#กองทุนน้ำมัน
โรงกลั่นจะรวยจนบอกว่าไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว ส่วนราคาหน้าปั๊มอาจเห็นขึ้นทีเดียวหลายบาทเพราะกองทุนน้ำมันอุ้มราคาไม่ไหวจากการที่ทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองบางส่วน สงกรานต์นี้อาจไม่เหมือนปีอื่น ๆ เผลอ ๆ งานเงียบ (มุมผมนะ)
ช่วงหยุดสงกรานต์สภาพมันจะออกมาเป็นไงล่ะเนี่ย.....ทั้งในแง่การกลับภูมิลำเนา ทั้งในแง่การท่องเที่ยวของต่างชาติ
March 19, 2026 at 9:06 AM
เติมน้ำมันวันนี้แปลกใจ น้ำมันดีเซลลดเหลือ ลิตรละ 29.99 บาทซึ่งต่ำกว่า 30 บาทครั้งแรกในรอบ 1-2 ปี

ตอนแรกมีข่าว สงคราม นึกว่าน้ำมันจะขึ้น ที่ไหนได้ ราคาขายปลีกลด เพราะ การจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันลดลง ดุลบัญชี ระหว่าง น้ำมัน กับ LPG ติดลบเพียง 400 กว่าล้านบาท

ตอนนี้เอาเงิน คนใช้น้ำมัน ไปชดเชย LPG อยู่ โยกกันไปมากระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา 😁
February 2, 2026 at 11:15 AM
เราว่าเรื่องเก็บค่าธรรมเนียมรถติด เอาเข้ากองทุนเพื่อมาsupค่ารถไฟฟ้า20บาทนี่ควรทำมาก แต่ต้องค่อยๆเริ่มอย่างมีแบบแผน เช่น เริ่มจากโซนที่รถไฟเข้าถึงง่ายอยู่แล้ว และรถติดเยอะเช่น สีลม สาธร สุขุมวิท

แล้วก็ควรจัดเรทราคาด้วย เช่นรถบรรทุก แพงสุด รถที่ใช้น้ำมัน รถไฟฟ้าตามลำดับ

นอกจากนั้นก็ต้องมีการจัดราคาช่วงเวลาด้วย เช่น ก่อน/หลังรถไฟวิ่ง ต้องไม่เก็บเงิน ช่วงpeakก็แพงกว่าปกติ
October 19, 2024 at 4:11 PM
อาจจะมีกองทุนน้ำมัน(หมู)
ช่วยชะลอความผันผวน 😅
August 14, 2026 at 11:21 PM
กบน. ขยับดีเซลและกลุ่มเบนซิน 6 บาท/ลิตร รับมือวิกฤตสู้รบตะวันออกกลางดันราคาตลาดโลกพุ่ง เร่งเพิ่มสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หลังประมาณการฐานะกองทุนติดลบกว่า 35,000 ล้านบาท แบกหนี้เดือนละ 80,344 ล้านบาท

t.dailynews.co.th/news/5721619/
#ราคาน้ำมัน #น้ำมันดีเซล #กองทุนน้ำมัน
March 25, 2026 at 4:17 PM
เจาะลึกไส้ใน #ราคาน้ำมันไทย เมื่อปั๊มเริ่มแห้งแต่ดีเซลพุ่ง 33 บาท แล้วเงินค่าน้ำมัน 1 ลิตรของเรา…ไหลไปเข้ากระเป๋าใคร?...
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.dailynews.co.th/news/5694817/
#ราคาน้ำมัน #กองทุนน้ำมัน #ดีเซล #เบนซิน
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
March 17, 2026 at 12:25 PM
นักวิชาการทีดีอาร์ไอเสนอตรึงราคาค่าไฟชั่วคราว ป้องกัน “ดับเบิลช็อก” ซ้ำเติมค่าครองชีพพุ่ง
นักวิชาการทีดีอาร์ไอเสนอตรึงราคาค่าไฟชั่วคราว ป้องกัน “ดับเบิลช็อก” ซ้ำเติมค่าครองชีพพุ่ง auser15 Sun, 2026-03-29 - 12:41 นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุวิกฤตน้ำมันหนักกว่าทุกครั้ง ชี้ปรับ 6-8 บาท เป็นแค่การขึ้นบันไดขั้นแรก ชี้กองทุนน้ำมันเปราะบางเพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือประชานิยม แนะทบทวนราคาหน้าโรงกลั่นเลิกอิงตลาดสิงคโปร์ เสนอตรึงราคาค่าไฟชั่วคราว ไม่ให้ประชาชนเกิด “ดับเบิลช็อก” ซ้ำเติมค่าครองชีพพุ่ง 29 มีนาคม 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงการบริหารจัดการในสถานการณ์วิกฤตพลังงานหลังจากปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซินว่า การปรับราคาครั้งเดียวในอัตรา 6-8บาทเป็นการบริหารจัดการที่ไม่ค่อยถูกต้อง แม้ว่าจะเห็นด้วยกับการปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาดแต่จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เช่น ทยอยปรับขึ้นราคาตั้งแต่เกิดปัญหาราคาน้ำมัน แต่ภาครัฐกลับมีการตรึงราคาตั้งแต่แรกทำให้เป็นภาระของกองทุนน้ำมัน เมื่อถึงวันที่ไม่สามารถต้านทานได้แล้วจึงต้องปล่อยให้มีการปรับทีเดียว 6-8 บาท ซึ่งกรณีเช่นนี้ไม่ได้เป็นมาตรฐานที่นานาประเทศทำกัน หรือหากจะมีการปรับขึ้นในอัตราที่สูงเช่นนี้ก็จะมีการประกาศแจ้งล่วงหน้า เพื่อที่จะให้ประชาชน และผู้ประกอบการได้มีการเตรียมตัวจัดการต้นทุนเพื่อที่จะได้ไม่ให้กระทบกับการดำเนินชีวิตของประชาชนมากจนเกินไป “ภาครัฐบอกว่าให้เป็นไปกลไกตลาด คำว่ากลไกตลาดของภาครัฐก็อยากจะทราบเหมือนกันว่าหมายถึงราคาที่แท้จริง ที่ไม่มีกองทุนน้ำมันเข้าไปสนับสนุนหรือไม่ หรือยังมีกองทุนเข้ามาสนับสนุนบางส่วน ซึ่งถ้าเป็นไปตามกลไกตลาดที่ไม่มีกองทุนเลย ก็แปลว่า 6 บาท 8 บาทที่เห็นกันอาจจะเป็นเพียงบันไดขั้นแรกเท่านั้น และจะมีการขึ้นบันไดในขั้นต่อ ๆ ไปอีกหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย แต่ถ้ายังใช้กองทุนเข้ามาช่วยเหลืออยู่ก็อาจจะมีเพดานที่ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลไม่ให้กระทบกับประชาชนมากไปนัก” นักวิชาการทีดีอาร์ไอระบุ ดร.อารีพร กล่าวถึงสถานะกองทุนน้ำมันของไทยว่า มีความเปราะบาง ไม่มั่นคงมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากว่าที่ผ่านมาไทยใช้กองทุนน้ำมันผิดวัตถุประสงค์มาเป็นเวลานาน ทั้งที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดว่ากองทุนน้ำมันจะใช้ต้องเมื่อเกิดวิกฤตเท่านั้น แต่ที่ผ่านมาเราใช้กองทุนน้ำมันไปกับการเป็นเครื่องมือประชานิยมด้วยการตรึงราคาน้ำดีเซลในช่วงที่ไม่ได้เกิดวิกฤตเป็นเวลานาน จนเกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีรถหรูหลายยี่ห้อที่เปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลแทน สุดท้ายกองทุนน้ำมันก็ติดลบ จึงเป็นที่น่าเสียดายเพราะเมื่อเวลาเกิดวิกฤตจริง ๆเช่นนี้เราควรมีเงินกองทุนน้ำมันมากกว่านี้ แนะปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ดร.อารีพร กล่าวถึงโครงสร้างราคาน้ำมันด้วยว่า ต้นทุนโรงกลั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ภาครัฐควบคุมไม่ได้  เพราะเป็นไปตามราคากลไกของตลาดโลก แต่สิ่งที่ภาครัฐยังควบคุมได้ คือภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าการตลาด (ค้าส่ง-ค้าปลีก) เงินส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะเห็นได้ว่าในโครงสร้างราคาน้ำมันมีภาษีและเงินกองทุนที่ทับซ้อนกันอยู่มาก ดังนั้นหากมีการบริหารจัดการที่ดีจะช่วยลดราคาน้ำมันได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตที่ครม.กำลังดำเนินการอยู่กับน้ำมันดีเซล ทั้งนี้เห็นว่าหากปรับลดภาษีสรรพสามิตกับน้ำมันชนิดอื่น ๆ และไม่กระทบกับภาระของประเทศมากจนเกินไปก็จะช่วยลดภาระของประชาชนได้มากขึ้น “ภาครัฐควรเข้าไปดูราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นว่าสามารถปรับได้หรือไม่ เพราะราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นของไทยมีการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริงของไทย มีการบวกต้นทุนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยการเดินทาง ซึ่งหากสามารถใช้ราคาต้นทุนที่แท้จริงหน้าโรงกลั่นได้ก็จะทำให้ไทยมีราคาน้ำมันที่ถูกลงได้ และยังเป็นการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย” ดร.อารีพรระบุ “ปริมาณ” น่าห่วงว่า “ราคา” สถานการณ์ยืดเยื้อทำน้ำมันขาดแคลน ดร.อารีพร ยังประเมินฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นในกรณีเลวร้ายที่สุดของสถานการณ์พลังงานโดยระบุว่า ความน่ากลัวของวิกฤตน้ำมันเป็นเรื่องปริมาณมากกว่าราคา เพราะหลายประเทศทั่วโลกต่างประสบปัญหาเดียวกัน ดังนั้นในการที่จะได้มาซึ่งแหล่งน้ำมันใหม่จะต้องแย่งชิงกับนานาประเทศในราคาที่สูง ในอนาคตหากสงครามยืดเยื้อ ที่ร้ายแรงที่สุดคือการขาดแคลนน้ำมัน ถึงแม้ภาครัฐจะบอกว่าไทยมีปริมาณน้ำมันสำรอง 30 วันอยู่ในประเทศ และอีก 60 วันอยู่ระหว่างการขนส่ง หากเป็นเช่นนั้นจริงเท่ากับไทยมีเวลาหายใจ 100 วัน แต่หากสงครามกินระยะเวลาที่นานกว่านั้น นั่นหมายความว่าล็อตถัดไปมีความไม่แน่นอนแล้วว่าเราจะมีน้ำมันใช้ในประเทศหรือไม่ “ถ้าถามว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้แตกต่างจากที่ผ่าน ๆ มาอย่างไร รอบนี้ดูจะเป็นรอบที่กระทบกับประชาชนมากที่สุด เพราะตอนที่เกิดวิกฤต รัสเซีย ยูเครน ราคาLNG ที่พุ่งสูงขึ้น ไม่มีปัจจัยในเรื่องของความกังวลว่าน้ำมันจะขาดแคลน ดังนั้นรัฐบาลควรทำให้ประชาชนคลายความกังวลในเรื่องนี้ โดยแสดงให้เห็นคือความโปร่งใสของข้อมูลว่าตอนนี้ปริมาณน้ำมันสำรองที่บอกว่ามีอยู่ 100 วัน อยู่ที่ไหน ถ้าบอกว่ามีสำรอง 100 วัน แต่ไม่ได้บอกว่าอยู่ที่ไหน จะทำให้ประชาชนไม่มั่นใจว่าเรามีปริมาณน้ำมันตามที่รัฐยืนยันจริงหรือไม่ นี่คือมาตรการระยะสั้นที่ภาครัฐต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ” ดร.อารีพรระบุ สร้างความมั่นคงพลังงาน เปลี่ยนผ่านสู่ไฟสะอาด เปิดเอกชนร่วมผลิต สู้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ดร.อารีพร ยังระบุด้วยว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดบ่อยขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ความมั่นคงทางพลังงานเป็นสิ่งสำคัญ ไทยจำเป็นต้องมีความมั่นคงทางพลังงานที่มากกว่านี้ ไม่ใช่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นไทยกลายเป็นประเทศแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง จึงเสนอว่ามาตรการระยะยาวภาครัฐควรพิจารณาเรื่องการทำยุทธศาสตร์น้ำมันสำรอง ให้มีน้ำมันสำรองใช้ในประเทศในราคาที่เป็นธรรมในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น เหมือนกับประเทศญี่ปุ่นที่ทำยุทธศาสตร์น้ำมันสำรองยาวนานถึง 200 วัน เช่นเดียวกับไฟฟ้าที่ไทยควรจริงจังกับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ไปใช้พลังงานจากทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้เต็มศักยภาพ เช่น พลังแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวลต่าง ๆ ที่จะมาทดแทนการใช้ LNG ในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ซึ่งวิธีการที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เร็วภาครัฐต้องเปิดตลาดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเหล่านี้ ซึ่งภาคเอกชนจะเข้ามาช่วยในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลงทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดให้เกิดเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยระยะยาว “ภาครัฐและประชาชนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานมากขึ้น แต่ก็กลัวว่าพอวิกฤตหายคนไทยก็จะลืม เหมือนอย่างที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะว่าเรายังไม่เคยเจอวิกฤตที่แท้จริงเหมือนอย่างตอนนี้ เพราะที่ผ่านมามีการตรึงราคา มีการยืดการชำระหนี้อะไรต่าง ๆ แต่คราวนี้สถานการณ์เกินกว่าที่จะอุ้มไหว ดังนั้นวิกฤตครั้งนี้อยากจะให้มองเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะความเห็นปัญหาตรงกันของความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในการที่จะเข้ามาเร่งปฏิรูปนโยบายพลังงานอย่างจริงจัง” ดร.อารีพรระบุ ห่วง “ดับเบิลช็อก” ค่าไฟจ่อขึ้นอีก ตอกย้ำปัญหาค่าครองชีพ แนะตรึงราคาช่วงวิกฤตชั่วคราว ดร.อารีพร มีข้อเสนอต่อรัฐบาลถึงราคาค่าไฟที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้นในงวดใหม่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคมนี้ด้วยว่า หากเกิดการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอีกจะยิ่งกระทบต่อประชาชนมากจนเกินไป เกิดเป็น “ดับเบิลช็อก” กับปัญหาค่าครองชีพที่ประชาชนต้องแบกรับทั้งน้ำมันและค่าไฟ จึงเห็นว่ารัฐบาลควรตรึงราคาค่าไฟชั่วคราว ในช่วงวิกฤตพลังงาน 2-3 เดือนนี้เท่านั้น ซึ่งราคาค่าไฟฟ้ายังมีเครื่องมืออื่น ๆ ที่จะเข้ามาช่วยได้มากกว่าน้ำมัน เช่น ค่า Claw Back 9,400 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้าหากมีการคืนหนี้ทุกอย่างจะอยู่ที่ประมาณ 4.59 บาทต่อหน่วย แต่ถ้าใช้ค่าClaw Back แล้วก็ค่อย ๆ ทยอยจ่ายหนี้ค่าไฟจะอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วยซึ่งเป็นราคาต่ำสุดที่กกพ.เสนอ แต่หากมีการยืดการชำระหนี้ออกไปอีกแล้วก็ใช้ค่า Claw Back ราคาก็น่าจะอยู่ได้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย “มีการถามกันมากว่าการที่ไม่มีครม.ชุดใหม่เสียทีมีผลต่อการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานในขณะนี้หรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่าในยามที่เกิดวิกฤต นโยบายที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ก็ควรดำเนินการ ไม่อยากให้ภาครัฐมองว่าเป็นรัฐบาลรักษาการ ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะถ้าไม่ทำประชาชนอยู่ไม่ได้ ดังนั้นแล้วณตอนนี้ที่ยังอยู่ในตำแหน่งอย่างไรก็มีอำนาจ มีช่องทางให้ดำเนินการอยู่อย่างที่กระทรวงการคลัง หรือกระทรวงคมนาคมขอดำเนินการต่อกกต. เพราะนี่เป็นเรื่องของวิกฤต” ดร.อารีพร ระบุ * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พลังงาน * ไฟฟ้า * ค่าไฟฟ้า
dlvr.it
March 29, 2026 at 5:48 AM
#พิพัฒน์รัชกิจประการ รับพรุ่งนี้ขึ้นเบนซิน-ดีเซล อั้นเพดานดีเซลไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร เผย #กองทุนน้ำมัน ติดลบหมื่นล้านกู้ได้แค่ 4 หมื่นล้าน รอมีรัฐบาลใหม่ คลังเซ็นค้ำประกัน ย้ำน้ำมันไม่ขาดมีนอกอ่าวอีก รอดีลน้ำมันรัสเซีย..
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.dailynews.co.th/news/5694173/
#วิกฤตน้ำมัน #ราคาน้ำมัน #น้ำมันหมด
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
March 17, 2026 at 9:33 AM
ตอนนี้ราคาจริง ประมาณลิตรละ 40 บาท แล้ว ที่ตรึงราคาเดิมไว้ได้ ด้วยกองทุนน้ำมันล้วนๆ

อีกอาทิตย์หนึ่งถ้าไม่คลี่คลาย ราคาคงต้องเริ่มพุ่งกระฉูดแล้วล่ะ 😓
เราสามารถให้คนไทยที่เชียร์สงครามไปลงทะเบียนผู้รักสงคราม ละไปเก็บค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้นกับคนกลุ่มนี้ได้หรือไม่
March 8, 2026 at 8:56 AM
'เอกนัฏ' เคาะปรับลดราคาขายปลีกดีเซลทุกชนิด 2.14 บาทต่อลิตร หลังปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นรูปแบบใหม่ พร้อมปรับลดอัตราเงินชดเชยหลังราคาน้ำมันโลกลดลงหวังพยุงสถานะกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังวิกฤต ติดลบมากกว่า 57,000 ล้านบาท

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5763251/
#ดีเซล #เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #วิกฤติน้ำมัน
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
April 8, 2026 at 9:39 AM
กรมธุรกิจพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสต็อคน้ำมันทั่วประเทศ ยืนยันน้ำมันไม่ขาดแคลน
กรมธุรกิจพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสต็อคน้ำมันทั่วประเทศ ยืนยันน้ำมันไม่ขาดแคลน auser15 Sat, 2026-03-14 - 17:03 กรมธุรกิจพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสต็อคน้ำมันทั่วประเทศ ยืนยันน้ำมันไม่ขาดแคลน แต่จากการสำรวจของสำนักข่าวไทยพบปั๊มน้ำมันต่างๆ ทยอยจำกัดการจำหน่ายดีเซล ก่อนขยับขึ้น หลังตรึงราคาไม่เกิน 30 บาท/ลิตร ครบ 15 วัน ในวันที่ 16 มี.ค.นี้ กองทุนน้ำมันประกาศอุดหนุนราคาเพิ่ม เงินไหลออกราว 1,300 ล้านบาท/วัน ภาพปั๊มน้ำมัน ปตท. ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ประกาศน้ำมันหมด - งดเติมน้ำมันให้รถทะเบียนพม่า เมื่อ 14 มี.ค. 2569 (ภาพจากเครือข่าย) Energy News Center รายงานเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 ว่า นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า จากกรณีที่มีรายงานว่าคลังน้ำมันหลักไม่ปล่อยน้ำมันออกจากคลัง จนอาจทำให้ไม่มีน้ำมันส่งต่อไปยังคลังภูมิภาคและสถานีบริการ ซึ่งอาจสร้างความกังวลต่อประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมันในประเทศนั้น ธพ. จึงได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที โดยประสานสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสอบปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง ณ คลังน้ำมันสำรอง จำนวน 53 แห่ง ทั่วประเทศ รวม 23 จังหวัด เพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำมันใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ น้ำมันดิบ น้ำมันกลุ่มเบนซิน และน้ำมันดีเซล และประเมินสถานการณ์การจัดหาและการกระจายน้ำมันอย่างใกล้ชิด กรมธุรกิจพลังงานยืนยันว่า ประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศ และระบบการกระจายน้ำมันยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ พร้อมทั้งกำชับผู้ค้าน้ำมันให้บริหารจัดการสต็อคและการขนส่งน้ำมันอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานีบริการและประชาชน ทั้งนี้ กรมธุรกิจพลังงานจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง และหากพบพฤติกรรมกักตุนหรือการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงาน จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำขอให้ประชาชนมั่นใจว่า น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศยังมีเพียงพอ ยังไม่มีความจำเป็นต้องกักตุนน้ำมันแต่อย่างใด ปั๊มน้ำมันทยอยจำกัดเติมดีเซล ภาพจากสำนักข่าวไทย สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 ว่า  ปั๊มน้ำมันต่างๆ ทยอยจำกัดการจำหน่ายดีเซล ก่อนขยับขึ้น หลังตรึงราคาไม่เกิน 30 บาท/ลิตร ครบ 15 วัน ในวันที่ 16 มี.ค.นี้ กองทุนน้ำมันประกาศอุดหนุนราคาเพิ่ม เงินไหลออกราว 1,300 ล้านบาท/วัน พบปั๊มน้ำมันส่วนใหญ่ ติดป้ายดีเซลหมด เช่น ปั๊ม ปตท.จุดพักรถ มอเตอร์เวย์ เส้นทาง ชลบุรี, ปั๊ม สำนักงานใหญ่ ปตท. รวมทั้งปั๊มแบรนด์อื่นๆ เนื่องจากประชาชน เร่งเติมน้ำมัน รวมถึงกักตุนก่อนจะครบกำหนดระยะเวลาตรึงราคา 15 วัน สิ้นสุด 16 มี.ค. 2569 ทำให้น้ำมันขนส่งไม่ทันกับความต้องการ ล่าสุด ปั๊ม ต่างๆจำกัดการจำหน่ายดีเซล เช่น ปั๊มปตท.ต่างจังหวัดบางแห่งจำกัดเติมดีเซลเพียง500บาท ที่ปั๊ม เขาทอง นครสวรรค์ , ปั๊มปตท. เนินปอ ที่พิจิตร ส่วน กทม.ปั๊ม ปตท. สนามเป้า จำกัดเติมไม่เกิน 1,000บาท ปั๊มบางจากฯ แจ้งว่าปริมาณน้ำมันยังมีเพียงพอ แต่เพื่อให้บริการได้อย่างทั่วถึงระยะยาว จึงขอความร่วมมือ จำกัดการเติมน้ำมันรถ รถ 6 ล้อขึ้นไม่เกิน 3,000 บาท/คัน/วัน , งดเติมน้ำมันใส่ภาชนะบรรจุ (ยกเว้นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่มีความจำเป็นต้องนำภาชนะบรรจุมาเติมน้ำมัน ไม่เกิน 3,000 บาท/คัน/วัน) นอกจากนี้บางค่ายแจ้งปั๊มในสังกัด ห้ามจำหน่ายน้ำมันโดยไม่ผ่าน มิเตอร์จ่าย สถานีบริการ ฝ่าฝืนมีมาตรการลงโทษ,จำกัดเก๋งเล็ก รถกะบะ จำหน่ายไม่เกิน 500 บาท/ค้น , รถบรรทุก รถบัส จำหน่ายไม่เกิน 1,000 บาท/คัน,รถบัตร VIP ไม่เกิน 100 ลิตร ส่วนรถหน่วยราชการ และกลุ่มเกษตรกร พิจารณาตามความเหมาะสม แต่ไม่เกิน 200 ลิตร ส่วนการกรอกเติมน้ำมันกรอกถัง ทั้งนี้ให้พิจารณาเป็นกรณี พิเศษ สำหรับรถหน่วยงานราชการที่มีความจำเป็น เช่น รถพยาบาล รถดับเพลิง เป็นต้น แนะนำผลักดันให้ผู้บริโภคเปลี่ยนมาเติมน้ำมันประเภท ULG และ Premium ที่มีปริมาณเพียงพอสำหรับขาย นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้น,เงินบาทอ่อนค่าและไทยเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นจากบี5 เป็น บี7 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประกาศต้องอุดหนุนราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นดีเซลเพิ่มจาก 14.15 บาท เป็น 18.31 บาท/ลิตร ทำสถิติสูงสุด ส่วนแก๊สโซฮอล์อี20 อุดหนุนเพิ่มจาก 9.11 บาท เป็น 9.85 บาท/ลิตร อี10 อุดหนุนเพิ่มจาก 7.52 บาท เป็น 8.37 บาท/ลิตร ส่งผลกองทุนน้ำมันไหลออกเพื่ออุดหนุนไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านบาท/วัน * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พลังงาน * น้ำมัน
dlvr.it
March 14, 2026 at 10:08 AM
อย่าเพิ่งรีบเฮ! ดีเซลลดโรงกลั่น 2.40 บาท ลุ้น 16 ก.ย. ‘ลดหน้าปั๊ม’ หรือเติมกองทุน

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6185327/
#โรงกลั่น #น้ำมันดีเซล
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 13, 2026 at 2:32 AM
สนับสนุนให้สำนักข่าวสร้างความตระหนักเรื่องการใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือหาเสียง ด้วยการออกข่าวน้ำมันเพิ่มขึ้นลดลงแล้วแนบไปด้วยว่าลดจากส่วนไหน ส่วนเงินสมทบกองทุนหรือส่วนราคาขายหน้าโรง
July 23, 2026 at 6:05 AM
ครม. อนุมัติโครงการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี 1.74 หมื่นล้าน - ไฟเขียว กองทุนน้ำมันกู้ 2 หมื่นล้าน
ครม. อนุมัติโครงการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี 1.74 หมื่นล้าน - ไฟเขียว กองทุนน้ำมันกู้ 2 หมื่นล้าน Pazzle Tue, 2026-04-28 - 15:00 ที่ประชุม ครม. อนุมัติให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกู้ยืมเงินวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ รวมมติอนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รวม 45 รายการ คิดเป็นวงเงินทั้งสิ้น 111,022.14 ล้านบาท โดยเป็นคำขอเสนองบฯ ปี 70 จำนวน 17,458.22 ล้านบาท และผูกผันงบฯ ปีที่เหลือรวม 93,563.92 ล้านบาท    28 เม.ย. 2569 รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้ยืมเงินวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และ ให้ สกนช. ดำเนินการกู้เงินได้เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะด้วยแล้ว สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. 2569 ส่งผลให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกลดลง และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศไทยและค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ วันที่ 5 เม.ย. 2569 ระบุว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ ค้างจ่ายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง กระทบต่อความสามารถในการจัดหาน้ำมัน และมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนในประเทศ ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการกู้ยืมเงินของ สกนช. เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2569 และแผนชำระหนี้เงินกู้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2571 - สิงหาคม 2574 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า การอนุมัติเงินกู้ครั้งนี้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถบรรเทาวิกฤตราคาพลังงาน ดูแลระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกในช่วงวิกฤตพลังงาน นอกจากนี้ ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ วงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รวม 45 รายการ คิดเป็นวงเงินทั้งสิ้น 111,022.14 ล้านบาท โดยเป็นคำขอเสนองบฯ ปี 70 จำนวน 17,458.22 ล้านบาท และผูกผันงบฯ ปีที่เหลือรวม 93,563.92 ล้านบาท  ทั้งนี้ งบประมาณดังกล่าว จะครอบคลุม 6 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงมหาดไทย มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนโครงการสำคัญของภาครัฐอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ซึ่งแต่ละหน่วยงานจำแนกได้ดังนี้ กระทรวงการคลัง 1 รายการ วงเงิน 1,746.10 ลบ. งบปี 70 จำนวน 349.22 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีเหลือ 1,396.88 ลบ. ได้แก่ โครงการบำรุงรักษาและซ่อมแซมแก้ไขระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์ที่จัดซื้อในโครงการระยะที่ 5 เพื่อลดความเสี่ยงจากการขัดข้องและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้า ส่งผลให้กรมศุลกากรสามารถตรวจปล่อยตู้คอนเทนเนอร์สินค้าได้อย่างรวดเร็วและป้องกันสินค้าที่ไม่พึงประสงค์เข้าประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 13 รายการ วงเงิน 27,384.12  ลบ. งบปี 70 จำนวน 5,476.82  ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 21,907.30 ลบ. อาทิ โครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ จังหวัดชลบุรี วงเงิน 2,476.89 ล้านบาท เป็นโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำและอาคารประกอบ รวมถึงวางระบบท่อผันน้ำจากแห่งน้ำบริเวณใกล้เคียงที่มีปริมาณน้ำเหลือใช้ในฤดูฝน มาเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่เมืองชลบุรี นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง และแหล่งท่องเที่ยวเมืองพัทยา กระทรวงคมนาคม 20  รายการ วงเงิน 45,703.55  ลบ. งบปี 70 จำนวน 6,465.10 ลบ.   ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 39,238.45 ลบ. อาทิ 1)โครงการก่อสร้างถนนในพื้นในที่จังหวัดสมุทรปราการ มุกดาหาร เชียงใหม่ และชลบุรี วงเงิน 1,239.60 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายให้สามารถรองรับปริมาณจราจรที่เพิ่มขึ้นและแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด 2)โครงการเช่ารถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) จำนวน 800 คัน วงเงิน 145.73 ล้านบาท เพื่อทดแทนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม เนื่องจากมีอายุการใช้งานนานกว่า 30 ปี คาดว่า จะสามารถรับมอบรถโดยสารงวดที่ 1 จำนวน 400 คัน ได้ในเดือนสิงหาคม 2570 และงวดที่ 2 จำนวน 400 คัน ในเดือนกันยายน 2570 กระทรวงยุติธรรม 1 รายการ วงเงิน 1,510.69 ลบ. งบปี 70 จำนวน 302.13 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 1,208.56 ลบ. ได้แก่ โครงการก่อสร้างทัณฑสถานบำบัดพิเศษพระนครศรีอยุธยาพร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นโครงการก่อสร้างทัณฑสถานแห่งใหม่ เพื่อทดแทนทัณฑสถานเดิมที่ทรุดโทรม คับแคบ และขาดความมั่นคงปลอดภัย โดยก่อสร้างบนพื้นที่ 100 ไร่ สามารถรองรับผู้ต้องขังได้ถึง 3,000 คน ทำให้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังอย่างเป็นสัดส่วนตามหลักมาตรฐานสากล และสามารถควบคุมป้องกันการหลบหนีได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 5 รายการ วงเงิน 25,738.59 ลบ. งบปี 70 จำนวน 3,261.13 ลบ.  ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 22,477.46 ลบ. อาทิ 1)แผนความต้องการครุภัณฑ์ โครงการสถาบันการแพทย์ศิริราชระดับนานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล วงเงิน 454.80 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้บริการให้สามารถเข้าถึงบริการการแพทย์ที่มีคุณภาพ ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง 2)โครงการจัดตั้งคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยนครพนม วงเงิน 543.96 ล้านบาท เป็นการจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ให้มีมาตรฐานตามเกณฑ์แพทยสภาและสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ Institute for Medical Education Accreditation: IMEAc) โดยเน้นหลักสูตรผลิตแพทย์เพื่ออนาคตในระบบบริการปฐมภูมิ เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอบบนที่มีความขาดแคลน กระทรวงมหาดไทย 5 รายการ วงเงิน 8,939.09 ลบ. งบปี 70 จำนวน 1,603.82 ลบ. ผูกผันงบฯ ปีที่เหลือ 7,335.27 ลบ. อาทิ โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาค สาขาชลบุรี - พนัสนิคม - (พานทอง) - (ท่าบุญมี) ระยะที่ 2 วงเงิน 340 ล้านบาท โดยสามารถเพิ่มการผลิตน้ำประปาขนาด 96,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อรองรับผู้ใช้น้ำภาคครัวเรือนและธุรกิจประมาณ 55,000 ราย ตามแผนการพัฒนาเมืองศูนย์กลางการศึกษานานาชาติอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในพื้นที่จังหวัดชลบุรีด้านทิศเหนือของโครงการ EEC   * ข่าว * การเมือง * ครม. * การกู้เงิน * กองทุนน้ำมัน * งบประมาณ
dlvr.it
April 28, 2026 at 8:07 AM
16-19 เม.ย.69 เปิดลงทะเบียนมาตรการช่วยรถขนส่ง-โดยสารสาธารณะ ส่วนไรเดอร์ 'ป้ายขาว' ไม่เข้าเกณฑ์
16-19 เม.ย.69 เปิดลงทะเบียนมาตรการช่วยรถขนส่ง-โดยสารสาธารณะ ส่วนไรเดอร์ 'ป้ายขาว' ไม่เข้าเกณฑ์ ภาพปก: แฟ้มภาพ เมื่อปี 2564  XmasUser Thu, 2026-04-16 - 16:33 ครม.เห็นชอบ มาตรการบรรเทาผลกระทบราคาน้ำมันในภาคขนส่ง-ภาคบริการขนส่งสาธารณะ เปิดลงทะเบียนระหว่าง 16-19 เม.ย. 69 โดยจะช่วยเหลือเป็นเวลา 42 วัน วงเงินรวม 2,060 ล้านบาท ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ รถโดยสารสาธารณะ ภาคขนส่ง และรถรับจ้าง 'สิริพงศ์' เผยไม่รวมไรเดอร์ ‘ป้ายขาว’ เหตุเป็นข้อจำกัดกองทุน เตรียมประเมินสถานการณ์ ออกมาตรการอีกครั้งเดือน มิ.ย.นี้    16 เม.ย. 2569 เว็บไซต์ ไทยพีบีเอส รายงานวันนี้ (16 เม.ย.) รัชดา ธนดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ ‘เห็นชอบ’ มาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันในภาคขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ครอบคลุมรถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุกสินค้า และรถรับจ้าง วงเงินรวมประมาณ 2,060 ล้านบาท กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เปิดให้ผู้มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือตามมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันในภาคขนส่ง ลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/ ตลอด 24 ชั่วโมง หรือมาขอรับสิทธิได้ที่อาคาร 3 ชั้น 1 กรมขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดกรุงเทพมหานครทุกแห่งประเทศ ระหว่าง 16 เม.ย. 2569 เวลา 08.30 น. จนถึง 19 เม.ย. 2569 เวลา 16.30 น. เพื่อรับสนับสนุนการเดินรถ 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. จนถึง 31 พ.ค. 2569   สำหรับมาตรการนี้มุ่งลดภาระต้นทุนผู้ประกอบการ ควบคู่กับการตรึงค่าโดยสารไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้น เพื่อลดแรงกดดันค่าครองชีพ และดูแลให้มีบริการขนส่งสาธารณะเพียงพอ โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ ครอบคลุมผู้ประกอบการ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ รถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุกขนส่งสินค้า และรถรับจ้าง * รถโดยสารประจำทางบางประเภท เช่น หมวด 1 และหมวด 4 ในกรุงเทพมหานคร ได้รับเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน ต้องวิ่งไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร ขณะที่หมวด 2 และ 3 ได้รับ 2 บาทต่อกิโลเมตร เพดานไม่เกิน 700 และ 500 บาทต่อวันตามลำดับ ส่วนรถโดยสารไม่ประจำทาง เช่น รถบัส มินิบัส และรถตู้ ได้รับ 5,000 และ 3,600 บาทต่อคัน ตามลำดับ * รถบรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ได้รับ 6,000 บาทต่อคัน ต้องวิ่งไม่น้อยกว่า 4,000 กิโลเมตร ส่วนรถขนาดเล็กได้รับ 3,000 บาทต่อคัน ต้องวิ่งไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร * รถรับจ้าง แท็กซี่ได้รับแบบเหมาจ่าย 5,040 บาทต่อคัน โดยมีเงื่อนไขต้องติดตั้งและใช้งานแอปพลิเคชัน DLT GPS NOTICE ต้องเป็นแท็กซีน้ำมันเท่านั้น ใช้พลังงานอื่นๆ ไม่ได้ และวิ่งไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลเมตร ขณะที่รถจักรยานยนต์สาธารณะ หรือวินมอเตอร์ไซค์ ป้ายเหลือง ได้รับแบบเหมาจ่าย 840 บาทต่อคัน  นอกจากนี้ ผู้มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือต้องจดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบกถูกต้อง และมีใบอนุญาตที่ยังไม่หมดอายุ พร้อมวิ่งให้บริการจริงตามระยะทางที่กำหนดภายใน 42 วัน ตรวจสอบผ่านระบบ GPS ก่อนจ่ายเงินหลังสิ้นสุดมาตรการ สำหรับรถที่ใช้แอปพลิเคชัน DLT GPS NOTICE ต้องเปิดใช้งานตลอดการให้บริการ หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือให้ข้อมูลเท็จ จะถูกตัดสิทธิและอาจมีโทษตามกฎหมาย "ภาพรวมมาตรการนี้ช่วยประคับประคองต้นทุนภาคขนส่ง ควบคู่กำหนดเงื่อนไขให้บริการจริง เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงกลุ่ม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูงสุด” กรมขนส่งทางบก ระบุ  อย่างไรก็ดี สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์กับรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” กล่าวถึงเงื่อนไขเข้าเกณฑ์ช่วยเหลือมาตรการดังกล่าวด้วยว่าจะช่วยเหลือเฉพาะรถขนส่งผู้โดยสารอย่างแท็กซี่ หรือวินมอเตอร์ไซค์ ที่มีป้ายทะเบียนเหลือง หรือขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งเท่านั้น ไรเดอร์ป้ายขาวจะยังไม่ได้รับการช่วยเหลือในมาตรการระยะสั้นครั้งนี้  ส่วนเหตุที่ช่วยเฉพาะกลุ่มนี้กลุ่มเดียว เพราะว่าเป็นเงื่อนไขของงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน หรือกองทุนเลขสวย ซึ่งวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ การใช้เงินค่อนข้างจะจำกัด เราเลยคิดออกมาเป็นมาตรการแบบนี้ก่อน เพื่อลดภาระให้ประชาชนทั่วไปก่อน และจะมีการประเมินสถานการณ์ และออกมาตรการใหม่อีกครั้งในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ โดยเบื้องต้น คาดว่าจะเป็นมาตรการเยียวยาประชาชนในภาพรวม  ต่อประเด็นที่สื่อสอบถามว่าครั้งนี้มีการใช้งบประมาณรายจ่ายกลางจำนวนเท่าไร สิริพงศ์ ระบุว่า ประมาณ 1,300 ล้านบาท โดยเน้นช่วยเหลือรถภาคขนส่ง หรือลอจิสติกส์เท่านั้น ได้แก่ รถบรรทุก 10 ล้อ หรือรถบรรทุก 6 ล้อ แต่ถ้าเป็นรถโดยสาร จะใช้งบประมาณจากกองทุนเลขสวยเป็นหลัก  * ข่าว * เศรษฐกิจ * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * ราคาน้ำมัน * ความขัดแย้งตะวันออกกลาง * วิกฤตราคาพลังงาน * แท็กซี่ * วินมอเตอร์ไซค์ * ไรเดอร์
dlvr.it
April 16, 2026 at 9:55 AM
'เอกนัฏ' แจงเหตุลดภาษีสรรพสามิตไม่ได้ แต่ลดค่าการกลั่นได้ ทุกโรงกลั่นร่วมมือ
'เอกนัฏ' แจงเหตุลดภาษีสรรพสามิตไม่ได้ แต่ลดค่าการกลั่นได้ ทุกโรงกลั่นร่วมมือ admin666 Fri, 2026-04-10 - 20:21 รมว.พลังงานชี้หลังวิกฤตต้องรื้อกลไกกองทุนน้ำมัน ลดภาษีสรรพสามิตขอเป็นทางเลือกสุดท้ายเพราะรัฐต้องใช้เงินช่วยประชาชน ตอนนี้ขอจัดการลดค่าการกลั่นก่อนและทุกโรงกลั่นก็ให้ความร่วมมือ อนาคตเตรียมใช้พลังงานทดแทน 10 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี รัฐบาลอนุทิน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อธิบายชี้แจงในประเด็นการจัดการพลังงาน ว่าต้นทุนพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการครองชีพของประชาชน แต่เมื่อเข้ามารับตำแหน่งก็ต้องมารับสภาวะวิกฤตน้ำมันจากการปะทะกันในตะวันออกกลาง ซึ่งอยู่นอกเหนือการจัดการขอบเขตอำนาจของรัฐบาลไทย แต่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของประเทศ  เอกนัฏชี้แจงว่านับตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่งก็ได้รับรายงานจาก คตร. และได้เรียกกลุ่มผู้ประกอบการมาพูดคุยรวมถึงประชุมกับคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน ซึ่งรัฐบาลไทยมีเครื่องมือมีอาวุธและกำลังในการจัดการปัญหาเรื่องนี้น้อยมากผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งน้ำมันที่ราคาที่แพงขึ้นและหายากขึ้นทำให้มีผลกระทบหนัก สิ่งที่รัฐบาลไทยมีคือกองทุนน้ำมัน ซึ่งก็มีคำถามเข้ามาหลากหลาย แต่เขาก็ใช้ความระวังมากในการบริหารกองทุนในฐานะประธานกองทุนน้ำมัน เขาเห็นว่าในสถานการณ์ปกติสิ่งแรกที่จะทำคือการผ่าตัดกองทุนน้ำมันเพราะมีอำนาจมาก การตัดสินใจของกองทุนน้ำมันสามารถนำเม็ดเงินมหาศาลมาอุดหนุนน้ำมันเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วตามเจตนาของกองทุนน้ำมันมีเงินในกระเป๋าแค่ 20,000 ล้านบาทสำหรับการบริหารสถานการณ์แบบที่เป็นอยู่นี้ แต่วันนี้ก็เห็นแล้วว่าที่ตอนนี้ติดลบ 60,000 ล้านบาท แต่เคยติดลบถึง 100,000 ล้านบาทแล้วก็มี และวันนี้ด้วยอำนาจของกองทุนน้ำมันจะเอาเงินกองทุนมาลดราคาน้ำมันอีกก็ยังได้  “ในความคิดเห็นของผมไม่ควรมีองค์กร ไม่ควรมีกองทุนไหนมีอำนาจมากมายขนาดนี้ หลังจัดการสถานการณ์ให้กลับสู่สภาวะปกติแล้ว ก็ตั้งใจปรับเกณฑ์การทำงานของกองทุนน้ำมัน ถ้าเจตนาของกองทุนมีเงินเพียง 20,000 ล้านใช้สำหรับชะลอผลกระทบที่เกิดขึ้นในกรณีน้ำมันราคาขึ้้น แล้วก็ใช้ชะลอผลกระทบไม่ให้สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศมากเกินไปก็ควรจะมีลิมิตในการทำงานมากกว่านี้ ไม่ใช่ว่าวันนึงอยากจะอุดหนุนเงินเป็นพันล้าน สองพันล้าน สามพันล้านก็สามารถทำได้ เกณฑ์เหล่านี้ต้องเปลี่ยนไปการคำนวนอัตราต่างๆ ก็ต้องทำให้โปร่งใสมากขึ้น” เอกนัฏยกตัวอย่างการปรับค่าการตลาดที่ต้องทบทวนปรับกลไกคำนวนใหม่ไม่ให้บางวันก็พุ่งสูงถึง 10-20 บาท บางวันก็ติดลบ 5-10 บาทก็มี แม้ว่าค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2 บาทตามการศึกษาแต่ว่าเวลาพุ่งขึ้นพุ่งลงก็ทำให้เสียเสถียรภาพในการบริหารจัดการ เมื่อกลไกให้อำนาจกองทุนน้ำมันแบบนี้ก็ต้องพยายามบริหารจัดการด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ จึงได้มีการพูดคุยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญตลอด  แต่เมื่อต้องตัดสินใจก็ทำหน้าที่ของตนก็ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ในการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ.2516 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานสามารถกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นได้ การใช้เงินกองทุนน้ำมันก็ไม่ได้ต่างกับเอาเงินของผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาชดเชยทำให้สามารถใช้น้ำมันราคาถูกลงในปัจจุบัน เขาเห็นว่าในภาวะวิกฤติแบบนี้กลไกตลาดที่เคยทำงานไม่ได้ทำงานอย่างปกติ กลไกราคาที่ประเทศไทยอ้างอิงราคาจากตลาดสิงคโปร์มาก็ผิดปกติ ราคาน้ำมันสำเร็จเทียบกับราคาน้ำมันดิบถูกถ่างออกไปให้สูงขึ้นปกติมากทำให้ค่าการกลั่นดูแล้วบ่งชี้ว่าโรงกลั่นก็น่าจะมีกำไรเกินไปมาก ในยามวิกฤตแบบนี้โชคดีที่ประเทศไทยเรามีโรงกลั่นที่สามารถกลั่นน้ำมันดิบได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ แต่กลไกเดิมเราทำเสมือนว่าเราไม่มีโรงกลั่นอยู่เลย เราเอาราคาที่สิงคโปร์มาบวกกับค่าพรีเมี่ยมตั้งราคาที่หน้าโรงกลั่น ผมเห็นว่าแทนที่จะให้กองทุนน้ำมันซึ่งเป็นเงินของผู้ใช้น้ำมันไปแบกรับภาระไว้ทั้งหมด แต่ในเวลาแบบนี้เป็นความรับผิดชอบของโรงกลั่นที่ประกอบกิจการในประเทศไทยต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน ก็ควรจะแบ่งเบาภาระแบกภาระในเวลานี้ ไม่ใช่มาหากำไรมากจนเกินควร”  เอกนัฏกล่าวว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ไม่นำราคาในตลาดสิงคโปร์มาตั้งเป็นราคาหน้าโรงกลั่น แต่มีส่วนลดจากการคำนวนว่าค่าการกลั่นซึ่งสะท้อนกำไรจากการแปลงสภาพน้ำมันดิบหรือวัตถุดิบมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นน้ำมันสำเร็จรูปมากผิดปกติ ก็ได้ดูตัวเลขจริงในเดือนมีนาคมแล้วก็นำมาเป็นส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่นในช่วงเดือนเมษายน และเมื่อค่าการกลั่นช่วงเดือนเมษายนที่จะเพิ่มสูงขึ้นอีกก็จะเอาข้อมูลจริงในช่วงต้นเดือนเมษายนไปพิจารณาแล้วกำหนดส่วนลดใหม่ เพื่อให้โรงกลั่นเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดขึ้นจากราคาน้ำมัน และ ณ เวลานี้ทุกโรงกลั่นก็ให้ความร่วมมือดี รมว.พลังงานย้ำว่าที่ผ่านมาทำงานไม่เคยเกรงใจใคร ทำงานตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้และเป็นผลประโยชน์ส่วนรวมและของประชาชนก็จะทำ แต่ที่เห็นว่าส่วนไหนกฎหมายให้อำนาจไว้มากเกินไปเช่นในส่วนของกองทุนน้ำมันก็เห็นว่าจะต้องถือโอกาสนี้หลังเกิดวิกฤตนี้จะต้องผ่าตัดปรับปรุงหลักเกณฑ์การทำงานของกองทุนน้ำมัน ให้ชัดเจนและโปร่งใส ถูกถ่วงดุลได้ ไม่ให้ทำอะไรก็ได้โดยไม่มีใครรู้ ประเด็นเรื่องภาษีสรรพสามิต เอกนัฏเห็นว่าการลดภาษีส่วนนี้ไม่ใช่เรื่องยากเพราะรัฐบาลมีอำนาจเต็ม แต่ไม่ได้มาฟรีจึงขอไว้เป็นไพ่ใบสุดท้ายทเพราะต้องเอารายได้ส่วนนี้ไปช่วยเหลือมุ่งเป้าให้ประชาชนที่เดือดร้อนที่ต้องการเงินช่วยเหลือจริงๆ การลดภาษีสรรพสามิตอาจจะทำให้คนสบายใจราคาลดลง แต่ประเทศเงินหายในเวลาที่ต้องการเงินมาเยียวยามาช่วยเหลือประชาชน จึงขอใช้กลไกบริหารจัดการกลไกของกองทุนที่วันนี้ก็ดีขึ้นมากจากเดิมที่เคยขาดทุนมากที่สุด 2,500 ล้านบาท วันนี้เหลือวันละหลักร้อยล้านบาทสถานภาพคงที่และขอใช้กลไกการลดราคาหน้าโรงกลั่นซึ่งเป็นการลดราคาที่ไม่ส่งผลต่อสถานะของกองทุนเลย ไม่ต้องเอาเงินของผู้ใช้น้ำมันในอนาคตมาแบกชดเชยให้น้ำมันราคาถูกลงในปัจจุบัน  ในประเด็นภาวะขาดแคลนน้ำมัน เอกนัฏกล่าวว่าได้ตรวจสอบการน้ำเข้าน้ำมันแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ ณ วันนี้ยังไม่มีความแน่นอนเพราะวันหนึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็ประกาศว่าจะทำลายให้เป็นจุณเลย วันหนึ่งก็ประกาศหยุดยิง แล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะหยุดจริงหรือไม่ เพราะฉะนั้นแล้วความแน่นอนก็อยู่บนความไม่แน่นอน ก็ใช้ความระมัดระวัง เตรียมใจเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ เอกนัฏได้ตอบประเด็นที่มีการกักตุนน้ำมันว่า วันนี้ตนได้ส่งทีมไปตรวจเช็กคลังน้ำมันทั่วประเทศ ในเวลานี้ที่เรากำลังคุยกันอยู่ชุดสุดซอยทำงานตั้งแต่วันแรกที่ตนเข้ากระทรวงจนมาถึงวันนี้ เพราะตนก็เลือกที่จะไว้ใจและฟังเสียงของประชาชน ฟังข้อมูลจากพวกท่านว่าน้ำมันไปอยู่ที่ไหน และตนยืนยันว่าถ้าพบความผิดปกติ ไม่ใช่แค่สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันเท่านั้น แต่ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในรอบเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้ได้เรียกทุกข้อมูลมาเปิดดูแล้ว ถ้าพบความผิดปกติ ตนเอาจริงและเอาตายแน่นอน ไม่ชอบที่สุดคือคนที่มาเอาเปรียบประชาชนในเวลาที่พี่น้องต้องเดือดร้อนแบบนี้ ทุกท่านก็เห็นว่าคนอย่างตนเวลาจะชนกับใครแล้ว ตนก็สู้สุดซอย ตั้งแต่สมัยกระทรวงอุตสาหกรรม ถ้าผิด ต้องปิด ถ้าตนถูกฟ้องก็ต้องสู้คดี แต่ตัวเขาเองก็ต้องสู้คดีเหมือนกัน ตนก็ต้องบอกตรงไปตรงมาว่าคนที่มาหากำไรจากประชาชนในช่วงเวลานี้ ถึงมีเงินก็ต้องเตรียมเอาไปใช้ในคุก เอกนัฏกล่าวว่าสิ่งที่พูดมาทั้งหมดเป็นการแค่ไขปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงวิกฤต แต่สิ่งที่เราต้องเข้าใจก็คือว่าวันนี้เราต้องพูดถึงความมั่นคงด้านพลังงาน ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 90% เพราะฉะนั้นวันนี้เองเราก็ต้องคิดว่าถึงวิกฤตนี้จบ วิกฤตในอนาคตข้างหน้าจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร ในโลกที่ผันผวนแปรปรวน เราต้องเตรียมความพร้อมอย่างไร เลยเป็นที่มาว่าทำไมวันนี้การทำงานของกองทุนน้ำมัน เราก็ส่งเสริมในเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพ ถ้ากองทุนน้ำมันไปอุดหนุนน้ำมันดีเซลที่ไม่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือไบโอดีเซลน้อย ก็ได้รับการอุดหนุนน้อย แต่ในส่วนที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพเยอะ เช่น B20 (ดีเซลผสมไบโอดีเซล 20%), E20 (เบนซินผสมเอทานอล 20%) เอทานอลและไบโอดีเซล เราก็ส่งเสริมอุดหนุนเยอะ เพราะทุกหยดที่สามารถผลิตได้ เชื้อเพลิงชีวภาพที่สามารถเอามาผลิตและทดแทนได้ โดยคนไทย เกษตรกรไทย ก็จะนำมาทดแทนการนำเข้าของน้ำมันดิบที่นำเข้ามาใช้ในประเทศ ถึงจะใช้แพงแต่เงินทุกบาทที่เราซื้อแพงก็จะถูกส่งต่อเป็นรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรชาวไทย นี่คือความยั่งยืนและความมั่นคงด้านพลังงานที่เราต้องคิดทำ รวมไปถึงการสำรองน้ำมันของประเทศก็ต้องคิด วันนี้รัฐบาลก็จ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้ค้าเป็นผู้สำรอง แต่ถ้าต้องตัดสินใจรับมือกับวิกฤตในอนาคต ก็ต้องมาช่วยกันคิดว่าในวันนี้ประเทศไทยจะต้องมีคลังน้ำมันที่เป็นของไทยสักทีหนึ่งได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เอกนัฏกล่าวว่าวันนี้สำหรับทั่วโลกและประเทศไทย เพื่อที่จะลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง เราก็เดินหน้าเข้าสู่ไฟฟ้า แต่ไฟฟ้าที่เราผลิตจากแก๊สเป็นจำนวนมาก ประมาณ 60% ซึ่งในจำนวนนี้ฟังดูน่าจะเป็นข่าวดีมากกว่าเรื่องน้ำมัน คือเราผลิตเองได้มากกว่า 50%  แล้วก็นำเข้าแก๊สในราคาที่ไม่แพงจากพม่าอีกประมาณ 10%  แต่ถึงอย่างนั้น เราก็นำเข้าแก๊สเหลว (LNG) ในปริมาณ 40% พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ LNG แพงขึ้นก็จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟ เอกนัฏกล่าวว่าวันนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ล่าสุดก็ประกาศค่าไฟเพิ่มจาก 3.88 บาทต่อหน่วย ไปถึง 3.95 บาทต่อหน่วย ถามว่าสามารถลดค่าไฟกลับที่เดิมได้หรือไม่ ทำได้ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่ท่านเสนอ หมายความว่าเราต้องไปดึงเอารายได้ของการไฟฟ้ามาชดเชยส่วนต่าง ซึ่งไม่ใช่อะไรใหม่ ไม่ได้ยากอะไร แต่สิ่งที่ต้องคิดคือ ผู้ใช้ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตนว่าเราต้องช่วยกันคิดนอกกรอบ  นอกจากนั้นเขาได้เตรียมพร้อมที่จะให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาโครงสร้างไฟใหม่ ซึ่ง 3.88 หรือ 3.95 อันนี้คือค่าเฉลี่ยของการใช้ไฟ แต่จริงๆ เวลาจ่ายค่าไฟจริงมันก็เป็นไปตามอัตรา ซึ่งผูกกับปริมาณการใช้ไฟ ขึ้นเป็นขั้นบันไดเหมือนการจ่ายภาษี ในช่วงวิกฤตเช่นนี้ ผู้ที่ใช้ไฟน้อย มีรายได้น้อย ก็ควรต้องจ่ายค่าไฟถูกลง ยิ่งใช้มากก็จ่ายในอัตราที่แพง หมายความว่า คนที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วยแรก จะกดค่าไฟไม่เกิน 3 บาท ยืนยันว่าสามารถทำได้ โดยที่ไม่ส่งผลต่อค่าไฟโดยเฉลี่ย จะเดินหน้าทำแน่นอน เอกนัฏกล่าวว่าการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ (การผลิตไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์) ซึ่งประเทศไทยโชคดีที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้สูงสุดในภูมิภาค ในที่สุดตนยืนยันว่าทุกขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคสำหรับประชาชนในการติดตั้งแผงโซลาร์ จะต้องลดอุปสรรเหล่านั้นไปให้หมด ตั้งแต่การไปขอใบอนุญาต อ.1 (ดัดแปลงอาคาร) แจ้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน  (กกพ.) ขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ขออนุญาตแล้วก็มาตรวจ ทุกขั้นตอนจะต้องลดความยุ่งยากลง ทำให้สะดวกที่สุด  แต่การติดโซลาร์เซลล์ผลิตไฟไว้ใช้เองก็จะมีมาตรการในการส่งเสริม ลดหย่อนภาษี มีเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อเพิ่มแรงจูงใจคนติดไฟใช้เอง นอกจากนี้ ถ้าผลิตไฟมากกว่าที่จะใช้ สามารถขายไฟคืนระบบได้ในอัตราที่เอามาลดหย่อนค่าไฟรอบบิล ตนเชื่อว่าถ้าทำทุกอย่างที่กล่าวมานี้ทั้งหมดได้ ซึ่งเป็นการปรับในระดับโครงสร้าง ประชาชนจะได้ใช้ไฟในราคาที่ถูกลง * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ * กระทรวงพลังงาน * วิกฤตพลังงาน * น้ำมัน * พลังงานทดแทน * พลังงานแสงอาทิตย์ * การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
dlvr.it
April 10, 2026 at 1:31 PM
กองทุนน้ำมันฯ จะแบกได้อีกนานแค่ไหน เมื่อสงครามไม่มีท่าจะจบ
กองทุนน้ำมันฯ จะแบกได้อีกนานแค่ไหน เมื่อสงครามไม่มีท่าจะจบ admin666 Wed, 2026-03-18 - 09:20 หลังจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประกาศอุ้มน้ำมันดีเซลถึง 20.36 บาท เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมาซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์และสูงที่สุดในทุกชนิดน้ำมัน และก็ทำให้เงินของกองทุนเองติดลบไปแล้วถึง 12,605 ล้านบาท และรายงานข่าวสถานการณ์ปั๊มน้ำมันเริ่มติดป้ายน้ำมันหมด ประชาชนหาซื้อน้ำมันไม่ได้มาอย่างต่อเนื่อง  อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯและอิสราเอลก็ดูไม่จบง่ายๆ ช่องแคบฮอร์มุซยังถูกอิหร่านปิดไปเพื่อใช้กดดันทั้งโลกที่ยังต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางทำให้ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วราคาน้ำมันดิบโลกที่วันนี้กลับลงมาอยู่ที่ 94 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แต่ก็ยังมีความกังวลว่าจะแตะถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ทำให้มีคำถามตามมาว่ากองทุนน้ำมันจะอุ้มได้ถึงเมื่อไหร่ และอุ้มต่อไปโดยที่จะต้องกู้เงินด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาอุดถึง 100,000 ล้านบาท ซึ่งจะกลายเป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะโดยที่ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะจบลงเมื่อไหร่วันไหน เพราะตอนนี้ดูเหมือนว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่าสงครามจะจบลงใน 4-5 สัปดาห์ก็คงไม่เป็นจริงแล้วและต่อให้จบโครงสร้างการผลิตน้ำมันก็ใช่ว่าจะฟื้นกลับมาได้ทันที จนเมื่อวานนี้หลังศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ประชุมกันถึงการรับมือผลกระทบจากสงคราม อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้ข้อมูลและมาตรการรับมือสถานการณ์ที่เป็นอยู่ว่าน้ำมันดิบต้นทางสำรองเพียงพอ 101 วันและจะให้โรงกลั่นเดินเครื่อง 100% รวมถึงปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตรเริ่มที่วันนี้ไปชนเพดานที่ 33 บาท และบอกว่าการปรับตัวนี้จะช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันได้ประมาณ 35 ล้านบาทต่อวัน  แต่ในสภาพที่ราคาจริงเกือบถึง 50 บาทแล้ว การขยับเพดานราคาน้ำมันขึ้นก็ดูจะลดภาระกองทุนน้ำมันไม่ได้มากจากที่กองทุนต้องแบกอยู่วันละหลักพันล้านบาท สงครามไม่จบ แล้วกองทุนจะแบกได้อีกนานแค่ไหน? “คำถามก็คือเราจะยอมให้แบกอย่างนี้ต่อไปมั้ย และใครจะเป็นคนตอบได้ว่าสถานการณ์จะหยุดเมื่อไหร่ ยิ่งแย่ไปใหญ่ แล้ววันนี้ก็มีข่าวเล็กๆ คือเกิดการปะทะกันระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน แต่อาจจะโดนข่าวน้ำมันหรือข่าวอิหร่านกลบไป”  รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งคำถามถึงความพยายามแบกราคาน้ำมันดีเซลของกองทุนน้ำมัน เพราะมองว่าสถานการณ์ทั่วโลกตอนนี้ ได้ขีดกฎเกณฑ์ใหม่แล้วว่าการที่สหรัฐฯ ไปชิงตัวผู้นำเวเนซูเอลา ตอนนี้เหมือนระเบียบโลกถูกเขียนใหม่ว่าใครมีอาวุธยุทโธปกรณ์อยากแสดงแสนยานุภาพก็ทำได้หมดเป็นเรื่องที่น่ากลัวและอันตราย  เพราะอาจจะมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นที่อื่นได้อีกและอาจทำให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มจะสูงระดับ 100-120 เหรียญ/บาร์เรลไปสักระยะ  รศ.ดร.รักไทย บูรพ์ภาค ภาพจาก JustPow เขาคำนวนภาระกองทุนน้ำมันที่จะต้องแบกต่อหากเป็นไปตามข่าวที่จะมีการกู้เงิน 100,000 ล้านบาท ว่าสุดท้ายก็อาจจะใช้อุดหนุนอยู่ได้ประมาณ 40 วันเท่านั้น โดยดูจากปัจจุบันที่อุ้มลิตรละ 20 บาททั้งที่ราคาดีเซลจริงตอนนี้อยู่ที่ 50 บาท โดยขายกดราคาไว้ที่ 30 บาท คนไทยใช้ประมาณ 100 ล้านลิตร/วันเท่ากับกองทุนต้องจ่ายแทนไปวันละ 2,000 ล้านบาทเท่ากับว่าที่ขอไป 100,000 ล้านบาทจะเหลืออยู่จริงๆ ประมาณ 85,000 ล้านบาท(หักชดเชยส่วนที่ติดลบไปแล้ว) เท่ากับว่า ครม.ชุดใหม่จะต้องยอมปล่อยให้กองทุนน้ำมันอยู่ในสภาวะเงินติดลบถึง 100,000 ล้านบาทมากเป็นประวัติการณ์  ดังนั้นไทยจะแบกราคาน้ำมันโดยเฉพาะราคาดีเซลต่อไปหรือจะค่อยๆ ปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามราคาจริงเพราะเข้าใจว่าคงปล่อยทีเดียวไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดผลกระทบกับประชาชนที่ไม่ได้เตรียมรับมือไว้ แต่ก็ต้องยอมรับความจริงด้วยว่าประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงาน ไม่สามารถแบกดีเซลแล้วให้ประชาชนที่ใช้เบนซินหรือใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่นต้องมารับภาระแทน  ทั้งนี้เมื่อถามว่าการปรับเพดานราคาขึ้นจะช่วยได้แค่ไหน หรือจะเป็นมาตรการที่น้อยไปและช้าไปหรือไม่นั้น รักไทยมองว่า รมว.พลังงานก็คงเห็นแล้วว่า คงราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 30 บาทต่อไม่ได้แล้ว รัฐบาลเองก็เริ่มรับความจริงแล้วว่าต้องค่อยๆ ปล่อยให้ขยับขึ้นไปแทนที่จะปล่อยที่เดียวให้ขึ้นไปถึง 50 บาทซึ่งไม่มีใครเตรียมตัวทัน ก็คงลดการตรึงราคาน้ำมันดีเซลลงแล้วทยอยปรับราคาขึ้น แต่ก็คาดหวังกันระดับสัปดาห์ต่อสัปดาห์ว่าสถานการณ์โลกจะมีความเป็นไปได้ที่จะความตึงเครียดลดลงแค่ไหน หรือให้ดีที่สุดคือสถานการณ์กลับมาสู่ภาวะปกติแล้วจะไม่ต้องตรึงราคาน้ำมัน แต่เขาก็เชื่อว่าในสถานการณ์นี้ก็ต้องทยอยปล่อยราคาเป็นไปตามสถานการณ์ในแต่ละสัปดาห์ เรื่องที่เกี่ยวข้อง * วิกฤติสงคราม 2 ครั้งกำลังเร่งไทยเปลี่ยนใช้พลังงานหมุนเวียน * พรุ่งนี้ (18 มี.ค.) ปรับขึ้นน้ำมันดีเซล 50 สต./ลิตร - แก๊สโซฮอล์ 95 ขึ้น 1 บาท/ลิตร รัฐบาลบอกมีพอ แต่ประชาชนหาซื้อไม่ได้ อีกประเด็นที่สังคมดูกังขาเพราะในเมื่อรัฐบาลก็คอยบอกว่าไทยมีน้ำมันสำรองพอ แต่หน้าปั๊มก็ขึ้นว่าหมด ซึ่งก็ให้คำอธิบายมาว่าเพราะประชาชนมีการไปหาซื้อเพิ่มมากว่าสถานการณ์ปกติถึงเกือบ 2 เท่าตัวเพราะความตื่นตระหนกและเป็นปัญหาของการขนส่งที่ไม่สามารถส่งได้ทัน แต่ดูเหมือนประชาชนก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ “เวลาบอกว่าเรามีสำรอง 100 วัน ไม่ได้หมายความว่าเรามี 100 วัน แต่เรามีอยู่ในมือ 40 กว่าวัน อีก 30 วันกำลังมาถึง และอีก 30 วันคือกำลังได้จากแหล่งน้ำมันเข้ามาเพิ่ม ก็คือเรามี 90-100 วันแล้ว แต่น้ำมันต้องเตรียมล่วงหน้าเดินทางมาจากตะวันออกกลางใช้เวลาเดินทางมาเอามากลั่นเป็นน้ำมันเบนซิน ดีเซล ปัญหาก็คือว่าถ้าเป็นตามรัฐบาลบอกเลยแล้วเราก็เชื่อแบบนั้น แต่ทำไมถึงเกิดปัญหาน้ำมันไม่พอแบบตอนนี้”  นอกจากนั้รักไทยอธิบายโครงสร้างผู้ค้าน้ำมันในตลาดไทยว่า ผู้เล่นในตลาดน้ำมันมี 3 กลุ่มคือ  * กลุ่มค้าน้ำมันตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรา 7 เช่น ปตท. บางจาก IRPC ไทยออยล์ * กลุ่มจ๊อบเบอร์ (กลุ่มที่ได้ตั๋วน้ำมัน) ที่ปกติจะเป็นผู้ส่งให้ผู้ซื้อเป็นทำอุตสาหกรรม * กลุ่มปั๊มน้ำมันตามมาตรา 10 ที่แบ่งได้อีก 3 ส่วนคือ * ปัั๊มใหญ่ อย่างเช่นปั๊ม ปตท. * ปั๊มที่รายใหญ่ลงทุนร่วมกับเอกชน * ปั๊มแฟรนไชส์ที่ใช้ชื่อแบรนด์ของรายใหญ่ รักไทย กล่าวว่าถ้ากลุ่มผู้ค้าตามมาตรา 7 ไม่ได้เป็นคนกักตุนตามที่รัฐบาลว่าจริงๆ คอขวดก็จะไปติดอยู่ที่กลุ่มที่ 2 และผู้ประกอบการในกลุ่มแฟรนไชน์หรือกลุ่มปั๊มหลอดที่ไม่ได้มีแบรนด์ซึ่งเป้นกลุ่มที่ควรจะเข้าไปตรวจสอบ เพราะแม้ว่าจะมีสถานการณ์ที่ประชาชนเกิดความวิตกแล้วไปเติมน้ำมันกันเยอะ แต่ว่าคนทั่วไปก็คงไม่มีใครกล้าซื้อไปเก็บกักตุนไว้เองเพราะอันตรายอย่างมากที่สุดก็อาจจะแค่เติมให้เต็มถังน้ำมันรถ “ทำไมเขากักตุน สมมติว่าผมรู้ว่ายังไงรัฐบาลก็ต้องปล่อยขึ้นราคา วันนี้ผมซื้อมา 30 พรุ่งนี้เป็น 33 ผมกำไรทันที 3 บาทซึ่งถือว่าเยอะเพราะธุรกิจนับกันเป็นสตางค์ ผมมั่นใจเลยว่ามีการกักตุนแน่นอน”  อุ้มเฉพาะกลุ่ม ดันเปลี่ยนพฤติกรรมใช้พลังงาน ทั้งนี้เมื่อวานก็มีข้อเสนอออกมาจากภาควิชาการที่ให้กองทุนน้ำมันเลิกอุ้มเหมาสำหรับทุกกลุ่ม แต่ให้อุดหนุนเฉพาะรายกลุ่ม เช่น ธุรกิจขนส่ง แต่จะช่วยสถานการณ์ได้แค่ไหน  รักไทยมองเรื่องนี้ส่วนตัวแล้วเขาเองก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะว่าผู้ใช้น้ำมันดีเซลมีหลายประเภทนอกจากการขนส่งแล้ว ยังมีโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องปั่นไฟดีเซล หรือกลุ่มรถหรูที่ใช้ดีเซลเหมือนกัน ซึ่งถ้ารัฐบาลอยากจะช่วยกลุ่มขนส่งเพื่อพยุงไม่ให้ค่าครองชีพสูงก็น่าจะไปลดการอุดหนุนดีเซล แต่เข้าไปสนับสนุนในแต่ละกลุ่มที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลแทน ซึ่งประชาชนเข้าใจได้และก็จะทำให้ประชาชนที่ใช้น้ำมันประเภทอื่นเข้าใจได้ว่าจะอุดหนุนดีเซลไปเพื่ออะไรและกลุ่มไหน “การลดการอุดหนุนตามความเป็นจริงอันนี้ยิ่งเรายอมรับความจริงเท่าไหร่ การปรับเปลี่ยนปรับตัวเร็วก็จะอยู่รอดในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเราค่อยๆ เปลี่ยน ภาคขนส่งเปลี่ยนจากดีเซลมาใช้ LNG หรือเปลี่ยนมาเป็นรถไฟฟ้า รถบรรทุกหลายๆ แห่งอย่างจีนก็เป็นรถไฟฟ้าแล้ว เทคโนโลยีถึงก็ทำได้ เราต้องลดการอุดหนุนแล้วเอาเงินที่เก็บได้ตรงนี้มาสนับสนุนภาคขนส่งให้ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ดีเซลหรือใช้น้อยลง” อย่างไรก็ตาม เขาเองก็มีข้อเสนอว่าไทยเองก็ควรเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำมันได้แล้ว เพราะตอนนี้ก็มีทางเลือกอื่นนอกจากพลังงานฟอสซิลแล้ว แม้ว่าเมื่อน้ำมันขึ้นค่าไฟฟ้าก็ขึ้นตามมาด้วยแต่ขึ้นมาเต็มที่ก็คงไม่เกิน 4.7 บาท/ยูนิต แต่ก็ไม่ขึ้นเยอะเหมือนน้ำมันดีเซล  แต่นอกจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจะเป็นปัจจัยที่จะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้แล้ว เขาก็เห็นว่ารัฐสามารถอุดหนุนให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมได้ด้วย  “ถ้าจะเอาเงินมาหนุนกองทุนน้ำมัน ในสถานการณ์ปกติเมื่อเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันมาก็เปลี่ยนไปอุดหนุนให้คนที่ใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่น เช่น ไฟฟ้า LNG หรือ ไฮโดรเจน หรือเปลี่ยนขนส่งให้มาใช้รถบรรทุกไฟฟ้า ไปสนับสนุนตรงนั้นก็จะเป็นแรงจูงใจอีกทางหนึ่งที่ทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนได้เร็วขึ้น” * ข่าว * เศรษฐกิจ * น้ำมัน * พลังงาน * สงครามอิหร่าน 2026 * รักไทย บูรพ์ภาค
dlvr.it
March 18, 2026 at 3:01 AM
กองทุนน้ำมันสั่งตรึงราคาแก๊สโซฮอล์-ดีเซล ต่อ มีผล 17 มี.ค. นี้
กองทุนน้ำมันสั่งตรึงราคาแก๊สโซฮอล์-ดีเซล ต่อ มีผล 17 มี.ค. นี้ auser15 Mon, 2026-03-16 - 19:27 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) สั่งตรึงราคาแก๊สโซฮอล์-ดีเซล ต่อมีผล 17 มี.ค. นี้ - อุดหนุนน้ำมันดีเซลเพิ่มเป็น 20.36 บาท/ลิตร จาก 18.31 บาท/ลิตร หรือเพิ่มอีก 2.05 บาท/ลิตร ขณะที่ราคาหน้าปั้มยังคงเดิมที่ 29.94 บาท 16 มีนาคม 2569 หลายสื่อ อาทิ ประชาชาติธุรกิจ และ กรุงเทพธุรกิจ รายงานตรงกันว่า กระทรวงพลังงานออกประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ฉบับที่ 22 พ.ศ. 2569 เรื่อง การกําหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสําหรับน้ำมันเชื้อเพลิง ด้วยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้กําหนดกรอบนโยบายการบริหารกองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิงภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เพื่อให้คณะกรรมการบริหารกองทุน น้ำมันเชื้อเพลิงสามารถบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ใน ระดับที่เหมาะสม โดย ข้อ 3.2.1 (1) “ข. เหตุการณ์ที่ทําให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้น อยู่ในระดับที่เกินกว่าระดับราคาที่เหมาะสม มากกว่า 30 บาทต่อลิตร” ข้อ 3.3.1 เป็นการบรรเทา ผลกระทบต่อการดํารงชีพของประชาชน และหรือชะลอการขาดแคลนและไม่เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ ข้อ 3.3.2 เป็น มาตรการระยะสั้นและคงหลักการสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง หลีกเลี่ยงการกระทบต่อกลไกตลาดเสรี ข้อ 3.3.3 คํานึงถึงภาวะความผันผวนของราคาต้นทุนที่แท้จริง แนวโน้มตลาดโลก หลีกเลี่ยงการชดเชยเพื่อ ช่วยเหลือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ควรอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงข้ามกลุ่ม (Cross Subsidies) อาศัยอํานาจตามมาตรา 14 (4) มาตรา 27 มาตรา 29 มาตรา 31 มาตรา 32 มาตรา 54 และมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประกาศกําหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสําหรับน้ำมันเชื้อเพลิง ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ฉบับที่ 21 พ.ศ. 2569 เรื่อง การกําหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และ อัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสําหรับน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569 ข้อ 2 ในประกาศนี้ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา และ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา พรีเมียม หมายถึง น้ำมันที่จําหน่ายโดยใช้ชื่อทางการค้า ดังนี้ 1. คาลเท็กซ์ พาวเวอร์ ดีเซล +เทครอน ดี (Caltex Power Diesel +Techron D) 2. ไฮ พรีเมียมดีเซล S 3. เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล (Shell V-Power Diesel) ข้อ 3 ให้กําหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนและอัตราเงินชดเชย สําหรับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตภายในราชอาณาจักร เพื่อใช้ภายในราชอาณาจักร ดังนี้ น้ำมันเบนซินอัตราเงินส่งเข้ากองทุน 0.10 บาท/ลิตร โดยไม่มีการชดเชย ขณะที่น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาและ B20 ชดเชยหรืออุดหนุนที่ 20.36 บาท/ลิตร ข้อ 4 ให้กําหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนและอัตราเงินชดเชย สําหรับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ นําเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อใช้ภายในราชอาณาจักร ดังนี้ น้ำมันเบนซินอัตราเงินส่งเข้ากองทุน 0.10 บาท/ลิตร โดยไม่มีการชดเชย น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 และ 91 ชดเชย 9.73 บาท/ลิตร ส่วน E20 ชดเชย 11.06 บาท/ลิตร ขณะที่น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาและ B20 ชดเชยหรืออุดหนุนที่ 20.36 บาท/ลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 และ 91 ชดเชย 9.73 บาท/ลิตร ส่วน E20 ชดเชย 11.06 บาท/ลิตร ข้อ 5 ให้กําหนดอัตราเงินคืนจากกองทุนและอัตราเงินชดเชยคืนกองทุน สําหรับน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีการส่งเงินเข้ากองทุน หรือน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีการรับเงินชดเชยจากกองทุน แล้วมีเหตุที่ได้รับ ยกเว้นไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุน ดังนี้ น้ำมันเบนซินอัตราเงินส่งเข้ากองทุน 0.10 บาท/ลิตร โดยไม่มีการชดเชย น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 และ 91 ชดเชย 9.73 บาท/ลิตร ส่วน E20 ชดเชย 11.06 บาท/ลิตร ขณะที่น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาและ B20 ชดเชยหรืออุดหนุนที่ 20.36 บาท/ลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 และ 91 ชดเชย 9.73 บาท/ลิตร ส่วน E20 ชดเชย 11.06 บาท/ลิตร ในกรณีที่น้ำมันเชื้อเพลิงส่งออกนอกราชอาณาจักรไม่สามารถตรวจสอบอัตราเงินคืนจาก กองทุนหรืออัตราเงินชดเชยคืนกองทุนในอัตราเท่าใดให้ใช้อัตราดังกล่าวข้างต้น ข้อ 6 น้ำมันเชื้อเพลิงในประกาศนี้ หมายถึงน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีลักษณะและคุณภาพตามที่ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานประกาศกําหนดหรือให้ความเห็นชอบตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อประโยชน์ในการกําหนดอัตราเงินตามข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5 ให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ธรรมดา และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 มีลักษณะและคุณภาพตามที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานกําหนดตาม กฎหมายว่าด้วยการค้าน้ํามันเชื้อเพลิง สําหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ที่ได้รับความเห็นชอบลักษณะและคุณภาพเรื่องไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันจากกรมธุรกิจพลังงานให้มีสัดส่วนผสมต่ํากว่าเกณฑ์ที่ประกาศกําหนด หมายความถึง น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ที่กรมธุรกิจพลังงานออกหนังสือรับรอง การให้ความเห็นชอบลักษณะและคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิง เฉพาะส่วนที่ไม่เป็นไปตามที่กรมธุรกิจพลังงาน กําหนด ข้อ 7 น้ำมันเบนซินตามข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5 ไม่รวมถึงน้ำมันเบนซินที่จะนํามาผสม เอทานอลแปลงสภาพเพื่อผลิตเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล ข้อ 8 น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ตามข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5 ไม่รวมถึงน้ำมันดีเซลหมุนเร็วพื้นฐานที่จะนํามาผสมไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรด ไขมันเพื่อผลิตเป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พลังงาน * น้ำมัน
dlvr.it
March 16, 2026 at 12:33 PM
วันสุดท้ายการตรึงราคาน้ำมันดีเซล พบประชาชนหลายพื้นที่แห่เติมน้ำมัน
วันสุดท้ายการตรึงราคาน้ำมันดีเซล พบประชาชนหลายพื้นที่แห่เติมน้ำมัน auser15 Mon, 2026-03-16 - 14:50 วันนี้ (16 มี.ค.) เป็นวันสุดท้ายการตรึงราคาน้ำมันดีเซล พบประชาชนหลายพื้นที่แห่เติมน้ำมัน - สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 15 มีนาคม 69 ล่าสุดติดลบแล้ว 12,605 ล้านบาท หลังจากรับนโยบายนายกรัฐมนตรี ตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน 16 มีนาคม 2569 วันนี้ (16 มี.ค.) เป็นวันสุดท้ายการตรึงราคาน้ำมันดีเซล สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 กรมประชาสัมพันธ์ รายงานสถานการณ์ https://www.facebook.com/share/p/1Agb7u5kmc/ ที่ จ.เชียงใหม่ โดยเฉพาะโซนอำเภอสายใต้ พบหลายแห่งน้ำมันหมด เนื่องจากประชาชนแห่เติมมากขึ้นเกือบเท่าตัว รถขนส่งน้ำมันไม่ทัน พร้อมออกมาตรการจำกัดการเติม วันนี้ (16 มี.ค.) จังหวัดเชียงใหม่ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในอำเภอโซนใต้ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิด หลังพบรายงานความหนาแน่นของผู้ใช้บริการและภาวะตึงตัวของปริมาณน้ำมันในบางพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการจัดระเบียบการจำหน่าย ป้องกันการกักตุนสินค้า และกำชับห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นใจให้ประชาชน จากการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในหลายอำเภอ มีผลการปฏิบัติงานและการบริหารจัดการในหลายพื้นที่ ดังนี้ นายเกรียงศักดิ์ บุญตาปวน นายอำเภอแม่แจ่ม ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. และ บางจาก โดยยืนยันว่าภาพรวมยังมีน้ำมันเพียงพอ มีรถขนส่งเข้ามาเติมวันละ 18,000 ลิตร แต่เพื่อเป็นการป้องกันการกักตุน จึงได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ จำกัดการเติมน้ำมันใส่แกลลอนสำรองไม่เกินครั้งละ 500 บาท พร้อมกำชับให้กระจายน้ำมันอย่างทั่วถึง ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา และขอให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานของภาครัฐ นายณฐกร ภัทรวนนท์ นายอำเภอจอมทอง ได้มอบหมายให้ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคงและกำลัง อส. ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันขนาดใหญ่ (ปตท., CALTEX, บางจาก, PT) หลังพบว่ามีประชาชนและรถบรรทุกเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นเท่าตัว (เช่น ปตท. ข่วงเปา ยอดจำหน่ายพุ่งจาก 8,000 เป็น 13,000 ลิตร/วัน) เจ้าหน้าที่จึงได้หารือกับผู้ประกอบการและออกมาตรการ จำกัดวงเงินการเติมน้ำมัน (รถยนต์ทั่วไป 500–1,000 บาท / รถบรรทุก 1,000–3,000 บาท) เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการของทุกคน พร้อมเน้นย้ำห้ามกักตุนสินค้าเด็ดขาด นายวิชญะ เขมจิรานนท์ รักษาราชการแทนนายอำเภอดอยเต่า ได้นำทีมปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจปั๊มน้ำมัน 6 แห่ง ซึ่งพบภาวะขาดแคลนในหลายสถานี เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เจ้าหน้าที่จึงได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกแห่ง งดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับลูกค้าที่นำถังบรรจุขนาดตั้งแต่ 100 ลิตรขึ้นไปมาเติม โดยให้เน้นหลักการกระจายน้ำมันสู่รถยนต์ของประชาชนโดยตรงเพื่อลดความเดือดร้อน สำหรับการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อำเภออื่นๆ เช่น อำเภอฮอด, ดอยหล่อ, แม่วาง และอมก๋อย พบว่าเริ่มมีข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ทำให้เกิดปัญหาดีเซลหมดในบางสถานีบริการ และปั๊มน้ำมันบางแห่งเริ่มใช้มาตรการจำกัดปริมาณการเติม ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของแต่ละอำเภอได้เตรียมพร้อมประสานงานและติดตามการขนส่งน้ำมันจากส่วนกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด จังหวัดเชียงใหม่ขอความร่วมมือประชาชน "งดการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง" และขอให้มั่นใจว่าหน่วยงานภาครัฐกำลังเร่งบริหารจัดการเพื่อกระจายพลังงานให้ครอบคลุมและเป็นธรรมแก่ทุกคนอย่างเต็มกำลังความสามารถ วันสุดท้ายการตรึงราคาน้ำมันดีเซล พบประชาชนหลายพื้นที่แห่เติมน้ำมัน สำนักข่าวไทย รายงานว่า หลายปั๊มใน จ.กำแพงเพชร น้ำมันดีเซลหมด ส่วนปั๊มน้ำมันชายแดนแม่สอด ชาวบ้านตื่นตี 4 มาต่อแถวรอเติมน้ำมันจนแถวล้น มาถึงถนนยาวเกือบ 3 กิโลเมตร ผู้ใช้รถโดยเฉพาะกลุ่มเครื่องยนต์ดีเซล พากันนำรถยนต์และถังสำรองมาต่อแถวรอคิวเติมน้ำมัน ในปั๊มน้ำมันพื้นที่เขตตำบลในเมือง อ.เมืองกำแพงเพชร จนแถวล้นออกมานอกปั๊ม เพราะถือว่าน้ำมันดีเซลเป็นปัจจัยหลักในการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั้งการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล การขนส่งสินค้า และสำคัญสุด คือ ภาคการเกษตร ที่จำเป็นต้องใช้น้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องจักรกลการเกษตร หนึ่งในผู้ต่อคิวบอกว่า ปั๊มน้ำมันหลายแห่งในกำแพงเพชร เริ่มขาดแคลน ทราบว่าทางปั๊มจำกัดการเติม คือให้เติมรถยนต์ได้ 700 บาท และใส่ถังสำรองได้ ไม่เกิน 700 บาท ตั้งแต่ตี 4 ชาว อ.แม่สอด และอำเภอใกล้เคียง ตื่นกลังกลับสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมา จึงพากันมาจอดรอคิวเติมน้ำมันอยู่ริมถนนสายแม่สอด-ท่าสองยาง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จนแถวยาวกว่า 3 กิโลเมตรจนการจราจรติดขัด วันนี้พื้นที่อำเภอแม่สอด ปั๊มน้ำมันกำหนดให้รถยนต์ทั่วไปเติมได้คันละ 500 บาท รถขนส่งได้คันละ 100 ลิตร ส่วนรถบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่เติมได้คันละ 200 ลิตร ส่วนเกษตรกรเติมน้ำมันแกลลอนได้ไม่เกิน 10 ลิตร ขณะรอคิว มีตำรวจ สภ.แม่สอด และฝ่ายปกครอง มาดูแลความปลอดภัย เพราะเกิดการกระทบกระทั่งกัน หลังพยายามแซงคิวกัน ล่าสุดตลอดครึ่งวันเช้าในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก แทบทุกปั๊มต่างขึ้นป้ายว่าน้ำมันทุกชนิดหมด พื้นที่ อ.เมืองพิจิตร ชาวบ้านมานอนรอต่อคิวในปั๊มนานกว่า 5 ชั่วโมง แต่ไม่สามารถเติมน้ำมันได้ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่เริ่มขาดแคลน ขณะที่ผู้ใช้บางรายถึงขั้นใช้วิธีขับรถตามรถบรรทุกน้ำมันจากคลังน้ำมันใน อ.วชิรบารมี โดยจะขับรถตามว่าไปส่งน้ำมันที่ปั๊มในอำเภอใด ก็จะแจ้งข่าวให้บรรดาเพื่อนๆ และคนรู้จักไปรอที่ปั๊ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ต้องใช้น้ำมันภาคการเกษตร เช่น รถไถนา รถเกี่ยวข้าว รถบรรทุกข้าวเปลือก ที่ต้องใช้น้ำมันในปริมาณมาก การขาดแคลนน้ำมันในจังหวัดพิจิตรถึงขั้นวิกฤติ หลายปั๊มเปิดจำหน่ายน้ำมันได้เพียง 2-3 ชั่วโมงต่อวัน ก็น้ำมันหมด รถบรรทุกหกล้อ สีขาว ทะเบียนฉะเชิงเทรา น้ำมันหมด กลางถนนสิริโสธร ขาเข้าฉะเชิงเทรา ก่อนถึงสี่แยกท่าสะอ้าน 50 เมตร หมู่7 ต.ท่าสะอ้าน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ตำรวจจราจร สภ.บางปะกง และรถยก ต้องเข้าช่วยเคลียร์พื้นผิวจราจร เนื่องจากน้ำมันรถหมดจนไม่สามารถ จอดแอบริมทางได้ นายนเรนทร์ฤทธิ์ บอกว่า ขับรถมาจากบางพลี ขับหาปั๊มน้ำมัน แต่ตลอดทางแทบทุกปั๊มไม่มีน้ำมัน บางปั๊มก็ปฏิเสธการเติมเพราะเป็นรถบรรทุก บางปั๊มต่อแถวยาวมาก บางปั๊มบอกให้รอเวลาจนกว่าน้ำมันจะมาส่ง ตนเองรอไม่ได้เพราะต้องวิ่งงานขนส่ง ทำให้พยายามขับรถตามหาปั๊มน้ำมัน จนน้ำมันหมดอยู่กลางถนน ต้องขอความช่วยเหลือ บรรยากาศที่ปั๊ม ปตท. ของห้างหุ้นส่วนจำกัด นอร์ธเทิร์นเชียงใหม่ออยล์ ริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ยังมีน้ำมันให้บริการเป็นปกติ ลูกค้าที่ใช้น้ำมันเบ็นซิน ยังเติมน้ำมันได้เต็มถั้ง แต่น้ำมันดีเซล รถ 4 ล้อจำกัดการเติมที่ 1,000 บาทต่อคัน และยังมีรถบรรทุกน้ำมันมาส่งน้ำมันที่ปั๊ม อยู่ตลอดไม่ขาดแคลน ทีมข่าวสำนักข่าวไทย สอบถามพนักงานขับรถบรรทุกพ่วง ที่กำลังเติมน้ำมันดีเซลอยู่ ได้ให้ข้อมูลว่า ด้วยอาชีพที่ต้องขับรถขนส่งสินค้าในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนหลายที่ จะเติมน้ำมันแค่ที่เชียงใหม่ และลำปาง ในช่วงหลังสงครามตะวันออกกลาง จะเห็นบางพื้นที่มีการต่อแถวเติมน้ำมันอยู่บ้าง บางปั๊มน้ำมันหมด บางปั๊มจำกัดการเติม แต่ที่เชียงใหม่ยังไม่มีปัญหา เติมน้ำมันได้ปกติ ส่วนปั๊มน้ำมันบางจาก ริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ผู้จัดการปั๊มให้ข้อมูลกับทีมข่าวว่า ที่ปั๊มยังมีน้ำมันให้บริการลูกค้าได้ปกติ ไม่จำกัดการเติม แต่จะเติมใส่รถเท่านั้น งดเว้นการเติมใส่แกลอน ซึ่งในช่วงแรกๆ มีชาวเชียงใหม่แห่นำรถมาเติมกันจนแน่นปั๊มอยู่บ้าง แต่ทางปั๊มบริหารสตอกน้ำมันได้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้อยู่เสมอ ไม่มีปัญหาขาดแคลน ด้านผู้ใช้รถยืนยันกับทีมข่าวสำนักข่าวไทยว่า ยังมีน้ำมันให้เติมปกติ มีแต่บางพื้นที่อย่างที่เชียงรายที่จำเติมอยู่บ้าง ตอนนี้ยังไม่กังวลแต่ถ้าสงครามนืดเยื้อ อาจได้รับผลกระทบบ้าง ผู้ใช้รถใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หรือผู้ที่กำลังเดินทางออกต่างจังหวัด เพื่อทำธุระส่วนตัวและทำธุรกิจขนส่ง ยังคงเข้าคิวต่อแถวยาว เพื่อเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในทุกๆ ปั๊ม เพราะทราบว่า วันนี้จะครบ 15 วัน ที่รัฐบาลประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซล จนส่งกระทบกับน้ำมันประเภทอื่นๆ ด้วย ผู้ใช้รถให้เหตุผลว่า กลัวน้ำมันหมด หรือพรุ่งนี้ อาจขึ้นราคา แต่แอบบ่นและตัดพ้อว่า การจำกัดการเติมน้ำมัน ทำให้ไม่ได้รับความสะดวก เพราะบางคนต้องเดินทางไกล ทำให้เดือดร้อนและไม่รู้ว่าปั้มน้ำมันที่อยู่อำเภอ หรือจังหวัดข้างหน้าที่เป็นทางผ่าน จะมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการในการเดินทางหรือไม่ ส่วนความเชื่อมั่นที่รัฐบาลออกมายืนยันว่ายังมีเพียงพอ ตอนนี้ไม่มั่นใจเรื่องปริมาณน้ำมันเลย รถบางคันต้องยอมเสียเวลาและแก้ปัญหาด้วยการขับรถวนเพื่อมาต่อแถวอีกครั้ง จนกว่าน้ำมันจะเต็มถังเพื่อวิ่งทางไกล อีกปัจจัยของการต่อแถวยาวเพื่อเติมน้ำมันในวันนี้ คือปัญหาความล่าช้าการเติมน้ำมันจากคลังสู่ผู้ให้บริการ จนทำให้น้ำมันหลายชนิดหมดสต๊อกของปั้ม ทำให้ผู้ใช้รถต้องต่อแถวยาวและผู้ให้บริการในแต่ละผลิตภัณฑ์มีการจำกัดการเติมที่แตกต่างกัน เช่น ปั๊ม ปตท.เพชรสมบูรณ์ จำกัด ต.ควนลัง ที่เป็นแหล่งชุมชนและสัญจรของชาวสวน น้ำมันเบนซิน E 20 และ 91 หมด บริมาณการเติมที่เยอะกว่าเดิมเป็นเท่าตัว รถขนส่งมาไม่ทันจึงขาดตลาดไป และจากนโยบายที่ให้จำกัดการเติม รถยนต์ไม่เกิน 500 บาทและรถบรรทุกไม่เกิน 1,000 บาท จึงต้องเปลี่ยนเวลาการให้บริการจาก 05.00-22.00 น.มาเป็นเลา 07.00 19.00 น.แทน ส่วนที่ปั๊มบางจาก บริษัท ผ่องพรรณแข เซ็นเตอร์ จำกัด ต.ท่าช้าง ที่เป็นปั๊มทางผ่านของ อ.หาดใหญ่ ที่เปิดบริการ 24 ชม.ตอนนี้ก็จำกัดการเติม รถยนต์เล็ก 700 บาทส่วนรถบรรทุกไม่เกิน 3,000 บาท ตอนนี้ก็มีรถเข้าแถวยาวเช่นกัน เกิดจากน้ำมันที่เคยมีอยู่ 3 หลุมเก็บใหญ่ เหลือเพียง 1 หลุม 2 หัวจ่าย จึงทำให้การบริการล่าช้า ทำให้รถที่รอเติมน้ำมันติดยาวออกจากปั๊มมากกว่า 200 เมตรบนถนนเพชรเกษมขาออก กองทุนน้ำมันฯ ติดลบแล้ว 1.2 หมื่นล้านบาท สำนักข่าวไทย รายงานว่า สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 15 มีนาคม 2569 ล่าสุดติดลบแล้ว 12,605 ล้านบาท หลังจากรับนโยบายนายกรัฐมนตรี ตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน ทั้งนี้ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กองทุนน้ำมันฯ มีสถานะเป็นบวกกว่า 2 พันล้านบาท แต่หลังจากเริ่มสงครามอิหร่าน 28 ก.พ.69 ราคาน้ำมันขยับขึ้นตามตลาดโลก และนายกรัฐมนตรี สั่งตรึงดีเซล 15 วัน ครบ วันที่ 16 มี.ค.กองทุนมีการอุดหนุนราคาดีเซลและกลุ่มแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้น ล่าสุดอุดหนุนดีเซล 18.31 บาท/ลิตร อี10 อุดหนุน 8.77 บาท และ อี20 อุดหนุน 9.85 บาท ในขณะที่ประชาชน ผู้ประกอบการ ต่างกักตุนน้ำมันราคาต่ำก่อนที่จะปลดล็อกขึ้นราคาตามนโยบายรัฐบาลก็ส่งผลให้กองทุนฯ ต้องจ่ายเงินอุดหนุนมากขึ้น ล่าสุด ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 15 มีนาคม 69 ล่าสุดติดลบแล้ว 12,605 ล้านบาท โดยในส่วนของน้ำมันยังเป็นบวกอยู่ที่ 25,016 ล้านบาท ขณะที่ LPG ยังคงติดลบ 37,621 ล้านบาท ทั้งนี้ วันที่ 1 มี.ค. กองทุนเป็นบวก 2,459 ล้านบาท และ 8 มี.ค. สถานะกองทุนฯ ติดลบอยู่ที่ 786 ล้านบาท วันที่ 15 มี.ค. กองทุนฯ ติดลบเพิ่มเป็น 12,605 ล้านบาท ท่ามกลางประชาชนแห่เติมน้ำมัน เข้าคิวเติม จนขนส่งไม่ทันและปั๊มต่างๆ ต้องบริหารด้วยการจำกัดการเติมและหลายแห่งขึ้นป้ายน้ำมันหมด * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พลังงาน * น้ำมัน
dlvr.it
March 16, 2026 at 7:58 AM
รมว.พลังงาน เตรียมระงับส่งออก-เพิ่มสำรองน้ำมัน ปัจจุบันน้ำมันเพียงพอถึง 95 วัน
รมว.พลังงาน เตรียมระงับส่งออก-เพิ่มสำรองน้ำมัน ปัจจุบันน้ำมันเพียงพอถึง 95 วัน ภาพปก: ที่มา เพจเฟซบุ๊ก ไทยคู่ฟ้า  XmasUser Thu, 2026-03-05 - 19:58 รมว.พลังงาน แถลงมาตรการรับมือด้านพลังงานจากผลกระทบการสู้รบตะวันออกกลาง เตรียมประกาศมาตรการระงับการส่งออก เว้น ลาว และเมียนมา พร้อมเพิ่มสำรองน้ำมันในประเทศ โดยสถานการณ์ล่าสุดน้ำมันสำรองอยู่ได้ถึง 95 วัน ยืนยันกองทุนพลังงานมีศักยภาพสามารถตรึงราคาน้ำมันได้    5 มี.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก The Reporters ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (5 มี.ค. 69) เมื่อเวลา 16.40 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล อรรถพล​ ฤกษ์​พิบูลย์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และคณะ แถลงต่อสื่อมวลชน ภายหลังการประชุมหารือเกี่ยวกับมาตรการพลังงาน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางว่า การประชุมในวันนี้เป็นการประเมินตัวเลขสำรองน้ำมัน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยพูดไว้ว่าสามารถใช้ภายในประเทศได้ 65 วัน ซึ่งตัวเลขนี้หมายถึงสถานการณ์ที่ไม่มีการนำเข้าน้ำมันเข้ามาในประเทศเลย ประเทศเราจะอยู่ได้แค่ 65 วัน แต่ทางรัฐบาลได้รับการยืนยันว่าจะมีน้ำมันทยอยเข้ามาที่ประเทศไทยอีกอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะอยู่ได้อีก 95 วัน และตัวเลขการนำเข้าน้ำมันจะมีเพิ่มเติมอีกเรื่อยๆ ในอนาคต ดังนั้น อยากทำความเข้าใจกับสาธารณชนก่อนว่า ไม่ใช่ว่า 65 วันแล้ว ประเทศเราจะไม่มีน้ำมันใช้  อรรถพล กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 2 คือรัฐบาลจะมีการประกาศระงับการส่งออกน้ำมัน ยกเว้น สปป.ลาว และประเทศเมียนมา เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีการพึ่งพาด้านพลังงานซึ่งกันและกันกับประเทศไทย โดยประเทศลาว เราก็มีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ และประเทศเมียนมามีแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่ส่งมาป้อนประเทศไทยเพื่อนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ฉะนั้น จะมีการงดเว้นแค่ 2 ประเทศนี้เท่านั้น และเพื่อเป็นการช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย  ต่อมา อรรถพล กล่าวด้วยว่า หลังจากนั้นจะมีการประกาศให้ผู้ค้าน้ำมันเพิ่มน้ำมันสำรองจากเดิม 1% เพิ่มขึ้นเป็น 3% เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการเก็บน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้นในบ้านของเรา  รมว.พลังงาน กล่าวต่อว่า ในเรื่องราคาน้ำมัน จะมีการตรึงราคาน้ำมันไว้ 15 วันโดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยโดยเฉพาะในส่วนของน้ำมันดีเซล ส่วนน้ำมันเบนซิน รัฐบาลจะช่วยเพียงบางส่วน  ขณะที่ในกรณีของก๊าซธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่นำมาผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่ง 50-60% มาจากแหล่งก๊าซในประเทศเมียนมา และอีกส่วนหนึ่งมาจากประเทศกาตาร์ โดยขนผ่านช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเราประเมินแล้วว่าน่าจะมีปัญหา แต่อย่างไรก็ดี มีบางส่วนหลุดจากช่องแคบมาแล้ว แต่ยังมีอีก 3 ลำที่ยังออกมาไม่ได้ ซึ่งเราก็ไม่ได้รอ โดยทางคณะกรรมการกำกับพลังงานอนุมัติให้มีการจัดหาแหล่งอื่นๆ เข้ามาทดแทน โดยทาง ปตท. ยืนยันว่าสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เบื้องต้น มีการคุยกับผู้ค้า และทางฝั่งผู้ค้าได้ยื่นข้อเสนอมาให้แล้ว เพราะฉะนั้น เรื่องปริมาณที่ขาดจึงไม่น่าเป็นห่วง  อรรถพล ระบุต่อว่า เรื่องการผลิตไฟฟ้ายังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเจรจาเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาวแล้ว เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติทั้งจากอ่าวไทย และพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจร่วม (JDA) ก็ได้รับการตอบรับดี และคาดว่าะมีความคืบหน้าออกมา นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มขึ้น โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ทั้งหมดนี้เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าพลังงานทั้งจากก๊าซ น้ำมัน และอื่นๆ จะไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน  จากกรณีที่ประชาชนออกมาตุนน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในประเทศหรือไม่ อรรถพล มองว่า เบื้องต้นก็เป็นพฤติกรรมชั่วคราวของประชาชน อย่างแรก ถ้าประชาชนมีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งเท่าที่ติดตามดูกิจการน้ำมันต่างๆ พอเราพูดไปชัดเจนว่ามีการตรึงราคา หรือการใช้อย่างเพียงพอ สถานการณ์สถานีบริการน้ำมันหน้างานตอนนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว ประชาชนไม่ได้แตกตื่นเอาแกลลอน และถังไปเติม ซึ่งเราคาดว่าไม่ได้มีผล และเมื่อเขาซื้อไปแล้ว เขาก็ต้องใช้ เพราะฉะนั้น เขาซื้อไปเยอะแล้ว ในอนาคตเขาก็จะซื้อน้อยลง  “ถ้าความมั่นใจได้ ภายในวันสองวันปริมาณการขายก็จะลดลง ก็จะไม่มีผล” อรรถพล กล่าว  รมว.พลังงาน ระบุต่อว่า มีการกำชับสั่งการไปที่จังหวัดทุกจังหวัด กำชับสถานีบริการน้ำมันทุกที่ห้ามมีการกักตุนหรือเก็บเอาไว้ และเราประสานงานกับผู้ค้าน้ำมันให้มีการจัดส่งให้อย่างเพียงพอ แม้ว่าจะพบปัญหาเป็นคอขวดอยู่บางช่วง แต่ระบบลอจิสติกส์บ้านเรา ปัญหาตรงนี้ 1-2 วันก็คลี่คลายลงไป กองทุนพลังงานจะได้รับผลกระทบจากนโยบายตรึงราคาน้ำมันหรือไม่  รมว.พลังงาน กล่าวว่า ในเรื่องราคา เราใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มาเป็น “Buffer” (กันชน) ลดเรื่องการกระชากของราคาอะไรก็ว่าไป ขาขึ้นเราใช้ช่วยพยุง และขาลงเราก็มีการเก็บคืน และอยากให้เห็นภาพมากขึ้น ช่วงวิกฤตพลังงานเชื้อเพลิง กองทุนฯ เคยติดลบไปถึง 120,000 ล้านบาท ตอนรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหาร ติดลบอยู่ประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท แต่ว่าในช่วงที่ผ่านมาก่อนเกิดเหตุการณ์ เนื่องจากสภาวะมันดีขึ้น กองทุนฯ มีสภาพคล่องเป็นบวก กำลังจะโยงว่า เวลาเกิดวิกฤตตัวกองทุนน้ำมัน ก็สามารถเข้าไปทำหน้าที่เหมือนที่ผ่านมาได้ คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร อรรถพล ระบุต่อว่า พอครบ 15 วันแล้ว เราจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าการสู้รบยังยืดเยื้ออยู่ไหม เราจะใช้ตัวกลไกกองทุนฯ เข้าไปช่วยเหลืออย่างไร แต่ว่าศักยภาพของกองทุนมีหรือไม่ คำตอบคือมี  อรรถพล กล่าวต่อว่า แหล่งน้ำมันนอกตะวันออกกลางที่ได้พูดคุยมีทั้งมาจากอเมริกาใต้ และทางใต้แอฟริกา มาจากบ้านเราทางมาเลเซีย ข้อดีคือ ปตท. เวลาปกติมีการค้าขายซื้อน้ำมันไปมาด้วยอยู่แล้ว และพอเกิดวิกฤต ปตท. ก็สามารถขอเปลี่ยนปริมาณซื้อ และเอาเข้ามาในประเทศไทยได้  อรรถพล กล่าวด้วยว่า ตอนนี้เรามีมาตรการระงับส่งออก และเพิ่มปริมาณสำรอง ดังนั้น เมื่อระงับการส่งออก ผู้ผลิตอาจจะต้องไปลดกำลังการผลิตลงบางส่วน เขาต้องผลิตเพื่อรองรับน้ำมันสำรองมากขึ้น น้ำมันก็จะอยู่ในประเทศไทย  ขั้นต่อไป หากมีการขาดแคลนมากขึ้นในวันข้างหน้า เราจะมีการพิจารณาพลังงานที่อยู่ในบ้านเราเข้ามาช่วย ด้วยการนำน้ำมันปาล์มมาผ่านกระบวนการทางเคมีกลายเป็น "ไบโอดีเซล" แล้วผสมกับดีเซลในสัดส่วนต่างๆ เช่น B7, B10 โดยพิจารณาใน 2 ส่วน คือ 1. ถ้าหากขาดแคลนก็ทำได้เลย 2. ถ้าราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกสูงกว่าไบโอดีเซล ไม่ต้องรอให้ของขาด ก็เพิ่มสัดส่วนน้ำมันปาล์มได้เพื่อลดต้นทุน และหากไปอีกขั้น ไม่จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันดิบอย่างเดียว สามารถนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปก็ได้ ด้วยการลดสเปกของน้ำมันของไทย เพื่อให้เราสามารถนำเข้าน้ำมันจากหลายแหล่งมากขึ้น อย่างไรก็ตาม อรรถพล กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงพลังงานจะนำเสนอมาตรการประหยัดพลังงานเข้าที่ประชุม ครม.ในวันอังคารที่ 10 มี.ค.ต่อไป * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * ต่างประเทศ * สงครามตะวันออกกลาง * อิหร่าน * สหรัฐฯ * อิสราเอล * น้ำมัน * พลังงาน * อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ * กระทรวงพลังงาน * รัฐบาล * กองทุนพลังงาน * ราคาน้ำมัน
dlvr.it
March 5, 2026 at 1:11 PM
งานวิจัยชี้ 'กองทุนน้ำมัน' ใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
งานวิจัยชี้ 'กองทุนน้ำมัน' ใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค auser15 Sat, 2025-11-08 - 08:49 สภาผู้บริโภค ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีวิชาการสาธารณะ "ผลการศึกษาการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562" ชี้ชัดใช้ผิดวัตถุประสงค์ อุดหนุนแอลพีจี ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค นักวิจัยเสนอ เพิ่มความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยแต่งตั้งตัวแทนผู้บริโภคในคณะกรรมการบริหารกองทุน เว็บไซต์สภาผู้บริโภค รายงานว่าเมื่อ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 สภาผู้บริโภค ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีวิชาการสาธารณะ “ผลการศึกษาการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562” เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจากผลการศึกษาสรุปได้ว่า แม้กองทุนน้ำมันฯ จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานได้ในระยะสั้น แต่มีปัญหาความ โปร่งใส และไม่เป็นธรรม ใช้เงินน้ำมันอุ้มแอลพีจี ส่งผลให้กองทุนมีภาระทางการเงินสูง แนะปฏิรูปโครงสร้างการบริหารกองทุนน้ำมันฯ ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างเป็นธรรมต่อผู้บริโภค “กองทุนน้ำมัน” ยังขาดความยั่งยืน แนะปรับโครงสร้าง อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิจัย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิจัย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอผลการศึกษาการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562  โดยระบุว่า แม้กองทุนจะช่วยลดความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะสั้นได้จริง แต่การดำเนินงานในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะการพึ่งพาการกู้ยืมเงินและกลไกการอุดหนุนข้ามประเภท (Cross-subsidy) ซึ่งส่งผลให้เกิดภาระทางการเงินสูงและความไม่ยั่งยืนในระยะยาว แม้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะสามารถรักษาระดับราคาน้ำมันให้ใกล้เคียงกับเป้าหมายตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ได้ในระดับหนึ่ง แต่การดำเนินงานยังขาดความสอดคล้องกับแนวทางในแผนยุทธศาสตร์ที่เน้นความยั่งยืน โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล อีกทั้งยังขาดการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดปัญหาความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการบริหารจัดการกองทุน จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้วิจัยพบว่า การดำเนินงานของกองทุนมีแนวโน้มไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของกฎหมายที่มุ่ง “รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในกรณีเกิดวิกฤตการณ์” โดยเฉพาะกรณีน้ำมันดีเซลและก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่กลายเป็นภาระต่อกองทุนและไม่สะท้อนหลักการรักษาเสถียรภาพราคาตามที่ พ.ร.บ. กำหนด พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการควบคุมราคา LPG เป็นการอุดหนุนมากกว่าการรักษาเสถียรภาพหรือไม่ “การกำหนดสถานการณ์ใน “แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง” ของสำนักงานกองทุนน้ำมันฯ ยังไม่ครอบคลุมสถานการณ์จริง เน้นเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลและ LPG โดยไม่กำหนดกรอบวิกฤตของน้ำมันเบนซิน จึงทำให้เกิดการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินในอัตราสูง เพื่อนำไปอุดหนุนกลุ่มเชื้อเพลิงอื่น ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่ขัดต่อแนวทางในแผนฯ ที่ระบุให้หลีกเลี่ยงการอุดหนุนข้ามกลุ่ม ทั้งยังทำให้ผู้ใช้น้ำมันเบนซินรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมอีกด้วย” อรรคณัฐระบุ นอกจากนี้ การปรับแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี แม้จะเพิ่มเพดานการกู้เงินของกองทุนจาก 40,000 ล้านบาท เป็น 150,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง แต่กลับไม่ปรับปรุงกลไกหลักที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวิกฤต ส่งผลให้กองทุนต้องรับภาระหนี้สินในระยะยาว และอาจกลายเป็นภาระต่อประชาชนผู้เสียภาษี เนื่องจากหนี้ของกองทุนถือเป็น “หนี้สาธารณะ” รวมทั้งโครงสร้างคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีตำแหน่งจากหน่วยงานซ้ำซ้อน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานขาดความเป็นอิสระและอาจมีความอ่อนไหวต่อการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรได้รับการปรับปรุง สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย จากการศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการกองทุนน้ำมัน 5 ข้อ ดังนี้ ปรับปรุงกลไกการอุดหนุนข้ามประเภท เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ปรับสูตรการคำนวณต้นทุนก๊าซ LPG ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง และให้ความสำคัญกับการใช้งานภาคครัวเรือนมากกว่าภาคอุตสาหกรรม เพิ่มความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยแต่งตั้งตัวแทนผู้บริโภคในคณะกรรมการบริหารกองทุน ลดการพึ่งพาการกู้ยืมเงินและปรับโครงสร้างทางการเงินให้ยั่งยืน ปรับปรุงการดำเนินงานของกองทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายในแผนยุทธศาสตร์และแผนรองรับวิกฤตการณ์ อรรคณัฐ กล่าวว่า การปฏิรูปโครงสร้างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เพียงเป็นเรื่องของตัวเลขทางการเงิน แต่ยังเป็น “เรื่องของความเป็นธรรมและสิทธิของผู้บริโภค” ที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันผลักดัน เพื่อให้การบริหารจัดการพลังงานของประเทศมีความยั่งยืน โปร่งใส และตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง “กองทุนน้ำมัน” ประโยชน์ หรือเป็นภาระประชาชน? https://www.tcc.or.th/wp-content/uploads/2025/11/%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2-%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A5-1200x674.jpg รสนา โตสิตระกูล กรรมการนโยบายสภาผู้บริโภค ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านบริการ สาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม รสนา โตสิตระกูล กรรมการนโยบายสภาผู้บริโภค ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านบริการ สาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับปี 2562 เป็นกฎหมายที่จัดทำขึ้นใหม่ เพื่อรองรับการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้ถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากที่การจัดเก็บในอดีตถูกวินิจฉัยว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” โดยคณะกรรมการผู้ตรวจการแผ่นดิน กฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์เพื่อให้กองทุนทำหน้าที่ “รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง” อย่างไรก็ตาม ในการตีความและการปฏิบัติจริง กลับพบว่าการดำเนินงานของกองทุนอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และมีแนวโน้มเป็นภาระต่อผู้บริโภคมากกว่าที่จะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ผ่านมาคณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เคยกำหนด “หลักเกณฑ์การลดการชดเชยน้ำมันชีวภาพ” ตามที่กฎหมายระบุไว้ ทำให้เงินกองทุนถูกนำไปใช้ชดเชยน้ำมันชีวภาพในอัตราสูงต่อเนื่อง ทั้งที่น้ำมันชีวภาพมีราคาสูงกว่าน้ำมันพื้นฐานประมาณ 30–40% ส่งผลให้กองทุนแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากโดยไม่ได้ใช้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตราคาน้ำมันตามที่ตั้งใจไว้ “กองทุนน้ำมันในปัจจุบัน กลายเป็นการชดเชยอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะในช่วงเกิดวิกฤตการณ์ ทำให้เงินที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล ถูกนำไปชดเชยน้ำมันชีวภาพและก๊าซหุงต้ม ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ มากกว่าช่วยลดภาระให้ประชาชน” นางสาวรสนากล่าว นอกจากนี้ รสนายังตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบพลังงานว่า ราคาน้ำมันในประเทศยังอิงกับ “ราคาเสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์” แม้ประเทศไทยจะมีกำลังการกลั่นเพียงพอในประเทศ ทำให้ไม่สามารถกำหนดราคาน้ำมันแท้จริงได้ อีกทั้งก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ถูกปล่อยลอยตัวตามตลาดโลกตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยิ่งสร้างภาระให้ต้องนำเงินกองทุนมาชดเชยราคาภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง แนะปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน – ยกเลิกกองทุน https://www.tcc.or.th/wp-content/uploads/2025/11/%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%8C-600x338.jpg รุ่งชัย จันทสิงห์ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค รุ่งชัย จันทสิงห์ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัญหาหลักของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันเกิดจาก “โครงสร้างราคาพลังงานที่บิดเบือน” โดยเฉพาะการอุดหนุนราคาก๊าซ LPG และการกำหนดราคาน้ำมันที่อ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ ซึ่งหากยกเลิกการอ้างอิงราคานำเข้า น้ำมันในประเทศอาจลดลงได้ถึง ลิตรละ 1–1.50 บาท การดำเนินงานของกองทุนในปัจจุบันกลายเป็นภาระต่อผู้บริโภคมากกว่าการช่วยเหลือ โดยเฉพาะในส่วนของ การชดเชย LPG และน้ำมันชีวภาพ ที่ส่งผลให้กองทุนติดลบเป็นวงกว้าง จึงเสนอว่า หากรัฐบาลสามารถ “ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน” ให้สะท้อนต้นทุนจริง ทั้งน้ำมันดีเซล เบนซิน และก๊าซ LPG ได้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะหมดความจำเป็น และสามารถยกเลิกได้ในที่สุด นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมว่าการแก้ไขปัญหาควรเริ่มจากการจัดการราคาก๊าซ LPG โดยให้ใช้ก๊าซจากอ่าวไทยสำหรับภาคครัวเรือนเป็นหลัก และกำหนดราคาที่โรงแยกก๊าซในประเทศให้เหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน รวมถึง ทบทวนการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและเงินส่งเข้ากองทุน ให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีที่ปัจจุบันไม่ต้องจ่ายภาษีในส่วนนี้ เพื่อให้โครงสร้างราคาพลังงานของประเทศโปร่งใส เป็นธรรม และลดภาระของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ในงานยังมีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คณะกรรมาธิการพลังงาน นักวิชาการ และภาคการเมือง ได้สะท้อนความเห็นร่วมว่า “กองทุนน้ำมันยังจำเป็น” เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาเชื้อเพลิง แต่ต้องเร่งปรับโครงสร้างให้โปร่งใส เป็นธรรม และลดการบิดเบือนกลไกตลาด โดยเสนอให้แยกบทบาทนโยบายออกจากการปฏิบัติ กำหนดนิยามคำว่า “วิกฤต” ให้ชัดเจน รวมถึงยกเลิกมาตราที่เปิดช่องให้ใช้กองทุนในเชิงประชานิยม ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าการอุดหนุนเชื้อเพลิงแบบข้ามผลิตภัณฑ์สร้างความไม่เป็นธรรมและภาระหนี้สินแก่กองทุน ควรปรับสู่รูปแบบ “การอุดหนุนแบบมุ่งเป้า” กล่าวคือเป็นการช่วยเฉพาะกลุ่มที่จำเป็น พร้อมเสนอให้เพิ่มผู้แทนภาคประชาชน เช่น สภาผู้บริโภค เข้าเป็นคณะกรรมกา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ขณะเดียวกันควรเร่งวางแนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นธรรม และเตรียมรับมือกับเรื่องภาษีคาร์บอนในอนาคต * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * พลังงาน * น้ำมัน * กองทุนน้ำมัน * สภาผู้บริโภค * สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
dlvr.it
November 8, 2025 at 1:53 AM
กลับมาที่เรื่อง LPG ในประเทศที่ใช้ๆกันอยู่จะเป็นส่วนที่ถูกส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ซึ่งส่วนที่ subsidy นี้มีแค่100,000+ ตันต่อเดือนเอง ซึ่งมันไม่พอจนต้อง import (แต่จริงๆ LPG ถูกเอาไปใช้ทำอย่างอื่นด้วย ซึ่ง all products เฉพาะส่วนที่รายงานมาให้รู้นิดๆหน่อยๆและเอามาใช้คำนวณสัดส่วน LPG เชื้อเพลิงคือประมาณ 500,000 ตันต่อเดือน)
October 19, 2024 at 6:37 AM
📢 ข่าวด่วน! รมช.คลัง ยันชัด! ปรับภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แต่ 'ราคาน้ำมัน' ไม่ปรับขึ้น!

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง เผยเป็นการปรับกลไกภายในร่วมกับกระทรวงพลังงาน โดยการปรับภาษีจะถูกชดเชยด้วยการลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมันฯ ในอัตราที่เท่ากัน ทำให้ราคาน้ำมันที่ปั๊มยังคงเท่าเดิม!…

อ่านต่อ https://th.xee4.com?p=6826
May 8, 2025 at 5:03 AM