย์รัฐศาสตร์ มองว่า ถ้าอยากจะควบคุมพรรคภูมิใจไทย มีวิธีเดียวคือต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่คำถามคือเมื่อไร จะรอ 4 เดือนแล้วค่อยอภิปรายหรือไม่ แต่ถ้าเขาได้เป็นพรรคเพื่อไทยจะรีบเปิดประชุมสภาฯ อภิปรายไม่ไว้วางใจอาทิตย์หน้าเลย เพราะเชื่อว่ามันจะจัดการพรรคประชาชนได้ด้วย เพราะมันบีบให้พรรคประชาชนต้องตัดสินใจว่าจะประคองรัฐบาล หรือจะโหวตสอยพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ วีระ ยังเชื่อว่า ข้อเสนอ 4 เดือนไม่น่าจะแก้รัฐธรรมนูญได้ทัน เพราะว่ากว่าจะแก้ไขเรื่องกฎหมายประชามติคาดว่าจะต้องใช้เวลา 6 เดือน อาจจะได้ยุบสภาฯ ก่อนถ้าหากโดนป่วนสภาฯ เยอะๆ แต่การเลือกตั้งจะกลับมาใช้กติกาตามรัฐธรรมนูญเดิมที่ทำให้พรรคประชาชนเสียเปรียบ  “ดึงเอาคำพูดจากคลิปเก่ามาพูดหน่อยคือ ชนชั้นนำทางการเมืองมีฉันทานุมัติเรื่องหนึ่งคือจะไม่เอาพรรคประชาชน และรัฐบาลต้องมีภูมิใจไทยเสมอ ดูสภาพพรรคเพื่อไทย ที่เอาพรรคภูมิใจไทยออกมา ไม่เหลืออะไรเลยตอนนี้” นักวิชาการรัฐศาสตร์ กล่าว เลือกตั้งหน้า ปชน.จะลำบาก อย่ามองการเมืองเป็นเรื่องสกปรก วีระ อธิบายว่า พรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะลำบาก เพราะว่าเป็นพรรคที่ชูด้วยอุดมการณ์ และกระแสสังคม ดังนั้น การจะสร้างฐานเสียงมันใช้เวลานาน แต่เวลาตัดสินใจผิดครั้งเดียว มันจะเสียฐานมวลชนไปได้ง่าย แตกต่างจากพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ที่เน้น สส.เขต ความเขี้ยวจากการเมืองเครือข่าย หรือหัวคะแนน สส.เพื่อไทยและภูมิใจไทยเขาเก่งกว่าพรรคประชาชน และเขาไม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาก็ได้ เพราะความผูกพันในพื้นที่ขึ้นอยู่กับว่า สส.ดึงงบประมาณหรือทรัพยากรลงพื้นที่ช่วยประชาชนได้มากเท่าไร และประชาชนจะเลือกพวกเขาก็ไม่ผิด ซึ่งนี่เป็นเกมถนัดของพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย ถ้า 2 พรรคนี้จะโกหก ประชาชนก็ไม่สนใจ ตราบใดที่ประชาชนมองว่า สส.ยังช่วยในพื้นที่ได้อยู่ จากโครงสร้างรัฐที่ไม่เป็นธรรม อาจารย์ ม.นเรศวร เสนอว่า พรรคประชาชนต้องไม่มองอำนาจสกปรก แต่ต้องมองว่าถ้าเราจะช่วยประชาชน เราต้องการอำนาจมาไว้ในมือ  “เราเห็นวันนี้เวลาโหวตนายกฯ โหวตเพื่อส่วนรวมไม่อยากมีอำนาจ คุณจะช่วยประชาชนได้อย่างไรถ้าคุณไม่มีอำนาจ ตรงนี้สำคัญมาก พรรคประชาชนต้องมองว่าในเชิงทฤษฎี มันป้องกันพรรคเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งอยู่แล้ว อย่างในเบลเยียม หรือในเยอรมัน เวลาคุณจะตั้งรัฐบาล คุณต้องตั้งเป็นรัฐบาลผสมเสมอ เพื่อให้แนวคิดสุดโต่งมันต่อรองกันจนเป็นนโยบายกลางๆ” วีระ กล่าว     * ข่าว * การเมือง * พรรคประชาชน * พรรคภูมิใจไทย * อนุทิน ชาญวีรกูล * พรรคเพื่อไทย * ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ * ทักษิณ ชินวัตร * ชัยเกษม นิติสิริ * ธงชัย วินิจจะกูล * พวงทอง ภวัครพันธุ์ * ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี * มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง * ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ * วีระ หวังสัจจะโชค
dlvr.it
September 9, 2025 at 8:23 AM
เงื่อนไขปลดล็อกการเมือง ของ ปชน. เป็นไปได้แค่ไหนในสมการความเป็นจริง
เงื่อนไขปลดล็อกการเมือง ของ ปชน. เป็นไปได้แค่ไหนในสมการความเป็นจริง รายงาน: ทีมข่าวการเมือง XmasUser Tue, 2025-07-08 - 20:15 ท่ามกลางการสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลระดับหลายแมกนิจูด ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย รับหน้าที่เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีไปก่อน หากเกิดกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้แพทองธาร มีความผิดตามข้อกล่าวหาของบรรดา สว.ที่ตั้งเรื่องไว้ คำถามต่อมาคือ ฉากทัศน์การเมืองจะเป็นยังไงต่อไป การเลือกนายกฯ ใหม่กลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรง ระหว่างแคดิเดตสำคัญ 2 คน ‘ชัยเกษม-อนุทิน’ ซึ่งพรรคประชาชนยังไม่ฟันธงว่าจะโหวตให้ใคร เพียงตั้งเงื่อนไขหลักไว้ 3 อย่าง 1.แก้รัฐธรรมนูญ 2.แก้ปัญหาชายแดน-ผ่านงบประมาณ 3.รีบยุบสภาภายในปีนี้ เงื่อนไขเหล่านี้หากเกิด ‘จุดเปลี่ยน’ จากศาลรัฐธรรมนูญ นายกฯ ค่ายแดง กับค่ายน้ำเงิน มีความแตกต่างกันตรงไหน และมีโจทย์อะไรที่ยังแก้ไม่ตกสำหรับการปลดล็อคการเมืองที่ตั้งธงไว้    เป็นกระแสร้อนแล้วร้อนอีก ต่อเนื่องหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรับคำร้องถอดถอนแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และสั่งให้นายกฯ ‘หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว’ จากกรณีที่สมาชิกวุฒิสภา นำโดยพลเอกสวัสดิ์ ทัศนา ยื่นถอดถอนด้วยข้อหาละเมิดจริยธรรมร้ายแรง ปมคลิปคุยส่วนตัวกับฮุนเซน ท่ามกลางการสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลระดับหลายแมกนิจูด ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย รับหน้าที่เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีไปก่อน หากเกิดกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้แพทองธาร มีความผิดตามข้อกล่าวหาของบรรดา สว.ที่ตั้งเรื่อง คำถามต่อมาคือ ฉากทัศน์การเมืองจะเป็นยังไงต่อไป การเลือกนายกฯ ใหม่กลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรง ระหว่างแคดิเดตสำคัญ 2 คน ‘ชัยเกษม-อนุทิน’ ซึ่งพรรคประชาชน ซึ่งยืนยันให้ระบบรัฐสภาทำงานต่อไปได้ ยังไม่ฟันธงว่าจะโหวตให้ใคร เพียงตั้งเงื่อนไขไว้หลัก 3 อย่าง 1.แก้รัฐธรรมนูญ 2.แก้ปัญหาชายแดน-ผ่านงบประมาณ 3.รีบยุบสภาภายในปีนี้ เงื่อนไขเหล่านี้หากเกิด ‘จุดเปลี่ยน’ จากศาลรัฐธรรมนูญ นายกฯ ค่ายแดง กับค่ายน้ำเงิน มีความแตกต่างกันตรงไหน และมีโจทย์อะไรที่ยังแก้ไม่ตกสำหรับการปลดล็อคการเมืองที่ตั้งธงไว้  ปชน.ยันระบบสภาไปต่อ เปิดทาง ‘โหวตนายกฯ’ ไม่ร่วมรัฐบาล ตัวแสดงทางการเมืองหลักรอบบนี้คือ ศึก 3 ก๊ก อันประกอบไปด้วย 1. พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลปัจจุบัน และมี สส.มากเป็นอันดับสอง 2. พรรคประชาชน ฝ่ายค้านที่มี สส.มากที่สุด และ 3. พรรคภูมิใจไทย ที่เพิ่งโดนดีดไปเป็นฝ่ายค้าน แม้ว่าจะมี สส.เป็นอันดับ 3 แต่อาวุธสำคัญของเขาที่ใครๆ ต่างโจษจันคือ เสียง สว.ส่วนใหญ่ หรือกลุ่ม ‘สว.สีน้ำเงิน’ 2 ขั้วใหญ่ที่เสนอทางออกให้กับประเทศไทย คือพรรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน จุดยืนพรรคเพื่อไทย คือไม่ยุบสภาฯ และเสนอให้พยุงรัฐบาลให้อยู่ต่อจนครบวาระปี 2570 เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่โดนฮุนเซน วางหมากเขย่าให้เห็น ‘ความเปราะบางขั้นสุด’ ของการเมืองไทย และหากเจอพิษ ‘นิติสงคราม’ จนหลุดจากตำแหน่ง และถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตด้วยข้อหา ‘ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง’ ก็ยังมีชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 3 ของพรรคขึ้นมาสานต่อหน้าที่นายกฯ จุดยืนนี้มีมาต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงพีคของม็อบรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย จนถึงศาลรับคำร้องและสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่  ส่วนพรรคประชาชนออกแถลงการณ์เมื่อ 3 ก.ค. 2568 หรือ 2 วันหลังจากศาลสั่งนายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ เสนอทางออกปลดล็อกการเมืองแบบ "Semi-Confidence and Supply" ความหมายรูปธรรมก็คือ พรรคประชาชนช่วยอุดความเสี่ยงของอำนาจนอกระบบ ให้ระบบรัฐสภาเดินต่อไปได้ โดยจะช่วยโหวตสนับสนุน ‘นายกฯ ใหม่’ กรณีที่ศาลตัดสินในแพทองธารหลุดจากตำแหน่ง โดยไม่ขอร่วมรัฐบาล ‘อย่างเด็ดขาด’ แต่การโหวตดังกล่าวพรรคแกนนำต้องยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน หลักๆ ได้แก่ ยุบสภาฯ ภายในปลายปีนี้, ผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ โดยให้จัดให้มีประชามติ ‘ครั้งแรก’ พร้อมเลือกตั้งเพื่อถามประชาชนเรื่องการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ พรรคประชาชน มองว่า รัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย บริหารประเทศต่อยาก เพราะขาดความชอบธรรม และหากดื้อรั้นให้แพทองธารอยู่ต่อ ก็มีแต่จะเจอนิติสงครามรุมสกรัมไปเรื่อยๆ จนอาจเกิดเดทล็อกไม่ให้ยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ แต่ในเวลาเดียวกัน ประเทศตอนนี้ก็มีเรื่องเร่งด่วนที่ต้องจัดการเรื่องข้อพิพาทไทย-กัมพูชา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย 2569 รวมถึงการเจรจาภาษีกับรัฐบาลสหรัฐฯ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขึ้นภาษีศุลกากรนำเข้าสินค้าจากไทย สูงลิ่วไปกว่า 36% จึงจะให้เวลาในการจัดการปัญหาต่างๆ ก่อนแล้วค่อยยุบสภาฯ อลหม่าน โหวต ‘อนุทิน’ มายังไง ความอลหม่านในข้อถกเถียงเกิดขึ้น เพราะก่อนที่พรรคประชาชน จะมีแถลงเงื่อนไขอย่างเป็นทางการ 1 วัน (2 ก.ค.) ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ หัวหน้าพรรคได้ให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ โดยตอบคำถามผู้ดำเนินรายการทำนองที่ตีความว่าไม่ได้ปิดกั้นโอกาสของการโหวตแคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย หากยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนได้ นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยในระดับ ‘ปฏิบัติการ’ อยู่บ้าง จากนั้นจึงเกิดการถกเถียงกันมาในสื่อโซเชียลตามมาเป็นระลอก มีการตีความและวิจารณ์ถึงการที่พรรคประชาชนจะดัน ‘อนุทิน’ ขึ้นเป็นนายกฯ ขณะที่บางส่วนยืนยันว่า หัวหน้าพรรคไม่ได้พูดชัดเจนว่าจะโหวตให้ใคร อย่างไรก็ตาม ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกฯ ได้ออกมาโพสต์ตอบโต้การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ของณัฐพงษ์ พร้อมตั้งคำถามล่วงหน้าว่าจะบังคับให้ภูมิใจไทย ทำตามเงื่อนไขเหล่านี้ได้จริงหรือไม่ และหากตั้งรัฐบาลภูมิใจไทยสำเร็จ มีคนจากพรรคการเมืองบางพรรคเป็น รมว.ยุติธรรม กำกับราชการ DSI ชะตากรรมของคดีฮั้ว สว.ที่กำลังเดินหน้าจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ดี หากดูจากตัวแถลงของพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการและคำให้สัมภาษณ์ของแกนนำหลายคนต่างยืนยันว่าไม่มีการล็อกสเปกพรรคใดพรรคหนึ่งแต่เอาเงื่อนไขเป็นตัวตั้ง ข้อดีของวิธีการนี้ พรรคประชาชน ระบุว่าพรรคที่ต้องการจัดตั้งรัฐบาลจะไม่ต้องเผชิญกับ สส.พรรคร่วมที่มาต่อรองเก้าอี้ รมต. หรือเรียกค่าตัวสูงจนเกินไปจนรัฐบาลเกิดปัญหาไปต่อไม่ได้นั่นเอง ขณะเดียวกัน สส.พรรคภูมิใจไทย รวมถึงอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคต่างก็ปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เคยมีการเสนอตัวเพื่อให้ ปชน.โหวตแคนดิเดตนายกฯ และเป็นความเข้าใจที่ “คลาดเคลื่อนอย่างมาก” วันที่ 3 พ.ค.เช่นเดียวกัน มีการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคประชาชน, ภูมิใจไทย, พลังประชารัฐ, ไทยสร้างไทย และเป็นธรรม และมีการแถลงร่วมกันถึง 4 ประเด็นที่จะผลักดัน 1.กดดันให้รัฐบาลถอนร่าง พ.ร.บ.เอนเตอร์เทนเมนท์คอมแพล็กซ์ 2.การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยืนยันเดินหน้าเสนอให้มีการจัดทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งใหม่ 3.การพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรม ยังมีรายละเอียดอีกหลายส่วนที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยังเห็นต่างกันจึงตั้งคณะทำงานศึกษาเรื่องนี้ 4.ยังไม่ตัดสินใจยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 เมื่อไร เนื่องจากภายใต้สถานการณ์​ ‘นิติสงคราม’ ยังมีความไม่แน่นอนสูง พรรคร่วมฝ่ายค้านแถลงข่าวหลังการประชุมเมื่อ 3 ก.ค. 2568 (ภาพจากทีมสื่อพรรคประชาชน) ในประเด็น ‘มีการพูดคุยหลังบ้านกัน’ ได้รับการขยายความจากทอม เครือโสภณ นักธุรกิจ กล่าวในรายการ EXCLUSIVE TALK ของ PPTV (4 ก.ค.) ว่า ตัวเขาเป็นคนนัด สส.รังสิมันต์ โรม และ สส.รักชนก ศรีนอก พรรคประชาชน ไปคุยกับอนุทิน ซึ่งขณะนั้นตัวของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกจากรัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้านแล้ว แต่ยืนยันว่าหัวหน้าพรรคของทั้ง 2 พรรคยังไม่เคยได้คุยกัน ต่อมาทั้งโรม และรักชนก ต่างปฏิเสธว่าการคุยดังกล่าวไม่ใช่เรื่องดีลโหวตนายกฯ แต่เป็นการคุยหาข้อมูลแก้ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ ท้ายที่สุด ทอม เครือโสภณ แถลงขอโทษที่ทำให้เกิดดราม่าโดยไม่ได้ตั้งใจ พร้อมอธิบายบริบทว่าเป็นการคุยกันเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในช่วงรอยต่อหลังจากอนุทิน ซึ่งเคยคุมมหาดไทย ซึ่งดูแล กฟภ.ออกจากพรรคร่วมรัฐบาลพอดี คณิตศาสตร์การเมือง ปชน. เป็น Kingmaker หรือยัง ช่วงเวลานี้อาจนับว่า ปชน.ในฐานะพรรคฝ่ายค้านสามารถกำหนดวาระทางการเมืองได้พอสมควร จากการตั้งเงื่อนไขปลดล็อคการเมืองแลกกับการโหวตนายกฯ (หากมีอันสะดุดลงจากคำตัดสินของศาล) สส.พรรครัฐบาล 11 พรรคการเมือง จำนวน 256 เสียง * พรรคเพื่อไทย 141 คน * พรรครวมไทยสร้างชาติ 36 คน * พรรคกล้าธรรม 26 คน * พรรคประชาธิปัตย์ 25 คน * พรรคพลังประชารัฐ 20 คน * พรรคชาติไทยพัฒนา 10 คน * พรรคชาติพัฒนา 3 คน * พรรคเสรีรวมไทย 1 คน * พรรคประชาชาติ 9 คน * พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 คน * พรรคไทยรวมพลัง 2 คน สส. พรรคฝ่ายค้าน 5 พรรค จำนวน 239 เสียง * พรรคประชาชน 143 เสียง * พรรคภูมิใจไทย 69 เสียง * พรรคพลังประชารัฐ 20 เสียง * พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง * พรรคเป็นธรรม 1 เสียง หมายเหตุ : จำนวนนี้ยังไม่รวมกับ สส.ที่ตัวอยู่ แต่ใจไปพรรคอื่น   จะเห็นว่า รัฐบาลนี้เสียงค่อนข้างปริ่มน้ำ หลังจากภูมิใจไทย ออกจากพรรคร่วมรัฐบาลไปเป็นฝ่ายค้าน หากเป็นไปดั่งที่ณัฐวุฒิ กล่าวว่า เสียงพรรคร่วมตอนนี้เหนียวแน่น ก็เป็นไปได้ว่าอาจไม่ต้องใช้เสียงของพรรคประชาชน แต่เรื่องนี้ก็ยังเป็นปริศนาที่ต้องรอวันพิสูจน์ เนื่องจากการขยับไปมาของกลุ่มก๊วนต่างๆ ระหว่างค่ายแดงกับน้ำเงินดูเหมือนยังไม่นิ่งนัก 4 ฉากทัศน์การจับมือ (หากแพทองธารหลุดจากตำแหน่ง) ฉากทัศน์ 1 : พรรคเพื่อไทยส่งไม้ต่อให้ ชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกฯ คนต่อไป โดยไม่พึ่งมือของภูมิใจไทย พรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันต้องห้ามแตกแถวเป็นอันขาด เพราะตอนนี้เสียงปริ่มน้ำ แต่อำนาจต่อรองของ สส.พรรคร่วมรัฐบาลก็น่าสูงยิ่ง อย่างน้อยที่สุดหากพรรคเพื่อไทยยังบริหารต่อการแก้ไขปัญหาพิพาทกับกัมพูชาที่เน้นการเจรจาน่าจะยังคงเป็นวาระหลัก และขึ้นอยู่กับว่าพรรคเพื่อไทย จะสามารถดึงอำนาจการบริหาร ‘การเปิด-ปิดด่าน’ อันเป็นจุดสำคัญสำหรับการตอบโต้ของกัมพูชา ให้มาอยู่ในมือรัฐบาลเพื่อให้ทางออกทางการเมืองนำการทหารได้มากแค่ไหน  ฉากทัศน์ 2 : พรรคประชาชน ยอมโหวตให้พรรคเพื่อไทย โดยไม่เป็นรัฐบาล ถือเป็นการผ่าทางตัน และการันตีให้ชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกฯ ต่ออย่างหนักแน่น แต่ก็ขึ้นกับว่าพรรคเพื่อไทย ยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนมากน้อยแค่ไหน อันที่จริง 2 พรรคนี้มีจุดยืนต้องการแก้รัฐธรรมนูญเหมือนกัน แต่ติดเดทล็อคที่ ‘รัฐธรรมนูญมีชัย’ วางเงื่อนไขต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 เรื่องนี้ยังเป็นประเด็นเสมอมา ท่ามกลางสถานการณ์การดำเนินคดี ‘ฮั้ว สว.’ ซึ่งยังไม่รู้จะออกมาในรูปไหน ใช้เวลาเท่าไร และดูเหมือน สว.ทั้งหมดยังสามารถทำหน้าที่ได้โดยสะดวก ไม่มีการสั่งหยุดการปฏิบัติหน้าที่เหมือนฝ่ายบริหาร ฉากทัศน์ที่ 3 : พรรคประชาชน โหวตให้พรรคภูมิใจไทย หลังภูมิใจไทย ตัดสินใจเสนอแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคตนเอง โดยภูมิใจไทย ต้องยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน ประเด็นนี้มีความน่าสนใจตรงที่ใครๆ ต่างมองว่าเงื่อนปมเสียง สว.1 ใน 3 นั้นอยู่ในมือพรรคภูมิใจไทย แม้แต่หัวหน้าพรรคประชาชนเองก็นำเสนอประเด็นนี้ในการให้สัมภาษณ์กับสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ด้วยหวังว่าหากพรรคน้ำเงิน ‘ยอม’ รัฐบาลสีน้ำเงินจะเปิดทางแก้รัฐธรรมนูญได้เป็นรูปธรรมมากกว่ารัฐบาลสีแดง  ชุติพงศ์  พิภพภิญญา สส.พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เราอาจไม่เคยเห็นกัน นับเป็น ‘นวัตกรรม’ ทางการเมือง เมื่อฝ่ายค้านเป็นผู้นำในทางความคิด แล้วฝ่ายรัฐบาลเล็กกว่า ตอนนั้นใครเป็นรัฐบาลก็ต้องฟังเสียงฝ่ายค้านเพราะรัฐบาลเล็กกว่า เรียกว่ายอมเพราะการรับภารกิจเฉพาะนี้ ทำหน้าที่เพื่อพาประเทศออกจากวิกฤติ นักการเมืองที่อยู่ในการเมืองมานานอาจจินตนาการไม่ออก “ถ้าวันนั้นพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน แล้วคุณอนุทินเป็นนายกฯ  แล้วตระบัดสัตย์ ผ่านไปเดือนหนึ่งก็รู้แล้วเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ คุณโดน 2 พรรคนี้ล้ม คุณอยากเป็นนายกฯ คนแรกที่โดนอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วล้มไหมล่ะ” ชุติพงศ์ กล่าว (ซ้าย) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ (ขวา) อนุทิน ชาญวีรกูล (ที่มา: ทีมสื่อพรรคประชาชน) ฉากทัศน์ 4 : พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย กลับมาจับมือกัน แม้มีคนวิเคราะห์ในแนวนี้ แต่ วิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.พรรคเพื่อไทย และประธานวิปรัฐบาลให้สัมภาษณ์ว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะดึงพรรคภูมิใจไทยกลับมา โดยเฉพาะเมื่อมีคดีฮั้ว สว.ซึ่งประชาชนจับตาทั้งประเทศ การจับมือกันยิ่งเกิดข้อครหาใหญ่หลวง ขณะที่ ชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 3 ของพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์เรื่องความเป็นไปได้ในการดึงพรรคภูมิใจไทย กลับมาร่วมรัฐบาลว่าต้องคุยกัน ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ คุยแล้วเห็นว่าถ้าทำอย่างไหนเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่ากัน ทุกคนก็ยอมรับได้ ซึ่งต้องถึงเวลานั้นถึงจะคาดเดาสถานการณ์ได้ ส่วน สส.ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ จากพรรคประชาชน บอกว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยกลับไปจับมือกับพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชนก็ไม่เสียหายอะไร เพราะว่าประกาศตัวเองมาเสมอว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ทั้งหมดนี้ต้องย้ำว่าประเด็นที่ลากมาไกลขนาดนี้ เหตุหลักสืบเนื่องจากคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์มายาวนานแล้วว่ามักจะสร้าง ‘จุดเปลี่ยน’ ทางการเมืองที่ส่งผลเขย่าให้รัฐบาลไร้เสถียรภาพเสมอ รวมถึงทำให้ภาคการเมืองโดยรวมอ่อนแอลง  งานวิจัยของ 'ประจักษ์ ก้องกีรติ' จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เรื่อง 'การเลือกตั้งเพื่อลดความขัดแย้งและส่งเสริมคุณภาพประชาธิปไตย' ซึ่งทำให้สถาบันพระปกเกล้า (2566) มีข้อมูลส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ตลอด 30 ปีของการเลือกตั้ง นับตั้งแต่รัฐบาลชวน หลีกภัย (2535) จนถึงรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา แทบไม่มีรัฐบาลไหนอยู่ได้ ‘ครบวาระ’ ยกเว้นรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร กับรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา นอกจากนี้ รัฐบาลทั้งหมดดังกล่าวก็มีลักษณะเป็น ‘รัฐบาลผสมหลายพรรค’ มีเสียง สส.เพียง 50-60% เป็นส่วนใหญ่ แต่มีเพียงรัฐบาลทักษิณ 1 เท่านั้นมีเสียงรวมกันแล้วมากถึง 73.6% และเมื่อได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 2 ก็มีเสียงมากถึง 75.3% สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่นั่นก็มาพร้อมข้อกล่าวหา ‘เผด็จการรัฐสภา’ การชุมนุมประท้วง และจบลงที่การรัฐประหาร ดูเหมือนปัจจุบันเรากำลังกลับไปวนซ้ำเส้นทางรัฐบาลแบบเดิม อันเป็นผลจากความขัดแย้งทางการเมืองและการออกแบบรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้ ‘ผลงาน’ เกิดขึ้นได้ยากในทุกรัฐบาลซึ่งล้วนไร้เสถียรภาพทางการเมือง ส่องจุดยืน พท.-ภท.เป็นไปได้แค่ไหน ตามเงื่อนไข ปชน. หากเราดูจุดยืนของทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน มันเป็นไปได้หรือไม่ ที่พรรคเพื่อไทย และภูมิใจไทย จะรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน ในเรื่องการผลักดันให้เกิดการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หลักเกณฑ์การทำประชามติ และนิรโทษกรรมคดีการเมือง เอาแค่ 3 ประเด็นหลัก * แก้ พ.ร.บ.ประชามติ ปลดล็อค 2 ชั้นถูกเตะถ่วงโดย สว. พ.ร.บ.ประชามติ แต่เดิมถูกเขียนไว้ให้ใช้หลักเกณฑ์ 2 ชั้น คือ * ต้องมีผู้มาใช้สิทธิประชามติจำนวนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ * ต้องมีผู้เห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย มีจุดยืนที่ชัดเจนแต่แรกว่า ต้องการแก้ไขให้เหลือหลักเกณฑ์เพียง 1 ชั้นที่ระบุว่าต้องมีผู้เห็นชอบจำนวนเกินกึ่งหนึ่งกว่าผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ เพราะหากยังคงหลักเกณฑ์ 2 ชั้นอยู่ คงยากผ่านที่จะผ่านคำถามประชามติได้ในทุกเรื่อง ไม่ใช่เพียงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ การใช้หลักเกณฑ์ 2 ชั้นผ่านประชามติ เป็นการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมกัน เพราะว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยสามารถรณรงค์ให้คนเลือกไม่ออกมาใช้สิทธิออกเสียงในเรื่องนั้นได้ ทำให้ฝ่ายที่ต้องการผลักดันให้ผ่านประชามติเสียเปรียบอย่างมาก  พรรคภูมิใจไทย มีจุดยืนแต่แรกเลยว่าต้องการใช้หลักเกณฑ์ประชามติ 2 ชั้นมาตลอด โดยให้เหตุผลว่าการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 มีผู้ออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติจำนวนมาก ฉะนั้น การจะแก้ไขเรื่องใหญ่ของประเทศควรใช้เสียงสนับสนุนที่มากพอ จุดยืนนี้ยังสอดคล้องกับ ‘วุฒิสภา’ ที่ได้แก้ ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ จากสภาผู้แทนราษฎรที่โหวตกันไปแล้วว่าให้แก้เหลือ หลักเกณฑ์ชั้นเดียว เป็นผลให้กฎหมายนี้ต้องถูก ‘ฟรีซ’ หรือระงับไปถึง 6 เดือนก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะสามารถโหวตยืนยันความเห็นของตนเอง (หลักเกณฑ์ประชามติ 1 ชั้น) ได้ คาดหมายว่าจะมีการนำร่าง พ.ร.บ.ประชามติ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเร็วๆ นี้ กล่าวได้ว่า การโหวตเปลี่ยนเนื้อหากฎหมายประชามติของเหล่า สว. เป็นสารตั้งต้นที่สำคัญที่ทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องหยุดชะงัก * ประชามติ 2 หรือ 3 ครั้ง ยังเป็นประเด็น ในประเด็นเรื่องทำประชามติ 2 หรือ 3 ครั้ง ถือว่าเป็นประเด็นถกเถียงกันหนัก เนื่องจากการตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 มีความแตกต่างกัน * พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ตีความคำวินิจฉัยว่า ไม่ต้องทำประชามติ 3 ครั้ง โดยทำประชามติเพียงแค่ 2 ครั้ง คือ ตอนแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อตั้ง สสร. ที่มาจากเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนผ่านแล้ว และครั้งที่สุดท้าย คือหลังจาก สสร.ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว * ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการทำรัฐธรรมนูญ 3 ครั้ง ยกตัวอย่าง นิกร จำนงค์ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย ที่ตีความว่าต้องทำประชามติตั้งแต่ก่อนแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยเรื่อง สสร. โดยครั้งที่ 1 ถามประชาชนว่าประสงค์จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ แล้วจึงตามมาด้วยครั้งที่ 2 คือจะรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 เรื่อง สสร. ที่ผ่านสภาแล้วหรือไม่ จบด้วยครั้งที่ 3 คือ รับรองรัฐธรรมนูญที่ร่างโดย สสร. หรือไม่ ย้อนไปตอน 13 ก.พ. 2568 พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการตั้ง สสร.เพื่อมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยในช่วงการเปิดประชุมรัฐสภา สมัยพิเศษวันนั้น ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นแถลงว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256 สุ่มเสี่ยงจะขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จึงขออนุญาตไม่ร่วมพิจารณา ก่อนพา สส.ของพรรคภูมิใจ และ สว.สีน้ำเงิน วอล์กเอาต์ จนการประชุมรัฐสภาล่ม 2 วันติดต่อกัน จนกระทั่งเมื่อ 17 มี.ค. 2568 เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา และวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.พรรคเพื่อไทย ได้มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำวินิจฉัยเดิมอีกครั้ง ได้ยื่นถามศาลรัฐธรรมนูญว่า รัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้หรือไม่ โดยยังไม่ต้องทำประชามติสอบถามความต้องการของประชาชนก่อน และ 9 เม.ย. 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 3 รับวินิจฉัย และผ่านไปแล้ว 3 เดือนปัจจุบันยังรอคำวินิจฉัยอยู่ ผลจากเกมของพรรคภูมิใจไทย และ สว. ต้องบอกว่าเป็นผลทำให้การคิกออฟแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้นับหนึ่งเสียที และไม่แน่ใจว่าเงื่อนไขของพรรคประชาชนที่ให้ทำประชามติ พร้อมกับการเลือกตั้งใหม่หลังยุบสภาฯ พรรคภูมิใจไทยจะยอมรับได้หรือไม่ สุทิน คลังแสง นำทัพพลพรรคเพื่อไทย แถลงหลังจากการประชุมรัฐสภาล่ม เพราะว่าองค์ประชุมไม่พอ ทำให้การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการตั้ง สสร. ต้องสะดุดลง เมื่อ 13 ก.พ. 2568 (ที่มา: สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร) * แก้ไขรัฐธรรมนูญทุกหมวดทุกมาตรา หรือยกเว้นหมวด 1-2 สำหรับจุดยืนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าต้องแก้ไขทุกหมวดทุกมาตราหรือไม่นั้น ก็แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายเช่นเดียวกัน * พรรคประชาชน มองว่ารัฐธรรมนูญต้องแก้ไขได้ทุกหมวดทุกมาตรา โดยไม่มีข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน อ้างอิงจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ระบุแต่เพียงว่า สสร.จะไม่มีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับภาคประชาชนด้วยเช่นกัน * พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ มีจุดยืนที่ไม่แตะหมวดที่ 1 (บททั่วไป) และหมวดที่ 2 (ว่าด้วยพระมหากษัตริย์) หากอ้างอิงจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ของพรรคเพื่อไทย ระบุชัดเจนว่า การแก้ไขหมวด 1 และ หมวด 2 ไม่สามารถกระทำได้ ขณะที่ของพรรคภูมิใจไทย ชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ของพรรคฯ เผยแพร่คลิปเมื่อ 5 ก.ค. 2568 ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่าพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย อาจจับมือกัน โดยในช่วงหนึ่งของคลิป ชาดา ระบุว่า เขาพร้อมหนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ขอว่าอย่าแตะหมวดที่ 1 และหมวดที่ 2 * เกมล้างคดี ภท. นอกจากข่าวลือว่าพรรคภูมิใจไทย อาจกำลังเดินเกมขอให้พรรคประชาชนช่วยโหวตให้เป็นนายกฯ ตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ ก็มีบางคนมาร่วมวิเคราะห์ว่าทำไมพรรคภูมิใจไทย ถึงมาอยากเป็นนายกฯ เอาช่วงนี้ เป็นไปเพื่อปลดล็อกการเมืองให้เดินหน้าหรือมีอะไรเคลือบแฝง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษานายกฯ แพทองธาร ตั้งข้อสังเกตหลังเกิดกระแสตีความคำให้สัมภาษณ์หัวหน้าพรรคประชาชนเปิดทางโหวต ‘อนุทิน’ ว่า หากระหว่างที่รัฐบาลเฉพาะกิจของพรรคภูมิใจไทย บริหารประเทศก่อนยุบสภาฯ ถ้ามีคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือเรื่องอื่นๆ ผุดขึ้นมา พรรคประชาชนก็ต้องคอยโหวตประคองรัฐบาลเพื่อให้บรรลุเงื่อนไขตัวเองหรือไม่ หรือจะกำหนดท่าทีต่อเรื่องเหล่านี้อย่างไร บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าการพยายามเป็นนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย เพื่อจะเคลียร์คดีความ ‘ฮั้ว สว.’ และเรื่องคดีเขากระโดง ทั้งนี้ คดีฮั้ว สว.ลากยาวมาตั้งแต่ 10 ก.พ.2568 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยมีสมาชิกเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ กกต. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กำลังทยอยเรียก สว. และนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาฐานความผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ระวี อักษรศิริ ผอ.กองคดีการฟอกเงินทางอาญา อัพเดทความคืบหน้าเรื่องกรณีของการฮั้ว สว.ว่า ฐานความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ใกล้เสร็จแล้ว และคาดว่าจะสรุปสำนวนส่งให้ กกต.ได้ประมาณกลางเดือน ก.ค. 2568 เบื้องต้นมีผู้เกี่ยวข้องรวมแล้ว 200 กว่าราย และอาจผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ เพิ่มเติม ส่วนข้อหา ‘ฟอกเงิน-อั้งยี่’ ที่ดีเอสไอ รับผิดชอบยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยตอนนี้เรียกพยานมาสอบสวนเส้นทางการเงิน ปัจจุบันมีพยานเข้ามาพบแล้วจำนวน 3 ราย จากจำนวนพยานที่เรียกมาทั้งหมด 7 ราย * นายกฯ รักษาการ ยุบสภาได้หรือไม่? อีกข้อวิเคราะห์หนึ่งที่เปิดโดยผู้ดำเนินรายการเจาะลึกทั่วไทยฯ คือ แหล่งข่าวนักธุรกิจประเมินว่าพรรคเพื่อไทย เตรียมทางหนีทีไล่ไว้ราว 3 เดือน จึงยุบสภา เพื่อรอให้ผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณ และมีการแต่งตั้งข้าราชการต่างๆ ในช่วงเดือน ก.ย. 2568 ให้เรียบร้อยเสียก่อน สอดคล้องกับระยะเวลารอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ประเมินแล้วน่าจะกินเวลาราว 2-3 เดือน  การมีวิเคราะห์ยังมีต่อไปด้วยว่า พรรคเพื่อไทย ซึ่งอยู่ในสภาพเสียงปริ่มน้ำอย่างมาก อาจจะไม่อยากให้มีการโหวตนายกฯ คนใหม่ในสภาฯ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะ ‘โดนไฮแจ็ก’ ตำแหน่งฝ่ายบริหารก็เป็นได้ จึงจะชิงยุบสภาฯ ในขณะรักษาการ  การวิเคราะห์นี้อาจไม่มีน้ำหนักมากนักก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ ข้อถกเถียงว่า ‘รักษาการนายกฯ’ มีอำนาจยุบสภาหรือไม่ ชูศักดิ์ ศิรินิล ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า นายกฯ รักษาการมีอำนาจในการยุบสภาได้เหมือนนายกรัฐมนตรี หากย้อนไปดูสมัย ‘รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา’ วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายและกูรูที่ใครๆ มักสอบถามข้อกฎหมาย เคยตอบคำถามว่า นายกฯ รักษาการมีอำนาจยุบสภาหรือไม่ว่า “ทำได้เหมือนนายกฯ ทุกอย่าง”  (24 ส.ค.2565)   เมื่อคำถามนี้มาเยือนอีกครั้ง 2 ก.ค. 2568 วิษณุ ตอบคำถามในเนชั่นทีวีอีกหนว่า  “ยอมรับความมี 2 ความเห็น ความเห็นหนึ่งเห็นว่าเมื่อเป็นรักษาการนายกฯ สามารถทำอะไรได้ทุกอย่างเหมือนนายกฯ อีกความเห็นหนึ่งบอกว่าไม่ได้ อำนาจยุบสภาเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ผมเห็นไปในทางที่ว่าสามารถยุบสภาฯ ได้ อยู่ที่ว่าพระเจ้าอยู่หัวท่านจะลงพระปรมาภิไธยให้หรือไม่ ก็ถ้าถวายขึ้นไปท่านลงพระปรมาภิไธยมาแล้วใครจะเถียงกันว่าใครทำผิดรัฐธรรมนูญ ไม่มีหรอก”  ทันทีทันควัน ปกรณ์ นิลประพันธุ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวโต้กลับ โดยยืนยันว่า รักษาการนายกฯ ยุบสภาไม่ได้ “ผมอธิบายว่าตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของบ้านเรา การเสนอแต่งตั้งรัฐมนตรี และการยุบสภา เป็นอำนาจเฉพาะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศที่ปกครองในระบอบรัฐสภาแบบเวสต์มินสเตอร์ (Westminster) เป็นไปตาม “หลักความไว้วางใจ”.... รนม. (รองนายกรัฐมนตรี) รักษาราชการแทน นรม. (นายกรัฐมนตรี) จะเสนอให้ยุบสภา ถ้ายังมีผู้ดำรงตำแหน่ง นรม.อยู่ ยิ่งไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้ได้รับความไว้วางใจจากสภาให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร หากเป็นเพียงผู้ซึ่ง นรม. ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ว่าเป็นผู้สมควรไว้วางใจให้แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีเท่านั้น การยุบสภาจึงเป็นอำนาจเฉพาะของ นรม. เท่านั้น กล่าวได้ว่าการกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง รมต.ก็ดี หรือถวายคำแนะนำให้ยุบสภาก็ดี เป็นเรื่องของ นรม. ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากสภาให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารโดยแท้” ส่วนหนึ่งในคำอธิบายของปกรณ์ นิรโทษกรรมคดีการเมือง ‘เอา-ไม่เอา 112’ เรื่องนี้ไม่อยู่ในเงื่อนไขปลดล็อกของพรรคประชาชน  แต่ในการแถลงพรรคร่วมฝ่ายค้านเมื่อ 3 ก.ค.2568 มีการระบุว่าพยายามจะดันร่วมกันอยู่ อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมฝ่ายค้านยังเห็นไม่ตรงกัน จึงจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาร่วมกันแทน สำหรับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีการเมือง ตอนนี้มีข่าวว่ากำลังบรรจุวาระเข้าสภาฯ ในวันที่ 9 ก.ค.2568 โดยจะมีทั้งหมด 4 ร่าง แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีร่างของพรรคประชาชน (ร่างเดิมของพรรคก้าวไกลเสนอไว้) ซึ่งไม่ได้ระบุว่าจะให้นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 โดยทันทีแบบไม่มีเงื่อนไข แต่ให้ใช้กลไกคณะกรรมการพิจารณาเป็นรายกรณีว่าจะให้นิรโทษกรรมหรือไม่ ส่วนพรรคภูมิใจไทย ยืนยันเสียงแข็งเรื่องไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 มาแต่ไหนแต่ไร ขณะที่ชาดา สส.อุทัยธานี ของพรรคภูมิใจไทย ให้ความเห็นในคลิปวิดีโอที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กของตัวเองเมื่อ 5 ก.ค.2568 ย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนสนับสนุนการนิรโทษกรรมเพื่อความปรองดอง แต่ยกเว้นคดีมาตรา 112 ขณะที่เมื่อ 7 ก.ค. 2568 สำนักข่าวมติชน รายงานว่า ที่ประชุมวิปรัฐบาล ซึ่งมีพรรคเพื่อไทย รวมอยู่ด้วย มีมติไม่รับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 2 ฉบับ คือ ร่างของภาคประชาชน และร่างของชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล อัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ เผยว่า เหตุไม่รับ 2 ร่างนี้ เนื่องจากมีการนิรโทษกรรมที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และเมื่อสื่อถามว่าก็มีข้อวิจารณ์ว่าการวางเงื่อนไขไม่นิรโทษกรรมมาตรา 112 จะไม่สามารถสร้างความปรองดองได้อย่างแท้จริงนั้น อัครเดช ระบุว่า เขามองว่าความปรองดองจะต้องเกิดขึ้นจริง และคดีมาตรา 112 มีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองในคดีทั้งหมด เพราะฉะนั้น คงเทียบกันไม่ได้ ส่วนวิปรัฐบาลจะรับ 2 ร่าง คือ ร่างของพรรครวมไทยสร้างชาติ และร่างของพรรคกล้าธรรม โดยทั้ง 2 ร่างนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความปรองดองกับผู้ที่มีมูลเหตุความผิดจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งจะไม่รวมคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการทุจริตคอร์รัปชัน มาจนถึงจุดนี้ ทำให้พบว่าเงื่อนไขพรรคการเมือง 3 ก๊ก ไม่ว่าจะเป็น พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย มีความเห็นแตกต่างในรายละเอียดหลายประเด็น ในระยะสั้น คงต้องจับลูกตาดูกันอย่างใกล้ชิดว่า ‘พรรคเพื่อไทย’ จะเดินเกมยังไงต่อไป เพราะว่าสถานการณ์เสียง สส.ค่อนข้างปริ่มน้ำ หากรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนเข้ามา ก็จะช่วยการันตีว่าหากแพทองธาร หลุดจากนายกฯ ก็จะไม่ถูก สส.พรรคร่วมขี่คอ ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี ส่งชัยเกษม เป็นนายกฯ ได้อย่างไร้รอยต่อ แต่อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ก็ยังมีความไม่ลงรอยในหลายประเด็น ยกตัวอย่าง การนิรโทษกรรมคดีการเมือง หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกหมวดทุกมาตรา ในเวลาเดียวกัน พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน กลับมีความไม่ลงรอยกันมากกว่าพรรคเพื่อไทย เรียกว่า ‘แทบทุกประเด็น’ ยกตัวอย่าง ทั้งเรื่องการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การทำประชามติ หรือการแก้ไขหลักเกณฑ์ประชามติ 2 ชั้น จนไม่แน่ใจว่า 2 พรรคนี้จะจับมือกันยังไง อาจมีคนต้องลดเงื่อนไขลงมา ส่วนที่เห็นร่วมกันตอนนี้อาจจะเป็นเรื่องการยุบสภาฯ ปลดล็อกประเทศ เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่เท่านั้น ซึ่งมีการกล่าวในวันอ่านแถลงการณ์ของการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน * รายงานพิเศษ * การเมือง * พรรคประชาชน * ณัฐพง์ เรืองปัญญาวุฒิ * พรรคเพื่อไทย * แพทองธาร * ชูศักดิ์ ศิรินิล * ชัยเกษม นิติสิริ * วิษณุ เครืองาม * วิสุทธิ์ ไชยณรุณ * ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ * ชาดา ไทยเศรษฐ์ * พรรคภูมิใจไทย * อนุทิน ชาญวีรกูล * พ.ร.บ.นิรโทกรรม * มาตรา 112 * แก้รัฐธรรมนูญ * พ.ร.บ.ประชามติ * วิปรัฐบาล
dlvr.it
July 8, 2025 at 1:23 AM
Police charged "Get Sophon" in prison with defamation of a Senator. For the activity of distributing leaflets calling on the Senate to listen to the people's voice in voting for the Prime Minister in Thailand in Aug 2023

They stacking up charges... Powers that be don't want him out of prison 😠
'เก็ท โสภณ' ถูก 'สว.' แจ้งหมิ่นประมาท เหตุแจงใบปลิว เรียกร้อง สว.
ตำรวจเข้าแจ้งข้อหา “เก็ท โสภณ” ในเรือนจำ หลังถูกถูก “สว.” เสรี สุวรรณภานนท์ แจ้งความคดีหมิ่นประมาท จากการทำกิจกรรมแจกใบปลิวเรียกร้องให้ สว. ฟังเสียงประชาชนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1
prachatai.com
February 21, 2024 at 9:49 PM
Sat:
RVPCON present Listening Party (for new EP) & talks on current politics, w/ Liberate P, HockHacker & more!at KINJAI CONTEMPORARY BKK

Sat & Sun:
@seajunction.bsky.social hold their Monthly Mini Book & Craft Fair! in Bangkok.
5/
March 27, 2026 at 12:11 PM
‘พริษฐ์’ แจ้งปชน.ยังไม่สรุปเลือกนายกฯ แต่ถ้า พท.จะยุบสภาก็ยุบไม่ต้องรอ
‘พริษฐ์’ แจ้งปชน.ยังไม่สรุปเลือกนายกฯ แต่ถ้า พท.จะยุบสภาก็ยุบไม่ต้องรอ ภาพจาก พริษฐ์ วัชรสินธุ admin666 Mon, 2025-09-01 - 16:30 โฆษกพรรคบอกถ้าพรรคเพื่อไทยจะยุบสภาก็ทำได้เลยไม่ต้องรอพรรคประชาชนตัดสินใจจะเลือกใครเป็นนายกฯ เพราะเลือกไปเพื่อให้ยุบสภาอยู่แล้ว และพรรคก็เรียกร้องให้ยุบสภามาตั้งแต่วันที่คลิปเสียงหลุดแล้ว 1 ก.ย.2568 พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงการประชุม สส.ของพรรคว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องจะโหวตให้พรรคใด แต่เนื่องจากเขาทราบข่าวเรื่องที่ตัวแทนของพรรคเพื่อไทยให้ข่าวว่าอาจจะดำเนินการยุบสภาถ้าพรรคประชาชนตัดสินใจเลือกไม่ได้ว่าจะเลือกโหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคใด “พรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นต้องรอให้พรรคประชาชนตัดสินใจก็สามารถดำเนินการยุบสภาได้ แล้วถ้าจะย้ำจุดยืนของพรรคประชาชนอีกรอบ 3 ประการ ประการแรกตั้งแต่วันที่มีคลิปเสียงระหว่างแพทองธารกับฮุน เซนออกมา ทางเราเรียกร้องมาตั้งแต่วันนั้นว่าทางออกที่ดีที่สุดของประเทศคือการยุบสภาเพื่อให้ประเทศเรามีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็วและมีรัฐบาลใหม่ที่มีความชอบธรรมทางการเมือง มีเสถียรภาพและศักยภาพแก้ปัญหาสำคัญๆ ได้” พริษฐ์กล่าว โฆษกพรรคกล่าวย้ำถึงข้อเรียกร้องยุบสภาในครั้งนั้นว่า ทางผู้มีอำนาจในเวลานั้นทั้งแพทองธารและภูมิธรรมไม่ได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวแล้วยุบสภา และตอนนี้ก็ยืนยันว่าอำนาจยุบสภาอยู่ที่รักษาการนายกฯ และพรรคเพื่อไทยดังนั้นหากต้องการยุบสภาทำได้เลยไม่ต้องรอพรรคประชาชนตัดสินใจ พริษฐ์กล่าวอีกว่าการที่พรรคประชาชนต้องมาประชุมกันอย่างหนักใจว่าจะให้ สส.ของพรรคโหวตไปในทิศทางใดในเวลานี้เพื่อเลือกนายกฯ ไปยุบสภาก็เพราะที่ผ่านมาไม่มีการยุบสภา ไม่ใช่ต้องการเลือกใครมาแทนที่การยุบสภา โดยทั้งหมดนี้เป็นจุดยืนของพรรคประชาชน ก่อนหน้าที่พริษฐ์จะออกมาแถลง ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ทางพรรคเพื่อไทยโดยสรวงศ์ เทียนทอง ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้กล่าวกับสื่อถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะมีประกาศยุบสภาที่เป็นทางเลือกหนึ่งกรณีที่พรรคประชาชนไม่ตัดสินใจ * ข่าว * การเมือง * ยุบสภา * พรรคประชาชน * ตั้งรัฐบาล * พริษฐ์ วัชรสินธุ * สรวงศ์ เทียนทอง * ประเสริฐ จันทรรวงทอง
dlvr.it
September 1, 2025 at 9:43 AM
'อนุทิน' นำแถลงตั้งรัฐบาล ขอบคุณ 16 "ว่าที่พรรคร่วมฯ" ก่อนประชุมสภาโหวตหนุนนั่งนายกฯ
'อนุทิน' นำแถลงตั้งรัฐบาล ขอบคุณ 16 "ว่าที่พรรคร่วมฯ" ก่อนประชุมสภาโหวตหนุนนั่งนายกฯ ภาพจากไลฟ์สด The Reporters See Think Thu, 2026-03-19 - 13:00 19 มี.ค.2569 ก่อนการประชุมสภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ทางพรรคร่วมว่าที่รัฐบาล ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ นัดประชุมหัวหน้าพรรค และสส. พรรคร่วมรัฐบาลจำนวน 16 พรรค ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย, พรรคพลังประชารัฐ, พรรคประชาชาติ, พรรคเศรษฐกิจ, พรรคเพื่อชาติไทย, พรรคไทยสร้างไทย, พรรครวมไทยสร้างชาติ , พรรคใหม่, พรรครวมใจไทย, พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรครวมพลังประชาชน, พรรคพลังประชารัฐ, พรรคมิติใหม่, พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคทางเลือกใหม่, พรรคโอกาสใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนการประชุมสภา เพื่อลงมติในเวลา 10.00 น. ประชาชาติธุรกิจรายงานว่าบรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างคึกคัก มี สส. จากทุกพรรค เข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง จากการสังเกต สส.พรรคภูมิใจไทย มีการนัดกันแต่งกายด้วยชุดผ้าไทย สีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีประจำพรรคภูมิใจไทยกันอย่างพร้อมเพรียง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลแถลงข่าว โดยกล่าวทักทายสมาชิกจากพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในฐานะผู้แทนราษฎร และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับความร่วมมือที่ดีจากพรรคการเมืองทั้ง 16 พรรค ที่ได้ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและบริหารราชการแผ่นดินเพื่อความผาสุกของประเทศชาติและประชาชน ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการทุกเรื่องทั้งด้านนิติบัญญัติ ด้านบริหารได้อย่างราบรื่น มั่นใจว่าพลังของสมาชิก ประสบการณ์ คุณวุฒิ วัยวุฒิ และความตั้งใจที่เราทุกคนได้เป็นผู้แทนของประชาชนจะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาว นายอนุทินกล่าวขอบพระคุณหัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารและสมาชิกทุกพรรคการเมือง ที่ให้ความเชื่อมั่น ให้ความร่วมมือในการสนับสนุนตนเองให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ รวมถึงขอบคุณผู้ประสานงานจากทุกพรรคการเมือง ที่ทำให้ความเจตนารมณ์ของทุกคนได้บรรจบกันด้วยความสามัคคี พร้อมให้คำยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับทุกท่าน ไม่ใช่เฉพาะในคณะรัฐมนตรี แต่เป็นในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และความเป็นเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย จะให้การสนับสนุนในทุกด้านเพื่อให้เกิดความสะดวก เกิดความราบรื่น ประโยชน์สูงสุดในการทำงานในพื้นที่ของทุกท่าน และมั่นใจว่าด้วยความสัมพันธ์ที่มีกันมาอย่างยาวนาน มีจิตใจที่มุ่งมั่นตั้งใจในการรับใช้ประเทศชาติและประชาชน นอกจากนี้ นายอนุทินหวังว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะอยู่ทำประโยชน์ด้วยกันให้กับประเทศชาติประชาชนอย่างเต็มที่ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกท่านอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน และขอให้มั่นใจว่าเราคือคนที่รู้จักกันดี สิ่งใดที่เป็นเรื่องประชาชนและประเทศตนจะตอบสนองด้วยความรวดเร็วด้วยความร่วมมืออย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้ไม่มีพรรคการเมืองใหญ่ หรือพรรคการเมืองเล็ก มีแต่พรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะมีกี่เสียงก็แล้วแต่ ทุกพรรคก็พร้อมที่จะรับฟังกัน เมื่อมีความประสงค์ที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชน นอกจากนี้ เมื่อมีการเลือกนายกรัฐมนตรีได้รับการโปรดเกล้าฯ เสร็จสิ้นแล้ว จะมีขั้นตอนในการตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งผมจะรับข้อเสนอแนะของทุกหัวหน้าพรรคการเมืองที่จะให้เร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด อีกทั้งจะเร่งแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งยินดีที่จะรับฟังแนวนโยบายของแต่ละพรรคเข้าประกอบในนโยบายหลักทั้งหมด เพื่อการบริหารราชการแผ่นดืนในเวลาอันรวดเร็ว แก้ไขปัญหาให้ประเทศได้เดินหน้าต่อไป และยืนยันว่าจะทำงานรับใช้ทุกท่านอย่างเต็มที่ เพราะทุกท่านก็คือตัวแทนจากประชาชน ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อวานนี้พรรคเพื่อไทยได้มีมติเป็นเอกฉันท์ และได้มีการลงมติปราศจากการครอบงำใดๆ เป็นการลงมติโดยสมาชิกเอง เพราะเรื่องของการเข้าร่วมรัฐบาลมีความชัดเจนในระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซึ่งเมื่อวานนี้ได้มีการประชุม และมีมติเป็นเอกฉันท์ในวันนี้ที่จะลงมติให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้มีความเหมาะสมจะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป และมีความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลของเราจะเป็นรัฐบาลที่มีจำนวนเพียงพอที่จะมีความเข้มแข็ง และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศได้ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ในขณะนี้ปัญหาไทย และชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงปัญหาในตะวันออกกลาง มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน ที่การจัดตั้งรัฐบาลจะต้องเกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อที่จะมีรัฐบาลใหม่ ที่มีอำนาจเต็ม ในการนำพาประเทศ และแก้ปัญหาให้ประชาชน ย้ำว่า ณ วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มนับหนึ่ง ที่จะขับเคลื่อนรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมกับนำเอาแนวนโยบายที่จะแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชนส่งมอบให้กับประชาชน นายจุลพันธ์กล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยขอกราบขอบพระคุณนายอนุทินเป็นอย่างสูงที่ได้ให้เกียรติในการเชิญเข้าร่วมรัฐบาล และให้เกียรติในการที่จะรับฟังในเรื่องของนโยบายและแนวทางของพรรค เพื่อที่จะผสมผสานแนวทางของรัฐบาล ในการขับเคลื่อนเรื่องการแก้ไขแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติต่อไป นายจุลพันธ์ยังขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านไม่ว่าจะมาจากพรรคไหน ซึ่งวันนี้เรามาร่วมมือกันเพื่อที่จะขับเคลื่อนความเป็นรัฐในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยพรรคเพื่อไทยยืนยันว่า วันนี้เรามาเต็ม 100 และพร้อมที่จะประชุมเพื่อโหวตเลือกนายกอนุทินให้ตำแหน่งอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่นางสาวตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐกล่าวว่า วันนี้มีปัญหาความท้าทายหลายเรื่อง ที่ต้องร่วมแรงร่วมใจและขับเคลื่อนจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว วันนี้พรรคพลังประชารัฐมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และจะร่วมทำงานขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา ซึ่งพรรคประชารัฐพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกพรรคร่วมรัฐบาลที่จะแก้ไขให้กับประเทศ นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้โอกาสพรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นพรรคเล็ก ๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากที่ได้มีการหารือกับพรรคภูมิใจไทย ตัวเองได้เอาสิ่งที่หารือไปเข้าที่ประชุมพรรคประชาชาติ ซึ่งพรรคประชาชาติก็มีมติเป็นเอกฉันท์พร้อมที่จะสนับสนุนนายกฯ อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลแก้ปัญหาให้กับประชาชน สำหรับพรรคการเมืองที่ประสงค์จะลงมติให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี​ รวมแล้วทั้งสิ้น 293 เสียง แต่เนื่องจากจังหวัดสุพรรณบุรีเขต 2 กกต.ยังไม่ได้ประกาศรับรอง จึงทำให้เสียงฝั่งรัฐบาลเหลือ 292 เสียง * ข่าว * การเมือง * อนุทิน ชาญวีรกูล * พรรคภูมิใจไทย * รัฐบาลอนุทิน
dlvr.it
March 19, 2026 at 6:14 AM
‘อนุทิน’ ขอบคุณประชาชนที่โหวตให้ ยังไม่คุยเรื่องตั้งรัฐบาล
‘อนุทิน’ ขอบคุณประชาชนที่โหวตให้ ยังไม่คุยเรื่องตั้งรัฐบาล admin666 Sun, 2026-02-08 - 23:51 8 ก.พ.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวขอบคุณคะแนนเสียงจากประชาชนที่มอบให้พรรคภูมิใจไทยมาทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎร ณ ขณะนี้ ถึงแม้จะยังไม่มีการประกาศรับรองจำนวนสมาชิกของพรรคที่จะได้เป็น สส. แต่จากการติดตามพื้นที่ต่างๆ ก็พอทราบได้ว่าพรรคภูมิใจไทยน่าจะมีจำนวน สส.เป็นอันดับหนึ่ง  “สิ่งที่ท่านทั้งหลายได้มอบให้กับพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ถือเป็นชัยชนะของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ของสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแต่เพียงกลุ่มเดียว เราจะน้อมรับการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนในการมอบความความไว้วางใจให้กับพรรคภูมิใจไทย นี่ถือว่าเป็นคำสั่งของพี่น้องประชาชนที่ต้องการให้พรรคภูมิใจไทยเข้ามาบริหารประเทศทำให้เจริญรุ่งเรืองมั่นคงก้าวหน้า” อนุทินกล่าวต่อว่า จะบริหารบ้านเมืองด้วยความสุจริตและทุ่มเท รวมถึงยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริษย์ทรงเป็นประมุขและจะยึดถือประโยชน์ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชนเป็นเป้าหมายของการทำงานพวกเราทุกคน  อย่างไรก็ตาม อนุทินกล่าวว่าวันนี้ยังคงเป็นผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเท่านั้น จึงยังต้องรอการประกาศรับรองผล สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการต่อไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าจะต้องเสร็จสิ้นภายใน 60 วันหลังการเลือกตั้ง  อนุทินตอบคำถามสื่อมวลชนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลว่า เนื่องจากยังไม่ได้ทราบผลการเลือกตั้งเป็นทางการจึงจะรอความชัดเจนก่อนได้เห็นตัวเลขที่นิ่งแล้วจึงจะประชุมกรรมการบริหารพรรค แล้วขณะนี้แต่ละพรรคก็คงมีการประชุมกันเพื่อกำหนดท่าทีและแนวทางกัน ก็ยังมีเวลาที่จะดำเนินการอยู่ ส่วนวันนี้ขอพูดถึงแค่เรื่องของพรรคภูมิใจไทยก่อน วันนี้เพียงแค่ต้องการมาขอบคุณพี่น้องประชาชน * ข่าว * การเมือง * พรรคภูมิใจไทย * เลือกตั้ง 69 * ประชามติ 69
dlvr.it
February 8, 2026 at 5:04 PM
‘กัณวีร์’ ประกาศลาออกพรรคเป็นธรรม-ขอโทษปมโหวตอนุทินนั่งนายกฯ ยอมรับประเมินสถานการณ์พลาดร้ายแรง
‘กัณวีร์’ ประกาศลาออกพรรคเป็นธรรม-ขอโทษปมโหวตอนุทินนั่งนายกฯ ยอมรับประเมินสถานการณ์พลาดร้ายแรง ภาพปก: แฟ้มภาพ / เฟซบุ๊ก กัณวีร์ สืบแสง Kannavee Suebsang See Think Fri, 2025-12-12 - 12:23 ‘กัณวีร์’ ประกาศลาออกพรรคเป็นธรรม-ขอโทษปมโหวตอนุทินนั่งนายกฯ ยอมรับประเมินสถานการณ์พลาดร้ายแรง 12 ธ.ค. 2568 10.25 น. กัณวีร์ สืบแสง โพสต์ภาพเอกสารใบลาออกจากสมาชิกพรรคการเมือง พรรคเป็นธรรม พร้อมข้อความลงในเฟซบุ๊กเพจ “กัณวีร์ สืบแสง Kannavee Suebsang” ระบุว่า  ผมคือหนึ่งใน ส.ส.ที่โหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้ผมต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ผมประเมินสถานการณ์ผิดพลาดอย่างร้ายแรง แม้ว่าผมจะเป็นหนึ่งเสียง ที่ไม่มากพอที่จะทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนไปในครั้งที่แล้ว  บทเรียนครั้งนี้สอนผมอย่างเจ็บปวดว่า ไม่ว่าคำอธิบายจะสวยหรูแค่ไหน สุดท้ายแล้ว คนที่ต้องจ่ายราคาคือประชาชน ราคาที่ว่าคือชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คน จากการบริหารงานที่ล้มเหลวในการจัดการวิกฤตอุทกภัย คือชีวิตที่สูญเสียจากสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดลุกลาม คือการปล่อยให้รัฐธรรมนูญฉบับเดิมและโครงสร้างอำนาจแบบเดิมๆ กดทับสังคมไทยต่อไป ผมจึงขอรับผิดชอบในฐานะคนหนึ่งที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของระบบพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ที่คิดคำนวณทางการเมืองบนความหวังว่าจะรักษาความบริสุทธิ์ทางอุดมการณ์ของตัวเอง แต่กลับปล่อยให้รัฐบาลที่ไม่ได้ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางถืออำนาจบริหารต่อไป ในครั้งต่อไป ถ้าประชาชนยังไว้วางใจเลือกผมเข้าไปในสภา ผมจะไม่ยอมยืนอยู่แค่ในมุมที่สบายของฝ่ายค้าน โดยปล่อยให้ฝ่ายบริหารกำหนดชีวิตประชาชนแทนเราอีกต่อไป ไม่ว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะยากแค่ไหน ไม่ว่าต้องเจรจา ฝ่าด่านผลประโยชน์ หรือถูกกดดันเพียงใด ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้เสียงของพี่น้องประชาชนที่ยึดโยงกับผมได้เข้าไปอยู่ในฝ่ายบริหารให้ได้ ไม่ใช่เพื่อเก้าอี้ !! แต่เพื่อให้มีคนที่กล้ายืนอยู่ในโต๊ะที่ตัดสินใจได้ว่าอะไรสร้างผลเสียกระทบชีวิตประชาชน อะไรทำลายอนาคตประเทศ ผมไม่รู้ว่าคำพูดแบบนี้จะถูกใจทุกคนหรือไม่ แต่ผมเลือกที่จะซื่อสัตย์กับบทเรียนที่ผมได้เรียนรู้ว่าถ้าเราไม่ยอมเข้าไปรับผิดชอบในอำนาจบริหาร เราก็กำลังปล่อยให้คนอื่นใช้ชีวิตของประชาชนเป็นเดิมพันแทนเรา ผมทราบดีว่ามันอาจยังเร็วเกินไปที่จะมาขอโอกาสใหม่ แต่ผมก็ต้องหน้าชาและยอมรับความผิดพลาด เพื่อขอโอกาสจากพี่น้องประชาชนอีกครั้ง ถ้าวันหนึ่งท่านเห็นว่าสมควรให้ผมกลับไปรับใช้ในสภาอีก ผมขอสัญญาว่าจะไม่ใช้ “อุดมการณ์” หรือ “กลยุทธ์ทางการเมือง” เป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบฝ่ายบริหารอีกต่อไปและจะทำทุกอย่างให้สมกับคำว่า “ตัวแทนของประชาชน” อย่างแท้จริง ขอโทษจากใจจริงครับ กัณวีร์ สืบแสง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรื่องที่เกี่ยวข้อง * พรรคเป็นธรรมปลด 'กัณวีร์' พ้นเลขาฯ แอบอ้างมติพรรคเลือก 'อนุทิน'   * ข่าว * การเมือง * กัณวีร์ สืบแสง * พรรคเป็นธรรม
dlvr.it
December 12, 2025 at 5:36 AM
‘บวรศักดิ์’ แจง 2 ไทม์ไลน์ทำประชามติพร้อมเลือกตั้ง 29 มี.ค. 69
‘บวรศักดิ์’ แจง 2 ไทม์ไลน์ทำประชามติพร้อมเลือกตั้ง 29 มี.ค. 69 ภาพปก: บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (ที่มา : TP Channel) XmasUser Thu, 2025-10-16 - 22:30 "บวรศักดิ์" ระบุรัฐบาลอายุ 4 เดือน ยุบสภา 31 ม.ค. 2569 แจงไทม์ไลน์การทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ พร้อมเลือกตั้งคือ 29 มี.ค. 69 เหมาะสม ย้ำหากใช้ร่าง พ.ร.บ.ประชามติเดิม ต้องโหวตผ่านร่างเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วย สสร. วาระ 3 ช่วง 15-20 ธ.ค. 2568   16 ต.ค. 2568 เว็บไซต์ข่าว ThaiPBS รายงานวานนี้ (15 ต.ค.) บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ชี้แจงระหว่างการประชุมรัฐสภาในวาระการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับไทม์ไลน์การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยรับจะนำข้อคิดเห็นในการอภิปรายของสมาชิกไปพิจารณาต่อไป พร้อมชี้แจงการแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 ในการจัดทำฉบับใหม่เป็นอำนาจของรัฐสภา แต่การทำประชามติ กฎหมายกำหนดชัดให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญต่อนายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อหารือกับ กกต. กำหนดวันทำประชามติ และกำหนดคำถามประชามติ โดยนำเสนอไทม์ไลน์ 1.รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 2.พระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติปี 2564 และ 3.MOA มี 2 กรณีคือ 1) กรณีที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับปัจจุบันใช้บังคับ และ 2) กรณีที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติฉบับปี 2568 หากมีการประกาศใช้ ซึ่งตามข้อตกลง MOA ยุบสภาภายในสี่เดือนนับแต่วันที่ 1 ต.ค.2568 นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจะครบ 4 เดือน ในวันที่ 31 ม.ค. 2569 ซึ่งหมายถึงการยุบสภาในวันนั้นตามข้อตกลง MOA และตามรัฐธรรมนูญการเลือกตั้งที่เกิดจากการยุบสภา ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน ซึ่งวันที่เหมาะสมที่สุดคือวัน อาทิตย์ที่ 29 มี.ค. 2569 ที่ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและ MOA แต่ว่าเรื่องการทำประชามติเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 256 กำหนดไว้ หากเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256 (8) รวมถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องมีการจัดทำประชามติ และ กรณี 1) กฎหมายประชามติฉบับปัจจุบันกำหนดไว้ว่าให้ประธานรัฐสภาให้แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงตามวันที่ได้กำหนด ต้องไม่เร็วกว่า 90-120 วัน นับแต่วันที่แจ้งต่อประธานรัฐสภา เพื่อประหยัดงบประมาณ หากทำแยกต้องใช้ 6,000 ล้านบาท ก็สมควรที่จะทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งในวันที่ 29 มี.ค. 2569 แต่เมื่อรับเวลา 90 วันคือวันที่ 30 ธ.ค. 2568 ต้องเป็นวันที่นายกรัฐมนตรีและ กกต. ประกาศให้ทำประชามติได้ นั่นหมายความว่าต้องนับย้อนหลังในการลงมติวาระที่ 3 ควรไม่เกินวันที่ 15-20 ธ.ค.2568 ซึ่งจะต้องเว้นว่างระยะเวลาไว้ 10 วัน เพื่อเผื่อเวลาให้ประธานรัฐสภาเตรียมการ และต้องให้เวลานายกรัฐมนตรีหารือ กกต.ในการกำหนดวันซึ่งต้องเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้ง 29 มี.ค. 2569 ถ้าเป็นอย่างนี้แปลว่าจะต้องขอความกรุณารัฐสภาแห่งนี้ ลงมติในวาระที่ 3 ในร่างทั้ง 3 ร่างที่ยุบรวมกันเป็น 1 ร่างไม่เกินวันที่ 15 ถึงวันที่ 20 ธ.ค.นี่คือกรณีที่หนึ่ง บวรศักดิ์ กล่าวว่า ในกรณีที่ 2 กรณีที่มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่ได้นำทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายไปแล้ว และประกาศบังคับใช้ กรณีทำให้รัฐสภามีเวลามากขึ้นในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากการยุบสภาดำเนินการในวันที่ 31 ม.ค.2569 และเลือกตั้งวันที่ 29 มี.ค.2569 เหมือนเดิม ซึ่งลดเวลาจาก 90 วันเหลือ 60 วัน ซึ่งนับ 60 วันวันสุดท้ายจะเป็นวันที่ 29 ม.ค.2569 ที่ประธานรัฐสภาต้องแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และหารือ กกต. ต้องประกาศทำประชามติ "เพราะฉะนั้นหากเป็นอย่างนี้รัฐสภาต้องลงมติในวาระที่สาม ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่รัฐสภากำลังจะลงมติรับในวาระที่หนึ่งนี้ ช่วงวันที่ 15-19 ม.ค. 2569 เว้นเวลาไว้ 10 วัน เพื่อให้ประธานรัฐสภาจัดทำร่างตลอดจนคำอธิบายสาระสำคัญของร่าง เพื่อให้รัฐบาลสามารถหารือกับ กกต.ได้" บวรศักดิ์ ระบุว่า ซึ่งไทม์ไลน์ดังกล่าวนั้นเป็นไปตาม MOA ซึ่งการทำรัฐธรรมนูญของรัฐสภารัฐบาลไม่อาจก้าวล่วงได้ แต่ต้องมีการประสานงานกัน ในหลายเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ จึงได้เสนอไทม์ไลน์ที่รัฐบาลมองว่าควรจะเป็นเช่นนั้น * ข่าว * การเมือง * บวรศักดิ์ อุวรรณโณ * ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ * ประชุมรัฐสภา * MOA * พ.ร.บ.ประชามติ
dlvr.it
October 16, 2025 at 3:39 PM
ประชาธิปไตยไทยที่สั่นคลอน กัดกร่อนความหวังของผู้ลี้ภัย
ประชาธิปไตยไทยที่สั่นคลอน กัดกร่อนความหวังของผู้ลี้ภัย ฐานิดา ปิยโชติ   sarayut Tue, 2025-10-07 - 20:40 สถานการณ์ทางการเมืองของไทยยังคงความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งปลุกกระแสชาตินิยมฝั่งขวาและทำคะแนนให้กับกองทัพอย่างท่วมท้น ตามมาด้วยคดีถอดถอนนายกรัฐมนตรีด้วยข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรมโดยศาลรัฐธรรมนูญที่ทำให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง การยื้อแย่งอำนาจระหว่างพรรคการเมืองที่นำไปสู่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา ซึ่งเป็นที่น่ากังวลว่าพรรคอนุรักษ์นิยมที่สืบทอดมรดกที่หลงเหลือของคณะรักษาความสงบแห่งชาติอาจกลับมาครองอำนาจอีกครั้ง ขณะที่ประชาชนบางส่วนต้องผิดหวังที่นโยบายที่อยู่ในระหว่างดำเนินการของรัฐบาลชุดก่อนต้องหยุดชะงักไปอย่างไม่มีกำหนด รวมไปถึงนโยบายที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด ทั้งการเจรจากำแพงภาษีกับสหรัฐอเมริกา หรือความพยายามในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา แต่นั่นอาจไม่ใช่ความคืบหน้าเดียวทางนโยบายที่น่าจับตามอง หากไม่ใช่เพราะว่าในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ผู้ลี้ภัยที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยมานานกว่าสี่ทศวรรษ ในบริเวณชายแดนทั้ง 9 แห่งของ 4 จังหวัดแนวชายแดนประเทศไทย-เมียนมา เพิ่งได้รับข่าวดีจากการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปลดล็อคให้ผู้ลี้ภัยสามารถออกไปทำงานนอกค่ายผู้ลี้ภัยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จากสถานการณ์การยุติงบประมาณสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา แต่เพียงสามวันถัดมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้นายกและคณะรัฐมนตรีชุดนี้พ้นสภาพ ทำให้มีการประกาศโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 5 กันยายน  ความปั่นป่วนทางการเมืองเช่นนี้ได้สร้างความกังวลให้กับบรรดาผู้ลี้ภัยที่เฝ้ารอผลลัพธ์ด้วยความหวังที่เต็มเปี่ยมมาอย่างยาวนาน ในสัปดาห์ที่ผ่านๆ มา ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ลี้ภัยในค่าย รวมทั้งหญิงชาวกะเหรี่ยงอายุ 43 ปีรายหนึ่งที่ได้ดูแลลูกทั้งสามคนเพียงลำพังภายหลังสามีของเธอเสียชีวิตลง เธอบอกเล่าถึงการรอคอยอย่างมีความหวังว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสออกไปทำงานนอกค่าย ภายหลังจากที่มีการประกาศโหวตนายกใหม่ เธอบอกกับผู้เขียนว่า ผู้คนที่นี่ไม่มีที่ไปแล้ว...ฉันก็กังวลว่าหากเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายที่ทำไว้เกี่ยวกับผู้ลี้ภัยจะเปลี่ยนไปด้วย พวกที่จะทำบัตร [สถานะทางกฎหมาย] ให้ หรือที่จะให้ทำงานข้างนอก การเปลี่ยนรัฐบาลไปมา ก็คิดอยู่ว่าแล้วต่อไปจะเป็นยังไง คนที่นี่ [ในค่าย] ไม่ค่อยดูข่าว พูดภาษาไทยก็ไม่ค่อยได้ ใครจะเป็นรัฐบาลก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องของเรา ฉันไม่ขออะไรหรอก ใครจะขึ้น[เป็นรัฐบาล] ก็ช่าง ขอแค่ได้อยู่ที่นี่ก็พอแล้ว จะห่วงก็แต่อนาคตของลูก การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีของสภาในวันที่ 5 กันยายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับเลือกให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ย้อนกลับไปในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อนุทินเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข การบริหารสถานการณ์โรคระบาดบริเวณชายแดนของเขาเป็นที่รู้จักทั้งในแง่บวกและลบ อนุทินได้อ้างถึงความพยายามในการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมในการแจกจ่ายวัคซีนให้กับชาวเมียนมาบริเวณชายแดน แต่ขณะเดียวกันก็จุดประกายกระแสชาตินิยมที่กล่าวโทษผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติจากเมียนมาว่าเป็นต้นตอของการแพร่เชื้อไวรัส ปัจจุบันยังแทบไม่มีข้อมูลว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายหรือคำมั่นใดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนหรือสวัสดิการของผู้ลี้ภัย และเป็นที่น่ากังวลว่าพรรคได้รับแรงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากฝ่ายขวาเช่นนี้ จะยินยอมดำเนินการสนับสนุนผู้ลี้ภัยให้สอดคล้องกับหลักมนุษยธรรมได้มากน้อยเพียงใด แม้ที่ผ่านมาเราจะเห็นความพยายามของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในการมีบทบาททางด้านสิทธิมนุษยชนทางเวทีระหว่างประเทศบ้าง เช่น เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 ที่ประเทศไทยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แต่ถัดจากนั้นมาเพียงไม่กี่เดือน วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่ทางการไทยก็ได้ผลักดันผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์จำนวนกว่า 40 รายไปยังประเทศจีน ประเด็นเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในประเทศไทยถูกจัดเป็นปัญหาด้าน “ความมั่นคงของประเทศ” อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือ สมช. เป็นหลัก โดยมีนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งประธาน ดังนั้นผู้นำทางการเมืองจึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบนโยบายที่เกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเช่นมติคณะรัฐมนตรีล่าสุดที่อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยในค่ายสามารถออกไปทำงานได้ แม้มตินี้จะผ่านการนำเสนอโดยรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานผู้เป็นเจ้าของเรื่อง แต่การตัดสินใจและอนุญาตถูกเทน้ำหนักมาที่สมช.ในการพิจารณารับร่าง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่าของประเทศไทยไม่เพียงทำให้การบริหารประเทศขาดความต่อเนื่อง ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ยังสั่นคลอนความไว้วางใจและความหวังของผู้ลี้ภัยที่มีต่อนโยบายการคุ้มครอง สถานะทางกฎหมาย หรือความคุ้มครองจากการถูกกดปราบที่ยังคงไม่แน่นอน เนื่องจากทุกการเปลี่ยนแปลงอาจก่อให้เกิดคำถามว่านโยบายของรัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีมนุษยธรรมมากขึ้น หรือก่อให้เกิดการกดปราบมากขึ้นกันแน่ รัฐบาลไทยไม่ว่าจะอยู่ภายใต้พรรคการเมืองหรือรัฐบาลผสมชุดใด ควรยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่ และยืนหยัดที่จะคุ้มครองผู้ลี้ภัยอย่างต่อเนื่อง นโยบายที่เกี่ยวกับผู้ลี้ภัยไม่ควรถูกกำหนดโดยกระแสการเมืองที่ผันผวนหรือผลประโยชน์ทางการเมือง แต่จะต้องตั้งอยู่บนพันธกรณีระหว่างประเทศและความรับผิดชอบด้านมนุษยธรรม ซึ่งขณะนี้นายกรัฐมนตรีอนุทินจำเป็นต้องปฏิบัติตามพันธกิจของประเทศไทยที่มีต่อผู้ลี้ภัยให้เป็นจริง       * บทความ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * ฐานิดา ปิยโชติ * ผู้ลี้ภัย
dlvr.it
October 7, 2025 at 1:50 PM
เพื่อไทยประกาศพร้อมเป็นฝ่ายค้าน โดยไม่ร่วมวิปฝ่ายค้าน
เพื่อไทยประกาศพร้อมเป็นฝ่ายค้าน โดยไม่ร่วมวิปฝ่ายค้าน auser15 Sun, 2025-09-21 - 09:53 พรรคเพื่อไทย ประกาศพร้อมเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ตรวจสอบรัฐบาลเต็มที่ โดยไม่ร่วมเป็นวิปฝ่ายค้าน ไม่มีส่วนร่วมกับ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 เพจพรรคเพื่อไทย แจ้งว่า พรรคเพื่อไทย พร้อมเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ตรวจสอบรัฐบาลเต็มที่ โดยไม่ร่วมเป็นวิปฝ่ายค้าน ไม่มีส่วนร่วมกับ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน เพราะรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่แกนนำฝ่ายค้านโหวตตั้งนายกรัฐมนตรี และไม่เข้าร่วมรัฐบาล ทำหน้าที่ฝ่ายค้านบ้าง เป็นองค์ประชุมให้รัฐบาลบ้าง ทำให้ไม่อาจไว้วางใจได้ว่าการทำหน้าที่ฝ่ายค้านจะเป็นไปอย่างโปร่งใส ข้อตกลงหรือดีลที่ทำขึ้นระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองพรรคดังกล่าว พรรคเพื่อไทยขอรับผิดชอบต่อประชาชน โดยการทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์ ชัดเจน ตรงไปตรงมา เป็นฝ่ายค้านในระบบรัฐสภา ไม่ใช่ฝ่ายค้านใน MOA * ข่าว * การเมือง * พรรคเพื่อไทย
dlvr.it
September 21, 2025 at 2:58 AM
นักปรัชญาชายขอบ: การเมืองแห่งความหวังสีส้ม (ทักษิณยังคงผิดเพียงผู้เดียว?)
นักปรัชญาชายขอบ: การเมืองแห่งความหวังสีส้ม (ทักษิณยังคงผิดเพียงผู้เดียว?) นักปรัชญาชายขอบ   sarayut Thu, 2025-09-11 - 06:43 กรณีศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องยุบพรรคภูมิใจไทยที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก สว.สีน้ำเงิน แต่สอยแพทองธาร ชินวัตรจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บวกกรณีภูมิธรรม เวชยชัยรักษาการนายกรัฐมนตรี ถูกเบรคจากองคมนตรีไม่ให้ยุบสภา และกรณีทักษิณ ชินวัตรถูกศาลฎีกามีคำสั่งบังคับโทษจำคุก 1 ปี กับกรณีพรรคประชาชนโหวตอนุทิน ชาญวีรกุลหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี มีความเกี่ยวข้องกันอย่างซับซ้อน การพยายามแยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งออกมาตัดสินแบบโดดๆ อาจเป็นการพยายามโกหกตัวเอง แต่ความซับซ้อนทั้งหมดนั้นดำเนินไปภายใต้อำนาจที่ออก “ใบอนุญาตที่ 2” (ตามคำอธิบายของปิยบุตร แสงกนกกุล) เป็นฝ่ายกำหนดเกม แน่นอนว่ากรณีทักษิณติดคุก อาจอ้างได้ว่า “ก็ในเมื่อทักษิณเลือกวิธีดีลลับเอง ไม่มีใครบังคับ เขาก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองเลือก” หรือ “ในเมื่อเขาเลือกใช้อภิสิทธิ์ป่วยทิพย์บนชั้น 14 ซึ่งขัดต่อหลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย ก็สมควรแล้วที่เขาต้องติดคุก” ข้ออ้างแรกมีเหตุผลในแง่ที่บุคคลต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจเลือกของตนเอง หรือจะบอกว่า “ก็สมแล้วที่ทักษิณทำตัวเอง” ก็ย่อมได้ แต่ “ปัญหาทางหลักการ” คือ คดีที่ทักษิณต้องติดคุกก็เป็นคดีที่เกิดจากอำนาจของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่ทำรัฐประหารแล้วฟ้องร้องดำเนินคดี ขณะเดียวกันก็มีข้อโต้แย้งในทางหลักกฎหมายว่าศาลฎีกามีอำนาจยกกรณีชั้น 14 ขึ้นมาไต่สวนเองได้หรือไม่ ซึ่งวรเจตน์ ภาคีรัตน์เห็นว่า “ไม่มีอำนาจ” ขณะที่รังสิมันต์ โรมยืนยันว่าศาลฎีกาพิจารณาเรื่องนี้เองก็ถูกต้องแล้ว (ดู'ทั่นโรม' ชี้ศาลฎีกาไต่สวนปมทักษิณชั้น 14 เองถูกต้องแล้ว https://www.thaipost.net/politics-news/782374/?fbclid=IwY2xjawMt6yNleHRuA2FlbQIxMQABHrALLuuCmlYURoC866xb-zJGna3uRytQR---RHKjojV4PDl0rBwNk_XQGLXb_aem_PAD0L5uRXVZN0g5CjrCTeA) ส่วนข้ออ้างที่สอง ชวนให้ตั้งคำถามว่า “หลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย” ที่อ้างกันนั้น ใช้เป็นข้ออ้างเอาผิดได้เฉพาะกับทักษิณที่ถูกทำรัฐประหาร ถูกยึดทรัพย์ 46,000 ล้าน และลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ 17 ปีเท่านั้นใช่หรือไม่ ขณะที่พวกทำรัฐประหารไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่สั่งสลายการชุมนุมมีประชาชนตายร่วมร้อยศพในปี 2553 ก็ไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว ดังนั้น การยืนยันหลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายในการเอาผิดทักษิณ นอกจากจะ “ปลอม” อย่างยิ่ง เพราะ “พรรคประชาชน” ที่อ้างหลักการนี้เอาผิดทักษิณก็รู้ๆ อยู่ว่าภายใต้ระบบอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไม่เคยมีหลัก rule of law ที่พวกตนกล่าวอ้างอยู่แล้ว และการยืนยันให้เอาผิดในคดีที่สืบเนื่องจากอำนาจรัฐประหาร ก็ยังขัดแย้งกับข้อเสนอ “ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร” ของทางพรรคประชาชนอีกด้วย ดังนั้น การที่พรรคประชาชนตรวจสอบอย่างเอาเป็นเอาตาย และสร้างกระแสเรื่องชั้น 14 อย่างต่อเนื่องจนในที่สุดทักษิณติดคุก แล้ว ส.ส. พรรคนี้ก็ออกมาบอกว่าเห็นด้วยที่ทักษิณยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามหลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย ไม่ใช้สิทธิพิเศษใดๆ ราวกับว่าทักษิณติดคุกจากคดีสืบเนื่องจากรัฐประหาร “ความยุติธรรม” ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศนี้ การถูกยึดทรัพย์ และลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ 17 ปี ยังไม่ใช่การถูกลงโทษที่สาสมสำหรับอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกทำรัฐประหาร? ขณะเดียวกัน อดีต ส.ว. และ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมายืนยันว่าต้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง กับการช่วยเหลือทักษิณ และทักษิณติดคุกแค่นี้คงยังไม่พอ ต้องฟ้องมาตรา 157 เอาผิดอีกที่ให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นช่วยเหลือตนเองโดยมิชอบ เป็นต้น แปลว่าในความเห็นของฝ่ายศัตรูทางการเมืองของทักษิณยังคิดว่าคนที่ถูกทำรัฐประหารอย่างทักษิณยังรับโทษไม่เพียงพอ? ปัญหาการเมืองไทยทั้งหลายทั้งปวงที่ดำเนินมาถึงวันนี้ทักษิณคือผู้ผิดแต่เพียงผู้เดียว? กลับมาที่เรื่องยุบสภากับการโหวตอนุทินเป็นนายกฯ ดังที่เราทราบกัน พรรคประชาชนเรียกร้องให้ยุบสภาทันทีที่มีการปล่อยคลิปเสียงสนทนาระหว่างแพทองธารกับฮุนเซน ขณะเดียวกันก็มีฝ่ายที่ไปร้องศาล รธน.ให้ถอดถอนแพทองธารจากตำแหน่งนายกฯ พรรคประชาชนและทุกคนที่ติดตามการเมืองต่างก็ทราบว่า “ดีล” ระหว่างทักษิณกับชนชั้นนำ “ไม่มีความแน่นอน” เพราะฝ่ายทักษิณไม่ได้มีอำนาจต่อรองที่เท่าเทียม ดังนั้น กลุ่มชนชั้นนำอาจเปลี่ยนใจได้เสมอ ตั้งแต่การปล่อยคลิปและเกิดการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ตามมาด้วยการที่ทักษิณถูกดำเนินคดี 112 และคดีชั้น 14 จนกระทั่งแพทองธารถูกสอย เราสามารถเดาได้ว่าทักษิณคงพยายามดีลกับชนชั้นนำอย่างเต็มที่และรู้แล้วว่า “ไม่สำเร็จ” แต่ถ้าถามว่าทำไมแพทองธารไม่ยุบสภาตั้งแต่หลังคลิปถูกปล่อย เราเข้าใจได้ว่าในทางการเมืองไม่มีพรรคไหนอยากยุบสภาในสถานการณ์ที่คะแนนนิยมของพรรคตกต่ำ แต่พอศาล รธน.สั่งให้แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็แปลว่า “ชนชั้นนำไม่ต้องการให้เพื่อไทยยุบสภา” เมื่อพรรคประชาชนประกาศ “เงื่อนไข 3 ข้อ” ในการโหวตนายกฯ อนุทินก็รีบรับเงื่อนไขในทันที ต่อมาตัวแทนเพื่อไทยเข้าไปเจรจากับพรรคประชาชน แต่กระแสข่าวฝั่งเพื่อไทยค่อนข้างสับสนว่าจะเอาชัยเกษมหรือใครมาให้โหวตนายกฯ กันแน่ สุดท้ายเมื่อพรรคประชาชนตกลงจะโหวตอนุทินเป็นนายกฯ เพื่อไทยก็ทูลกเกล้าฯ ร่างกฤษฎีกายุบสภา แต่ถูกเบรคโดยองคมนตรี พรรคภูมิใจไทยรีบแจ้งความเอาผิดรองนายกฯ ที่ทำการยุบสภา แต่พรรคประชาชนยืนยันว่ารองนายกฯ มีอำนาจยุบสภาได้ เมื่อถูกเบรคไม่ให้ยุบสภา เพื่อไทยก็เสนอว่าหากโหวตชัยเกษม นิติสิริเป็นนายกฯ จะยุบสภาทันที ถึงตอนนี้พรรคส้มและผู้สนับสนุนให้โหวตอนุทิน ต่างยืนยันว่าเพื่อไทยกำลังเล่นละครอีกครั้ง เชื่อถืออะไรไม่ได้แล้ว ถ้าโหวตให้ชัยเกษมก็เท่ากับไปช่วยยืดเวลาให้ทักษิณทำดีลต่อไป เพื่อให้เพื่อไทยอยู่ยาวจนครบเทอม ดังนั้น การโหวตอนุทินเป็นนายกฯ จึงเป็นทางเลือกทางเดียวที่จำเป็นต้องเลือก แต่ถ้าเรา “จับกระแสการเมือง” ให้ชัด จะเห็นได้ว่าดีลของทักษิณกับชนชั้นนำมีปัญหาแล้วอย่างน้อยตั้งแต่แพทองธารถูกสอย ยิ่งถูกเบรคไม่ให้ยุบสภาก็ยิ่งชัดเจนว่ากลุ่มชนชั้นนำต้องการให้อนุทินเป็นนายกฯ เพราะไว้ใจได้มากกว่า อีกอย่างการที่อนุทินรับข้อเสนอของพรรคประชาชนทันที ย่อมไม่ใช่การตัดสินใจอย่างฉับพลัน แต่น่าจะเป็นการตัดสินใจจากการพูดคุยกันระหว่างพรรคประชาชนกับภูมิใจไทยมานานแล้ว ดังนั้น การที่พรรคประชาชนโหวตเลือกอนุทินเป็นนายกฯ จึงเป็นการเลือกจากการดีลกันมาก่อนแล้ว คำถามคือนี่คือ “ทางเลือกเดียวที่จำเป็น” จริงๆ หรือ ทั้งๆ ที่พรรคประชาชนเลือกที่จะฟอร์มรัฐบาลเอง (โดยไม่เป็นนายกฯ) ก็ได้ ซึ่งก็น่าจะควบคุมทิศทางการแก้รัฐธรรมนูญและการยุบสภาตามเวลาที่กำหนดได้ง่ายกว่า หรือจะเลือกไม่โหวตให้พรรคใดๆ เลยก็ได้ ปล่อยให้เพื่อไทยและภูมิใจไทยที่ขัดแย้งกันไปคิดแก้ปัญหากันเอง แต่เมื่อพรรคประชาชนตัดสินใจเลือกโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ ไปแล้ว ความรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาจึงวางอยู่บนบ่าของพรรคประชาชนอย่างปฏิเสธไม่ได้ การที่นักวิชาการหรือใครก็ตามที่พยายาม “แก้ต่าง” ให้พรรคประชาชนว่าคิดดีที่สุด เจตนาดีที่สุด ทำดีที่สุดแล้วภายใต้ข้อจำกัดทางการเมือง ยังไม่ใช่ข้อแก้ต่างที่พรรคประชาชนจะปฏิเสธความรับผิดชอบในการเลือกของตนเองได้ (ไหนบอกว่า “เมื่อทักษิณเลือกดีลแบบนั้นเขาก็ต้องรับผิดชอบติดคุก” แล้วพรรคประชาชนไม่ต้องรับผิดชอบต่อการดีลกับภูมิใจไทยงั้นหรือ) เหตุผลที่พรรคประชนต้องรับผิดชอบต่อหการเลือกของตน คือ ประเด็นแรก เราควรยอมรับ “ความจริง” ว่าการที่พรรคประชาชนโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ เป็นการโหวตที่สอดคล้องกับความต้องการของชนชั้นนำที่ต้องการให้อนุทินเป็นนายกฯ เห็นได้จากการเบรคเพื่อไทยไม่ให้ยุบสภา (หรือมีข่าวลือว่ามี “บุคคลสำคัญ” ในเครือข่ายอำนาจชนชั้นนำมีส่วนในการดีลสนับสนุนอนุทิน) ซึ่งแม้พรรคประชาชนอาจไม่ได้รู้เห็นกับการดีลระหว่างกลุ่มชนชั้นนำกับภูมิใจไทยโดยตรง แต่จะปฏิเสธว่า “ไม่รู้” เลยว่ากลุ่มชนชั้นนำต้องการให้อนุทินเป็นนายกฯ ก็ย่อมจะฟังไม่ขึ้น เมื่อพรรคประชาชนโหวตอนุทินเป็นนายกฯ ทั้งๆ ที่รู้ๆ อยู่ว่า “เป็นการโหวตที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มชนชั้นนำ” ก็ย่อมเท่ากับพรรคประชาชน “ย้อนแย้ง” กับหลักการของตนเอง เพราะพรรคประชาชนต่อต้าน “ความไม่ชอบธรรม” ของ “ใบอนุญาตที่ 2” ที่ออกโดยกลุ่มชนชั้นนำมาตลอด ดังนั้น พรรคประชาชนต้อง “รับผิดชอบในทางการเมือง” สำหรับการกระทำที่ขัดแย้งกับหลักการที่ตนยืนยันนี้อย่างแน่นอน เพราะในประเด็นนี้พรรคประชาชนก็เป็น “พวกปฏิบัตินิยม” ที่มุ่งความสำเร็จโดยไม่เลือกวิธีการเช่นกัน (ไม่ได้เป็นปฏิบัตินิยมเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่พวกตนโจมตีเท่านั้น) ประเด็นที่สอง การใช้วาทกรรมการเมืองที่เกินเลยจากข้อเท็จจริง เช่น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนอภิปรายว่า “เราไม่ได้เลือกอนุทินให้มาบริหารประเทศ แต่เลือกมาเพื่อให้ยุบสภาภายในเวลาที่กำหนด” คำพูดนี้เน้น “ความถูกต้องของเป้าหมาย” ที่คาดหวัง แต่ข้อเท็จจริงคือการบริหารประเทศเป็นหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว คุณไม่ได้เลือกให้เขามาบริหาร แต่เขาก็ต้องบริหาร แล้ว ส.ส.พรรคประชาชนเองนั่นแหละก็รีบชงงานบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้อนุทินทำคะแนนเลย และอนุทินก็รีบ “รับลูก” ทันที แถมยังประเดิมด้วยการจะหยิบโครงการ “คนละครึ่ง” ของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชามาสานต่อ เป็นต้น (เบื้องลึก: แน่นอนว่ารัฐบาลเพื่อไทยขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาจริง และทำบางเรื่องผิดพลาดจริง แต่ดูเหมือนว่าทั้งเกมการเมืองของฝ่ายกัมพูชา และเกมการเมืองในไทยโดยฝ่ายทหาร ภูมิใจไทย พรรคประชาชน และมวลชนบนท้องถนนต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ “ล้มรัฐบาลเพื่อไทย” ให้ได้ทั้งโดยนัดหมายและอาจไม่ได้นัดหมาย พอโหวตอนุทินเป็นนายกฯ เสร็จ การเจรจา GBC ระหว่างไทยกัมพูชาก็เริ่มขึ้นได้ในทันที คำถามคือ เพียงเพื่อทำลายทักษิณหรือรัฐบาลเพื่อไทย ทำไมพวกเขาจึงยอมทำสงครามจนเกิดความเสียหายมหาศาลต่อชีวิตทหารและประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งเสียหายต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างมหาศาลขนาดนั้น นี่ไม่ได้เลวร้ายยิ่งกว่าปฏิบัตินิยมแบบเพื่อไทยหรอกหรือ) แต่พอเพื่อไทยพูดถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจอนุทิน ณัฐพงษ์กลับบอกว่า “ถ้าจะอภิปรายเพื่อแก้แค้นก็ไม่เห็นด้วย” ทั้งๆ ที่ถ้าเพื่อไทยจะอภิปรายก็คงอภิปรายเรื่องคดีฮั้ว สว. กับคดีเขากระโดง (ที่พรรคประชาชนเคยแค่ “แตะผ่าน” เท่านั้นเอง) ไม่ทราบว่าสองเรื่องนี้จะเป็นการแก้แค้นไปได้อย่างไร ผมไม่ได้กล่าวหาว่าพรรคประชาชนจะปกป้องอนุทิน แต่จากนี้ 4 เดือน+ เราจำเป็นต้องตรวจสอบบทบาทของพรรคประชาชนให้เข้มข้นมากขึ้นว่าจะสามารถควบคุมรัฐบาลภูมิใจไทยให้ทำตามข้อตกลงได้จริงหรือไม่ ไม่ควรเชื่ออย่างสุดโต่งว่าพรรคประชาชนทำทุกเรื่องถูกต้องทั้งหมด และไม่ควรเชื่อมั่นจนเกินไปว่า “ถ้าไม่เลือกพรรคนี้จะเลือกพรรคไหน” เพราะการเมืองไทยพลิกผันตลอดเวลา ประเด็นสุดท้าย พรรคประชาชนได้เสริมพลังให้พรรคอนุรักษ์นิยมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเสรีภาพและประชาธิปไตยอย่างภูมิใจไทยเข้มแข็งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย จากเดิมที่กำลังเพลี่ยงพล้ำเรื่องฮั้วเลือก ส.ว..สีน้ำเงิน และคดีเขากระโดง กลายเป็น “เสือติดปีก” ระยะเวลา 4 เดือน+ รัฐบาลภูมิใจไทยสามารถสร้างผลงานและสร้างเงื่อนไขอื่นๆ ที่ทำให้พวกตนได้เปรียบในหารเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างแน่นอน ส่วนการยุบสภาและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ภายใต้ “มันสมอง” ของเนติบริกรเครือข่ายอำนาจชนชั้นนำอย่าง “บวรศักดิ์ อุวรรโณ” ก็ไม่มีความแน่นอนว่าจะทำได้เมื่อใดและเป็นไปในทิศทางใด สรุปแล้ว “การเมืองแห่งความหวังสีส้ม” ที่สร้างความเชื่อถือมากขึ้นมาตลอดกว่า 2 ปีในสมัยการเลือกตั้งนี้ กำลังถูกท้าทายทั้งในเรื่องความคงเส้นคงวาในการยืนยันหลักการ และการตกเป็นเครื่องมือของพรรคอนุรักษ์นิยมและกลุ่มชนชั้นนำที่ออกใบอนุญาตที่ 2 และในที่สุดก็อาจเสี่ยงที่จะถูกทำลายไม่ต่างจากเพื่อไทยหรือไม่     * บทความ * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * นักปรัชญาชายขอบ * พรรคประชาชน * ทักษิณ ชินวัตร
dlvr.it
September 10, 2025 at 11:57 PM
'สมศักดิ์' ย้ำ 'เพื่อไทย' มีแนวทางจัดการ สส.โหวตสวนมติพรรค
'สมศักดิ์' ย้ำ 'เพื่อไทย' มีแนวทางจัดการ สส.โหวตสวนมติพรรค auser15 Sat, 2025-09-06 - 16:44 'สมศักดิ์' ยินดี 'อนุทิน' เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 พร้อม ย้ำพรรคเพื่อไทยมีแนวทางจัดการ สส.โหวตสวนมติพรรค พร้อมเชื่อพรรคไม่ขับ 'เฉลิม' พ้นพรรค เพราะอยู่มานาน เชื่อว่ามีโอกาสพูดคุยกันได้ 6 กันยายน 2568 NBT Connext รายงานว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงแนวทางการทำงานของพรรคเพื่อไทย หลังจากนี้ว่า ตนเองยังไม่ทราบ ถึงแนวทางของพรรคว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรบ้าง  ซึ่งหลังจากนี้จะไปติดตามว่าผู้บริหาร คณะกรรมการยุทธศาสตร์ ทำอะไรไปแล้วบ้าง ส่วนพรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไรกับ สส. ที่โหวตสวนมติพรรค นายสมศักดิ์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวยังไม่ทราบ  แต่ทราบว่าพรรคมีบทลงโทษอยู่ แต่เชื่อว่า สส.ที่โหวตสวนมติพรรคก็ได้ทำใจแล้วว่าเขาต้องรับสภาพอย่างไร หรือต้องเดินทางในทิศทางที่ใด และเมื่อตัดสินใจไปแล้วก็ไม่ว่ากัน ซึ่งก็เป็นทิศทางการเมืองและเป็นเอกสิทธิ์ด้วย สำหรับกรณีที่นายวัน อยู่บำรุง ได้เรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยขับร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ออกจากพรรคนั้น นายสมศักดิ์ ระบุว่า เชื่อว่าพรรคจะไม่ขับออก เพราะร้อยตำรวจเอกเฉลิม เป็นสมาชิกพรรคมานานแล้ว เผื่อวันหน้าวันหลังจะได้มาพูดคุยกัน คนทะเลาะกันส่วนใหญ่โกรธกันหลายปี กว่าจะมาคุยกัน ถ้าทะเลาะน้อย ๆ หายโกรธก็คุยกัน เรื่องการเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจังกันมาก ไม่ถึงล้มถึงตาย มันเป็นทิศทางของการบริหารจัดการที่จะต้องเปลี่ยนแนวทาง เป็นสิ่งที่เราต้องเข้าใจ ซึ่งเป็นเรื่องของการเมือง และใช้เวลาไม่นานอีก 4 เดือนก็เตรียมการเลือกตั้งได้แล้ว สำหรับประเด็นว่าสำหรับพรรคเพื่อไทยจะได้มีการเตรียมตัวเลือกตั้งใหม่แล้วหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้พรรคประชาชนเริ่มเตรียมการแล้ว นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวต้องเตรียมการ แต่ทราบว่าในส่วนของพรรคก็มีการเตรียมไว้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามต้องขอแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เป็นนายกฯ ซึ่งทางพรรคยอมรับในระบบรัฐสภา เมื่อสภายอมรับแล้วก็ต้องยอมรับ * ข่าว * การเมือง * พรรคเพื่อไทย * สมศักดิ์ เทพสุทิน
dlvr.it
September 6, 2025 at 9:50 AM
'อนุทิน' เผยฟอร์มทีม ครม.เรียบร้อยแล้ว - ชี้เป็นสิทธิ์​ พท. ยื่นฟ้องศาล รธน. กรณี MOA ภท.-ปชน.
'อนุทิน' เผยฟอร์มทีม ครม.เรียบร้อยแล้ว - ชี้เป็นสิทธิ์​ พท. ยื่นฟ้องศาล รธน. กรณี MOA ภท.-ปชน. auser15 Sat, 2025-09-06 - 10:31 'อนุทิน' ขอบคุณเสียงโหวตนั่งนายกคนที่ 32 เร่งเดินหน้าแก้ปัญหาทดแทนโอกาสที่เสียไป เผยวินาทีกราบพ่อ เป็นสิ่งแรกที่อยากทำ ฟอร์มทีม ครม.เรียบร้อยแล้ว บอก "ผมโอเค พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องโอเค" - แจง​ทุกอย่างเป็นไปตามเจตนารมณ์​ หลังเสียงโหวตทะลุ​ 311 เสียง​ ทำกระทบ​ MOA​ ร่วมพรรคประชาชน​ ชี้เป็นสิทธิ์​เพื่อไทยยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ​ ขออยู่ภายใต้กฎกติกา​ ยัน​ไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น​ จำแต่เรื่องดี ๆ อนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี | ที่มาภาพ: สำนักข่าวไทย เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภายหลังร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเปิดใจเป็นครั้งแรก หลังจากได้รับการโหวตเห็นชอบให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายอนุทินได้กล่าวขอบคุณประชาชน ในโอกาสที่ได้รับเสียงสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะถือเป็นเสียงของประชาชนที่ได้ใช้สิทธิ์ ผ่าน สส. โดยเฉพาะอย่างยิ่งสส.พรรคประชาชน และพรรคการเมืองที่ได้ลงคะแนนให้กับตน หรือพรรคที่ไม่ได้ลงคะแนนให้กับตน โดยการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีวันนี้ ที่มีนายชัยเกษม นิติสิริ ได้รับการเสนอชื่อ โหวตชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อการโหวตผ่านพ้นไปแล้ว ก็อยากให้ทุกอย่างมันจบไปด้วยดี และอยากให้เราหันหน้าเข้าหากัน เพื่อทำงานให้กับประชาชน ให้กับประเทศ ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า ด้วยความรวดเร็ว เพื่อทดแทนโอกาสที่เสียไป ซึ่งตนเชื่อว่าหากเราหันหน้าทำงานด้วยกัน ก็จะทำให้ทะลุเป้าหมายต่างๆ ได้ ส่วนจะผลักดันนโยบายอะไรต่อขอยังไม่ลงรายละเอียด เมื่อถามถึงการเข้าพบนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้เป็นบิดา หลังจากได้รับการโหวตเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทินเล่าว่า นายชวรัตน์ ไม่ค่อยสบาย รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งตนก็คิดว่านายขชวรัตน์ ก็อยากให้ไปหา จึงเร่งไปกราบเป็นอันดับแรก เมื่อถามว่านายชวรัตน์ให้พรอะไรบ้าง นายอนุทินไม่ตอบเพียงยิ้มและหัวเราะเท่านั้น ส่วนที่หลายคนบอกว่า การที่ถูกยึดกระทรวงมหาดไทย กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะควบกระทรวงมหาดไทยด้วย หรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนจะแซวนักข่าวว่าชอบแอบถาม โดยไม่ได้ตอบคำถามนี้ ทั้งนี้ การจัดโผคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่าขณะนี้มีการฟอร์มทีมเรียบร้อยแล้วหรือยัง ว่า แน่นอน เพราะว่าถ้าบอกว่ายังไม่ได้ทำอะไรเลย แสดงว่าเราไม่ได้เตรียมพร้อม แต่ว่ายังไม่ใช่เวลาที่จะมาเปิดเผยกัน แต่ยืนยันใช้เวลาโดยเร็วอย่างแน่นอน เมื่อถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลโอเคหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ผมโอเค เขาก็ต้องโอเค” เมื่อถามว่า เสียงที่โหวตสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกี่ยวกับโควตารัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายอนุทินหัวเราะก่อนตอบว่ามันผ่านไปแล้ว อย่าไปพูดอะไรให้มันเกิดความขัดแย้ง หรือความระหองระแหง หลายคนบอกว่าตนมีคุณสมบัติพิเศษ ไม่ชอบความขัดแย้ง สามารถทำให้คนที่เคยขัดแย้งกันกลับมาเป็นมิตรได้ ตนเลยอยากรักษาคุณสมบัติของตนไว้ บอกเป็นสิทธิ์​เพื่อไทยยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ นายอนุทิน​ กล่าวถึงกรณีที่ MOA ข้อที่​ 4 ห้ามเติมเสียง รัฐบาลจะดำรงรัฐบาลเสียงข้างน้อยแต่ปรากฏว่าผลโหวตออกมา 311 เสียง ว่า​ตนไม่ชี้แจงอะไรทุกอย่างเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ดี เมื่อถามว่าเสียงที่โหวตให้ไม่เกี่ยวกับโควตารัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายอนุทิน​ ถึงกับหัวเราะก่อนกล่าวต่อว่า มันผ่านไปแล้ว​ อย่าทำอะไรที่ทำให้เกิดความขัดแย้งหรือระหองระแหง​ หลายคนบอกว่าตนมีคุณสมบัติพิเศษ คือ ไม่ชอบความขัดแย้ง และสามารถทำให้คนที่เคยขัดแย้งกันมาเป็นมิตรได้ จึงอยากรักษาคุณสมบัตินี้ไว้ เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทย เตรียมร่างคำร้องศาลรัฐธรรมนูญ ว่า MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายอนุทิน​ กล่าวว่า ทุกคนสามารถใช้สิทธิ์ได้ และทุกอย่างก็อยู่ภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ ที่ตนปฏิบัติมาตลอด และอยู่ภายใต้กฎกติกาและกฎหมาย ไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น จำได้แต่เรื่องดีๆ เรื่องไม่ดีไม่จำ   ที่มาเรียบเรียงจากสำนักข่าวไทย [1] [2]    * ข่าว * การเมือง * อนุทิน ชาญวีรกูล
dlvr.it
September 6, 2025 at 3:36 AM