#ลลิดาเพริศวิวัฒนา
‘รองโฆษกรัฐบาล’ ท้า ‘ไอซ์ รักชนก’ แน่จริง เปิดหลักฐานใช้ IO อวย ‘TH-AI Passport’

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6124116/
#ลลิดาเพริศวิวัฒนา #ไอซ์รักชนก
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 20, 2026 at 7:23 AM
"รองโฆษกรัฐบาล" แจงปมงบบัตรทอง ย้ำตรวจสอบทุกบาทเพื่อความโปร่งใส ปัดข้อกล่าวหา นำงบผู้ป่วยไป "จัดอีเวนต์"

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6078861/
#ลลิดาเพริศวิวัฒนา #บัตรทอง
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 4, 2026 at 2:08 AM
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 13-19 เม.ย. 2569
สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 13-19 เม.ย. 2569 auser15 Sun, 2026-04-19 - 10:32 เริ่ม 1 พ.ค.นี้ “ครูเอกชน” เบิกค่ารักษาแบบ Real-Time ไม่ต้องสำรองจ่าย ใช้ระบบ สปสช. ยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับสวัสดิการด้านสุขภาพให้ครูเอกชน โดยกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน (สช.) ได้นำระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบ Real-Time (Clearing House) ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกกองทุนฯ เข้าถึงบริการได้รวดเร็ว และลดภาระค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป สมาชิกกองทุนฯ จะสามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการได้โดย ไม่ต้องสำรองจ่าย ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาล กองทุนฯ และ สปสช. ช่วยลดขั้นตอนการยื่นเบิก และเพิ่มความรวดเร็วในการเข้ารับบริการ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 18 เมษายน 2569) มีสถานพยาบาลเข้าร่วมโครงการแล้ว 109 แห่ง ครอบคลุม 47 จังหวัดทั่วประเทศ และมีการขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยสมาชิกสามารถตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่เข้าร่วมแบบ Real-Time ได้ที่เว็บไซต์กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน www.aidfunds.org หรือผ่านระบบค้นหา https://www.aidfunds.org/HCH สิทธิประโยชน์ดังกล่าว ครอบคลุมผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ โดยมีวงเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในรวมกันไม่เกิน 150,000 บาทต่อคนต่อปี แนะนำให้สมาชิกตรวจสอบวงเงินคงเหลือ และเครือข่ายสถานพยาบาลก่อนเข้ารับบริการ “มาตรการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มความสะดวก และทำให้ครูเอกชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตบุคลากรทางการศึกษา” นางสาวลลิดา กล่าว ที่มา: NBT Connext, 19/4/2569  ผู้ประกันตน 'อุด-ถอน-ขูดหินปูน-ผ่าฟันคุด-รักษาซับซ้อน' รพ.รัฐ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เริ่ม 1 พ.ค. นี้  นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน เปิดเผยถึงนโยบายการยกระดับสิทธิประโยชน์เพื่อพี่น้องผู้ประกันตน ว่า กระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้สำนักงานประกันสังคม พัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมสุขภาพช่องปากให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 โดยได้มีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมครั้งสำคัญ เพื่อให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพสูงสุด นายจุลพันธ์ กล่าวว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2569 ผู้ประกันตนทั้ง มาตรา 33 และมาตรา 39 สามารถเข้าใช้สิทธิด้านทันตกรรมได้ที่หน่วยงานหรือโรงพยาบาลของรัฐที่ทำความตกลง ครอบคลุมบริการพื้นฐาน ทั้งการอุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน และผ่าฟันคุดทุกรูปแบบ รวมถึงการรักษาที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อเตรียมช่องปากก่อนการใส่ฟันเทียม ไม่ว่าจะเป็นการเกลารากฟัน การขลิบเหงือก และการแต่งกระดูก โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งในการเข้ารับบริการ โดยยึดตามแผนการรักษาของทันตแพทย์ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกิน ยกเว้นกรณีเข้าคลินิกพิเศษ ผู้ประกันตนต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมแพทย์เอง โดยอ้างอิงอัตราตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขสำหรับคนไทย พ.ศ. 2568 ส่วนสิทธิประโยชน์เดิมซึ่งครอบคลุมการอุดฟัน ขูดหินปูน และถอนฟันที่ 900 บาทต่อปี ตามหน่วยงานเอกชนหรือคลินิกที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคมยังคงมีอยู่ตามปกติ แต่จะมีการยกระดับเพิ่มเติมในกรณีการผ่าฟันคุด ในอัตรา 1,500 - 2,500 บาทต่อซี่ โดยผู้ประกันตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านฟันปลอมและรากฟันเทียม โดยในส่วนของฟันปลอมถอดได้ มีการเพิ่มวงเงินดังนี้ - ฟันปลอมชนิดถอดได้บางส่วน (1-5 ซี่): เดิมเบิกได้ไม่เกิน 1,300 บาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 1,500 บาท - ฟันปลอมชนิดถอดได้บางส่วน (มากกว่า 5 ซี่): เดิมเบิกได้ไม่เกิน 1,500 บาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 2,000 บาท - ค่าซ่อมฟันปลอม ในอัตรา 900 บาทต่อครั้ง - ฟันปลอมชนิดถอดได้ทั้งปาก (บนหรือล่าง): เดิมไม่เกิน 2,400 บาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 3,000 บาท - ฟันปลอมชนิดถอดได้ทั้งปาก (บนและล่าง): เดิมไม่เกิน 4,400 บาท เพิ่มเป็นไม่เกิน 6,000 บาท ในส่วนของรากฟันเทียม ได้มีการเพิ่มสิทธิพิเศษสำหรับการฝังรากฟันเทียมเพื่อรองรับฟันเทียมทั้งปากสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งหมด โดยมีวงเงินสนับสนุนค่าผ่าตัดใส่รากฟันเทียมรายละ 17,500 บาท และค่าชุดรากฟันเทียมอีก 3,300 บาท พร้อมการติดตามผลการรักษา เพื่อให้ผู้ประกันตนกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีดังเดิม ทั้งนี้ สิทธิดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการส่งเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันที่เข้ารับบริการ และครอบคลุมสิทธิสำหรับผู้ที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนไม่เกิน 6 เดือน สำหรับผู้ที่เข้ารับบริการในสถานพยาบาลที่ไม่ได้ทำความตกลงไว้ ยังคงสามารถนำหลักฐานมาขอรับเงินคืนตามอัตราที่กำหนดได้ผ่านระบบ e-Self Service หรือที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ และหากมีความจำเป็นต้องรักษาจากอุบัติเหตุหรือโรคในช่องปากกะทันหัน ก็สามารถใช้สิทธิการรักษาพยาบาลปกติได้ทันที โดยสามารถสอบถามข้อมูลหรือตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการได้ที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ หรือสายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 19/4/2569  ผู้ประกันตนโอดถูกหักเงินสมทบเบิ้ล 2 ครั้ง วอนประกันสังคมคืนเงินด่วน กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลในช่วงกลางเดือนเมษายน 2569 เมื่อผู้ประกันตนจำนวนมากออกมาโพสต์ข้อความและร้องเรียนผ่านช่องทางต่างๆ ว่าถูกระบบของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) หักเงินสมทบซ้ำซ้อนถึง 2 ครั้งภายในเดือนเดียว ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของผู้ประกันตน โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำเรื่องหักผ่านบัญชีธนาคารอัตโนมัติ จากการตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมามีผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33 และมาตรา 39 จำนวนมาก สังเกตเห็นความผิดปกติในยอดเงินในบัญชีธนาคาร โดยพบว่ามีการตัดยอดเงินสมทบประกันสังคมซ้ำกัน 2 ยอดในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งบางรายระบุว่ายอดที่หักซ้ำนั้นมีจำนวนเท่ากับยอดเงินสมทบปกติ ทำให้เกิดความกังวลว่าระบบคอมพิวเตอร์ของสำนักงานประกันสังคมอาจเกิดข้อผิดพลาดขัดข้อง (Glitch) หรือเป็นผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนเพดานฐานเงินสมทบใหม่ที่เริ่มใช้ในปี 2569 นี้ ขณะนี้บนหน้าเพจเฟซบุ๊กและกลุ่มรับเรื่องร้องเรียนต่างๆ มีผู้เข้ามาคอมเมนต์ยืนยันปัญหาดังกล่าวเป็นวงกว้าง โดยระบุว่าพยายามติดต่อสายด่วน 1506 แต่สายไม่ว่างเนื่องจากมีผู้โทรเข้าไปสอบถามเป็นจำนวนมาก หลายรายแสดงความไม่พอใจเนื่องจากเงินจำนวนดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการใช้จ่ายในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากสำนักงานประกันสังคมถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงแนวทางการคืนเงินให้กับผู้ที่ถูกหักซ้ำ โดยคาดว่าทาง สปส. อยู่ระหว่างการเร่งตรวจสอบกับทางธนาคารต้นสังกัดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและเตรียมมาตรการเยียวยาผู้ได้รับกระทบต่อไป ที่มา: Bright TV, 18/4/2569  ‘ไอซ์ รักชนก’ นัด 1 พ.ค.เจอกันที่สภาฯ ยื่นร่างกฎหมายทวงคืน ‘ประกันสังคม’ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. พรรคประชาชน โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กโดยแท็ก น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน  ซึ่งเนื้อหาในคลิปดังกล่าว  สส.พรรคประชาชน อาทิ น.ส.รักชนก ศรีนอก นายเซีย จำปาทอง  สส.บัญชีรายชื่อ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ได้บอกเล่าถึงความล้มเหลวของกองทุนประกันสังคม ซึ่งกำลังจะเจ๊ง และเงินจะหมดลงภายในอีก 20 ปีข้างหน้า รวมทั้งความไม่โปร่งใสในการบริหารงาน ตั้งแต่การจัดทำปฏิทิน เสื้อ หมวก จนถึงการลงทุนในตึกสกายไนน์ เป็นต้น  ทั้งนี้เฟซบุ๊กพรรคประชาชน ระบุว่า เพราะนี่คือกองทุนที่เราต่อสู้ให้ได้มา  ทวงคืนประกันสังคม หลายปีที่ผ่านมากองทุนประกันสังคมถูกพูดถึงในแง่ลบเป็นวงกว้างในสังคม ผู้ประกันตนหลายคนเริ่มมองถึงการออกจากกองทุน เลิกส่งเงินสมทบประกันสังคม แต่นั่นคือทางออกที่ดีที่สุด จริงหรือ? เพราะกองทุนประกันสังคมไม่ได้มีเพียงค่าทำฟัน 900 บาท แต่มีสิทธิประโยชน์ที่เป็นหลักพิงให้คนทำงาน ตั้งแต่วันแรกของการทำงานจนถึงบั้นปลายชีวิต เพราะกองทุนประกันสังคม ไม่ใช่กองทุนที่ใครหรือหน่วยงานใดมามอบให้ แต่มาจากการต่อสู้เรียกร้องของประชาชน  เพราะนี่คือกองทุนที่เราต่อสู้ให้ได้มา เราทุกคนจึงเป็นเจ้าของกองทุนนี้ร่วมกัน และเมื่อคนทำงานร่วมต่อสู้ด้วยกันอีกครั้ง กองทุนประกันสังคมจะเปลี่ยนแปลงได้ 1 พฤษภาคม ยื่นร่างทวงคืนประกันสังคมของทุกคน ขณะที่ น.ส.รักชนก แชร์โพสต์ดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า 1 พฤษภา ผู้ประกันตน พวกเรา เจอกันที่สภา ยื่นร่างกฎหมายทวงคืนประกันสังคม ที่มา: เดลินิวส์, 18/4/2569  ครูเกษียณทุกข์หนักไร้เงินประทังชีวิต รวมตัวบุก สพป.เลยร้องแก้หนี้วิกฤต บางรายไร้ที่อยู่ต้องอาศัยวัด กลุ่มครูเกษียณภาคอีสานทุกหนัก รวมตัวยื่นหนังสือร้อง สพป.เลย เร่งช่วยแก้หนี้สินพ้นทางตัน หลังพบข้าราชการบำนาญหลายรายถูกยึดทรัพย์ เงินเดือนไม่พอซื้อข้าวกินจนถึงขั้นล้มละลาย บางคนไม่มีที่อยู่อาศัยจนต้องไปอาศัยวัด เสนอแนวทางหักเงินกู้ให้เหลือเงินยังชีพไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 วันที่ 18 เม.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 (สพป.เลย เขต 2) อ.วังสะพุง จ.เลย สมาชิกสมาพันธ์ข้าราชการบำนาญภาคตะวันออกเฉียงเหนือกว่า 50 คน นำโดยนายสวัสดิ์ พรมโสภณ ประธานสมาพันธ์ฯ และ นายอนุพงษ์ ปริบาล ประธานอนุกรรมการสมาพันธ์ข้าราชการบำนาญจังหวัดเลย เดินทางเข้าพบผู้อำนวยการ สพป.เลย เขต 2 เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาหนี้สินครูเกษียณในพื้นที่ จ.เลย โดยมีนางบูลยาวี ถิรคุณธนเศรษฐ์ และ นายจันทร์ลอย สุรภีร์ รองผู้อำนวยการ สพป.เลย เขต 2 ร่วมประชุมรับฟังปัญหา นายสวัสดิ์ กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้เพื่อขอให้ผู้บริหาร สพป.เลย เขต 2 ช่วยพิจารณาแนวทางลดภาระหนี้สิน เพื่อให้ข้าราชการบำนาญมีเงินเหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพ เนื่องจากปัจจุบันข้าราชการบำนาญได้รับเงินบำนาญน้อยแต่หนี้สินยังเท่าเดิม ทำให้เงินเดือนแทบไม่พอใช้หนี้ บางรายไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ถูกธนาคารฟ้องยึดทรัพย์จนล้มละลาย ไม่มีที่อยู่อาศัยจนต้องไปอาศัยวัด หรือแม้กระทั่งตัดสินใจจบชีวิตตนเองเพราะหาทางออกไม่ได้ ทั้งนี้ ทางสมาพันธ์ฯ ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหา 6 ลำดับ ในการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ ดังนี้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, สวัสดิการภายในส่วนราชการ (ชพค., ชพส.), หักเงินตามคำพิพากษาของศาล, หนี้สหกรณ์ (หักเต็มจำนวนตามที่แจ้ง), หนี้สถาบันการเงินอื่นที่มีข้าราชการค้ำประกัน (เช่น เงินกู้ ชพค. ธนาคารออมสิน) และ หนี้บำเหน็จค้ำประกัน โดยขอให้เขตพื้นที่การศึกษาหักเงินชำระหนี้แล้ว ต้องมีเงินเหลือสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 หรือไม่ต่ำกว่า 6,000 บาท เพื่อการยังชีพ หากใครสมัครใจให้หักเกินกว่าร้อยละ 70 ให้ทำบันทึกยินยอมไว้เป็นหลักฐาน พร้อมขอให้สถานีแก้หนี้ครู เร่งอำนวยความสะดวกและดำเนินการช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด ซึ่งทางสมาพันธ์ฯ จะนำรายงานเรื่องนี้ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในวันที่ 21 เมษายน 2569 ต่อไป ด้านนายอนุพงษ์ เปิดเผยว่า จังหวัดเลย เป็นจังหวัดสุดท้ายที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีผู้เดือดร้อนรวม 3 เขต ประมาณ 140 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเปราะบางที่ถูกยึดทรัพย์จากการไปค้ำประกันให้ผู้อื่น สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตทั้งที่เคยทำงานรับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน ขณะที่นางบูลยาวี ถิรคุณธนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการ สพป.เลย เขต 2 กล่าวว่า คณะกรรมการสถานีแก้หนี้มีมติเห็นชอบให้ครูที่ประสงค์จะจัดสรรการชำระหนี้ใหม่ยื่นเรื่องแจ้งความประสงค์ เพื่อให้มีเงินใช้จ่ายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ขณะนี้มีผู้ยื่นเรื่องแล้วประมาณ 20 ราย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีปัญหาสุขภาพหรือถูกฟ้องร้องประมาณ 8 ราย ซึ่งจะได้รับการพิจารณาช่วยเหลือเป็นรายกรณีอย่างเร่งด่วนต่อไป ที่มา: โจโฉ, 18/4/2569  เปิดรับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ ปรับเกณฑ์ชั่วโมงงาน–วินัยครู เพิ่มความโปร่งใสกระบวนการสอบสวน สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดย นายธีรศักดิ์ จิระตราชู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ โดยมีสาระสำคัญแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 เพื่อกำหนดชั่วโมงปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กำหนดความผิดวินัยและกระบวนการดำเนินการทางวินัย รวมทั้งกำหนดระยะเวลาการสืบสวนและสอบสวนการกระทำผิดทางวินัยให้ชัดเจน เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำหรับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวมีหลักการสำคัญเพื่อแก้ไขช่องว่างของกฎหมายเดิมที่ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ซึ่งยังมีบางประเด็นที่ไม่เอื้อต่อการปฏิบัติราชการอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งกระบวนการดำเนินการทางวินัยในบางกรณียังขาดความชัดเจน โปร่งใส และเกิดความล่าช้า ส่งผลกระทบต่อประโยชน์ของทางราชการ จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว ซึ่งสาระสำคัญของร่างกฎหมาย อาทิ การกำหนดชั่วโมงปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้กำหนดจำนวนชั่วโมงขั้นต่ำและขั้นสูง พร้อมคำนึงถึงสวัสดิภาพและภาระงานจริงของครู การกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาที่ใช้อำนาจสั่งการให้ครูหรือบุคลากรทางการศึกษาปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ราชการ และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน ถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง รวมถึงกำหนดให้กรณีข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาทำร้ายผู้เรียนหรือประชาชนผู้มาติดต่อราชการจนได้รับบาดเจ็บทั้งทางกายหรือจิตใจ ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงด้วย  นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดระยะเวลาการสืบสวนการกระทำผิดทางวินัยว่ามีมูลหรือไม่ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และสามารถขยายเวลาได้ 1 ครั้งไม่เกิน 15 วัน จากเดิมที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ รวมทั้งกำหนดให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนในกรณีผู้ถูกกล่าวหาเป็นครู ครูผู้ช่วย หรือบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา โดยคณะกรรมการต้องไม่อยู่ในสถานศึกษาเดียวกับผู้ถูกกล่าวหาและต้องไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว พร้อมกำหนดกรอบระยะเวลาการทำงานของคณะกรรมการสอบสวนไม่เกิน 90 วัน และขยายเวลาได้อีก 1 ครั้งไม่เกิน 30 วัน ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มหลักการแสวงหาความจริงในการสอบสวนทางวินัย โดยกำหนดให้คณะกรรมการสอบสวนต้องเรียกผู้กล่าวหามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อแสวงหาหลักฐานจนสิ้นข้อสงสัย ไม่พิจารณาเฉพาะเอกสารหรือหลักฐานที่มีอยู่เดิมเท่านั้น เพื่อให้กระบวนการสอบสวนมีความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถแสดงความเห็นได้ผ่านทางเว็บไซต์ https://www.parliament.go.th/section77/ ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 18/4/2569  แรงงานโรงงานพลาสติกสมุทรปราการร้องถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม บางรายอ้างถูกข่มขู่ให้ลาออก ได้ค่าชดเชยต่ำกว่าที่ควร  ที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นำกลุ่มแรงงานชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างของโรงงานผลิตพลาสติกแห่งหนึ่ง เข้ายื่นเรื่องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน แรงงานโรงงานดังกล่าวรวมตัวร้องขอความเป็นธรรม หลังบริษัทประกาศยุติกิจการและเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก ท่ามกลางข้อร้องเรียนเรื่องค่าชดเชยและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ในการหารือมีผู้แทนจากสำนักงานแรงงานจังหวัด สำนักงานประกันสังคม สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ตำรวจภูธรจังหวัด และอัยการจังหวัด เข้าร่วมรับฟังข้อเท็จจริงจากทั้งฝ่ายลูกจ้างและนายจ้าง ประเด็นหลักที่แรงงานร้องเรียน คือ การจ่ายค่าชดเชย สิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย และแนวทางช่วยเหลือด้านการหางานใหม่ หลังการเจรจาก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ ข้อมูลระบุว่า บริษัทดังกล่าวประกอบกิจการมานานกว่า 50 ปี ก่อนประกาศยุติการดำเนินงานในเดือนเมษายน 2569 โดยให้เหตุผลว่าได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ฝ่ายนายจ้าง โดยตัวแทนทนายความบริษัท ชี้แจงว่า การปิดกิจการเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ และลูกจ้างส่วนใหญ่สมัครใจลาออก พร้อมยืนยันว่าได้ทยอยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแล้วบางส่วน พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าบังคับให้ลาออก อย่างไรก็ตาม ระหว่างการประชุม ตัวแทนแรงงานหลายรายลุกขึ้นสะท้อนปัญหา โดยพนักงานหญิงรายหนึ่งที่ทำงานมา 12 ปี ระบุว่า ถูกอ้างเหตุเจ็บป่วยเพื่อนำไปสู่การเลิกจ้าง ทั้งที่ยังทำงานได้ตามปกติ และถูกเสนอค่าชดเชยเพียง 30,000 บาท ขณะที่พนักงานชายอีกราย ซึ่งทำงานมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับเงิน 50,000 บาท หลังถูกให้ลงนามเอกสารเลิกจ้าง ทั้งที่ทำงานมานานกว่า 36 ปี พร้อมตั้งคำถามว่าได้รับสิทธิตามกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ รายงานระบุว่า โรงงานแห่งนี้มีพนักงานรวมกว่า 400 คน เป็นแรงงานไทย 115 คน ที่เหลือเป็นแรงงานต่างชาติ โดยแรงงานไทยถูกเลิกจ้างแล้ว 45 คน และยังมีอีก 17 ราย ที่ยังตกลงเรื่องค่าชดเชยกับบริษัทไม่ได้ ภายหลังการประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม พร้อมจัดมาตรการรองรับแรงงาน ทั้งการจัดหางานใหม่ การฝึกอาชีพ และการช่วยเหลือเร่งด่วนต่อไป ที่มา: ไทยโพสต์, 17/4/2569  24 เม.ย.นี้ เริ่มใช้กฎหมายใหม่ “รปภ.” ได้ค่าล่วงเวลา ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 เป็นต้นไป กฎกระทรวงกำหนดค่าล่วงเวลาและค่าตอบแทนการทำงานที่เกินวันละแปดชั่วโมง ในงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินอันเป็นหน้าที่การทำงานปกติของลูกจ้าง พ.ศ. 2568 จะมีผลบังคับใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน และสร้างความเป็นธรรมให้กับลูกจ้าง โดยเฉพาะพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) และผู้ปฏิบัติงานเฝ้าดูแลสถานที่และทรัพย์สิน กฎกระทรวงฉบับนี้ถือเป็นการปรับปรุงสิทธิแรงงานครั้งสำคัญ โดยยกเลิกข้อยกเว้นเดิมตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2552 ที่กำหนดให้งานลักษณะดังกล่าวไม่ได้รับค่าล่วงเวลา ส่งผลให้ลูกจ้างในกลุ่มนี้ได้รับสิทธิค่าล่วงเวลาเช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป สำหรับสาระสำคัญ กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1.25 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง สำหรับการทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมงในวันทำงานปกติ และไม่น้อยกว่า 2.5 เท่า สำหรับการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด นอกจากนี้ กรณีที่มีการตกลงเวลาทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง เช่น การทำงานเป็นกะ แต่รวมแล้วไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นายจ้างยังคงต้องจ่ายค่าตอบแทนในอัตราดังกล่าวสำหรับชั่วโมงที่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง “กฎหมายฉบับนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานแรงงานไทย ให้สอดคล้องกับสภาพการทำงานจริง โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานต่อเนื่องยาวนาน ให้ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 16/4/2569  สส.กล้าธรรม เสนอรัฐเร่งปฏิรูปสวัสดิการ หลังไทยเผชิญปัญหาสังคมสูงวัย น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู สส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสังคมครั้งใหญ่ ทั้งปัญหาสังคมสูงวัยที่ขยายตัวรวดเร็ว เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา ตลอดจนประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการอย่างทั่วถึง โดยรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างนโยบายสังคมอย่างจริงจัง  น.ส.เพ็ญภัค กล่าวต่อว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ แต่ระบบดูแลผู้สูงอายุยังไม่พร้อมรองรับ ทั้งด้านสุขภาพ การดูแลระยะยาว และรายได้หลังเกษียณ ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งวางระบบดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน การดูแลสุขภาพจิต การดูแลแบบประคับประคอง ไปจนถึงการพัฒนาระบบดูแลระยะยาวในชุมชน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน  นอกจากนี้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสวัสดิการ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ยังตกหล่นจากระบบจำนวนมาก ทั้งผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และครัวเรือนที่อยู่ในภาวะยากลำบาก ซึ่งสะท้อนว่า ระบบฐานข้อมูลภาครัฐยังไม่เชื่อมโยงและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งสร้างระบบข้อมูลกลางที่แม่นยำ โปร่งใส และเชื่อมโยงทุกหน่วยงาน เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้จริง  น.ส.เพ็ญภัค ระบุต่อว่า ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบยังอยู่ในระดับน่าห่วง และส่งผลโดยตรงต่ออนาคตประเทศ จึงเสนอให้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการแก้กฎหมายเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ และพัฒนาระบบช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม  รัฐบาลควรกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้นในการจัดสวัสดิการสังคม เพื่อให้การช่วยเหลือสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน ภาคประชาสังคม และทุกภาคส่วนในการร่วมออกแบบนโยบายสาธารณะ การพัฒนาสังคมที่ดี ไม่ใช่แค่การเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึงโอกาสอย่างเป็นธรรม และไม่ปล่อยให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 14/4/2569  * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * แรงงาน * คุณภาพชีวิต * สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์
dlvr.it
April 19, 2026 at 3:37 AM
รัฐบาลแจง FTA ไทย–EU ยังเจรจา ไม่ได้ข้อยุติ UPOV 1991
รัฐบาลแจง FTA ไทย–EU ยังเจรจา ไม่ได้ข้อยุติ UPOV 1991 auser15 Mon, 2026-09-21 - 10:19 รัฐบาลแจง FTA ไทย–EU ยังเจรจา ไม่ได้ข้อยุติ UPOV 1991 ชี้การระบุว่า “ประเทศไทยตกลงเข้า UPOV 1991 แล้ว” หรือ “ไทยตกลงแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชแล้ว” จึงยังไม่ตรงกับสถานะการเจรจาในขณะนี้ ย้ำกฎหมายปัจจุบันยังคุ้มครองสิทธิเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ แฟ้มภาพ Thai PBS  21 กันยายน 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทยรายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อกังวลเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–EU) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับปี 1991 หรือ UPOV 1991 ว่า รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การกำกับของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับข้อกังวลของเกษตรกรและทุกภาคส่วน โดยขอให้แยกข้อเท็จจริงออกเป็น 2 ส่วนให้ชัดเจน คือ “สิทธิของเกษตรกรตามกฎหมายไทยที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน” กับ “ข้อเสนอที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา” เนื่องจาก FTA ไทย–EU ยังไม่ได้ข้อยุติ และข้อเสนอของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังไม่ใช่ข้อตกลงที่ประเทศไทยยอมรับแล้ว นางสาวลลิดา กล่าวว่า ภายใต้การกำกับของนางศุภจี กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามการเจรจา FTA ไทย–EU อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและการคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งยังมีประเด็นที่ต้องหารือต่อ แม้ฝ่ายสหภาพยุโรปจะมีข้อเสนอให้แต่ละฝ่ายคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชตาม UPOV 1991 แต่เอกสารดังกล่าวเป็นข้อเสนอของ EU ที่ใช้เป็นฐานสำหรับการเจรจา ไม่ใช่ข้อความสุดท้ายที่ไทยและ EU ตกลงร่วมกันแล้ว ดังนั้น การระบุว่า “ประเทศไทยตกลงเข้า UPOV 1991 แล้ว” หรือ “ไทยตกลงแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชแล้ว” จึงยังไม่ตรงกับสถานะการเจรจาในขณะนี้ สำหรับสิทธิของเกษตรกรในปัจจุบัน ประเทศไทยยังใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งมาตรา 33 กำหนดข้อยกเว้นให้เกษตรกรสามารถใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ตนเองเป็นผู้ผลิตเพื่อเพาะปลูกหรือขยายพันธุ์ต่อได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย รวมถึงมีข้อยกเว้นสำหรับการศึกษา ทดลอง วิจัย ปรับปรุงพันธุ์ และการกระทำที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าตามที่กฎหมายกำหนด “ดังนั้น การบอกว่าวันนี้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อแล้วจะผิดกฎหมายทั้งหมด ไม่ถูกต้อง แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างการที่เกษตรกรเก็บส่วนขยายพันธุ์ที่ตนผลิตขึ้นไว้เพาะปลูกต่อ กับการผลิตหรือจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองในเชิงการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน” นางสาวลลิดา กล่าว รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับ UPOV 1991 แม้อนุสัญญาจะกำหนดสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ครอบคลุมกิจกรรมบางประเภทเกี่ยวกับส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง แต่ข้อ 15 (2) เปิดทางให้ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดข้อยกเว้นในกฎหมายภายใน เพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองซึ่งปลูกในแปลงของตนเองกลับมาใช้เป็นส่วนขยายพันธุ์ในแปลงของตนเองได้ ภายในขอบเขตและเงื่อนไขที่กำหนด ด้วยเหตุนี้ การกล่าวว่า “UPOV 1991 ห้ามเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อทุกกรณี” จึงเป็นการสรุปที่กว้างเกินกว่าตัวบท ขณะเดียวกัน รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ก็จะไม่สรุปล่วงหน้าว่า หากการเจรจาในอนาคตเกี่ยวข้องกับ UPOV 1991 แล้วสิทธิของเกษตรกรจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย เพราะรายละเอียดจะขึ้นอยู่กับผลการเจรจาขั้นสุดท้ายและกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้อง นางสาวลลิดา กล่าวว่า นางศุภจีได้ให้ความสำคัญกับการเจรจาที่ต้องพิจารณาผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างรอบด้าน โดยกระทรวงพาณิชย์รับฟังข้อกังวลของเกษตรกร ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้บริโภค เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะการค้า แต่เชื่อมโยงถึงสิทธิของเกษตรกร สิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ ต้นทุนการผลิต ความหลากหลายทางชีวภาพ พันธุ์พืชพื้นเมือง ตลอดจนความมั่นคงทางอาหารของประเทศ “นางศุภจีและกระทรวงพาณิชย์ยืนยันหลักการว่า ข้อเสนอของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังไม่ใช่ผลการเจรจา และจะไม่สรุปผลล่วงหน้าก่อนการเจรจาจะได้ข้อยุติ ทีมไทยกำลังทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยต้องหาจุดสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการค้าระหว่างประเทศ กับการดูแลสิทธิของเกษตรกร ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว นางสาวลลิดา ย้ำว่า การเจรจา FTA ไม่ได้ทำให้กฎหมายไทยเปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติ หากความตกลงขั้นสุดท้ายมีข้อผูกพันที่เข้าหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนด และหากจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายภายใน จะต้องดำเนินการผ่านกระบวนการนิติบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงการเจรจาแล้วกฎหมายไทยจะเปลี่ยนทันที “รัฐบาลและนางศุภจีให้ความสำคัญกับการสื่อสารเรื่องนี้ด้วยข้อเท็จจริง ไม่สร้างความกังวลเกินกว่าสถานการณ์จริง แต่ขณะเดียวกันก็จะไม่ลดทอนข้อกังวลของเกษตรกร วันนี้ข้อเท็จจริงคือ FTA ไทย–EU ยังอยู่ระหว่างการเจรจา UPOV 1991 ยังไม่ใช่ข้อยุติ และกฎหมายไทยที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังมีข้อยกเว้นรองรับการเก็บส่วนขยายพันธุ์ของเกษตรกรไว้เพาะปลูกต่อภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย ทุกข้อเสนอที่อาจกระทบต่อเกษตรกรและความมั่นคงทางอาหารของประเทศจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ” นางสาวลลิดา กล่าว * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * UPOV 1991 * การค้าเสรี * FTA ไทย–EU
dlvr.it
September 21, 2026 at 3:23 AM
ครม.ไฟเขียวเสริมสภาพคล่อง กยศ. 1,206 ล้านบาท ดูแลนักเรียน-นักศึกษา

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6232521/
#กยศ #ลลิดาเพริศวิวัฒนา
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 29, 2026 at 8:16 AM
เปรียบเทียบราคาน้ำมันไทยในอาเซียน เปิดมาตรการพยุงดีเซลต่ำกว่าตลาด

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6206629/
#ลลิดาเพริศวิวัฒนา #ราคาน้ำมันดีเซล
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
September 21, 2026 at 3:46 AM
รัฐบาลแจง FTA ไทย–EU ยังเจรจา ไม่ได้ข้อยุติ UPOV 1991
รัฐบาลแจง FTA ไทย–EU ยังเจรจา ไม่ได้ข้อยุติ UPOV 1991
รัฐบาลแจง FTA ไทย–EU ยังเจรจา ไม่ได้ข้อยุติ UPOV 1991 auser15 Mon, 2026-09-21 - 10:19 รัฐบาลแจง FTA ไทย–EU ยังเจรจา ไม่ได้ข้อยุติ UPOV 1991 ชี้การระบุว่า “ประเทศไทยตกลงเข้า UPOV 1991 แล้ว” หรือ “ไทยตกลงแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชแล้ว” จึงยังไม่ตรงกับสถานะการเจรจาในขณะนี้ ย้ำกฎหมายปัจจุบันยังคุ้มครองสิทธิเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ แฟ้มภาพ Thai PBS  21 กันยายน 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทยรายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อกังวลเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–EU) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับปี 1991 หรือ UPOV 1991 ว่า รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การกำกับของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับข้อกังวลของเกษตรกรและทุกภาคส่วน โดยขอให้แยกข้อเท็จจริงออกเป็น 2 ส่วนให้ชัดเจน คือ “สิทธิของเกษตรกรตามกฎหมายไทยที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน” กับ “ข้อเสนอที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา” เนื่องจาก FTA ไทย–EU ยังไม่ได้ข้อยุติ และข้อเสนอของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังไม่ใช่ข้อตกลงที่ประเทศไทยยอมรับแล้ว นางสาวลลิดา กล่าวว่า ภายใต้การกำกับของนางศุภจี กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามการเจรจา FTA ไทย–EU อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและการคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งยังมีประเด็นที่ต้องหารือต่อ แม้ฝ่ายสหภาพยุโรปจะมีข้อเสนอให้แต่ละฝ่ายคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชตาม UPOV 1991 แต่เอกสารดังกล่าวเป็นข้อเสนอของ EU ที่ใช้เป็นฐานสำหรับการเจรจา ไม่ใช่ข้อความสุดท้ายที่ไทยและ EU ตกลงร่วมกันแล้ว ดังนั้น การระบุว่า “ประเทศไทยตกลงเข้า UPOV 1991 แล้ว” หรือ “ไทยตกลงแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชแล้ว” จึงยังไม่ตรงกับสถานะการเจรจาในขณะนี้ สำหรับสิทธิของเกษตรกรในปัจจุบัน ประเทศไทยยังใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งมาตรา 33 กำหนดข้อยกเว้นให้เกษตรกรสามารถใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ตนเองเป็นผู้ผลิตเพื่อเพาะปลูกหรือขยายพันธุ์ต่อได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย รวมถึงมีข้อยกเว้นสำหรับการศึกษา ทดลอง วิจัย ปรับปรุงพันธุ์ และการกระทำที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าตามที่กฎหมายกำหนด “ดังนั้น การบอกว่าวันนี้เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อแล้วจะผิดกฎหมายทั้งหมด ไม่ถูกต้อง แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างการที่เกษตรกรเก็บส่วนขยายพันธุ์ที่ตนผลิตขึ้นไว้เพาะปลูกต่อ กับการผลิตหรือจำหน่ายส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองในเชิงการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน” นางสาวลลิดา กล่าว รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับ UPOV 1991 แม้อนุสัญญาจะกำหนดสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ครอบคลุมกิจกรรมบางประเภทเกี่ยวกับส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง แต่ข้อ 15 (2) เปิดทางให้ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดข้อยกเว้นในกฎหมายภายใน เพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองซึ่งปลูกในแปลงของตนเองกลับมาใช้เป็นส่วนขยายพันธุ์ในแปลงของตนเองได้ ภายในขอบเขตและเงื่อนไขที่กำหนด ด้วยเหตุนี้ การกล่าวว่า “UPOV 1991 ห้ามเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อทุกกรณี” จึงเป็นการสรุปที่กว้างเกินกว่าตัวบท ขณะเดียวกัน รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ก็จะไม่สรุปล่วงหน้าว่า หากการเจรจาในอนาคตเกี่ยวข้องกับ UPOV 1991 แล้วสิทธิของเกษตรกรจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย เพราะรายละเอียดจะขึ้นอยู่กับผลการเจรจาขั้นสุดท้ายและกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้อง นางสาวลลิดา กล่าวว่า นางศุภจีได้ให้ความสำคัญกับการเจรจาที่ต้องพิจารณาผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างรอบด้าน โดยกระทรวงพาณิชย์รับฟังข้อกังวลของเกษตรกร ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้บริโภค เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะการค้า แต่เชื่อมโยงถึงสิทธิของเกษตรกร สิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ ต้นทุนการผลิต ความหลากหลายทางชีวภาพ พันธุ์พืชพื้นเมือง ตลอดจนความมั่นคงทางอาหารของประเทศ “นางศุภจีและกระทรวงพาณิชย์ยืนยันหลักการว่า ข้อเสนอของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังไม่ใช่ผลการเจรจา และจะไม่สรุปผลล่วงหน้าก่อนการเจรจาจะได้ข้อยุติ ทีมไทยกำลังทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยต้องหาจุดสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการค้าระหว่างประเทศ กับการดูแลสิทธิของเกษตรกร ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว นางสาวลลิดา ย้ำว่า การเจรจา FTA ไม่ได้ทำให้กฎหมายไทยเปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติ หากความตกลงขั้นสุดท้ายมีข้อผูกพันที่เข้าหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนด และหากจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายภายใน จะต้องดำเนินการผ่านกระบวนการนิติบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงการเจรจาแล้วกฎหมายไทยจะเปลี่ยนทันที “รัฐบาลและนางศุภจีให้ความสำคัญกับการสื่อสารเรื่องนี้ด้วยข้อเท็จจริง ไม่สร้างความกังวลเกินกว่าสถานการณ์จริง แต่ขณะเดียวกันก็จะไม่ลดทอนข้อกังวลของเกษตรกร วันนี้ข้อเท็จจริงคือ FTA ไทย–EU ยังอยู่ระหว่างการเจรจา UPOV 1991 ยังไม่ใช่ข้อยุติ และกฎหมายไทยที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังมีข้อยกเว้นรองรับการเก็บส่วนขยายพันธุ์ของเกษตรกรไว้เพาะปลูกต่อภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย ทุกข้อเสนอที่อาจกระทบต่อเกษตรกรและความมั่นคงทางอาหารของประเทศจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ” นางสาวลลิดา กล่าว * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * UPOV 1991 * การค้าเสรี * FTA ไทย–EU
dlvr.it
September 21, 2026 at 3:23 AM
แจง 'ศุภจี' ไม่ได้ลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ ย้ำเป็นข้อตกลงภาคเอกชน
แจง 'ศุภจี' ไม่ได้ลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ ย้ำเป็นข้อตกลงภาคเอกชน auser15 Sat, 2026-09-12 - 16:36 รัฐบาลแจง 'ศุภจี สุธรรมพันธุ์' รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้ลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ ย้ำ เป็นข้อตกลงภาคเอกชน การนำเข้าต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐ เพื่อดูแลเกษตรกรไทย 12 กันยายน 2569 NBT Connext รายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ รวมถึงมีการกล่าวอ้างว่าเป็นข้าวโพด GMO จำนวน 1 ล้านตัน อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย โดยยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็นประเด็นดังกล่าว เป็นความร่วมมือและข้อตกลงระหว่างภาคเอกชนไทยกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ไม่ใช่การลงนามของรัฐบาล รองนายกรัฐมนตรี หรือหน่วยงานภาครัฐ และในข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้มีการระบุว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จะนำเข้าเป็นข้าวโพด GMO ขณะที่การนำเข้าจะต้องดำเนินการตามมาตรการและเงื่อนไขที่หน่วยงานของรัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด สำหรับเหตุผลที่ภาคเอกชนมีความต้องการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากผลผลิตภายในประเทศมีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ขณะเดียวกัน ปริมาณการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านลดลงอย่างมาก จากมาตรการจัดการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหา PM2.5 จึงจำเป็นต้องมีแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคการผลิต ทั้งนี้ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขของรัฐ เพื่อดูแลเกษตรกรในประเทศ โดยกำหนดสัดส่วนการนำเข้าภายใต้กรอบ WTO หรือข้าวสาลี 1 ส่วน ผู้ประกอบการต้องซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน ส่วนการนำเข้าภายใต้กรอบ WTO กำหนดปริมาณไม่เกิน 1 ล้านตัน และหากนำเข้าเกินกรอบจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงมาก ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานทางการก่อนเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่บิดเบือนสร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ศุภจี สุธรรมพันธุ์ * ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ * นำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกา
dlvr.it
September 12, 2026 at 9:43 AM
แจง 'ศุภจี' ไม่ได้ลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ ย้ำเป็นข้อตกลงภาคเอกชน
แจง 'ศุภจี' ไม่ได้ลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ ย้ำเป็นข้อตกลงภาคเอกชน
แจง 'ศุภจี' ไม่ได้ลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ ย้ำเป็นข้อตกลงภาคเอกชน auser15 Sat, 2026-09-12 - 16:36 รัฐบาลแจง 'ศุภจี สุธรรมพันธุ์' รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไม่ได้ลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ ย้ำ เป็นข้อตกลงภาคเอกชน การนำเข้าต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐ เพื่อดูแลเกษตรกรไทย 12 กันยายน 2569 NBT Connext รายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ รวมถึงมีการกล่าวอ้างว่าเป็นข้าวโพด GMO จำนวน 1 ล้านตัน อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย โดยยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็นประเด็นดังกล่าว เป็นความร่วมมือและข้อตกลงระหว่างภาคเอกชนไทยกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ไม่ใช่การลงนามของรัฐบาล รองนายกรัฐมนตรี หรือหน่วยงานภาครัฐ และในข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้มีการระบุว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จะนำเข้าเป็นข้าวโพด GMO ขณะที่การนำเข้าจะต้องดำเนินการตามมาตรการและเงื่อนไขที่หน่วยงานของรัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด สำหรับเหตุผลที่ภาคเอกชนมีความต้องการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากผลผลิตภายในประเทศมีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ขณะเดียวกัน ปริมาณการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านลดลงอย่างมาก จากมาตรการจัดการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหา PM2.5 จึงจำเป็นต้องมีแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคการผลิต ทั้งนี้ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขของรัฐ เพื่อดูแลเกษตรกรในประเทศ โดยกำหนดสัดส่วนการนำเข้าภายใต้กรอบ WTO หรือข้าวสาลี 1 ส่วน ผู้ประกอบการต้องซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน ส่วนการนำเข้าภายใต้กรอบ WTO กำหนดปริมาณไม่เกิน 1 ล้านตัน และหากนำเข้าเกินกรอบจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงมาก ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานทางการก่อนเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่บิดเบือนสร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ศุภจี สุธรรมพันธุ์ * ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ * นำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกา
dlvr.it
September 12, 2026 at 9:43 AM
ทีมโฆษกรัฐบาลหารือ Weibo หวังใช้แพลตฟอร์มจีนหนุนท่องเที่ยว-สินค้าไทย
ทีมโฆษกรัฐบาลหารือ Weibo หวังใช้แพลตฟอร์มจีนหนุนท่องเที่ยว-สินค้าไทย auser15 Wed, 2026-09-09 - 14:48 ทีมโฆษกรัฐบาลหารือผู้บริหาร Weibo หวังใช้ศักยภาพของสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีน หนุนการท่องเที่ยว–วัฒนธรรม–สินค้าไทย ต่อยอดความร่วมมือ 2 ประเทศ 9 กันยายน 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจาก Weibo ในโอกาสเดินทางเยือนทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือแนวทางใช้ศักยภาพของสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีนสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ประเทศไทย โดยมุ่งสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว ผลักดันวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ไทยให้เป็นที่รู้จัก พร้อมเพิ่มช่องทางให้สินค้า บริการ และผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดจีนมากขึ้น การหารือครั้งนี้มุ่งนำศักยภาพของสื่อออนไลน์มาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนผลประโยชน์ของประเทศไทยใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการค้า โดยเฉพาะการสื่อสารกับประชาชนจีนโดยตรง เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีน และเปลี่ยนการรับรู้เกี่ยวกับประเทศไทยไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดจีน ควบคู่กับการนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวและประสบการณ์ใหม่ ๆ ของประเทศไทยให้ตรงกับความสนใจของนักท่องเที่ยวจีนมากขึ้น ผ่านการพัฒนาเนื้อหาดิจิทัลและการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้สร้างสรรค์เนื้อหา เพื่อช่วยขยายการรับรู้จากเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่เมืองและแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าสู่ท้องถิ่น ด้านวัฒนธรรม มุ่งนำทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาต่อยอดในรูปแบบที่เข้าถึงผู้บริโภคจีนยุคใหม่ ทั้งงานหัตถศิลป์ แฟชั่น ศิลปะ และมรดกทางวัฒนธรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับ Soft Power ไทย และสร้างการรับรู้วัฒนธรรมไทยในวงกว้าง โดยเชื่อมโยงการสื่อสารออนไลน์เข้ากับกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนระหว่างไทย–จีน ขณะที่ด้านเศรษฐกิจและการค้า การหารือให้ความสำคัญกับการเพิ่มโอกาสให้สินค้าและแบรนด์ไทยเข้าถึงผู้บริโภคจีน โดยใช้การสื่อสารดิจิทัลสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นในสินค้าไทย ก่อนเชื่อมโยงไปสู่ช่องทางการค้าและการซื้อขายออนไลน์ ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่มีจุดแข็งด้านวัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงการต่อยอดกิจกรรมด้านวัฒนธรรมและการสื่อสารในประเทศไทย เพื่อสร้างพื้นที่นำเสนอศักยภาพของไทยและเชื่อมโยงภาคการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และธุรกิจเข้ากับกลุ่มผู้บริโภคจีนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้การประชาสัมพันธ์ประเทศไทยไม่หยุดอยู่เพียงการสร้างการรับรู้ แต่สามารถต่อยอดไปสู่การเดินทาง การบริโภคสินค้าและบริการ และการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทย รัฐบาลมองว่าความสัมพันธ์ไทย–จีนในยุคดิจิทัลสามารถต่อยอดไปสู่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระดับประชาชนได้อีกมาก การเพิ่มช่องทางสื่อสารกับประชาชนจีนโดยตรงจะช่วยให้ประเทศไทยนำเสนอข้อมูลและจุดแข็งของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังเป็นโอกาสในการดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ ส่งเสริม Soft Power และเปิดตลาดให้สินค้าและบริการของไทย ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และกระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการและชุมชนในประเทศ * ข่าว * การเมือง * ไอซีที * weibo
dlvr.it
September 9, 2026 at 7:51 AM
ทีมโฆษกรัฐบาลหารือ Weibo หวังใช้แพลตฟอร์มจีนหนุนท่องเที่ยว-สินค้าไทย
ทีมโฆษกรัฐบาลหารือ Weibo หวังใช้แพลตฟอร์มจีนหนุนท่องเที่ยว-สินค้าไทย
ทีมโฆษกรัฐบาลหารือ Weibo หวังใช้แพลตฟอร์มจีนหนุนท่องเที่ยว-สินค้าไทย auser15 Wed, 2026-09-09 - 14:48 ทีมโฆษกรัฐบาลหารือผู้บริหาร Weibo หวังใช้ศักยภาพของสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีน หนุนการท่องเที่ยว–วัฒนธรรม–สินค้าไทย ต่อยอดความร่วมมือ 2 ประเทศ 9 กันยายน 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจาก Weibo ในโอกาสเดินทางเยือนทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือแนวทางใช้ศักยภาพของสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีนสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ประเทศไทย โดยมุ่งสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว ผลักดันวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ไทยให้เป็นที่รู้จัก พร้อมเพิ่มช่องทางให้สินค้า บริการ และผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดจีนมากขึ้น การหารือครั้งนี้มุ่งนำศักยภาพของสื่อออนไลน์มาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนผลประโยชน์ของประเทศไทยใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการค้า โดยเฉพาะการสื่อสารกับประชาชนจีนโดยตรง เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีน และเปลี่ยนการรับรู้เกี่ยวกับประเทศไทยไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดจีน ควบคู่กับการนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวและประสบการณ์ใหม่ ๆ ของประเทศไทยให้ตรงกับความสนใจของนักท่องเที่ยวจีนมากขึ้น ผ่านการพัฒนาเนื้อหาดิจิทัลและการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้สร้างสรรค์เนื้อหา เพื่อช่วยขยายการรับรู้จากเมืองท่องเที่ยวหลักไปสู่เมืองและแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าสู่ท้องถิ่น ด้านวัฒนธรรม มุ่งนำทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาต่อยอดในรูปแบบที่เข้าถึงผู้บริโภคจีนยุคใหม่ ทั้งงานหัตถศิลป์ แฟชั่น ศิลปะ และมรดกทางวัฒนธรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับ Soft Power ไทย และสร้างการรับรู้วัฒนธรรมไทยในวงกว้าง โดยเชื่อมโยงการสื่อสารออนไลน์เข้ากับกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนระหว่างไทย–จีน ขณะที่ด้านเศรษฐกิจและการค้า การหารือให้ความสำคัญกับการเพิ่มโอกาสให้สินค้าและแบรนด์ไทยเข้าถึงผู้บริโภคจีน โดยใช้การสื่อสารดิจิทัลสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นในสินค้าไทย ก่อนเชื่อมโยงไปสู่ช่องทางการค้าและการซื้อขายออนไลน์ ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่มีจุดแข็งด้านวัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงการต่อยอดกิจกรรมด้านวัฒนธรรมและการสื่อสารในประเทศไทย เพื่อสร้างพื้นที่นำเสนอศักยภาพของไทยและเชื่อมโยงภาคการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และธุรกิจเข้ากับกลุ่มผู้บริโภคจีนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้การประชาสัมพันธ์ประเทศไทยไม่หยุดอยู่เพียงการสร้างการรับรู้ แต่สามารถต่อยอดไปสู่การเดินทาง การบริโภคสินค้าและบริการ และการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทย รัฐบาลมองว่าความสัมพันธ์ไทย–จีนในยุคดิจิทัลสามารถต่อยอดไปสู่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระดับประชาชนได้อีกมาก การเพิ่มช่องทางสื่อสารกับประชาชนจีนโดยตรงจะช่วยให้ประเทศไทยนำเสนอข้อมูลและจุดแข็งของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังเป็นโอกาสในการดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ ส่งเสริม Soft Power และเปิดตลาดให้สินค้าและบริการของไทย ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และกระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการและชุมชนในประเทศ * ข่าว * การเมือง * ไอซีที * weibo
dlvr.it
September 9, 2026 at 7:51 AM
ครม. แต่งตั้ง 'เอกภพ' อดีต สส. ก้าวไกล นั่งโฆษกรัฐบาล มีผลตั้งแต่วันนี้
ครม. แต่งตั้ง 'เอกภพ' อดีต สส. ก้าวไกล นั่งโฆษกรัฐบาล มีผลตั้งแต่วันนี้ Pazzle Tue, 2026-09-08 - 12:04 ครม. เห็นชอบแต่งตั้ง "เอกภพ เพียรพิเศษ" อดีต สส. ก้าวไกล นั่งโฆษกรัฐบาลคนใหม่ แทนรัชดา ธนาดิเรก ที่เพิ่งลาออกไป มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. 2569 เป็นต้นไป ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เอกภพเป็นหนึ่งใน สส. พรรคก้าวไกล ที่ลงมติไว้วางใจ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น สวนทางกับมติพรรค ก่อนลาออกจากพรรคก้าวไกลและย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยปลายปี 2565   8 ก.ย. 2569 ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (8 ก.ย. 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี  มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอจำนวน 1 ตำแหน่ง ได้แก่ “เอกภพ เพียรพิเศษ” ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทนรัชดา ธนาดิเรก ที่เพิ่งลาออกไป คำสั่งให้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. 2569 เป็นต้นไป เดอะสแตนดาร์ด เอกภพ เพียรพิเศษ หรือหมอเอก เคยเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงราย และเคยเป็นอาจารย์ประจำสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เส้นทางการเมืองเริ่มจากการได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เชียงราย เขต 1 พรรคอนาคตใหม่ ในการเลือกตั้งปี 2562 ด้วยคะแนน 30,719 คะแนน ก่อนย้ายเข้าสังกัดพรรคก้าวไกลภายหลังพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ โดยระหว่างดำรงตำแหน่ง สส. เคยทำหน้าที่โฆษกคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข และรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เอกภพเป็นหนึ่งใน สส.พรรคก้าวไกล ที่ลงมติไว้วางใจ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น สวนทางกับมติพรรค ก่อนลาออกจากพรรคก้าวไกลและย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยในช่วงปลายปี 2565           * ข่าว * การเมือง * เอกภพ เพียรพิเศษ * โฆษกรัฐบาล
dlvr.it
September 8, 2026 at 5:16 AM
ครม. แต่งตั้ง 'เอกภพ' อดีต สส. ก้าวไกล นั่งโฆษกรัฐบาล มีผลตั้งแต่วันนี้
ครม. แต่งตั้ง 'เอกภพ' อดีต สส. ก้าวไกล นั่งโฆษกรัฐบาล มีผลตั้งแต่วันนี้
ครม. แต่งตั้ง 'เอกภพ' อดีต สส. ก้าวไกล นั่งโฆษกรัฐบาล มีผลตั้งแต่วันนี้ Pazzle Tue, 2026-09-08 - 12:04 ครม. เห็นชอบแต่งตั้ง "เอกภพ เพียรพิเศษ" อดีต สส. ก้าวไกล นั่งโฆษกรัฐบาลคนใหม่ แทนรัชดา ธนาดิเรก ที่เพิ่งลาออกไป มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. 2569 เป็นต้นไป ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เอกภพเป็นหนึ่งใน สส. พรรคก้าวไกล ที่ลงมติไว้วางใจ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น สวนทางกับมติพรรค ก่อนลาออกจากพรรคก้าวไกลและย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยปลายปี 2565   8 ก.ย. 2569 ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (8 ก.ย. 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี  มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอจำนวน 1 ตำแหน่ง ได้แก่ “เอกภพ เพียรพิเศษ” ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทนรัชดา ธนาดิเรก ที่เพิ่งลาออกไป คำสั่งให้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. 2569 เป็นต้นไป เดอะสแตนดาร์ด เอกภพ เพียรพิเศษ หรือหมอเอก เคยเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงราย และเคยเป็นอาจารย์ประจำสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เส้นทางการเมืองเริ่มจากการได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เชียงราย เขต 1 พรรคอนาคตใหม่ ในการเลือกตั้งปี 2562 ด้วยคะแนน 30,719 คะแนน ก่อนย้ายเข้าสังกัดพรรคก้าวไกลภายหลังพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ โดยระหว่างดำรงตำแหน่ง สส. เคยทำหน้าที่โฆษกคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข และรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เอกภพเป็นหนึ่งใน สส.พรรคก้าวไกล ที่ลงมติไว้วางใจ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น สวนทางกับมติพรรค ก่อนลาออกจากพรรคก้าวไกลและย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยในช่วงปลายปี 2565           * ข่าว * การเมือง * เอกภพ เพียรพิเศษ * โฆษกรัฐบาล
dlvr.it
September 8, 2026 at 5:16 AM
ย้ำผู้ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ รายใหม่ต้องต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) ภายใน 30 ก.ย. เริ่มใช้สิทธิ 1 ต.ค.
ย้ำผู้ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ รายใหม่ต้องต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) ภายใน 30 ก.ย. เริ่มใช้สิทธิ 1 ต.ค. auser15 Mon, 2026-09-07 - 10:00 รัฐบาลย้ำประชาชนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ให้ตรวจสอบสถานะและดำเนินการให้ถูกต้องตามกลุ่มของตน โดยเฉพาะผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ที่ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) และต้องการเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ควรยืนยันตัวตนให้สำเร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อไม่ให้การเริ่มรับสิทธิล่าช้า 7 กันยายน 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขอเน้นย้ำประชาชนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ให้ตรวจสอบสถานะและดำเนินการให้ถูกต้องตามกลุ่มของตน โดยเฉพาะผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ที่ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) และต้องการเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ควรยืนยันตัวตนให้สำเร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อไม่ให้การเริ่มรับสิทธิล่าช้า ข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 พบว่า ผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ที่ต้องยืนยันตัวตนมีจำนวน 3,139,886 ราย ในจำนวนนี้มาดำเนินการแล้ว 2,639,799 ราย แบ่งเป็นยืนยันตัวตนสำเร็จ 2,613,730 ราย และยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ 26,069 ราย ขณะที่ยังมีผู้ที่ไม่ได้ดำเนินการอีก 500,087 ราย ซึ่งรัฐบาลขอให้กลุ่มที่ยังไม่ได้ดำเนินการและกลุ่มที่ยืนยันไม่สำเร็จรีบตรวจสอบสถานะ โดยเฉพาะผู้ที่ประสงค์จะเริ่มใช้สิทธิในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ นางสาวลลิดา กล่าวว่า เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสนเรื่องกำหนดเวลา ขอให้แยกการดำเนินการตามสถานะออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม จำนวน 6,366,645 ราย ซึ่งผ่านคุณสมบัติและเคยยืนยันตัวตนในระบบแล้ว ไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ กลุ่มที่สอง ผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ที่ระบบระบุว่าต้องยืนยันตัวตน จำนวน 3,139,886 ราย ต้องดำเนินการ e-KYC ให้สำเร็จ โดยหากต้องการเริ่มใช้สิทธิงวดแรกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 กลุ่มที่สาม ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์และได้ยื่นคำขอทบทวนสิทธิภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 แล้ว หากยังมีข้อมูลที่ต้องแก้ไขหรือเอกสารที่ต้องส่งเพิ่มเติม สามารถติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูลหรือศูนย์ประสานงาน One Stop Service (OSS) ระดับอำเภอหรือเขตได้ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 ก่อนกระทรวงการคลังประกาศผลการทบทวนสิทธิในวันที่ 30 กันยายน 2569 “ขอให้ประชาชนตรวจสอบสถานะของตนก่อนดำเนินการ เพราะผู้มีสิทธิเดิมไม่ต้อง e-KYC ใหม่ทุกคน ขณะที่ผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ซึ่งระบบแจ้งว่าต้องยืนยันตัวตน หากต้องการเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม ควรดำเนินการให้สำเร็จภายในวันที่ 30 กันยายน ส่วนวันที่ 20 กันยายน เป็นกำหนดสำหรับการแก้ไขข้อมูลหรือส่งเอกสารเพิ่มเติมของผู้ที่ยื่นทบทวนสิทธิไว้แล้ว ไม่ใช่การเปิดรับคำขอทบทวนสิทธิรอบใหม่” นางสาวลลิดา กล่าว สำหรับการยืนยันตัวตน ผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่สามารถดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” หรือหน่วยรับลงทะเบียนของธนาคารของรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยผู้ที่ไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเอง สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ตามหลักเกณฑ์และเอกสารที่กำหนด ผู้ที่ยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังแล้ว ควรตรวจสอบให้สถานะปรากฏเครื่องหมายถูกสีเขียวครบทั้ง 3 จุด ส่วนผู้ที่ดำเนินการผ่านธนาคารควรตรวจสอบหลักฐานให้แน่ใจว่าระบบแสดงผลยืนยันตัวตนสำเร็จ หากพบว่ายืนยันไม่สำเร็จ ควรตรวจสอบสาเหตุและดำเนินการใหม่โดยเร็ว รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า วันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นกำหนดสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มใช้สิทธิในวันที่ 1 ตุลาคม ไม่ใช่วันปิดการยืนยันตัวตนทุกช่องทาง โดยธนาคารกรุงไทยและแอปพลิเคชันเป๋าตังยังเปิดให้ยืนยันตัวตนถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 ขณะที่ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดให้บริการถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ การเริ่มได้รับสิทธิจะเป็นไปตามเงื่อนไขและรอบเวลาที่โครงการกำหนด “ขณะนี้ยังมีผู้ที่ระบบระบุว่าต้องยืนยันตัวตนแต่ยังไม่ได้ดำเนินการ 500,087 ราย และอีก 26,069 รายที่ดำเนินการแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ รัฐบาลจึงขอให้รีบตรวจสอบและดำเนินการให้เรียบร้อย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เพื่อให้ได้รับสิทธิตามรอบโดยไม่ล่าช้า” นางสาวลลิดา กล่าว ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะและติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือสอบถามระบบยืนยันการลงทะเบียนได้ที่สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง โทร. 0 2126 5900 ต่อ 30353–30355 สอบถามงานทะเบียนและบัตรได้ที่สายด่วนกระทรวงมหาดไทย 1548 และศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โทร. 0 2109 2345 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ * บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
dlvr.it
September 7, 2026 at 3:05 AM
ย้ำผู้ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ รายใหม่ต้องต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) ภายใน 30 ก.ย. เริ่มใช้สิทธิ 1 ต.ค.
ย้ำผู้ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ รายใหม่ต้องต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) ภายใน 30 ก.ย. เริ่มใช้สิทธิ 1 ต.ค.
ย้ำผู้ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ รายใหม่ต้องต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) ภายใน 30 ก.ย. เริ่มใช้สิทธิ 1 ต.ค. auser15 Mon, 2026-09-07 - 10:00 รัฐบาลย้ำประชาชนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ให้ตรวจสอบสถานะและดำเนินการให้ถูกต้องตามกลุ่มของตน โดยเฉพาะผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ที่ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) และต้องการเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ควรยืนยันตัวตนให้สำเร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อไม่ให้การเริ่มรับสิทธิล่าช้า 7 กันยายน 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขอเน้นย้ำประชาชนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ให้ตรวจสอบสถานะและดำเนินการให้ถูกต้องตามกลุ่มของตน โดยเฉพาะผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ที่ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC) และต้องการเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ควรยืนยันตัวตนให้สำเร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อไม่ให้การเริ่มรับสิทธิล่าช้า ข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 พบว่า ผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ที่ต้องยืนยันตัวตนมีจำนวน 3,139,886 ราย ในจำนวนนี้มาดำเนินการแล้ว 2,639,799 ราย แบ่งเป็นยืนยันตัวตนสำเร็จ 2,613,730 ราย และยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ 26,069 ราย ขณะที่ยังมีผู้ที่ไม่ได้ดำเนินการอีก 500,087 ราย ซึ่งรัฐบาลขอให้กลุ่มที่ยังไม่ได้ดำเนินการและกลุ่มที่ยืนยันไม่สำเร็จรีบตรวจสอบสถานะ โดยเฉพาะผู้ที่ประสงค์จะเริ่มใช้สิทธิในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ นางสาวลลิดา กล่าวว่า เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสนเรื่องกำหนดเวลา ขอให้แยกการดำเนินการตามสถานะออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม จำนวน 6,366,645 ราย ซึ่งผ่านคุณสมบัติและเคยยืนยันตัวตนในระบบแล้ว ไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ กลุ่มที่สอง ผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ที่ระบบระบุว่าต้องยืนยันตัวตน จำนวน 3,139,886 ราย ต้องดำเนินการ e-KYC ให้สำเร็จ โดยหากต้องการเริ่มใช้สิทธิงวดแรกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 กลุ่มที่สาม ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์และได้ยื่นคำขอทบทวนสิทธิภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 แล้ว หากยังมีข้อมูลที่ต้องแก้ไขหรือเอกสารที่ต้องส่งเพิ่มเติม สามารถติดต่อหน่วยงานเจ้าของข้อมูลหรือศูนย์ประสานงาน One Stop Service (OSS) ระดับอำเภอหรือเขตได้ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 ก่อนกระทรวงการคลังประกาศผลการทบทวนสิทธิในวันที่ 30 กันยายน 2569 “ขอให้ประชาชนตรวจสอบสถานะของตนก่อนดำเนินการ เพราะผู้มีสิทธิเดิมไม่ต้อง e-KYC ใหม่ทุกคน ขณะที่ผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ซึ่งระบบแจ้งว่าต้องยืนยันตัวตน หากต้องการเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม ควรดำเนินการให้สำเร็จภายในวันที่ 30 กันยายน ส่วนวันที่ 20 กันยายน เป็นกำหนดสำหรับการแก้ไขข้อมูลหรือส่งเอกสารเพิ่มเติมของผู้ที่ยื่นทบทวนสิทธิไว้แล้ว ไม่ใช่การเปิดรับคำขอทบทวนสิทธิรอบใหม่” นางสาวลลิดา กล่าว สำหรับการยืนยันตัวตน ผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่สามารถดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” หรือหน่วยรับลงทะเบียนของธนาคารของรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยผู้ที่ไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเอง สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ตามหลักเกณฑ์และเอกสารที่กำหนด ผู้ที่ยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังแล้ว ควรตรวจสอบให้สถานะปรากฏเครื่องหมายถูกสีเขียวครบทั้ง 3 จุด ส่วนผู้ที่ดำเนินการผ่านธนาคารควรตรวจสอบหลักฐานให้แน่ใจว่าระบบแสดงผลยืนยันตัวตนสำเร็จ หากพบว่ายืนยันไม่สำเร็จ ควรตรวจสอบสาเหตุและดำเนินการใหม่โดยเร็ว รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า วันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นกำหนดสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มใช้สิทธิในวันที่ 1 ตุลาคม ไม่ใช่วันปิดการยืนยันตัวตนทุกช่องทาง โดยธนาคารกรุงไทยและแอปพลิเคชันเป๋าตังยังเปิดให้ยืนยันตัวตนถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 ขณะที่ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดให้บริการถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ การเริ่มได้รับสิทธิจะเป็นไปตามเงื่อนไขและรอบเวลาที่โครงการกำหนด “ขณะนี้ยังมีผู้ที่ระบบระบุว่าต้องยืนยันตัวตนแต่ยังไม่ได้ดำเนินการ 500,087 ราย และอีก 26,069 รายที่ดำเนินการแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ รัฐบาลจึงขอให้รีบตรวจสอบและดำเนินการให้เรียบร้อย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เพื่อให้ได้รับสิทธิตามรอบโดยไม่ล่าช้า” นางสาวลลิดา กล่าว ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะและติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือสอบถามระบบยืนยันการลงทะเบียนได้ที่สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง โทร. 0 2126 5900 ต่อ 30353–30355 สอบถามงานทะเบียนและบัตรได้ที่สายด่วนกระทรวงมหาดไทย 1548 และศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โทร. 0 2109 2345 * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ * บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
dlvr.it
September 7, 2026 at 3:05 AM
ครม. อนุมัติงบ 433 ล้านบาท ให้ 'มหาดไทย' ปกป้องพื้นที่ชายแดน 'ไทย-กัมพูชา'
ครม. อนุมัติงบ 433 ล้านบาท ให้ 'มหาดไทย' ปกป้องพื้นที่ชายแดน 'ไทย-กัมพูชา' Pazzle Tue, 2026-08-18 - 17:29 ครม. อนุมัติงบกลาง 433,519,268 บาท ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จัดการพิทักษ์พื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ครอบคลุม 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท และการปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัลให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา วงเงิน 49,618,050 บาท   18 ส.ค. 2569 ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 433,519,268 บาท ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งบประมาณดังกล่าวครอบคลุม 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท และการปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัลให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา วงเงิน 49,618,050 บาท “หัวใจสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในกรณีเกิดเหตุปะทะ พร้อมทำให้ข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนจากภาครัฐสามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รวดเร็ว ถูกต้อง และทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินที่การสื่อสารมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” นางสาวลลิดากล่าว รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจะครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา และสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครอง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ซึ่งมีบทบาทในการดูแลความสงบเรียบร้อย คุ้มครองประชาชน ตลอดจนดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินในกรณีที่ประชาชนจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่ ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงานงบประมาณได้พิจารณากรอบวงเงิน 493,819,268 บาท ครอบคลุม 4 กิจกรรม ซึ่งรวมการจัดหาอาวุธปืนลูกซอง 1,675 กระบอก วงเงิน 60.3 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน แต่เนื่องจากการจัดหาดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาและขออนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอให้ดำเนินการเฉพาะ 3 กิจกรรมที่มีความพร้อมและมีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน ทำให้วงเงินที่เสนออนุมัติในครั้งนี้อยู่ที่ 433.52 ล้านบาท นางสาวลลิดากล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายให้พื้นที่ชายแดนมีความพร้อมทั้งด้านสถานที่หลบภัย ระบบรับรู้ข่าวสาร การแจ้งเตือนภัย และการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับประชาชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือสถานการณ์ด้านความมั่นคง รวมถึงปัญหาชายแดนในรูปแบบอื่น เช่น การลักลอบเข้าเมือง การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ “รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอันดับแรก งบประมาณครั้งนี้จึงมุ่งไปยังสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและเร่งดำเนินการได้ทันที ทั้งพื้นที่หลบภัยและระบบสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว   * ข่าว * การเมือง * ไทย-กัมพูชา * กัมพูชา * งบกลาง * กระทรวงมหาดไทย
dlvr.it
August 18, 2026 at 10:45 AM
ครม. อนุมัติงบ 433 ล้านบาท ให้ 'มหาดไทย' ปกป้องพื้นที่ชายแดน 'ไทย-กัมพูชา'
ครม. อนุมัติงบ 433 ล้านบาท ให้ 'มหาดไทย' ปกป้องพื้นที่ชายแดน 'ไทย-กัมพูชา'
ครม. อนุมัติงบ 433 ล้านบาท ให้ 'มหาดไทย' ปกป้องพื้นที่ชายแดน 'ไทย-กัมพูชา' Pazzle Tue, 2026-08-18 - 17:29 ครม. อนุมัติงบกลาง 433,519,268 บาท ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จัดการพิทักษ์พื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ครอบคลุม 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท และการปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัลให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา วงเงิน 49,618,050 บาท   18 ส.ค. 2569 ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 433,519,268 บาท ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังจังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพระบบสื่อสารและการแจ้งเตือนภัย รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งบประมาณดังกล่าวครอบคลุม 3 กิจกรรมเร่งด่วน ได้แก่ การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย 1,669 แห่ง วงเงิน 361,021,218 บาท การสร้างหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน 143 แห่ง วงเงิน 22,880,000 บาท และการปรับปรุงระบบสื่อสารวิทยุเฉพาะกิจแบบดิจิทัลให้ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา วงเงิน 49,618,050 บาท “หัวใจสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในกรณีเกิดเหตุปะทะ พร้อมทำให้ข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนจากภาครัฐสามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รวดเร็ว ถูกต้อง และทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินที่การสื่อสารมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” นางสาวลลิดากล่าว รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจะครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา และสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายปกครอง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ซึ่งมีบทบาทในการดูแลความสงบเรียบร้อย คุ้มครองประชาชน ตลอดจนดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินในกรณีที่ประชาชนจำเป็นต้องอพยพออกจากพื้นที่ ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงานงบประมาณได้พิจารณากรอบวงเงิน 493,819,268 บาท ครอบคลุม 4 กิจกรรม ซึ่งรวมการจัดหาอาวุธปืนลูกซอง 1,675 กระบอก วงเงิน 60.3 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน แต่เนื่องจากการจัดหาดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาและขออนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอให้ดำเนินการเฉพาะ 3 กิจกรรมที่มีความพร้อมและมีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน ทำให้วงเงินที่เสนออนุมัติในครั้งนี้อยู่ที่ 433.52 ล้านบาท นางสาวลลิดากล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายให้พื้นที่ชายแดนมีความพร้อมทั้งด้านสถานที่หลบภัย ระบบรับรู้ข่าวสาร การแจ้งเตือนภัย และการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานกับประชาชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือสถานการณ์ด้านความมั่นคง รวมถึงปัญหาชายแดนในรูปแบบอื่น เช่น การลักลอบเข้าเมือง การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี ยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ “รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอันดับแรก งบประมาณครั้งนี้จึงมุ่งไปยังสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและเร่งดำเนินการได้ทันที ทั้งพื้นที่หลบภัยและระบบสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับการแจ้งเตือนและความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว   * ข่าว * การเมือง * ไทย-กัมพูชา * กัมพูชา * งบกลาง * กระทรวงมหาดไทย
dlvr.it
August 18, 2026 at 10:45 AM
เผยปี 67–69 อนุมัติส่งเสริมลงทุน Data Center แล้ว 42 โครงการ มูลค่า 7.5 แสนล้านบาท
เผยปี 67–69 อนุมัติส่งเสริมลงทุน Data Center แล้ว 42 โครงการ มูลค่า 7.5 แสนล้านบาท auser15 Mon, 2026-08-10 - 11:20 เผยช่วงปี 2567–2569 มีโครงการ Data Center ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ล้านบาท ภาพจาก: Wikimedia/Chad Davis (CC BY 2.0)  10 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ว่า รัฐบาลกำลังวางกลไกให้การลงทุน Data Center สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เตรียมยกระดับการคัดกรองโครงการผ่านกรอบพิจารณา 4 มิติ ทั้งประโยชน์ต่อประเทศ ความพร้อมด้านพลังงานและน้ำ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การลงทุนเติบโตควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงปี 2567–2569 มีโครงการ Data Center ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องการให้เม็ดเงินลงทุนดังกล่าวสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากกว่าการเป็นเพียงสถานที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐาน โดยมิติแรกที่บีโอไอกำลังศึกษา คือ “ประโยชน์ต่อประเทศไทย” ทั้งการจ้างงานทักษะสูง การพัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคไทย ตลอดจนการเชื่อมโยง SMEs และผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องการใช้การลงทุน Data Center เป็นฐานต่อยอดระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI) เปิดโอกาสให้ธุรกิจไทย สตาร์ตอัป และมหาวิทยาลัยเข้าถึงบริการคลาวด์ กำลังประมวลผล และเครื่องมือ AI มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศไทย โดยไทยมีฐานการผลิตสำคัญอยู่แล้ว ทั้งฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และระบบทำความเย็น สำหรับมิติด้านพลังงานและน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการไม่ผลักภาระต้นทุนจากการลงทุนขนาดใหญ่ไปยังประชาชน โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบให้แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าสำหรับ Data Center เพื่อให้อัตราค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนการให้บริการ พร้อมกำหนดหลักประกันการขอใช้ไฟฟ้าเพื่อคัดกรองโครงการที่มีความพร้อม ส่วนด้านน้ำอยู่ระหว่างศึกษาทั้งอัตราค่าน้ำสำหรับผู้ใช้รายใหญ่ การส่งเสริมระบบหล่อเย็นที่ใช้น้ำน้อย และมาตรการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ส่วนมิติด้านสิ่งแวดล้อม จะพิจารณาครอบคลุมทั้งการใช้ประโยชน์ที่ดินและผังเมือง การป้องกันอัคคีภัย การจัดการความร้อนและเสียง ตลอดจนผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างบูรณาการข้อมูลจัดทำแผนที่ศักยภาพระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Power Map) และแผนที่ระบบน้ำและชลประทาน (Water Map) เพื่อประกอบการกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับ Data Center ในอนาคต “รัฐบาลสนับสนุนการลงทุน Data Center แต่ต้องเป็นการลงทุนที่มีคุณภาพและสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทย เม็ดเงินลงทุนต้องนำไปสู่การสร้างงานทักษะสูง พัฒนาคนไทย เชื่อม SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน และต่อยอดระบบนิเวศ AI ขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนต้องรับผิดชอบต้นทุนการใช้ไฟฟ้าและน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตโดยไม่ผลักภาระให้ประชาชน” นางสาวลลิดากล่าว รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า เกณฑ์คัดกรองของบีโอไอและแนวทางกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมยังอยู่ระหว่างการจัดทำให้สอดคล้องกับกลไกคณะกรรมการนโยบายฯ ชุดใหม่ โดยรัฐบาลจะเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีแห่งอนาคต การสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศ และการดูแลทรัพยากรกับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * data center
dlvr.it
August 10, 2026 at 4:25 AM
เผยปี 67–69 อนุมัติส่งเสริมลงทุน Data Center แล้ว 42 โครงการ มูลค่า 7.5 แสนล้านบาท
เผยปี 67–69 อนุมัติส่งเสริมลงทุน Data Center แล้ว 42 โครงการ มูลค่า 7.5 แสนล้านบาท
เผยปี 67–69 อนุมัติส่งเสริมลงทุน Data Center แล้ว 42 โครงการ มูลค่า 7.5 แสนล้านบาท auser15 Mon, 2026-08-10 - 11:20 เผยช่วงปี 2567–2569 มีโครงการ Data Center ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ล้านบาท ภาพจาก: Wikimedia/Chad Davis (CC BY 2.0)  10 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ว่า รัฐบาลกำลังวางกลไกให้การลงทุน Data Center สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เตรียมยกระดับการคัดกรองโครงการผ่านกรอบพิจารณา 4 มิติ ทั้งประโยชน์ต่อประเทศ ความพร้อมด้านพลังงานและน้ำ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การลงทุนเติบโตควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงปี 2567–2569 มีโครงการ Data Center ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพประเทศไทย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องการให้เม็ดเงินลงทุนดังกล่าวสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากกว่าการเป็นเพียงสถานที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐาน โดยมิติแรกที่บีโอไอกำลังศึกษา คือ “ประโยชน์ต่อประเทศไทย” ทั้งการจ้างงานทักษะสูง การพัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคไทย ตลอดจนการเชื่อมโยง SMEs และผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องการใช้การลงทุน Data Center เป็นฐานต่อยอดระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI) เปิดโอกาสให้ธุรกิจไทย สตาร์ตอัป และมหาวิทยาลัยเข้าถึงบริการคลาวด์ กำลังประมวลผล และเครื่องมือ AI มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศไทย โดยไทยมีฐานการผลิตสำคัญอยู่แล้ว ทั้งฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และระบบทำความเย็น สำหรับมิติด้านพลังงานและน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการไม่ผลักภาระต้นทุนจากการลงทุนขนาดใหญ่ไปยังประชาชน โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบให้แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าสำหรับ Data Center เพื่อให้อัตราค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนการให้บริการ พร้อมกำหนดหลักประกันการขอใช้ไฟฟ้าเพื่อคัดกรองโครงการที่มีความพร้อม ส่วนด้านน้ำอยู่ระหว่างศึกษาทั้งอัตราค่าน้ำสำหรับผู้ใช้รายใหญ่ การส่งเสริมระบบหล่อเย็นที่ใช้น้ำน้อย และมาตรการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง ส่วนมิติด้านสิ่งแวดล้อม จะพิจารณาครอบคลุมทั้งการใช้ประโยชน์ที่ดินและผังเมือง การป้องกันอัคคีภัย การจัดการความร้อนและเสียง ตลอดจนผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบ ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างบูรณาการข้อมูลจัดทำแผนที่ศักยภาพระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Power Map) และแผนที่ระบบน้ำและชลประทาน (Water Map) เพื่อประกอบการกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับ Data Center ในอนาคต “รัฐบาลสนับสนุนการลงทุน Data Center แต่ต้องเป็นการลงทุนที่มีคุณภาพและสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทย เม็ดเงินลงทุนต้องนำไปสู่การสร้างงานทักษะสูง พัฒนาคนไทย เชื่อม SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน และต่อยอดระบบนิเวศ AI ขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนต้องรับผิดชอบต้นทุนการใช้ไฟฟ้าและน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตโดยไม่ผลักภาระให้ประชาชน” นางสาวลลิดากล่าว รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า เกณฑ์คัดกรองของบีโอไอและแนวทางกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมยังอยู่ระหว่างการจัดทำให้สอดคล้องกับกลไกคณะกรรมการนโยบายฯ ชุดใหม่ โดยรัฐบาลจะเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีแห่งอนาคต การสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศ และการดูแลทรัพยากรกับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน * ข่าว * เศรษฐกิจ * สังคม * คุณภาพชีวิต * ไอซีที * data center
dlvr.it
August 10, 2026 at 4:25 AM
‘รองโฆษกรัฐบาล’ แจง ‘รักชนก’ ปมงบน้ำบาดาล ย้ำโครงการกำหนดพื้นที่ก่อนเลือกตั้ง ชี้คำขออนุมัติตามหลักเกณฑ์

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6084616/
#ลลิดาเพริศวิวัฒนา #งบน้ำบาดาล
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
August 6, 2026 at 3:44 AM
ครม.เห็นชอบ TOR ไทย-พม่า ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน
ครม.เห็นชอบ TOR ไทย-พม่า ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน auser15 Wed, 2026-08-05 - 16:37 ครม. มีมติเห็นชอบขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ของคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยกับพม่า เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือในการติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ แฟ้มภาพกรมควบคุมมลพิษ 5 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบขอบเขตอำนาจหน้าที่ หรือ TOR ของคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือในการติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรียังอนุมัติให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานร่วมดังกล่าว เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถเริ่มขับเคลื่อนความร่วมมือและประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นรูปธรรม เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ค้านร่าง TOR ไทย-พม่า แก้มลพิษข้ามแดน ชี้เงื่อนไขปิดข้อมูลกระทบสิทธิรับรู้  การจัดตั้งคณะทำงานร่วมจะช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านคุณภาพน้ำ การติดตามสถานการณ์ในแม่น้ำที่เชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ การประสานมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา ตลอดจนการหารือแนวทางรับมือกรณีเกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สุขภาพ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำ “ปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง การมีกลไกทำงานร่วมระหว่างไทยกับเมียนมาจะช่วยให้การติดตามข้อมูล การแจ้งเตือน และการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีทิศทางเดียวกัน และคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝั่งพรมแดน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับแก้ถ้อยคำใน TOR ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ และไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือผลประโยชน์ของประเทศไทย คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถพิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง เพื่อให้การจัดตั้งและขับเคลื่อนคณะทำงานร่วมเป็นไปอย่างคล่องตัวและทันต่อสถานการณ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแหล่งน้ำและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ ความโปร่งใส และผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน * ข่าว * การเมือง * ต่างประเทศ * สิ่งแวดล้อม * คณะทำงานตรวจสอบและแก้ไขปัญหาสารพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดนไทย-พม่า * มลพิษข้ามแดน * แม่น้ำกก * แม่น้ำโขง * พม่า
dlvr.it
August 5, 2026 at 9:41 AM
ครม.เห็นชอบ TOR ไทย-พม่า ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน
ครม.เห็นชอบ TOR ไทย-พม่า ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน
ครม.เห็นชอบ TOR ไทย-พม่า ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน auser15 Wed, 2026-08-05 - 16:37 ครม. มีมติเห็นชอบขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ของคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยกับพม่า เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือในการติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ แฟ้มภาพกรมควบคุมมลพิษ 5 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบขอบเขตอำนาจหน้าที่ หรือ TOR ของคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือในการติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรียังอนุมัติให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานร่วมดังกล่าว เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถเริ่มขับเคลื่อนความร่วมมือและประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นรูปธรรม เรื่องที่เกี่ยวข้อง * ค้านร่าง TOR ไทย-พม่า แก้มลพิษข้ามแดน ชี้เงื่อนไขปิดข้อมูลกระทบสิทธิรับรู้  การจัดตั้งคณะทำงานร่วมจะช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านคุณภาพน้ำ การติดตามสถานการณ์ในแม่น้ำที่เชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ การประสานมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา ตลอดจนการหารือแนวทางรับมือกรณีเกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สุขภาพ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำ “ปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง การมีกลไกทำงานร่วมระหว่างไทยกับเมียนมาจะช่วยให้การติดตามข้อมูล การแจ้งเตือน และการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีทิศทางเดียวกัน และคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝั่งพรมแดน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับแก้ถ้อยคำใน TOR ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ และไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือผลประโยชน์ของประเทศไทย คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถพิจารณาดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง เพื่อให้การจัดตั้งและขับเคลื่อนคณะทำงานร่วมเป็นไปอย่างคล่องตัวและทันต่อสถานการณ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแหล่งน้ำและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ ความโปร่งใส และผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน * ข่าว * การเมือง * ต่างประเทศ * สิ่งแวดล้อม * คณะทำงานตรวจสอบและแก้ไขปัญหาสารพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดนไทย-พม่า * มลพิษข้ามแดน * แม่น้ำกก * แม่น้ำโขง * พม่า
dlvr.it
August 5, 2026 at 9:41 AM
รัฐบาลปลื้ม ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ช่วยคนกว่า 39 ล้านคน เงินสะพัด 7.8 หมื่นล้าน

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/6046514/
#ไทยช่วยไทยพลัส #ลลิดาเพริศวิวัฒนา
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
July 22, 2026 at 2:08 AM
เปิดรายละเอียดมติ ครม. มาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร
เปิดรายละเอียดมติ ครม. มาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร auser15 Sun, 2026-06-07 - 07:55 เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 ครม.ให้ความเห็นชอบพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเสนอ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินเดิมในพื้นที่ป่าไม้ถาวรสามารถเข้าสู่ระบบการจัดการที่ถูกต้องตามกฎหมาย นักเรียนทำกิจกรรมสำรวจป่าชุมชน | ภาพจาก: แฟ้มภาพกรมป่าไม้ เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเสนอ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินเดิมในพื้นที่ป่าไม้ถาวรสามารถเข้าสู่ระบบการจัดการที่ถูกต้องตามกฎหมาย รองโฆษกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการเติมเต็มช่องว่างของมาตรการเดิม เนื่องจากแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ที่ผ่านมา ยังไม่ครอบคลุม “พื้นที่ป่าไม้ถาวร” อย่างชัดเจน รัฐบาลจึงกำหนดกรอบมาตรการเฉพาะ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแนวทางดำเนินการที่เป็นระบบ ลดความสับสน ลดข้อพิพาท และสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน โดยไม่ใช่การให้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่เป็นการรับรองการอยู่อาศัยและทำกินในลักษณะแปลงรวม ภายใต้เงื่อนไขการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า สาระสำคัญของกรอบมาตรการ แบ่งตามลักษณะพื้นที่และช่วงเวลาการใช้ประโยชน์ เช่น พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 3–5 ที่มีการทำประโยชน์ก่อนปี 2545 จะดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายผ่านโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ส่วนพื้นที่ที่มีการทำประโยชน์ภายหลังจนถึงปี 2557 จะให้อยู่อาศัยและทำกินแบบแปลงรวม โดยมีเงื่อนไขปลูกไม้เศรษฐกิจไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ หรือไม่น้อยกว่า 50 ต้นต่อไร่ สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1–2 ซึ่งเป็นพื้นที่อ่อนไหวทางระบบนิเวศ จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เข้มงวด และคำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยให้ใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ลดการชะล้างพังทลาย และปลูกไม้ 3 อย่างตามแนวพระราชดำริ รวมถึงกรณีที่ต้องใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1–2 ในอนาคต จะต้องเสนอขอผ่อนผันมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนควบคู่กับการรักษาทรัพยากรป่าไม้ของชาติ กรอบมาตรการนี้จะช่วยให้ประชาชนที่อยู่เดิมมีความมั่นคงในการดำรงชีวิตมากขึ้น ลดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน และเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแล ฟื้นฟู และป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มเติม “หัวใจสำคัญคือทำให้คนที่อยู่เดิมเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันต้องรักษาป่าที่เหลืออยู่ ไม่ให้มีการขยายพื้นที่หรือบุกรุกใหม่ รัฐบาลต้องการให้การแก้ปัญหาที่ดินเป็นธรรมต่อประชาชน และรับผิดชอบต่อทรัพยากรของประเทศไปพร้อมกัน” รองโฆษกฯ กล่าว เปิดรายละเอียดพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร สำหรับรายละเอียดพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเสนอ มีดังนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร (กรอบมาตรการแก้ไขปัญหา พื้นที่ป่าไม้ถาวรฯ) และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมป่าไม้ดำเนินการจัดการพื้นที่ให้ใช้ประโยชน์อยู่อาศัยทำกิน และรับรองการอยู่อาศัยทำกินในลักษณะแปลงรวมเพื่อให้ราษฎรได้อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวรได้อย่างถูกต้องต่อไป สาระสำคัญของเรื่อง  1. ที่ผ่านมารัฐบาลจำแนกประเภทที่ดินและกำหนดให้พื้นที่ป่าไม้ถาวรเป็นสมบัติของชาติเพื่อสงวนรักษาไว้ โดยถือเป็นที่ดินของรัฐที่หวงห้าม ไม่ใช่พื้นที่จัดสรรเพื่อทำกิน ซึ่งเดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 เห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้ 5 ประเภทได้แก่ (1) ป่าไม้ถาวร (2) ป่าสงวนแห่งชาติ (3) ป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรี (4) ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย เช่น อุทยานแห่งชาติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และป่าอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1-2 (5) พื้นที่อื่น ๆ เช่น พื้นที่สวนป่า เป็นต้น ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (30 มิถุนายน 2541) เห็นชอบหลักการมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ (มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ฯ) และให้ยกเลิกมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 โดยให้ใช้มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีนี้แทน (30 มิถุนายน 2541) แต่มาตรการดังกล่าวไม่ได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้ถาวร ซึ่งต่อมามีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 64/2557 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2557 และคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2557 กำหนดให้ปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ที่ได้อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ จึงทำให้พบว่า มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ที่กำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองพื้นที่ป่าไม้ของชาติจากการถูกบุกรุกไม่ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำและยังคงขาดความชัดเจนในแนวปฏิบัติที่จะใช้เพื่ออนุรักษ์ในพื้นที่ป่าไม้ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพิ่มได้ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติ (26 พฤศจิกายน 2561) เห็นชอบในหลักการพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) (มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภทฯ) เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินที่มีประชาชนอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้ให้มีความครอบคลุมขึ้นมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภทฯ ยังคงไม่ครอบคลุมพื้นที่ป่าไม้ถาวร ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ที่สำคัญของประเทศ เนื่องจากมาตรการอนุรักษ์ป่าไม้ถาวรถูกยกเลิกไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ครั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมป่าไม้ดำเนินการจัดการพื้นที่ให้ใช้ประโยชน์อยู่อาศัยทำกิน และรับรองการอยู่อาศัยทำกินในลักษณะแปลงรวม เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวรได้อย่างถูกต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทำให้เกิดความชัดเจนต่อการดำเนินการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ถาวรแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ในคราวการประชุมครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ถาวรฯ แล้ว 2. กรอบมาตรการแก้ไขพื้นที่ป่าไม้ถาวรฯ ได้จัดประเภทพื้นที่ป่าไม้ถาวรตามความสมบูรณ์ของพื้นที่ลุ่มน้ำ ภาพถ่ายทางอากาศปี 2545 (ข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ ปีล่าสุดภายหลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541) เพื่อพิสูจน์การใช้ประโยชน์พื้นที่ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ในลักษณะเดียวกันกับมาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภทฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 สรุปได้ ดังนี้ มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ฯ (ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541) เช่น มาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภทฯ (ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561) เช่น มาตรการแก้ไขพื้นที่ป่าไม้ ถาวรฯ (ข้อเสนอในครั้งนี้) เช่น 1. ป่าสงวนแห่งชาติ (1) พื้นที่ที่ไม่สมควรนำไปปฏิรูปที่ดินให้กรมป่าไม้ดำเนินการตามหน้าที่และความรับผิดชอบ เพื่อเปิดโอกาส ให้ประชาชนในพื้นที่ที่มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ อย่างเป็นรูปธรรม (2) เมื่อมีเขตปฏิรูปที่ดินแล้วให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้ประชาชนปลูกไม้ผล/ไม้ยืนต้น อย่างน้อยร้อยละ 20 ของเนื้อที่ที่ได้รับกรณีเป็นที่ดินที่ติดกับเขตป่าไม้ ต้องปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นเป็นแนวกันชนและให้นำเอาวิธีการจัดรูปแปลงที่ดินให้มีขนาดเหมาะสมเพื่อใช้แก้ปัญหา เรื่องที่ทำกินของประชาชนในเขตป่าไม้ด้วย (3) เมื่อกรมป่าไม้ปรับแนวเขตตามสภาพ ข้อเท็จจริงและความเหมาะสมแล้วให้ดำเนินการตามความเหมาะสมในส่วนพื้นที่ป่าเพื่อเศรษฐกิจที่มีประชาชนใช้ทำประโยชน์อยู่แล้ว และให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดในกรณีที่มีการบุกรุกป่าอนุรักษ์ใหม่ (1) พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 3 -5 ก่อนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 อนุญาตให้ใช้พื้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย (2) พื้นที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่  3 – 5 หลังมติคณะรัฐมนตรี (30 มิถุนายน 2541) และต้องปฏิบัติตาม คสช.ที่ 66/2557 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2557 อนุญาตให้อยู่อาศัย/ทำกินแบบแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์) โดยมีเงื่อนไขให้ปลูกไม้เศรษฐกิจไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50 ของพื้นที่ หรือไม่น้อยกว่า 50 ต้นต่อไร่ (3) พื้นที่ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่  1-2 ก่อนมติคณะรัฐมนตรี  (30 มิถุนายน 2541 ให้อยู่อาศัย/ทำกินในลักษณะแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์) โดยมีเงื่อนไขให้ใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดการชะล้างการพังทลาย ปลูกไม้ 3 อย่างตามแนวพระราชดำริ ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 20 ของพื้นที่ (4) พื้นที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1-2 หลังมติคณะรัฐมนตรี  (30 มิถุนายน 2541) และต้องปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2557) ให้อยู่อาศัย/ทำกินในลักษณะแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์) โดยมีเงื่อนไข เช่น (1) ต้องใช้พื้นที่ในลักษณะปลูกป่า  3 อย่าง ตามแนวพระราชดำริไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของพื้นที่ (2) ออกแบบ/คัดเลือกพันธุ์ไม้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยประชาชนเป็นผู้ดูแลและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เป็นต้น   - 2. ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมาย เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรี (1) ให้กรมป่าไม้สำรวจพื้นที่และขึ้นทะเบียนผู้ครอบครอง เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน (2) หากประชาชนใช้ประโยชน์พื้นที่มาก่อนการสงวนหวงห้ามเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายครั้งแรก ให้กรมป่าไม้จัดทำขอบเขตให้ชัดเจนและห้ามให้ขยายพื้นที่เพิ่มเติมอีก (3) หากประชาชนใช้ประโยชน์พื้นที่มาหลังการสงวนหวงห้ามเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายครั้งแรก ให้เคลื่อนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่ แล้วทำการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อม (1) ในพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ทั้งก่อนและหลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ให้กำหนดขอบเขตพื้นที่ทำกินที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันและให้สิทธิทำกินมิให้เอกสารสิทธิ (2) ในพื้นที่ป่าชายเลนให้จัดทำแผนการบริหารจัดการเพื่อการอนุญาตและเสนอขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ได้   - 3. พื้นที่อื่น ๆ ที่สงวนหรืออนุรักษ์ไว้เพื่อกิจการป่าไม้ กรณีที่มีประชาชนร้องเรียนเสนอปัญหา ให้จังหวัดดำเนินการตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยให้มีทั้งฝ่ายราชการและประชาชนฝ่ายละเท่าๆกันแล้วเสนอมาตรการหรือแนวทางแก้ไขปัญหาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง - - 4. พื้นที่ป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี     (1) พื้นที่ลุ่มน้ำ 3,4,5 ที่มีการทำประโยชน์ก่อนปี 2545 อนุญาตให้ใช้พื้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย (2) พื้นที่ลุ่มน้ำ 3,4,5 ที่มีการทำประโยชน์หลังปี 2545 ถึงปี 2557 อนุญาตให้อยู่อาศัย/ทำกินแบบแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์) โดยมีเงื่อนไขให้ปลูกไม้เศรษฐกิจไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ หรือไม่น้อยกว่า 50 ต้นต่อไร่ (3) พื้นที่ลุ่มน้ำ 1,2 ที่มีการทำประโยชน์ ก่อนปี 2545 ให้อยู่อาศัย/ทำกินในลักษณะแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์) โดยมีเงื่อนไขให้ใช้มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดการชะล้างการพังทลาย ปลูกไม้ 3 อย่างตามแนวพระราชดำริ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของพื้นที่ (4) พื้นที่ลุ่มน้ำ 1,2 ที่มีการทำประโยชน์หลังปี 2545 ถึงปี 2557 ให้อยู่อาศัย/ทำกินในลักษณะแปลงรวม (โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์) โดยมีเงื่อนไข เช่น (1) ต้องใช้พื้นที่ในลักษณะ ปลูกป่า 3 อย่าง ตามแนวพระราชดำริ ไม่น้อยกว่าร้อยละ70 ของพื้นที่ (2) ออกแบบ/คัดเลือกพันธุ์ไม้ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยประชาชนเป็นผู้ดูแลและสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เป็นต้น        ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยบางหน่วยงานมีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ เช่น (1) ให้ประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้เกิดความถูกต้องชัดเจน (2) หากมีกิจกรรมการใช้ประโยชน์ที่รบกวนระบบนิเวศของพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 - 2 ให้มีมาตรการติดตามและตรวจสอบการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเข้มงวดและสม่ำเสมอ เป็นต้น ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควร อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตหน่วยงานใดจะต้องมีการดำเนินการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 - 2 ก็จะต้องเสนอขอผ่อนผันมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2538 ที่กำหนดห้ามมิให้อยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 – 2 เป็นรายกรณีด้วย   * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * ป่าไม้ * ที่ทำกิน * คนอยู่กับป่า
dlvr.it
June 7, 2026 at 1:00 AM