#BookBar
The Portland Book Festival has a new addition this week: the Book Bar, “a literary bar and gathering place.” It opens today at 3pm and will have performances, music, cocktails, and more. #portland #portlandbookfestival #bookbar #bridgetownbites

bridgetownbites.com/2026/09/24/2...
November 4, 2026 at 6:30 PM
If you go to murvish village do that and then go have a coffee and dessert and blackbird or slide into bookbar for a drink or a book. It’s nice
October 27, 2026 at 1:11 PM
Tomorrow, 2017 #GillerPrize winner Michael Redhill will join fellow prize winner André Alexis (#FifteenDogs) at #BookBar in #Toronto for #BookTalk. They will discuss Michael's latest novel, THE TRIAL OF KATTERFELTO.

Limited tickets remain!
Please visit gillerprize.ca/booktalk to purchase a ticket.
October 26, 2026 at 7:34 PM
หยิบ Columbine มาอ่านอีกครั้ง ในปีที่ไทยมีเหตุกราดยิงในโรงเรียน | BookBar
หยิบ Columbine มาอ่านอีกครั้ง ในปีที่ไทยมีเหตุกราดยิงในโรงเรียน | BookBar วิทย์ บุญ auser15 Sun, 2026-10-25 - 15:37 หนังสือ Columbine เขียนโดย Dave Cullen นักข่าวชาวอเมริกันที่ลงพื้นที่รายงานเหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ รัฐโคโลราโด ตั้งแต่วันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 20 เมษายน 1999 และใช้เวลากว่า 10 ปีค้นคว้า เรียบเรียง และตรวจสอบข้อเท็จจริง จนกลายเป็นงานสารคดีเชิงสืบสวนที่สำคัญเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้ เมื่อประเทศไทยเผชิญเหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิต 9 ราย และผู้บาดเจ็บ 27 ราย หนังสือเล่มนี้จึงกลับมามีความหมายในฐานะกรณีศึกษาที่ชวนสังคมตั้งคำถามมากกว่าการค้นหาแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเสียงปืนสงบ ทั้งการนำเสนอข่าว การสร้างภาพจำ และการรับมือของสังคม ล้วนมีความสำคัญต่อการป้องกันไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้นซ้ำ ก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้ ความเข้าใจที่ผู้เขียนเคยรับรู้เกี่ยวกับ Columbine ส่วนใหญ่เป็นเพียงภาพจำที่สังคมผลิตซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายว่าผู้ก่อเหตุถูกกลั่นแกล้งจนลุกขึ้นมาแก้แค้น หรือการโยงเหตุการณ์เข้ากับวัฒนธรรมย่อยของวัยรุ่นกลุ่มโกธิกและนักดนตรีอย่าง Marilyn Manson Cullen ชี้ให้เห็นว่า คำอธิบายเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนข้อเท็จจริงทั้งหมด Eric Harris และ Dylan Klebold ไม่ได้เพียงวางแผนกราดยิง แต่ตั้งใจใช้ระเบิดเพื่อสร้างความเสียหายขนาดใหญ่ด้วย ทว่าระเบิดที่เตรียมไว้ไม่ทำงานตามแผน จนนำไปสู่เหตุสังหารหมู่ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ความรุนแรงในโรงเรียนของสหรัฐฯ หนังสือยังนำเสนอความแตกต่างระหว่างผู้ก่อเหตุทั้งสอง โดย Cullen วิเคราะห์ว่า Eric มีลักษณะของความก้าวร้าวและความต้องการทำลายล้าง ขณะที่ Dylan มีความทุกข์ทางจิตใจและความคิดฆ่าตัวตาย อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ควรถูกนำไปเหมารวมว่าผู้มีปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มจะก่อความรุนแรงเสมอไป บทเรียนสำคัญที่สุดจาก Columbine คือเหตุการณ์ไม่ได้จบลงเมื่อเสียงปืนสงบ แต่ยังดำเนินต่อผ่านเรื่องเล่า ภาพจำ และการนำเสนอของสื่อ Cullen อธิบายว่า Columbine กลายเป็นต้นแบบของสิ่งที่เรียกว่า spectacle murders หรือ “ฆาตกรรมตระการตา” ตามคำแปลในฉบับภาษาไทย กล่าวคือ การก่อเหตุที่ไม่ได้จบลงเพียงความสูญเสียในสถานที่เกิดเหตุ แต่ยังกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมหาศาล ผู้ก่อเหตุถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเรื่องราวของพวกเขาอาจกลายเป็นแบบอย่างให้ผู้ก่อเหตุรายอื่นนำไปเลียนแบบ บทเรียนนี้เชื่อมโยงกับการรายงานข่าวเหตุกราดยิงในไทยได้โดยตรง สื่อจำเป็นต้องนำเสนอข้อเท็จจริงและตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ขณะเดียวกันก็ควรหลีกเลี่ยงการเผยแพร่รายละเอียดที่ไม่จำเป็น การยกย่องผู้ก่อเหตุ หรือการทำให้ผู้ลงมือได้รับความสนใจมากกว่าผู้เสียชีวิตและผู้รอดชีวิต เมื่อเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียน คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ผู้ก่อเหตุเป็นใครหรือมีแรงจูงใจอะไร แต่ต้องรวมถึงการเข้าถึงอาวุธปืน ระบบป้องกันความเสี่ยง การดูแลเด็กและเยาวชน ตลอดจนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในระยะยาวด้วย ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ใช่การคาดเดาหรือสรุปสาเหตุอย่างเร่งรีบ การหยิบ Columbine มาอ่านในช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่การนำประสบการณ์ของสหรัฐฯ มาใช้เป็นสูตรสำเร็จสำหรับประเทศไทย แต่เป็นการทบทวนว่า สังคมจะเรียนรู้จากโศกนาฏกรรมได้อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้ความสนใจหมดลงเมื่อข่าวเงียบหาย และไม่ปล่อยให้ชื่อเสียงของผู้ก่อเหตุกลบเลือนความสูญเสียของผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตต่อไปหลังเหตุการณ์ เกี่ยวกับหนังสือ  Columbine ฉบับภาษาอังกฤษ "Columbine" เขียนโดย Dave Cullen ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2009 โดยสำนักพิมพ์ Twelve ในเครือ Hachette Book Group เป็นหนังสือสารคดีเชิงสืบสวนที่รวบรวมผลการค้นคว้าและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ ซึ่งผู้เขียนใช้เวลาทำงานนานกว่าทศวรรษ ฉบับแปลภาษาไทย "Columbine โคลัมไบน์" แปลโดย โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ See More Press เมื่อปี 2568 จำนวน 672 หน้า   * บทความ * ต่างประเทศ * BookBar * โคลัมไบน์
dlvr.it
October 25, 2026 at 8:40 AM
หยิบ Columbine มาอ่านอีกครั้ง ในปีที่ไทยมีเหตุกราดยิงในโรงเรียน | BookBar
หยิบ Columbine มาอ่านอีกครั้ง ในปีที่ไทยมีเหตุกราดยิงในโรงเรียน | BookBar
หยิบ Columbine มาอ่านอีกครั้ง ในปีที่ไทยมีเหตุกราดยิงในโรงเรียน | BookBar วิทย์ บุญ auser15 Sun, 2026-10-25 - 15:37 หนังสือ Columbine เขียนโดย Dave Cullen นักข่าวชาวอเมริกันที่ลงพื้นที่รายงานเหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ รัฐโคโลราโด ตั้งแต่วันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 20 เมษายน 1999 และใช้เวลากว่า 10 ปีค้นคว้า เรียบเรียง และตรวจสอบข้อเท็จจริง จนกลายเป็นงานสารคดีเชิงสืบสวนที่สำคัญเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้ เมื่อประเทศไทยเผชิญเหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิต 9 ราย และผู้บาดเจ็บ 27 ราย หนังสือเล่มนี้จึงกลับมามีความหมายในฐานะกรณีศึกษาที่ชวนสังคมตั้งคำถามมากกว่าการค้นหาแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเสียงปืนสงบ ทั้งการนำเสนอข่าว การสร้างภาพจำ และการรับมือของสังคม ล้วนมีความสำคัญต่อการป้องกันไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้นซ้ำ ก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้ ความเข้าใจที่ผู้เขียนเคยรับรู้เกี่ยวกับ Columbine ส่วนใหญ่เป็นเพียงภาพจำที่สังคมผลิตซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายว่าผู้ก่อเหตุถูกกลั่นแกล้งจนลุกขึ้นมาแก้แค้น หรือการโยงเหตุการณ์เข้ากับวัฒนธรรมย่อยของวัยรุ่นกลุ่มโกธิกและนักดนตรีอย่าง Marilyn Manson Cullen ชี้ให้เห็นว่า คำอธิบายเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนข้อเท็จจริงทั้งหมด Eric Harris และ Dylan Klebold ไม่ได้เพียงวางแผนกราดยิง แต่ตั้งใจใช้ระเบิดเพื่อสร้างความเสียหายขนาดใหญ่ด้วย ทว่าระเบิดที่เตรียมไว้ไม่ทำงานตามแผน จนนำไปสู่เหตุสังหารหมู่ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ความรุนแรงในโรงเรียนของสหรัฐฯ หนังสือยังนำเสนอความแตกต่างระหว่างผู้ก่อเหตุทั้งสอง โดย Cullen วิเคราะห์ว่า Eric มีลักษณะของความก้าวร้าวและความต้องการทำลายล้าง ขณะที่ Dylan มีความทุกข์ทางจิตใจและความคิดฆ่าตัวตาย อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ควรถูกนำไปเหมารวมว่าผู้มีปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มจะก่อความรุนแรงเสมอไป บทเรียนสำคัญที่สุดจาก Columbine คือเหตุการณ์ไม่ได้จบลงเมื่อเสียงปืนสงบ แต่ยังดำเนินต่อผ่านเรื่องเล่า ภาพจำ และการนำเสนอของสื่อ Cullen อธิบายว่า Columbine กลายเป็นต้นแบบของสิ่งที่เรียกว่า spectacle murders หรือ “ฆาตกรรมตระการตา” ตามคำแปลในฉบับภาษาไทย กล่าวคือ การก่อเหตุที่ไม่ได้จบลงเพียงความสูญเสียในสถานที่เกิดเหตุ แต่ยังกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมหาศาล ผู้ก่อเหตุถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเรื่องราวของพวกเขาอาจกลายเป็นแบบอย่างให้ผู้ก่อเหตุรายอื่นนำไปเลียนแบบ บทเรียนนี้เชื่อมโยงกับการรายงานข่าวเหตุกราดยิงในไทยได้โดยตรง สื่อจำเป็นต้องนำเสนอข้อเท็จจริงและตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ขณะเดียวกันก็ควรหลีกเลี่ยงการเผยแพร่รายละเอียดที่ไม่จำเป็น การยกย่องผู้ก่อเหตุ หรือการทำให้ผู้ลงมือได้รับความสนใจมากกว่าผู้เสียชีวิตและผู้รอดชีวิต เมื่อเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียน คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ผู้ก่อเหตุเป็นใครหรือมีแรงจูงใจอะไร แต่ต้องรวมถึงการเข้าถึงอาวุธปืน ระบบป้องกันความเสี่ยง การดูแลเด็กและเยาวชน ตลอดจนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในระยะยาวด้วย ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ใช่การคาดเดาหรือสรุปสาเหตุอย่างเร่งรีบ การหยิบ Columbine มาอ่านในช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่การนำประสบการณ์ของสหรัฐฯ มาใช้เป็นสูตรสำเร็จสำหรับประเทศไทย แต่เป็นการทบทวนว่า สังคมจะเรียนรู้จากโศกนาฏกรรมได้อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้ความสนใจหมดลงเมื่อข่าวเงียบหาย และไม่ปล่อยให้ชื่อเสียงของผู้ก่อเหตุกลบเลือนความสูญเสียของผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตต่อไปหลังเหตุการณ์ เกี่ยวกับหนังสือ  Columbine ฉบับภาษาอังกฤษ "Columbine" เขียนโดย Dave Cullen ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2009 โดยสำนักพิมพ์ Twelve ในเครือ Hachette Book Group เป็นหนังสือสารคดีเชิงสืบสวนที่รวบรวมผลการค้นคว้าและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ ซึ่งผู้เขียนใช้เวลาทำงานนานกว่าทศวรรษ ฉบับแปลภาษาไทย "Columbine โคลัมไบน์" แปลโดย โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ See More Press เมื่อปี 2568 จำนวน 672 หน้า   * บทความ * ต่างประเทศ * BookBar * โคลัมไบน์
dlvr.it
October 25, 2026 at 8:40 AM
Join us for #BookTalk at #BookBar.

Michael Redhill & André Alexis
October 27 | 6:30 PM - 9 PM
Featuring: The Trial of Katterfelto

Ian Williams & the 2026 Giller Prize Winner
November 17 | 6:30 PM - 8:30 PM
Featuring: The 2026 Giller Prize-winning novel

Tickets: gillerprize.ca/booktalk
October 21, 2026 at 6:20 PM
#Booksky Author Joyce Chng @jolantru.bsky.social has read at the Singapore Bookbar and done panels and readings at LA Worldcon, VICFA and soon at Fantasycon, where they are a @bsfa.bsky.social finalist - have you read their queer pirate stories yet? queenofswordspress.com/product/sail...
September 25, 2026 at 2:15 PM
Canan Sancak söyleşisi Christina Zenginoğlu’nun moderatörlüğünde 26 Eylül Cumartesi günü, saat 17.00’de Bookbar Cihangir’de gerçekleşecek.
September 21, 2026 at 12:46 PM
Yazarımız İlhami Algör, 19 Eylül Cumartesi günü saat 15.00’te, BookBar Cihangir’de okurlarıyla buluşup, kitaplarını imzalayacak.
September 10, 2026 at 5:55 PM
‘In the Miso Soup’ เมื่อคนตายกลายเป็นวัตถุบันเทิงบนหน้าข่าว | BookBar
‘In the Miso Soup’ เมื่อคนตายกลายเป็นวัตถุบันเทิงบนหน้าข่าว | BookBar
‘In the Miso Soup’ เมื่อคนตายกลายเป็นวัตถุบันเทิงบนหน้าข่าว | BookBar บุรภัทร จันทร์ประทัด : เรื่อง ชนิสรา ริมธีระกุล : กราฟิก hungary budapest Mon, 2026-09-07 - 11:43 *มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญในนิยาย In the Miso Soup (เขียนโดย Ryū Murakami)* *มีเนื้อหารุนแรงเกี่ยวกับอาชญากรรมสะเทือนขวัญ* เคนจิ อายุยี่สิบปี เป็นไกด์ไร้ใบอนุญาต งานของเขาคือการพาเหล่า ‘ไกจิน’ (คำที่คนญี่ปุ่นใช้เรียกชาวต่างชาติ) เที่ยวหาความสำราญจากเซ็กส์ทัวร์ย่านโคมแดงในโตเกียว แต่เคนจิสงสัยว่า แฟรงค์ ลูกค้าชาวอเมริกันวัยสามสิบห้าที่เขากำลังนำเที่ยวอยู่ อาจเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เพิ่งฆ่าหั่นศพเด็กสาวมัธยมปลายไปหมาดๆ นี่คือเรื่องย่อรวบรัดของนิยายระทึกขวัญ イン ザ・ミソスープ  (หรือ In the Miso Soup หรือ มิโซะเลือด) ของ ริว มุราคามิ นักเขียนผู้ได้รับฉายาว่าเป็น ‘มนุษย์เรอเนสซองแห่งยุคโพสต์โมเดิร์น’ เพราะเขาเป็นทั้งนักเขียน นักดนตรี พิธีกรรายการโทรทัศน์ คนทำหนัง ฯลฯ หลักใหญ่ใจความ มันเป็นวรรณกรรมละเมิด (Transgressive Fiction) ว่าด้วยความว่างเปล่าของบริโภคนิยม ความแปลกแยกของผู้คนในสังคมสมัยใหม่ ที่ปะทุออกมาเป็นความรุนแรงสุดกู่ (เทือกๆ เดียวกันกับ Fight Club หรือ American Psycho) ความเฉพาะตัวของ In the Miso Soup คือแสงสีนีออนของอุตสาหกรรมเซ็กส์ย่านคาบูกิ-โจ อันเป็นฉากหลังของเรื่อง และเป็นเลเยอร์ที่เห็นได้ชัดที่สุด ทว่า สิ่งที่จะมาชวนอ่านระหว่างบรรทัดในนิยายเรื่องนี้ ไม่ใช่ความลับของตลาดค้าเซ็กส์แดนอาทิตย์อุทัย แต่เป็นความเลือดเย็นของวงการข่าวสารบ้านเราเอง ทั้งสื่อโทรทัศน์และโซเชียลมีเดีย ที่นับวันรังแต่จะชวนให้สงสัยว่า พวกเรากำลังดูข่าวหรือเสพหนังสยองขวัญเลือดสาดอยู่กันแน่!? หน้าปก In the Miso Soup เวอร์ชันภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และไทย ตามลำดับ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป: อุปลักษณ์ของความมักง่าย ธันวาคม 1996 อากิโกะ เด็กสาวไฮสคูลค้าบริการถูกพบเป็นศพแยกชิ้นส่วนทิ้งกองขยะย่านคาบูกิ-โจ ช่วงเวลาเดียวกันกับที่เคนจิได้รับว่าจ้างจากแฟรงค์ให้เป็นไกด์เซ็กส์ทัวร์ ฉากหนึ่งช่วงกลางเรื่อง เคนจิอยู่กับ จุน แฟนสาวของเขาในห้องเช่า กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปพลาง ขณะฟังบรรดา ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ในทีวีวิเคราะห์คดีฆ่าหั่นศพไปต่างๆ นานา ว่าการที่เหยื่อเป็นเด็กผู้หญิง ม.ปลาย ใส่กางเกงเลกกิ้งทรงหลวม ผมทำไฮไลต์ ใส่เหล็กเจาะ ย่อมแสดงถึงการต่อต้านสังคม (เป็นเด็กเสียคน ว่าง่ายๆ) ทำให้จุนที่อายุพอๆ กันกับเหยื่อ บอกว่าอ้ายพวกนี้เป็นพวกโง่ ซึ่งเคนจิเห็นด้วย ขนาดตัวเขาเองยังไม่กล้าเคลมว่าเข้าใจแฟนตัวเองดี แต่นักวิเคราะห์ในทีวีชอบวางมาดประหนึ่งเข้าใจทุกอย่างบนโลกทะลุปรุโปร่ง การเจาะลึกเหตุสังหารโหดยังดำเนินต่อไป “...สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรแล้ว สำคัญที่สุดคือดวงตาที่โดนเจาะออกไปด้วยเหล็กแทงน้ำแข็ง แสดงว่าคนร้ายทนไม่ได้ที่จะถูกมองขณะลงมือ เลยต้องทำให้เหยื่อตาบอดก่อน มันบ่งชี้ว่าฆาตกรเป็นคนเก็บกดอย่างรุนแรงและมีนิสัยขลาดกลัว…” บลา ๆ ๆ “อาจจะไม่มั้ง ไอ้ห่านี่มันอาจจะแค่ชอบแทงตาคนก็ได้” จุนฟังไปบ่นไป เรื่องดำเนินมาอึดใจใหญ่ๆ จนถึงฉากไคลแมกซ์ แฟรงค์สะกดจิตหมู่คนในบาร์แล้วฆ่าทุกคนยกเว้นเคนจิ เขาบังคับให้เคนจิดูนาฏกรรมสยองตรงหน้า เจาะตาของเหยื่ออวดให้ดูอล่างฉ่าง ไม่ได้หวาดกลัวใครมอง อีกทั้งกระทาชายไกจินผู้นี้ก็อัธยาศัยดี เข้าหาคน ไม่ใช่พวกเก็บกดอย่างที่นักวิเคราะห์เดาไปเรื่อย คล้ายเยาะเย้ยว่าไอ้ที่แพล่มๆ กันในทีวีน่ะ มันไม่มีใครรู้อะไรจริงสักอย่างหรอก! อ่านไปก็ตบเข่าไป คิดในใจว่านิยายตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1997 จริงหรือเปล่า ทำไมรู้สึกเหมือนริว มุราคามิ นั่งดูทีวีบ้านเราอยู่ด้วยกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวซอยข้างๆ ไม่แน่ใจว่าการรายงานข่าวอาชญากรรมของญี่ปุ่นตอนนี้เป็นยังไง แต่ข่าวอาชญากรรมบ้านเราตอนนี้เป็นแบบที่มุราคามิเขียนไว้เมื่อสามสิบปีที่แล้วเป๊ะ ทุกครั้งที่เกิดเหตุสะเทือนขวัญ ภาพที่เห็นจนชินตาคือบรรดาเซเลบสารพัดวงการที่ได้รับเชิญมาออกทีวีเพื่อวิเคราะห์(?) เชี่ยวชาญแค่ไหนไม่รู้ เข้าใจรอบด้านแค่ไหนไม่ทราบ แต่พร้อมเสิร์ฟคำตอบสำเร็จรูปให้ผู้ชมทันที “เพราะมึงมีปมแบบนี้ จึงมีพฤติกรรมแบบนี้ และเพราะมึงมีพฤติกรรมแบบนี้ กูจึงขอพิพากษามึงว่า…” เมื่อครั้งเหตุกราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เกิดขึ้นยังไม่ทันข้ามวัน ทีวีหลายช่องก็ตั้งโต๊ะเชิญนักวิเคราะห์เฉพาะกิจมาคุยฟุ้งให้มั่วไปหมด หนึ่งในนั้นคือเซเลบนักช่วยเหลือสังคมที่ปลุกกระแสสร้างความเกลียดชังประชาชนประเทศเพื่อนบ้านในนามของความรักชาติด้วยซ้ำที่มานั่งวิจารณ์ความโหดเหี้ยมของคนอื่น หรือย้อนกลับไปกรณีฆาตกรรมสองพี่น้องรัสเซียช่วงกลางปี ก็เซเลบคนเดียวกันนี่แหละที่ออกมาเชียร์โทษประหาร แล้วสื่อทีวีก็เอามาทำโควทสนองความโกรธแค้นของสังคมอีกคำรบ โดยไม่เกิดประโยชน์โพดผลในการถกเถียงประเด็นละเอียดอ่อนอะไรขึ้นมา แอบเสิร์ดอะไรเช่นนี้ ความสุกเอาเผากิน รู้ไม่จริงแต่พูดไปเรื่อย อร่อย ง่าย เร็ว แต่ไร้สารอาหาร จึงเป็นคำอธิบายที่ใช้ได้กับทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและรายการโทรทัศน์ประเภทนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่มุราคามิเขียนให้ตัวละครนั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปด้วย ดูทีวีไปด้วย สองสิ่งนี้หยอกล้อกันและกันว่าข้อมูลที่ตัวละคร (และเราๆ) ได้รับอยู่ทุกวัน มันช่างสะดวกดาย แซบนัวถูกใจ แต่ก็สุดแสนจะบั่นทอน องก์สุดท้ายของหนังสือ อุปลักษณ์ของความมักง่ายถูกย้ำอีกครั้ง หลังผ่านพ้นมหกรรมขวัญผวา เคนจิได้แต่ตามแฟรงค์ต้อยๆ ไปจนถึงแหล่งกบดานเพราะกลัวตาย แฟรงค์ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบ่งกันกินกับเคนจิ พร้อมพรั่งพรูอดีตของตัวเองออกมา (หลังจากโกหกมาทั้งเรื่อง) ตอนยังเด็กมาก แฟรงค์เดินหลงทางแล้วบังเอิญเจอแม่ ความสับสนทำให้เขากัดแม่จนเลือดท่วม ไม่ใช่เพราะเกลียดชัง หมกมุ่นความรุนแรง หรือเก็บกด แต่หมอก็พยายามจะสรรหาคำตอบ (หรือกรอบ) มาอธิบาย เพราะเชื่อว่าเขาได้รับอิทธิพลผิดๆ จากหนังสยองเลือดสาดที่พี่ชายชอบดู นับจากนั้น แฟรงค์ถูกปฏิบัติเยี่ยงเด็ก ‘ไม่ปกติ’ เรื่อยมา กว่าจะรู้ตัว เขาก็อยู่ในวังวนของการทำลายชีวิตคนอื่นอย่างหยุดไม่ได้ แฟรงค์ถูกจับส่งโรงพยาบาลบ้าที่ดูแลโดยทหาร โดนตัดชิ้นส่วนสมองออกเพราะผู้ใหญ่คิดว่าจะช่วยให้ไอ้เด็กเวรนี่หายบ้า ถูกป้อนอาหารเกรดต่ำผสมยาผ่านท่อสอด แต่ทั้งหมดนั่นไม่ช่วยอะไร เขาก็ยังคงเป็นแฟรงค์ที่ฆ่าคนอยู่เหมือนเดิม สิ่งที่ติดตัวไปมีเพียงพฤติกรรมการกิน เขากินได้แต่อาหารเลวๆ อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพราะการกินอาหารดีๆ จะทำให้สูญเสียความมุ่งหมายของชีวิตอย่างการฆ่าคนไป(!?) ครั้งหนึ่งที่เด็กแฟรงค์ฆ่าเหยื่อไปสองราย สื่อประโคมข่าวกันให้แซดว่าเขาก่อเหตุเลียนแบบหนังสยองเลือดสาดที่พี่ชายเก็บสะสมไว้ในบ้าน แฟรงค์คือผลลัพธ์ของความมักง่ายที่ ‘คนปกติ-ผู้รู้-ผู้เชี่ยวชาญ’ คิดว่าตัวเองสามารถสรุปชีวิตคนอื่นได้ด้วยคำอธิบายตื้นๆ ที่นำมาสู่การแก้ปัญหาแบบมักง่าย แต่ใครจะสน ก็มันง่ายและเร็ว ลวกเส้นสามนาทีก็กินได้ “ถ้าใครสักคนมันจะโง่ขนาดฆ่าคนเลียนแบบหนังสยอง มันก็เลียนแบบจากข่าวได้เหมือนกันแหละวะ” ประโยคตลกร้ายที่แฟรงค์พูดกับเคนจิ พาเราไปสู่ประเด็นสำคัญถัดไป สื่อบันเทิงสะเทือนขวัญในรูป ‘การรายงานข่าว’ “เธอชื่ออากิโกะนะครับ โดนฆ่าอย่างทารุณเลยค่ะ เห็นมั้ยว่าบนตัวมีแผลตรงนั้นตรงนี้เต็มไปหมด อย่างช่วงบนของลำตัวเนี่ย อื้อหือ ตรงนี้ ที่อกซ้าย โดนเฉือนออกไปด้วย … สำคัญที่สุดคือดวงตาที่โดนเจาะออกไปด้วยเหล็กแทงน้ำแข็ง…” นักวิเคราะห์ (หรือนักพูดไปเรื่อย) จ้อกันออกรสอยู่กับภาพสเก็ตช์หยาบๆ ของเด็กสาวผู้ตาย บนเนื้อตัวมีสัญลักษณ์บอกตำแหน่งแห่งที่ที่เธอโดนแยกชิ้นส่วน ตรงนี้โดนตัด ตรงนั้นโดนทุบ ตรงโน้นโดนเจาะ แฟนสาวของเคนจินึกแขยงว่า “ไม่คิดบ้างเรอะว่าพ่อแม่เขาจะรู้สึกยังไงถ้าดูข่าว พวกแม่งทำอย่างกับเด็กขายตัวไม่ใช่คน” ความสยองที่สุดของนิยายเรื่องนี้ มิใช่ความวิปลาสของแฟรงค์โดยลำพัง แต่เป็นวินาทีที่ผู้อ่านฉุกคิดได้ว่า ‘ฉากกินมาม่าหน้าทีวี’ กับ ‘ฉากสังหารหมู่ในบาร์’ สองสถานการณ์ที่ดูเหมือนอยู่คนละโลก กำลังพูดเรื่องเดียวกันอยู่ คือพฤติการณ์ของฆาตกรที่สำแดงทุกกระเบียดสังหารให้ตัวละครเอกได้รับชม ช่างไม่ต่างอะไรกับช่องโทรทัศน์ขณะบรรยายความสยองของข่าวอาชญากรรมออกอากาศ หรือพูดง่าย ๆ สิ่งที่เราเห็นบนหน้าข่าวทุกวันนี้ แทบจะเป็นการแสดงโชว์ฆ่าคนกันอยู่แล้ว เคนจิที่ช็อกตาตั้งขณะดูแฟรงค์ปลิดชีวิตคนอื่น คงไม่ต่างจากผู้เขียนตอนเลื่อนฟีดเจอสื่อใหญ่ลงข่าวผัวฆ่าเมียด้วยความหึงหวง พร้อมโชว์ฟุตเทจเหยื่อนอนเปลือยกายแผ่หรา เหลือไว้เพียงชุดชั้นใน คอถูกปาดเป็นทางยาวจากฟากหนึ่งไปอีกฟากหนึ่ง ทั้งหมดนี้ถูกเซนเซอร์ไว้บางๆ และใช้เป็นภาพปกคลิปข่าว อัลกอริธึมแนะนำอีกคลิปจากสื่อเจ้าเดียวกันให้ชม หลานสติหลุดฟันคอน้าขาด ภาพศพเป็นสีแดงฉาน ถูกเซนเซอร์ไว้โดยมีเส้นตัดขอบหนา ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า นี่หัวนะจ๊ะท่านผู้ชม แยกออกจากตัวเลยเห็นไหม อีกแพทเทิร์นที่พบได้บ่อย คือวิดีโอจากกล้องวงจรปิดในเหตุการณ์ เช่นข่าวแทงคนตายข่าวหนึ่งที่สื่อโทรทัศน์เอามาโชว์ตั้งแต่ผู้ก่อเหตุขับรถมาจอด เดินมาพร้อมมีดในมือ จ้วงแทงเหยื่อหลายจังหวะจนสิ้นใจล้มลง เพียงตัดเสี้ยววินาทีที่มีดปักร่างกายเฟรมสั้น ๆ ออกเท่านั้น นึกไปเขียนไปก็ยังใจหวิว ไม่ว่าสำนักข่าวได้ภาพและวิดีโอมาจากไหน ก็สงสัยอยู่ดีว่าทำไมเราต้องเห็นอะไรแบบนี้ใน ‘ข่าว’ ผู้เขียนไม่ใช่นักตรวจสอบจรรยาบรรณสื่อ แต่ก็เห็นว่าสิ่งนี้ไม่มีประโยชน์ในเชิงข่าวสารอะไรมากไปกว่าการเป็นวัตถุเร้าความสะเทือนขวัญให้คนสนใจ เสพความสยองขวัญให้เสร็จ ๆ ไปแล้วจบกัน ทุกมุมภาพของความโหดร้าย ทุกรายละเอียดของความเจ็บปวด ต้องถูกนำเสนออย่างโจ่งแจ้งเพื่อเป็น ‘อุทธาหรณ์สะท้อนสังคม’ ในนามของความหวังดี โทษสื่อโทรทัศน์อย่างเดียวก็ไม่ถูก เพราะในยุคโซเชียลมีเดียที่ทุกคนสามารถเป็นผู้เล่าข่าวอาชญากรรมในนามของการพิทักษ์ความสงบสุข แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียก็มีมาตรฐานชุมชนที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ภาพความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับชีวิตคนอื่นจึงเป็นสิ่งเร้าใจที่แพร่กระจายเร็วไวปานความเร็วแสง ทุกคนแข่งกัน ‘แรง’ เพื่อดึงยอดรับชม ยิ่งพวกเพจเม้ามอยข่าวทั้งหลายนะคุณเอ๋ย ลงทั้งรูปทั้งคลิปกันให้ฉ่ำ เมื่อโซเชียลมีเดียมันแรง สื่อจะอยู่รอดก็ต้องแรงตามโซเชียลมีเดีย  หนึ่งในเคสที่รบกวนจิตใจผู้เขียนที่สุด คือการตายของ ‘แตงโม นิดา (ภัทรธิดา)’ วันที่ร่างของเธอถูกพบในแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้คนแห่ควานหารูปภาพศพของเธอแบบไม่เซนเซอร์มารับชมและเผยแพร่ ทำ…ทำไม!?  ชาวเน็ตตั้งตัวเป็นนักสืบโซเชียล ปวารณาตนด้วยความหวังดีอันน่าซาบซึ้งใจว่าฉันจะตามหาความยุติธรรมมาให้เธอให้จงได้! ภาพสเก็ตช์ศพขึ้นอืดและคำบรรยายอันน่าคลื่นเหียนถูกเผยแพร่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในนามของความหวังดี พร้อมแฮชแท็ก #แตงโมต้องไม่ตายฟรี #แตงโมต้องได้รับความยุติธรรม ไม่รู้ว่าเธอจะได้รับความยุติธรรมไหม แต่ชาวเน็ตได้เอนเกจเมนต์บานตะไทแน่นอน มันหดหู่มากที่รู้สึกแบบเดียวกันกับตัวละครใน In the Miso Soup ว่าผู้ตายบนหน้าข่าวและเหยื่ออาชญากรรมมักถูกทำให้เป็น ‘วัตถุบันเทิงแห่งความสยอง’ (Fear Entertainment) โดยคณะละครแห่ศพรอบเมืองที่เรียกตัวเองว่าเป็น ‘คนปกติ’ ผู้ ‘หวังดีต่อสังคม’ ข้อเขียนชิ้นนี้ออกจะน่าเบื่อเพราะบรรยายยาวพรืดเป็นคุ้งเป็นแคว ไม่แปะภาพประกอบหรือเอ่ยนามบรรดาตัวอย่างที่ยกมาให้รู้กันไปเลยว่าข่าวไหนเป็นข่าวไหน ใครเป็นใคร ก็ต้องชี้แจงว่ามีเหตุผลหลัก ๆ สองประการ หนึ่ง ไม่เห็นความจำเป็นต้องเผยแพร่ต่อ สอง ต่อให้ไม่มีภาพประกอบ ผู้อ่านก็คงได้เห็นกันอยู่แล้วในโทรทัศน์หรือบนหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย มันยังคงเกิดขึ้นและดำเนินอยู่ทุกวัน เกม หนัง นิยาย ไม่ว่ามันจะสยองขวัญ โหดร้ายแค่ไหน มันก็นำเสนอตัวเองในฐานะสื่อบันเทิง แต่การเอาชีวิตคนจริง ๆ มาทำให้เป็นวัตถุบันเทิงโดยเร้นกายในคราบของข่าวอุทธาหรณ์ (ที่ไม่เคยใช้ได้จริง) เป็นความโหดร้ายซ่อนรูปที่น่ากลัวกว่ากันเยอะ ฉากที่สยองที่สุดใน In the Miso Soup ถูกบรรยายไว้ไม่น่ากลัวเท่าภาพข่าวทุกวันนี้ด้วยซ้ำไป * หนังสือ * สังคม * วัฒนธรรม * BookBar * ข่าวอาชญากรรม * สื่อโทรทัศน์ * จรรยาบรรณสื่อ * สื่อโซเชียล * โซเชียลมีเดีย * เหตุกราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ * เหตุรุนแรงโรงเรียนเทพศิรินทร์ * คดีแตงโม * In the Miso Soup * Ryu Murakami * มิโซะเลือด * ริว มุราคามิ * บุรภัทร จันทร์ประทัด
dlvr.it
September 7, 2026 at 5:12 AM
‘In the Miso Soup’ เมื่อคนตายกลายเป็นวัตถุบันเทิงบนหน้าข่าว | BookBar
‘In the Miso Soup’ เมื่อคนตายกลายเป็นวัตถุบันเทิงบนหน้าข่าว | BookBar บุรภัทร จันทร์ประทัด : เรื่อง ชนิสรา ริมธีระกุล : กราฟิก hungary budapest Mon, 2026-09-07 - 11:43 *มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญในนิยาย In the Miso Soup (เขียนโดย Ryū Murakami)* *มีเนื้อหารุนแรงเกี่ยวกับอาชญากรรมสะเทือนขวัญ* เคนจิ อายุยี่สิบปี เป็นไกด์ไร้ใบอนุญาต งานของเขาคือการพาเหล่า ‘ไกจิน’ (คำที่คนญี่ปุ่นใช้เรียกชาวต่างชาติ) เที่ยวหาความสำราญจากเซ็กส์ทัวร์ย่านโคมแดงในโตเกียว แต่เคนจิสงสัยว่า แฟรงค์ ลูกค้าชาวอเมริกันวัยสามสิบห้าที่เขากำลังนำเที่ยวอยู่ อาจเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่เพิ่งฆ่าหั่นศพเด็กสาวมัธยมปลายไปหมาดๆ นี่คือเรื่องย่อรวบรัดของนิยายระทึกขวัญ イン ザ・ミソスープ  (หรือ In the Miso Soup หรือ มิโซะเลือด) ของ ริว มุราคามิ นักเขียนผู้ได้รับฉายาว่าเป็น ‘มนุษย์เรอเนสซองแห่งยุคโพสต์โมเดิร์น’ เพราะเขาเป็นทั้งนักเขียน นักดนตรี พิธีกรรายการโทรทัศน์ คนทำหนัง ฯลฯ หลักใหญ่ใจความ มันเป็นวรรณกรรมละเมิด (Transgressive Fiction) ว่าด้วยความว่างเปล่าของบริโภคนิยม ความแปลกแยกของผู้คนในสังคมสมัยใหม่ ที่ปะทุออกมาเป็นความรุนแรงสุดกู่ (เทือกๆ เดียวกันกับ Fight Club หรือ American Psycho) ความเฉพาะตัวของ In the Miso Soup คือแสงสีนีออนของอุตสาหกรรมเซ็กส์ย่านคาบูกิ-โจ อันเป็นฉากหลังของเรื่อง และเป็นเลเยอร์ที่เห็นได้ชัดที่สุด ทว่า สิ่งที่จะมาชวนอ่านระหว่างบรรทัดในนิยายเรื่องนี้ ไม่ใช่ความลับของตลาดค้าเซ็กส์แดนอาทิตย์อุทัย แต่เป็นความเลือดเย็นของวงการข่าวสารบ้านเราเอง ทั้งสื่อโทรทัศน์และโซเชียลมีเดีย ที่นับวันรังแต่จะชวนให้สงสัยว่า พวกเรากำลังดูข่าวหรือเสพหนังสยองขวัญเลือดสาดอยู่กันแน่!? หน้าปก In the Miso Soup เวอร์ชันภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และไทย ตามลำดับ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป: อุปลักษณ์ของความมักง่าย ธันวาคม 1996 อากิโกะ เด็กสาวไฮสคูลค้าบริการถูกพบเป็นศพแยกชิ้นส่วนทิ้งกองขยะย่านคาบูกิ-โจ ช่วงเวลาเดียวกันกับที่เคนจิได้รับว่าจ้างจากแฟรงค์ให้เป็นไกด์เซ็กส์ทัวร์ ฉากหนึ่งช่วงกลางเรื่อง เคนจิอยู่กับ จุน แฟนสาวของเขาในห้องเช่า กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปพลาง ขณะฟังบรรดา ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ในทีวีวิเคราะห์คดีฆ่าหั่นศพไปต่างๆ นานา ว่าการที่เหยื่อเป็นเด็กผู้หญิง ม.ปลาย ใส่กางเกงเลกกิ้งทรงหลวม ผมทำไฮไลต์ ใส่เหล็กเจาะ ย่อมแสดงถึงการต่อต้านสังคม (เป็นเด็กเสียคน ว่าง่ายๆ) ทำให้จุนที่อายุพอๆ กันกับเหยื่อ บอกว่าอ้ายพวกนี้เป็นพวกโง่ ซึ่งเคนจิเห็นด้วย ขนาดตัวเขาเองยังไม่กล้าเคลมว่าเข้าใจแฟนตัวเองดี แต่นักวิเคราะห์ในทีวีชอบวางมาดประหนึ่งเข้าใจทุกอย่างบนโลกทะลุปรุโปร่ง การเจาะลึกเหตุสังหารโหดยังดำเนินต่อไป “...สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรมอาชญากรแล้ว สำคัญที่สุดคือดวงตาที่โดนเจาะออกไปด้วยเหล็กแทงน้ำแข็ง แสดงว่าคนร้ายทนไม่ได้ที่จะถูกมองขณะลงมือ เลยต้องทำให้เหยื่อตาบอดก่อน มันบ่งชี้ว่าฆาตกรเป็นคนเก็บกดอย่างรุนแรงและมีนิสัยขลาดกลัว…” บลา ๆ ๆ “อาจจะไม่มั้ง ไอ้ห่านี่มันอาจจะแค่ชอบแทงตาคนก็ได้” จุนฟังไปบ่นไป เรื่องดำเนินมาอึดใจใหญ่ๆ จนถึงฉากไคลแมกซ์ แฟรงค์สะกดจิตหมู่คนในบาร์แล้วฆ่าทุกคนยกเว้นเคนจิ เขาบังคับให้เคนจิดูนาฏกรรมสยองตรงหน้า เจาะตาของเหยื่ออวดให้ดูอล่างฉ่าง ไม่ได้หวาดกลัวใครมอง อีกทั้งกระทาชายไกจินผู้นี้ก็อัธยาศัยดี เข้าหาคน ไม่ใช่พวกเก็บกดอย่างที่นักวิเคราะห์เดาไปเรื่อย คล้ายเยาะเย้ยว่าไอ้ที่แพล่มๆ กันในทีวีน่ะ มันไม่มีใครรู้อะไรจริงสักอย่างหรอก! อ่านไปก็ตบเข่าไป คิดในใจว่านิยายตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1997 จริงหรือเปล่า ทำไมรู้สึกเหมือนริว มุราคามิ นั่งดูทีวีบ้านเราอยู่ด้วยกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวซอยข้างๆ ไม่แน่ใจว่าการรายงานข่าวอาชญากรรมของญี่ปุ่นตอนนี้เป็นยังไง แต่ข่าวอาชญากรรมบ้านเราตอนนี้เป็นแบบที่มุราคามิเขียนไว้เมื่อสามสิบปีที่แล้วเป๊ะ ทุกครั้งที่เกิดเหตุสะเทือนขวัญ ภาพที่เห็นจนชินตาคือบรรดาเซเลบสารพัดวงการที่ได้รับเชิญมาออกทีวีเพื่อวิเคราะห์(?) เชี่ยวชาญแค่ไหนไม่รู้ เข้าใจรอบด้านแค่ไหนไม่ทราบ แต่พร้อมเสิร์ฟคำตอบสำเร็จรูปให้ผู้ชมทันที “เพราะมึงมีปมแบบนี้ จึงมีพฤติกรรมแบบนี้ และเพราะมึงมีพฤติกรรมแบบนี้ กูจึงขอพิพากษามึงว่า…” เมื่อครั้งเหตุกราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เกิดขึ้นยังไม่ทันข้ามวัน ทีวีหลายช่องก็ตั้งโต๊ะเชิญนักวิเคราะห์เฉพาะกิจมาคุยฟุ้งให้มั่วไปหมด หนึ่งในนั้นคือเซเลบนักช่วยเหลือสังคมที่ปลุกกระแสสร้างความเกลียดชังประชาชนประเทศเพื่อนบ้านในนามของความรักชาติด้วยซ้ำที่มานั่งวิจารณ์ความโหดเหี้ยมของคนอื่น หรือย้อนกลับไปกรณีฆาตกรรมสองพี่น้องรัสเซียช่วงกลางปี ก็เซเลบคนเดียวกันนี่แหละที่ออกมาเชียร์โทษประหาร แล้วสื่อทีวีก็เอามาทำโควทสนองความโกรธแค้นของสังคมอีกคำรบ โดยไม่เกิดประโยชน์โพดผลในการถกเถียงประเด็นละเอียดอ่อนอะไรขึ้นมา แอบเสิร์ดอะไรเช่นนี้ ความสุกเอาเผากิน รู้ไม่จริงแต่พูดไปเรื่อย อร่อย ง่าย เร็ว แต่ไร้สารอาหาร จึงเป็นคำอธิบายที่ใช้ได้กับทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและรายการโทรทัศน์ประเภทนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่มุราคามิเขียนให้ตัวละครนั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปด้วย ดูทีวีไปด้วย สองสิ่งนี้หยอกล้อกันและกันว่าข้อมูลที่ตัวละคร (และเราๆ) ได้รับอยู่ทุกวัน มันช่างสะดวกดาย แซบนัวถูกใจ แต่ก็สุดแสนจะบั่นทอน องก์สุดท้ายของหนังสือ อุปลักษณ์ของความมักง่ายถูกย้ำอีกครั้ง หลังผ่านพ้นมหกรรมขวัญผวา เคนจิได้แต่ตามแฟรงค์ต้อยๆ ไปจนถึงแหล่งกบดานเพราะกลัวตาย แฟรงค์ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบ่งกันกินกับเคนจิ พร้อมพรั่งพรูอดีตของตัวเองออกมา (หลังจากโกหกมาทั้งเรื่อง) ตอนยังเด็กมาก แฟรงค์เดินหลงทางแล้วบังเอิญเจอแม่ ความสับสนทำให้เขากัดแม่จนเลือดท่วม ไม่ใช่เพราะเกลียดชัง หมกมุ่นความรุนแรง หรือเก็บกด แต่หมอก็พยายามจะสรรหาคำตอบ (หรือกรอบ) มาอธิบาย เพราะเชื่อว่าเขาได้รับอิทธิพลผิดๆ จากหนังสยองเลือดสาดที่พี่ชายชอบดู นับจากนั้น แฟรงค์ถูกปฏิบัติเยี่ยงเด็ก ‘ไม่ปกติ’ เรื่อยมา กว่าจะรู้ตัว เขาก็อยู่ในวังวนของการทำลายชีวิตคนอื่นอย่างหยุดไม่ได้ แฟรงค์ถูกจับส่งโรงพยาบาลบ้าที่ดูแลโดยทหาร โดนตัดชิ้นส่วนสมองออกเพราะผู้ใหญ่คิดว่าจะช่วยให้ไอ้เด็กเวรนี่หายบ้า ถูกป้อนอาหารเกรดต่ำผสมยาผ่านท่อสอด แต่ทั้งหมดนั่นไม่ช่วยอะไร เขาก็ยังคงเป็นแฟรงค์ที่ฆ่าคนอยู่เหมือนเดิม สิ่งที่ติดตัวไปมีเพียงพฤติกรรมการกิน เขากินได้แต่อาหารเลวๆ อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพราะการกินอาหารดีๆ จะทำให้สูญเสียความมุ่งหมายของชีวิตอย่างการฆ่าคนไป(!?) ครั้งหนึ่งที่เด็กแฟรงค์ฆ่าเหยื่อไปสองราย สื่อประโคมข่าวกันให้แซดว่าเขาก่อเหตุเลียนแบบหนังสยองเลือดสาดที่พี่ชายเก็บสะสมไว้ในบ้าน แฟรงค์คือผลลัพธ์ของความมักง่ายที่ ‘คนปกติ-ผู้รู้-ผู้เชี่ยวชาญ’ คิดว่าตัวเองสามารถสรุปชีวิตคนอื่นได้ด้วยคำอธิบายตื้นๆ ที่นำมาสู่การแก้ปัญหาแบบมักง่าย แต่ใครจะสน ก็มันง่ายและเร็ว ลวกเส้นสามนาทีก็กินได้ “ถ้าใครสักคนมันจะโง่ขนาดฆ่าคนเลียนแบบหนังสยอง มันก็เลียนแบบจากข่าวได้เหมือนกันแหละวะ” ประโยคตลกร้ายที่แฟรงค์พูดกับเคนจิ พาเราไปสู่ประเด็นสำคัญถัดไป สื่อบันเทิงสะเทือนขวัญในรูป ‘การรายงานข่าว’ “เธอชื่ออากิโกะนะครับ โดนฆ่าอย่างทารุณเลยค่ะ เห็นมั้ยว่าบนตัวมีแผลตรงนั้นตรงนี้เต็มไปหมด อย่างช่วงบนของลำตัวเนี่ย อื้อหือ ตรงนี้ ที่อกซ้าย โดนเฉือนออกไปด้วย … สำคัญที่สุดคือดวงตาที่โดนเจาะออกไปด้วยเหล็กแทงน้ำแข็ง…” นักวิเคราะห์ (หรือนักพูดไปเรื่อย) จ้อกันออกรสอยู่กับภาพสเก็ตช์หยาบๆ ของเด็กสาวผู้ตาย บนเนื้อตัวมีสัญลักษณ์บอกตำแหน่งแห่งที่ที่เธอโดนแยกชิ้นส่วน ตรงนี้โดนตัด ตรงนั้นโดนทุบ ตรงโน้นโดนเจาะ แฟนสาวของเคนจินึกแขยงว่า “ไม่คิดบ้างเรอะว่าพ่อแม่เขาจะรู้สึกยังไงถ้าดูข่าว พวกแม่งทำอย่างกับเด็กขายตัวไม่ใช่คน” ความสยองที่สุดของนิยายเรื่องนี้ มิใช่ความวิปลาสของแฟรงค์โดยลำพัง แต่เป็นวินาทีที่ผู้อ่านฉุกคิดได้ว่า ‘ฉากกินมาม่าหน้าทีวี’ กับ ‘ฉากสังหารหมู่ในบาร์’ สองสถานการณ์ที่ดูเหมือนอยู่คนละโลก กำลังพูดเรื่องเดียวกันอยู่ คือพฤติการณ์ของฆาตกรที่สำแดงทุกกระเบียดสังหารให้ตัวละครเอกได้รับชม ช่างไม่ต่างอะไรกับช่องโทรทัศน์ขณะบรรยายความสยองของข่าวอาชญากรรมออกอากาศ หรือพูดง่าย ๆ สิ่งที่เราเห็นบนหน้าข่าวทุกวันนี้ แทบจะเป็นการแสดงโชว์ฆ่าคนกันอยู่แล้ว เคนจิที่ช็อกตาตั้งขณะดูแฟรงค์ปลิดชีวิตคนอื่น คงไม่ต่างจากผู้เขียนตอนเลื่อนฟีดเจอสื่อใหญ่ลงข่าวผัวฆ่าเมียด้วยความหึงหวง พร้อมโชว์ฟุตเทจเหยื่อนอนเปลือยกายแผ่หรา เหลือไว้เพียงชุดชั้นใน คอถูกปาดเป็นทางยาวจากฟากหนึ่งไปอีกฟากหนึ่ง ทั้งหมดนี้ถูกเซนเซอร์ไว้บางๆ และใช้เป็นภาพปกคลิปข่าว อัลกอริธึมแนะนำอีกคลิปจากสื่อเจ้าเดียวกันให้ชม หลานสติหลุดฟันคอน้าขาด ภาพศพเป็นสีแดงฉาน ถูกเซนเซอร์ไว้โดยมีเส้นตัดขอบหนา ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า นี่หัวนะจ๊ะท่านผู้ชม แยกออกจากตัวเลยเห็นไหม อีกแพทเทิร์นที่พบได้บ่อย คือวิดีโอจากกล้องวงจรปิดในเหตุการณ์ เช่นข่าวแทงคนตายข่าวหนึ่งที่สื่อโทรทัศน์เอามาโชว์ตั้งแต่ผู้ก่อเหตุขับรถมาจอด เดินมาพร้อมมีดในมือ จ้วงแทงเหยื่อหลายจังหวะจนสิ้นใจล้มลง เพียงตัดเสี้ยววินาทีที่มีดปักร่างกายเฟรมสั้น ๆ ออกเท่านั้น นึกไปเขียนไปก็ยังใจหวิว ไม่ว่าสำนักข่าวได้ภาพและวิดีโอมาจากไหน ก็สงสัยอยู่ดีว่าทำไมเราต้องเห็นอะไรแบบนี้ใน ‘ข่าว’ ผู้เขียนไม่ใช่นักตรวจสอบจรรยาบรรณสื่อ แต่ก็เห็นว่าสิ่งนี้ไม่มีประโยชน์ในเชิงข่าวสารอะไรมากไปกว่าการเป็นวัตถุเร้าความสะเทือนขวัญให้คนสนใจ เสพความสยองขวัญให้เสร็จ ๆ ไปแล้วจบกัน ทุกมุมภาพของความโหดร้าย ทุกรายละเอียดของความเจ็บปวด ต้องถูกนำเสนออย่างโจ่งแจ้งเพื่อเป็น ‘อุทธาหรณ์สะท้อนสังคม’ ในนามของความหวังดี โทษสื่อโทรทัศน์อย่างเดียวก็ไม่ถูก เพราะในยุคโซเชียลมีเดียที่ทุกคนสามารถเป็นผู้เล่าข่าวอาชญากรรมในนามของการพิทักษ์ความสงบสุข แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียก็มีมาตรฐานชุมชนที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ภาพความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับชีวิตคนอื่นจึงเป็นสิ่งเร้าใจที่แพร่กระจายเร็วไวปานความเร็วแสง ทุกคนแข่งกัน ‘แรง’ เพื่อดึงยอดรับชม ยิ่งพวกเพจเม้ามอยข่าวทั้งหลายนะคุณเอ๋ย ลงทั้งรูปทั้งคลิปกันให้ฉ่ำ เมื่อโซเชียลมีเดียมันแรง สื่อจะอยู่รอดก็ต้องแรงตามโซเชียลมีเดีย  หนึ่งในเคสที่รบกวนจิตใจผู้เขียนที่สุด คือการตายของ ‘แตงโม นิดา (ภัทรธิดา)’ วันที่ร่างของเธอถูกพบในแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้คนแห่ควานหารูปภาพศพของเธอแบบไม่เซนเซอร์มารับชมและเผยแพร่ ทำ…ทำไม!?  ชาวเน็ตตั้งตัวเป็นนักสืบโซเชียล ปวารณาตนด้วยความหวังดีอันน่าซาบซึ้งใจว่าฉันจะตามหาความยุติธรรมมาให้เธอให้จงได้! ภาพสเก็ตช์ศพขึ้นอืดและคำบรรยายอันน่าคลื่นเหียนถูกเผยแพร่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในนามของความหวังดี พร้อมแฮชแท็ก #แตงโมต้องไม่ตายฟรี #แตงโมต้องได้รับความยุติธรรม ไม่รู้ว่าเธอจะได้รับความยุติธรรมไหม แต่ชาวเน็ตได้เอนเกจเมนต์บานตะไทแน่นอน มันหดหู่มากที่รู้สึกแบบเดียวกันกับตัวละครใน In the Miso Soup ว่าผู้ตายบนหน้าข่าวและเหยื่ออาชญากรรมมักถูกทำให้เป็น ‘วัตถุบันเทิงแห่งความสยอง’ (Fear Entertainment) โดยคณะละครแห่ศพรอบเมืองที่เรียกตัวเองว่าเป็น ‘คนปกติ’ ผู้ ‘หวังดีต่อสังคม’ ข้อเขียนชิ้นนี้ออกจะน่าเบื่อเพราะบรรยายยาวพรืดเป็นคุ้งเป็นแคว ไม่แปะภาพประกอบหรือเอ่ยนามบรรดาตัวอย่างที่ยกมาให้รู้กันไปเลยว่าข่าวไหนเป็นข่าวไหน ใครเป็นใคร ก็ต้องชี้แจงว่ามีเหตุผลหลัก ๆ สองประการ หนึ่ง ไม่เห็นความจำเป็นต้องเผยแพร่ต่อ สอง ต่อให้ไม่มีภาพประกอบ ผู้อ่านก็คงได้เห็นกันอยู่แล้วในโทรทัศน์หรือบนหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย มันยังคงเกิดขึ้นและดำเนินอยู่ทุกวัน เกม หนัง นิยาย ไม่ว่ามันจะสยองขวัญ โหดร้ายแค่ไหน มันก็นำเสนอตัวเองในฐานะสื่อบันเทิง แต่การเอาชีวิตคนจริง ๆ มาทำให้เป็นวัตถุบันเทิงโดยเร้นกายในคราบของข่าวอุทธาหรณ์ (ที่ไม่เคยใช้ได้จริง) เป็นความโหดร้ายซ่อนรูปที่น่ากลัวกว่ากันเยอะ ฉากที่สยองที่สุดใน In the Miso Soup ถูกบรรยายไว้ไม่น่ากลัวเท่าภาพข่าวทุกวันนี้ด้วยซ้ำไป * หนังสือ * สังคม * วัฒนธรรม * BookBar * ข่าวอาชญากรรม * สื่อโทรทัศน์ * จรรยาบรรณสื่อ * สื่อโซเชียล * โซเชียลมีเดีย * เหตุกราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ * เหตุรุนแรงโรงเรียนเทพศิรินทร์ * คดีแตงโม * In the Miso Soup * Ryu Murakami * มิโซะเลือด * ริว มุราคามิ * บุรภัทร จันทร์ประทัด
dlvr.it
September 7, 2026 at 5:12 AM
Give ppl what they want. This place was packed. I even went out of my comfort zone & got something other than a cold brew. I wasn't disappointed. Many cool books on the shelves!
Between The Covers is Reno’s first BOOKBAR—built for fantasy and romance lovers, coffee dates, late-night reading sessions, and getting lost in stories worth staying for.
betweenthecoversbookbar.com
September 5, 2026 at 8:47 PM
Yazarlarımız Ayşe Burçak ve Semih Öztürk, 12 Eylül Cumartesi günü saat 15.00’te, BookBar Cihangir’de okurlarıyla buluşup, kitaplarını imzalayacaklar.
September 4, 2026 at 12:38 PM
✨️Happy Friday ✨️
This week I've been editing my steamy sapphic curator x scammer book and did some deep work on it! I'm really happy with how it's turning out. And last weekend I went to my local bookbar to plot the 2nd book in my sapphic pirates duology! ☕️📖💻
#writersky #booksky
September 4, 2026 at 12:49 PM
If you’re the person who likes to carry your book around between coffee and wine, then Between the Covers Bookbar was created for you.

Opened in July, the Lakeside Court bookstore offers a combo business concept, serving themed coffee, mocktails, wine and more in a working bookstore.
Slip into some place more comfortable, Between the Covers Bookbar is part-bookstore, part-bar
Discover Between the Covers Bookbar in Reno, a niche bookstore and bar featuring curated romance novels and themed cocktails.
thisisreno.com
August 28, 2026 at 2:00 AM
A bookbar just opened in Reno, and I have three thoughts:

1) This is the most Reno thing ever!
2) What a great idea!
3) I can't wait to visit next time I'm in town!
August 22, 2026 at 9:59 PM
Just discovered this new book bar nearby in Reno, NV! Brilliant idea! I see a lot of visits in my future...📚😍

#booklovers
#bookstore
#books
#lovewhereyoulive

betweenthecoversbookbar.com
Between The Covers is Reno’s first BOOKBAR—built for fantasy and romance lovers, coffee dates, late-night reading sessions, and getting lost in stories worth staying for.
betweenthecoversbookbar.com
August 22, 2026 at 9:11 PM
A bookbar just opened in Reno, and I have three thoughts:

1) This is the most Reno thing ever!
2) What a great idea!
3) I can't wait to visit next time I'm in town!
August 22, 2026 at 9:59 PM
Today’s Happily Ever Extras includes special pre-order campaigns from @laurapavlovauthor @jennchipmanauthor @jroseauthor @marnimann @bellamatthews.author @brandylhynes @jennifersucevicauthor
@jsamanbooks and @authoremmachase
{Happily Ever Extras} Pre-order Campaigns you must look out for!
Sweet Redemption by Bella Matthews Kiss & Tale a Romance Bookshop (NJ) (Hand-Signed): Romance-Landia: Sincerely Yours: The Last Chapter Book Shop: The Well Red Damsel: Stealing Blinds by Brandy Hynes The Book Lounge: Hardcovers Romance Bookstore: Kiss & Tale a Romance Bookshop (NJ): Coming Soon Keep Me Close by Jennifer Sucevic The Broken Spine: The Love Library (UK): The Plot Twist Romance Bookbar: The Well Read Damsel: Flutter Romance Bookstore: The New Romantics: Love's Sweet Arrow:
www.lindseygray.net
August 17, 2026 at 8:00 PM
Words from early readers for "To the Last Gram" have got us feeling all sorts of warm and fuzzy inside 🥰

Preorder the comic now from
Bookbar 🇸🇬: shr.pn/ttlgpreorder
Our Webstore 🌎: differenceengine.sg/comics/to-th...
and get a FREE art print with every copy ❤️‍🔥

#booksky #publishing
April 8, 2025 at 4:48 AM
Bookbar?
August 13, 2025 at 12:21 PM
Trivia was fun. We tied for third place. They had eggs hidden around the shelves with candy and beer tokens in them. I almost bought a book. I’ll probably get it up next time we are there. I have determined I need to bring my water bottle, a snack, and a cushion to sit on. 🤭

#trivia #BookBar
April 7, 2026 at 4:04 AM
'โลกหลากสายพันธุ์' ก่อนวันสิ้นโลก | BookBar EP.16
'โลกหลากสายพันธุ์' ก่อนวันสิ้นโลก | BookBar EP.16 user8 Thu, 2026-07-30 - 14:57 โลกหลากสายพันธุ์ทั้งโลกเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมร่วมกัน พยายามแก้ไข ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ผล อาจจะเพราะความเห็นแก่ตัวแบะเห็นแก่เผ่าพันธุ์ตนเองของมนุษย์...หรือเปล่า? เพราะเราเชื่อว่ามีเราเท่านั้นที่คิดและรู้สึกได้ สิ่งที่มิใช่มนุษย์จึงถูกผลักไปอยู่อีกฝั่ง แต่ถ้าเราคิดว่าก้อนหิน ปลาหมึก หรือวาฬ ก็ไม่ต่างจากเรา จะช่วยให้เรามองเห็นสิ่งอื่นๆ เท่าเทียมกับเรา...หรือเปล่า? #BookBar ตอนนี้สนทนากับเก่งกิจ กิติเรียงลาภ จากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เขียน 'โลกหลากสายพันธุ์' ก่อนวันสิ้นโลกจะมาถึง ฟังทั้งหมดได้ทุกช่องทางของ 'ประชาไท' YouTube :  https://www.youtube.com/watch?v=ofwPmKYnojA Spotify : https://pct.fyi/podcast-spotify Apple Podcasts : https://pct.fyi/podcast-apple Podbean : https://pct.fyi/podbeen #BookbarPodcast #PrachataiPodcast #BookBar #Prachatai #โลกหลากสายพันธุ์ #เก่งกิจกิติเรียงลาภ #หนังสือ #book * ข่าว * สังคม * การศึกษา * สิ่งแวดล้อม * BookBar * มัลติมีเดีย * หนังสือ * พนา กันธา * เก่งกิจ กิติเรียงลาภ * โลกหลากสายพันธุ์ ผัสสะ จริยศาสตร์ เเละการอยู่ร่วมกัน * การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
dlvr.it
July 30, 2026 at 8:17 AM