#กระทรวงเกษตรฯ
คือ การทำขาวประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานราชการนี่นะ อย่างข่าวว่ากระทรวงเกษตรฯเอาผลไม้ไทยไปโชว์ในมหกรรมอาหารที่ดูไบ คุณจะอยากได้ภาพอะไรประกอบข่าว ก็ภาพผลไม้สวยๆ ดูน่ากินปะ อีหน่วยงานส่งภาพมาเป็นสิบๆ ภาพ ทุกภาพคือผู้บริหารยืนเรียงกัน กูยังไม่เห็นลไม้สักรูปเลย
February 4, 2026 at 5:41 AM
#โลกทวิตวันนี้
เผยผลสอบ “ปลาหมอคางดำ” ระบาด กระทรวงเกษตรฯ ไม่พบหลักฐาน แพร่ระบาดจากแหล่งใด | ทันข่าว

วันนี้ (18 มี.ค. 68) นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง พบกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ #ปลาหมอคางดำ ระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้สอบข้อเท็จจริงแล้ว ไม่พบพยานและหลักฐานว่าแพร่ระบาดจากแหล่งใด

#ThaiPBS

(ทวิตต้นทางมีคลิปข่าว)
x.com/ThaiPBS/stat...
Thai PBS on X: "เผยผลสอบ “ปลาหมอคางดำ” ระบาด กระทรวงเกษตรฯ ไม่พบหลักฐาน แพร่ระบาดจากแหล่งใด | ทันข่าว วันนี้ (18 มี.ค. 68) นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง พบกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ #ปลาหมอคางดำ ระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้สอบข้อเท็จจริงแล้ว ไม่พบพยานและหลักฐานว่าแพร่ระบาดจากแหล่งใด #ThaiPBS https://t.co/nlEcTkFm33" / X
เผยผลสอบ “ปลาหมอคางดำ” ระบาด กระทรวงเกษตรฯ ไม่พบหลักฐาน แพร่ระบาดจากแหล่งใด | ทันข่าว วันนี้ (18 มี.ค. 68) นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง พบกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ #ปลาหมอคางดำ ระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้สอบข้อเท็จจริงแล้ว ไม่พบพยานและหลักฐานว่าแพร่ระบาดจากแหล่งใด #ThaiPBS https://t.co/nlEcTkFm33
x.com
March 18, 2025 at 12:36 PM
เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย เรียกร้องไม่เข้าร่วม UPOV 1991
เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย เรียกร้องไม่เข้าร่วม UPOV 1991 รายงานข่าวและภาพโดยแมวส้ม auser15 Fri, 2026-09-25 - 14:42 เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย เรียกร้องไม่เข้าร่วม UPOV 1991 หวั่นเอื้อนายทุนผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืช กระทบเกษตรกร-ค่าครองชีพ ในโต๊ะเจรจา FTA 25 กันยายน 2569 ที่สำนักงานใหญ่ พรรคเพื่อไทย เครือข่ายเครือข่ายนักศึกษา-ประชาชน คัดค้าน UPOV 1991 นำโดยนิสิตจุฬาฯ และนักศึกษาธรรมศาสตร์ เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยร่วมผลักดันไม่เข้าร่วมอนุสัญญา “UPOV 1991” ในการเจรจา FTA ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 นี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรรายย่อยและไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เครือข่ายระบุว่ามีข้อกังวลหลักเกี่ยวกับ UPOV 1991 คือ มีเนื้อหาเอื้อให้นายทุนผูกขาดการเกษตร เปิดช่องให้ทุนต่างชาตินำพันธุ์พืชไทยไปจดทะเบียนเป็นของตัวเอง และห้ามเกษตรกรขยายพันธุ์พืชเอง ให้อำนาจรัฐดำเนินคดีกับเกษตรกรที่เก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้ปลูกต่อหรือจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไทยต้องพึ่งพานายทุน เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย และอาจส่งผลให้ราคาอาหารในประเทศเพิ่มสูงขึ้นตาม ตัวแทนนักศึกษาที่มายื่นหนังสือในวันนี้ให้สัมภาษณ์ว่า ประเด็นปัญหาการเข้าร่วม UPOV 1991 ของประเทศไทย ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะให้สิทธิกับนายทุนอย่างเดียวในการคุ้มครองพันธุ์พืชต่าง ๆ สาระสำคัญคือห้ามเกษตรกรนำเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาทำการเพาะขยายพันธุ์พืชเอง ต้องซื้อจากบริษัทพันธุ์ตลอดเวลา และยังเปิดช่องให้ทุนต่างชาติสามารถนำพันธุ์พืชไทย ไม่ว่าจะข้าวไทย สมุนไพรพื้นบ้าน หรือสิ่งที่คนไทยคิดค้นและพัฒนาขึ้นมา ให้สามารถนำไปปรับได้เล็กน้อยและนำไปจดสิทธิบัตร และคนไทยก็จะไม่สามารถเอามาใช้ได้อีก กล่าวคือ กฎหมายนี้จะเอื้อให้ทุนต่างชาติมากวาดเอาพันธุ์พืชไทยไป และคนไทยจะต้องกลับไปซื้อพันธุ์พืชของตัวเองเพื่อมาปลูก และค่าครองชีพก็จะสูงขึ้นตาม เกษตรกรรายย่อยก็จะพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ตัวแทนนักศึกษากล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ประชาชน หรือเกษตรกร ได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งหมด แต่กรณีนี้ยังเป็นข่าวที่เงียบและไม่มีการพูดถึง ซึ่งการเจรจาจะเกิดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน 2569 จึงอยากให้ทุกคนมาร่วมกันให้ความสนใจและทำให้ UPOV 1991 ไม่ถูกลงนาม เพราะถ้าหากลงนามไปแล้วจะถอยกลับมายาก และประเทศไทยก็จะเสียความมั่นคงทางอาหาร เพราะต้องใช้การนำเข้าและซื้อเมล็ดพันธุ์จากนายทุนต่างชาติ และเกษตรกรไทยก็จะพึ่งพาตัวเองไม่ได้อีกเลย สำหรับหนังสือที่ยื่นต่อพรรคเพื่อไทยมีเนื้อหาระบุว่า “ขอให้พรรคเพื่อไทยร่วมผลักดันไม่รับอนุสัญญา UPOV 1991 เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรรายย่อยและไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เนื่องจากในวันที่ 28 กันยายน 2569 ถึง 6 ตุลาคม 2569 จะมีการเปิดเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (EU) โดยหนึ่งในสาระสำคัญคือ ให้ประเทศไทยเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจดสิทธิบัตรคุ้มครองพันธุ์พืชและคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ โดยอนุสัญญานี้จะทำให้บริษัทต่างชาติขนาดใหญ่สามารถมีโอกาสถือสิทธิบัตรพันธุ์พืชไทย กลายเป็นผู้ผูกขาดพันธุ์พืชในประเทศ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เนื่องจากการเก็บเมล็ด พันธุ์จากผลการเพาะปลูกมาปลูกใหม่ในรอบต่อไปจะถูกทำให้ผิดกฎหมาย เมื่อเกษตรกรต้องพึ่งพาบริษัทในการผลิตเมล็ดพันธุ์จะทำให้บริษัทไม่กี่แห่งมีอำนาจในการควบคุมราคาของเมล็ดพันธุ์และทำให้เกษตรกรรายย่อยเกิดภาระค่าใช้จ่ายมหาศาล รวมทั้งยังอาจส่งผลให้ราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นตามมา เรานักศึกษา-ประชาชน เห็นพ้องกันว่าอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพืชใหม่ (UPOV 1991) จะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อรายได้ของเกษตรกรรายย่อยและเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ทั่วไป จึงขอให้พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในฐานะพรรคที่มีจุดยืนปกป้องเกษตรกรและดูแลปากท้องประชนชนมาอย่างยาวนาน รับฟัง ปัญหาและความกังวลของภาคประชาชนและเกษตรกร และร่วมผลักดันในการไม่รับอนุสัญญา UPOV 1991 ในระหว่างการเปิดเจรจากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรบ (EU)” * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * UPOV 1991 * พรรคเพื่อไทย * FTA ไทย-อียู
dlvr.it
September 25, 2026 at 7:44 AM
เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย เรียกร้องไม่เข้าร่วม UPOV 1991
เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย เรียกร้องไม่เข้าร่วม UPOV 1991
เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย เรียกร้องไม่เข้าร่วม UPOV 1991 รายงานข่าวและภาพโดยแมวส้ม auser15 Fri, 2026-09-25 - 14:42 เครือข่ายนักศึกษา-ประชาชนยื่นหนังสือพรรคเพื่อไทย เรียกร้องไม่เข้าร่วม UPOV 1991 หวั่นเอื้อนายทุนผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืช กระทบเกษตรกร-ค่าครองชีพ ในโต๊ะเจรจา FTA 25 กันยายน 2569 ที่สำนักงานใหญ่ พรรคเพื่อไทย เครือข่ายเครือข่ายนักศึกษา-ประชาชน คัดค้าน UPOV 1991 นำโดยนิสิตจุฬาฯ และนักศึกษาธรรมศาสตร์ เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยร่วมผลักดันไม่เข้าร่วมอนุสัญญา “UPOV 1991” ในการเจรจา FTA ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 นี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรรายย่อยและไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เครือข่ายระบุว่ามีข้อกังวลหลักเกี่ยวกับ UPOV 1991 คือ มีเนื้อหาเอื้อให้นายทุนผูกขาดการเกษตร เปิดช่องให้ทุนต่างชาตินำพันธุ์พืชไทยไปจดทะเบียนเป็นของตัวเอง และห้ามเกษตรกรขยายพันธุ์พืชเอง ให้อำนาจรัฐดำเนินคดีกับเกษตรกรที่เก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้ปลูกต่อหรือจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไทยต้องพึ่งพานายทุน เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย และอาจส่งผลให้ราคาอาหารในประเทศเพิ่มสูงขึ้นตาม ตัวแทนนักศึกษาที่มายื่นหนังสือในวันนี้ให้สัมภาษณ์ว่า ประเด็นปัญหาการเข้าร่วม UPOV 1991 ของประเทศไทย ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะให้สิทธิกับนายทุนอย่างเดียวในการคุ้มครองพันธุ์พืชต่าง ๆ สาระสำคัญคือห้ามเกษตรกรนำเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาทำการเพาะขยายพันธุ์พืชเอง ต้องซื้อจากบริษัทพันธุ์ตลอดเวลา และยังเปิดช่องให้ทุนต่างชาติสามารถนำพันธุ์พืชไทย ไม่ว่าจะข้าวไทย สมุนไพรพื้นบ้าน หรือสิ่งที่คนไทยคิดค้นและพัฒนาขึ้นมา ให้สามารถนำไปปรับได้เล็กน้อยและนำไปจดสิทธิบัตร และคนไทยก็จะไม่สามารถเอามาใช้ได้อีก กล่าวคือ กฎหมายนี้จะเอื้อให้ทุนต่างชาติมากวาดเอาพันธุ์พืชไทยไป และคนไทยจะต้องกลับไปซื้อพันธุ์พืชของตัวเองเพื่อมาปลูก และค่าครองชีพก็จะสูงขึ้นตาม เกษตรกรรายย่อยก็จะพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ตัวแทนนักศึกษากล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ประชาชน หรือเกษตรกร ได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งหมด แต่กรณีนี้ยังเป็นข่าวที่เงียบและไม่มีการพูดถึง ซึ่งการเจรจาจะเกิดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน 2569 จึงอยากให้ทุกคนมาร่วมกันให้ความสนใจและทำให้ UPOV 1991 ไม่ถูกลงนาม เพราะถ้าหากลงนามไปแล้วจะถอยกลับมายาก และประเทศไทยก็จะเสียความมั่นคงทางอาหาร เพราะต้องใช้การนำเข้าและซื้อเมล็ดพันธุ์จากนายทุนต่างชาติ และเกษตรกรไทยก็จะพึ่งพาตัวเองไม่ได้อีกเลย สำหรับหนังสือที่ยื่นต่อพรรคเพื่อไทยมีเนื้อหาระบุว่า “ขอให้พรรคเพื่อไทยร่วมผลักดันไม่รับอนุสัญญา UPOV 1991 เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรรายย่อยและไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เนื่องจากในวันที่ 28 กันยายน 2569 ถึง 6 ตุลาคม 2569 จะมีการเปิดเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (EU) โดยหนึ่งในสาระสำคัญคือ ให้ประเทศไทยเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจดสิทธิบัตรคุ้มครองพันธุ์พืชและคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ โดยอนุสัญญานี้จะทำให้บริษัทต่างชาติขนาดใหญ่สามารถมีโอกาสถือสิทธิบัตรพันธุ์พืชไทย กลายเป็นผู้ผูกขาดพันธุ์พืชในประเทศ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เนื่องจากการเก็บเมล็ด พันธุ์จากผลการเพาะปลูกมาปลูกใหม่ในรอบต่อไปจะถูกทำให้ผิดกฎหมาย เมื่อเกษตรกรต้องพึ่งพาบริษัทในการผลิตเมล็ดพันธุ์จะทำให้บริษัทไม่กี่แห่งมีอำนาจในการควบคุมราคาของเมล็ดพันธุ์และทำให้เกษตรกรรายย่อยเกิดภาระค่าใช้จ่ายมหาศาล รวมทั้งยังอาจส่งผลให้ราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นตามมา เรานักศึกษา-ประชาชน เห็นพ้องกันว่าอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพืชใหม่ (UPOV 1991) จะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อรายได้ของเกษตรกรรายย่อยและเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ทั่วไป จึงขอให้พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในฐานะพรรคที่มีจุดยืนปกป้องเกษตรกรและดูแลปากท้องประชนชนมาอย่างยาวนาน รับฟัง ปัญหาและความกังวลของภาคประชาชนและเกษตรกร และร่วมผลักดันในการไม่รับอนุสัญญา UPOV 1991 ในระหว่างการเปิดเจรจากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรบ (EU)” * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * UPOV 1991 * พรรคเพื่อไทย * FTA ไทย-อียู
dlvr.it
September 25, 2026 at 7:44 AM
เครือข่ายเกษตรกรบุก ก.เกษตร ค้านเงื่อนไขคุ้มครองพันธุ์พืชเอื้อเอกชน ในเจรจา FTA ไทย-อียู
เครือข่ายเกษตรกรบุก ก.เกษตร ค้านเงื่อนไขคุ้มครองพันธุ์พืชเอื้อเอกชน ในเจรจา FTA ไทย-อียู auser15 Wed, 2026-09-23 - 16:40 เครือข่ายเกษตรกรจากทั่วประเทศยื่นหนังสือถึงกระทรวงเกษตรฯ ขอให้ไทยไม่รับข้อเสนอของสหภาพยุโรป ที่ให้แก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้เป็นตามอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งจะทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อหรือแบ่งปันกันได้เหมือนเดิม เกรงต้นทุนสูงขึ้นและกระทบความมั่นคงทางอาหาร โดยการเจรจา FTA รอบที่ 10 จะมีขึ้นปลายเดือนกันยายนนี้ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ที่กรุงเทพฯ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก แจ้งข่าวว่า เครือข่ายเกษตรกรจากทั่วประเทศเกือบ 200 คน ร่วมเดินขบวนจากลานคนเมืองไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือถึงนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แสดงข้อกังวลต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ในประเด็นการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งจะมีการเจรจารอบที่ 10 ระหว่างวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 เครือข่ายเกษตรกรระบุว่า ข้อเสนอของสหภาพยุโรปใน Article X.51 จะมีผลให้ไทยต้องแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งจะกระทบภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสิทธิของเกษตรกรในการเก็บรักษาและนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อ ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหารและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากบริษัทและสมาคมเมล็ดพันธุ์มาแล้วกว่า 3 เวทีในปีนี้ โดยมีตัวแทนบริษัทข้ามชาติด้านเมล็ดพันธุ์ร่วมเป็นวิทยากรด้วย นายอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก (ประเทศไทย) กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรายย่อยที่ถือครองที่ดินแปลงเล็ก โดยยกตัวอย่างอินเดียที่ใช้เหตุผลเรื่องเกษตรกรยากจนจำนวนมากในการเจรจา FTA เพื่อรักษาสิทธิการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ ซึ่งไทยก็มีเหตุผลไม่ต่างกัน พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดศูนย์วิจัยพืชไร่และพืชสวนของกรมวิชาการเกษตรที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจึงไม่มีพันธุ์พืชของเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ เช่น พันธุ์ข้าวโพดของเกษตรกรในจังหวัดน่านหรือแม่แจ่ม นางสาวเสาวนีย์ สุทธิชล เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า หัวใจของการแก้กฎหมายครั้งนี้คือการให้บริษัทหรือนักปรับปรุงพันธุ์จดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ไว้ โดยผู้อื่นจะนำไปขยายพันธุ์ ขาย หรือแลกเปลี่ยนไม่ได้ จากเดิมที่ชาวนาซื้อเมล็ดพันธุ์ครั้งเดียวแล้วเก็บไว้ปลูกต่อได้ตลอด แต่ภายใต้กติกาใหม่ การแบ่งปันแลกเปลี่ยนพันธุ์กับเพื่อนบ้านซึ่งเป็นวิถีดั้งเดิมของสังคมเกษตรไทยอาจกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ด้านนางยุพิน คะเสนา เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า กลุ่มเกษตรอินทรีย์อยู่ได้เพราะเก็บเมล็ดพันธุ์เอง โดยปัจจุบันจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ต้องเก็บเมล็ดพันธุ์เผื่อไว้ถึง 2-3 รอบ หากเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดในราคาที่แพงขึ้น 2-6 เท่า เกษตรกรจะอยู่ไม่ได้ พร้อมยกตัวอย่างว่าปัจจุบันกลุ่มไม่สามารถปลูกมะละกอพันธุ์แขกดำได้ เนื่องจากเสี่ยงต่อการปนเปื้อนข้ามพันธุ์จนผิดเงื่อนไขมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ขณะที่การส่งตรวจยืนยันแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่นางสาวเกษศิรินทร์ พิบูลย์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่ากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยดีอยู่แล้วทั้งในด้านการคุ้มครองสิทธิเกษตรกรและนักปรับปรุงพันธุ์ การแก้กฎหมายตาม UPOV 1991 จึงเท่ากับลดทอนสิทธิเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของภาคเกษตรไทย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บรรษัทไม่กี่กลุ่ม นางสาวปรกชล อู่ทรัพย์ ระบุว่า การที่กรมวิชาการเกษตรยกตัวอย่างเวียดนามซึ่งเข้าร่วม UPOV แล้วสามารถสร้างฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ได้นั้นถูกเพียงครึ่งเดียว เนื่องจากนักพัฒนาพันธุ์ส่วนใหญ่ในเวียดนามเป็นบริษัทข้ามชาติ ขณะที่ประเทศที่เทียบเคียงได้กับไทยในแง่จำนวนเกษตรกรรายย่อยคืออินเดีย ซึ่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปเช่นกัน แต่ไม่ได้นำสิทธิเกษตรกรไปแลกกับการค้าเสรี และไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV 1991 พร้อมระบุว่ากฎหมายของไทยคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ตามกรอบองค์การการค้าโลกอยู่แล้ว ขณะที่สิทธิของเกษตรกรได้รับการรับรองในความตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ ทั้งสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร (ITPGRFA) และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชาวนาและบุคคลอื่นที่ทำงานในชนบท (UNDROP) ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องหลักของเครือข่ายเกษตรกร คือประเทศไทยต้องไม่ยอมรับข้อผูกพันให้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 ไม่แก้กฎหมายภายในให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว และไม่ยอมรับข้อความในรูปแบบอื่นที่มีผลในทางปฏิบัติเทียบเท่ากับการปฏิบัติตาม UPOV 1991 โดยเสนอให้ใช้แนวทางการเจรจาเช่นเดียวกับ FTA ของอินเดีย หรือความตกลงกับกลุ่มประเทศ EFTA ที่ไม่ได้ยอมรับเงื่อนไข UPOV 1991 สำหรับบรรยากาศการยื่นหนังสือ นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับหนังสือข้อเรียกร้องที่หน้ากระทรวง พร้อมระบุว่ากระทรวงจะเปิดเวทีเพื่อรับฟังข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เครือข่ายเกษตรกรแสดงความผิดหวังต่อคำตอบดังกล่าว โดยระบุว่าพรรคเพื่อไทยเคยยืนยันต่อสาธารณะมาโดยตลอดว่าจะไม่รับ UPOV ในการเจรจา FTA และมองว่าข้อมูลที่กระทรวงแถลงก่อนหน้านี้มาจากข้าราชการกรมวิชาการเกษตรเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งนำเสนอเพียงข้อดี โดยละเลยผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรที่เคยศึกษาเรื่องนี้จนได้ข้อสรุปมาแล้ว นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังระบุว่าไม่พอใจที่นักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นแกนผลักดัน UPOV โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียกล่าวหาว่ากลุ่มเกษตรกรปลุกปั่นและสร้างความวุ่นวาย * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * UPOV1991 * FTA ไทย-อียู * FTA * การค้าเสรี * เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
dlvr.it
September 23, 2026 at 9:45 AM
เครือข่ายเกษตรกรบุก ก.เกษตร ค้านเงื่อนไขคุ้มครองพันธุ์พืชเอื้อเอกชน ในเจรจา FTA ไทย-อียู
เครือข่ายเกษตรกรบุก ก.เกษตร ค้านเงื่อนไขคุ้มครองพันธุ์พืชเอื้อเอกชน ในเจรจา FTA ไทย-อียู
เครือข่ายเกษตรกรบุก ก.เกษตร ค้านเงื่อนไขคุ้มครองพันธุ์พืชเอื้อเอกชน ในเจรจา FTA ไทย-อียู auser15 Wed, 2026-09-23 - 16:40 เครือข่ายเกษตรกรจากทั่วประเทศยื่นหนังสือถึงกระทรวงเกษตรฯ ขอให้ไทยไม่รับข้อเสนอของสหภาพยุโรป ที่ให้แก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้เป็นตามอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งจะทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อหรือแบ่งปันกันได้เหมือนเดิม เกรงต้นทุนสูงขึ้นและกระทบความมั่นคงทางอาหาร โดยการเจรจา FTA รอบที่ 10 จะมีขึ้นปลายเดือนกันยายนนี้ เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ที่กรุงเทพฯ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก แจ้งข่าวว่า เครือข่ายเกษตรกรจากทั่วประเทศเกือบ 200 คน ร่วมเดินขบวนจากลานคนเมืองไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือถึงนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แสดงข้อกังวลต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ในประเด็นการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งจะมีการเจรจารอบที่ 10 ระหว่างวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 เครือข่ายเกษตรกรระบุว่า ข้อเสนอของสหภาพยุโรปใน Article X.51 จะมีผลให้ไทยต้องแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งจะกระทบภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสิทธิของเกษตรกรในการเก็บรักษาและนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อ ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหารและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากบริษัทและสมาคมเมล็ดพันธุ์มาแล้วกว่า 3 เวทีในปีนี้ โดยมีตัวแทนบริษัทข้ามชาติด้านเมล็ดพันธุ์ร่วมเป็นวิทยากรด้วย นายอุบล อยู่หว้า เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก (ประเทศไทย) กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรายย่อยที่ถือครองที่ดินแปลงเล็ก โดยยกตัวอย่างอินเดียที่ใช้เหตุผลเรื่องเกษตรกรยากจนจำนวนมากในการเจรจา FTA เพื่อรักษาสิทธิการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ ซึ่งไทยก็มีเหตุผลไม่ต่างกัน พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดศูนย์วิจัยพืชไร่และพืชสวนของกรมวิชาการเกษตรที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจึงไม่มีพันธุ์พืชของเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ เช่น พันธุ์ข้าวโพดของเกษตรกรในจังหวัดน่านหรือแม่แจ่ม นางสาวเสาวนีย์ สุทธิชล เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า หัวใจของการแก้กฎหมายครั้งนี้คือการให้บริษัทหรือนักปรับปรุงพันธุ์จดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ไว้ โดยผู้อื่นจะนำไปขยายพันธุ์ ขาย หรือแลกเปลี่ยนไม่ได้ จากเดิมที่ชาวนาซื้อเมล็ดพันธุ์ครั้งเดียวแล้วเก็บไว้ปลูกต่อได้ตลอด แต่ภายใต้กติกาใหม่ การแบ่งปันแลกเปลี่ยนพันธุ์กับเพื่อนบ้านซึ่งเป็นวิถีดั้งเดิมของสังคมเกษตรไทยอาจกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ด้านนางยุพิน คะเสนา เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า กลุ่มเกษตรอินทรีย์อยู่ได้เพราะเก็บเมล็ดพันธุ์เอง โดยปัจจุบันจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ต้องเก็บเมล็ดพันธุ์เผื่อไว้ถึง 2-3 รอบ หากเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดในราคาที่แพงขึ้น 2-6 เท่า เกษตรกรจะอยู่ไม่ได้ พร้อมยกตัวอย่างว่าปัจจุบันกลุ่มไม่สามารถปลูกมะละกอพันธุ์แขกดำได้ เนื่องจากเสี่ยงต่อการปนเปื้อนข้ามพันธุ์จนผิดเงื่อนไขมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ขณะที่การส่งตรวจยืนยันแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่นางสาวเกษศิรินทร์ พิบูลย์ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่ากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยดีอยู่แล้วทั้งในด้านการคุ้มครองสิทธิเกษตรกรและนักปรับปรุงพันธุ์ การแก้กฎหมายตาม UPOV 1991 จึงเท่ากับลดทอนสิทธิเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของภาคเกษตรไทย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บรรษัทไม่กี่กลุ่ม นางสาวปรกชล อู่ทรัพย์ ระบุว่า การที่กรมวิชาการเกษตรยกตัวอย่างเวียดนามซึ่งเข้าร่วม UPOV แล้วสามารถสร้างฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ได้นั้นถูกเพียงครึ่งเดียว เนื่องจากนักพัฒนาพันธุ์ส่วนใหญ่ในเวียดนามเป็นบริษัทข้ามชาติ ขณะที่ประเทศที่เทียบเคียงได้กับไทยในแง่จำนวนเกษตรกรรายย่อยคืออินเดีย ซึ่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปเช่นกัน แต่ไม่ได้นำสิทธิเกษตรกรไปแลกกับการค้าเสรี และไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV 1991 พร้อมระบุว่ากฎหมายของไทยคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ตามกรอบองค์การการค้าโลกอยู่แล้ว ขณะที่สิทธิของเกษตรกรได้รับการรับรองในความตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ ทั้งสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร (ITPGRFA) และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชาวนาและบุคคลอื่นที่ทำงานในชนบท (UNDROP) ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องหลักของเครือข่ายเกษตรกร คือประเทศไทยต้องไม่ยอมรับข้อผูกพันให้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 ไม่แก้กฎหมายภายในให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว และไม่ยอมรับข้อความในรูปแบบอื่นที่มีผลในทางปฏิบัติเทียบเท่ากับการปฏิบัติตาม UPOV 1991 โดยเสนอให้ใช้แนวทางการเจรจาเช่นเดียวกับ FTA ของอินเดีย หรือความตกลงกับกลุ่มประเทศ EFTA ที่ไม่ได้ยอมรับเงื่อนไข UPOV 1991 สำหรับบรรยากาศการยื่นหนังสือ นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับหนังสือข้อเรียกร้องที่หน้ากระทรวง พร้อมระบุว่ากระทรวงจะเปิดเวทีเพื่อรับฟังข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เครือข่ายเกษตรกรแสดงความผิดหวังต่อคำตอบดังกล่าว โดยระบุว่าพรรคเพื่อไทยเคยยืนยันต่อสาธารณะมาโดยตลอดว่าจะไม่รับ UPOV ในการเจรจา FTA และมองว่าข้อมูลที่กระทรวงแถลงก่อนหน้านี้มาจากข้าราชการกรมวิชาการเกษตรเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งนำเสนอเพียงข้อดี โดยละเลยผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรที่เคยศึกษาเรื่องนี้จนได้ข้อสรุปมาแล้ว นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังระบุว่าไม่พอใจที่นักวิชาการของกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นแกนผลักดัน UPOV โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียกล่าวหาว่ากลุ่มเกษตรกรปลุกปั่นและสร้างความวุ่นวาย * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * UPOV1991 * FTA ไทย-อียู * FTA * การค้าเสรี * เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
dlvr.it
September 23, 2026 at 9:45 AM
สส.เชียงใหม่ เสนอลดงบภารกิจบินรับส่งผู้บริหารฯ ของกรมฝนหลวง ชี้ควรทุ่มแก้ภัยแล้ง-ไฟป่า
สส.เชียงใหม่ เสนอลดงบภารกิจบินรับส่งผู้บริหารฯ ของกรมฝนหลวง ชี้ควรทุ่มแก้ภัยแล้ง-ไฟป่า
สส.เชียงใหม่ เสนอลดงบภารกิจบินรับส่งผู้บริหารฯ ของกรมฝนหลวง ชี้ควรทุ่มแก้ภัยแล้ง-ไฟป่า auser15 Tue, 2026-09-08 - 12:50 'การณิก จันทดา' สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายเสนอให้พิจารณาปรับลดงบประมาณของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในส่วนของภารกิจการบินสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานราชการอื่น ลง 13.5% พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการนำเครื่องบินของกรมฝนหลวงมาใช้รับส่งผู้บริหารและคณะ ขณะที่ภารกิจสำคัญด้านการแก้ภัยแล้ง ไฟป่า และฝุ่น PM2.5 ยังมีความจำเป็นต่อประชาชน 8 กันยายน 2569 สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยเริ่มพิจารณามาตรา 14 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานในกำกับ วงเงิน 53,050,306,600 บาท ในการอภิปรายมาตรา 14 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การณิก จันทดา สส.เชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 2 พรรคประชาชน ได้อภิปรายเสนอให้พิจารณาปรับลดงบประมาณของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในส่วนของภารกิจการบินสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานราชการอื่น การณิกกล่าวว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจ 5 ด้าน โดยหนึ่งในนั้นคือการบินสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเห็นว่าควรมีการพิจารณาปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ การณิกระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 เครื่องบินของกรมฝนหลวงมีภารกิจบินขึ้นลงรวม 2,928 ชั่วโมง ในจำนวนนี้เป็นการใช้เครื่องบินเพื่อรับส่งรัฐมนตรีและคณะถึง 886 ชั่วโมง หรือคิดเป็นประมาณ 30% ของภารกิจการบินทั้งหมดของกรมฝนหลวง ส่วนปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ภารกิจดังกล่าวลดลงบางส่วน เนื่องจากรัฐมนตรีชุดใหม่มีเครื่องบินสำหรับเดินทางของตนเอง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลถึงวันที่ 30 มิถุนายน พบว่ายังมีการใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงเพื่อสนับสนุนผู้บริหาร คิดเป็น 13.5% ของภารกิจทั้งหมด และใช้งบประมาณไปแล้วประมาณ 8 ล้านบาท สส.เชียงใหม่ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ภารกิจการบินของกรมฝนหลวงไม่ได้มีเพียงการสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ยังมีการนำเครื่องบินไปสนับสนุนผู้บริหารและหน่วยงานราชการอื่นด้วย การณิก ยังยกตัวอย่าง การใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงในอดีต เพื่อสะท้อนว่าภารกิจการบินสนับสนุนผู้บริหารและหน่วยงานราชการอื่นเคยถูกนำไปใช้อย่างไร โดยกรณีหนึ่งคือการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีการใช้เครื่องบินขนส่งถุงยังชีพและมีเที่ยวบินขึ้นลงถึง 198 เที่ยวบิน เธอตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการใช้เครื่องบินขนาดเล็กของกรมฝนหลวงกับภารกิจดังกล่าว อีกกรณีที่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างในอดีต คือการใช้เครื่องบินสนับสนุนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเดินทางไปติดตามการบูรณาการความร่วมมือด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในจังหวัดเชียงรายและพะเยา การณิก ยังกล่าวถึงภารกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยระบุว่า นอกจากรัฐมนตรีแล้ว ยังมีเลขานุการรัฐมนตรีใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงเพื่อเดินทางไปปฏิบัติภารกิจกับกรมฝนหลวงด้วย “เงินงบประมาณที่ตั้งไว้ควรใช้สำหรับสร้างฝนเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร หรือในช่วงที่เกิดไฟป่าภาคเหนือ ก็ควรใช้เครื่องบินขึ้นไปดัดแปรสภาพอากาศเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ให้เครื่องบินของกรมฝนหลวงมีไว้สำหรับรับส่ง VIP และคณะ หรือบินไปเปิดงานของผู้บริหารกระทรวง” อย่างไรก็ตาม การณิกย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าผู้บริหารจะไม่สามารถใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงได้เลย โดยเห็นว่าสามารถใช้ได้ในกรณีเร่งด่วน เช่น การเดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ หรือการประชุมในวาระเร่งด่วนที่ไม่สามารถรอได้ แต่หากเป็นภารกิจที่ไม่เร่งด่วน ผู้บริหารและคณะยังสามารถเดินทางด้วยเครื่องบินพาณิชย์ได้ เพื่อไม่ให้เบียดบังภารกิจหลักของกรมฝนหลวง เธอยังชี้ถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่า เมื่อเฉลี่ยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามจำนวนผู้โดยสาร เครื่องบินพาณิชย์ที่รองรับผู้โดยสารจำนวนมากอาจมีการปล่อยคาร์บอนต่อคนต่ำกว่าเครื่องบินขนาดเล็กประมาณ 5-14 เท่า จึงควรพิจารณาทั้งความคุ้มค่าของงบประมาณและผลกระทบด้านมลพิษควบคู่กัน การณิกจึงเสนอให้พิจารณาปรับลดงบประมาณในส่วนของภารกิจการบินสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานราชการอื่น ลง 13.5% และนำทรัพยากรไปใช้กับภารกิจหลักของกรมฝนหลวง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาภัยแล้ง ไฟป่า และฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * การณิก จันทดา * กรมฝนหลวงและการบินเกษตร * งบประมาณ 70 * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
dlvr.it
September 8, 2026 at 5:56 AM
สส.เชียงใหม่ เสนอลดงบภารกิจบินรับส่งผู้บริหารฯ ของกรมฝนหลวง ชี้ควรทุ่มแก้ภัยแล้ง-ไฟป่า
สส.เชียงใหม่ เสนอลดงบภารกิจบินรับส่งผู้บริหารฯ ของกรมฝนหลวง ชี้ควรทุ่มแก้ภัยแล้ง-ไฟป่า auser15 Tue, 2026-09-08 - 12:50 'การณิก จันทดา' สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายเสนอให้พิจารณาปรับลดงบประมาณของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในส่วนของภารกิจการบินสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานราชการอื่น ลง 13.5% พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการนำเครื่องบินของกรมฝนหลวงมาใช้รับส่งผู้บริหารและคณะ ขณะที่ภารกิจสำคัญด้านการแก้ภัยแล้ง ไฟป่า และฝุ่น PM2.5 ยังมีความจำเป็นต่อประชาชน 8 กันยายน 2569 สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยเริ่มพิจารณามาตรา 14 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานในกำกับ วงเงิน 53,050,306,600 บาท ในการอภิปรายมาตรา 14 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การณิก จันทดา สส.เชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 2 พรรคประชาชน ได้อภิปรายเสนอให้พิจารณาปรับลดงบประมาณของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในส่วนของภารกิจการบินสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานราชการอื่น การณิกกล่าวว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจ 5 ด้าน โดยหนึ่งในนั้นคือการบินสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเห็นว่าควรมีการพิจารณาปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ การณิกระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 เครื่องบินของกรมฝนหลวงมีภารกิจบินขึ้นลงรวม 2,928 ชั่วโมง ในจำนวนนี้เป็นการใช้เครื่องบินเพื่อรับส่งรัฐมนตรีและคณะถึง 886 ชั่วโมง หรือคิดเป็นประมาณ 30% ของภารกิจการบินทั้งหมดของกรมฝนหลวง ส่วนปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ภารกิจดังกล่าวลดลงบางส่วน เนื่องจากรัฐมนตรีชุดใหม่มีเครื่องบินสำหรับเดินทางของตนเอง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลถึงวันที่ 30 มิถุนายน พบว่ายังมีการใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงเพื่อสนับสนุนผู้บริหาร คิดเป็น 13.5% ของภารกิจทั้งหมด และใช้งบประมาณไปแล้วประมาณ 8 ล้านบาท สส.เชียงใหม่ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ภารกิจการบินของกรมฝนหลวงไม่ได้มีเพียงการสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ยังมีการนำเครื่องบินไปสนับสนุนผู้บริหารและหน่วยงานราชการอื่นด้วย การณิก ยังยกตัวอย่าง การใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงในอดีต เพื่อสะท้อนว่าภารกิจการบินสนับสนุนผู้บริหารและหน่วยงานราชการอื่นเคยถูกนำไปใช้อย่างไร โดยกรณีหนึ่งคือการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีการใช้เครื่องบินขนส่งถุงยังชีพและมีเที่ยวบินขึ้นลงถึง 198 เที่ยวบิน เธอตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการใช้เครื่องบินขนาดเล็กของกรมฝนหลวงกับภารกิจดังกล่าว อีกกรณีที่ยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างในอดีต คือการใช้เครื่องบินสนับสนุนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเดินทางไปติดตามการบูรณาการความร่วมมือด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในจังหวัดเชียงรายและพะเยา การณิก ยังกล่าวถึงภารกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยระบุว่า นอกจากรัฐมนตรีแล้ว ยังมีเลขานุการรัฐมนตรีใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงเพื่อเดินทางไปปฏิบัติภารกิจกับกรมฝนหลวงด้วย “เงินงบประมาณที่ตั้งไว้ควรใช้สำหรับสร้างฝนเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร หรือในช่วงที่เกิดไฟป่าภาคเหนือ ก็ควรใช้เครื่องบินขึ้นไปดัดแปรสภาพอากาศเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ให้เครื่องบินของกรมฝนหลวงมีไว้สำหรับรับส่ง VIP และคณะ หรือบินไปเปิดงานของผู้บริหารกระทรวง” อย่างไรก็ตาม การณิกย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าผู้บริหารจะไม่สามารถใช้เครื่องบินของกรมฝนหลวงได้เลย โดยเห็นว่าสามารถใช้ได้ในกรณีเร่งด่วน เช่น การเดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ หรือการประชุมในวาระเร่งด่วนที่ไม่สามารถรอได้ แต่หากเป็นภารกิจที่ไม่เร่งด่วน ผู้บริหารและคณะยังสามารถเดินทางด้วยเครื่องบินพาณิชย์ได้ เพื่อไม่ให้เบียดบังภารกิจหลักของกรมฝนหลวง เธอยังชี้ถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่า เมื่อเฉลี่ยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามจำนวนผู้โดยสาร เครื่องบินพาณิชย์ที่รองรับผู้โดยสารจำนวนมากอาจมีการปล่อยคาร์บอนต่อคนต่ำกว่าเครื่องบินขนาดเล็กประมาณ 5-14 เท่า จึงควรพิจารณาทั้งความคุ้มค่าของงบประมาณและผลกระทบด้านมลพิษควบคู่กัน การณิกจึงเสนอให้พิจารณาปรับลดงบประมาณในส่วนของภารกิจการบินสนับสนุนผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานราชการอื่น ลง 13.5% และนำทรัพยากรไปใช้กับภารกิจหลักของกรมฝนหลวง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาภัยแล้ง ไฟป่า และฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * การณิก จันทดา * กรมฝนหลวงและการบินเกษตร * งบประมาณ 70 * งบประมาณรายจ่ายประจำปี * งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570
dlvr.it
September 8, 2026 at 5:56 AM
พรรคกล้าธรรมเรียกร้องรัฐบาลเพิ่มเงินช่วยชาวนาเป็นไร่ละ 2,000 บาท
พรรคกล้าธรรมเรียกร้องรัฐบาลเพิ่มเงินช่วยชาวนาเป็นไร่ละ 2,000 บาท auser15 Wed, 2026-06-10 - 13:56 สส.จังหวัดพะเยา พรรคกล้าธรรม เรียกร้องรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ เร่งอัดฉีดมาตรการลดต้นทุนข้าว เสนอเพิ่มเงินช่วยเหลือเป็นไร่ละ 2,000 บาทให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจปัจจุบัน พร้อมจับมือเครือข่ายเกษตรกรเดินหน้าผลักดันร่าง พ.ร.บ.ข้าวและชาวนาแห่งชาติ มุ่งเพิ่มสิทธิ สวัสดิการ และสร้างความเป็นธรรมให้ชาวนาอย่างยั่งยืน 10 มิถุนายน 2569 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายจีรเดช ศรีวิราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดพะเยา พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวนาไทยที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเกือบเท่าตัว โดยเฉพาะราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยเคมีที่พุ่งสูงจากเดิมกระสอบละ 800 บาท ขึ้นมาเป็น 1,500 บาท ซ้ำเติมด้วยปัญหาราคาข้าวผันผวน ภัยธรรมชาติ และภาวะหนี้สินสะสม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของชาวนาผู้เป็นกระดูกสันหลังของชาติมาทุกยุคทุกสมัย ขณะที่มาตรการช่วยเหลือและเยียวยาต่าง ๆ ยังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร โดยเฉพาะโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว (เงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท) ทั้งในส่วนของรอบข้าวนาปีและข้าวนาปรัง ซึ่งยังคงสร้างความกังวลใจให้กับชาวนาในหลายพื้นที่ ดังนั้น ตนจึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เร่งรัดออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งเสนอให้พิจารณาปรับเพิ่มวงเงินสนับสนุนเป็นไร่ละ 2,000 บาทขึ้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนการเพาะปลูกที่แท้จริงในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรม ภายใต้การนำของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้ตระหนักถึงความสำคัญของข้าวในฐานะพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีละนับแสนล้านบาท จึงได้ร่วมมือกับเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศในการขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้าวและชาวนาแห่งชาติ เพื่อนำมาบังคับใช้ทดแทน พ.ร.บ.การค้าข้าว พ.ศ. 2489 ซึ่งเป็นกฎหมายเก่าแก่อายุมากกว่า 80 ปีที่ไม่ตอบโจทย์บริบทโลกปัจจุบัน โดยร่างกฎหมายใหม่นี้จะมุ่งเน้น 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การสร้างความเป็นธรรม การเพิ่มสิทธิและสวัสดิการ ความโปร่งใสในการรับซื้อ และการให้ชาวนามีส่วนร่วม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้กับชาวนาไทยอย่างแท้จริง * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พ.ร.บ.ข้าวและชาวนาแห่งชาติ * ข้าว * ชาวนา * พรรคกล้าธรรม * เกษตรกร
dlvr.it
June 10, 2026 at 7:00 AM
'สุริยะ' แจงปมย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ไม่เกี่ยวข้องกับหลาน ขู่ฟ้องหากไม่หยุดพาดพิง
'สุริยะ' แจงปมย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ไม่เกี่ยวข้องกับหลาน ขู่ฟ้องหากไม่หยุดพาดพิง auser15 Fri, 2026-05-01 - 10:42 'สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ' รมว.เกษตรฯ ระบุไม่เคยสั่งให้หลาน ไปของานกรมฝนหลวงฯ ชี้คำพาดพิงของอธิบดีทำเสียหาย ขู่ฟ้องหากไม่หยุด ยืนยันโยกย้ายข้าราชการกระทรวงไม่เกี่ยวกับเบี้ยวนัดหลาน หรือประเด็นการเมืองแต่พิจารณาตามความเหมาะสมในการปฎิบัติหน้าที่ เว็บไซต์ Thai PBS รายงานเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ว่า  นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงกรณีการโยกย้าย นายราเชน ศิลปรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ นายสุริยะ กล่าวว่า หลังจากมีกระแสข่าวโยกย้ายเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน ตนชี้แจงไปแล้วในเรื่องของเหตุผลความจำเป็น แต่จนถึงขณะนี้นายราเชนยังพูดถึงสาเหตุถึงการโยกย้ายตำแหน่งผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง และชี้แจงในหลายประเด็น เพื่อพยายามสื่อให้เห็นว่า การที่นายราเชนถูกปรับเปลี่ยนตำแหน่ง เป็นสาเหตุมาจากกรณีที่หลานของตน ซึ่งเป็นผู้บริหารนกแอร์ พยายามติดต่อขอพบนายราเชน แต่นายราเชนไม่ให้พบ อีกทั้งยังเปิดหลักฐานไทม์ไลน์ การโทรศัพท์ติดต่อขอพูดคุยหลายวัน ในช่วงตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.-19 เม.ย. 2569 เรื่องที่เกี่ยวข้อง * อธิบดีกรมฝนหลวงยื่นลาออก หลังถูกเสนอโยกย้าย ระบุหลาน รมต.พยายามขอพบ   นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ตนไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนว่า หลานของตนติดต่อขอเข้าพบอธิบดีกรมฝนหลวง แต่หลังจากเป็นข่าว ตนสอบถามไปยังหลาน ได้รับการยืนยันว่า ติดต่อขอเข้าพบอธิบดีกรมฝนหลวงจริง แต่ยังไม่ได้เข้าพบ พูดคุยกัน เพราะวันที่นัดเจอกันไม่ได้ไปเอง แต่เป็นทีมงานที่ไปกันทั้งหมด 3 คน แต่อธิบดีกรมฝนหลวงไม่ให้เข้าพบ เพราะว่าไม่ใช่คนที่นัดหมาย และเกรงว่าจะเป็นการหลอกลงทุน จากนั้นก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกัน เพราะเข้าใจว่าเป็นการบริหารจัดการธุรกิจของหลานชาย ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตน ย้ำว่าครอบครัวแยกกันทำธุรกิจ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะประเด็นทางการเมือง รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อว่า หากตนรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการติดต่อกัน ตนก็คงจะบอกให้อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ติดต่อพูดคุยกัน เพื่อรับฟังรายละเอียด เผื่อมีเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารงาน แต่หลังจากพบพูดคุยกัน ตนก็จะสั่งปรับเปลี่ยนตำแหน่งงานอธิบดีกรมฝนหลวงอยู่ดี เพราะการสั่งโยกย้ายไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว แต่เป็นความเหมาะสมในการบริหารราชการแผ่นดินที่ต้องการคนที่มีความสามารถและไฟแรง เข้ามาแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร ณ เวลานี้ ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ข้าราชการกระทรวงอาจใกล้อายุเกษียณราชการ อาจจะใส่เกียร์ว่าง ไม่เต็มที่ต่อการปฎิบัติหน้าที่หรือไม่ นายสุริยะ ตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่ออธิบดีกรมฝนหลวงไม่อนุญาตให้หลานของตนเข้าพบ แล้วจะรู้ได้ไงว่า หลานของตนของานซ่อมเครื่องบินจากกรมฝนหลวงฯ ส่วนประเด็นการโยกย้ายข้าราชการกระทรวง ก่อนเกษียณราชการ หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมนั้น นายสุริยะ ยืนยันว่า ตั้งแต่ตนทำงานการเมืองมาตั้งแต่ 2544 จนถึงปัจจุบัน ยอมรับว่าโยกย้ายข้าราชการไปหลายกระทรวง ไม่มีข้าราชการคนไหน ตั้งคำถามถึงเรื่องความเป็นธรรม มีเพียงนายราเชนคนเดียว ที่เกิดความขัดแย้งและการโยกย้ายครั้งนี้ก็ยืนยันว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องประเด็นส่วนตัว หรือทางการเมืองแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่นายราเชน ให้เหตุผลในเอกสารลาออกว่า ไม่สามารถตอบสนองนโยบายฝ่ายการเมืองได้นั้น นายสุริยะ กล่าวว่า มีอะไรที่สนองฝ่ายการเมืองไม่ได้ ตนไปบีบอะไร ขอให้นายราเชนชี้แจงมา แต่ถ้าเสนอสิ่งที่ไม่เป็นข้อเท็จจริงหรือข้อมูลเท็จ ตนถือว่าได้รับความเสียหาย ต่อจากนี้หากนายราเชน ยังไม่หยุดพาดพิง จะดำเนินการฟ้องคดี และหากเห็นว่ากรณีที่เป็นข่าวไม่เป็นธรรมกับนายราเชน ก็สามารถฟ้องดำเนินคดีกับตนได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า สำหรับการโยกย้ายตำแหน่ง ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการล้างบางคนเก่าของพรรคการเมืองเดิมหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า ตอนที่ไปดำรงตำแหน่งเป็น รมว.คมนาคม ก็มีคนที่รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยแต่งตั้งไว้อยู่ เช่น อธิบดีกรมทางหลวง และอธิบดีกรมทางหลวงชนบท ตนก็ไม่เคยโยกย้าย ดังนั้นจึงไม่มีเรื่องการล้างบาง เพราะข้าราชการทุกคนทำตามนโยบายของผู้บริหารและรัฐมนตรีอยู่แล้ว ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องไปย้ายใคร เพราะเป็นคนของพรรคใดพรรคหนึ่ง เมื่อถามว่า กรณีที่นายราเชน เตรียมที่จะไปขอความเป็นธรรม จากพรรคกล้าธรรม จะทำให้เรื่องนี้ถูกนำไปโยงกับเรื่องการเมืองหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า นายราเชนพูดเองว่า ที่ถูกสั่งย้ายเพราะไม่ให้หลานชายพบ จึงไม่ใช่เรื่องของการเมืองและยืนยันว่า การโยกย้ายครั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับทางพรรคกล้าธรรม นอกจากนี้ กรณีที่ตั้งข้อสังเกตว่า มีการเรียกนายราเชนไปพบ เพื่อพูดคุยเรื่องงบประมาณ ก่อนโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีนั้น นายสุริยะ ยอมรับว่า ก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มีการสั่งการให้เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เรียกคุยข้าราชการประจำกระทรวงเกษตรจริง เพื่อสอบถามนโยบาย เพื่อเสนองบประมาณฯ แต่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณแต่อย่างใด เพียงแต่สอบถาม ตามที่สำนักงบประมาณให้ตรวจสอบความจำเป็นหรือไม่อย่างไร หรือต้องการปรับปรุงส่วนไหนหรือไม่ ซึ่งตนก็ยืนยันไปตามเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน ส่วนเมื่อวันที่ 29 เม.ย. มีการประชุมงบประมาณ กระทรวงเกษตรฯ ที่นายราเชน เข้าประชุมด้วย ก็ไม่ได้พูดคุยกัน อาจเป็นเพราะมีข้าราชการอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งตนก็เคยบอกแล้วว่า นายราเชนข้องใจในประเด็นไหน ห้องของตนเปิดตลอดเวลา Thai PBS ยังรายงานอ้างแหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การแต่งตั้งโยกย้ายในครั้งนี้ เกิดจากสาเหตุ ร้องเรียนถึงการบริหารงานของนายราเชน โดยเฉพาะการบริหารงานบุคคล ที่โยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการใช้เครื่องบินฝนหลวง อำนวยความสะดวกให้พวกพ้อง ขณะเดียวกันยังมีเรื่องการร้องเรียนการทุจริตองค์การต่าง ๆ ในโครงการต่างๆ ภายในกรมฝนหลวงฯ ในหลายโครงการ โดยที่ผ่านมามีการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับก่อสร้างและซ่อมสร้าง ที่ส่อไปในทางทุจริตในหลายโครงการ จึงเป็นสาเหตุทำให้นายราเชนถูกโยกย้ายตำแหน่งในครั้งนี้ * ข่าว * การเมือง * สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ * ราเชน ศิลปรายะ * กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
dlvr.it
May 1, 2026 at 3:45 AM
สว.เสียงข้างมากให้ ‘อนันต์-ณรงค์’ เป็น 2 กกต.ใหม่
สว.เสียงข้างมากให้ ‘อนันต์-ณรงค์’ เป็น 2 กกต.ใหม่ admin666 Mon, 2025-10-20 - 15:10 สว.ลงมติให้ความเห็นชอบตั้ง อนันต์ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ และณรงค์ อดีตผู้ว่าฯ เป็น กกต.ใหม่  2 ต.ค.2568 ที่รัฐสภา มีนัดประชุมวุฒิสภาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 2 คน เพื่อมาแทนอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.และสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ ที่หมดวาระไปเมื่อ 16 ส.ค.2568 บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อมาจากคณะกรรมการสรรหาให้มาเป็น กกต. ในครั้งนี้คือ อนันต์ สุวรรณรัตน์ และณรงค์ รักร้อย ทั้งนี้การอภิปรายเพื่อลงมติเป็นการประชุมและลงคะแนนลับ ทำให้ทราบเพียงว่า อนันต์ได้รับความเห็นชอบ 137 คะแนน ไม่เห็นชอบ 1 คะแนน งดออกเสียง 29 คะแนน ส่วน ณรงค์มี สว.ให้ความเห็นชอบ 135 คะแนน ไม่เห็นชอบไม่มี งดออกเสียง 32 คะแนน ตามข้อมูลที่เปิดเผยในเว็บรัฐสภา สำหรับอนันต์อดีตเคยมีตำแหน่งเป็นอธิบดีกรม และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาก่อนที่พ้นตำแหน่งออกมาเป็นข้าราชการบำนาญมาตั้งแต่ปี 2563 โดยคณะกรรมการสรรหาลงคะแนนถึง 3  รอบก่อนที่อนันต์จะได้รับการเสนอชื่อให้ สว.รับรองมีคะแนนถึง 2 ใน 3 ของคณะกรรมการ 7 คนตามกฎหมาย ส่วน ณรงค์ เป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีและสมุทรสาครมาก่อนที่จะเกษียณมาเป็นข้าราชการบำนาญในสังกัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อปี 2566  คณะกรรมการสรรหาลงคะแนนสองรอบ ณรงค์จึงได้รับเสียงถึง 2 ใน 3 ของคณะกรรมการ ทั้งนี้อนันต์และณรงค์สมัครเข้ารับการคัดเลือกตามคุณสมบัติรับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าไม่น้อยกว่า 5 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.ได้ยื่นญัตติเสนอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอให้ชะลอการพิจารณาให้ความเห็นชอบครั้งนี้ออกไปจนกว่าคดีที่ สว.จำนวนมากตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตเลือก สว. เนื่องจากเกรงว่าจะมีประเด็นผลประโยชน์ขัดกันและเพื่อเป็นหลักประกันให้กระบวนการสืบสวนเป็นอิสระไม่เกิดการแทรกแซง เพราะเมื่อ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักงาน กกต.เปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนในคดีที่ สว.ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561  ม.70 ประกอบ ม. 36 ม.77 (1) และ ม. 62 หลังจากนั้น ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภามีหนังสือตอบเทวฤทธิ์ในประเด็นนี้ว่า ญัตติที่เทวฤทธิ์ยื่นนั้นประธานวุฒิสภาพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกับที่เทวฤทธิ์เสนอในการประชุมเมื่อ 21 ก.ค.2568 มาก่อนแล้วและญัตติตกไป ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา 2561 ข้อ 51 ได้ห้ามนำญัตติที่มีหลักการเดียวกันกับญัตติที่เคยตกไปกลับมาเสนออีก จึงไม่สามารถเสนอญัตติให้ที่ประชุมพิจารณาได้ เทวฤทธิ์จึงได้อภิปรายในการประชุมวันนี้ก่อนเข้าสู่ช่วงการประชุมลงคะแนนลับโดยยืนยันว่าญัตติที่ตนเสนอเป็นข้อยกเว้นตามข้อ 51 ในข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา เนื่องจากญัตติที่เสนอเมื่อ 21 ก.ค.นั้นเป็นการขอให้ชะลอการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและ กกต.คนละคนกับที่จะมีการลงมติวันนี้อีกทั้ง และทางสำนักงาน กกต.ก็ชี้แจงความคืบหน้าในการสืบสวนคดีของ สว.ที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาแล้ว อีกทั้งยังทราบแล้วว่าอีกไม่กี่เดือนจะมีการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งความชอบธรรมของ กกต.จึงมีนัยยะสำคัญต่อสถานการณ์การเมืองอย่างยิ่ง นอกจากนั้นยังมีเปรมศักดิ์ เพียยุระ สว.ที่อภิปรายว่าการลงมติครั้งนี้เร่งรีบเกินไปทั้งที่ กกต.ชุดเดิมก็ยังมีคดีค้างอยู่สังคมก็ตั้งคำถามว่าจะเป็นการเชื่อมโยงกับกลุ่มอำนาจหรือเตรียมการบางอย่างในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นเร็วๆ นี้หรือไม่เพราะมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนแล้ว อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องความโปร่งใสในกระบวนการตั้งอีกทั้งยังเป็นการประชุมลับด้วย อีกทั้งองค์กรอิสระยังถูกตั้งคำถามถึงการตั้งโดยผู้ที่มีส่วนได้เสียจากการเลือกมีภาพลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น และการเลือก กกต.ยังส่งผลกับทั้ง สส.และ สว.ด้วยดังนั้นการลงคะแนนวันนี้จะเป็นการประลองระหว่างขั้วอำนาจทางการเมืองที่พยายามผลักดันคนของตัวเองไปเป็น กกต. หลังการอภิปราย บุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่สองทำหน้าที่ประธานดำเนินการให้มีการอภิปรายคุณสมบัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต.ต่อโดยให้เป็นการประชุมลับก่อนที่ผลการลงมติจะออกมาตามที่ได้รายงานไปข้างต้น * ข่าว * การเมือง * คณะกรรมการการเลือกตั้ง * กกต. * สว. * อนันต์ สุวรรณรัตน์ * ณรงค์ รักร้อย
dlvr.it
October 20, 2025 at 9:18 AM
นายกฯ ลงพื้นที่ 3 จว.น้ำท่วม ด้าน ‘อนุชา นาคาศัย’ โผล่ต้อนรับคณะที่ชัยนาท
นายกฯ ลงพื้นที่ 3 จว.น้ำท่วม ด้าน ‘อนุชา นาคาศัย’ โผล่ต้อนรับคณะที่ชัยนาท ภาพ: นายกฯ และ รมว.มหาดไทย พบปะประชาชนจังหวัดพิจิตรและมอบของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ณ โรงเรียนเทศบาลตะพานหินวิทยาคาร ตำบลตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย See Think Fri, 2025-10-10 - 16:08 ‘อนุทิน’ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วม จ.พิจิตร, ชัยนาท, สิงห์บุรี ทางด้าน ‘อนุชา นาคาศัย’ อดีต รมช.เกษตรฯ และ สส.ชัยนาท พรรค รทสช. โผล่ต้อนรับที่ชัยนาท ปัดตอบเตรียมซบ ภท. 10 ต.ค. 2568 โพสต์จากเฟซบุ๊กกระทรวงมหาดไทย PR โดยกองสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย แจ้งว่า เวลา 14.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รมช.สาธาธารณสุข น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สทนช. นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร นายเชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วยส่วนราชการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามการช่วยเหลือและให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ณ โรงเรียนเทศบาลตะพานหินวิทยาคาร อ.ตะพานหิน ต.พิจิตร โดย น.ส.ธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าฯ พิจิตร พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 นายกิติพล เวชกุล รองผู้ว่าฯ พิจิตร นายธนิต ภูมิถาวร รองผู้ว่าฯ พิจิตร หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการชมรมแม่บ้านมหาดไทย นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร นายกฤษฏ์ เพ็ญสุภา นายก อบจ.พิจิตร นายปัญญา แพมงคล นายกเทศมนตรีเมืองตะตะพานหิน และประชาชนในพื้นที่กว่า 1,000 คน ร่วมรับฟัง เล็งหาทางเยียวยาเพิ่ม-กำชับให้ลงทะเบียน 'คนละครึ่ง' นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ตนมาให้กำลังใจพ่อแม่พี่น้องชาวตะพานหิน จ.พิจิตร ซึ่งได้ทราบจากผู้ว่าฯ พิจิตร และ ส.ส. ในพื้นที่ ซึ่งได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ขอให้พี่น้องประชาชนได้อดทนอีกนิดนึง เพราะตอนนี้ช่วงปลายฝนแล้ว สถานการณ์กำลังจะดีขึ้น แต่ที่สำคัญคือ "รัฐบาลจะไม่เพิกเฉย และละเลย" พี่น้องประชาชนไม่ถูกทอดทิ้งแน่นอน โดยภายในสัปดาห์หน้า รัฐบาลจะอนุมัติเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม ครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้แม้ว่าไม่คุ้มค่ากับความเสียหาย แต่รัฐบาลจะเร่งเยียวยาและพยายามหาวิธีการช่วยเหลือ โดยได้มอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  (นายภราดร ปริศนานันทกุล) ไปหาวิธีช่วยเหลือพี่น้องประชาชนร่วมกับสำนักงบประมาณและหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นความผิดของรัฐบาลที่ไม่สามารถระบายน้ำให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้ทัน ทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อน สำหรับกรณีที่อำเภอตะพานหินจังหวัดพิจิตรแห่งนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนไปลงทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอ ถ้าใครไม่ได้ลงทะเบียนผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องเดือดร้อน ดังนั้น ผู้ว่าฯ ต้องสั่งการให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ช่วยกันทำให้เกิดความมั่นใจว่า พี่น้องประชาชนทุกคนได้ลงชื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เพื่อเงินจะได้ไปถึงพี่น้องประชาชน โดยมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นผู้ดำเนินการโอนเงินเยียวยาเข้าบัญชีของพี่น้องประชาชน รวมถึงต้องลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัสด้วย ซึ่งจะมีเงินค่าใช้จ่ายวันละ 200 บาท ให้พี่น้องประชาชนได้ไปจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้ทั่วประเทศมีเงินหมุนเวียน ทำให้พี่น้องประชาชนได้มีเงินมีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยทุกครั้งที่ใช้สอย รัฐบาลจะเติมให้ครึ่งหนึ่ง ซึ่งเงินนี้ไม่ใช่เงินหยอดกระปุก  ไม่ใช่เงินเยียวยา ไม่ใช่เงินช่วยเหลือ เป็นเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เราต้องใช้จ่ายใช้สอย นอกจากนี้ ยังมีเงินช่วยเหลือเติมเข้าในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,700 บาท จากเดือนละ 300 บาท เป็นเดือนละ 2,000 บาท ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณให้พี่น้องประชาชนหมดแล้ว ดังนั้น การจับจ่ายใช้สอยจะทำให้พี่น้องประชาชนมีเม็ดเงินมาใช้ในการซื้อข้าวซื้อของในช่วงปีใหม่นี้ด้วย "เมืองไทยไม่มีคนจน มีแต่คนมีน้ำใจ" นอกจากนี้ขอฝากพี่น้องอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้ให้การช่วยเหลือดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบภาวะบ้านเรือนถูกน้ำท่วม หมั่นคอยไปดูแลไปให้ความเข้าใจ และแจ้งไปยังสถานีอนามัยต่าง ๆ ถ้ามีการเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งในช่วงที่น้ำท่วมพี่น้องประชาชนต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะอาจจะเกิดกระแสไฟรั่ว และหาดน้ำท่วมขังเป็นปริมาณมากขอให้ย้ายไปยังบ้านญาติหรือศูนย์พักพิงก่อน แล้วเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว จึงจะกลับไปที่บ้าน เหล่านี้คือหน้าที่ของรัฐบาลในการบริหารจัดการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แน่นอนว่า บางครั้งเราอาจจะเอาชนะภัยธรรมชาติไม่ได้แต่เราจะพยายามทำให้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ลดลงให้มากที่สุด ให้มีความเดือดร้อนน้อยที่สุด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเอาใจใส่พ่อแม่พี่น้องประชาชน "การเอาใจพ่อแม่พี่น้องประชาชนถือเป็นการเอาใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย" คือ การทำให้ประชาชนไม่ลำบาก ด้วยการหามาตรการ หากลไก หาวิธี ที่จะทำให้ชื่อของพี่น้องประชาชนทุกครัวเรือนไปปรากฏที่ระบบ ปภ. ให้ได้ และสัปดาห์หน้าเมื่ออนุมัติเงินในระบบแล้ว เงินจะเข้าไปยังบัญชีพ่อแม่พี่น้องประชาชนทันที นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังพิจารณาแผนฟื้นฟูปรับระบบระบายน้ำ ทั้งการเสริมถนน ทำโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้แข็งแรงกว่าเดิม เพื่อให้พิจิตรได้มีระบบจัดการน้ำที่ดีขึ้น ไม่ต้องเจอเหตุการณ์ซ้ำ ๆ ซาก ๆ แบบนี้อีก ซึ่งต้องหาวิธีระบายน้ำ เช่น บึงสีไฟ ที่ในหน้าแล้งก็จะแล้งมาก เราต้องทำอย่างไรให้ผันน้ำเข้าไปในบึงสีไฟ และหาทางที่จะผันน้ำไปสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด โดยจะมีแผนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวต่อไป แต่ขณะเดียวกัน หากเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก เราต้องให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเป็นลำดับแรกก่อน และหาทุกวิธีทางเพื่อเยียวยาพี่น้องประชาชนให้ได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด และในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณส่วนราชการทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครทุกส่วน ที่ช่วยดูแลพี่น้องประชาชนของเราเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้ประสบภัยอันตราย ด้านผู้ว่าฯ พิจิตร กล่าวว่า จากอิทธิพลของพายุวิภา พายุทาจิกิ พายุหนองฟ้า และพายุบัวลอย ตั้งแต่เดือน ก.ค. - ก.ย. 68 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดฝนตกชุกทั้งภาคเหนือ และส่งผลกระทบต่อประชาชนในจังหวัดพิจิตรเป็นวงกว้าง มีบ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมขัง 13,961 หลังคาเรือน พื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหาย 34,449 ไร่ โดย จ.พิจิตร ได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทั้งมอบถุงยังชีพ เครื่องอุปโภค บริโภค พร้อมซ่อมแซมบ้านเรือน และระบบสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงด้านการแพทย์และการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง สำหรับ อ.ตะพานหิน มีพื้นที่ประสบภัย 10 ตำบล 37 หมู่บ้าน 13 ชุมชน ที่พักอาศัยถูกน้ำท่วมขัง 1,033 หลังคาเรือน พื้นที่ทางการเกษตรเสียหาย 1,349 ไร่ และในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำจากแม่น้ำน่านและมวลน้ำจาก จ.เพชรบูรณ์ ได้เอ่อล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่ รพ.สมเด็จพระยุพราชตะพานหินบางส่วน ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ได้เริ่มคลี่คลาย และกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ‘อนุชา’ โผล่ต้อนรับคณะที่ชัยนาท ปัดตอบเตรียมย้ายซบ ภท. สื่อแนวหน้าและเดอะรีพอร์ตเตอร์รายงานตรงกันว่า เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายอนุชา นาคาศัย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สส.ชัยนาท พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้เดินทางมาที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เพื่อรอต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำ โดย นายอนุชา กล่าวว่า ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ได้มาต้อนรับนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นภารกิจนายกรัฐมนตรีมาตรวจราชการที่ จ.ชัยนาท เมื่อถามว่า การมาปรากฏตัววันนี้เป็นการส่งสัญญาณว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ใช่หรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า ไม่มีสัญญาณ และตนยังไม่ได้ตัดสินใจทางการเมืองอะไร ซึ่งขณะนี้ยังมีเวลาที่จะตัดสินใจ ก็ต้องดูสถานการณ์ของบ้านเมือง และหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง เพื่อที่จะประกอบการตัดสินใจ เมื่อถามว่า มีเงื่อนไขใดหรือไม่ที่จะไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น นายอนุชา กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีอะไร ตนเป็นการเมืองที่ค่อนข้างนิ่ง ต้องใจเย็นๆ นิดนึง ดูวิถีทางที่จะทำประโยชน์ให้แก่พี่น้องประชาชน เพราะตนอยู่ตรงไหนก็ได้ที่จะทำประโยชน์ให้แก่พี่น้องประชาชนและประเทศชาติ เมื่อถามว่า เคยมีการพูดคุยนอกรอบกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกับใคร ทั้งนี้ กำหนดการในการตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วมของนายกรัฐมนตรี มีดังนี้ * เวลา 11.45 น. นายกรัฐมนตรีออกเดินทางจาก พล.ม.2 รอ. เขตพญาไท กรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดพิจิตร จากนั้นจะเดินทางไปยังโรงเรียนเทศบาลตะพานหินวิทยาคาร ต.ตะพานหิน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร เพื่อพบปะประชาชนและมอบของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม * ต่อจากนั้น ในเวลาประมาณ 15.15 น. นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมสรุปสถานการณ์น้ำ และแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ณ เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พร้อมมอบนโยบายและแนวทางการทำงานตามนโยบายรัฐบาลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณประตูเขื่อนระบายน้ำ * สำหรับภารกิจสุดท้าย นายกรัฐมนตรีจะไปพบปะพี่น้องประชาชนจังหวัดสิงห์บุรี ณ องค์การบริหารส่วนตำบลชีน้ำร้าย อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี * ข่าว * การเมือง * คุณภาพชีวิต * น้ำท่วม * พิจิตร * ชัยนาท * สิงห์บุรี * อนุชา นาคาศัย
dlvr.it
October 10, 2025 at 9:17 AM
นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการกรมประมงและประมงจังหวัดทั่วประเทศเร่งดำเนินมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” อย่างเข้มข้น หลังสถานการณ์ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและประชาชนในหลายพื้นที่
#themainstreamth #กระทรวงเกษตร #วัชระพลขาวขำ #ปลาหมอคางดำ
themainstream.news/thailand/183...
รมช.เกษตรฯ วัชระพล ขาวขำ สั่งประมงจังหวัดทั่วประเทศเดินหน้าคุมปลาหมอคางดำเต็มกำลัง
นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการกรมประมงและประมงจังหวัดทั่วประเทศเร่งดำเนินมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” อย่างเข้มข้น หลังสถานการณ์ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและประชาชนในหลายพื้นที่
themainstream.news
May 23, 2026 at 5:45 AM
ธรรมนัสเผยพรรคกล้าธรรมพร้อมเป็นฝ่ายค้านร่วมพรรคประชาชน หลังหลุดวงจัดตั้งรัฐบาล 2569 ย้ำการเมืองไม่จีรัง และอาจมีโอกาสกลับมาทำงานที่กระทรวงเกษตรฯ
#themainstreamth #ธรรมนัสพรหมเผ่า #พรรคกล้าธรรม #ตั้งรัฐบาล #ฝ่ายค้าน
themainstream.news/politics/179...
ธรรมนัส พรหมเผ่า ย้ำพรรคกล้าธรรมพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ชี้การเมืองไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร
ธรรมนัสเผยพรรคกล้าธรรมพร้อมเป็นฝ่ายค้านร่วมพรรคประชาชน หลังหลุดวงจัดตั้งรัฐบาล 2569 ย้ำการเมืองไม่จีรัง และอาจมีโอกาสกลับมาทำงานที่กระทรวงเกษตรฯ
themainstream.news
March 11, 2026 at 7:52 AM
ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ เรียกร้องนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แก้วิกฤตปลาหมอคางดำอย่างโปร่งใส ฟ้องร้องเอกชนต้นเหตุ หยุดกลุ่มทุนเทาครอบงำกระทรวงเกษตรฯ
#ข่าว #การเมือง #TheMainstreamth #ณัฐชา #อนุทิน #ปลาหมอคางดำ
themainstream.news/politics/166...
ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.ปชน. เรียกร้องนายกฯ แก้วิกฤตปลาหมอคางดำ ชี้ควรฟ้องร้องเอกชนต้นเหตุ
ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.ปชน. เรียกร้องนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แก้วิกฤตปลาหมอคางดำอย่างโปร่งใส ฟ้องร้องเอกชนต้นเหตุ หยุดกลุ่มทุนเทาครอบงำกระทรวงเกษตรฯ
themainstream.news
November 6, 2025 at 9:55 AM
🌳 ต้นไม้มีค่ากว่าที่คิด! กระทรวงเกษตรฯ เปิดตัว 'โฉนดต้นไม้-โฉนดต้นยาง' 🔥 ยกระดับเป็นสินทรัพย์ให้เกษตรกรไทยกู้เงินได้สบายๆ พร้อมเปิดโอกาสสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต! เกษตรกรทั่วประเทศเตรียมเฮ เตรียมขึ้นทะเบียนได้เลย! #โฉนดต้นไม้ #เกษตรกร #สินทรัพย์ #คาร์บอนเครดิต #กระทรวงเกษตร

อ่านต่อ https://th.xee4.com?p=7858
May 14, 2025 at 12:21 PM
ส้มโอไทยจะไม่โดนปลอมอีกต่อไป! 🇹🇭 กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร ใช้เทคโนโลยี 'ลายพิมพ์เปปไทด์' ตรวจสอบและรับรองแหล่งผลิตส้มโอ โดยเฉพาะส้มโอขาวแตงกวา GI ชัยนาท ช่วยป้องกันสินค้าปลอม สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและตลาดโลก พร้อมดันการส่งออกสู้ศึกตลาดแข่งขันสูง! 💪 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่…

อ่านต่อ https://th.xee4.com?p=7779
May 14, 2025 at 8:30 AM
ปี 2568 ผลไม้ไทยเตรียมออกสู่ตลาดจำนวนมาก! 🥭🍈🍊 กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าเต็มที่ ผ่าน Fruit Board ชู 3 มาตรการ 5 แนวทาง ยกระดับคุณภาพมาตรฐาน และเร่งเพิ่มช่องทางตลาดออนไลน์ (e-Commerce) เพื่อช่วยเกษตรกร เตรียมรับมือผลผลิต ลำไย มะม่วง ทุเรียน มังคุด ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 22%! เกษตรกรเฮ!…

อ่านต่อ https://th.xee4.com?p=7559
May 13, 2025 at 7:45 AM
รมช.เกษตรฯ 'อิทธิ' ประชุมเข้ม! เร่งติดฉลากสินค้าเกษตรนำเข้า ย้ำชัด! ต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งที่มา เพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจสูงสุดของผู้บริโภคไทย 🛡️✅

#ฉลากสินค้าเกษตร #สินค้าเกษตรนำเข้า #ตรวจสอบย้อนกลับ #ความปลอดภัยผู้บริโภค #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อ่านต่อ https://th.xee4.com?p=6754
May 7, 2025 at 12:06 PM
ด่วน! กรมปศุสัตว์สั่งคุมเข้มโรคแอนแทรกซ์ที่มุกดาหาร แนวชายแดน หลังพบผู้ติดเชื้อในคนแล้ว 4 ราย (เสียชีวิต 1 ราย) กระทรวงเกษตรฯ สั่ง 6 มาตรการสกัดเข้ม พร้อมเปิดสายด่วนแจ้งเหตุ 24 ชม. เกษตรกรพบสัตว์ป่วยตาย แจ้งด่วน ห้ามชำแหละ/บริโภคเด็ดขาด! #แอนแทรกซ์ #มุกดาหาร #กรมปศุสัตว์ #โรคระบาดสัตว์ #ข่าวสุขภาพ

อ่านต่อ https://th.xee4.com?p=6605
May 6, 2025 at 4:06 PM
🔴 ข่าวด่วน: กระทรวงเกษตรฯ และกรมปศุสัตว์ เร่งคุมเข้มโรค 'แอนแทรกซ์' ในโค หลังพบผู้เสียชีวิต 1 ราย! 🐄💉 สั่งปิดพื้นที่เสี่ยง ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ พร้อมระดมฉีดวัคซีนแล้วกว่า 1,200 ตัวทั่วพื้นที่เป้าหมาย รมช.เกษตรฯ ยันสถานการณ์ 'เอาอยู่' ไม่พบผู้ป่วย/สัตว์ป่วยตายเพิ่ม!…

อ่านต่อ https://th.xee4.com?p=5959
May 2, 2025 at 7:24 AM
📢 ข่าวดีภาคเกษตร! กระทรวงเกษตรฯ จับมือ หอการค้าไทย หารือแก้ปัญหาการค้า โดยเฉพาะสาร BY2 ที่เคยกังวลว่าจะกระทบส่งออก
✅ ปลดล็อก BY2 สำหรับทุเรียนส่งออกจีนสำเร็จแล้ว! สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและเกษตรกร
🌱 พร้อมดัน 'ผำ' พืชน้ำจิ๋วแต่แจ๋ว ให้เป็นพืชเศรษฐกิจส่งออกตัวใหม่
🤝…

อ่านต่อ https://th.xee4.com?p=5783
May 1, 2025 at 9:06 AM
ข่าวดีเกษตรกรโคนมไทย! 🐄 แก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดได้แล้ว!
กระทรวงเกษตรฯ สั่งการด่วน สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็นพร้อมรับน้ำนมส่วนเกินไปแปรรูปเป็น 'นมผง' ล็อตใหญ่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยเฉพาะ! 💪🥛
เริ่มดำเนินการแล้ว 28 เม.ย.นี้! อ่านรายละเอียดที่นี่
#น้ำนมดิบล้นตลาด #เกษตรกรโคนม #สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น…

อ่านต่อ https://th.xee4.com?p=5069
April 28, 2025 at 3:51 AM