#ไชยชนกชิดชอบ
"ไชยชนก" เผย ชง #นัฐวุฒิแดนดี นั่งอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาคนใหม่ หลังคนเก่าเกษียณอายุแล้ว..
.
#ไชยชนกชิดชอบ #กรมอุตุนิยมวิทยา
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
www.dailynews.co.th/news/6252560/
October 6, 2026 at 9:20 AM
สส. ปชน. ตั้งกระทู้จี้ 'ไชยชนก' ชะลอ TH-AI Passport พบ บ.ชนะประมูล กินรวบหลายงาน
สส. ปชน. ตั้งกระทู้จี้ 'ไชยชนก' ชะลอ TH-AI Passport พบ บ.ชนะประมูล กินรวบหลายงาน Pazzle Thu, 2026-05-28 - 18:57 สส. พรรคประชาชน ตั้งกระทู้สดถาม “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว. ดีอี จี้ชะลอโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1.6 พันล้านบาทออกไปก่อน หลังพบความบังเอิญบริษัทชนะประมูลวางราคากลางเอง ชนะเอง แถมยังชนะโครงการโมโตจีพี ที่บุรีรัมย์ด้วย กินรวบโครงการหลายพันล้านของกระทรวงภูมิใจไทย ถามไชยชนกรู้มาก่อนหรือไม่ ไชยชนกแจงยิบกระบวนการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช้าไปด้วยซ้ำ พร้อมรับการตรวจสอบ ใครได้งานไม่สน แต่ต้องทำตามนโยบาย หากทำไม่ได้ต้องจัดการ    28 พ.ค. 2569 ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้สดถามไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เรื่องโครงการ TH-AI Passport มูลค่าโครงการ 1.6 พันล้านบาท  ภาวุธกล่าวว่า ขณะนี้โครงการอยู่ภายใต้กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กองทุนดีอี ซึ่งเป็นกองทุนที่จะเพิ่มขีดความสามารถให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ โดยกองทุนดังกล่าวได้รับเงินจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ปีละประมาณ 2 พันล้านบาท ซึ่งในปี 2568 มีการจัดทำโครงการดังกล่าวขึ้นมา เพื่อแจก AI แบบโปรพิเศษให้คนไทยใช้ฟรี 5 ล้านคน ถามว่าทำไมต้อง 5 ล้านคน ก็เพราะนำตัวเลขประชาชน 3 ล้านคน หารกับ 1.5 พันล้านบาท จึงได้มา 5 ล้านคน จะเห็นได้ว่าโครงการดังกล่าว ไม่ได้มาจากความต้องการจริงของประเทศไทยเลย  ภาวุธ กล่าวว่า การของบประมาณโครงการนี้ ถูกขอโดย กสทช.เอง ทั้งที่กสทช.เป็นเลขาธิการของคณะกรรมการกองทุนนี้ เหมือนตั้งเอง ชงเอง และตบเอง ตรงนี้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบใช่หรือไม่  จึงอยากถามว่า ในฐานะที่นายไชยชนกเป็นประธานคณะกรรมการกองทุนนี้ รวมถึงรับผิดชอบกองทุนนี้โดยตรงเอง คิดว่าการทำลักษณะนี้เหมาะสมหรือไม่ ทำไมจึงปล่อยผ่าน และตัวเลข 5 ล้านคนนั้น ไม่สะท้อนกับความเป็นจริงเลย ภาวุธ กล่าวต่อว่า ตนไม่ปฏิเสธว่า AI สำคัญ แต่จำเป็นต้องเร่งขนาดนี้ด้วยหรือ ถึงขนาดต้องเอาเงินของกองทุนที่ยังจะมีอีกหลายโครงการดีๆ เพราะโครงการนี้ใช้งบประมาณเกือบ 1.6 พันล้านบาท หรือประมาณ 60-70% ของเงินกองทุนที่มีอยู่ หากรออีกนิด เพื่อที่จะใช้งบประมาณของเงินประมาณในปีถัดไป ก็น่าจะได้  โครงการนี้มีความประหลาดมากมาย เพราะนอกจากจะเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์กองทุนแล้ว ยังเป็นโครงการที่อนุมัติเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วย อีกทั้งโครงการดังกล่าวยังใช้เวลาตั้งแต่ประกวดราคา แล้วให้คนอื่นเสนอเอกสารเข้ามา ซึ่งตั้งแต่ที่เปิดประกวดราคา จนถึงวันที่ยื่นเข้ามาใช้เวลาเพียงแค่ 34 วันเท่านั้น ทั้งที่ปกติใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ทำให้น่าตั้งข้อสงสัยว่า บริษัทที่ส่งข้อมูลเข้ามานั้น มีส่วนรู้เห็น วางแผนไว้ก่อน หรือรู้มาก่อนว่าจะมีโครงการนี้หรือไม่  นอกจากนี้ ยังมีความบังเอิญหลายอย่างในโครงการดังกล่าวด้วย เช่น กลุ่มบริษัทที่เข้ามาประมูล เป็นกลุ่มบริษัทที่เข้ามาวางราคากลางไว้ จากนั้นก็เริ่มมีการเสนอราคากันเอง มีการล็อกสเปกไว้ในทีโออาร์ สุดท้ายก็ชนะการประมูล แต่ที่น่าตกใจคือ ราคาที่ชนะการประมูลต่ำกว่าราคากลางที่ตั้งไว้ 1.5% ภาวุธ กล่าวด้วยว่า ความบังเอิญที่สอง เราอาจะเรียกว่าล็อกสเปกไว้เลยก็ได้ เพราะมีการลงโฆษณาในร้านสะดวกซื้อ ทั้งที่มีช่องทางอื่นมากมาย ที่สำคัญคือ หนึ่งในกิจการร่วมค้าที่ประมูลงานนี้ได้ไปคือ กลุ่มทุนของเจ้าของสิทธิ์หน้าจอในร้านสะดวกซื้อรายนั้น  บังเอิญที่สาม ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการพูดถึงการประมูล Big Data แพลตฟอร์มคลังหน่วยกิตของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รวมถึงยังมีระบบดิจิทัลของกระทรวงศึกษาธิการ ราคาเป็นหมื่นล้าน แต่ที่น่าตกใจคือ บริษัทที่มาทำราคากลางของโปรเจกต์ทั้งหมด เป็น 3 บริษัทเดียวกันที่ทำโครงการ TH-AI Passport “คือเป็นความบังเอิญที่ 3 บริษัทนี้ สามารถไปวางราคากลางให้กับโครงการระดับหลายพันล้านที่กระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยบริหารอยู่ ถือเป็นความเป๊ะ ราวกับเป็นแก๊งเดียวกัน  บังเอิญที่สี่คือ กลุ่มบริษัทที่ชนะโครงการนี้ ยังได้ชนะโครงการโมโตจีพีที่ จ.บุรีรัมย์ด้วย อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น ว่ากลุ่มบริษัทเหล่านี้สามารถรับงานทุกอย่าง รวมถึงรับงานโมโตจีพีได้อีกด้วย  ความบังเอิญมันช่างเป๊ะพอดี ฉะนั้น สิ่งที่เราน่าตั้งคำถามคือกลุ่มบริษัทเหล่านี้ จะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนขาประจำที่ได้รับงานในกระทรวงที่ท่านบริหารมาโดยตลอดหรือไม่ ดังนั้น โครงการ TH-AI Passport เป็นโครงการที่มีความผิดปกติ และมีความบังเอิญเต็มไปหมด ซึ่งคนที่ชนะโครงการเป็นโครงข่ายกินรวบหน้าเดิมๆ และเกี่ยวข้องกับพรรคท่านมาโดยตลอด คำถามคือ ท่านรู้มาก่อนหรือไม่ และปล่อยให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในกระทรวงของท่านได้อย่างไร” ภาวุธ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าคนไทยใช้ AI ไม่ถึง 5 ล้านคน ฉะนั้น เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินถึง 1.5 พันล้านบาทซื้อมาเก็บไว้ หากเราใช้ไป 2 ล้านคนแล้วค่อยไปซื้อเพิ่มก็ได้ แล้วทำไมในการซื้อครั้งนี้ ต้องซื้อผ่านบริษัทตัวกลางด้วย ทำไมไม่ซื้อตรงไปที่บริษัทเลย เพราะจะสามารถต่อรองและได้สิทธิประโยชน์ ดังนั้น เมื่อเราซื้อผ่านตัวกลางคำถามคือแล้วสิทธิประโยชน์ที่เราควรจะได้รับ ส่วนต่างที่ต้องเสียให้ตัวกลาง มันจำเป็นหรือไม่ที่ต้องเสียให้กับตัวกลางตรงนั้น  อีกทั้งวันนี้ของฟรีก็มีเต็มไปหมด เพราะการแข่งขัน AI มันสูง ทั้งหมดนี้คือความเสียหายมากกว่า 1.6 พันล้านบาทของกองทุนดีอี อีกทั้ง เมื่อพบช่องโหว่ และประชาชนสงสัย ควรชะลอการเปิดลงทะเบียนในเดือนมิถุนายนเพื่อให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการประมูล เพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน ด้านไชยชนก รมว.ดีอี ชี้แจงว่า ตนคิดว่าเรื่องการพัฒนา AI เป็นเรื่องที่เราเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็น และเร่งด่วน ซึ่งที่ถามว่าทำไมจึงต้องใช้เงินกองทุน เพราะตอนรัฐบาลอนุทิน 1 เราเข้ามาปฏิบัติหน้าที่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ไม่ทันงบประมาณประจำปีแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องหาแนวทางอื่นในการทำโครงการดีๆ และเป็นเรื่องจำเป็น หากเราอยากตามเทรนด์โลกทัน และอยากให้ประเทศไทยไม่ตกกลุ่มของการมีเวิร์คฟอร์ส (Workforce) ที่เล็กลงในอนาคตข้างหน้า หากเราต้องการเพิ่มผลผลิตของประเทศไทย ตนเห็นสิ่งที่กองทุนทำ และการใช้เงินของกองทุนก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนแน่นอนตามมาตรา 23 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ดีอี และการใช้จ่ายเงินของ กสทช. ก็เป็นไปตามมาตรา 26 (3) เช่นเดียวกัน  ไชยชนก กล่าวว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นแค่การแจก AI โปร และฟรีเท่านั้น แต่นโยบายที่ตนให้หน่วยงานไปคือการพัฒนา AI รวมถึงระบบ Ecosystem AI และตัว AI Passport ไม่ได้มีแค่โมเดลระดับโปรหลากหลายโมเดลที่ให้คน 5 ล้านคนใช้ฟรีเพียงอย่างเดียว แต่จะมีคอร์สเรียนให้ประชาชนที่เข้ามาใช้สิทธิได้ศึกษาและพัฒนาสกิล ซึ่งมีหลักสูตรที่ถูกสร้างขึ้นมา ร่วมกับกลุ่มบริษัทชั้นนำของโลก ไชยชนก กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่อง 5 ล้านคนอย่างน้อยต้องได้ใช้ AI โปรหรือเทียบเท่าหรือสูงกว่า ฟรีเป็นเวลา 1 ปี พร้อม Learn to Earn Model ตามที่ตนให้นโยบายไป  สำหรับประเด็นคำถามเรื่องทีโออาร์ ที่ภาวุธบอกว่ามีข้อสังเกตและความบังเอิญหลายอย่างนั้น ตนได้ให้หน่วยงานมาชี้แจง และเมื่อมีประเด็นถกเถียงกันในสังคม ก็ได้ให้ทีมงานติดตามสถานการณ์เพื่อรวบรวมประเด็น  ประเด็นที่ภาวุธบอกว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างใช้เวลาเพียงแค่ 34 วัน ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีการประกาศจริงๆ เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นมีการทำประชาพิจารณ์ทีโออาร์ ระหว่างวันที่ 15-22 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยทีโออาร์มีทั้งหมด 33 หน้า  ส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาสัมพันธ์มี 2 หน้าเต็ม แต่ที่ภาวุธพูดมานั้นเป็นเพียงแค่ 2 หมวด หลังจากนั้น จึงเข้ามาสู่กระบวนการที่ภาวุธพูดถึงว่าใช้เวลา 34 วัน นั่นคือส่วนของการยื่นข้อเสนอโครงการ ฉะนั้น กระบวนการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เราใช้เวลา 5 เดือน ไชยชนกกล่าวด้วยว่า สำหรับคำถามที่นายภาวุธถามว่า จำเป็นเร่งด่วนขนาดนั้นเลยหรือ ตนเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และสมัยเป็นรัฐบาลอนุทิน 1 นั้น ย้ำว่า ตนพยายามหาทุกทางเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง AI แบบโปรได้ เพื่อลดความจำเป็น และเพิ่ม AI Literacy เพิ่มศักยภาพในการใช้งานของบุคลากรชาวไทย ซึ่งถือว่ายังเร็วไม่พอด้วยซ้ำ เป้าหมายของฝ่ายบริหารคือ การยกระดับให้ประชาชนเข้าถึง AI ระดับโปรได้  ทั้งนี้ การประสานงานบริษัท AI พบว่า ไม่สามารถทำโครงการร่วมกับรัฐได้โดยตรง และหากเกิดสมมติว่าประสานงานได้โดยตรง จำเป็นต้องใช้แพลตฟอร์มของบริษัทเอไอ นั้นเท่านั้น ทำให้ข้อมูลถูกเก็บไปประมวลผลที่ต่างประเทศ แต่ไม่สามารถนำมาพัฒนาการเรียนรู้พัฒนาบุคลากรของประเทศไทยได้ จึงไม่ตอบโจทย์ นอกจากนั้นแล้ว จะไม่สามารถกำหนดทิศทาง ปกป้องข้อมูลและอธิปไตยของประเทศไทยได้ เพราะเข้ามาสู่ระบบของไทย ซึ่งไม่ใช่การทำโครงการร่วมกัน “ที่บอกว่ามี AI ฟรีอยู่แล้ว ทำไมต้องจ่ายเงิน หากอยากเป็นรัฐมนตรีดีอี ผมไม่คิดว่าต้องมาอธิบายคำว่า ฟรี กับ โปร มีศักยภาพและผลิตผลที่แตกต่างกันขนาดไหน ที่บอกว่ามีความไม่ชอบเต็มไปหมด แต่ผมเป็นผู้กำหนดนโยบาย ผมดูว่าตรงกับนโยบายและเป้าหมายของรัฐบาลหรือไม่ และคุ้มค่ากับงบประมาณแผ่นดินหรือไม่ โครงการที่ทำเฉลี่ย 27 บาทต่อหัวต่อเดือน และมีเลินนิ่ง โมเดล จึงถูกกว่าสิงคโปร์กว่า 20 เท่า หากที่มองว่ายังมีช่องโหว่ ขอให้ดำเนินการ หากผมคิดจะโกง ผมจะทำให้ถูกและทั่วถึงกับประชาชนได้หรือไม่ ใครได้รับงานในโครงการดังกล่าวไม่เป็นประเด็น และเรื่องของผม เพราะผมมอบนโยบายให้ประชาชนได้ประโยชน์ ใครประมูลผ่าน ใครรับงานต้องทำตามนโยบาย หากทำไม่ได้ ผมต้องจัดการ ดังนั้น ใครได้ ผมไม่สน” ไชยชนกกล่าว   * ข่าว * การเมือง * ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ * ไชยชนก ชิดชอบ * TH-AI Passport * พรรคประชาชน * พรรคภูมิใจไทย
dlvr.it
May 28, 2026 at 12:02 PM
กกต.ถูกร้องให้ยุบพรรคภูมิใจไทย หลังปรากฏหลักฐานเส้นทางการเงินโยงถึงนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค จุดประเด็นร้อนในคดีฮั้วเลือก ส.ว. ที่อาจลุกลามถึงการเปิดโปงระบบการเมืองเบื้องลึก
#พรรคภูมิใจไทย #กกต #ยุบพรรค #ไชยชนกชิดชอบ #TheMainstream
themainstream.news/politics/135...
เปิดเส้นทาง “ไชยชนก” ปมร้อนโยงเงินเลือก ส.ว. ลามถึงพรรคใหญ่
กกต.ถูกร้องให้ยุบพรรคภูมิใจไทย หลังปรากฏหลักฐานเส้นทางการเงินโยงถึงนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค จุดประเด็นร้อนในคดีฮั้วเลือก ส.ว. ที่อาจลุกลามถึงการเปิดโปงระบบการเมืองเบื้องลึก
themainstream.news
May 21, 2025 at 1:53 AM
‘ไชยชนก’ เผยข้อมูลส่วนบุคคลนายกฯ-รมต. หลุด ไม่ใช่การแฮก

สามารถติดตามต่อได้ที่ : dailynews.co.th/news/6082078/
#ไชยชนกชิดชอบ #อนุทินชาญวีรกูล
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 5, 2026 at 4:59 AM
#อนุทิน รับคุย ‘เนวิน’แล้ว หลังลูกชาย อภิปรายกลางสภา ไม่มีวันโหวต ก.ม.สถานบันเทิงครบวงจร ส่วนเจ้าตัว ‘ไชยชนก’ แจ้ง มาหาช่วงสงกรานต์ บอก ขออย่าเรียก กาสิโน ฟังแล้วตกใจ... สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/4596738/
.
อ่านต่อได้ที่ www.dailynews.co.th/news/4596738/
#กฎหมายกาสิโน #ภูมิใจไทย #เนวินชิดชอบ #ไชยชนกชิดชอบ
April 11, 2025 at 9:39 AM
เมื่อเสียงของ "ไชยชนก ชิดชอบ" ต้านคาสิโนสะท้อนความเห็นต่างภายในพรรคร่วมรัฐบาล บทวิเคราะห์ชี้เพื่อไทย-ภูมิใจไทยอาจไม่ได้แนบแน่นอย่างที่เห็น พร้อมชำแหละอนาคตของโครงการใหญ่ภายใต้รัฐบาลผสม #พรรคเพื่อไทย #พรรคภูมิใจไทย #ประชุมสภา #ข่าวการเมือง #TheMainstream
themainstream.news/politics/125...
พรรคร่วมรัฐบาลร้าวลึก? เสียงค้านกาสิโนจาก "ไชยชนก" สะเทือนสัมพันธ์เพื่อไทย-ภูมิใจไทย
ท่าทีคัดค้านกาสิโนของ "ไชยชนก" สร้างแรงสะเทือนทางการเมือง กระทบสัมพันธ์เพื่อไทย-ภูมิใจไทย นักวิเคราะห์ชี้อาจเป็นชนวนสั่นคลอนเสถียรภาพพรรคร่วมรัฐบาล และสะท้อนการเปลี่ยนผ่านอำนาจภายในพรรค
themainstream.news
April 11, 2025 at 7:49 AM
ปลดล็อก รย.17–รย.18 หนุน 'ไรเดอร์-ไดรเวอร์' 2 แสนรายเข้าระบบ
ปลดล็อก รย.17–รย.18 หนุน 'ไรเดอร์-ไดรเวอร์' 2 แสนรายเข้าระบบ auser15 Tue, 2025-11-18 - 08:46 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเคาะ 5 มาตรการ เตรียมปลดล็อก รย.17–รย.18 หนุน ไรเดอร์-ไดรเวอร์ 2 แสนรายเข้าระบบ พร้อมช่วยเหลือสูงสุด 2 หมื่นบาท/ราย เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ว่า  นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงข่าวความคืบหน้ามาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มผู้ขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน พร้อมด้วยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นายไชยชนก กล่าวว่า ภายหลังการรับหนังสือร้องเรียนจากไรเดอร์ และไดรเวอร์ เรื่อง “ประกาศเรื่องรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (รย.17 และ รย.18)” ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ขับขี่กว่า 200,000 ราย เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา กระทรวงดีอี และกระทรวงคมนาคม โดย ETDA และกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) ได้เร่งประสานงาน สถาบันการเงิน และภาคเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบดังกล่าว และกำหนดเป็น 5 มาตรการสำคัญในการช่วยเหลือไรเดอร์และไดรเวอร์ทั่วประเทศ โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 - 28 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนี้ 1. ลงทะเบียนผู้ขับขี่สำหรับจดทะเบียนรถรับจ้างสาธารณะผ่านแอปฯ โดย ETDA - เปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ https://driververify.mdes.go.th (ล็อกอินผ่าน Thai ID) ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเมื่อข้อมูลได้รับการยืนยันจากแพลตฟอร์ม จะได้รับ “ใบรับแจ้งลงทะเบียน” (QR Code) เพื่อใช้แสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที และผู้ขับขี่จะต้องดำเนินการจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะและทำใบขับขี่สาธารณะกับกรมการขนส่งทางบกให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 2.แก้ปัญหาไฟแนนซ์-ลีสซิ่ง-ประกันภัย  - กรมการขนส่งทางบก อนุญาตให้รถที่ติดไฟแนนซ์สามารถใช้สำเนาใบคู่มือจดทะเบียน ยื่นจดทะเบียนแทนเล่มจริงได้ ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 - ขอความร่วมมือบริษัทลีสซิ่งทุกราย ลดค่าธรรมเนียมเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อ โดยขณะนี้ ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb) จะนำร่องเป็นรายแรก จากเดิม 1% ของยอดเงินคงเหลือตลอดสัญญา เหลือ 0.25% ต่อปี  - ให้สามารถใช้ประกันภัยชั้น 3 (ภาคสมัครใจ) ได้ ไม่จำเป็นต้องทำประกันสาธารณะชั้น 1 เพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยได้ขอความร่วมมือกับบริษัทลีสซิ่งทุกราย ซึ่ง ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb)) ให้การตอบรับเป็นรายแรก 3. ปลดล็อกเอกสาร-ขนาดเครื่องยนต์  - แก้ปัญหาภูมิลำเนาของผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะ โดยใช้เอกสารเฉพาะส่วนบุคคล เช่น บัตรนักเรียน-นักศึกษา เอกสารการทำงานในพื้นที่ กทม. ลดปัญหาการหาผู้รับรอง  - พิจารณาขยายขนาดเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์สาธารณะ จากเดิม 125 ซีซี โดยจะร่วมหารือการปรับปรุงกฎหมาย ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สภาผู้บริโภค เพื่อกำหนดขนาดซีซีที่เหมาะสมต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 1 เดือน 4. พิจารณาแก้กฎหมายให้นำรถเช่ามาให้บริการสาธารณะผ่านแอปฯได้ กระทรวงดีอีได้หารือร่วมกับกระทรวงคมนาคม เบื้องต้นกระทรวงคมนาคมเห็นชอบในหลักการแก้ไขกฎกระทรวง และอยู่ระหว่างการดำเนินการของกรมการขนส่งทางบก 5. มาตรการมอบเงินสนับสนุนพิเศษ กระทรวงดีอีประสานแพลตฟอร์มผู้ให้บริการมอบเงินสนับสนุนช่วยเหลือผู้ขับขี่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมี Grab และ LINE MAN ให้การตอบรับและพร้อมสนับสนุนเงินพิเศษ ซึ่งผู้ขับขี่จะได้รับเงินสนับสนุนตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาทต่อคน นอกจากนี้ยังมีแนวทางในการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ หากพบผู้ให้บริการรายใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปล่อยปละละเลยให้รถที่ผิดกฎหมายและไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะมาให้บริการ กระทรวงดีอีพร้อมดำเนินการทันที “กระทรวงดีอีให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งกลุ่มไรเดอร์ และไดรเวอร์ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเร่งหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยปลดล็อกผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปฯ ให้สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่จนได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันสั้น โดยมีเป้าหมายเพื่อการสนับสนุนผู้ให้บริการภาคดิจิทัลให้ได้รับความเป็นธรรม ถูกต้องตามกฎหมาย การควบคุมดูแลแพลตฟอร์มที่โปร่งใส และดูแลประชาชนผู้ใช้บริการให้ได้รับความมั่นคงปลอดภัยต่อไป” นายไชยชนก กล่าว * ข่าว * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * แรงงานแพลตฟอร์ม * ไรเดอร์ * แอปพลิเคชันเรียกรถ * แพลตฟอร์มขนส่ง
dlvr.it
November 18, 2025 at 1:52 AM
อนุทิน พร้อม 3 รัฐมนตรี ลงพื้นที่ชายแดนครั้งแรก จ.สุรินทร์ เยี่ยมกองกำลังสุรนารี-ฟังสรุปสถานการณ์
อนุทิน พร้อม 3 รัฐมนตรี ลงพื้นที่ชายแดนครั้งแรก จ.สุรินทร์ เยี่ยมกองกำลังสุรนารี-ฟังสรุปสถานการณ์ See Think Fri, 2025-10-03 - 14:56 อนุทิน พร้อม 3 รัฐมนตรี ลงพื้นที่ชายแดนครั้งแรก จ.สุรินทร์ ตรวจเยี่ยมกองกำลังสุรนารี-ฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ 3 ต.ค. 2568 เว็บไซต์รัฐบาลไทยระบุว่า เวลา 11.25 น. ณ ห้องประชุมเหมะบุตร กองกำลังสุรนารี ตำบลนอกเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รับฟังบรรยายสถานการณ์เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ โดยมีพลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พลเอก ธงชัย รอดย้อย เสนาธิการทหารบก และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมด้วย สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีให้ฝ่ายปกครองดูแลและให้ความช่วยเหลือประชาชน รวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค การจัดหาที่พักพิงชั่วคราว ตลอดจนการอพยพประชาชนในพื้นที่ที่จำเป็น ขณะเดียวกันได้กำชับให้ฝ่ายทหารดูแลรักษาความปลอดภัยโดยรอบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่ารัฐบาลพร้อมดูแลอย่างรอบด้าน โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวแสดงความยินดีกับแม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ พร้อมมั่นใจว่าแม่ทัพภาคที่ 2 จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็ง และร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการดูแลความสงบเรียบร้อยของพื้นที่ชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังได้ให้ความมั่นใจว่าจะมีมาตรการเพื่อดูแลสินค้าเกษตร ทั้งการซื้อ-ขาย รวมทั้งการส่งออก ผ่านไปทาง สปป.ลาว และเวียดนาม และหาตลาดใหม่เพิ่ม เมื่อเสร็จสิ้นการประชุม นายกรัฐมนตรีร่วมลงนามในสมุดตรวจเยี่ยมกองกำลังสุรนารี และมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับกำลังพลกองกำลังสุรนารี ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปตรวจภูมิประเทศและเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ณ ฐานปฏิบัติการสามแยก กองพันทหารราบที่ 21 หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ พร้อมร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับกำลังพลในพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยถามไถ่ความเป็นอยู่ด้วยความห่วงใย พร้อมย้ำว่า รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนทั้งด้านสวัสดิการและการปฏิบัติงานเพื่อให้กำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนสามารถทำงานได้อย่างมั่นใจและเต็มที่ในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ทั้งนี้ ขอให้กำลังพลทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความปลอดภัย * ข่าว * การเมือง * ความมั่นคง * กรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา * สุรินทร์ * กองกำลังสุรนารี * อนุทิน ชาญวีรกูล * กองทัพภาคที่ 2
dlvr.it
October 3, 2025 at 8:03 AM
รมว.ดีอี สั่งการ สคส. ตรวจเข้มสแกนม่านตา ทุกพื้นที่ ย้ำห้ามละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
รมว.ดีอี สั่งการ สคส. ตรวจเข้มสแกนม่านตา ทุกพื้นที่ ย้ำห้ามละเมิดสิทธิส่วนบุคคล auser15 Sat, 2025-10-04 - 13:24 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สั่งการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ตรวจเข้มสแกนม่านตา ทุกพื้นที่ ย้ำห้ามละเมิดสิทธิส่วนบุคคล 4 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า จากกรณีที่มีการชักชวนให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมสแกนม่านตาเพื่อรับสินทรัพย์ดิจิทัล (เหรียญเงินคริปโทเคอร์เรนซี) จนทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลในประเด็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล และอาจมีการนำข้อมูลนั้นไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ตนได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ตรวจสอบกรณีนี้อย่างใกล้ชิด โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่องของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทั้งนี้ที่ผ่านมา กระทรวงดีอี โดย สคส. ได้มีการแจ้งเตือนภัยถึงการสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล โดยเฉพาะประเด็นข้อมูลชีวมิติ (biometric data) ซึ่งข้อมูลม่านตาถือเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว” ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)  ซึ่ง สคส. ได้มีการร่วมหารือกับบริษัท ทูลส์ ฟอร์ ฮิวแมนนิตี้ (Tools for Humanity - TFH)  บริษัทเจ้าของโครงการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ ติดตาม และวางแนวทางร่วมกัน โดยมีสาระที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1.การจัดเก็บและทำลายข้อมูล บริษัทต้องแสดงให้เห็นว่า ข้อมูลม่านตาจะถูกลบหรือทำลายทันทีเมื่อหมดวัตถุประสงค์ พร้อมส่งเอกสารยืนยันกระบวนการต่อ สคส. 2.การควบคุมการรับจ้างสแกนม่านตา เตือนประชาชนให้ไตร่ตรองให้รอบคอบ เพราะมีข้อมูลในสื่อสาธารณะ เรื่องที่มาที่ไปของข้อมูลและแหล่งเงิน ควรต้องรอให้หน่วยงานตรวจสอบอย่างชัดเจน พร้อมขอให้บริษัทผู้ให้บริการรายงานหลักฐานเกี่ยวกับกรณีนี้ 3. ความโปร่งใสในการขอความยินยอม ผู้ให้บริการต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนว่าข้อมูลจะถูกใช้อย่างไร แปลงเป็นรหัสรูปแบบไหน มีการป้องกันข้อมูลอย่างไร และต้องได้รับความยินยอมอย่างแท้จริงจากผู้ใช้ “ตนขอเน้นย้ำว่า เรื่องการใช้งานเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันถือเป็นสิ่งที่ดี เพื่ออำนวยความสะดวก หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันการใช้งานเทคโนโลยีนั้นจะต้องไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นไปใช้ในการอื่น” รมว.ดีอี กล่าว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังคงมีประชาชนให้ความสนใจเข้ารับบริการสแกนม่านตา ซึ่งทางกระทรวงดีอี มีความห่วงใยและขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง ดังนั้นตนจึงสั่งการให้ สคส. ได้ลงตรวจสอบในทุกพื้นที่ เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดว่ากิจกรรมดังกล่าวจะไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนที่ร่วมกิจกรรม เนื่องจากพบว่า หลายแห่งไม่ได้มีการระบุข้อมูลสำคัญด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และไม่ระบุวัตถุประสงค์ของการเก็บข้อมูลม่านตาอย่างชัดเจน ตลอดจนไม่มีการแจ้งเตือนว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลชีวมิติที่สามารถระบุตัวตนได้ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการละเมิด พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 อย่างชัดเจน * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล * สคส. * สแกนม่านตา * PDPA
dlvr.it
October 4, 2025 at 6:30 AM
‘ไชยชนก’ดันงบ 497 ล้าน ผ่านครม. ผนึก ‘Tomorrow.io’ ยกระดับพยากรณ์อากาศ AI

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6228560/
#ไชยชนกชิดชอบ #Tomorrowio
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 28, 2026 at 7:47 AM
‘รักชนก’ ผิดหวังเชิญไชยชนก-คู่สัญญา แจง TH-AI Passport แต่ไร้เงา

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6177697/
#รักชนกศรีนอก #ไชยชนกชิดชอบ
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 10, 2026 at 4:26 AM
ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีแล้วเท่าไหร่ จะมีอีกเท่าไหร่ แล้วอยู่ตรงไหนบ้าง
ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีแล้วเท่าไหร่ จะมีอีกเท่าไหร่ แล้วอยู่ตรงไหนบ้าง auser15 Wed, 2026-09-02 - 17:46 จากประเด็นการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางกรุงเทพฯ ใกล้กับโรงพยาบาลพระรามเก้า จนไปถึงการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ย่านหัวหมากมีการกักตุนน้ำมันหลายแสนลิตร สร้างความวิตกกับให้กับชุมชนผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง จนนำมาสู่การตั้งคำถามว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงได้อย่างไร ในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไชยชนก ชิดชอบ เองก็ให้สัมภาษณ์ว่าดาต้าเซนเตอร์ในกทม. อยู่ในพื้นที่ไม่ได้รับอนุญาต ในขณะที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ก็ได้แถลงสั่งหยุดใบอนุญาตรายใหม่ของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ พร้อมทบทวนกฎหมายผังเมืองและการทำ EIA  JustPow ชวนไปสำรวจว่าในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้วเท่าไหร่ และจะมีเพิ่มอีกเท่าไหร่ อยู่ตรงไหนบ้าง ในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่เท่าไหร่  จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่า กรุงเทพฯ มีข้อมูลที่ปรากฏว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ 34 โครงการ โดยสามารถแยกได้ดังนี้  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 24 โครงการ  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 3 โครงการ เมื่อสำรวจต่อไปว่า ดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละโครงการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ใดของกรุงเทพฯ บ้าง จะพบว่า ห้วยขวาง เป็นเขตทีมีดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งที่ดำเนินการแล้วและที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมากที่สุด 9 โครงการ  รองลงมาก็คือเขตบางนา 6 โครงการ เขตบางรัก 5 โครงการ เขตสาทร เขตบึงกุ่ม เขตบางกะปิ เขตละ 2 โครงการ เขตจตุจักร ราชเทวี บางเขน วัฒนา สวนหลวง และประเวศ เขตละ 1 โครงการ และอีก 1 โครงการคือ Stellar DC ที่ยังไม่ปรากฏข้อมูลที่ตั้ง โดยจะเห็นได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ นั้นส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในแทบทั้งสิ้น  นอกจากนี้ หากพิจารณาว่าเจ้าของบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ เป็นสัญชาติใดบ้าง จะพบว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย 10 โครงการ สิงคโปร์ 5 โครงการ ญี่ปุ่น 3 โครงการ มาเลเซีย 1 โครงการ สหราชอาณาจักร 1 โครงการ และยังมีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ร่วมทุนกับบริษัทไทย อีก 2 โครงการ และสิงคโปร์ที่ร่วมทุนกับบริษัทไทยอีก 1 โครงการ อย่างไรก็ตาม ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีการดำเนินการแล้ว ส่วนใหญ่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ประเภท Colocation ให้บริการรับฝากเซิร์ฟเวอร์ไว้กับ Internet Data Center หรือเรียกโดยย่อๆ ว่า IDC ซึ่งปัจจุบันมีการเช่าเซิร์ฟเวอร์และฝากวางที่ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นบริการรับฝากเครื่องเซอร์ฟเวอร์ และโดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนอาคาร ในขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง (Stand Alone) ทั้งที่ดำเนินการแล้วหรืออยู่ในระหว่างการก่อสร้าง หรือมีแผนที่จะสร้าง มีจำนวนประมาณเกือบสิบโครงการ  ดาต้าเซ็นเตอร์ในกทม. ใช้น้ำ-ไฟ มากแค่ไหน ส่งผลกระทบต่อเรื่องอะไรอีกบ้าง ประเด็นปัญหาที่สร้างความกังวลไปทั่วโลกของดาต้าเซ็นเตอร์ก็คือ การใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล ทั้งน้ำและไฟ ที่ต้องใช้ในการดำเนินการดาต้าเซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ  34 โครงการ มีจำนวนการใช้ไฟดังนี้  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 24 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 16 โครงการ รวม 127 เมกะวัตต์  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 6 โครงการ รวม 95.2  เมกะวัตต์  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 3 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 1 โครงการ 25  เมกะวัตต์  จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ทั้งที่ดำเนินการแล้วและที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างรวมไปถึงที่มีแผนจะสร้าง มีความต้องการใช้ไฟอย่างน้อย 247.2 เมกะวัตต์ หรือเทียบเท่าปริมาณการใช้ไฟของจังหวัดสุพรรณบุรีทั้งจังหวัดในปี 2568 หรือเทียบเท่าการใช้ไฟของครัวเรือนอย่างน้อย 247,200 ครัวเรือน หากนับเป็นจังหวัดๆ หนึ่ง ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ จะใช้ไฟเป็นอันดับที่ 23 จากทั้ง 77 จังหวัด  ในส่วนของการใช้น้ำนั้น หากใช้หลักการคำนวณประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness : WUE) โดย The Green Grid  เพื่อใช้ประเมินความคุ้มค่าในการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยในการคำนวณจะใช้ค่า WUE ที่ 2.0 ซึ่งเป็นค่าอ้างอิงมาตรฐาน (Baseline) ของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป โดยนำไปคำนวณร่วมกับปริมาณการใช้ไฟตลอดทั้งปี (kWh/ปี) ของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งในกรุงเทพฯ เท่าที่มีการเปิดเผยตัวเลขปริมาณการใช้ไฟ เพื่อหาปริมาณการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ในแต่ละแห่ง จากการคำนวณ พบว่า ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีการดำเนินการแล้ว 24 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 16 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 2.23 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 10,160 ครัวเรือน  ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในกรุงเทพฯ 7 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 6 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 1.67 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 7,616 ครัวเรือน และดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนที่จะสร้างในกรุงเทพฯ 3 โครงการ  มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 1 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 0.44 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 2,000 ครัวเรือน  ดังนั้นจะเห็นว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ 34 โครงการ จะมีการใช้น้ำประมาณ 4.43  ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 19,776 ครัวเรือน  แม้ประเด็นเรื่องการใช้ไฟและน้ำ จะไม่ใช่ประเด็นหลักในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เป็นเหมืองหลวงที่มีน้ำและไฟไม่ขาดแคลน แต่ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบของดาต้าเซ็นเตอร์มีความกังวล ทั้งการที่ดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งมีการสำรองน้ำมันหลายแสนลิตร เพื่อใช้ในยามที่ไฟดับ เนื่องด้วยดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความกังวลในด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนโดยรอบ ไม่เพียงแค่นั้น หากมีการใช้น้ำมันในการปั่นไฟในยามที่ไฟดับจริง ก็จะสร้างมลพิษแก่ชุมชนโดยรอบและปล่อยก๊าวเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย  นอกจากนี้ ด้าต้าเซ็นเตอร์ ยังอาจทำให้เกิดความร้อนในบริเวณโดยรอบจากการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ปล่อยความร้อนมหาศาลสู่อากาศรอบข้างและชุมชนจากการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ตลอด 24 ชั่วโมง จนอาจทำให้อุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้น 2-9 องศาเซลเซียส โดยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล’ (Data Center Heat Island)  โดยจากข้อมูลจะพบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ทั้งที่ดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีแผนว่าจะสร้าง ล้วนตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในที่มีความหนาแน่นทั้งสิ้น ซึ่งเกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูลจากดาต้าเซ็นเตอร์นี้จะไปซ้ำเติมปัญหา ‘เกาะความร้อนในเมือง’ (Urban Heat Island – UHI) ที่กำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ โดยอุณหภูมิในพื้นที่ที่เป็นเกาะความร้อน ซึ่งส่วนมากก็คือเขตกรุงเทพฯ ชั้นในจะสูงกว่าพื้นที่โดยรอบเฉลี่ยถึง 2.8 องศาเซลเซียส และความร้อนจาก ‘เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล’ (Data Center Heat Island) ก็จะยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก  ทำไมตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ในกรุงเทพฯ ได้ ปัจจุบันยังไม่มีการนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ตามกฎหมายใด ทั้งไม่เข้าข่ายโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งแม้แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในอาคารก็ไม่เป็นไปตามนิยามของ พ.ร.บ.โรงงาน จึงไม่สามารถบังคับใช้ในกรณีนี้ได้ และการก่อสร้างโดยระบุวัตถุประสงค์ว่าเป็นสถานที่เก็บสินค้าทำให้ไม่เข้าข่ายโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566 การขออนุญาตก่อสร้าง ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เป็นอยู่จึงเป็นการขออนุญาตผ่านท้องถิ่นตามกฎหมายควบคุมอาคารและผังเมือง  โดยในกรณีของดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่เข้าข่ายเป็นอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จะเป็นการพิจารณาความปลอดภัยของอาคาร เช่น โครงสร้าง อุปกรณ์ อัคคีภัย ระบบไฟ ระบบระบายอากาศ/น้ำ และระบบความปลอดภัย ตลอดจนระยะร่นกับถนนสาธารณะและพื้นที่ว่างระหว่างเขตที่ดินกับอาคาร เมื่อพิจารณากฎหมายผังเมืองของกรุงเทพมหานคร กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 ไม่ได้ห้ามการประกอบกิจการศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ในพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก (สีน้ำตาล) หากดำเนินการเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความหนาแน่นของอาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดินที่กำหนดข้อยกเว้น ในข้อ 16 (12) กำหนดข้อยกเว้นสำหรับสถานที่เก็บสินค้า สถานีรับส่งสินค้า หรือการประกอบกิจการรับส่งสินค้า ที่ตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร สำหรับกรณีที่มีการกักตุนน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำรองในกรณีที่ไฟฟ้าขัดข้องก็เป็นช่องว่างทางกฎหมาย ซึ่งหากปริมาณไม่ถึง 500,000 ลิตร ตามที่ พ.ร.บ. ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 กำหนดไว้ ก็ไม่ถูกตรวจสอบความปลอดภัยได้ ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการสื่อสารและรับส่งข้อมูล จะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจากสำนักงาน กสทช. (ประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 3) ด้วย ขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ  * ดาต้าเซ็นเตอร์ ยื่นขออนุญาตก่อสร้างเป็น ‘คลังสินค้า’ ยื่นคำขออนุญาตที่ฝ่ายโยธา สำนักงานเขต ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522   * เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารภายใต้ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และ กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะลงนามอนุญาต ภายใน 45 วันนับตั้งแต่วันที่ยื่น * เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ต้องยื่นขออนุญาตใช้อาคารก่อนการใช้งานจริงที่สำนักงานเขต * ยื่นขอใช้ไฟฟ้ากับการไฟฟ้านครหลวงแบบนิติบุคคล โดยดาต้าเซ็นเตอร์อาจเข้าข่ายกิจการขนาดกลางและใหญ่ ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้า * ยื่นขอใช้น้ำประปากับการประปานครหลวง เจ้าหน้าที่จะสำรวจพื้นที่และประเมินความเป็นไปได้ในการติดตั้ง อัตราค่าน้ำประปาของดาต้าเซ็นเตอร์อาจอยู่ในประเภทธุรกิจขนาดใหญ่ * การขอติดตั้งถังน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉิน ต้องขออนุญาตโดยยื่นแบบต่อกรมธุรกิจพลังงาน ภายใต้กฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาน้ำมัน พ.ศ. 2567 * ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการสื่อสารและรับส่งข้อมูล จะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจากสำนักงาน กสทช. (ประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 3) ด้วย * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ไอซีที * data center * JustPow
dlvr.it
September 2, 2026 at 10:49 AM
ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีแล้วเท่าไหร่ จะมีอีกเท่าไหร่ แล้วอยู่ตรงไหนบ้าง
ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีแล้วเท่าไหร่ จะมีอีกเท่าไหร่ แล้วอยู่ตรงไหนบ้าง
ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีแล้วเท่าไหร่ จะมีอีกเท่าไหร่ แล้วอยู่ตรงไหนบ้าง auser15 Wed, 2026-09-02 - 17:46 จากประเด็นการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางกรุงเทพฯ ใกล้กับโรงพยาบาลพระรามเก้า จนไปถึงการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ย่านหัวหมากมีการกักตุนน้ำมันหลายแสนลิตร สร้างความวิตกกับให้กับชุมชนผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง จนนำมาสู่การตั้งคำถามว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงได้อย่างไร ในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไชยชนก ชิดชอบ เองก็ให้สัมภาษณ์ว่าดาต้าเซนเตอร์ในกทม. อยู่ในพื้นที่ไม่ได้รับอนุญาต ในขณะที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ก็ได้แถลงสั่งหยุดใบอนุญาตรายใหม่ของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ พร้อมทบทวนกฎหมายผังเมืองและการทำ EIA  JustPow ชวนไปสำรวจว่าในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้วเท่าไหร่ และจะมีเพิ่มอีกเท่าไหร่ อยู่ตรงไหนบ้าง ในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่เท่าไหร่  จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่า กรุงเทพฯ มีข้อมูลที่ปรากฏว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ 34 โครงการ โดยสามารถแยกได้ดังนี้  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 24 โครงการ  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 3 โครงการ เมื่อสำรวจต่อไปว่า ดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละโครงการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ใดของกรุงเทพฯ บ้าง จะพบว่า ห้วยขวาง เป็นเขตทีมีดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งที่ดำเนินการแล้วและที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมากที่สุด 9 โครงการ  รองลงมาก็คือเขตบางนา 6 โครงการ เขตบางรัก 5 โครงการ เขตสาทร เขตบึงกุ่ม เขตบางกะปิ เขตละ 2 โครงการ เขตจตุจักร ราชเทวี บางเขน วัฒนา สวนหลวง และประเวศ เขตละ 1 โครงการ และอีก 1 โครงการคือ Stellar DC ที่ยังไม่ปรากฏข้อมูลที่ตั้ง โดยจะเห็นได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ นั้นส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในแทบทั้งสิ้น  นอกจากนี้ หากพิจารณาว่าเจ้าของบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ เป็นสัญชาติใดบ้าง จะพบว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย 10 โครงการ สิงคโปร์ 5 โครงการ ญี่ปุ่น 3 โครงการ มาเลเซีย 1 โครงการ สหราชอาณาจักร 1 โครงการ และยังมีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ร่วมทุนกับบริษัทไทย อีก 2 โครงการ และสิงคโปร์ที่ร่วมทุนกับบริษัทไทยอีก 1 โครงการ อย่างไรก็ตาม ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีการดำเนินการแล้ว ส่วนใหญ่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ประเภท Colocation ให้บริการรับฝากเซิร์ฟเวอร์ไว้กับ Internet Data Center หรือเรียกโดยย่อๆ ว่า IDC ซึ่งปัจจุบันมีการเช่าเซิร์ฟเวอร์และฝากวางที่ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นบริการรับฝากเครื่องเซอร์ฟเวอร์ และโดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนอาคาร ในขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง (Stand Alone) ทั้งที่ดำเนินการแล้วหรืออยู่ในระหว่างการก่อสร้าง หรือมีแผนที่จะสร้าง มีจำนวนประมาณเกือบสิบโครงการ  ดาต้าเซ็นเตอร์ในกทม. ใช้น้ำ-ไฟ มากแค่ไหน ส่งผลกระทบต่อเรื่องอะไรอีกบ้าง ประเด็นปัญหาที่สร้างความกังวลไปทั่วโลกของดาต้าเซ็นเตอร์ก็คือ การใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล ทั้งน้ำและไฟ ที่ต้องใช้ในการดำเนินการดาต้าเซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ  34 โครงการ มีจำนวนการใช้ไฟดังนี้  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 24 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 16 โครงการ รวม 127 เมกะวัตต์  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 6 โครงการ รวม 95.2  เมกะวัตต์  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 3 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 1 โครงการ 25  เมกะวัตต์  จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ทั้งที่ดำเนินการแล้วและที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างรวมไปถึงที่มีแผนจะสร้าง มีความต้องการใช้ไฟอย่างน้อย 247.2 เมกะวัตต์ หรือเทียบเท่าปริมาณการใช้ไฟของจังหวัดสุพรรณบุรีทั้งจังหวัดในปี 2568 หรือเทียบเท่าการใช้ไฟของครัวเรือนอย่างน้อย 247,200 ครัวเรือน หากนับเป็นจังหวัดๆ หนึ่ง ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ จะใช้ไฟเป็นอันดับที่ 23 จากทั้ง 77 จังหวัด  ในส่วนของการใช้น้ำนั้น หากใช้หลักการคำนวณประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness : WUE) โดย The Green Grid  เพื่อใช้ประเมินความคุ้มค่าในการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยในการคำนวณจะใช้ค่า WUE ที่ 2.0 ซึ่งเป็นค่าอ้างอิงมาตรฐาน (Baseline) ของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป โดยนำไปคำนวณร่วมกับปริมาณการใช้ไฟตลอดทั้งปี (kWh/ปี) ของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งในกรุงเทพฯ เท่าที่มีการเปิดเผยตัวเลขปริมาณการใช้ไฟ เพื่อหาปริมาณการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ในแต่ละแห่ง จากการคำนวณ พบว่า ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีการดำเนินการแล้ว 24 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 16 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 2.23 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 10,160 ครัวเรือน  ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในกรุงเทพฯ 7 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 6 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 1.67 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 7,616 ครัวเรือน และดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนที่จะสร้างในกรุงเทพฯ 3 โครงการ  มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 1 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 0.44 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 2,000 ครัวเรือน  ดังนั้นจะเห็นว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ 34 โครงการ จะมีการใช้น้ำประมาณ 4.43  ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 19,776 ครัวเรือน  แม้ประเด็นเรื่องการใช้ไฟและน้ำ จะไม่ใช่ประเด็นหลักในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เป็นเหมืองหลวงที่มีน้ำและไฟไม่ขาดแคลน แต่ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบของดาต้าเซ็นเตอร์มีความกังวล ทั้งการที่ดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งมีการสำรองน้ำมันหลายแสนลิตร เพื่อใช้ในยามที่ไฟดับ เนื่องด้วยดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความกังวลในด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนโดยรอบ ไม่เพียงแค่นั้น หากมีการใช้น้ำมันในการปั่นไฟในยามที่ไฟดับจริง ก็จะสร้างมลพิษแก่ชุมชนโดยรอบและปล่อยก๊าวเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย  นอกจากนี้ ด้าต้าเซ็นเตอร์ ยังอาจทำให้เกิดความร้อนในบริเวณโดยรอบจากการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ปล่อยความร้อนมหาศาลสู่อากาศรอบข้างและชุมชนจากการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ตลอด 24 ชั่วโมง จนอาจทำให้อุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้น 2-9 องศาเซลเซียส โดยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล’ (Data Center Heat Island)  โดยจากข้อมูลจะพบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ทั้งที่ดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีแผนว่าจะสร้าง ล้วนตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในที่มีความหนาแน่นทั้งสิ้น ซึ่งเกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูลจากดาต้าเซ็นเตอร์นี้จะไปซ้ำเติมปัญหา ‘เกาะความร้อนในเมือง’ (Urban Heat Island – UHI) ที่กำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ โดยอุณหภูมิในพื้นที่ที่เป็นเกาะความร้อน ซึ่งส่วนมากก็คือเขตกรุงเทพฯ ชั้นในจะสูงกว่าพื้นที่โดยรอบเฉลี่ยถึง 2.8 องศาเซลเซียส และความร้อนจาก ‘เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล’ (Data Center Heat Island) ก็จะยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก  ทำไมตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ในกรุงเทพฯ ได้ ปัจจุบันยังไม่มีการนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ตามกฎหมายใด ทั้งไม่เข้าข่ายโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งแม้แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในอาคารก็ไม่เป็นไปตามนิยามของ พ.ร.บ.โรงงาน จึงไม่สามารถบังคับใช้ในกรณีนี้ได้ และการก่อสร้างโดยระบุวัตถุประสงค์ว่าเป็นสถานที่เก็บสินค้าทำให้ไม่เข้าข่ายโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566 การขออนุญาตก่อสร้าง ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เป็นอยู่จึงเป็นการขออนุญาตผ่านท้องถิ่นตามกฎหมายควบคุมอาคารและผังเมือง  โดยในกรณีของดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่เข้าข่ายเป็นอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จะเป็นการพิจารณาความปลอดภัยของอาคาร เช่น โครงสร้าง อุปกรณ์ อัคคีภัย ระบบไฟ ระบบระบายอากาศ/น้ำ และระบบความปลอดภัย ตลอดจนระยะร่นกับถนนสาธารณะและพื้นที่ว่างระหว่างเขตที่ดินกับอาคาร เมื่อพิจารณากฎหมายผังเมืองของกรุงเทพมหานคร กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 ไม่ได้ห้ามการประกอบกิจการศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ในพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก (สีน้ำตาล) หากดำเนินการเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความหนาแน่นของอาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดินที่กำหนดข้อยกเว้น ในข้อ 16 (12) กำหนดข้อยกเว้นสำหรับสถานที่เก็บสินค้า สถานีรับส่งสินค้า หรือการประกอบกิจการรับส่งสินค้า ที่ตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร สำหรับกรณีที่มีการกักตุนน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำรองในกรณีที่ไฟฟ้าขัดข้องก็เป็นช่องว่างทางกฎหมาย ซึ่งหากปริมาณไม่ถึง 500,000 ลิตร ตามที่ พ.ร.บ. ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 กำหนดไว้ ก็ไม่ถูกตรวจสอบความปลอดภัยได้ ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการสื่อสารและรับส่งข้อมูล จะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจากสำนักงาน กสทช. (ประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 3) ด้วย ขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ  * ดาต้าเซ็นเตอร์ ยื่นขออนุญาตก่อสร้างเป็น ‘คลังสินค้า’ ยื่นคำขออนุญาตที่ฝ่ายโยธา สำนักงานเขต ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522   * เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารภายใต้ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และ กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะลงนามอนุญาต ภายใน 45 วันนับตั้งแต่วันที่ยื่น * เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ต้องยื่นขออนุญาตใช้อาคารก่อนการใช้งานจริงที่สำนักงานเขต * ยื่นขอใช้ไฟฟ้ากับการไฟฟ้านครหลวงแบบนิติบุคคล โดยดาต้าเซ็นเตอร์อาจเข้าข่ายกิจการขนาดกลางและใหญ่ ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้า * ยื่นขอใช้น้ำประปากับการประปานครหลวง เจ้าหน้าที่จะสำรวจพื้นที่และประเมินความเป็นไปได้ในการติดตั้ง อัตราค่าน้ำประปาของดาต้าเซ็นเตอร์อาจอยู่ในประเภทธุรกิจขนาดใหญ่ * การขอติดตั้งถังน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉิน ต้องขออนุญาตโดยยื่นแบบต่อกรมธุรกิจพลังงาน ภายใต้กฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาน้ำมัน พ.ศ. 2567 * ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการสื่อสารและรับส่งข้อมูล จะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจากสำนักงาน กสทช. (ประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 3) ด้วย * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ไอซีที * data center * JustPow
dlvr.it
September 2, 2026 at 10:49 AM
ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ห่วงประชาชนภาคเหนือ หลังน้ำป่าไหลหลากน่าน เตือนระวังฝนตกหนักและดินถล่ม พร้อมประสาน ปภ.และหน่วยงานน้ำ รับมือสถานการณ์ มั่นใจรับมือได้ดีกว่าที่ผ่านมา
#themainstreamth #ไชยชนกชิดชอบ #น้ำท่วม #ภาคเหนือ
themainstream.news/thailand/187...
ไชยชนกห่วงน้ำท่วมภาคเหนือ เตือนปชช.ระวังน้ำป่า พร้อมประสานทุกหน่วยงาน มั่นใจรับมือได้ดีกว่าเดิม
ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ห่วงประชาชนภาคเหนือ หลังน้ำป่าไหลหลากน่าน เตือนระวังฝนตกหนักและดินถล่ม พร้อมประสาน ปภ.และหน่วยงานน้ำ รับมือสถานการณ์ มั่นใจรับมือได้ดีกว่าที่ผ่านมา
themainstream.news
August 19, 2026 at 8:41 AM
รมว.ดีอี หารือ Roblox เดินหน้ายกระดับมาตรการความปลอดภัย คุ้มครองเด็ก-เยาวชนไทย
รมว.ดีอี หารือ Roblox เดินหน้ายกระดับมาตรการความปลอดภัย คุ้มครองเด็ก-เยาวชนไทย auser15 Fri, 2026-08-14 - 10:53 ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หารือออนไลน์ร่วมกับ Roblox Corporation เรื่องมาตรการความปลอดภัยและการคุ้มครองเด็กบนแพลตฟอร์ม ทั้งการกำกับดูแลตามช่วงอายุ เทคโนโลยีประเมินอายุจากใบหน้า และระบบตรวจจับข้อความไม่เหมาะสม โดย Roblox จะนำมาตรฐาน IARC Rating มาใช้ในปี 2027 พร้อมเสนอศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมระบบ Thai National Digital ID/KYC เข้ากับบัญชีผู้ใช้งาน เพื่อยืนยันตัวตนและอายุให้แม่นยำขึ้น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รายงานเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการหารือผ่านระบบออนไลน์ ร่วมกับ Mr.Edward Palmieri Senior Director, Public Policy บริษัท Roblox Corporation ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเกม Roblox โดยมีนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ผู้แทนสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และ Asia Group Advisors เข้าร่วม นายไชยชนก กล่าวว่า ตนได้หารือร่วมกับ Roblox ในส่วนของมาตรการด้านระบบความปลอดภัยและการคุ้มครองเด็กและเยาวชนบนแพลตฟอร์ม ทั้งการกำกับดูแลตามช่วงอายุ (Age Restriction & Age-Based Filtering) เทคโนโลยี Facial Age Estimation สำหรับประเมินอายุจากใบหน้า ระบบ Chat Moderation ตรวจจับข้อความไม่เหมาะสม และซึ่งทาง Roblox จะนำมาตรการตามมาตรฐาน IARC Rating มาใช้ในปี 2027 ทั้งนี้เรื่องความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ภาครัฐ แต่รวมถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้วย โดยจากการหารือกระทรวงดีอีพร้อมผลักดันให้เทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มเกมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Digital Ecosystem ที่ปลอดภัย เพื่อยกระดับการยืนยันตัวตน การคุ้มครองเด็กและเยาวชน และการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งาน ครอบครัว และสังคมไทยในระยะยาว ขณะเดียวกันได้เสนอให้มีการศึกษาแนวทางความเป็นไปได้ในการยืนยันตัวตนของผู้ที่จะสามารถใช้งานแพลตฟอร์ม Roblox โดยการเชื่อมโยงระบบ Thai National Digital ID/KYC เข้ากับบัญชีผู้ใช้งาน Roblox เพื่อจะช่วยให้การยืนยันตัวตนและอายุของผู้ใช้งานแม่นยำขึ้นมาก และสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองได้อีกระดับหนึ่ง นอกจากนี้ Roblox ยังได้นำเสนอ Family Zone ซึ่งเป็น Community ภายในแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจระบบเกมและความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน พร้อมการเสริมทักษะเนื้อหาด้าน AI และ การเขียน Coding ซึ่งการพัฒนาแคมเปญดังกล่าว ตนเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ปกครองและเด็กสามารถมีกิจกรรมการเรียนรู้การใช้งานเทคโนโลยีในโลกดิจิทัลร่วมกันได้ “สำหรับแนวทางในระยะเบื้องต้นนั้น จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันศึกษาระบบการยืนยันตัวตนผู้ใช้งานในไทย เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมจริง ขณะที่ระยะต่อไปตนเสนอให้ศึกษาการใช้เครื่องมือ Pre-scan ตรวจสอบเนื้อหาก่อนการเผยแพร่ การวิเคราะห์ Game/User History Log และการใช้ AI วิเคราะห์ปัจจัยที่อาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง เพื่อเป็นการป้องกันเชิงรุก ไม่ใช่แก้ปัญหาภายหลังเกิดเหตุแล้ว ซึ่งทุกเครื่องมือที่นำมาใช้ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งเรื่องความเหมาะสมและสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนผู้ใช้งาน โดยตนจะนำแนวทางดังกล่าวมาร่วมหารือกับผู้ประกอบการเกมไทยด้วย เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมเกมไทย" นายไชยชนก กล่าว * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * เด็กและเยาวชน * Roblox * กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม * ไชยชนก ชิดชอบ
dlvr.it
August 14, 2026 at 3:59 AM
รมว.ดีอี หารือ Roblox เดินหน้ายกระดับมาตรการความปลอดภัย คุ้มครองเด็ก-เยาวชนไทย
รมว.ดีอี หารือ Roblox เดินหน้ายกระดับมาตรการความปลอดภัย คุ้มครองเด็ก-เยาวชนไทย
รมว.ดีอี หารือ Roblox เดินหน้ายกระดับมาตรการความปลอดภัย คุ้มครองเด็ก-เยาวชนไทย auser15 Fri, 2026-08-14 - 10:53 ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หารือออนไลน์ร่วมกับ Roblox Corporation เรื่องมาตรการความปลอดภัยและการคุ้มครองเด็กบนแพลตฟอร์ม ทั้งการกำกับดูแลตามช่วงอายุ เทคโนโลยีประเมินอายุจากใบหน้า และระบบตรวจจับข้อความไม่เหมาะสม โดย Roblox จะนำมาตรฐาน IARC Rating มาใช้ในปี 2027 พร้อมเสนอศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมระบบ Thai National Digital ID/KYC เข้ากับบัญชีผู้ใช้งาน เพื่อยืนยันตัวตนและอายุให้แม่นยำขึ้น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รายงานเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการหารือผ่านระบบออนไลน์ ร่วมกับ Mr.Edward Palmieri Senior Director, Public Policy บริษัท Roblox Corporation ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเกม Roblox โดยมีนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ผู้แทนสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และ Asia Group Advisors เข้าร่วม นายไชยชนก กล่าวว่า ตนได้หารือร่วมกับ Roblox ในส่วนของมาตรการด้านระบบความปลอดภัยและการคุ้มครองเด็กและเยาวชนบนแพลตฟอร์ม ทั้งการกำกับดูแลตามช่วงอายุ (Age Restriction & Age-Based Filtering) เทคโนโลยี Facial Age Estimation สำหรับประเมินอายุจากใบหน้า ระบบ Chat Moderation ตรวจจับข้อความไม่เหมาะสม และซึ่งทาง Roblox จะนำมาตรการตามมาตรฐาน IARC Rating มาใช้ในปี 2027 ทั้งนี้เรื่องความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ภาครัฐ แต่รวมถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้วย โดยจากการหารือกระทรวงดีอีพร้อมผลักดันให้เทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มเกมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Digital Ecosystem ที่ปลอดภัย เพื่อยกระดับการยืนยันตัวตน การคุ้มครองเด็กและเยาวชน และการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งาน ครอบครัว และสังคมไทยในระยะยาว ขณะเดียวกันได้เสนอให้มีการศึกษาแนวทางความเป็นไปได้ในการยืนยันตัวตนของผู้ที่จะสามารถใช้งานแพลตฟอร์ม Roblox โดยการเชื่อมโยงระบบ Thai National Digital ID/KYC เข้ากับบัญชีผู้ใช้งาน Roblox เพื่อจะช่วยให้การยืนยันตัวตนและอายุของผู้ใช้งานแม่นยำขึ้นมาก และสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองได้อีกระดับหนึ่ง นอกจากนี้ Roblox ยังได้นำเสนอ Family Zone ซึ่งเป็น Community ภายในแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจระบบเกมและความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน พร้อมการเสริมทักษะเนื้อหาด้าน AI และ การเขียน Coding ซึ่งการพัฒนาแคมเปญดังกล่าว ตนเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ปกครองและเด็กสามารถมีกิจกรรมการเรียนรู้การใช้งานเทคโนโลยีในโลกดิจิทัลร่วมกันได้ “สำหรับแนวทางในระยะเบื้องต้นนั้น จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันศึกษาระบบการยืนยันตัวตนผู้ใช้งานในไทย เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมจริง ขณะที่ระยะต่อไปตนเสนอให้ศึกษาการใช้เครื่องมือ Pre-scan ตรวจสอบเนื้อหาก่อนการเผยแพร่ การวิเคราะห์ Game/User History Log และการใช้ AI วิเคราะห์ปัจจัยที่อาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง เพื่อเป็นการป้องกันเชิงรุก ไม่ใช่แก้ปัญหาภายหลังเกิดเหตุแล้ว ซึ่งทุกเครื่องมือที่นำมาใช้ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งเรื่องความเหมาะสมและสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนผู้ใช้งาน โดยตนจะนำแนวทางดังกล่าวมาร่วมหารือกับผู้ประกอบการเกมไทยด้วย เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมเกมไทย" นายไชยชนก กล่าว * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * เด็กและเยาวชน * Roblox * กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม * ไชยชนก ชิดชอบ
dlvr.it
August 14, 2026 at 3:59 AM
‘รมว.ดีอี’ เดินสายคุยบริษัทเกม พบบัญชีผู้ใช้สนใจอาวุธปืนแจ้งหน่วยงานรัฐ

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6100861/
#ไชยชนกชิดชอบ #โรงเรียนเทพศิรินทร์ #นนทบุรี
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 12, 2026 at 2:34 AM
'ไชยชนก' ยินดีฝ่ายค้านสอบโครงการ TH-AI Passport เผยยื่นเลยไม่ต้องรอเริ่มโครงการ
'ไชยชนก' ยินดีฝ่ายค้านสอบโครงการ TH-AI Passport เผยยื่นเลยไม่ต้องรอเริ่มโครงการ auser15 Wed, 2026-06-17 - 13:34 'ไชยชนก ชิดชอบ' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ยินดีให้ฝ่ายค้านยื่นตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ได้เลยไม่ต้องรอให้โครงการเริ่ม พร้อมยืนยันว่าตรวจสอบแล้วถูกต้องตามระเบียบทุกประการ ขณะที่ประเด็นความรับผิดชอบของรัฐมนตรีนั้น มองว่าหน้าที่ของตนอยู่ในระดับมอบนโยบาย ไม่ใช่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งเป็นหน้าที่ข้าราชการประจำ และยังอยู่ระหว่างเจรจาให้จ่ายงบตามการใช้จริง เพื่อให้ทั้งรัฐและประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม | ภาพจาก: กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 17 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะยื่นตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ทันทีที่มีการเปิดให้ลงทะเบียน ว่า สามารถยื่นได้เลยไม่ต้องรอให้โครงการเริ่ม ตอนได้ให้ปลัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้วพบว่าถูกต้อง ตามระเบียบตามระเบียบทุกอย่าง จึงถือเป็นเรื่องที่ตนไม่กังวล ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตโครงการลักษณะนี้ หากมีข้อผิดพลาดผู้ที่รับผิดชอบคือข้าราชการประจำ แต่ในโครงการนี้รัฐมนตรีจะรับผิดชอบด้วยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องดูตามสัดส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง สำหรับตนเองได้เข้ามาดูเรื่องการมอบนโยบาย พร้อมตรวจสอบและรับฟังความเห็นเพิ่มเติม แม้กระทั่งทำประชาพิจารณ์มาแล้ว แนะนำข้อมูลไปเจรจาภาครัฐเพื่อให้มั่นใจว่าภาครัฐได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น งบประมาณถูกใช้อย่างคุ้มค่า และโครงการเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนอื่นที่มีความกังวล ก็ต้องเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ “ส่วนตัวคิดว่านโยบายคือรัฐมนตรีไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงในเรื่องของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ แล้วจะให้รัฐมนตรีมาร่วมรับผิดชอบด้วย ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องดูตามความเหมาะสม แต่ผมยืนยันไม่ว่าอย่างไรก็ตามข้อสงสัยต่าง ๆ มีการสั่งการให้ตรวจสอบ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องได้ยืนยันแล้ว ผมก็เชื่อมั่นตามที่เขายืนยัน” นายไชยชนก กล่าวว่า หากฝ่ายค้านจะเดินหน้าตรวจสอบโครงการนี้ก็ยินดีใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้วและจริงๆ ต้องขอบคุณฝ่ายค้าน ทุกอย่างต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ไม่มีทางเป็นไปได้ที่รัฐมนตรีจะรู้ทุกขั้นตอน ทุกรายละเอียดของโครงการ จึงชอบให้มีการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกโครงการที่ทำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาถูกโจมตีในประเด็นนี้เยอะ มองว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าเป็นประเด็นการเมืองอย่างเดียว เพราะเริ่มจากคำถามว่าใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหรือไม่ พอมาถึงจุดนี้ก็เห็นแล้วว่าผลิตภัณฑ์ มีคุณภาพและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า สุดท้ายก็ถูกโยกไปตั้งคำถามที่ TOR เมื่อเห็นว่าทำตามระเบียบ ก็ไปพูดเรื่องภาคเอกชน จึงต้องติดตามดูแต่ยังยืนยันว่า นโยบายที่มอบไปยึดประโยชน์ของประชาชน ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องราคาให้จ่ายตามจริง หากลงทะเบียนแล้ว 5 ล้านสิทธิ์ แต่มีบางคนไม่ได้ใช้งาน ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายงบประมาณ 1,600 ล้านบาท จึงคิดว่าทุกอย่างเป็นไปในทางที่รัฐและประชาชนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น จึงยืนยันในสิ่งนี้ สิ่งที่ตั้งคำถามคือไม่อยากให้รัฐมนตรีโยนหรือผลักภาระให้กับข้าราชการประจำหากต้องรับผิดชอบ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่ใช่การโยนเรามีสัดส่วนที่ต้องรับผิดชอบไม่เหมือนกัน สำหรับรัฐมนตรีคือการมอบนโยบายและติดตามว่าโครงการที่ทำอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล พร้อมย้ำว่าในเมื่อรัฐมนตรีไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเราก็ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง   * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * TH-AI Passport * ไชยชนก ชิดชอบ * กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
dlvr.it
June 17, 2026 at 6:39 AM
'ประชาชาติ' นำ สส.ร่วมโหวตหนุน ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯ เสียงหนุนใกล้แตะ 300
'ประชาชาติ' นำ สส.ร่วมโหวตหนุน ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯ เสียงหนุนใกล้แตะ 300 XmasUser Fri, 2026-02-20 - 21:01 พรรคประชาชาติ พา 5 สส.ร่วมโหวตหนุน ‘อนุทิน’ ขึ้นเป็นนายกฯ เชื่อไม่มีอุปสรรคเรื่องการทำงานร่วมกัน แม้ว่า ‘ทวี’ ในฐานะ รมว.กระทรวงยุติธรรม เคยทำคดีเรื่องเขากระโดง และฮั้ว สว. ส่งผลให้เสียงสนับสนุน ‘อนุทิน’ ขึ้นเป็นนายกฯ มีจำนวนเกือบ 300 เสียงแล้ว    20 ก.พ. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (20 ก.พ.) ระบุว่า ที่สำนักงานใหญ่พรรคภูมิใจไทย ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และบุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ร่วมด้วย ซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ และว่าที่ สส.พรรคประชาชาติ ร่วมแถลงข่าว เพื่อแสดงเจตจำนงสนับสนุนให้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี  บุณย์ธิดา ระบุว่า ในขณะนี้เป็นการแสดงเจตจำนงในการสนับสนุนอนุทิน และเรารอให้มีการประกาศอย่างเป็นทางการจาก กกต. และว่าที่ สส. ทุกคนได้รายงานตัวที่รัฐสภาอีกครั้ง และถึงจะมีความแน่ชัด ส่วนที่สื่อพยายามถามเข้ามาเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี หรืออื่นๆ เธอระบุว่าขอให้เป็นไปตามขั้นตอนในแต่ละช่วงก่อน ทุกคนยังเป็นว่าที่ สส. แต่เราก็พร้อมรวบรวมเสียงสนับสนุนอนุทิน เป็นนายกฯ ซูการ์โน เลขาธิการพรรคประชาชาติ ระบุว่า สืบเนื่องจากมติพรรคประชาชาติได้มีการเจรจาหารือกับพรรคภูมิใจไทย และได้นำกลับไปประชุมร่วมกับกรรมการบริหารพรรคประชาชาติ ก่อนได้เป็นมติออกมาว่า ทางพรรคประชาชาติมีมติเป็น ‘เอกฉันท์’ ว่าที่ สส. จำนวน 5 เสียง พร้อมสนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และพร้อมที่จะร่วมมือกันให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นอกจากนี้ เราในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลก็พร้อมทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเพื่อแก้ไขของประชาชนต่อไป และสิ่งที่ได้ตัดสินใจเราได้ตัดสินใจบนมติของพรรคประชาชาติ  “คือมติของพรรคนะครับ เรามี 5 เสียง ในเมื่อมติเป็นเอกฉันท์ว่า เรา 5 เสียงจะสนับสนุนท่านอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี และก็จะร่วมกับพรรคภูมิใจไทยในการทำงานในอนาคต อันนี้เป็นมติ ดังนั้น เวลาเป็นมติของพรรคแล้ว ก็ต้องปฏิบัติตามมติของพรรค” ซูการ์โน ระบุ  ส่วนกรณีที่ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติไม่ได้มาวันนี้ ซูการ์โน ระบุว่า ทวี ติดภารกิจไม่สามารถมาได้ แต่ได้ฝากความคิดถึงมายังทีมงานผู้บริหารพรรค ภท. และอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะที่เคยทำงานด้วยกัน  ต่อประเด็นที่สื่อถามว่าก่อนหน้านี้ ทวี ในฐานะ รมว.กระทรวงยุติธรรม เคยมีข้อขัดแย้งกับพรรคภูมิใจไทยในคดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง อาจจะทำให้มีปัญหาในการร่วมงาน เลขาธิการพรรคประชาชาติ ระบุว่า ช่วงที่ทวี ดำรงตำแหน่งในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นการทำหน้าที่ในฐานะ รมต. และกระบวนการทั้งหมดนี้อยู่ในการพิจารณาของศาลไปแล้ว คิดว่าบทบาทหน้าที่ของทวี ก็สิ้นสุดลงหลังจากการเป็นรัฐบาล และตอนนี้เป็นบทบาทหน้าที่ในฐานะองค์กรที่จะต้องดำเนินการต่อ ส่วนตัวในนามของพรรคเราก็ทำหน้าที่เหมือนกับกีฬา เวลาเขาแข่งกีฬาเราก็ต้องแข่งกันไป แต่เมื่อจบเกม เราก็กลับมาเป็นเพื่อนกัน ทำงานจับมือกันได้  “สิ่งที่ผมมาในฐานะตัวแทนของพรรคประชาชาติ วันนี้เราก็มาตอบในประเด็นที่เราบอกว่าเราในฐานะที่เป็นพรรคเล็กๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรารับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ก็อยากให้พรรคประชาชาติมาทำงานในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อสะท้อนปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเราคิดว่าผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนสำคัญที่สุด” ซูการ์โน กล่าว ต่อประเด็นที่สื่อถามว่าเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมนั้นคืออะไร เลขาธิการพรรคประชาชาติ ระบุว่า ในระบอบประชาธิปไตยเราใช้เสียงส่วนใหญ่ ซึ่งวันนี้เราทราบดีว่าเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนคนไทยเลือกพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคหลักที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และได้คะแนนเสียงมากที่สุดในบรรดาพรรคที่ส่งลงสมัครเลือกตั้ง ดังนั้น การทำงานร่วมกับเสียงส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองที่มีคะแนนรับเลือกตั้งจากประชาชนมากที่สุด เขาคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในระบอบประชาธิปไตย เราเป็นเสียงส่วนน้อย เมื่อเราได้รับมิตรไมตรีจากพรรคภูมิใจไทย ก็พร้อมทำงานเพื่อคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนทิศทางการทำงานในสภาฯ หรือการโหวตสนับสนุนมติต่างๆ ร่วมกับรัฐบาลนั้น ซูการ์โน ระบุว่า เขาเชื่อมั่นในวินัยของสมาชิกพรรคประชาชาติทั้งหมด ในเมื่อมติของพรรคเป็นอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งมาร่วมรัฐบาลแล้วมติของรัฐบาลว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปตาม แต่จุดยืนของพรรคประชาชาติ หากมีมติที่ขัดกับหลักศาสนาอิสลาม ก็ต้องมาพูดคุยกันว่าเราจะโหวตอย่างไร กฎหมายไหนที่มีปัญหากับเรื่องของศาสนาก็อาจจะต้องมาคุยกันเพราะพรรคประชาชาติจะไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่ขัดกับศาสนาอิสลาม ปัจจุบัน พรรคที่โหวตสนับสนุน อนุทิน ขึ้นเป็นนายกฯ คนที่ 33 มีจำนวนทั้งหมด 13 พรรคการเมือง แบ่งเป็น  * พรรคเพื่อไทย 74 เสียง * พรรคประชาชาติ 5 เสียง * พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง * พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง * พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง * พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง * พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง * พรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง * พรรคใหม่ 1 เสียง * พรรคมิติใหม่ 1 เสียง * พรรครวมใจไทย 1 เสียง * พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง * พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง  รวมเป็น 98 เสียง  เมื่อนำ 98 เสียงมาบวกกับจำนวน สส.ของพรรคภูมิใจไทย ที่คาดว่าจะได้อีก 193 เสียง จะเท่ากับ 291 เสียง เรียกว่าเฉียดเกือบ 300 เสียงแล้ว เช็กเสียงพรรคร่วมหนุนอนุทิน นั่งนายกฯ พรรคกล้าธรรม จะได้ร่วมไหม  หลายคนอาจกำลังสงสัยว่า พรรคกล้าธรรม จะมาเข้าร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับพรรคประชาชาติวันนี้ ระบุถึงความคืบหน้าในการร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม หลังพรรค กธ.ประชุมภายในพรรค แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะร่วมหรือไม่  ไชยชนก ระบุว่า จุดยืนเรายังเหมือนเดิมคือการรอรับรองผลอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพร้อมรับทุกพรรคที่จะมาแสดงเจตจำนงสนับสนุนพรรค ภท. เหมือนเดิม จากกรณีที่ไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ระบุว่า ไม่มีที่ไหนในโลกที่มาโหวตนายกรัฐมนตรีก่อนแบ่งกระทรวงนั้น ไชยชนก ระบุว่า เราไม่เคยบอกว่าต้องโหวตก่อน เราเพียงแต่บอกว่าเราเปิดรับการแสดงเจตนาที่จะสนับสนุนอนุทิน กับทุกพรรค และก็ไม่ได้มีการยื่นข้อเสนอให้พรรคใดๆ ที่เข้ามา  ต่อประเด็นที่สื่อถามว่า กรณีที่ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ระบุว่าไม่ได้ยึดติดกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่คนที่มาทำงาน ถ้าไม่ใช่ตัวเขาก็จะทำงานยาก เพราะไม่ได้นั่งอยู่แต่ในห้องแอร์เหมือนกระทรวงพาณิชย์ เรื่องนี้เลขาฯ ภท. มองว่า ทุกกระทรวงก็มีความท้าทาย และคิดว่าผู้บริหารทุกคนมีความสามารถ มีบุคลิกในการทำงานที่แตกต่างกัน และสุดท้ายก็ออกมาเป็นผลงาน จะมาบอกว่าวิธีการคนนั้นคนนี้ผิด ซึ่งต้องมองที่ผลงานมากกว่า เพราะตนก็ไม่ได้มีประสบการณ์ที่จะได้ไปนั่งในกระทรวงเกษตรฯ จึงไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ ว่าสิ่งที่ธรรมนัสพูดนั้น เป็นอย่างไร ก็ขอให้รอดูคนที่มานั่ง และผลงานของเขาดีกว่า  ส่วนที่ธรรมนัส บอกว่า “เมื่อยามรัก น้ำต้มผักก็ยังหวาน” ซึ่งตอนนี้ความสัมพันธ์ของพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรม ยังหวานอยู่หรือไม่ ไชยชนก ตอบว่า กลางๆ มาตลอด เพราะสำหรับตนการเมืองไม่เคยหวานเลย ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า หากในอนาคตในรัฐบาลไม่มีพรรคกล้าธรรม และพรรคภูมิใจไทยต้องเข้าไปดูกระทรวงเกษตรฯ กังวลว่าข้าราชการจะไม่ให้การตอบรับและสนองนโยบายของรัฐบาลหรือไม่ นายไชยชนก ยืนยันว่า ไม่กังวล เพราะส่วนตัวที่นั่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มา ก็มีความลำบากในช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนรัฐบาล แต่ถ้าเราต้องมีเจตนาที่ดี และมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำเพื่อประชาชน และเราก็ทำงานอย่างสามัคคี ท้ายที่สุดมันก็จะทำได้ และเชื่อว่า เวลาจะเป็นบทพิสูจน์ในการทุ่มเททำงาน ซึ่งคิดว่ากระทรวงเกษตรฯ ก็คงไม่แตกต่าง เพราะการเข้าไปใหม่ ก็ต้องไปทำความเข้าใจในปัญหา ระบบข้าราชการ และแนวทางการทำงานโครงการต่างๆ ซึ่งใครก็ตามที่พร้อม และมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นรัฐมนตรี ก็ต้องพร้อมที่จะจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้ * ข่าว * การเมือง * พรรคภูมิใจไทย * เลือกตั้ง'69 * พรรคประชาชาติ * พรรคกล้าธรรม
dlvr.it
February 20, 2026 at 2:07 PM
เผยดีเอสไอเตรียมนำกรณี 'สแกนม่านตาแลกคริปโตฯ' เป็นคดีพิเศษ
เผยดีเอสไอเตรียมนำกรณี 'สแกนม่านตาแลกคริปโตฯ' เป็นคดีพิเศษ auser15 Sun, 2025-12-07 - 13:24 รมว.ดีอี เผยดีเอสไอเตรียมนำกรณี 'สแกนม่านตาแลกคริปโตเคอร์เรนซี' เป็นคดีพิเศษ พร้อมชงเรียกค่าปรับเอกชนเต็มเพดาน 5 ล้านบาทต่อเคสที่เสียหาย เบื้องต้นพบมี 1.2 ล้านรายชื่อ ภาพจาก: ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท.  สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวการสแกนม่านตาแลกกับคริปโตเคอเรนซี ว่าก่อนอื่นขอชี้แจงกับประชาชนก่อนว่าเทคโนโลยีการสแกนม่านตาไม่ใช่เทคโนโลยีที่ไม่ดี เทคโนโลยีไม่ได้ผิด จริงๆ แล้วการสแกนม่านตาเป็นทางออกด้วยซ้ำ หากนำมาใช้ในรูปแบบที่ถูกต้องจะกลายเป็นสิ่งที่กันไม่ให้เกิดการสแกนอีกต่อไป เพราะว่าม่านตาเป็นการยืนยันตัวตนที่ละเอียดสูงสุดแล้ว และละเอียดกว่าลายนิ้วมือ ซึ่งอาจมีการซ้ำกันได้ แต่ม่านตาเทียบเท่าดีเอ็นเอไม่สามารถก็อปปี้ หากมีใช้ในการยืนยันตัวตนต่างๆ จะไม่สามารถสวมรอยกัน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่เดือน ก.พ. 68 ที่เริ่มมีข่าวเกิดขึ้น โดยมี 2 ส่วนที่เป็นปัญหา  ส่วนแรกคือเรื่องของการเอาข้อมูลม่านตาไปโดยที่ไม่ได้บอกพี่น้องประชาชน หรือเป็นการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่แจ้งก่อน ส่วนที่สองคือประเด็นเรื่องของการมีค่าตอบแทนหรือมีกระบวนการอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องในการเก็บข้อมูล โดยมีการรวบรวมพี่น้องประชาชนต่างจังหวัดเข้ามาร่วมโครงการ ซึ่งประชาชนจะไม่ทราบอยู่แล้วว่าการสแกนม่านตาคืออะไร และบวกกับบริษัทไม่ได้บอกในเรื่องผลตอบแทนว่าจะได้รับการตอบแทนในรูปแบบใด ซึ่งอาจจะเป็นการให้รับเหรียญในเบื้องต้น และกลายเป็นการให้เงินสดในทางปฎิบัติ เพราะชาวบ้านไม่ได้เทรดบิทคอยน์อยู่แล้ว ไม่ได้รู้เรื่องนี้ เขาก็รับเงินมาก่อนอยู่แล้ว นายไชยชนก กล่าวต่อว่า เมื่อเข้าไปตรวจสอบยังพบอีกว่าพอมีกระบวนเอาคนมาแล้ว ชาวบ้านบางรายไม่สามารถใช้โทรศัพท์ของตนเองเพื่อจะสแกนรับได้ เนื่องจากไม่มีตัวแอพลิเคชัน ก็มีการอำนวยความสะดวกโดยการเอาอุปกรณ์ของคนที่อยู่ในขบวนการเป็นคนรับสแกนเหรียญ และจ่ายเงินให้กับชาวบ้าน ซึ่งจากการโฆษณาในโซเชียลมีเดียที่ระบุว่าได้มากกว่า 1,000 บาท แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบพบว่าประชาชนจำนวนมากได้เพียง 200-500 บาทโดยประมาณ แต่ก็อาจมองได้ว่าเป็นข้อตกลงระหว่างกันในราคาตามที่ชาวบ้านยินยอม แต่อีกส่วนที่บริษัทไม่ได้สื่อสารออกไป คือ การเข้าร่วมโครงการนี้เขาจ่ายเป็นเหรียญรายเดือน เท่ากับว่าเขาไม่ได้ให้ล็อตแรกล็อตเดียว แต่เขาให้เป็นเหรียญเข้าบัญชีเรื่อยๆ ซึ่งตนมั่นใจว่าถึงแม้พี่น้องประชาชนไม่เข้าใจเรื่องม่านตา แต่ถ้าเขารับรู้ว่าต้องได้รายเดือน ไม่มีใครที่จะปฏิเสธ  ดังนั้นจึงมีในเรื่องนี้ด้วยคือทั้งข้อมูลส่วนบุคคล (พีดีดีเอ) และผลประโยชน์ที่พี่น้องประชาชนควรได้รับ นายไชยชนก ยังกล่าวถึงกรณีเอ็มโอยูระหว่างกระทรวงดีอีกับ Prime Opportunity Fund VCC เพื่อจัดตั้งโครงการนำร่องพัฒนาศูนย์ธุรกิจและการเงินดิจิทัลนานาชาติ เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรนั้น ว่า ถ้าเราดูเนื้อหาเอ็มโอยูเพียงผิวเผินก็จะคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีและปกติ หากเราอยากยกระดับพัฒนาอุตสาหกรรมหรือด้านใดด้านหนึ่ง แต่ตอนแรกที่ตนทราบเรื่องเอ็มโอยูต้องบอกว่าตกใจ เพราะว่าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีการที่กระทรวงไปลงนามกับกลุ่มบริษัทที่ดูทรงแล้วไม่น่าจะได้มีการทำการยกระดับมาตรฐานการยืนยันตัวตน (KYC) ที่ดีด้วย โดยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนนำมาสู่เรื่องนี้ พอมีคนโยงเราไม่เคยเห็นสัญญา ถามไปในกระทรวงก็ไม่มีหน่วยงานไหนที่รู้ ซึ่งตนเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่กระทรวงกลัวมีความผิดไปด้วย จึงไม่บอกตน สุดท้ายพอไปตรวจพบว่า ไม่ได้ผิด หน่วยงานอื่นๆ เขาไม่รู้จริงๆ ต้นตอของเรื่องของเอ็มโอยูนี้ เริ่มจากเลขาของอดีตรัฐมนตรียิงเรื่องนี้ลงไป เมื่อวันที่ 25 มี.ค.67 ที่ฝ่ายกฎหมายต่างประเทศของกระทรวง  และมีการส่งต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศ กฤษฎีกา และสำนักงานอัยการสูงสุดในวันที่ 26 มี.ค. โดยมีการตอบกลับจากกระทรวงการต่างประเทศ และกฤษฎีกาว่าโอเค และดูเหมือนเป็นการเซ็นระหว่างรัฐกับเอกชน ไม่มีความผูกมัดทางกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. จากนั้นวันที่ 27 มี.ค. มีการตอบกลับจากอัยการสูงสุดว่าให้ไปดูมติครม.ที่เกี่ยวกับความมือกับต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง  ให้ระมัดระวังในเรื่องของทรัพย์สินดิจิทัลที่ทำร่วมกัน เพราะในเอ็มโอยูระบุว่าให้เป็นของทางผู้พัฒนาระบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทางรัฐไม่ได้เป็นเจ้าของแต่อย่างใด ซึ่งอัยการสูงสุดแนะนำว่าควรเป็นเจ้าของร่วมกัน แต่ก็มีการลงนามเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 27 มี.ค. 67 “เท่ากับว่ากระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ลงไปทางเลขาฯ อดีตรัฐมนตรี ผ่านทุกกระบวนการแล้วย้อนกลับมาผ่านการเซ็นโดยปลัดกระทรวง และรัฐมนตรีที่รับทราบ ใช้เวลาเพียง 3 วัน ในการเซ็นเอ็มโอยู ระหว่างประเทศยังไม่พอ ยังเป็นการเซ็นระหว่างภาครัฐกับเอกชน มันเป็นอะไรที่รวดเร็วมาก” นายไชยชนกกล่าว นายไชยชนก กล่าวว่า เมื่อเข้าไปดูเนื้อหาภายในยิ่งพบสิ่งที่น่ากังวล อาทิ สิ่งที่ระบุว่าตัวบริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส จำกัด ที่มีความเชื่อมโยงกับบริษัท Prime Opportunity Fund VCC นั้น จะเป็นบริษัทที่ทำตามกฎหมายนี้โดยมีแซนด์บ็อกซ์ โดยที่มีกระทรวงดีอีกำกับในเชิงกฎระเบียบกฎหมาย เหมือนเป็นการละเว้นด้วยกฎหมายพิเศษ แต่พอไปตรวจสอบก็ไม่ได้มีกฎหมายกำกับดูแลจากกระทรวง พูดง่ายๆ คือทำเสร็จวันนั้น ตั้งคณะทำงานช่วงเดือน เม.ย. 67 แล้วก็ไม่ได้มีการประชุมอะไรเลย นอกจากนั้นเอ็มโอยูนี้ยังระบุในเรื่องที่ปัจจุบันยังไม่ถูกกฎหมายในประเทศไทย เช่น พนันออนไลน์ เป็นต้น นายไชยชนก กล่าวว่า จากนั้นช่วงเดือน ต.ค. 67 มีการขอความอนุเคราะห์ ให้เอาเว็บไซต์หรือโลโก้ของกระทรวงไปแปะ ซึ่งในช่วงปี 67 มีการสื่อสารกันระหว่างกระทรวงและ TIDC และมีการเอาโลโก้ไปแปะไว้บนเว็บไซต์ โดยมีโลโก้ TIDC ดีอี และเอ็นที  หลังจากนั้นเมื่อเดือน ม.ค.68  บริษัทภายใต้เครือข่าย TIDC คือ ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส เข้ามาในดีอีเพื่อประชุมกับทางสำนักงานพัฒนาธุรกิจกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ที่ดูแลในเรื่องแพล็ตฟอร์มต่างๆ มาขออนุญาตในการทำกระบวนการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลภายในประเทศ ซึ่งเอ็ดด้าไม่ได้อนุญาต และขออนุญาตจากทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) หน่วยงานที่ดูแลทางด้านข้อมูลส่วนบุคคล ที่อยู่ภายใต้กระทรวงดีอี  ก็ไม่ได้อนุญาตเช่นกัน เท่ากับบริษัทมาขออนุญาตและได้รับการปฏิเสธแล้ว ซึ่งทั้งเอ็ดด้าและพีดีพีซีไม่มีใครรู้เรื่องเอ็มโอยู ไม่มีใครรับรู้เลย แต่ก็เริ่มมีการสแกนม่านตาในเดือน ก.พ.68 นายไชยชนก กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนได้ยกเลิกทันทีที่ทราบว่ามีเอ็มโอยูเรื่องนี้ ตั้งแต่เริ่มมีข่าวเมื่อเดือนที่แล้ว  เพราะกระทรวงไม่ควรมีกระบวนการที่รวดเร็วขนาดนี้ในการเซ็นเอ็มโอยู และในกระบวนการทำเอ็มโอยูควรมีกระบวนการ KYC ตรวจสอบประวัติให้ดีๆ ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะเซ็นเอ็มโอยูกับบริษัทที่มีบุคคลที่ถือหุ้นชัดเจนว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีความพัวพันกับเคสต่างๆ ตามที่เป็นข่าว ส่วนคนที่สแกนม่านตาไปแล้วจะมีการช่วยเหลืออย่างไรนั้น นายไชยชนก กล่าวว่า ตอนนี้มีอยู่ 2 ส่วน คืออยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อให้เป็นคดีพิเศษ ส่วนการเก็บข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายพีดีพีเอ ซึ่งมีความผิดแล้ว ทางเราอยู่ในขั้นตอนการให้บอร์ดพิจารณา เพราะไม่ใช่อำนาจของตนในการตัดสินใจ ว่าอัตราการปรับต่อไอดีจะปรับเท่าไร โดยมีเกณฑ์อยู่ที่ 5 แสน-5 ล้านบาท ขึ้นกับความละเอียดของข้อมูลที่ถูกขโมยไป ซึ่งข้อมูลชีวภาพเป็นข้อมูลระดับสูงสุดอยู่แล้ว เท่ากับว่าต่อ 1 ไอดี หรือ 1 ยูสเซอร์ที่ถูกขโมยไป เราสามารถปรับได้เลยสูงสุด 5 ล้านบาท ต่อ 1 ไอดี ปัจจุบันตอนนี้ที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่ตอนที่เขาสั่งระงับสแกนไปแล้วมากกว่า 1.2 ล้านไอดี  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับ “ระหว่างนี้พี่น้องประชาชน ถ้ามีใครที่ไม่ทราบว่าตอนที่ไปสแกนม่านตา หนึ่งจะมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล สองไม่ทราบว่าจะผลตอบแทนที่เป็นรายเดือน ที่ท่านจะต้องได้รับ สามารถมาร้องเรียนได้เลยที่กระทรวงดีอี หน่วยงานพีดีพีซี หรือแจ้งความที่สถานีตำรวจที่ไหนก็ได้ และอยากให้เร่งแจ้งความไว้ด้วย เราจะได้ดำเนินการอย่างเต็มที่” นายไชยชนก กล่าว นายไชยชนก ยังกล่าวถึงกรณีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)ยึดทรัพย์เครือข่ายสแกมเมอร์ 1 หมื่นกว่าล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมาว่า น่าจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่ทำให้ตนยิ้มออก เพราะเราทำมากันอย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่ตน แต่เป็นหลายหน่วยงานที่ร่วมมือกัน และเหมือนความพยายามเป็นผล อย่างไรก็ตามตรงนี้เป็นแค่เพียงหนึ่งในโดมิโนชิ้นสำคัญในโครงสร้างขบวนการเหล่านี้ที่มันล้มลง พอโดมิโนนี้ล้มลงก็จะต่อยอดไปเรื่องอื่นได้ทันที เหตุผลที่มันสำคัญเป็นพิเศษคือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้กฎหมายไทย มีการพิสูจน์ทราบแล้วประกาศว่าบุคคลและเครือข่ายเหล่านี้ผิดจริงในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นการปลดล็อกในโครงสร้างอื่นๆ ที่มีการสันนิษฐาน มีการเตรียมงาน เตรียมตัวในการดำเนินการตรวจสอบ สอบสวนให้ไหลลื่นได้ “จริงๆ โดมิโนแรกๆ เลยมันคือตั้งแต่ที่มีการเปลี่ยนการบริหารแล้ว และนายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ท่านให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ท่านทั้งแนะนำ ตั้งคณะทำงานและสนับสนุนผู้ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ ทำให้พวกเรามีเครื่องมือในการดำเนินการ และแนวทางในการปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งจะเดินต่อไปเรื่อยๆ ให้สุดเท่าที่จะสุดได้ และนายกฯให้นโยบาย ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม  ดังนั้นเราเดินหน้าเต็มที่แน่นอนอยู่แล้ว รวมทั้งนายกฯ พูดด้วยว่า ถ้าดำเนินการไปแล้วจะเจอชื่ออนุทิน ก็ต้องดำเนินการเต็มที่ จึงอยากให้ทุกคนมั่นใจว่าเราดำเนินการอย่างสุดความสามารถ แล้วทุกอย่างน่าจะมีความคืบหน้าที่เร็วขึ้น หลังจากโดมิโนชิ้นนี้ล้ม“ นายไชยชนก กล่าว * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * คริปโตเคอร์เรนซี * สแกนม่านตา * ข้อมูลส่วนบุคคล
dlvr.it
December 7, 2025 at 6:31 AM
เสนอโอนเงินผ่าน Mobile Banking ต้องระบุตำแหน่ง ย้ำดูแลไม่กระทบสิทธิส่วนบุคคล
เสนอโอนเงินผ่าน Mobile Banking ต้องระบุตำแหน่ง ย้ำดูแลไม่กระทบสิทธิส่วนบุคคล auser15 Sat, 2025-11-15 - 10:54 ที่ประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เสนอโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร (Mobile Banking) ต้องระบุตำแหน่ง ย้ำดูแลไม่กระทบสิทธิส่วนบุคคล เว็บไซต์รัฐบาลไทยรายงานเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.ป้องกันและปรามปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 13 ครั้งที่ 9/2568 และการประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 นายไชยชนก กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ มีการประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รวมอยู่ด้วย โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ เข้าร่วมการประชุม สำหรับประเด็นซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณา ได้แก่ การยกระดับการตรวจสอบและสกัดกั้นบัญชีม้านิติบุคคล ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในส่วนมาตรการ SIM Card ขณะนี้ กสทช. ได้นำมาตรการการจำกัดจำนวนซิมการ์ด ไม่เกิน 5 หมายเลขต่อบุคคล (รวมทุกค่าย) และมาตรการให้ตัวแทนจำหน่าย จะต้องมีการลงทะเบียนในระบบ Dip chip หรือแพลตฟอร์มที่ปลอดภัยเทียบเท่า เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. ขณะเดียวกันประชาชนที่ซื้อซิมการ์ดและลงทะเบียนแล้ว แต่ยังไม่มีการใช้งานนั้น ขอให้เปิดใช้งานภายใน 60 วัน โดยหากเกินกำหนด จะต้องมายืนยันตัวตนซ้ำอีกครั้ง ด้านการปิดกั้นสัญญาณโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตแนวชายแดน ภายหลังการตรวจสอบ พบว่ายังมีสัญญาณล้ำออกไปในชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน จำนวนประมาณ 100 จุด โดยแจ้งให้ผู้ให้บริการเครือข่าย (โอเปอเรเตอร์) แก้ไขภายใน 3 วัน ซึ่งหากพบมีสัญญาณล้ำออกไปอีก ให้พักใช้ใบอนุญาตตั้งสถานีฐานนั้นๆ และให้แก้ไขจนกว่าจะแล้วเสร็จ และจัดมาตรการดูแลไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ โดยในระยะยาวจะต้องจัดทำแผนปรับปรุงโครงข่ายโทรคมนาคมแนวชายแดน ตามที่ กสทช.กำหนด ขณะที่มาตรการจำกัดการส่ง SMS และ e-mail แนบลิงก์ ของหน่วยงานรัฐ หน่วยงานอื่นๆ และธนาคาร กระทรวงดีอี เตรียมนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาในสัปดาห์หน้า นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย ยังได้เร่งบูรณาการข้อมูลบัญชี (Account Bureau) ระหว่างธนาคาร เพื่อการเฝ้าระวังและตรวจสอบการเปิดบัญชีของบุคคลที่มีความเสี่ยง รวมทั้งยกระดับการตรวจสอบเข้มข้นในกรณีของการเปิดบัญชีใหม่ ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้มีการพิจารณาเบื้องต้นในมาตรการใช้งาน Mobile Banking ซึ่งผู้ใช้งานจะต้องเปิดการระบุตำแหน่ง (Location) ในการทำธุรกรรมการเงิน โดยมาตรการนี้จะต้องคำนึงถึงการไม่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะมีการจำกัดการเข้าถึงเฉพาะในขณะที่จะต้องใช้เป็นหลักฐาน เมื่อเป็นการก่อเหตุของสแกมเมอร์เท่านั้น ด้านมาตรการควบคุมดูแลแพลตฟอร์ม ได้มอบหมายให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) หารือเรื่องการยกระดับมาตรฐานการยืนยันตัวตน (KYC) ร่วมกัน รวมถึงการพิจารณาการออกกฎหมายกำกับดูแลแพลตฟอร์ม โดยให้มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อความเสียหายจากสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นกับประชาชน รวมทั้งมอบหมายให้มีการตรวจสอบคำนิยามของ “การโฆษณา” ในแพลตฟอร์ม หรือเว็บไซต์  Search Engine เพื่อดำเนินการกำหนดมาตรการป้องกันการค้าหา URLs ผอดกฎหมาย “มาตรการซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณานั้น ถือว่าเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญ เพื่อตัดการเชื่อมโยงช่องทางในการก่อเหตุของสแกมเมอร์ โดยคำนึงถึงสิ่งที่สำคัญ คือการป้องกันไม่ให้สแกมเมอร์สร้างความเสียหายและผลกระทบแก่ประชาชน” นายไชยชนก กล่าว  * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * อาชญากรรมไซเบอร์ * อาชญากรรมออนไลน์ * แก๊งคอลเซ็นเตอร์ * สแกมเมอร์ * Mobile Banking * บัญชีม้า
dlvr.it
November 15, 2025 at 4:00 AM
รมว.ดีอี แจงมิจฉาชีพส่ง e-mail อ้าง 4 หน่วยงาน ใช้โดเมนจริง แฮก taximail ไม่ใช่แฮกระบบ 4 หน่วยงาน
รมว.ดีอี แจงมิจฉาชีพส่ง e-mail อ้าง 4 หน่วยงาน ใช้โดเมนจริง แฮก taximail ไม่ใช่แฮกระบบ 4 หน่วยงาน auser15 Tue, 2025-11-11 - 11:08 รมว.ดีอี แจงเหตุมิจฉาชีพส่ง e-mail ปลอมอ้าง 4 หน่วยงาน หลอกลงทุน รับใช้โดเมนจริงส่งเมล แฮกระบบ taximail ไม่ใช่แฮกระบบ 4 หน่วยงาน ชี้ IP address จากต่างประเทศ พบกดลิงก์ 3,000 e-mail เสียหาย 1 ราย เตรียม ชง ครม. เคาะมาตรการสกัด “ส่ง e-mail ปลอมแนบลิงก์” หนุนยกระดับความปลอดภัยประชาชน สำนักข่าวไทยรายงานเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมหารือมาตรการป้องกันและปราบปราม การใช้ e-mail ปลอมแอบอ้างหน่วยงานเพื่อหลอกลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สมาคมผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย นายไชยชนก กล่าวว่า กรณีที่แฮกเกอร์ ใช้ข้อมูล Username สำหรับเข้าระบบ taximail ในนาม 4 บริษัท เพื่อนำไปใช้ในการส่งข้อความ Mass email หรือการส่งอีเมลข่าวสาร โปรโมชัน แนบลิงก์หลอกลวงจำนวนมากไปยังประชาชน แต่ไม่ใช่การแฮกระบบของทั้ง 4 บริษัทตามที่เป็นข่าว รวมทั้งไม่มีการแฮกข้อมูลของประชาชน จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าช่องทางการแฮกข้อมูลนั้น เกิดจากช่องว่างของกระบวนการยืนยันตัวตนแบบ Two-Factor Authentication (2FA) ผ่านอีเมล ซึ่งกำหนดอายุการใช้งานของรหัส OTP นานเกินไป ( 24 ชั่วโมง) และ รหัส OTP เป็นรหัสตัวเลข 6 หลักซึ่งทำให้สามารถนำไปใช้ในการโจมตีรูปแบบ brute-force ได้ สำหรับสถานการณ์ในขณะนี้ สํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ได้ดำเนินการบล็อกข้อความลิงก์จำนวนประมาณ 100 ลิงก์ที่ถูกใช้สลับในการหลอกลวงทั้งหมดแล้ว ทั้งนี้ตนได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เรียกบริษัทผู้ใช้บริการซึ่งถูกแฮกข้อมูลอีเมลทางการร่วมหารือ เพื่อพิจารณาว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลหรือไม่ มอบหมายให้ สกมช.ร่วมกับ taximail ตรวจสอบระบบข้อมูลกลาง เพื่อเฝ้าระวังการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลร่วมด้วย เบื้องต้นพบว่า เป็น IP Address มาจากต่างประเทศ พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA แจ้งผู้ให้บริการ Mass email ในประเทศไทย เฝ้าระวังและยกระดับการรักษาความปลอดภัย และดูแลข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทผู้ใช้บริการ พร้อมทั้งให้มีการรวบรวมข้อมูลหลักฐานประกอบ เพื่อส่งให้กับสำนักงานตำรวจแห่งาติ (ตร.) ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ ตนได้มอบหมายให้หน่วยงานฯ ดำเนินการตรวจสอบ ผลกระทบที่มีต่อประชาชน ซึ่งพบว่ามีการกดลิงก์ จำนวน 3,000 e-mail และพบความเสียหายจำนวน 1 ราย โดยให้จัดเตรียมมาตรการช่วยเหลือเยียวยา “อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้มีการกำหนดมาตรการ การปรับวิธีการส่ง e-mail แนบลิงก์ ของหน่วยงานราชการ และหน่วยงานอื่นๆ โดยเฉพาะการขอข้อมูลส่วนบุคคล หรือทำธุรกรรม ซึ่งตนจะนำเรื่องนี้เสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้มีการพิจารณาต่อไป พร้อมกันนี้ขอให้ผู้ให้บริการ รวมถึงแพลตฟอร์มอื่นๆ จะต้องยกระดับมาตรฐานมากยิ่งขึ้น โดยจะต้องเป็นมาตรการป้องกันที่อำนวยความสะดวก และมีระบบการรักษาความปลอดภัย ควบคู่กันไป เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน” * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * สแกมเมอร์ * หลอกลวงลงทุน * อาชญากรรมออนไลน์ * taximail
dlvr.it
November 11, 2025 at 4:12 AM
รมว.ดีอี สั่งคุมเข้มระบบยืนยันตัวตนผ่านแพลตฟอร์ม หวังปิดช่องทางสแกมเมอร์หลอกลวง
รมว.ดีอี สั่งคุมเข้มระบบยืนยันตัวตนผ่านแพลตฟอร์ม หวังปิดช่องทางสแกมเมอร์หลอกลวง auser15 Sun, 2025-11-09 - 09:18 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สั่งคุมเข้มระบบยืนยันตัวตนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หวังปิดช่องทางสแกมเมอร์หลอกลวง เว็บไซต์รัฐบาลไทยรายงานเมื่อเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามการอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มาตรา 13 ครั้งที่ 8/2568 ร่วมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือการดำเนินงานตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้การปราบปรามภัยออนไลน์ เป็น “วาระแห่งชาติ” นายไชยชนก เปิดเผยว่า การปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด จำเป็นต้องมีการรวมพลังของหน่วยงานรัฐ-เอกชน รวมทั้งนานาประเทศ โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยในการจัดการ  ด้วยเครื่องมือการจัดการปัญหาทั้งภายในประเทศ และสหประชาชาติ ตาม “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์” ที่ปัจจุบันมีประเทศทั่วโลกร่วมลงนามแล้ว 71 ประเทศ และสหภาพยุโรป โดยที่ประชุมได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ เพื่อขับเคลื่อนการทำงานที่สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว สำหรับการประชุมในวันนี้ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) และผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม (TikTok Line Google) เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้ กสทช.ดำเนินการตามมาตรการจำกัดปริมาณซิมการ์ด ไม่เกิน 5 หมายเลขต่อบุคคล (รวมทุกค่าย) ที่จะมีการพิจารณาในที่ประชุม คณะกรรมการ กสทช.เพื่อกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ต่อไป รวมทั้งการยกระดับหลักเกณฑ์การยืนยันตัวตนการลงทะเบียนใช้งานซิมของตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ซึ่งจะต้องมีการลงทะเบียนในระบบ Dip chip หรือการลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์มที่มีมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่า ทั้งนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาการลงทะเบียนผู้ใช้งานซิมการ์ดใหม่ ที่ต้องใช้เสาสัญญาณในพื้นที่แนวชายแดน และพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถตรวจสอบการใช้งานได้ ป้องกันการใช้งาน SIM Box ของสแกมเมอร์ และหารือมาตรการ “ซิมยังชีพ” ซึ่งเป็นแนวคิดการจำกัดการใช้งานซิมการ์ดของบุคคลที่ขึ้นทะเบียนบัญชีม้าดำ โดยเบื้องต้นมีข้อเสนอให้ลงทะเบียนใช้งานซิมการ์ด ร่วมกับ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เท่านั้น ด้านการร่วมหารือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เบื้องต้นได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยได้มีการพิจารณาในเรื่องของการลงทะเบียนใช้งานแพลตฟอร์มที่ต้องมีความเข้มงวด และปลอดภัยขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะการยืนยันตัวตน ซึ่งจะต้องมีการปรับให้มีการยืนยันตัวตนด้วยชื่อ-นามสกุล หรือการสแกนใบหน้า ร่วมด้วยนอกเหนือจากการใช้เบอร์โทรศัพท์หรืออีเมล์ ซึ่งจะสามารถทำให้ตรวจสอบการใช้งานของสแกมเมอร์ที่ใช้ช่องทางแพลตฟอร์มก่อเหตุ รวมทั้งการยืนยันตัวตนของบุคคล และนิติบุคคล ในการซื้อโฆษณาผ่านแพลตฟอร์ม ขณะเดียวกัน ETDA ได้เร่งดำเนินการปรับปรุง พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 32 เรื่องการควบคุมดูแลแพลตฟอร์มตามมาตรการที่จำเป็นและเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการพิจารณาการเร่งดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า รวมถึงการพิจารณาหลักเกณฑ์การคืนเงินเยียวยาความเสียหายให้กับประชาชน “การป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ จำเป็นต้องรวมพลังของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน วันนี้หน่วยงานหลักอย่าง กสทช. และธนาคาร ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะยุติการเกิด ซิมผี - บัญชีม้าใหม่ๆ และการก่อเหตุของสแกมเมอร์ที่เพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดมาตรการหรือหลักเกณฑ์ที่เข้มข้นในการปราบปรามสแกมเมอร์ที่เป็นภัยคุกคามประชาชน ภายใต้การคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน” นายไชยชนก กล่าว * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * อาชญากรรมทางเทคโนโลยี * อาชญากรรมออนไลน์ * อาชญากรรมไซเบอร์ * แพลตฟอร์มออนไลน์
dlvr.it
November 9, 2025 at 2:27 AM
ไทยร่วมลงนามอนุสัญญา UN จับมือกว่า 68 ประเทศทั่วโลก ต่อต้านภัยสแกมเมอร์
ไทยร่วมลงนามอนุสัญญา UN จับมือกว่า 68 ประเทศทั่วโลก ต่อต้านภัยสแกมเมอร์ auser15 Sun, 2025-10-26 - 16:26 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของไทย ร่วมลงนามอนุสัญญา UN จับมือกว่า 68 ประเทศทั่วโลก ต่อต้านภัยสแกมเมอร์ ที่ประเทศเวียดนาม เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี นางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย และคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมพิธีลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention against Cybercrime) และการประชุมระดับสูง (High-Level Conference) ที่มี 68 ประเทศ และสหภาพยุโรป (EU) เข้าร่วม ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีนายเลือง เกื่อง ประธานาธิบดีเวียดนาม และนายอันโตนิอู กุแตเรช เลขาธิการสหประชาชาติ เข้าร่วมในพิธีลงนามดังกล่าว นายไชยชนก เปิดเผยว่า พิธีลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention against Cybercrime)  ซึ่งเป็นความร่วมมือกันของ 68 ประเทศ และสหภาพยุโรป (EU) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและสร้างมาตรการในการป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น พร้อมทั้งอํานวยความสะดวก และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงการสนับสนุนความช่วยเหลือทางวิชาการและการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันและต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อประโยชน์ของประเทศกําลังพัฒนา ขณะเดียวกันในระหว่างการประชุมระดับสูง (High-Level Conference) ตนยังได้ร่วมกล่าวถ้อยแถลง โดยได้เน้นย้ำถึงความรุนแรงของการหลอกลวงออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทย ซึ่งรัฐบาลไทย โดยนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ให้ความสำคัญ และเอาจริงเอาจังต่อปัญหาดังกล่าว โดยได้กำหนดให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ทั้งนี้รัฐบาลไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมดำเนินมาตรการเชิงรุก 3 ด้าน ได้แก่  1.การตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตบริเวณแนวชายแดน และตรวจจับการลักลอบการเชื่อมต่อสัญญาณ เพื่อไม่ให้มีสัญญาณเล็ดลอดออกนอกประเทศ 2.การบูรณาการด้านข้อมูลร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาฐานข้อมูลกลางแบบเรียลไทม์ เพื่อการติดตามเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิด บัญชีม้า ได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการเร่งคืนเงินเยียวยาให้กับผู้เสียหาย และ 3.ดำเนินการตอบโต้ โดยเร่งรัดการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย พ.ร.ก.ป้องกันและปราบปรามทางเทคโนโลยีฉบับใหม่ ที่เน้นให้ความสำคัญ ในการ “ป้องกัน ปราบปราม และตอบโต้” เน้นการกำกับดูแลตามหลักเกณฑ์ และบทลงโทษที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น พร้อมจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจ เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว ภายในระยะเวลา 1 – 2 เดือน โดยหากพบเบาะแส ข้อมูลการร่วมกระทำความผิด หรือเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และการพนันออนไลน์ ของบุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรของรัฐ จะดำเนินการเอาผิดอย่างเด็ดขาดและถึงที่สุดตามกฎหมายในทันที นอกจากนี้ รัฐบาลไทย ยังขอแสดงความชื่นชมกับการดำเนินการอย่างเด็ดขาดของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเกาหลีใต้ ในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และพร้อมให้ความร่วมมือกับนานาประเทศในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว “การลงนามอนุสัญญาดังกล่าว นับเป็นก้าวสำคัญและการแสดงจุดยืนของไทยในการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลก โดยแสดงให้เห็นว่าประเทศไทย ให้ความสำคัญและพร้อมใช้ยาแรงในการปราบปราม ควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติจัดการปัญหาสแกมเมอร์ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนคนไทย ประชาคมโลก อย่างจริงจัง เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” นายไชยชนก กล่าวในตอนท้าย * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ต่างประเทศ * สแกมเมอร์ * แก๊งคอลเซ็นเตอร์
dlvr.it
October 26, 2025 at 9:32 AM