#ไชยชนกชิดชอบ
"ไชยชนก" เผย ชง #นัฐวุฒิแดนดี นั่งอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาคนใหม่ หลังคนเก่าเกษียณอายุแล้ว..
.
#ไชยชนกชิดชอบ #กรมอุตุนิยมวิทยา
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
www.dailynews.co.th/news/6252560/
October 6, 2026 at 9:20 AM
‘ไชยชนก’ดันงบ 497 ล้าน ผ่านครม. ผนึก ‘Tomorrow.io’ ยกระดับพยากรณ์อากาศ AI

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6228560/
#ไชยชนกชิดชอบ #Tomorrowio
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 28, 2026 at 7:47 AM
‘รักชนก’ ผิดหวังเชิญไชยชนก-คู่สัญญา แจง TH-AI Passport แต่ไร้เงา

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6177697/
#รักชนกศรีนอก #ไชยชนกชิดชอบ
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 10, 2026 at 4:26 AM
ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีแล้วเท่าไหร่ จะมีอีกเท่าไหร่ แล้วอยู่ตรงไหนบ้าง
ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีแล้วเท่าไหร่ จะมีอีกเท่าไหร่ แล้วอยู่ตรงไหนบ้าง auser15 Wed, 2026-09-02 - 17:46 จากประเด็นการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางกรุงเทพฯ ใกล้กับโรงพยาบาลพระรามเก้า จนไปถึงการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ย่านหัวหมากมีการกักตุนน้ำมันหลายแสนลิตร สร้างความวิตกกับให้กับชุมชนผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง จนนำมาสู่การตั้งคำถามว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงได้อย่างไร ในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไชยชนก ชิดชอบ เองก็ให้สัมภาษณ์ว่าดาต้าเซนเตอร์ในกทม. อยู่ในพื้นที่ไม่ได้รับอนุญาต ในขณะที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ก็ได้แถลงสั่งหยุดใบอนุญาตรายใหม่ของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ พร้อมทบทวนกฎหมายผังเมืองและการทำ EIA  JustPow ชวนไปสำรวจว่าในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้วเท่าไหร่ และจะมีเพิ่มอีกเท่าไหร่ อยู่ตรงไหนบ้าง ในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่เท่าไหร่  จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่า กรุงเทพฯ มีข้อมูลที่ปรากฏว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ 34 โครงการ โดยสามารถแยกได้ดังนี้  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 24 โครงการ  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 3 โครงการ เมื่อสำรวจต่อไปว่า ดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละโครงการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ใดของกรุงเทพฯ บ้าง จะพบว่า ห้วยขวาง เป็นเขตทีมีดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งที่ดำเนินการแล้วและที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมากที่สุด 9 โครงการ  รองลงมาก็คือเขตบางนา 6 โครงการ เขตบางรัก 5 โครงการ เขตสาทร เขตบึงกุ่ม เขตบางกะปิ เขตละ 2 โครงการ เขตจตุจักร ราชเทวี บางเขน วัฒนา สวนหลวง และประเวศ เขตละ 1 โครงการ และอีก 1 โครงการคือ Stellar DC ที่ยังไม่ปรากฏข้อมูลที่ตั้ง โดยจะเห็นได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ นั้นส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในแทบทั้งสิ้น  นอกจากนี้ หากพิจารณาว่าเจ้าของบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ เป็นสัญชาติใดบ้าง จะพบว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย 10 โครงการ สิงคโปร์ 5 โครงการ ญี่ปุ่น 3 โครงการ มาเลเซีย 1 โครงการ สหราชอาณาจักร 1 โครงการ และยังมีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ร่วมทุนกับบริษัทไทย อีก 2 โครงการ และสิงคโปร์ที่ร่วมทุนกับบริษัทไทยอีก 1 โครงการ อย่างไรก็ตาม ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีการดำเนินการแล้ว ส่วนใหญ่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ประเภท Colocation ให้บริการรับฝากเซิร์ฟเวอร์ไว้กับ Internet Data Center หรือเรียกโดยย่อๆ ว่า IDC ซึ่งปัจจุบันมีการเช่าเซิร์ฟเวอร์และฝากวางที่ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นบริการรับฝากเครื่องเซอร์ฟเวอร์ และโดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนอาคาร ในขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง (Stand Alone) ทั้งที่ดำเนินการแล้วหรืออยู่ในระหว่างการก่อสร้าง หรือมีแผนที่จะสร้าง มีจำนวนประมาณเกือบสิบโครงการ  ดาต้าเซ็นเตอร์ในกทม. ใช้น้ำ-ไฟ มากแค่ไหน ส่งผลกระทบต่อเรื่องอะไรอีกบ้าง ประเด็นปัญหาที่สร้างความกังวลไปทั่วโลกของดาต้าเซ็นเตอร์ก็คือ การใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล ทั้งน้ำและไฟ ที่ต้องใช้ในการดำเนินการดาต้าเซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ  34 โครงการ มีจำนวนการใช้ไฟดังนี้  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 24 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 16 โครงการ รวม 127 เมกะวัตต์  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 6 โครงการ รวม 95.2  เมกะวัตต์  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 3 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 1 โครงการ 25  เมกะวัตต์  จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ทั้งที่ดำเนินการแล้วและที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างรวมไปถึงที่มีแผนจะสร้าง มีความต้องการใช้ไฟอย่างน้อย 247.2 เมกะวัตต์ หรือเทียบเท่าปริมาณการใช้ไฟของจังหวัดสุพรรณบุรีทั้งจังหวัดในปี 2568 หรือเทียบเท่าการใช้ไฟของครัวเรือนอย่างน้อย 247,200 ครัวเรือน หากนับเป็นจังหวัดๆ หนึ่ง ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ จะใช้ไฟเป็นอันดับที่ 23 จากทั้ง 77 จังหวัด  ในส่วนของการใช้น้ำนั้น หากใช้หลักการคำนวณประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness : WUE) โดย The Green Grid  เพื่อใช้ประเมินความคุ้มค่าในการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยในการคำนวณจะใช้ค่า WUE ที่ 2.0 ซึ่งเป็นค่าอ้างอิงมาตรฐาน (Baseline) ของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป โดยนำไปคำนวณร่วมกับปริมาณการใช้ไฟตลอดทั้งปี (kWh/ปี) ของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งในกรุงเทพฯ เท่าที่มีการเปิดเผยตัวเลขปริมาณการใช้ไฟ เพื่อหาปริมาณการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ในแต่ละแห่ง จากการคำนวณ พบว่า ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีการดำเนินการแล้ว 24 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 16 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 2.23 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 10,160 ครัวเรือน  ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในกรุงเทพฯ 7 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 6 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 1.67 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 7,616 ครัวเรือน และดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนที่จะสร้างในกรุงเทพฯ 3 โครงการ  มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 1 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 0.44 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 2,000 ครัวเรือน  ดังนั้นจะเห็นว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ 34 โครงการ จะมีการใช้น้ำประมาณ 4.43  ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 19,776 ครัวเรือน  แม้ประเด็นเรื่องการใช้ไฟและน้ำ จะไม่ใช่ประเด็นหลักในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เป็นเหมืองหลวงที่มีน้ำและไฟไม่ขาดแคลน แต่ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบของดาต้าเซ็นเตอร์มีความกังวล ทั้งการที่ดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งมีการสำรองน้ำมันหลายแสนลิตร เพื่อใช้ในยามที่ไฟดับ เนื่องด้วยดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความกังวลในด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนโดยรอบ ไม่เพียงแค่นั้น หากมีการใช้น้ำมันในการปั่นไฟในยามที่ไฟดับจริง ก็จะสร้างมลพิษแก่ชุมชนโดยรอบและปล่อยก๊าวเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย  นอกจากนี้ ด้าต้าเซ็นเตอร์ ยังอาจทำให้เกิดความร้อนในบริเวณโดยรอบจากการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ปล่อยความร้อนมหาศาลสู่อากาศรอบข้างและชุมชนจากการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ตลอด 24 ชั่วโมง จนอาจทำให้อุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้น 2-9 องศาเซลเซียส โดยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล’ (Data Center Heat Island)  โดยจากข้อมูลจะพบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ทั้งที่ดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีแผนว่าจะสร้าง ล้วนตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในที่มีความหนาแน่นทั้งสิ้น ซึ่งเกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูลจากดาต้าเซ็นเตอร์นี้จะไปซ้ำเติมปัญหา ‘เกาะความร้อนในเมือง’ (Urban Heat Island – UHI) ที่กำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ โดยอุณหภูมิในพื้นที่ที่เป็นเกาะความร้อน ซึ่งส่วนมากก็คือเขตกรุงเทพฯ ชั้นในจะสูงกว่าพื้นที่โดยรอบเฉลี่ยถึง 2.8 องศาเซลเซียส และความร้อนจาก ‘เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล’ (Data Center Heat Island) ก็จะยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก  ทำไมตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ในกรุงเทพฯ ได้ ปัจจุบันยังไม่มีการนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ตามกฎหมายใด ทั้งไม่เข้าข่ายโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งแม้แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในอาคารก็ไม่เป็นไปตามนิยามของ พ.ร.บ.โรงงาน จึงไม่สามารถบังคับใช้ในกรณีนี้ได้ และการก่อสร้างโดยระบุวัตถุประสงค์ว่าเป็นสถานที่เก็บสินค้าทำให้ไม่เข้าข่ายโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566 การขออนุญาตก่อสร้าง ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เป็นอยู่จึงเป็นการขออนุญาตผ่านท้องถิ่นตามกฎหมายควบคุมอาคารและผังเมือง  โดยในกรณีของดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่เข้าข่ายเป็นอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จะเป็นการพิจารณาความปลอดภัยของอาคาร เช่น โครงสร้าง อุปกรณ์ อัคคีภัย ระบบไฟ ระบบระบายอากาศ/น้ำ และระบบความปลอดภัย ตลอดจนระยะร่นกับถนนสาธารณะและพื้นที่ว่างระหว่างเขตที่ดินกับอาคาร เมื่อพิจารณากฎหมายผังเมืองของกรุงเทพมหานคร กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 ไม่ได้ห้ามการประกอบกิจการศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ในพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก (สีน้ำตาล) หากดำเนินการเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความหนาแน่นของอาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดินที่กำหนดข้อยกเว้น ในข้อ 16 (12) กำหนดข้อยกเว้นสำหรับสถานที่เก็บสินค้า สถานีรับส่งสินค้า หรือการประกอบกิจการรับส่งสินค้า ที่ตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร สำหรับกรณีที่มีการกักตุนน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำรองในกรณีที่ไฟฟ้าขัดข้องก็เป็นช่องว่างทางกฎหมาย ซึ่งหากปริมาณไม่ถึง 500,000 ลิตร ตามที่ พ.ร.บ. ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 กำหนดไว้ ก็ไม่ถูกตรวจสอบความปลอดภัยได้ ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการสื่อสารและรับส่งข้อมูล จะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจากสำนักงาน กสทช. (ประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 3) ด้วย ขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ  * ดาต้าเซ็นเตอร์ ยื่นขออนุญาตก่อสร้างเป็น ‘คลังสินค้า’ ยื่นคำขออนุญาตที่ฝ่ายโยธา สำนักงานเขต ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522   * เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารภายใต้ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และ กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะลงนามอนุญาต ภายใน 45 วันนับตั้งแต่วันที่ยื่น * เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ต้องยื่นขออนุญาตใช้อาคารก่อนการใช้งานจริงที่สำนักงานเขต * ยื่นขอใช้ไฟฟ้ากับการไฟฟ้านครหลวงแบบนิติบุคคล โดยดาต้าเซ็นเตอร์อาจเข้าข่ายกิจการขนาดกลางและใหญ่ ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้า * ยื่นขอใช้น้ำประปากับการประปานครหลวง เจ้าหน้าที่จะสำรวจพื้นที่และประเมินความเป็นไปได้ในการติดตั้ง อัตราค่าน้ำประปาของดาต้าเซ็นเตอร์อาจอยู่ในประเภทธุรกิจขนาดใหญ่ * การขอติดตั้งถังน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉิน ต้องขออนุญาตโดยยื่นแบบต่อกรมธุรกิจพลังงาน ภายใต้กฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาน้ำมัน พ.ศ. 2567 * ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการสื่อสารและรับส่งข้อมูล จะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจากสำนักงาน กสทช. (ประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 3) ด้วย * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ไอซีที * data center * JustPow
dlvr.it
September 2, 2026 at 10:49 AM
ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีแล้วเท่าไหร่ จะมีอีกเท่าไหร่ แล้วอยู่ตรงไหนบ้าง
ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีแล้วเท่าไหร่ จะมีอีกเท่าไหร่ แล้วอยู่ตรงไหนบ้าง
ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีแล้วเท่าไหร่ จะมีอีกเท่าไหร่ แล้วอยู่ตรงไหนบ้าง auser15 Wed, 2026-09-02 - 17:46 จากประเด็นการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางกรุงเทพฯ ใกล้กับโรงพยาบาลพระรามเก้า จนไปถึงการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ย่านหัวหมากมีการกักตุนน้ำมันหลายแสนลิตร สร้างความวิตกกับให้กับชุมชนผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง จนนำมาสู่การตั้งคำถามว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงได้อย่างไร ในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไชยชนก ชิดชอบ เองก็ให้สัมภาษณ์ว่าดาต้าเซนเตอร์ในกทม. อยู่ในพื้นที่ไม่ได้รับอนุญาต ในขณะที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ก็ได้แถลงสั่งหยุดใบอนุญาตรายใหม่ของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ พร้อมทบทวนกฎหมายผังเมืองและการทำ EIA  JustPow ชวนไปสำรวจว่าในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้วเท่าไหร่ และจะมีเพิ่มอีกเท่าไหร่ อยู่ตรงไหนบ้าง ในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่เท่าไหร่  จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่า กรุงเทพฯ มีข้อมูลที่ปรากฏว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ 34 โครงการ โดยสามารถแยกได้ดังนี้  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 24 โครงการ  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 3 โครงการ เมื่อสำรวจต่อไปว่า ดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละโครงการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ใดของกรุงเทพฯ บ้าง จะพบว่า ห้วยขวาง เป็นเขตทีมีดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งที่ดำเนินการแล้วและที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมากที่สุด 9 โครงการ  รองลงมาก็คือเขตบางนา 6 โครงการ เขตบางรัก 5 โครงการ เขตสาทร เขตบึงกุ่ม เขตบางกะปิ เขตละ 2 โครงการ เขตจตุจักร ราชเทวี บางเขน วัฒนา สวนหลวง และประเวศ เขตละ 1 โครงการ และอีก 1 โครงการคือ Stellar DC ที่ยังไม่ปรากฏข้อมูลที่ตั้ง โดยจะเห็นได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ นั้นส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในแทบทั้งสิ้น  นอกจากนี้ หากพิจารณาว่าเจ้าของบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ เป็นสัญชาติใดบ้าง จะพบว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย 10 โครงการ สิงคโปร์ 5 โครงการ ญี่ปุ่น 3 โครงการ มาเลเซีย 1 โครงการ สหราชอาณาจักร 1 โครงการ และยังมีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ร่วมทุนกับบริษัทไทย อีก 2 โครงการ และสิงคโปร์ที่ร่วมทุนกับบริษัทไทยอีก 1 โครงการ อย่างไรก็ตาม ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีการดำเนินการแล้ว ส่วนใหญ่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ประเภท Colocation ให้บริการรับฝากเซิร์ฟเวอร์ไว้กับ Internet Data Center หรือเรียกโดยย่อๆ ว่า IDC ซึ่งปัจจุบันมีการเช่าเซิร์ฟเวอร์และฝากวางที่ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นบริการรับฝากเครื่องเซอร์ฟเวอร์ และโดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนอาคาร ในขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง (Stand Alone) ทั้งที่ดำเนินการแล้วหรืออยู่ในระหว่างการก่อสร้าง หรือมีแผนที่จะสร้าง มีจำนวนประมาณเกือบสิบโครงการ  ดาต้าเซ็นเตอร์ในกทม. ใช้น้ำ-ไฟ มากแค่ไหน ส่งผลกระทบต่อเรื่องอะไรอีกบ้าง ประเด็นปัญหาที่สร้างความกังวลไปทั่วโลกของดาต้าเซ็นเตอร์ก็คือ การใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล ทั้งน้ำและไฟ ที่ต้องใช้ในการดำเนินการดาต้าเซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ  34 โครงการ มีจำนวนการใช้ไฟดังนี้  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 24 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 16 โครงการ รวม 127 เมกะวัตต์  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 6 โครงการ รวม 95.2  เมกะวัตต์  * ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 3 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 1 โครงการ 25  เมกะวัตต์  จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ทั้งที่ดำเนินการแล้วและที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างรวมไปถึงที่มีแผนจะสร้าง มีความต้องการใช้ไฟอย่างน้อย 247.2 เมกะวัตต์ หรือเทียบเท่าปริมาณการใช้ไฟของจังหวัดสุพรรณบุรีทั้งจังหวัดในปี 2568 หรือเทียบเท่าการใช้ไฟของครัวเรือนอย่างน้อย 247,200 ครัวเรือน หากนับเป็นจังหวัดๆ หนึ่ง ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ จะใช้ไฟเป็นอันดับที่ 23 จากทั้ง 77 จังหวัด  ในส่วนของการใช้น้ำนั้น หากใช้หลักการคำนวณประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness : WUE) โดย The Green Grid  เพื่อใช้ประเมินความคุ้มค่าในการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยในการคำนวณจะใช้ค่า WUE ที่ 2.0 ซึ่งเป็นค่าอ้างอิงมาตรฐาน (Baseline) ของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป โดยนำไปคำนวณร่วมกับปริมาณการใช้ไฟตลอดทั้งปี (kWh/ปี) ของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งในกรุงเทพฯ เท่าที่มีการเปิดเผยตัวเลขปริมาณการใช้ไฟ เพื่อหาปริมาณการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ในแต่ละแห่ง จากการคำนวณ พบว่า ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีการดำเนินการแล้ว 24 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 16 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 2.23 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 10,160 ครัวเรือน  ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในกรุงเทพฯ 7 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 6 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 1.67 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 7,616 ครัวเรือน และดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนที่จะสร้างในกรุงเทพฯ 3 โครงการ  มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 1 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 0.44 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 2,000 ครัวเรือน  ดังนั้นจะเห็นว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ 34 โครงการ จะมีการใช้น้ำประมาณ 4.43  ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 19,776 ครัวเรือน  แม้ประเด็นเรื่องการใช้ไฟและน้ำ จะไม่ใช่ประเด็นหลักในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เป็นเหมืองหลวงที่มีน้ำและไฟไม่ขาดแคลน แต่ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบของดาต้าเซ็นเตอร์มีความกังวล ทั้งการที่ดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งมีการสำรองน้ำมันหลายแสนลิตร เพื่อใช้ในยามที่ไฟดับ เนื่องด้วยดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความกังวลในด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนโดยรอบ ไม่เพียงแค่นั้น หากมีการใช้น้ำมันในการปั่นไฟในยามที่ไฟดับจริง ก็จะสร้างมลพิษแก่ชุมชนโดยรอบและปล่อยก๊าวเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย  นอกจากนี้ ด้าต้าเซ็นเตอร์ ยังอาจทำให้เกิดความร้อนในบริเวณโดยรอบจากการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ปล่อยความร้อนมหาศาลสู่อากาศรอบข้างและชุมชนจากการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ตลอด 24 ชั่วโมง จนอาจทำให้อุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้น 2-9 องศาเซลเซียส โดยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล’ (Data Center Heat Island)  โดยจากข้อมูลจะพบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ทั้งที่ดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีแผนว่าจะสร้าง ล้วนตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในที่มีความหนาแน่นทั้งสิ้น ซึ่งเกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูลจากดาต้าเซ็นเตอร์นี้จะไปซ้ำเติมปัญหา ‘เกาะความร้อนในเมือง’ (Urban Heat Island – UHI) ที่กำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ โดยอุณหภูมิในพื้นที่ที่เป็นเกาะความร้อน ซึ่งส่วนมากก็คือเขตกรุงเทพฯ ชั้นในจะสูงกว่าพื้นที่โดยรอบเฉลี่ยถึง 2.8 องศาเซลเซียส และความร้อนจาก ‘เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล’ (Data Center Heat Island) ก็จะยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก  ทำไมตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ในกรุงเทพฯ ได้ ปัจจุบันยังไม่มีการนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ตามกฎหมายใด ทั้งไม่เข้าข่ายโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งแม้แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในอาคารก็ไม่เป็นไปตามนิยามของ พ.ร.บ.โรงงาน จึงไม่สามารถบังคับใช้ในกรณีนี้ได้ และการก่อสร้างโดยระบุวัตถุประสงค์ว่าเป็นสถานที่เก็บสินค้าทำให้ไม่เข้าข่ายโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566 การขออนุญาตก่อสร้าง ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เป็นอยู่จึงเป็นการขออนุญาตผ่านท้องถิ่นตามกฎหมายควบคุมอาคารและผังเมือง  โดยในกรณีของดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่เข้าข่ายเป็นอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จะเป็นการพิจารณาความปลอดภัยของอาคาร เช่น โครงสร้าง อุปกรณ์ อัคคีภัย ระบบไฟ ระบบระบายอากาศ/น้ำ และระบบความปลอดภัย ตลอดจนระยะร่นกับถนนสาธารณะและพื้นที่ว่างระหว่างเขตที่ดินกับอาคาร เมื่อพิจารณากฎหมายผังเมืองของกรุงเทพมหานคร กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 ไม่ได้ห้ามการประกอบกิจการศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ในพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก (สีน้ำตาล) หากดำเนินการเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความหนาแน่นของอาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดินที่กำหนดข้อยกเว้น ในข้อ 16 (12) กำหนดข้อยกเว้นสำหรับสถานที่เก็บสินค้า สถานีรับส่งสินค้า หรือการประกอบกิจการรับส่งสินค้า ที่ตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร สำหรับกรณีที่มีการกักตุนน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำรองในกรณีที่ไฟฟ้าขัดข้องก็เป็นช่องว่างทางกฎหมาย ซึ่งหากปริมาณไม่ถึง 500,000 ลิตร ตามที่ พ.ร.บ. ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 กำหนดไว้ ก็ไม่ถูกตรวจสอบความปลอดภัยได้ ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการสื่อสารและรับส่งข้อมูล จะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจากสำนักงาน กสทช. (ประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 3) ด้วย ขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ  * ดาต้าเซ็นเตอร์ ยื่นขออนุญาตก่อสร้างเป็น ‘คลังสินค้า’ ยื่นคำขออนุญาตที่ฝ่ายโยธา สำนักงานเขต ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522   * เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารภายใต้ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และ กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะลงนามอนุญาต ภายใน 45 วันนับตั้งแต่วันที่ยื่น * เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ต้องยื่นขออนุญาตใช้อาคารก่อนการใช้งานจริงที่สำนักงานเขต * ยื่นขอใช้ไฟฟ้ากับการไฟฟ้านครหลวงแบบนิติบุคคล โดยดาต้าเซ็นเตอร์อาจเข้าข่ายกิจการขนาดกลางและใหญ่ ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้า * ยื่นขอใช้น้ำประปากับการประปานครหลวง เจ้าหน้าที่จะสำรวจพื้นที่และประเมินความเป็นไปได้ในการติดตั้ง อัตราค่าน้ำประปาของดาต้าเซ็นเตอร์อาจอยู่ในประเภทธุรกิจขนาดใหญ่ * การขอติดตั้งถังน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉิน ต้องขออนุญาตโดยยื่นแบบต่อกรมธุรกิจพลังงาน ภายใต้กฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาน้ำมัน พ.ศ. 2567 * ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการสื่อสารและรับส่งข้อมูล จะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจากสำนักงาน กสทช. (ประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 3) ด้วย * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ไอซีที * data center * JustPow
dlvr.it
September 2, 2026 at 10:49 AM
ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ห่วงประชาชนภาคเหนือ หลังน้ำป่าไหลหลากน่าน เตือนระวังฝนตกหนักและดินถล่ม พร้อมประสาน ปภ.และหน่วยงานน้ำ รับมือสถานการณ์ มั่นใจรับมือได้ดีกว่าที่ผ่านมา
#themainstreamth #ไชยชนกชิดชอบ #น้ำท่วม #ภาคเหนือ
themainstream.news/thailand/187...
ไชยชนกห่วงน้ำท่วมภาคเหนือ เตือนปชช.ระวังน้ำป่า พร้อมประสานทุกหน่วยงาน มั่นใจรับมือได้ดีกว่าเดิม
ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ห่วงประชาชนภาคเหนือ หลังน้ำป่าไหลหลากน่าน เตือนระวังฝนตกหนักและดินถล่ม พร้อมประสาน ปภ.และหน่วยงานน้ำ รับมือสถานการณ์ มั่นใจรับมือได้ดีกว่าที่ผ่านมา
themainstream.news
August 19, 2026 at 8:41 AM
รมว.ดีอี หารือ Roblox เดินหน้ายกระดับมาตรการความปลอดภัย คุ้มครองเด็ก-เยาวชนไทย
รมว.ดีอี หารือ Roblox เดินหน้ายกระดับมาตรการความปลอดภัย คุ้มครองเด็ก-เยาวชนไทย auser15 Fri, 2026-08-14 - 10:53 ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หารือออนไลน์ร่วมกับ Roblox Corporation เรื่องมาตรการความปลอดภัยและการคุ้มครองเด็กบนแพลตฟอร์ม ทั้งการกำกับดูแลตามช่วงอายุ เทคโนโลยีประเมินอายุจากใบหน้า และระบบตรวจจับข้อความไม่เหมาะสม โดย Roblox จะนำมาตรฐาน IARC Rating มาใช้ในปี 2027 พร้อมเสนอศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมระบบ Thai National Digital ID/KYC เข้ากับบัญชีผู้ใช้งาน เพื่อยืนยันตัวตนและอายุให้แม่นยำขึ้น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รายงานเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการหารือผ่านระบบออนไลน์ ร่วมกับ Mr.Edward Palmieri Senior Director, Public Policy บริษัท Roblox Corporation ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเกม Roblox โดยมีนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ผู้แทนสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และ Asia Group Advisors เข้าร่วม นายไชยชนก กล่าวว่า ตนได้หารือร่วมกับ Roblox ในส่วนของมาตรการด้านระบบความปลอดภัยและการคุ้มครองเด็กและเยาวชนบนแพลตฟอร์ม ทั้งการกำกับดูแลตามช่วงอายุ (Age Restriction & Age-Based Filtering) เทคโนโลยี Facial Age Estimation สำหรับประเมินอายุจากใบหน้า ระบบ Chat Moderation ตรวจจับข้อความไม่เหมาะสม และซึ่งทาง Roblox จะนำมาตรการตามมาตรฐาน IARC Rating มาใช้ในปี 2027 ทั้งนี้เรื่องความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ภาครัฐ แต่รวมถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้วย โดยจากการหารือกระทรวงดีอีพร้อมผลักดันให้เทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มเกมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Digital Ecosystem ที่ปลอดภัย เพื่อยกระดับการยืนยันตัวตน การคุ้มครองเด็กและเยาวชน และการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งาน ครอบครัว และสังคมไทยในระยะยาว ขณะเดียวกันได้เสนอให้มีการศึกษาแนวทางความเป็นไปได้ในการยืนยันตัวตนของผู้ที่จะสามารถใช้งานแพลตฟอร์ม Roblox โดยการเชื่อมโยงระบบ Thai National Digital ID/KYC เข้ากับบัญชีผู้ใช้งาน Roblox เพื่อจะช่วยให้การยืนยันตัวตนและอายุของผู้ใช้งานแม่นยำขึ้นมาก และสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองได้อีกระดับหนึ่ง นอกจากนี้ Roblox ยังได้นำเสนอ Family Zone ซึ่งเป็น Community ภายในแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจระบบเกมและความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน พร้อมการเสริมทักษะเนื้อหาด้าน AI และ การเขียน Coding ซึ่งการพัฒนาแคมเปญดังกล่าว ตนเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ปกครองและเด็กสามารถมีกิจกรรมการเรียนรู้การใช้งานเทคโนโลยีในโลกดิจิทัลร่วมกันได้ “สำหรับแนวทางในระยะเบื้องต้นนั้น จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันศึกษาระบบการยืนยันตัวตนผู้ใช้งานในไทย เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมจริง ขณะที่ระยะต่อไปตนเสนอให้ศึกษาการใช้เครื่องมือ Pre-scan ตรวจสอบเนื้อหาก่อนการเผยแพร่ การวิเคราะห์ Game/User History Log และการใช้ AI วิเคราะห์ปัจจัยที่อาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง เพื่อเป็นการป้องกันเชิงรุก ไม่ใช่แก้ปัญหาภายหลังเกิดเหตุแล้ว ซึ่งทุกเครื่องมือที่นำมาใช้ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งเรื่องความเหมาะสมและสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนผู้ใช้งาน โดยตนจะนำแนวทางดังกล่าวมาร่วมหารือกับผู้ประกอบการเกมไทยด้วย เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมเกมไทย" นายไชยชนก กล่าว * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * เด็กและเยาวชน * Roblox * กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม * ไชยชนก ชิดชอบ
dlvr.it
August 14, 2026 at 3:59 AM
รมว.ดีอี หารือ Roblox เดินหน้ายกระดับมาตรการความปลอดภัย คุ้มครองเด็ก-เยาวชนไทย
รมว.ดีอี หารือ Roblox เดินหน้ายกระดับมาตรการความปลอดภัย คุ้มครองเด็ก-เยาวชนไทย
รมว.ดีอี หารือ Roblox เดินหน้ายกระดับมาตรการความปลอดภัย คุ้มครองเด็ก-เยาวชนไทย auser15 Fri, 2026-08-14 - 10:53 ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หารือออนไลน์ร่วมกับ Roblox Corporation เรื่องมาตรการความปลอดภัยและการคุ้มครองเด็กบนแพลตฟอร์ม ทั้งการกำกับดูแลตามช่วงอายุ เทคโนโลยีประเมินอายุจากใบหน้า และระบบตรวจจับข้อความไม่เหมาะสม โดย Roblox จะนำมาตรฐาน IARC Rating มาใช้ในปี 2027 พร้อมเสนอศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมระบบ Thai National Digital ID/KYC เข้ากับบัญชีผู้ใช้งาน เพื่อยืนยันตัวตนและอายุให้แม่นยำขึ้น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รายงานเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการหารือผ่านระบบออนไลน์ ร่วมกับ Mr.Edward Palmieri Senior Director, Public Policy บริษัท Roblox Corporation ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเกม Roblox โดยมีนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ผู้แทนสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และ Asia Group Advisors เข้าร่วม นายไชยชนก กล่าวว่า ตนได้หารือร่วมกับ Roblox ในส่วนของมาตรการด้านระบบความปลอดภัยและการคุ้มครองเด็กและเยาวชนบนแพลตฟอร์ม ทั้งการกำกับดูแลตามช่วงอายุ (Age Restriction & Age-Based Filtering) เทคโนโลยี Facial Age Estimation สำหรับประเมินอายุจากใบหน้า ระบบ Chat Moderation ตรวจจับข้อความไม่เหมาะสม และซึ่งทาง Roblox จะนำมาตรการตามมาตรฐาน IARC Rating มาใช้ในปี 2027 ทั้งนี้เรื่องความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ภาครัฐ แต่รวมถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้วย โดยจากการหารือกระทรวงดีอีพร้อมผลักดันให้เทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มเกมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Digital Ecosystem ที่ปลอดภัย เพื่อยกระดับการยืนยันตัวตน การคุ้มครองเด็กและเยาวชน และการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งาน ครอบครัว และสังคมไทยในระยะยาว ขณะเดียวกันได้เสนอให้มีการศึกษาแนวทางความเป็นไปได้ในการยืนยันตัวตนของผู้ที่จะสามารถใช้งานแพลตฟอร์ม Roblox โดยการเชื่อมโยงระบบ Thai National Digital ID/KYC เข้ากับบัญชีผู้ใช้งาน Roblox เพื่อจะช่วยให้การยืนยันตัวตนและอายุของผู้ใช้งานแม่นยำขึ้นมาก และสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองได้อีกระดับหนึ่ง นอกจากนี้ Roblox ยังได้นำเสนอ Family Zone ซึ่งเป็น Community ภายในแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจระบบเกมและความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน พร้อมการเสริมทักษะเนื้อหาด้าน AI และ การเขียน Coding ซึ่งการพัฒนาแคมเปญดังกล่าว ตนเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ปกครองและเด็กสามารถมีกิจกรรมการเรียนรู้การใช้งานเทคโนโลยีในโลกดิจิทัลร่วมกันได้ “สำหรับแนวทางในระยะเบื้องต้นนั้น จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันศึกษาระบบการยืนยันตัวตนผู้ใช้งานในไทย เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมจริง ขณะที่ระยะต่อไปตนเสนอให้ศึกษาการใช้เครื่องมือ Pre-scan ตรวจสอบเนื้อหาก่อนการเผยแพร่ การวิเคราะห์ Game/User History Log และการใช้ AI วิเคราะห์ปัจจัยที่อาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง เพื่อเป็นการป้องกันเชิงรุก ไม่ใช่แก้ปัญหาภายหลังเกิดเหตุแล้ว ซึ่งทุกเครื่องมือที่นำมาใช้ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งเรื่องความเหมาะสมและสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนผู้ใช้งาน โดยตนจะนำแนวทางดังกล่าวมาร่วมหารือกับผู้ประกอบการเกมไทยด้วย เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมเกมไทย" นายไชยชนก กล่าว * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * เด็กและเยาวชน * Roblox * กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม * ไชยชนก ชิดชอบ
dlvr.it
August 14, 2026 at 3:59 AM
‘รมว.ดีอี’ เดินสายคุยบริษัทเกม พบบัญชีผู้ใช้สนใจอาวุธปืนแจ้งหน่วยงานรัฐ

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6100861/
#ไชยชนกชิดชอบ #โรงเรียนเทพศิรินทร์ #นนทบุรี
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 12, 2026 at 2:34 AM
‘ไชยชนก’ เผยข้อมูลส่วนบุคคลนายกฯ-รมต. หลุด ไม่ใช่การแฮก

สามารถติดตามต่อได้ที่ : dailynews.co.th/news/6082078/
#ไชยชนกชิดชอบ #อนุทินชาญวีรกูล
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 5, 2026 at 4:59 AM
รังสิมันต์ โรม แฉความคืบหน้าคดีเสนอสินบน 40 ล้านบาทให้ไชยชนก เพื่อแลกไม่ดำเนินคดีเว็บพนันออนไลน์ ตั้งคำถามเหตุใดยังไม่มีหมายเรียกนายคิว พร้อมจี้ทุกหน่วยงานเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง
#themainstreamth #รังสิมันต์โรม #สินบน #ไชยชนกชิดชอบ
themainstream.news/politics/185...
โรมตั้งข้อสังเกตคดีเสนอสินบน 40 ล้านให้ไชยชนก พร้อมจี้เร่งออกหมายเรียกนายคิว คนเสนอสินบน
รังสิมันต์ โรม แฉความคืบหน้าคดีเสนอสินบน 40 ล้านบาทให้ไชยชนก เพื่อแลกไม่ดำเนินคดีเว็บพนันออนไลน์ ตั้งคำถามเหตุใดยังไม่มีหมายเรียกนายคิว พร้อมจี้ทุกหน่วยงานเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง
themainstream.news
July 3, 2026 at 4:50 AM
“ไชยชนก”มั่นใจ“พ.ร.ฎ. เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ”ช่วยปราบสแกมเมอร์  4 เดือน ความเสียหายลด 74%

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5990883/
#ไชยชนกชิดชอบ #สแกมเมอร์
#ข่าว #ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
July 1, 2026 at 9:27 AM
รีบเลย! #ไอซ์รักชนก แซะ สส.ภูมิใจไทย ใครยังไม่ได้โอ๋ ‘ไชยชนก’ ป้องออกมาให้ไว บอกเห็นใจ แทนที่จะวัดฝีมือทำงานแต่ต้องมาแข่งอะไรแบบนี้
.
ขณะที่ทางด้าน #อนุทิน ออกมาโต้ ลั่นเรื่องของภูมิใจไทยไม่ต้องยุ่ง พร้อมเหน็บจะขึ้นเทศน์ก็ต้องล้างเท้าให้สะอาด...
.
#AIPassport #พรรคภูมิใจไทย #ไชยชนกชิดชอบ
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
www.dailynews.co.th/news/5964936/
June 22, 2026 at 11:38 AM
"การดี" แฉพิรุธ #THAIPassport บี้ ‘ไชยชนก’ ต้องยกเลิก ชี้ผิดกฎหมาย-ซ้ำซ้อนแอปฟรี ก่อภัยความมั่นคงขัดนโยบายรัฐบาล
.
#AIPassport #ไชยชนกชิดชอบ #การดีเลียวไพโรจน์ #พรรคประชาธิปัตย์
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
www.dailynews.co.th/news/5963438/
June 21, 2026 at 11:43 AM
นายอนุทินเผยยังไม่มีแนวคิดปรับคณะรัฐมนตรี ยืนยันรัฐมนตรีทุกคนทำงานเต็มที่ พร้อมปัดกังวลดราม่ากระทรวงดีอี และมั่นใจการพัฒนาเทคโนโลยีจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
#themainstreamth #อนุทิน #ไชยชนกชิดชอบ #กระทรวงดีอี
themainstream.news/politics/184...
อนุทิน ชาญวีรกูล ย้ำคุยไชยชนกทุกวัน ไม่สนดราม่ากระทรวงดีอี พร้อมยืนยันยังไม่มีปรับ ครม.
นายอนุทินเผยยังไม่มีแนวคิดปรับคณะรัฐมนตรี ยืนยันรัฐมนตรีทุกคนทำงานเต็มที่ พร้อมปัดกังวลดราม่ากระทรวงดีอี และมั่นใจการพัฒนาเทคโนโลยีจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
themainstream.news
June 19, 2026 at 6:55 AM
#ไอซ์รักชนก แจงคุยกับ #ไชยชนก ในสภา คือเปิดหลักฐานโครงการ TH-AI Passport เผยเจ้าตัวไม่มาชี้แจง กมธ. แถมไม่ตอบเรื่องทบทวนโครงการ ดักคออย่าคิดว่ามีเรื่องชู้สาว ถ้าเป็นใครในชีวิตที่คุณรัก โดนแซวแบบนี้คุณจะชอบไหม หรือคุณจะร่วมผสมโรงด้วยไหม???...
.
#รักชนกศรีนอก #ไชยชนกชิดชอบ #AIPassport
#เดลินิวส์ออนไลน์
www.dailynews.co.th/news/5953221/
June 17, 2026 at 10:05 AM
'ไอซ์' แจงคุย 'นก' ในสภา คือเปิดหลักฐานโครงการ TH-AI Passport เริ่มทำก่อน TOR ให้ดู เผยเจ้าตัวไม่มาชี้แจง กมธ. แถมไม่ตอบเรื่องทบทวนโครงการ ดักคออย่าคิดว่ามีเรื่องชู้สาว

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5953221/
#ไชยชนกชิดชอบ #รักชนกศรีนอก
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
June 17, 2026 at 8:29 AM
'ไชยชนก' ยินดีฝ่ายค้านสอบโครงการ TH-AI Passport เผยยื่นเลยไม่ต้องรอเริ่มโครงการ
'ไชยชนก' ยินดีฝ่ายค้านสอบโครงการ TH-AI Passport เผยยื่นเลยไม่ต้องรอเริ่มโครงการ
'ไชยชนก' ยินดีฝ่ายค้านสอบโครงการ TH-AI Passport เผยยื่นเลยไม่ต้องรอเริ่มโครงการ auser15 Wed, 2026-06-17 - 13:34 'ไชยชนก ชิดชอบ' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ยินดีให้ฝ่ายค้านยื่นตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ได้เลยไม่ต้องรอให้โครงการเริ่ม พร้อมยืนยันว่าตรวจสอบแล้วถูกต้องตามระเบียบทุกประการ ขณะที่ประเด็นความรับผิดชอบของรัฐมนตรีนั้น มองว่าหน้าที่ของตนอยู่ในระดับมอบนโยบาย ไม่ใช่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งเป็นหน้าที่ข้าราชการประจำ และยังอยู่ระหว่างเจรจาให้จ่ายงบตามการใช้จริง เพื่อให้ทั้งรัฐและประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม | ภาพจาก: กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 17 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะยื่นตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ทันทีที่มีการเปิดให้ลงทะเบียน ว่า สามารถยื่นได้เลยไม่ต้องรอให้โครงการเริ่ม ตอนได้ให้ปลัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้วพบว่าถูกต้อง ตามระเบียบตามระเบียบทุกอย่าง จึงถือเป็นเรื่องที่ตนไม่กังวล ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตโครงการลักษณะนี้ หากมีข้อผิดพลาดผู้ที่รับผิดชอบคือข้าราชการประจำ แต่ในโครงการนี้รัฐมนตรีจะรับผิดชอบด้วยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องดูตามสัดส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง สำหรับตนเองได้เข้ามาดูเรื่องการมอบนโยบาย พร้อมตรวจสอบและรับฟังความเห็นเพิ่มเติม แม้กระทั่งทำประชาพิจารณ์มาแล้ว แนะนำข้อมูลไปเจรจาภาครัฐเพื่อให้มั่นใจว่าภาครัฐได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น งบประมาณถูกใช้อย่างคุ้มค่า และโครงการเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนอื่นที่มีความกังวล ก็ต้องเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ “ส่วนตัวคิดว่านโยบายคือรัฐมนตรีไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงในเรื่องของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ แล้วจะให้รัฐมนตรีมาร่วมรับผิดชอบด้วย ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องดูตามความเหมาะสม แต่ผมยืนยันไม่ว่าอย่างไรก็ตามข้อสงสัยต่าง ๆ มีการสั่งการให้ตรวจสอบ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องได้ยืนยันแล้ว ผมก็เชื่อมั่นตามที่เขายืนยัน” นายไชยชนก กล่าวว่า หากฝ่ายค้านจะเดินหน้าตรวจสอบโครงการนี้ก็ยินดีใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้วและจริงๆ ต้องขอบคุณฝ่ายค้าน ทุกอย่างต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ไม่มีทางเป็นไปได้ที่รัฐมนตรีจะรู้ทุกขั้นตอน ทุกรายละเอียดของโครงการ จึงชอบให้มีการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกโครงการที่ทำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาถูกโจมตีในประเด็นนี้เยอะ มองว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าเป็นประเด็นการเมืองอย่างเดียว เพราะเริ่มจากคำถามว่าใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหรือไม่ พอมาถึงจุดนี้ก็เห็นแล้วว่าผลิตภัณฑ์ มีคุณภาพและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า สุดท้ายก็ถูกโยกไปตั้งคำถามที่ TOR เมื่อเห็นว่าทำตามระเบียบ ก็ไปพูดเรื่องภาคเอกชน จึงต้องติดตามดูแต่ยังยืนยันว่า นโยบายที่มอบไปยึดประโยชน์ของประชาชน ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องราคาให้จ่ายตามจริง หากลงทะเบียนแล้ว 5 ล้านสิทธิ์ แต่มีบางคนไม่ได้ใช้งาน ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายงบประมาณ 1,600 ล้านบาท จึงคิดว่าทุกอย่างเป็นไปในทางที่รัฐและประชาชนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น จึงยืนยันในสิ่งนี้ สิ่งที่ตั้งคำถามคือไม่อยากให้รัฐมนตรีโยนหรือผลักภาระให้กับข้าราชการประจำหากต้องรับผิดชอบ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่ใช่การโยนเรามีสัดส่วนที่ต้องรับผิดชอบไม่เหมือนกัน สำหรับรัฐมนตรีคือการมอบนโยบายและติดตามว่าโครงการที่ทำอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล พร้อมย้ำว่าในเมื่อรัฐมนตรีไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเราก็ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง   * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * TH-AI Passport * ไชยชนก ชิดชอบ * กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
dlvr.it
June 17, 2026 at 6:39 AM
'ไชยชนก' ยินดีฝ่ายค้านสอบโครงการ TH-AI Passport เผยยื่นเลยไม่ต้องรอเริ่มโครงการ
'ไชยชนก' ยินดีฝ่ายค้านสอบโครงการ TH-AI Passport เผยยื่นเลยไม่ต้องรอเริ่มโครงการ auser15 Wed, 2026-06-17 - 13:34 'ไชยชนก ชิดชอบ' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ยินดีให้ฝ่ายค้านยื่นตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ได้เลยไม่ต้องรอให้โครงการเริ่ม พร้อมยืนยันว่าตรวจสอบแล้วถูกต้องตามระเบียบทุกประการ ขณะที่ประเด็นความรับผิดชอบของรัฐมนตรีนั้น มองว่าหน้าที่ของตนอยู่ในระดับมอบนโยบาย ไม่ใช่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งเป็นหน้าที่ข้าราชการประจำ และยังอยู่ระหว่างเจรจาให้จ่ายงบตามการใช้จริง เพื่อให้ทั้งรัฐและประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม | ภาพจาก: กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 17 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะยื่นตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ทันทีที่มีการเปิดให้ลงทะเบียน ว่า สามารถยื่นได้เลยไม่ต้องรอให้โครงการเริ่ม ตอนได้ให้ปลัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้วพบว่าถูกต้อง ตามระเบียบตามระเบียบทุกอย่าง จึงถือเป็นเรื่องที่ตนไม่กังวล ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตโครงการลักษณะนี้ หากมีข้อผิดพลาดผู้ที่รับผิดชอบคือข้าราชการประจำ แต่ในโครงการนี้รัฐมนตรีจะรับผิดชอบด้วยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องดูตามสัดส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง สำหรับตนเองได้เข้ามาดูเรื่องการมอบนโยบาย พร้อมตรวจสอบและรับฟังความเห็นเพิ่มเติม แม้กระทั่งทำประชาพิจารณ์มาแล้ว แนะนำข้อมูลไปเจรจาภาครัฐเพื่อให้มั่นใจว่าภาครัฐได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น งบประมาณถูกใช้อย่างคุ้มค่า และโครงการเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนอื่นที่มีความกังวล ก็ต้องเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ “ส่วนตัวคิดว่านโยบายคือรัฐมนตรีไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงในเรื่องของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ แล้วจะให้รัฐมนตรีมาร่วมรับผิดชอบด้วย ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องดูตามความเหมาะสม แต่ผมยืนยันไม่ว่าอย่างไรก็ตามข้อสงสัยต่าง ๆ มีการสั่งการให้ตรวจสอบ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องได้ยืนยันแล้ว ผมก็เชื่อมั่นตามที่เขายืนยัน” นายไชยชนก กล่าวว่า หากฝ่ายค้านจะเดินหน้าตรวจสอบโครงการนี้ก็ยินดีใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้วและจริงๆ ต้องขอบคุณฝ่ายค้าน ทุกอย่างต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ไม่มีทางเป็นไปได้ที่รัฐมนตรีจะรู้ทุกขั้นตอน ทุกรายละเอียดของโครงการ จึงชอบให้มีการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกโครงการที่ทำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาถูกโจมตีในประเด็นนี้เยอะ มองว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าเป็นประเด็นการเมืองอย่างเดียว เพราะเริ่มจากคำถามว่าใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหรือไม่ พอมาถึงจุดนี้ก็เห็นแล้วว่าผลิตภัณฑ์ มีคุณภาพและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า สุดท้ายก็ถูกโยกไปตั้งคำถามที่ TOR เมื่อเห็นว่าทำตามระเบียบ ก็ไปพูดเรื่องภาคเอกชน จึงต้องติดตามดูแต่ยังยืนยันว่า นโยบายที่มอบไปยึดประโยชน์ของประชาชน ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องราคาให้จ่ายตามจริง หากลงทะเบียนแล้ว 5 ล้านสิทธิ์ แต่มีบางคนไม่ได้ใช้งาน ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายงบประมาณ 1,600 ล้านบาท จึงคิดว่าทุกอย่างเป็นไปในทางที่รัฐและประชาชนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น จึงยืนยันในสิ่งนี้ สิ่งที่ตั้งคำถามคือไม่อยากให้รัฐมนตรีโยนหรือผลักภาระให้กับข้าราชการประจำหากต้องรับผิดชอบ นายไชยชนก กล่าวว่า ไม่ใช่การโยนเรามีสัดส่วนที่ต้องรับผิดชอบไม่เหมือนกัน สำหรับรัฐมนตรีคือการมอบนโยบายและติดตามว่าโครงการที่ทำอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล พร้อมย้ำว่าในเมื่อรัฐมนตรีไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเราก็ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง   * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * TH-AI Passport * ไชยชนก ชิดชอบ * กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
dlvr.it
June 17, 2026 at 6:39 AM
‘ไชยชนก’ ย้ำแล้วย้ำอีก อยู่ระดับนโยบายโครงการ TH-AI Passport ไม่เกี่ยวกับจัดซื้อจัดจ้าง

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5951815/
#ไชยชนกชิดชอบ #THAIPassport
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
June 17, 2026 at 4:24 AM
รักชนก ศรีนอก เผยยังไม่ได้รับคำยืนยันว่าไชยชนก ชิดชอบ จะเข้าชี้แจงต่อ กมธ. กรณีโครงการ TH-AI Passport วันที่ 18 มิ.ย. พร้อมเชิญผู้เกี่ยวข้องและสนธิญาเข้าร่วมให้ข้อมูล
#THAIPassport #ไอซ์รักชนก #ไชยชนกชิดชอบ #กระทรวงดีอี
themainstream.news/politics/184...
รักชนกเผยยังไม่ชัดไชยชนกเข้าชี้แจง กมธ. 18 มิ.ย. ปม TH-AI Passport พร้อมเชิญหน่วยงานให้ข้อมูล
รักชนก ศรีนอก เผยยังไม่ได้รับคำยืนยันว่าไชยชนก ชิดชอบ จะเข้าชี้แจงต่อ กมธ. กรณีโครงการ TH-AI Passport วันที่ 18 มิ.ย. พร้อมเชิญผู้เกี่ยวข้องและสนธิญาเข้าร่วมให้ข้อมูล
themainstream.news
June 17, 2026 at 3:50 AM
ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีดิจิทัลฯ เพิ่งออกมาพูดเรื่องที่โดนจับจ้องว่าโชคร้ายมาก เพราะโดนขุดคุ้ยเรื่องแม่กับวุฒิการศึกษาแบบไม่หยุดหย่อน https://storysphere888.widenyourvision.com/2026/06/blog-post_887.html
June 12, 2026 at 1:15 AM
ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีดิจิทัลฯ เพิ่งออกมาพูดเรื่องที่โดนจับจ้องว่าโชคร้ายมาก เพราะโดนขุดคุ้ยเรื่องแม่กับวุฒิการศึกษาแบบไม่หยุดหย่อน https://storysphere888.widenyourvision.com/2026/06/blog-post_887.html
June 12, 2026 at 1:07 AM