#วิกฤติน้ำมัน
🔥 จุดวาบไฟทางภูมิรัฐศาสตร์: การปฏิเสธของสหรัฐต่อข้อเสนอหยุดยิงฮอร์มุซของอิหร่านจุดประกายวิกฤติน้ำมันโลก
#NewsBrief #THNews
จุดวาบไฟทางภูมิรัฐศาสตร์: การปฏิเสธของสหรัฐต่อข้อเสนอหยุดยิงฮอร์มุซของอิหร่านจุดประกายวิกฤติน้ำมันโลก
ประธานาธิบดีทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอเจ็ดวันของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยสั่งให้มีการแสดงกำลังทางทหารท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ การกระทำดังกล่าวคุกคามการหยุดชะงักของจุด choke ที่สำคัญของน้ำมัน ทำให้พันธมิตรในอ่าวตื่นตระหนกและเพิ่มความเสี่ยงของการเผชิญหน้าที่กว้า
https://news-brief.com/th/news/จุดวาบไฟทางภูมิรัฐศาสตร์-การปฏิเสธของสหรัฐต่อข้อเสนอหยุดยิงฮอร์มุซของอิหร่านจุดป-202609270121
September 26, 2026 at 6:25 PM
สหรัฐคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันแห่งชาติคิวบา ซ้ำเติมวิกฤติพลังงาน

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5938741/
#สหรัฐ #วิกฤติพลังงาน
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
June 12, 2026 at 3:10 AM
เศรษฐกิจเยอรมนีอาจโต 0.5% ในปีนี้ หลังวิกฤติราคาน้ำมันทำการฟื้นตัวหยุดชะงัก

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5936629/
#เยอรมนี #วิกฤติน้ำมัน
#ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ออนไลน์
June 11, 2026 at 7:59 AM
วิกฤติน้ำมันแพง-สงคราม กดดันให้ยุโรปต้องหันมาทางเชื้อเพลิงการบินแห่งอนาคต อย่างเชื้อเพลิงการบินแบบยั่งยืน หรือ e-SAF (Electro Sustainable Aviation Fuel) มากขึ้น อ่านต่อ linevoom.line.me/post/1178032...

#SAF #SustainableAviationFuel #วิกฤติน้ำมันแพง
June 1, 2026 at 2:32 PM
วิกฤติน้ำมันแพงทำ “สายการบินต้นทุนต่ำ” ประกาศลดเที่ยวบินเป็นกลุ่มแรก

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5819643/
#วิกฤติน้ำมัน #สนามบิน #ราคาน้ำมัน
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
April 28, 2026 at 8:36 AM
เราไม่ได้แค่ซื้อน้ำมันราคาแพง แต่เรากำลังซื้อภาพลักษณ์ของคนเข้าใจโลก มองความรุนแรงของวิกฤติพลังงานผ่านเสียงในหัวของ “สลาวอย ชิเชค”
เราไม่ได้แค่ซื้อน้ำมันราคาแพง แต่เรากำลังซื้อภาพลักษณ์ของคนเข้าใจโลก มองความรุนแรงของวิกฤติพลังงานผ่านเสียงในหัวของ “สลาวอย ชิเชค”
เราไม่ได้แค่ซื้อน้ำมันราคาแพง แต่เรากำลังซื้อภาพลักษณ์ของคนเข้าใจโลก มองความรุนแรงของวิกฤติพลังงานผ่านเสียงในหัวของ “สลาวอย ชิเชค” จาตุรงค์ สุทาวัน   sarayut Mon, 2026-04-27 - 08:19 มีมุขตลกจากปราชญ์ชาวสโลวาเนียนที่เล่าว่า คนงานในโรงงานแห่งหนึ่งถูกหมายหัวว่าเขามักขโมยของออกจากโรงงาน ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากต่อธุรกิจ ดังนั้นทุกๆเย็นเขาจะถูกยามตรวจค้นเป็นพิเศษ แต่แล้วก็ไม่เคยพบของกลางเลย นอกเสียจากรถเข็นติดล้ออันว่างเปล่าที่เขาลากกลับบ้านไปทุกครั้ง ก่อนจะมารู้ทีหลังว่าสิ่งที่คนงานผู้นี้ขโมยก็คือ “รถเข็น”   ความหมายที่ซุกซ่อนอยู่ในเรื่องนี้คืออะไร  เล่ห์กลของคนงานที่หลอกลวงเรา หรือมันอยู่ที่ข้อจำกัดของสายตาเราเอง จริงหรือไม่ที่เรามักมองข้ามและปล่อยผ่านสิ่งที่เห็นอยู่ตำตา เพราะยิ่งเพ่งหาของที่ถูกขโมยมากเท่าใด เรายิ่งละเลยของที่ถูกปล้นจริง ๆ ภาพเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อพบเจอกับเหตุการณ์ “ความรุนแรง” เพราะมันดึงความสนใจให้เราจดจ่ออยู่กับฉากต่อสู้ของพระเอกและผู้ร้าย จนท้ายที่สุด เราอาจมองเห็นทุกอย่างยกเว้นภาพสยดสยองที่ถูกเซ็นเซอร์ไว้  “สลาวอย ชิเชค” เจ้าของเรื่องเล่าใช้มุกตลกนี้เพื่อก่อกวนวิธีคิดของเราเรื่อง “ความรุนแรง” โดยเฉพาะภาพจำของสังคมว่าความรุนแรงคือ การที่วัยรุ่นต่อยกันในวันสงกรานต์ ครูเฆี่ยนตีนักเรียนที่แต่งตัวผิดระเบียบ และซากปรักหักพังจากการยิงขีปนาวุธในสงคราม เขาเรียกมันว่า “ความรุนแรงเชิงอัตวิสัย” เพราะมันคือภาพที่เรารับรู้ เห็นตัวผู้กระทำชัดเจน และถูกตอกย้ำซ้ำๆ ผ่านสื่อ ทว่ามันอำพรางความรุนแรงชนิดหลังที่เรียกว่า “ความรุนแรงเชิงภววิสัย” นั่นคือการที่เราถูกยัดเยียดความหมายของ “ภาษา สัญลักษณ์” หรือคำอธิบายที่ทำให้เรามองโลกอีกแบบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เช่น การที่ประธานบริษัทกล่าวต้อนรับพนักงานใหม่ว่า "ทีนี่เราอยู่กันแบบครอบครัว” เพราะฟังแล้วมันดูเป็นภาษาที่อบอุ่น แต่ในโลกธุรกิจความสัมพันธ์ที่แท้จริงคือ "สัญญาจ้าง" ที่มีการแลกเปลี่ยนแรงงานกับค่าจ้าง ซึ่งพอถูกยัดเยียดด้วยคำว่า “ครอบครัว” เส้นแบ่งของสิทธิแรงงานจะเริ่มเบลอ เราจึงถูกขอให้ทำงานล่วงเวลาโดยไม่จ่าย OT เพราะเป็นพี่เป็นน้องกันก็ต้องช่วยๆ กัน เมื่อหันมาดูความรุนแรงจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง แต่คนธรรมดาอย่างเรากลับรู้สึกถึงถึงผลกระทบ โดยเฉพาะเมื่อมันส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น สิ่งนี้คือ “ความรุนแรงที่จับต้องได้” เพราะต้นทุนการใช้ชีวิตของเราได้ขยับราคาตามไปด้วย หากมันเบนสายตาในสิ่งที่ผู้คนยิ่งสงสัย เมื่อราคาน้ำมันภายในประเทศที่ดูเหมือนจะผันผวนไปตามข่าวลือว่า “หากน้ำมันราคาถูกจะมีการจำกัดการขาย แต่พอราคาสูงขึ้นอีกเท่าตัว น้ำมันก็จะมีขายอย่างไม่จำกัด” เสียงสบถจากชาวบ้านคล้ายว่า “เดาไม่ถูกแค่เรื่องหวย” สิ่งที่เหมือนกับความบังเอิญนี้เกิดขึ้นจากอะไร ? ซึ่งเรามักได้คำตอบที่แห้งแล้งตามสภาพอากาศว่า      “สงครามมันทำให้น้ำมันแพงอยู่แล้ว”      “น้ำมันแพงก็เพราะกลไกตลาด”      “กลไกตลาดคืออุปสงค์และอุปทาน”  ฟังดูก็สมเหตุสมผล แลดูเป็นวิทยาศาสตร์ และเหมือนไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไร ประหนึ่งว่าสงคราม คคือแรงโน้มถ่วงหรือฤดูกาล ที่เมื่อมันมาถึงแล้ว เราก็ทำได้เพียงปรับตัว อดทน และใช้ชีวิตต่อไป โดยไม่สงสัยบ้างหรือว่า “สงครามและกลไกตลาด” มันเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของมนุษย์       ใครจะกำหนดโครงสร้างราคาพลังงาน ?      ใครได้กำไรจากความผันผวน ?      ใครต้องเป็นคนแบกรับต้นทุน ?      หรือแม้แต่ใครคือ “ไอ้โม่ง” ที่รัฐบาลกำลังตามหา ? คำว่า “สงครามและกลไกตลาด” ในความหมายชุดนี้ จึงทำหน้าที่ปลอบประโลมความโกรธเกรี้ยวของผู้คนให้ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ คล้ายกับมุกตลกที่เราเอาแต่จ้องไปที่ “ฉากเลือดสาดว่าใครรบกับใคร น้ำมันจะขึ้นลงเท่าไหร่” แต่ไม่ได้โกรธมากพอที่จะค้นหาว่าใครกำลังฉวยโอกาสจากวิกฤตินี้ แน่นอนว่าเราคงไม่ไปก้าวก่ายงานสืบสวนของตำรวจ หากจะชวนผู้อ่านขุดค้นลงไปในระดับความคิดผ่านเลนส์ปรัชญาของ “สลาวอย ชิเชค”   ผมเป็นนักปรัชญา ไม่ใช่นักบำบัด ถ้าคุณอยากรู้สึกดีขึ้นให้ไปหาไลฟ์โค้ชหรือไม่ก็จิตแพทย์ สลาวอย ชิเชค (Slavoj Žižek) ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาผู้มีขอบเขตความสนใจที่กว้างขวาง ครอบคลุมตั้งแต่ระบบทุนนิยม จิตวิเคราะห์ สิทธิมนุษยชน การเมือง ภาพยนตร์ ลามไปจนถึงความรัก เขามักนำองค์ประกอบเหล่านี้มาผสมผสานเพื่อสร้างมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อ “วัฒนธรรมร่วมสมัย” (pop culture) หากเราต้องการใช้แนวคิดของชิเชคเพื่อทำความเข้าใจว่า ทำไมผู้จำนวนมากจึงมองว่าปรากฎการณ์ “ราคาน้ำมันแพง” คือความปกติของกลไกตลาดที่ต้องแบกรับ เราอาจเริ่มต้นทำความเข้าใจจากแนวคิดเรื่อง “อุดมการณ์” ของเขา  เรามักได้ยินประโยคที่ว่า “ผมมีอุดมการณ์ , อุดมการณ์คือพี่น้องประชาชน” ตกลงอุดมการณ์มันคืออะไร นักมาร์กซิสม์รุ่นเก๋า หลุยส์ อัลธูแซร์ (louse Althusser) เคยตั้งต้นอธิบายในทำนองว่า มันคล้ายภาพในหัวของเราที่คอยตีกรอบว่า เราจะมีมุมมองต่อเรื่องที่พบเจออย่างไร ซึ่งอุดมการณ์จะทำหน้าที่ “เรียก” (interpellation) ให้เรากลายเป็นคนแบบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ลองนึกภาพตามว่า หากตำรวจตะโกนว่า “หยุดนะ!” ทั้งที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ในวินาทีที่คุณหันกลับไป คุณก็ได้ยอมรับโดยปริยายว่า เสียงนั้นได้เรียกคุณ และก็เท่ากับว่าคุณคือผู้ต้องสงสัยทันที ภาพในหัวเหล่านี้ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราจินตนาการขึ้นมา แต่มาจาก “กลไก” ที่อยู่รายล้อมชีวิตเราอย่างคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ยูทูบเบอร์ที่ติดตาม ตัวอย่างเช่น หากโรงเรียนสอนให้เราท่องจำว่า “เด็กดีต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน” ความคิดนี้จะฝังอยู่ในหัวเราจนกลายเป็นกรอบในการมองโลกว่า “สิ่งที่ถูกต้องควรเป็นแบบนี้” ดังนั้น เมื่อมีใครเสนอว่า “เด็กดีอาจมีหน้าที่ 20 อย่างก็ได้” เราก็จะรู้สึกต่อต้านขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะเราไตร่ตรองแล้ว แต่เพราะมัน “ไม่ตรงกับเสียงในหัว” จนมีคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีกลไกรัฐใดนอกจากโรงเรียน ที่สามารถบังคับเด็กให้นั่งฟังอย่างสงบนิ่งได้วันละ 7-8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5-6 วัน ต่อเนื่องกันไปหลายปี” ในแง่นี้อุดมการณ์จึงคล้ายสิ่งที่เราถูกหลอกลวงว่าภาพในหัวคือความจริงหนึ่งเดียว ในมุมของชิเชค อุดมการณ์อาจทำงานคล้ายๆ กับภาพยนตร์เรื่อง “The Matrix” โดยมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ถูกจำลองขึ้น (Matrix) และทุกคนเชื่อว่ามันคือโลกความจริง สะท้อนจากฉากสำคัญที่ตัวเอก “Neo” สามารถเลือกได้ว่า จะกินยาเม็ดสีน้ำเงินเพื่อลืมทุกอย่างแล้วใช้ชีวิตสุขสบายในโลก Matrix ต่อไป หรือเลือกยาเม็ดสีแดงเพื่อตื่นจากภาพลวงเพื่อเห็นโลกความจริงที่โหดร้าย แต่บทสรุปของชิเชคไปไกลกว่านั้นมาก เพราะต่อให้เราเลือกกินยาเม็ดสีแดง โลกความจริงก็อาจถูกจัดวางอุดมการณ์อีกหนึ่งชั้นซ้อนไว้อยู่ดี เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า “เด็กดีควรมีหน้าที่แค่ 20 อย่าง”    “มือที่มองไม่เห็น” กับเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบผีถ้วยแก้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าสงครามย่อมมีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่สั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกอย่าง โดยเฉพาะในกรณีของประเทศไทยที่ยังพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจึงมักถูกอธิบายผ่านกรอบของ “กลไกตลาด” ว่าเป็นผลจากอุปสงค์และอุปทาน กล่าวคือ เมื่อเกิดสงครามหรือความตึงเครียดในพื้นที่ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกอาจลดลง ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันยังคงอยู่หรือเพิ่มสูงขึ้น ความไม่สมดุลระหว่าง “ของที่มี” กับ “ความต้องการ” ได้ผลักให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ทว่าในบริบทไทย ราคาน้ำมันที่ผันผวนตามคำทำนาย กลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น เมื่อสภาผู้แทนราษฎรหยิบยกความเดือดร้อนของประชาชนขึ้นอภิปราย พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงการมีอยู่ของ “ไอ้โม่ง” ที่อาจกักตุนน้ำมันอยู่เบื้องหลังวิกฤตดังกล่าว ภาพของ “ไอ้โม่ง” ในที่นี้อาจไม่จำเป็นต้องหมายถึงใครคนใดคนหนึ่ง แต่อาจหมายถึงเครือข่ายของผู้มีบทบาทในห่วงโซ่พลังงาน ตั้งแต่ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง ไปจนถึงผู้กำหนดจังหวะการกระจายสินค้า ที่มีศักยภาพในการชะลอหรือเร่งการปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาดในช่วงเวลาที่ต่างกัน ภายใต้เงื่อนไขที่ราคามีความผันผวนสูง ลองนึกภาพสถานการณ์ที่น้ำมันไม่ได้ถูกนำออกมาจำหน่ายทั้งหมดในคราวเดียว แต่ถูก”พักไว้” ในช่วงเวลาที่ราคายังอยู่ในระดับต่ำ ก่อนจะทยอยปล่อยออกสู่ตลาดในจังหวะที่ราคาสูงขึ้น หากอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางธุรกิจก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า มีบางอย่างกำลังถูกจัดวางอยู่เบื้องหลัง มากกว่าจะเป็นเพียงการทำงานอย่างเป็นธรรมชาติของสิ่งที่เราเรียกว่า “กลไกตลาด” แม้ความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันจะกระจายไปในวงกว้าง แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงยึดถือคำอธิบายที่ว่า “ในยามสงครามน้ำมันที่ไหนก็แพงทั้งนั้น เทวดาที่ไหนก็ช่วยไม่ได้ ” การหาคำตอบว่ากลไกตลาดทำงานอย่างไร จึงไม่น่าสนใจเท่ากับว่า “เรากำลังมองเห็นกลไกตลาดด้วยอุดมการณ์แบบใด” ภาวะจำยอมในข้างต้นล้วนเผยให้เห็นว่าเครื่องมือในการทำความเข้าใจกลไกตลาดคือแนวคิดเศรษฐศาสตร์คลาสสิคของ Adam Smith โดยเฉพาะเรื่อง “มือที่มองไม่เห็น” (invisible hand) ที่อธิบายว่า เกิดจากการตัดสินใจของแต่ละคน ซึ่งมุ่งแสวงหาผลประโยชน์สูงสุด โดย“ราคา” จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายค่อยๆปรับพฤติกรรมเพื่อหาสมดุล ราวกับมีพลังบางอย่างคอยกำกับอยู่เบื้องหลัง เช่น ในตลาดผลไม้ ไม่มีใครบอกเกษตรกรว่าต้องปลูกอะไรเท่าไหร่ แต่ถ้าช่วงไหน “มะม่วงแพง” คนก็อยากปลูกมากขึ้น พอปลูกมากขึ้น มะม่วงก็ล้นตลาด ราคาก็ลดลงเอง คำอธิบายนี้ถูกโต้แย้งจากนักต่อต้านระบบทุนนิยมว่าคล้ายกับ “การเล่นผีถ้วยแก้ว” คือเราทุกคนต่างใช้นิ้วชี้จุ่มลงในแก้วเพื่อแสวงหาคำตอบ ทั้งเราก็รู้อยู่เต็มอกว่ามี คนใด คนหนึ่ง ออกแรงผลักว่าคำตอบคืออะไร แต่ทุกคนก็แกล้งบอกว่าวิญญาณเป็นผู้นำพา  นี่คือ “ความรุนแรงเชิงภววิสัย” ที่ไม่ได้ปรากฏในรูปของการปะทะหรือการทำร้ายใครโดยตรง แต่แฝงตัวอยู่ในวิธีคิดที่ถูกจัดระเบียบว่า “มันก็เป็นแบบนี้เอง” และย้ำเตือนว่าอุดมการณ์ไม่ใช่แค่ภาพลวงตา มันแทบจะไม่สำคัญเลยว่า “ไอ้โม่ง” ใครคือ ตราบใดที่เรามีวัตรปฏิบัติแบบสิ้นหวัง และยังร่วมใน “พิธีกรรม” นั้นอยู่ เราก็แค่ย้ายออกจากโลกความจริงชุดหนึ่ง (The Matrix) ไปยังความจริงอีกชุดหนึ่ง ซ้ำร้ายเรายังกลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในความรุนแรงนั้น เพราะมือที่ยังสัมผัสกับแก้ว และปากที่ขยับตามบทสวด    เราไม่ได้แค่ซื้อน้ำมันราคาแพง แต่เรากำลังซื้อภาพลักษณ์ของคนเข้าใจโลก ในแง่นี้กลไกตลาดจึงถูกนิยามผ่าน “ความจริง” ที่อุดมการณ์ชุดหนึ่งผลิตขึ้น มือที่มองไม่เห็นทำงานเสมือนสิ่งที่ชิเชคเรียกว่า “Big Other” ซึ่งเป็นอำนาจเชิงสัญลักษณ์ที่แม้มันจะไม่มีตัวตนจริง เรากลับเชื่อว่ามันรับรองความชอบธรรมให้กับความรุนแรงเหล่านั้น  เช่น เจ้าหน้าที่รัฐเข้าทำร้ายกลุ่มผู้ประท้วงจนเสียชีวิต และอ้างว่า “เป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อย”  “Big Other” ทำให้เหตุการณ์อย่างโควิด-19 , น้ำท่วมหาดใหญ่ และค่าฝุ่น pm 2.5 กลายเป็นผลงานการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้า (สิ่งที่อยู่เหนือเรา) เราจึงไม่สนใจแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ทั้งยังปกปิดความรุนแรงแบบภววิสัยที่แทรกแม้แต่อยู่ในอณูของชีวิต ดังการที่เรา “ไม่รับถุงจากร้านค้า” ซึ่งเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนแปลงโลก กลับกลายว่าเราแค่กำลังซื้อภาพลักษณ์ของคนรักษ์โลก และลืมตรวจตราว่าร้านค้าได้ขโมยค่าถุงที่ทุกๆคนต้องซื้อไปปีละกี่ล้าน หรือหากเราจะเห็นด้วยกับการบริจาคทุนการศึกษาให้เด็กยากจนซัก 100 คน เพราะมันอาจเปลี่ยนชีวิตของเขา แต่ก็ถือเป็นการกลบฝังถึงการสร้างนโยบายสวัสดิการด้านการศึกษาในภาพรวม ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง นั่นคือภาษีทางอุดมการณ์ของคนที่เข้าใจโลกต้องจ่าย แล้วเราจะออกจากอุดมการณ์ในโลกของ Matrix นี้กี่โมง ? ในมุมของชิเชคไม่ได้เชื่อว่ามี “ทางออก” แต่เสนอให้เราหยุดเล่นตามบทที่อุดมการณ์กระสหลักกำหนดไว้ เปรียบได้กับการท้าทายผีถ้วยแก้ว เมื่อนึกถึงการที่ผู้เล่นทุกคนถูกทดสอบด้วยการปิดตา เราจึงเริ่มตระหนักว่าคำตอบไม่ได้มาจากวิญญาณลี้ลับ แต่เกิดจาก “ideomotor effect” ที่มีกลไก 3 อย่างคือ ความคิด (คิดว่าแก้วจะไปทางนี้) ความคาดหวัง (เดาว่าควรเป็นแบบนี้) และจินตนาการ (นึกภาพล่วงหน้า) ทำให้เกิดแรงขนาดเล็ก (ระดับไมไคร) ที่ผลักแก้ว เมื่อคนในวงผีถ้วยแก้วมองไม่เห็น แรงเหล่านี้จึงไม่สามารถประสานกันได้ คำตอบจึงสะเปะสะปะ  ข้อเสนอต่อมาในทางปฏิบัติ แม้จะตีความได้ยาก แต่ชิเชคเสนอให้สร้าง “ความรุนแรงอันศักดิ์สิทธิ์” (ไม่ได้หมายถึงการมีใบอนุญาตเพื่อทำร้ายคน) คือการตัดขาดจากกติกาเดิม และสร้างปฏิกิริยาต่อต้านของประชาชนที่ไม่ถูกรับรองความชอบธรรรมของโดย Big Other ดังการสร้างปารีสคอมมูน (Paris Commune) ที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของช่วงเวลาที่ประชาชนลุกขึ้นปฏิวัติระเบียบทางการเมืองใหม่ในสังคมฝรั่งเศส (ชิเชคเสนอ) หรืออาจจะเป็นกลุ่มคนเก็บเห็ด หาไข่มดแดง และเก็บของป่าขาย ที่พยายามลุกฮือต่อต้านอำนาจรัฐเพื่อบอกกล่าวว่า “พวกเขาไม่ได้ใหญ่โตมากพอที่จะทำให้ประเทศไทยถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่น” (ผู้เขียนเสนอ) ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นทางออกที่กระอักกระอ่วน เพราะมันไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ใดเลย เพียงเปิดพื้นที่ให้ทุกอย่างเป็นไปได้ รวมถึงความล้มเหลว  เมื่อคุณฟังข้อเสนอของชิเชคแล้วคุณอาจจะหันมาตะโกนใส่ผู้เขียนแทนว่า เพ้อเจ้อ! แต่นี่แหละคือทางออกที่ยียวนของเขา เพราะการเมืองในตัวตนชิเชคคือ “การเรียกร้องสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ดูเหมือนไม่อาจเกิดขึ้นได้ในเงื่อนไขปัจจุบัน “การปฏิวัติ” (revolution) ไม่ได้มีสูตรสำเร็จของการเปลี่ยนแปลง แต่มันมีศักยภาพเพียงอย่างเดียวนั่นคือการ “ตัดวงจร” ของวิกฤติที่หมุนซ้ำอย่างไม่รู้จบ เพราะต่อให้เรารู้ว่า “ไอ้โม่ง” คือใคร มันก็อาจเป็นแค่การเปลี่ยนรายชื่อของผู้เล่น โดยที่กติกาของเกมยังอยู่กลุ่มผู้ควบคุมโครงสร้างทุนทางพลังงาน บทสรุปอาจฟังดูหดหู่จนทำให้เราอยากเดินไปพบ “ไลฟ์โค้ช” ตามที่เขาประชดไว้ เพราะท้ายสุดแล้ว โลกเก่าจากยาเม็ดสีน้ำเงินคงทำให้เราได้แค่เคลิ้มฝัน และยาเม็ดสีแดงที่แม้จะช่วยให้ตื่น แต่ก็ไม่ได้นำเราไปสู่โลกยูโทเปียที่สวยงาม การที่ยังเล่นผีถ้วยแก้ว และร่วมท่องบทสวดในพิธีกรรมนั้นอาจเป็นการช่วยปกปิดมือที่มองไม่เห็นต่อไป จนราคาน้ำมันที่สูงขึ้น กลายเป็นภาษีทางอุดมการณ์ของคนที่เข้าใจโลกที่ต้องจ่าย ดังนั้น หากจะเสนอทางเลือกใหม่สำหรับหนังเรื่อง “The Matrix” สิ่งที่เราต้องค้นหาอาจเป็นยาเม็ดสีใหม่ หรือไม่ “ก็คงต้องหาจิตแพทย์ !!!       อ้างอิง เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ. (2564) เริ่มต้นใหม่จากจุดเริ่มต้น : ทฤษฎีสังคมนิยมมาร์กซิสต์ในศตวรรษที่ 21. อิลลูมิเนชัน อิดิชัน  สรวิศ ชัยนาม. (2558) Slavoj Zizek: ความรุนแรงและการเมืองเพื่อการปลดปล่อย. (กรพินธุ์ พัวพันสวัสดิ์, ผู้แปล) ศยามปัญญา สิงห์ สุวรรณกิจ และทินกฤต สิรีรัตน์. (2024). ว่าด้วยอุดมการณ์และโครงสร้างของหลุยส์ อัลธูแซร์: สำรวจงานศึกษาในไทยและข้อเสนอในการอ่านใหม่. มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 25(1), 159–188 Adamczak, B. (2017). Communism for Kids. Cambridge, MA: MIT Press. Mankiw, N. G. (2021). Principles of economics (9th ed.). Cengage Learning. Wegner, D. M. (2002). The illusion of conscious will. MIT Press. Žižek, S. (2008). The sublime object of ideology. Verso. * บทความ * การเมือง * จาตุรงค์ สุทาวัน * สลาวอย ชิเชค * ราคาน้ำมัน
dlvr.it
April 27, 2026 at 1:31 AM
เราไม่ได้แค่ซื้อน้ำมันราคาแพง แต่เรากำลังซื้อภาพลักษณ์ของคนเข้าใจโลก มองความรุนแรงของวิกฤติพลังงานผ่านเสียงในหัวของ “สลาวอย ชิเชค”
เราไม่ได้แค่ซื้อน้ำมันราคาแพง แต่เรากำลังซื้อภาพลักษณ์ของคนเข้าใจโลก มองความรุนแรงของวิกฤติพลังงานผ่านเสียงในหัวของ “สลาวอย ชิเชค” จาตุรงค์ สุทาวัน   sarayut Mon, 2026-04-27 - 08:19 มีมุขตลกจากปราชญ์ชาวสโลวาเนียนที่เล่าว่า คนงานในโรงงานแห่งหนึ่งถูกหมายหัวว่าเขามักขโมยของออกจากโรงงาน ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากต่อธุรกิจ ดังนั้นทุกๆเย็นเขาจะถูกยามตรวจค้นเป็นพิเศษ แต่แล้วก็ไม่เคยพบของกลางเลย นอกเสียจากรถเข็นติดล้ออันว่างเปล่าที่เขาลากกลับบ้านไปทุกครั้ง ก่อนจะมารู้ทีหลังว่าสิ่งที่คนงานผู้นี้ขโมยก็คือ “รถเข็น”   ความหมายที่ซุกซ่อนอยู่ในเรื่องนี้คืออะไร  เล่ห์กลของคนงานที่หลอกลวงเรา หรือมันอยู่ที่ข้อจำกัดของสายตาเราเอง จริงหรือไม่ที่เรามักมองข้ามและปล่อยผ่านสิ่งที่เห็นอยู่ตำตา เพราะยิ่งเพ่งหาของที่ถูกขโมยมากเท่าใด เรายิ่งละเลยของที่ถูกปล้นจริง ๆ ภาพเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อพบเจอกับเหตุการณ์ “ความรุนแรง” เพราะมันดึงความสนใจให้เราจดจ่ออยู่กับฉากต่อสู้ของพระเอกและผู้ร้าย จนท้ายที่สุด เราอาจมองเห็นทุกอย่างยกเว้นภาพสยดสยองที่ถูกเซ็นเซอร์ไว้  “สลาวอย ชิเชค” เจ้าของเรื่องเล่าใช้มุกตลกนี้เพื่อก่อกวนวิธีคิดของเราเรื่อง “ความรุนแรง” โดยเฉพาะภาพจำของสังคมว่าความรุนแรงคือ การที่วัยรุ่นต่อยกันในวันสงกรานต์ ครูเฆี่ยนตีนักเรียนที่แต่งตัวผิดระเบียบ และซากปรักหักพังจากการยิงขีปนาวุธในสงคราม เขาเรียกมันว่า “ความรุนแรงเชิงอัตวิสัย” เพราะมันคือภาพที่เรารับรู้ เห็นตัวผู้กระทำชัดเจน และถูกตอกย้ำซ้ำๆ ผ่านสื่อ ทว่ามันอำพรางความรุนแรงชนิดหลังที่เรียกว่า “ความรุนแรงเชิงภววิสัย” นั่นคือการที่เราถูกยัดเยียดความหมายของ “ภาษา สัญลักษณ์” หรือคำอธิบายที่ทำให้เรามองโลกอีกแบบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เช่น การที่ประธานบริษัทกล่าวต้อนรับพนักงานใหม่ว่า "ทีนี่เราอยู่กันแบบครอบครัว” เพราะฟังแล้วมันดูเป็นภาษาที่อบอุ่น แต่ในโลกธุรกิจความสัมพันธ์ที่แท้จริงคือ "สัญญาจ้าง" ที่มีการแลกเปลี่ยนแรงงานกับค่าจ้าง ซึ่งพอถูกยัดเยียดด้วยคำว่า “ครอบครัว” เส้นแบ่งของสิทธิแรงงานจะเริ่มเบลอ เราจึงถูกขอให้ทำงานล่วงเวลาโดยไม่จ่าย OT เพราะเป็นพี่เป็นน้องกันก็ต้องช่วยๆ กัน เมื่อหันมาดูความรุนแรงจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง แต่คนธรรมดาอย่างเรากลับรู้สึกถึงถึงผลกระทบ โดยเฉพาะเมื่อมันส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น สิ่งนี้คือ “ความรุนแรงที่จับต้องได้” เพราะต้นทุนการใช้ชีวิตของเราได้ขยับราคาตามไปด้วย หากมันเบนสายตาในสิ่งที่ผู้คนยิ่งสงสัย เมื่อราคาน้ำมันภายในประเทศที่ดูเหมือนจะผันผวนไปตามข่าวลือว่า “หากน้ำมันราคาถูกจะมีการจำกัดการขาย แต่พอราคาสูงขึ้นอีกเท่าตัว น้ำมันก็จะมีขายอย่างไม่จำกัด” เสียงสบถจากชาวบ้านคล้ายว่า “เดาไม่ถูกแค่เรื่องหวย” สิ่งที่เหมือนกับความบังเอิญนี้เกิดขึ้นจากอะไร ? ซึ่งเรามักได้คำตอบที่แห้งแล้งตามสภาพอากาศว่า      “สงครามมันทำให้น้ำมันแพงอยู่แล้ว”      “น้ำมันแพงก็เพราะกลไกตลาด”      “กลไกตลาดคืออุปสงค์และอุปทาน”  ฟังดูก็สมเหตุสมผล แลดูเป็นวิทยาศาสตร์ และเหมือนไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไร ประหนึ่งว่าสงคราม คคือแรงโน้มถ่วงหรือฤดูกาล ที่เมื่อมันมาถึงแล้ว เราก็ทำได้เพียงปรับตัว อดทน และใช้ชีวิตต่อไป โดยไม่สงสัยบ้างหรือว่า “สงครามและกลไกตลาด” มันเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของมนุษย์       ใครจะกำหนดโครงสร้างราคาพลังงาน ?      ใครได้กำไรจากความผันผวน ?      ใครต้องเป็นคนแบกรับต้นทุน ?      หรือแม้แต่ใครคือ “ไอ้โม่ง” ที่รัฐบาลกำลังตามหา ? คำว่า “สงครามและกลไกตลาด” ในความหมายชุดนี้ จึงทำหน้าที่ปลอบประโลมความโกรธเกรี้ยวของผู้คนให้ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ คล้ายกับมุกตลกที่เราเอาแต่จ้องไปที่ “ฉากเลือดสาดว่าใครรบกับใคร น้ำมันจะขึ้นลงเท่าไหร่” แต่ไม่ได้โกรธมากพอที่จะค้นหาว่าใครกำลังฉวยโอกาสจากวิกฤตินี้ แน่นอนว่าเราคงไม่ไปก้าวก่ายงานสืบสวนของตำรวจ หากจะชวนผู้อ่านขุดค้นลงไปในระดับความคิดผ่านเลนส์ปรัชญาของ “สลาวอย ชิเชค”   ผมเป็นนักปรัชญา ไม่ใช่นักบำบัด ถ้าคุณอยากรู้สึกดีขึ้นให้ไปหาไลฟ์โค้ชหรือไม่ก็จิตแพทย์ สลาวอย ชิเชค (Slavoj Žižek) ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาผู้มีขอบเขตความสนใจที่กว้างขวาง ครอบคลุมตั้งแต่ระบบทุนนิยม จิตวิเคราะห์ สิทธิมนุษยชน การเมือง ภาพยนตร์ ลามไปจนถึงความรัก เขามักนำองค์ประกอบเหล่านี้มาผสมผสานเพื่อสร้างมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อ “วัฒนธรรมร่วมสมัย” (pop culture) หากเราต้องการใช้แนวคิดของชิเชคเพื่อทำความเข้าใจว่า ทำไมผู้จำนวนมากจึงมองว่าปรากฎการณ์ “ราคาน้ำมันแพง” คือความปกติของกลไกตลาดที่ต้องแบกรับ เราอาจเริ่มต้นทำความเข้าใจจากแนวคิดเรื่อง “อุดมการณ์” ของเขา  เรามักได้ยินประโยคที่ว่า “ผมมีอุดมการณ์ , อุดมการณ์คือพี่น้องประชาชน” ตกลงอุดมการณ์มันคืออะไร นักมาร์กซิสม์รุ่นเก๋า หลุยส์ อัลธูแซร์ (louse Althusser) เคยตั้งต้นอธิบายในทำนองว่า มันคล้ายภาพในหัวของเราที่คอยตีกรอบว่า เราจะมีมุมมองต่อเรื่องที่พบเจออย่างไร ซึ่งอุดมการณ์จะทำหน้าที่ “เรียก” (interpellation) ให้เรากลายเป็นคนแบบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ลองนึกภาพตามว่า หากตำรวจตะโกนว่า “หยุดนะ!” ทั้งที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ในวินาทีที่คุณหันกลับไป คุณก็ได้ยอมรับโดยปริยายว่า เสียงนั้นได้เรียกคุณ และก็เท่ากับว่าคุณคือผู้ต้องสงสัยทันที ภาพในหัวเหล่านี้ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราจินตนาการขึ้นมา แต่มาจาก “กลไก” ที่อยู่รายล้อมชีวิตเราอย่างคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ยูทูบเบอร์ที่ติดตาม ตัวอย่างเช่น หากโรงเรียนสอนให้เราท่องจำว่า “เด็กดีต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน” ความคิดนี้จะฝังอยู่ในหัวเราจนกลายเป็นกรอบในการมองโลกว่า “สิ่งที่ถูกต้องควรเป็นแบบนี้” ดังนั้น เมื่อมีใครเสนอว่า “เด็กดีอาจมีหน้าที่ 20 อย่างก็ได้” เราก็จะรู้สึกต่อต้านขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะเราไตร่ตรองแล้ว แต่เพราะมัน “ไม่ตรงกับเสียงในหัว” จนมีคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีกลไกรัฐใดนอกจากโรงเรียน ที่สามารถบังคับเด็กให้นั่งฟังอย่างสงบนิ่งได้วันละ 7-8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5-6 วัน ต่อเนื่องกันไปหลายปี” ในแง่นี้อุดมการณ์จึงคล้ายสิ่งที่เราถูกหลอกลวงว่าภาพในหัวคือความจริงหนึ่งเดียว ในมุมของชิเชค อุดมการณ์อาจทำงานคล้ายๆ กับภาพยนตร์เรื่อง “The Matrix” โดยมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ถูกจำลองขึ้น (Matrix) และทุกคนเชื่อว่ามันคือโลกความจริง สะท้อนจากฉากสำคัญที่ตัวเอก “Neo” สามารถเลือกได้ว่า จะกินยาเม็ดสีน้ำเงินเพื่อลืมทุกอย่างแล้วใช้ชีวิตสุขสบายในโลก Matrix ต่อไป หรือเลือกยาเม็ดสีแดงเพื่อตื่นจากภาพลวงเพื่อเห็นโลกความจริงที่โหดร้าย แต่บทสรุปของชิเชคไปไกลกว่านั้นมาก เพราะต่อให้เราเลือกกินยาเม็ดสีแดง โลกความจริงก็อาจถูกจัดวางอุดมการณ์อีกหนึ่งชั้นซ้อนไว้อยู่ดี เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า “เด็กดีควรมีหน้าที่แค่ 20 อย่าง”    “มือที่มองไม่เห็น” กับเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบผีถ้วยแก้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าสงครามย่อมมีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่สั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกอย่าง โดยเฉพาะในกรณีของประเทศไทยที่ยังพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจึงมักถูกอธิบายผ่านกรอบของ “กลไกตลาด” ว่าเป็นผลจากอุปสงค์และอุปทาน กล่าวคือ เมื่อเกิดสงครามหรือความตึงเครียดในพื้นที่ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกอาจลดลง ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันยังคงอยู่หรือเพิ่มสูงขึ้น ความไม่สมดุลระหว่าง “ของที่มี” กับ “ความต้องการ” ได้ผลักให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ทว่าในบริบทไทย ราคาน้ำมันที่ผันผวนตามคำทำนาย กลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น เมื่อสภาผู้แทนราษฎรหยิบยกความเดือดร้อนของประชาชนขึ้นอภิปราย พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงการมีอยู่ของ “ไอ้โม่ง” ที่อาจกักตุนน้ำมันอยู่เบื้องหลังวิกฤตดังกล่าว ภาพของ “ไอ้โม่ง” ในที่นี้อาจไม่จำเป็นต้องหมายถึงใครคนใดคนหนึ่ง แต่อาจหมายถึงเครือข่ายของผู้มีบทบาทในห่วงโซ่พลังงาน ตั้งแต่ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง ไปจนถึงผู้กำหนดจังหวะการกระจายสินค้า ที่มีศักยภาพในการชะลอหรือเร่งการปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาดในช่วงเวลาที่ต่างกัน ภายใต้เงื่อนไขที่ราคามีความผันผวนสูง ลองนึกภาพสถานการณ์ที่น้ำมันไม่ได้ถูกนำออกมาจำหน่ายทั้งหมดในคราวเดียว แต่ถูก”พักไว้” ในช่วงเวลาที่ราคายังอยู่ในระดับต่ำ ก่อนจะทยอยปล่อยออกสู่ตลาดในจังหวะที่ราคาสูงขึ้น หากอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางธุรกิจก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า มีบางอย่างกำลังถูกจัดวางอยู่เบื้องหลัง มากกว่าจะเป็นเพียงการทำงานอย่างเป็นธรรมชาติของสิ่งที่เราเรียกว่า “กลไกตลาด” แม้ความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันจะกระจายไปในวงกว้าง แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงยึดถือคำอธิบายที่ว่า “ในยามสงครามน้ำมันที่ไหนก็แพงทั้งนั้น เทวดาที่ไหนก็ช่วยไม่ได้ ” การหาคำตอบว่ากลไกตลาดทำงานอย่างไร จึงไม่น่าสนใจเท่ากับว่า “เรากำลังมองเห็นกลไกตลาดด้วยอุดมการณ์แบบใด” ภาวะจำยอมในข้างต้นล้วนเผยให้เห็นว่าเครื่องมือในการทำความเข้าใจกลไกตลาดคือแนวคิดเศรษฐศาสตร์คลาสสิคของ Adam Smith โดยเฉพาะเรื่อง “มือที่มองไม่เห็น” (invisible hand) ที่อธิบายว่า เกิดจากการตัดสินใจของแต่ละคน ซึ่งมุ่งแสวงหาผลประโยชน์สูงสุด โดย“ราคา” จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายค่อยๆปรับพฤติกรรมเพื่อหาสมดุล ราวกับมีพลังบางอย่างคอยกำกับอยู่เบื้องหลัง เช่น ในตลาดผลไม้ ไม่มีใครบอกเกษตรกรว่าต้องปลูกอะไรเท่าไหร่ แต่ถ้าช่วงไหน “มะม่วงแพง” คนก็อยากปลูกมากขึ้น พอปลูกมากขึ้น มะม่วงก็ล้นตลาด ราคาก็ลดลงเอง คำอธิบายนี้ถูกโต้แย้งจากนักต่อต้านระบบทุนนิยมว่าคล้ายกับ “การเล่นผีถ้วยแก้ว” คือเราทุกคนต่างใช้นิ้วชี้จุ่มลงในแก้วเพื่อแสวงหาคำตอบ ทั้งเราก็รู้อยู่เต็มอกว่ามี คนใด คนหนึ่ง ออกแรงผลักว่าคำตอบคืออะไร แต่ทุกคนก็แกล้งบอกว่าวิญญาณเป็นผู้นำพา  นี่คือ “ความรุนแรงเชิงภววิสัย” ที่ไม่ได้ปรากฏในรูปของการปะทะหรือการทำร้ายใครโดยตรง แต่แฝงตัวอยู่ในวิธีคิดที่ถูกจัดระเบียบว่า “มันก็เป็นแบบนี้เอง” และย้ำเตือนว่าอุดมการณ์ไม่ใช่แค่ภาพลวงตา มันแทบจะไม่สำคัญเลยว่า “ไอ้โม่ง” ใครคือ ตราบใดที่เรามีวัตรปฏิบัติแบบสิ้นหวัง และยังร่วมใน “พิธีกรรม” นั้นอยู่ เราก็แค่ย้ายออกจากโลกความจริงชุดหนึ่ง (The Matrix) ไปยังความจริงอีกชุดหนึ่ง ซ้ำร้ายเรายังกลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในความรุนแรงนั้น เพราะมือที่ยังสัมผัสกับแก้ว และปากที่ขยับตามบทสวด    เราไม่ได้แค่ซื้อน้ำมันราคาแพง แต่เรากำลังซื้อภาพลักษณ์ของคนเข้าใจโลก ในแง่นี้กลไกตลาดจึงถูกนิยามผ่าน “ความจริง” ที่อุดมการณ์ชุดหนึ่งผลิตขึ้น มือที่มองไม่เห็นทำงานเสมือนสิ่งที่ชิเชคเรียกว่า “Big Other” ซึ่งเป็นอำนาจเชิงสัญลักษณ์ที่แม้มันจะไม่มีตัวตนจริง เรากลับเชื่อว่ามันรับรองความชอบธรรมให้กับความรุนแรงเหล่านั้น  เช่น เจ้าหน้าที่รัฐเข้าทำร้ายกลุ่มผู้ประท้วงจนเสียชีวิต และอ้างว่า “เป็นไปเพื่อความสงบเรียบร้อย”  “Big Other” ทำให้เหตุการณ์อย่างโควิด-19 , น้ำท่วมหาดใหญ่ และค่าฝุ่น pm 2.5 กลายเป็นผลงานการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้า (สิ่งที่อยู่เหนือเรา) เราจึงไม่สนใจแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ทั้งยังปกปิดความรุนแรงแบบภววิสัยที่แทรกแม้แต่อยู่ในอณูของชีวิต ดังการที่เรา “ไม่รับถุงจากร้านค้า” ซึ่งเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนแปลงโลก กลับกลายว่าเราแค่กำลังซื้อภาพลักษณ์ของคนรักษ์โลก และลืมตรวจตราว่าร้านค้าได้ขโมยค่าถุงที่ทุกๆคนต้องซื้อไปปีละกี่ล้าน หรือหากเราจะเห็นด้วยกับการบริจาคทุนการศึกษาให้เด็กยากจนซัก 100 คน เพราะมันอาจเปลี่ยนชีวิตของเขา แต่ก็ถือเป็นการกลบฝังถึงการสร้างนโยบายสวัสดิการด้านการศึกษาในภาพรวม ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง นั่นคือภาษีทางอุดมการณ์ของคนที่เข้าใจโลกต้องจ่าย แล้วเราจะออกจากอุดมการณ์ในโลกของ Matrix นี้กี่โมง ? ในมุมของชิเชคไม่ได้เชื่อว่ามี “ทางออก” แต่เสนอให้เราหยุดเล่นตามบทที่อุดมการณ์กระสหลักกำหนดไว้ เปรียบได้กับการท้าทายผีถ้วยแก้ว เมื่อนึกถึงการที่ผู้เล่นทุกคนถูกทดสอบด้วยการปิดตา เราจึงเริ่มตระหนักว่าคำตอบไม่ได้มาจากวิญญาณลี้ลับ แต่เกิดจาก “ideomotor effect” ที่มีกลไก 3 อย่างคือ ความคิด (คิดว่าแก้วจะไปทางนี้) ความคาดหวัง (เดาว่าควรเป็นแบบนี้) และจินตนาการ (นึกภาพล่วงหน้า) ทำให้เกิดแรงขนาดเล็ก (ระดับไมไคร) ที่ผลักแก้ว เมื่อคนในวงผีถ้วยแก้วมองไม่เห็น แรงเหล่านี้จึงไม่สามารถประสานกันได้ คำตอบจึงสะเปะสะปะ  ข้อเสนอต่อมาในทางปฏิบัติ แม้จะตีความได้ยาก แต่ชิเชคเสนอให้สร้าง “ความรุนแรงอันศักดิ์สิทธิ์” (ไม่ได้หมายถึงการมีใบอนุญาตเพื่อทำร้ายคน) คือการตัดขาดจากกติกาเดิม และสร้างปฏิกิริยาต่อต้านของประชาชนที่ไม่ถูกรับรองความชอบธรรรมของโดย Big Other ดังการสร้างปารีสคอมมูน (Paris Commune) ที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างของช่วงเวลาที่ประชาชนลุกขึ้นปฏิวัติระเบียบทางการเมืองใหม่ในสังคมฝรั่งเศส (ชิเชคเสนอ) หรืออาจจะเป็นกลุ่มคนเก็บเห็ด หาไข่มดแดง และเก็บของป่าขาย ที่พยายามลุกฮือต่อต้านอำนาจรัฐเพื่อบอกกล่าวว่า “พวกเขาไม่ได้ใหญ่โตมากพอที่จะทำให้ประเทศไทยถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่น” (ผู้เขียนเสนอ) ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นทางออกที่กระอักกระอ่วน เพราะมันไม่ได้รับประกันผลลัพธ์ใดเลย เพียงเปิดพื้นที่ให้ทุกอย่างเป็นไปได้ รวมถึงความล้มเหลว  เมื่อคุณฟังข้อเสนอของชิเชคแล้วคุณอาจจะหันมาตะโกนใส่ผู้เขียนแทนว่า เพ้อเจ้อ! แต่นี่แหละคือทางออกที่ยียวนของเขา เพราะการเมืองในตัวตนชิเชคคือ “การเรียกร้องสิ่งที่เป็นไปไม่ได้” หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ดูเหมือนไม่อาจเกิดขึ้นได้ในเงื่อนไขปัจจุบัน “การปฏิวัติ” (revolution) ไม่ได้มีสูตรสำเร็จของการเปลี่ยนแปลง แต่มันมีศักยภาพเพียงอย่างเดียวนั่นคือการ “ตัดวงจร” ของวิกฤติที่หมุนซ้ำอย่างไม่รู้จบ เพราะต่อให้เรารู้ว่า “ไอ้โม่ง” คือใคร มันก็อาจเป็นแค่การเปลี่ยนรายชื่อของผู้เล่น โดยที่กติกาของเกมยังอยู่กลุ่มผู้ควบคุมโครงสร้างทุนทางพลังงาน บทสรุปอาจฟังดูหดหู่จนทำให้เราอยากเดินไปพบ “ไลฟ์โค้ช” ตามที่เขาประชดไว้ เพราะท้ายสุดแล้ว โลกเก่าจากยาเม็ดสีน้ำเงินคงทำให้เราได้แค่เคลิ้มฝัน และยาเม็ดสีแดงที่แม้จะช่วยให้ตื่น แต่ก็ไม่ได้นำเราไปสู่โลกยูโทเปียที่สวยงาม การที่ยังเล่นผีถ้วยแก้ว และร่วมท่องบทสวดในพิธีกรรมนั้นอาจเป็นการช่วยปกปิดมือที่มองไม่เห็นต่อไป จนราคาน้ำมันที่สูงขึ้น กลายเป็นภาษีทางอุดมการณ์ของคนที่เข้าใจโลกที่ต้องจ่าย ดังนั้น หากจะเสนอทางเลือกใหม่สำหรับหนังเรื่อง “The Matrix” สิ่งที่เราต้องค้นหาอาจเป็นยาเม็ดสีใหม่ หรือไม่ “ก็คงต้องหาจิตแพทย์ !!!       อ้างอิง เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ. (2564) เริ่มต้นใหม่จากจุดเริ่มต้น : ทฤษฎีสังคมนิยมมาร์กซิสต์ในศตวรรษที่ 21. อิลลูมิเนชัน อิดิชัน  สรวิศ ชัยนาม. (2558) Slavoj Zizek: ความรุนแรงและการเมืองเพื่อการปลดปล่อย. (กรพินธุ์ พัวพันสวัสดิ์, ผู้แปล) ศยามปัญญา สิงห์ สุวรรณกิจ และทินกฤต สิรีรัตน์. (2024). ว่าด้วยอุดมการณ์และโครงสร้างของหลุยส์ อัลธูแซร์: สำรวจงานศึกษาในไทยและข้อเสนอในการอ่านใหม่. มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 25(1), 159–188 Adamczak, B. (2017). Communism for Kids. Cambridge, MA: MIT Press. Mankiw, N. G. (2021). Principles of economics (9th ed.). Cengage Learning. Wegner, D. M. (2002). The illusion of conscious will. MIT Press. Žižek, S. (2008). The sublime object of ideology. Verso. * บทความ * การเมือง * จาตุรงค์ สุทาวัน * สลาวอย ชิเชค * ราคาน้ำมัน
dlvr.it
April 27, 2026 at 1:31 AM
#นันทิวัฒน์ โพสต์ท้าทาย #สมเด็จฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้เร่งเปิดเผยรายชื่อคนไทยที่ถูกอ้างว่าทรยศชาติด้วยการแอบขนน้ำมันให้กัมพูชา หลังจากที่มีกระแสข่าวว่าสมเด็จฮุน เซน ขู่จะแฉข้อมูลดังกล่าวหากไทยไม่ยอมคืนปราสาทตาควายให้
.
www.dailynews.co.th/news/5808833/
#วิกฤติน้ำมัน #กักตุนน้ำมัน #ราคาน้ำมัน #ไทยกัมพูชา #ปราสาทตาควาย
April 24, 2026 at 9:57 AM
#อนุทิน สั่งรัดเข็มขัดรับสถานการณ์โลก ให้เช่าอาคารสำนักงานแทนสร้างใหม่ ซ่อมบำรุงถนนแทนตัดเพิ่ม ถ้าเช่ารถขอให้เป็นอีวี กำชับเตรียมความพร้อมยุทโธปกรณ์ให้พร้อม หากฝ่ายตรงข้ามรุกรานไทย
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.dailynews.co.th/news/5795231/
#รถEV #งบประมาณปี70 #วิกฤติน้ำมัน
#ข่าว #ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
April 20, 2026 at 8:25 AM
4 แบงก์รัฐประสานเสียง! อัดฉีด #สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รับมือน้ำมัน-ค่าไฟพุ่ง ชูมาตรการ “กรีนโลน” หนุนคนไทยประหยัดพลังงาน
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.dailynews.co.th/news/5783902/
#ธอส #ธกส #ธพว #SMEDBank #ธนาคารออมสิน #ราคาน้ำมัน #วิกฤติน้ำมัน #ค่าไฟแพง
#เดลินิวส์ออนไลน์ #เดลินิวส์
April 18, 2026 at 10:44 AM
เปิดโปงเบื้องหลังวิกฤติน้ำมันหมดปั๊ม ที่แท้เป็นขบวนการกักตุนเก็งกำไร พบหลักฐานมัดคลังรายใหญ่กักน้ำมันเต็มสต๊อกแต่ไม่ยอมปล่อยของ สวนทางโรงกลั่นที่ผลิตเพิ่มทำสถิติ แฉพฤติกรรมเรือล่องหนและรถขนส่งลอบออกนอกเส้นทาง
.
อ่านต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5786838/
#วิกฤติน้ำมัน #เดลินิวส์
April 16, 2026 at 11:28 AM
“ไอซ์-ช่อ” #พรรคประชาชน เดินสำรวจตลาดท่าน้ำนนท์ พบประชาชนบางตา ของแพงขึ้น แต่แม่ค้ายังไม่กล้าขึ้นราคา ฝากรัฐบาลทบทวนมาตรการช่วยเหลือ พร้อมออกงบฯ ปี 70 ตัดลดโครงการไม่จำเป็น เอามาช่วยประชาชน
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.dailynews.co.th/news/5775495/
#นโยบายรัฐบาล #วิกฤติน้ำมันแพง #อนุทิน
#เดลินิวส์ออนไลน์ #เดลินิวส์
April 12, 2026 at 10:13 AM
ผิดจากทุกปี! สงกรานต์นี้ M6 โล่งจนน่าใจหาย พิษน้ำมันแพง คนใช้รถขึ้นสายอีสานลดวูบ

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5775318/
#M6 #วิกฤติน้ำมัน #สงกรานต์2569
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
April 12, 2026 at 4:29 AM
tamon-kun ภาษาญปก่อนหน้านี้ราคาต่ำกว่าของแปลไทย แต่เล่มนี้ที่ซื้อมาปรับราคาขึ้นเป็น 176 บาท ไม่รู้เพราะวิกฤติน้ำมันด้วยรึเปล่า
April 10, 2026 at 11:11 AM
ประชาชนตะโกนถามเมื่อไรน้ำมันจะลด? หลังตลาดโลกลดเยอะแล้ว

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5769387/
#เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #วิกฤติน้ำมัน #ราคาน้ำมัน #ดีเซล #แก๊สโซฮอล์
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
April 10, 2026 at 8:59 AM
'วีระยุทธ' วิจารณ์รัฐบาลอนุทินเป็น "ระบอบปิดตาธิปไตย" ทำนโยบายไม่แก้วิกฤตน้ำมัน มีประโยชน์ทับซ้อน
'วีระยุทธ' วิจารณ์รัฐบาลอนุทินเป็น "ระบอบปิดตาธิปไตย" ทำนโยบายไม่แก้วิกฤตน้ำมัน มีประโยชน์ทับซ้อน
'วีระยุทธ' วิจารณ์รัฐบาลอนุทินเป็น "ระบอบปิดตาธิปไตย" ทำนโยบายไม่แก้วิกฤตน้ำมัน มีประโยชน์ทับซ้อน admin666 Thu, 2026-04-09 - 14:20 รองหัวหน้าพรรคประชาชนวิจาร์รัฐบาลอนุทินแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันตามหลังประชาชน ไม่มีนโยบายเร่งด่วนมาแก้ นโยบายพลังงานสะเปะสะปะ ไม่ตอบความกังวลของประชาชนและภาคธุรกิจ เรียกรัฐบาลอนุทินเป็น "ระบอบปิดตาธิปไตย" ส่วนผสมบ้านใหญ่บวกเทคโนแครต แต่ทั้งสองฝ่ายต่างหลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านนโยบายน่ากังขา 9 เม.ย.2569 รัฐสภา ในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลจากบทบาทที่่ผ่านมาในการแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันที่เดินตามหลังประชาชนและทำช้าไป 5 สัปดาห์ในการยอมรับว่าเป็นวิกฤติ ช้าไป 4 สัปดาห์ในการตรวจสอบค่าการกลั่นน้ำมัน และกว่าจะเริ่มจับตัวผู้กักตุนน้ำมันช้าไป 3 สัปดาห์ และยังเห็นชัดเจนในคำแถลงนโยบายที่ทำเหมือนว่าสถานการณ์โลกตอนนี้เหมือนว่าโลกยังปกติที่ย้อนไป 2-3 ปีที่แล้ว และไม่รู้ร้อนรู้หนาวความเดือดร้อนของประชาชน “ในการเขียนนโยบายก็เดาได้ไม่ยากว่า ใช้เนื้อหาเดิมที่เตรียมไว้ตั้งแต่หลังเลือกตั้งเอามาแปะรวมกันแล้วเพิ่ม 1 ย่อหน้าเติมเรื่องวิกฤติการณ์ตะวันออกลางเข้าไป เหมือนนักเรียนทำรายงานกลุ่มค้างเอาไว้แล้วพอโลกวุ่นวายขึ้นมาไม่รู้จะปรับยังไงเติมเข้าไป 1 ย่อหน้าแล้วกัน หวังว่าคุณครูจะเข้าใจ”  วีระยุทธ กล่าวว่าตอนนี้ประชาชนกำลังต้องการความชัดเจนทิศทางนโยบายว่ารัฐบาลจะทำอย่างไรกับปัญหาราคาน้ำมัน เช่น การจัดหมวดนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมัน บอกให้ชัดว่าจะชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน จะช่วยกลุ่มเปราะบางอย่างไร ออกบัตรเครดิตพลังงานหรือไม่ และเรื่องที่เขายกมาเป้นตัวอย่างนี้คือนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ตั้งแต่ปี 2554 แต่เรื่องเหล่านี้กลับไม่มีอยู่ในนโยบายของรัฐบาลอนุทิน สถานการณ์ปั่นป่วนเช่นนี้ประชาชนและภาคธุรกิจจะเบาใจก็ต่อเมื่อรัฐบาลบอกให้ชัดแยกนโยบายเร่งด่วนออกมา แต่อ่านแล้วไม่เห็นภาพว่ารัฐบาลอนุทินจะแก้ปัญหาอย่างไร  วีระยุทธยังกล่าวต่อไปว่าประชาชนและภาคธุรกิจเวลานี้ก็ยังอยากรู้ด้วยว่าจะจัดการกับโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างไรในส่วนที่อยู่ในอำนาจของรัฐบาล ทั้งภาษีสรรพสามิตที่ ค่าการกลั่นที่นมาถึง 17 บาทแล้วรัฐบาลจะใช้วิธีขอส่วนลดหน้าโรงกลั่นเท่านั้นหรือจะใช้ “ภาษีลาภลอย” เผื่อไปถึงอนาคตด้วยและรัฐบาลในปี 2565 ก็เคยทำการศึกษาแนวทางนี้ไปแล้วทั้งที่เวลานั้นเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ก็เป็นอธิบดีในกระทรวงการคลังอยู่ด้วยทำไมต้องกลับไปเริ่มต้นศึกษากันใหม่อีก นอกจากเรื่องเร่งด่วนแล้ว ประชาชนยังคาดหวังมาตรการระยะกลางด้วยที่จะต้องมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อนว่าจะเกิดสถานการณ์ที่แย่ที่สุดว่าหากสงครามลากยาวออกไป 4-5 เดือนระบบการผลิตน้ำมันและก๊าซถูกทำลายส่งผลต่อเนื่องไปตลอดปี 2569 จะทำอย่างไร เพราะผลกระทบเป็นลูกโซ่ แต่ต้องมีโฟกัสในการแก้ปัญหา  ภาคอุตสาหกรรม ด้านการนำเข้า เม็ดพลาสติกขาดแน่ส่งผลต่อขวด ถุงพลาสติก สี และการก่อสร้าง ส่วนขาส่งออกมี 5 ตัวที่ต้องเฝ้าระวังคือรถยนต์นั่ง รถบรรทุก เครื่องปรับอากาศ ผลติภัณฑ์ไม้ และผ้าไหมที่พึ่งพาการส่งออกไปตะวันออกกลางสูง ที่รัฐบาลจะต้องเชิญภาคอุตสาหกรรมมารับฟังปัญหาล่วงหน้าได้ ภาคบริการและการท่องเที่ยว มีนาคมเที่ยวบินหายไป 65 %  นักท่องเที่ยวที่มาทางอากาศลดลงแน่นอน แต่ข่าวดีคือที่มาทางบกกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก็ต้องทำโปรโมชั่นสำหรับกลุ่มนี้อย่างไร ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาทางนี้มีตัวเลขเพิ่มขึ้นคือ อินเดีย จีน และมาเลเซีย  ภาคเกษตร ปุ๋ยขาดต้องหาแหล่งนำเข้าใหม่ที่รัฐบาลอาจจะเริ่มทำไปแล้ว แต่อาหารทะเลที่เริ่มขาดเพราะเรือออกไปทำประมงน้อยลงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รัฐบาลควรมีมาตรการที่จะทำให้เรือประมงออกไปมากขึ้น  นอกจากนั้นยังต้องเฝ้าระวังการกักตุนปาล์มที่กำลังจะมีการแย่งกันซื้อ ด้านส่งออกมีข้าวและทูน่าที่พึ่งพาตะวันออกกลางสูง วีระยุทธ ยังเสนอว่าจะต้องมีนโยบายเชิงรุกว่าหลังจากออกจากวิกฤตแล้วจะทำอย่างไรต่อด้วย คือรัฐบาลจะต้องมีภารกิจในการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานที่หมายถึงจะต้องมีพลังงานเพียงพอ มีต่อเนื่อง ราคาเอื้อมถึง ที่ทำไปพร้อมกันด้วยการปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ทั้งสามด้านนี้ต้องไปในทิศทางเดียวกันมีจุดหมายเดียวกันไม่ใช่สะเปะสะปะแบบในคำแถลงนโยบายนี้ ซึ่งเขาเสนอว่าจะต้องทำทั้ง 3 เรื่องพร้อมกัน ดังนี้  * ปรับโครงสร้างพลังงาน  โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ(สมาร์ทกริดจ์) ต้องเริ่มให้ทุกครัวเรือนมีสมาร์ทมิเตอร์เปลี่ยนระบบสถานีไฟฟ้าให้เป็นดิจิทัล เพิ่มแหล่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคอื่นมากขึ้น การผลิตไฟฟ้าล้นเกินต้องแก้ไข ค่าพร้อมจ่ายจะแก้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพื่อไม่ให้ประชาชนและภาคธุรกิจแบกรับราคาอย่างทุกวันนี้ * เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ที่คำแถลงนโยบายตั้งเป้าเนตซีโร่ไว้ปีค.ศ. 2050 เป็นเป้าหมายที่ไกลมากแต่ไม่มีการกำหนดว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้นในแต่ละปีเท่าไหร่ ก็ทำให้ไม่เห็นว่าจะไปถึงเป้าหมายในปี 2050 ได้อย่างไร และจะต้องเปิดเสรีซ้อขายไฟฟ้าให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีสิทธิเลือกผู้ขายไฟเองได้ โควต้ารับซื้อไฟฟ้าต้องเพิ่มจาก 90 เมกะวัตต์เป็น 1,500 เมกะวัตต์ได้แล้ว ส่วนการติดโซลาร์เซลล์คนไม่มีความพร้อมในการลงทุนเปลี่ยนดังนั้นจะต้องเปิดให้คนสามารถจ่ายบิลผ่านค่าไฟฟ้า(On bill finance) ได้ถึงจะทำให้ประชาชนปรับตัวได้ ไม่ใช่แค่รัฐบาลขอความร่วมมือ * เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จะต้องมีนโยบายที่ช่วยหนุนให้เกิดการตั้งตึกใหม่ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น แล้วต้อส่งเสริมหรือบังคับให้ห้างขนาดใหญ่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง “ต้องไม่ใช้กลไกรัฐกลไกมหาไทยบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดไม่ได้หรอก ต้องทำให้คนรู้สึกร่วมกันว่าเป็นฉันทามติใหม่นี่คือบ้านที่จะปลอดภัยมากขึ้นเพราะความมั่นคงทางพลังงานจะสร้างงานใหม่งานดีให้สังคมไทย ความมั่นคงทางพลังงานจะทำให้ไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้ ความมั่นคงทางพลังงานจะทำให้เราทุกคนอยู่ในสภาพแวดล้อมดีขึ้นหายใจได้รับอากาศบริสุทธิ์ไปด้วยกัน” วีระยุทธกล่าวว่าการทำนโยบายในภาวะวิกฤตต้องมีภารกิจเชิงรุกด้วยเพื่อให้ทุกคนทุกองคาพยพเห็นเป้าหมายเดียวกัน รู้ชัดเจนว่าจะมีทิศทางอย่างไร มีความปลอดภัยมีความมั่นคงทางพลังงานมากกว่าเดิม  นอกจากนั้นเขายังได้กล่าวถึงความสำเร็จของการทำนโยบายของรัฐบาลว่าจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยทำให้เห็นแล้วว่าเกิดจากส่วนผสมของแต่รัฐบาลนั้นๆ และสภาพของรัฐบาลไทยขณะนี้ที่เห็นแล้วว่าเป็นการผสมกันระหว่างการเมืองบ้านใหญ่กับเทคโนแครตที่ต่างก็มีข้อดีข้อเสียในตัวเอง แต่เมื่อรวมกันต่างฝ่ายต่างยอมปิดตาข้างหนึ่ง และเขาเรียกว่าเป็น “ระบอบปิดตาธิปไตย” “การเมืองบ้านใหญ่มีจุดเด่นอยู่ที่ความใจถึงพึ่งได้กล้าได้กล้าเสียตอนนี้ถ้าเป็นรัฐบาลบ้านใหญ่ล้วนๆ ผมคิดว่าเจอน้ำมันแพงท่านจะกล้าสั่งลดภาษีสรรพสามิตไปแล้ว 7 บาท แต่พอปิดตามยอมฟังเทคโนแครตท้วงติงเรื่องการจัดเก็บรายได้กลัวโดนแปะป้ายว่าเป็นรัฐถังแตก บ้านใหญ่ก็ยอมไปทำส่วนง่ายๆ แทนอย่างการลดราคาหน้าโรงกลั่นบาทสองบาท ในทางกลับกันฝั่งเทคโนแครตที่น่าจะมีจุดเด่นอยู่ที่การใช้หลักวิชาคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมคิดถึงประสิทธิภาพความคุ้มค่า ไม่พึ่งพาระบบอุปถัมภ์แต่พอรวมกับบ้านใหญ่อยู๋ในอำนาจก็ต้องยอมปิดตาเหมือนกัน ยอมให้รัฐบาลทำโครงการที่น่ากังขาจำนวนมาก อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ อย่างโมโตจีพีที่เจาะจงไปบางจังหวัด 2 โครงการนี้ถ้าคิดตามหลักการแบบเทคโนแครตล้วนๆ ก็ไม่คุ้มที่จะทำแน่นอน” วีระยุทธยกตัวอย่างที่ส่งผลร้ายแรงต่อประเทศคือกรณีที่มีการกักตุนน้ำมันบนเรือถึง 57 ล้านลิตรแล้วยังพบว่ามีรถน้ำมันอีก 11,000 คันไม่ส่งน้ำมันให้ปั๊ม ที่เริ่มมาจากการที่นายกฯ ผลักดันให้คนที่มีข้อกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนมานั่งบัญชาการหัวโต๊ะในช่วงตรึงราคาน้ำมันโดยที่ฝั่งเทคโนแครตไม่แย้งอะไร และไม่ต่อสู้ให้เกิดการติดตามการขนส่งน้ำมันด้วย GPS ผลก็คือเกิดความรั่วไหลในระบบเพราะระบอบปิดตาธิปไตย  วีระยุทธกล่าวย้อนไปถึงการบริหารประเทศในยามวิกฤตที่อนุทินในตำแหน่งนายกฯ กล่าวว่าตัวเองเคยพาประเทศออกจากวิกฤตโควิด-19 มาแล้วก็คงมีหลายคนกังวลเพราะคิดถึงญาติพี่น้องที่จากไปในเวลานั้น อีกทั้งในระดับมหภาคไทยยังออกจากวิกฤตการระบาดของโควิดด้วยสภาพสะบักสะบอมเพราะมีการออก พ.ร.ก.เงินกู้มา 3 ฉบับวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาทสูงเป็นอันดับสองในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางรองจากบราซิลทำให้ไทยมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น แต่เงินส่วนนี้ถูกเอาไปใช้กับการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแต่ไม่ได้ถูกเอามาใช้ทำโครงการที่เตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการและประชาชนใช้ชีวิตหลังโควิดได้แข็งแรงมากขึ้นเลย ต่างจากสิงคโปร์ที่เอาเงินไปพยุงการจ้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ทำให้ออกจากวิกฤตอย่างแข็งแรง วีระยุทธกล่าวสรุปว่า ขอให้รัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งหลักให้มั่นคงว่านี่คือการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต มิใช่สภาวะปกติ จำเป็นต้องมีทั้งนโยบายเชิงรับที่สื่อสารได้อย่างชัดเจน ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับราคาน้ำมัน ภาษีที่อยู่ในอำนาจของรัฐ โรงกลั่น และประชาชนที่ต้องพึ่งพาน้ำมันในการประกอบอาชีพประจำวัน และในขณะเดียวกันต้องมีนโยบายเชิงรุกที่สร้างให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถออกจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคงกว่าเดิม * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * แถลงนโยบาย * วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร * รัฐบาลอนุทิน * วิกฤตน้ำมัน
dlvr.it
April 9, 2026 at 7:36 AM
'วีระยุทธ' วิจารณ์รัฐบาลอนุทินเป็น "ระบอบปิดตาธิปไตย" ทำนโยบายไม่แก้วิกฤตน้ำมัน มีประโยชน์ทับซ้อน
'วีระยุทธ' วิจารณ์รัฐบาลอนุทินเป็น "ระบอบปิดตาธิปไตย" ทำนโยบายไม่แก้วิกฤตน้ำมัน มีประโยชน์ทับซ้อน admin666 Thu, 2026-04-09 - 14:20 รองหัวหน้าพรรคประชาชนวิจาร์รัฐบาลอนุทินแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันตามหลังประชาชน ไม่มีนโยบายเร่งด่วนมาแก้ นโยบายพลังงานสะเปะสะปะ ไม่ตอบความกังวลของประชาชนและภาคธุรกิจ เรียกรัฐบาลอนุทินเป็น "ระบอบปิดตาธิปไตย" ส่วนผสมบ้านใหญ่บวกเทคโนแครต แต่ทั้งสองฝ่ายต่างหลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านนโยบายน่ากังขา 9 เม.ย.2569 รัฐสภา ในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลจากบทบาทที่่ผ่านมาในการแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันที่เดินตามหลังประชาชนและทำช้าไป 5 สัปดาห์ในการยอมรับว่าเป็นวิกฤติ ช้าไป 4 สัปดาห์ในการตรวจสอบค่าการกลั่นน้ำมัน และกว่าจะเริ่มจับตัวผู้กักตุนน้ำมันช้าไป 3 สัปดาห์ และยังเห็นชัดเจนในคำแถลงนโยบายที่ทำเหมือนว่าสถานการณ์โลกตอนนี้เหมือนว่าโลกยังปกติที่ย้อนไป 2-3 ปีที่แล้ว และไม่รู้ร้อนรู้หนาวความเดือดร้อนของประชาชน “ในการเขียนนโยบายก็เดาได้ไม่ยากว่า ใช้เนื้อหาเดิมที่เตรียมไว้ตั้งแต่หลังเลือกตั้งเอามาแปะรวมกันแล้วเพิ่ม 1 ย่อหน้าเติมเรื่องวิกฤติการณ์ตะวันออกลางเข้าไป เหมือนนักเรียนทำรายงานกลุ่มค้างเอาไว้แล้วพอโลกวุ่นวายขึ้นมาไม่รู้จะปรับยังไงเติมเข้าไป 1 ย่อหน้าแล้วกัน หวังว่าคุณครูจะเข้าใจ”  วีระยุทธ กล่าวว่าตอนนี้ประชาชนกำลังต้องการความชัดเจนทิศทางนโยบายว่ารัฐบาลจะทำอย่างไรกับปัญหาราคาน้ำมัน เช่น การจัดหมวดนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมัน บอกให้ชัดว่าจะชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน จะช่วยกลุ่มเปราะบางอย่างไร ออกบัตรเครดิตพลังงานหรือไม่ และเรื่องที่เขายกมาเป้นตัวอย่างนี้คือนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ตั้งแต่ปี 2554 แต่เรื่องเหล่านี้กลับไม่มีอยู่ในนโยบายของรัฐบาลอนุทิน สถานการณ์ปั่นป่วนเช่นนี้ประชาชนและภาคธุรกิจจะเบาใจก็ต่อเมื่อรัฐบาลบอกให้ชัดแยกนโยบายเร่งด่วนออกมา แต่อ่านแล้วไม่เห็นภาพว่ารัฐบาลอนุทินจะแก้ปัญหาอย่างไร  วีระยุทธยังกล่าวต่อไปว่าประชาชนและภาคธุรกิจเวลานี้ก็ยังอยากรู้ด้วยว่าจะจัดการกับโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างไรในส่วนที่อยู่ในอำนาจของรัฐบาล ทั้งภาษีสรรพสามิตที่ ค่าการกลั่นที่นมาถึง 17 บาทแล้วรัฐบาลจะใช้วิธีขอส่วนลดหน้าโรงกลั่นเท่านั้นหรือจะใช้ “ภาษีลาภลอย” เผื่อไปถึงอนาคตด้วยและรัฐบาลในปี 2565 ก็เคยทำการศึกษาแนวทางนี้ไปแล้วทั้งที่เวลานั้นเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ก็เป็นอธิบดีในกระทรวงการคลังอยู่ด้วยทำไมต้องกลับไปเริ่มต้นศึกษากันใหม่อีก นอกจากเรื่องเร่งด่วนแล้ว ประชาชนยังคาดหวังมาตรการระยะกลางด้วยที่จะต้องมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อนว่าจะเกิดสถานการณ์ที่แย่ที่สุดว่าหากสงครามลากยาวออกไป 4-5 เดือนระบบการผลิตน้ำมันและก๊าซถูกทำลายส่งผลต่อเนื่องไปตลอดปี 2569 จะทำอย่างไร เพราะผลกระทบเป็นลูกโซ่ แต่ต้องมีโฟกัสในการแก้ปัญหา  ภาคอุตสาหกรรม ด้านการนำเข้า เม็ดพลาสติกขาดแน่ส่งผลต่อขวด ถุงพลาสติก สี และการก่อสร้าง ส่วนขาส่งออกมี 5 ตัวที่ต้องเฝ้าระวังคือรถยนต์นั่ง รถบรรทุก เครื่องปรับอากาศ ผลติภัณฑ์ไม้ และผ้าไหมที่พึ่งพาการส่งออกไปตะวันออกกลางสูง ที่รัฐบาลจะต้องเชิญภาคอุตสาหกรรมมารับฟังปัญหาล่วงหน้าได้ ภาคบริการและการท่องเที่ยว มีนาคมเที่ยวบินหายไป 65 %  นักท่องเที่ยวที่มาทางอากาศลดลงแน่นอน แต่ข่าวดีคือที่มาทางบกกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก็ต้องทำโปรโมชั่นสำหรับกลุ่มนี้อย่างไร ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาทางนี้มีตัวเลขเพิ่มขึ้นคือ อินเดีย จีน และมาเลเซีย  ภาคเกษตร ปุ๋ยขาดต้องหาแหล่งนำเข้าใหม่ที่รัฐบาลอาจจะเริ่มทำไปแล้ว แต่อาหารทะเลที่เริ่มขาดเพราะเรือออกไปทำประมงน้อยลงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รัฐบาลควรมีมาตรการที่จะทำให้เรือประมงออกไปมากขึ้น  นอกจากนั้นยังต้องเฝ้าระวังการกักตุนปาล์มที่กำลังจะมีการแย่งกันซื้อ ด้านส่งออกมีข้าวและทูน่าที่พึ่งพาตะวันออกกลางสูง วีระยุทธ ยังเสนอว่าจะต้องมีนโยบายเชิงรุกว่าหลังจากออกจากวิกฤตแล้วจะทำอย่างไรต่อด้วย คือรัฐบาลจะต้องมีภารกิจในการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานที่หมายถึงจะต้องมีพลังงานเพียงพอ มีต่อเนื่อง ราคาเอื้อมถึง ที่ทำไปพร้อมกันด้วยการปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ทั้งสามด้านนี้ต้องไปในทิศทางเดียวกันมีจุดหมายเดียวกันไม่ใช่สะเปะสะปะแบบในคำแถลงนโยบายนี้ ซึ่งเขาเสนอว่าจะต้องทำทั้ง 3 เรื่องพร้อมกัน ดังนี้  * ปรับโครงสร้างพลังงาน  โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ(สมาร์ทกริดจ์) ต้องเริ่มให้ทุกครัวเรือนมีสมาร์ทมิเตอร์เปลี่ยนระบบสถานีไฟฟ้าให้เป็นดิจิทัล เพิ่มแหล่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคอื่นมากขึ้น การผลิตไฟฟ้าล้นเกินต้องแก้ไข ค่าพร้อมจ่ายจะแก้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพื่อไม่ให้ประชาชนและภาคธุรกิจแบกรับราคาอย่างทุกวันนี้ * เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ที่คำแถลงนโยบายตั้งเป้าเนตซีโร่ไว้ปีค.ศ. 2050 เป็นเป้าหมายที่ไกลมากแต่ไม่มีการกำหนดว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้นในแต่ละปีเท่าไหร่ ก็ทำให้ไม่เห็นว่าจะไปถึงเป้าหมายในปี 2050 ได้อย่างไร และจะต้องเปิดเสรีซ้อขายไฟฟ้าให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีสิทธิเลือกผู้ขายไฟเองได้ โควต้ารับซื้อไฟฟ้าต้องเพิ่มจาก 90 เมกะวัตต์เป็น 1,500 เมกะวัตต์ได้แล้ว ส่วนการติดโซลาร์เซลล์คนไม่มีความพร้อมในการลงทุนเปลี่ยนดังนั้นจะต้องเปิดให้คนสามารถจ่ายบิลผ่านค่าไฟฟ้า(On bill finance) ได้ถึงจะทำให้ประชาชนปรับตัวได้ ไม่ใช่แค่รัฐบาลขอความร่วมมือ * เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จะต้องมีนโยบายที่ช่วยหนุนให้เกิดการตั้งตึกใหม่ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น แล้วต้อส่งเสริมหรือบังคับให้ห้างขนาดใหญ่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง “ต้องไม่ใช้กลไกรัฐกลไกมหาไทยบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดไม่ได้หรอก ต้องทำให้คนรู้สึกร่วมกันว่าเป็นฉันทามติใหม่นี่คือบ้านที่จะปลอดภัยมากขึ้นเพราะความมั่นคงทางพลังงานจะสร้างงานใหม่งานดีให้สังคมไทย ความมั่นคงทางพลังงานจะทำให้ไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้ ความมั่นคงทางพลังงานจะทำให้เราทุกคนอยู่ในสภาพแวดล้อมดีขึ้นหายใจได้รับอากาศบริสุทธิ์ไปด้วยกัน” วีระยุทธกล่าวว่าการทำนโยบายในภาวะวิกฤตต้องมีภารกิจเชิงรุกด้วยเพื่อให้ทุกคนทุกองคาพยพเห็นเป้าหมายเดียวกัน รู้ชัดเจนว่าจะมีทิศทางอย่างไร มีความปลอดภัยมีความมั่นคงทางพลังงานมากกว่าเดิม  นอกจากนั้นเขายังได้กล่าวถึงความสำเร็จของการทำนโยบายของรัฐบาลว่าจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยทำให้เห็นแล้วว่าเกิดจากส่วนผสมของแต่รัฐบาลนั้นๆ และสภาพของรัฐบาลไทยขณะนี้ที่เห็นแล้วว่าเป็นการผสมกันระหว่างการเมืองบ้านใหญ่กับเทคโนแครตที่ต่างก็มีข้อดีข้อเสียในตัวเอง แต่เมื่อรวมกันต่างฝ่ายต่างยอมปิดตาข้างหนึ่ง และเขาเรียกว่าเป็น “ระบอบปิดตาธิปไตย” “การเมืองบ้านใหญ่มีจุดเด่นอยู่ที่ความใจถึงพึ่งได้กล้าได้กล้าเสียตอนนี้ถ้าเป็นรัฐบาลบ้านใหญ่ล้วนๆ ผมคิดว่าเจอน้ำมันแพงท่านจะกล้าสั่งลดภาษีสรรพสามิตไปแล้ว 7 บาท แต่พอปิดตามยอมฟังเทคโนแครตท้วงติงเรื่องการจัดเก็บรายได้กลัวโดนแปะป้ายว่าเป็นรัฐถังแตก บ้านใหญ่ก็ยอมไปทำส่วนง่ายๆ แทนอย่างการลดราคาหน้าโรงกลั่นบาทสองบาท ในทางกลับกันฝั่งเทคโนแครตที่น่าจะมีจุดเด่นอยู่ที่การใช้หลักวิชาคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมคิดถึงประสิทธิภาพความคุ้มค่า ไม่พึ่งพาระบบอุปถัมภ์แต่พอรวมกับบ้านใหญ่อยู๋ในอำนาจก็ต้องยอมปิดตาเหมือนกัน ยอมให้รัฐบาลทำโครงการที่น่ากังขาจำนวนมาก อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ อย่างโมโตจีพีที่เจาะจงไปบางจังหวัด 2 โครงการนี้ถ้าคิดตามหลักการแบบเทคโนแครตล้วนๆ ก็ไม่คุ้มที่จะทำแน่นอน” วีระยุทธยกตัวอย่างที่ส่งผลร้ายแรงต่อประเทศคือกรณีที่มีการกักตุนน้ำมันบนเรือถึง 57 ล้านลิตรแล้วยังพบว่ามีรถน้ำมันอีก 11,000 คันไม่ส่งน้ำมันให้ปั๊ม ที่เริ่มมาจากการที่นายกฯ ผลักดันให้คนที่มีข้อกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนมานั่งบัญชาการหัวโต๊ะในช่วงตรึงราคาน้ำมันโดยที่ฝั่งเทคโนแครตไม่แย้งอะไร และไม่ต่อสู้ให้เกิดการติดตามการขนส่งน้ำมันด้วย GPS ผลก็คือเกิดความรั่วไหลในระบบเพราะระบอบปิดตาธิปไตย  วีระยุทธกล่าวย้อนไปถึงการบริหารประเทศในยามวิกฤตที่อนุทินในตำแหน่งนายกฯ กล่าวว่าตัวเองเคยพาประเทศออกจากวิกฤตโควิด-19 มาแล้วก็คงมีหลายคนกังวลเพราะคิดถึงญาติพี่น้องที่จากไปในเวลานั้น อีกทั้งในระดับมหภาคไทยยังออกจากวิกฤตการระบาดของโควิดด้วยสภาพสะบักสะบอมเพราะมีการออก พ.ร.ก.เงินกู้มา 3 ฉบับวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาทสูงเป็นอันดับสองในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางรองจากบราซิลทำให้ไทยมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น แต่เงินส่วนนี้ถูกเอาไปใช้กับการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแต่ไม่ได้ถูกเอามาใช้ทำโครงการที่เตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการและประชาชนใช้ชีวิตหลังโควิดได้แข็งแรงมากขึ้นเลย ต่างจากสิงคโปร์ที่เอาเงินไปพยุงการจ้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ทำให้ออกจากวิกฤตอย่างแข็งแรง วีระยุทธกล่าวสรุปว่า ขอให้รัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งหลักให้มั่นคงว่านี่คือการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต มิใช่สภาวะปกติ จำเป็นต้องมีทั้งนโยบายเชิงรับที่สื่อสารได้อย่างชัดเจน ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับราคาน้ำมัน ภาษีที่อยู่ในอำนาจของรัฐ โรงกลั่น และประชาชนที่ต้องพึ่งพาน้ำมันในการประกอบอาชีพประจำวัน และในขณะเดียวกันต้องมีนโยบายเชิงรุกที่สร้างให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถออกจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคงกว่าเดิม * ข่าว * การเมือง * เศรษฐกิจ * แถลงนโยบาย * วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร * รัฐบาลอนุทิน * วิกฤตน้ำมัน
dlvr.it
April 9, 2026 at 7:36 AM
ดีเอสไอเตรียมชงหลักฐานมัดพฤติการณ์ "รับเข้ามากกว่าขายออก" พบพิรุธคลังน้ำมันมาตรา 7 ส่อเจตนากักตุนสินค้าควบคุม ต้องลุ้นมติ 15 เสียงเพื่อยกระดับเป็นคดีพิเศษ

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5765714/
#กคพ #วิกฤติน้ำมัน #คดีกักตุนน้ำมัน
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
April 9, 2026 at 7:02 AM
#ทรัมป์ พลิกท่าทีแบบหน้ามือหลังประกาศหยุดยิง 2 สัปดาห์ อาสาจะเข้าไปช่วยระบายการจราจรทางเรือที่กำลังติดขัดใน #ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะทำให้เงินทองหลั่งไหลจนเป็น "ยุคทองของภูมิภาค" และอิหร่านเตรียมรับทรัพย์เพื่อไปฟื้นฟูประเทศ
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.dailynews.co.th/news/5761798/
#วิกฤติน้ำมัน #ราคาน้ำมัน #สงคราม #DonaldTrump #สหรัฐ #อิหร่าน
April 8, 2026 at 12:09 PM
'เอกนัฏ' เคาะปรับลดราคาขายปลีกดีเซลทุกชนิด 2.14 บาท/ลิตร หลังปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นรูปแบบใหม่ พร้อมปรับลดอัตราเงินชดเชยหลังราคาน้ำมันโลกลดลง หวังพยุงสถานะกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังวิกฤติ
.
อ่านต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5763251/
#น้ำมันแพง #ราคาน้ำมัน #เดลินิวส์
April 8, 2026 at 11:39 AM
'เอกนัฏ' เคาะปรับลดราคาขายปลีกดีเซลทุกชนิด 2.14 บาทต่อลิตร หลังปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นรูปแบบใหม่ พร้อมปรับลดอัตราเงินชดเชยหลังราคาน้ำมันโลกลดลงหวังพยุงสถานะกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังวิกฤต ติดลบมากกว่า 57,000 ล้านบาท

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5763251/
#ดีเซล #เอกนัฏพร้อมพันธุ์ #วิกฤติน้ำมัน
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
April 8, 2026 at 9:39 AM
ลุ้นราคาหน้าปั๊มต่อ! ราชกิจจานุเบกษา ประกาศปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0, บี 7, บี 20 ลดลง 2 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป

สามารถติดตามต่อได้ที่ : www.dailynews.co.th/news/5762655/
#ดีเซล #โรงกลั่นน้ำมัน #ราคาน้ำมัน #วิกฤติน้ำมัน
#เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
April 8, 2026 at 8:56 AM
#สหรัฐ "ประกาศชัยชนะ" ชี้การใช้มาตรการทางทหารอย่างหนักหน่วงสามารถบีบ #อิหร่าน สำเร็จ สร้าง "อำนาจต่อรองสูงสุด" ให้อเมริกา ในการเจรจาที่ปากีสถาน
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.dailynews.co.th/news/5761105/
#ช่องแคบฮอร์มุซ #วิกฤติน้ำมัน #ราคาน้ำมัน #สงคราม #สงครามตะวันออกกลาง
April 8, 2026 at 5:05 AM
ส่องราคาน้ำมันไทย ดีเซลพุ่งแซงมาเลเซีย แพงแค่ไหนในอาเซียน?? หลังไทยเราราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นมาแซงหน้ามาเลเซียแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้าถูกกว่าเยอะ!!
.
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.dailynews.co.th/news/5758513/
#วิกฤติน้ำมัน #ราคาน้ำมัน #ดีเซล
#ข่าว #ข่าววันนี้ #เดลินิวส์ #เดลินิวส์ออนไลน์
April 7, 2026 at 11:26 AM